The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patipol_p, 2024-05-29 07:52:12

ดิน ปุ๋ย และน้ำเพื่อการเกษตร

เอกสารประกอบการเรียนรู้

49 มีฟอสฟอรัส (เลขตัวกลาง) = 10% หรือ 10 กก.ในปุ>ย 100 กก.และมี โพแทสเซียม (เลขตัวท0าย) = 4% หรือ 4 กก. ในปุ>ย 100 กก. จะเห็นว$าปุ>ยสูตร 18-10-4 มีธาตุอาหาร เอ็น + พี + เค รวมกันเท$ากับ 18+10+4 = 32 กก. ในปุ>ย 100 กก. ส$วนที่เหลือคือธาตุอื่น ๆ ที่เป^นองคKประกอบร$วมเช$นธาตุ ไฮโดรเจน (H) คารKบอน (C) ออกซิเจน (O) ธาตุเหล$านี้คือ ธาตุอาหารที่พืชต0องการมาก โดยปกติพืช ได0รับพอเพียงอยู$แล0วจากน้ำและอากาศ นอกจากนี้อาจจะเป^นธาตุอาหารอื่น ๆ ที่ติดมาด0วย เช$น แคลเซียม กำมะถัน คลอรีน เป^นต0น ปุ>ยบางสูตรมีตัวเพิ่มต$อท0ายเข0ามา เช$น 13-13-21 +3 MgO แสดงว$าผู0ผลิต ต0องการจะบอกให0ทราบว$า ในปุ>ยนอกจากจะมี เอ็น-พี-เค ตามตัวเลขในสูตรปุ>ยแล0ว ยังมีธาตุ แมกนีเซียม (Mg) เพิ่มเติมเข0ามาด0วยอีก 3% ในรูปของแมกนีเซียมออกไซดK (MgO) เป^นต0น ในปjจจุบัน ผู0ผลิตปุ>ย ผลิตปุ>ยออกมามากมาย เป^นร0อย ๆ สูตร สร0างความ สับสนแก$ผู0ใช0 ปกติถ0าตัวเลขสูตรปุ>ยต$างกันน0อยมากก็สามารถใช0แทนกันได0 เช$นสูตร 20-10-10 20- 11-11 ถือว$าไม$ต$างกัน หรือ 16-16-16 15-15-15 ก็ไม$น$าต$างกัน อย$างไรก็ตามยังมีสูตรปุ>ยอื่น ๆ ที่ ตัวเลขต$างกันมาก ๆ แต$ก็ใช0แทนกันได0 โดยที่ปุ>ยนั้นต0องมีสัดส$วนธาตุอาหารเหมือนกัน ดังจะได0กล$าว ต$อไป 5.2.2 สัดส#วนธาตุอาหาร คือสัดส$วนธาตุอาหารในสูตรปุ>ย เช$น ปุ>ยสูตร 10-10-10 15-15-15 มีสัดส$วน เท$ากับ 1:1:1 16-16-16 ปุ>ยสูตร 20-10-10 มีสัดส$วน เท$ากับ 2:1:1 16-8-8 ปุ>ยที่มีสัดส$วนธาตุอาหารเหมือนกันใช0แทนกันได0 โดยถ0าตัวเลขสูตรต$างกันมากควร ต0องใช0ในปริมาณต$างกัน โดยสามารถคำนวณคร$าวๆ ได0ดังนี้ สมมุติ นักวิชาการแนะนำให0ใช0ปุ>ยสูตร 20-10-10 จำนวน 30 กก./ไร$ แต$เรามีปุ>ยสูตร 16-8-8 ซึ่งใช0แทนกันได0 คำนวณอัตราการใช0ใหม$ได0 ดังนี้ อัตราใหม$ = สูตรเดิม × อัตราเดิม สูตรใหม$ = (20+10+10) × 30 (16+8+8) = 40 × 30 32 = 37.5 กก./ไร$


50 5.2.3 ปุbยชื้นได*เนื่องจากปุ>ยเป^นเกลือ สามารถดูดความชื้นในอากาศ ทำให0ปุ>ยชื้น เกาะกันเป^นก0อนแข็ง หรือละลายเป^นน้ำทำให0คุณภาพปุ>ยเสื่อม หรือใช0ได0ยาก ดังนั้นควรปúดภาชนะใส$ ปุ>ยมิดชิด ถ0าใช0ไม$หมด 5.2.4 ความเค็ม ปุ>ยเคมีเป^นเกลือ มีธาตุอาหารมาก จึงเค็มมาก (เพราะธาตุอาหาร อยู$ในรูปเกลือ) ปุ>ยอินทรียKที่มีธาตุอาหารค$อนข0างมาก เช$น มูลไก$ก็เค็มค$อนข0างมากเช$นกัน ดังนั้นการ ใช0ปุ>ยไม$ควรใส$ครั้งละมากๆ โดยเฉพาะในดินทราย ในดินเหนียวจัดที่รากพืชอยู$ผิวดิน ในดินเค็ม หรือ ใส$ให0กับพืชที่ไม$ทนเค็ม 5.2.5 ความเปkนประโยชน>ของธาตุอาหารในปุbย ธาตุอาหารในปุ>ยเคมี ซึ่งอยู$ในรูป เกลือละลายน้ำได0ง$าย ดังนั้นจึงพร0อมที่จะให0พืชดูดกินได0ทันที เมื่อใส$ลงดิน แต$ข0อเสียมากๆ ของการที่ ปุ>ยละลายน้ำได0ดี คือ ธาตุอาหารจะสูญเสียได0ง$าย โดยการชะล0าง หรือธาตุอาหารเปลี่ยนรูปไปอยู$ใน รูปอื่นที่พืชกินไม$ได0 โดยเฉพาะถ0าดินมีสภาพไม$เหมาะสม เช$นเป^นกรด เป^นด$าง หรือเป^นดินสีแดงที่มี สนิมเหล็กมาก เป^นต0น ทำให0ปุ>ยที่ใส$ลงดิน มีประโยชนKน0อยมาก ปjจจุบันมีการผลิตปุ>ยละลายช0า โดยปุ>ยจะค$อยๆ ละลายปลดปล$อยธาตุอาหาร ออกมา ทำให0การสูญเสียธาตุอาหารน0อยลง นอกจากนั้น ยังทำให0สามารถใส$ปุ>ยได0ครั้งละมากๆ โดยที่ ไม$เป^นอันตรายต$อพืช (ไม$เค็ม) เป^นการประหยัดแรงงาน ไม$ต0องใส$ปุ>ยบ$อย แต$ปุ>ยพวกนี้จะแพงมาก และผู0ใช0ควรรู0รายละเอียดของการละลายช0าเร็ว แค$ไหน จะได0ใส$ได0อย$างถูกต0องเหมาะสม ปุ>ยเคมีไม$ใช$สารพิษ และการใส$ปุ>ยเคมีไม$ได0ทำให0ดินแข็งหรือดินแน$นทึบ ดินแน$นทึบ มีช$องขนาดใหญ$จำนวนน0อย เกิดจากหลายสาเหตุอาทิการไถพรวนดินโดยใช0เครื่องจักรขนาดใหญ$ หรือแม0แต$การใช0วัวควายก็มีผลทำให0ดินแน$นทึบได0โดยเฉพาะอย$างยิ่งการไถพรวนในขณะที่ดินเป°ยก การสูญเสียหน0าดินนับเป^นอีกสาเหตุหนึ่ง เพราะทำให0ดินชั้นล$างโผล$ขึ้นมาเป^นดินชั้นไถพรวน ซึ่งดิน ชั้นล$างโดยทั่วไปมีช$องขนาดใหญ$จำนวนน0อยนอกจากนี้การเพาะปลูกพืชยังทำให0ดินแน$นทึบ เพราะ อินทรียวัตถุในดินลดลง และทำให0ปุ>ยที่มีอยู$เดิมในดินสูญหายไปพร0อมกับผลผลิตที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไป การชดเชยธาตุอาหารให0แก$ดินด0วยปุ>ยอินทรียKหรือปุ>ยชีวภาพจะไม$เพียงพอ ปุ>ยเคมีจึงมีความสำคัญใน การเพิ่มผลผลิตต$อไร$ 6. หลักการใช.ปุ?ยเคมีเพื่อการเกษตร โดยทั่วไปปุ>ยเคมีจะใส$เพื่อเพิ่มธาตุหลัก (เอ็น-พี-เค) ให0กับดิน โดยเน0นการเพิ่มปริมาณ และ สัดส$วน ของเอ็น-พี-เค ให0เพียงพอและเหมาะสมตามชนิดของพืช และช$วงระยะการเจริญเติบโตของ พืช ดังนั้นจึงควรทราบหลักในการพิจารณา ในการใช0ปุ>ยเคมีดังนี้ 6.1 เลือกสูตรปุbย (หรือสัดส#วนธาตุอาหารในปุbย) ในการเลือกสูตรปุ>ย หรือสัดส$วนธาตุ อาหารในปุ>ย ควรพิจารณาดังนี้ 6.1.1 ดิน มีธาตุอาหารหลัก มากน0อยแค$ไหน? อาจจะทราบได0โดยการวิเคราะหKดิน, วิเคราะหKพืช เป^นต0น


51 6.1.2 พืช พืชแต$ละชนิด หรือ แต$ละช$วงการเจริญเติบโต ต0องการสัดส$วนธาตุ อาหารจากปุ>ยต$างกัน โดยทั่วไปพืชแต$ละชนิดต0องการสัดส$วนธาตุอาหาร เอ็น : พี : เค จากปุ>ย โดยประมาณดังนี้ ชนิดพืช สัดส#วน เอ็น พี เค พืชผัก (เน0นกินใบ) 3 : 1 : 1 พืชผัก (กินใบ-ต0น เช$น คะน0า) 3 : 1 : 2 พืชหัว 2 : 2 : 3 ธัญพืช หอม กระเทียม 3 : 3 : 2 พริก, มะเขือ 3 : 2 : 2 ถั่ว 1 : 3 : 2 ไม0ดอก, ไม0ผล, ผักกินดอก 1 : 1 : 1 ในพืชอายุสั้น อาจจะใช0สูตรปุ>ย ที่มีสัดส$วน ธาตุอาหารดังกล$าวใส$หลังเมล็ดงอก หรือหลังย0ายกล0า 1-2 สัปดาหK ใส$ครั้งเดียวหรือแบ$งใส$มากกว$า 1 ครั้งก็ได0 สำหรับพืชที่มีอายุยาวหลายเดือน เช$น พืชหัว ธัญพืช พริก มะเขือ ไม0ดอก ไม0ผล ผัก กินดอก โดยปกติมักมีการแบ$งใส$ปุ>ยมากกว$า 1 ครั้ง ด0วยเหตุผลดังนี้ ถ0าใส$ครั้งเดียว ปริมาณปุ>ยที่ใส$อาจมากเกินไป และมีผลเสียต$อพืช โดยเฉพาะการใส$ ปุ>ยกับดินทราย ดินเค็ม และพืชไม$ทนเค็ม ธาตุบางธาตุสูญหายง$ายเช$น ไนโตรเจน (เอ็น) ซึ่งพืชต0องการมากในช$วงแรกของการ เจริญเติบโตและช$วงสร0างผลผลิต ถ0าใส$ครั้งเดียวตอนปลูกในช$วงที่สร0างผลผลิตอาจมีไม$พอ ทำให0ผล ผลิตต่ำ หรือโพแทสเซียม (เค) ซึ่งพืชต0องการมากในช$วงสร0างผลผลิต ถ0าใส$ตอนปลูกอาจสูญหาย หรือ ถูกเปลี่ยนรูปพืชใช0ได0ยาก ทำให0พืชได0ไม$พอเพียง ผลผลิตก็ต่ำอีก ตัวอย$างของการแบ$งใส$ปุ>ยให0กับพืชในแต$ละช$วงการเจริญเติบโต เช$น พืชหัว 1) ช$วงการเจริญเติบโต ปุ>ยสัดส$วน 2:2:1 (เร$งใบ เร$งราก) 2) ช$วงลงหัว ปุ>ยสัดส$วน 1:1:3 (เร$งสร0างหัว) ไม0ผล 1) ช$วงก$อนออกดอก ปุ>ยสัดส$วน 1:2:1 (เร$งออกดอก) 2) ช$วงติดผลเล็ก ๆ ปุ>ยสัดส$วน 1:1:2 (เร$งสร0างผล) 3) ช$วงหลังเก็บเกี่ยว ปุ>ยสัดส$วน 2:1:1 (บำรุงต0น, สร0างใบ) สัดส$วนของธาตุอาหาร เอ็น-พี-เค ที่กล$าวมานี้ อาจจะต0องปรับ เพิ่ม-ลด ตามปริมาณ ที่มีอยู$ในดิน รวมทั้งลักษณะของดิน และการแบ$งใส$ที่อาจจะแบ$งใส$มากครั้งกว$าที่ให0ไว0ก็ได0 6.1.3 เลือกชนิดปุbย


52 ปุ>ยที่มีสูตรเหมือนกัน หรือมีสัดส$วนธาตุอาหารเหมือนกัน อาจมีธาตุอาหาร อยู$ในรูปที่ไม$เหมือนกัน คือมีธาตุอื่นติดมาด0วยไม$เหมือนกัน ซึ่งสิ่งเหล$านี้ อาจมีผลต$อการใช0ปุ>ยก็ได0 ตัวอย$างเช$น ปุ>ย 2 ยี่ห0อ สูตร 15-15-15 เหมือนกัน แต$อาจมีสิ่งที่ต$างกัน คือ 6.1.3.1 รูปของไนโตรเจนในปุ>ยอาจจะต$างกัน เช$น อาจจะอยู$ในรูป แอมโมเนีย รูปไนเตรตหรือรูปยูเรีย รูปใดรูปหนึ่ง หรือหลายรูปปนกันก็ได0 ถ0าอยู$ในรูปไนเตรต จะ สูญเสียจากดินได0ง$าย โดยเฉพาะถ0าใช0กับดินนาน้ำขัง จะสูญเสียเร็วมาก 6.1.3.2 อาจมีธาตุอื่นปะปนมาต$างกัน ขึ้นกับชนิดแม$ปุ>ยนี้ เช$น อาจมี กำมะถัน หรือมีคลอไรดKปะปน การมีคลอไรดKปะปน ถ0ามีมาก อาจไม$เหมาะที่จะใช0กับพืชหลายชนิด เช$น กล0วยไม0 ยาสูบ มันฝรั่ง ทุเรียน ส0ม เป^นต0น เพราะพืชเหล$านี้ต0องการคลอไรดKน0อย ถ0ามากไปจะ ก$อให0เกิดผลเสียต$อปริมาณผลผลิต หรือคุณภาพของผลผลิต 6.1.3.3 ถ0าต0องการใส$ปุ>ยเพิ่มไนโตรเจนอย$างเดียว อาจใช0สูตรปุ>ย 46-0-0 (ยูเรีย) หรือ 21-0-0 (แอมโมเนียมซัลเฟต) แต$ถ0าดินขาดกำมะถันด0วย การใช0 21-0-0 จะได0ทั้ง ไนโตรเจน และกำมะถัน เพียงแต$ปุ>ยนี้จะมีปริมาณไนโตรเจนน0อยกว$ายูเรียมาก ดังนั้นอาจจะต0อง พิจารณาราคาของปุ>ยแต$ละชนิดด0วย ในการเลือกใช0ปุ>ย 5.1.3.4 ในดินที่เป^นกรดมาก ถ0าจะใส$ปุ>ยที่ให0ฟอสฟอรัส ปุ>ยที่เป^นหิน ฟอสเฟตบด (สูตร 0-3-0) น$าจะดีกว$าพวกปุ>ยซุปเปอรKฟอสเฟต สูตร 0-20-0 หรือ 0-40-0 ทั้งนี้เพราะ ฟอสฟอรัสในปุ>ยซุปเปอรKฟอสเฟต เมื่อใส$ลงดินกรดมากๆ จะถูกเปลี่ยนรูปพืชใช0ไม$ได0 แต$ในหิน ฟอสเฟตบด ฟอสฟอรัสอยู$ในรูปแร$ที่เป^นด$าง เมื่อใส$ลงในดินกรดฟอสฟอรัสจะค$อยๆละลายออกมาให0 พืชใช0 พร0อมทั้งแก0ไขกรดไปในตัวด0วย และปุ>ยนี้ที่เห็นตัวเลขสูตรปุ>ยต่ำ ไม$ใช$ว$าจะมีฟอสฟอรัสต่ำ เพราะตัวเลขสูตรปุ>ยแสดงเฉพาะปริมาณฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำได0ง$าย ไม$รวมรูปที่เป^นแร$ซึ่งต0องมีน0อย กว$า 20% ในปุ>ยพวกนี้ 6.2 ปริมาณปุbยที่ใช* ในการพิจารณาเกี่ยวกับปริมาณปุ>ย ควรจะมีข0อมูลการตอบสนองต$อปุ>ยของพืช ดิน แต$ละบริเวณ พืชแต$ละชนิด แต$ละพันธุK จะมีการตอบสนองต$อปุ>ยต$างกัน ซึ่งอาจจะทำการทดลองเอง อย$างง$ายๆโดยทดลองใส$ปุ>ยอัตราต$างๆ แล0วดูการตอบสนองของพืชว$าทำให0ผลผลิตเพิ่มหรือไม$ เพิ่ม เท$าใด คุ0มค$าปุ>ยค$าแรงหรือไม$ นอกจากดูการตอบสนองแล0ว ความผันแปรของราคาปุ>ย ราคาผลผลิต และความเสี่ยงในด0านอื่นๆ เช$น ความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัย โรค-แมลงระบาด ฯลฯ ซึ่งถ0ามีความ เสี่ยงมาก ก็อาจจะต0องลดปริมาณการใช0ปุ>ยลงปริมาณปุ>ยนี้ หมายถึงปริมาณโดยรวมที่ใส$ใน 1 รอบ การผลิต หรือฤดูกาล ดังนั้น ถ0ามีการใส$ปุ>ยครั้งเดียว หรือมีการแบ$งใส$หลายครั้ง การตอบสนองต$อการ ใส$ปุ>ยก็น$าจะต$างกัน โดยเฉพาะกับพืชที่ฤดูการผลิตยาวหลายเดือน หรือเป^นพืชยืนต0น ซึ่งพืชพวกนี้ การแบ$งใส$หลายครั้งน$าจะมีการตอบสนองดีกว$า เพราะพืชจะได0รับสัดส$วนธาตุอาหารแต$ละช$วงอย$าง เหมาะสม การสูญเสียธาตุอาหารน0อย และไม$เกิดอันตราย เนื่องจาก ถ0าใส$ครั้งเดียวมากๆ พืชอาจจะ


53 ได0รับอันตรายจากความเค็มของปุ>ย โดยเฉพาะพืชที่ไม$ทนเค็ม หรือพื้นที่ที่เป^นดินทราย ดินเค็ม หรือ ดินเหนียวที่พืชมีรากอยู$เฉพาะที่ผิวดินตื้นๆ เป^นต0น 6.3 วิธีการใส#ปุbย วิธีการใส$ปุ>ยมีหลายวิธี การที่จะใส$โดยวิธีใดนั้น ขึ้นอยู$กับปjจจัยหลายประการแต$ โดยทั่วไปจะยึดหลักการที่สำคัญคือ สะดวก ประหยัดแรงงาน และที่สำคัญ คือพืชใช0ปุ>ยได0มากที่สุด มี ประสิทธิภาพมากสุด และก$อให0เกิดผลเสียต$อพืชน0อยสุด วิธีการใส$ปุ>ยมีหลายแบบ แต$อาจจะกล$าว โดยรวมได0เป^น 4 วิธี คือ 6.3.1 การใส#แบบหว#าน เป^นการหว$านปุ>ยให0กระจายทั่วสม่ำเสมอ ตลอดพื้นที่ปลูก โดยทั่วไปเราจะใส$ปุ>ยโดยวิธีนี้เมื่อ 6.3.1.1 ใส$ปุ>ยให0กับพืชที่ปลูกเต็มพื้นที่ เช$น นาข0าว ทุ$งหญ0า 6.3.1.2 พืชมีรากฝอยกระจายเต็มหน0าดิน หรือชั้นดินบน 6.3.1.3 ดินค$อนข0างอุดมสมบูรณKดีแล0ว ใส$ปุ>ยเพิ่มอีกเล็กน0อย 6.3.1.4 ปุ>ยมีราคาถูก และต0องการใส$ในอัตราที่สูง 6.3.1.5 เป^นปุ>ยที่ละลายน้ำง$าย ในปุ>ยมีธาตุอาหารส$วนใหญ$เป^นธาตุที่ เคลื่อนย0ายในดินได0ง$าย เช$น ธาตุไนโตรเจน 6.3.1.6 ปุ>ยหินฟอสเฟตบด 6.3.1.7 ดินเนื้อหยาบ (ดินทราย) 6.3.2 การใส#เฉพาะบริเวณ เป^นการใส$ปุ>ยไม$ทั่วพื้นที่ ซึ่งมีการใส$หลายรูปแบบ ขึ้นกับ ชนิดดิน ชนิดปุ>ย ลักษณะของพืชและรูปแบบการปลูกพืช ดังเช$น 6.3.2.1 ดินมีความอุดมสมบูรณKต่ำ 6.3.2.2 ปุ>ยแพง หายาก ต0องประหยัด 6.3.2.3 พืชปลูกเป^นแถว ใส$โรยเป^นแถบในร$องข0าวแถวพืช แล0วกลบ 6.3.2.4 ไม0ผล ใส$บริเวณทรงพุ$ม อาจหว$านในทรงพุ$ม โดรยเป^นแถบในร$อง รอบๆ ทรงพุ$มแล0วกลบ ขุดเป^นหลุมเล็กๆ ภายในทรงพุ$มแล0วใส$ปุ>ย ฯลฯ 6.3.2.5 พืชมีระบบรากไม$ดี รากน0อย 6.3.2.6 ใส$ปุ>ยมีฟอสฟอรัสมากๆ ในดินที่เป^นดินเหนียว หรือดินเป^นกรด 6.3.3 การฉีดพ#นทางใบ เป^นการเอาปุ>ยมาละลายน้ำ เจือจางพอเหมาะ ตามกำหนด แล0วฉีดพ$นให0ทางใบ โดยทั่วไปจะใส$ปุ>ยโดยวิธีนี้เมื่อ 6.3.3.1 พืชแสดงอาการขาดธาตุอาหาร โดยเฉพาะพวกจุลธาตุที่พืช ต0องการน0อยๆ 6.3.3.2 ดินมีสภาพไม$เหมาะสม เช$น เป^นกรด เป^นด$าง เค็ม 6.3.3.3 รากพืชไม$ค$อยจะเจริญ มีน0อย หรือถูกทำลายบางส$วน เช$น เป^น โรค น้ำท$วม


54 ในการฉีดพ$นให0ปุ>ย ทางใบ มีข0อควรพิจารณาดังนี้ 1) ความเข0มข0นของปุ>ย อย$าให0มากเกินกำหนด ซึ่งปุ>ยที่ใช0สำหรับ ละลายน้ำให0ทางใบมักจะกำหนดไว0 โดยส$วนใหญ$ จะเข0มข0น ประมาณ 0.2 - 0.5% 2) ไม$ฉีดขณะแดดร0อนจัด หรือลมแรง 3) ควรใส$สารจับใบ หรือแชมพูลงไปเล็กน0อย 4) ควรฉีดให0เป°ยกทั่วใบ โดยเฉพาะใต0ใบ 6.3.4 การใส#ปุbยในน้ำชลประทานหรือระบบน้ำ เป^นการละลายปุ>ยลงในระบบน้ำ ชลประทานหรือระบบน้ำ เช$นระบบน้ำหยด ระบบสปริงเกอรK เป^นต0น การใส$ปุ>ยโดยวิธีนี้จัดว$าเป^นวิธี ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะใส$ปุ>ยได0บ$อย ใส$ครั้งละน0อยๆ ทำให0การสูญเสียน0อย ไม$เกิดอันตรายจาก ความเค็ม และสามารถปรับเปลี่ยนสัดส$วนธาตุอาหารในปุ>ยให0เหมาะสมตามที่พืชต0องการ ระบบน้ำ หยดและสปริงเกอรKอาจเหมาะกับการปลูกไม0ผล และต0องลงทุนสูง แต$ก็น$าจะคุ0มเพราะประหยัดทั้งน้ำ และปุ>ย 7. การผลิตปุ?ยเพื่อการเกษตร 7.1 หลักการผลิตปุbยหมักเพื่อใช*ในไร#นา ในการผลิตปุ>ยหมักควรมีหลักเกณฑKที่พิจารณาถึงปjจจัยที่จำเป^นต$อการทำปุ>ยหมัก ดังนี้ คือ 7.1.1 การเลือกสถานที่ที่จะใช*ในการผลิตปุbยหมัก การเลือกสถานที่หรือบริเวณที่ จะผลิตปุ>ยหมักมีความสำคัญ ทั้งนี้เพื่อเป^นการสะดวก ประหยัดแรงงาน และเวลาในการจัดทำกองปุ>ย หมัก จึงมีหลักในการพิจารณา ดังนี้ คือ ก) ควรเป^นบริเวณที่อยู$ใกล0กับแหล$งที่มีซากพืช และซากสัตวKมากที่สุด เพื่อ ความสะดวกในการขนย0ายในการทำปุ>ยหมัก และสะดวกในการขนย0ายไปใช0ในไร$นา เช$นลานนวดข0าว ลานสีข0าวโพดและข0าวฟkาง เป^นต0น ข) ควรเป^นบริเวณที่อยู$ใกล0แหล$งน0า ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการรดน0าให0 กองปุ>ยหมัก แต$ควรมีระยะห$างจากแหล$งน้ำบริโภค ค) ควรเป^นบริเวณที่ดอน น0าท$วมไม$ถึง และมีระดับพื้นราบเรียบเสมอกันให0 มากที่สุด 7.1.2 แรงงาน ในการกองปุ>ยหมักปริมาณมากๆจะต0องใช0แรงงานในการขนย0ายวัสดุ และกลับกองปุ>ยหมัก ดังนั้นควรพิจารณาถึงปริมาณแรงงานที่จะใช0ในการ ปฏิบัติงานแต$ละครั้ง 7.1.3 การเตรียมวัสดุต#าง ๆ ที่นำมาใช0ผลิตปุ>ยหมัก ในแต$ละท0องถิ่นจะมีวัสดุต$างๆ ที่นำมาใช0ในการผลิตปุ>ยหมัก ได0แตกต$างกัน อาทิ ซากพืช ปุ>ยคอก ปุ>ยเคมี ปูนขาว อุปกรณKต$างๆ ที่ใช0 ในการผลิตปุ>ยหมัก (คราด มีด จอบ) เป^นต0น 7.1.4 ลักษณะปุbยหมักที่นำไปใช*ได*แล*ว สังเกตได*จาก


55 7.1.4.1 อุณหภูมิในกองลดลงเท$ากับอุณหภูมิภายนอกรอบๆ กองปุ>ย 7.1.4.2 สีของเศษวัสดุเปลี่ยนเป^นสีน้ำตาลดำ และมีลักษณะอ$อนนุ$มและ เป`aอยยุ$ย 7.1.4.3 ไม$มีกลิ่นเหม็นฉุนของกgาซต$าง ๆ 7.1.4.4 อาจมีหญ0าหรือเห็ดขึ้นบนกองปุ>ยหมักได0 7.2 การผลิตปุbยหมักแบบไม#กลับกองระบบกองเติมอากาศ 7.2.1 อุปกรณ> 1. ท$อพีวีซี ขนาดเส0นผ$าศูนยKกลาง 3 นิ้ว 2. เครื่องยนตKเปkาลม (โบลเวอรK ขนาด 3 แรงม0า) 3. วาลKวปúด-เปúดท$อพีวีซี 4. กิ่งไม0 ขนาดเส0นผ$าศูนยKกลางประมาณ 1 นิ้ว ยาว ประมาณ 50 เซนติเมตร 7.2.2 วัตถุดิบ . 1. เศษพืช 5 ส$วน (เศษพืช ได0แก$ ผักตบชวา ตะไคร0ใบไม0 ฯลฯ) 2. มูลสัตวK 1 ส$วน (มูลสัตวK ได0แก$ มูลแพะ มูลโค มูลหมู ฯลฯ) 7.2.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนที่ 1 เตรียมวัตถุดิบ โดยการย$อยเศษพืชเป^นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล0ากับ มูลสัตวKในสัดส$วน 5:1 โดยปริมาตร คลุกเคล0าเศษผักตบชวากับมูลแพะ ขั้นตอนที่ 2 ขึ้นกองปุ>ย นำท$อพีวีซีมาเจาะรูห$างกัน 5 ซม. ต$อเข0ากับเครื่อง เปkาลม แล0วจึงวางเศษกิ่งไม0บนท$อพีวีซี เพื่อช$วยปmองกันวัสดุหมักไปอุดตันช$องระบายอากาศในกองปุ>ย หมัก จากนั้นจึงนำวัตถุดิบที่คลุกเคล0ากองทับลงไป พร0อมกับรดน้ำพอหมาด กองปุ>ยที่ได0ควรมีขนาด กว0าง 1.5 เมตร ยาว 3.5 เมตร สูง 1.3 เมตร (ไม$ต0องขึ้นเหยียบ) ขั้นตอนที่ 3 การเติมอากาศ เปúดเครื่องยนตKเปkาลมทุกวัน วันละ 2 ครั้ง (เช0า และเย็น) ครั้งละ 15 นาที เปúดจนกว$ากระบวนการหมักเสร็จสิ้น สังเกตจากปุ>ยที่หมักเสร็จจะไม$เห็น ลักษณะเดิมของเศษพืชแต$จะเบาร$วน นุ$ม มีสีดำคล้ำ และไม$มีกลิ่น ขั้นตอนที่ 4 การดูแลกองปุ>ย รดน้ำประมาณ 3-4 วันต$อครั้ง โดยรดน้ำ ภายนอกให0ชุ$ม ส$วนภายในใช0ไม0แทงลงไปในกองปุ>ยแนวดิ่งทุกระยะ 40 เซนติเมตร กรอกน0าลงไป แล0วปúดรูให0เหมือนเดิม เพื่อให0กองปุ>ยมีความชื้นสม่ำเสมอทั้งภายในและภายนอกกองปุ>ย 7.3 การผลิตปุbยอัดเม็ด 7.3.1 อุปกรณ> 1. เครื่องอัดเม็ดปุ>ย (เครื่องบดหมูประยุกตK) 2. ลานหรือชั้นอุปกรณKผึ่งปุ>ยอัดเม็ด 3. กระสอบบรรจุปุ>ย (ขนาด 40 กิโลกรัม)


56 7.3.2 วัตถุดิบ 1. ปุ>ยหมัก (ผลิตจากส$วนผสมของมูลแพะและผักตบชวา) 2. น้ำหรือน้ำหมักชีวภาพ 3. ปุ>ยเคมี 7.3.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนที่ 1 เตรียมวัตถุดิบก$อนเข0าเครื่องอัดเม็ด นำปุ>ยหมักที่ผ$าน กระบวนการหมักเรียบร0อยแล0ว จำนวน 100 กิโลกรัม ผสมกับปุ>ยเคมี จำนวน 0.5 กิโลกรัม จากนั้น เจือจางน้ำหมักชีวภาพ 5 ลิตร ในน้ำ 50 ลิตร ราดลงไปกองปุ>ยหมัก คลุกเคล0าให0เข0ากัน ทดสอบโดย การใช0มือปjõนแล0วจับ ขั้นตอนที่ 2 อัดเม็ดปุ>ยหมัก ทยอยใส$ปุ>ยหมักที่คลุกเคล0าจนมีความชื้น เหมาะสม ลงในเครื่องอัดเม็ด จากนั้นนาภาชนะมารองรับปุ>ยอัดเม็ดที่ไหลออกมา ขั้นตอนที่ 3 ผึ่งปุ>ยอัดเม็ด นำปุ>ยอัดเม็ดไปผึ่งลมให0แห0งประมาณ 3 วัน หรือ จนกระทั่งปุ>ยแห0งจากนั้นบรรจุใส$ถุงเก็บไว0 การหมักปุ>ยทำโดยกองบนพื้นดินกลางแจ0งและไม$ต0องมีโรงเรือน ทำให0เกษตรกร สามารถผลิตได0ทุกฤดูกาล ทั้งนี้มีข0อเสนอแนะสำหรับการกองปุ>ยหมักในฤดูต$างๆดังนี้ ฤดูฝน เกษตรกรควรใช0วัสดุคลุมบนกองปุ>ยหมักอาทิพลาสติก สแลน หรือตาข$ายกรองแสง ใบทางมะพร0าว เพื่อลดความแรงของเม็ดฝน รวมไปถึงปริมาณน้ำที่วัสดุหมักดูดซับไว0 ซึ่งจะทำให0กองปุ>ยมีความชื้น มากเกินไป อาจจะก$อให0เกิดการหมักแบบไร0อากาศ ปุ>ยหมักที่ได0อาจจะมีสภาพเป^นกรดและมีกลิ่น เหม็น สำหรับฤดูร*อนและฤดูหนาว เกษตรกรควรหมั่นตรวจดูความชื้น ภายในกองปุ>ยให0อยู$ในระดับที่เหมาะสมคือ ประมาณร0อยละ 50-60 (โดยน0าหนัก) ซึ่งสามารถทดสอบ ความชื้นที่เหมาะสมในกองปุ>ยได0 โดยใช0มือกำวัสดุหมักแล0วบีบ จะมีหยดน0าเพียง 1-3 หยดหรือมี ความรู0สึกเหมือนฟองน0าที่บีบน้ำออกแล0ว เพราะถ0าความชื้นในกองปุ>ยหมักน0อยเกินไป จะทำให0 ขบวนการย$อยสลายเกิดขึ้นได0ช0า อย$างไรก็ตาม การหมักปุ>ยระบบดังกล$าวมีการทำงานที่ง$ายและใช0 พลังงานต่ำ ช$วยให0เกษตรกรสามารถนำระบบนี้ไปผลิตปุ>ยหมักจำหน$ายในชุมชน หรือเชิงพาณิชยKเป^น อาชีพเสริมได0เป^นอย$างดี


57 ภาพที่ 4 ลักษณะปุ>ยอัดเม็ด สรุป การใช0พื้นที่ดินเพื่อการปลูกพืช จะทำให0ดินเสื่อมโทรมมากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่ดินเสื่อมโทรม ที่สำคัญคือ ธาตุอาหารลดน0อยลง ดินสูญเสียอินทรียวัตถุมากขึ้น ทำให0ดินแน$นทึบ (ถ0าเป^นดินเหนียว) หรือไม$เก็บน้ำไม$เก็บปุ>ย (ถ0าเป^นดินทราย) การใส$ปุ>ยเคมีอย$างเดียว ดินจะได0รับธาตุบางธาตุชดเชย เท$านั้น แต$ถ0าใส$ปุ>ยอินทรียKร$วมด0วย ดินก็จะมีระดับอินทรียวัตถุเหมาะสม รักษาสภาพดินไม$ให0เสื่อมลง และยังเพิ่มธาตุอาหารโดยเฉพาะที่ไม$มีในปุ>ยเคมี ดังนั้นหลักการใช0ปุ>ยทั่ว ๆ ไป คือ ต0องใช0ปุ>ยอินทรียK และเสริมด0วยปุ>ยเคมี หรือใช0ร$วมกัน การใช0ปุ>ยอินทรียKจะเน0นการปรับสภาพดิน และการให0ธาตุรอง และจุลธาตุหลายตัวที่ไม$มีในปุ>ยเคมี และการใช0ปุ>ยเคมีเพื่อการเพิ่มธาตุอาหารในส$วนที่ดินขาด


58 หนOวยที่ 6 การจัดการน้ำและวิธีการใหQน้ำเพื่อการเกษตร 1. การจัดการน้ำทางการเกษตร การจัดการน้ำหรือการใช0น้ำในการเกษตรเพื่อให0เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ประกอบด0วย 1.1 ปริมาณน้ำที่พืชต*องการเพื่อการเจริญเติบโต โดยพื้นที่เพาะปลูกอาจได0รับน้ำดังกล$าว จากน้ำฝนรวมกับน้ำที่จัดหามาเพิ่มเติม จากงานพัฒนาแหล$งน้ำที่สร0างขึ้น หรือใช0น้ำที่ได0มาจากแหล$ง น้ำที่สร0างขึ้นอย$างเดียว ซึ่งปริมาณดังกล$าวเป^นน้ำที่พืชใช0เพื่อการเจริญเติบโตในแปลงเพาะปลูก รวม กับน้ำที่สูญเสีย เนื่องจากการรั่วซึมลงในดินและที่ไหลออกจากแปลงปลูกพืชไปตามผิวดินด0วย 1.1.1 ความต*องการน้ำในนาข*าว ต0นข0าวในระยะแรกของการปลูกต0องการน้ำจำนวนไม$มาก และต0องการเพิ่ม มากขึ้น จนต0องการน้ำมากที่สุด ในระยะที่ต0นข0าวออกรวงจนถึงระยะที่เมล็ดข0าวเริ่มแก$จึงระบายน้ำ ออกการทำนาในประเทศไทยน้ำที่ใช0เพื่อการปลูกข0าวโดยเฉลี่ยตั้งแต$ระยะไถคราด เตรียมแปลง แล0ว ปล$อยน้ำขังในนาตอนเริ่มปjกดำ ถึงระยะเก็บเกี่ยว รวมทั้งหมด เป^นความลึกประมาณ 1,300 มิลลิเมตร ภาพที่ 1 ความต0องการน้ำในนาข0าว 1.1.2 ความต*องการน้ำสำหรับ พืชไร# ผัก และต*นไม*ผล มีความต0องการน้ำมากหรือน0อยในปริมาณที่แตกต$างกัน นอกจากนั้น แต$ละ ช$วงของการเจริญเติบโตสำหรับพืชต$างๆ ก็ต0องการน้ำในอัตราไม$เท$ากัน คือ ระยะแรกปลูก พืชมีความ ต0องการน้ำน0อย และจะต0องการเพิ่มมากขึ้นจนต0องการน้ำมากที่สุดในระยะที่พืชออกดอก และมีผล จนกระทั่งผลเริ่มแก$เต็มที่จึงต0องการน้ำน0อยมาก เช$น ผักที่ปลูกในประเทศไทย โดยเฉลี่ยจะต0องการ น้ำรวมตลอดอายุของผักเป^นความลึกประมาณ 400 – 500 มิลลิเมตร ส$วนพืชไร$ เช$น ข0าวโพดจะ ต0องการน้ำรวมตลอดอายุที่ปลูกประมาณ 350 - 400 มิลลิเมตร ฯลฯ


59 ภาพที่ 2 ความต0องการน้ำสำหรับ พืชไร$ ผัก และต0นไม0ผล 1.1.3 ความต*องการน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว> ในท0องถิ่นที่สัตวKเลี้ยงมักขาดแคลนน้ำเป^นประจำ งานพัฒนาแหล$งน้ำเพื่อ การเกษตรควรพิจารณารวมน้ำสำหรับใช0เลี้ยงสัตวKด0วย ตามเกณฑKโดยประมาณ คือ วัวและควาย ต0องการน้ำตัวละประมาณ 50 ลิตรต$อวัน หมูตัวละประมาณ 20 ลิตรต$อวัน และไก$ตัวละประมาณ 0.15 ลิตรต$อวัน เป^นต0น ภาพที่ 3 ความต0องการน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตวK 1.1.4 ความต*องการน้ำของราษฎรในหมู#บ*าน หมู$บ0านและตำบล ซึ่งขาดแคลนน้ำในหน0าแล0ง ราษฎรมักขาดแคลนน้ำ อุปโภคบริโภค งานพัฒนาแหล$งน้ำเพื่อการเกษตรที่จะสร0างอยู$ในบริเวณใกล0กับหมู$บ0านจึงมีประโยชนK อย$างยิ่งแก$ราษฎรในชนบท ซึ่งจะมีน้ำเพื่อการใช0สอยได0ตลอดทั้งป° โดยทั่วไปราษฎรในชนบทที่ขาด แคลนน้ำ จะต0องการน้ำประมาณวันละ 60 ลิตรต$อคน ภาพที่ 4 ความต0องการน้ำของราษฎรในหมู$บ0าน 1.1.5 ความต*องการน้ำสำหรับเลี้ยงปลา


60 แหล$งน้ำเพื่อการเกษตรส$วนใหญ$ใช0เป^นที่เลี้ยงปลาได0 เช$น อ$างเก็บน้ำ สระ เก็บน้ำ รวมทั้งหนองและบึง ที่ขุดแล0วมีน้ำตลอดป° ในช$วงปลายฤดูแล0ง หรือก$อนที่จะมีน้ำท$าไหลลงมา ให0เก็บกักใหม$ ควรกำหนดให0เหลือน้ำในแหล$งน้ำมีความลึกไม$น0อยกว$า 1 เมตร เพื่อที่ปลาจะได0มีชีวิต และเจริญเติบโต ภาพที่ 5 ความต0องการน้ำสำหรับเลี้ยงปลา 1.2 การกักเก็บน้ำในพื้นที่การเกษตร น้ำเป^นทรัพยากรที่มีความสำคัญต$อการเกษตรอย$างมาก ถ0าปราศจากน้ำแล0ว การ ทำการเกษตรย$อมไม$ประสบความสำเร็จอย$างแน$นอน โดยทั่วไปแล0วแหล$งน้ำเพื่อการเกษตรจะมาจาก น้ำฝนโดยฝนที่ตกลงมาจะถูกกักเก็บไว0บนผิวดินในแม$น้ำ อ$างเก็บน้ำ ลำธาร ห0วย หนอง คลอง บึง บางส$วนจะซึมลงไปกักเก็บไว0ในดินและใต0ผิวดินลงไปรวมตัวเป^นน้ำใต0ดิน ดูเหมือนว$าแหล$งน้ำที่ได0มา จากหลายทางน$าจะพอเพียงสำหรับการนำมาใช0เพื่อการเกษตร แต$เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร จึงทำให0ความต0องการใช0น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เป^น ผลทำให0เกิดการขาดแคลนน้ำ ดั้งนั้นจึงจำเป^นจะต0องมีการสร0างแหล$งกักเก็บน้ำเพื่อให0เพียงพอต$อการ ทำการเกษตร ซึ่งการสร0างแหล$งกักเก็บน้ำนั้นสามารถทำได0หลายวิธี ดังนี้ 1.2.1 คูรับน้ำขอบเขา เป^นร$องน้ำแคบ ๆ ที่จัดทำขึ้นรอบๆเขา โดยมีระดับของร$องลาดไปทางใด ทางหนึ่ง ทางน้ำที่จัดทำขึ้นขวางความลาดเทของพื้นที่เพื่อนำน้ำไปยังพื้นที่กักเก็บด0านล$างพื้นที่ ความ ลาดเทของคูรับน้ำไม$ควรเกิน 40 เปอรKเซ็นตK และความยาวของคูรับน้ำไม$ควรเกิน 500 ฟุต ถ0าความ ลาดเทน0อยลง ระยะห$างของคูรับน้ำขอบเขาสามารถขยายได0กว0างขึ้น ภาพที่ 6 คูรับน้ำขอบเขา


61 1.2.2 ฐานปลูกไม*ผลเฉพาะต*น เป^นการปรับพื้นที่เป^นฐานขนาดเล็กที่ทำขึ้นสำหรับปลูกต0นไม0แต$ละต0น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความลาดเทสูง เส0นผ$าศูนยKกลางขึ้นกับขนาดทรงพุ$มของต0นไม0ที่ปลูก เพื่อกัก เก็บน้ำฝนไว0ในช$วงที่มีฝนตกน0อยได0ขนาดของหลุมยิ่งกว0างยิ่งมีประสิทธิภาพ ภาพที่ 7 ฐานปลูกไม0ผลเฉพาะต0น 1.2.3 การปลูกพืชสลับเปkนแถบ เป^นการปลูกพืชต$างชนิดบนพื้นที่เดียวกันโดยปลูกขวางความลาดเทของ พื้นที่ตามแนวระดับ พืชที่ปลูกควรเป^นพืชที่มีระบบความยาวรากยาวแตกต$างกัน เช$น ข0าวโพดสลับ ด0วยถั่วเขียว เนื่องจากพืชแต$ละชนิดมีปริมาณการใช0น้ำแตกต$างกันและในระดับความลึกของดิน แตกต$างกัน น้ำในดินจึงถูกนำไปใช0ได0อย$างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว$าการปลูกพืชชนิดเดียวตลอดพื้นที่ ภาพที่ 8 การปลูกพืชสลับเป^นแถบ 1.2.4 ขั้นบันไดดิน เป^นการปรับพื้นที่เป^นขั้นๆ ต$อเนื่องคล0ายขั้นบันไดเพื่อลดความยาวและ ระดับความลาดเทช$วยลดการไหลบ$าของน้ำและช$วยให0ดินมีความชื้นสำหรับใช0ในการเจริญเติบโตของ พืชได0ยาวนานขึ้น


62 ภาพที่ 9 ขั้นบันไดดิน 1.2.5 บ#อน้ำในไร#นา เป^นพื้นที่ที่สร0างขึ้นโดยการขุดหรือทำคันดินล0อมรอบสำหรับเก็บกักน้ำไว0ใช0 เพื่อการเกษตร ควรสร0างแหล$งเก็บกักน้ำในพื้นที่ที่มีความลาดเทสูง โดยสร0างกระจายหลายแห$ง เท$าที่ จะสามารถสร0างได0 ซึ่งในพื้นที่สูงจะใช0ลักษณะตามธรรมชาติช$วยในการทำให0เป^นแหล$งกักเก็บน้ำ ภาพที่ 10 บ$อน้ำในไร$นา 1.2.6 ทางน้ำ เป^นทางน้ำที่สร0างขึ้นเพื่อรับน้ำจากพื้นที่ต$าง ๆ ที่ถูกเบนมาเพื่อให0ไหลไปยัง แหล$งที่ต0องการ 1.2.7 การปลูกพืชคลุมดินและการคลุมดิน การปลูกพืชคลุมดินเป^นการปลูกหญ0าหรือพืชตระกูลถั่วคลุมดินซึ่งจะขึ้น หนาแน$นปúดบังผิวดินไม$ให0ถูกกระทบจากแสงอาทิตยK ช$วยให0อุณหภูมิดินไม$ร0อนจัดเกินไป การระเหย น้ำจากผิวหน0าดินจึงน0อยช$วยให0ความชื้นอยู$ในดินเป^นประโยชนKต$อพืชมากขึ้น ส$วนการคลุมดินจะใช0 วัสดุพวกเศษซากพืชพวกฟางข0าว หญ0าแห0ง แผ$นพลาสติกคลุมดิน


63 ภาพที่ 11 การปลูกพืชคลุมดินและการคลุมดิน 1.2.8 อ#างเก็บน้ำ เป^นการเก็บกักน้ำ โดยการสร0างเขื่อนปúดกั้นระหว$างหุบเขาหรือเนินสูง เพื่อ กั้นน้ำที่ไหลมาตามร$องน้ำหรือ ลำน้ำธรรมชาติ ซึ่งสามารถแก0ไขปjญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต$าง ๆ ได0เป^นอย$างดี โดยเฉพาะอย$างยิ่งพื้นที่แห0งแล0ง ลำธารและลำห0วย มีน้ำไหลเฉพาะในฤดูฝน ภาพที่ 12 อ$างเก็บน้ำ 1.2.9 ฝายทดน้ำ เป^นวิธีการก$อสร0างอาคารปúดขวางทางน้ำไหล เพื่อทดน้ำที่ไหลมาให0มี ระดับสูงขึ้นจนสามารถผันเข0าไปตามคลอง หรือคูส$งน้ำให0แก$พื้นที่เพาะปลูก ส$วนน้ำที่เหลือจะไหล ข0ามสันฝายไปเอง การก$อสร0างฝายจะต0องกำหนดให0มีขนาด ความสูง ความยาว มากพอที่จะทดน้ำให0 ไหลเข0าคลองส$งน้ำ และสามารถระบายน้ำในฤดูน้ำหลากให0ไหลข0ามสันฝายไปได0ทั้งหมด เพียงแค$นี้ก็ สามารถแก0ไขปjญหาน้ำล0นตลิ่งปjญหาขาดน้ำในพื้นที่เพาะปลูกได0อย$างดี ภาพที่ 13 ฝายทดน้ำ 1.2.10 ขุดลอกหนอง บึง เป^นวิธีการขุดลอกดินในหนองหรือบึงธรรมชาติที่ตื้นเขินหรือถูกมนุษยKบุก รุกทำลาย เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนให0ได0ปริมาณมากขึ้น เมื่อมีฝนตกมากน้ำก็จะไหลลงไปในหนอง น้ำบางส$วนก็จะไหลล0นไป และอีกส$วนหนึ่งเก็บกักไว0ในหนองและบึง ซึ่งสามารถจะนำมาใช0ประโยชนK ในการเกษตรกรรมได0ในฤดูแล0ง


64 ภาพที่ 14 การขุดลอกหนอง บึง 1.2.11 ประตูระบายน้ำ เป^นวิธีการปúดกั้นล้ำน้ำลำคลองที่มีขนาดใหญ$และมีน้ำไหลในฤดูน้ำหลาก เป^นจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงคKเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลากไว0ใช0ในฤดูแล0ง ขณะเดียวกันก็มีบาน ระบายเปúด – ปúด ให0สามารถระบายน้ำส$วนเกินออกไป ภาพที่ 15 ประตูระบายน้ำ 2. วิธีการให.น้ำทางการเกษตร 2.1 ความหมายของการให*น้ำ การให0น้ำ หมายถึง การนำน้ำจากแหล$งใด ๆ มาให0แก$พืชที่เพาะปลูกเพื่อเสริม หรือ ทดแทนน้ำฝน 2.2 ความสำคัญของการให*น้ำ 2.2.1 เพื่อให0ดินมีความชุ$มชื้นพอเหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช 2.2.2 เพื่อให0พืชมีน้ำใช0ตลอดการเพาะปลูก 2.2.3 เพื่อชะล0างและละลายเกลือในดินในเขตรากพืช 2.2.4 สามารถปลุกพืชได0หลายครั้งต$อป° 2.2.5 เพื่อทำให0ดินอ$อน นุ$ม สะดวกต$อการเตรียมดินและรากสามารถขยายตัวดีขึ้น 2.3 วิธีการให*น้ำ


65 การให0น้ำแก$พืชนั้นสามารถทำได0หลายวิธี ดังนี้ 2.3.1 การให*น้ำเหนือผิวดิน (Oversurface irrigation) เป^นการให0น้ำแก$ดินเหนือต0นพืชมีหลายวิธีการ เช$น ระบบฝนโปรย (Sprinkler) ระบบให0น้ำแบบหยด (Drip irrigation) ระบบให0น้ำแบบมินิสปริงเกอรKเจ็ทสเปรยKและไม โครเจ็ทประสิทธิภาพการให0น้ำระหว$าง 60-98 เปอรKเซ็นตK ข0อดีของการให0น้ำแบบหยดและมินิสปริง เกลอรKเป^นการจัดการน้ำแบบประหยัดที่ช$วยประหยัดน้ำได0มากโดยการให0น้ำแก$พืชครั้งละน0อยๆ แต$ บ$อยครั้งด0วยอัตราที่ต่ำและไม$ครอบคลุมเต็มพื้นที่บริเวณรากพืชทั้งหมดจึงมีวัชพืชขึ้นน0อย ประหยัด แรงงานในการให0น้ำและการดูแลรักษา 2.3.1.1 การให0น้ำแบบสปริงเกอรK คือ การให0น้ำโดยการฉีดน้ำออกจากหัว สปริงเกอรKขึ้นไปบนอากาศ แล0วให0เม็ดน้ำตกลงมาบนแปลงเพาะปลูก โดยมีรูปทรงการแพร$กระจาย ของเม็ดน้ำอย$างสม่ำเสมอ มีลักษณะเช$นเดียวกับฝน ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ และข0อจำกัด ของระบบการให0น้ำแบบสปริงเกอรK ดังแสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. เหมาะกับพืชทุกชนิด ยกเว0น ข0าว 1. ให0ปุ>ย สารเคมีปmองกันและ กำจัดศัตรูพืชพร0อมการให0น้ำ ได0 1. กระแสลมที่พัดจะทำให0 ละอองน้ำที่พ$นออกมาไม$ สม่ำเสมอ 2. เหมาะกับดินทุกชนิดที่มี อัตราการซึมน้ำสูงกว$าอัตราที่ ทำการให0น้ำ 2. ปmองกันความเสียหายของ พืชที่เกิดจากความเย็นและ ความร0อน 2. น้ำจะต0องสะอาด มีระบบ กรองอย$างดี 3. ใช0แรงงานน0อยกว$าวิธีอื่น 3. ท$อประธานและท$อแขนงที่ ไม$ได0ฝjงดินอาจกีดขวางการไถ พรวน 3. เหมาะพิเศษสำหรับดิน ทรายที่มีการดูดซึมสูง 4. พื้นที่ลาดชัน ไม$สม่ำเสมอ ปรับพื้นที่ไม$ได0 ภาพที่ 16 การให0น้ำระบบสปริงเกอรK


66 2.3.1.2 การให0น้ำแบบหยด คือ การให0น้ำแก$พืชทีจุดใดจุดหนึ่ง หรือหลาย ๆ จุด บนผิวดิน หรือในเขตรากพืช โดยอัตราการให0นั้นไม$มากพอทีจะทำให0ดินในเขตรากพืชเป°ยกชุ$ม เป^น บริเวณกว0าง แต$จะทำให0ดินมีแรงดึงความชื้นต่ำอยู$ ซึ่งความเหมาะสมอลักษณะสำคัญ และ ข0อจำกัด ของระบบการให0น้ำแบบหยด ดังแสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. พื้นที่มีปริมาณน้ำจำกัดหรือ มีราคาสูง 1. น้ำไหลซึมอยู$บริเวณ 1. มีปjญหาการอุดตันของหัว จ$ายน้ำ 2. เหมาะกับพืชที่มีรากตื้น เช$น พืชผักชนิดต$าง ๆ 2. ลดปjญหาวัชพืช 2. สัตวKอาจกัดแทะกัดท$อระบบ ให0น้ำ 3. ใช0ได0กับดินเกือบทุกชนและ ต0องการให0ดินมีความชื้นสูง ตลอดเวลา 3. ใช0แรงงานในการให0น้ำ 3. ความเข0มของเกลือที่เกิดขึ้น บริเวณรอบนอกของส$วนที เป°ยกชื้นอาจเป^นอันตรายต$อ พืชไร$ 4. ให0ปุ>ย สารเคมี พร0อมการให0 น้ำได0 4. ค$าลงทุนครั้งแรกค$อนข0างสูง เพราะต0องมีอุปกรณKหลายอย$าง 5. แรงดันทีใช0ส$งไปตามท$อทำ ให0พลังงานที่ใช0ในการสูบน้ำ ลดลง 6. การกัดเซาะพังทลายของ ดิน และการสูญเสียธาตุอาหาร ในดินลดลง 7. การจัดการน้ำทำได0อย$าง ประสิทธิภาพ เพราะรากพืช ได0รับน้ำด0วยปริมาณทีแน$นอน ไม$มีการสูญเสียน้ำจากการไหล ไปตามผิวดินหรือไหลเลยเขต รากพืชลงไปใต0ดิน


67 ภาพที่ 17 การให0น้ำระบบน้ำหยด 2.3.2 การให*น้ำทางผิวดิน (Surface irrigation) เป^นการให0น้ำโดยการขังหรือปล$อยให0ไหลไปตามผิวดินและซึมเข0าไปในดินตรงจุ ที่ น้ำขังหรือไหลผ$านเพื่อเก็บความชื้นไว0ให0แก$พืชเช$นการให0น้ำ โดยปล$อยท$วมผิวดินผืนใหญ$และการให0 น้ำแบบร$องประสิทธิภาพของการให0น้ำมีเพียง 40-50 เปอรKเซ็นตKการให0น้ำแก$พืชทางผิวดินโดยปล$อย ท$วมหรือปล$อยมาตามร$องเป^นวิธีการให0ใช0กันมานานและมีประสิทธิภาพน0อยกว$าการให0น้ำเหนือผิว ดินและทางใต0ดินแต$ก็เหมาะสมสำหรับพืชบาง เช$น การปลูกข0าวิดเป^นต0นโดยแบ$งการให0น้ำทางผิว ดินได0เป^น 2 ลักษณะ คือ 2.3.2.1 การให*น้ำท#วมเปkนผืน ซึ่งมีรูปแบบต$างๆ ดังนี้ 1) ท$วมเป^นผืนยาว ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ และ ข0อจำกัด ของระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. พืชที่ปลูกชิดกันหรือปลูก โดยการหว$านเมล็ดในสภาพ การปลูกพืชทั่วไป หรือพืชที่ ต0องมีน้ำขังอยู$ในแปลง เช$น ข0าว 1. ให0ประสิทธิภาพในการให0น้ำ สูง ถ0าออกแบบและให0น้ำอย$าง ถูกต0อง 1. สภาพพื้นที่ควรราบเรียบ และมีความลาดเทสม่ำเสมอ 2. พืชที่ไม$ต0องการการไถ พรวน 2. สามารถออกแบบแปลงให0 เหมาะสมกับเครื่องมือหรือ เครื่องจักรที่นำไปใช0งาน 2. พืชต0นเล็ก ๆ อาจได0รับ ความเสียหายได0ในขณะให0น้ำ 3. ดินเกือบทุกชนิดที่สามารถ ขังน้ำได0ไม$สูงและไม$ต่ำมากนัก 3. หากจำเป^นต0องมีการระบาย น้ำออกจากแปลง ก็สามารถ ระบายได0รวดเร็ว 3. ดินบางชนิดอาจแตกระแหง หลังจากมีการท$วมผิวดินแล0ว ปล$อยให0แห0ง 4. พื้นที่ลาดเทน0อยกว$า 0.5% สำหรับพืชทั่วไป และไม$เกิน 4%สำหรับพืชต0นเตี้ยชิดดิน 4. ใช0แรงงานในการให0น้ำไม$มาก 4. ไม$เหมาะสมสำหรับดิน ทรายเพราะมีการสูญเสียน้ำ


68 เนื่องจากการซึมในเขตรากพืช มาก ภาพที่ 18 การให0น้ำท$วมเป^นผืนยาว 2) ท$วมเป^นผืนราบหรือท$วมเป^นอ$าง ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะ สำคัญ และข0อจำกัดของระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. ดินมีอัตราการซึมน้ำขนาด ปานกลางจนถึงการซึมต่ำ 1. ประสิทธิภาพในการให0น้ำสูง 1. ต0องมีการปรับระดับพื้นให0 ราบและสม่ำเสมอตลอดทั้ง แปลง 2. พื้นที่ราบเรียบหรือมีความ ลาดเทเพียงเล็กน0อย 2. ไม$มีการสูญเสียน้ำเนื่องจาก การไหลออกจากพื้นที่เพาะปลูก ด0านท0ายแปลงดังนั้นจึงไม$ จำเป^นต0องมีระบบระบายน้ำ ท0ายแปลงอีก 2. ถ0าความเร็วลมเกินกว$า 25 – 30 กม. / ชม. เป^นการยาก ที่จะให0น้ำ ถ0าแปลงมีขนาด ใหญ$ และลมพัดในทิศตรงข0าม กับการไหลของน้ำ 3. ใช0ได0กับพืชเกือบทุกชนิด 3. การให0น้ำแบบนี้ใช0ได0เกือบ ทั้งหมด และไม$มีการไหลบ$า 3. ต0องการอัตราการให0น้ำสูง มาก สูงกว$าแบบให0น้ำเป^นผืน ยาว 4. จะต0องควบคุมระดับดินใน แปลงให0อยู$ในแนวราบเสมอ


69 ภาพที่ 19 การให0น้ำท$วมเป^นผืนราบหรือท$วมเป^นอ$าง 3) ท$วมเป^นผืนตามแนวเส0นขอบเนิน ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะ สำคัญ และข0อจำกัด ของระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. พื้นที่ควรจะเป^นดินที่มีเนื้อ ดินขนาดปานกลางถึงดินที่มี เนื้อละเอียด 1. สามารถให0น้ำได0อย$าง สม่ำเสมอ ประสิทธิภาพในการ ให0น้ำสูงถ0าหากได0รับการ ออกแบบและให0น้ำอย$างถูกต0อง 1. ไม$เหมาะสมกับดินที่ยอมให0 น้ำผ$านปานกลาง หรือเร็วมาก 2. พื้นที่ควรราบเรียบและ สม่ำเสมอ และความลาดเท สูงสุดไม$เกิน 1% (น0อยกว$า 0.5% จะยิ่งดี) 2. ถ0ามีน้ำมากจนต0องระบาย ออก สามารถนำไปใช0กับพ0นที่ต่ำกว$า ได0 2.คันดินกั้นน้ำอาจถูกเซาะ เสียหาย 3. พืชที่จะให0น้ำควรทนอยู$ใน สภาพที่น้ำขังได0นานกว$า 12 ชั่วโมง 3. ต0องการอัตราการให0น้ำสูง 4. เหมาะสำหรับข0าว และพืช อื่นๆ เช$น ฝmาย ข0าวโพด ธัญพืช ถั่ว และหญ0าเลี้ยงสัตวK 4. ไม$สามารถให0น้ำครั้งละ น0อยๆ ได0อย$างมีประสิทธิภาพ (น0อยกว$า 50 มิลลิเมตร) ภาพที่ 20 การให0น้ำท$วมเป^นผืนตามแนวเส0นขอบเนิน


70 4) ท$วมจากคูตามแนวเส0นขอบเนิน ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะ สำคัญ และข0อจำกัด ของระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตารางท$วมจากคูตามแนวเส0นขอบเนิน ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. เหมาะสำหรับพืชปลูกชิดกัน ทุกชนิด พืชที่ไม$ต0องการการไถ พรวน หรือยกร$องอีก ยกเว0น ข0าว 1. ลงทุนต่ำสุด 1. ประสิทธิภาพในการให0น้ำ ค$อนข0างต่ำ 2. ดินมีอัตราการซึมค$อนข0าง สูง 2. พืชล0มลุกสะดวกต$อการเก็บ เกี่ยว เพราะระบายน้ำลงคูได0 ง$าย 2. ต0องอาศัยลำน้ำขนาดใหญ$ ใช0แรงงานมากในการปรับพื้นที่ 3. เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการ ลาดเทของพื้นที่ 0.5 – 1.5% 3. พืชต0นเล็ก ๆ อาจจะได0รับ ความเสียหาย ถ0าดินนั้น แตกระแหงหลังจากการให0น้ำ ภาพที่ 21 การให0น้ำท$วมจากคูตามแนวเส0นขอบเนิน 2.3.2.2 การให*น้ำท#วมในร#องคู 1) ร$องคูลาด ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ และข0อจำกัด ของ ระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. พืชปลูกเป^นแถว เช$น สวน ผัก 1. ใช0ร$องเล็กหรือร$องใหญ$ ขึ้นอยู$กับอัตราการส$งน้ำ 1. ใช0แรงงานในการให0น้ำมาก 2. เหมาะกับดินทุกชนิด ยกเว0น ดินทราย 2. ในกรณีที่มีการระบายน้ำ อาจใช0ร$องน้ำระบายน้ำที่ทด เข0ามาเกิน หรือฝนที่ตกเกินได0 2. พื้นที่ต0องมีความลาดเท สม่ำเสมอ


71 3. พื้นที่ควรมีการลาดเทไม$เกิน 2% 3. สามารถใช0ได0กับวิธีการส$ง น้ำทุกรูปแบบ 3. ไม$เหมาะสมกับการให0น้ำ น0อย ๆ เพื่อให0เมล็ดงอก 4. พื้นที่ที่มีฝนตกชุกความลาด เทของร$องคูไม$ควรเกิน 0.5% รวดเร็ว ภาพที่ 22 การให0น้ำแบบร$องคูลาด 2) ร$องคูราบ ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ และข0อจำกัด ของ ระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. ดินมีอัตราการดูดซึมปาน กลางหรือช0า ความสามารถใน การอุ0มน้ำปานกลางหรือสูง 1. ปริมาณน้ำที่ให0สามารถปรับ เข0ากับความผันแปรของ ฤดูกาลได0 โดยเปลี่ยน ระยะเวลาการให0น้ำหรือขนาด ร$องน้ำ 1. ไม$เหมาะในบริเวณที่มี กระแสลมมากกว$า 25 – 30 กม. / ชม. โดยมีทิศทวนกับ การส$งน้ำ เพราะจะทำให0เกิด การกัดเซาะ 2. พื้นที่ราบเรียบสม่ำเสมอ 2. เครื่องมือทางการเกษตร ทำงานได0สะดวก 2. คันร$องน้ำ และร$องน้ำควร ตั้งฉากกับทิศการพัดของลม 3. พื้นที่ปลูกเป^นแถว 3. ถ0ามีฝนตกหนาแน$นสามารถ นำน้ำฝนมาใช0ได0 3. จะต0องคอยคุมระดับดิน และรูปทรงของร$องคูให0คง สภาพตามที่ออกแบบไว0อยู$ เสมอ 4. พื้นที่หว$านเมล็ดต0องมีการ ยกร$อง และให0น้ำก$อน 4. การชะล0างเกลือออกจาก หน0าดินทำได0ง$าย


72 ภาพที่ 23 การให0น้ำแบบร$องคูราบ 3) ร$องคูตามเส0นขอบเนิน ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ และ ข0อจำกัด ของระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. ใช0ได0กับพื้นที่ ที่มีความลาด เททั่วไป ยกเว0นพื้นที่ที่เป^นดิน ทรายหรือดินที่มีการ แตกระแหงเมื่อแห0ง 1. มีความสม่ำเสมอในการให0 น้ำดี 1. ต0องตรวจสอบตลอดว$ามีน้ำ ไหลล0นข0ามจากร$องที่สูงไปยัง ร$องที่ต่ำอยู$เสมอ 2. เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความ ลาดเทสม่ำเสมอทั้งสองด0าน ของ พื้นที่ 2. มีประสิทธิภาพในการให0น้ำ สูงถ0าได0รับการออกแบบและ ให0น้ำดี 2. น้ำฝนจะเป^นปjญหาในเรื่อง การไหลของน้ำข0ามร$อง 3. เหมาะสำหรับพืชที่ปลูกเป^น แถวเกือบทุกชนิด 3. ในพื้นที่ที่มีการให0 น้ำมาก การให0น้ำแบบนี้จะเกิดการกัด เซาะน0อยกว$าการให0น้ำแบบ ร$องคูลา 3. ร$องจะต0องไม$ยาวมากนัก เพื่อที่จะได0รับการระบายน้ำที่ เหลือออก โดยไม$เกิดการกัด เซาะที่รุนแรง และต0องการร$อง ระบายน้ำที่มีการปmองกันอย$างดี 4. จะต0องมีการปmองกันการกัด เซาะในคูส$งน้ำด0วย เพราะคูมี ความลาดเทมาก 5. เสียเวลาในการวางร$องคูมาก 6 . เ ค ร ื ่ อ ง จ ั ก ร อ ุ ป ก ร ณK การเกษตร นำเข0าไปในพื้นที่ได0 ยาก


73 ภาพที่ 24 การให0น้ำแบบร$องคูตามเส0นขอบเนิน 4) ร$องคูเล็ก ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ และข0อจำกัด ของ ระบบการให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. พื้นที่ราบเรียบ ความลาดเท ระหว$าง 1 – 8% มีฝนตกน0อย 1. ร$องคูเป^นร$องน้ำขนาดเล็ก ตื้น ระยะห$างเท$ากันตามขวาง ของพื้นที่ 1. ไม$เหมาะกับบริเวณฝนชุก ต0องมีการลอกร$องอย$างน0อยป° ละครั้ง 2. ร$องลูกฟูกต0องลาดเทไปทิศ เดียวกับการส$งน้ำ 2. ระยะเวลาการส$งน้ำจำนวน แรกต0องมีอัตราสูงกว$าอัตรา การดูดซึมของดิน 3. เหมาะกับพืชปลูกชิดกัน ไม$ มีการไถพรวน และปลูกด0วย การหว$าน 3. หลังจากนั้นมีการปรับน้ำ เพื่อปmองกันน้ำท$วม 4. ดินเนื้อละเอียด หรือเนื้อดิน หยาบปานกลาง ทำให0ดินแห0ง หรือแตกระแหง 5. เพราะผิวดินส$วนน0อยที่ เป°ยก จึงลดการแตกระแหง


74 ภาพที่ 25 การให0น้ำแบบร$องคูเล็ก 2.3.3 การให*น้ำทางใต*ดิน (Sub-Surface irrigation) เป^นการให0นำแก$พืชโดยส$งเข0าไปทางใต0ดินเพื่อให0ระดับน้ำใต0ดินนี้มาอยู$ใน ระดับที่น้ำจะไหลซึมขึ้นมาที่บริเวณรากพืชและสามารถดูดซึมได0ประสิทธิภาพของการให0น้ำ 30-50 เปอรKเซ็นตKแต$อาจถึง 70-80 เปอรKเซ็นตKในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการชลประทานแบบนี้อาจให0โดยระบบ ท$อใต0ดิน หรือขุดเป^นคูจ$ายน้ำทางใต0ดิน ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 40 เปอรKเซ็นตKแต$ถ0าใช0ระบบการให0 น้ำด0วยการวางท$อใต0ดินประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นถึง 60 เปอรKเซ็นตKการจัดการน้ำใต0ดินนี้หมายถึงน้ำ บาดาลซึ่งเป^นน้ำที่อยู$ใต0ดินลึกแตกต$างกัน แล0วแต$สภาพพื้นที่ปjจจุบันมีการนำมาใช0ประโยชนKมากขึ้น เนื่องจากเกิดการขาดแคลนน้ำ การนำไปใช0ในการเกษตรต0องลงทุนสูง และถ0านำขึ้นมาใช0มาก จนเกินไปก็เกิดผลเสียได0โดยอาจทำให0พื้นที่บริเวณขุดบ$อบาดาลทรุดตัวลงเสียหายได0เช$น โครงการใช0 น้ำบาดาลเพื่อการเกษตรที่จังหวัดสุโขทัยเป^นต0น การจัดการน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต$น้ำฝนจนถึงน้ำใต0 ดิน เป^นการจัดการน้ำแบบครบวงจร ถ0าจัดการน้ำได0ทุกขั้นตอน ตั้งแต$พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง พื้นที่มี ความลาดชันต่ำและที่ราบลุ$มจะมีปริมาณน้ำเหลือใช0เพื่อการเกษตรมากขึ้นสามารถเพิ่มพื้นที่ทำ การเกษตรได0มากขึ้น และทำให0ระบบการผลิตมีความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีวิธีการให0น้ำทางใต0ผิวดินด0วยวัสดุที่หาง$ายและราคาถูก เกษตรกรทั่วไปก็สามารถปฏิบัติได0เช$น การให0น้ำด0วยตุ$มดินเผา การให0น้ำด0วยขวดพลาสติกหรือขวด แก0วหรือแกลลอนน้ำมันเครื่องใช0แล0วซึ่งเหมาะสมสำหรับไม0ยืนต0น และไม0ผลที่ทนแล0ง ซึ่งต0องการน้ำ ในระยะ 2-3 ป°แรกของการเจริญเติบโต เมื่อตั้งตัวดีแล0วก็สามารถเจริญเติบโตต$อไปได0 ปjจจุบันการ จัดการน้ำควรมีการจัดการอย$างมีประสิทธิภาพเพื่อให0สอดคล0องกับสถานการณKความแห0งแล0งและ เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพของเกษตรกร เช$น นาข0าวก็ควรให0น้ำแบบปล$อยท$วม ไม0ผลหรือพืชผัก ก็ควรให0น้ำแบบหยดหรือมินิสปริงเกลอรKเพื่อประหยัดน้ำแต$ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความพร0อมของเกษตรกรด0วย ภาพที่ 26 การให0ทางใต0ผิวดินด0วยการฝjงโอ$งใต0ผิวดิน วิธีการเพิ่มระดับน้ำใต0ดินอาจทำได0 2 แบบ คือโดยการให0น้ำในคู และการ ให0น้ำไหลเข0าในท$อที่ฝjงไว0ใต0ดิน แต$วิธีที่นิยมกัน คือ วิธีการให0น้ำในคู คูดังกล$าวจะขุดขึ้นตามเส0นขอบ เนินโดยให0ระยะห$างระหว$างคูไม$ห$างกันมากนัก เพื่อที่ว$าน้ำจะไหลซึมเข0าไปในดินและระบายออกได0


75 อย$างรวดเร็วเมื่อสิ้นสุดการให0น้ำ คูนี้จะเชื่อมต$อกับคูส$งน้ำที่ซึ่งมีอาคารชลประทานคอยควบคุมระดับ น้ำในคูทั้งสองให0อยู$ในระดับที่ต0องการ ซึ่งความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ และข0อจำกัด ของระบบการ ให0น้ำแบบนี้ แสดงในตาราง ความเหมาะสม ลักษณะสำคัญ ข*อจำกัด 1. เหมาะกับดินที่มีเนื้อชนิดเดียวกัน 1. ใช0กับดินที่มีความสามารถในการ อุ0มน้ำต่ำ และอัตราการดูดซึมสูง ซึ่งไม$สามารถให0น้ำทางผิวดินได0 1. ไม$สามารถใช0ได0ดีกับน้ำที่มี เกลือผสมอยู$มาก 2. เนื้อดินมีการดูดซึมน้ำมาก พอที่จะปล$อยให0น้ำไหลลงในดิน ได0 เร็วทั้งแนวราบและแนวดิ่ง 2. การระเหยน้ำจากผิวดินต่ำ 2. พื้นที่ข0างเคียงจะต0องมีการให0 น้ำวิธีนี้ด0วย เพราะอาจเกิด ปjญหาเรื่องการระบายน้ำ 3. พื้นที่ควรจะราบเรียบและเกือบ อยู$ในแนวราบ 3. สามารถควบคุมน้ำใต0ดินให0อยู$ใน ระดับที่จะเป^นประโยชนKต$อพืชที่ อายุต$าง ๆ ได0 3. การงอกของเมล็ดอาจจะไม$ สม่ำเสมอ ถ0าไม$มีการควบคุม ระดับน้ำใต0ดินให0มีการซึมอย$าง สม่ำเสมอ 4. พืชที่เหมาะสม คือ ผัก พืชไร$ หญ0าเลี้ยงสัตวK และไม0ดอกต$างๆ แต$ ไม$เหมาะสมกับไม0ผลและไม0ยืนต0น 4. สามารถใช0เป^นระบบระบายน้ำ ได0ด0วย 4. สามารถใช0ได0กับพืชเพียงบาง ชนิด ไม$เหมาะสมกับพืชที่มีราก ลึกและพืชยืนต0น 5. ต0องการแรงงานในการให0น้ำ น0อย 5. ปุ>ยที่ให0แก$พืชแผ$กระจายไป ทั่วรากพืชได0ช0ากว$าแบบให0น้ำ ทางผิวดินหรือแบบสปริงเกอรK 6. ประสิทธิภาพในการให0น้ำสูง 3. การระบายน้ำในพื้นที่การเกษตร แนวทางการระบายน้ำออกจากทุ$ง (นาข0าว) และในพื้นที่ที่มีน้ำท$วมขัง มีข0อควรพิจารณา และปฏิบัติดังนี้ 3.1 กรณีที่น้ำยังไม#เน#าเสีย 3.1.1 ควรระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็ว เนื่องจากหากทิ้งไว0เป^นเวลานานจะทำ ให0น้ำในทุ$ง และน้ำที่ท$วมขังเกิดการเน$าเสีย โดยเฉพาะท0องทุ$งที่มีการปลูกข0าว หากข0าวล$มจมน้ำจะยิ่ง เพิ่มความสกปรก ทำให0มีค$า BOD สูงขึ้น 3.1.2 ควรมีการวางแผนรับและระบายน้ำให*เหมาะสมกับสภาพของปåญหาในแต# ละพื้นที่ โดยประสานงานกับหน$วยงานที่เกี่ยวข0องเพื่อวางแผนร$วมกัน


76 3.1.3 ในพื้นที่ที่ได*รับอิทธิพลจากน้ำทะเล ควรเพิ่มมาตรการการผลักดันน้ำลงสู$ ทะเลให0เร็วและเพิ่มขึ้น และปmองกันน้ำทะเลหนุน 3.2 กรณีที่น้ำเน#าเสีย การระบายน้ำที่เน$าเสียลงสู$แม$น้ำ จะทำให0เกิดปjญหาคุณภาพน้ำในแหล$งน้ำขึ้นได0 ดังนั้น ควรมีการดำเนินการ ดังนี้ 3.2.1 ก#อนการระบายน้ำ หน$วยงานที่เกี่ยวข0องควรจัดทำข0อมูลต$าง ๆ เช$น ผลการ ตรวจสอบคุณภาพน้ำเบื้องต0นในพื้นที่น้ำท$วมขัง การกำหนดวันที่จะระบายน้ำ ปริมาณน้ำที่จะระบาย เป^นต0น เพื่อประชาสัมพันธKให0ประชาชนในพื้นที่รับทราบ เป^นการเตรียมการรับมือกับปjญหาที่อาจจะ เกิดขึ้นจากการระบายน้ำเน$าเสีย ซึ่งจะทำให0เกิดปjญหาคุณภาพน้ำของแม$น้ำ ส$งผลกระทบต$อแหล$ง น้ำดิบเพื่อการประปา และผู0ใช0น้ำในการประกอบอาชีพ เช$น ผู0เลี้ยงปลาในกระชัง เป^นต0น และจัดทำ ช$องทางเผยแพร$ข0อมูลข$าวสารให0กว0างขวางผ$านสื่อต$าง ๆ และผู0นำชุมชน 3.2.2. หากพบว#าน้ำเริ่มเน#าเสีย (โดยสังเกตจากค$า DO ต่ำกว$า 2 มิลลิกรัมต$อลิตร) สามารถประสานงานกับหน$วยงานที่เกี่ยวข0องเพื่อบำบัดน้ำเสียเบื้องต0น โดยใช0สารบำบัดน้ำเสียและ กลิ่นเหม็นจาก โดยใช0 พด. 6 หรือสารบำบัดน้ำเสียในท0องถิ่นก$อนระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท$วมขัง ซึ่งจะช$วยปmองกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นท0ายน้ำ 3.2.3. การระบายน้ำเสียลงสู#แม#น้ำ มีวิธีการดำเนินการ ดังนี้ 3.2.3.1 เพิ่มอัตราการเจือจางน้ำเสียของแหล$งน้ำ เช$น ในช$วงที่มีการ ระบายน้ำเสียออกจากทุ$ง หรือพื้นที่น้ำท$วมขัง อาจเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนต$าง ๆ เพื่อช$วยเจือจาง และไล$น้ำเสียให0เร็วที่สุด อย$างไรก็ตามต0องคำนึงถึงผลกระทบต$อพื้นที่ท0ายน้ำด0วย 3.2.3.2 ไม$ควรระบายน้ำลงสู$แม$น้ำต$อเนื่องกัน ควรหยุดระบายเป^นระยะ ๆ เพื่อให0แม$น้ำสามารถฟอกตัวเอง และเจือจางความสกปรกได0อย$างเหมาะสม 3.2.3.3 ไม$ควรระบายน้ำในเวลากลางคืน เนื่องจากในเวลากลางคืนปริมาณ ออกซิเจนในน้ำจะลดระดับลงมากกว$าในช$วงเวลากลางวัน เนื่องมาจากในช$วงเวลากลางคืนไม$มีการ สังเคราะหKแสงของพืชน้ำ แต$จะมีการใช0ออกซิเจนจากการหายใจของพืชและสัตวKน้ำ จะทำให0สัตวKน้ำ ขาดออกซิเจนได0 สรุป การจัดการน้ำหรือการใช0น้ำในการเกษตรให0เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด0วย ปริมาณน้ำ ที่พืชต0องการเพื่อการเจริญเติบโต และการเก็บกักน้ำในพื้นที่เกษตร ซึ่งต0องเพียงพอต$อการ เจริญเติบโตของพืช รวมถึงวิธีการให0น้ำทางการเกษตร ทั้งการให0น้ำเหนือผิวดิน ได0แก$ การให0น้ำแบบ สปริงเกอรK และการให0น้ำแบบหยด การให0น้ำทางผิวดิน ได0แก$ วิธีการให0น้ำแบบท$วมเป^นผืนต$างๆ


77 และการให0น้ำทางใต0ดิน นอกจากนี้การระบายน้ำในพื้นที่เกษตรก็มีความสำคัญ ต0องมีการจัดการให0 เกิดประสิทธิภาพ เอกสารอ.างอิง กรมพัฒนาที่ดิน. (2541). ความรู0เรื่องหญ0าแฝก. เอกสารวิชาการ กองอนุรักษKดินและน้ำ, กรุงเทพฯ. คณาจารยKภาควิชาปฐพีวิทยา. (2541). ปฐพีวิทยาเบื้องต0น. สำนักพิมพKมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรK, กรุงเทพฯ. คณาจารยKภาควิชาปฐพีวิทยา. (2541). ปฐพีวิทยาเบื้องต0น พิมพKครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพK มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรK. ทัศนียK อัตตะนันทนK และประทีป วีระพัฒนนิรันดรK. (2554). ธรรมชาติของดินและปุ>ย พิมพKครั้งที่ 10. โครงการรวมพลังพลิกฟ`õนผืนดินเกษตรไทย. กรุงเทพฯ : กร ครีเอชั่น. สุเทพ ทองแพ. (มปป). ดิน-ปุ>ย-น้ำ เพื่อการเกษตร. เอกสารประกอบการอบรมฯ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรK. กรุงเทพฯ. 52 น.


Click to View FlipBook Version