ใบงาน
คณุ ธรรม จริยธรรมของลกู เสือ
เร่ืองที่ 1 คำปฏิญาณ และกฎของลกู เสือ
คำชแี้ จง ใหผ้ ู้เรียนอธบิ ายความหมายของคำปฏญิ าณของลูกเสอื ดังต่อไปนี้
ขอ้ คำปฏญิ าณของลูกเสือ ความหมายของคำปฏิญาณของลูกเสือ
………………………………………………
1 ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา ……………………………………………………………
พระมหากษัตริย์ ……………………………………………………………
………………………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………………………
………………………………………………………………
2. ขา้ จะชว่ ยเหลือผ้อู ืน่ ทกุ เม่ือ ………………………………………………………………
………………………………………………………………
………………………………………………………………
………………………………………………………………
………………………………………………………………
3. ขา้ จะปฏิบัติตามกฎของลกู เสือ ………………………………………………………………
……………………………………………………………
………………………………………………………………
ใบงาน
ให้ผเู้ รยี นเขียนคติพจนแ์ ละกฎของลูกเสือ ดงั ต่อไปน้ี
1. คติพจนท์ ่วั ไปของลกู เสือ คอื ………………………………………………………………………
2. คตพิ จนข์ องลูกเสือแต่ละประเภท
3. คติพจนข์ องลูกเสือสำรอง คือ ………………………………………………………...
4. คตพิ จน์ของลูกเสือสามัญ คอื …………………………………………………………
5.คตพิ จนข์ องลกู เสือสามญั รุ่นใหญ่ คอื ………………………………………………
6.คติพจน์ของลูกเสือวสิ ามัญ คือ ……………………………………………………….
2. กฎของลกู เสือ คืออะไร และประกอบดว้ ยอะไรบ้าง จงอธิบายมาพอเข้าใจ
..………………………………………………………………………………………………….....…………
………………………………………………………………………………………………………………............………
…………………………………………………………………………………………………………………............……
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบงาน
คุณธรรม จรยิ ธรรม จากคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ
คำชแี้ จง ให้ผู้เรยี นจบั คู่ค าอธบิ ายความหมายของคุณธรรม จรยิ ธรรมจากคำปฏญิ าณ
และกฎของลูกเสือ ทม่ี ีความหมายตรงกัน
ขอ้ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ขอ้ ความหมายของคณุ ธรรม
จรยิ ธรรม
ความจงรักภกั ดีต่อชาติ ศาสนา ก. ความรักใคร่ กลมเกลียวกันด้วย
1. พระมหากษัตรยิ ์ ความจริงใจ
(ข้อ.....................)
2. ความรบั ผิดชอบต่อหน้าท่ี ข. ละเว้นพฤติกรรมช่วั รา้ ย
(ข้อ.....................)
3. ความมรี ะเบยี บ วนิ ยั ค. ปฏบิ ตั ติ นทางกาย วาจา จิตใจ
(ข้อ.....................) ท่ตี รงไปตรงมา
4. ความซือ่ สตั ย์ ง. เปน็ ผู้รแู้ ละปฏบิ ตั ติ ามแบบแผน
(ข้อ.....................)
5. ความเสียสละ จ. ซ่อื สตั ย์ต่อชาติ ทานุบำรงุ ศาสนา
(ข้อ.....................) เทิดทูนพระมหากษัตรยิ ์
6. ความอดทน ฉ. ปฏิบตั กิ จิ การงานของตนเอง
(ขอ้ .....................) ด้วยความมานะพยายาม
7. การไม่ท าบาป ช. ปฏิบตั ิตนโดยการอุทิศก าลงั กาย
(ข้อ.....................) ก าลงั ทรพั ย์ ก าลงั ปัญญา
8. ความสามัคคี ซ. ปฏบิ ตั ิตนเปน็ ผู้ทม่ี จี ติ ใจเข้มแข็ง
(ข้อ.....................)
แผนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ ครงั้ ท่ี ๑๔
รายวชิ า วัสดุศาสตร์ รหัสวิชา พว32034
เรอ่ื ง หลักวสั ดุศาสตร์ จำนวน 6 ชว่ั โมง
วนั ท่ี.............เดือน...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรยี นรู้ระดบั
มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะและเห็นคุณค่าเกีย่ วกับกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สิง่ มชี ีวติ ระบบนเิ วศ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มในท้องถิ่น ประเทศ โลก สาร แรง พลงั งาน
กระบวนการเปลี่ยนแปลง โครงงานวิทยาศาสตรข์ องโลกและดาราศาสตร์ มีจิตวทิ ยาศาสตรแ์ ละนำความรู้
ไปใช้ในการดำเนินชวี ติ
2.ตวั ช้วี ัด
1 บอกความหมายและประเภทของวสั ดไุ ด้
2 สรปุ โครงสร้างและสมบัตขิ องวสั ดไุ ด
3.เน้ือหา
1 ความหมายของวัสดุศาสตร์และประเภทของวสั ดุ
2 สมบัตวิ สั ดุ
4.ข้นั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้
ขัน้ ที่ 1 การกำหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู(้ O: Orientation)
1. ครูตง้ั ประเดน็ เกีย่ วกับความหมายของวสั ดศุ าสตร์และประเภทของวัสดแุ ละสมบัตวิ ัสดุ
ขน้ั ตอนที่ 2 การแสวงหาข้อมลู และการจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
1. ใหผ้ ู้เรยี นแบ่งกลมุ่ ทำการศกึ ษาค้นคว้า ความรู้เกี่ยวกับความหมายของวัสดศุ าสตร์และ
ประเภทของวัสดุและสมบัตวิ ัสดุ
2. ให้ผู้เรียนแบง่ กล่มุ เพ่อื นำเสนอเรือ่ ง 1.ความหมายของวัสดุ 2.ประเภทของวัสดุ 3.สมบตั ิ
วัสดุ
3. นักศึกษารว่ มกันสรุปผลที่ไดจ้ ากการนำเสนอ
4. ครูอธิบายเพ่ิมเติม
ขัน้ ตอนที่ 3 การปฏบิ ัติและนำไปประยุกต์ (I : Implementation)
1. ครูมอบหมายใหผ้ ูเ้ รียนนำเสนอหน้าชัน้ เรียนโดยแบ่งกลุ่ม ดังนี้
กลมุ่ ท่ี 1 ศึกษาข้อมูลความหมายของวัสดุศาสตร์
กล่มุ ที่ 2 ศกึ ษาข้อมูลประเภทของวสั ดุ
กล่มุ ท่ี 3 ศกึ ษาขอ้ มูลสมบตั ิวัสดุ
2. ให้ผู้เรยี นแต่ละกลุ่มตัง้ คำถามในเรื่องท่ีตนเองไดร้ บั มอบหมาย
3. ให้ผู้เรียนทำแบบฝกึ หัดที่สรา้ งขน้ึ
ข้ันตอนที่ 4 ข้ันประเมินผล (E : Evaluation)
1 .ครแู ละผ้เู รยี นร่วมกันตรวจคำตอบ
2. ครูและผเู้ รียนสรปุ ผลการเรยี นร้รู ่วมกนั
5.สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
1. แบบเรียนรายวิชาวัสดศุ าสตร์
2. ใบงาน/แบบฝึกหัด
3.ใบความรู้
4. อนิ เตอรเ์ นต็
6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทึกการเรยี นรู้
3. แบบประเมนิ พฤติกรรม
7.กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนำใหผ้ ูเ้ รียนศกึ ษาเพิ่มเตมิ จากอนิ เตอร์เนต็ และหนงั สอื ทั่วไป
ลงช่ือ………………………………………….ครูผู้สอน วา่ ทร่ี ้อยโท………………………………………
() (ประวติ ร จนิ ตประสาท)
ตำแหนง่ ……………………………………………… ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรู้
เร่ืองที่ 1 ความหมายของวัสดศาสตร์ วัสดุศาสตร์ (Materials Science) คือ การศึกษาท่ี
เก่ียวข้องกับวัสดุ เป็นการนํา ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพ่ืออธิบายถึงความสัมพันธ์
ระหว่างองค์ประกอบ พื้นฐานของวัสดุและสมบัติของวัสดุซ่ึงความรู้ดังกล่าวน้ีจะนํามาผลิตหรือสร้างเป็น
ผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งหาค่าสมรรถนะในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ความรู้ท่ีนํามาใช้น้ันจะมีลักษณะเป็น สห
วทิ ยาการ คือ การใชค้ วามรใู้ นหลาย ๆ แขนงมาร่วมกัน วัสดุศาสตร์จึงย่งิ จําเป็นต้องใช้ ความรหู้ ลายแขนง
วิชา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางฟิสิกส์ เคมีวิศวกรรม ชีววิทยา ไฟฟ้า คณิตศาสตร์หรือ การแพทย์เข้ามาร่วม
กันเพื่อแก้ปัญหาหรืออธิบายส่ิงต่าง ๆ ท่ีเก่ียวเน่ืองกับ วัสดุและสมบัติท่ีสนใจ ประเภทของวัสดุศาสตร์ ใน
ปัจจุบันไม่วา่ วิศวกร นักวทิ ยาศาสตร์หรือนักเทคโนโลยีลว้ นต้องเก่ยี วขอ้ งกบั วสั ดุ (Materials) อยเู่ สมอทั้ง
ในเชิงของผู้ใช้วัสดุผู้ผลิตและผู้ควบคุมกระบวนการผลิต ตลอดจน ผู้ออกแบบท้ังในรูปแบบ องค์ประกอบ
และโครงสร้าง บุคคลเหล่าน้ีจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมถูกต้องจากสมบัติของวัสดุ
เหล่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เมื่อมีความผิดปกติเกิดข้ึนมันเป็นเพราะเหตุใด โดยเฉพาะ
อยา่ งย่ิงในปัจจุบันการคน้ คว้า ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าไปอย่างมาก วัสดุใหมๆ่ ถูก
ผลิตขนึ้ และมีการ ค้นคว้าสมบัติพิเศษของวสั ดุ เพอ่ื ใชป้ ระโยชนม์ ากขึ้น กระบวนการผลิตก็สามารถทําได้
อยา่ ง มีประสทิ ธิภาพ ทาํ ใหร้ าคาของวสั ดุนนั้ ตํา่ ลง
วสั ดุศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
2.1 โลหะ (Metallic materials)
2.2 พลาสติก หรอื พอลเิ มอร์ (Polymeric materials)
2.3 เซรามิก (Ceramic materials)
ใบงาน
1.จงใหค้ วามหมายของวัสดุศาสตร์
............................................................................................................................. ..........................................
...................................................................................................................................................................... .
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
.......................................................................................................................................................................
2.ระบปุ ระเภทของวสั ดุ
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
.................................................................................................................................................................... ...
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
3.สมบัติวัสดคุ อื
............................................................................................................................................................. ..........
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ครัง้ ท่ี 1๕
รายวิชา วัสดุศาสตร์ รหัสวิชา พว32034
เร่อื ง การคัดแยกและการรไี ซเคิลวัสดุ จำนวน 6 ชวั่ โมง
วนั ที.่ ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรยี นร้รู ะดบั
มคี วามรู้ความเข้าใจ ทักษะและเห็นคุณค่าเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สิ่งมีชวี ิต ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มในทอ้ งถน่ิ ประเทศ โลก สาร แรง พลงั งาน
กระบวนการเปลี่ยนแปลง โครงงานวิทยาศาสตรข์ องโลกและดาราศาสตร์ มีจติ วิทยาศาสตรแ์ ละนำความรู้
ไปใชใ้ นการดำเนินชีวติ
2.ตัวช้ีวัด
1. อธิบายวธีกิ ารคดั แยกเศษวัสดุแต่ละประเภทได้
2. อธบิ ายหลัก 3R ในการจดั การวัสดุได้
3. อธิบายวธิกี ารรไี ซเคิลวสั ดแุ ตล่ ะประเภทได้
3.เนื้อหา
1. การคัดแยกวัสดทุ ่ใี ช้แลว้
2. การจัดการวสั ดุดว้ ยการรไี ซเค้ิล
4.ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้
ข้นั ที่ 1 การกำหนดสภาพปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู(้ O: Orientation)
1. ครูตั้งประเด็นการประมาณการและการเลือกใช้วสั ดุอย่างพอเพียงในแต่ละวนั ในชีวติ ประจำวัน
และการมคี ุณธรรมในการค้าขาย ตลอดจนการเลือกใช้บรรจภุ ณั ฑใ์ นการขายสนิ ค้า
ขน้ั ตอนที่ 2 การแสวงหาข้อมูลและการจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning)
1. ให้ผเู้ รียนทำการสบื คน้ ข้อมลู ในการคดั แยกวสั ดใุ นแต่ละประเภท
2. ใหผ้ ้เู รียนค้นคว้าหลัก 3R ในการจดั การวัสดุได้
3. ครูอธบิ ายเพ่ิมเตมิ
ขัน้ ตอนที่ 3 การปฏบิ ตั ิและนำไปประยกุ ต์ (I : Implementation)
1. ครูมอบหมายให้ผู้เรยี นทำใบงานเป็นกลุม่ ดงั นี้ แลว้ นำเสนอหน้าชนั้ เรยี น
กลุม่ ที่ 1 ศึกษาขอ้ มลู การคัดแยกวัสดทุ ี่ใชแ้ ล้ว
กลมุ่ ที่ 2 ศึกษาขอ้ มลู หลกั 3R ในการจดั การวสั ดุ
กลุ่มท่ี 3 ศึกษาขอ้ มลู อธบิ ายวธิ กี ารรีไซเคลิ วสั ดุแต่ละประเภทได้
2. ใหผ้ เู้ รียนแต่ละกลุม่ ต้ังคำถามในเร่ืองทีต่ นเองได้รับมอบหมาย
3. ให้ผเู้ รยี นทำแบบฝึกหดั ทสี่ ร้างขน้ึ
ขนั้ ตอนท่ี 4 ขั้นประเมินผล (E : Evaluation)
1 .ครูและผ้เู รยี นร่วมกันตรวจคำตอบ
2. ครูและผ้เู รยี นสรปุ ผลการเรยี นรู้ร่วมกัน
5.ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
1. แบบเรยี นรายวชิ าวัสดุศาสตร์
2. ใบงาน/แบบฝึกหดั
3.ใบความรู้
4. อนิ เตอร์เนต็
6.การวัดผลและการประเมินผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทกึ การเรียนรู้
3. แบบประเมนิ พฤติกรรม
7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนำให้ผูเ้ รยี นศึกษาเพิ่มเติมจากอินเตอรเ์ นต็ และหนงั สือทัว่ ไป
ลงช่ือ………………………………………….ครผู สู้ อน ว่าทรี่ อ้ ยโท………………………………………
() (ประวติ ร จินตประสาท)
ตำแหนง่ ……………………………………………… ผู้อำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรู้
การคัดแยกวัสดุท่ีใชแล้ว ในการจัดการวัสดุที่ใช้แล้วแบบครบวงจร จําเป็นต้องจัดให้มีระบบการ
คัดแยกวัสดุ ที่ใช้แล้วประเภทต่าง ๆ ตามแต่ลักษณะองค์ประกอบโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนํากลับไปใช้
ประโยชน์ใหม่ สามารถดําเนินการได้ตัง้ แต่แหลง่ กําเนิด โดยจดั วางภาชนะให้เหมาะสม ตลอดจนวางระบบ
การเก็บรวบรวมวัสดทุ ่ีใช้แล้วอย่างมีประสทิ ธิภาพ และสอดคล้องกบั ระบบ การคดั แยกวัสดทุ ่ใี ชแ้ ล้ว พรอ้ ม
ทั้งพิจารณาความจําเป็นของสถานีขนถ่ายวัสดุที่ใช้แล้วและ ระบบขนส่งวัสดุท่ีใช้แล้วไปกําจัดต่อไป
วิธดี าํ เนินการคดั แยก การคดั แยกเศษวัสดุใชแ้ ล้ว โดยมีแนวทางปฏิบัตดิ งั นี้คอื
1. ใช้สเี ปน็ ตัวกาํ หนดการแยกเศษวัสดใุ ช้แล้วแตล่ ะชนิด
2. มภาชนะสสี ำาหรบั บรรจขุ ยะแตล่ ะชนิดตามสที กี่ ําหนด และมเี ชอื กผูกปากถุง เพ่อื ความ
สวยงามและเรียบรอ้ ย
3. มีถงั รองรับถังใสเ่ ปน็ สเี ดียวกัน และแขง็ แรงทนทาน ทําความสะอาดงา่ ย
4. ออกแบบถงั ขยะใหน้ ่าใช้เสมอื นเปน็ เฟอร์นิเจอร์อย่างหน่ึงภายในบ้าน
5. ให้ผู้รว่ มคัดแยกขยะได้มีส่วนได้รับผลประโยชนจ์ ากการคัดแยกขยะ
6. จัดหาถุงและภาชนะรองรบั ให้สมาชกิ ได้ใชโ้ ดยทว่ั ถึงฟรีโดยการใช้ เงนิ กองทนุ หรืองบประมาณ
สนับสนุน
7. ใหผ้ รู้ ่วมคดั แยกขยะได้เปน็ ทยี่ กย่องจากสังคม เช่น ป้ายแสดงการเปน็ สมาชิกของการคัดแยก
ขยะ
8. ให้ชมุ ชน หมบู่ ้าน ท่ีใหค้ วามร่วมมอื อยา่ งดีไดร้ ับการยกย่อง และไดร้ บั การ เชิดชูเกียรติจาก
สังคม
ภาชนะรองรบั วัสดุท่ใี ช้แล้ว
1. ถังขยะ 1. สีเขียว รองรับผัก ผลไม้เศษอาหาร ใบไม้ท่ีเน่าเสียและย่อยสลายได้ สามารถ
นํามาหมักทําปุ๋ยได้มีสัญลักษณ์ท่ีถังเป็นรูปก้างปลาหรือเศษอาหาร 2. สีเหลือง รองรับเศษ
วัสดุท่ีสามารถนํามารีไซเคิลหรือขายได้เช่น แก้ว กระดาษ พลาสติก โลหะ มีสัญลักษณ์เป็น
รูปคนทิ้งกระดาษลงถัง 3. สีแดง หรือสีเทาฝาสีส้ม รองรับเศษวัสดุที่มีอันตรายต่อส่ิงมีชีวิต
และ ส่ิงแวดล้อม เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ขวดยา ถ่านไฟฉาย กระป๋องสีสเปรย์กระป๋องยา
ฆ่า แมลง ภาชนะบรรจุสารอันตรายต่าง ๆ 4. สีฟ้าหรือสีนํ้าเงิน รองรับเศษวัสดุท่ัวไป คือ
วสั ดุท่ีใช้แล้วประเภทอ่ืน นอกจากเศษวัสดุย่อยสลาย เศษวัสดุรีไซเคิล และเศษวัสดุอันตราย
เศษวัสดุท่ัวไปจะมีลักษณะ ที่ย่อยสลายยาก ไม่คุ้มค่าสําหรับการนํากลับไปใช้ประโยชน์ใหม่
เช่น พลาสติกหอ่ ลูกอม ซอง บะหม่สี าํ เรจ็ รปู ถุงพลาสตกิ โฟมและฟอล์ยทเี่ ป้ือนอาหาร
2. เกณฑ์มาตรฐานภาชนะรองรับวัสดุที่ใช้แล้ว 1. ควรมีสัดส่วนของถังวัสดุที่ใช้แล้วจาก
พลาสติกที่ใช้แล้วไม่ตํ่ากว่า ร้อยละ 50 โดยนํ้าหนัก 2. ไม่มีส่วนประกอบสารพิษ (toxic
substances) หากจําเป็นควรใช้ สารเติมแต่งในปริมาณท่ีน้อยและไม่อยู่ในเกณฑ์ท่ีเป็น
อนั ตรายต่อผู้บรโิ ภค
3. มีความทนทาน แข็งแรงตามมาตรฐานสากล 4. มีขนาดพอเหมาะมีความจุเพียงพอต่อ
ปรมิ าณวัสดุทใ่ี ชแ้ ลว้ สะดวก ต่อการถ่ายเทวัสดุท่ใี ช้แล้วและการทําความสะอาด 5. สามารถ
ป้องกัน แมลงวนั หนูแมว สุนัข และสตั วอ์ นื่ ๆ มิให้สัมผัส หรอื คยุ้ เขี่ยวัสดุทีใ่ ชแ้ ลว้ ได้
3. การแปรสภาพวัสดุท่ีใช้แล้ว ในการจัดการวัสดุที่ใชแ้ ล้ว การแปรสภาพวัสดุที่ใช้แล้ว คือ การ
เปล่ียนแปลงสภาพลักษณะทาง กายภาพเพ่ือลดปริมาณเปลี่ยนรูปร่าง โดยวิธีคัดแยกเอาวัสดุที่
สามารถหมุนเวียนใช้ประโยชน์ ได้ออกมา วิธีการบดให้มีขนาดเล็กลง และวิธีอัดเป็นก้อนเพื่อลด
ปริมาตรของวัสดุท่ีใช้แล้วได้ ร้อยละ 20 - 75 ของปริมาตรเดิม ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับประสิทธิภาพของ
เคร่ืองมือและลักษณะของ วัสดุที่ใช้แลว้ ตลอดจนใช้วิธีการห่อหุ้มหรอื การผูกรัดก้อนวัสดทุ ี่ใช้แล้ว
ให้เป็นระเบียบมากย่ิงข้ึน ผลที่ได้รับจากการแปรสภาพมูลฝอยนี้ จะช่วยให้การเก็บรวบรวม ขน
ถ่าย และขนส่งได้สะดวก ข้ึน สามารถลดจํานวนเท่ียวของการขนส่ง ช่วยให้ไม่ปลิวหล่นจาก
รถบรรทุกและช่วยรีดเอาน้ํา 54 ออกจากวัสดุที่ใช้แล้ว ทําให้ไม่มีน้ําชะวัสดุท่ีใช้แล้วรั่วไหล
ในขณะขนส่ง ตลอดจนเพิ่ม ประสิทธิภาพการกําจัดวัสดุที่ใช้แล้วโดยวิธีฝังกลบ โดยสามารถจัด
วางซ้อนได้อย่างเป็นระเบียบ จึงทําให้ประหยัดเวลา และค่าวัสดุในการกลบทับ และช่วยยืดอายุ
การใช้งานของบอ่ ฝงั กลบ
4. หลกั 3R ในการจัดการวัสดุ 3R เปน็ หลักการของการจัดการเศษวัสดุ เพื่อลดปรมิ าณเศษวัสดุ
ได้แก่ รีดิวซ์ (Reduce) คือ การใช้น้อยหรือลดการใช้ รียูส (Reuse) คอื การใช้ซ้าํ และรีไซเคิล
(Recycle) คือ การผลิตใช้ใหม่ ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการลดปริมาณเศษวัสดุในครัวเรือน
โรงเรียน และชมุ ชน
ใบงาน
1.วิธดี ำเนนิ การคดั เลอื กวัสดุท่ีใช้แลว้ มกี ปี่ ระเภท อะไรบ้าง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.ถังขยะ มกี ่สี ี อะไรบ้าง อธิบาย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.หลัก 3R คืออะไร มีอะไรบ้าง จงอธิบาย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
แผนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ ครง้ั ที่ 1๖
รายวิชา วัสดศุ าสตร์ รหสั วิชา พว32034
เร่อื งแนวโนม้ การใช้วัสดุและทิศทางการพฒั นาวัสดุในอนาคต จำนวน 6 ชว่ั โมง
วันที่.............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดบั
มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะและเห็นคณุ คา่ เกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สง่ิ มีชีวิต ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อมในทอ้ งถ่ิน ประเทศ โลก สาร แรง พลงั งาน
กระบวนการเปลีย่ นแปลง โครงงานวทิ ยาศาสตรข์ องโลกและดาราศาสตร์ มจี ิตวทิ ยาศาสตรแ์ ละนำความรู้
ไปใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ิต
2.ตวั ชี้วัด
1. อธบิ ายแนวโน้มการใช้วสั ดุในอนาคตได้
2. อธบิ ายทศิ ทางการพฒั นาวัสดุในอนาคตได้
3.เนอื้ หา
1. แนวโนม้ การใช้วัสดุในอนาคต
2. ทิศทางการพัฒนาวสั ดใุ นอนาคต
4.ขัน้ ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้
ขนั้ ที่ 1 การกำหนดสภาพปัญหา ความต้องการในการเรียนร(ู้ O: Orientation)
1. ครตู ัง้ ประเดน็ แนวโนม้ การใชว้ ัสดใุ นอนาคตและทิศทางการพฒั นาวัสดใุ นอนาคต
ข้นั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และการจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
1.ให้ผูเ้ รยี นทำการสืบค้นข้อมูลในการคดั แยกวัสดใุ นแตล่ ะประเภท
2.ให้ผูเ้ รียนค้นคว้าหลกั 3R ในการจดั การวสั ดไุ ด้
3.ครูอธบิ ายเพ่ิมเตมิ
ข้ันตอนที่ 3 การปฏิบัตแิ ละนำไปประยกุ ต์ (I : Implementation)
1.ครมู อบหมายให้ผู้เรียนทำใบงานเปน็ กล่มุ ดังน้ี แลว้ นำเสนอหน้าชั้นเรียน
กลมุ่ ที่ 1 แนวโนม้ การใชว้ ัสดุในอนาคต
กลุ่มที่ 2 ทศิ ทางการพัฒนาวัสดใุ นอนาคต
2. ให้ผ้เู รยี นแตล่ ะกล่มุ ตัง้ คำถามในเรื่องทต่ี นเองได้รบั มอบหมาย
3. ให้ผ้เู รยี นทำแบบฝกึ หัดท่สี รา้ งข้ึน
ขั้นตอนท่ี 4 ขั้นประเมินผล (E : Evaluation)
1 .ครแู ละผู้เรยี นร่วมกันตรวจคำตอบ
2. ครูและผู้เรียนสรุปผลการเรียนรู้รว่ มกนั
5.สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้
1. แบบเรียนรายวชิ าวสั ดุศาสตร์
2. ใบงาน/แบบฝึกหดั
3.ใบความรู้
4. อินเตอรเ์ น็ต
6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทึกการเรียนรู้
3. แบบประเมนิ พฤตกิ รรม
7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนำใหผ้ ้เู รียนศึกษาเพ่ิมเติมจากอนิ เตอรเ์ น็ต และหนังสือท่วั ไป
ลงชื่อ………………………………………….ครผู ูส้ อน ว่าท่รี ้อยโท………………………………………
() (ประวติ ร จนิ ตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรู้
แนวโน้มการใชว้ สั ดุและทศิ ทางการพัฒนาวัสดใุ นอนาคต
แนวโน้มการใช้วัสดุในอนาคต ตามที่ได้กล่าวข้างต้นในหน่วยท่ี 1 ประเภทของวัสดุสามารถแบ่ง
ออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ โลหะ พอลิเมอร์และเซรามิก ซึ่งมีสมบัติแตกต่างกันไป มนุษย์จึง
สามารถผลติ ผลติ ภัณฑโ์ ดยเกิดจากการผสมวัสดหุ ลายชนิดทําให้ ได้ผลิตภัณฑ์ทมี่ ีสมบัติ ตามต้องการได้ ใน
ปจั จบุ ันภาคอุตสาหกรรมและธุรกจิ บริการของประเทศไทยมีแนวโน้ม การเตบิ โตอยา่ งต่อเน่ือง เน่ืองจากมี
การลงทุนของต่างชาติมากข้นึ ทาํ ให้ประเทศไทยกลายเป็น ฐานการผลติ สนิ คา้ เพ่ือส่งออก ซึ่งสนิ คา้ ส่งออก
สําคัญของประเทศไทยส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้อง กับวัสดุท้ังส้ิน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์และอุปกรณ์
ส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และส่วนประกอบ อัญมณีและเคร่ืองประดับ เม็ดพลาสติก
เปน็ ต้น จากการเตบิ โตของ ภาคอุตสาหกรรม ทําใหแ้ นวโนม้ การใชว้ ัสดแุ ต่ละประเภทเพ่มิ ข้ึนดว้ ย
1.1 วัสดุประเภทโลหะ โลหะผสมท่ีได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อใช้ในโครงการอวกาศ เช่น โลหะ
ผสม นิกเกิล ท่ี
ทนทานต่ออุณหภูมิสูงกําลังได้รับการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพ่ือเพิ่มความแข็งแรง เมื่อใช้อุณหภูมิสูง
และทนทานตอ่ การกดั กร่อนยง่ิ ขึน้
1.2 วัสดประเภทพอล ุ เิ มอร์ จากเหตุการณท์ ี่ผ่านมาวสั ดพุ อลิเมอร์ (พลาสติก) มีอัตราการเติบโต
อยา่ งรวดเร็ว
มาก ด้วยอัตราการเพิ่มข้ึนร้อยละ 9 ต่อปีโดยนํ้าหนัก แม้ว่าอัตราการเติบโต ของ พลาสติกจากปีค.ศ.
1995 ได้มีการคาดหมายว่าโดยเฉล่ียแล้วจะลดลงต่ํากว่ารอ้ ยละ 5 การ ลดลงน้ีกเ็ พราะว่าพลาสติกได้ถูก
นํามาใช้แทนโลหะ แก้วและกระดาษ ซ่ึงเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ในตลาด เช่น ใช้ทําบรรจุภัณฑ์และใช้ในการ
กอ่ สรา้ ง
1.3 วัสดุประเภทเซรามิก ในอดีตการเจริญเติบโตของการใช้เซรามิกส์สมัยเก่า เช่น ดินเหนียว
แกว้ และ หินในอเมรกิ
เท่ากับร้อยละ 3.6 (ค.ศ.1966 - 1980) อัตราการเจริญเติบโตของวัสดุเหล่าน้ี จากปีค.ศ. 1982 ถึง
ค.ศ. 1995 คาดว่าจะประมาณร้อยละ 2 ในช่วง 10 ปีท่ีผ่านมาเซรามิกส์ วิศวกรรมตระกูลใหม่ได้ผลิต
ขึ้น ซึ่งเป็นสารประกอบพวกไนไตรต์คาร์ไบด์และออกไซด์ปรากฏ ว่าวัสดุเหล่านี้ได้นําไปประยุกต์อย่าง
ตอ่ เนื่อง โดยเฉพาะใชก้ ับอุณหภูมิสงู ๆ และใช้กบั เซรามกิ ส์ อเิ ล็กทรอนิกส
ทิศทางการพัฒนาวัสดใุ นอนาคต
1. วัสดุท่ีมีความเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม (Sustainable Material) วัสดุประเภทน้ีได้ กลายเป็น
ส่งิ จาํ เปน็
ในปัจจุบัน มากกว่าท่ีจะเป็นเพียงแค่เทรนด์ได้แก่ การใช้พลังงานอย่าง ประหยัดและการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ตํ่าในกระบวนการผลิต การรีไซเคิล การเลือกใช้ วัสดุและการออกแบบโดยคํานึงถึง
ประโยชน์สูงสุดของการใช้งานและการเหลอื ท้ิงเปน็ ขยะ ใหน้ อ้ ยทีส่ ุด
2. พลาสติกจากพืชที่แข็งแรงทนทาน (Durable Bioplastic) เป็นวัสดุทางเลอื กท่ี ไม่ได้ผลิตจาก
นํา้ มนั
เหมือนพลาสติกรูปแบบเดมิ ที่ใช้กันอยูอ่ ย่างแพร่หลายต้ังแตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จบุ ัน เช่น พีวซี ีโพลีเอสเตอร์และ
ไนลอน เป็นตน้ แตไ่ ด้มาจากพืชจําพวกขา้ วโพด มนั สําปะหลัง และอ้อย
3. วัสดุลูกผสม (Hybrid Material) เป็นการผสมผสานและทํางานร่วมกันของวัสดุ 2 ประเภท
เพ่ือใหไ้ ด้
คุณสมบัติและตอบโจทย์การใช้งานที่กว้างขึ้น เช่น เทคโนโลยีท่ีสวมใส่ได้ (wearable technology) เป็น
การผสมผสานระหว่างผ้าท่ีทอด้วยเส้นด้ายนําไฟฟ้าท่ีสามารถ ต่อกับเซนเซอร์เพ่ือวัดอัตราการเต้นของ
หัวใจ และระดับการเผาผลาญของแคลอรีขณะท่ีกําลงั ออกกาํ ลังกายได
4. การลดค่าใช้จ่าย (cost reduce) วสดั ุท่ีมีราคาสูงถูกแทนท่ีด้วยวัสดุท่ีราคาถูกลง เพ่ือลด
คา่ ใชจ้ า่ ยดู
เหมือนจะเป็นเทรนด์ท่ีเกดิ ข้ึนอย่างถาวรไปแลว้ นอกเหนือจากความพยายาม ปรับเปล่ียนกระบวนการจด
การและการบร ั หิ ารการผลติ ให้มีประสทิ ธภิ าพสูงสุด
5. วสั ดุท่ีช่วยทําให้สุขภาพดีขึ้น (health product) เรายอมเสียเงินซ้ือเสื้อผ้าท่ี สามารถช่วยทํา
ให้
สุขภาพดีขึ้น เช่น เส้ือผ้าท่ีใช้เทคโนโลยีนาโนซิลเวอร์ในการฆ่าเชื้อโรคและ กําจัดกลิ่น การใช้เส้นใยชนิด
พิเศษทด่ี ูดซบั เหง่อื ได้รวดเรว็ การใชเ้ ส้นใยท่ีสามารถปรบั อุณหภมู ิ รา่ งกายใหค้ งท่ีเมือ่ อากาศเปลย่ี นแปลง
6. รีไซเคิลสินแร่หายาก (mining landfill) สินแร่หายากเป็นวัตถุดิบสําคัญที่ใช้ใน สินค้า Hi-
tech
หลายประเภท เช่นโทรทัศน์จอแบนหรือโทรศัพท์มือถือ Smart phone โดยที่ จีนเป็นผู้ผลิต 97% ของ
โลก
7. solar call เซลลแ์ สงอาทิตย์ บรษิ ทั ต่างๆ พยายามพฒั นาเซลลแ์ สงอาทติ ย์ ใหม้ ีคุณภาพดี มี
ประสิทธภิ าพสงู ข้ึน
8. อิเล็กทรอนิกส์โปร่งใส กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปี 2010 ตลาดของสินค้าประเภทน้ีสูง
เกอื บ
76.4 พันล้านเหรียญดอลล่าสหรฐั
ใบงาน
1. จงบอกแนวโน้มการใชว้ ัสดุและทิศทางการพฒั นาวัสดุในอนาคต
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ทศิ ทางการพฒั นาวัสดใุ นอนาคต คอื อะไร จงอธิบาย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครงั้ ท่ี 17
รายวชิ า โครงงานเพอื่ พัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ รหสั วชิ า ทร 02006
เรอื่ ง ประเภทของโครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ จำนวน 6 ช่ัวโมง
วนั ท่.ี ............เดือน...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ
มีความรคู้ วามเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
2.ตัวชี้วัด
1. มีความรู้ความเข้าใจหลักและแนวคิดโครงงานความหมายของโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการ
เรียนรู้ประเภทของโครงงานการเตรียมการทำโครงงาน ทักษะและกระบวนการในการทำโครงงานการ
ดำเนนิ การในการทำโครงงาน
3.เนอื้ หา
1.หลักการและแนวคิดของโครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้
2.ประเภทของโครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรยี นรู้
4.ขนั้ ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้
ขนั้ ที่ 1 การกำหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นร(ู้ O: Orientation)
1. ครรู ว่ มแลกเปลี่ยนเรียนร้เู ก่ียวกับหลักการและแนวคิดโครงงาน ความหมายของ
โครงงาน ประเภทของโครงงานเพอื่ พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ จดั กจิ กรรมเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนไดแ้ สวงหา
ความรูด้ ้วยตนเอง โดยการระดมความคดิ
ข้ันตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมูลและการจดั การเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
1. ครูใหผ้ เู้ รียนได้ไปศึกษาคน้ คว้าตามหวั ข้อท่มี อบหมายในเร่ืองหลักการและแนวคดิ โครงงาน
ความหมายของโครงงาน ประเภทของโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรู้
2. ครใู ห้ผ้เู รียนนำเสนอในสง่ิ ท่ไี ด้รบั
ขั้นตอนท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและนำไปประยกุ ต์ (I : Implementation)
1. ครแู ละผู้เรยี นร่วมกนั สรุปองค์ความร้ทู ไ่ี ดร้ บั จากกระบวนการและประเมนิ ผลการจัดกระบวนการ
2. มอบหมายงานให้ผูเ้ รียนไปศกึ ษา
ขั้นตอนท่ี 4 ขัน้ ประเมนิ ผล (E : Evaluation)
1. ครูและผูเ้ รียนรว่ มกันสรปุ เร่ืองประเภทของโครงงาน
2. ครมู อบหมายใหผ้ เู้ รยี นจัดกลุ่มๆละ3คนไปแกป้ ัญหาเร่ืองที่กลุ่มสนใจ
5.ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบเรยี นรายวิชาโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ (ทร 02006)
2. ใบงาน/แบบฝกึ หดั
3. ใบความรู้
4. อนิ เตอรเ์ น็ต
6.การวดั ผลและการประเมินผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทึกการเรยี นรู้
3. แบบประเมนิ พฤตกิ รรม
7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนำให้ผูเ้ รียนศึกษาเพิ่มเติมจากอนิ เตอรเ์ นต็ และหนงั สือท่ัวไป
ลงช่อื ………………………………………….ครผู สู้ อน วา่ ที่ร้อยโท………………………………………
(นางสาวอสิ ตซี ัน ดอื เระ) (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ตำแหน่งครผู ู้ช่วย ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรู้
ตอนที่ 1 หลกั การของโครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้
ผู้เรียนจะมคี วามเขา้ ใจและสามารถนาํ โครงงานไปใชใ้ นการแสวงหาความรู้ได้อย่างดีดังนั้นผู้เรียน
ควร
มีโลกทัศนต์ ่อโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ท่กี ว้างขวาง ซง่ึ จาํ เป็นต้องทําความเขา้ ใจหลกั การของ
โครงงาน ซงึ่ ได้ประมวลหลกั การเฉพาะทีส่ ําคัญมาให้ศกึ ษาดงั น้ี
หลักการของการทาํ โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้
1) เน้นการแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง
2) ผเู้ รยี นเป็นผวู้ างแผนในการศึกษาคน้ ควาด้ ว้ ยตนเอง
3) ผู้เรียนลงมอื ปฏิบัตดิ ้วยตนเอง
4) ผ้เู รยี นเปน็ ผูน้ ําเสนอโครงงานด้วยตนเอง
5) ผูเ้ รียนรว่ มกําหนดแนวทางวัดผลและประเมนิ ผล
จุดมุง่ หมายของการทาํ โครงงาน (www. thaigoodview.)
1) เพื่อให้ผ้เู รยี นไดศ้ ึกษาข้อมูลจากแหลง่ ความรู้ต่างๆ ดว้ ยตนเอง
2) เพ่ือให้ผเู้ รียนได้แสดงความคดิ ริเริม่ สร้างสรรค์
3) เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนเกิดคุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์เชน่ รู้จกั ทํางานรว่ มกบั บุคคลอ่นื มีความเชอ่ื ม่ันใน
ตนเอง มีความรบั ผดิ ชอบ ฯลฯ
4) เพื่อใหผ้ ู้เรยี นใชค้ วามร้แู ละประสบการณเ์ ลือกทาํ โครงงานตามความสนใจ
“โครงงานเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้พัฒนาความสามารถของผู้เรียน อีกท้ังยังเป็น
กิจกรรมที่ ตอบสนองต่อกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ จึงมีความจําเป็นอย่างย่ิงที่ครูต้อง
นําไปใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในทุกสาระการเรียนรู้ซ่ึงผู้เรียน
ต้องมีความสามารถใน การเลือกสรรให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับระดับการศึกษาของตนเอง รวมถึง
ความสามารถในการนําความรูท้ ่ี เกิดจากการเสาะแสวงหาไปประยุกต์ใช้ชีวิตจริงได้จึงนับว่าเปน็ การปฏิรูป
ผู้เรียนให้รจู้ ักแสวงหาความรูด้ ว้ ย ตนเองจากสอ่ื ทีห่ ลากหลายอยา่ งตอ่ เน่ืองและยั่งยนื ”
การจดั การเรยี นรู้การทาํ โครงงาน ควรอยู่บนพ้นื ฐานความเชือ่ และหลกั การปฏิรูปการเรียนรคู้ อื
เช่ือม่ันในศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ภายใต้หลักการจัดการเรียนรู้ท่ียึดผู้เรียนเป็นสําคัญ และ
สอดคลอ้ งกบั
สภาพความเปน็ จริงในท้องถ่ิน (บรู ชยั ศริ มิ หาสารคร. 2549 : 19) คอื
1) ผเู้ รียนไดเ้ ลอื กเรื่องประเด็นปญั หาท่ตี อ้ งการจะศึกษาด้วยตนเอง
2) ผูเ้ รยี นไดเ้ ลอื กและหาวธิ ีการตลอดจนแหล่งขอ้ มลู ที่หลากหลายด้วยตนเอง
3) ผ้เู รียนลงมอื ปฏิบัตแิ ละเรยี นรู้ด้วยตนเอง
4) ผู้เรียนไดบ้ รู ณาการทกั ษะ ประสบการณค์ วามรสู้ ิ่งแวดลอ้ มตามสภาพจริง
5) ผู้เรยี นเปน็ ผสู้ รุปและสรา้ งองค์ความรดู้ ้วยตนเอง
6) ผเู้ รียนไดแ้ ลกเปล่ยี นเรียนรูก้ ับผ้อู ่นื
7) ผูเ้ รยี นได้นาํ ความรู้ไปใช้จรงิ
ตอนที่ 2 ความหมายของโครงงานเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ มีผรู้ ู้ได้ใหค้ วามหมายของคําวา่
โครงงานไวใ้ นหลายมมุ มอง ซ่งึ ไดป้ ระมวลมาให้ผ้เู รยี นได้ศึกษาดงั นี้
“โครงงาน” หมายถึง วิธีการเรียนวิธหี นึ่งทผ่ี ู้เรยี นมุง่ ทํางานเพ่อื ให้เกดิ ความรคู้ วบคูก่ ับการทาํ งาน
ให้บรรลเุ ป้าหมาย มิใช่มุง่ ทํางานเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายอย่างเดยี ว ผู้ทําโครงงานจะต้องกําหนดภาระงานใด
ภาระงานหนึ่งข้ึนมาทํา แล้วใช้ภาระงานน้ันทําภาระงานอีกอย่างหนึ่งท่ีเรียกว่าภาระงานการศึกษาเรียนรู้
สร้างความรู้ขึ้นเพ่ือนําความรู้ไปใช้ปรับปรุงการทํางานให้บรรลุเป้าหมาย ในระหว่างที่ทํางานให้บรรลุ
เป้าหมายกท็ าํ งานเพอ่ื การศกึ ษาเรียนรู้อกี ควบคู่กันไปตลอด
ตอนที่ 3 ประเภทของโครงงาน
การจาํ แนกประเภทของโครงงานอาจแบ่งได้หลายลักษณะ เชน่
1. จาํ แนกตามกิจกรรมการเรียนของผู้เรียน ซ่ึงแบ่งเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1.1 โครงงานตามสาระการเรียนร้เู ป็นการกําหนดโครงงานทบี่ ูรณาการระหว่างสาระการ
เรยี นรู้และทักษะการแสวงหาความรู้เพื่อสรา้ งองค์ความรู้ใหมๆ่ ดว้ ยตนเอง
1.2 โครงงานตามความสนใจ เป็นการกาํ หนดโครงงานตามความถนัด ความสนใจ ความ
ต้องการของผเู้ รยี น
2. จําแนกตามวตั ถุประสงคข์ องโครงงาน ซ่ึงแบ่งเปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
2.1 โครงงานทเ่ี ปน็ การสาํ รวจรวบรวมขอ้ มูล
2.2 โครงงานทเ่ี ป็นการศกึ ษาคน้ ควา้ ทดลอง
2.3 โครงงานทเ่ี ปน็ การศึกษาทฤษฎหี ลกั การหรือแนวคิดใหม่ๆ ในการพฒั นาผลงาน
2.4 โครงงานทเี่ ปน็ การสร้างประดษิ ฐค์ ิดคน้
โดยมรี ายละเอียดในแต่ละประเภทของ ดังนี้
1. โครงงานที่เป็นการสํารวจรวบรวมข้อมูล เป็นโครงงานท่ีมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูล
เรื่องใดเร่ืองหน่ึง แล้วนําข้อมูลน้ันมาจําแนกเป็นหมวดหมู่ในรูปแบบท่ีเหมาะสม ข้อมูลที่ได้จะนําไป
ปรับปรุงพัฒนาผลงาน ส่งเสริมผลผลิตให้มีคุณภาพดีย่ิงข้ึน ข้อมูลดังกล่าวอาจมีผู้จัดทําข้ึนแล้ว แต่มีการ
เปลี่ยนแปลงจึงต้องมกี ารจัดทําใหม่เพื่อให้มคี วามทันสมัย สอดคลอ้ งกับความต้องการของผู้ศึกษาโครงงาน
โดยใช้วิธีการเกบ็ ขอ้ มูลด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบบนั ทกึ เช่น การสาํ รวจแหล่งเรยี นรู้ในชุมชน
การสํารวจงานบริการและสถานประกอบการในท้องถิ่น เป็นต้นในการทําโครงงานประเภทสํารวจรวบรวม
ขอ้ มูล ไม่จาํ เป็นต้องมตี ัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้อง ผ้เู รียนเพยี งแต่สํารวจรวบรวมขอ้ มูลทไ่ี ดแ้ ล้ว และนาํ ข้อมูลที่
ได้มาจัดให้เป็นหมวดหมู่พร้อมนําเสนอ กถ็ อื วา่ เปน็ การสาํ รวจรวบรวมข้อมูล
2. โครงงานท่ีเป็นการศึกษาค้นคว้าทดลอง เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพ่ือการศึกษาเร่ืองใด
โดยเฉพาะ โดยศึกษาหลักการและออกแบบการค้นคว้า ในรูปแบบการทดลองเพื่อยืนยันหลักการ ทฤษฎี
เพ่ือศึกษาหาแนวทางในการเพ่ิมคุณค่า และการใช้ประโยชน์ให้มากข้ึน เช่น การปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมี
การทําขนมอบชนิดต่างๆ โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น การควบคุมการเจริญเติบโตของต้นไม้ประเภทเถา
การศึกษาสูตรเคร่ืองดม่ื ท่ผี ลิตจากธัญพชื ในการทําโครงงานประเภทการศกึ ษาคน้ คว้าทดลอง จําเป็นต้องมี
การจดั การกบั ตวั แปรที่จะมีผลตอ่ การทดลอง มี 3 ชนิด คอื
2.1 ตวั แปรต้นหรอื ตัวแปรอสิ ระ หมายถงึ เหตขุ องการทดลองนั้นๆ
2.2 ตัวแปรตาม ซึ่งจะเปน็ ผลที่เกดิ จากการเปลยี่ นแปลงของตัวแปรตน้
2.3 ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variables) เป็นตัวแปรอ่ืนๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรตามโดย
ผวู้ ิจัยไมต่ ้องการให้เกิดเหตกุ ารณ์น้ันข้นึ 15
3. โครงงานท่ีเป็นการศึกษาทฤษฎีหลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ เป็นโครงงานท่ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ
เสนอความรู้หรือหลักการใหม่ๆ เก่ียวกับเรื่องใดเร่ืองหน่ึงที่ยังไม่มีใครเคยคิด หรือคิดขัดแย้ง หรือขยาย
จากของเดิมที่มีอยู่จากเนื้อหาวิชาการหลักการทฤษฎีต่างๆ นํามาปรับปรุง พัฒนาให้สอดคล้องมีความ
ชดั เจน มีผลงานที่เป็นรูปธรรม ซ่ึงต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการและเช่ือถือได้เช่น การใช้สมุนไพรใน
การปราบศัตรูพืช การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการถนอมอาหารและปรุงอาหาร เกษตรแบบผสมผสาน
เทคนิคการแก้โจทย์ปัญหาการทําโครงงานประเภทน้ีผู้ทําโครงงานจะต้องมีความรู้ในเรอ่ื งนั้นๆ เป็นอย่างดี
จะสามารถอธิบายได้อยา่ งมีเหตผุ ลและนา่ เชอื่ ถือ จึงไม่เหมาะท่จี ะทาํ ให้ระดับผู้เรียนมากนัก
4. โครงงานที่เป็นการสร้างประดษิ ฐ์คิดค้น เป็นโครงงานที่มีวตั ถุประสงค์คือ การนําความรู้ทฤษฎี
หลกั การ มาประยกุ ตใ์ ช้โดยประดิษฐเ์ ปน็ เครอื่ งมือเครื่องใชเ้ พือ่ ประโยชนต์ ่างๆ หรอื อาจเป็นการสร้างสรรค์
สิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หรือปรับปรุงของเดิมให้ดีขึ้นใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งข้ึน เช่น การประดิษฐ์เครื่อง
ควบคุมการรดนํ้า การประดิษฐ์เครื่องรบั วิทยุการประดิษฐข์ องชํารว่ ย การออกแบบเสื้อผา้ จากสาระสําคัญ
ของการจัดประเภทโครงงาน ผู้เรยี นจะเห็นได้วา่ โครงงานอาจจําแนกประเภทได้หลายแนวคิด เชน่ จาํ แนก
ตามกจิ กรรมการเรียนรขู้ องการจัดทําโครงงานเปน็ 2 ประเภท คอื
1)โครงงานตามสาระการเรยี นรู้
2)โครงงานตามความสนใจ และจําแนกตามวัตถุประสงค์ในการจัดทําโครงงานเป็น 4 ประเภท
คอื
1)โครงงานทเ่ี ป็นการสาํ รวจรวบรวมขอ้ มลู หรือโครงงานประเภทสํารวจ
2)โครงงานท่ีเปน็ การศกึ ษาคน้ ควา้ ทดลอง หรือโครงงานประเภททดลอง
3)โครงงานท่ีเป็นการศึกษาทฤษฎีหลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ หรือโครงงานประเภท
พัฒนา
4)โครงงานทเี ป็นการสร้างประดษิ ฐค์ ดิ คน้ หรอื โครงงานประเภทประดษิ ฐ์
การเรียนรเู้ รื่องประเภทของโครงงาน จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผู้เรยี นในการตัดสนิ ใจออกแบบโครงงาน
ให้สนองต่อวัตถปุ ระสงค์ที่ตอ้ งการจะศึกษาได้อยา่ งเหมาะสม
ใบงาน
1.ให้นกั ศึกษาอธิบายความหมายของ “โครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้”
………………………………………………………………………………………………………………………………………….............
............................................................................................. ................................................................ ..........
..............……………………………………………………………………………………………………………………………..............
........................................................................................................... ............................................................
…………………………………………………………………………………………...................................................................
.............................................................................................. ................................................................ .........
2. ใหน้ กั ศึกษาอธิบายความสำคัญของ “โครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้”
………………………………………………………………………………………………………………………………………….............
.......................................................................................................................................................................
..............……………………………………………………………………………………………………………………………..............
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................
…………………………………………………………………………………………...................................................................
.................................................................................................................................... ...................................
....................................................
3. โครงงานมกี ีป่ ระเภท อะไรบ้างจงอธบิ าย
………………………………………………………………………………………………………………………………………….............
............................................................................................................................. ..........................................
..............……………………………………………………………………………………………………………………………..............
............................................................................................................................. ..........................................
…………………………………………………………………………………………...................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
4. ให้ผู้เรยี นบอกประเภทของโครงงานทจี่ าํ แนกตามวตั ถุประสงค์ว่ามีอะไรบ้าง
……………………………………………………………………………………………………………..………………………………………
….………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
………….………………………………………………………………………………………………………………..………………………
………………….………………………………………………………………………………………………………………..………………
………………………….………………………………………………………………………………………………………………..………
………………………………….………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครัง้ ท่ี 18
รายวิชา โครงงานเพอ่ื พัฒนาทักษะการเรียนรู้ รหัสวชิ า ทร 02006
เรอื่ ง การเตรียมการวางแผนและขนั้ ตอนกระบวนการทาํ โครงงานเพื่อพัฒนาทกั ษะการเรียนรู้
จำนวน 6 ช่วั โมง
วันท่.ี ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรยี นร้รู ะดบั
มคี วามร้คู วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติที่ดตี อ่ การเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง
2.ตวั ชวี้ ดั
1. มีความรู้ความเข้าใจเตรียมการทำโครงงาน ทักษะและกระบวนการในการทำโครงงาน การ
ดำเนนิ การในการทำโครงงาน
3.เนือ้ หา
1. การเตรยี มการทำโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้
2. ขน้ั ตอนการทำโครงงานการพิจารณาเลอื กโครงงาน
4.ข้นั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้
ข้ันที่ 1 การกำหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู(้ O: Orientation)
1. ครูร่วมแลกเปลย่ี นเรยี นรู้เก่ยี วกับการเตรียมการและขัน้ ตอนในการทำโครงงาน เพอื่ พัฒนา
ทกั ษะการ โดยการระดมความคดิ
ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมูลและการจดั การเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
1. ครใู ห้ผู้เรยี นได้ไปศึกษาค้นคว้าตามหัวขอ้ ทีม่ อบหมายในเร่ืองการเตรยี มการและขั้นตอนการ
ทำโครงงาน
2. ครใู หผ้ ้เู รียนนำเสนอในสิง่ ที่ได้รับ
ข้ันตอนที่ 3 การปฏบิ ัตแิ ละนำไปประยุกต์ (I : Implementation)
1. ครูและผูเ้ รียนร่วมกันสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากกระบวนการและประเมินผลการจัด
กระบวนการ
2. มอบหมายงานให้ผเู้ รียนไปศกึ ษา
ขนั้ ตอนที่ 4 ขั้นประเมินผล (E : Evaluation)
1. ครแู ละผเู้ รียนรว่ มกนั สรปุ เรอ่ื งการเตรยี มการและข้ันตอนการทำโครงงาน
2. ครูมอบหมายใหผ้ ้เู รียนจัดกลุ่มๆละ 3 คนไปแก้ปัญหาเรื่องท่ีกลุ่มสนใจ
5.สือ่ /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบเรยี นรายวิชาโครงงานเพอ่ื พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ (ทร 02006)
2. ใบงาน/แบบฝกึ หดั
3. ใบความรู้
4. อนิ เตอร์เนต็
6.การวัดผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบันทกึ การเรียนรู้
3. แบบประเมนิ พฤติกรรม
7.กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนำใหผ้ เู้ รยี นศกึ ษาเพิ่มเติมจากอินเตอรเ์ นต็ และหนงั สอื ทั่วไป
ลงช่ือ………………………………………….ครผู ู้สอน วา่ ท่รี อ้ ยโท………………………………………
(นางสาวอิสตซี นั ดอื เระ) (ประวิตร จินตประสาท)
ตำแหน่งครูผชู้ ่วย ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรู้
ตอนท่ี 3 การพจิ ารณาเลอื กโครงงาน
การพิจารณาเลือกโครงงานสําหรับการทําโครงงานประเภทตา่ งๆ มีแนวคิดกว้างๆ ให้ผู้เรียนได้ใช้
เป็นกรอบความคิดในการตัดสินใจ พิจารณาเลือกหัวข้อในการทําโครงงานจากเร่ืองปัญหาใกลๆ้ ตัว เรอื่ งที่
ต่อยอดจากบทเรยี นท่เี รยี นมาแลว้ โดยมีวธิ กี ารคดิ ดงั น้ี
1) ให้สังเกตส่ิงแวดล้อมใกล้ตัวท่ีเป็นปัญหาในการสังเกตส่ิงแวดล้อมท่ัวไปรอบๆ ตัวผู้เรียนที่เป็น
ปัญหา เช่นสงิ่ แวดล้อมในสถานศึกษาสิง่ แวดลอ้ มรอบบ้านสง่ิ แวดล้อมทวั่ ไป เชน่ ในสถานศกึ ษามีขยะเยอะ
มเี ศษไม้เศษหญ้า หรอื วสั ดตุ ่างๆ ที่ไม่สามารถนาํ กลับมาใช้ประโยชนไ์ ด้แล้ว คิดหาวิธีให้สามารถนํากลับมา
ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนอีกครง้ั
2) ให้สํารวจปัญหาท่ีเกิดจากอาชีพในชุมชนหรือท้องถิ่นในการประกอบอาชีพในชุมชนหรือ
ท้องถิ่นว่ามีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง เช่น ปัญหาจากแมลงศัตรูพืชวัชพืชต่างๆ หาวิธีกําจัดศัตรูพืชวัชพืช
ต่างๆ หรือนําส่ิงเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์หรือวิธีในการเพิ่มจํานวนผลผลิตของอาชีพต่างๆ หาวิธีใน
การลดค่าใชจ้ า่ ยในการผลติ หาวิธใี นการลดเวลา จาํ นวนต้นทุน ฯลฯ
3) สํารวจปญั หาของอาชพี เสริมในการสาํ รวจปญั หาจากการประกอบอาชีพเสรมิ ของตัวผเู้ รียนเอง
ชุมชนหรือท้องถิน่ โดยการหาวธิ ีในการเพิ่มปริมาณ ผลผลิต คุณภาพของผลผลิต หรือปรับปรุงวิธีการต่างๆ
ให้มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน เช่น การเล้ียงปลาสวยงาม ให้คิดหาวิธีในการทําให้ปลามีสีสวยโดยคิดวิธีหาสูตร
อาหาร วธิ ีในการเพาะพนั ธป์ุ ลาเป็นต้น
4) สํารวจความเช่ือของคนในชุมชนหรือท้องถิ่นผู้เรียนสํารวจความเช่ือต่างๆ ของคนในชุมชน
ท้องถิ่น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านท่ีมีความเช่ือในเร่ืองต่างๆ หรือท่ีเคยปฏิบัติสืบต่อๆ กันมา มาพิสูจน์หา
ข้อเท็จจริงว่าท่ีคนในชุมชนท้องถิ่นกระทําน้ัน เป็นจริงหรือไม่เช่น ความเชื่อในเร่ืองฟันผุมีสาเหตุมาจาก
แมงกินฟนั จรงิ หรอื ความเชื่อในเรอ่ื งห้ามหญงิ มีครรภ์เย็บปักถกั ร้อยฯลฯ แล้วนํามาคดิ หาแนวคิดในการทํา
โครงงาน
5) ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือตําราที่เก่ียวข้องหรือหนังสือพิมพ์ในการที่จะได้หัวข้อของโครงงาน
การศึกษาหาความรู้จากหนังสือหรือตําราที่เกี่ยวข้อง หรือหนังสือพิมพ์ท่ีได้นําเสนอเก่ียวกับการทํา
โครงงาน ซึง่ เราจะนําแนวคดิ ต่างๆ ที่ไดม้ าจากหนงั สือพมิ พ์ นาํ มาดดั แปลงหรือคดิ เปน็ หวั ข้อโครงงานได้
6) ชม ฟัง รายการวิทยุหรอื โทรทัศน์รายการวิทยุหรือโทรทัศน์หลายรายการ ไดน้ ําเสนอเกี่ยวกับ
การทําโครงงานท่ีได้จัดทําประสบความสําเร็จได้นํามาเสนอสู่สายตาบุคคลทั่วไปโดยแนวคิดต่างๆ มา
ปรับปรงุ เพอื่ คิดเป็นหัวข้อโครงงานได้
7) ศกึ ษาจากนิทรรศการหรือโครงงานของผอู้ ่นื ในการเข้าศกึ ษาดูงานจากนิทรรศการต่างๆ ตาม
หนว่ ยงานหรอื สถาบนั ทางการศกึ ษาไดจ้ ัดขน้ึ เชน่ ตามมหาวทิ ยาลัยต่างๆ หรอื หน่วยงานของทางราชการ
หรือเอกชน จะมกี ารนาํ โครงงานประเภทต่างๆ เขา้ มาประกวดหรือแขง่ ขัน แล้วนําแนวคิดท่ีได้จาก
การศึกษามาปรับปรุงคดิ เป็นหวั ข้อโครงงานของเราได้
8) ผ้เู รยี นสามารถสนทนาแลกเปลยี่ นความรู้จากผู้รู้หรือครูประจํากลุม่ ในเร่ืองทเ่ี ราสนใจเพื่อหา
แนวความคดิ กวา้ งๆ หรอื วิธใี นการตดั สินใจในการเลือกคิดทาํ หัวขอ้ โครงงาน
ตอนท่ี 3.2 การวางแผนทาํ โครงงานและขน้ั ตอนกระบวนการทาํ โครงงาน
การทาํ โครงงานมีขัน้ ตอนกระบวนการ ดงั น้ี
1) การคิดและการเลือกหัวเรื่อง ผู้เรียนจะต้องคิดและเลือกหัวเร่ืองของโครงงานด้วยตนเองว่า
อยากจะศึกษาอะไร ทําไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา คําถามหรือความ
อยากรู้อยากเห็นเกีย่ วกบั เร่อื งตา่ งๆ ของผเู้ รยี นเอง หวั เรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชดั เจน เม่ือ
ใครได้อ่านช่ือเร่ืองแล้ว ควรเข้าใจและรู้เรื่องว่าโครงงานนี้ทําจากอะไร และควรคํานึงถึงประเด็นความ
เหมาะสมของระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียน วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งบประมาณ ระยะเวลา ความ
ปลอดภัยและแหล่งความรูเ้ ป็นต้น
2) การวางแผนการทําโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งต้องมีแนวคิดท่ี
กําหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อให้การดําเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนําเสนอต่อครู
ประจํากลุ่มหรือครูที่ปรึกษา เพื่อขอความเห็นชอบก่อนดําเนินการขั้นต่อไป การเขียนเค้าโครงของ
โครงงานโดยท่ัวไป เขียนเพื่อแสดงแนวคิด แผนงาน และข้ันตอนการทําโครงงาน ซ่ึงควรประกอบด้วย
หวั ขอ้ ต่อไปนี้
2.1) ชื่อโครงงาน : เป็นชื่อเรื่องที่ผู้เรียนจะทําการศึกษาค้นคว้า เพื่อหาคําตอบหรือหาแนวทาง
ในการแก้ปัญหา การต้ังช่ือเรื่อง ควรส่ือความหมายให้ได้ว่าเป็นโครงงานที่จะทําอะไร เพ่ือใคร /อะไรควร
เป็นขอ้ ความทกี่ ะทัดรัดชัดเจนสื่อความหมายได้ตรง
2.2) ช่อื ผทู้ ําโครงงาน : เปน็ การระบชุ อ่ื ของผทู้ ําโครงงาน ถ้าเป็นโครงงานกลมุ่ ใหร้ ะบชุ อ่ื ผ้ทู ํา
โครงงานทุกคนพร้อมเขยี นรายละเอียดงานหรอื หนา้ ที่ความรับผดิ ชอบ ในการทําโครงงานของแตล่ ะคนให้
ชดั เจน
2.3) ชือ่ ทป่ี รกึ ษาโครงงาน : เป็นการระบุชอ่ื ผู้ท่ใี หค้ ําปรึกษา ใหค้ ําแนะนําในการทําโครงงานของ
ผเู้ รยี น
2.4) หลักการและเหตุผลของโครงงาน : เป็นการอธิบายว่า เหตุใดจึงเลือกทําโครงงานเร่ืองนี้ มี
ความสําคัญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ทําเป็นเรื่องใหม่ หรือมีผู้อ่ืนได้ศึกษา
ค้นคว้าเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว ถ้ามีได้ผลอย่างไร เรื่องที่ทําได้ขยายผลเพิ่มเติม ปรับปรุงจากเร่ืองท่ีผู้อื่นทําไว้
อยา่ งไร หรือเป็นการทาํ ซํ้าเพ่อื ตรวจสอบผล
2.5) จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ : ควรมีความเฉพาะเจาะจงและสามารถวัดได้เป็นการบอก
ขอบเขตของงานท่ีจะทาํ ให้ชัดเจนขนึ้ ซึ่งจดุ มุ่งหมายหรือวตั ถปุ ระสงคม์ ักเขยี นวา่ ศึกษา. . . . . . . . . . . . . .
. . . . . เพ่ือเปรียบเทียบ. . . . . . . . . . . . เพ่ือผลิต. . . . . . . . . . . . . . เพื่อทดลอง. . . . . . . . . หรือเพ่ือ
สํารวจ. . . . . . . . . . . . . . . . . ซึ่งจุดประสงค์ของโครงงานท่ีจะบ่งบอกว่าเป็นโครงงานประเภทใด (ตาม
เนือ้ หาบทที่ 2) และจดุ ม่งหมายของโครงงานจะเปน็ ทศิ ทางในการกาํ หนดวิธกี ารดําเนินโครงการ
2.6) สมมติฐานในการทําโครงงาน (ถ้าม)ี : สมมติฐานเปน็ คาํ ตอบหรือคําอธิบายท่ีคาดไว้ล่วงหน้า
ซ่ึงอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรับ และที่สําคัญคือ
เป็นข้อความท่ีมองเห็น แนวทางในการดําเนินการทดสอบได้โครงงานวิจัยที่กําหนดสมมุติฐานควรเป็ น
โครงงานประเภททดลอง ซึ่งมักจะต้องกําหนดตัวแปรในกระบวนการทดลอง นอกจากน้ีควรมี
ความสัมพันธ์22 ระหว่างตัวแปรอิสระ (ต้น) และตัวแปรตาม ตัวแปรแทรกซ้อน ซึ่งตัวแปรท่ีเกี่ยวข้อง :
ตัวแปรอิสระ (ต้น) ส่ิงท่ีเป็นเหตุของปัญหา ตวั แปรตาม คอื ส่ิงท่ีเปน็ ผล ตัวแปรแทรกซ้อนคือ ส่งิ ทีอ่ าจมีผล
ตอ่ ตวั แปรตามโดยผ้วู ิจัยไมต่ อ้ งการใหเ้ กิดเหตกุ ารณ์นัน้ ขนึ้
2.7) วธิ ีดาํ เนินงานและขั้นตอนการดาํ เนนิ งาน : เปน็ การเขยี นใหเ้ หน็ ขั้นตอนของการทําโครงงาน
ตั้งแต่เร่ิมต้นจนส้ินสุดการทํางาน โดยเขียนให้ชัดเจนว่าจะต้องทําอะไรทําเมื่อไหร่ ท่ีไหน ให้ละเอียดทุก
ขนั้ ตอนและกิจกรรม
2.8) แผนปฏิบัติงาน : เป็นการนําขั้นตอนการทําโครงงานมาเขียนในรูปของปฏิทินตาราง
กาํ หนดการทาํ งานในแต่ละขนั้ ตอน
2.9) ผลท่ีคาดว่าจะได้รับ : เปนการเข ็ ียนให้เห็นถึงประโยชน์และผลที่คาดว่าจะได้รับจากการ
ทําโครงงาน โดยให้ระบุว่าจะเกิดประโยชน์แก่ใครเกิดข้ึนอย่างไร ท้ังโดยทางตรงหรือทางอ้อมและ ผลท่ี
คาดว่า
จะได้รับจะตอ้ งสอดคล้องกับจุดม่งุ หมายหรือวตั ถุประสงค์
2.10) เอกสารอ้างอิง : รายชื่อเอกสารท่ีนํามาอ้างอิงเพื่อประกอบการทําโครงงาน ตลอดจนการ
เขียนรายงานการทาํ โครงงาน ควรเขยี นตามหลักการท่ีนิยม
3) การดําเนินงานเม่ือท่ีปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเค้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็น
ข้ันลง มือปฏิบัติงานตามข้ันตอนท่ีระบุไว้ผู้เรียนต้องพยายามทําตามแผนงานที่วางไว้เตรียมวัสดุอุปกรณ์
และสถานที่ ให้พร้อมปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คํานึงถึงความประหยัดและความปลอดภัยใน
การทํางาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่างๆ ว่าได้ทําอะไรไปบ้างได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็น
อยา่ งไร พยายาม บันทกึ ใหเ้ ป็นระเบียบและครบถ้วน
4)การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีส่ือความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อ่ืนได้เข้าใจถึงแนวคิด
วิธีการดําเนินงาน ผลท่ีได้ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ จากการศึกษาค้นคว้าต้ังแต่ต้นจนจบ
การ เขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบุตายตัวเหมือนกันทุกโครงงาน ส่วนประกอบของหัวข้อในรายงาน
ต้อง เหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดับชั้นของผู้เรียน องค์ประกอบของการเขียนรายงาน
โครงงาน แบง่ กวา้ งๆ เปน็ 3 สว่ น ดังนี
4.1) ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย
(1) ชอื่ โครงงาน
(2) โครงงาน ระดับ สถานศึกษา และวันเดือนปที ี่จัดทาํ
(3) ช่อื ครูประจาํ กล่มุ อาจารย์ทปี่ รึกษา
(4) คาํ นาํ
(5) สารบัญ
(6) สารบัญตาราง หรือภาพประกอบ (ถา้ มี)
(7) บทคัดย่อสั้นๆ ที่บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ซ่ึงประกอบด้วย
เรอื่ ง วตั ถปุ ระสงค์ วธิ กี ารศกึ ษา ระยะเวลา และสรปุ ผล
(8) กิตติกรรมประกาศ เพ่ือแสดงความขอบคุณบุคคล หรือ
หนว่ ยงานที่ให้ ความชว่ ยเหลอื หรือมสี ่วนเกี่ยวข้อง
4.2) สว่ นเน้อื เร่ือง ประกอบดว้ ย
(1) บทนําบอกความเป็นมา ความสําคัญของโครงงาน บอก
เหตผุ ล หรอื เหตจุ งู ใจในการเลอื กหวั ขอ้ โครงงาน
(2) วัตถปุ ระสงคข์ องโครงงาน
(3) สมมติฐานของการศกึ ษาค้นควา้
(4) การดําเนินงานอาจเขียนเป็นตาราง แผนผังโครงงาน
เพื่อให้การดาํ เนนิ งานเปน็ ไปตามหัวขอ้ เรือ่ ง ตรงตามวัตถุประสงโครงงานและพิสจู น์คาํ ตอบ (สมมติฐาน)
(5) สรุปผลการศึกษาเป็นการอธิบายคําตอบท่ีได้จาก
การศึกษาค้นคว้าตามหัวข้อย่อยทตี่ ้องการทราบวา่ เป็นไปสมมติฐานหรือไม่
(6) อภิปรายผล บอกประโยชน์หรือคุณค่าของผลงานที่ได้และ
บอกข้อจํากัดหรือปัญหา อุปสรรค (ถ้ามี) พร้อมทั้งบอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นควา้ โครงงานลักษณะ
ใกล้เคียงกนั
4.3) ส่วนทา้ ย ประกอบดว้ ย
(1) บรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิงหรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้า
ซ่ึงมีหลายประเภท เช่นหนังสือ ตํารา บทความ หรือคอลัมน์ซึ่งจะมีวิธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น
หนังสือ ช่ือ นามสกุล ช่ือหนังสือ. สถานท่ีพิมพ์ : สํานักพิมพ์, ปีท่ีพิมพ์บทความในวาสารช่ือผู้เขียน "ช่ือ
บทความ" ชอ่ื วารสาร. ปีท่หี รือเล่มที่ : หน้า ; วัน เดอื น ปี. คอลมั น์จากหนังสือพมิ พ์ช่ือผเู้ ขยี น "ช่ือคอลัมน์
: ชอ่ื เรอ่ื งในคอลัมน"์ ช่ือหนงั สือพิมพ์. วนั เดือน ป.ี หน้า.
(2) ภาคผนวก เชน่ โครงรา่ งโครงงาน ภาพกจิ กรรม แบบสอบถาม บทสัมภาษณ์
5) การนําเสนอผลงาน การนาํ เสนอผลงานเป็นข้นั ตอนสดุ ทา้ ยของการทําโครงงาน และเข้าใจถึงผลงานน้ัน
การนําเสนอผลงานอาจทําได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อประเภทของโครงงานเนื้อหา เวลา
ระดับของผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติการเล่าเร่ือง การเขียนรายงาน สถานการณ์จําลอง การ
สาธิต การจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจมีท้ังการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคําพูด หรือการรายงานปากเปล่า
การบรรยาย สิ่งสําคัญคือ พยายามทําให้การแสดงผลงานน้ันดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน
เขา้ ใจง่าย และมีความถกู ตอ้ งของเนือ้ หา
ใบงาน
คําช้แี จง : ให้ผู้เรยี นตอบคาํ ถามใหส้ มบรูณ์
1. การพจิ ารณาเลือกโครงงาน มวี ธิ กี ารคิดอย่างไร
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................... ................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ........................
2. การวางแผนทําโครงงานและขนั้ ตอนกระบวนการทําโครงงาน มวี ธิ ีการอย่างไร
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................... .................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................ ...............................
.......................................................................................................................................................................
3. ใหผ้ ้เู รยี นเรยี งลาํ ดับการจดั ทําโครงงานใหถ้ กู ต้อง
ขนั้ ตอนการดาํ เนนิ งาน ลาํ ดับข้นั ตอนที่
การเขียนรายงานโครงงาน
การวางแผนโครงงาน
การเลือกชื่อโครงงาน
การดําเนนิ งานโครงงาน
การนําเสนอผลการจัดการดําเนนิ งาน
4. ให้ผู้เรยี นเขียนองคป์ ระกอบของการเขียนรายงานโครงงาน ท้งั 3 สว่ น มาพอสังเขป
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................... ..
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรียนรู้ครง้ั ท่ี 19
รายวชิ า โครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ รหัสวชิ า ทร 02006 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สาระทักษะ
การเรยี นรู้
เนอื้ หาการเรียนรู้ เรื่อง โครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ แบบ พบกลุม่
4. ทักษะและกระบวนการท่ีจำเป็นในการทำโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ (การ
หาขอ้ มลู การเลือกใชข้ อ้ มูล การจดั ทำขอ้ มูล การนำเสนอข้อมลู การพัฒนาต่อยอดความรู้)
5. การดำเนินการในการทำโครงงาน เช่น การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การทำไดอารี่
ออนไลน์
6. การสะท้อนความคดิ เห็นตอ่ โครงงาน
วนั ท.ี่ ....... เดอื น................................พ.ศ................. เวลา 09.00 -12.00 น. ถงึ 13.00 – 16.00 น..
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มคี วามรู้ ความเข้าใจ หลกั การและแนวคิดโครงงานความหมายของโครงงานเพือ่ พฒั นาทักษะการ
เรียนรู้ประเภทของโครงงานการเตรยี มการทำโครงงาน ทักษะและกระบวนการในการทำโครงงาน ในการ
ทำโครงงาน
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 นกั ศึกษาสามารถบอกหลักการและแนวคิดโครงงานความหมายของโครงงานเพ่ือพัฒนา
ทกั ษะการเรยี นรู้ประเภทของโครงงานการเตรียมการทำโครงงาน ทกั ษะและกระบวนการในการทำ
โครงงาน การดำเนนิ การในการทำโครงงาน
2.2 นักศึกษาสามารถดำเนนิ การทำโครงงาน และสะท้อนความคิดเหน็ ต่อโครงงาน
3. ผลการเรยี นร้ทู ่ีคาดหวัง
3.1 . มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ หลักการและแนวคดิ โครงงานความหมายของโครงงานเพื่อพัฒนา
ทักษะการเรียนรปู้ ระเภทของโครงงานการเตรียมการทำโครงงาน ทกั ษะและกระบวนการในการทำ
โครงงาน การดำเนนิ การในการทำโครงงาน
3.2 มคี วามสามารถในการดำเนนิ การทำโครงงาน และสะทอ้ นความคิดเหน็ ต่อโครงงาน
4. กจิ กรรมการเรยี นรู้
4.1 ขน้ั การกำหนดสภาพปญั หา (O:orientation)
4.1.1 ครผู ูส้ อนอภิปรายรว่ มกนั สร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ หลกั การ
และแนวคดิ โครงงานความหมายของโครงงานเพ่อื พฒั นาทักษะการเรียนรู้ประเภทของโครงงานการ
เตรียมการทำโครงงาน ทักษะและกระบวนการในการทำโครงงาน การดำเนินการในการทำโครงงาน
4.1.2 มีความสามารถในการดำเนินการทำโครงงาน และสะทอ้ นความคดิ เห็นต่อ
โครงงาน
4.2 ข้นั การแสวงหาขอ้ มลู และการเรยี นรู้ (N:newway of lerling)
4.2.1 แบ่งกลุ่มนกั ศึกษา
4.2.2 นกั ศึกษาเรียนรู้จากใบความรู้ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ หลกั การและแนวคิด
โครงงาน
ความหมายของโครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ประเภทของโครงงาน
การเตรยี มการทำโครงงาน ทักษะและกระบวนการในการทำโครงงาน การดำเนนิ การในการทำโครงงาน
4.3 ขนั้ การปฏบิ ัติและการนำไปประยุกตใ์ ช้ (I:implementation)
4.3.1 นักศกึ ษารว่ มกนั สรุปการนำความรทู้ ไี่ ดร้ บั จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม
4.4 ขั้นการประเมนิ ผล (E:evaluation)
4.4.1 ประเมินผลการเรยี นรจู้ ากการนำเสนอโดยใชก้ ระบวนการกลุม่ และรายงาน
5. การวัดและประเมนิ ผล
5.1 ประเมนิ จากสรุปงาน และการนำเสนอ
6. สอ่ื และวัสดุอปุ กรณ์
6.1 ใบความรู้เรื่องความรู้ ความเขา้ ใจ หลักการและแนวคิดโครงงานความหมายของโครงงาน
เพ่ือพฒั นาทักษะการเรียนร้ปู ระเภทของโครงงานการเตรยี มการทำโครงงาน
6.2 มคี วามสามารถในการดำเนนิ การทำโครงงาน และสะท้อนความคิดเหน็ ตอ่ โครงงาน
7. แหล่งเรียนรู้
7.1 กศน.ตำบล
7.2 สถาบนั ศึกษาปอเนาะ
7.3 แหลง่ เรียนรู้ในตำบล
7.4 หอ้ งสมดุ ประชาชน
8. ตัวช้ีวดั ผลการเรียนรู้
8.1 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอกหลักการและแนวคิดโครงงานความหมายของโครงงาน
เพอื่ พฒั นาทักษะการเรยี นรปู้ ระเภทของโครงงานการเตรียมการทำโครงงาน
8.2 ร้อยละ 80 นกั ศึกษาสามารถดำเนินการทำโครงงาน และสะท้อนความคดิ เหน็ ต่อโครงงาน
ลงช่อื ........................................................ครูผู้สอน
(.................................................)
ตำแหน่ง….....................................……....................
ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ได้รบั มอบหมาย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วา่ ทรี่ อ้ ยโท
(ประวิตร จินตประสาท)
ผอ.กศน.อำเภอบาเจาะ
ใบความรู้ คร้ังที่ 19
รายวชิ า โครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรียนรู้ รหัสวชิ า ทร 02006 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สาระทกั ษะ
การเรยี นรู้
หลกั การของโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรยี นรู้
ผู้เรียนจะมีความเข้าใจและสามารถนำโครงงานไปใช้ในการแสวงหาความรู้ได้อย่างดี ดังนั้นผู้เรียนควรมี
โลกทัศน์ต่อโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่กว้างขวาง ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจหลักการของ
โครงงาน ซ่ึงได้ประมวลหลักการเฉพาะที่สำคัญมาให้ศึกษาดังน้ีหลักการของการทำโครงงานเพ่ือพัฒนา
ทกั ษะการเรียนรู้
1) เนน้ การแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง
2) ผเู้ รยี นเปน็ ผวู้ างแผนในการศึกษาคน้ คว้าด้วยตนเอง
3) ผเู้ รยี นลงมือปฏิบตั ดิ ้วยตนเอง
4) ผู้เรียนเป็นผู้นำเสนอโครงงานด้วยตนเอง
5) ผ้เู รยี นรว่ มกำหนดแนวทางวดั ผลและประเมนิ ผล
จดุ มุ่งหมายของการทำโครงงาน (www. thaigoodview.)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 หมวด 4
มาตรา 22 กล่าวว่า “การจดั การศกึ ษายึดหลกั ว่า ใหผ้ ู้เรียนทกุ คนมีความสามารถเรยี นรูแ้ ละพัฒนาตนเอง
ได้ และถือว่ามีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตาม
ธรรมชาติและ เต็มศักยภาพ” และมาตรา 24 กล่าวว่า “การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและ
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ดําเนินการดังต่อไปนี้...(7) จัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ
และความถนัดของผู้เรียน... (11) ฝึกทักษะกระบวนการคดิ และการจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการ
ประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ปัญหา...(15) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์
จริง ฝึกการปฏบิ ัตใิ ห้ทาํ ได้คดิ เป็นทาํ เปน็ รกั การอ่านและเกิดการใฝร่ ู้อยา่ งต่อเนื่อง...(23) จดั การเรยี นการ
สอนโดยผสมผสานสาระความรู้ต่างๆ อย่างได้ สัดส่วนสมดุลกัน รวมท้ังปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงาม
และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา...(33) จัดการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการ
ประสานความร่วมมือกบั บิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคล ในชุมชนทกุ ฝ่าย เพ่ือร่วมกันพัฒนาผู้เรยี นตาม
ศักยภาพ” “โครงงานเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้พัฒนาความสามารถของผู้เรียน อีกทั้งยังเป็น
กิจกรรมที่ ตอบสนองต่อกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ครูต้อง
นําไปใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในทุกสาระการเรียนรู้ซ่ึงผู้เรียน
ต้องมีความสามารถใน การเลือกสรรให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับระดับการศึกษาของตนเอง รวมถึง
ความสามารถในการนําความรู้ที่ เกิดจากการเสาะแสวงหาไปประยุกต์ใช้ชีวติ จริงได้จงึ นบั ว่าเปน็ การปฏริ ูป
ผ้เู รยี นใหร้ ู้จกั แสวงหาความรดู้ ้วย ตนเองจากสอื่ ท่หี ลากหลายอยา่ งต่อเนื่องและย่ังยืน”
ข้อมูล (Data)”หมายถึง กลุ่มตัวอักขระที่เมื่อนำมารวมกันแล้วมีความหมายอย่างใดอย่างหน่ึง และมี
ความสำคัญควรค่าแกก่ ารจัดเก็บ เพื่อนำไปใช้ในโอกาสตอ่ ๆ ไป ขอ้ มูลมักเป็นข้อความทอ่ี ธิบายถึงสิ่งใดส่ิง
หน่ึง อาจเปน็ ตัวอักษร ตัวเลขหรอื สัญลักษณใ์ ดๆ ทสี่ ามารถนำไปประมวลผลดว้ ยคอมพิวเตอร์ได้
(www.itdestination.)“ข้อมูล (Data)” หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของหรือ
เหตุการณ์ในรูปแบบของตัวเลข ภาพ ตัวอักษรและสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น คะแนนสอบวิชาภาษาไทย ราคา
สินค้า จำนวนผู้เรียนในโรงเรียน (www.thaigoodview.)“ข้อมูล”หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีอยู่ใน
ธรรมชาติ เป็นกลุ่มสัญลักษณ์แทนปริมาณ หรือการกระทำต่างๆ ท่ียังไม่ผ่านการวิเคราะห์ หรือการ
ประมวลผล ขอ้ มลู อยู่ในรูปของตวั เลข ตัวหนงั สอื รูปภาพแผนภูมิ เป็นต้น (www.internationalschool.)
“สารสนเทศ (Information)” หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ท่ีได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือมีการประมวลผลหรือ
วิเคราะห์สรุปผลด้วยวิธีการต่างๆ แล้วเก็บรวบรวมไว้ เพ่ือนำมาใช้ประโยชน์ตามต้องการการประมวลผล
(Data Processing) เป็นการนำข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ท่ีเก็บรวบรวมไวม้ าผ่านกระบวนการต่างๆ เพ่ือแปร
สภาพข้อมูลให้เป็นระบบและอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ (www.thaigoodview.) สารสนเทศ”หมายถึง
ข้อมูลที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง หรือจัดกระทำเพ่ือผลของการเพิ่มความรู้ ความเข้าใจของผู้ใช้ ลักษณะของ
สารสนเทศจะเป็นการรวบรวมข้อมูลหลายๆ อย่าง ที่เกี่ยวข้องกันเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างห นึ่ง
(internationalschool. eduzones.)“แหล่งข้อมูล”หมายถึง สถานที่หรือแหล่งท่ีเกิดข้อมูลแหล่งข้อมูล
จะแตกต่างกันไปตามข้อมูลท่ีต้องการ เช่น บ้านเป็นแหล่งข้อมูลท่ีเกี่ยวกับผู้เรียน โดยบันทึกข้อมูลไว้ใน
ทะเบียนบ้าน ห้องสมุดเป็นแหล่งข้อมูลเก่ียวกับความรู้ต่างๆ ข้อมูลบางอย่างเราอาจจะนำมาจาก
แหล่งข้อมูลหลายแหล่งได้ เช่น ราคาของเล่นชนิดเดียวกัน เราอาจจะหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลซึ่งได้แก่
ร้านค้าหลายๆ ร้านได้ และข้อมูลหรือราคาท่ีได้อาจจะแตกต่างกันไป หนังสือพิมพ์เป็นแหล่งข้อมูลที่มีทั้ง
ขอ้ ความ ตวั เลข รูปภาพ
เลือกใช้ข้อมูล (www.202. 143. 159. 117)
การเลือกใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเป็นส่ิงที่มีประโยชน์มาก เพราะในการดำรงชีวิตของคนเรามักเก่ียวข้อง
กับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างมีระบบระเบียบ มีหลักมีเกณฑ์และมี
เหตุผล โดยนำปัจจัยต่างๆ มาพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจ เพื่อให้ทางเลือกที่ดีท่ีสุดซ่ึงต้องอาศัยท้ังความรู้
ประสบการณ์ ข้อมลู ข่าวสารต่างๆ เป็นส่วนประกอบ เพ่อื ไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรอื โอกาสท่ีจะผิดพลาด
มีนอ้ ยท่สี ดุ
การจัดทำขอ้ มูลใหเ้ ปน็ สารสนเทศ (www.krutong.)
การจัดทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้งาน จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ในการดำเนินการ เริ่มต้ังแต่การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้
กลายเป็นสารสนเทศ และการดแู ลรักษาสารสนเทศเพอื่ การใช้งาน ดงั ตอ่ ไปน้ี
ก. การรวบรวมและตรวจสอบขอ้ มลู
1) การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเร่ืองของการเก็บรวบรวมข้อมูลซ่ึงมีจำนวนมาก และต้องเก็บให้ได้อย่าง
ทนั เวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรียน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยในการจัดเก็บอยู่
เป็นจำนวนมาก เช่น การป้อนข้อมูลเข้าเคร่ืองคอมพิวเตอร์ การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง การตรวจใบ
ลงทะเบยี นที่มกี ารฝนดินสอดำในตำแหน่งต่างๆ เปน็ วธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู เชน่ กนั
2) การตรวจสอบข้อมูล เม่ือมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเพ่ือความ
ถูกต้อง ข้อมูลท่ีเก็บเข้าในระบบต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบท่ีผิดพลาดต้องแก้ไขการตรวจสอบข้อมูลมี
หลายวธิ ี เชน่ การใช้ผปู้ ้อนขอ้ มูลสองคนป้อนขอ้ มูลชดุ เดียวกนั เขา้ คอมพิวเตอร์แล้วเปรยี บเทียบกัน
ข. การประมวลผลข้อมลู แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คือ
1) การประมวลผลด้วยมือ วธิ ีนี้เหมาะกับข้อมูลจำนวนไม่มากและไม่ซับซ้อน อุปกรณ์ในการคำนวณได้แก่
เคร่ืองคดิ เลข ลูกคดิ
2) การประมวลผลด้วยเครื่องจกั ร วิธีน้ีเหมาะกับข้อมูลจำนวนปานกลาง และไม่จำเป็นต้องื นใช้ผลในการ
คำนวณทันทีทนั ใด เพราะตอ้ งอาศยั เครื่องจกั รและแรงงานคน
3) การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ วิธีนี้เหมาะกับงานที่มีจำนวนมาก ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ และ
งานมีการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน การคำนวณด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะให้ผลลัพธ์ท่ีถูกต้องแม่นยำและ
รวดเร็ว
ลำดับขนั้ ตอนในการประมวลผลข้อมูลมดี งั น้ี
1) การจัดแบ่งกลุ่มข้อมูล ข้อมูลที่เก็บจะต้องมีการแบ่งแยกกลุ่ม เพื่อเตรียมไว้สำหรับการใช้งาน การ
แบ่งแยกกลุ่มมีวิธีการที่ชัดเจน เช่น ข้อมูลในโรงเรียนมีการแบ่งเป็นแฟ้มประวัตินักเรียน และแฟ้ม
ลงทะเบยี น สมดุ โทรศพั ทห์ น้าเหลอื งมีการแบง่ หมวดสินคา้ และบรกิ าร เพือ่ ความสะดวกในการคน้ หา
2) การจัดเรยี งข้อมูล เมื่อจดั แบง่ กลุ่มเป็นแฟ้มแล้ว ควรมีการจัดเรียงข้อมูลตามลำดับตวั เลขหรือตัวอักษร
เพ่อื ให้เรียกใชง้ านได้งา่ ยประหยัดเวลา ตัวอยา่ งการจัดเรียงข้อมูล เช่น การจัดเรียงบตั รข้อมูลผู้แต่งหนังสือ
ในตู้บัตรรายการของห้องสมุดตามลำดับตัวอักษร การจัดเรียงช่ือคนในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ทำให้
คน้ หาไดง้ ่าย
3) การสรุปผล บางครัง้ ข้อมลู ท่จี ัดเก็บมเี ป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการสรุปผลหรือสร้างรายงานย่อ เพ่ือ
นำไปใช้ประโยชน์ข้อมูลท่ีสรุปได้นี้อาจสื่อความหมายได้ดีกว่า เช่น สถิติจำนวนนักเรียนแยกตามระดับแต่
ละระดบั การศกึ ษา
4) การคำนวณ ข้อมูลท่ีเก็บมีเป็นจำนวนมาก ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลตัวเลขท่ีสามารถนำไปคำนวณเพื่อ
หาผลลพั ธบ์ างอยา่ งได้ ดงั นั้นการสร้างสารสนเทศจากขอ้ มูลจงึ อาศัยการคำนวณข้อมูลทเี่ กบ็ ไว้ด้วย
ค. การจัดเก็บและดแู ลรักษาข้อมลู ประกอบด้วย
1) การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในส่ือบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล
นอกจากนี้ยงั รวมถงึ การดูแล และการทำสำเนาขอ้ มูลเพอ่ื ให้ใชง้ านต่อไปในอนาคตได้
2) การค้นหาข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์ท่ีจะเรียกใช้งานได้ต่อไป การค้นหาข้อมูลจะต้องค้นได้
ถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว จงึ มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามามีสว่ นชว่ ยในการทำงาน ทำใหก้ ารเรียกค้นกระทำได้
งา่ ยและทันเวลา
3) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพ่ือที่จะนำข้อมูลเก็บรักษาไว้ หรือนำไปแจกจ่ายในภายหลัง จึงควร
จัดเกบ็ ขอ้ มลู ให้ง่ายต่อการทำสำเนา หรือนำไปใช้อกี คร้งั ไดโ้ ดยง่าย
4) การสื่อสารข้อมูล ต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเร่ือง
สำคัญ และมีบทบาทที่สำคัญย่ิงที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็ว และทันเวลาปัจจุบัน
ผู้บรหิ ารตอ้ งสามารถปฏิบัติงานให้รวดเร็ว เพ่ือตอบสนองตอ่ การแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมท่ีมี
การใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่ทันสมัย การแข่งขันในเชิงธุรกิจจึงมากข้ึนตามลำดับ มีการใช้เทคนิคทาง
คอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพ่ือการตัดสินใจความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลงและราคาถูกลง การนำ
คอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ตลอดจนระบบส่ือสารก้าวหน้าย่ิงข้ึน ซึ่งเป็นผลทำให้
ระบบข้อมูลขององค์การท่ีใช้เทคโนโลยีเหล่าน้ีมีประสิทธิภาพมากข้ึน แนวทางการดำเนินการให้ได้ระบบ
สารสนเทศเพอื่ การจัดการจะเร่ิมจากการวเิ คราะหค์ วามต้องการ การวิเคราะห์นี้จะได้จากการสอบถาม ซึ่ง
จะทำให้ทราบว่าควรจะจัดโครงสร้างข้อมูลน้ันไว้ในระบบหรือไม่ ถ้าจัดเก็บจะประกอบด้วยข้อมูลอะไร มี
รายละเอียดอะไรตอบสนองการใชง้ านไดอ้ ย่างไร
ลกั ษณะของสารสนเทศท่ีดตี อ้ งประกอบไปดว้ ยรายละเอียด ดังนี้
1) ความเที่ยงตรง (Accuracy) หมายถึง ปราศจากความเอนเอียง สารสนเทศท่ีดีต้องบอกลักษณะความ
เปน็ จรงิ ทเ่ี กิดขึ้น ไม่ชี้นำไปทางใดทางหนงึ่
2) ตรงตามความตอ้ งการของผู้ใช้ (Relevancy) หมายถงึ มเี นื้อหาตรงกับเรอ่ื งทต่ี ้องการใชข้ องผูใ้ ช้แต่
3) ทันต่อเวลา (Timeliness) หมายถึง สามารถนำสารสนเทศที่ต้องการไปใช้ได้ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
การจัดเตรียมสารสนเทศให้ทันต่อเวลาที่ต้องการใช้มี 2 ลักษณะ คือ การจัดทำสารสนเทศล่วงหน้าตาม
กำหนดเวลาท่ีเหตุการณ์จะเกิดในอนาคต และการจัดทำสารสนเทศอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ในเหตุการณ์
ทีก่ ำลงั เกดิ ข้ึ
ใบความรู้ ครั้งที่ 19
รายวชิ า โครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ รหัสวิชา ทร 02006 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สาระทักษะ
การเรยี นรู้
๑ให้นกั ศกึ ษาบอกหลักการของโครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรียนรู้
......................................................................................................................................... ..............................
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
.................................................................................................................................................... ...................
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
๒ ข้อมลู (Data)”หมายถึง
.................................................................................................................................... ...................................
.......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................... .............................................
............................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
๓ ลกั ษณะของสารสนเทศที่ดีต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด
............................................................................................................................. ..........................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................... ................................................................ ............
............................................................................................................................. ..........................................
.......................................................................................................................................................................
.................................................................................................... ................................................................ ...
แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ คร้งั ท่ี 20
เรือ่ ง การปจั ฉิมนิเทศ จำนวน 6 ช่ัวโมง
วันท่ี.............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.เน้ือหา
1. กฎระเบยี บปฏบิ ัตกิ ารเข้าสอบ/การแต่งกาย/สถานท่ีสอบ รหัสสถานศกึ ษา/กจิ กรรมพฒั นา
คุณภาพชีวติ (กพช) ขอจบการศึกษาและการศึกษาต่อวดั ผลประเมินผลปลายภาคเรยี นที่ 1/64
ทุกรายวิชา
2. การมีวนิ ยั ใฝ่เรยี นรู้
3. การวางแผนการจัดการ มวี ิสยั ทัศนท์ ด่ี ี และมีลักษณะพึงประสงคข์ องผสู้ ำเรจ็ การศึกษานอก
โรงเรยี น
2.ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้
1. ครูผู้สอนชีแ้ จ้งกฎระเบียบปฏิบตั ิการเข้าสอบ/การแต่งกาย/สถานทสี่ อบ รหัสสถานศึกษา/
กิจกรรมพฒั นาคุณภาพชวี ติ (กพช) ขอจบการศึกษาและการศึกษาต่อวัดผลประเมินผลปลายภาค
เรียนที่ 1/64 ทุกรายวชิ า
2. ครผู สู้ อนแนะนำการวางแผนการจดั การ มีวสิ ยั ทัศน์ท่ีดี และมลี ักษณะพึงประสงค์ของผู้สำเร็จ
การศึกษานอกโรงเรยี น
3. ครูผสู้ อนแนะแนวการศึกษาต่อให้กับนักศึกษาผูจ้ บหลกั สตู ร
5.สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้ -
6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
๑. การสงั เกต
๒. การมีส่วนรว่ ม
ลงชื่อ………………………………………….ครูผูส้ อน วา่ ที่รอ้ ยโท………………………………………
() (ประวติ ร จนิ ตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผ้อู ำนวยการ กศน.บาเจาะ