การวเิ คราะหม์ าตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้ีวัด
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว21101
โดย
นางสาวรุง่ ทิพา สะอิ
ตำแหน่ง ครู
โรงเรียนบา้ นเจะ๊ บิลงั
สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสตูล
มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชี้วัด
สาระวิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่งิ มีชวี ติ หนว่ ยพน้ื ฐานของสิ่งมชี ีวิต การลำเลยี งสารผ่านเซลล์ ความสัมพนั ธ์
ของโครงสร้าง และหนา้ ที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนุษยท์ ท่ี ำงานสมั พันธ์กัน
ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหนา้ ที่ของอวยั วะตา่ ง ๆ ของพชื ท่ีทำงานสมั พนั ธ์กัน รวมทงั้
นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้ีวัด
1. เปรยี บเทียบรูปรา่ งและโครงสรา้ งของเซลล์พืชและสัตว์ รวมทง้ั บรรยายหนา้ ที่ของผนังเซลล์ เย่ือหุ้มเซลล์
ไซโทพลาซึม นวิ เคลยี ส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์
2. ใชก้ ลอ้ งจุลทรรศนใ์ ช้แสงศึกษาเซลลแ์ ละโครงสร้างต่าง ๆ ภายในเซลล์
3. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรูปร่างกบั การทำหนา้ ท่ขี องเซลล์
4. อธบิ ายการจดั ระบบของสิ่งมชี ีวติ โดยเรม่ิ จากเซลล์ เนือ้ เยื่อ อวยั วะ ระบบอวยั วะจนเปน็ ส่งิ มีชวี ติ
5. อธิบายกระบวนการแพรแ่ ละออสโมซิส จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ และยกตวั อยา่ งการแพร่และออสโมซิส
ในชวี ิตประจำวนั
6. ระบุปัจจัยที่จำเป็นในการสังเคราะห์ด้วยแสงและผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
7. อธบิ ายความสำคญั ของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื ต่อส่งิ มชี วี ิตและส่ิงแวดล้อม
8. ตระหนักในคุณค่าของพืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยการร่วมกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ใน
โรงเรยี น
9. บรรยายลกั ษณะและหน้าทีข่ องไซเลม็ และโฟลเอ็ม
10. เขียนแผนภาพทบ่ี รรยายทศิ ทางการลำเลยี งสารในไซเลม็ และโฟลเอม็ ของพืช
11. อธบิ ายการสืบพนั ธุ์แบบอาศัยเพศ และไม่อาศยั เพศของพืชดอก
12. อธิบายลักษณะโครงสรา้ งของดอกที่มีส่วนทำใหเ้ กิดการถา่ ยเรณู รวมทั้งบรรยายการปฏิสนธิของพืชดอก
การเกิดผลและเมล็ด การกระจายเมลด็ และการงอกของเมล็ด
13. ตระหนกั ถึงความสำคัญของสัตวท์ ี่ช่วยในการถ่ายเรณูของพชื ดอก โดยการไมท่ ำลายชวี ติ ของสัตว์ท่ีช่วยใน
การถ่ายเรณู
14. อธิบายความสำคัญของธาตุอาหารบางชนดิ ท่มี ผี ลตอ่ การเจริญเติบโต และการดำรงชีวติ ของพชื
15. เลือกใชป้ ุย๋ ทมี่ ีธาตุอาหารเหมาะสมกบั พืชในสถานการณ์ที่กำหนด
16. เลอื กวธิ กี ารขยายพนั ธ์ุพืชใหเ้ หมาะสมกบั ความต้องการของมนุษย์ โดยใช้ความรเู้ ก่ียวกับการสืบพันธข์ุ องพืช
17. อธิบายความสำคญั ของเทคโนโลยี การเพาะเลยี้ งเน้ือเย่อื พชื ในการใชป้ ระโยชน์ด้านต่าง ๆ
18. ตระหนักถึงประโยชน์ของการขยายพันธพ์ุ ชื โดยการนำความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสรา้ งและแรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งอนภุ าค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลง สถานะ
ของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
ตวั ชีว้ ัด
1. อธิบายสมบตั ิทางกายภาพบางประการของธาตโุ ลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษท์ ี่
ได้จากการสังเกต และการทดสอบ และใช้สารสนเทศที่ได้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งจัดกลุ่มธาตุเปน็
โลหะ อโลหะ และก่งึ โลหะ
2. วิเคราะห์ผลจากการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุกัมมันตรังสีที่มีต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม
เศรษฐกจิ และสังคม จากขอ้ มลู ท่รี วบรวมได้
3. ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุกัมมันตรังสี โดยเสนอแนวทางการใช้ธาตุ
อยา่ งปลอดภยั คุ้มค่า
4. เปรียบเทียบจุดเดือด จุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารผสม โดยการวัดอุณหภูมิ เขียนกราฟ แปล
ความหมายข้อมลู จากกราฟ หรอื สารสนเทศ
5. อธบิ ายและเปรียบเทียบความหนาแน่นของสารบริสทุ ธิ์และสารผสม
6. ใช้เคร่ืองมือเพื่อวัดมวลและปรมิ าตรของสารบริสุทธแิ์ ละสารผสม
7. อธิบายเก่ยี วกบั ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งอะตอม ธาตุและสารประกอบ โดยใชแ้ บบจำลอง และสารสนเทศ
8. อธบิ ายโครงสรา้ งอะตอมทปี่ ระกอบดว้ ย โปรตอน นิวตรอน และอเิ ลก็ ตรอน โดยใชแ้ บบจำลอง
9. อธิบายและเปรียบเทียบการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ของอนุภาค
ของสสารชนดิ เดยี วกันในสถานะของแขง็ ของเหลว และแก๊ส โดยใชแ้ บบจำลอง
10. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร โดยใช้หลักฐานเชิง
ประจกั ษแ์ ละแบบจำลอง
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่
แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้วี ัด
1. สรา้ งแบบจำลองทอ่ี ธิบายความสมั พันธ์ระหวา่ งความดันอากาศกบั ความสูงจากพ้ืนโลก
2. สร้างแบบจำลองทอ่ี ธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่างความดันอากาศกบั ความสงู จากพน้ื โลก
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสมั พนั ธ์ระหว่าง
สสาร และพลงั งาน พลงั งานใช้ชีวิตประจำวัน ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณ์ท่เี กย่ี วข้องกับ
เสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตวั ชี้วัด
1. วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมลู และคำนวณปริมาณความรอ้ นที่ทำให้สสารเปลีย่ นอุณหภมู แิ ละเปลีย่ น
สถานะ โดยใชส้ มการ Q = mc∆t และ Q = mL
2. ใชเ้ ทอรม์ อมิเตอรใ์ นการวัดอุณหภูมขิ องสสาร
3. สร้างแบบจำลองที่อธบิ ายการขยายตัว หรือหดตวั ของสสารเนื่องจากไดร้ ับ หรอื สญู เสียความรอ้ น
4. ตระหนกั ถึงประโยชน์ของความรูข้ องการหดและขยายตัวของสสารเนอื่ งจากความร้อน โดยวเิ คราะห์
สถานการณ์ปัญหาและเสนอแนะวธิ กี ารนำความรู้มาแกป้ ัญหาในชวี ติ ประจำวัน
5. วเิ คราะห์สถานการณ์การถา่ ยโอนความร้อน และคำนวณปรมิ าณความร้อนท่ีถา่ ยโอนระหวา่ งสสารจนเกดิ
สมดลุ ความรอ้ นโดยใช้สมการ Qสญู เสยี = Qได้รับ
6. สรา้ งแบบจำลองที่อธิบายการถ่ายโอนความร้อนโดยการนำความรอ้ น การพาความรอ้ น การแผร่ งั สี
ความรอ้ น
7. ออกแบบ เลอื กใช้ และสรา้ งอุปกรณ์เพื่อแก้ปญั หาในชีวิตประจำวนั โดยใช้ความรเู้ กย่ี วกับการถ่ายโอน
ความรอ้ น
สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองคป์ ระกอบและความสมั พันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลยี่ นแปลงภายในโลกและ
บนผิวโลก ธรณีพิบตั ภิ ยั กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทั้งผล
ตอ่ สง่ิ มีชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม
ตัวช้วี ัด
1. สร้างแบบจำลองท่อี ธบิ ายการแบง่ ชนั้ บรรยากาศ และเปรียบเทียบประโยชน์ของบรรยากาศแตล่ ะชนั้
2. อธิบายปัจจยั ทีม่ ีผลตอ่ การเปล่ียนแปลงองค์ประกอบของลมฟา้ อากาศ จากขอ้ มลู ที่รวบรวมได้
3. เปรยี บเทียบกระบวนการเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและพายุหมุนเขตร้อน และผลทม่ี ีต่อสิง่ มีชีวติ และ
ส่งิ แวดลอ้ ม รวมทัง้ นำเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ิตนใหเ้ หมาะสมและปลอดภัย
4. อธิบายการพยากรณอ์ ากาศ และพยากรณ์อากาศอย่างง่ายจากข้อมลู ที่รวบรวมได้
5. ตระหนักถึงคณุ ค่าของการพยากรณ์อากาศโดยนำเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ติ น และการใชป้ ระโยชนจ์ าก
คำพยากรณ์อากาศ
6. อธิบายสถานการณแ์ ละผลกระทบการเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศโลกจากข้อมลู ทร่ี วบรวมได้
7. ตระหนกั ถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกโดยนำเสนอแนวทางการปฏิบัตติ นภายใตก้ าร
เปลีย่ นแปลงภูมอิ ากาศโลก
การวิเคราะห์มาตรฐาน
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมชี วี ิต หนว่ ยพน้ื ฐานของสิ่งมชี ีวติ การลำเลียงสารเขา้
และมนษุ ย์ทท่ี ำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ที่ขอ
ตวั ช้วี ดั สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/1 เปรียบเทียบ เซลล์พืชและเซลล์สัตว์มีรูปร่าง บรรยายหน้าทขี่ อง เปรยี บเทยี
รปู ร่าง ลกั ษณะ และ ลักษณะที่แตกต่างกัน เซลล์พืชส่วน ผนงั เซลล์ เยื่อห้มุ ลกั ษณะแล
โครงสรา้ งของเซลล์ ใหญ่มีลักษณะค่อน ข้างเหลี่ยม ส่วน เซลล์ ไซโท พลาซมึ โครงสรา้ ง
พืชและเซลล์สตั ว์ เซลล์สัตว์มีลักษณะไม่เป็นเหลี่ยม นวิ เคลยี ส แวควิ โอล พชื และเซ
รวมท้ังบรรยายหนา้ ที่ เหมือนเซลล์พืช เซลล์พืชและเซลล์ ไมโทคอนเดรียและ
ของผนังเซลล์ เย่ือหุ้ม สัตว์มีโครงสร้างที่เหมือนกัน ได้แก่ คลอโรพลาสต์
เซลล์ ไซโท พลาซึม เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และ
นวิ เคลียส แวคิวโอล นิวเคลียส ส่วนที่ต่างกันคือ เซลล์พืช
ไมโทคอนเดรียและ มีผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ซึ่งไม่
คลอโรพลาสต์ พบในเซลล์สัตว์
นการเรยี นรู้และตวั ชี้วัด
ว21101 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1
าและออกจากเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของ โครงสร้าง และหน้าทีข่ องระบบต่างๆ ของสตั ว์
องอวยั วะต่างๆ ของพชื ทที่ ำงานสัมพนั ธก์ ัน รวมทั้งนำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ทกั ษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วทิ ยาศาสตร์
ยบรปู ร่าง • เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต 1. การสังเกต
ละ สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีเซลล์เพียงเซลล์ 2. การลงความเห็นจาก
งของเซลล์ เดียว เช่น อะมีบา ยีสต์ พารามีเซียม ขอ้ มูล
ซลลส์ ัตว์ บางชนดิ มหี ลายเซลล์ เชน่ พืช สัตว์ 3. การจัดกระทำและ
• โครงสรา้ งพ้ืนฐานที่พบท้ังในเซลล์พืช สอ่ื ความหมายขอ้ มูล
และเซลล์ สัตว์และสามารถสังเกตได้ 4. การสรา้ งแบบ จำลอง
ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสงได้แก่ เยื่อ
หุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส
โครงสร้างที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบใน
เซลล์สัตว์ ได้แก่ ผนังเซลล์และคลอ
โรพลาสต์
ตวั ชีว้ ัด สาระสำคัญ ด้านความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/2 ใชก้ ลอ้ ง เซลล์ประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ
จุลทรรศน์ใชแ้ สง ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน ได้แก่ ผนัง ใช้กล้องจ
ศกึ ษาเซลลแ์ ละ เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม ใชแ้ สงในก
โครงสร้างต่าง ๆ นิวเคลียส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรีย เซลลพ์ ืชแล
ภายในเซลล์ และคลอโรพลาสต์ สัตว์
ทกั ษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วิทยาศาสตร์
จลุ ทรรศน์ • โครงสร้างต่าง ๆ ของเซลล์มีหน้าที่ การสังเกต
การศึกษา แตกตา่ งกนั
ละเซลล์ - ผนังเซลล์ ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรง
แกเ่ ซลล์
- เยื่อหุ้มเซลล์ ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์
และควบคุมการลำเลียงสารเข้าและ
ออกจากเซลล์
- นวิ เคลยี ส ทำหน้าทคี่ วบคมุ การทำงาน
ของเซลล์
- ไซโทพลาซึม มีออร์แกนแนลล์ที่ทำ
หน้าทแี่ ตกต่างกัน
- แวคิวโอล ทำหน้าที่เก็บน้ำและสาร
ต่าง ๆ
- ไมโทคอนเดรีย ทำหน้าที่เกี่ยวกับ
การสลายสารอาหารเพ่ือให้ได้พลังงาน
แก่เซลล์
- คลอโรพลาสต์ เป็นแหล่งที่เกิดการ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสง
ตัวชว้ี ดั สาระสำคัญ ด้านความรู้ ดา้ นท
(K) (P
ม.1/3 อธิบายความ
สมั พนั ธร์ ะหวา่ ง เซลล์ในสิ่งมีชีวิตมีรูปร่างลักษณะท่ี อธบิ ายความ
รปู รา่ งกบั การทำ
หน้าท่ขี องเซลล์ หลากหลายและมีความเหมาะสมกับ สมั พนั ธ์ ระหวา่ ง
หน้าทขี่ องเซลลน์ ั้น รปู รา่ งลกั ษณะของ
เซลล์กับการทำ
หนา้ ที่
ม.1/4 อธบิ ายการจดั พืชและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ อธิบายการจดั
ระบบของสิง่ มชี วี ิต มีการจัดระบบ โดยเริ่มจากเซลล์ไป ระบบภายใน
โดยเริม่ จากเซลล์ เป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ สงิ่ มชี วี ติ โดยเริ่ม
เนือ้ เย่ือ อวยั วะ จนเป็นสง่ิ มชี วี ติ จากเซลล์ เน้อื เย่ือ
ระบบอวัยวะ จนเปน็ อวัยวะ ระบบ
สิ่งมชี ีวติ อวยั วะจนเป็น
สิ่งมชี วี ติ
ทักษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วทิ ยาศาสตร์
• เซลลข์ องสิ่งมชี ีวิตมรี ปู ร่าง ลักษณะ 1. การสงั เกต
ที่หลากหลายและมีความเหมาะสม 2. การลงความเห็นจาก
กับหน้าที่ของเซลล์นั้น เช่น เซลล์ ข้อมูล
ประสาทส่วนใหญ่ มีเส้นใยประสาท
เป็นแขนงยาว นำกระแสประสาทไป
ยังเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์
ขนราก เป็นเซลล์ผิวของรากที่มีผนัง
เซลลแ์ ละเยื่อหุ้มเซลลย์ ่ืนยาวออกมา
ลักษณะคล้ายขนเส้นเล็ก ๆ เพื่อเพิ่ม
พนื้ ท่ผี ิวในการดูดน้ำและธาตุอาหาร
• พืชและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลาย การลงความเห็นจาก
เซลล์มีการจัดระบบ โดยเริ่มจาก ข้อมลู
เซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะระบบ
อวัยวะ และสิ่งมีชีวิตตามลำดับ
เซลล์หลายเซลล์มารวมกันเป็น
เนอื้ เยอ่ื เนอ้ื เยื่อหลายชนิดมารวมกัน
และทำงานร่วมกันเป็นอวัยวะ
อวัยวะต่าง ๆ ทำงานร่วมกันเป็น
ระบบอวัยวะ ระบบอวัยวะทุกระบบ
ทำงานร่วมกนั เป็นส่ิงมีชีวติ
ตวั ชวี้ ัด สาระสำคญั ด้านความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/5 อธบิ าย 1. กระบวนการแพรเ่ ป็นการเคลื่อนท่ี 1. อธิบายกระบวน
กระบวนการแพรแ่ ละ ของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้น การแพร่
ออสโมซสิ จาก ของสารมากไปสู่บริเวณที่มีความ 2. ยกตัวอยา่ ง
หลกั ฐานเชิงประจักษ์ เข้มข้นของสารน้อย ตัวอย่าง กระบวนการแพร่ท่ี
และยกตวั อยา่ งการ กระบวนการแพร่ของสารเข้าสู่เซลล์ พบในชวี ติ ประจำวัน
แพรแ่ ละออสโมซิสใน ที่พบในชีวิตประจำวัน เช่น การแพร่ 3. อธบิ ายกระบวน
ชีวิตประจำวัน ของเกลือในการทำไข่เค็ม การแพร่ การออสโมซสิ
ของสีจากกลีบดอกไม้ที่แชอ่ ยู่ในนำ้ 4. ยกตัวอยา่ ง
2. กระบวนการออสโมซิสเป็นการ กระบวน การ
แพร่ของน้ำผ่านเยื่อเลือกผ่านจาก ออสโมซิสท่ีพบใน
ด้านที่มีความเข้มข้นของสาร ละลาย ชีวติ ประจำวนั
น้อยไปยังด้านที่มีความเข้มข้นของ
สารละลายมากกว่า ตัวอย่าง
กระบวนการออสโมซิสที่พบใน
ชีวิตประจำวัน เช่น การเต่งของใบ
หอมเมื่อแช่น้ำการเหี่ยวของใบหอม
เมอื่ แช่น้ำเกลือ
ทักษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วิทยาศาสตร์
• เซลล์มีการนำสารเข้าสู่เซลล์ เพื่อ 1. การสังเกต
ใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของเซลล์ 2. การลงความเห็นจาก
และมีการขจัดสารบางอย่างที่เซลล์ ข้อมลู
ไม่ตอ้ งการออกนอกเซลล์ การนำสาร 3. การสร้างแบบจำลอง
เขา้ และออกจากเซลล์มีหลายวธิ ี เชน่ 4. การวัด
การแพร่ เป็นการเคลื่อนที่ของสาร
จากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสาร
สูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของ
สารต่ำ ส่วนออสโมซิส เป็นการแพร่
ของน้ำผา่ นเยื่อหุ้มเซลล์ จากด้านท่ีมี
ความเข้มข้นของสารละลายต่ำไปยัง
ด้านที่มีความเข้มข้นของสารละลาย
สูงกว่า
ตัวชีว้ ดั สาระสำคัญ ด้านความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/6 ระบุปจั จัยท่ี
จำเปน็ ในการ 1. กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 1. ระบปุ ัจจัยท่ี
สงั เคราะหด์ ้วยแสง
และผลผลติ ท่เี กิดข้นึ ของพืช เกิดขึ้นในคลอโรพลาสต์ จำเป็นในการ
จากการสงั เคราะห์
ดว้ ยแสงโดยใช้ จำเป็นต้องใช้แสง คลอโรฟิลล์ แก๊ส สังเคราะห์ด้วยแสง
หลักฐานเชิง
ประจกั ษ์ คารบ์ อนไดออกไซด์ และน้ำ ของพืช
ม.1/7 อธิบายความ ผลผลิตที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วย 2. ระบุผลผลิตท่ีได้
สำคญั ของการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสง แสงของพืช ได้แก่ น้ำตาลและแก๊ส จากการสังเคราะห์
ของพชื ตอ่ สิ่งมีชีวิต
และส่งิ แวดล้อม ออกซเิ จน ด้วยแสง
2. ผลผลิตที่ได้จากการสังเคราะห์
ด้วยแสงของพืช ได้แก่ น้ำตาลและ
แก๊สออกซเิ จน
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชเป็น อธบิ ายความสำคัญ
กระบวนการที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต ของการสังเคราะห์
เพราะเป็นกระบวนการเดียวที่ ดว้ ยแสงของพืชต่อ
สามารถนำพลังงานแสงมาเปลี่ยน สง่ิ มชี วี ิตและ
เป็นพลังงานในรูปสารประกอบ สงิ่ แวดล้อม
อินทรีย์ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต
และการดำรงชีวิตของพืชและพืชจะ
เก็บสะสมสารไว้ในรูปแบบต่าง ๆ ใน
โครงสร้างของพืช พืชจึงเป็นแหล่ง
อาหารและแหล่งพลังงานที่สำคัญ
ของสิ่งมชี วี ติ อื่น
ทักษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรยี นรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วทิ ยาศาสตร์
• กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงของ 1. การสงั เกต
พชื ทเ่ี กิดขึ้นในคลอโรพลาสต์ จำเป็น 2. การลงความเห็นจาก
ต้องใชแ้ สง แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ข้อมลู
คลอโรฟิลล์ และนำ้ ผลผลิตที่ได้จาก 3. การกำหนดและ
การสงั เคราะห์ด้วยแสง ไดแ้ ก่ น้ำตาล ควบคมุ ตัวแปร
และแกส๊ ออกซิเจน 4. การกำหนดนิยามเชิง
ปฏิบตั ิการ
5. การทดลอง
• การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง เปน็ กระบวน การจดั กระทำและส่ือ
การที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต เพราะเป็น ความหมาย
กระบวนการเดียวที่สามารถนำ ขอ้ มูล
พลงั งานแสงมาเปลี่ยน เป็นพลงั งานใน
รูปสารประกอบอินทรีย์และเก็บสะสม
ในรูปแบบต่าง ๆ ในโครงสร้างของพืช
พืชจึงเป็นแหล่งอาหารและพลังงานที่
สำคัญของสิ่งมีชีวิตอื่น นอกจากนี้
กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงยังเป็น
กระบวนการหล ั กในการสร ้ างแ ก๊ ส
ออกซิเจนให้กับบรรยากาศเพื่อให้
ส่ิงมชี ีวิตอนื่ ใชใ้ นกระบวนการหายใจ
ตวั ช้ีวัด สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/8 ตระหนักใน การสังเคราะห์ด้ว ยแสงเป็น
คณุ คา่ ของพืชท่ีมตี ่อ กระบวนการหลักในการสร้างแก๊ส
ส่ิงมีชีวิตและ ออกซเิ จนให้กับบรรยากาศเพ่ือให้พืช
ส่งิ แวดลอ้ ม โดยการ และสิ่งมีชีวิตอื่นใช้ในกระบวนการ
ร่วมกนั ปลูกและดูแล หายใจ
รักษาตน้ ไมใ้ น
โรงเรียนและชุมชน
ม.1/9 บรรยาย พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม เป็น 1. บรรยาย
ลักษณะและหนา้ ที่ เนื้อเยื่อที่มีลักษณะคล้ายท่อเรียงตัว ลักษณะของไซเล็ม
ของไซเลม็ และ กันเป็นกลุ่มเฉพาะที่ โดยไซเล็ม ทำ และโฟลเอ็ม
โฟลเอ็ม หน้าที่ลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร มี 2. บรรยายหน้าท่ี
ทิศทางลำเลยี งจากรากไปสูล่ ำต้น ใบ ของไซเล็มและ
และส่วนต่าง ๆ ของพชื เพ่อื ใช้ในการ โฟลเอ็ม
ส ั ง เ ค ร า ะ ห ์ ด ้ ว ย แ ส ง ร ว ม ถึ ง
กระบวนการอื่น ๆ ส่วน โฟล
เอ็มทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ได้จาก
การสังเคราะห์ด้วยแสง มีทิศทาง
ลำเลยี งจากบริเวณที่มีการสงั เคราะห์
ด้วยแสงไปส่สู ว่ นตา่ งๆ ของพืช
ทกั ษะ ดา้ นคุณธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วิทยาศาสตร์
1. ตระหนกั ใน • กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง การจัดกระทำและส่อื
คณุ คา่ ของพืชท่ีมี เป็นกระบวนการหลักในการสร้าง ความหมาย
ต่อส่งิ มชี วี ิต และ แก๊สออกซิเจนให้กับบรรยากาศ ขอ้ มูล
ส่งิ แวดล้อม เพือ่ ให้สงิ่ มีชีวติ อนื่ ใชใ้ นกระบวนการ
2. จากการรว่ มกนั หายใจ
ปลูกและดูแล
รักษาตน้ ไม้ใน
โรงเรยี นและ
ชมุ ชน
• พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซึ่งเป็น 1. การสงั เกต
เนื้อเยื่อมีลักษณะคล้ายท่อ เรียงตัว 2. การลงความเห็นจาก
กันเป็นกลุ่มเฉพาะที่โดยไซเล็มทำ ข้อมูล
หน้าที่ลำเลียงน้ำและธาตุอาหารมี
ทศิ ทางลำเลยี งจากรากไปสู่ลำต้น ใบ
และส่วนต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ใน
ก า ร ส ั ง เ ค ร า ะ ห ์ ด ้ ว ย แ ส ง ร ว ม ถึ ง
กระบวนการอื่น ๆ ส่วน โฟลเอ็ม
ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ได้จากการ
สังเคราะห์ด้วยแสงมีทิศทางลำเลียง
จากบริเวณที่มีการสังเคราะห์ด้วย
แสงไปสูส่ ่วน ต่าง ๆ ของพชื
ตัวชี้วดั สาระสำคญั ดา้ นความรู้ ดา้ นท
(K) (P
ม.1/10 เขียนแผน พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม เป็นเนื้อเย่ือ เขยี นแผน
ภาพทบ่ี รรยายทิศ ที่มีลักษณะคล้ายท่อเรียงตัวกันเป็น บรรยายท
ทางการลำเลียงสาร กลุ่มเฉพาะที่ โดยไซเล็ม ทำหน้าท่ี ทางการลำ
ในไซเลม็ และโฟล ลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร มีทิศทาง สารในไซเ
เอ็มของพืช ลำเลยี งจากรากไปสู่ลำต้น ใบ และส่วน และโฟลเอ
ต่าง ๆ ของพืช เพอื่ ใช้ในการสังเคราะห์ พชื
ด้วยแสง รวมถึงกระบวนการอื่น ๆ
สว่ นโฟลเอ็ม ทำหนา้ ทีล่ ำเลียงอาหารท่ี
ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสง มี
ทิศทางลำเลียงจากบริเวณที่มีการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสงไปสูส่ ่วนต่างๆ ของพืช
ม.1/11 อธิบายการ 1. พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธ์ุ อธิบายการสบื พันธุ์
สืบพนั ธ์แุ บบอาศยั แบบอาศัยเพศได้ และบางชนิด แบบอาศัยเพศของ
เพศและไมอ่ าศัยเพศ สามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ พชื ดอก
ของพชื ดอก 2. การสบื พันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการ
สืบพันธุ์ที่มีการผสมกันของสเปิร์มกับ
เซลล์ไข่ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
ของพืชดอกเกิดขึ้นท่ีดอก ภายในอับ
เรณูของส่วนเกสรเพศผู้มีเรณู ซึ่งทำ
หน้าที่สร้างสเปิร์มและภายในออวุล
ของสว่ นเกสรเพศเมียมีถงุ เอม็ บรโิ อ ทำ
หนา้ ที่สรา้ งเซลล์ไข่
ทกั ษะ ด้านคณุ ธรรม (A) สาระการเรยี นรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วิทยาศาสตร์
นภาพ
ทศิ • พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซึ่งเป็น การสร้างแบบจำลอง
ำเลียง
เล็ม เน้อื เยือ่ มีลักษณะคล้ายท่อ เรยี งตัวกัน
อ็มของ
เป็นกลุ่มเฉพาะที่โดยไซเล็มทำหน้าท่ี
ลำเลียงน้ำและธาตุอาหารมีทิศทาง
ลำเลียงจากรากไปสู่ลำต้น ใบ และส่วน
ต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ในการสังเคราะห์
ดว้ ยแสงรวมถึงกระบวนการอื่น ๆ ส่วน
โฟลเอ็ม ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ได้
จากการสังเคราะห์ด้วยแสงมีทิศทาง
ลำเลียงจากบริเวณที่มีการสังเคราะห์
ด้วยแสงไปสูส่ ว่ น ต่าง ๆ ของพชื
• พชื ดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบ 1. การสังเกต
อาศัยเพศได้และบางชนิดสามารถ 2. การลงความเห็นจาก
สบื พนั ธแุ์ บบไม่อาศยั เพศได้ ข้อมูล
• การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการ
สืบพันธุ์ที่มีการผสมกันของสเปิร์มกับ
เซลล์ไข่ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
ของพืชดอกเกิดขึ้นที่ดอก โดยภายใน
อับเรณูของส่วนเกสรเพศผู้มีเรณู ซึ่ง
ทำหน้าที่สร้างสเปิร์ม ภายในออวุล
ของส่วนเกสรเพศเมียมีถุงเอ็มบริโอ
ทำหน้าทีส่ ร้างเซลล์ไข่
ตวั ชี้วดั สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ด้านท
(K) (P
การสืบพนั ธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพชื อธบิ ายการสบื พันธุ์
ดอกเป็นการสืบพันธทุ์ ี่พชื ต้นใหม่ไม่ได้ แบบไม่อาศยั เพศ
เกิดจากการปฏิสนธิ ระหวา่ งสเปริ ์มกับ ของพืชดอก
เซลล์ไข่ แต่เกิดจากสว่ นต่าง ๆ ของพชื
เชน่ ราก ลำต้น ใบ มี การเจริญเติบโต
และพัฒนาขน้ึ มาเป็นต้นใหม่ได้
ม.1/12 อธบิ าย การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้ายของ อธิบายลกั ษณะ
ลกั ษณะ โครงสร้าง เรณจู ากอับเรณูไปยังยอดเกสรเพศเมีย โครงสรา้ งของดอก
ของดอกทีม่ ีส่วนทำให้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะและโครงสร้าง ทมี่ สี ่วนทำให้เกิด
เกดิ การถา่ ยเรณู ของดอก เช่น สี กลิ่น ขนาดของดอก การถา่ ยเรณูของพืช
รวมทั้งบรรยายการ ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และเกสรเพศ ดอก
ปฏิสนธิ ของพืชดอก เมยี โดยมีสงิ่ ท่ีชว่ ยในการถ่ายเรณู เช่น
การเกิดผลและเมล็ด สตั ว์ ลม นำ้
การกระจายเมล็ดและ การถ่ายเรณูนำไปสู่การปฏิสนธิในถงุ 1. บรรยายการ
การงอกของเมล็ด เอ็มบริโอ ที่อยู่ภายในออวุล หลังการ ปฏิสนธิของพชื ดอก
ปฏิสนธจิ ะไดไ้ ซโกตและเอนโดสเปิร์ม 2. บรรยายการ
ไซโกตจะพัฒนาต่อไปเป็นเอ็มบริโอ เกดิ ผลและเมล็ด
เอนโดสเปิร์มเป็นอาหารสะสมใน ของพืชดอก
เมล็ดออวุลพัฒนาไปเป็นเมล็ด และ
รังไขพ่ ฒั นาไปเป็นผล
ทักษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรยี นรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วิทยาศาสตร์
• การสบื พนั ธแุ์ บบไม่อาศัยเพศ เปน็ การ 1. การสังเกต
สืบพันธุ์ ที่พืชต้นใหม่ไม่ได้เกิดจากการ 2. การลงความเหน็ จาก
ปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่ แต่ ขอ้ มลู
เกิดจากส่วน ต่าง ๆ ของพืช เช่น ราก
ลำต้น ใบ มีการเจริญ เติบโตและ
พฒั นาข้ึนมาเป็นต้นใหม่ได้
• การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้าย 1. การสังเกต
ของเรณูจากอับเรณูไปยังยอดเกสร 2. การลงความเห็นจาก
เพศเมยี ซงึ่ เก่ียวข้องกับลักษณะและ ขอ้ มูล
โครงสร้างของดอก เช่น สีของกลีบ
ดอก ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และ
เกสรเพศเมีย โดยมีสิ่งที่ช่วยในการ
ถ่ายเรณู เชน่ แมลง ลม
• การถ่ายเรณูจะนำไปสู่การปฏิสนธิ 1. การสังเกต
ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ถุงเอ็มบริโอภายใน 2. การลงความเห็นจาก
ออวุล หลังการปฏิสนธิจะได้ไซโกต ขอ้ มูล
และเอนโดสเปิร์ม ไซโกต จะพัฒนา
ต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนาไป
เป็นเมลด็ และรงั ไขพ่ ฒั นาไปเป็นผล
ตัวช้วี ดั สาระสำคญั ด้านความรู้ ดา้ นท
(K) (P
ผลและเมล็ดมีการกระจายออกจากต้น 1. บรรยายการ
เดมิ โดยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เม่ือเมล็ดไปตกใน กระจายของผลและ
สภาพแวดล้อมที่มีความชื้น มีแก๊ส เมลด็
ออกซิเจน และมีอุณหภูมิที่เหมาะสม 2. บรรยายการงอก
เมลด็ จะงอก โดยเอ็มบรโิ อ ภายในเมลด็ ของเมล็ด
จะเจริญออกมาจากเมล็ด การงอกใน
ระยะแรกจะอาศัยอาหารที่สะสม
ภายในเมล็ด จนกระทั่งใบแท้พัฒนาจน
สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เต็มที่
พืชจะสรา้ งอาหารไดเ้ องตามปกติ
ม.1/13 ตระหนักถึง การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้ายของ
ความสำคญั ของสัตวท์ ่ี เรณจู ากอับเรณูไปยังยอดเกสรเพศเมีย
ช่วยในการถา่ ยเรณู ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะและโครงสร้าง
ของพชื ดอก โดยการ ของดอก เช่น สี กลิ่น ขนาดของดอก
ไมท่ ำลายชวี ติ ของสตั ว์ ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และเกสรเพศ
ทีช่ ว่ ยในการถ่ายเรณู เมยี โดยมสี ง่ิ ทช่ี ว่ ยในการถ่ายเรณู เช่น
สัตว์ ลม นำ้
ม.1/14 อธิบายความ พชื ต้องการธาตุอาหารทีจ่ ำเปน็ อธบิ ายความสำคัญ
สำคัญของธาตุอาหาร หลายชนดิ ในการเจริญเตบิ โตและ ของธาตุอาหารท่ีมี
บางชนิดทีม่ ีผลต่อการ การดำรงชีวติ ผลต่อการเจรญิ
เจริญ เตบิ โต และการ เตบิ โตและการ
ดำรง ชีวิตของพืช ดำรงชีวิต
ทกั ษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทกั ษะกระบวนการทาง
P) วทิ ยาศาสตร์
• ผลและเมล็ดมีการกระจายออก 1. การสงั เกต
จากต้นเดิม โดยวิธีการต่าง ๆ เม่ือ 2. การลงความเหน็ จาก
เมล็ดไปตกในสภาพ แวดล้อมที่ ขอ้ มูล
เหมาะสมจะเกิดการงอกของเมล็ด 3. การจัดกระทำและสื่อ
โดยเอ็มบริโอภายในเมล็ดจะเจริญ ความหมาย
ออกมา โดยระยะแรกจะอาศัย ข้อมูล
อ า ห า ร ท ี ่ ส ะ ส ม ภ า ย ใ น เ ม ล็ ด
จนกระทั่งใบแท้พัฒนา จนสามารถ
สังเคราะห์ด้วยแสงได้เต็มที่ และ
สรา้ งอาหารได้เองตามปกติ
ตระหนักถึงความ • การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้าย การลงความเห็นจาก
สำคัญของสตั วท์ ่ี ของเรณูจากอับเรณูไปยังยอดเกสร ข้อมูล
ชว่ ยในการถ่ายเรณู เพศเมยี ซง่ึ เก่ยี วข้องกับลักษณะและ
ของพืชดอก โครงสร้างของดอก เช่น สีของกลีบ
ดอก ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และ
เกสรเพศเมีย โดยมีสิ่งที่ช่วยในการ
ถ่ายเรณู เชน่ แมลง ลม
• พืชตอ้ งการธาตุอาหารทีจ่ ำเปน็ การลงความเหน็ จาก
หลายชนดิ ในการเจรญิ เตบิ โตและ ขอ้ มลู
การดำรงชวี ติ
ตวั ช้วี ดั สาระสำคญั ด้านความรู้ ดา้ นท
(K) (P
ม.1/15 เลือกใช้ปุ๋ยท่ี
มีธาตุอาหาร พืชต้องการธาตุอาหารบางชนิดใน เลือกใช้ปุย๋ ท่ีมีธาตุ
เหมาะสม กับพชื ใน
สถานการณท์ ี่กำหนด ปร ิ มาณมาก ได ้ แก ่ ไนโตรเจน อาหารเหมาะสม
ม.1/16 เลือกวธิ ีการ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม กบั พืช
ขยายพนั ธพุ์ ชื ให้
เหมาะสมกับความ แมกนีเซียม และกำมะถัน ซึ่งในดินอาจ
ต้องการของมนุษย์
โดยใชค้ วามรู้ มีไม่เพียงพอสำหรับการเจริญ เติบโต
เกี่ยวกับการสืบพนั ธ์ุ
ของพืช ของพชื จึงตอ้ งมกี ารให้ธาตอุ าหารในรูป
ของปุ๋ยกบั พืชอยา่ งเหมาะสม
มนุษย์นำความรู้เรื่องการสืบพันธุ์ เลือกวธิ ีการ
ของพืช มาใช้ในการขยายพันธุ์เพิ่ม ขยายพันธ์ุพืชให้
จำนวนพืช เช่น การใช้เมล็ดที่ได้จาก เหมาะสมกบั ความ
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมาเพาะ ต้องการของมนษุ ย์
จะได้พืชในปริมาณมาก แต่อาจมี โดยใช้ความรู้
ลกั ษณะทแี่ ตกตา่ งไปจากพ่อแม่ ส่วน เก่ียวกบั การ
การตอนกิ่ง การปักชำา การต่อกิ่ง สบื พนั ธ์ขุ องพืช
การติดตา การทาบกิ่ง การเพาะเล้ียง
เนื้อเยื่อ เป็นการนำความรู้เรื่องการ
สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชมา
ใช้ ทำให้ได้พืชที่มีลักษณะเหมือนต้น
เดิม ซึ่งการขยายพันธุ์แต่ละวิธีมี
หลักการแตกต่างกัน จึงควรเลือกให้
เหมาะสมกับความต้องการของ
มนุษย์ และชนดิ ของพืช
ทักษะ ดา้ นคณุ ธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทกั ษะกระบวนการทาง
P) วิทยาศาสตร์
• พืชต้องการธาตุอาหารบางชนิดใน การลงความเหน็ จาก
ปริมาณ มาก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ขอ้ มูล
โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม
และกำมะถัน ซึ่งในดินอาจมีไม่เพียงพอ
สำหรับการเจริญ เติบโตของพืช จึงต้อง
มีการให้ธาตุอาหารในรูปของปุ๋ยกับพืช
อย่างเหมาะสม
• มนุษย์สามารถนำความรู้เรื่องการ การลงความเห็นจาก
สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัย ขอ้ มลู
เพศ มาใช้ในการขยายพันธุ์เพื่อเพ่ิม
จำนวนพืช เช่น การใช้เมล็ด ที่ได้จาก
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมาเพาะ
เลี้ยงวิธีการนี้จะได้พืชในปริมาณมาก
แต่อาจมีลักษณะที่แตกต่างไปจากพ่อ
แม่ ส่วนการตอนกิ่ง การปักชำการต่อ
กิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง การเพาะ
เลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการนำความรู้เรื่อง
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช
มาใชใ้ นการขยายพันธ์ุเพ่ือให้ได้พืชท่ีมี
ลักษณะเหมือนต้นเดิม ซึ่งการขยาย
พันธุ์แต่ละวิธี มีขั้นตอนแตกต่างกัน
จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับความ
ต้องการของมนุษย์ โดยต้องคำนึงถึง
ชนิดของพืชและลักษณะการสืบพันธ์ุ
ของพืช
ตวั ชีว้ ดั สาระสำคญั ดา้ นความรู้ ดา้ นท
(K) (P
ม.1/17 อธิบาย เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อธิบายความสำคัญ
ความสำคัญ ของ พืช เป็นการนำความรู้เกี่ยวกับปัจจยั ของเทคโนโลยีการ
เทคโนโลยกี ารเพาะ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เพาะเลย้ี งเน้อื เยื่อ
เลีย้ ง เน้อื เยอื่ พืชใน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนพืชและทำให้ พชื ในการใช้
การใชป้ ระโยชนด์ ้าน พืชสามารถเจริญเติบโตได้ในหลอด ประโยชน์ด้านต่างๆ
ตา่ ง ๆ ทดลอง ซึ่งจะได้พืชจำนวนมากใน
ระยะเวลาสั้น
ม.1/18 ตระหนักถึง ส า ม า ร ถ น ำ เ ท ค โ น โ ล ย ี ก า ร อธิบายประโยชน์
ประโยชนข์ องการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาประยุกต์ใช้ใน ของการขยายพันธุ์
ขยายพนั ธ์ุพืช โดย การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การ พืช โดยการนำ
การนำความรู้ไปใช้ ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทาง ความรไู้ ปใช้ใน
ในชีวติ ประจำวัน เศรษฐกิจ การผลิตยาและสารสำคัญ ชีวติ ประจำวนั
ในพชื และอนื่ ๆ
ทกั ษะ ดา้ นคุณธรรม (A) สาระการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทาง
P) วิทยาศาสตร์
• เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช การลงความเห็นจาก
เป็นการนำความรู้เกี่ยวกับปัจจัยท่ี ข้อมลู
จำเปน็ ต่อการเจริญเตบิ โตของพืชมาใช้
ในการเพิ่มจำนวนพืช และทำให้พืช
สามารถเจริญเติบโตได้ในหลอด
ทดลอง ซึ่งจะได้พืชจำนวนมากใน
ระยะเวลาสั้น และสามารถนำ
เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมา
ประยุกตเ์ พื่อการอนุรักษ์พนั ธุกรรมพืช
ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทาง
เศรษฐกิจ การผลิตยาและสารสำคัญ
ในพืช และอ่ืน ๆ
ตระหนกั ถึง • เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช การลงความเห็นจาก
ประโยชน์ของการ เป็นการนำความรู้เกี่ยวกับปัจจัยท่ี ขอ้ มูล
ขยายพนั ธ์พุ ืช โดย จำเปน็ ตอ่ การเจริญเติบโตของพืชมาใช้
การนำความรู้ไปใช้ ในการเพิ่มจำนวนพืช และทำให้พืช
ในชวี ิตประจำวนั สามารถเจริญเติบโตได้ในหลอด
ทดลอง ซึ่งจะได้พืชจำนวนมากใน
ระยะเวลาสั้น และสามารถนำ
เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมา
ประยกุ ตเ์ พื่อการอนรุ ักษ์พันธุกรรมพืช
ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทาง
เศรษฐกิจ การผลิตยาและสารสำคัญ
ในพืช และอืน่ ๆ
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบตั
เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยาเคม
ตวั ช้ีวัด สาระสำคญั ด้านความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/1 อธิบายสมบัติ ธาตุแตล่ ะชนิดมสี มบตั ิเฉพาะตัวและ 1. อธบิ ายสมบัติ ทดสอบสม
ทางกายภาพบาง มีสมบัติทางกายภาพบางประการ ทางกายภาพบาง กายภาพข
ประการของธาตุโลหะ เหมือนกันและบางประการต่างกัน ประการของธาตุ และใชส้ าร
อโลหะ และกึ่งโลหะ ซึ่งสามารถนำมาจัดกลุ่มธาตุเป็น โลหะ อโลหะ และ ทไี่ ดจ้ ากแห
โดยใช้หลักฐาน เชิง โลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ธาตุ กง่ึ โลหะ ตา่ ง ๆ
ประจกั ษ์ท่ีไดจ้ ากการ โลหะมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูง มี 2. จดั กลมุ่ ธาตุเปน็
สงั เกตและการทดสอบ ผิวมนั วาว นำความร้อน นำไฟฟ้า ดึง โลหะ อโลหะ และ
และใช้สารสนเทศที่ได้ เป็นเส้นหรือตีเป็นแผ่นบางๆ ได้ กง่ึ โลหะได้
จากแหลง่ ข้อมลู ตา่ ง ๆ และมีความหนาแน่นทั้งสูงและต่ำ
รวมทั้งจัดกลมุ่ ธาตุ ธ า ต ุ อ โ ล ห ะ ม ี จ ุ ด เ ด ื อ ด จุ ด
เป็นโลหะ อโลหะ หลอมเหลวต่ำ มีผิวไม่มันวาว ไม่นำ
และก่งึ โลหะ ความร้อน ไม่นำไฟฟ้า เปราะ
แตกหักง่าย และมีความหนาแนน่ ตำ่
ธาตุกึ่งโลหะมีสมบัติบางประการ
เหมือนโลหะ และสมบัตบิ างประการ
เหมือนอโลหะ
ตขิ องสสารกับโครงสรา้ งและแรงยดึ เหนยี่ วระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาติของการ
มี
ทักษะ ด้านคณุ ธรรม สาระการเรียนรู้ ทกั ษะกระบวนบการ
P) (A) ทางวิทยาศาสตร์
มบัติทาง • ธาตุแต่ละชนิดมีสมบัติเฉพาะตัว 1. การสังเกต
ของธาตุ
รสนเทศ และมีสมบัติทางกายภาพบาง 2. การจำแนกประเภท
หล่งข้อมลู
ประการเหมือนกันและบางประการ 3. การจดั กระทำและ
ต่างกนั ซึง่ สามารถนำมาจัดกลุ่มธาตุ ส่อื ความหมายขอ้ มูล
เป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ธาตุ 4. การตีความหมาย
โลหะมีจุดเดือดจุดหลอมเหลวสูง มี ข้อมลู และลงข้อสรุป
ผิวมนั วาว นำความรอ้ น นำไฟฟ้า ดงึ
เป็นเส้นหรือตีเป็นแผ่นบาง ๆ ได้
และมีความหนาแน่นทั้งสูงและต่ำ
ธาตุอโลหะมจี ดุ เดือด จดุ หลอมเหลว
ต่ำ มีผิวไม่มันวาว ไม่นำความร้อน
ไม่นำไฟฟ้า เปราะ แตกหักง่ายและ
มีความหนาแน่นต่ำ ธาตุกึ่งโลหะมี
สมบัติบางประการเหมอื นโลหะ และ
สมบัติบางประการเหมือนอโลหะ
ตวั ชี้วัด สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ดา้ นท
(K)
(P
ม.1/2 วเิ คราะห์ผล ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ท่ี
จากการใช้ธาตุโลหะ สามารถแผ่รังสีได้ จัดเป็นธาตุ วิเคราะห์ป
อโลหะ กง่ึ โลหะและ กมั มันตรังสี และโทษจา
ธาตุกมั มนั ตรงั สีท่มี ีต่อ ธาตุโลหะ อ
สง่ิ มีชวี ติ สิ่งแวดล้อม กึ่งโลหะ แล
เศรษฐกจิ และสงั คม กัมมนั ตรังส
จากข้อมูลทร่ี วบรวมได้ สิง่ มชี ีวติ ส
เศรษฐกิจแ
ม.1/3 ตระหนักถึง ธาตุมีทั้งประโยชน์และโทษ การใช้
คุณค่า ของการใช้ธาตุ ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุ
โลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ กัมมันตรังสี ควรคำนึงถึงผลกระทบ
ธาตกุ มั มนั ตรังสี โดย ต่อสิ่งมีชีวิตสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ
เสนอแนวทางการใช้ และสงั คม
ธาตุอยา่ งปลอดภัย
ค้มุ คา่
ม.1/4 เปรยี บเทยี บ สารบริสุทธิ์ประกอบด้วยสารเพียง เปรียบเทียบจุด วดั อณุ หภูม
จดุ เดือด จุด ชนิดเดียว ส่วนสารผสมประกอบด้วย เดือดและจุดหลอม กราฟแปล
หลอมเหลว ของสาร สารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปสารบริสุทธิ์ เหลวของสาร ความหมาย
บรสิ ทุ ธแ์ิ ละสารผสม แต่ละชนิดมีสมบัติบางประการที่เป็น บริสทุ ธ์แิ ละสาร จากกราฟ
โดยการวัดอณุ หภูมิ ค่าเฉพาะตัว เช่น จุดเดือดและจุด ผสม สารสนเทศ
เขียนกราฟแปล หลอมเหลว ซึ่งมีค่าคงที่ ณ ความดัน
ความหมายข้อมูลจาก หนึ่ง ๆ แต่สารผสมมีจุดเดือดและจุด
กราฟ หรอื สารสนเทศ หลอมเหลวไม่คงที่ ข้ึนอยู่กับชนดิ และ
สดั สว่ นของสารท่ผี สมอยดู่ ้วยกัน
ทักษะ ดา้ นคุณธรรม สาระการเรยี นรู้ ทักษะกระบวนบการ
ทางวิทยาศาสตร์
P) (A)
• ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ท่ี 1. การจดั กระทำและ
ประโยชน์
ากการใช้ สามารถแผ่รังสีได้ จัดเป็นธาตุ ส่อื ความหมายข้อมูล
อโลหะ
ละธาตุ กัมมันตรังสี 2. การตคี วามหมาย
สี ทีม่ ตี ่อ
สิ่งแวดลอ้ ม ข้อมลู และลง
และสังคม
ข้อสรุป
1. ตระหนักถงึ
คุณคา่ ของการใช้ • ธาตุมีทัง้ ประโยชน์และโทษ การใช้ การลงความเหน็ จาก
ธาตโุ ลหะ อโลหะ ธาตุโลหะ อโลหะ กึง่ โลหะ ธาตุมมัน ขอ้ มลู
กง่ึ โลหะ ธาตุ ตรังสี ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อ
กมั มนั ตรังสี สิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและ
2. เสนอแนวทาง สังคม
การใชธ้ าตุอย่าง
ปลอดภัย ค้มุ ค่า • สารบริสุทธิ์ประกอบด้วยสารเพียง 1. การวัด
มิ เขียน ชนิดเดียวสว่ นสารผสมประกอบดว้ ย 2. การจดั กระทำและ
ล สารตั้งแต่ ๒ ชนิดขึ้นไป สารบริสุทธ์ิ สื่อความหมายข้อมูล
ยข้อมลู แต่ละชนิดมีสมบัติบางประการท่ี 3. การตีความหมาย
หรอื เป็นค่าเฉพาะตัว เช่น จุดเดือดและ ขอ้ มูลและลงข้อสรปุ
ศ จุดหลอมเหลวคงที่ แต่สารผสมมีจุด
เดือดและจุดหลอมเหลวไม่คงท่ี
ขึ้นอยู่กับชนิดและสัดส่วนของสารท่ี
ผสมอยู่ดว้ ยกนั
ตัวช้ีวดั สาระสำคญั ด้านความรู้ ด้านท
ม.1/5 อธบิ ายและ สารบริสุทธิ์แต่ละชนิดมีความ (K) (P
เปรียบเทยี บความ หนาแน่น หรือมวลต่อหนึ่งหน่วย
หนาแนน่ ของสาร ปริมาตรคงที่ เป็นค่าเฉพาะของสาร 1. อธบิ ายความ หาความห
บรสิ ุทธ์ิและสารผสม นั้น ณ สถานะและอุณหภูมิหนึ่ง ๆ
แต่สารผสมมีความหนาแน่นไม่คงท่ี หนาแนน่ ของสาร ของสารบร
ขึ้นอยู่กับชนิดและสัดส่วนของสารที่
ผสมอยดู่ ว้ ยกนั บรสิ ทุ ธ์แิ ละสาร และสารผส
ผสม
2. เปรียบเทียบ
ความหนาแน่นของ
สารบรสิ ุทธิแ์ ละสาร
ผสม
ม.1/6 ใช้เครอื่ งมือ สารบริสุทธิ์แต่ละชนิดมีความ อธบิ าย ใช้เครอ่ื งม
เพ่อื วดั มวลและ หนาแน่น หรือมวลต่อหนึ่งหน่วย ความสัมพันธ์ของ เพือ่ วดั มวล
ปริมาตรของ สาร ปริมาตรคงที่ เป็นค่าเฉพาะของสาร มวลและปรมิ าตร ปริมาตรขอ
บรสิ ุทธแ์ิ ละสารผสม นั้น ณ สถานะและอุณหภูมิหนึ่ง ๆ ของสาร บริสทุ ธิ์แล
แต่สารผสมมีความหนาแน่นไม่คงท่ี บริสทุ ธแ์ิ ละสาร ผสม
ขึ้นอยู่กับชนิดและสัดส่วนของสารที่ ผสม
ผสมอยูด่ ว้ ยกนั
ทักษะ ด้านคุณธรรม สาระการเรยี นรู้ ทกั ษะกระบวนบการ
P) (A) ทางวิทยาศาสตร์
หนาแน่น สารบริสุทธิ์แต่ละชนิดมีความ 1. การวัด
ริสทุ ธ์ิ
สม หนาแน่น หรือมวลต่อหนึ่งหน่วย 2. การใช้จำนวน
ปริมาตรคงที่ เป็นค่าเฉพาะของสาร 3. การตคี วามหมาย
นั้น ณ สถานะและอุณหภูมิหนึ่ง ๆ ข้อมลู และลงข้อสรุป
แต่สารผสมมีความหนาแน่นไม่คงท่ี
ขึ้นอยู่กับชนิดและสัดส่วนของสารท่ี
ผสมอยดู่ ้วยกนั
มือ สารบริสุทธิ์แต่ละชนิดมีความ 1. การวัด
ลและ หนาแน่น หรือมวลต่อหนึ่งหน่วย 2. การใช้จำนวน
องสาร ปริมาตรคงที่ เป็นค่าเฉพาะของสาร 3. การตีความหมาย
ละสาร นั้น ณ สถานะและอุณหภูมิหนึ่ง ๆ ข้อมูลและลงข้อสรปุ
แต่สารผสมมีความหนาแน่นไม่คงท่ี
ขึ้นอยู่กับชนิดและสัดส่วนของสารที่
ผสมอย่ดู ้วยกนั
ตวั ชว้ี ัด สาระสำคญั ด้านความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/7 อธบิ ายเก่ียวกับ สารบริสทุ ธ์แิ บง่ ออกเปน็ ธาตแุ ละ 1. อธบิ าย ใช้แบบจำล
ความสัมพันธ์ระหวา่ ง สารประกอบธาตปุ ระกอบดว้ ย ความหมายและ อะตอมแล
อะตอม ธาตุ และ อนภุ าค ที่เล็กที่สุดที่ยังแสดงสมบัติ ความสมั พันธ์ สารสนเทศ
สารประกอบ โดยใช้ ของธาตนุ น้ั เรียกวา่ อะตอม ธาตแุ ตล่ ะ ระหว่างอะตอม
แบบจำลองและ ชนิดประกอบด้วยอะตอมเพยี งชนดิ ธาตุ และสาร
สารสนเทศ เดียวและไมส่ ามารถแยกสลายเปน็ ประกอบ
สารอืน่ ได้ดว้ ยวิธีทางเคมี ชอื่ ธาตุ 2. ระบุสารบรสิ ุทธิ์
เขยี นแทนด้วยสัญลกั ษณ์ธาตุ วา่ เปน็ ธาตุหรือ
สารประกอบเกดิ จากอะตอมของธาตุ สารประกอบ
ตงั้ แต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไปรวมตวั กนั ทางเคมี พร้อมอธิบาย
ในอัตราสว่ นคงท่ี มีสมบัติแตกตา่ ง เหตุผล
จากธาตุทเ่ี ป็นองคป์ ระกอบ สามารถ
แยกเป็นธาตุได้ดว้ ยวธิ ที างเคมี ธาตุ
และสารประกอบสามารถเขียนแทน
ไดด้ ้วยสตู รเคมี ซึง่ แสดงสัญลักษณ์
ธาตแุ ละอตั ราส่วนจำนวนอะตอมของ
ธาตุองค์ประกอบ
ทกั ษะ ดา้ นคุณธรรม สาระการเรียนรู้ ทกั ษะกระบวนบการ
P) (A) ทางวิทยาศาสตร์
ลอง • สารบริสุทธิ์แบ่งออกเป็นธาตุและ 1. การสงั เกต
ละ
ศตา่ ง ๆ สารประกอบ ธาตุประกอบด้วย 2. การจัดกระทำและ
อนุภาคที่เล็กที่สุดที่ยังแสดงสมบัติ ส่อื ความหมายขอ้ มลู
ของธาตุนั้นเรียกว่า อะตอม ธาตุแต่ 3. ตีความหมายข้อมูล
ละชนิดประกอบด้วยอะตอมเพียง และลงข้อสรปุ
ชนิดเดียวและไม่สามารถแยกสลาย
เป็นสารอื่นได้ด้วยวิธีทางเคมี ธาตุ
เ ข ี ย น แ ท น ด ้ ว ย ส ั ญ ล ั ก ษ ณ ์ ธ า ตุ
สารประกอบเกิดจากอะตอมของ
ธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปรวมตัวกัน
ทางเคมีในอัตราส่วนคงที่ มีสมบัติ
แตกต่างจากธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
สามารถแยกเป็นธาตุได้ด้วยวิธีทาง
เคมี ธาตุและสารประกอบสามารถ
เขยี นแทนได้ด้วยสตู รเคมี
ตัวชวี้ ัด สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ด้านท
(K) (P
ม.1/8 อธบิ าย โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน อธบิ ายโครงสรา้ ง สรา้ งแบบจ
โครงสร้างอ
โครงสร้างอะตอมท่ี เป็นองค์ประกอบภายในอะตอม อะตอม
ประกอบด้วยโปรตอน โปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวก ธาตุชนิด
นิวตรอน และ เดียวกันมีจำนวนโปรตอนเท่ากัน
อิเลก็ ตรอน โดยใช้ และเป็นค่าเฉพาะของธาตุน้ัน
แบบจำลอง นิวตรอนเป็นกลางทางไฟฟ้า ส่วน
อิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าลบ อะตอม
มีจำนวนโปรตอนเท่ากับจำนวน
อิเล็กตรอน อะตอมจึงเป็นกลางทาง
ไฟฟ้า โปรตอนและนิวตรอนรวมกัน
ตรงกลางอะตอม เรียกว่า นิวเคลียส
ส่วนอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่ในที่ว่าง
รอบนวิ เคลยี ส
ทกั ษะ ดา้ นคณุ ธรรม สาระการเรยี นรู้ ทักษะกระบวนบการ
P) (A) ทางวิทยาศาสตร์
จำลอง • อะตอมประกอบด้วยโปรตอน 1. การสงั เกต
อะตอม
นวิ ตรอน และอเิ ลก็ ตรอน โปรตอนมี 2. การจัดกระทำและ
ประจุไฟฟ้าบวก ธาตุชนิดเดียวกันมี สอื่ ความหมาย
จำนวนโปรตอนเท่ากันและเป็นค่า ขอ้ มูล
เฉพาะของธาตุนั้น นิวตรอนเป็น 3. ตีความหมายข้อมลู
กลางทางไฟฟ้า ส่วนอิเล็กตรอนมี และลงข้อสรุป
ประจุไฟฟ้าลบ เมื่ออะตอมมีจำนวน 4. การสร้างแบบจำลอง
โปรตอนเท่ากับจำนวนอิเล็กตรอน
จะเป็นกลางทางไฟฟ้า โปรตอนและ
นิวตรอนรวมกันตรงกลางอะตอม
เรียกว่า นิวเคลียส ส่วนอิเล็กตรอน
เคลอื่ นท่ีอยใู่ นทว่ี า่ งรอบนวิ เคลยี ส
ตัวชี้วัด สาระสำคัญ ด้านความรู้ ดา้ นท
(K) (P
ม.1/9 อธบิ ายและ
เปรยี บเทียบการ 1. สสารทุกชนิดประกอบด้วย 1. อธิบายและ สรา้ งแบบจ
จดั เรยี งอนุภาค แรง
ยึดเหนย่ี วระหวา่ ง อนุภาค โดยสสารชนิดเดียวกันที่มี เปรียบเทียบการ อะตอม
อนภุ าค และการ
เคล่ือนท่ีของอนภุ าค สถานะของแข็ง ของเหลว แกส๊ จะมี จัดเรยี งอนภุ าคของ
ของสสารชนดิ
เดยี วกันในสถานะ การจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยว สสารชนิดเดียวกัน
ของแข็ง ของเหลว
และแก๊ส โดยใช้ ระหว่างอนุภาค การเคลื่อนที่ของ ในสถานะของแข็ง
แบบจำลอง
อนุภาคแตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อ ของเหลว และแก๊ส
รูปร่างและปริมาตรของสสาร 3. อธิบายและ
2. อนุภาคของของแข็งเรียงชิดกัน มี เปรยี บเทียบแรงยึด
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคมาก เหนยี่ วระหวา่ ง
ที่สุด อนุภาคสั่นอยู่กับที่ทำให้มี อนภุ าค และการ
รูปรา่ งและปริมาตรคงท่ี เคล่ือนที่ของ
3. อนุภาคของของเหลวอยู่ใกล้กัน มี อนุภาคของสสาร
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อย ชนิดเดียวกันใน
กว่าของแข็งแต่มากกว่าแก๊ส อนุภาค สถานะของแขง็
เคลื่อนที่ได้แต่ไม่เป็นอิสระเท่าแก๊ส ของเหลว และแก๊ส
ทำใหม้ รี ปู ร่างไมค่ งท่ี แต่ปรมิ าตรคงท่ี
4. อนุภาคของแก๊สอยู่ห่างกันมาก มี
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อย
ที่สุด อนุภาคเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ
ทุกทิศทาง ทำให้มีรูปร่างและ
ปริมาตรไมค่ งท่ี
ทกั ษะ ด้านคุณธรรม สาระการเรียนรู้ ทักษะกระบวนบการ
P) (A) ทางวิทยาศาสตร์
จำลอง
• สสารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาค 1. การสงั เกต
โดยสารชนิดเดียวกันที่มีสถานะ 2. การจำแนกประเภท
ของแข็ง ของเหลว แก๊สจะมีการ 3. การจัดกระทำและ
จัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยว สอ่ื ความหมายขอ้ มูล
ระหว่างอนุภาค การเคลื่อนที่ของ 4. ตีความหมายข้อมูล
อนุภาคแตกต่างกันซึ่งมีผลต่อรูปร่าง และลงข้อสรุป
และปรมิ าตรของสสาร 5. การสรา้ งแบบจำลอง
• อนุภาคของของแข็งเรียงชิดกัน มี
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคมาก
ที่สุด อนุภาคสั่นอยู่กับที่ทำให้มี
รูปรา่ งและปริมาตรคงที่
• อนุภาคของของเหลวอยู่ใกล้กัน มี
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อย
กว่าของแข็งแต่มากกว่าแก๊สอนุภาค
เคลื่อนที่ได้แต่ไม่เป็นอิสระเท่าแก๊ส
ทำให้มีรูปร่างไม่คงที่ แต่ปริมาตร
คงท่ี
• อนุภาคของแก๊สอยู่ห่างกันมาก มี
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อย
ที่สุด อนุภาคเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ
ทุกทิศทาง ทำให้มีรูปร่างและ
ปริมาตรไม่คงท่ี
ตัวช้วี ัด สาระสำคญั ดา้ นความรู้ ดา้ นท
(K) (P
ม.1/10 อธบิ าย
ความสมั พนั ธ์ 1. ความร้อนมีผลต่อการเปลี่ยน อธิบาย สร้างแบบจ
ระหว่างพลังงาน
ความร้อนกับการ สถานะของสสาร เมื่อให้ความร้อน ความสมั พันธ์
เปลย่ี นสถานะของ
สสาร โดยใช้ แก่ของแข็ง อนุภาคของของแข็งจะมี ระหวา่ งพลงั งาน
หลกั ฐานเชงิ
ประจกั ษ์และ พลังงานและอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึง ความร้อนกบั การ
แบบจำลอง
ระดับหนึ่ง ซึ่งของแข็งจะใช้ความ เปล่ียน สถานะของ
ร้อนในการเปลี่ยนสถานะเป็นของ สสาร
เหลวเรียกความร้อนที่ใช้ในการ
เปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็น
ของเหลวว่า ความร้อนแฝงของการ
หลอมเหลว และอุณหภูมิขณะ
เปลี่ยนสถานะจะคงที่ เรียกอุณหภูมิ
น้วี า่ จุดหลอมเหลว
2. เมื่อให้ความร้อนแก่ของเหลว
อนุภาคของของเหลวจะมีพลังงาน
และอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหน่ึง
ซึ่งของเหลวจะใช้ความร้อนในการ
เปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส เรียกความ
ร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจาก
ของเหลวเป็นแก๊สว่า ความร้อนแฝง
ของการกลายเป็นไอ และอุณหภูมิ
ขณะเปลี่ยนสถานะจะคงที่เรียก
อณุ หภมู นิ ี้วา่ จดุ เดอื ด
ทกั ษะ ด้านคุณธรรม สาระการเรยี นรู้ ทกั ษะกระบวนบการ
P) (A) ทางวิทยาศาสตร์
จำลอง
• ความร้อนมีผลต่อการเปลี่ยน 1. การสังเกต
สถานะของสสารเมื่อให้ความร้อนแก่ 2. การวัด
ของแข็ง อนุภาคของของแข็งจะมี 3. การจดั กระทำและ
พลังงานและอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึง สื่อความหมายข้อมลู
ระดับหนึ่งซึ่งของแข็งจะใช้ความร้อน 4. การลงความเหน็
ในการเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว 5. การตคี วามหมาย
เรียกความร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยน ข้อมูลและลงข้อสรุป
สถานะจากของแข็งเป็นของเหลวว่า 6. การสร้างแบบจำลอง
ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว
และอุณหภูมิขณะเปลี่ยนสถานะจะ
คงที่ เรียกอุณหภูมินี้ว่าจุดหลอม
เหลว
• เมื่อให้ความร้อนแก่ของเหลว
อนุภาคของของเหลวจะมีพลังงาน
และอุณหภูมิเพิ่มข้นึ จนถึงระดับหน่ึง
ซึ่งของเหลวจะใช้ความร้อนในการ
เปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส เรียกความ
ร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจาก
ของเหลวเป็นแก๊สว่า ความร้อนแฝง
ของการกลายเป็นไอ และอุณหภูมิ
ขณะเปลี่ยนสถานะจะคงที่ เรียก
อณุ หภมู นิ ว้ี ่า จดุ เดอื ด
ตวั ชี้วดั สาระสำคัญ ด้านความรู้ ดา้ นท
(K) (P
3. เมื่อทำให้อุณหภูมิของแก๊สลดลง
จนถึงระดับหนึ่งแก๊สจะเปลี่ยน
สถานะเป็นของเหลว เรยี กอุณหภูมิน้ี
ว่า จุดควบแน่น ซึ่งมีอุณหภูมิ
เดียวกับจดุ เดือดของของเหลวน้นั
4. เมื่อทำให้อุณหภูมิของของเหลว
ลดลงจนถึงระดับหนึ่ง ของเหลวจะ
เปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง เรียก
อุณหภูมินี้ว่า จุดเยือกแข็งซึ่งมี
อุณหภูมิเดียวกับจุดหลอมเหลวของ
ของแขง็ นนั้
ทักษะ ดา้ นคณุ ธรรม สาระการเรียนรู้ ทกั ษะกระบวนบการ
P) (A) ทางวิทยาศาสตร์
• เมื่อทำให้อุณหภูมิของแก๊สลดลง
จนถึงระดับหนึ่งแก๊สจะเปลี่ยน
สถานะเป็นของเหลว เรียกอุณหภูมิ
นี้ว่า จุดควบแน่น ซึ่งมีอุณหภูมิ
เดยี วกบั จดุ เดอื ดของของเหลวนั้น
• เมื่อทำให้อุณหภูมิของของเหลว
ลดลงจนถึงระดับหนึ่ง ของเหลวจะ
เปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งเรียก
อุณหภูมินี้ว่า จุดเยือกแข็ง ซึ่งมี
อุณหภูมิเดียวกับจุดหลอมเหลวของ
ของแข็งน้ัน
มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวนั ผลของแรงทก่ี ระทำต่อวตั ถุลักษณ
ตัวช้วี ดั สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ด้านทกั
(K) (P)
ม.1/1 สร้าง
แบบจำลองที่อธิบาย 1. อากาศมีแรงกระทำต่อวัตถุในทุก 1. อธิบายความ สร้างแบบจ
ความสมั พันธ์
ระหวา่ งความดนั ทิศทาง ซึ่งจะมีค่ามากหรือน้อย สมั พนั ธร์ ะหวา่ ง ความสมั พัน
อากาศกบั ความสูง
จากพื้นโลก ข้ึนอยู่กับขนาดพ้นื ท่ีของวัตถนุ ั้น โดย แรงดนั อากาศ กบั ระหว่างคว
แรงท่ีอากาศกระทำตั้งฉากกับผิววัตถุ ความดันอากาศ อากาศกับค
ต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่เรียกว่า ความดัน 2. อธบิ าย จากพื้นโลก
อากาศ ความสมั พันธ์
2. ความดนั อากาศในบริเวณตา่ ง ๆ มี ระหวา่ งความดัน
ความ สัมพนั ธ์กบั ความสงู จากพื้นโลก อากาศใน
ที่เทียบกับระดับน้ำทะเล โดยบริเวณ บรเิ วณตา่ ง ๆ กับ
ที่สูงจากพ้ืนโลกขนึ้ ไป อากาศเบาบาง ความสงู จากพนื้ โลก
ลง มวลอากาศน้อยลง ความดัน ทเ่ี ทยี บกับระดับ
อากาศก็จะลดลง น้ำทะเล
3. ยกตัวอยา่ ง
แนวทางการแก้ไข
ปญั หาท่ีเกดิ จาก
การเปล่ยี นแปลง
ความดนั อากาศ
ตามความสงู จาก
พ้นื โลกทเ่ี ทียบกับ
ระดับนำ้ ทะเล
ณะการเคลอื่ นท่ีแบบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
กษะ ด้านคณุ ธรรม สาระการเรียนรู้ ทกั ษะกระบวนการ
) (A) ทางวิทยาศาสตร์
จำลอง • เมอ่ื วตั ถุอยู่ในอากาศจะมีแรงท่ี 1. การสังเกต
นธ์
วามดัน อากาศกระทำต่อวัตถใุ นทกุ ทิศทาง 2. การจดั กระทำและ
ความสูง
ก แรงท่ีอากาศกระทำต่อวัตถขุ ึ้นอยู่ สือ่ ความหมายขอ้ มูล
กับขนาดพน้ื ท่ีของวตั ถุนั้น แรงท่ี 3. การตคี วามหมาย
อากาศกระทำต้ังฉากกับผวิ วัตถุต่อ ขอ้ มูลและลงข้อสรุป
หนึง่ หน่วยพ้ืนท่ี เรียกว่า ความดัน 4. การสร้างแบบจำลอง
อากาศ
• ความดันอากาศมีความสัมพันธ์กับ
ความสงู จากพืน้ โลก โดยบริเวณทีส่ ูง
จากพื้นโลกขนึ้ ไปอากาศเบาบางลง
มวลอากาศน้อยลง ความดนั อากาศ
ก็จะลดลง
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลีย่ นแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน
ปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ียวข้องกับเสยี ง แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้ังนำค
ตัวช้ีวัด สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ด้านทัก
(K) (P)
ม.1/1 วเิ คราะห์ แปล 1. ความร้อนมีผลต่อสสารในชีวิต แปลความหมาย วิเคราะห์ข้อ
ความหมายข้อมลู ประจำวันโดยเมื่อสสารได้รับหรือ ขอ้ มลู ท่ีทำใหส้ สาร และคำนวณ
และคำนวณปริมาณ สูญเสียความร้อนอาจทำให้สสาร เปลย่ี นอณุ หภูมิ ปริมาณควา
ความร้อนท่ีทำให้ เปลี่ยนอุณหภูมิหรือเปลี่ยนสถานะ และเปลีย่ นสถานะ ทำให้สสาร
สสารเปลีย่ น อณุ หภูมิ ความรอ้ นมหี น่วยเป็นแคลอรหี รือจลู ได้ อณุ หภมู ิแล
และเปล่ียนสถานะ 2. ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสาร เปลีย่ นสถา
โดยใชส้ มการ เปลย่ี นอุณหภูมิข้ึนกับมวล ความร้อน โดยใช้สมก
Q = mc∆t Q = mL จำเพาะ และอุณหภมู ิทเี่ ปลี่ยน ไปของ Q = mc∆t
สสาร
3. ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสาร
เปล่ียนสถานะขึ้นกับมวลและความ
ร้อนแฝงจำเพาะของสสาร โดยขณะท่ี
สสารเปลี่ยนสถานะอุณหภูมิของ
สสารจะคงตวั
ม.1/2 ใช้เทอร์มอ เครอื่ งมือวัดอุณหภมู ิ เรยี กวา่ ใชเ้ ทอร์มอ
มิเตอร์ ในการวดั เทอรม์ อมเิ ตอร์ (thermometer) มี ในการวัดอ
อุณหภูมิของสสาร 2 แบบ คอื เทอรม์ อมิเตอร์แบบ ของสสาร
กระเปาะ และเทอร์มอมิเตอร์แบบ
ดจิ ิทลั
ปฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ติ ประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
กษะ ด้านคณุ ธรรม สาระการเรยี นรู้ ทกั ษะกระบวนการ
) (A) ทางวิทยาศาสตร์
อมูล
ณ • เมื่อสสารได้รับหรือสูญเสียความ 1. การสงั เกต
ามร้อนที่
รเปลย่ี น ร้อนอาจทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิ 2. การวดั
ละ
านะ เปลย่ี นสถานะ หรอื เปลย่ี นรปู รา่ ง 3. การจัดกระทำและ
การ
t Q = mL • ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสาร สื่อความหมายข้อมลู
เปลี่ยนอุณหภูมิขึ้นกับมวล ความ 4. การใช้จำนวน
ร้อนจำเพาะ และอุณหภูมิที่เปลี่ยน 5. การตคี วามหมายขอ้ มลู
ไป และลงข้อสรุป
• ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสาร
เปลี่ยนสถานะขึ้นกับมวลและความ
ร้อนแฝงจำเพาะ โดยขณะที่สสาร
เปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิจะไม่
เปล่ียนแปลง
อมเิ ตอร์ การวัด
อุณหภมู ิ การจัดกระทำและส่อื
ความหมายข้อมลู
ตวั ช้วี ัด สาระสำคัญ ดา้ นความรู้ ด้านทัก
ม.1/3 สร้างแบบ ความร้อนทำใหส้ สารขยายตัวหรือ (K) (P)
จำลองท่ีอธิบายการ หดตวั ไดเ้ นอ่ื งจากเม่ือสสารได้รับ
ขยายตัวหรือหดตวั ความร้อนอนภุ าคจะเคลอื่ นทเ่ี ร็วขน้ึ อธบิ ายการ สร้างแบบจ
ของสสารเน่ืองจาก ทำให้เกิดการขยายตวั แตเ่ มอื่ สสาร
ได้รบั หรอื สูญเสีย สญู เสียความรอ้ นอนภุ าคจะเคลอ่ื น ขยายตวั หรือหดตวั การขยายต
ความรอ้ น ทชี่ ้าลง ทำใหเ้ กดิ การหดตัว
ของสสารเน่ืองจาก หดตัวของส
ไดร้ ับหรือสูญเสยี เนือ่ งจากได
ความรอ้ นโดยใช้ หรือสูญเสยี
แบบจำลอง ร้อน
ม.1/4 ตระหนกั ถึง ความรู้เรอื่ งการขยายตวั และหดตัว
ประโยชนข์ องความรู้ ของสสารเน่ืองจากความร้อนนำไปใช้
ของการหดและ ประโยชน์ได้ในดา้ นตา่ งๆ เช่น การ
ขยายตัวของสสาร สรา้ งถนน การสร้างรางรถไฟ การทำ
เนื่องจากความร้อน เทอร์มอมิเตอร์
โดยวิเคราะห์
สถานการณป์ ัญหา
และเสนอแนะ
วธิ กี ารนำความร้มู า
แก้ปญั หาใน
ชวี ิตประจำวนั
กษะ ดา้ นคณุ ธรรม สาระการเรยี นรู้ ทักษะกระบวนการ
) (A) ทางวิทยาศาสตร์
จำลอง
ตวั หรอื • ความร้อนทำให้สสารยายตัวหรือ 1. การสังเกต
สสาร
ดร้ บั หดตัวได้เนื่องจากเมื่อสสารได้รับ 2. การลงความเหน็ จาก
ยความ
ความร้อนจะทำให้อนุภาคเคลื่อนท่ี ขอ้ มูล
เร็วขนึ้ ทำใหเ้ กิดการขยายตัวแต่เมื่อ 3. การตีความหมาย
สสารคายความรอ้ นจะทำให้อนุภาค ขอ้ มูลและลงข้อสรุป
เคลือ่ นท่ชี ้าลง ทำให้เกิดการหดตวั 4. การสรา้ งแบบจำลอง
1. ตระหนักถงึ • ความรู้เรื่องการหดและขยายตัว การจัดกระทำและส่ือ
ประโยชน์ของ ของสสารเนื่องจากความร้อนนำไป ความหมายข้อมูล
ความร้ขู องการหด ใช้ประโยชน์ได้ด้านต่าง ๆ เช่น การ
และขยายตัวของ สร้างถนน การสร้างรางรถไฟ การ
สสารเนอ่ื งจาก ทำเทอร์มอมเิ ตอร์
ความรอ้ น
2. วิเคราะห์
สถานการณป์ ัญหา
และเสนอแนะ
วิธกี ารนำความรู้
มาแกป้ ัญหาใน
ชีวติ ประจำวนั
ตวั ชีว้ ดั สาระสำคญั ดา้ นความรู้ ดา้ นทัก
(K) (P)
ม.1/5 วเิ คราะห์ 1. ความรอ้ นถา่ ยโอนจากสสารทม่ี ี อธิบายการถ่าย คำนวณปร
สถานการณ์การถา่ ย อณุ หภมู สิ งู กวา่ ไปยงั สสารท่ีมี โอนความรอ้ น ความรอ้ นร
โอนความรอ้ นและ อณุ หภมู ิ ตำ่ กว่าจนกระทั่งอุณหภมู ิ ระหวา่ งสสารทีม่ ี สสารเม่อื ม
คำนวณปรมิ าณ ของสสารท้งั สองเท่ากัน อณุ หภมู ติ ่างกันจน โอนความร
ความรอ้ นท่ีถา่ ยโอน 2. สภาพทีส่ สารท้งั สองมีอณุ หภมู ิ เกดิ สมดุลความ เกดิ สมดลุ ค
ระหวา่ งสสารจนเกดิ เท่ากนั เรยี กวา่ สมดุลความร้อน ร้อน ร้อน
สมดลุ ความรอ้ นโดย 3. เม่อื มกี ารถา่ ยโอนความรอ้ นจาก
ใชส้ มการ สสารทม่ี อี ณุ หภูมิต่างกันจนเกิด
Qสญู เสยี = Qไดร้ บั สมดุลความรอ้ น ปรมิ าณความร้อนท่ี
สสารหนงึ่ สญู เสยี จะเทา่ กบั ปริมาณ
ความรอ้ นท่ีอกี สสารหนึ่งไดร้ ับ
ม.1/6 สรา้ งแบบ 1. การถ่ายโอนความร้อนมี 3 วิธี คือ 1. อธิบายการถ่าย สรา้ งแบบจ
จำลองท่ีอธิบายการ การนำความร้อน การพาความร้อน โอนความร้อนโดย การนำควา
ถ่ายโอนความร้อน และการแผ่รงั สีความรอ้ น การนำความร้อน การพาควา
โดยการนำความร้อน 2. การนำความร้อนเป็นการถ่ายโอน การพาความร้อน และการแผ
การพาความรอ้ น ความร้อนที่อาศัยตัวกลาง โดยที่ การแผร่ งั สคี วาม ความรอ้ น
การแผ่รงั สีความ ตัวกลางไม่เคลื่อนที่แต่สั่นอยู่กับที่ รอ้ น
ร้อน การพาความร้อนเป็นการถ่ายโอน 2. เปรยี บเทียบการ
ความร้อนที่อาศัยตัวกลาง โดยที่ ถา่ ยโอนความร้อน
ตัวกลางเคลื่อนที่ไปด้วย ส่วนการแผ่ แต่ละวธิ ี
รังสีความร้อนเป็นการถ่ายโอนความ
รอ้ นท่ไี ม่ต้องอาศัยตวั กลาง