The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piece141, 2022-08-31 19:56:04

2262855

2262855

เฉลยกิจกรรมที่ 2.2 95
1. ใหผูเรยี นแยกกลมุ เครือ่ งดนตรีสากลในภาพโดยใสหมายเลขตามประเภทดงั นี้
1. เครื่องสาย (String Instruments) 1
2. เครือ่ งลมไม (Woodwind Instruments)
3. เครื่องลมทองเหลือง (Brass Instruments)
4. เคร่ืองลมิ่ นิ้ว (Keyboard Instruments)
5. เครื่องตี (Percussion Instruments)

43
5

23

1
1

1

96

2.ใหเ ขียนบอกประเภทเพลงสากล 12 ประเภท พรอมลกั ษณะเดนของแตละประเภท

หากผูเรียนเขียนได 10-12 ประเภทให 3 คะแนนเขียนได 9-10 ประเภทให 2
คะแนน เขียนได 7-8 ประเภทให 3 คะแนน หากถูกนอย ใหผูเรียนกลับไปทบทวนในหนังสือ
เรยี นแลว กลบั มาทํากจิ กรรมนีอ้ ีกครงั้

4. เพลงศาสนา เปนเพลงประเภทขับรองที่มีเน้ือรองเกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะ
มีท้ังประเภทที่ขับรองเด่ียว และ ขับรองประสานเสียง อาจประกอบดนตรี
หรอื ไมกไ็ ด

5. เพลงท่ีใชขับรองในละครอุปรากร หรือละครโอเปรา เปนละครชนิดหนึ่งท่ี
แสดงโดยใชการรองเพลงโตตอบกันตลอดท้ังเร่ือง คอรัส (Chorus) เปนเพลง
ขับรองหมูอาจเปนเสียงเดียวกันหรือคนละเสียงก็ได คอนเสิรทไฟนอล
(Concert Final) เปน เพลงขบั รอ งหมู ใชขบั รอ งตอนเรา ความรสู กึ สดุ ยอด

เรคซิเรทีพ (Recilative) เปน การขบั รอ งกึ่งพดู การพูดนีม้ ีลลี าลษั ณะของเสียง

สูง ๆ ตาํ่ ๆ คลา ยกบั การขับเสภาของไทย

6. เพลงลีลาศ ไดแกเพลงทุกชนิดท่ีใชในการเตนรําลีลาศได เชน เพลงแทงโก
วอลท ชาชา ชา ฯลฯ มที งั้ ชนิดขบั รอ งและบรรเลง

7. เพลงชาวบาน เพลงชาวบานโดยมากเปน เพลงงาย ๆ การแตงก็ไมมีการบันทึก
ไวเปนโนต รองตอ ๆ กันจนจําได มีทํานองซํ้า ๆ กันหลายตอหลายทอนใน
เพลงแตล ะเพลง คลา ยเพลงเตน กําราํ เคียวของไทย

8. เพลงตะวันตก หมายถึงเพลงที่ขับรองกันในภาคตะวันตกของสหรัฐ เทานั้น
พวกที่บุกเบิกในการรองคือ พวกกรรมกรรถไฟ พวกโคบาล พวกพเนจร
เพลงตะวนั ตกนบั ไดว าเปน เพลงอเมรกิ นั แทเพราะเกิดในอเมริกา และเกิดจาก
สิง่ แวดลอมและจติ ใจของคนทอ่ี ยูอเมรกิ า

9. เพลงแชมเบอรมวิ สิก เปนเพลงบรรเลงดวยเคร่ืองดนตรี ต้ังแต 3 - 7 คนข้ึนไป
แตบ างคร้ังก็มีการรองแทรกอยูบาง เปนเพลงสําหรับฟงใหอารมณผอนคลาย
เพลงแชมเบอรมวิ สิกมกั จะตองประกอบดวยนักดนตรีฝมือเย่ียม เพราะถาใคร
เลนผดิ พลาดไปคนฟง กส็ งั เกตได

97

10.เพลงกลอ มเดก็ เปนเพลงที่เกิดจากแรงดลใจภายในตวั แม เพ่ือกลอ มลกู ใหห ลับ
แตแลวก็กลายเปนทํานองอันไพเราะไป เพลงกลอมเด็กแทบทุกเพลงจะมี
ทาํ นองชา ๆ

11.เพลงโซนาตา เปน เพลงทแ่ี ตง ขน้ึ ใหเลนดวยเคร่อื งดนตรีหนึ่งหรือ 2 ชิ้น

ซึ่งโดยมากมกั จะเปน ไวโอลนิ กับเปยโน โดยมากเปนเพลงชา ๆ เลนใหเขากับ
บรรยากาศ ในขณะทศ่ี ลิ ปนกําลังแตงเพลงนนั้ ๆ

12.เพลงพาเหรด ไดแ กเพลงซ่ึงมีจังหวะเนนหนักเบา โดยมาก เพ่ือประกอบการ
เดินแถวของพวกทหาร หรือเพื่อประโยชนในการปลุกใจ ฟงคึกคัก ตื่นเตน
เพลงเดินน้ีเรียกวา Military March มีเพลงชนิดหน่ึงมีจังหวะชา ใชในการ
เดนิ ขบวนแห โดยเฉพาะการแหศ พ เรียกวา Processional March

13.เพลงแจส (Jazz) เปนเพลงอเมริกันแทอีกชนิดหนึ่ง ลักษณะสําคัญของเพลง
แจสคือ การมี Syncopation (ซินโคเปชั่น) หมายถึงการเนนจังหวะท่ีจังหวะ
ยก มากกวาจงั หวะตก โดยมากเพลงแจสจะเปน เพลงที่มีเสียงอึกทึกอยูไมนอย
แตเพลงแจสท่ีเลนอยางชา ๆ และนุมนวลก็มีเชนกัน เพลงแจสรุนแรกเกิดขึ้น
ทางภาคใตข องสหรัฐอเมรกิ าโดยพวกชนผิวดําที่ เปนทาส เพลงแจสที่เกิดทาง
ใตน ม้ี ชี ่ือเรยี กวา Dixieland Jazz เพลงแจส ไดร ับการพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาจน
กลายมาเปนเพลง Blue ลกั ษณะของเพลง Blue น้จี ะเลน อยางชา ๆ เนิบนาบ

14.เพลง Program music สาระสําคัญของเพลงประเภทนี้คือการพยายามเลา
เรอื่ งหรือบรรยายภมู ปิ ระเทศดว ยเสยี งดนตรี แตความพยายามนี้ก็มิคอยสําเร็จ
นัก จึงมักจะตองมีการแจกบทความเลาเรื่องนิยายหรือภาพนั้น ๆ ใหผูฟงได
ทราบกอนฟง แลว ผูฟงจะจินตนาการหรือนึกภาพจากเสียงดนตรอี กี ที

15.เพลงอมตะ (Immoral song) หมายถึง เพลงแบบใดก็ได ที่ไดรับการยอมรับ
ยกยอ งวามคี วามไพเราะ และเปนทีน่ ยิ มอยูทุกยคุ ทุกสมัย หรือ เปนที่นิยมรูจัก
ฟง ไพเราะอยูเสมอไมวา เวลาใด ยุคใด สมัยใด เชนเพลงบัวขาว แสงทิพยของ
ไทย

98

เฉลยกิจกรรมทา ยบทที่ 3
เฉลยกจิ กรรมที่ 3.1
1. การกําเนิดของนาฏศิลปโลกหรือนาฏศลิ ปสากลเกิดข้ึนจากอะไร

- การกาํ เนดิ ของนาฏศิลปโลก หรือนาฏศิลปสากลเกิดข้ึนจาก 2 สิ่งคือ จากธรรมชาติ และ
ความเชื่อถอื ศรัทธาในสิง่ ศกั ดิ์สทิ ธิท์ ้ังหลาย
2. อธบิ ายลกั ษณะเฉพาะของนาฏศลิ ปใ นสมยั กรกี

- เริ่มตนจากการแสดงเร่ืองราวเก่ียวกับเทพเจาไดโอนีซุส (Dionysus) ซ่ึงเปนเทพเจาแหง
ความอดุ มสมบรู ณขน้ึ ในเทศกาลบชู าเทพเจาองคน้ี จัดขน้ึ ปล ะครั้ง จากนน้ั ก็มกี ารพัฒนาเปนละคร
เก่ียวกับเรื่องของมนุษย ซ่ึงยังมีแกนเรื่องเก่ียวกับความเช่ือทางศาสนา และศิลปวัฒนธรรม
ประเภทของละครในสมัยกรีกมีทั้งละครโศกนาฏกรรม และสุขนาฏกรรม ซ่ึงใชนักแสดงผูชาย
ท้งั หมดเพียง 3 คนแสดงเปน ตัวละครหลาย ๆ ตัว ดว ยการเปล่ียนหนา กากไปเรื่อย ๆ
3. อธบิ ายลกั ษณะเฉพาะของนาฏศิลปใ นสมัยโรมัน

- เร่ิมจากนํารูปแบบของละครกรีกโบราณ ในเร่ืองพิธีกรรมทางศาสนาท่ีเก่ียวกับการบูชา
เทพเจา ตอ มากไ็ ดม กี ารปรบั ปรงุ โดยเพมิ่ การเตนราํ และใชทาทางแสดงอารมณมากขึ้น ตัวละคร
มลี กั ษณะของสามญั ชน ท่เี นนการแสดงแบบตลกโปกฮาตามแนวละครประเภทสุขนาฏกรรมมาก
ขึ้น รวมทั้งมีการยกเลิกการใสหนากากแบบละครกรีกในตัวละครตลกจึงทําใหนักแสดงสามารถ
แสดงอารมณภายในและความสามารถในการแสดงไดมากขึ้น

7. ละครแพนโทไมน (Pantomine) คืออะไรและมปี ระวตั ิความเปนมาอยา งไร
- ละครแพนโทไมน (Pantomine) หรือละครใบ ในอังกฤษท่ีเปนการแสดงละครที่มีดนตรี

และ การเตนรําประกอบ จนมาถึงในศตวรรษท่ี 20 ตอนตน รูปแบบการแสดงละครเริ่มหันเขาสู
การสะทอนสภาพความเปนจริงในสังคมโดยแสดงละครตามแบบชีวิตจริงมากยิ่งข้ึน จากน้ันจึง
พฒั นามาเปน ละครใบใ นยุคปจ จุบัน

8. นาฏศลิ ปประจําชาติจีนคอื อะไร และมอี งคประกอบอะไรบาง
- คอื อุปรากรจีนหรอื ง้ิวท่เี ปนแบบมาตรฐานคือ งวิ้ ปก กิง่ ซ่ึงองคก ารยูเนสโกยกระดับใหเปน

“มรดกโลก” เปนการแสดงศิลปะดานดนตรี การขับรอง นาฏลีลา การแสดงอารมณ ศิลปะ
กายกรรมภาษาจนี เรียกวา “จาจี”้ เชน การตอสู ผูแสดงจะตองมีนํา้ เสยี งคุณภาพและมีความอดทน
สงู ดวย

99

องคประกอบของอุปรากรจนี ประกอบดวยสิ่งตา งๆ ดังน้ี
1. บทบาทตวั ละคร ตัวละครชายกบั หญิงแบง ออกเปน “บแู ละบุน ” โดยประเภทที
แสดงบูจะตอ งแสดงกายกรรม สว นประเภททแี่ สดงบุนจะเนน ที่การขบั รอง และการแสดงอารมณ
แตถา แสดงบทบาทที่คาบเกีย่ วกัน จะเรยี กตัวละครนั้นวา “บบู นุ ”

2. เทคนิคการแสดง แสดงตามทฤษฎีการเคลื่อนไหวทุกสวนของรางกาย มีจังหวะสงา
งามท้ังการเคลอ่ื นไหวของมือ เทา การเดิน

3. เคร่ืองแตงกาย แตงตามชุดประจําชาติ มีชุดจักรพรรดิ ชุดขุนนาง เคร่ืองทรงเส้ือ
เกราะมงกฎุ จักรพรรดิ หมวกขนุ นาง นักรบ รองเทาเปนรองเทาผาพ้ืนเรียบ ผูแสดงแตงหนาเองตาม
บทบาทท่แี สดง

4. ดนตรี และการขับรอง เปนสวนประกอบที่สําคัญในการแสดงอุปรากรจีน ซึ่งเคร่ือง
ดนตรีประเภทบุนประกอบดวยเครื่องดีด เครื่องสี ที่สําคัญ ไดแก ซอปกก่ิง กีตารทรงกลมคลาย
พระจันทร แบนโจสามสาย ขลุย ป ออรแกน แตรจีน สวนเครื่องดนตรีประเภทบู ประกอบดวย
เคร่ืองดนตรี และเคร่ืองกระทบ ไดแก กรับ กลองหนัง กลองเต้ีย กลองใหญ ฆองใหญ ฆองเล็ก
ฆอ งชดุ และฉาบ

5. ลักษณะการขบั รอ งนับวา เปน หวั ใจสําคัญ เพราะผูชมตองการฟงความไพเราะของการ
ขับรองเพลงมากกวาการตดิ ตามดูเพ่ือใหทราบเนอื้ รอง

6. เวที ฉาก และอปุ กรณทใ่ี ชในการแสดง สมยั โบราณเวทีมกั สรางดวยอฐิ หิน เรยี กวา
“สวนนํ้าชา” หรอื “โรงนา้ํ ชา” เวทชี ่วั คราวสรา งดว ยไมร ูปสี่เหลย่ี ม มีหลังคา ยดึ ดวยเสา 4 ตัว
พน้ื เวทปี ดู วยเสอ่ื หรือพรม อุปกรณโ ตะ 1 ตวั เกาอี้ 2 ตัว ไมม ีมา น ดา นหนา ประดับดว ย อาวธุ
เชน ดาบ หอก ธนู หลาว ทวน กระบอง

9. ละครโนคาบกู ิคืออะไร และใหอธบิ ายรายละเอยี ดของละครโนะ
- ละครโนะ
เปน ละครแบบโบราณ มกี ฎเกณฑและระเบียบแบบแผนในการแสดง มากมายในปจจุบันถือ

เปน ศลิ ปะชน้ั สูงประจําชาติของญปี่ ุน ลกั ษณะพเิ ศษ ของละครโนห ก็คือ หนากาก ตัวละครเอกจะ
สวมหนากากซึง่ แกะสลักจากไมอยูตลอดเวลาและไมเปดเผยใบหนาจริงโดยเด็ดขาด หนากากซึ่ง
แสดงใหเห็นถึงเพศ อายุ ประเภทของตัวละคร และสีหนาของตัวละคร ซ่ึงอาจจะเปนหนากาก
ปศาจชายหนมุ หญงิ สาว ชายแก หญิงแก ตามแตเน้อื เร่ือง สว นตัวรองจะไมใ สหนา กาก

100

- ละครคาบูกิ
คาบูกิละครอีกแบบหน่งึ ของญีป่ นุ ท่ีไดร ับความนยิ มมากกวาละครโนะ มีลักษณะเปน การ
เช่อื มประสานความบนั เทงิ จากมหรสพของยคุ เกา เขากบั ยคุ ปจ จุบันคาํ วา “คาบูกิ” หมายถงึ
การผสมผสานระหวางโอเปรา บัลเลต  และละคร ซง่ึ มีทง้ั การรอง การรํา และการแสดงละคร
10. ใหบอกประโยชนของนาฏศลิ ปส ากลกบั การพัฒนาสงั คม
- ประโยชนของนาฏศิลปสากลกบั การพัฒนาสังคม

1. ใชใ นรัฐพิธีและราชพธิ ี
2. ใชใ นการสังสรรคและการบันเทิงในสังคม
3. ใชเพือ่ การส่อื สารในสังคมโดยการใชท าทางการเตนหรือรา ยราํ
4. ใชในการศึกษา ท้ังการศกึ ษาทางดา นศลิ ปะโดยตรงหรอื ใชก ารศกึ ษาดานอื่นๆ
5. ใชเพอ่ื การอนุรกั ษ และเผยแพรเอกลักษณของชาติ
6. ใชสง เสริมสขุ ภาพและพลานามัยของคนในสงั คมและการแกป ญหาทมี่ อี ยูในสังคม
7. ใชพัฒนาจิตใจใหละเอียดออนและสรา งเสรมิ จรยิ ธรรมในจติ ใจ
8.ใหบอกประโยชนของการเรยี นนาฏศลิ ปวาผูเ รยี นจะมีการพฒั นาอะไรบา ง
- การเรยี นนาฏศิลปส ากลทําใหเ กดิ การพัฒนาแกผูเรียน ดงั นี้
1. ทําใหเปน คนรื่นเริงแจม ใส
2. มคี วามสามัคคีในหมูคณะ
3. สามารถยึดเปน อาชีพได
4. ทาํ ใหร จู ักดนตรสี ากลและเพลงตา ง ๆ
5. ทาํ ใหเ กิดความจําและไหวพริบดี
6. ชว ยใหเ ปนคนที่มีการเคลือ่ นไหวทสี่ งา งาม
7. ชว ยในการออกกําลงั กายไดเ ปนอยางดี
8. เมอ่ื ไดร ับความรูน าฏศิลปส ากลจนเกดิ ความชํานาญอาจมีชือ่ เสยี งได
8. ลลี าศจงั หวะมาตรฐานสากลนิยม แบง เปน กีร่ ูปแบบ แตล ะ รปู แบบมจี ังหวะอะไรบาง
จงั หวะมาตรฐานสากลนิยม แบง เปน 2 รูปแบบ คอื

1. การลีลาศแบบบอลรมู (Ballroom หรอื Standard) มี 5 จงั หวะไดแ ก
1) วอลซ (Waltz)
2) แทงโก (Tango)
3) สโลว ฟอกซทรอท (Slow Foxtrot)

101

4) เวยี นนสี วอลซ (Viennese Waltz)
5) ควิกสเตป็ (Quick Step)
2 การลีลาศแบบละตนิ – อเมริกา (Latin-American) มจี ังหวะทเ่ี ปนมาตรฐาน 5
จงั หวะคือ
1) ชา ชา ชา (Cha Cha Cha)
2) แซมบา (Samba)
3) ควิ บัน รัมบา (Cuban Rumba)
4) พาโซโดเบล (Paso Doble)
5) ไจวฟ (Jive)
9. บอกประโยชนของการลีลาศ
1. กอใหเ กดิ ความซาบซ้ึงในจงั หวะดนตรี
2. กอ ใหเกดิ ความสนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ
3. เปนกิจกรรมนันทนาการ และเปนการใชเวลาวางใหเปนประโยชน
4. เปนกจิ กรรมส่อื สัมพันธท างสังคม ที่ผูชายและผหู ญิงสามารถเขา รวมในกจิ กรรมพรอ ม
กันได
5. ชว ยพัฒนาทักษะทางรา งกาย
6. ชวยสง เสริมสุขภาพพลานามยั ทง้ั ทางดานรางกายและจติ ใจ
7. ทาํ ใหม รี ปู รา งทรวดทรงงดงาม สมสว น มบี ุคลิกภาพสงา งาม
8. ชวยผอนคลายความตงึ เครยี ดทางดา นรางกาย จิตใจ อารมณและสังคม
9. ชวยใหรจู กั การเขาสงั คม และรูจักการอยูรวมกันในสงั คมไดเปน อยางดี
10. ชวยสงเสริมใหม ีความเช่อื มั่นในตนเอง กลาแสดงออกในส่งิ ทดี่ ีงาม
11. ทําใหม ีความซาบซึง้ ในวฒั นธรรมอันดี
12. เปนกิจกรรมท่ีกอใหเ กดิ ความคดิ ริเร่ิมสรา งสรรค
13. เปนกจิ กรรมท่ีสามารถชวยแกไขขอ บกพรองทางกายได

102

เฉลยกิจกรรมที่ 3.2

ใหผ ูเรยี นดูภาพการแสดงนาฏศิลปดานซายมอื แลวโยงเสน กับคาํ ตอบดานขวามอื
(ขอ ละ1 คะแนน รวม 5 คะแนน)

ละครแพนโทไมน
วอลซ (Waltz)

ละครคาบกู ิ

แทงโก (Tango)

งว้ิ ปกกงิ่

ละครโนะ

103

เฉลยกิจกรรมท่ี 3.3

ใหผูเรียนสืบคน ขอ มูลเร่ือง “ประวัติการลีลาศในประเทศไทย” จากแหลง คนควา ตางๆ เชน
เว็บไซต หองสมุดฯลฯ และเขียนเปนบันทึกไวดา นลางน้ี

(แนวทางตอบ)

“ประวัตกิ ารลลี าศในประเทศไทย”

เกิดขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 4) โดยมีบันทึกของ
หมอมแอนนา วาไดล องแนะนาํ ใหทานรูจกั กับการเตนของชนชั้นสูง แตทานกลับรูจักการเตนชนิด
น้ันไดด ีอยแู ลว จึงคาดวา นา จะทรงศึกษาจากตาํ ราตา งประเทศดวยพระองคเอง

ตอมาลีลาศคอย ๆ เปนที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
(รัชกาลท่ี 7) และมีการจัดต้ัง สมาคมสมัครเลนเตนรํา ขึ้นใน พ.ศ. 2475 โดยมี หมอมเจาไวทยา
กร วรวรรณ เปนประธาน และจัดการแขงขนั เตน รําขึ้นท่วี ังสราญรมย โดยมี พลเรือตรี เฉียบ แสง
ชโู ต และ คุณประนอม สขุ ุม เปน ผูช นะในคร้ังน้ัน และคําวา "ลีลาศ" ก็ไดถูกบัญญัติข้ึนในป พ.ศ.
2476 และเกิด สมาคมครูลีลาศแหง ประเทศไทย ข้ึนมาแทน สมาคมสมคั รเลน เตน ราํ

หลงั จากเกดิ สงครามโลกคร้งั ท่ี 2 การเตน ลลี าศกซ็ บเซาลงไป และกลับมาคึกคักอีกครั้งใน
ป พ.ศ. 2488 จนกระท่ังยื่นจดทะเบียนสมาคมเม่ือวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2491 และใชชื่อวา
สมาคมลลี าศแหง ประเทศไทย ต้ังแตนนั้ มา

104

เฉลยกจิ กรรมทา ยบทท4่ี
เฉลยกิจกรรมท่ี 4.1

1. การออกแบบ หมายถงึ อะไร
- การออกแบบ หมายถึง การรูจ กั การวางแผนจดั ตัง้ ขนั้ ตอนและรจู ักเลอื กใชว สั ดุ

วธิ ีการเพ่ือทาํ ตามทต่ี อ งการนนั้ โดยใหส อดคลอ งกบั ลักษณะ รปู แบบและคุณสมบตั ิของ
วัตถแุ ตละชนิดตามความคิดสรา งสรรค .
2. ลกั ษณะอาชีพมณั ฑนากรหรือนกั ออกแบบตกแตง เปนอยางไร

- ลักษณะอาชพี นจ้ี ะทํางานเกี่ยวกับการออกแบบและตกแตงภายในอาคาร
สาํ นักงาน อาคารอยูอาศัย และบานเรอื น ใหเปนไปตามความตองการของลกู คา ตอ งทํางานตาม
ขั้นตอน และกําหนดเวลาช้ินผลงานตา ง ๆ รว มกับผูวาจางโดยมีขั้นตอนการทาํ งานดังน้ี

1. บนั ทึกรายละเอียด ความตองการของลูกคาเพ่ือออกแบบให ประทับใจและได
รสนิยมตรงตามความตอ งการของลกู คา

2. ศึกษาโครงสรางของงาน คาํ นวณแบบ ประมาณราคา และเลือกวัสดุตกแตงให
ประโยชนสงู สุดกบั ลูกคา และใหต รงเปา หมายและประโยชนใ ชสอย

3. สง แบบท่วี าดและเสนองบประมาณใหลกู คาพจิ ารณา
4. เมื่อผานการแกไขดดั แปลงแบบใหส มบรู ณแ ลว จึงสงแบบใหก ับชางตา ง ๆ เชน
ชางไม หรือชางเช่อื มเหลก็ ใหท ํางานตามโครงสรางทีอ่ อกแบบไว
5. ปฏบิ ัติงาน และประสานงานกับระบบและหนว ยงานท่เี ก่ยี วขอ ง
6. ใหค ําปรกึ ษาแนะนาํ แกช า งเพ่ือใหก ารออกแบบเปน ไปตามเงอ่ื นไขสญั ญา

3. ผทู ่ปี ระกอบอาชีพนักออกแบบเคร่อื งเฟอรน เิ จอรควรมคี ุณสมบตั ิอยา งไร
- ผปู ระกอบอาชพี นกั ออกแบบเครอื่ งเฟอรน ิเจอรจ ะปฏิบตั งิ านตามขัน้ ตอน ดังนี้

1. ออกแบบผลิตภณั ฑ โดยอาจใชก ราฟก คอมพิวเตอรเขาชวยในการออกแบบ เพื่อใหภาพ
ออกมา มีมิติ และสมบูรณแบบเสนอผวู า จางหรือลกู คา พิจารณา

2. สรางแบบจาํ ลองและทดลองทําผลิตภัณฑตนแบบโดยผสมผสานวัสดุทองถ่ินท่ีแตกตาง
กันซึ่งมคี วามแข็งแรงและทนทานโดยคํานงึ ถงึ ประโยชนใ ชสอยสูงสดุ และตรวจสอบการทดลองใช

3. เขยี นเทคนิควิธีการประกอบแบบ ระบบพิกัดพรอ มทง้ั ข้นั ตอนในการปฏิบัตใิ นโรงงาน
4. ประมาณการตนทุนคา ใชจ า ย เพื่อใหมรี าคายอมเยาสาํ หรับผูใ ช

105

4. ลักษณะของอาชีพออกแบบเสอ้ื ผาแฟชั่นเปนอยางไร
- อาชีพออกแบบเส้ือผา มลี กั ษณะดงั น้ี
1. รวบรวมความคิดขอ มูลท่ีเปน สดั สว นจากลูกคา หรือผูว าจา ง
2. ศกึ ษารูปแบบงานท่มี อี ยูถาสามารถนาํ กลบั มาใชใ หมห รอื ดดั แปลงเพ่อื ลดระยะเวลาการ

ทาํ งานและตน ทนุ การผลิต ในเวลาเดียวกนั ตองทาํ การคนควา วิจยั ดว ย
3. ทาํ การรางแบบครา วๆ โดยคมุ ใหอ ยใู นแนวความคิดดังกลาวใหไ ดต ามความตอ งการ
4. นาํ ภาพทรี่ า ง แลวใหผ วู าจา งพิจารณา เพ่ือหาแนวทางในการพัฒนาการผลิตรวมทั้งการ

ใช วตั ถุดบิ และประเมินราคา
5. นําภาพรา งที่ผานการพจิ ารณาและแกไ ขแลวมาสรางแบบ (Pattern) วิธีท่ีจะตองตัดเย็บ

ใน รายละเอยี ด ปก กนุ เดินลาย หรอื อัดพลีดแลวนํามาลงสีตามจริง เขียนภาพและอธิบายวิธีการ
ทําใหล ะเอียดและชดั เจนทส่ี ุดเทา ทีส่ ามารถจะทาํ ไดเ พอ่ื ใหชา งทาํ ตามแบบได

6. สงแบบหรือชุดท่ตี ดั เนาไวใหฝา ยบรหิ ารและลูกคา หรือผูวาจาง พิจารณาทดลองใสเพ่ือ
แกไขขอบกพรองขน้ั สดุ ทา ย

7. นําแบบที่ผวู า จา งเห็นชอบทาํ งานประสานกับชางตัดเย็บ ชางปก เพื่อใหไดผลงานตามท่ี
ลูกคาตอ งการ

106

บรรณานกุ รม
กําจร สุนพงษศรี. ประวัตศิ าสตรศ ลิ ปะตะวนั ตก. กรงุ เทพฯ : คาลเดยี เพรสบุค, ๒๕๕๒.
จีรพนั ธ สมประสงค. ศิลปะกบั ชีวติ . กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, ๒๕๔๑.
ชะลูด น่มิ เสมอ. องคประกอบศิลป. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๓๙.
ทวเี ดช จ๋ิวบาง. ความคดิ สรางสรรคศ ิลปะ. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร, ๒๕๓๗.
ประเสริฐ ศิลรัตนา. สุนทรียะทางทศั นศลิ ป. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, ๒๕๔๒.
มานพ ถนอมศรี และคณะ. ศิลปะกบั ชีวติ ๔. กรุงเทพฯ : บรทั สํานกั พมิ พแ มค็ จาํ กดั , ๒๕๔๒.
วิรุณ ตั้งเจรญิ , อาํ นาจ เยน็ สบาย. สรางสรรคศ ิลปะ ๔. กรุงเทพฯ : อกั ษราเจรญิ ทัสน, ม.ป.ป.
วชิ าการ, กรม. ทฤษีและการปฏบิ ัตกิ ารวจิ ารณศ ลิ ปะ, กรุงเทพฯ : องคก ารคา คุรสุ ภา, ๒๕๓๓.
วชิ าการ, กรม. ศลิ ปะกบั ชีวติ ม.๑-๖. กรุงเทพฯ : องคก ารคาครุ ุสภา, ๒๕๓๖.
วิญู ทรัพยประภา และคณะ. ศิลปะกบั ชีวิต ม.๑-๖, กรงุ เทพฯ : ประสานมติ ร, ๒๕๓๕.
ศิลป พีระศร.ี ทฤษฎีองคป ระกอบ, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๔๔๗.
สุดใจ ทศพร และโชดก เกงเขตรกิจ. ศิลปะกบั ชวี ติ ม.๑-๖. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๓๖.

107

สาํ นกั งานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั . ผงั การออกขอ สอบ
สาระทกั ษะการดําเนนิ ชวี ติ หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, มปป.

สาํ นักงานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย. หนังสอื เรยี นสาระ
ทักษะการดาํ เนนิ ชีวติ

รายวิชาศลิ ปศกึ ษา (ทช 31003) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2554). กรุงเทพฯ : สาํ นักงาน กศน. กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น,
2555. (เอกสารอัดสาํ เนา)

สํานักงานกศน. รายวิชาศลิ ปศึกษา ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย (ทช 31003).
กรงุ เทพฯ : กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2552.

http://pineapple-eyes.snru.ac.th/cram/?q=node/126
(เขาถงึ เมอ่ื วนั ท่ี 13 มกราคม 2557)

http://preede.wordpress.com/. (เขาถงึ เม่ือวันท่ี 13 มกราคม 2557)

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=322769294476506&id=3098
38629102906 (เขาถึงเมอ่ื วนั ที่ 13 มกราคม 2557)

http://www.oknation.net/blog/x-vista/2009/01/25/entry-1
(เขาถึงเม่อื วันท่ี 14 มกราคม 2557)

http://www.sereechai.com/ (เขา ถงึ เมอ่ื วนั ท่ี 15 มกราคม 2557)

http://www.thai.cri.en.com/china radio international/2014/01/14.
(เขาถึงเมือ่ วันท่ี 13 มกราคม 2557)

108

คณะผูจัดทาํ

ที่ปรกึ ษา บญุ เรอื ง เลขาธกิ าร กศน.
1. นายประเสรฐิ ทับสุพรรณ รองเลขาธกิ าร กศน.
2. นายชาญวทิ ย จําจด รองเลขาธกิ าร กศน.
3. นายสรุ พงษ จันทรโ อกลุ ผเู ชยี่ วชาญเฉพาะดานพัฒนาสือ่ การเรยี นการสอน
4. นางวัทนี สวุ รรณพิทักษ ผูเ ชีย่ วชาญเฉพาะดานการเผยแพรท างการศกึ ษา
5. นางกนกพรรณ งามเขตต ผอู าํ นวยการกลุม พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
6. นางศุทธินี

ผเู ขยี นและเรยี บเรยี ง

นายสุรพงษ ม่ันมะโน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน

ผบู รรณาธกิ าร จนั ทนสคุ นธ ขา ราชการบํานาญ
1. นายวิวฒั นไชย ศริ ิพร สถาบัน กศน. ภาคตะวันออก
2. นางชอทพิ ย

คณะทาํ งาน กลุม พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
2. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
3. นางสาวสลุ าง เพช็ รสวาง กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวเบ็ญจวรรณ อาํ ไพศรี กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
5. นางสาวชมพนู ท สงั ขพิชัย

ผพู มิ พต น ฉบับ

1. นางสาวเบญ็ จวรรณ อําไพศรี กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

2. นางสาวฐิติมา วงศบ ณั ฑวรรณ กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

ผูออกแบบปก ศรรี ตั นศลิ ป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
นายศุภโชค

109

คณะผูจดั ทํากิจกรรมทา ยบทเอกสารสรุปเนอื้ หาท่ตี องรู
ระหวา งวนั ที่ 1- 3 มิถนุ ายน 2559

ณ หองประชุมบรรจง ชสู กลุ ชาติ ชน้ั 6 สํานักงาน กศน.

ท่ีปรกึ ษา

1. นายสุรพงษ จาํ จด เลขาธิการ กศน.
2. นายกิตตศิ กั ด์ิ รตั นฉายา รองเลขาธกิ าร กศน.
3. นางพรรณทพิ า ชนิ ชัชวาล ผูอาํ นวยการกลุมพัฒนาระบบการทดสอบ

ผูเขียน/ผเู รยี บเรียง และบรรณาธิการ

1. นายสฤษด์ชิ ัย ศิรพิ ร สถาบัน กศน.ภาคตะวันออก
2. นางชอ ทิพย ศิรพิ ร สถาบนั กศน.ภาคตะวนั ออก
3. นายทรงชัย สทุ ธิพันธ สํานักงาน กศน.จงั หวดั นนทบรุ ี
4. นายสรุ พงษ มนั่ มะโน กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอัธยาศยั
5. นายศุภโชค ศรีรตั นศิลป กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอธั ยาศัย

คณะทํางาน

1. นางเกณกิ า ซิกวารท ซอน กลุม พฒั นาระบบการทดสอบ
2. นายธานี เครอื อยู กลุมพัฒนาระบบการทดสอบ
3. นางสาวจุรีรัตน หวังสริ ริ ตั น กลุมพัฒนาระบบการทดสอบ
4. นางสาวอษุ า คงศรี กลุมพฒั นาระบบการทดสอบ
5. นางสาวกรวรรณ กววี งษพพิ ัฒน กลมุ พฒั นาระบบการทดสอบ
6. นายภาวติ นิธิโสภา กลุมพัฒนาระบบการทดสอบ
7. นางสาวหทัยมาดา ดิฐประวรรตน กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ

110


Click to View FlipBook Version