๔๕ เขตตรวจ ราชการที่ จังหวัดในเขตตรวจราชการ ผู้รับผิดชอบเขตตรวจราชการ 11 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 12 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด นายสุภชัย จันปุ่ม ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 13 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 13 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ นายชัยณรงค์ ป้องบ้านเรือ ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 7 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ นายสุภชัย จันปุ่ม ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 13 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 15 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาญเจริญ นายชาตรี ม่วงสว่าง ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 16 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 จังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ นายชาตรี ม่วงสว่าง ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 17 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดจาก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ว่าที่ร้อยตรี เจษฎาภรณ์ พรหนองแสน ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 17 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 18 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร จังหวัดอุทัยธานี ว่าที่ร้อยตรี เจษฎาภรณ์ พรหนองแสน ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 17 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ หมายเหตุ จังหวัดที่พิมพ์ตัวหนาเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานศึกษาธิการภาค ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สถานที่จัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนที่ 4 นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 256๗ จากการวิเคราะห์ภารกิจหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงเป็นไปตามหลักการการบริหารแบบบูรณาการและการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นโยบาย แผนงาน งาน/โครงการ ที่เป็นนโยบายและภารกิจที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงบริบทและ สถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้น ประกอบกับการยึดแนวปฏิบัติของการตรวจราชการตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจ ราชการ พ.ศ. 2548 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้กำหนดนโยบายการตรวจ ราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 256๗ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 - ๒๕๖๘ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 และประเด็นการตรวจติดตาม โดยมี สาระสำคัญดังต่อไปนี้ 1. ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา 1.1 พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครู และบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผลสัมฤทธิ์ ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหาร จัดการภาครัฐและแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2566-2567 การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบจัดการ ศึกษาและนโยบายรัฐบาลจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษา และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตมุ่ง ส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติรวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการ อ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียน ที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ จัดทำ หลักสูตรและให้คำแนะนำ ที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาทั้งใน ด้านสังคม ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) และการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อต่อยอดให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยไม่ละเลยการศึกษา ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศ และการปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติ เพื่อให้มีความ พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของโลกสมัยใหม่อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม รัฐบาลจะให้ความสำคัญต่อความมีคุณภาพของครูทั้งประเทศ รวมไปถึงครูแนะแนว เพื่อช่วยให้นักเรียน ได้รับคำแนะนำด้านเนื้อหาของวิชาการและการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกเรียนและ ประกอบอาชีพ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 54 การให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะใดและการเลื่อนเป็นวิทยฐานะใด
๔๗ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานวิทยฐานะตามมาตรา 42 ซึ่งผ่านการประเมิน ทั้งนี้ ให้คำนึกถึงความประพฤติ ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ ประสบการณ์ คุณภาพการปฏิบัติงาน ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ ผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการเรียนการสอนตามหลักเกณฑ์ และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 มาตรา 79 บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อยู่ใต้ บังคับบัญชาและมีหน้าที่พัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และจริยธรรมวิชาชีพที่เหมาะสม ในอันที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้กำหนดนโยบายปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครู และบุคลากร ทางการศึกษาลดขั้นตอน มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยให้ดำเนินการ 1. ปรับระบบการประเมินวิทยะฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เน้นตาม สภาพจริง ลดการทำเอกสาร ลดขั้นตอนการประเมิน ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยากและเป็นธรรม โดยเน้นผล สัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามช่วงวัยเป็นสำคัญ คำนึกถึงสภาพบริบทของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการ เรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างภาระงานให้แก่ครูจนเกินไป 2. ปรับระบบการประเมินเพื่อเลือนขั้นเงินเดือนและการประเมินวิทยฐานะ ให้มี ความเชื่อมโยงกันและออกแบบการประเมินให้สามารถนำไปใช้กับการประเมินต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย 3. นำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินวิทยฐานะ และสนับสนุน อุปกรณ์สำหรับใช้ในการประเมินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน 2 ประเด็น ดังนี้ 1) การสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครู และบุคลากรทางการศึกษา (ว PA) ๒) ประสิทธิภาพในการใช้งานระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) แผนงาน/งาน/โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา สป. (สช.) โครงการพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) สป. (ก.ค.ศ.) โครงการพัฒนาระบบตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สป. (ก.ค.ศ.) โครงการส่งเสริมการประเมินสมรรถนะที่เทียบเท่าวิทยฐานะและการมี ใบประกอบวิชาชีพครูชั้นสูงและนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน การประเมิน สป. (สช.)
๔๘ 1.2 พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงกับความประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใส และไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น “ครู” คือ บุคลากรซึ่งประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนและการ ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการจัดการศึกษาเพราะเป็นผู้ที่อยู่ ใกล้ชิดผู้เรียนมากที่สุดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการในการจัดการศึกษาว่าต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการ ดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขโดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ภารกิจของครูจึงถือเป็นภารกิจที่สำคัญสังคมส่วนใหญ่ จึงมุ่งหวังให้ครูพัฒนาเด็กไทยให้มี คุณภาพเทียบเท่านานาประเทศ โดยหน้าที่สำคัญ คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้อบรมสั่งสอนผู้เรียนให้ เกิดความเจริญงอกงาม ให้เป็นผู้มีความรู้มีทักษะ ความสามารถในการเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ครูจึงมี บทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง การขาดแคลนครูจากการย้ายเป็น ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสภาพการณ์ปัจจุบัน การเปลี่ยนครูบ่อยทำให้โรงเรียนเสียโอกาสในหลายด้าน เช่น ต้นทุนที่ใช้ไปในการพัฒนาครู ต้นทุนที่ต้องเสียไปในการพัฒนาครูใหม่ ความรู้สะสมที่ขาดหายไปกับ ครูเก่า สำหรับครูบรรจุใหม่โรงเรียนมีความเสี่ยงในการศึกษาพฤติกรรมของครูที่มีต่อเด็ก ทำให้นักเรียนไม่ มีความต่อเนื่องในการเรียนการสอน อัตราการย้ายครูที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโรงเรียน ขาด ความต่อเนื่องในการจัดการเรียนการสอน และคุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศหากไม่มีกลไกในการ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นและได้ให้ความความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้กำหนดเป็นนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการครู สามารถโยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขาย ตำแหน่ง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การย้าย การช่วยราชการ ให้มีความชัดเจนและยืนหยุ่น ตามแต่กรณี รวมทั้งใช้บทลงโทษ อย่างเข้มงวดและเด็ดขาดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจาการเรียกรับผลประโยชน์ในการ โยกย้ายหรือแต่งตั้ง โดยมีการจัดทำ และพัฒนาระบบจับคู่ครูคืนถิ่น หรือ Teacher Matching System : TMS โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการบริหารจัดการและอำนวยการความ สะดวกให้กับข้าราชการครูที่ประสงค์ขอย้ายสับเปลี่ยน เพื่อกลับไปสอนในภูมิลำเนาของตนเอง เป็นการ สร้างขวัญกำลังใจให้ข้าราชการครูในการจัดการเรียนการสอน และนำไปสู่การลดอัตราการย้ายของ ข้าราชการครู และกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการย้ายสับเปลี่ยน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับการย้ายสับเปลี่ยนประจำปี พ.ศ. 2567 ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้ ดำเนินการผ่านระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) ซึ่งการดำเนินการย้าย สับเปลี่ยนผ่านระบบ TMS ข้าราชการครูที่ประสงค์ยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยน จะต้องดำเนินการผ่าน ระบบ TMS เท่านั้น ซึ่งหลักการสำคัญของการย้ายสับเปลี่ยนผ่านระบบ TMS คือ เป็นระบบสำหรับการ
๔๙ ย้ายสับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งครูด้วยกัน ที่สอนในสาขาวิชาหรือกลุ่มวิชาหลักตรงกัน เพื่อไปดำรงตำแหน่ง เดิมในต่างสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของผู้ขอย้ายสับเปลี่ยน หรือภูมิลำเนาตาม ทะเบียนบ้านของบิดาและหรือมารดาของผู้ขอย้ายสับเปลี่ยนรายอื่น ที่มีที่ตั้งอยู่ในภูมิลำเนาของผู้ขอย้าย สับเปลี่ยนข้างต้น และให้ผู้ขอย้ายสับเปลี่ยน เลือกจับคู่ หากจับคู่สำเร็จแล้ว ก็จะเข้าสู่การดำเนินการของ สำนักเขตพื้นที่การศึกษาและการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งแล้วแต่กรณี ต่อไป จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน 2 ประเด็น ดังนี้ 1) การสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการย้ายข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาผ่านระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) ๒) ประสิทธิภาพในการใช้ระบบการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านระบบ จับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) แผนงาน/งาน/โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ จัดทำโปรแกรมการจับครูคืนถิ่น (Teacher Matchaing System : TMS) สป. (ก.ค.ศ.) โครงการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา สป. (ก.ค.ศ.) 1.3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบให้กับประชาชน โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติและมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการและประสานงาน ร่วมกันในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สิน มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างเป็นธรรมและ เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย รวมถึงดำเนินมาตรการเชิงป้องกัน โดยการให้ความรู้ทางการเงิน และเร่งส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศที่ช่วยสร้างวัฒนธรรมบ่มเพาะให้เกิดวินัย ในการบริหารเงินและหนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนประสบความสำเร็จและมีผลยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับกลุ่มลูกหนี้ที่เป็นครูและบุคลากรทางการ ศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบกับ ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครู และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่อย่าง มีศักดิ์ศรี มีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีวินัยทางด้านการเงิน เกิดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ซึ่งจะ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพของผู้เรียน ทั้งยังตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่มีเป้าหมาย การพัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนไทยในทุกมิติและในทุกช่วงวัย ให้มีคุณภาพชีวิต สุขภาวะและความ เป็นอยู่ที่ดี รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่จะมุ่งเน้นทั้งการพัฒนาผู้เรียนและครูในทุกด้าน และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๖- ๒๕๘๐) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ในประเด็น 11 การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีคุณภาพเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการ
๕๐ พัฒนาทักษะชีวิตและการเรียนรู้ การทำงานและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพของประชากร แต่ละช่วงวัย รวมทั้งสนับสนุนการจัดสวัสดิการและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงานที่สมดุลระหว่างชีวิต การทำงานและชีวิตครอบครัว รวมถึงนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อความมี คุณภาพ ของครูทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาและการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการ ศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศนโยบายการศึกษาขอกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ – ๒๕๖๘ และกำหนดให้การแก้ไขปัญหนี้สินครูและบุคลากรทางการ ศึกษาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นหนึ่งประเด็นในนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จึงได้กำหนดแนวทางการ แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ทุกส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับดำเนินการ โดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อ ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 ให้สถานีแก้หนี้ คณะกรรมการ แก้ไขหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดและผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด กำกับดูแล และดำเนินการ แก้ไขปัญหาหนี้สิน ที่มีปัญหาในการชำระหนี้โดยประสานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือสถาบันการเงินอื่น เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยให้เชิญเจ้าหนี้ทุกรายร่วมเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้หรือแก้ไขปัญหา การชำระหนี้ จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน 3 ประเด็น ดังนี้ 1) การสำรวจสภาพหนี้ จัดทำฐานข้อมูล และจัดกลุ่มสภาพปัญหาหนี้สินของ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด 2) การดำเนินการของสถานีแก้หนี้/ และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและ บุคลากรทางการศึกษาจังหวัด ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครู และบุคลากร ทางการศึกษา 3) การส่งเสริม สนับสนุน เสริมสร้างวินัยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษารวมทั้ง บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานวางแผนทางการเงินให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการจัดการหนี้อย่าง ยั่งยืนการบริหารการเงิน การออม แผนงาน/งาน/โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ของสำนักงาน ก.ค.ศ. สป. (ก.ค.ศ.) โครงการพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทางการเงิน สป. (สคบศ.) เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู สป. (ก.ค.ศ.) โครงการป้องกันและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สกสค.
๕๑ 1.4 จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม สภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตไปทั่วโลก เกิดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ อย่างยาวนาน และการสูญเสียทางด้านทุนมนุษย์ (Human Capital) ในส่วนของประเทศไทยมีการ ประกาศให้สถานศึกษาต้องหยุดเรียน นักเรียนไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านมาเรียนที่สถานศึกษา ตามปกติได้ สังคมไทยต้องเรียนรู้และปรับตัว ตามชีวิตวิถีใหม่ หรือความปกติใหม่ (New Normal) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนก็ต้องปรับตัว จากรูปแบบเดิม ที่นักเรียนต้องเดินทางไปเรียนที่ สถานศึกษา มาเป็นการเรียนในรูปแบบออนไลน์ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ แม้ปัจจุบันสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะคลี่คลายลงแล้ว แต่เทคโนโลยีก็ได้เข้ามามีบทบาท สำคัญในการดำรงชีวิตในหลายๆ ด้าน เช่น การเรียนการสอนแบบออนไลน์ การประชุมในรูปแบบออนไลน์ เป็นต้น รวมถึงด้านการศึกษา อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อ คุณภาพการศึกษาต่อไป โดยยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาและ เสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนไทยในทุกมิติและในทุกช่วงวัย เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 - 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ในประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ (แผนย่อยที่ 3.1) การปฏิรูปกระบวนการ เรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียนทุกระดับการศึกษา รวมถึงจัดกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ มีการ ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับเนื้อหาและวิธีการสอน โดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนทฤษฎีการเรียนรู้แบบใหม่ ในการพัฒนาเนื้อหา ทักษะแบบใหม่ และเทคโนโลยี เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ตลอดจนนโยบาย ด้านการศึกษาของรัฐบาลซึ่งให้ความสำคัญต่อความมีคุณภาพ ของครูทั่วประเทศ โดยดำเนินการนโยบาย ปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้กระจายอำนาจ การศึกษาให้ครูและผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียน ที่เหมาะสม และใช้ระบบ เทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ ดังนั้นการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อรองรับ การใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อุปกรณ์การเรียนการสอนจึงเป็น สิ่งที่จำเป็นต่อการศึกษาของประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการนำอุปกรณ์การเรียนการสอนและสนับสนุน การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา สร้างความเสมอภาคในการเรียนรู้ให้นักเรียน โดยครูและบุคลากร ทางการศึกษา ได้เข้าถึงอุปกรณ์จัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการในการใช้งาน ทำให้ กระบวนการจัดการเรียนการสอนมีความสะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายจัดหาอุปกรณ์
๕๒ การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม โดยกระทรวงศึกษาธิการได้รับฟังความคิดเห็นของครู และนักเรียนเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งจะเกิดประโยชน์หรือมีความคุ้มค่ามากกว่า ถ้ามีการจัดหา อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ในการจัดการ เรียนการสอน รวมถึงการบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ในการ ช่วยเหลือในการจัดหาอุปกรณ์อีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีวัสดุอุปกรณ์ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะ เกิดศักยภาพเรียนรู้ ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นการลดภาระครู และสร้างโอกาสให้นักเรียนได้เข้าถึงบริการ การศึกษาที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน 3 ประเด็น ดังนี้ 1) การสนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ ในการช่วยจัดการเรียนการสอน 2) การสนับสนุน จัดหาแท็บเล็ต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 3) การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐและหน่วยงานเครือข่ายอื่น ๆ แผนงาน /งาน /โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านระบบ คอมพิวเตอร์ สพฐ. โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับวิถีชีวิตครูในศตวรรษที่ 21 คส. 2. นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง 2.1 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอ ภาคทางการศึกษา ด้วยสถานการณ์และบริบทโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อวิถีชีวิตของ ประชากรทั่วโลกในทุกกลุ่มทุกช่วงวัย สถานการณ์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยให้มีการ สื่อสารไร้พรมแดนและสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล และแหล่งความรู้ได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา ส่งผลต่อ สภาวการณ์การจัดการศึกษาในประเทศไทย ที่ต้องเผชิญความท้าทายกับวิถีใหม่ การเปลี่ยนรูปแบบ การศึกษา รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้ทันสมัย และการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะ อาชีพ ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสามารถตอบสนอง ต่อความต้องการของผู้เรียนรายบุคคล โดยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดการเรียน การสอน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มี ประสิทธิภาพ ให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ เพื่อให้การศึกษาของประเทศสามารถรองรับความหลากหลายของการจัด การศึกษาและตอบโจทย์ การพัฒนาของโลกอนาคต และสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและ
๕๓ เสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา เพื่อตอบสนอง การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญด้านการศึกษา ประเทศไทยจะต้องเป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นสังคมที่รักการอ่าน มีการพัฒนาทั้งนักเรียน ครู และทำให้หลักสูตรมีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ ลดปริมาณงาน การเรียน การบ้าน ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีนโยบาย สำคัญที่สอดรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก และนโยบายของรัฐบาลในการเป็นสังคมการเรียนรู้ตลอด ชีวิต คือ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง” จัดทำหลักสูตร ที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการศึกษา อีกทั้ง ยังมีการฝึกทักษะอาชีพเพื่อให้ผู้เรียน มีรายได้ระหว่างเรียน นอกจากนี้ มีการนำแพลตฟอร์มการ เรียนรู้ มาผสมผสานการเรียนการสอนแบบเดิมในห้องเรียนกับการเรียนการสอนออนไลน์ (Hybrid Education) เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้เรียนจะมีโอกาสเข้าร่วม กิจกรรมการเรียนการสอนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เข้าถึงเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพ ทันสมัยตอบ โจทย์ความต้องการของผู้เรียนในโลกยุคใหม่ และขยายการเรียนรู้ไปถึงประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ ให้มีโอกาสทางการศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถต่อยอดความรู้เดิม และประยุกต์ใช้ ความรู้ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ในส่วนของครูและบุคลากรทางการศึกษา เสริมสร้าง สมรรถนะให้มี ความพร้อมด้านดิจิทัล (Digital Literacy) สามารถนำอุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการ จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน ๒ ประเด็น ดังนี้ 1) การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย 2) การสนับสนุนให้ครูผู้สอนแสวงหาสื่อการเรียน การสอน (คอนเทนต์/แพลตฟอร์ม) เพื่อนำมาใช้ในการสอน แผนงาน /งาน /โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการขับเคลื่อนนโยบายและสร้างการมีส่วนร่วมของเอกชน ในการ จัดการศึกษา สป.(สช.) โครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม สป. (สช.) โครงการขับเคลื่อนระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการโดยใช้ จังหวัดเป็นฐาน (Sandbox) สป. (ศทก.) โครงการ “พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในการสร้างสื่อการ เรียนดี ผู้เรียนมีความสุขด้วย Tablet” สป.(สคบศ.) โครงการ “การจัดการเรียนรู้ด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Tablet) เพื่อ เสริมสร้างสมรรถนะครูในศตวรรษที่ ๒๑” สป.(สคบศ.) โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา สพฐ.
๕๔ แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาส่งเสริม สนับสนุนและขับเคลื่อน การจัดการ เรียนรู้วิถีอนาคต วิถีคุณภาพ ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. โครงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านระบบคอมพิวเตอร์ สพฐ. โครงการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา สอศ. โครงการดิจิทัลตอนเทนต์ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ด้านอาชีพดิจิทัล สกร. โครงการสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ในงานอาชีพส่งเสริม ผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑ สกร. โครงการคลังความรู้เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ สกร. จำนวนหลักสูตร สื่อและกระบวนการเรียนรู้ระดับปฐมวัย ประถม ศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีทั้งที่ได้รับการวิจัย และพัฒนา 160 รายการ สสวท. แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้ง 3 ระบบ ครู นักเรียนและบุคคลทั่วไป สามารถ เข้าถึงได้ สสวท. 2.2 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ ๑ โรงเรียน ต่อ ๑ อำเภอ ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่กับสังคมไทยมายาวนาน และก่อให้เกิด ปัญหาที่หลากหลาย ทั้งทางด้านสังคม การเมือง และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่มีเพียงมิติของเศรษฐกิจหรือรายได้เท่านั้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเป็น ปัญหา ที่สำคัญและเรื้อรังมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการเข้าถึงหรือโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษา ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 จึงได้กำหนดให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษา ในทุกระดับ ทุกประเภท โดยจัดให้มีมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียนทุกระดับ จัดโครงสร้างการศึกษาเพื่อ สร้างความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์และเอื้อต่อการเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค ทั่วถึง และใช้ทรัพยากร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดรับ กับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น (12) การพัฒนาการ เรียนรู้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้คนไทย มีการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลเพิ่มขึ้น มีทักษะ ที่จำเป็น ของโลกศตวรรษที่ ๒๑ สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งเพื่อให้คนไทยได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพตามความ ถนัดและความสามารถของพหุปัญญาดีขึ้น
๕๕ กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฯ เพื่อยก ระดับคุณภาพและลดความเลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการมุ่งเน้นการจัดการศึกษาโรงเรียนให้มีคุณภาพ ทั่วถึงและเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของคนในทุกช่วงวัย ให้เป็นคนดี คนเก่ง มีวินัย มีทักษะชีวิต มีคุณธรรมจริยธรรม พร้อมเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศ ด้วยการขับเคลื่อน โรงเรียนคุณภาพ เพื่อลดความเลื่อมล้ำของโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในสังคมเมืองและชนบท สร้างความ พร้อมให้กับครู ผู้บริหาร และโรงเรียนในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยตามบริบทของ โรงเรียน และต้องก้าวทัน ต่อความเปลี่ยนแปลงสามารถนำพาให้การศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้น ให้โรงเรียนจัดกิจกรรม ด้วยหลักสูตรที่ยืดหยุ่น วัดผลตามสมรรถนะของนักเรียน โรงเรียนมีการลงทุนด้าน การศึกษาอย่างเป็นธรรม โดยมีหลักการบริหารการจัดการอย่างชัดเจน ตลอดจนการจัดทำหลักสูตร ที่จะเพิ่มสมรรถนะ ในการปฏิบัติหน้าที่ของทั้งผู้บริหาร คณะครูและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ทั้งนี้ การจัดการศึกษาของโรงเรียนคุณภาพ จะต้องมีความพร้อมทั้งในเชิงกายภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ สื่อที่เพียงพอและทันสมัยเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ ทั้งมิติ บุคลากร ผู้บริหาร เป็นผู้นำวิชาการ ในด้านงบประมาณ บุคลากร แหล่งเรียนรู้ สื่อ สถานที่ อีกทั้ง ต้องกระจายอยู่ทั่ว ทุกภูมิภาคของประเทศในพื้นที่ที่แตกต่างกัน พร้อมสร้างเครือข่ายการศึกษาในพื้นที่ จนโรงเรียนสามารถ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของพื้นที่มีโรงเรียนขนาดเล็กร่วมเป็นเครือข่าย ร่วมใช้ ทรัพยากรการเรียนรู้ แบ่งปันองค์ความรู้สื่อ อุปกรณ์การสอน เทคโนโลยี รวมทั้งครูที่ดี ครูที่เก่ง เพื่อสร้าง ความมั่นใจ อุ่นใจให้แก่ผู้ปกครองที่จะช่วยให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ เทียบเท่าระดับสากล และสร้างโอกาส ทางการศึกษาให้เข้าถึงเด็กทุกคนอย่างแท้จริง ต่อมา ได้มีการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพให้เป็นโรงเรียนต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียน ในแต่ละอำเภอ เพื่อนำร่องการพัฒนา สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร สื่อเทคโนโลยี และอุปกรณ์ ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน ปรับปรุงสภาพแวดล้อม และบริบทของโรงเรียนให้สอดคล้องกับการ เรียนรู้ปัจจุบัน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้โรงเรียนมีความ พร้อม สามารถรองรับการใช้ทรัพยากรร่วมกันของโรงเรียนเครือข่ายได้ โดยโรงเรียนในกลุ่มเป้าหมาย จะได้รับการพัฒนาในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านบุคลากร ด้านสื่อการเรียนการสอน ให้มีคุณภาพและได้ มาตรฐาน มีครูครบชั้น ครบวิชา สามารถจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ นำไปสู่ภาพความสำเร็จตามนโยบาย “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” เป็นหนึ่งในนโยบายการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการฯ ที่เน้นการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพและได้ มาตรฐานตามบริบทของตนเอง เกิดความเท่าเทียม เพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาที่มี คุณภาพและได้มาตรฐาน สร้างความเสมอภาค ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศในด้านการจัดการศึกษา ของประเทศ จึงกำหนดประเด็นการตรวจ ติดตาม จำนวน ๒ ประเด็น ดังนี้ 1) ความพร้อมของโรงเรียนคุณภาพ 1.1) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนผู้เรียน 1.2) ด้านผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา
๕๖ 1.3) ด้านการบริหารจัดการ 1.4) ด้านการจัดการเรียนรู้ 1.5) ด้านผู้เรียน 2) การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียน ในแต่ละอำเภอหรือเขตพื้นที่ การศึกษา แผนงาน /งาน /โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการ “เสริมสร้างความเข้มแข็ง 1 อำเภอ 1 สถานศึกษาคุณภาพ ตามบริบทของพื้นที่” สป.(กสภ.) โครงการโรงเรียนเข้มแข็ง ชุมชนร่วมมือเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม สู่สันติสุขชายแดนภาคใต้" สป. (ศค.จชต.) โครงการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารและพัฒนา การจัดการอาชีวศึกษา สอศ. โครงการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สสวท. 2.3 พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมาย การพัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนไทยในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทย มีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็นพลเมืองดีของ ชาติ มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และอนุรักษ์ ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทย ที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่น ๆ โดยมีสัมมาชีพตามความถนัด ของตนเอง กอปรกับนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา ที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ โดยรัฐบาลจะดำเนินนโยบาย “เสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริม การอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์ การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียน แต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่” และ “ให้ความสำคัญ ต่อความมีคุณภาพของครู ทั่วประเทศ รวมไปถึงครูแนะแนวเพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับคำแนะนำด้านเนื้อหา ของวิชาการและการเข้าถึงข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกเรียนและประกอบอาชีพ รวมไปถึง การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ ของนักเรียนทุกคน” กระทรวงศึกษาธิการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบาย การศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ในด้านการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ข้อ ๓ ระบบการแนะแนวการ เรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม ดังนี้ ๑) พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการ
๕๗ เรียนรู้ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการ ดำรงชีวิต และมีหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความสนใจและความต้องการของผู้เรียน เพื่อให้มีรายได้ระหว่าง เรียน จบแล้ว มีงานทำสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ๒) จัดให้มีระบบแนะแนวสำหรับ ผู้เรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบแนวทางการ เรียนและเป้าหมายชีวิตที่ตนเองชอบ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดระยะเวลาการเรียน ๓) เน้นนวัตกรรม การเรียนรู้แบบ STEM Education (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นทักษะจากการปฏิบัติจริง และเสริมความสามารถด้าน Soft Skill ควบคู่ การพัฒนา ๔) ประสานความร่วมมือ กับกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหา สุขภาพจิตของผู้เรียน เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนให้สามารถอยู่ในสถานศึกษาได้อย่างมีความสุข ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และ เป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยดำเนินการแนะแนวการศึกษาและอาชีพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในทุกระดับ จัดให้มีระบบแนะแนวและระบบการดูแลช่วยผู้เรียนทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งการพัฒนาครูแนะแนว และครูทุกคนให้สามารถแนะแนวแก่นักเรียน นักศึกษาได้ เนื่องจากครูแนะแนว และครูผู้สอน เป็นผู้มีความสำคัญอย่างมาก เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิด นักเรียน มีโอกาส ที่จะให้คำปรึกษาแนะนำนักเรียน นักศึกษา ให้มีความพร้อมสู่เป้าหมายชีวิตของทุกคน ตามศักยภาพ ความถนัด และความสนใจ จึงกำหนดประเด็นการตรวจ ติดตาม จำนวน 4 ประเด็น ดังนี้ ๑. การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ให้มีทักษะที่เหมาะสมและ จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตอบสนองต่อความสนใจและความต้องการของผู้เรียน ๒. การส่งเสริมและพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะในการ แนะแนวผู้เรียน 3. การจัดให้มีระบบการแนะแนว และการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน 4. การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาของผู้เรียน แผนงาน /งาน /โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการพัฒนาความเข้มแข็งงานแนะแนวเพื่อสร้างเสริม สมรรถนะผู้เรียน สพฐ. โครงการสร้างเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะและศักยภาพ เพื่อการมีงานทำ สพฐ. โครงการการขับเคลื่อนกลไกการบริหารและการจัดการศึกษาแบบ บูรณาการและมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ สป. (กสภ.) โครงการพัฒนาหลักสูตรกระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลที่เน้นสมรรถนะผู้เรียน สป. (สช.) โครงการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนการสอนสำหรับครูยุคใหม่ สป. (สช.)
๕๘ แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการเสริมสร้างทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 สป. (สช.) โครงการส่งเสริมและพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิชาการ สป. (สช.) โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา สป. (กสภ.) โครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาสู่ทักษะแห่งอนาคต สป. (สคบศ.) 2.4 การจัดทำระบบวัดผลรองรับมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถ เรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 – 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ในประเด็น 11 การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ในแผนย่อย ๔) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ วัยแรงงาน ด้วยการยกระดับศักยภาพทักษะและสมรรถนะของคนในช่วงวัยทำงานให้สอดคล้องกับ ความสามารถเฉพาะบุคคลและความต้องการของตลาดแรงงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ และผลิตภาพเพิ่มขึ้นให้กับประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความรู้แรงงานฝีมือให้เป็น ผู้ประกอบการใหม่ และสามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ในการสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ และสร้างเสริมคุณภาพ ชีวิตที่ดีให้กับวัยทำงานผ่านระบบ การคุ้มครองทางสังคมและการส่งเสริมการออม โดยมีแนวทางการ พัฒนา คือ การยกระดับศักยภาพ ทักษะ และสมรรถนะของคนในช่วงวัยทำงานให้มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคล และความต้องการของตลาดงาน ส่งเสริมและสนับสนุนการ พัฒนาทักษะแรงงานฝีมือให้เป็นผู้ประกอบการใหม่ และสามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ในการสร้างสรรค์ งานใหม่ ๆ เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกในการทำงาน และประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ ๒) การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย โดยพัฒนาระบบบริหารจัดการกลไกการคัดกรอง และการส่งต่อเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคนไทยตามพหุปัญญาให้เต็มตามศักยภาพ และส่งเสริมสนับสนุน ระบบสถานศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างและพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่มีความสามารถพิเศษ บนฐานพหุปัญญาและสร้างเส้นทางอาชีพ สภาพแวดล้อมการทำงาน และระบบสนับสนุนที่เหมาะสม สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ โดยจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนเพื่อผู้มีความสามารถ พิเศษได้สร้างความเข้มแข็งและต่อยอดได้ เพื่อพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้นักวิจัยความสามารถสูงของไทยให้มีศักยภาพสูงยิ่งขึ้น กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการมุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ผลิตกำลังคน รวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยดำเนินการผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรม เป้าหมาย ส่งเสริมผู้เรียน ให้มีทักษะในการ เป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ รวมถึงส่งเสริมการวิจัย สร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนา พหุปัญญาของผู้เรียน เพื่อให้กำลังคนมีทักษะอาชีพ สมรรถนะ สอดคล้อง กับความต้องการ ของตลาดแรงงาน ตลอดจนองค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์ งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม
๕๙ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้ จึงกำหนดนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวง ศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 ด้านการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบาย การจัดทำระบบวัดผลรองรับมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่มเพื่อรับ ประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษา สามารถขอการรับรอง มาตรฐานวิชาชีพได้ในระหว่างที่กำลังศึกษา อยู่ในระบบ ผู้เรียนมีทางเลือกที่จะมีรายได้ระหว่างเรียนควบคู่ กับการทำงานไปพร้อมกัน และสามารถที่จะขอการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อยกระดับศักยภาพของ ตนเอง รวมทั้งการลดระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและเปิดโอกาสทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นต่อการ ประกอบอาชีพ จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน 3 ประเด็น ดังนี้ 1) การอบรมอาชีพเสริมเพื่อการเสริมสร้างทักษะใหม่ (New Skill) เพิ่มสมรรถนะ (Upskill) และทบทวนทักษะ (Reskill) ให้แก่ผู้เรียน 2) การพัฒนาสมรรถนะอาชีพให้แก่กลุ่มผู้เรียน การอบรมอาชีพระยะสั้น 3) การเสริมสร้าง สนับสนุน และแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ในการ ขอรับรองมาตรฐานวิชาชีพ แผนงาน /งาน /โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษา สป. (สช.) โครงการส่งเสริมเวทีและประชาคม เพื่อการจัดทำรูปแบบและการ พัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา สป. (กสภ.) โครงการยกระดับการผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สอศ. โครงการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบให้เชื่อมโยง กับมาตรฐานอาชีพและระบบคุณวุฒิวิชาชีพตามกรอบ คุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ สป. (สช.) 2.5 การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษา เพื่อให้ ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่าย ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมาย การพัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนไทยในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทย มีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็น พลเมืองดีของชาติมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษ และภาษาที่สาม และอนุรักษ์ ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่น ๆ โดยมี
๖๐ สัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จุดเน้นของการศึกษาจึงเปลี่ยน ไปสู่การเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้การเรียนรู้เป็นปัจจัยสร้างความสามารถและ ศักยภาพของคนและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมี สถานภาพทางสังคมหรือเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างไร ย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาสทางการ ศึกษาเรียนรู้ที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งต่อตนเองและต่อสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นไปตามหลักการ พื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่อพลิกโฉมประเทศไปสู่การขับเคลื่อนที่ใช้ นวัตกรรม เป็นฐานมีหลายปัจจัยที่สนับสนุนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีบทบาทในการ เรียนรู้ และเสริมสร้างสมรรถนะมากขึ้น มีสถาบันการศึกษาและแพลตฟอร์มฝึกอบรมจำนวนมาก รวมถึง คนไทยมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น สามารถฝึกอบรมทั้งการฝึกซ้ำและการฝึกยกระดับเพื่อ เพิ่มสมรรถนะ ทำให้การจัดการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีต้นทุนการดำเนินงาน ที่ต่ำและตอบสนองความต้องการได้เป็นรายบุคคล สถานศึกษา หรือสถาบันการศึกษา จึงไม่สามารถมุ่ง เฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษาในระบบได้อีกต่อไป ต้องเปลี่ยนเป็นการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเน้น ประสบการณ์สำหรับคนทุกช่วงวัยให้เข้าถึงได้จากทุกที่และทุกเวลา รวมทั้งมีต้นทุนที่ไม่สูงเกินไปจนเป็น อุปสรรคในการเข้าถึง ซึ่งจะกระทบต่อระบบการเรียนรู้ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถเรียนรู้และพัฒนา สมรรถนะให้ได้ตลอดเวลารวมทั้งสามารถเชื่อมโยงและเทียบโอนสมรรถนะอย่างมีคุณภาพและไร้รอยต่อ โดยอาศัยกลไกของทะเบียนสะสมหน่วยกิต หรือผลการศึกษาของผู้เรียนจากการเรียนรู้ที่หลากหลาย รูปแบบ เช่น การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัยและจากประสบการณ์การ ทำงาน การฝึกอบรม หรือการพัฒนาตนเอง โดยมีหลักฐาน ที่เป็นองค์ประกอบในการเทียบหน่วยกิต รวบรวมไว้เพื่อประโยชน์ในการเข้าศึกษาในสถานศึกษา การเทียบวุฒิการรับรอง หรือรับคุณวุฒิทาง การศึกษาและการทำงาน กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้กำหนดนโยบายการจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับ การศึกษา และประเมินผลการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศไม่ต้อง เสียเวลาเรียนในระบบ ด้วยการจัดทำระบบการเทียบเคียงหรือเทียบโอนผลการเรียน ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์หรือสมรรถนะจากระบบเดียวกัน แต่ต่างสถานศึกษา หรือจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง หรือจากต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเข้าศึกษาหรือการรับรองระดับการศึกษาต่างสถานศึกษา หรือต่างระบบได้ รวมทั้งเพื่อมอบโอกาสให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ หรือมีความเป็นอัจฉริยะ สามารถเรียนข้ามชั้นเรียนได้ โดยเข้าสู่กระบวนการวัดเทียบระดับผลการศึกษา ไม่ต้องมีเงื่อนไขของเวลา ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน มีระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (Credit Bank) ทำหน้าที่เป็น ธนาคารหน่วยกิตกลาง ส่งเสริม สนับสนุน บูรณาการให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่จำกัดอายุและ คุณวุฒิ เป็นการเชื่อมโยงการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนสะสม หน่วยกิตในธนาคารหน่วยกิต และนำผลการเรียนรู้หรือผลลัพธ์การเรียนรู้จากการศึกษา การฝึกอบรม การรับรองมาตรฐานอาชีพ และการสะสมประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติหรือการเรียนรู้จริงจาก
๖๑ ที่ทำงานระหว่างการศึกษามาเทียบโอนหน่วยกิต และสะสมในธนาคารหน่วยกิตได้ตลอดชีวิตและได้รับ การคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน 3 ประเด็น ดังนี้ 1) การสร้างการรับรู้การจัดทำระบบ วัดผลเทียบระดับการศึกษาและประเมินผล การศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและ ประหยัดค่าใช้จ่าย 2) การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาเพื่อรองรับการขับเคลื่อน / สนับสนุนการ วัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ 3) จำนวนผู้เรียนที่ผ่านการเทียบระดับการศึกษา (ถ้ามี) แผนงาน /งาน /โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาสำหรับเด็ก ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กด้อยโอกาส สป. (สช.) โครงการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามพหุปัญญาของผู้เรียน สป. (กสภ.) โครงการพัฒนาคลังเครื่องมือมาตรฐานเพื่อการบริการ สพฐ. โครงการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพ เพื่อการพัฒนา การเรียนรู้ของผู้เรียน สพฐ. โครงการการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการจบการศึกษาและ การเทียบวุฒิการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนา ศักยภาพตามพหุปัญญาในการพัฒนาและส่งต่อการพัฒนา ให้เต็มศักยภาพ สกศ. โครงการประเมินเทียบความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน สกร. โครงการส่งเสริมเวทีและประชาคมเพื่อการจัดทำรูปแบบและการ พัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา สป. (กสภ.) โครงการพัฒนาระบบการสะสมหน่วยการเรียน การเทียบโอนทาง การศึกษาและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต สป. (สช.) 2.6 ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) จากสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการหางานทำในปัจจุบัน การมีทักษะวิชาชีพถือสิ่งที่จำเป็นในยุคปัจจุบันอย่างมาก ประกอบกับแนวนโยบายการพัฒนาประเทศ ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้หน่วยงานต่าง ๆ พิจารณาถึงปัญหาความจำเป็นที่ต้องได้รับการพัฒนาในแต่ละช่วง วัยอย่างรอบด้าน การสร้างทักษะพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนด้านการมีงานทำ มีอาชีพ ด้วยวิธีการฝึกฝนและ
๖๒ อบรมทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร ต้องมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนทำงานเป็นและมีงานทำในที่สุด และต้องสนับสนุนให้ผู้สำเร็จหลักสูตรมีอาชีพ มีงานทำ จนสามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัว ตามกรอบ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและส่งเสริมการจัดการศึกษา เพื่อสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขัน รวมทั้ง ยังขับเคลื่อนแผนแม่บทตามยุทธศาสตร์ชาติในการ พัฒนาผู้เรียนทุกช่วงวัยให้ได้รับ การพัฒนาในทุกมิติ จึงควรมุ่งเน้นการส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษา เพื่อทักษะอาชีพและการมีงานทำ ให้นักเรียนได้เลือกฝึกทักษะและสมรรถนะงานรวมถึงให้ค้นพบ ความถนัดของตนเอง สู่การตัดสินใจวางเส้นทางการศึกษาต่อ ในการวางเป้าหมายชีวิตที่จะประกอบอาชีพ กระทรวงศึกษาซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษา จะต้องพัฒนากำลังคนให้มีขีด ความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลก ให้สอดรับกับแผนการปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ. 2558 – 2594) แผนการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และแนวโน้มการปฏิรูป การศึกษาในระดับสากล ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับทักษะ (Skill) หรือความชำนาญในการปฏิบัติมากกว่า เนื้อหาตามตำรา (Content) อีกทั้ง องค์กรยูเนสโกได้แนะนำว่าผู้เรียนควรมีทักษะที่ครอบคลุม 3 กลุ่ม ทักษะ คือ 1) ทักษะพื้นฐาน คือ ทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น 2) ทักษะเพื่อการทำงาน คือ ทักษะพื้นฐานในการทำงานทุกอาชีพ ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศ การคิด วิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร และ 3) ทักษะเฉพาะอาชีพ คือ ทักษะ เบื้องต้นของอาชีพที่สนใจ จึงควรส่งเสริมให้มีการจัดและพัฒนาหลักสูตรทักษะอาชีพควบคู่ไปกับวิชา สามัญ เพื่อเร่งปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมของการมีงานทำในพื้นที่ ให้สอดคล้องรองรับกลุ่มอาชีพของสถานประกอบการ และกลุ่มอาชีพอิสระในชุมชนที่เป็นพื้นฐาน ความเป็นคุณภาพชีวิตในจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และการวัดผลประเมินผล จาก Passive Learning เป็น Active Learning ที่อิงมาตรฐานและตัวชี้วัด รายวิชา ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากสถานการณ์การปฏิบัติจริง แก้ปัญหาความต้องการของท้องถิ่น ทำให้ผู้สำเร็จ การศึกษามีทักษะและสมรรถนะความรู้ที่เป็นพื้นฐานทางวิชาชีพ การจัดการศึกษาในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกระดับ ทุกประเภท ต้องตระหนัก ถึงความสำคัญและเตรียมความพร้อมด้านวิชาชีพให้ผู้เรียนทุกระดับการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นภาพ อาชีพต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง สำรวจความสนใจ ความถนัด และมองเห็นเส้นทางชีวิต ในอนาคต เพื่อวางแผนในการศึกษาต่อหรือเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ โดยการศึกษาภาคบังคับ ทั้งระดับประถมและมัธยมจะต้องมุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะ มองหาความถนัด ที่จะพัฒนาเป็น อาชีพในอนาคต การศึกษาระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา บ่งบอกความสนใจ ความถนัดของตนเอง โดยเลือกสายการเรียนรู้ พัฒนาตนเองทั้งเชิงช่างฝีมือ การบริการ และวิชาการ และในระดับอุดมศึกษา เป็นการเตรียมให้นักศึกษาได้ใช้ความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาพัฒนาเข้าสู่การประกอบอาชีพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเป็นผู้ประกอบการอิสระ การคิด พัฒนา ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ ๆ เพื่อเป็นการพัฒนา ทักษะความรู้และคุณลักษณะนิสัยการทำงานให้ตรงกับความสนใจ บุคลิกภาพและความถนัดของนักเรียน สู่การประกอบอาชีพที่เป็นวิถีการดำรงชีวิต อย่างมีคุณภาพ และเป็นการส่งเสริมทักษะอาชีพการศึกษา สร้างรายได้และการมีงานทำ ซึ่งเป็นผลดีและประโยชน์ส่วนรวมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทำให้
๖๓ เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เลี้ยงตนเอง และครอบครัว พร้อมส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เร่งพัฒนาทักษะ ทั้ง Hard skill และ Soft skill รวมถึงสร้าง Future skill ตามนโยบาย “เรียนรู้และมี รายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn)” ซึ่งจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อเตรียมคนให้มีทักษะและศักยภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ด้านทักษะฝีมือ ให้สามารถก้าวสู่โลกแห่งการทำงานหรือศึกษาต่ออย่างมีคุณภาพ จึงกำหนดประเด็นการตรวจติดตาม จำนวน 2 ประเด็น ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ให้แก่ผู้เรียนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอาชีวศึกษา เพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน 2) การแสวงหาเครือข่ายสถานประกอบการ เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาทวิภาคี เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะวิชาชีพที่ต้องกับความต้องการของสถานประกอบการ แผนงาน /งาน /โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน /งาน /โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการมหกรรมวิชาการ “เรียนดี มีความสุข ภายใต้แนวทางการ ทำงานจับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” สป. (กสภ.) โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน สกร. โครงการส่งเสริมทักษะอาชีพให้ตรงกับความต้องการ ของตลาดแรงงาน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ศค.จชต. โครงการเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพ/การสร้าง Soft Power ให้ผู้เรียน สป. (สช.) ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเป็นผู้แทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูง ในการตรวจราชการ การติดตาม ประเมินผลและนิเทศการศึกษาระดับกระทรวง รวมทั้งเป็นผู้แทนจากส่วนกลางในการเชื่อมประสาน นโยบายการศึกษา สู่ภูมิภาคให้บรรลุเป้าหมาย ด้วยการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยการ สร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ พร้อมทั้งติดตามความก้าวหน้า ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และให้ข้อ เสนอแนะในการปฏิบัติงาน แก่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินนโยบายและการจัดทำภารกิจ ของหน่วยงานบรรลุเป้าหมาย
ความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ แผน นโยบายสู่แผนการตรวจราช ประจำปีงบประมา ภาพที่ 4 ความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ แผน นโยบายสู่แผนการตรวจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
ชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ าณ พ.ศ. 2567 จราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ 64
ส่วนที่ 5 การขับเคลื่อนแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สู่การปฏิบัติ แผนการตรวจราชการ และการติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้กำหนดวัตถุประสงค์การตรวจราชการให้เป็นไปตามระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การตรวจ ราชการ ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้รับการตรวจนำ แผนการตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไปเป็นแนวทางสนับสนุนการตรวจราชการกระทรวง และเสริมสร้างกระบวนการตรวจราชการกระทรวงให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนดำเนินงาน และการแก้ไข ปัญหาของผู้รับการตรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลสำเร็จไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้แผนการตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 บรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่กำหนด การกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการ ศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สู่การปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้อง และบุคลากรทุกระดับ รวมทั้ง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการ ขับเคลื่อนแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการมีส่วน ร่วมในการขับเคลื่อนแผนการตรวจราชการและติดตามประเมนผลการจัดการศึกษาของกระทรวง ศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด ผู้บริหารกระทรวง ซึ่งได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ปลัดกระทรวงฯ รองปลัดกระทรวงฯ และผู้ตรวจราชการกระทรวง ได้ใช้ประโยชน์จากแผนการตรวจราชการฯ รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการ ตรวจรชการ และติดตามประเมินผล ได้แก่ ข้อเสนอแนะที่ไว้ในการตรวจราชการและติดตามประเมินผล รายงานผลการดำเนินงาน ข้อค้นพบ และปัญหาอุปสรรค โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และปลัด กระทรวงฯ สามารถนำผลลัพธ์จากการตรวจราชการไปใช้ประโยชน์ในการทบทวนการกำหนดนโยบาย และรับทราบข้อจำกัดของหน่วยงานและนำไปพิจารณากำหนดนโยบายให้เหมาะสมต่อการบริหารจัดการ การศึกษาของกระทรวงฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการตรวจราชการ และติดตามประเมินผล ของกระทรวงฯ มีการนำแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลของ กระทรวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ (1) หน่วยงานระดับกระทรวง โดย สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงฯ มีหน้าที่หลักในการสนับสนุน การตรวจราชการและสนับสนุนด้านวิชาการแก่ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ก่อน ระหว่างและหลังการตรวจ ราชการ และ (2) ผู้รับการตรวจ ได้แก่ ส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษา ทั้งส่วนกลางและส่วน ภูมิภาคในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือแก่ผู้ตรวจราชการ กรทรวงพร้อมรับการตรวจ (3) ผู้สนับสนุนการตรวจราชการ ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น จึงได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัด การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สู่การปฏิบัติจำนวน 5 แนวทาง ได้แก่ (1) การสร้างความเข้าใจสาระสำคัญของแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการ
๖๖ ศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (2) การเผยแพร่แผนการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (3) การกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง (4) การบูรณาการงานตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ระดับกระทรวง และระดับพื้นที่ (5) การวัดผลสำเร็จแผนการตรวจราชการกระทรวงและติดตามประเมิน ผลฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.การสร้างความเข้าใจสาระสำคัญของแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อให้ผู้รับการตรวจและผู้ที่เกี่ยวข้องกับแผนการตรวจราชการกระทรวงและติดตามประเมินผลฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้รับทราบข้อมูล และมีความเข้าใจสาระสำคัญของแผนการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลฯ ไปในทิศทางเดียวกันและเกิดการยอมรับร่วมกัน การสร้างความเข้าใจสาระสำคัญ ของแผนการตรวจราชการติดตามประเมินผลฯ จึงมีความสำคัญที่จะผลักดันให้การดำเนินงานตามแผนการตรวจ ราชการและติดตามประเมินผลฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และการกำหนดรูปแบบการสร้างความเข้าใจ ให้แก่เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้องดังนั้น จึงได้กำหนดสาระสำคัญของแผนการตรวจราชการฯ รูปแบบ การสร้างความเข้าใจ หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง รายละเอียดดังนี้ ตารางที่ 4 การสร้างความเข้าใจสาระสำคัญของแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 2. การเผยแพร่แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 การจัดพิมพ์และเผยแพร่แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นรูปแบบการสื่อสารที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ อย่างคล่องตัว สามารถพกพาลงพื้นที่ได้สะดวกและเกิดความเข้าใจตรงกันในเรื่องกรอบแนวคิดการจัดทำ แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ รายละเอียดแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผล กระทรวงแต่ละประเภทและการขับเคลื่อนแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ในภาคผนวก อาทิ ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง โดยจัดพิมพ์เอกสาร จัดทำ QR สาระสำคัญแผนการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลฯ รูปแบบการสร้างความเข้าใจ หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง 1. วัตถุประสงค์ของแผน 2. ประเภทการตรวจราชการ 3. ขอบเขตการตรวจราชการ 4. ระยะเวลาการตรวจราชการ 5. การรายงานผล 6. การติดตามข้อเสนอแนะ 1. การจัดประชุมผู้ตรวจราชการฯ และผู้รับการตรวจ (ประสานแผนการตรวจราชการฯ) 2. เอกสาร 3. FILE DIGITAL 4. อื่น ๆ 1. ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ 2. หน่วยงานในสังกัด ศธ. 3. สำนักงานศึกษาธิการภาค 4. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 5. ผู้รับการตรวจ 6. สำนักตรวจราชการและติดตาม ประเมินผล 7. หน่วยงานภายนอก
๖๗ Code สำหรับกาเผยแพร่อินเตอร์เน็ต โดยแจกจ่ายให้แก่หน่วยงานภายในกระทรวง ภายนอกกระทรวง และผู้ที่สนใจ รวมถึงการเผยแพร่ทางเว็บไซด์ สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 3. การกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง การตรวจราชการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนการตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ครบทั้ง 3 ข้อ จำเป็นต้องดีรับความร่วมมือจากหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้บทบาท หน้าที่และความ รับผิดชอบที่ต่างกัน ซึ่งการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนไม่ซ้ำซ้อน และสนับสนุนซึ่งกันและกัน จะทำให้ การขับเคลื่อนแผนการตรวจราการกระทรวงศึกษาธิการ บรรลุ วัตถุประสงค์ที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดบทบาท หน้าที่ของหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องรายละเอียดในตารางการกำหนดบทบาทหน้าที่ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บทบาทหน้าที่ - มอบหมายภารกิจ/หน้าที่ ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการตรวจติดตาม - รับทราบผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ กระทรวง - พิจารณากำหนดนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนให้ผู้รับการตรวจดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น - สนับสนุนและยกระดับงานการตรวจราชการและติดตามประเมินผลกระทรวง 2. คณะกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวง ศึกษาธิการ บทบาทหน้าที่ - กำหนดนโยบาย เกณฑ์มาตรฐาน ระบบการติดตามตรวจสอบประเมินผลและแผน การตรวจราชการประจำปี แผนการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการ ศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ - กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ - กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ - กำกับ ดูแล ติดตาม ประเมินผล และเสนอแนะการบริหารงบประมาณของส่วน ราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ - พิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรายงานผลการตรวจราชการ การราย งานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา 3. ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ บทบาทหน้าที่ -ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ให้เป็นไปตามขอบเขตการตรวจราชการและติดตามประเมินผล ทั้ง 3 ประเภทกำหนด
๖๘ 4. ผู้รับการตรวจ บทบาทหน้าที่ - อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน แก่ผู้ตรวจราชการ กระทรวงหรือผู้ที่ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย - จัดเตรียมบุคคล เอกสาร หลักฐาน ในการปฏิบัติงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมที่จะ รับการตรวจ -ชี้แจงหรือตอบคำถาม พร้อมทั้งให้ข้อมูลใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการจรวจราชการ - จัดให้มีสมุดตรวจราชการตามแบบที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด - ปฏิบัติหรืองดการปฏิบัติงานใดๆ ที่ผู้ตรวจราชการได้ตรวจและแนะนำในระหว่าง การตรวจราชการ หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ หรือพิจารณาและรายงานให้ผู้ตรวจราชการทราบภายในสิบห้าวัน - รายงานความก้าวหน้าความสำเร็จของผลการดำเนินการตามข้อสั่งการหรือข้อเสนอ แนะของผู้ตรวจราชการต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ตรวจราชการ - ดำเนินการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ในการตรวจราชการ 5. สำนักงานศึกษาธิการภาค บทบาทหน้าที่ - วางแผนและจัดระบบการประสานการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ 6. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด บทบาทหน้าที่ - ประสานและสนับสนุนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการตรวจราชการจัดทำแผนการ รองรับการตรวจ - ราชการและดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวง ในการตรวจราชการคิดตามและประเมินผลตามนโยบายของแผนการตรวจ ราชการของกระทรวงศึกษาธิการ 7. สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. บทบาทหน้าที่ - จัดทำแผน/ผลการตรวจราชการกระทรวงประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ชี้แจง แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 25667 -สนับสนุนงานอำนวยการ/ข้อมูลวิชาการแก่ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ก่อนระหว่าง และหลังการตรวจราชการ - จัดทำรายงานผลการตรวจราชการ - ติดตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ - พัฒนางานตรวจราชการกระทรวง
๖๙ 8. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บทบาทหน้าที่ - จัดทำแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการกระทรวง ประจำปีและเป็นหลักบูรณา การตรวจราชการร่วมกันทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 9. ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน บทบาทหน้าที่ - ให้คำปรึกษาแก่ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องที่ตนมีความรู้ความ ชำนาญและมีความสนใจ รวมทั้งให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและเรื่องที่เป็นประเด็นปัญหา ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์การตรวจราชการในพื้นที่ ประสานเครือข่ายผู้รู้ จากภาคส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการสำนักนายก รัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวง 10. ผู้ช่วยผู้ตรวจราชการ บทบาทหน้าที่ - รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำรายละเอียดข้อมูลนโยบายแผนงาน งานโครงการ จุดเน้นและประเด็นการตรวจราชการในระดับเขตตรวจราชการในระดับเขตตรวจ ราชการ - จัดทำแนวทางการตรวจราชการประจำปีในระดับเขตตรวจราชการประสานแผน ปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีร่วมกับ สำนักงานศึกษาธิการภาค และหน่วยงานสนับสนุนการตรวจราชการในระดับเขต ตรวจราชการ - ประสานและสนับสนุนข้อมูลด้านการศึกษา ระเบียบ กฎหมายและข้อมูลสารสนเทศ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบการปฏิบัติราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ - ร่วมปฏิบัติการตรวจราชการกับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและประสาน การตรวจราชการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - จัดทำรายงานผลการตรวจราชการ หลังการตรวจราชการเสนอผู้ตรวจราชการ เพื่อรายงานผู้บริหารระดับสูง - จัดทำรายงานผลการตรวจราชการภาพรวมและรายรอบร่วมกับศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - ติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ ข้อสั่งการของผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารระดับสูงในระดับเขตตรวจราชการ - ปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย 4. การบูรณาการงานตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ระดับกระทรวง ส่วนราชการในสังกัดกระทรวง และระดับพื้นที่ ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ในระดับภาค และในปีงบประมาณได้มีการ จัดสรรงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะก่อให้เกิดการบูรณาการภารกิจและ งบประมาณครอบคลุมทั้งงานมิตินโยบาย (Agenda Based) งานมิติพื้นที่ (Area Based) และงานมิติ
๗๐ หน่วยงาน (Function Based) ส่งผลให้กับบุคลากรด้านการตรวจราชการต้องพัฒนา/ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงานให้สอดรับกับการขับเคลื่อนในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคตามภารกิจของการ ตรวจราชการกระทรวง และระดับพื้นที่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 บูรณาการฯ ร่วมกันจำนวน 3 ประเด็น ดังภาพมีรายละเอียด ดังนี้ ภาพที่ 5 การบูรณาการงานตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ระดับกระทรวงส่วนราชการในสังกัด กระทรวง และระดับพื้นที่ 1. บุคลากร (Staff) คือ บุคากรสนับสนุนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ เพื่อการติดต่อประสานงานการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ระหว่างกระทรวง ส่วนราชการใน สังกัดกระทรวงและหน่วยงานในส่วนภูมิภาค ได้ผลลัพธ์ในการสื่อสารสูงสุดเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการ ตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ แต่ละประเภท 2. กระบวนการ (Process) กระบวนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ได้แก่ การจัดทำแผนและเตรียมการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ การตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลฯ ในพื้นที่ การรายงานผลตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ และการติดตามข้อเสนอแนะ เพื่อให้การตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ กระทรวงและการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ในกระบวนการตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลฯ ก่อน ขณะ และหลัง จึงได้วางแผนจัดทำปฏิทินและแผนปฏิบัติการตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อให้ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้สนับสนุนการตรวจ ราชการ และผู้รับการตรวจ สามารถวางแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ให้สอดรับกัน เพื่อผลลัพธ์การตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ที่คุ้มค่า ประหยัดเวลาและงบประมาณ 3. ข้อมูลและระบบ (Support Data) เพื่อให้การดำเนินงานเชองนโยบาย (Agenda Based) เชิงมิติพื้นที่ (Area Based) และเชิงมิติหน่วยงาน (Function Based) ของกระทรวงเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด การนำข้อมูลและระบบสารสนเทศมาสนับสนุนการตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลฯ (e-Inspection) จะสามารถอำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูล การสืบค้นข้อมูลพื้นฐาน ทางการศึกษา เพื่อให้กระบวนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ การวางแผน การลงพื้นที่การ รายงานและติดตามข้อเสนอแนะเกิดประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด โดยการรวบรวม ข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อมูลพื้นฐานในการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ กำหนด กลุ่มไลน์ผู้รับการตรวจและเขตตรวจราชการเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น บุคลากร กระบวนการ ข้อมูล และระบบ
๗๑ 5. การวัดผลสำเร็จแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 การวัดผลสำเร็จแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 แต่ละประเภทวัดผลสำเร็จจากเป้าหมายที่กำหนดในการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ แต่ละรอบ เป็นจำนวนครั้งที่ออกตรวจราชการ และจำนวนหน่วยงานที่กำหนดในการตรวจราชการ รวมทั้ง ความ ครบถ้วนของการรายงานผลการออกตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ดังนี้ การตรวจราชการกรณีปกติ รอบที่ 1 : ตรวจส่วนกลาง และ 18 เขตตรวจราชการ หรือ ตรวจ 6/18 ภาค รอบที่ 2 : ตรวจส่วนกลาง และตรวจ 18 เขตตรวจราชการ การตรวจราชการแบบบูรณาการฯ ครั้งที่ 1 และ 2 : ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมตรวจราชการกับสำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง หรือมอบหมายผู้แทนฯ ตามที่ได้รับเชิญ การตรวจราชการกรณีพิเศษ ตรวจราชการนอกเหนือจากการตรวจราชการกรณีปกติ ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการ ตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ประจำปี การตรวจราชการนโยบาย เฉพาะด้าน (Agenda Based) การตรวจ ติดตา เร่งรัด กำกับนโยบายที่เป็นจุดเน้นเชิงลึกในประเด็นนโยบายเฉพาะเรื่อง
ตารางที่ 5 แผนปฏิบัติการตรวจราชการและติดตามประเมินผลของผู้ตรวจราชกกิจกรรมการตรวจราชการ ตการตรวจราชการกรณีปกติ 1. จัดทำข้อมูลและสารสนเทศของเขตตรวจราชการเพื่อการตรวจราชการ 2. ร่วมกำหนดประเด็นพร้อมจัดทำเครื่องมือติดตามนโยบายการตรวจราชการ กับ สตผ.สป. 3. จัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการผู้ตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 4. จัดประชุมประสานแผนปฏิบัติการตรวจราชการ ระหว่างผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ หน่วย สนับสนุนการตรวจราชการและหน่วยรับตรวจในเขตตรวจราชการที่ 6 5. ส่งเครื่องมือติดตามนโยบายการตรวจราชการให้กับหน่วยรับตรวจในพื้นที่ เขตตรวจราชการที่ 6 6. ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ออกปฏิบัติการตรวจราชการ กรณีปกติ รอบที่ 1 7. สรุป ประมวลผลการตรวจราชการ และจัดทำรายงานในภาพรวมของเขตตรวจราชการที่ 6 รอบที่ 1 เสนอผู้บริหาร * กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แผนปฏิบัติการตรวจราชการและติดตามประเมินผลของผู้ตรวจราชการกระ
๗๒ การกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 2566 2567 หน่วยปฏิบัติ ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ศธภ.6 สตผ.สป./ ศธภ.6 ศธภ.6 ผตร. ศธ./ศธภ.6 คณะทำงาน ศธภ.6 ผตร.ศธ./ ศธภ.6 คณะทำงาน ศธภ.7 ทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
ตารางที่ 5 (ต่อ) กิจกรรมการตรวจราชการ ตการตรวจราชการกรณีปกติ(ต่อ) 8. จัดพิมพ์รายงานผลการตรวจราชการกรณีปกติ รอยที่ 1 และเผยแพร่ 9. ร่วมวิเคราะห์สรุปรายงานผลการตรวจราชการในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 เสนอผู้บริหารระดับสูง 10. ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ออกปฏิบัติการตรวจราชการกรณีปกติ รอบที่ 2 11. สรุป ประมวลผลการตรวจราชการ และจัดทำรายงานในภาพรวมของเขตตรวจราชการที่ 6 รอบที่ 2 เสนอผู้บริหาร 12. จัดพิมพ์รายงานผลการตรวจราชการกรณีปกติ รอบที่ 2 และเผยแพร่ 13. ร่วมวิเคราะห์สรุปรายงานผลการตรวจราชการในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 2 ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 เสนอผู้บริหารระดับสูง * กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แผนปฏิบัติการตรวจราชการและติดตามประเมินผลของผู้ตรวจราชกา
๗๓ 2566 2567 หน่วยปฏิบัติ ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ศธภ.6 สตผ.สป./ สธภ.6 ผตร.ศธ./ ศธภ.6 คณะทำงาน ศธภ.6 ศธภ.6 สผต.สป./ ศธภ.6 รกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
ตารางที่ 5 (ต่อ) กิจกรรมการตรวจราชการ 2566 ต.ค. พ.ย. ธ.ค. การตรวจราชการแบบบูรณาการ รอบ Project and Progress Reviews 1. ลงพื้นที่ตรวจรอบที่ 1 2. จัดทำรายงาน ครั้งที่ 1 รอบ Monitoring/Evaluation 3. ลงพื้นที่ตรวจรอบที่ 2 4. จัดทำรายงาน ครั้งที่ 2 * กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แผนปฏิบัติการตรวจราชการและติดตามประเมินผลของผู้ตรวจราชการ
๗๔ 2567 หน่วย ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ปฏิบัติ ผตร.ศธ./ ศธภ.6 ผช.ผตร.ศธ. ผตร.ศธ./ ผช.ผตร.ศธ. ศธภ.6/ ผช.ผตร.ศธ. ผตร.ศธ./ ศธภ.6 ผช.ผตร.ศธ. ผตร.ศธ./ ศธภ.6 ผช.ผตร.ศธ. ศธภ.7/ ผช.ผตร.ศธ. รกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
๗๕ เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวง ศึกษาธิการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568. สืบค้นจากhttps://moe360.blog/2023/ 12/06/p55122/. เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). เรื่องมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการศึกษาธิการภาค รักษาราชการแทน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและศึกษาธิการภาครักษาการใน ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเขตตรวจราชการ.สืบค้นจากhttps:// einspection.moc.go.th/th/content/category/detail/id/338/iid/32723. เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2567). หนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ด่วนมาก ที่ ศธ 0207/2314 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 เรื่องการตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษา รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
ภาคผนวก
๗๗ ภาคผนวก ก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560
๗๘
๗๙
๘๐
๘๑
๘๒
๘๓
๘๔
๘๕
๘๖
๘๗ ภาคผนวก ข ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548
๘๘
๘๙
๙๐