The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khaning Chotika Kehathan, 2024-02-07 02:08:19

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน,การเรียนรู้แบบร่วม,เทคนิค TGT

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร โชติกา เคหฐาน งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุสาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร โชติกา เคหฐาน งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุสาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ผู้วิจัย นางสาวโชติกา เคหฐาน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์มัลลิกา มาภา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา ๒๕๖๖ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ให้มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ แบบฝึก โดยวิธีสุ่มอย่างง่ายเพื่อเลือกนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 39 คน จากนักเรียนทั้งหมด 209 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จำนวน 5 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (̅ ) การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่าที(t-test) แบบ Dependent Sample Test ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ย (̅ ) เท่ากับ 16.71 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.04 และมีค่า t เท่ากับ 13.60


ข กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก สำหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ในครั้งนี้ สามารถสำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดีจาก อาจารย์มัลลิกา มาภา อาจารย์นิเทศ ที่กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำ และตรวจสอบแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ อย่างละเอียดจนครบถ้วนสมบูรณ์ ตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่ อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ นางสาววราภรณ์ ยุบลมูล ครูพี่เลี้ยง ที่กรุณาดูแล ให้คำปรึกษา ตลอดจน ให้คำแนะนำติชมต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยและการปฏิบัติหน้าที่การสอน นางจิระนันท์ ไตรแสง และนางสุชาดา คำพระวัน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาภาษาไทย ที่กรุณาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตลอดจนคณะครูภายในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ทุกท่าน ที่ช่วยให้ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อการทำวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคณะครู โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลองใช้เครื่องมือ วิจัย รวมถึงนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่คอยดูแลและให้การสนับสนุนในการวิจัยครั้งนี้ ทั้งให้ ความช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์ ขอเสนอแนะด้านต่าง ๆ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้และมีส่วนช่วย การ ศึกษาวิจัยครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี โชติกา เคหฐาน ผู้จัดทำ


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.............................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ..............................................................................................................................ข สารบัญ.............................................................................................. ผิดพลาด! ไม่ได้กำหนดบุ๊กมาร์ก บทที่ 1 บทนำ.....................................................................................................................................1 1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา...............................................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.........................................................................................................4 1.3 สมมติฐานของการวิจัย.............................................................................................................4 1.4 ขอบเขตของการวิจัย................................................................................................................5 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...............................................................................................5 1.4.2 ตัวแปรที่ศึกษา..................................................................................................................5 1.4.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา...........................................................................................................5 1.4.4 ขอบเขตด้านเวลา..............................................................................................................5 1.5 วิธีดำเนินการวิจัย.....................................................................................................................6 1.5.1 เครื่องมือการวิจัย.............................................................................................................6 1.6 นิยามศัพท์....................................................................................................................................6 1.7 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย.......................................................................................................7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..............................................................................................8 2.1 เอกสารที่เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย..............................................................................................................................9 2.1.1 หลักการของหลักสูตร.......................................................................................................9 2.1.2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง.............................................................................10


ง สารบัญ (ต่อ) 2.2 ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดี.............................................................................................................15 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี.....................................................................................................15 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าวรรณคดี..........................................................................................17 2.2.3 องค์ประกอบของวรรณคดี..................................................................................................19 2.2.4 วิธีการสอนวรรณคดี............................................................................................................20 2.2.5 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย.......................................................................................................21 2.3 กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TGT........................................................27 2.3.1 ความเป็นมาและความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT.....................27 2.3.2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้.......................................................................................28 2.4 การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก..................................................................................................30 2.4.1 ความหมายของแบบฝึก.......................................................................................................30 2.4.2 ความสำคัญของแบบฝึก......................................................................................................31 2.4.3 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี.......................................................................................................32 2.4.4 หลักการสร้างแบบฝึกที่ดี.....................................................................................................34 2.4.5 ประโยชน์ของแบบฝึก.........................................................................................................35 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน............................................................................37 2.5.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ....................................................................................37 2.5.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน............................................................39 2.5.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย....................................................................42 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.....................................................................................................................44 2.6.1 กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง....................................................................................44 2.6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก............................................................................................46 2.6.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT..................................47


จ สารบัญ (ต่อ) 2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย.................................................................................................................51 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย.................................................................................................................52 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.....................................................................................................52 3.1.1 ประชากร........................................................................................................................52 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง ...................................................................................................................52 3.2 แบบแผนการวิจัย...................................................................................................................53 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.........................................................................................................53 3.4 การสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องมือ.................................................................................54 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................................................57 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................................57 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล...............................................................................................57 บทที่ 4...............................................................................................................................................60 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................................60 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................60 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................................60 บทที่ 5...............................................................................................................................................70 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ..............................................................................................70 5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.......................................................................................................70 5.2 สมมติฐานการวิจัย..................................................................................................................70 5.3 สรุปผลการวิจัย......................................................................................................................71 5.4 อภิปรายผลการวิจัย................................................................................................................71


ฉ สารบัญ (ต่อ) 5.5 ข้อเสนอแนะ...........................................................................................................................74 บรรณานุกรม.....................................................................................................................................75 ภาคผนวก..........................................................................................................................................81 ภาคผนวก ก..................................................................................................................................82 รายนามผู้เชี่ยวชาญ.......................................................................................................................82 ภาคผนวก ข..................................................................................................................................84 ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ในการวิจัย...............................................................................84 ภาคผนวก ค................................................................................................................................101 เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน .....................................................................................101 ภาคผนวก จ................................................................................................................................105 ภาพการทำกิจกรรมระหว่างการจัดการเรียนรู้และตัวอย่างแบบฝึกของนักเรียน.........................105 ภาคผนวก ช................................................................................................................................117 ประวัติผู้วิจัย................................................................................................................................117


ช สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ตารางแสดงตัวชี้วัดรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระการอ่าน.............. 11 ตารางที่ 2 ตารางแสดงตัวชี้วัดรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระการเขียน............ 12 ตารางที่ 3 ตารางแสดงตัวชี้วัดรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระการฟังการดู และการพูด................................................................................................................. 13 ตารางที่ 4 ตารางแสดงตัวชี้วัดรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระหลักภาษา การใช้ภาษา.............................................................................................................. 13 ตารางที่ 5 ตารางแสดงตัวชี้วัดรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระวรรณคดีและ วรรณกรรม............................................................................................................... 14 ตารางที่ 6 รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน.............. 53 ตารางที่ 7 แบบแผนที่ใช้ในการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม........................................................ 53 ตารางที่ 8 แสดงคะแนนก่อนเรียน คะแนนระหว่างเรียน และคะแนนหลังเรียน วิชาภาษาไทย............................................................................................................ 61 ตารางที่ 9 แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้.............................................................. 66 ตารางที่ 10 แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนน ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาภาษาไทย..................................................................... 68 ตารางที่ 11 แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และระดับนัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน................. 69


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา วรรณคดีเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สามารถสะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคน ในสมัยนั้นๆ ในเนื้อเรื่องกวีมักสอดแทรกแนวคิด คติสอนใจและปรัชญาชีวิตไว้ ทําให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ความประทับใจมีความรู้สึกร่วมไปกับกวี ดังนั้น วรรณคดีจึงมีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์ สังคม อารมณ์และคติสอนใจ รวมทั้งมีคุณค่าในด้านวรรณศิลป์ด้วย วรรณคดีนับเป็นเครื่องเชิดชูอารยธรรม ของชาติและยังมีคุณค่าเป็นหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้คนในชาติสามารถรับรู้เรื่องราวในอดีต การ อ่านวรรณคดีจึงเป็นการส่งเสริมให้ผู้อ่านมีอารมณ์สุนทรีย์และเข้าใจความจริงของโลกมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง วรรณคดียังเป็นดังกระจกสะท้อนภาพสังคมและวัฒนธรรม ผู้อ่านจึงควรอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อศึกษาเรียนรู้เรื่องราว ความเป็นมา ความคิดและค่านิยมของสังคมที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ปราณี นิตยะ (2561) จากความสำคัญของวรรณคดีข้างต้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้กำหนดสาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้เกี่ยวกับ วรรณคดีและวรรณกรรมไว้ คือ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดง ความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมา ประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน โดยผู้เรียนต้องเกิดคุณภาพตามที่กำหนด คือ เข้าใจและสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่าน วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่น สำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจได้(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 3-4) ซึ่งการเรียนการสอนวรรณคดีนอกจากผู้เรียนต้องเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ในตัวบทหรือเนื้อหาแล้ว ผู้เรียนจำเป็นต้องมีการแสดงความคิดเห็น หรือวิเคราะห์วิจารณ์คุณค่า สามารถสรุปข้อคิดและนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้เรียนได้ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเนื้อหาวรรณคดีสำหรับผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น กล่าวว่า วรรณคดีวรรณกรรมปัจจุบันและวรรณกรรมท้องถิ่นเป็นภูมิปัญญาไทยที่สะท้อนภาพชีวิตและสังคม สามารถเรียนรู้ได้หลายแง่มุมในเชิงสหวิทยาการ ผู้สอนจึงควรจัดการเรียนการสอนให้เห็นคุณค่าของ


2 วรรณคดีและวรรณกรรมทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบ เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตและบูรณาการกับ ความรู้ด้านอื่นๆ จึงจะเกิดสัมฤทธิ์ผลในการเรียนการสอนวรรณคดีตามเป้าหมาย และในแต่ละช่วงชั้น ต้องเรียนวรรณคดีตามที่กำหนดไว้เหมาะสมกับวัยและศักยภาพของผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 1-2) ดังนั้นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเนื้อหาวรรณคดีไว้ ได้แก่ กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ศิลาจารึกหลักที่ 1 โคลงสุภาษิต บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก และกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า เนื้อหาที่ผู้วิจัยจะนำมาทำการวิจัยในเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในครั้งนี้ คือ กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ซึ่งเป็นผลงานของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ที่นิพนธ์ขึ้นในโอกาสตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระราชบิดา พระองค์ทรงเล่า เกี่ยวกับเหตุการณ์การเดินทางไปพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และได้พรรณนาถึงธรรมชาติที่พบเห็น ระหว่าง การเดินทาง นับว่าเป็นวรรณคดีที่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธา ธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และความงามของธรรมชาติ จึงควรค่าแก่การศึกษาและกระตุ้นให้นักเรียนให้ ความสนใจในสาระเนื้อหาวรรณคดี เพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมของไทยที่ให้คุณค่าทั้งด้านเนื้อหา ด้านวรรณศิลป์ และด้านสังคม เสมือนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเรื่องราวในอดีตผ่านเนื้อหาวรรณคดี การเรียนการสอนวรรณคดีในปัจจุบัน ครูผู้สอนมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้เพียงเพื่อให้ผู้เรียนท่องจำ แปลศัพท์ หรือแม้แต่การจดจำเนื้อหาผ่านเรื่องราวที่เรียน ซึ่งถือเป็นปัญหาที่เกิดจากครูผู้สอนโดยตรง ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียนวรรณคดี ขาดความรู้ความเข้าใจ หรือความสนใจที่จะ เรียนวรรณคดีเพราะถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้เรียนเองและเป็นเรื่องไกลตัว โดยวรรณคดีแต่ละเรื่องถูกประพันธ์ในช่วงสมัยอดีต ส่งผลให้คำศัพท์บางคำไม่ปรากฎใช้ในปัจจุบัน จึงยากต่อการทำความเข้าใจ (ชลธิชา นำมา, 2561: 115 อ้างอิงใน ดลชัย อินทรโกสุม, 2564: 15) จากปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหาจาก เอกสารและงานวิจัยต่างๆ จึงเกิดความสนใจในหลักการและรูปแบบในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT หรือ Teams Games-Tournaments ที่มีเกมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและใช้แบบทดสอบ ก่อน-หลังเรียนเป็นตัววัดผลการจัดการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน ทุกๆ ด้าน จึงสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยอาศัย ความร่วมมือจากกลุ่ม นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ อาทิ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม กระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระบวนการแสวงหาความรู้ โดยการจัดกิจกรรม


3 การเรียนรู้แบบร่วมมือ มีขั้นตอนในการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ ขั้นที่ 2 ขั้นสอน ขั้นที่ 3 ขั้นจัดทีม ขั้นที่ 4 ขั้นแข่งขันตอบปัญหา ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปผล นอกจากนี้ได้นำเสนอผลการวิจัย ที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT หรือ Teams Games-Tournaments ที่ส่งผลต่อการ พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนไว้ดังนี้ อิสระพงศ์ โสภาใฮ (2560) ได้ทำวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น โดยใช้การเรียนรู้เทคนิค TGT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นนำ (2) ขั้นสอน (3) ขั้นจัดทีม (4) ขั้นการแข่งขันตอบปัญหา และ (5) ขั้นสรุปผล การพัฒนาประสิทธิภาพกิจกรรม การเรียนมี 3วงรอบ ปรากฏดังนี้ วงรอบที่ 1 ร้อยละ 40.97 วงรอบที่ 2 ร้อยละ 66.53 และ วงรอบที่ 3 ร้อยละ 76.39ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 75 นักเรียนที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้เทคนิค TGT มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่าน คิดเป็นร้อยละ 83.06 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มณี บุญญาติศัย (2548) ได้ทำวิจัยเรื่อง การศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ประโยค ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT กับการสอนแบบปกติ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องประโยค ของกลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือ เทคนิค TGT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อดิวัฒน์ เรือนรื่น (2563) ได้ทำวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองเค็ด โดยใช้วิธีการสอนแบบ TGT พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองเค็ด โดยใช้วิธีการสอนแบบ TGT สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 จิรายุ ชูอิน และ จุไรรัตน์ ลักษระศิริ(2561) ได้ทำวิจัยเรื่อง การศึกษาการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องชนิดของคำ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดสุทธิวรา ราม ที่ได้รับ การสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT กับการสอนแบบปกติ พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องชนิดของคำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดย การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องชนิดของค า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับ การสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


4 และ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องชนิดของคำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่ได้รับการสอน แบบปกติ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ธนพร ดวงพรกชกร (2559) ได้ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก พบว่า ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับ แบบฝึก สูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากเหตุผลข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง เพื่อศึกษาว่ากระบวนการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT นี้สามารถทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยา คาร โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก 1.3 สมมติฐานของการวิจัย จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำมากำหนด สมมติฐานในการวิจัยในครั้งนี้ไว้ดังนี้ 1.3.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของ คะแนนเต็ม มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 1.3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


5 1.4 ขอบเขตของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยไว้ดังนี้ 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 9 ห้องเรียน จำนวน 242 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 39 คน 1.4.2 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ การเรียนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TGT ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 1.4.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ การจัดการเรียนรู้วรรณคดีและวรรณกรรม ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้เวลาในการสอน 5 ชั่วโมง ดังนี้ เรื่องที่ 1 ทำความรู้จักกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เรื่องที่ 2 เรียนรู้ลักษณะคำประพันธ์ที่ปรากฏ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เรื่องที่ 3 ท่องเนื้อหากับเจ้าฟ้ากุ้ง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เรื่องที่ 4 วิเคราะห์คุณค่าด้านเนื้อหาและวรรณศิลป์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เรื่องที่ 5 วิเคราะห์คุณค่าด้านสังคมและข้อคิด ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 1.4.4 ขอบเขตด้านเวลา การวิจัยครั้งนี้ ใช้เวลาในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ระยะเวลาการทดลองกระบวนการใช้เวลา 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 5 ชั่วโมง


6 1.5 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้จะศึกษาประชากรกลุ่มเดียว โดยมีการทดสอบก่อน-หลังการทดสอบ (One Group Pretest-Posttest Design) 1.5.1 เครื่องมือการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทั้งสิ้น ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยที่ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จำนวน 5 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.6 นิยามศัพท์ 1.6.1 การเรียนรู้ด้วยเทคนิค TGT (Team-Game-Tournament) หมายถึง การเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-5 คน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการ ทำงานร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมกันรับผิดชอบงานในกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิด เป็น ความสำเร็จของกลุ่มโดยมีขั้นตอนการจัดกิจกรรม 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ ขั้นที่ 2 ขั้น สอน ขั้นที่ 3 ขั้นจัดทีม ขั้นที่ 4 ขั้นการแข่งขันตอบปัญหา และขั้นที่ 5 ขั้นสรุปผล 1.6.2 แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการเตรียมการสอน โดยกำหนด กิจกรรมการเรียนรูเอาไวลวงหนาอย่างเป็นระบบ มีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มากำหนดกิจกรรมการ เรียน การสอนในชั้นเรียน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่กำหนดไว โดยการวิจัยในครั้งนี้ ใช้แผนการ จัดการเรียนรูเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก 1.6.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอน ที่จะทำให้การเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 1.6.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสรงขึ้น เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก


7 1.6.5 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่ได้จากการทำแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยใช เกณฑ 80/80 ดังนี้ 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบฝึกทักษะระหว่าง เรียนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรูวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จำนวน 5 แผน โดยเฉลี่ยไมนอยกวา รอยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ไดจากการทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน โดยเฉลี่ยไมนอยกวารอยละ 80 1.6.6 นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนหนองคาย วิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 39 คน 1.7 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงโดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน


8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.1.1 หลักการของหลักสูตร 2.1.2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2.2 ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวกับวรรณคดี 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดี 2.2.3 องค์ประกอบของวรรณคดี 2.2.4 วิธีการสอนวรรณคดี 2.2.5 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย 2.2.5.1 กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 2.3 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT 2.3.1 ความเป็นมาและความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT 2.3.2 ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.4 การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก 2.4.1 ความหมายของแบบฝึก 2.4.2 ความสำคัญของแบบฝึก 2.4.3 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 2.4.4 ประโยชน์ของแบบฝึก 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย


9 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 2.6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก 2.6.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT 2.7 กรอบแนวคิดวิจัย 2.1 เอกสารที่เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้าง บุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจและ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และ การดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้ อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้า ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็น สื่อแสดง ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรีภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป 2.1.1 หลักการของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 4) กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี หลักการที่สำคัญ ดังนี้ 2.1.1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐานการ เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.1.1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาคและมีคุณภาพ 2.1.1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วม ในการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 2.1.1.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและการ จัดการเรียนรู้ 2.1.1.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ


10 2.1.1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้ อย่างมี ประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดสาระในรายวิชาภาษาไทยไว้จำนวน 5 สาระ ดังนี้ 1) การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้วคำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับ ใช้ใน ชีวิตประจำวัน 2) การเขียน การเขียนสะกดคำตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ การเขียน เรียงความ ย่อความ เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า เขียนตามจินตนาการเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 3) การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณการพูดแสดง ความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 4) หลักการใช้ภาษาไทย ศึกษาธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย 5) วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และเพื่อความเพลิดเพลิน การเรียนรู้ และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่น ของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิด ความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้ สั่งสมสบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


11 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วย 5 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตารางที่ 1 ตารางมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดสาระการอ่าน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และ บทร้อยกรองได้ถูกต้อง การอ่านออกเสียง ประกอบด้วย - บทร้อยแก้วที่เป็นบทบรรยายและบทพรรณนา - บทร้อยกรอง เช่น กลอนบทละคร กลอนนิทาน กลอนเพลงยาว และกาพย์ห่อโคลง 2. จับใจความสำคัญ สรุปความ และอธิบาย รายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน 3. เขียนผังความคิดเพื่อแสดงความเข้าใจ ในบทเรียนต่างๆ ที่อ่าน 4. อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 5. วิเคราะห์และจำแนกข้อเท็จจริง ข้อมูล สนับสนุน และข้อคิดเห็นจากบทความที่อ่าน 6. ระบุข้อสังเกตการชวนเชื่อ การโน้มน้าว หรือความสมเหตุสมผลของงานเขียน การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เช่น - วรรณคดีในบทเรียน - บทความ - บันทึกเหตุการณ์ - บทสนทนา - บทโฆษณา - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ - งานเขียนหรือบทความแสดงข้อเท็จจริง - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 7. อ่านหนังสือ บทความ หรือคำประพันธ์ อย่างหลากหลาย และประเมินคุณค่าหรือ แนวคิดที่ได้จากการอ่าน เพื่อนำไปใช้ แก้ปัญหาในชีวิต การอ่านตามความสนใจ เช่น - หนังสืออ่านนอกเวลา - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 8. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน


12 สาระที่ 2การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ ตารางที่ 2 ตารางมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดสาระการเขียน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. คัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดตามรูปแบบการเขียน ตัวอักษรไทย 2. เขียนบรรยายและพรรณนา การเขียนบรรยายและพรรณนา 3. เขียนเรียงความ การเขียนเรียงความเกี่ยวกับประสบการณ์ 4. เขียนย่อความ การเขียนย่อความจากสื่อต่างๆ เช่น นิทาน คำสอน บทความ ทางวิชาการ บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราวในบทเรียนในกลุ่ม สาระ การเรียนรู้อื่น นิทานชาดก 5. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า การเขียนรายงาน - การเขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า - การเขียนรายงานโครงงาน 6. เขียนจดหมายกิจธุระ การเขียนจดหมายกิจธุระ - จดหมายเชิญวิทยากร - จดหมายขอความอนุเคราะห์ 7. เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดง ความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งใน เรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล การเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งจากสื่อต่างๆ เช่น - บทความ - บทเพลง - หนังสืออ่านนอกเวลา - สารคดี - บันเทิงคดี 8. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน


13 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ตารางที่ 3 ตารางมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดสาระการฟัง การดู และการพูด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. พูดสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู การพูดสรุปความจากเรื่องที่ฟังและดู 2. วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และ ความน่าเชื่อถือของข่าวสารจากสื่อต่างๆ การพูดวิเคราะห์และวิจารณ์จากเรื่องที่ฟังและดู 3. วิเคราะห์และวิจารณ์เรื่องที่ฟังและดู อย่างมีเหตุผลเพื่อนำข้อคิดมาประยุกต์ใช้ใน การดำเนินชีวิต 4. พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตาม วัตถุประสงค์ การพูดในโอกาสต่างๆ เช่น - การพูดอวยพร - การพูดโน้มน้าว - การพูดโฆษณา 5. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษา ค้นคว้า การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตารางที่ 4 ตารางมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดสาระหลักการใช้ภาษาไทย ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. สร้างคำในภาษาไทย การสร้างคำสมาส 2. วิเคราะห์โครงสร้างประโยคสามัญ ประโยครวม และประโยคซ้อน ลักษณะของประโยคในภาษาไทย - ประโยคสามัญ - ประโยครวม - ประโยคซ้อน


14 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 3. แต่งบทร้อยกรอง กลอนสุภาพ 4. ใช้คำราชาศัพท์ คำราชาศัพท์ 5 รวบรวมและอธิบายความหมายของคำ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตารางที่ 5 ตารางมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดสาระวรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑. สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่ อ่านในระดับที่ยากขึ้น วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกับ - ศาสนา - ประเพณี - พิธีกรรม - สุภาษิต คำสอน - เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ - บันเทิงคดี - บันทึกการเดินทาง 2. วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นที่อ่าน พร้อมยกเหตุผลประกอบ 3. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีแล วรรณกรรม ที่อ่าน 4. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง การวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจากวรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่น 5. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและ บทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ


15 จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย ทำให้เห็นว่า สาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยประกอบไปด้วย 5 สาระ ได้แก่ สาระการอ่าน สาระการเขียน สาระการฟัง การดู การพูด สาระหลักการใช้ภาษาไทย รวมทั้งสาระ วรรณคดีและวรรณกรรม รวมทั้งสิ้น 32ตัวชี้วัด ทำให้เห็นว่าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจ ในสาระต่าง ๆ ของการเรียนในรายวิชาอย่างครบถ้วน และครอบคลุมองค์ความรู้รายวิชาภาษาไทย ในระดับชั้นนั้น ๆ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้วิจัยในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งเป็นหนึ่ง ในเครื่องมือในการวิจัย 2.2 ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดี 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี วรรณคดีตามความหมายของราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายของ คำว่า วรรณคดีไว้ว่า หมายถึง วรรณกรรมที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดีมีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ถึงขนาด เช่น พระ ราชพิธีสิบสองเดือน มัทนะพาธา สามก๊ก เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556: 1,100) ศรีวิไล ดอกจันทร์ (2529: 3)ได้ให้ความหมายของวรรณคดีไปในทิศทางเดียวกันว่า หมายถึง หนังสือที่เรียบเรียงเป็นอย่างดีด้วยถ้อยคำที่เกลี้ยงเกลา ไพเราะ มีรสปลุกมโนคติให้เพลิดเพลิน กระทบกระเทือนอารมณ์ต่างๆ ทำให้ผู้อ่านมีมโนภาพไปตามจินตานาการของผู้แต่งและยังให้ความรู้ ข้อคิด ทั้งยังเป็นหนังสือที่สอดแทรกคุณค่าและทัศนคติต่าง ๆ และสารัตถประโยชน์ไว้อีกด้วย วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2544: 27) ได้กล่าวเกี่ยวกับความหมายของไว้ว่าวรรณคดี เป็นศิลปะ ที่ใช้ภาษาเป็นสื่อในการสร้างสรรค์ คำว่า “วรรณคดี” เป็นศัพท์บัญญัติที่ไทยสร้างขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2475 เพื่อให้สอดคล้องกับ คำว่า Literature ในภาษาอังกฤษ หมายถึง หนังสือที่แต่งดีใช้ภาษา ดี เป็นบทประพันธ์ที่ตรึงใจผู้อ่าน ปลุกมโนคติ ทำให้เพลิดเพลิน เกิดความรู้สึกนึกคิดและทำให้เกิด อารมณ์ต่าง ๆ ตามผู้เขียน ซึ่งวรรณคดีอาจทำให้เราได้เห็นชีวิตและแง่ของชีวิตแปลกๆต่าง ๆ พระยาอนุมานราชธน (2546: 4) กล่าวถึงวรรณคดี ว่าวรรณคดีคือการแสดงความคิดออกมา โดยเขียนไว้เป็นหนังสือ ข้อเขียนหรือบทประพันธ์ (ไม่ว่าด้วยภาษาใดๆ เรื่องใดๆ ยกเว้นเรื่อง วิทยาศาสตร์) บทพรรณนาโวหารหรือข้อเขียนซึ่งมีโวหารเพราะพริ้ง มีลักษณะเด่นในเชิงประพันธ์ ตัวละครในเรื่อง ฯลฯนอกจากนั้นวรรณคดีต้องใช้ภาษาเลือกเฟ้นอย่างประณีต มีคุณค่าหลายประการ อ่านแล้วติดใจน่าภิรมย์ไม่รู้สึกเบื่อ เป็นหนังสือที่มีพัฒนาการทางอารมณ์สูง


16 ประภาศรีสีหอำไพ (2550: 28) ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า ความหมายแบบกว้าง วรรณคดีหมายถึงหนังสือที่แต่งขึ้นจะเป็นชนิดใดก็ตาม โดยความหมายแคบหมายถึงเฉพาะหนังสือที่ แต่งขึ้นและนิยมกันว่าเป็นศิลปกรรมคือผู้ประพันธ์เป็นผู้ชำนาญในการใช้ถ้อยคำประกอบขึ้นเป็นร้อย แก้วร้อยกรองตามหลักเป็นสิ่งสุนทรีย์ ซึ่งนักประพันธ์มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร แล้วก็อธิบายให้ผู้อ่าน ได้ชมความงามตามที่นักประพันธ์รู้สึกนึกคิดตามไปด้วยเรียกได้ว่าเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ภาพที่ สวยงามขึ้น ด้วยตัวหนังสือ เรียกว่าวรรณคดีแท้หรือวรรณคดีบริสุทธิ์ พระราชกฤษฎีกาวรรณคดีสโมสร (อ้างอิงใน ขวัญชนก นัยจรัญ, 2551: 17) ได้กล่าวถึง คุณสมบัติของวรรณคดีไว้ในมาตราที่ 8 ว่า 1) เป็นหนังสือดี คือสาธารณชนสามารถอ่านได้โดยไม่เสีย ประโยชน์หรือชักจูงผู้อ่านไปในทางที่ไม่เป็นแก่นสารหรือติดชนวนให้วุ่นวายทางการเมือง อันเป็น เครื่องก่อความรำคาญแก่รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2) เป็นหนังสือแต่งดี ใช้วิธีเรียบ เรียงอย่างใดๆ ก็ตาม แต่ต้องเป็นภาษาไทยที่ดีถูกต้องตามที่ใช้ในโบราณกาลหรือปัจจุบันกาล ถ้า แต่งได้ดีดังกล่าว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หนังสือเล่มนั้นได้รับประโยชน์จากสโมสรบ้าง ตามสมควร เช่น ให้เงินให้ประกาศนียบัตร ซึ่งหนังสือที่เคยได้รับตราลัญจกร คือ มัทนะพาธา ฯลฯ ส่วนผู้ที่เคยได้รับรางวัล เช่น ขุนวิจิตรมาตรา พระยาอนุมานราชธน เป็นต้น อิงอร สุพันธุ์วณิช (2554: 1) กล่าวว่าวรรณคดีมีความหมายที่ใช้กันทั่วไป 2 ประการ คือ ความหมายแรก ได้แก่ เรื่องที่แต่งเรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือเก่า ถือเป็นมรดกสืบทอดกันมาแต่ โบราณ ความหมายที่สอง มีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่ากวีนิพนธ์ คือเป็นหนังสือที่ได้รับยกย่องแล้ว จากกลุ่มคนที่นับว่าเป็นชนชั้นในวงการหนังสือ มีนัยลึกลงไปอีกว่าคุณค่าสูงส่งเข้าขั้นวรรณศิลป์ ถือ เป็นแบบอย่างว่าดีควรยกย่องเชิดชูกันต่อไป กุหลาบ มัลลิกะมาส (2555: 1) กล่าวว่า “วรรณคดี” มาจากคำว่า “วรรณ” หรือ“บรรณ” แปลว่า ใบไม้หรือหนังสือ ส่วน “คดี” หรือ “คติ” แปลว่า ทาง แนวทาง วรรณคดีจึงหมายถึง แนวทางของการแต่งหนังสือ กุสุมา รักษมณี (2556: 15-17) ได้กล่าวถึงความหมายของวรรณคดีไปในทิศทางเดียวกันว่า วรรณคดี คือผลงานสร้างสรรค์อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่บันทึกเรื่องราวและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ โดยใช้ภาษาเป็นสื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด จินตนาการและอารมณ์ของผู้ประพันธ์ออกมาอย่าง งดงาม สามารถสรุปได้ว่า วรรณคดี หมายถึง งานประพันธ์ทุกประเภทที่มีความไพเราะ มีสำนวน ภาษาที่สละสลวย ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามจินตนาการที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อ ตลอดจนเป็น หนังสือที่มีคุณค่าต่อผู้อ่านทั้งทางด้านอารมณ์และความรู้สึก


17 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าวรรณคดี ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีวรรณคดีเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วยความงามทาง ภาษาที่มีความสำคัญในการใช้แสดงความคิด ความรู้สึก และคติแง่คิดสอนใจต่างๆ อีกทั้งมีคุณค่า เหมาะแก่การศึกษา ซึ่งมีผู้รู้ได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีไว้ ดังนี้ ดนยา วงศ์ธนะชัย (2542: 119) ได้กล่าวว่า วรรณคดีมีคุณค่าต่อผู้อ่าน และผู้ศึกษา 3 ประการ คือ 1) คุณค่าทางอารมณ์วรรณคดีเป็นงานศิลปะที่สร้างความเพลิดเพลินด้วยสุนทรียภาพ ทางภาษาจาก ถ้อยคำและโวหารการบรรยายและพรรณนา วรรณคดีจึงมีพลังจูงใจผู้อ่านให้มีอารมณ์ รัก เศร้า ขบขัน สมเพช สงสาร โกรธ ชื่นชมปีติฯลฯ คุณสมบัติของวรรณคดีข้อนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น อาหารใจ 2) คุณค่าทางปัญญา วรรณคดีให้ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ที่กวีถ่ายทอดไว้ทั้งอย่างตั้งใจและ ไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ยังให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ให้หยั่งเห็นแก่นแท้ของชีวิต เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ศึกษา จึงอาจจดจำสิ่งที่ได้จากการอ่านวรรณคดีมาเป็นประสบการณ์และนำเหตุการณ์ ข้อคิด ความรู้ในเรื่องมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง นอกจากนี้วรรณคดียังสะท้อนทัศนคติ และแนวทางใน การดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคมในสมัยหนึ่งนอกจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เราอาจเรียนรู้ประวัติศาสตร์และตำนานของสถานที่ต่างๆ จากวรรณคดีได้เช่นกัน เช่น รู้เรื่องประวัติ ตำบลสามเสน จากนิราศพระบาท และเรื่องสามโคกหรือปทุมธานีจากนิราศภูเขาทอง ความรู้ด้านอื่น เช่น การเมือง การปกครองและกฎหมาย เป็น สิ่งที่พบได้ในวรรณคดีเช่นกัน จากศิลาจารึกของพ่อขุน รามคำแหง เราได้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายเชิงภาษีอากร กฎหมายมรดก ตลอดจน วิธีการ พิจารณาคดี เป็นต้น ความรู้ที่ได้รับจากวรรณคดีอีกอย่างก็คือ ความรู้ทางด้านวัฒนธรรม ประเพณีและชีวิต ความเป็นอยู่ในสังคมยุคหนึ่งสมัยหนึ่งซึ่งมักเป็นยุคที่วรรณคดีนั้นถือกำเนินขึ้นมา ตัวอย่างวรรณคดีที่สะท้อนวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผนที่แสดงชีวิตสามัญชนในสมัยรัตนโกสินทร์ มีประเพณีต่างๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องนี้อยู่ มากมาย และมีความสัมพันธ์กับชีวิตคนไทย นับตั้งแต่ประเพณีการเกิดการรับขวัญ การโกนจุก การทำขวัญ การบวชการแต่งงาน การเผาศพ เป็นต้น 3) คุณค่าทางด้านภาษาความรู้ที่ได้จาก วรรณคดีที่เป็นหลักจริงๆ คือ ความรู้ทางภาษา กล่าวคือวรรณคดี ทำให้เรารู้จักศัพท์ต่างๆ ที่กวี เลือกสรรมาใช้โดยเฉพาะศัพท์ที่ใช้กันในวงนักปราชญ์และกวี เช่น ศัพท์ภาษาบาลี สันสกฤต หรือ ภาษาโบราณ นอกจากศัพท์แล้ว ยังสามารถเรียนรู้สำนวนต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อต้องการสื่อความว่า การเรียกชื่อนั้นไม่สำคัญเท่ากับคุณสมบัติของสิ่งใด สิ่งหนึ่งจะใช้สำนวน จากเรื่อง โรเมโอและจูเลียตว่า “อันว่าชื่อนั้นสำคัญไฉน” เป็นต้น


18 สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2552: 117) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของวรรณคดีที่กำหนดให้เรียน และเลือกเรียนนั้น เลือกสรรมาจากวรรณคดีต่างสมัย ซึ่งล้วนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติมี ความเหมาะสมกับวัย ความสนใจ และศักยภาพของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น ทั้งยังเป็นวรรณคดีที่ใช้ รูปแบบและวิธีการเขียนและถ้อยคำสำนวนภาษาอย่างดีมีความไพเราะทั้งเสียง คำและความหมาย ช่วยให้นักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินจดจำได้เกิดความซาบซึ้งประทับใจและภูมิใจ ในสิ่งที่บรรพบุรุษ ได้สร้างขึ้น สั่งสม สืบสานงานต่อเนื่องต่อกันจากอดีตจนปัจจุบัน ส่งผลให้เห็นคุณค่า นำประโยชน์มา ใช้ในการพูด การเขียน การศึกษาค้นคว้า และอนุรักษ์ไว้เป็นพื้นฐานในการสร้าง ผลงานใหม่ต่อไปได้ สุดาพร ไชยะ (2552: 125) กล่าวถึงความสำคัญของวรรณคดีไทยไว้สรุปได้ว่า วรรณคดีไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ควรที่จะถ่ายทอดวรรณคดีไทยให้นักเรียนอย่างมี ศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์แก่นักเรียนเพียงพอที่จะได้สัมผัสกลิ่นอายของ วรรณคดีในแง่มุมที่หลากหลาย แล้วก็จะทำให้นักเรียนสนใจและให้เรียนรู้วิชาวรรณคดี องอาจ โอ้โลม (2555: 9) กล่าวถึงความสำคัญของวรรณคดีไทยไว้สรุปได้ว่าในวรรณคดี มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาสังคมในด้านต่างๆ ซึ่งคุณค่าของวรรณคดี ไทยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์เกือบทุกเรื่องจะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพสังคม และประวัติศาสตร์อยู่ด้วย เพราะว่ามีหรือผู้ประพันธ์วรรณคดีไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตามมักจะใช้ สภาพแวดล้อมที่เป็นจริงในสังคมสมัยนั้นเป็นข้อมูลเสมอในการแต่ง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่มี ลักษณะเป็นบันทึกข้อมูลเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยต่างๆ เป็นสำคัญวันนี้เหล่านี้ได้แก่ คำให้การชาวกรุงเก่าพงศาวดารต่างๆ เป็นต้น 2) คุณค่าด้านความรู้ความคิด วรรณคดีไทยหลายเรื่อง โดยเฉพาะวรรณคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำสอนมันจะมุ่งให้ผู้อ่านเกิดความรู้ความคิดในทางที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเองและสังคม เช่น สุภาษิตพระร่วงโคลงโลกนิติ เป็นต้น 3) คุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรม วรรณคดีเกือบทุกเรื่องที่มีการกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของตัวละคร ย่อม หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงแบบแผนหรือวิถีชีวิตอันเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมประเพณีของสังคม รวมอยู่ด้วย ไม่ว่าตัวละครนั้นจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือเป็นกษัตริย์หรือจะเชื้อพระวงศ์ก็ตาม 4) คุณค่าด้านจิตใจ คุณค่าของวรรณคดีด้านนี้ได้แก่ สุนทรียภาพที่ผู้อ่านได้จากวรรณคดีนั่นเอง สุนทรียภาพดังกล่าว ได้แก่ ความละเมียดละไม ความไพเราะงดงามของภาษา ทั้งด้านเสียงและ ความหมายของถ้อยคำและข้อความ บันลือ พฤกษะวัน (2557: 143) ได้กล่าวถึง คุณค่าของวรรณคดีสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) คุณค่าทางอารมณ์แก่ผู้อ่านก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ การใช้อุปมาอุปไมยช่วยให้ผู้อ่านมี ความรู้สึกเสมือนว่าตนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้น 2) คุณค่าทางคุณธรรมจริยธรรม


19 เมื่ออ่านแล้วย่อมเล็งเห็นแนวประพฤติซึ่งแสดงอยู่ทุกแง่มุมที่วิเคราะห์หรือพิจารณาเหตุการณ์เป็นการ สอนให้คติและแนวปฏิบัติทางคุณธรรมที่แฝงอยู่ 3) คุณค่าทางสติปัญญา การอ่านหนังสือ หนังสือดีๆ ที่รับการยกย่องว่าช่วยขยายประสบการณ์เสมือนได้พาผู้อ่านไปพบเห็นหรือมีประสบการณ์ที่สิ่งนั้น โดยตรง ให้คุณค่าทางความรู้ความคิดรวมทั้งส่งเสริมการมีวิจารณญาณอีกด้วย จงชัย เจนหัตถการกิจ (2560: 8) ได้กล่าวถึง คุณค่าของวรรณคดีไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1) คุณค่าด้านอารมณ์คือ ผู้ฟัง ผู้อ่านหรือผู้ชมวรรณคดีได้เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจมีอารมณ์ร่วม ไปกับวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ 2) คุณค่าด้านคุณธรรม คือ ผู้อ่าน ผู้ฟังหรือผู้ชมวรรณคดีได้เกิดความ ซาบซึ้งในคติธรรม คุณธรรม ข้อคิดที่ผู้ประพันธ์ได้สอดแทรกไว้และเกิดความสุขใจหรือสามารถ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น 3) คุณค่าด้านความรู้คือ วรรณคดีย่อมสะท้อนภาพศิลปวัฒนธรรมทางด้าน ภาษา สังคม ค่านิยม ประเพณีผู้รับสารจึงสามารถศึกษาเรื่องราวนี้ได้จากวรรณคดี สรุปได้ว่า วรรณคดีมีความสำคัญและคุณค่าในการสื่อสารเพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึง ความไพเราะของภาษา สะท้อนถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชุมชนไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ศิลปวิทยา การศึกษา ศาสนา การปกครอง ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ ต่อการดำรงชีวิตและเป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตใจของผู้อ่านอีกด้วย 2.2.3 องค์ประกอบของวรรณคดี วรรณคดีมีลักษณะเฉพาะที่แสดงให้เห็นเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งมีผู้รู้ได้ให้คำอธิบาย องค์ประกอบของวรรณคดีไว้ดังนี้ สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (2543: 35) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบวรรณคดี สรุปได้ว่าวรรณคดีมี องค์ประกอบหลักคือ 1) ภาษา มีทั้งการใช้ถ้อยคำและระดับของภาษา 2) รูปแบบ ซึ่งหมายถึงวิธี การเขียนของแต่ละบุคคล ซึ่งแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ รูปแบบของลักษณะการประพันธ์ และรูปแบบซึ่ง เป็นขนบนิยมในการดำเนินเรื่อง 3) สารัตถะหรือแนวคิดของเรื่อง ก็คือลักษณะอันเป็นวิสัยธรรมดา ธรรมชาติของโลกและมนุษย์ที่ผู้แต่งมองเห็น และมุ่งหมายจะแสดงลักษณะนั้นออกมาให้ปรากฏ แก่ผู้อ่าน สารัตถะของเรื่องจึงเป็นสารที่ผู้แต่งสื่อมายังผู้อ่าน แสดงให้เข้าใจว่าวิถีทางแห่งโลกเป็นเช่นนี้ 4) กลวิธีทางศิลปะจะทำให้วรรณคดีมีชีวิตชีวา มีความถูกต้องและสมจริงและมีความเป็นตัวของตัวเอง หทัยวรรณ ไชยะกุล (2544: 65) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของวรรณคดีว่า วรรณคดี ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่สำคัญ และสัมพันธ์กัน 3 ส่วน จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดมิได้ คือ 1) ภาษา คือ ภาษาที่ใช้ในการดำเนินเรื่อง กลวิธีการนำเสนอ และความลึกซึ้งคมคายของถ้อยคำสำนวน 2) เนื้อหา หมายถึง เรื่องราวหรือข้อคิด และอาจจะมีคนหรือตัวละคร เวลา สถานที่และทัศนะ 3) รูปแบบ คือ รูปแบบการแต่ง


20 กุสุมา รักษมณี (2556: 38) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดีเป็น ผลงาน ศิลปะที่ใช้ภาษาเป็นสื่อในการบันทึกเรื่องราวและแสดงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ต่อเรื่องนั้นๆ องค์ประกอบสำคัญของวรรณคดีมี 2 ส่วนดังนี้1) ศิลปะการสื่อความด้วยภาษาได้แก่ ก) กลวิธีการนำเสนอ ข) ความลึกซึ้งคมคายและความงามความไพเราะของถ้อยคำสำนวน 2) เนื้อหา ได้แก่ก) เรื่องราว ข) ความคิด ค) ความรู้สึก จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า องค์ประกอบของวรรณคดีประกอบด้วยภาษา เนื้อหา และรูปแบบ โดยมีภาษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และจินตนาการ ทำให้ ผู้อ่านเพลิดเพลิน ซาบซึ้ง และได้รับข้อคิดจากเรื่อง ผ่านรูปแบบการแต่ง 2 ประเภท คือ ร้อยแก้ว และ ร้อยกรอง 2.2.4 วิธีการสอนวรรณคดี การสอนวรรณคดีนั้น ควรใช้วิธีการหลายๆวิธี โดยไม่เน้นแบบครูบรรยายแต่เพียงผู้เดียวหรือ แบบให้นักเรียนท่องจำ แต่ควรจะให้นักเรียนได้คิด และใช้เหตุผลในการศึกษาค้นคว้า สมถวิล วิเศษสมบัติ (2536: 135-136) ได้เสนอแนวทางการสอนวรรณคดีว่า ครูควรวางแผน อย่างละเอียด หาหนังสืออ่านประกอบ เตรียมเกร็ดความรู้และจัดกิจกรรมในบทเรียน ตั้งจุดมุ่งหมาย ไว้เป็นเชิงพฤติกรรม คือ จุดประสงค์การเรียนรู้ แล้วจัดกิจกรรมการสอนให้สอดคล้อง กับจุดประสงค์ การเรียนรู้สอนเด็กให้มีวิจารณญาณโดยยั่วยุให้เด็กคิด อภิปรายและตัดสินใจโดยใช้เหตุผลที่ถูกต้อง และควรให้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของเรื่อง เช่น ผู้แต่งคือใคร แต่งสมัยใด เป็นต้น อัจจิมา เกิดผล (2536: 96) ได้ให้ข้อเสนอแนะในการสอนวรรณคดีไว้ว่า ครูควรเข้าใจเนื้อหา ที่แท้จริงของวรรณคดีที่จะนำมาสอน จัดหากิจกรรม เกมประกอบการสอน หาเทคนิคใหม่ ๆ ที่ทำให้ การเรียนการสอนไม่น่าเบื่อ ควรยกตัวอย่างในปัจจุบันที่นักเรียนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ไม่บังคับให้นักเรียนท่องบทประพันธ์ต่าง ๆ แต่ควร ชี้ให้เห็นลีลาและความไพเราะของบทประพันธ์ แล้วให้นักเรียนเลือกท่องบทที่นักเรียนประทับใจ แทน รวมทั้งกระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น รู้จักวิจารณ์ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2545: 8) กล่าวถึงแนวการสอนวรรณคดีสรุปได้ว่า ต้องปลูกฝังให้ นักเรียนเคยชินกับสิ่งสวยงาม ความไพเราะลึกซึ้ง เพราะการเคี่ยวเข็ญให้นิยมตามครูจะไม่ทำให้เกิด ความซาบซึ้งในสุนทรียภาพที่แท้จริงขึ้นมาได้ เด็กต้องเกิดความซาบซึ้งในความไพเราะ งดงามนั้น ขึ้นมาได้ จึงควรสอนให้นักเรียนรู้จักรสไพเราะของวรรณคดี และรู้จักความสุข ความเพลิดเพลินจาก การอ่านวรรคดีเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนวรรณคดีให้ลึกซึ้งต่อไป


21 ประภาศรี สีหอำไพ (2550: 351-360) กล่าวถึงวิธีการสอนวรรณคดีว่า เนื้อหาที่จะสอนได้แก่ มโนทัศน์เนื้อหา ฉันทลักษณ์ คำศัพท์ การตีความบทประพันธ์ สุนทรียภาพ การอ่าน ทำนองเสนาะ ซึ่งครูจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมให้ชัดเจน ส่วนในการสอนนั้นต้องให้ผู้เรียนได้ทำ กิจกรรมโดยใช้ความคิดพิจารณาด้วยตนเองเป็นสำคัญ และใช้สื่อการสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหา บุญเหลือ เทพยสุวรรณ (2556: 30-33) กล่าวถึงการสอนวรรณคดีสรุปได้ว่า ครูควรเริ่มให้ นักเรียนได้ทำกิจกรรมการอ่าน โดยการให้นักเรียนอ่านตัววรรณกรรมทั้งเรื่อง จากนั้นควรสอนให้ นักเรียนเข้าใจวรรณคดีหรือวิจักษ์โดยครูฝึกให้นักเรียนเกิดความคิดที่จะติชมหรือพิจารณาส่วนที่งาม และบกพร่องว่าอยู่ตรงไหน ตัวละครตัวใดดีหรือเลวอย่างไร เจตนาของผู้แต่งคืออะไร เมื่อครูทราบ ความคิดเห็นของนักเรียนแล้ว ครูควรบอกความคิดของครูให้นักเรียนทราบด้วย เพื่อเป็นการชี้แนวทาง หรือแนวความคิด จากนั้นให้นักเรียนตีความหรือวินิจฉัยสารและให้พิจารณา กลวิธีและวิพากษ์วิจารณ์ จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้นั้น ครูผู้สอนจะต้องมีความเข้าใจใน เนื้อหาจึงจะสามารถถ่ายทอดวรรณคดีให้ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูจะต้องกำหนดจุดประสงค์ ให้ชัดเจน และต้องมีวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่หลากหลายมีความเหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมี ความรู้สึกต้องการที่จะเรียนวรรณคดี เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและร่วมทำกิจกรรม ชี้แนะให้เห็นถึงความงามของบทประพันธ์และให้นักเรียนได้เลือกอ่านบมประพันธ์ที่สนใจเพื่อให้ นักเรียนเกิดความซาบซึ้งและเห็นคุณค่าในการเรียน 2.2.5 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย 2.2.5.1 วรรณคดี เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 1) ที่มาและความสำคัญ กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง หรือ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง งานพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นคราวตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไป ทรงนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี คราวเดียวกับที่ทรงพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือและกาพย์ห่อโคลง นิราศธารโศก กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2466 แจกในการกฐิน พระราชทานจางวางโท พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ ณ วัดกาญจน สิงหาศน์ เมื่อกรมศิลปากรตรวจสอบชำระและพิมพ์เผยแพร่ในพ.ศ. 2505 ธนิต อยู่โพธิ์ กล่าวถึง ต้นฉบับเอกสารสมุดไทยเรื่องนี้ว่า “...เสียดายที่กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดงค้นพบฉบับที่เหลือมา ได้ไม่ครบถ้วน ปีบอกไว้ชัดเจนในต้นฉบับ สมุดไทยหมายเลข 55 ว่ามีพระกาพย์ 205 บท มีพระโคลง ประจำกาพย์ 205 บท กับพระโคลง (นำเรื่องและท้ายเรื่อง) 7 บท แต่เท่าที่พบฉบับในบัดนี้ คงมีกาพย์


22 เพียง 108 บท และโคลงประจำกาพย์ 104 บท กับโคลงท้ายเรื่องอีก 5 บท ยังคงค้นไม่พบอีกราวครึ่ง เรื่อง เข้าใจว่าตอนต้นเรื่องคงหายไปราวหนึ่งเล่มสมุดไทย...” ต่อมา ล้อม เพ็งแก้ว ได้พบตัวอย่าง กาพย์ห่อโคลง 8 บท ซึ่งแทรกอยู่ในต้นฉบับเอกสารสมุดไทย แบบเรียนโบราณเรื่อง มณีจินดา และได้ เสนอความเห็นว่า กาพย์ห่อโคลงทั้ง 8 บทนี้น่าจะเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ และน่าจะ รวมอยู่ในเรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง เพราะสำนวนนั้นคล้ายคลึงกัน ซึ่งในการจัดพิมพ์ ครั้งนี้ ได้นำมาพิมพ์รวมไว้ในตอนท้ายเรื่องแล้ว 2) ผู้แต่ง ธนิต อยู่โพธิ์ (2516: 3-13) กล่าวไว้ว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ไชยเชษฐสุริยวงศ์ มีพระนามที่เรียกกันเป็นสามัญว่า "เจ้าฟ้ากุ้ง" เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ ในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ และสมเด็จพระพันวัสสาใหญ่ ซึ่งโปรดให้สถาปนาเป็นกรมหลวงอภัยนุชิตเป็นพระมารดา เจ้าฟ้า ธรรมธิเบศทรงมีภคินีร่วมพรชนอีก 6 พระองค์ รวมเป็น 7 พระองค์ด้วยกัน คือ เจ้าฟ้าหญิงบรม (กรม ขุนเสนีบุรักษ์) เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ เจ้าฟ้าหญิงธิดา เจ้าหญิงรัศมี เจ้าฟ้าหญิงสุริยวงศ์ เจ้าฟ้าหญิงสุริยา เจ้าฟ้าหญิงนุ่ม หรืออินทสุดาวดี และทรงมีพระเจ้าน้องยาเธอและน้องยาต่างพระชนนีอีกหลายองค์ เมื่อสมเด็จพระราชธิดาได้เสวยราชย์แล้ว โปรดให้สถาปนาพระอิสริยยศเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ เป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามว่า เจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ เมื่อ พ.ศ. 2276 เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรมขุนเสนาพิทักษ์ ทรงเป็นกวีเอกองค์หนึ่งของไทยได้ทรงนิพนธ์ บทร้อยกรองไว้หลายเรื่อง แต่บทที่นับถือกันว่าไพเราะอย่างยอดเยี่ยมเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาก็คือ บทเห่เรือ 4 บท บทเห่เรื่องกากี 3 บทเห่สังวาส และเห่ครวญ อีกอย่างละ 1 บท กาพย์ห่อโคลง นิราศธารโศก และ นิราศธารทองแดง รวม 2 เรื่อง บทเห่เรือก็คือ บทเห่ชมเรือกระบวน บทเห่ชมปลา และชมนกชม ไม้เป็นต้น ซึ่งเราท่านย่อมรู้จักได้ดีแล้วเป็นส่วนมาก เพราะเป็นฉบับของบทเห่เรือ สำนวนต่างๆ ซึ่ง แต่งกันต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนกาพย์ห่อโคลงนั้น ทรงนิพนธ์เป็นอย่างนิราศ นอกจากทรง นิพนธ์ร้อยกรองพรรณนาเรื่องราวอย่างอื่นแล้ว ยังพรรณนาถึงลักษณะของป่าและสัตว์นานาพันธุ์ไว้ อย่างไพเราะ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ทรงมีเจ้าฟ้าชาย “ลูกพี่ลูกน้อง” ซึ่งควรกล่าวถึงอยู่พระองค์หนึ่ง คือ เจ้าฟ้านเรนทร์ กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ในสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวท้ายสระ และเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งปรากฏว่าสมเด็จ พระเจ้าบรมโกศทรงโปรดปรานรักใคร่มาก แต่เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เสด็จออกทรงผนวช เป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนา เมื่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงประชวรหนัก จึงโปรดมอบราช สมบัติให้แก่เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรสอีกองค์หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมโกศซึ่งขณะนั้น ทรงดำรง ตำแหน่งพระมหาอุปราช ไม่พอพระทัย และตรัสว่าถ้าโปรดมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้า กรมขุนสุ


23 เรนทรพิทักษ์จึงจะยอมถวาย สมเด็จพระมหาอุปราชกับเจ้าฟ้าอภัยจึงได้แย่งราชสมบัติกันขึ้น และใน ที่สุดเจ้าฟ้าอภัยพ่ายแพ้ พระมหาอุปราชได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ส่วน เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์คงทรงผนวชพระและเสด็จประทับอยู่ในวัดขอดเกาะ มิได้ลาผนวช ด้วยเหตุนี้เจ้าฟ้าธรรมธิเบศกรมขุนเสนาพิทักษ์คงจะทรงเหนียนหน่าย ด้วยทรงเกรงว่าเจ้าฟ้า กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์จะเป็นศัตรูราชสมบัติจึงคิดหาทางกำจัดอยู่ตลอดมา แต่พิจารณาดูเจ้าฟ้าลูกพี่ และเจ้าฟ้าลูกน้องสองพระองค์นี้ ทรงมีวิถีชีวิตประสานกันในบางตอน ทั้งในส่วนที่เป็นแต่วิถีชีวิตของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศนั้น นอกจากเป็นอัจฉริยะในทางกวีแล้วในฐานะเป็นเจ้าฟ้าและเป็นพระราชโอรส พระองค์ใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดิน ทรงดำรงอยู่ในตำแหน่งรัชทายาท จะได้สืบราชสมบัติเป็นพระเจ้า แผ่นดินพระองค์ต่อมาซึ่งเป็นพระราชอิสริยยศ อันยิ่งใหญ่ แต่ก็ทรงมีวิถีชีวิตโลดโผน ประดุจทรงมี เส้นชีวิตอยู่ 2 เส้น กล่าวคือ เส้นหนึ่งกำลังแล่นขึ้นสู่พระราชอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ และอีกเส้นหนึ่งกำลัง แล่นลงต่ำเพื่อรับพระราชอาชญากรรมอันมหันต์ เส้นวิถีชีวิตทั้งสองนี้ต่างก็แข่งขันชิงความมีชัยชำนะ แก่กัน ดังจะเห็นได้ต่อไป เมื่อปี พ.ศ. 2278 ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระประชวร และประทับ อยู่ในพระราชวัง เจ้าฟ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ก็เสด็จเข้ามาประทับอยู่ ณ วัดโคกแสง ภายในพระ นคร และเสด็จเข้าเยี่ยมพระอาการประชวรเนืองๆ ครั้นราตรีกาลวันหนึ่ง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรมขุนเสนาพิทักษ์จึงตรัสใช้ให้พระองค์เจ้าชื่น พระองค์เจ้าเกิดพระธิดาของพระองค์เอง ไปทูลลวง นิมนต์เจ้าฟ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ในวัดโคกแสง ให้เสด็จเข้ามาเยี่ยมพระอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ก็ทรงพระแสงดาบพระทวารคอยทีอยู่ พอเจ้าฟ้า พระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสด็จผ่านทวารเข้ามา เจ้าฟ้าธรรมธิเบศก็ฟันด้วยพระแสงดาบ บังเอิญฟัน ไม่เข้า บางทีเจ้าฟ้าพระจะอยู่ยงคงกระพันชาตรี จึงเพียงแค่จีวรขาด ท่านจึงเสด็จเลยเข้าไปเฝ้าเยี่ยม พระอาการประชวรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงในพระที สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นจีวรขาด จึงตรัสถามเจ้ฟ้าากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ก็ถวายพระพรว่า เจ้าาธรรมธิเบศ ทรงหยอกเล่นสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงพิโรธเป็นอันมาก พอเจ้าฟ้าพระเสด็จกลับแล้ว จึงมีพระราชโองการตรัสให้ค้นหาตัว เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ จนทั่วพระราชวังก็ไม่พบ คงได้ตัวแต่พระองค์เจ้าชื่นและพระองค์เจ้าเกิด จึงมีพระ ราชดำรัสสั่งให้เอาไปสำเร็จโทษเสียทั้งสององค์ ส่วนเจ้าฟ้าธรรมธิเบศนั้นทรงกลัวพระราชอาชญารีบ เสด็จหนีไปยังตำหนักพระชนนี กรมหลวงอภัยนุชิตก็ตกพระทัย จึงเสด็จไปเฝ้าเจ้าฟ้าพระกรมขุนสุ เรนทรพิทักษ์วิงวอนขอให้ทรงช่วย เจ้าฟ้าทรงแนะนำให้เสด็จออกทรงผนวชเสียกรมหลวงอภัยนุชิต จึงทรงพาเจ้าฟ้ธรรมธิเบศ ไปทรงผนวชอยู่ ณ วัดโคกแสง มีพระนามฉายาในสมณเพศว่า "สิริปาโล" จึงเป็นอันว่า ผ้ากาสาวพัสตร์ได้ช่วยให้รอดพ้นจากพระราชอาชญากรรมมาได้ครั้งหนึ่ง


24 ในระยะที่ทรงผนวชอยู่ ณ วัดโคกแสงนี้ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศได้ทรงศึกษา และ ใช้พระปรีชาญาณทางกวี ทรงนิพนธ์วรรณคดีแห่งพระพุทธศาสนาขึ้น 2 เรื่อง คือ ทรงนิพนธ์ นันโทปนันทสูตรคำหลวงเมื่อ พ.ศ. 2279 และทรงนิพนธ์พระมาลัยสูตรคำหลวง เมื่อ พ.ศ. 2280 ครั้นในปลายปี พ.ศ. 2280 นั้น กรมหลวงอภัยนุชิตผู้เป็นพระชนนีทรงประชวรหนัก ได้กราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานอภัยโทษให้เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรมขุนเสนาพิทักษ์ สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวก็โปรดพระราชทาน แล้วกรมหลวง อภัยนุชิตก็สิ้นพระชนม์ ฝ่ายเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรมขุน เสนพิทักษ์ทรงทราบว่าพ้นโทษแล้วก็ทรงลาผนวช เสด็จเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวเหมือนอย่างแต่ก่อนกาล เส้นวิถีพระชนมชีพในทางพระราชอิสริยยศก็มีทางที่จะสูงส่งต่อไป ต่อมาอีก 4 ปี กล่าวคือ ใน พ.ศ. 2284 พระราชโกษา (ปาน) บ้านข้างวัดระฆัง (ซึ่ง เข้าใจกันว่าที่เรียกวัดวรโพธิเดี๋ยวนี้) ได้กราบทูลขอให้ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรมขุนเสนา พิทักษ์ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวร สมเด็จพระเข้าอยู่หัวจึงตรัสไห้ประชุมเสนาบดี ครั้นประชุมปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันแล้ว จึงโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีอุปราชาภิเษก ทรงสถาปนา เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเสนาพิทักษ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และ โปรดให้สถาปนา เจ้าฟ้าหญิงอินทสุดาวดีพระราชธิดา ซึ่งเป็นกนิษฐาภคินีร่วมพระชนนีกับกรม พระราชวังบวรฯเป็นกรมขุนยิสารเสนี หรือพิศาลเสนีแล้วพระราชทานให้เป็นอัครมเหสีของกรมราชวัง บวร เมื่อเสด็จดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรฯ อยู่นั้นได้ทรงอำนวยการเป็นแม่กอง ปฏิสังขรณ์วัดพระศรีสรรเพชญ์และทรงควบคุมงามต่อพระเศียรพระมงคลบพิตร และรื้อมณฑปที่ ประดิษฐาน พระมงคลบพิตรก่อใหม่แปลงเป็นวิหารทรงกุมงานอยู่ 2 ปี จึงเสด็จ และทรงอำนวยการ ซ่อมพระที่นั่งวิหารสมเด็จอีกด้วย นอกจากทรงมีกรมขุนยิสารเสนีพระอัครมเหสีอยู่แล้วกรม พระราชวังบารมหาเสนาพิทักษ์ยังทรงมีพระชายาและเจ้าจอมหม่อมห้ามอีกหลายพระองค์ และหลาย คน มีรายนามเท่าที่สอบค้นได้ดังนี้ 1) พระอักรชายา ในพระราชพงศาวคารว่าเจ้าฟ้าหญิงอินทสุดาวดีพระกนิษฐภคินีร่วม พระชนนีเดียวกัน ซึ่งได้รับสถาปนาขึ้นเป็นกรมขุนยิสารเสนีดังกล่าวมาข้างตน แต่บางแห่งก็ว่า เจ้าฟ้า นุ่ม พระธิดากรมหลวงพิพิธมนตรี พระพันวสาน้อย เป็นพระกนิษฐภคินีต่างมารดากัน ไม่ปรากฏว่ามี พระโอรสธิดา 2) เจ้าฟ้าหญิงเส มีพระธิดา ทรงพระนามเจ้าฟ้าศรี 3) หม่อมพัน มีพระโอรสพระนามว่าพระองค์เจ้าอาทิตย์ ภายหลังได้เป็นกรมหมื่น พิทักษ์ภูเบศ


25 4) หม่อมเหม หรือเหญิก มีพระโอรส หรือธิดาพระนามว่าพระองค์เจ้ากาย หรือฉัตร หรือเกิด (คงเป็นพระองค์ที่ถูกลงพระราชอาชญาสิ้นชีวิตในคราวไปลวงนิมนต์เจ้าฟ้าพระกรมขุน สุเรนทรพิทักษ์) 5) หม่อมเข้าหญิงสวย มีพระราชธิดา 3 คือ พระองค์เจ้าหญิงมิตร พระองค์เจ้าหญิงทับ และพระองค์เจ้าหญิงชื่น (ถูกลงพระราชอาชญาสิ้นชีวิตในคราวไปลวงนิมนต์เจ้าฟ้าพระกรมขุน สุเรนทรพิทักษ์ 6) หม่อนจัน มีพระโอรส คือ พระองค์เจ้าศรีสังข์ 7) หม่อมสรวย มีพระธิดา คือ พระองค์เจ้าหญิงตา 8) หม่อมทองแดง มีพระโอรส คือ พระองค์เจ้าชายแม้น 9) หม่อมเจ้าหญิงสร้อย มีพระธิดา คือพระองค์เจ้าหญิงดารา 10) หม่อมสุ่น มีพระธิดา คือพระองค์เจ้าหญิงชี และพระองค์เจ้าหญิงชาติ 11) หม่อมต่วน มีพระโอรส คือพระองค์เจ้าชายมิ่ง 3) งานวรรณคดีของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ณัฐวุฒิ คล้ายสุวรรณ (2563: 2) ได้กล่าวว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร คือ กวีเอกของไทยสมัย กรุง ศรีอยุธยาตอนปลาย ที่ได้สร้างสรรค์งานวรรณคดีอันเป็นอมตะฝากไว้ในบรรณพิภพหลายเรื่องแต่ละ เรื่องล้วนแสดงถึงความสามารถด้านอักษรศาสตร์ของพระองค์ได้เป็นอย่างดี พระนิพนธ์ที่ว่ามีหลาย เรื่องนั้นที่พบในปัจจุบันมีดังนี้ 1. นันโทปนันทสูตรคำหลวง 2. พระมาลัยคำหลวง 3. กาพย์เห่เรือ 4. กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง 5. กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก 6. เพลงยาว จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ผู้แต่งกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ไชยเชษฐสุริยวงศ์ซึ่งมีพระนามที่เรียกกันเป็นสามัญว่า เจ้าฟ้ากุ้ง เป็นพระราชโอรส องค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ และสมเด็จพระพันวัสสาใหญ่ ที่มีความสามารถในการแต่ง บทร้อยกรองที่มีความไพเราะ มีความโดดเด่นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย


26 4) ลักษณะคำประพันธ์ กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ประกอบด้วยคำประพันธ์กาพย์ห่อโคลง 108 บท และ โคลงสี่สุภาพลงท้ายจำนวน 5 บท ส่วนที่เป็นกาพย์ห่อโคลงแต่งด้วยกาพย์ยานี 11 สลับกับ โคลงสี่สุภาพบทต่อบท เนื้อความที่ปรากฏในกาพย์และโคลงจะคล้ายคลึงกัน จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ลักษณะคำประพันธ์ที่ปรากฏในกาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง ผู้แต่งได้ใช้คำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 และโคลงสี่สุภาพแต่งสลับบทกันไปจนจบ โดยมีเนื้อหาที่สอดคล้องคล้ายคลึงกัน 5) เนื้อเรื่อง ด้านเนื้อหา กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงกล่าวถึงขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ตั้งแต่ขึ้นจากท่าเจ้าสนุก เดินทางรอนแรมไปในป่า จนถึงธารทองแดง และตำหนักธารเกษม ซึ่งเป็น ตำหนักที่ประทับที่บูรณะในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ระหว่างการเดินทางกวีพรรณนาถึงสัตว์ป่า ชนิดต่างๆ เช่น ช้าง กระบือ กวาง กระทิง หมี เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว ระมาด โคแดง โคเพลาะ ละมั่ง เลียงผา งูเหลือม ฯลฯ พรรณนาพืชพรรณธรรมชาติ เช่น พุทธชาด เพกา สาเก มะยม ไม้ดอก ไม้ผล และไม้ยืนด้น ฯลฯ ในตอนท้ายเรื่อง กล่าวถึงรายละเอียดผู้แต่ง วัตถุประสงค์การแต่งและแสดง คุณค่าด้านความไพเราะงดงามของวรรณคดีเรื่องนี้ ธนิต อยู่โพธิ์(2516) กล่าวไว้ว่า เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง แม้ว่าจะดำเนิน เรื่องตามแบบฉบับของวรรณคดีนิราศ คือ พรรณนาถึงการเดินทาง แต่ก็มิได้มีการคร่ำครวญถึงการ พลัดพรากจากนางอันเป็นที่รัก ซึ่งเป็นธรรมเนียมนิยม เนื้อเรื่องพรรณนาการที่ได้โดยเสด็จพระราช ดำเนินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทางสถลมารคไปนมัสการพระพุทธบาท จากท่าเจ้าสนุกริมลำน้ำ ปาสัก สระบุรี ผ่านตำบลธารทองแดง จนกระทั่งถึงเขาพระพุทธบาท โดยแต่งเป็นกาพย์ห่อโคลง อัน เป็นลักษณะการประพันธ์ด้วยกาพย์และโคลงให้มีเนื้อความและคำสอดคล้องร้อยเรียงกันบทต่อบท การ ดำเนินเรื่องเริ่มจากการพรรณนาชมกระบวน ชมสัตว์ ชมนก ชมไม้ และชมปลา ตามลำดับ ซึ่ง นอกจากความไพเราะงคงามของสีลาโวหารแล้ว กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ยังได้ถ่ายทอด บอกเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ ของผืนป้าเมื่อสามร้อยปีก่อนที่นับวันจะสูญหายไป พืชพรรณบางชนิด กลายเป็นสิ่งหายาก สัตว์หลายชนิดกลายเป็นสัตว์สงวนเนื่องจากใกล้สูญพันธุ์ จึงนับว่าเป็นวรรณคดีที่ มีคุณค่าเชิงอนุรักษ์และเชิงธรรมชาติวิทยาด้วย กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จึงเป็นวรรณคดี กวีนิพนธ์ที่มีสุนทรียภาพทางภาษา ให้คุณคำทางธรรมชาติวิทยา สัตวศาสตร์ พฤกษศาสตร์ และอักษร ศาสตร์ เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกที่อุดมด้วยสารประโยชน์ควรแก่การศึกษาสืบไป จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง มีเนื้อหากล่าวถึง การพรรณนาความงามของธรรมชาติระหว่างการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท จาก ท่าเจ้าสนุกไปจนถึงธารทองแดง ซึ่งเป็นธารน้ำเล็กๆ และเป็นที่ตั้งของพระตำหนักธารเกษมซึ่งเป็น


27 ที่ประทับของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา แสดงให้เห็นการคมนาคมของไทยสมัยอยุธยาและ ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณ 2.3 กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TGT 2.3.1 ความเป็นมาและความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT สลาวิน (1995: 84-93) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือประเภทการแข่งขันระหว่าง กลุ่มเกม (Teams-Games Tournament หรือ TGT) คือ เทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือวิธีหนึ่ง ที่จัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีการจัดให้นักเรียนรวมกันเป็นกลุ่มย่อย แต่ละ กลุ่มมีสมาชิก 4 คน ที่มีระดับความสามารถแตกต่างกัน สมาชิกภายในกลุ่มจะศึกษาค้นคว้าและ ทำงานร่วมกัน นักเรียนจะบรรลุเป่าหมายก็ต่อเมื่อเพื่อนร่วมกลุ่มบรรลุถึงเป้าหมายนั้นร่วมกัน นักเรียนจึงมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุน กระตุ้น และส่งเสริมการทำงานของเพื่อน สมาชิกในกลุ่มให้ประสบผลสำเร็จ นักเรียนได้อภิปรายชักถามซึ่งกันและกัน เพื่อให้เข้าใจบทเรียนหรือ งานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดีทุกคน ต่อจากนั้นจะมีกิจกรรมการแข่งขันปัญหา เพื่อสะสมคะแนน ความสามารถของกลุ่ม โดยนักเรียนแต่ละคนจะเป็นผู้แทนของกลุ่มในการเข้าร่วมแข่งขันตอบปัญหา ทางวิชาการกับตัวแทนของกลุ่มอื่น ที่มีระดับความสามารถใกล้เคียงกัน จัดเป็นกลุ่มแข่งขันขึ้นใหม่ ซึ่ง มีการแข่งขันอยู่ภายในกลุ่ม เมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขันตอบปัญหาแต่ละครั้ง นักเรียนจะกลับมาสู่กลุ่ม เดิมที่มีความสามารถแตกต่างกัน แล้วนำคะแนนที่สมาชิกในกลุ่มแต่ละคนที่สะสมได้จากการตอบ ปัญหามารวมกันเป็นคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม กลุ่มใดทำคะแนนได้สูงถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับรางวัล สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ (2545 : 163) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมืออีกแบบหนึ่ง คล้ายกันกับเทคนิคที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ออกเป็นกลุ่ม เพื่อทำงานร่วมกันกลุ่มละประมาณ 4-6 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้แข่งขันกัน ในเกมการเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ แล้วทำการทดสอบความรู้โดยการใช้เกมการแข่งขัน คะแนนที่ ได้จากการแข่งขันของสมาชิกแต่ละคน เอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคการ เสริมแรง เช่น ให้รางวัล คำชมเซย เป็นต้น ดังนั้นสมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม วัชรา เล่าเรียนดี(2547 : 15) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือ กันเรียนรู้เทคนิคทีมเกมแข่งขัน หรือ TGT จะมีการดำเนินการเรียนการสอนตามลำดับขั้นตอน เช่นเดียวกันกับเทคนิคการร่วมมือกันแบบอื่นๆ กล่าวคือ ครูต้องดำเนินการสอนในสาระความรู้หรือ


28 ทักษะต่าง ๆ ให้นักเรียนทั้งชั้นก่อน จนแน่ใจว่านักเรียนทุกคนรู้และเข้าใจในสาระความรู้นั้น หรือรู้ และเข้าใจแนวทางการปฏิบัติพอสมควรก่อน แล้วจึงจัดกลุ่มให้นักเรียนร่วมมือกันเรียนรู้ตามใบงาน หรือ ใบกิจกรรมที่เตรียมไว้ล่วงหน้าในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ หรือแต่ละชั่วโมงสอน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนในกลุ่มได้ร่วมมือกันศึกษาและทำแบบฝึกหัด คนเก่งคอยช่วยเหลือ แนะนำ อธิบายให้ เพื่อนสมาชิกที่เรียนด้อยกว่า และสมาชิกที่เรียนอ่อนกว่าจะต้องยอมรับในตนเอง ร่วมพัฒนาและฝึก ปฏิบัติจนรู้และเข้าใจในสาระเหล่านั้นอย่างแท้จริง ที่สำคัญสมาชิกกลุ่มทุกคนต้องยอมรับผลงาน และ ผลการเรียนรู้จากการทดสอบของสมาชิกภายในกลุ่มด้วย จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อร่วมกันศึกษาและแสดงความคิดเห็นในเนื้อหา ซึ่งจะมีวิธีการที่คล้ายกับเทคนิค STAD แต่จะ แตกต่างที่ เทคนิค TGT จะเป็นเกมการแข่งขัน โดยสมาชิกในกลุ่มจะต้องร่วมกันจดจำและให้ความ สนใจกับเนื้อหาเพื่อที่จะบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการเรียนและมีคะแนนในการทำกิจกรรมากที่สุด ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์และ ทักษะทางสังคมที่ดี 2.3.2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542: 37) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการเรียนแบบร่วมมือแบบ TGT มีดังนี้ 1. ครูนำเสนอบทเรียนหรือข้อความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน โดยอาจนำเสนอด้วยสื่อ การ เรียนการสอนที่น่าสนใจ หรือใช้การอภิปรายทั้งห้องเรียน โดยครูเป็นผู้ดำเนินการ 2. แบ่งกลุ่มนักเรียน โดยจัดให้คละความสามารถ และเพศ แต่ละกลุ่มประกอบด้วย สมาชิก 4-5 คน (เรียกกลุ่มนี้ว่า Study Group หรือ Home Group) กลุ่มเหล่านี้จะศึกษาทบทวน เนื้อหา ข้อความรู้ที่ครูนำเสนอ สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถสูงกว่าจะช่วยเหลือสมาชิกที่มี ความสามารถด้อยกว่า เพื่อเตรียมกลุ่มสำหรับการแข่งขันในช่วงท้ายสัปดาห์หรือท้ายบทเรียน 3. จัดการแข่งขัน โดยจัดโต๊ะแข่งขันและทีมแข่งขัน (Tournament Teams) ที่มีตัวแทนของแต่ละกลุ่มตามข้อ 2) ที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน มาร่วมแข่งขันกันตามรูปแบบและ กติกาที่กำหนดข้อคำถามที่ใช้ในการแข่งขันจะเป็นถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว และมีการฝึกฝน เตรียมความพร้อม ในกลุ่มมาแล้ว ควรให้ทุกโต๊ะแข่งขันเริ่มแข่งขันพร้อมกัน


29 4. ให้ค่าคะแนนการแข่งขัน โดยให้จัดลำดับคะแนนการแข่งขันในแต่ละโต๊ะแล้วผู้ เล่นจะกลับเข้ากลุ่มเดิมแ(Study Group) ของตน 5. นำคะแนนการแช่งขันของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนของทีม ทีมที่ได้คะแนน รวมหรือค่าเฉลี่ยสูงสุดจะได้รับรางวัล สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ (2545: 165-166) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดย ใช้เทคนิค TGT ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมเนื้อหา ประกอบด้วย 1.1 การจัดเตรียมเนื้อหาสาระ ผู้สอนจัดเตรียมเนื้อหาสาระ หรือเรื่องที่จะ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ 1.2 การจัดเตรียมเกม ผู้สอนจะต้องจัดเตรียมคำถามง่ายๆ ซึ่งเป็นคำถาม จากเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนเรียนรู้ วิธีการให้คะแนนโบนัสในการเล่นเกม รวมทั้งสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น ใบงาน ใบความรู้ ชุดคำถาม กระดาษคำตอบ กระตาษบันทึกคะแนน เป็นต้น 2. ขั้นจัดทีม ผู้สอนจัดทีมผู้เรียนโดยให้คละกันทั้งเพศ และความสามารถ ทีมละประมาณ 4-5 คน เช่น ทีมที่มีสมาชิก 4 คน ประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เป็นต้น เพื่อเรียนรู้โดยปฏิบัติกิจกรรมตามคำสั่ง หรือใบงานที่กำหนดไว้ 3. ขั้นการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3.1 ผู้สอนแนะนำวิธีการเรียนรู้ 3.2 ทีมวางแผนการเรียนรู้และการแข่งขัน 3.3 สมาชิกในแต่ละทีมร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามคำสั่งหรือใบงาน 3.4 กลุ่มหรือทีมเตรียมความพร้อมให้แก่สมาชิกในกลุ่มทุกคน เพื่อให้มี ความรู้ความเข้าใจในบทเรียน และพร้อมที่จะเข้าสู่การแข่งขัน 3.5 แต่ละทีมทำการประเมินความรู้ความเข้าใจเนื้อหาของสมาชิกในทีม โดยตั้งคำถามขึ้นมาเอง โดยให้สมาชิกของทีมทดลองตอบคำถาม 3.6 สมาชิกของทีมช่วยกันอธิบายเพิ่มเติม ในประเด็นที่บางคน ยังไม่เข้าใจ 4. ขั้นการแข่งขัน ผู้สอนจัดการแข่งขัน ประกอบด้วย 4.1 ผู้สอนแนะนำการแข่งขันให้ผู้เรียนทราบ


30 4.2 จัดผู้เรียนหรือสมาชิกตัวแทนของแต่ละทีมเข้าประจำโต๊ะ การแข่งขัน 4.3 ผู้สอนแนะนำเกี่ยวกับเกม โดยอธิบายจุดประสงค์และกติกา ของการเล่นเกม 4.4 สมาชิกหรือผู้เรียนทุกคนเริ่มเล่นเกมพร้อมกัน ด้วยชุดคำถามที่ เหมือนกันผู้สอน เดินตามโต๊ะการแข่งขันต่างๆ เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัย 4.5 เมื่อการแข่งขันจบลง ให้แต่ละโต๊ะตรวจคะแนน จัดลำดับ ผลการแข่งขัน และให้หาค่าคะแนนโบนัส 4.6 ผู้เข้าร่วมแข็งขันกับไปเข้าทีมเดิมของตน พร้อมนำคะแนนโบนัส ไปด้วย 4.7 ทีมนำคะแนนโบนัสของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนรวม ของทีม อาจจะหาค่าเฉลี่ยหรือไม่ก็ได้ ทีมที่ได้คะแน่นรวมสูงสุด จะได้รับการยอมรับว่าเป็นทีม ชนะเลิศและรองชนะเลิศตามลำดับ 5. ขั้นยอมรับความสำเร็จของทีม ผู้สอนประกาศผลการแข่งขัน และเผยแพร่สู่ สาธารณชนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปิดประกาศที่บอร์ด ลงข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จดหมายข่าว ประกาศหน้าเสาธง เป็นต้น รวมทั้งมอบรางวัล ยกย่อง ชมเซย จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ขั้นตอนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT มีขั้นตอนทั้งหมด 5 ขั้น ประกอบด้วย 1) ขั้นเตรียมเนื้อหา โดยครู เตรียมเนื้อหามานำเสนอนักเรียน 2) ขั้นจัดทีม โดยคละความสามารถของนักเรียน 3) ขั้นการเรียนรู้ คือให้สมาชิกในทีมร่วมกันแก้ไขปัญหาและสืบเสาะหาข้อมูล 4) ขั้นการแข่งขัน คือให้นักเรียนนำ ความรู้ความเข้าใจที่ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและเรียนรู้มาทำกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบของ การแข่งขันตามกติกาที่ครูเป็นผู้กำหนด และ ขั้นที่ 5) ขั้นประกาศผลการแข่งขัน เพื่อยกย่องชมเชย กลุ่มนักเรียนที่มีผลคะแนนสูงสุด เป็นการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนมีความต้องการที่จะเรียนรู้และ เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง 2.4 การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก 2.4.1 ความหมายของแบบฝึก สาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกทำซ้ำบ่อย1 จนเกิดความชำนาญดังนั้น กระบวนการเรียนรู้จึงเน้นในเรื่องการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติซ้ำ สื่อการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่มีส่วนสำคัญ ในการพัฒนาการเรียนรู้ คือแบบฝึก มีผู้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ดังนี้


31 ขนิษฐา แสงภักดี (2540: 10) กล่าวไว้อย่างสอดคล้องกันว่าแบบฝึกเป็นอุปกรณ์หรือสื่อการ สอนที่สร้างขึ้น เพื่อฝึกฝนหรือเสริมสร้างและพัฒนาทักษะต่างๆ ให้แก่ผู้เรียนจนมีประสบการณ์และ สามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง นวลนุช สีทองดี (2541: 29-35) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่ใช้ฝึกทักษะเพื่อสร้าง ความคิดรวบยอดให้แก่นักเรียน เพื่อจะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีและรวดเร็วแต่ต้องได้รับการ ฝึกหลายๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกแล้วอย่างน้อยก็พัฒนาตนเองที่ดีขึ้นอย่าง แน่นอน อารีย์ วาศน์อำนวย (2545: 48) ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกคืออุปกรณ์ การเรียนการสอนอย่างหนึ่งอันประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจที่จะนำไปใช้เพื่อให้ นักเรียน ได้ฝึกฝนปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ ให้เกิดความคล่องแคล่ว ความชำนาญ ตลอดจนเกิดความแม่นยำซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติ ด้วยการทบทวนเนื้อหาความรู้ต่างๆที่ ได้เรียนไปแล้วอย่างมีทิศทาง พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2546 (2546: 483) ได้อธิบายว่า แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็นแบบฝึกที่ใช้เป็นตัวอย่าง ปัญหาหรือคำสั่ง ที่ตั้งขึ้น เพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2537: 147) ที่อธิบายว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดเป็นสื่อการเรียนประเภทหนึ่งสำหรับให้นักเรียน ฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และทักษะเพิ่มขึ้น ส่วนหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดอยู่ท้าย บทเรียนในบางวิชาแบบฝึกจะมีลักษณะเป็นแยบฝึกปฏิบัติ จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แบบฝึก หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อให้ นักเรียนได้ฝึกฝน ทบทวน และพัฒนาทักษะจนเกิดความรู้ความเข้าใจ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ซึ่ง การสร้างแบบฝึกให้เหมาะสมกับระดับความรู้ ความสามารถของนักเรียน จะส่งผลให้นักเรียนเกิด ความเข้าใจและมีทักษะในการเรียนเพิ่มมากขึ้น 2.4.2 ความสำคัญของแบบฝึก การที่นักเรียนได้ทำแบบฝึกเป็นการเน้นย้ำซ้ำทวนเนื้อหาที่ได้เรียนในรายวิชา เพื่อให้นักเรียน จดจำและเข้าใจ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่ทำขึ้น อย่างมีระบบ เป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนคือเป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดการเรียนรู้ เป็นดั่งเครื่องมือวัดผลและประเมินผลการเรียนช่วยให้ครูทราบความก้าวหน้าหรือข้อบกพร่องของ นักเรียนและช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน


32 ชาญชัย อาจินสมาจาร (2540: 98) ได้ให้ความสำคัญของแบบฝึกว่า เป็นส่วนหนึ่ง ของบทเรียนที่นักเรียนต้องเรียนและเป็นโครงการที่ต้องทำให้เสร็จ โดยคำถามให้นักเรียนทบทวน ความรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาทำให้ทราบได้ว่านักเรียนทำะไรและทำให้สำเร็จผลอะไรในบทเรียน ซึ่ง สามารถ ใช้ได้ทั้งในชั้นเรียนและที่บ้าน กันต์ดนัย วรจิตติพล (2542: 43) ได้ให้ความสำคัญของแบบฝึกว่า เป็นเครื่องมือ ทางการ เรียนอย่างหนึ่งที่มุ่งให้นักเรียนฝึกกระทำด้วยตนเอง เพื่อจะได้มีทักษะหรือความชำนาญเพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้เรียนรู้ในภาคทฤษฎีหรือด้านเนื้อหาแล้ว สรุปได้ว่า แบบฝึกมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาการเรียนการสอนทุกวิชา โดยเฉพาะการฝึกทักษะทางภาษาในทุกๆ ด้าน เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ เกิดแรงจูงใจและสามารถตรวจสอบผลการเรียนทำให้ทราบความก้าวหน้าและ ข้อบกพร่องอันส่งผลต่อทัศนคติและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกนั้นมีความสำคัญในการจัดการเรียนการสอน อย่างมาก เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการทบทวนความรู้ที่นักเรียนได้เรียนและจัดกิจกรรมในห้องอีกทั้ง ยังเป็นเครื่องวัดผลและประเมินผลเพื่อให้ครูทราบความก้าวหน้าและข้อบกพร่องของนักเรียน 2.4.3 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี การจัดทำแบบฝึกเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์นั้นต้องเหมาะสม สอดคล้องกับทักษะที่จะฝึกด้วยและ มีผู้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี ไว้ดังนี้ อัญชลี แจ่มเจริญ (2526: 45) กล่าวถึง แบบฝึกหัดที่ดีมีลักษณะดังนี้ 1. ควรใช้หลักจิตวิทยาและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน 2. ควรสร้างขึ้นเพื่อ สิ่งที่จะสอนและเกี่ยวข้องกับนักเรียน 3. คำพูดและเนื้อหา ความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและเป็นสิ่งที่นักเรียน พบเห็นอยู่แล้ว 4. สิ่งที่ฝึกแต่ละครั้ง ควรเป็นแบบฝึกสั้นๆ และเข้าใจง่ายไม่นำเบื่อและที่สำคัญ จะกระตุ้นให้เด็กได้สนใจใครฝึก วรรณ แก้วแพรก (2526: 33-38) กล่าวถึง แบบฝึกที่ดีมีลักษณะ ดังนี้ 1.เนื้อหาที่จะนำมาควรเป็นเนื้อหาในบทเรียนหรือสอดคล้องความสัมพันธ์กับ บทเรียนทั้งที่เป็นคำประโยค ข้อความ เนื้อเรื่องและเนื้อหาตรงตามหลักสูตรที่กำหนด 2. มีหลายแบบหลายลักษณะ เพื่อไม่ให้เบื่อและเป็นการท้าทายให้อยากทำ 3. ต้องช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคำ 3 ประการ คือรู้คำเพิ่มขึ้น เข้าใจความหมายของคำดีขึ้น และมีความสามารถในการใช้คำสูงขึ้นตามระดับชั้นของนักเรียน


33 4. ต้องส่งเสริมให้นักเรียนใช้ความคิด โดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจเดิม เป็นพื้นฐาน 5. ต้องไม่มีลักษณะ อย่างข้อสอบโดยทั่วไป ที่มุ่งวัดความรู้และความเข้าใจ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีลักษณะเร้าความสนใจ ยั่วยุและจูงใจให้นักเรียนคิดพิจารณาและได้ศึกษา จนเกิดความรู้ความเข้าใจในทักษะและสามารถใช้คำได้สูงขึ้น ขันธชัย มหาโพธิ์ (2535: 20) กล่าวว่า ลักษณะที่ดีของแบบฝึก ควรประกอบด้วย 1. ควรมีข้อแนะนำในการใช้ 2. มีให้เลือกทั้งแบบตอบ แบบจำกัด และแบบอย่างเสรี 3. คำสั่ง หรือตัวอย่างที่ยกเป็นแบบฝึกไม่ควรยาวเกินไปและไม่ควรยากแก่การเข้าใจ 4. ถ้าเป็นแบบฝึกที่ต้องการให้ผู้ทำศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกนั้นควรมี หลายรูปแบบและให้ความหมายแก่ผู้ฝึกทำด้วย สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2537: 145) กล่าวถึงลักษณะของแบบ ฝึกที่ดี ไว้ดังนี้ 1. เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของนักเรียน 3. มีคำชี้แจงสั้นๆ ที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิธีทำได้ง่าย 4. ใช้เวลาที่เหมาะสม 5. มีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายในการแสดงความสามารถ 6. ควรมีข้อแนะนำในการใช้ 7. มีให้เลือกทั้งแบบตอบอย่างจำกัดและอย่างเสรี 8. ถ้าเป็นแบบฝึกที่ต้องการให้ผู้ศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกนั้นควรมี หลายรูปแบบ 9. ควรใช้สำนวนภาษาง่ายๆ 10. ปลุกความสนใจและใช้หลักจิตวิทยา จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ลักษระของแบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยา และกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน มีการใช้ภาษาที่สื่อความหมายได้ง่าย เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและ ความสามารถของผู้เรียน มีรูปแบบของแบบฝึกที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ และมีคำชี้แจงสั้นๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้นักเรียนสามารถอ่านและฝึกฝนได้ด้วยตนเองในภายหลัง


34 2.4.4 หลักการสร้างแบบฝึกที่ดี แบบฝึกเป็นเครื่องมือสำหรับให้นักเรียนฝึกบ่อยๆ แสะซ้ำกันหลายๆ ครั้งจะช่วยให้นักเรียน เกิดความคล่องแคล่วในการเขียนสะกดคำได้ การสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ สูงสุดนั้นมีผู้เสนอแนะ ได้ดังนี้ วรรณ แก้วแพรก (2526: 87) ได้กล่าวถึง หลักในการสร้างแบบฝึกว่า 1. มีความมุ่งหมายในการจัดแน่นอน 2. ต้องจัดจากง่ายไปหายากและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 3. ต้องจัดหลังจากการสอนบทเรียนหรือเนื้อหานั้นๆ แล้ว 4. ต้องจัดทำแบบฝึกไว้ล่วงหน้าโดยทำไว้เป็นรายเนื้อหาหรือทำเป็นบทๆ ตาม บทเรียนพร้อมทำเฉลยไว้ด้วย วิชัย เพชรเรือง (2531: 77) ได้กล่าวถึง หลักในการสร้างแบบฝึกว่าควรมีลักษณะดังนี้ 1. แบบฝึกต้องมีเอกภาพและสมบูรณ์แบบในตัว 2. เกิดจากความต้องการของผู้เรียนและสังคม 3. ครอบคลุมเนื้อหาหลายวิธีโดยบูรณาการกับการอ่าน 4. ใช้แนวคิดใหม่ในการทำกิจกรรม 5. สนองความสนใจใคร่รู้และความสามารถของผู้เรียนและส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการ เรียนรู้ 6. คำนึงถึงพัฒนาการและวุฒิภาวะของผู้เรียน 7. เน้นการแก้ปัญหา 8. ครูและนักเรียนมีโอกาสวางแผนร่วมกัน 9. แบบฝึกควรเป็นสิ่งที่น่าสนใจ มีความแปลกใหม่ เป็นสิ่งที่สามารถปรับและรับเข้า สู่โครงสร้างทางความคิดของเด็กได้ พรรณิภา อ่อนแสง (2532: 42) กล่าวว่า การสร้างแบบฝึกควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. จะต้องตั้งวัตถุประสงค์ 2. ศึกษาเนื้อหาเดี่ยวกับการสร้างแบบฝึก 3. ขั้นต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึก 3.1 ศึกษาปัญหาความบกพร่องของเด็กในการเรียนการสอน 3:2 ศึกษาจิตวิทยาและกระบวนการเรียนรู้ 3.3 ศึกษาเนื้อหาวิชาที่สอน


35 3.4 ศึกษาลักษณะของแบบฝึก 3.5 กำหนดรูปแบบและการสร้างแบบฝึกให้ตรงกับเนื้อหา ที่ต้องการแก้ไข เกษรา ภัทรเดชไพศาล (2541: 36-37) ได้กล่าวถึง หลักในการสร้างแบบฝึก ดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกให้เหมาะสมกับนักเรียน 2. เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก โดยเริ่มจากการฝึกการออกเสียงแบบพยางค์ คำวลี ประโยค และคำประพันธ์ 3. แบบฝึกบางแบบฝึกให้ใช้ภาพประกอบ เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กจึงจะช่วยให้ เด็กประสบผลสำเร็จในการฝึกและช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไป ตามหลักการจูงใจ 4. แบบฝึกที่สร้างขึ้นเป็นแบบสั้นๆ ง่ายๆ ใช้เวลาฝึกเป็นเวลา 30-40 นาที 5. เพื่อป้องกันความเบื่อหน่ายแบบฝึกต้องมีลักษณะต่างๆ กัน เช่น ประสมคำจาก ภาพเติมคำลงในช่องว่าง อ่านคำประพันธ์ ฝึกร้องเพลงและใช้เกมต่างๆ ประกอบ จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า หลักการสร้างแบบฝึกที่ดีจะต้องรู้จักและเข้าใจพัฒนาการ ของผู้เรียน ยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดเรียงเนื้อหาจาก ง่ายไปยาก มีคำชี้แจงสั้นๆ สื่อให้เห็นถึงจุดประสงค์ในการทำแบบฝึกชัดเจน อาจมีภาพประกอบ เพื่อให้แบบฝึกมีความน่าสนใจและสร้างจินตนาการให้กับนักเรียน 2.4.5 ประโยชน์ของแบบฝึก ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะทักษะที่ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ แบบฝึกเสริมทักษะจึงเป็นสื่อการ เรียนที่อำนวยประโยชน์ต่อการเรียนภาษาไทย โดยมีผู้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2537: 146) กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึกดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียน 2. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องอาศัยการส่งเสริมและ ความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย 3. ช่วยเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะการที่ให้นักเรียนทำแบบฝึก ที่ เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จ 4. แบบฝึกช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน 5. การให้นักเรียนทำแบบฝึกช่วยทำให้ครูมองเห็นจุดเด่นจุดบกพร่องของนักเรียนได้ ชัดเจน ซึ่งช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุง แก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ทันท่วงที


36 6. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้วจะช่วยให้ครูประหยัดเวลาในการสร้าง แบบฝึก นักเรียนไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึก ทำให้มีเวลาและฝึกฝนมากขึ้น ประทีป แฮงเปลี่ยมสุข (2538: 54) กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึก ดังนี้ 1. เป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระของครู 2. ช่วยให้นักเรียนฝึกทักษะทางภาษาได้ดีขึ้น 3. ช่วยเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จ ในจิตใจมาก 4. ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน 5. เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียน หลังจากเรียนบทเรียนแล้ว 6. ช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง 7. ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่างๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน 8. ช่วยให้นักเรียนฝึกฝนได้เต็มที่ นอกเหนือจากที่เรียนในเวลาเรียน 9. ช่วยให้นักเรียนมองเห็นความก้าวหน้าของตนเอง 10. ช่วยให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการสะกดคำ นิภาพร วงษ์ศิลา (2543: 46) กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึก ไว้ดังนี้เป็นส่วนเพิ่มหรือเสริม หนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มากเพราะ แบบฝึกเป็น สิ่งที่จัดทำขึ้นเป็นระบบระเบียบ ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษา แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กฝึก ทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้นช่วยเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทาง ภาษาแตกต่างกัน การให้เด็กได้ทำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะช่วยให้เด็ก ประสบผลสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น 1. แบบฝึกช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน โดยกระทำดังนี้ 1.1 ฝึกทันทีหลังจากเด็กได้เรียนรู้เรื่องนั้นๆ 1.2 ฝึกช้ำหลายๆ ครั้ง 1.3 เน้นเฉพาะเรื่องที่ต้องการฝึก 2. แบบฝึกที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 3. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง ได้ต่อไป 4. การให้เด็กทำแบบฝึก ช่วยทำให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชัดเจนซึ่ง ช่วยทำให้ครูดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ทันท่วงที


37 5. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นนอกจากที่อยู่ในบทเรียน จะช่วยให้เด็กฝึกฝนอย่างเต็มที่ 6. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาในการที่ จะต้องเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึกจากตำราเรียน ทำให้ เด็กมีเวลาและฝึกฝนทักษะต่าง ๆ มากขึ้น 7. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะการจัดพิมพ์ขึ้นเป็น รูปเล่มที่แน่นอนย่อมลงทุนต่ำ กว่าที่จะพิมพ์ลงในกระดาบไขทุกครั้ง และผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของตนเอง ได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ วิเชียร เกษประทุม (2545: 36) กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึก สรุปได้ว่า แบบฝึกเป็น เครื่องช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น และแบบฝึกช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนได้ ด้วยตนเอง จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกนั้นเป็นสื่อการสอนที่มีประโยชน์เพิ่มมาจาก หนังสือเรียน เนื่องจากนักเรียนสามารถทบทวนเนื้อหานอกเวลาได้ เป็นการฝึกนิสัยและทักษะที่ดี ทำให้ครูและนักเรียนเห็นพัฒนาการหรือข้อบกพร่องของนักเรียน อีกทั้งแบบฝึกยังสามารถลดเวลาใน การเขียนของนักเรียนได้อีกด้วย ส่งผลให้นักเรียนมีเวลาในการพัฒนาทางความคิดเพิ่มมากขึ้น 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กรมวิชาการ (2515: 4) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง 1.ความรู้ที่ได้รับหรือทักษะที่เจริญขึ้นโดยการเรียนวิชาต่างๆ ในโรงเรียนตามปกติ โดยพิจารณาจากคะแนนสอบหรือผลงานของครูที่กำหนดให้ทำหรือทั้งสองอย่าง 2. ผลหรืองานที่นักเรียนได้จากการเรียนวิชาสามัญ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับทักษะที่ได้จากวิชาการฝีมือและพลศึกษา ชวาล แพรัตกุล (2516) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จใน ด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่างๆ ของสมอง นั่นคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรไป ประกอบด้วยสิ่งสำคัญอย่างน้อยสามสิ่ง คือ ความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพของสมองด้านต่าง ๆ ไพศาล หวังพานิช (2523: 209) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ดังนี้ ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกอบรมหรือจากการสอน การวัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็น


38 การตรวจสอบระดับความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ของบุคคลว่าเรียนรู้เท่าไร มีความสามารถชนิดใด ซึ่งสามารถวัดได้ 2 แบบ ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาที่สอน คือ 1. การวัดด้วยการปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือทักษะของ ผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปการกระทำจริงให้ออกมาเป็นผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องวัดโดยใช้ข้อสอบปฏิบัติ (Performance Test) 2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา (Content) อัน เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆ สามารถวัดได้โดย ใช้ข้อสอบผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) จากข้อมูลดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของความรู้ สมรรถนะ ทักษะ และความสามารถต่างๆ ของบุคคลที่เกิดขึ้นหลังจากได้เรียนรู้และอบรม เป็นการตรวจสอบความสามารถของผู้เรียนว่ามีความรู้ ความเข้าใจมากน้อยเพียงใด และมี ความสามารถด้านใดซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2530: 19) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นการตรวจสอบความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพของสมองด้านต่างๆ ของนักเรียนว่าหลังการเรียนรู้ เรื่องนั้นๆ แล้ว นักเรียนมีความรู้ ความสามารถในวิชาที่เรียนมากน้อยเพียงใด มีพฤติกรรม เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตามความมุ่งหมายของหลักสูตร์ในวิชานั้น ๆ เพียงใด พวงแก้ว โคจรานนท์ (2530: 25) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความ เข้าใจ ความสามารถ ทักษะทางด้านวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ เช่น ระดับ สติปัญญา การคิด การแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเด็ก ซึ่งแสดงให้เห็นด้วยคะแนนที่ได้จากแบบทคสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือการรายงานทั้งเรียนและพูด การทำงานที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนทำ การบ้านในแต่ละวิชา อัจฉรา สุขารมณ์ และอรพินท์ ชูชม (2530: 10) ได้กล่าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ (Achievement) หมายถึง ความสำเร็จที่ได้จากการทำงานที่ต้องอาศัยความพยายามจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก การกระทำที่อาศัยความสามารถทางร่างกายหรือสมอง ดังนั้น ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจึงเป็นขนาด ของความสำเร็จที่ได้จากการเรียนที่อาศัยการทดสอบ เช่น จากการสังเกตหรือการตรวจการบ้าน หรือ อาจอยู่ในรูปของเกรดที่ได้มาจากโรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยกรรมวิธีที่ซับซ้อนและช่วงเวลาในการประเมิน อันยาวนาน หรืออีกวิธีหนึ่งอาจวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั่วไป


39 2.5.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พัฒนพงษ์ สีกา (2551: 32) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของผู้เรียนและการ เรียนในระบบโรงเรียนตัวแปรที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนมี 3 ตัว ได้แก่ 1.พฤติกรรมทางด้านความรู้ความคิดหมายถึงความสามารถทั้งหลายของผู้เรียนซึ่งประกอบด้วย ความถนัดและพื้นความรู้เดิมของผู้เรียน 2.คุณลักษณะทางจิตใจหมายถึงสภาพการณ์ที่ทำให้ผู้เรียน เกิดความรู้ใหม่ ได้แก่ ความสนใจเจตคติต่อเนื้อหาวิชาสถาบันและระบบการเรียนยอมรับ ความสามารถของตนเอง 3.คุณภาพการสอนหมายถึงประสิทธิภาพที่ผู้เรียนจะได้รับผลสำเร็จ ในการเรียนรู้ได้แก่ การได้รับคำแนะนำการมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนการเสริมแรงจากครู การแก้ไขข้อบกพร่องและการรู้ผลสะท้อนกลับถึงการกระทำของตนเองว่าถูกต้องหรือไม่ นอกจากนั้น Creamer ได้ใช้วิธีการวิเคราะห์และสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียน พบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มี 7 ด้าน ได้แก่ 1. ปัจจัยด้านสังคม ประกอบด้วยกลุ่มเพื่อน ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม และสิ่งแวดล้อมทางครอบครัว 2. ปัจจัยด้านโรงเรียน ประกอบด้วย เป้าหมายและนโยบาย คุณลักษณะ ทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม 3. ปัจจัยด้านตัวนักเรียน ประกอบด้วย พื้นฐานความรู้เดิม คุณลักษณะทาง ชีวสังคมและแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ 4. ปัจจัยด้านครูผู้สอน ประกอบด้วยภูมิหลังและรูปแบบการสอน 5. ปัจจัยด้านการเรียนการสอน ประกอบด้วยปริมาณและคุณภาพการเรียน การสอนและหลักสูตร 6. ปัจจัยด้านวิธีสอน ประกอบด้วยการสอนเป็นรายบุคคล การกระตุ้นหรือ เกม การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การจัดโปรแกรมการเรียนการสอนพิเศษ การจัดระบบการเรียนรู้ การสอนเป็นทีม ปริมาณการให้การบ้านและการใช้สื่อการสอน 7. ปัจจัยด้านการสร้างยุทธศาสตร์การเรียนรู้ ประกอบด้วยการเสริมแรง การสร้างความก้าวหน้า และการใช้ข้อมูลย้อนกลับ วนิดา ดีแป้น (2553: 20) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเรื่องที่ได้รับ ความสนใจอย่างมากในวงการศึกษา แต่เป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนมาก เพราะมี องค์ประกอบหรือปัจจัยต่างๆ มากมายที่เป็นตัวแปรที่ผสมผสานกัน ซึ่งอาจส่งผลให้นักเรียนมี


40 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่างกัน ได้สรุปปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยแบ่งออกเป็น 4 ปัจจัย ดังนี้ 1. ปัจจัยเกี่ยวกับผู้เรียน จากแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioral psychologists) เชื่อว่าคนเราทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้หากมี ตัวกระตุ้นและการเสริมแรงการ เรียนรู้จึงเป็นกระบวนการด้านกลไกที่ถูกควบคุมจากสิ่งต่างๆ ภายนอก แต่นักจิตวิทยากลุ่มความคิด ความเข้าใจ (Cognitive psychologists) เชื่อว่า ผู้เรียนเป็น ผู้มีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ความรู้และสติปัญญา ตลอดจน กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียน ผู้สอนเป็นเพียงผู้รับผิดชอบในการ สอนแต่ผู้เรียนเป็น ผู้รับผิดชอบในการเรียน 2. ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนในโรงเรียน ที่มิได้ขึ้นอยู่กับ ปัจจัย เกี่ยวกับตัวผู้เรียนหรือการเรียนการสอนเท่านั้น 3. สภาพแวดล้อมโดยทั่ว ๆ ไป สภาพแวดล้อมทางครอบครัว และสภาพแวดล้อมที่ ไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเอง 4. ปัจจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอน และปัจจัยที่เกี่ยวกับบริบทการเรียน การสอน รวมถึงปัจจัยด้านผู้สอน ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งในและนอกชั้นเรียน และ ด้านจุดมุ่งหมายของการสอน 2.5.2.1 การวัดพฤติกรรมทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย หรือสติปัญญา พฤติกรรมพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นพฤติกรรมด้านสมอง หรือ พฤติกรรมด้านสติปัญญาของมนุษย์ ในปี ค.ศ.1956 เบนจามิน บลูม และคณะ (Benjamin S. Bloom and other) ได้จำแนกองค์ประกอบของพฤติกรรมพุทธิพิสัย ออกเป็น 6 ลำดับขั้น เริ่มจากขั้นที่ใช้ ความสามารถต่ำ ซึ่งไม่ซับซ้อนไปสู่ขั้นที่ใช้ความสามารถสูงที่มีความซับซ้อน ดังนี้ 1. ความรู้ความจำ เป็นความสามารถในการระลึกได้ถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างถูกต้อง เช่น นักเรียนสามารถบอกสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า ได้ นักเรียน สามารถบรรยายขั้นตอนการตอนกิ่งได้ นักเรียนสามารถบ่งชี้โทษของบุหรี่ได้ 2. ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการผสมผสานความรู้ความจำแล้ว ถ่ายทอด ออกมาในอีกลักษณะหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมโดยที่ความหมามเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป มี 3 ลักษณะ คือ การแปลความ การตีความ และการขยายความ เช่น นักเรียนสามารถแปลความ บทร้อยกรองให้เป็นร้อยแก้วได้ นักเรียนอ่าน แผนผังที่กำหนดให้ได้ นักเรียนคาดคะเนแนวโน้ม ของข้อมูลจากกราฟที่กำหนดให้ได้


41 3. การนำไปใช้ เป็นความสามารถนำความรู้ความจำและความเข้าใจ ไปใช้ แก้ปัญหาในสถานการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ได้ เช่น นักเรียนสามารถแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์เกี่ยวกับ การคูณได้ นักเรียนสามารถใช้คำราชาศัพท์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ 4. การวิเคราะห์ ความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อค้นหาความจริงหรือความสำคัญที่แฝงเร้นอยู่ในสิ่งนั้น เช่น นักเรียนสามารถบอกสาเหตุสำคัญของ ปัญหา มลภาวะเป็นพิษในปัจจุบันได้ นักเรียนสามารถตั้งชื่อเรื่องจากบทความที่กำหนด ให้อ่านได้ 5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันแล้ว เกิด เป็นสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น นักเรียนสามารถเขียนเรียงความได้ นักเรียนสามารถวางแผน การจัดแสดงละครได้ 6. การประเมินค่า ความสามารถในการตัดสินคุณค่าสิ่งต่างๆ หรือเรื่องราว ต่าง ๆ อย่างมีกฎเกณฑ์ เช่น นักเรียนสามารถตัดสินความน่าเชื่อถือจากข่าวที่กำหนดให้อ่านได้ นักเรียนสามารถ เปรียบเทียบคุณภาพของอาหารจากการสังเกตการปฏิบัติการปรุงอาหารแต่ละครั้ง ได้ 2.5.2.2 การวัดพฤติกรรมทางการศึกษาด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นพฤติกรรมด้านจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกของนักเรียน เช่น ความสนใจ เจตคติ ค่านิยม ความก้าวร้าว การปรับตัว รวมถึงคุณธรรมต่าง ๆ ตัวอย่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เช่น นักเรียน สนุกสนาน เพลิดเพลินในวิชาศิลปะ นักเรียนมีมารยาทในการพูดต่อหน้าสาธารณะชน นักเรียน มีความสามารถในการควบคุม อารมณ์ นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน นักเรียนมีมรรยาทในการเล่นกีฬา นักเรียนมีความรับผิดชอบในการเรียน พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย พฤติกรรมด้านทักษะพิสัยนี้ เป็นความสามารถของบุคคลในการใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างประสานสัมพันธ์กัน โดย จะมีขั้นตอนของการเกิดพฤติกรรมไป ตามลำดับ ดังเช่น ซิมพ์สัน (Simpson, Elizabeth J.) ได้จัดจำแนกไว้ 7 ขั้นดังนี้ 1. การรับรู้ (Perception) เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพฤติกร รม ด้านการรับสัมผัสสิ่งเร้า ผ่านทางประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น หู ตา จมูก ลิ้น ผิวกาย 2. การเตรียมความพร้อม (Set) คือการเตรียมตัวกระทำ หรือการปรับตัว ให้อยู่ในสภาพพร้อมที่กระทำ ซึ่งมี 3 ด้าน คือ ด้านสมองจะเตรียมความรู้ซึ่งมีมาก่อน ด้านร่างกาย จะเตรียมเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และด้านอารมณ์จะเตรียมความรู้สึกในการให้คุณค่าต่อสิ่งที่จะปฏิบัติ 3. การตอบสนองตามแนวชี้แนะ (Guided Response) เป็นการเริ่มพัฒนาทักษะ โดยการแสดงพฤติกรรมเลียนแบบตามผู้แนะนำหรือครู ในขั้นนี้จะเป็นขั้นลองผิดลองถูก


Click to View FlipBook Version