เอกสารประกอบการเรียนรู. วิชา ดิน ปุ*ย และน้ำเพื่อการเกษตร จัดทำโดย คุณครูธิติพงศ4 สุริยะอรุณไชย ภาคเรียนที่ 1 ปBการศึกษา 2567 โรงเรียนสนามชัยเขต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชิงเทรา
สารบัญ หน#วยที่ หน*า หน$วยที่ 1 ความรู0เบื้องต0นเกี่ยวกับดิน ปุ>ย และน้ำเพื่อการเกษตร 1 หน$วยที่ 2 ลักษณะและคุณสมบัติของดินที่เหมาะสมทางการเกษตร 8 หน$วยที่ 3 การวิเคราะหKดิน ปุ>ย และน้ำเบื้องต0น 20 หน$วยที่ 4 การจัดการดินและการปรับปรุงดินเพื่อการเกษตร 24 หน$วยที่ 5 ปุ>ย และการใช0ปุ>ยเพื่อการเกษตร 34 หน$วยที่ 6 การจัดการน้ำและวิธีการให0น้ำเพื่อการเกษตร 50
1 หนOวยที่ 1 ความรูQเบื้องตQนเกี่ยวกับดิน ปุSย และน้ำเพื่อการเกษตร 1. ความรู.เบื้องต.นเกี่ยวกับดิน 1.1 ความหมายของดิน ดิน (Soils) ในด0านการเกษตร หมายถึง เทหวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดจากหินและแร$ ที่ สลายตัวผุพังเป^นชิ้นเล็กชิ้นน0อย ผสมคลุกเคล0ากับอินทรียวัตถุที่เน$าเป`aอยผุพัง แล0วรวมตัวกับน้ำ และ อากาศในสัดส$วนที่เหมาะสม เกิดเป^นชั้น ๆ ห$อหุ0มเปลือกโลกไว0 ช$วยให0พืชเจริญเติบโตและยังชีพอยู$ ได0 1.2 ความสำคัญของดิน 1.2.1 ความสำคัญต#อพืช โดยดินทำหน0าที่เป^นที่ยึดเหนี่ยวลำต0นของพืช ให0ทรงตัว อยู$ได0เป^นแหล$งให0อากาศ คือ กgาซออกซิเจน สำหรับการหายใจของรากพืช เพื่อสร0างพลังงาน ในการ ดูดน้ำและ ธาตุอาหารพืช เป^นแหล$งให0น้ำแก$พืช เพื่อใช0ในการละลายและลําเลียงธาตุอาหารพืชโดย ลําเลียงธาตุ เหล$านั้น จากรากสู$ส$วนต$าง ๆ ของพืช เป^นแหล$งให0ธาตุอาหารแก$พืช ซึ่งจะถูกดูดไปใช0 โดยรากพืช 1.2.2 ความสำคัญต#อสัตว>โดยเป^นแหล$งอาหารของสัตวK รวมทั้งยารักษาโรคตาม ธรรมชาติที่สัตวKกิน และเป^นแหล$งที่อยู$อาศัยของสัตวK 1.2.3 ความสำคัญต#อมนุษย>ดินมีผลทางอ0อมต$อมนุษยK โดยเป^นแหล$งผลิตปjจจัยสี่ ให0แก$มนุษยK คืออาหาร ที่ผลิตได0จากพืชและสัตวKต$างๆ เครื่องนุ$งห$ม ได0แก$ พืชเส0นใยต$างๆ เช$น ปkาน ปอ ฝmาย รวมทั้งผลิตภัณฑKจากสัตวK เช$นขนสัตวKและไหม ที่อยู$อาศัย ได0แก$ วัสดุต$างๆ ในการก$อสร0าง เช$น หิน อิฐ ทราย และไม0 รวมทั้งผืนแผ$นดินที่ตั้งบ0านเรือน ยารักษาโรค ได0แก$ สมุนไพรหรือยาแผน โบราณจากพืช และสัตวK รวมทั้งยาแผนปjจจุบัน จําพวกยาปฏิชีวนะบางชนิดจากจุลินทรียK 1.2.4 ความสำคัญต#อประเทศชาติโดยส$งผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ0อม คือ 1.2.4.1 ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตด0านการเกษตร ทั้งการเพาะปลูก และการ เลี้ยงสัตวK 1.2.4.2 รายได0ของเกษตรกรและรายได0รวมของประเทศ โดยเฉพาะ ใน ประเทศ เกษตรกรรม มีผลกระทบต$อเนื่องถึงฐานะ ความเป^นอยู$ สุขภาพและจิตใจของประชาชน 1.2.4.3 ค$าใช0จ$ายรวมของประเทศ ด0านการแก0ปjญหาและปรับปรุงบํารุงดิน รวมทั้ง การสั่งซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากต$างประเทศตามความจําเป^น เพื่อบริโภคและใช0เป^น วัตถุดิบในโรงงาน อุตสาหกรรมเกษตร ในกรณีที่การผลิตภายในประเทศไม$เพียงพอต$อความต0องการ 1.2.4.4 ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งผลกระทบนี้ เป^นผล สืบ เนื่องมาจาก ผลกระทบในทุกด0านดังกล$าวมาข0างต0น สำหรับประเทศอุตสาหกรรม การพบ
2 ทรัพยากรธรรมชาติในดิน หากเป^นสิ่งจําเป^นที่ต0องใช0ในอุตสาหกรรม จะส$งผลต$อเศรษฐกิจของ ประเทศ อย$างมาก เช$นน้ำมันและแร$ต$าง ๆ เป^นต0น 1.3 ส#วนประกอบของดิน ส$วนประกอบของดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช จําแนกเป^น 4 ส$วนใหญ$ ๆ ดัง แสดงในภาพที่ 1.1 และ 1.2 ดังนี้ 1.3.1 อนินทรียวัตถุ (mineral mater) เป^นส$วนที่เกิดจากการสลายตัวเป^นชิ้นเล็ก ชิ้นน0อย ของแร$และหินต$างๆ ที่สลายตัวทางกายภาพ ทางเคมี และทางชีวภาพ ซึ่งส$วนของอนินทรีย วัตถุ มีหน0าที่ ต$อการเจริญเติบโตของพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน แตกต$างกันดังนี้ 1.3.1.1 เป^นแหล$งกำเนิดของธาตุอาหารพืช และจุลินทรียKดิน 1.3.1.2 เป^นส$วนที่ควบคุมเนื้อดิน (soil texture) 1.3.1.3 ส$วนของอนุภาคดินเหนียว เป^นส$วนสำคัญที่สุดในการเกิด กระบวนการ ทางเคมีในดิน 1.3.2 อินทรียวัตถุ (organic matter) เป^นส$วนที่เกิดจากการเน$าเป`aอยผุพังหรือ การ สลายตัวของเศษเหลือของพืชและสัตวKที่ทับถมกันอยู$บนดิน ซึ่งส$วนของอินทรียวัตถุ มีหน0าที่ สำคัญ ดังนี้ 1.3.2.1 เป^นแหลงกำเนิดของธาตุอาหารพืช และจุลินทรียKดิน โดยเฉพาะ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และกํามะถัน 1.3.2.2 เป^นแหล$งให0พลังงานแก$จุลินทรียKดิน 1.3.2.3 ควบคุมสมบัติทางกายภาพของดิน เช$นโครงสร0างของดิน ความ ร$วนซุย การระบายน้ำ และการถ$ายเทอากาศภายในดิน 1.3.3 น้ำ (water) น้ำที่อยู$ในดินนั้น พบอยู$ในช$องระหว$างเม็ดดิน (aggregate) หรือ อนุภาคดิน ซึ่งเรียกช$องหรือที่ว$างนี้ว$า pore space ส$วนของน้ำ มีหน0าที่สำคัญ ดังนี้ 1.3.3.1 ให0น้ำแก$พืช 1.3.3.2 ช$วยในการละลายธาตุอาหารต$างๆ ในดิน การดูดและการขนย0าย ธาตุ อาหารพืช 1.3.4 อากาศ (air) ที่ว$างในดินระหว$างก0อนดินหรือระหว$างอนุภาคดินนั้น มีอากาศ อยู$ โดยทั่วไป อากาศเหล$านั้น ประกอบด0วย ไนโตรเจน ออกซิเจน และคารKบอนไดออกไซดK ส$วนของ อากาศ มี หน0าที่สำคัญ ดังนี้ 1.3.4.1 ให0ออกซิเจนแก$รากพืชและจุลินทรียKในการหายใจ 1.3.4.2 ให0คารKบอนไดออกไซดK เมื่อรวมกับน้ำ จะให0กรดคารKบอนิค ซึ่งเป^น กรดที่ มีความสำคัญในกระบวนการทางเคมีในดิน และยังเป^นแหล$งให0คารKบอนแก$จุลินทรียKบางชนิด ในดิน
3 1.3.4.3 ให0กgาซไนโตรเจน โดยเป^นแหล$งของไนโตรเจน แก$จุลินทรียKบาง ชนิด ปริมาณของแต$ละส$วนประกอบของดินที่เหมาะสมแก$การเพาะปลูก โดยทั่วไป จะมี ส$วนประกอบที่เป^นอนินทรียวัตถุ ประมาณร0อยละ 45 อินทรียวัตถุ ประมาณร0อยละ 5 อากาศและน้ำ อย$างละประมาณร0อยละ 25 โดยปริมาตร (ภาพที่1.1 และ 1.2) ภาพที่ 1.1 และ 1.2 ส$วนประกอบของดิน ที่มา (1.1) : http://www.ssnm.agr.ku.ac.th/main/Know/Soil.htm ที่มา (1.2) : http://www.nrru.ac.th/learning/human/hu_008/01/p-8.html 1.4 รูปด*านข*างหรือชั้นหน*าตัดของดิน (soil profile) รูปด0านข0างหรือชั้นหน0าตัดของดิน คือพัฒนาการของดินที่ทับถมกันเป^นชั้น ๆ ตามแนวดิ่ง และขนานไปกับผิวดิน เกิดจากการผุพังสลายตัวของวัตถุให0กำเนิดดิน กลายเป^นวัตถุต0นกำเนิดดิน แล0ว ผ$านกระบวนการสร0างดินระยะหนึ่ง ในที่สุดเกิดเป^นชั้นดิน เมื่อเวลาผ$านไปนาน จะมีการพัฒนา เป^นชั้น หน0าตัดดินที่มีหลาย ๆ ชั้น ขึ้นกับปjจจัยควบคุมการกำเนิดดิน (ภาพที่ 1.3) ภาพที่ 1.3 รปูด0านข0างหรือหน0าตัดของดิน ที่มา : http://piru.alexandria.ucsb.edu/~geog3/lab_images/soils2.jpg ดินที่ไม$ได0รับการกระทบกระเทือน มักมีอินทรียวัตถุสะสมอยู$ที่ดินบน (Surface soil) ซึ่งตาม ภาพที่ 1.4 คือชั้น 0 และ A ส$วนบริเวณดินล$าง(subsoil) คือชั้น B มักมีปริมาณอินทรียวัตถุน0อย ลึก
4 ลง ไปตามแนวหน0าตัดดิน จะพบหินบางชนิดที่กําลังสลายตัวอยู$ในชั้นล$าง เรียกว$า วัตถุต0นกำเนิดดิน ( parent material) คือชั้น C และใต0ของส$วนที่ให0กำเนิดดิน เรียกว$าหินพื้น(bed rock) คือชั้น R ภาพที่ 1.4 รปู ด0านข0างหรือหน0าตัดของดิน ที่มา : http://www.ssnm.agr.ku.ac.th/main/Know/Soil.htm 1.5 ความแตกต#างระหว#างดินดีและดินเลว 1.5.1 ลักษณะดินดี ดินดี เป^นดินที่มีผลิตภาพของดินสูง ซึ่งผลิตภาพของดิน พิจารณาจาก องคKประกอบ 4 ชนิด คือความอุดมสมบูรณKของดิน โดยที่ดินดีต0องมีปริมาณธาตุอาหารเพียงพอกับความ ต0องการ ของพืชครบทุกธาตุ และธาตุอาหารอยู$ในสภาพที่มีความสมดุลซึ่งกันและกัน มีลักษณะทาง กายภาพ ของดินเหมาะสม ดินโปร$ง ร$วนซุย มีปริมาณน้ำและอากาศเหมาะสมต$อความต0องการของพืช ซึ่ง มีผล ทำให0รากพืชสามารถชอนไชลงไปในดินได0สะดวก มีสมบัติทางเคมีที่เหมาะสม ดินไม$เป^นกรดหรือด$าง จัด ไม$มีเกลือหรือความเค็มสะสมในดินมากเกินไป และมีสมบัติทางชีวภาพ คือภายในดินมีสิ่งมีชีวิต และ จุลินทรียKที่เป^นประโยชนKรวมถึงอินทรียวัตถุในปริมาณที่เพียงพอ ทำให0พืชเจริญเติบโตและให0ผล ผลิตตาม ต0องการ (ภาพที่ 1.5) ภาพที่ 1.5 ลักษณะดินดี ที่มา : http://img126.imageshack.us/img126/6858/dsc00078jk2.jpg
5 1.5.2 ลักษณะดินเลว ดินเลว เป^นดินที่มีผลิตภาพของดินต่ำ มีปริมาณธาตุอาหารไม$เพียงพอกับความ ต0องการของพืช และภายในดินเกิดความไม$สมดุลของปริมาณธาตุอาหาร จึงมีผลทำให0พืชมีลำต0น ราก แคระแกรน และอาจแสดงอาการขาดธาตุได0 ดินจะมีลักษณะแน$นทึบ มีน้ำและอากาศในปริมาณที่ไม$ เหมาะสม ทำให0รากพืชชอนไชได0ยาก อาจมีปjญหาดินเป^นกรดหรือด$างจัด หรือดินเค็ม เป^นดินที่มี กิจกรรม ของสิ่งมีชีวิตในดินและปริมาณอินทรียวัตถุน0อย ดินมีลักษณะที่ยากต$อการจัดการให0เหมาะ ต$อการ เจริญเติบโตของพืช (ภาพที่ 1.6) ภาพที่ 1.6 ลักษณะดนิเลว ที่มา : http://www.partford.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=351403 2. ความรู.เบื้องต.นเกี่ยวกับปุ?ย 2.1 ความหมายของปุbย ปุ>ยหมายถึงสารที่เราใส$ลงไปในดิน เพื่อวัตถุประสงคKให0ปลดปล$อยธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่พืชยังขาดอยู$ ให0ได0รับอย$างเพียงพอ พืชสามารถ เจริญเติบโตงอกงามดีขึ้น และให0ผลผลิตสูงขึ้น หรือตามพระราชบัญญัติปุ>ย (ฉบับที่2) พ.ศ. 2550 ได0ให0ความหมายของปุ>ย ดังนี้ปุ>ย หมายถึง สารอินทรียK อินทรียสังเคราะหK อนินทรียK หรือจุลินทรียK ไม$ว$าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้น ก็ตาม สำหรับใช0เป^นธาตุอาหารพืชได0ไม$ว$าโดยวิธีใด หรือทำให0เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี กายภาพ หรือ ชีวภาพในดินเพื่อบํารุงความเติบโตแก$พืช 2.2 ประเภทของปุbย ปุ>ยแบ$งออกได0เป^น 4 ประเภท ดังนี้ 2.2.1 ปุbยเคมี คือสารประกอบอนินทรียKที่ให0ธาตุอาหารพืช เป^นสารประกอบที่ผ$านกระบวนการ ผลิตทางเคมี เมื่อใส$ลงในดินที่มีความชื้นที่เหมาะสม จะละลายให0พืชดูดไปใช0ประโยชนKได0อย$างรวดเร็ว 2.2.2 ปุbยอินทรีย>
6 คือสารประกอบที่ได0จากสิ่งมีชีวิต ได0แก$ พืช สัตวK จุลินทรียK ฯลฯ ผ$านกระบวนการ ผลิตทางธรรมชาติ ปุ>ยอินทรียKส$วนใหญ$ใช0ในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให0ร$วนซุย ระบายน้ำ และถ$ายเทอากาศได0ดี รากพืชไชซอนไปหาคือธาตุอาหารได0ง$าย ปุ>ยอินทรียK มี 3 ประเภท คือ ปุ>ยหมัก ปุ>ยคอก และปุ>ยพืชสด ปุ>ยอินทรียKมีปริมาณธาตุอาหารพืชอยู$น0อยเมื่อเทียบกับปุ>ยเคมี และธาตุอาหารพืช ส$วนใหญ$อยู$ในรูปของสารอินทรียK พืชไม$สามารถดูดไปใช0ประโยชนKได0ทันที ต0องผ$านระบวนการย$อย สลาย 2.2.3 ปุbยชีวภาพ คือ ปุ>ยที่ประกอบด0วยจุลินทรียKที่ยังมีชีวิตอยู$และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถ สังเคราะหKสารประกอบธาตุอาหารพืชได0เอง หรือสามารถเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่อยู$ในรูปที่ไม$เป^น ประโยชนKต$อพืชให0มาอยู$ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช0ประโยชนKได0 ปุ>ยชีวภาพแบ$งออกเป^น 2 ประเภท คือกลุ$มจุลินทรียKที่สามารถสังเคราะหK สารประกอบธาตุอาหารพืชไนโตรเจนได0เอง ได0แก$ ไรโซเบียม ที่อยู$ในปมรากพืชตระกูลถั่ว แฟรงเคีย ที่อยู$ ในปมของรากสนทะเล สาหร$ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่อยู$ในโพรงใบของแหนแดงและยังมีจุลินทรียK ที่อาศัยอยู$ ในดินอย$างอิสระอีกมากที่มีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศให0แก$พืชได0 เช$นกัน และอีก ประเภทหนึ่งคือ กลุ$มจุลินทรียKที่ช$วยทำให0ธาตุอาหารพืชในดินละลายออกมาเป^น ประโยชนKต$อพืชมากขึ้น เช$น ไมคอรKไรซา ที่ช$วยให0ฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงอยู$ในดินละลายออกมาอยู$ในรูป ที่พืชดูดไปใช0ประโยชนKได0 2.2.4 ปุbยอินทรีย>ชีวภาพ คือ ปุ>ยอินทรียKที่ผ$านกระบวนการผลิตที่ใช0อุณหภูมิสูงถึงระดับที่สามารถฆ$า เชื้อจุลินทรียK ทั้งที่เป^น โรคพืช โรคสัตวK และโรคมนุษยK รวมทั้งจุลินทรียKทั่ว ๆ ไปด0วย จากนั้นจึงนํา จุลินทรียK ที่มีคุณสมบัติเป^นปุ>ยชีวภาพที่เลี้ยงไว0ในสภาพปลอดเชื้อมาผสมกับปุ>ยอินทรียKดังกล$าว และ ทำการหมัก ต$อไปจนกระทั่งจุลินทรียKที่ใส$ลงไปในปุ>ยหมักมีปริมาณคงที่ จุลินทรียKเหล$านี้นอกจากจะ ช$วยตรึงไนโตรเจน ให0แก$พืชแล0ว ยังช$วยผลิตสารฮอรKโมนพืชเพื่อกระตุ0นการเจริญเติบโตของรากพืช และจุลินทรียKบางชนิดยัง สามารถควบคุมโรคพืชในดินและกระตุ0นให0พืชสร0างภูมิคุ0มกันโรคได0อีกด0วย 3. ความรู.เบื้องต.นเกี่ยวกับน้ำ 3.1 น้ำเพื่อการเกษตร น้ำถือว$าเป^นปjจจัยที่เป^นหัวใจของการเกษตรอีกปjจจัยหนึ่ง ถ0าไม$มีน้ำ ถือว$าไม$สามารถทำ การเกษตรได0 สิ่งมีชีวิตต$างๆ ไม$สามารถมีชีวิตได0ถ0าขาดน้ำ น้ำที่ใช0ในการเกษตรส$วนใหญ$ได0แก$ น้ำฝน น้ำตามแม$น้ำลำคลอง น้ำในหนองบึง คู ร$องสวน หรือน้ำบาดาล ซึ่งน้ำจะมีคุณภาพเหมาะสมแก$การ บริโภค หรือการใช0เพื่อการเกษตรหรือไม$ ปกติจะขึ้นอยู$กับสิ่งที่เจือปนอยู$ในน้ำ และทำให0น้ำมีลักษณะ หรือสมบัติที่แตกต$างกันไป
7 โดยปกติ แหล$งน้ำธรรมชาติที่ถือว$าไม$น$าจะมีปjญหาต$อการเกษตร ได0แก$ น้ำฝน ถึงแม0จะ มี สิ่งเจือปนบ0าง หรือเป^นกรดเล็กน0อย แต$ก็ยังถือว$า มีคุณภาพดีกว$าแหล$งน้ำอื่น ๆ แหล$งน้ำที่เป^นแม$น้ำ ลำคลอง โดยทั่วไปถือว$ามีปjญหาน0อย ส$วนใหญ$จะมีปjญหาจากตะกอนแขวนลอยที่ปะปนมาก ยกเว0น บริเวณเขตเมือง หรือ ชุมชน ที่อาจจะมีการทิ้งขยะ หรือมีสิ่งปฏิกูลต$างๆ ปนเป`õอนเพิ่มมากจนทำให0น้ำ เน$าเหม็น มีคุณภาพไม$เหมาะสม แหล$งน้ำที่เป^นแหล$งน้ำปúด ไม$มีการระบาย เช$น น้ำในบ$อ ในคูร$อง สวน หรือน้ำบาดาล ลักษณะและสมบัติของน้ำจะเกี่ยวข0องกับดิน หรือชั้นหินบริเวณนั้น เช$น บริเวณ ดินเค็ม น้ำก็มักจะเค็ม บริเวณที่ดินเป^นกรด น้ำก็จะเป^นกรดด0วยเป^นต0น 3.2 การจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่เหมาะสม มีสิ่งที่ต0องคำนึงถึง ดังนี้ 3.2.1 เมื่อไรควรจะให*น้ำ การที่จะเริ่มต0นให0น้ำจะต0องรู0ว$าเมื่อไรถึงจะเหมาะสม ถ0า ให0น้ำ ช0าเกินไป ก็จะทำการให0น้ำไม$ทันทำให0แปลงท0าย ๆ เกิดความเสียหาย แต$ถ0าให0น้ำเร็วเกินไปทำ ให0การใช0 น้ำในดินที่มีอยู$ไม$มีประสิทธิภาพ และยังทำให0เสียเวลา เสียค$าใช0จ$ายเพิ่มขึ้น 3.2.2 ให*น้ำครั้งละเท#าไร การให0น้ำแต$ละครั้งจะต0องรู0ว$าจะให0เท$าไรจึงจะพอดี ไม$ มาก ไม$ น0อยเกินไป ปjจจัยที่จะต0องทราบคือ ความสามารถในการอุ0มน้ำของดิน ความลึกของเขตราก พืช และ ความชื้นที่มีอยู$ในดินก$อนการให0น้ำ 3.2.3 จะให*น้ำด*วยวิธีไหน การให0น้ำมีอยู$หลายวิธีให0เลือก ก$อนการเพาะปลูกพืช แต$ละ ชนิดจะต0องมีการวางแผนการให0น้ำไว0ให0พร0อม และเหมาะสม การเลือกวิธีการให0น้ำแบบใดนั้น มีปjจจัย หลายอย$างในการพิจารณา เช$น แหล$งน้ำ พืชที่ปลูก ชนิดของดิน สภาพพื้นที่ เป^นต0น 3.2.4 แหล#งน้ำ การให0น้ำจะโดยวิธีใดก็ตามสิ่งสำคัญประการแรกคือ แหล$งน้ำ ถ0า เราวาง ระบบการ ให0น้ำก$อนหาแหล$งน้ำแล0ว บางครั้งอาจจะไม$สามารถใช0การได0 ทำให0เสียค$าใช0จ$าย โดยเปล$า ประโยชนK สิ่งที่จะต0องทราบคือ ปริมาณน้ำและระยะทางในการส$งน้ำมายังแปลงเพาะปลูก 3.2.5 ความคุ*มทุน การจะลงทุนวางระบบการให0น้ำจะต0องคิดให0รอบคอบเสียก$อน ว$าจะ ได0ผล ตอบแทนที่คุ0มค$าหรือไม$ เพราะค$าใช0จ$ายในการลงทุนค$อนข0างสูง สิ่งต$าง ๆ ที่จะต0อง พิจารณาคือ แหล$งน้ำ วิธีการให0น้ำ พืชที่ปลูก และบุคลากรในการจัดการว$ามีความรู0พอหรือไม$ สรุป ดินเป^นเทหวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีความสำคัญต$อพืช สัตวK มนุษยK ซึ่งจะส$งผลถึง ความสำคัญต$อประเทศ ดินมีส$วนประกอบที่สำคัญ คือ อนินทรียวัตถุ อินทรียวัตถุ น้ำและอากาศ ซึ่ง ส$วนประกอบของดินเหล$านี้ มีผลต$อสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดิน หากมีการจัดการที่ดี จะส$งผลต$อความอุดมสมบูรณKของดิน ทำให0เกิดลักษณะดินดีและดินไม$ดี นอกจากคุณสมบัติของดิน เองแล0ว การใช0ปุ>ยก็เป^นอีกแนวทาง ในการช$วยเพิ่มความอุดมสมบูรณK รวมถึงการจัดการน้ำอย$าง เหมาะสมด0วย
8 หนOวยที่ 2 ลักษณะและคุณสมบัติของดินที่เหมาะสมทางการเกษตร 1. ลักษณะดินที่เหมาะสมตHอการปลูกพืช ดังได0กล$าวแล0วว$า ดินเป^นตัวที่จะให0รากพืชยึดเกาะเพื่อให0พืชทรงลำต0นอยู$ได0 เป^นตัวให0น้ำ อาหารและอากาศแก$รากพืชดังนั้น ดินที่ดีควรมีลักษณะดังต$อไปนี้ 1.1 ร#วนซุย ดินทีร$วนซุยไม$แน$น มีการถ$ายเทอากาศดี จะทำให0รากพืชสามารถชอนไชได0ดี มี รากมากทำให0สามารถเกาะยึดให0พืชทรงลำต0นได0ดี ไม$โค$นล0มง$าย รวมทั้งมีรากมากทีจะดูดน้ำและ ธาตุอาหาร สำหรับดินนาขังน้ำ ไม$จำเป^นต0องร$วนซุย แต$ควรเป^นดินเหนียวที่กักเก็บหรือขังน้ำได0ดี 1.2 มีธาตุอาหารต#าง ๆ อย#างครบถ*วน เพียงพอและเหมาะสม ในพื้นที่เป^นดินทรายหรือ ดินที่มีการปลูกพืชมานาน มักจะมีธาตุอาหารบางธาตุหรือหลายธาตุไม$พอเพียง หรือบางทีก็มีธาตุบาง ธาตุมากเกินไป ทำให0พืชที่ปลูกขาดธาตุอาหาร หรือได0รับธาตุบางธาตุมากไป จนเป^นพิษหรือมีการ เจริญเติบโต ผิดปกติได0 ดินที่ขาดธาตุอาหาร สามารถใส$ปุ>ยเพิ่มเติมธาตุที่ขาดได0 ซึ่งดินที่ดีควรมี ความสามารถเก็บธาตุอาหารไว0ให0พืชใช0ได0ดีด0วย 1.3 ดินลึก ดินที่ดีควรเป^นดินลึกเพื่อให0รากสามารถชอนไชลงลึกได0ดี จะได0มีบริเวณที่จะหา น้ำ ธาตุอาหารมากขึ้น และรากเกาะยึดดินได0ดีขึ้น โดยเฉพาะไม0ผล ไม0ยืนต0น 1.4 ไม#มีหินกรวดปะปนมาก ดินบางบริเวณมีก0อนหิน ก0อนกรวดปะปนมาก ทำให0ส$วนที่ เป^นดินมีน0อย นอกจากนั้นหินกรวดยังเป^นอุปสรรคต$อการชอนไชของราก และต$อการไถพรวนด0วย 1.5 ดินไม#เปkนกรด หรือเปkนด#างมากเกินไป 1.6 ดินไม#เค็ม 1.7 ดินไม#มีโรค - แมลงศัตรูพืช และสิ่งเจือปนอื่นๆ ที่เป^นพิษ เช$น โลหะหนัก พวก แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท เป^นต0น 2. ลักษณะและสมบัติที่สำคัญของดิน ลักษณะและสมบัติของดินที่เกี่ยวข0องอย$างมากต$อการใช0ที่ดินเพื่อการปลูกพืช มีดังนี้ 2.1 สมบัติทางกายภาพของดิน 2.1.1 ความหมายของสมบัติทางกายภาพของดิน สมบัติทางกายภาพของดิน หมายถึง สมบัติของดินที่สามารถประเมินได0จากลักษณะ ทางภายนอก เช$น เนื้อดินหรือความหยาบความละเอียดของดิน ความหนาแน$นของดิน การซึมน้ำ การอุ0มน้ำ การถ$ายเทอากาศ การยึดเกาะกันของอนุภาคหรือเม็ดดิน รวมถึงความลึกและสีของดิน สมบัติทางกายภาพของดินมีความสัมพันธKกับการเจริญเติบโตของพืชมาก แต$มักจะมีความสัมพันธKใน
9 เชิงอ0อม เช$น การชอนไช การหายใจและการดูดซับน้ำของรากพืช เหล$านี้มีส$วนส$งเสริมการ เจริญเติบโตของพืช 2.1.2 ลักษณะที่เหมาะสมของสมบัติทางกายภาพของดิน ลักษณะที่เหมาะสมของสมบัติทางกายภาพของดินต$อการเจริญเติบโตของพืช เกี่ยวข0องกับปริมาณและสัดส$วนของว$างในดิน ซึ่งสัดส$วนช$องว$างในดินนั้น เป^นผลมาจากการที่ดินมี โครงสร0างคล0ายทรงกลม ซึ่งเป^นลักษณะที่เหมาะสมสำหรับการจัดการดิน เพื่อให0เหมาะต$อการ เจริญเติบโตของพืชมากที่สุด ทําให0มีการระบายน้ำและการถ$ายเทอากาศดี มีการอุ0มน้ำเหมาะสม ส$งเสริมให0พืชได0รับน้ำและอากาศอย$างเพียงพอ ง$ายต$อการชอนไชของราก ดังนั้นหากดินมีสมบัติทาง กายภาพที่ดี มีปริมาณน้ำในดินเพียงพอ ปjจจัยจากสิ่งแวดล0อมเหมาะสม ปลูกพืชพันธุKดี มีการควบคุม และการปmองกันโรคและแมลงศัตรูพืช ไม$มีชั้นดินดานใต0ดิน ย$อมส$งผลให0พืชมีผลผลิตสูง ตอบสนองต$อ การใช0ปุ>ยได0ดี 2.1.3 สมบัติทางกายภาพของดินที่เกี่ยวข*องกับการเจริญเติบโตของพืช สมบัติทางกายภาพของดินที่เกี่ยวข0องกับการเจริญเติบโตของพืช ประกอบด0วย สมบัติต$างๆ ของดิน ดังนี้ 2.1.3.1 เนื้อดิน (soil texture) 1) การแบ#งกลุ#มเนื้อดิน การใช0ข0อมูลเกี่ยวกับเนื้อดิน ในงานเชิงปฏิบัติ สำหรับเพาะปลูก โดยทั่วไป ไม$จำเป^นต0องทราบชนิดของเนื้อดินที่แน$นอน เกษตรกรอาจจำแนกประเภทเนื้อดินออกเป^น 3 กลุ$มใหญ$ๆ คือ ดินเนื้อหยาบ เนื้อปานกลาง และเนื้อละเอียด (ภาพที่ 2.1) ซึ่งลักษณะเฉพาะของ กลุ$มเนื้อดินแต$ละประเภท มีดังนี้ (1) กลุ#มดินเนื้อหยาบ ประกอบ ด0วยเนื้อดิน 3 ชนิด คือ ดินทราย (sand) ดินทรายร$วน (loamy sand) และดินร$วนทราย (sandy loam) ดินเหล$านี้มีช$อง ขนาดใหญ$ระหว$างอนุภาคเมื่อเรียงตัวเป^นหน0าตัดดิน ขณะฝนตกหนัก หรือให0น้ำชลประทานจำนวน มาก ดินจะรับน้ำผ$านผิวได0ดี มีการแทรกซึมน้ำ (infiltration) ดี ภายหลังฝนตก น้ำจะเคลื่อนตัวลง ส$วนลึกของหน0าตัดได0เร็ว ดินมีการกระจายน้ำดี ดังนั้นเกษตรกรที่เพาะปลูกในดินเนื้อหยาบ สามารถ เตรียมดินได0ภายในเวลาไม$นานหลังฝนตก โดยไม$ค$อยมีปjญหาเรื่องรถไถติดหล$มในพื้นที่ และเนื่องจาก ดินเนื้อหยาบมักไม$เกาะตัวเป^นก0อนทึบ ดังนั้นการไถพรวนไม$ต0องใช0กาลังงานมาก ดินเนื้อหยาบจึงมัก เรียกกันว$าดินเบา (light soil) ไถพรวนง$าย ประหยัดเวลาและเชื้อเพลิง ดินส$วนใหญ$ไม$มีประจุและยัง ประกอบด0วยช$องระหว$างอนุภาคที่มีขนาดใหญ$จึงดูดซับน้ำและธาตุอาหารพืชได0น0อย ปุ>ยที่ใส$ลงบนผิว ดินสามารถถูกชะละลายด0วยน้ำให0ไหลลึกเลยเขตรากได0ง$าย ดังนั้นจึงต0องใส$ปุ>ยและน้ำครั้งละน0อยๆ แต$ต0องให0บ$อยๆ ซึ่งเป^นการสูญเสียเวลาและค$าใช0จ$าย ปุ>ยและน้ำครั้งละน0อยๆ แต$ต0องให0บ$อยๆ ซึ่งเป^นการสูญเสียเวลาและค$าใช0จ$าย
10 (2) กลุ#มดินเนื้อปานกลาง ประกอบด0วยเนื้อดิน 4 ชนิด คือดินร$วนเหนียวปนทราย (sandy clay loam) ดินร$วน (loam) ดินร$วนปนทรายแปmง (silt loam) และดินทรายแปmง (silt) ดินเนื้อปานกลางจะมีสมบัติกึ่งกลางระหว$างดินเนื้อหยาบและดินเนื้อละเอียด คือ การระบายน้ำไม$เร็วมากจนก$อให0เกิดการชะละลายสูญเสียธาตุอาหารพืช แต$ก็เร็วพอที่จะระบาย อากาศได0ทันต$อความต0องการของพืช และสามารถเตรียมดินได0ภายหลังฝนตกไม$นาน ดินเนื้อปาน กลาง มักมีความจุน้ำใช0ประโยชนKได0 ค$อนข0างมาก พืชจึงสามารถใช0ประโยชนKจากส$วนใหญ$ของน้ำที่ อุ0มไว0 นอกจากนี้ดินยังมีความแข็งไม$มากจึงทำงานได0ง$าย และเกาะติดอุปกรณKไถพรวนน0อย ดินเนื้อ ปานกลางจึงมีลักษณะเด$นเหมาะสมต$อการใช0งานเพาะปลูกมากกวาดินเนื้อหยาบหรือดินเนื้อละเอียด (3) กลุ#มดินเนื้อละเอียด ประกอบ ด0วยเนื้อดิน 5 ชนิด คือ ดินเหนียว (clay) ดินเหนียวปนทรายแปmง(silty clay) ดินเหนียวปนทราย (sandy clay) ดินร$วน เหนียว (clay loam) และดินร$วนเหนียวปนทรายแปmง (silty clay loam) ดินเหล$านี้มีลักษณะตรง ข0ามกบดินเนื้อหยาบ คือ ช$องระหวางอนุภาคมีขนาดเล็ก มีปริมาตรรวมของช$องมาก การแทรกซึมน้ำ มีค$าต่ำ และมีการกระจายน้ำในหน0าตัดดินช0า เกษตรกรที่เพาะปลูกบนดินเนื้อละเอียดต0องรอเตรียม ดินนานหลังฝนตก อาจมีปjญหารถไถติดหล$ม รวมทั้งดินเกาะติดอุปกรณKไถพรวนขณะทำงาน ดินเนื้อ ละเอียดมักเกาะกันเป^นก0อนทึบทําให0การไถพรวนต0องใช0กำลังงานมาก ทำงานยาก สิ้นเปลืองเวลาและ เชื้อเพลิงมาก จึงมักเรียกกันว$า ดินหนัก (heavy soil) นอกจากนี้ ยังพบว$า การแทรกซึมน้ำ และการ กระจายน้ำในหน0าตัดดินเนื้อละเอียดเกิดขึ้นได0ช0า ดินเหล$านี้จึงมีปjญหาอีกประการหนึ่งคือ มักเกิด แผ$นแข็งปúดผิว (surface crust) ซึ่งทำให0เมล็ดพืชงอกได0ยากดินเนื้อละเอียดมีส$วนดีตรงที่มีพื้นที่ผิว จำเพาะสูง อนุภาคดินมีประจุและช$องระหวางอนุภาคมีขนาดเล็ก จึง $ดูดซับน้ำและธาตุอาหารพืช ได0มาก การชะละลายธาตุอาหารไปกับน้ำเลยเขตรากเกิดขึ้นได0ยาก สามารถใส$ปุ>ยและให0น้ำนานๆ ครั้งหนึ่งได0หากมีการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพบางประการของดินเนื้อละเอียด เช$น ส$งเสริมให0 อนุภาคจับตัวกนเป^นเม็ด จะทำให0ดินมีสัดส$วนของช$องขนาดใหญ$เพิ่มขึ้น การแทรกซึมและกระจายน้ำ ในหน0าตัดจะเร็วขึ้น ทำให0การระบายน้ำและการถ$ายเทอากาศของดินดีขึ้นด0วย และการจับตัวเป^นเม็ด ของดินผิวจะช$วยลดปjญหาเรื่องแผนแข็งปúดผิว ภาพที่ 2.1 ตารางสามเหลี่ยมมาตรฐานที่มีการแยกประเภทเนื้อดิน
11 ที่มา : คณาจารยKภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541 2) การประเมินประเภทเนื้อดิน มี 2 วิธีการ คือ (1) การวิเคราะห>เชิงกล (mechanical analysis) เป^น วิธีปฏิบัติในห0องทดลอง เพื่อหาปริมาณและสัดส$วนที่แน$นอนของกลุ$มอนุภาคทราย ทรายแปmงและดิน เหนียว สามารถตรวจสอบชนิดของเนื้อดินจากตารางสามเหลี่ยมมาตรฐาน วิธีการวิเคราะหKเชิงกล ตามที่ปฏิบัติได0แก$ การใช0เครื่องเขย$าดินเพื่อแยกขนาดอนุภาคดิน วิธีการไฮโดรมิเตอรK (hydrometer method) เป^นต0น (2) วิธีสัมผัส (feel method) เป^นวิธีการที่ปฏิบัติได0 ง$ายและรวดเร็ว วัตถุประสงคKของการประเมินไม$ต0องการความแม$นยำมากนัก การประเมินโดยวิธีนี้ แม0จะปฏิบัติได0ง$าย แต$ผู0ที่ทําการประเมิน จำเป^นต0องฝ†กปฏิบัติเพื่อให0การวินิจฉัยประเภทเนื้อดิน ใกล0เคียงความจริงปกติเมื่อเราสัมผัส ทราย ทรายแปmง หรือดินเหนียว อย$างใดอย$างหนึ่ง จะให0 ความรู0สึกดังนี้ ทราย ให0ความรู0สึกสากมือ ทั้งสภาพเป°ยกและแห0ง ทรายแปmง ให0ความรู0สึกลื่นมือทั้ง สภาพเป°ยกและแห0ง เมื่อชื้นไม$เหนียวติดมือ ดินเหนียว ให0ความรู0สึกเมื่อเป°ยกเหนียวเหนอะหนะติด มือ เมื่อแห0งเกาะเป^นก0อนแข็ง ในดินซึ่งมีทราย ทรายแปmง และดินเหนียวผสมกัน จะให0ความรู0สึก เมื่อสัมผัสที่แตกต$างกัน ตามชนิดเนื้อดินดังนี้ - ดินทราย เมื่อสัมผัสจะรู0สึกสากมือ ในขณะที่ชื้น ถ0ากำ ให0แน$นพอแบมือออก จะคงรูปเป^นก0อนได0 แต$พอจับเบาๆ จะแตก หรือถ0าจะเอาดินมาคลึงให0เป^นแท$ง เล็ก ๆ ทำไม$ได0 - ดินร$วน เมื่อแห0งจับตัวเป^นก0อนแข็งพอประมาณ ขณะ ชื้นถ0ากำให0แน$นจะคงรูปเป^นก0อนแต$จะแตกเมื่อเขย$ามือแรงๆ หรือถ0านำดินมาคลึงระหว$างหัวแม$มือ กำได0แท$งดินเล็กๆนๆสั้นยาวไม$เกิน 1 ซม. หรือถ0าเอาดินมาบีบระหว$างหัวแม$มือกับนิ้วชี้ จะเกิดเป^น แต$มีรอยร0าว หรือแตกง$าย - ดินเหนียว เมื่อแห0งเกาะเป^นก0อนแข็งมาก เมื่อชื้น พอเหมาะสามารถนําคลึงระหว$างหัวแม$มือกับนิ้วชี้ได0เป^นแท$งเล็ก ๆ ยาว ๆ ยาวเกินกว$า 1 ซม. หรือ สามารถนํามาปjõนเป^นรูปต$าง ๆ ได0ดี 3) ลักษณะเนื้อดินที่เหมาะสมต#อการเพาะปลูก เนื้อดินที่ เหมาะสมต$อการเจริญเติบโตของพืชหรือการเพาะปลูกพืชโดยทั่วไป ได0แก$ ดินร$วนปนทราย ดินชนิดนี้ มีลักษณะอยู$ระหว$างเนื้อดินละเอียดกับเนื้อดินหยาบ จึงมีการถ$ายเทอากาศ การอุ0มน้ำ และการ ระบายน้ำที่เหมาะสมกว$า รากพืชสามารถเจริญเติบโตชอนไชแพร$กระจายไปได0ดี และดูดซับน้ำได0 มากกว$า
12 2.1.3.2 โครงสร*างของดิน (soil structure) หมายถึงการที่ส$วนประกอบ ของดินเกาะตัวกันเป^นรูปต$างๆ ตามธรรมชาติ เช$น แบบก0อนกลมๆ ก0อนเหลี่ยม เป^นแท$ง หรือเป^น แผ$น และมีขนาดต$างๆ กัน รูปร$างโครงสร0างดินแบบต$างๆ ดังแสดงในภาพที่ 3.2 การเกาะกันของส$วนประกอบของดินเป^นรูปร$างต$างๆ นั้น เกิดจากรูปร$าง ลักษณะของก0อนแร$ และชนิดตัวเชื่อมยึดที่ทำให0เกิดการเกาะกันเช$น สนิมเหล็ก (ในดินสีน้ำตาลแดง) อินทรียวัตถุ และดินเหนียว (ในดินสีดำและสีเทา) นอกจากนี้อาจมีปjจจัยอื่นเข0ามาเกี่ยวข0องด0วย เช$น การใช0เครื่องจักร การมีเกลือมาก (ดินเค็ม) เป^นต0นโครงสร0างดิน รูปร$างแบบต$างๆ จะมีผลต$อการ ระบายน้ำ การถ$ายเทอากาศ และความยากง$ายในการชอนไชของรากพืชดังนี้ 1) แบบก*อนกลม ๆ จัดเป^นโครงสร0างแบบที่ดี เหมาะสมกับการ ใช0ปลูกพืชไร$ พืชสวน พืชผัก และไม0ผล เพราะทำให0ดินมีลักษณะร$วนซุยดี ขนาดเม็ดดินที่เหมาะสมจะ มีขนาดระหว$าง 0.25-5 มม. ในดินเหนียวสีดำ โครงสร0างแบบนี้มักเกิดจากดินบน มีอินทรียวัตถุ มาก แต$ดินล$าง ซึ่งมีอินทรียวัตถุน0อย มักจะอัดแน$นและมีโครงสร0างแบบอื่น ยกเว0นดินสีดำที่เป^นด$างมี เศษหินปูนหรือปูนมารKลปะปนก็มีโครงสร0างแบบนี้ ซึ่งดี แต$ดินเป^นด$างจึงไม$ค$อยเหมาะสมต$อการ เจริญเติบโตของพืชในดินสีแดง น้ำตาลแดง ซึ่งพบในที่ดอน เป^นดินที่มีเหล็กอยู$ในรูปสนิมเหล็ก (เหล็ก ออกไซดK) มาก สนิมเหล็กมักทําให0ดินเกาะตัวกันเป^นก0อนเล็กๆ ร$วนซุย เกิดทั้งในดินบนและดินล$าง ดังนั้นดินสีแดงจึงมีลักษณะร$วนซุยเหมาะมากที่จะใช0ปลูกไม0ผล ไม0ยืนต0นที่มีระบบรากลึก 2) แบบก*อนเหลี่ยม พบในดินเหนียวที่มีอินทรียวัตถุน0อย บ$งบอก ว$า ดินนี้มีปjญหา เกิดการอัดแน$น ต0องใช0วัสดุอินทรียK เช$น ปุ>ยหมัก ขี้วัว แกลบ ฯลฯ แก0ไขปรับปรุง 3) แบบเปkนแท#ง เป^นโครงสร0างของดินล$าง โดยเฉพาะดินที่เป^น ดินเค็ม เป^นตัวชี้บ$งว$าดินนี้มักมีปjญหาดินเค็ม การระบายน้ำค$อนข0างเลว 4) แบบเปkนแผ#น เป^นโครงสร0างแบบที่ไม$ดี พบบริเวณหน0าดิน หรือเป^นชั้นดานในดินล$าง การแก0ไขต0องใช0เศษวัสดุอินทรียK เช$น แกลบ ใส$คลุกเคล0าลงไป ถ0าเป^นชั้น ดานใส$แกลบแล0วต0องไถลึกๆ เพื่อทำลายดาน และให0แกลบคลุกเคล0าดิน ชะลอการเกิดดานใหม$ด0วย ดินทรายที่เราเห็นเป^นเม็ดกลมๆ หรือเม็ดเหลี่ยมๆ นั้น ไม$ถือว$าเป^น โครงสร0าง เพราะเป^นก0อนแร$เดี่ยว ๆ เรียกว$า ไม$มีโครงสร0าง แต$ก็มีลักษณะร$วนซุยด0วย ส$วนดินนาขัง น้ำ โดยปกติก็ไม$มีโครงสร0าง เพราะการไถคราดทำลายโครงสร0าง การใช0ปุ>ยอินทรียK ยังไม$ทำให0เกิด โครงสร0างใหม$เพราะต0องใช0เวลา แต$อย$างน0อยปุ>ยอินทรียKก็เข0าไปผสมสอดแทรก ลดการอัดแน$นของ ดินได0
13 ภาพที่ 2.2 ลักษณะของโครงสร0างดินแบบต$างๆ ที่มา : http://cru.cahe.wsu.edu/CEPublications/eb1633/fig3.gif 2.1.3.3 สีดิน (soil color) สีดินเป^นสมบัติทางกายภาพของดินที่สามารถมองเห็นได0ชัดเจนกว$าสมบัติ อื่นๆ ดินแต$ละบริเวณจะมีสีที่แตกต$างกันไป เช$น สีดำ สีน้ำตาล สีเหลือง สีแดง หรือสีเทา รวมถึงจุด ประสีต$างๆ ซึ่งขึ้นอยู$กับชนิดของแร$ที่เป^นองคKประกอบในดิน สภาพแวดล0อมในการเกิดดิน ระยะเวลา การเกิดดิน หรือวัสดุอื่นๆที่มีอยู$ในดิน ดังนั้น จากสีของดิน เราสามารถจะประเมินสมบัติบางอย$างของ ดินที่เกี่ยวข0องได0 เช$นการระบายน้ำของดิน อินทรียวัตถุในดิน ระดับความอุดมสมบูรณKของ ตัวอย$าง แนวทางจัดการดินโดยอิงสีดินมีดังนี้ 1) ดินสีดำ สีน้ำตาลเข*มหรือสีคล้ำ ส$วนใหญ$มักจะเป^นดินที่มี ความอุดมสมบูรณKสูง เนื่องจากมีการคลุกเคล0าด0วยอินทรียวัตถุมาก โดยเฉพาะดินชั้นบน แต$บางกรณี สีคล้ำของดิน อาจเป^นผลมาจากอิทธิพลของปjจจัยที่ควบคุมการเกิดดินอื่นๆ นอกเหนือไปจากการมี ปริมาณอินทรียวัตถุในดินมากก็ได0 เช$นดินที่เกิดมาจากวัตถุต0นกำเนิดดินที่ผุพังสลายตัวมาจากหินที่ ประกอบด0วยแร$ที่มีสีเข0ม เช$น หิน ภูเขาไฟ และมีระยะเวลาการเกิดไม$นาน หรือดินมีแร$แมงกานีสสูง ก็จะทำให0ดินมีสีคล้ำได0เช$นกัน 2) ดินสีเหลืองหรือสีแดง ส$วนใหญ$เป^นดินที่มีเหล็กเป^น องคKประกอบสูง แสดงถึงดินที่ผ$านกระบวนการผุพังสลายตัวและมีการชะละลายธาตุอาหารมานาน มักเป^นดินที่มีความอุดมสมบูรณKต่ำ แต$เป^นดินที่มีโครงสร0างดี มีการระบายน้ำดีดินสีเหลืองแสดงว$าดิน มีออกไซดKของเหล็กที่มีน้ำเป^นองคKประกอบ ส$วนดินสีแดง เป^นดินที่ออกไซดKของเหล็กหรืออลูมิเนียม ไม$มีน้ำเป^นองคKประกอบ
14 3) ดินสีขาวหรือสีเทาอ#อน การที่ดินมีสีอ$อน อาจจะแสดงว$าดิน นั้นเกิดมาจากวัตถุต0นกำเนิดดินพวกที่สลายตัวมาจากหินที่มีแร$สีจางเป^นองคKประกอบอยู$มาก เช$น หินแกรนิต หรือหินทรายบางชนิดหรืออาจจะเป^นดินที่ผ$านกระบวนการชะล0างอย$างรุนแรง จนธาตุอาหารที่มี ประโยชนKต$อพืชถูกซึมชะออกไปหมด หรือมีสีอ$อนเนื่องจาก มีการสะสมปูน ยิปซั่ม หรือเกลือชนิด ต$างๆ ในหน0าตัดดินมากก็ได0 ดินเหล$านี้ส$วนใหญ$มักมีความอุดมสมบูรณKต่ำ และมีอินทรียวัตถุต่ำ 4) ดินสีเทาหรือสีเทาปนเงิน การที่ดินมีสีเทา สีเทาปนเงินหรือสี น้ำเงิน บ$งชี้ว$าดินอยู$ในสภาวะที่มีน้ำแช$ขังเป^นเวลานาน เช$น ดินนาในพื้นที่ลุ$ม หรือดินในพื้นที่ปkาชาย เลนที่มีน้ำทะเลท$วมถึงอยู$เสมอ มีสภาพการระบายและการถ$ายเทอากาศไม$ดี ทำให0เกิดสารประกอบ ของเหล็กสีเทาหรือสีน้ำเงิน แต$ถ0าดินอยู$ในสภาวะที่มีน้ำแช$ขังสลับแห0ง ดินจะมีจุดประสี โดยทั่วไปมัก ปรากฏเป^นจุดประสีเหลืองหรือสีแดงบนพื้นสีเทา ซึ่งเป^นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสารประกอบ ออกไซดKของเหล็กที่สะสมอยู$ในดิน โดยสารเหล$านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอยู$ในรูปที่มีสีเทาเมื่ออยู$ใน สภาวะที่มีน้ำแช$ขัง ขาดออกซิเจนเป^นเวลานาน ๆ และเปลี่ยนไปอยู$ในรูปที่ให0สารสีแดงเมื่อได0รับ ออกซิเจน 2.1.3.4 ความลึกของดิน ความลึกของดินมีผลต$อการเลือกชนิดของพืชที่ปลูก การยึดเกาะของราก และการทรงตัวของต0นพืช ปริมาณความชื้น ธาตุอาหารในดินและอุณหภูมิดิน ในทางการเกษตร ยึด เอาความลึกที่วัดจากผิวดินถึงชั้นที่ขัดขวางการเจริญเติบโตหรือการชอนไชของรากพืช ได0แก$ ชั้นหิน พื้น ชั้นดานแข็ง ชั้นศิลาแลง ชั้นกรวด ชั้นเศษหิน หรือชั้นลูกรังที่หนาแน$นมากๆ ความลึกของดินแบ$ง ได0ดังนี้ 1) ดินตื้นมาก พบชั้นขัดขวางภายในความลึก 25 เซนติเมตรจาก ผิวดิน 2) ดินตื้น พบชั้นขัดขวางระหว$างความลึก 25–50 เซนติเมตรจาก ผิวดิน 3) ดินลึกปานกลาง พบชั้นขัดขวางระหว$างความลึก 50–100 เซนติเมตรจากผิวดิน 4) ดินลึก พบชั้นขัดขวางระหว$างความลึก 100–150 เซนติเมตร จากผิวดิน 5) ดินลึกมาก พบชั้นขัดขวางลึกมากกว$า 150 เซนติเมตรจากผิว ดิน ลักษณะดินตื้นส$วนใหญ$แก0ไขได0ยาก หรือแก0ไขไม$ได0 เช$นดินที่ ระดับน้ำใต0ดินใกล0ผิวดิน อาจจัดการได0 โดยขุดคูรอบพื้นที่ สูบน้ำในคูออก จะทำให0ระดับน้ำใต0ดิน ลดลงได0 รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงพืชที่ไม$ชอบดินแฉะ เช$น มะละกอ ขนุน และปลูกพืชที่ทนดินแฉะได0ดี
15 เช$น ชมพู$ มะพร0าวน้ำหอม เป^นต0น แต$ถ0าดินล$างเป^นดินเหนียวแน$นทึบ หรือมีชั้นหินแข็ง มักจะแก0ไข ไม$ได0 ในกรณีอย$างนี้อาจจะต0องปรับ การใช0พื้นที่ เช$น ปลูกพืชอายุสั้น รากตื้น มีระบบชลประทาน หรือการให0น้ำที่ดี มีการใช0ปุ>ยอย$างเหมาะสม ทำให0พอจะใช0ประโยชนKจากพื้นที่ได0 เป^นต0น 2.2 สมบัติทางเคมีของดิน 2.2.1 ความหมายของสมบัติทางเคมีของดิน สมบัติทางเคมีของดิน หมายถึง สมบัติของดินที่เกี่ยวข0องกับปฏิกิริยาทางเคมีที่ เกิดขึ้นภายในดิน การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ในที่นี้จะกล$าวถึง สมบัติทางเคมีเบื้องต0น ได0แก$ ความเป^นกรดเป^นด$างของดิน (pH) 2.2.2 ปฏิกิริยาของดินหรือความเปkนกรดเปkนด#างของดิน 2.2.2.1 ความหมายของปฏิกิริยาของดิน (soil reaction) ปฏิกิริยาของดิน หมายถึง คุณสมบัติทางเคมีของดินที่วัดปริมาณของ ไฮโดรเจนไอออน (H+) และไฮดรอกซิลไอออน (OH-) ในสารละลายดิน ค$า pH ของดินมีค$าตั้งแต$ 0 – 14 ซึ่งเป^นตัวเลขที่แสดงความรุนแรงของกรดหรือด$างในดิน โดยที่ดินมีค$า pH =7 ดินนั้นเป^นกลาง ถ0าค$า pH สูงกว$า 7 ดินนั้นเป^นด$าง แต$ถ0าค$า pH ต่ำกว$า 7 ดินนั้นเป^นกรด นอกจากนี้ค$า pH ยังบอก ระดับความรุนแรงของความเป^นกรดเป^นด$างของดินได0 ดังนี้ pH น0อยกว$า 4 เป^นกรดรุนแรงมาก pH = 4 เป^นกรดรุนแรง pH = 5 เป^นกรดปานกลาง pH = 6 เป^นกรดอ$อน pH = 7 เป^นกลาง pH = 8 เป^นด$างอ$อน pH = 9 เป^นด$างปานกลาง pH = 10 เป^นด$างรุนแรง pH มากกว$า 10 เป^นด$างรุนแรงมาก พืชชนิดต$าง ๆ เจริญเติบโตได0ดีที่ระดับความเป^นกรดเป^นด$างของดินแตกต$างกันแต$ พืชส$วนมากจะเจริญเติบโตได0ดีที่ pH = 6 - 7 2.2.2.2 วิธีวัดความเปkนกรด - ด#างของดิน มีหลายวิธี แต$วิธีที่นิยมใช0กัน มากมี 2 วิธี คือ 1) Colorimetric method เป^นวิธีที่ทำได0ง$าย สะดวก รวดเร็ว เหมาะแก$การใช0ในไร$นา วิธีนี้เป^นวิธีการใช0น้ำยาเปลี่ยนสี(indicator) ซึ่งน้ำยาเปลี่ยนสีนี้ จะเปลี่ยนสี ได0ตามปริมาณของ H+ ในสารละลายดิน เป^นสิ่งที่ทำให0ดินมีค$า pH หรือค$าความเป^นกรดเป^นด$างของ ดินแตกต$างกัน การวัดค$า pH ของดินโดยวิธีนี้ ค$าที่ได0มีความคลาดเคลื่อนประมาณ + 0.5 หน$วย pH (pH unit) อุปกรณKที่ใช0นี้เรียกว$า pH test kit
16 2) Electrometric method เป^นวิธีการวัดค$า pH ของดินที่ต0อง ใช0เครื่องมือราคาแพง เรียกว$า pH meter หลักการวัดค$า pH ของดิน คือ วัดค$าความต$างศักยKไฟฟmา ของขั้ว 2 ขั้ว ค$าที่วัดได0มีความถูกต0องแน$นอนมากกว$าการใช0pH test kit เหมาะแก$การใช0ใน ห0องปฏิบัติการเท$านั้น 2.2.2.3 อิทธิพลของปฏิกิริยาของดินที่มีต#อการเจริญเติบโตของพืช ระดับ pH ของดินมีความเกี่ยวข0องกับการเจริญเติบโตของพืชโดยอ0อม ดังนี้ 1) ควบคุมความเป^นประโยชนKและการละลายได0ของธาตุอาหาร พืชโดยปกติกรดหรือด$างของดินไม$ได0ทำอันตรายต$อพืชโดยตรง แต$มีผลทางอ0อมต$อพืชโดยทำให0ความ เป^นประโยชนKของธาตุอาหารในดินลดลง แม0ว$าจะมีธาตุนั้นในดินก็ตาม คือ เมื่อดินเป^นกรดหรือด$าง มากเกินไป ทำให0ธาตุบางธาตุละลายออกมาน0อย จนทำให0พืชขาดแคลนธาตุอาหารตัวนั้น ใน ขณะเดียวกันธาตุบางธาตุละลายออกมามากเกินไป เช$นเมื่อดินมีสภาพเป^นกรดจัดพืชมีแนวโน0มขาด ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โมลิบดินัม ในขณะที่ธาตุเหล็ก ทองแดง กำมะถัน ละลาย ออกมามากเกินไปจนเป^นอันตรายต$อพืช แต$ถ0าดินเป^นด$างจัด พืชจะขาดแคลนฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และโบรอน ในขณะที่มีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมละลายออกมามากเกินไป 2) ควบคุมการละลายได0ของสารที่อาจจะเป^นพิษต$อพืช ในสภาพ ดินที่เป^นกรดหรือด$างมากเกินไป จะทำให0ธาตุบางชนิดที่มีอยู$ในดิน ละลายออกมาอยู$ในสารละลาย ดินมากเกินไป จนเป^นอันตรายต$อพืชหรือเป^นพิษต$อพืชได0 เช$น เมื่อดินเป^นกรดจัด จะมีอะลูมินัม ไฮโดรเจน เหล็ก และแมงกานีส ละลายออกมาอยู$ในสารละลายดินมากเกินไป ส$วนในสภาพดินที่เป^น ด$างจัด จะทำให0มีแคลเซียม แมงกานีส ไฮดรอกซิลไอออน และอนุมูลไบคารKบอเนต ละลายออกมาอยู$ ในสารละลายดินมากเกินไป 3) ควบคุมชนิดและกิจกรรมของจุลินทรียKดิน ระดับ pH ของดิน เกี่ยวข0องกับการทำงานของจุลินทรียKในดิน จุลินทรียKแต$ละชนิดต0องการสภาพความเป^นกรดและด$างที่ เหมาะสมต$อการเจริญเติบโตต$างกัน เช$น จุลินทรียKในขบวนการ nitrification จะมีจำนวนลดลงเมื่อ ดินมีค$า pH ต่ำกว$า 6 การตรึงไนโตรเจนของสาหร$ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะเกิดขึ้นได0ดีเมื่อpH สูงกว$า 7 และโดยทั่วไปจะพบแบคทีเรียมากในสภาพที่ดินเป^นกลาง ส$วนแอคติโนมัยซีสจะพบมากที่ระดับ pH 6.5-8.0 และเชื้อราจะพบมากในสภาพดินเป^นกรด เป^นต0น 2.3 สมบัติทางชีวภาพของดิน 2.3.1 ความหมายของสมบัติทางชีวภาพของดิน สมบัติทางชีวภาพของดิน หมายถึง สมบัติของดินที่เกี่ยวข0องกับสิ่งมีชีวิตชนิดต$างๆ อินทรียวัตถุและสารอินทรียKภายในดินที่มีผลต$อการเจริญเติบโตของพืชทั้งทางตรงและทางอ0อม 2.3.2 สิ่งมีชีวิตในดิน
17 สิ่งมีชีวิตในดินแบ$งออกเป^น 3 กลุ$มหลัก คือ พืช สัตวK และจุลินทรียK แต$ละกลุ$มมี บทบาทที่มีความสัมพันธKอย$างใกล0ชิดในระบบนิเวศของดิน 2.3.2.1 พืช (plant หรือ flora) พืชที่มีขนาดใหญ$จัดเป^นพวกที่มีอิทธิพลอย$างยิ่งต$อดินและสิ่งมีชีวิตในดิน เพราะเป^นพวกหลักที่ทำหน0าที่กักเก็บพลังงานจากแสงมาสร0างเป^นสารอินทรียK แม0สิ่งมีชีวิตอื่น เช$น สาหร$ายและแบคทีเรียที่สังเคราะหKแสงได0 สามารถสร0างสารอินทรียK แต$ปริมาณสารอินทรียKที่สร0าง ก็มี สัดส$วนน0อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับส$วนที่ได0จากพืชขนาดใหญ$ เมื่อสารอินทรียKเหล$านั้นผสม คลุกเคล0าลงไปในดิน ก็จะเป^นแหล$งพลังงานสำคัญของสิ่งมีชีวิตต$างๆ ภายในดิน ที่จะก$อให0เกิด กิจกรรมอื่นๆ ต$อเนื่องไปอีกมาก ตลอดจนเป^นแหล$งอาหารสะสมที่สำคัญของธาตุอาหารพืชหลาย ชนิดเช$น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและกำมะถัน นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลโดยตรงต$อสมบัติต$าง ๆ ของดิน โดยเฉพาะอย$างยิ่งการเจริญเติบโตหยั่งรากลึกลงไปในดิน จะก$อให0เกิดผลกระทบมากมายจากการ แทรกตัวของราก การดูดและการคายน้ำ การดูดธาตุอาหาร การหายใจ การปลดปล$อยสารอินทรียK ออกจากราก (root exudates) การย$อยสลายของราก ตลอดจนการแผ$กิ่งใบปกคลุมผิวดิน ฯลฯ ล0วน ก$อให0 เกิดการเปลี่ยนแปลงในดินหลายประการ ได0แก$ การเกิดโครงสร0างดิน การเกิดช$องว$างจากการ ไชชอนของราก การอัดตัวของดินรอบๆ ราก การเปลี่ยนแปลงความชื้น การเปลี่ยนแปลงสัดส$วนของ แกgส การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของปริมาณของธาตุอาหาร การเคลื่อนที่ของน้ำและอากาศ การเคลื่อนย0าย ของแร$ธาตุจากดินล$างสู$ดินบน การเปลี่ยนแปลง pH ของดิน เนื่องจากกระบวนการดูดธาตุอาหารของ พืช การเปลี่ยนแปลงปริมาณและสัดส$วนของจุลินทรียKและกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดินหรือการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิดินเป^นต0น 2.3.2.2 สัตว> (animal หรือ faura) ดินเป^นแหล$งอาศัยของสัตวKหลายชนิด ที่มีมากที่สุดคือโปรโตซัวซึ่งมีเซลลK เดียวและเล็กมากจนถูกจำแนกไว0เป^นพวกจุลินทรียK รองลงมาได0แก$ ไส0เดือนฝอย (nematode) ซึ่ง เป^นสัตวKหลายเซลลK นอกจากนี้ที่พบมาก ได0แก$สัตวKจำพวก ไร ไส0เดือนดิน แมลง กิ้งกือ ตะขาบ แมง มุม และยังมีสัตวKขนาดใหญ$อื่นๆ อีก ที่อาศัยอยู$ในดิน เช$น ตุ$น หนู งู ฯลฯ แต$ก็มีปริมาณและกิจกรรม ไม$มากเหมือนกับพวกที่มีขนาดเล็กดังกล$าว โดยเฉพาะอย$างยิ่งในพื้นที่ทำการเกษตรทั่วไป บทบาทหลักของสัตวKในดินส$วนใหญ$เกี่ยวข0องอยู$กับ การคุ0ยเขี่ยเพื่อหา อาหาร หรือเป^นที่อยู$อาศัย และบทบาทที่เกี่ยวข0องกับการกินอาหารอื่นๆ เช$น การกัดย$อยชิ้นส$วน อินทรียวัตถุ การกัดกินรากพืช หรือจับสิ่งมีชีวิตเป^นอาหาร กิจกรรมดังกล$าวทำให0เกิดการ เปลี่ยนแปลงสมบัติของดินได0มากทั้งทางด0านกายภาพและด0านเคมี เช$น การขุดคุ0ยไชชอนดินของมด ปลวก แมลงต$างๆ หรือไส0เดือนดิน ทำให0เกิดช$องว$างจำนวนมากในดิน ที่ส$งผลทำให0ดินมีอัตราการ ซาบซึมน้ำสูง มีการถ$ายเทอากาศดี การขุดคุ0ยดังกล$าวทำให0เกิดการเคลื่อนย0ายดิน มีการผสม คลุกเคล0าระหว$างดินบนกับดินล$าง มีการเคลื่อนย0ายและคลุกเคล0าอินทรียวัตถุจากผิวดินลงไปในดิน การกัดกินแทะเล็มเศษซากพืชซากสัตวKที่เกิดขึ้นโดยสัตวKส$วนใหญ$ซึ่งกินอินทรียวัตถุเป^นอาหาร เช$น
18 พวกโรติเฟอรK ไร ไส0เดือนดิน แมลง และกิ้งกือ ทำให0ชิ้นส$วนอินทรียวัตถุมีขนาดเล็กลง มีพื้นที่ ผิวสัมผัสให0จุลินทรียKย$อยสลายได0ง$าย ดังนั้นแม0ว$าจุลินทรียKจะเป^นตัวการหลักในการย$อยสลาย อินทรียวัตถุ แต$กิจกรรมการกินอาหารของสัตวKก็เป^นปjจจัยเสริมให0เกิดการย$อยสลายสารอินทรียKได0 รวดเร็วขึ้น ความสำคัญอีกประการหนึ่งของสัตวKในดินคือ การที่สัตวKขนาดเล็กในดินโดยเฉพาะอย$างยิ่ง ไส0เดือนฝอย กินจุลินทรียK เช$น แบคทีเรียหรือเชื้อราเป^นอาหาร ก็เป^นการช$วยควบคุมสัดส$วนของ จุลินทรียKดินให0อยู$ในภาวะที่สมดุลกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศของดิน ไส0เดือนดินเป^นสัตวKที่มีบทบาทเกี่ยวข0องกับสมบัติของดินหลายประการเช$น การขุดดินหาอาหารของไส0เดือน ก$อให0เกิดช$องว$างขึ้นมาพร0อมๆ กับการผสมคลุกเคล0าอินทรียวัตถุ และเคลื่อนย0ายดิน ไส0เดือนกินอินทรียวัตถุในดินเป^นอาหาร โดยการกลืนกินเข0าไปพร0อมกับดิน มูลที่ ถ$ายออกมาจึงเป^นเม็ดดินที่มีรูปร$างและขนาดแตกต$างกัน ตามชนิดและขนาดของไส0เดือน มูลไส0เดือน มักมีปริมาณดินเหนียวและทรายแปmง ในสัดส$วนที่สูงกว$าดินภายนอก และมีความเสถียรมากกว$าเม็ด ดินทั่วไป โดยเฉพาะอย$างยิ่งหลังจากที่แห0งแล0ว ไส0เดือนมักจะขับถ$ายมูลออกมาที่ผิวดิน แต$ก็มีบ0างที่ ขับถ$ายไว0ตามช$องใต0ผิวดิน ในแต$ละป° จะมีดินที่ถูกเคลื่อนย0ายขึ้นมาสู$ผิวดินในรูปของมูลไส0เดือนไม$ น0อย ในอัตราประมาณ 1-5 กิโลกรัมต$อตารางเมตรต$อป° แต$อาจสูงได0ถึง 20-30 กิโลกรัมต$อตาราง เมตร เมื่อสภาพแวดล0อมเหมาะสมและขึ้นอยู$กับชนิดของไส0เดือน ซึ่งมักพบเป^นปริมาณมากในดินที่มี อินทรียวัตถุสูง มีปริมาณความชื้นพอเหมาะ ไม$แห0งจนเกินไป มีการระบายน้ำ การถ$ายเทอากาศดี และมีความเป^นกรดต่ำ โดยเฉพาะอย$างยิ่งในดินที่ไม$ถูกรบกวนหรือดินที่มีพืชปกคลุมอย$างต$อเนื่อง เป^นเวลานาน โดยปกติการไถพรวนพื้นที่บ$อยครั้ง จะมีผลต$อการลดปริมาณไส0เดือนลง เพราะเป^นการ ไปเร$งการย$อยสลายของอินทรียวัตถุในดินซึ่งเป^นอาหารของไส0เดือน ไส0เดือนฝอย มีลักษณะเหมือนไส0เดือนขนาดเล็ก ส$วนใหญ$มีขนาดกว0างประมาณ 0.05 มิลลิเมตร และ ยาวไม$เกิน 2 มิลลิเมตร เป^นสัตวKหลายเซลลKที่พบปริมาณมากที่สุดในดิน อาจสูงเป^นหลายๆ ล0านตัว ต$อตารางเมตร โดยเฉพาะอย$างยิ่งในบริเวณใกล0ๆรากพืช มีบทบาทสำคัญในการเป^นพาราสิต (parasite) ของสิ่งมีชีวิตต$างๆ มีหลายชนิดที่เป^นศัตรูสำคัญของพืช ดูดกินโปรโตพลาสซึม ทำให0พืช อ$อนแอและผลผลิตลดลง รอยบาดแผลจากการเจาะของไส0เดือนฝอยก็เป^นตำแหน$งที่เชื้อโรคเข0า ทำลายได0ง$าย ไส0เดือนฝอยหลายชนิดกินสิ่งมีชีวิตอื่นๆเป^นอาหาร เช$น แบคทีเรีย เชื้อรา สาหร$าย โปร โตซัว โรติเฟอรKหรือแม0แต$ไส0เดือนฝอยด0วยกันเอง ดังนั้นกิจกรรมของไส0เดือนฝอยจึงเกี่ยวข0องอยู$กับ การควบคุมปริมาณสิ่งมีชีวิตอื่นในดิน หรือเป^นศัตรูพืชมากกว$าการที่จะไปมีส$วนย$อยสลายอินทรียวัตถุ 2.3.2.3 จุลินทรีย>ดิน (soil microorganisms) 1) ความหมายของจุลินทรียKดิน จุลินทรียKดิน หมายถึง สิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กในดิน ซึ่งรวมทั้งพืชและ สัตวK โดยปกติสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กในดินที่มีอิทธิพลต$อความอุดมสมบูรณKของดิน มักเป^นพวกที่เป^นพืช ได0แก$ แบคทีเรีย (bacteria) แอคติโนมายซีส (actinomycetes) เชื้อรา (fungi) สาหร$าย (algae) และไวรัส (virus)
19 กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในดิน ที่ก$อให0เกิดความอุดมสมบูรณK แก$ดิน ส$วนใหญ$หรือเกือบทั้งหมดเป^นการกระทำของแบคทีเรีย เพราะแบคทีเรียมีปริมาณมาก ขยายพันธุKได0รวดเร็ว ฉะนั้นเมื่อภายในดินมีสภาพแวดล0อมที่เหมาะสมต$อกิจกรรมของแบคทีเรีย จะทำ ให0เกิดกระบวนการและกิจกรรมต$างๆ ที่ก$อให0เกิดความอุดมสมบูรณKของดินได0ดี 2) ความสำคัญของจุลินทรียKดินที่มีต$อดินและพืช ดินที่มีจุลินทรียK มากมักเป^นดินที่มีความอุดมสมบูรณKสูง จุลินทรียKในดินจะช$วยให0เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน ดิน จุลินทรียKดินมีความสำคัญต$อดินและพืชดังนี้ (1) การสลายตัวของอินทรียKสาร อินทรียวัตถุในดินจะถูก ย$อยสลายโดยจุลินทรียK ผลที่ได0จากการย$อยสลาย คือ คารKบอนไดออกไซดK กรดอินทรียKต$างๆ แร$ธาตุ และฮิวมัส (2) การแปรสภาพของอนินทรียKสาร การเปลี่ยนรูปของอ นินทรียKสารในดินจะดำเนินอยู$เสมอโดยการกระทำของจุลินทรียK จากรูปที่ไม$เป^นประโยชนKต$อพืช (unavailable) 21ให0อยู$ในรูปที่เป^นประโยชนKต$อพืช (available) และจากรูปที่เป^นประโยชนKต$อพืช เป^นรูปที่ไม$เป^น ประโยชนK ต$อพืช (3) การทำให0อนุภาคดินเกาะกัน เมือก (slimy) ที่ แบคทีเรียผลิตขึ้นมา เพื่อช$วยย$อยสลายอินทรียวัตถุหรือการผลิต มายซีเรียม (mycelium) ของเชื้อรา และ สาหร$าย มีผลทำให0อนุภาคของดินเกาะกันอย$างหลวม ๆ ทำให0ดินเกิดเป^นก0อนดินถาวร (aggregate) ดินสามารถทนต$อการชะล0าง การสูญเสียดินและธาตุอาหารพืช ทำให0สภาพภายในดิน มี การอุ0มน้ำและถ$ายเทอากาศดีขึ้น (4) การตรึงไนโตรเจน จุลินทรียKที่อยู$ในดินช$วยทำให0เกิด ขบวนการตรึงไนโตรเจน (nitrogen fixation) ซึ่งมีทั้งพวกที่จะต0องพึ่งพาอาศัยกับสิ่งที่มีชีวิตอื่น (symbiotic microorganisms) เช$น แบคทีเรียพวกไรโซเบียม (rhizobium) ซึ่งอาศัยอยู$ที่ปมของราก พืชตระกูลถั่ว และพวกที่ไม$ต0องพึ่งพาอาศัยกับสิ่งมีชีวิตอื่น (non - symbiotic microorganisms) ได0แก$แบคทีเรียพวก Azotobacter และพวกสาหร$าย (5) การสร0างฮอรKโมน และ growth factor จุลินทรียKที่อยู$ ในดิน เมื่อได0รับสารที่รากพืชปลดปล$อยออกมา (root exudate) ซึ่งเป^นสารที่ช$วยกระตุ0นให0จุลินทรียK เจริญและเกิดกิจกรรมสร0างวิตามิน และ growth hormone เป^นสารที่กระตุ0นให0พืชเจริญงอกงามดี ขึ้น ด0วยเหตุนี้พืชชนิดใดที่มีจุลินทรียKในอาณาเขตของรากพืช (rhizosphere) มาก พืชนั้นจะ เจริญเติบโตงอกงามดี
20 3) ชนิดของจุลินทรียKดิน การแบ$งชนิดของจุลินทรียKโดยการอาศัย แหล$งของพลังงานและธาตุคารKบอนที่จุลินทรียKได0รับเป^นหลักในการพิจารณา สามารถจำแนกจุลินทรียK ออกเป^น 2 พวก คือ (1) Autotrophic microorganisms เป^นจุลินทรียKที่ได0รับ พลังงานจากแสง หรือจากการ oxidise อินทรียKสารและได0C มาเป^นส$วนประกอบของเซลลKในรูปของ กgาซ CO2 จากอากาศ ซึ่งจุลินทรียKพวกนี้จะไม$มีส$วนเกี่ยวข0องกับขบวนการย$อยสลายอินทรียวัตถุ (2) Heterotrophic microorganisms เป^นจุลินทรียKที่ได0 พลังงานจากการ oxidise อินทรียวัตถุ และได0 C จากอินทรียวัตถุมาใช0เป^นส$วนประกอบของเซลลK ซึ่ง เป^นจุลินทรียKที่ทำการย$อยสลายอินทรียวัตถุ แบ$งออกเป^น 2 ชนิด คือ - Hetero aerobic microorganisms คื อ จุลินทรียKที่ทำการย$อยสลายอินทรียวัตถุ ในสภาพที่ต0องมีกgาซออกซิเจน - Hetero anaerobic microorganisms คื อ จุลินทรียKที่ทำการย$อยสลายอินทรียวัตถุในสภาพที่ไม$มีกgาซออกซิเจน 4) สภาพแวดล0อมที่มีผลต$อจุลินทรียKดิน มีดังนี้ (1) ปริมาณความชื้นในดิน จะมีผลต$อชนิด ปริมาณ และ กิจกรรมของจุลินทรียKดิน เช$น แอคติโนมายซีส ซึ่งเป^นจุลินทรียKดินที่ต0องการสภาพดินที่มีความชื้น น0อย แต$ถ0าดินมีความชื้นมากขึ้น แบคทีเรียและเชื้อรา สามารถเจริญเติบโตได0ดี และสาหร$าย เป^น จุลินทรียKดิน ที่ต0องการดินที่มีความชื้นสูงมากที่สุด (2) การถ$ายเทอากาศภายในดิน จะมีผลต$อจุลินทรียKดินที่ ต0องการกgาซออกซิเจน (Hetero aerobic microorganisms) ในการดำเนินกระบวนการเปลี่ยนแปลง สาร (metabolism) (3) อุณหภูมิภายในดิน จุลินทรียKแต$ละชนิดต0องการ อุณหภูมิที่พอเหมาะในการเจริญเติบโตแตกต$างกัน บางชนิดเจริญเติบโตได0ดีในสภาพอุณหภูมิของดิน แถบศูนยKสูตรอยู$ระหว$าง 28-30 เซลเซียส บางชนิดเจริญเติบโตได0ดีในสภาพอุณหภูมิของดินแถบ อบอุ$นประมาณ 20 เซลเซียส (4) อินทรียวัตถุ จุลินทรียKในดินโดยทั่วไป ส$วนใหญ$เป^น พวกที่ใช0อินทรียKสารเป^นอาหาร (heterotrophs) เช$นแบคทีเรีย มีประมาณร0อยละ 95 เป^น heterotrophs ส$วนอีก 5 %เป^นพวกที่สร0างอาหารได0เอง (autotrophs) เชื้อรา แอคติโนมายซีส เป^น จุลินทรียKดินพวก heterotrophs ส$วนสาหร$าย เป^นจุลินทรียKดินพวก autotrophs ดังนั้นอินทรียวัตถุ ในดินจึงเป^นแหล$งอาหารที่สำคัญของจุลินทรียKส$วนใหญ$ ดินที่มีอินทรียวัตถุมาก จึงมีจุลินทรียKมากด0วย (5) สภาพความเป^นกรดเป^นด$างของดิน จุลินทรียKทุกชนิด ต0องการสภาพความเป^นกรดเป^นด$างต$างกัน เชื้อราเจริญเติบโตได0ดีในสภาพดินที่เป^นกรด แบคทีเรีย และแอคติโนมายซีสต0องการสภาพดินที่เป^นกรดอ$อนๆ จนถึงเป^นกลาง สาหร$ายเจริญเติบโตได0ในดินที่
21 เป^นกรดจัดถึงด$างจัด โดยสรุปกิจกรรมในดินส$วนใหญ$จะดำเนินไปด0วยดีเมื่อดินเป^นกรดอ$อน ๆ จนถึง เป^นกลาง เพราะกิจกรรมส$วนใหญ$เป^นการกระทำของแบคทีเรีย สรุป ลักษณะดินที่เหมาะสมต$อการปลูกพืช ควรเป^นดินที่ร$วนซุย มีปริมาณธาตุอาหารพืชเพียงพอ ลักษณะดินลึก ไม$มีหินกรวดปะปน ดินไม$เป^นกรด หรือด$างมากเกินไป และไม$เป^นดินเค็ม สมบัติของดิน หมายถึง สมบัติทางกายภาพ ทางเคมีและทางชีวภาพของดิน ที่มีผลต$อการ เจริญเติบโตของพืชทั้งทางตรงและทางอ0อม สมบัติทางกายภาพของดิน เป^นสมบัติของดินที่สามารถประเมินได0จากลักษณะทางภายนอก ผลกระทบของสมบัติทางกายภาพของดินที่มีต$อการเจริญเติบโตของพืช เป^นผลกระทบทางอ0อม นอกจากนี้สมบัติทางกายภาพของดิน ยังมีผลต$อความเป^นประโยชนKและการละลายได0ของธาตุอาหาร พืชในดิน ทำให0พืชมีการเจริญเติบโตดี สมบัติทางเคมีของดิน เป^นสมบัติของดินที่เกี่ยวข0องกับปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในดิน ซึ่งสมบัติทางเคมีเบื้องต0น ได0แก$ ความเป^นกรดเป^นด$างของดิน เป^นสมบัติทางเคมีของดินที่ควบคุม เกี่ยวกับระดับความเป^นประโยชนKของธาตุอาหารในดิน รวมถึงกิจกรรมของจุลินทรียKในดินด0วย สมบัติทางชีวภาพของดิน เป^นสมบัติของดิน ที่เกี่ยวข0องกับสิ่งมีชีวิตชนิดต$างๆ อินทรียวัตถุ และสารอินทรียKชนิดต$างๆ ภายในดิน ที่มีผลต$อการเจริญเติบโตของพืชทั้งทางตรงและทางอ0อม สิ่งมีชีวิตในดินประกอบด0วย พืช สัตวK และจุลินทรียK ซึ่งแต$ละกลุ$มมีบทบาทที่มีความสัมพันธKอย$าง ใกล0ชิดในระบบนิเวศของดิน และมีความสัมพันธKเกี่ยวข0องกับอินทรียวัตถุในดินด0วย
22 หนOวยที่ 3 การวิเคราะห4ดิน ปุSย และน้ำเบื้องตQน 1. จุดประสงคNของการวิเคราะหNดิน เพื่อให0ทราบถึงความอุดมสมบูรณK และปjญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร0อมกับคำแนะนําใน การแก0ไขปรับปรุงบำรุงดิน เช$น การใช0ปุ>ย การใช0ปูน ปรับปรุงดินกรด รวมทั้งการใช0วัสดุหรือสาร ปรับปรุงดินอย$างอื่น ตามความจำเป^นเพื่อให0การปลูกพืชได0ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพดีขึ้น 2. การเก็บตัวอยHางดินที่ถูกต.อง ตัวอย$างดินที่เก็บมาต0องเป^นตัวแทนที่ดีที่สุดของที่ดินแปลงนั้น ถ0าเก็บตัวอย$างดินไม$ถูกต0อง ผลการวิเคราะหKก็จะไม$ตรงกับสมบัติของดิน คำแนะนำการใช0ปุ>ยและการจัดการดินจะผิดพลาด ทั้งหมด หลักสำคัญของการเก็บตัวอย$างดินมีดังต$อไปนี้ 2.1 ควรเก็บหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล*ว หรือก#อนเตรียมดินปลูกพืชครั้งต#อไป คำแนะนำจากผลการวิเคราะหKดินหลายอย$างจะต0องนำมาใช0ให0ทันในการเตรียมดินปลูกพืช เช$น การ ใส$ปูน การไถกลบอินทรียวัตถุ การใส$ปุ>ยรองพื้น เป^นต0น จะลงมือเก็บตัวอย$างดินเมื่อใดนั้น จะต0องเผื่อ เวลาสำหรับการส$งตัวอย$างไปวิเคราะหK ระยะเวลาทำงานของห0องปฏิบัติการ จนถึงการส$งผลกลับมา ให0 รวมแล0วประมาณ 1-2 เดือน สำหรับการเก็บตัวอย$างดินเพื่อจะให0หน$วยวิเคราะหKดินเคลื่อนที่มา ให0บริการให0นั้น จะต0องเก็บก$อนวันนัดหมาย 1-2 สัปดาหK เพื่อให0ตัวอย$างดินแห0งจึงจะวิเคราะหKได0 2.2 พื้นที่ที่จะเก็บตัวอย#างดินไม#ควรเปzยกแฉะหรือมีน้ำท#วมขัง จะทำให0เข0าไปทำงาน ลำบาก แต$ถ0าแห0งเกินไปดินจะแข็ง ดินควรมีความชื้นเล็กน0อยจะทำให0ขุดและเก็บได0ง$ายขึ้น 2.3 ไม#เก็บตัวอย#างดินบริเวณที่เคยเปkนบ*าน หรือโรงเรือนเก#าจอมปลวก เก็บให0ห$างไกล จากบ0านเรือน อาคารที่อยู$อาศัย คอกสัตวK และบริเวณจุดที่มีปุ>ยตกค0างอยู$ 2.4 อุปกรณ>ที่เก็บตัวอย#างดินต*องสะอาด ไม$เป`õอนดิน ปุ>ย ยาฆ$าแมลง ยาปราบศัตรูพืช หรือ สารเคมีอื่น ๆ 2.5 ต*องบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอย#างดินของแต#ละตัวอย#างตามแบบฟอร>ม "บันทึก รายละเอียดตัวอย$างดิน" ให0มากที่สุดเพื่อเป^นประโยชนKต$อการให0คำแนะนำการจัดการดินให0ถูกต0อง ที่สุด 3. วิธีเก็บตัวอยHางดิน 3.1 เตรียมอุปกรณ>ที่จำเปkนได*แก# เครื่องมือสำหรับขุดหรือเจาะเก็บดิน เช$น พลั่ว จอบ และเสียม ส$วนภาชนะที่ใส$ดิน เช$น ถังพลาสติก กล$องกระดาษแข็ง กระบุง ผ0ายางหรือผ0าพลาสติก และถุงพลาสติก สำหรับใส$ตัวอย$างดินส$งไปวิเคราะหK
23 3.2 ขนาดของแปลงที่จะเก็บตัวอย#างดินไม#จำกัดขนาดแน#นอนขึ้นอยู#กับความแตกต#าง ของพื้นที่ (ที่ราบ ที่ลุ$ม ที่ดินที่ลาดชัน เนื้อดิน สีดิน) ชนิดพืชที่ปลูกและ การใช0ปุ>ยหรือการใช0ปูน ที่ ผ$านมา แปลงปลูกพืชที่มีความแตกต$างดังกล$าว จะต0องแบ$งพื้นที่เป^นแปลงย$อยเก็บตัวอย$างแยกกัน เป^น แปลงตัวอย$าง พื้นที่ราบเช$น นาข0าวขนาดไม$ควร เกิน 50 ไร$ พื้นที่ลาดชันขนาดแปลงละ 10-20 ไร$ พืชผักสวนครัวไม0ดอก ไม0ประดับ ขึ้นอยู$กับขนาดพื้นที่ที่ปลูก ภาพที่ 3.1 การแบ$งพื้นที่เป^นแปลงย$อยเก็บตัวอย$างแยกกันเป^น แปลงละตัวอย$าง ที่มา http://www.ldd.go.th/web_Soilanaly/Index.html 3.3 สุ#มเก็บตัวอย#างดิน กระจายให0ครอบคลุมทั่วแต$ละแปลง แปลงละ 15-20 จุดก$อนขุดดิน จะต0องถางหญ0า กวาดเศษพืช หรือวัสดุที่อยู$ผิวหน0าดินออกเสียก$อน (อย$าแซะหรือปาดหน0าดินออก) แล0วใช0จอบ เสียมหรือพลั่ว ขุดหลุมเป^นรูป V ให0ลึกในแนวดิ่งประมาณ 15 เซนติเมตร หรือในระดับชั้น ไถพรวน (สำหรับพืชทุกชนิด ยกเว0นสนามหญ0าเก็บจากผิวดินลึก 5 เซนติเมตร และไม0ยืนต0นเก็บจาก ผิวดินลึก 30 เซนติเมตร) แล0วแซะเอาดินด0านหนึ่ง เป^นแผ$นหนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร จากปาก หลุมถึงก0นหลุม ดินที่ได0นี้เป^นดินจาก 1 จุด ทำเช$นเดียวกันนี้จนครบ นำดินทุกจุดใส$รวมกันในถึง พลาสติกหรือภาชนะที่เตรียมไว0 ภาพที่3.2 การสุ$มเก็บตัวอย$างดิน กระจายให0ครอบคลุมทั่วแต$ละแปลง ที่มา http://www.ldd.go.th/web_Soilanaly/Index.html 3.4 ดินที่เก็บมารวมกันในถึงนี้ถือว#าเปkนตัวอย#างดินที่เปkนตัวแทนของที่ดินแปลงนั้น เนื่องจากดินมีความชื้นจึงต0องทำให0แห0ง โดยเทดินในแต$ละถังลงบนแผ$นผ0าพลาสติก หรือผ0ายาง แยกกัน ถังละแผ$นเกลี่ยดินผึ่งไว0ในที่ร$มจนแห0ง ดินที่เป^นก0อนให0ใช0ไม0ทุบให0ละเอียดพอประมาณ แล0ว คลุกเคล0าให0เข0ากันจนทั่ว
24 ภาพที่ 3.3 การขุดเก็บตัวอย$างดิน ที่มา http://www.ldd.go.th/web_Soilanaly/Index.html 3.5 ตัวอย#างดินทีเก็บในข*อ 4 อาจมีปริมาณมากแบ$งส$งไปวิเคราะหKเพียงครึ่งกิโลกรัมก็พอ วิธีการแบ$งเกลี่ยตัวอย$างดินแผ$ให0เป^นรูปวงกลมแล0วแบ$งผ$ากลางออกเป^น4ส$วนเท$ากันเก็บ ดินมาเพียง 1 ส$วนหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมใส$ในถุงพลสะอาดพร0อมด0วยแบบฟอรKมทีสติกที่ บันทึกรายละเอียด ของตัวอย$างดินเรียบร0อยแล0วปúดปากถุงให0แน$นใส$ในกล$องกระดาษแข็งอนึ่ง (ในกรณีทีส$ง แบบพัสดุ ไปรษณียK) เพื่อส$งไปวิเคราะหK ภาพที่ 3.4 วิธีการแบ$งเกลี่ยตัวอย$างดินแผ$ให0เป^นรูปวงกลมแล0วแบ$งผ$ากลางออกเป^น 4 ส$วน ที่มา http://www.ldd.go.th/web_Soilanaly/Index.html ตัวอย$างดินที่เก็บมาเรียบร0อยแล0ว จะส$งไปวิเคราะหKที่ห0องปฏิบัติการวิเคราะหKดิน สำนักงาน พัฒนาที่ดินเขตใกล0บ0านท$าน หรือส$งไปที่สำนักวิทยาศาสตรKเพื่อการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ถนน พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ตัวอย$างดินเมื่อวิเคราะหKเสร็จแล0ว จะส$งผล กลับไปให0พร0อมกับคำแนะนำวิธีการแก0ไขปรับปรุงดิน และการใช0ปุ>ยกับพืชที่ต0องการปลูก 4. วิธีการวิเคราะหNดิน วิธีการวิเคราะหKดินเป^นแนวทางหนึ่งในการประเมินระดับความสมบูรณKของดิน โดยนำ ที่จะ ปลูกพืชมาวิเคราะหKทางเคมี เพื่อหาปริมาณธาตุอาหารพืชในดินที่ควรเป^นดินทีประโยชนKแก$พืชที่จะ ปลูกโดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซึ่งพืชต0องการใช0ในปริมาณมาก 4.1 การประเมินระดับความเปkนประโยชน>ของไนโตรเจนในดิน ไม$นิยมวิเคราะหKหาปริมาณ ทั้งหมดของแอมโมเนียม (NH4 + ) และไนโตรเตรต (NO3) ในดิน เพราะไนโตรเจนรูป ดังกล$าวมีการ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต$จะวัดทางอ0อม โดยวิเคราะหKปริมาณอินทรียวัตถุในดิน แทน ด0วยวิธีwet
25 oxidation ของ Walklcy and Black โดยใช0Potassium dichromate solution (K2 C12 O7) ไป ออกซิไดซKคารKบอนให0เป^นคารKบอนไดออกไซดK วัดปริมาณ K2 C12 O7) ที่เหลือโดยการ titrate ด0วย Ferrous sulfate (Fe SO4) โดยถือว$าอินทรียKคารKบอนเท$านั้นทีถูกออกซิไดซK และใน การคำนวณหา เปอรKเซ็นตKอินทรียวัตถุนั้น ถือว$า อินทรียวัตถุในดินมีอินทรียKคารKบอน 58 % และนำอินทรียKคารKบอน ค$าเปอรKเซ็นตKอินทรียวัตถุที่ได0ไปเปรียบเทียบกับค$ามาตรฐาน ดังนี้ % อินทรียวัตถุ ระดับความเป^นประโยชนK ข0อแนะนำในการใส$ปุ>ย ที่วิเคราะหKได0 ของ N ในดิน ต่ำกว$า 1.5 ต่ำ ต0องใส$ปุ>ย 1.5 – 3.5 ปานกลาง อาจจำเป^นต0องใส$ปุ>ย มากกว$า 3.5 สูง ไม$จำเป^นต0องใส$ปุ>ย 4.2 การประเมินระดับความเปkนประโยชน>ของฟอสฟอรัสในดิน จะใช0น้ำยาสกัด Bray No.2 (ประกอบด0วย 0.1 N HCL และ 0.03 N NH4F) ความเป^นกรดของน้ำยานี้จะช$วยในการ ปลดปล$อยส$วนของฟอสเฟตใน soil solid ให0ละลายออกมา และ fluoride non ในน้ำยานี้จะช$วยใน การแทนที่ฟอสเฟตไอออนที่ถูกดูดยึดอยู$ที่ผิวของ soil colloid ให0ออกมาอยู$ในรูปที่ละลายอยู$ใน สารละลายดิน ฟอสฟอรัสที่ถูกสกัดออกมาอยู$ในน้ำยานี้ สามารถนำไปวิเคราะหKและประเมินส$วนของ ฟอสฟอรัสในดินที่ควรจะเป^นประโยชนKต$อพืชได0 โดยนำไปเปรียบเทียบกับข0อมูลที่ได0ทำการทดลอง ศึกษามาก$อนแล0วในภาพสนาม ค$าวิเคราะหKได0(ppm P) ระดับความเป^นประโยชนK ข0อแนะนำในการใส$ปุ>ย ของ P ในดิน ต่ำกว$า 3 ต่ำมาก ต0องใส$ปุ>ย 3 – 7 ต่ำ การใส$ปุ>ย 7 – 17 ปานกลาง อาจจำเป^นต0องใส$ปุ>ย สูงกว$า 17 สูง ไม$จำเป^นต0องใส$ปุ>ย 4.3 การประเมินระดับความเปkนประโยชน>ของโปแตสเซียมในดิน ใช0หลักที่ว$าโพแทสเซียม ในดินที่เป^นประโยชนKต$อพืชอยู$ในรูป exchangeable K การวิเคราะหKจึงเน0นหนักไปในการสกัดโดย อาศัยปฏิกิริยาการแลกเปลี่ยนประจุระหว$างประจุบวกในน้ำยาสกัดกับ adsorbed K โดยใช0 1 N NH4 OAc Ammonium acetate) pH 7 โดยใช0อัตราส$วนดิน : น้ำ = ถึง 1 : 10 เมื่อได0สารละลายแล0ว นําไปวัดด0วยเครื่อง atomic sbsorption spectrophotometer แล0วเทียบค$าที่ได0กลับ standard curve ค$าวิเคราะหKได0(ppm K) ระดับความเป^นประโยชนK ข0อแนะนำในการใส$ปุ>ย
26 ของ K ในดิน < 50 ต่ำมาก ต0องใส$ปุ>ย 50 – 70 ต่ำ การใส$ปุ>ย 75 – 125 ปานกลาง อาจจำเป^นต0องใส$ปุ>ย > 125 สูง ไม$จำเป^นต0องใส$ปุ>ย
27 หนOวยที่ 4 การจัดการดินและการปรับปรุงดินเพื่อการเกษตร 1. ความหมายและประโยชนNของการจัดการดิน 1.1 ความหมายของการจัดการดิน การจัดการดิน หมายถึง การกระทำใดๆ เพื่อจะใช0ที่ดินทำการเกษตรให0เกิด ประโยชนKมากที่สุด นานที่สุด และต0องรักษาความสามารถในการให0ผลผลิตของดินให0สูงอยู$เสมอ ภายใต0การดูแลรักษาและสภาพแวดล0อมที่เหมาะสม 1.2 ประโยชน>ของการจัดการดิน มีดังนี้ 1.2.1 ช#วยลดการพังทลายของดินในพื้นที่เพาะปลูก ทำให0ไม$สูญเสียหน0าดินที่มี ความอุดมสมบูรณKออกไปจากดิน ซึ่งจะช$วยลดอัตราการใช0ปุ>ยเคมีได0ทางหนึ่ง 1.2.2 ทำให*ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีเหมาะสมต#อการปลูกพืช คือ ดินไม$แน$นทึบ หรือมีระดับความเป^นกรดเป^นด$างเหมาะสมต$อการปลูกพืช 1.2.3 ทำให*สามารถใช*น้ำในดินได*อย#างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ0ามีการใช0ที่ดิน อย$างถูกวิธี จะทำให0ดินมีคุณสมบัติในการเก็บกักน้ำได0ดียิ่งขึ้น และทำให0ดินไม$แห0งเกินไป 1.2.4 ทำให*สามารถใช*ที่ดินอย#างคุ*มค#าเปkนเวลานาน โดยที่ดินไม$สูญเสียความ อุดมสมบูรณKของดิน หรือเกิดการเสื่อมสภาพได0 2. หลักการจัดการดิน ข0อควรปฏิบัติในการจัดการดินที่เหมาะสม มีข0อควรปฏิบัติที่สำคัญ 2 ประการ คือการอนุรักษK ดินและน้ำ กับการใช0ที่ดินทำการเกษตรอย$างเหมาะสม 2.1 การอนุรักษ>ดินและน้ำ (soil and water conservation) การอนุรักษKดินและน้ำ หมายถึง การใช0ทรัพยากรดินและน้ำอย$างเหมาะสม ถูกวิธี คุ0มค$า และเกิดประโยชนKสูงสุด ตลอดจนมีการปmองกัน รักษาและปรับปรุงดินให0มีคุณภาพดั้งเดิมหรือดี กว$าเดิม และมีการสูญเสียน0อยที่สุด การอนุรักษKดินและน้ำอย$างถูกต0องเหมาะสม จะช$วยให0เกษตรกร สามารถใช0ประโยชนKจากที่ดินได0อย$างคุ0มค$า และยาวนาน ในการอนุรักษKดินและน้ำให0บรรลุ วัตถุประสงคK ต0องอาศัยหลักที่สำคัญ 4 ประการดังนี้ 2.1.1 การปรับปรุงดิน เป^นการทำให0ดินมีความทนทานต$อการถูกกัดเซาะและการ พัดพาโดยน้ำ และยังเป^นการดูดซับน้ำ รวมทั้งทำให0ดินมีอากาศและธาตุอาหารพืชในเขตรากพืช เหมาะสมต$อการเจริญเติบโตของพืช 2.1.2 การทำให*ดินมีสิ่งปกคลุม โดยการนำวัสดุใด ๆ เช$น การใช0เศษพืชจากไร$นา พลาสติกสีดำ ขี้เลื่อย แกลบ ฯลฯ มาคลุมผิวดิน หรือการปลูกพืชคลุมดิน โดยใช0พืชตระกูลถั่ว การทำ
28 ให0ดินมีสิ่งปกคลุมจะช$วยลดแรงปะทะของเม็ดฝน แรงกระแทกของลม และลดการระเหยน้ำบนผิวดิน ซึ่งจะช$วยปmองกันไม$ให0ก0อนดินเกิดการแตกแยก และถูกพัดพาโดยน้ำหรือลม 2.1.3 การทำให*ความเร็วของน้ำไหลบ#าและลมลดลง เป^นการลดการกัดเซาะ และ การพัดพาของอนุภาคดินโดยน้ำและลม ทำให0หน0าดินและธาตุอาหารพืชในดินไม$สูญหาย 2.1.4 การจัดทำทางระบายน้ำจากน้ำที่ไหลบ#า เป^นการจัดทำทางน้ำที่ไหลบ$าให0ไป ยังทิศทางที่ปลอดภัยจากพื้นที่ทางการเกษตรและอาคารที่อยู$อาศัย โดยการจัดการระบายน้ำในพื้นที่ อย$างเหมาะสม เช$น การฝjงท$อใต0ดิน การจัดทำคูคลองรอบเชิงเขา เป^นต0น ภาพที่ 1 การจัดทำทางระบายนะ 2.2 การใช*ที่ดินทำการเกษตรอย#างเหมาะสม การใช0ที่ดินทำการเกษตรอย$างเหมาะสม เป^นสิ่งที่พึงปฏิบัติและถือเป^นการจัดการ ดินที่ดีและถูกวิธี ลดความง$ายต$อการพังทลายของดินได0 สิ่งเหล$านี้จะบรรลุจุดประสงคKได0 จะต0องใช0 การจำแนกสมรรถนะของที่ดิน และการจำแนกความเหมาะสมของที่ดิน 2.2.1 การจำแนกสมรรถนะของที่ดิน (land capability classification) หมายถึง การจัดชั้นของที่ดินตามลำดับความเหมาะสม และความสามารถของที่ดินที่จะเอื้ออำนวย ประโยชนKเมื่อใช0ที่ดินนั้น คำว$า ที่ดิน(land) มีความหมายกว0างมากกว$าคำว$า ดิน กล$าวคือ ที่ดิน ประกอบด0วยดินหลายชนิด และรวมถึงสภาพสิ่งแวดล0อมของที่ดินนั้นด0วย ได0แก$ แหล$งน้ำ สถานที่ตั้ง การคมนาคม และการใช0ที่ดิน เป^นต0น ระบบการจำแนกสมรรถนะที่ดินที่ใช0ในประเทศไทย ได0แบ$งหมู$ของที่ดินออก เป^น 8 ชั้น โดยใช0อักษร U (ตัวยู) เป^นอักษรนำ และใช0เลขโรมันเป^นสัญลักษณKแทนชั้น ดังนี้ U-I, U-II, UIII, U-IV, U-V, U-VI, U-VII และ U-VIII โดยใช0ปjญหาและข0อจำกัดต$างๆ ของดินเป^นเกณฑKในการจำแนก ดิน ออกเป^นกลุ$มตามความสามารถของดิน ที่จะให0ผลผลิตพืช เป^นระบบที่เกิดขึ้นในประเทศ สหรัฐอเมริกา และสามารถจัดจำแนกสมรรถนะที่ดินที่ใช0ในการปลูกพืชทั่ว ๆ ไป ทำให0ทราบได0ว$า ดิน นั้นจัดอยู$ในชั้นดินใด มีข0อจำกัดในการปลูกพืชหรือไม$ หากชั้นของดินอยู$ในชั้นที่ 1 (U-I) แสดงว$า เป^น ชั้นดินที่มีสมรรถนะในการผลิตพืชดีที่สุด และไม$มีข0อจำกัดใด ๆ ในสภาพทำการเกษตรปกติ และหาก
29 ตัวเลขโรมันซึ่งเป^นตัวเลขแสดงว$า ดินอยู$ในชั้นใดนั้น มีค$ามากขึ้นจนถึงชั้นที่ 8 (U-VIII) แสดงว$าดินจะ มีข0อจำกัดต$าง ๆ ที่มีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เช$น หากอยู$ในชั้นที่ 8 จัดเป^นชั้นดินที่ไม$เหมาะสม ต$อการผลิตพืชเศรษฐกิจเลย ควรปล$อยทิ้งไว0เป^นต0นน้ำลำธารที่พักผ$อนหย$อนใจ หรือเป^นแหล$ง สำหรับการอนุรักษKสัตวKปkา การใช0ระบบการจำแนกสมรรถนะที่ดินในประเทศไทย ระยะเริ่มแรกมีปjญหามาก ทำให0ไม$ได0ผลเท$าที่ควร เช$นในดินปลูกข0าวจัดเป^นชั้นดินเลวมากที่มีน้ำขัง ไม$เหมาะสมอย$างยิ่งต$อการ ปลูกพืชทั่ว ๆ ไป แต$เป^นดินที่เหมาะสมต$อการปลูกข0าว ดังนั้นกองสำรวจดิน กรมพัฒนาที่ดินและ คณะผู0เชี่ยวชาญจาก FAO ได0ดัดแปลงแก0ไขระบบการจำแนกสมรรถนะที่ดินใหม$ เมื่อ พ.ศ. 2506 โดย จำแนกให0มีความเหมาะสมกับสภาพของที่ดินในประเทศไทย และได0แก0ไขปรับปรุงมาเรื่อย ๆ จนได0 ระบบจำแนกดินที่ปรับปรุงใหม$ เรียกว$า ระบบการจำแนกความเหมาะสมของที่ดิน 2.2.2 การจำแนกความเหมาะสมของที่ดิน (land suitability classification) การจำแนกความเหมาะสมของที่ดินที่ใช0ในประเทศไทย มีหลักการคล0ายคลึงกับการจำแนกสมรรถนะ ที่ดิน แต$มีการจัดแบ$งชั้นดินตามกลุ$มของพืชที่เฉพาะเจาะจง ให0มีความเหมาะสม กับสภาพการใช0 ที่ดินในประเทศไทยมากขึ้น สัญลักษณKที่ใช0เขียนแทนชั้นดิน ใช0อักษรโรมันแทนหมายเลขเหมือนกัน แต$ใช0อักษรอังกฤษแทนการใช0ตัวยูและอักษรที่ใช0แตกต$างกัน ขึ้นกับชนิดของพืช การจำแนกความ เหมาะสมของที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยแบ$งออกเป^น 4 ประเภท คือการจำแนกความ เหมาะสมของที่ดินสำหรับข0าวมี 5 ชั้น (P-I ถึง P-V) การจำแนกความเหมาะสมของที่ดินสำหรับพืชไร$ มี 5 ชั้น (N-I ถึง N-V) การจำแนกความเหมาะสมของที่ดินสำหรับไม0ผลมี 5 ชั้น (F-I ถือ F-V) และการ จำแนกความเหมาะสมของที่ดินสำหรับการปลูกพืชเฉพาะอย$าง ได0แก$ การจำแนกความเหมาะสมของ ที่ดินสำหรับยางพารา การจำแนกความเหมาะสมของที่ดินสำหรับมะพร0าว และการจำแนกความ เหมาะสมของที่ดินสำหรับทุ$งหญ0าถาวร ซึ่งใช0ตัวเลขโรมันแทนความหมายของความเหมาะสมของ ที่ดินสำหรับพืชแต$ละชนิด เช$นเดียวกับการจำแนกสมรรถนะของที่ดินกล$าวคือ หากตัวเลขโรมันมี ตัวเลขมากขึ้นจากชั้นที่ 1 ซึ่งใช0อักษรโรมันคือ I จนถึงชั้นที่ 5 ซึ่งใช0อักษรโรมันคือ V แสดงว$าดินมี ข0อจำกัดต$างๆ ที่มีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ หรือดินมีความเหมาะสมต$อการปลูกพืชชนิดนั้นๆ ลดลงตามลำดับ กล$าวคือ หากดินอยู$ในชั้นที่ 1 แสดงว$าดินนั้นมีความเหมาะสมในการผลิตพืชชนิดนั้น ดีที่สุด โดยไม$มีข0อจำกัดใด ๆ ในสภาพทำการเกษตรปกติ 3. แนวทางการจัดการดิน วิธีการจัดการดินเพื่อทำการเกษตรให0ถูกต0อง มีแนวทางการจัดการดิน ดังนี้ 3.1 การใช*ประโยชน>ที่ดิน แนวทางการจัดการดิน โดยพิจารณาการใช0ประโยชนKที่ดิน มีดังนี้ 3.1.1 ใช*ที่ดินตามสมรรถนะของที่ดิน (land capability) การใช0ประโยชนKจาก ที่ดินให0ถูกต0อง ตามการจำแนกสมรรถนะที่ดินนั้น เป^นวิธีหนึ่งสามารถปmองกันการพังทลายของดินได0
30 เป^นการเลือกใช0ที่ดินตามคำแนะนำว$า ดินใดเหมาะสมกับพืชที่จะปลูกชนิดใด และจะต0องมีการปฏิบัติ บำรุงรักษาอย$างไร จึงจะไม$ก$อให0เกิดการพังทลายของดิน 3.1.2 การจัดการทุ#งหญ*าเลี้ยงสัตว> และการจัดทำทุ#งหญ*าเลี้ยงสัตว>โดยเฉพาะ อย$างยิ่งกับพื้นที่ดินที่ถูกใช0ติดต$อกันมาเป^นเวลานาน จนพืชไม$สามารถเจริญเติบโต หรือในพื้นที่ดิน ที่ มีเนื้อดินเป^นทรายจัดและความอุดมสมบูรณKของดินต่ำ เพื่อทำให0พื้นที่ดินมีสิ่งปกคลุมตลอดเวลา ปmองกันไม$ให0เกิด การพังทลายของดิน และยังทำให0ความอุดมสมบูรณKของดินดีขึ้น การจัดการทุ$งหญ0า เลี้ยงสัตวKให0มีประสิทธิภาพดี ควรคำนึงถึงความสัมพันธKขั้นพื้นฐานระหว$าง ดิน-พืช-สัตวK ในระบบ นิเวศวิทยาเสียก$อน เพราะทุ$งหญ0าเลี้ยงสัตวKที่ดี ต0องมีพืชอาหารสัตวKที่ให0คุณค$าทางอาหารสูงและ สามารถขึ้นปกคลุมดินอย$างหนาแน$น 3.1.3 การจัดการปาไม*ปกติการตัดไม*เพียงอย#างเดียว ไม$ก$อให0เกิดการพังทลาย ของดิน ตัวการที่ก$อให0เกิดการพังทลายของดินในปkาไม0 ได0แก$การลากซุง ที่มีการใช0เครื่องมือหนักใน การขนย0ายซุง การนำผลิตผลปkาออกมา และการเกิดไฟปkา ซึ่งเป^นตัวการทำให0อินทรียวัตถุในดินปkาไม0 ลดลง และหากเกิดขึ้นเสมอๆ จะทำให0โครงสร0างดิน การซาบซึมน้ำของดินลดลง ดังนั้น ในแง$การ อนุรักษKดิน ไม$ควรตัดโค$นไม0หมดทั้งปkา ควรตัดแต$เฉพาะไม0ที่แก$ได0ขนาด และปล$อยไม0เล็กให0คงอยู$ เพื่อให0ดินมีสิ่งปกคลุมอยู$เสมอ ในพื้นที่ชันเกินกว$าการปลูกพืชหรือการทำทุ$งหญ0าเลี้ยงสัตวK ควรทำ การปลูกปkา ทางที่ดีที่สุด คือการปลูกไม0เนื้ออ$อน ชนิดโตเร็ว ซึ่งมีการเตรียมดินน0อยที่สุด เป^นการ ปmองกันการพังทลายของดินได0ทางหนึ่ง 3.2 การจัดการอินทรียวัตถุอินทรียวัตถุเป^นแหล$งพลังงานและคารKบอนสำหรับจุลินทรียK ช$วยเพิ่มจำนวนเม็ดดิน (aggregation) และทำให0เม็ดดินทนทาน ไม$แตกง$าย ซึ่งเป^นการเพิ่มความ พรุนและการถ$ายเทอากาศ ทำให0น้ำลดการไหลบ$าและการพังทลายของดิน ในแง$สิ่งปกคลุมดิน อินทรียวัตถุจะปmองกันแรงกระแทกจากเม็ดฝนและแรงลม เมื่อสลายตัวจะเปลี่ยนธาตุอาหารจาก อินทรียKสารให0เป^นอนินทรียKสาร ซึ่งจะเพิ่มความอุดมสมบูรณKของดิน จึงต0องมีการเพิ่มปริมาณ อินทรียวัตถุในดินให0สูงอยู$เสมอ และควรลดการสูญเสียอินทรียวัตถุจากการสลายตัวซึ่งเกิดขึ้นได0ง$าย ในดินเขตร0อนชื้น 4. วิธีการพิเศษที่ใช.ในการอนุรักษNดินโดยเฉพาะ 4.1 การปลูกพืชคลุมดิน (cover cropping) พืชคลุมดิน เป^นพืชที่ปลูกปกคลุมผิวหน0าดิน ซึ่งจะช$วยลดแรงปะทะของเม็ดฝน ลด การสูญเสียธาตุอาหารพืชไปจากดิน ช$วยทำให0ดินอุ0มน้ำและระบายน้ำดี ช$วยเพิ่มอินทรียวัตถุและ ปริมาณธาตุอาหารพืชในดินอีกด0วย พืชคลุมดินต0องเป^นพืชที่มีใบหนาและมีระบบรากแน$นสำหรับ คลุมดินและยึดดินได0 4.1.1 ลักษณะของพืชคลุมดินที่ใช*ปลูกเพื่อการอนุรักษ>ดินและน้ำ มีลักษณะที่ สำคัญ ดังนี้เป^นพืชที่มีระบบรากแน$นและแผ$ขยายได0มาก ปลูกง$ายโตเร็ว มีลักษณะเป^นเถาเลื้อย เช$น
31 หญ0าขน หรือเป^นพืชตระกูลถั่วด0วย เช$น ถั่วเหลือง ถั่วลาย ถั่วผี ฯลฯ ควรเป^นพืชที่ทนทานต$อ สภาพแวดล0อม โรค และแมลง มีลักษณะใบหนาและกว0างแผ$ปกคลุมผิวดินได0 ภาพที่ 2 หญ0าขน ภาพที่ 3 ถั่วเหลือ ภาพที่ 4 ถั่วผี 4.1.2 ชนิดพืชคลุมดิน แบ#งตามความสามารถของการปรับปรุงบำรุงดิน ได0ดังนี้ 4.1.2.1 พวกที่สามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศได0 ส$วนมากคือพืชตระกูลถั่ว 4.1.2.2 พวกที่ไม$ใช$พืชตระกูลถั่ว ได0แก$ พืชตระกูลหญ0าชนิดต$างๆ 4.1.3 ข*อดีของการปลูกพืชคลุมดิน มีดังนี้ 4.1.3.1 ลดการสูญเสียธาตุอาหารพืชไปจากดิน 4.1.3.2 รักษาความชุ$มชื้นของดิน 4.1.3.3 ช$วยทำให0ดินมีความร$วนซุย 4.1.3.4 เพิ่มธาตุไนโตรเจนให0แก$ดิน 4.1.3.5 สามารถใช0เป^นพืชอาหารสัตวKได0 4.1.4 ข*อเสียของการปลูกพืชคลุมดิน มีดังนี้ 4.1.4.1 เป^นที่อยู$อาศัยของศัตรูพืช 4.1.4.2 เมล็ดพืชหายากและราคาแพง 4.1.4.3 เถาพืชคลุมดินอาจเลื้อย และพันลำต0นของพืชหลักได0 4.2 การปลูกพืชหมุนเวียน (crop rotation) เป^นการปลูกพืชต$างชนิดกันลงบนพื้นที่เดียวกันในแต$ละป° ทำให0ผลผลิตสูงอยู$เสมอ และดินไม$เสื่อมสภาพเลวลง หากปลูกพืชชนิดเดียวกันหลายป° พืชจะดูดแร$ธาตุอาหารจากดิน ทำให0 ดินเลวลง คือโครงสร0างของดินเลวลง มีการกัดเซาะหน0าดินออกไป
32 4.2.1 วิธีการเลือกระบบปลูกพืชหมุนเวียน มีข0อควรพิจารณาดังนี้ 4.2.1.1 ควรเป^นพืชที่สามารถทำรายได0 อาจเป^นพืชเศรษฐกิจ หรือพืช อุตสาหกรรม 4.2.1.2 ควรเป^นพืชที่สามารถใช0บริโภคในครอบครัวได0 4.2.1.3 ควรเป^นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได0ดี หลังจากปลูกตามหลังพืชอื่น โดยไม$ทำให0ดินเลวลง 4.2.1.4 ควรเป^นพืชที่มีระบบรากแตกต$างกันและต0องไม$ใช0ธาตุอาหารตัว เดียวกัน 4.2.1.5 ควรเป^นพืชที่สามารถรักษาความอุดมสมบูรณKของดินไว0 4.2.1.6 ควรเป^นพืชที่มีโรคและแมลง (ศัตรูพืช) แตกต$างกัน 4.2.2 ชนิดของพืชหมุนเวียน แบ#งตามความสามารถในการปรับปรุงดิน ออกเป^น 3 ชนิด ดังนี้ 4.2.2.1 พืชพิทักษKดิน เป^นพืชที่มีระบบรากแน$น มีลำต0นเลื้อยไปบนดิน สามารถช$วยในการปmองกันการชะล0างพังทลายของดินได0 ได0แก$ พืชตระกูลหญ0า 4.2.2.2 พืชบำรุงดิน เป^นพืชที่สามารถเพิ่มธาตุอาหารและอินทรียวัตถุแก$ ดิน ทำให0ดินมีสมบัติทางกายภาพ และทางเคมีดีขึ้น ได0แก$ พืชตระกูลถั่ว เช$น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่ว ดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ฯลฯ 4.2.2.3 พืชผลาญดิน เป^นพืชที่ปลูกเพื่อต0องการผลผลิต สำหรับการบริโภค และการจำหน$าย เป^นพืชที่ดูดธาตุอาหารไปจากดินเป^นจำนวนมาก เพื่อใช0ในการเจริญเติบโตและติด ดอกออกผล ทำให0ความอุดมสมบูรณKของดินลดลง ได0แก$ พืชไร$ พืชสวน และพืชผัก เป^นต0น 4.2.3 ประโยชน>ของการปลูกพืชหมุนเวียน มีดังนี้ 4.2.3.1 สามารถดึงดูดธาตุอาหารจากดินได0ทุกส$วนของดิน เพราะพืชแต$ละ ชนิดมีระบบรากต$างกัน ความยากรากไม$เท$ากัน ทำให0ความสามารถดูดธาตุอาหารในดินที่ระดับตื้นลึก ต$างกัน 4.2.3.2 สามารถปmองกันกำจัดโรคและแมลง ที่ทำลายพืชได0 เนื่องจากพืช แต$ละชนิดมีโรคและแมลงระบาดได0แตกต$างกัน ทำให0ไม$สามารถแพร$ระบาดได0มากขึ้น เมื่อมีการปลูก พืชอีกชนิดหนึ่งในฤดูกาลถัดไป 4.2.3.3 ช$วยเพิ่มความอุดมสมบูรณKของดิน และช$วยลดการชะล0างพังทลาย ของดิน ทำให0สามารถใช0ที่ดินเกิดผลดีเป^นเวลายาวนานยิ่งขึ้น 4.2.3.4 เกษตรกรมีรายได0เพิ่มขึ้น เนื่องจากปลูกพืชหลายชนิด ทำให0ผล ผลิตไม$ล0นตลาด ขายได0ราคาดี และมีผลผลิตตลอดทั้งป°หลายชนิด 4.3 การคลุมดิน (mulching)
33 การคลุมดิน หมายถึง การคลุมดินด0วยวัสดุใดๆ ก็ตาม ซึ่งอาจเป^นเศษเหลือของพืช หรือวัสดุอื่นๆ ก็ได0 เช$น พลาสติกสีดำ ขี้เลื่อย เป^นต0น วัตถุประสงคKเพื่อปmองกันการเกิดการพังทลาย ของดิน โดยการลดแรงปะทะของเม็ดฝนและแรงลม เพิ่มความคงทนให0กับก0อนดิน (soil aggregate) ทำให0เพิ่มความสมารถในการซาบซึมน้ำและลดน้ำไหลบ$า เป^นทั้งการอนุรักษKน้ำในเวลาเดียวกัน โดย ปกติมักจะทำการคลุมดินบนที่ที่ทำการไถพรวนแล0ว รอการปลูกพืช และทำในที่ที่ซึ่งไม$สามารถจะทำ การไถพรวน และปลูกพืชในแนวระดับ (contouring) หรือที่ซึ่งไม$สามารถจะทำคันดิน (terracing)ได0 สะดวก 4.3.1 หลักการพิจารณาการคลุมดิน มีดังนี้ 4.3.1.1 ชนิดของพืชที่ต0องการคลุมดิน เพื่อปmองกันการเกิดการพังทลาย ของดิน 4.3.1.2 แหล$งที่มาของวัสดุที่ใช0คลุมดิน 4.3.1.3 ควรทิ้งซากพืชคลุมดินไว0 หรือไถกลบบางส$วน 4.3.1.4 ปริมาณของวัสดุ เพื่อทำให0การคลุมดินได0ผล 4.3.1.5 วัสดุที่ใช0คลุมดินไม$ควรเป^นอุปสรรคในการเพาะปลูก 4.3.1.6 วัสดุที่ใช0คุลมดิน ควรเป^นวัสดุที่ช$วยเพิ่มผลผลิตของพืชที่ปลูกไม$ ควรมีผลช$วยให0วัชพืชเจริญเติบโต 4.3.2 ผลของการคลุมดิน การคลุมดินก$อให0เกิดการเปลี่ยนแปลงต$อสภาพทาง กายภาพ เคมี และชีวภาพในดิน ดังนี้ 4.3.2.1 สภาพทางกายภาพ มีผลดังนี้ 1) ช$วยสกัดกั้นอำนาจการเกิดการกร$อนดินของฝน 2) ลดการชะละลายภายใน 3) ทำให0ความชุ$มชื้นและอุณหภูมิในดินเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน0อย 4) ลดการจับตัวเป^นน้ำแข็งของน้ำในดินและบนผิวดิน 5) ปรับปรุงโครงสร0างของดิน ทำให0ดินจับตัวกันดีขึ้น 6) ทำให0ดินมีความสามารถในการซาบซึมน้ำได0ดีขึ้นและรักษา ความชุ$มชื้นในดินได0ดี 7) ลดการระเหยน้ำ 8) ลดการชะละลายและพัดพาไปโดยลม 4.3.2.2 สภาพทางเคมีมีผลดังนี้ 1) การตรึงไนโตรเจนและฟอสฟอรัสให0อยู$ในรูปของสารอินทรียK โดยให0เป^นองคKประกอบของเซลลKของจุลินทรียK ภายหลังคลุมดินเพียงเล็กน0อย เนื่องจากเศษเหลือของ พืชที่มี C : N ratio กว0าง แต$ภายหลังจะสลายให0 N และ P เพิ่มขึ้น
34 2) ลดความเป^นประโยชนKของโพแทสเซียมเล็กน0อยทันทีที่ใส$เศษ เหลือของพืช แต$จะเพิ่มโพแทสเซียมที่เป^นประโยชนKได0ภายหลัง 3) ทำให0ธาตุอาหารซึมลงในดินมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจาก ความสามารถในการซาบซึมน้ำเพิ่มขึ้น 4) ทำให0สูญเสียธาตุอาหาร เนื่องจากน้ำไหลบ$าน0อยลง 4.3.2.3 สภาพทางชีวภาพ มีผลดังนี้ 1) เพิ่มความสามารถของจุลินทรียKในดิน เพราะเพิ่มแหล$งให0 พลังงาน และมีความชุ$มชื้นและอุณหภูมิคงที่ 2) ทำให0เกิดแมลงและศัตรูพืชอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 3) ช$วยทำให0วัชพืชมีมากขึ้นถ0าคลุมไม$ทั่วถึงเพราะดินดีขึ้น 4.4 การปลูกพืชตามแนวระดับ (contour cultivation or contouring) การปลูกพืช ตามแนวระดับ หมายถึง การไถพรวน หว$าน ปลูก และเก็บเกี่ยวพืชขนานไปตามแนวระดับเดียวกัน ขวางความลาดเทของพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อลดอัตราการแตกกระจายและพัดพาดินไป ประสิทธิภาพของการ ปลูกพืชตามแนวระดับนี้ ขึ้นอยู$กับลักษณะของดิน ความลาดเท ลมฟmาอากาศ และลักษณะการใช0 ที่ดิน โดยทั่วไปแล0วการปลูกพืชตามแนวระดับที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นควรปฏิบัติบนพื้นที่มีความ ลาดเทอยู$ในระหว$างร0อยละ 2-7 และระยะของความลาดเทไม$ควรเกิน 100 เมตร 4.5 การปลูกพืชสลับเปkนแถว (strip cropping) การปลูกพืชสลับเป^นแถบ หมายถึง การ ปลูกพืชต$างชนิดบนพื้นที่เดียวกัน ขวางความชันของพื้นที่หรือตามแนวระดับ (contour) เป^นแถบ ๆ (band หรือ strip) มักจะปฏิบัติเมื่อพื้นที่นั้นมีความลาดเทต่ำกว$าร0อยละ 12 และความยาวของความ ลาดเทเกินกว$า 15 เมตร เมื่อทำถูกต0องดีสามารถลดการกัดกร$อนได0ถึงร0อยละ 75 4.5.1 ชนิดของการปลูกพืชสลับเปkนแถบ มีดังนี้ 4.5.1.1 การปลูกพืชสลับเป^นแถบตามแนวระดับ (contour strip cropping) หมายถึงการปลูกพืชแต$ละชนิดไปตามแนวระดับเป^นแถบๆไป เช$น ข0าวโพด ปอเทือง ข0าว ฟkาง หญ0าเลี้ยงสัตวK ส$วนมากจะสลับกันในระบบการปลูกพืชหมุนเวียน 4.5.1.2 การปลูกพืชสลับเป^นแถบอย$างมีระเบียบ (field strip cropping) หมายถึง การปลูกพืชแต$ละชนิดเป^นระเบียบขนานกันไป ตัดขวางความลาดเทโดยไม$คดเคี้ยวไปตาม เส0นระดับ (contour line) เหมือนชนิดแรก แต$หลักการเช$นเดียวกัน การปลูกพืชแบบนี้มักทำในพื้นที่ ลุ$มๆ ดอนๆ มากจนไม$สามารถปลูกพืชตามแนวระดับได0 4.5.1.3 การปลูกพืชสลับเป^นแถบเพื่อปmองกันลม (wind strip cropping) มีหลักการคล0ายการปลูกพืชสลับเป^นแถบอย$างมีระเบียบ คือมีความกว0างของแถบแน$นอนแต$ขวาง ทิศทางลม ส$วนมากนิยมใช0ในที่ที่มีความลาดเทน0อย ซึ่งมีการกร$อนดินโดยลมเกิดขึ้นมากกว$ามีการ กร$อนดินโดยน้ำ
35 4.5.1.4 การปลูกพืชสลับเป^นแถบซึ่งต0องการฉนวน (buffer strip cropping) หมายถึง การปลูกพืชสลับเป^นแถบที่จะต0องแก0แถบของการปลูกพืชให0ขนานกัน ในกรณีที่ พื้นที่มีความลาดเทไม$สม่ำเสมอ โดยแก0จากเส0นระดับเส0นบนลงมา ทั้งนี้เพื่อให0สะดวกในการใช0 เครื่องมือไถพรวนในบริเวณขนาน (buffer) นั้น มักจะปลูกหญ0าหรือพืชตระกูลถั่วลงไปอย$างถาวร 4.5.2 ขนาดความกว*างของแถบ ขึ้นอยู$กับระยะของความลาดเท ร0อยละของความ ลาดเท การซาบซึมน้ำ ความสามารถในการทนทานต$อการเกิดการกร$อนดิน ปริมาณน้ำฝน ชนิดของ พืชที่จะนำมาใช0หมุนเวียน ชนิดและขนาดของเครื่องมือ เป^นต0น 4.5.3 ข*อเสียของการปลูกพืชสลับเปkนแถบ การปลูกพืชสลับเปkนแถบ อาจมี ข0อเสีย คือเป^นที่อยู$อาศัยของโรคและแมลงของศัตรูพืช ทำให0ต0องเสียค$าใช0จ$ายกำจัด 4.6 การปลูกหญ*าแฝกเพื่อการอนุรักษ>ดินและน้ำ 4.6.1 ถิ่นกำเนิดของหญ*าแฝก หญ0าแฝกมีถิ่นกำเนิดตามพื้นที่ราบลุ$ม น้ำท$วมถึง ทางน้ำธรรมชาติ ริมหนองบึงในปkาเขา แต$เมื่อนำพันธุKที่ได0คัดเลือกแล0วไปปลูกในพื้นที่ต$างๆ ทั่วโลก ปรากฏว$าขึ้นได0เกือบทุกสภาพพื้นที่ ในประเทศอินเดียปลูกหญ0าแฝกมาแล0วประมาณ 200 ป° แนวความคิดในการนำหญ0าแฝกมาใช0เพื่อการอนุรักษKดินและน้ำได0เริ่มขึ้นเมื่อ 50 ป°ที่ผ$านมานี้เองที่หมู$ เกาะอินเดียตะวันตก ภาพที่ 5 หญ0าแฝก 4.6.2 คุณสมบัติของหญ*าแฝก หญ0าแฝกมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถแตกกอโดย การแตกหน$อที่ข0อของลำต0น หรือเหง0าเหนือดินได0ตลอดเวลา เมื่อตะกอนดินมาทับถมแถวหญ0าแฝก ลดการสูญเสียดินจากการชะละลาย 3 ถึง 5 เท$า จากที่ไม$มีแฝก จึงทำให0หญ0าแฝกตั้งกอใหม$อยู$ที่ ระดับผิวดินตลอดไป ขณะเดียวกันมีระบบรากฝอยที่หยั่งลึกลงไปตามความลึกของดิน เกาะยึดดินให0 เกิดความมั่นคงแข็งแรง ประกอบกับหญ0าแฝกเป^นพืชที่ไม$ไวต$อช$วงแสง จึงเจริญเติบโตย$างปล0องออก ดอกได0ตลอดป° ทำให0แถวหญ0าแฝกมีการเจริญเติบโตในลักษณะยกตัวสูงขึ้นอยู$เหนือระดับผิวดินที่ สูงขึ้นตลอดเวลา ดูประหนึ่งว$าขั้นบันไดดินมีชีวิตสามารถงอกเงยสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกว$าความลาดชัน ของพื้นที่จะถูกปรับให0อยู$ในแนวระดับแล0ว กระบวนการปรับโครงสร0างขั้นบันไดดิน โดยแนวหญ0าแฝก จึงสิ้นสุดลง ต$อจากนั้นจะเป^นกระบวนการเพิ่มเติมความอุดมสมบูรณKของดิน โดยสร0างหน0าดินให0เป^น ดินดี เนื่องจากดินมีความชุ$มชื้นมากขึ้น (แนวหญ0าแฝกลดการสูญเสียน้ำได0 ร0อยละ 25 ถึง 70) พืช
36 พรรณต$างๆ ขึ้นรวมทั้งพืชคลุมดินและบำรุงดินที่ปลูก ใบหญ0าแฝกที่ได0จากการตัด ดูแลแถวหญ0าแฝก และใช0คลุมดินเหล$านี้จะเป^นการช$วยให0เกิดความสมดุลของระบบนิเวศนKดิน เช$น เพิ่มอินทรียวัตถุ ธาตุ อาหารพืชแก$ดิน เพิ่มปริมาณจุลินทรียKดิน พืชและสัตวKในดิน ทำให0ดินมีชีวิต หน0าดินเกิดความอุดม สมบูรณK นอกจากนี้หญ0าแฝกมีระบบรากแพร$กระจายไปในแนวลึกมากกว$าออกด0านข0าง ทำให0แถว หญ0าแฝกต0องการพื้นที่เพื่อการเจริญเติบโตไม$กว0าง เช$น แถวหญ0าแฝกที่มีอายุตั้งแต$หนึ่งป°ขึ้นไป ทรง พุ$มทั้งสองข0างรวมกันแล0วจะกินเนื้อที่มีความกว0างไม$เกิน 1.5 เมตร จึงทำให0เสียพื้นที่น0อยเมื่อ เปรียบเทียบกับพืชอื่นที่ปลูกเป^นแนวอนุรักษKเช$นเดียวกันกับหญ0าแฝก หรือเมื่อเปรียบเทียบกับ มาตรการอนุรักษKดินและน้ำอื่นๆ เช$น คันดิน สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจใกล0ชิดแถวหญ0าแฝกได0 โดยที่ ไม$มีการแข$งขันหรือการรบกวนจากหญ0าแฝก 5. การปรับปรุงบำรุงดิน การใช0ประโยชนKที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเป^นต0องมีการปรับปรุงบำรุงดินอย$างต$อเนื่อง ถูกวิธี และเหมาะสมตามลักษณะและสมบัติของดิน หลักการปรับปรุงบำรุงดินให0มีผลิตภาพสูงอย$างยั่งยืน มี 2 วิธี คือ 5.1 การบำรุงดินแบบผสมผสาน 5.1.1 วิธีการปฏิบัติการบำรุงดินแบบผสมผสาน มีดังนี้ 5.1.1.1 ใช0วัสดุปรับปรุงดินตามความจำเป^น เช$น ใส$ปูนในดินกรดตามความ ต0องการปูนของดิน 5.1.1.2 ใช0ปุ>ยอินทรียK เช$นปุ>ยคอกหรือปุ>ยหมักร$วมกับปุ>ยพืชสดเพื่อบำรุง ดิน ในด0านฟúสิกสK เคมี และชีวภาพ ปุ>ยอินทรียKดังกล$าวเป^นแหล$งธาตุอาหารต$างๆด0วย เมื่อบำรุงดิน ด0วยปุ>ยอินทรียKแล0ว ทําให0ดินมีระดับความอุดมสมบูรณKของธาตุต$างๆสูง และเพียงพอสำหรับพืช ไม$ จำเป^นต0องใส$ปุ>ยเคมีอีก แต$ถ0าธาตุใดธาตุหนึ่งยังอยู$ในเกณฑKต่ำ หรือปานกลาง ซึ่งไม$เพียงพอสำหรับ พืช ก็เสริมด0วยปุ>ยเคมี ซึ่งให0ธาตุอาหารนั้นตามความจำเป^น โดยอาศัยการประเมินความอุดมสมบูรณK ของดิน เป^นตัวบ$งชี้ปริมาณและอัตราของปุ>ยเคมีที่ใช0 สำหรับแนวทางการใช0ปุ>ยที่ดีที่สุดในสภาพทั่วไป คือ ใช0ปุ>ยอินทรียKและปุ>ยชีวภาพร$วมกันเท$าที่สามารถทําได0แล0วเสริมด0วยปุ>ยเคมีให0เหมาะสมตามความ ต0องการของพืช การใช0ปุ>ยเคมีอย$างถูกต0องนั้น จะทําให0ความอุดมสมบูรณKของดิน สมบัติทางเคมีและ ทางฟúสิกสKของดินดีขึ้นหลายประการ 5.1.1.3 ใช0ระบบการปลูกพืชหมุนเวียน ซึ่งมีพืชตระกูลถั่วในระบบอย$าง เหมาะสมเนื่องจากการตรึงไนโตรเจนของไรโซเบียมในปมรากถั่ว ช$วยเสริมไนโตรเจนให0พืชที่ปลูก ตามมาได0มาก 5.1.1.4 จัดการดินเชิงอนุรักษK เช$นไถพรวนเท$าที่จำเป^น และใช0วัสดุหรือ ปลูกพืชคลุมดิน เพื่อปmองกันความเสื่อมโทรมอันเกิดจากการชะล0างและการกร$อนดิน ซึ่งจะช$วยรักษา ความอุดมสมบูรณKของดินและผลิตภาพของดินไว0ตลอดไป การบำรุงดินแบบนี้มีความยืดหยุ$นสูง
37 สามารถปรับเปลี่ยนชนิดของปุ>ย วัสดุบำรุงดินและการจัดการดินให0เหมาะสมกับสภาพการผลิตพืชแต$ ละอย$างได0เสมอ โดยต0องคำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 5.1.2 การผลิตพืชที่ควรใช*การบำรุงดินแบบผสมผสาน คือ 5.1.2.1 พืชไร$ และพืชสวน ประเภทพืชผัก และไม0ดอกไม0ประดับในพื้นที่ ขนาดใหญ$ โดยกำหนดชนิดของพืชในระบบหมุนเวียนตามความต0องการของตลาด ซึ่งมีผู0บริโภค จำนวนมาก 5.1.2.2 ไม0ผลไม0ยืนต0นในพื้นที่ขนาดใหญ$ ด0วยระบบการผลิตซึ่งปฏิบัติ เกษตรดีที่เหมาะสม( good agricultural practice, GAP)เน0นคุณภาพของผลผลิตตามมาตรฐานที่ กําหนด อันสามารถตอบสนองความต0องการของตลาดซึ่งมีผู0บริโภคจำนวนมาก 5.2 การบำรุงดินแบบเกษตรอินทรีย> การปลูกพืชแบบเกษตรอินทรียKที่ถูกต0อง และเป^นที่ยอมรับขององคKกร ซึ่งมีหน0าที่ ตรวจสอบ ตลอดจนผู0บริโภคนั้น ต0องปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรียKในประเทศไทย การ บำรุงดินแบบเกษตรอินทรียK มีข0อปฏิบัติ 3ประการ คือ 5.2.1 ใช*ปุbยอินทรีย>และปุbยชีวภาพ ตลอดจนการคืนเศษซากพืชกลับลงสู$ดิน มีการ ไถพรวนน0อยที่สุด เพื่อลดการรบกวนดิน 5.2.2 ใช*ระบบพืชหมุนเวียน โดยมีพืชตระกูลถั่วซึ่งเป^นพืชบำรุงดินในระบบอย$าง เหมาะสม เพื่อให0แน$ใจว$าการใช0ปุ>ยอินทรียKและปุ>ยชีวภาพในระบบพืชหมุนเวียนดังกล$าว ทำให0ดิน สามารถสนองธาตุไนโตรเจนและธาตุอื่นๆ แก$พืชทั้งระบบอย$างเพียงพอ 5.2.3 ใช*วัสดุอนินทรีย>สำหรับบำรุงดิน เฉพาะวัสดุที่อนุญาตให0ใช0สำหรับเกษตร อินทรียKเท$านั้น สรุป การจัดการดิน หมายถึงการกระทำใดๆ เพื่อใช0ที่ดินทำการเกษตรให0เกิดประโยชนKมากที่สุด และคงรักษาความสามารถในการให0ผลผลิตสูงอยู$เสมอ หากมีการจัดการดินที่ดี จะมีผลต$อการลด สภาพการพังทลายของดิน สมบัติทางกายภาพและทางเคมีของดินดีขึ้น ทำให0มีการใช0ดินและน้ำอย$าง มีประสิทธิภาพและคุ0มค$า หลักในการจัดการดินที่เหมาะสม คือ การอนุรักษKดินและน้ำ และการใช0 ที่ดินทำการเกษตรอย$างเหมาะสม ในการจัดการดินโดยเฉพาะดิน ที่มีโอกาสเกิดการพังทลายได0ง$าย ต0องเลือกวิธีการปลูกพืชที่เหมาะสม เพื่อเป^นการอนุรักษKดินทางหนึ่ง ซึ่งวิธีการเหล$านี้ ได0แก$ การปลูก พืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน ฯลฯ รวมถึงการนำหญ0าแฝกมาปลูกร$วมกับพืชหลัก เพื่อเป^นการ ปmองกันการพังทลายของดินด0วย และเมื่อมีการใช0ประโยชนKที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมานาน จำเป^นต0องมี การปรับปรุงบำรุงดินอย$างต$อเนื่อง ถูกวิธีและเหมาะสมตามลักษณะและสมบัติของดิน หลักการ ปรับปรุงบำรุงดินให0มีผลิตภาพสูงอย$างยั่งยืน มี 2 วิธี คือ การบำรุงดินแบบผสมผสาน และการบำรุง ดินแบบเกษตรอินทรียK
38
39 หนOวยที่ 5 ปุSย และการใชQปุSยเพื่อการเกษตร 1. ความหมายของปุ?ย ปุ>ย หมายถึง สารที่เราใส$ลงไปในดิน เพื่อวัตถุประสงคKให0ปลดปล$อยธาตุอาหารพืช โดย เฉพาะไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่พืชยังขาดอยู$ ให0ได0รับอย$างเพียงพอ พืชสามารถ เจริญเติบโตงอกงามดีขึ้น และให0ผลผลิตสูงขึ้น หรือตามพระราชบัญญัติปุ>ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ได0ให0ความหมายของปุ>ย ดังนี้ปุ>ยหมายถึง สารอินทรียK อินทรียสังเคราะหK อนินทรียK หรือจุลินทรียKไม$ว$าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช0เป^นธาตุอาหารพืชได0ไม$ว$าโดยวิธีใด หรือทำให0เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกายภาพ หรือ ชีวภาพในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก$พืช 2. ประเภทของปุ?ย ปุ>ยแบ$งออกได0เป^น 4 ประเภท ดังนี้ 2.1 ปุbยเคมี คือ สารประกอบอนินทรียKที่ให0ธาตุอาหารพืช เป^นสารประกอบที่ผ$านกระบวนการ ผลิตทางเคมี เมื่อใส$ลงในดินที่มีความชื้นที่เหมาะสม จะละลายให0พืชดูดไปใช0ประโยชนKได0อย$างรวดเร็ว ภาพที่ 1 ปุ>ยเคมี 2.2 ปุbยอินทรีย> คือสารประกอบที่ได0จากสิ่งมีชีวิต ได0แก$ พืช สัตวK จุลินทรียK ฯลฯ ผ$านกระบวนการ ผลิตทางธรรมชาติ ปุ>ยอินทรียKส$วนใหญ$ใช0ในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทให0ร$วนซุย ระบายน้ำ และถ$ายเทอากาศได0ดี รากพืชไชชอนไปหาคือธาตุอาหารได0ง$าย ปุ>ยอินทรียK มี 3 ประเภท คือ ปุ>ยหมัก ปุ>ยคอก และปุ>ยพืชสด
40 ภาพที่ 2 ปุ>ยอินทรียK ปุ>ยอินทรียKมีปริมาณธาตุอาหารพืชอยู$น0อยเมื่อเทียบกับปุ>ยเคมี และธาตุอาหารพืช ส$วนใหญ$อยู$ในรูปของสารอินทรียK พืชไม$สามารถดูดไปใช0ประโยชนKได0ทันที ต0องผ$านระบวนการย$อย สลายของจุลินทรียKในดิน แล0วปลดปล$อยธาตุอาหารเหล$านั้นออกมาในรูปสารประกอบอนินทรียK เช$นเดียวกับปุ>ยเคมี จากนั้นพืชจึงดูดไปใช0ประโยชนKได0 2.3. ปุbยชีวภาพ คือ ปุ>ยที่ประกอบด0วยจุลินทรียKที่ยังมีชีวิตอยู$และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถ สังเคราะหKสารประกอบธาตุอาหารพืชได0เอง หรือสามารถเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่อยู$ในรูปที่ไม$เป^น ประโยชนKต$อพืชให0มาอยู$ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช0ประโยชนKได0 ปุ>ยชีวภาพแบ$งออกเป^น 2 ประเภท คือกลุ$มจุลินทรียKที่สามารถสังเคราะหK สารประกอบธาตุอาหารพืชไนโตรเจนได0เอง ได0แก$ ไรโซเบียม ที่อยู$ในปมรากพืชตระกูลถั่ว แฟรงเคีย ที่อยู$ในปมของรากสนทะเล สาหร$ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่อยู$ในโพรงใบของแหนแดงและยังมีจุลินทรียKที่ อาศัยอยู$ในดินอย$างอิสระอีกมากที่มีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศให0แก$พืชได0เช$นกัน และอีกประเภทหนึ่งคือ กลุ$มจุลินทรียKที่ช$วยทำให0ธาตุอาหารพืชในดินละลายออกมาเป^นประโยชนKต$อ พืชมากขึ้น เช$น ไมคอรKไรซา ที่ช$วยให0ฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงอยู$ในดินละลายออกมาอยู$ในรูปที่พืชดูดไปใช0 ประโยชนKได0 2.4. ปุbยอินทรีย>ชีวภาพ คือ ปุ>ยอินทรียKที่ผ$านกระบวนการผลิตที่ใช0อุณหภูมิสูงถึงระดับที่สามารถฆ$า เชื้อจุลินทรียK ทั้งที่เป^น โรคพืช โรคสัตวK และโรคมนุษยK รวมทั้งจุลินทรียKทั่วๆไปด0วย จากนั้นจึงนํา จุลินทรียKที่มีคุณสมบัติเป^นปุ>ยชีวภาพที่เลี้ยงไว0ในสภาพปลอดเชื้อมาผสมกับปุ>ยอินทรียKดังกล$าว และ
41 ทำการหมักต$อไปจนกระทั่งจุลินทรียKที่ใส$ลงไปในปุ>ยหมักมีปริมาณคงที่ จุลินทรียKเหล$านี้นอกจากจะ ช$วยตรึงไนโตรเจนให0แก$พืชแล0ว ยังช$วยผลิตสารฮอรKโมนพืชเพื่อกระตุ0นการเจริญเติบโตของรากพืช และจุลินทรียKบางชนิดยังสามารถควบคุมโรคพืชในดินและกระตุ0นให0พืชสร0างภูมิคุ0มกันโรคได0อีกด0วย 1.2.1 ช#วยลดการพังทลายของดินในพื้นที่เพาะปลูก ทำให0ไม$สูญเสียหน0าดินที่มี ความอุดมสมบูรณKออกไปจากดิน ซึ่งจะช$วยลดอัตราการใช0ปุ>ยเคมีได0ทางหนึ่ง 1.2.2 ทำให*ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีเหมาะสมต#อการปลูกพืช คือ ดินไม$แน$นทึบ หรือมีระดับความเป^นกรดเป^นด$างเหมาะสมต$อการปลูกพืช 1.2.3 ทำให*สามารถใช*น้ำในดินได*อย#างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ0ามีการใช0ที่ดิน อย$างถูกวิธี จะทำให0ดินมีคุณสมบัติในการเก็บกักน้ำได0ดียิ่งขึ้น และทำให0ดินไม$แห0งเกินไป 1.2.4 ทำให*สามารถใช*ที่ดินอย#างคุ*มค#าเปkนเวลานาน โดยที่ดินไม$สูญเสียความ อุดมสมบูรณKของดิน หรือเกิดการเสื่อมสภาพได0 3. ธาตุอาหารพืช 3.1 ธาตุหลัก (Primary Macronutrients) ไนโตรเจน (N) - กระตุ0นให0พืชเจริญเติบโตและมีความแข็งแรง - เพิ่มปริมาณโปรตีนให0แก$พืช - ช$วยให0พืชมีสีเขียวเร$งการเจริญเติบโตทางใบและลำต0น ฟอสฟอรัส (P) - ส$งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช - ช$วยเร$งการสุกแก$ของพืชให0เร็วขึ้น - เร$งการออกดอก ออกผล และการสร0างเมล็ดพืช - เพิ่มความต0านทานต$อโรคพืช โพแทสเซียม (K) - ช$วยสังเคราะหKแปmงและน้ำตาลในพืช - ช$วยเคลื่อนย0ายแปmงและน้ำตาลจากใบไปสู$ผลและพืชหัว - ช$วยให0ผลเติบโตเร็วและมีรสชาติดี - ช$วยให0พืชแข็งแรงต0านทานต$อโรคและแมลง - ควบคุมระบบหายใจและการปúดเปúดปากใบของพืช 3.2 ธาตุรอง (Secondary Macronutrients) แคลเซียม (Ca) - เป^นองคKประกอบของผนังเซลลKพืชและจำเป^นต$อการแบ$งเซลลKพืช - ทำงานร$วมกับธาตุโบรอนในการช$วยผสมเกสรของพืช - ช$วยให0การงอกรากและใบของพืชได0ดีและเร็ว
42 - ช$วยในการเคลื่อนย0ายแปmง น้ำตาล และโปรตีนในพืช แมกนีเซียม (Mg) - เป^นองคKประกอบสำคัญของคลอโรฟúลลK (สีเขียว) ในพืช - ช$วยสร0างโปรตีน ไขมัน วิตามิน และน้ำตาลในพืช - ส$งเสริมการน้ำธาตุฟอสฟอรัสไปสู$ลำต0น - ทำให0สภาพกรดด$างในเซลลKเหมาะสม กำมะถัน (S) - สร0างกรดอะมิโน โปรตีน และวิตามินบีในพืช - ช$วยสร0างสี กลิ่น และน้ำมันในพืช - ช$วยในการสังเคราะหKคลอโรฟúลลK 3.3 ธาตุเสริม (Trace Elements) เหล็ก (Fe) - ช$วยในการสังเคราะหKคลอโรฟúลลK - มีบทบาทสำคัญต$อกระบวนการสังเคราะหKแสงและการหายใจในพืชให0เป^นไปอย$าง สมบูรณK แมงกานีส (Mn) - ช$วยการสังเคราะหKแสงในใบพืช - กระตุ0นการทำงานของเอนไซมK (Enzyme) ในต0นพืช โบรอน (B) - ส$งเสริมการออกดอกในพืช - ช$วยในการผสมเกสรและการติดผล - ช$วยให0พืชใช0ประโยชนKจากไนโตรเจนและแคลเซียมได0ดียิ่งขึ้น - ช$วยในการเคลื่อนย0ายฮอรKโมนในพืช โมลิบดินัม (Mo) - ช$วยพืชสังเคราะหKโปรตีน - ช$วยให0พืชใช0ประโยชนKจากไนโตรเจนได0ดียิ่งขึ้น ทองแดง (Cu) - ช$วยในการสังเคราะหKคลอโรฟúลลK - กระตุ0นการทำงานของเอนไซมK (Enzyme) - เกี่ยวข0องกับกระบวนการหายใจ การใช0โปรตีน และแปmงในพืช สังกะสี (Zn) - ช$วยสร0างคลอโรฟúลลKและแปmง - ช$วยสร0างฮอรKโมนออกซิเจน ทำให0ข0อปล0องของพืชมีขนาดสมบูรณK
43 คลอรีน (Cl) - ช$วยสร0างฮอรKโมนบางชนิดในพืช - ช$วยเพิ่มความสุกแก$ให0กับพืชเร็วขึ้น 3.4 สิ่งที่พืชแสดงออกเมื่อพืชขาดธาตุอาหาร พืชต0องการอาหารในการเจริญเติบโตเช$นเดียวกับมนุษยK โดยพืชจะมีการแสดงอาการที่ แตกต$างกันออกมาตาม ใบ ลำต0น หรือส$วนต$างๆ ขึ้นอยู$กับธาตุอาหารชนิดที่ขาดไป ต0นไม0ใบเหลือง โดยมีรูปแบบอาการขาดธาตุอาหารคร$าวๆ ดังนี้ ● อาการที่ใบล$างหรือใบแก$ก$อน แสดงว$าธาตุนั้นมีการเคลื่อนย0ายได0ดีในพืช เช$น โพแทสเซียม (K) แมกนีเซียม (Mg) มักพบอาการที่ปลายใบก$อนตามมาที่ขอบใบจึงลุกลามเข0ากลางใบ สีใบจะเริ่มเหลืองแล0วเปลี่ยนเป^นน้ำตาล ● อาการที่ใบบนหรือใบยอดก$อน แสดงว$าธาตุนั้นไม$มีความสามารถในการเคลื่อนย0าย ภายในพืช คือเคลื่อนย0ายจากในล$างสู$ใบบนไม$ได0 ได0แก$ แคลเซียม (Ca) โบรอน (B) ● อาการเกิดที่ใบทั่วลำต0น เกิดทั้งใบแก$และใบอ$อน แม0ว$าใบแก$จะแสดงอาการมากกว$า แต$ อาการไม$แสดงชัดเจนก็ตาม ได0แก$ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และกำมะถัน (S) อาการที่พบบ$อยที่สุดของการขาดสารอาหาร คือการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนสีของใบ โดยตำแหน$งของอาการขึ้นอยู$กับการเคลื่อนย0ายของสารอาหารภายในพืช มีลักษณะอาการเบื้องต0นให0 เราได0พอสังเกตกันดังต$อไปนี้
44 ภาพที่ 3 อาการขาดธาตุอาหารของพืช
45 การขาดแคลนธาตุอาหารในพืชจะแสดงออกที่ใบพืชที่เราสามารถสังเกตได*ดังตาราง ข*างล#างนี้ ธาตุอาหารพืช ตำแหน#งที่ปรากฏ ในใบพืช ใบซีดจาง หรือไม# ขอบใบแห*ง หรือไม# สีและรูปร#างใบ ไนโตรเจน เกิดทั้งใบอ$อนและ ใบแก$ ใช$ ไม$ สีเหลืองทั้งแผ$นใบ รวมทั้งเส0นใบด0วย ฟอสฟอรัส เกิดกับใบแก$ ไม$ ไม$ รอยขีดสีม$วงปะที่แผ$น ใบ โพแทสเซียม เกิดกับใบแก$ ใช$ ใช$ รอยแต0มสีเหลืองที่ แผ$นใบ แมกนีเซียม เกิดกับใบแก$ ใช$ ไม$ รอยแต0มสีเหลืองที่ แผ$นใบ แคลเซียม เกิดกับใบอ$อน ใช$ ไม$ แผ$นใบบิดเบี้ยวผิด รูปร$าง กำมะถัน เกิดกับใบอ$อน ใช$ ไม$ ใบอ$อนเป^นสีเหลือง แมงกานีส และ เหล็ก เกิดกับใบอ$อน ใช$ ไม$ สีซีดจางระหว$างเส0นใบ โบรอน, สังกะสี, ทองแดง, แคลเซียม และ โมลิบดินัม เกิดกับใบอ$อน ไม$ ไม$ รูปร$างใบอ$อนบิดเบี้ยว ผิดรูปร$าง 4. ลักษณะและคุณสมบัติของปุ?ยอินทรียNแตHละชนิด ปุ>ยอินทรียKเป^นปุ>ยที่ได0จากเศษซากพืช สัตวK และจุลินทรียK วัสดุเหล$านี้มีทั้งที่ย$อยสลายอย$าง ง$ายและยาก พวกที่ย$อยสลายง$ายและเร็ว ปกติจะมีธาตุอาหารในปริมาณที่มากกว$าพวกที่ย$อยสลาย ยาก แต$โดยทั่วไปแล0วปุ>ยอินทรียKมีธาตุอาหารน0อยกว$าปุ>ยเคมีมาก แต$ปุ>ยอินทรียKถือว$ามีธาตุอาหาร ครบทุกธาตุที่พืชต0องการ ส$วนปุ>ยเคมีมีเพียงบางธาตุเท$านั้น วัสดุที่ย$อยสลายง$าย ก$อนใช0ควรปล$อยให0 เกิดการย$อยสลายก$อน เพราะขณะที่เกิดการย$อยสลายอย$างรวดเร็วจะเกิดความร0อนและสารพิษเป^น อันตรายต$อพืชได0 ส$วนวัสดุที่ย$อยยากมากๆ เช$น แกลบ ขุยมะพร0าว อาจใส$ลงดินได0โดยตรง เพราะ ย$อยสลายช0ามาก แต$วัสดุเหล$านี้เน0นการเป^นวัสดุปรับปรุงดินมากกว$าเพราะจะให0ธาตุอาหารพืชน0อย มาก ปุ>ยอินทรียK มี 3 ประเภท คือ ปุ>ยหมัก ปุ>ยคอก และปุ>ยพืชสด
46 4.1 ปุbยหมัก หมายถึง ปุ>ยที่ได0จากการหมักเศษซากพืชจนย$อยสลาย ยุ$ยเป^นผง สีดำคล้ำ เศษ พืชที่ใช0หมักเช$น ฟางข0าว ตอซังข0าวโพด ใบไม0 ผักตบชวา ฯลฯ วัสดุเหล$านี้ส$วนใหญ$ย$อยสลายยาก การหมักโดยใช0วัสดุเหล$า จนสามารถนำไปใช0ในการปรับปรุงดิน หรือให0ธาตุอาหารแก$ดิน ต0องใช0 เวลานานเกษตรกรจึงไม$ค$อยนิยมทำ ดังนั้นการทำปุ>ยหมัก โดยใช0หลักการที่ทำให0การหมักใช0เวลา น0อยลงและได0ปุ>ยหมักที่มีคุณภาพดีขึ้น มีข0อควรพิจารณาดังนี้ 4.1.1 ถ0าใช0เศษพืชสด การย$อยจะเร็วกว$าเศษพืชแห0ง ถ0าเศษพืชแห0งควรแช$น้ำให0ชุ$ม ก$อนทำ 4.1.2 ถ0าบดหรือสับให0เป^นชิ้นเล็กละเอียด จะทำให0ย$อยสลายเร็วขึ้น 4.1.3 เติมธาตุอาหารเพิ่ม เพื่อเร$งการทำงานของจุลินทรียK (ย$อยเศษพืช) เช$นใช0มูล สัตวK ปjสสาวะ หรือปุ>ยเคมีที่มีธาตุไนโตรเจนมากๆ เช$น สูตร 46-0-0 21-0-0 หรือ 16-8-8 เป^นต0น 4.1.4 เติมชนิดจุลินทรียKที่ย$อยสลายเศษพืชได0ง$าย ทนร0อน ปjจจุบันมีการผลิต จำหน$าย หรือแจกที่เรียกว$า หัวเชื้อปุ>ยหมัก แต$ถ0าไม$มีอาจใช0มูลวัว ควาย ที่กินหญ0า กินฟางก็ได0 4.1.5 ให0กองปุ>ยหมักชื้นเสมอ โดยหมั่นรดน้ำ คลุมด0วยทางมะพร0าว หรือทำกองปุ>ย หมักในที่ร$ม 4.1.6 กองปุ>ยหมักให0มีขนาดเหมาะสม เพื่อให0มีการระบายความร0อน และถ$ายเท อากาศดี ในปjจจุบันมีการนำเศษวัสดุจากครัวเรือน ปลา หอย ฯลฯ มาหมัก ซึ่งวัสดุพวกนี้มีธาตุอาหาร มาก ย$อยสลายเร็วมาก มีกากน0อย (ส$วนที่จะจับยึดธาตุอาหารไว0หลังการย$อยสลาย) ดังนั้นถ0าปล$อย ให0ย$อยสลายแบบปุ>ยหมัก จะไม$เหลืออะไรรวมทั้งจะย$อยเร็วมาก เกิดการเน$า เหม็น น$ารังเกียจ ดังนั้น จึงมักหมักในสภาพมีน้ำ รวมทั้งมีการปรับสัดส$วนธาตุอาหารให0เหมาะสม เพื่อไม$ให0เกิดการสูญเสียธาตุ อาหารบางธาตุไปเป^นกgาช (ไนโตรเจน และกำมะถัน) โดยการเติมกากน้ำตาล (หมักปลา หอย ใช0 กากน้ำตาลมากกว$าการหมักเศษพืชผลไม0) หลังจากย$อยสลายดีแล0วจะได0น้ำปุ>ยที่ส$วนใหญ$มีความเป^น กรดมาก เค็ม ดังนั้นการใช0ต0องเจือจางด0วยน้ำมากๆ ปุ>ยนี้น$าจะเรียกว$า ปุ>ยหมักน้ำ หรือปุ>ยอินทรียKน้ำ แต$ชาวบ0านส$วนใหญ$มักเรียกว$าปุ>ยชีวภาพ ซึ่งปุ>ยชีวภาพจะเป^นปุ>ยอินทรียKอีกชนิดหนึ่ง (ที่กล$าวถึงใน หัวข0อประเภทของปุ>ย) ปุ>ยหมักโดยทั่วไปถือว$ามีธาตุอาหารน0อยแต$น$าจะมีครบทุกธาตุ และวัตถุประสงคK ของการใช0นั้น ถ0าเป^นปุ>ยหมักทั่วไป เน0นการปรับปรุงสภาพดินและการให0พวกธาตุอาหารรองและจุล ธาตุ เพราะธาตุเหล$านี้มีน0อยในปุ>ยเคมีทั่วไป ส$วนธาตุอาหารหลักซึ่งมีน0อยในปุ>ยพวกนี้ ถ0าใช0กับพืชที่ ต0องการธาตุอาหารน0อย และมีการใช0ปุ>ยหมักในปริมาณมาก ในกรณีอย$างนี้ก็อาจจะไม$ต0องใช0ปุ>ยเคมี เพิ่มเติม 4.2 ปุbยคอก หมายถึง ปุ>ยที่ได0จากมูลสัตวK ปุ>ยพวกนี้โดยปกติไม$ควรนำไปใช0โดยตรง ควรหมัก ทิ้งไว0ก$อนหรือตากแห0ง เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใส$ให0กับพืช เช$น เกิดความร0อน หรือสารพิษ ขณะที่มูลสัตวKสลายตัวเปลี่ยนแปลงสภาพ นอกจากนั้นยังเป^นการกำจัด กลิ่น สี หรือลักษณะที่ไม$พึง ประสงคKอื่นๆ อีกด0วย โดยทั่วไป ปุ>ยคอกมีเอ็น-พี-เค ร0อยละ 0.5 - 0.25 - 0.5 ของน้ำหนักแห0
47 ตามลำดับ ปริมาณธาตุอาหารในปุ>ยคอกขึ้นอยู$กับชนิดของอาหารที่สัตวKกินเข0าไป และปุ>ยคอกใหม$จะ มีปริมาณธาตุอาหารสูงกว$าปุ>ยคอกเก$า เพราะธาตุอาหารที่ละลายน้ำได0ง$ายจะถูกชะล0างออกไปจาก การกองปุ>ยเก$าที่กองไว0กลางแจ0ง และบางส$วนระเหิดเป^นกgาซสูญหายไปได0จึงควรเก็บรักษาปุ>ยคอกให0 ถูกวิธีโดยการกองสุมเป^นรูปฝาชีอัดให0แน$น และเก็บไว0ภายใต0หลังคาที่กันแดดและฝนได0การใช0ปุ>ยคอก สด ๆ อาจเป^นอันตรายต$อพืช ควรหมักกับเศษพืช เช$น แกลบ ฟางข0าว ขี้เลื่อย ฯลฯ ไว0สักระยะหนึ่ง หรือตากให0แห0งแล0วจึงนำมาใช0 ดังที่กล$าวไปแล0ว ปริมาณธาตุอาหารในปุ>ยคอก โดยทั่วไปจะแตกต$าง กัน ซึ่งส$วนใหญ$ขึ้นกับอาหารที่สัตวKกิน เช$น วัว ควาย ช0าง ม0า กินหญ0าเป^นหลัก มูลสัตวKพวกนี้จะ คล0ายๆ กัน และจะคล0ายกับปุ>ยหมักที่มาจากพืชด0วย ส$วนปjสสาวะสัตวKพวกนี้ปกติจะมีธาตุไนโตรเจน มากกว$าธาตุอื่น ซึ่งเราอาจจะสังเกตจากที่มีกลิ่นฉุนของไนโตรเจนในรูปแอมโมเนีย สำหรับพวกเป^ด ไก$ ค0างคาว ซึ่งส$วนใหญ$กินอาหารที่ดีกว$า เช$น กินปลายข0าว รำ แมลง ผลไม0 เมล็ดพืช ทำให0มูลสัตวK พวกนี้มีธาตุอาหารมากกว$า แต$มูลสัตวKพวกนี้ มีส$วนที่เป^นเยื่อใยของพืชน0อย ทำให0ความสามารถใน การปรับสภาพดินมีน0อยกว$า พวกมูลวัว มูลควาย 4.3 ปุbยพืชสด เป^นปุ>ยที่ได0จากการไถกลบพืชที่ขึ้นบนพื้นที่นั้นคลุกลงไปในดิน ส$วนใหญ$จะ นิยมปลูกพืชตระกูลถั่ว เมื่อถั่วโตเต็มที่ (ช$วงออกดอก) ก็จะไถกลบลงดิน หลังจากไถกลบประมาณ 3- 4 สัปดาหK ส$วนใหญ$ของเศษซากถั่วจะถูกย$อยสลายไปแล0ว ก็สามารถปลูกพืชได0 สาเหตุที่นิยมใช0พืชตระกูลถั่ว เช$น ปอเทือง โสน ถั่วเขียว ถั่วพร0า ถั่วพุ$ม ฯลฯ เพราะ พืชพวกนี้มีลักษณะพิเศษ คือ ส$วนใหญ$จะมีปมที่ราก ในปมจะมีจุลินทรียKที่สามารถจับกgาซไนโตรเจน จากอากาศมาใช0ได0 ทำให0พืชตระกูลถั่วสะสมไนโตรเจนมาก นอกจากนี้ถั่วมีระบบรากแก0ว รากลงลึก จึงสามารถดูดธาตุอาหารในดินลึกๆ มาสะสมในต0น เมื่อไถกลบ เศษซากถั่วจะย$อยสลาย ปลดปล$อย ไนโตรเจนและธาตุอื่นๆ สู$ดินในรูปที่พืชต$างๆ สามารถดูดกินได0ง$าย ในพื้นที่ลุ$มน้ำขัง อาจจะมีการทำปุ>ยพืชสดจากการเลี้ยงแหนแดง ซึ่งแหนแดงจะมี จุลินทรียKที่จับกgาซไนโตรเจนจากอากาศมาใช0ได0 อาศัยร$วมอยู$ด0วย ดังนั้น เมื่อไถกลบแหนแดงลงดิน แหนแดงก็จะย$อยสลายปลดปล$อยไนโตรเจนออกมาให0พืชใช0ได0 หรือในกรณีที่เลี้ยงปลากินพืช เช$น ปลานิล ปลาก็จะได0รับไนโตรเจน (ในรูปโปรตีน) มากขึ้น ปลาก็จะโตเร็ว นอกจากปุ>ยอินทรียKชนิดต$างๆ ตามที่กล$าวมาแล0ว ยังมีปุ>ยอินทรียKบางชนิด ซึ่งเป^น ปุ>ยที่ได0จากวัสดุเหลือใช0จากโรงงานต$างๆ ในประเทศเรา มีโรงงานหลายประเภทที่ใช0วัตถุดิบที่เป^น ผลผลิตทางการเกษตร (พืช-สัตวK) เช$น โรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตผงชูรส โรงงานผลิตน้ำมันพืช โรงงานอาหารกระป>อง โรงฆ$าสัตวK เป^นต0น โรงงานเหล$านี้มักจะมีเศษวัสดุเหลือใช0ที่เป^นวัสดุอินทรียK หลายชนิด เช$น กากถั่วเหลือง ขนไก$ เลือดแห0ง กระดูกสัตวK กากตะกอนหม0อกรองโรงงานน้ำตาลพวก กาก (Activated sludge) จากการบำบัดน้ำเสีย เป^นต0น ในอดีตวัสดุเหล$านี้ถูกนำไปทิ้ง และก$อให0เกิด ผลเสียต$อสิ่งแวดล0อมมาก เพราะจะเน$าเสีย เกิดกลิ่น รวมทั้งทำให0แหล$งน้ำเน$าเสีย ปjจจุบันมีการใช0 ประโยชนKจากวัสดุเหล$านี้ โดยนำไปเป^นอาหารสัตวK เช$น กากถั่วเหลือง กระดูกปkน หรือนำมาใช0ผลิต ปุ>ยอินทรียK (ปุ>ยหมัก) หรือนำไปใช0โดยตรง อย$างไรก็ตามวัสดุพวกนี้ มักจะมีลักษณะบางประการที่ไม$
48 ค$อยเหมาะสม เช$น เป^นกรดเกินไป เป^นด$าง เค็ม หรือมีวัตถุเป^นพิษปะปน ดังนั้นควรที่จะต0องศึกษา ข0อมูลให0ดีก$อนหรือปรึกษานักวิชาการ เพื่อที่จะได0ใช0วัสดุเหล$านี้อย$างได0ผลและปลอดภัย 5. ลักษณะและคุณสมบัติของปุ?ยเคมี 5.1 ลักษณะของปุbยเคมี ปุ>ยเคมีที่ผลิตจำหน$ายในปjจจุบันแบ$งออกได0เป^น 2 กลุ$มใหญ$ๆ คือ แม$ปุ>ยและปุ>ย ผสม 5.1.1 แม#ปุbย คือ สารประกอบเคมีที่มีธาตุอาหารพืชหนึ่งธาตุหรือมากกว$า มีสูตรที่ ชัดเจนละลายน้ำได0ง$าย และพืช นำธาตุอาหารเหล$านั้นไปใช0ได0ทันทีเกษตรกรสามารถนำไปใช0ได0 โดยตรง หรือนำไปผลิตเป^นปุ>ยผสม แม$ปุ>ยมี 3 ชนิด ได0แก$ 5.1.1.1 ปุ>ยไนโตรเจน (แม$ปุ>ยเอ็น) เช$น ปุ>ยยูเรีย (46-0-0) ปุ>ยแอมโมเนียม ซัลเฟต (21-0-0) 5.1.1.2 ปุ>ยฟอสฟอรัส (แม$ปุ>ยพี) เช$น ปุ>ยทริปเปúลซุปเปอรKฟอสเฟต (0-46- 0) ปุ>ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือปุ>ย DAP (18-46-0) 5.1.1.3 ปุ>ยโพแทสเซียม (แม$ปุ>ยเค) เช$น ปุ>ยโพแทสเซียมคลอไรดK (0-0-60) ปุ>ยโพแทสเซียมซัลเฟต 0-0-50) 5.1.2 ปุbยผสม คือ ปุ>ยเคมีที่ได0จากการนำแม$ปุ>ยตั้งแต$ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมกัน เพื่อให0ได0ปริมาณและสัดส$วนของธาตุอาหาร เอ็น-พี-เค ตามที่ต0องการ เช$นปุ>ยสูตร 17-17-8, 15-15- 15 และ 16-8-8 เป^นต0น ปุ>ยผสมมีหลายประเภท (รูปแบบ) มีทั้งลักษณะที่เป^นเม็ด ผง หรือของเหลว ปุ>ยผสมที่เป^นเม็ดมี2 ชนิด คือ 5.1.2.1 ปุ>ยผสมคลุกเคล0าได0จากการนำแม$ปุ>ยที่มีขนาดเม็ดเท$าๆ กันหรือ ใกล0เคียงกันมาผสมกัน 5.1.2.2 ปุ>ยผสมปjõนเม็ด (ปุ>ยคอมปาวดK) ได0จากการนำแม$ปุ>ยมาผสมกัน จากนั้นบดให0ละเอียด แล0วปjõนเป^นเม็ด 5.2 คุณสมบัติของปุbยเคมี ปุ>ยเคมี เป^นตัวให0ธาตุอาหาร มีธาตุอะไร มากน0อยแค$ไหน แล0วแต$ชนิดปุ>ย นอกจากนั้น ยังมีลักษณะและสมบัติที่แตกต$างกันไป ดังนั้นถ0าจะใช0ปุ>ย เราควรที่จะต0องรู0จักปุ>ยเคมี ใน ด0านต$างๆ ดังนี้ 5.2.1 สูตรปุbย หมายถึง ตัวเลขที่บ$งบอกปริมาณธาตุไนโตรเจน (เอ็น) ฟอสฟอรัส (พี) และโพแทสเซียม (เค) ในปุ>ย โดยบ$งบอกเป^นเปอรKเซ็นตKโดยน้ำหนักของธาตุทั้ง 3 เรียงตามลำดับ เช$น ปุ>ยสูตร 18-10-4 หมายความว$า มีไนโตรเจน (เลขตัวหน0า) = 18% หรือ 18 กก.ในปุ>ย 100 กก.