ชุดการเรียนรู้ส่งเสรมิ การใชท้ ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
โดยใช้ โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นฐาน (Science Project)
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 4-6
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
เรื่อง ทกั ษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์
นางมลวิ รรณ ใชญนั
ตำแหน่ง ครู
วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ
โรงเรยี นบ้านขุมคำดงตาหวาน
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาการประถมศกึ ษาอุบลราชธานี เขต 2
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ชุดการเรียนรสู้ ง่ เสรมิ การใชท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงาน
วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4-6 เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ในสาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3
วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระที่ 4 เทคโนโลยี เรื่อง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เพ่ือใชป้ ระกอบการเรยี นรู้ จัดให้ผเู้ รยี นได้ศึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง และฝึกทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นฐาน (Science Project) ซึ่งประกอบด้วย
แบบทดสอบก่อนเรียน ศึกษาบทเรียน และลงมือปฏิบัติการทำโครงงานโครงงานวิทยาศาสตร์
ทำใบงาน เสร็จแล้วจึงทำทดสอบหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียน โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียน
สามารถนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ในชวี ิตประจำวันไดจ้ ริง
ข้าพเจ้าหวังเปน็ อยา่ งยิ่งว่า ชุดการเรยี นร้สู ง่ เสรมิ การใชท้ ักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2
วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระที่ 4 เทคโนโลยี เล่มน้ี
จะเป็นประโยชนต์ ่อการจดั การเรยี นรู้ เพื่อใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพสูงสุดตอ่ ผู้เรียน ได้เป็นอยา่ งดียง่ิ
นางมลวิ รรณ ใชญัน
ตำแหน่ง ครู
วิทยฐานะ ชำนาญการพเิ ศษ
โรงเรยี นบา้ นขุมคำดงตาหวาน
เร่ือง หน้า
คำแนะนำสำหรบั ครู 1
คำแนะนำสำหรบั นกั เรยี น 2
ผลการเรยี นรทู้ ีค่ าดหวงั 3
กระดาษคำตอบแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรยี นและคะแนนจากใบงาน 4
แบบทดสอบกอ่ นเรียน 5
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น 8
กรอบใบความรู้ที่ 3 เรือ่ ง ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 9
กรอบใบงาน และแนวคำตอบ กรอบใบงาน ที่ 5 เร่ือง ทักษะกระบวนการทาง 22
วทิ ยาศาสตร์
แบบทดสอบหลังเรียน 53
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน 56
บรรณานกุ รม 57
1
1. ชุดการเรียนรู้ส่งเสริมการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์เป็น
ฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี
4-6 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก
และอวกาศ สาระท่ี 4 เทคโนโลยี เร่ือง ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2. ชุดการเรียนรู้ส่งเสริมการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์
เปน็ ฐาน (Science Project) กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปีที่
4-6 สาระ ที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก
และอวกาศ สาระที่ 4 เทคโนโลยี เรื่อง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่กรอบแรก
จนถงึ กรอบสุดทา้ ยทงั้ เนื้อหา แบบทดสอบ ใบงาน ให้เข้าใจกอ่ น
3. ศกึ ษาว่ากจิ กรรมในกรอบใดทีค่ รูต้องเป็นผใู้ ห้คำแนะนำ จัดเตรียมอปุ กรณ์ช่วยเหลอื หรอื ให้
คำปรกึ ษาบ้าง
4.ชแี้ จงใหน้ กั เรียนอา่ นคำแนะนำในการใชช้ ุดการเรยี นรู้ส่งเสริมการใช้ทกั ษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ ฐาน (Science Project) กลุม่ สาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4-6 สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ สาระท่ี 2
วทิ ยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ สาระที่ 4 เทคโนโลยีและปฏบิ ตั ิตาม
ทุกข้นั ตอน การปฏิบตั ิกจิ กรรม การตอบคำถามและการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
โดยใช้กระดาษที่ครูเตรียมไว้ให้ หา้ มเขยี นลงในชดุ การสอนส่งเสรมิ การใช้ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์นี้ เพื่อให้นกั เรียนอน่ื ได้ศึกษาต่อไป
2
1. นักเรียนศึกษาชุดการเรียนรู้ส่งเสริมการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้
โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์
กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระที่ 4 เทคโนโลยี ดว้ ยตนเอง กอ่ นศึกษาให้
ทำแบบทดสอบก่อนเรยี นโดยใชก้ ระดาษที่ครูเตรยี มไวใ้ ห้
2.นักเรยี นตอ้ งซื่อสตั ยต์ ่อตนเอง ไม่ควรดเู ฉลยก่อนตอบคำถาม หรอื แบบทดสอบ
3. 3. ศึกษาชดุ การเรียนรสู้ ง่ เสริมการใชท้ กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดย
ใช้โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์
กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระที่ 4 เทคโนโลยีไปทีละกรอบใบความรู้
ตามลาดบั อยา่ งรอบคอบ แลว้ ตอบคาถามลงในกระดาษคาตอบที่แจกให้ ไม่ควรเปิ ดขา้ ม
4. เพราะจะทาใหส้ ับสน
4. นักเรยี นสามารถตรวจคำตอบไดจ้ ากเฉลยในหนา้ ถัดไป ถา้ ตอบผิดให้ยอ้ นกลบั
ไปศกึ ษากรอบใบความร้เู ดิมอีกคร้งั เพ่ือทำความเขา้ ใจจนได้คำตอบถกู ต้อง แล้วจึงศึกษากรอบ
ความรตู้ ่อไป
5. เมือ่ ศึกษาชดุ การสอนครบทกุ กรอบความรู้แลว้ ใหท้ ำแบบทดสอบหลงั เรียน เมื่อเสร็จ
แลว้ จึงตรวจคำตอบในเฉลยหน้าตอ่ ไป เพื่อดคู วามก้าวหนา้ ในการเรียนรู้ของตนเอง
3
ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวงั
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐานการเรยี นรู้ ว 1.1 ว 1.2 ว 1.3
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ ว 2.1 ว 2.2 ว 2.3
สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ มาตรฐานการเรียนรู้ ว 3.1 ว 3.2
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี มาตรฐานการเรียนรู้ ว 4.1 ว 4.2
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวช้วี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว 1.1 ว 1.2 ว 1.3 ป.4-ป.6
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว 2.1 ว 2.2 ว 2.3 ป.4-ป.6
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว 3.1 ว 3.2 ป.4-ป.6
มาตรฐานการเรียนรู้ ว 4.1 ว 4.2 ป.4-ป.6
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนเกิดกระบวนการคิด อย่างมีเหตุ มีผล ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2. นักเรยี นสามารถแสวงหาความรู้ หรอื หาความจรงิ หรอื ใช้ในการแกป้ ัญหาต่าง ๆ ตามกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
3. นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติให้เกิดความเขา้ ใจในเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ และพฒั นาตนเองไปสู่
กระบวนการคิดทซี่ ับซ้อนมากขนึ้
สาระการเรียนรู้
ความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นทักษะความคิดสรา้ งสรรค์ที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่
จะนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหา สำหรับใช้ในการศึกษาสืบเสาะหาความรู้อย่างมีระบบขั้นตอน สถาบัน
สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2550) กลา่ วถงึ การจัดแบ่งประเภท ความหมาย และความสามารถ
ที่แสดงว่าได้เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดังที่สมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ
สหรัฐอเมริกา (AmericanAssociation for the Advancement of Science: AAAS) ที่ได้กล่าวไว้ว่า ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญาที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้
แก้ปัญหา ซึ่งประกอบด้วยทักษะกระบวนการขั้นพื้นฐาน และทักษะกระบวนการขั้นผสมผสาน หรือทักษะขั้น
บรู ณาการ ซ่ึงมีอยู่ 14 ทกั ษะ โดยทกั ษะที่ 1-8 เปน็ ทักษะขน้ั พ้ืนฐาน และทักษะที่ 9-14 เป็นทกั ษะกระบวนการ
ขั้นผสมผสานหรอื ทกั ษะขน้ั บรู ณาการ
ทักษะ/สมรรถนะ ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การ
สำรวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล การแก้ปัญหา และการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
สามารถสอื่ สารสงิ่ ที่เรียนรมู้ คี วามสามารถตดั สนิ ใจ และนำความร้ไู ปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจำวัน
คุณลักษณะ ความสนใจใฝ่รู้ ความรอบคอบ การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผูอ้ ื่นความเหตผุ ล และการทำงานรว่ มกับผ้อู น่ื อย่างสรา้ งสรรค์
4
กระดาษคำตอบแบบทดสอบก่อนเรยี น-หลงั เรียนและคะแนนจากใบงาน
ชดุ การเรยี นรู้ส่งเสริมการใชท้ ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวทิ ยาศาสตร์
เป็นฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4-6
เรอ่ื ง ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ชอ่ื ………………..………………………………..…………เลขท่ี..........................ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี .............
กระดาษคำตอบ กระดาษคำตอบ
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น
ขอ้ คำตอบ คะแนน ขอ้ คำตอบ คะแนน
1 1
2 2
3 3
4 4
5 5
6 6
7 7
8 8
9 9
10 10
รวม รวม
สรุปผลการเรียน ความก้าวหน้าของคะแนน คะแนนรวม
กอ่ นเรยี นและหลงั เรียน ทั้งหมด
ประเมินผล ใบงาน รวม กอ่ นเรียน หลงั เรยี น รวม (ใช้คะแนนหลังเรยี นลบ (140+20
ที่ 5 = 160)
ดว้ ยก่อนเรยี น)
คะแนนเตม็ 140 140 10 10 20
คะแนน
ทีไ่ ด้
5
แบบทดสอบก่อนเรยี น
ชดุ การเรียนร้สู ่งเสริมการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวทิ ยาศาสตร์
เป็นฐาน (Science Project) กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4-6
เรือ่ ง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
คาชแ้ี จงสำหรบั นกั เรียน
1. แบบทดสอบชุดน้ี เป็นแบบทดสอบวดั ความรูค้ วามเข้าใจเนื้อหาก่อนการศึกษา ชุดการเรยี นรสู้ ่งเสริมการใช้
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรโ์ ดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์ เปน็ ฐาน (Science Project) กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4-6 เร่ือง ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2. ข้อสอบเปน็ แบบเลือกตอบ 4 ตวั เลือก ใหน้ กั เรยี นเลอื กคำตอบทถ่ี กู ต้อง เพยี งคำตอบเดียว ลงใน
กระดาษคำตอบก่อนเรยี นจำนวน 10 ขอ้ ข้อละ 1 คะแนน ให้เวลาในการทำข้อสอบ 10 นาที
1. ดนิ น้ำมนั อน้ หนงึ่ มีมวล 250 กรมั และมปี ริมาตร 20 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ดินน้ำมันอน้ นี้มคี วามหนาแน่นเทา่ ใด
ก. 12 กรมั ต่อลูกบาศก์เซนตเิ มตร
ข. 250 กรัมตอ่ ลกู บาศก์เซนติเมตร
ค. 3,000 กรมั ต่อลกู บาศก์เซนติเมตร
ง. 12.5 กรัมต่อลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร
2. การจำแนกประเภทของสง่ิ มชี ีวิต รูปแบบของเกณฑทใี่ ช้ในการจำแนก ขอ้ ใดเหมาะสมทีส่ ดุ
ก. สแี ละรปู ร่าง
ข. การกินอาหารและการสืบพันธุ์
ค. รูปรา่ งและการกินอาหาร
ง. ทอี่ ยอู่ าศยั และขนาด
6
3. ขอ้ ใดจัดเปน็ ข้อมลู เชงิ คุณภาพทไ่ี ด้จากการสังเกต
ก. ถุงขนมมสี แี ดง
ข. ขนมถุงนี้มีน้ำหนัก 5 กรมั
ค. เมื่อเขยา่ ถงุ ขนมจะมีเสยี งดงั
ง. เม่ือปล่อยขนมไวน้ านจะมีมดข้ึน
4. ขอ้ มลู ในข้อใด เปน็ การแสดงความสัมพนั ธ์ระหว่าง มิติกับเวลา ได้ถูกต้อง
ก. น้ำแข็งจะละลาย
ข. นำ้ แขง็ จะกลายเป็นไอ
ค. นำ้ แขง็ ลอยน้ำ ได้เพราะมีความหนาแน่นนอย้ กว่านำ้
ง. เมอ่ื วางแกว้ ใส่น้ำแขง็ ต้ังท้งิ ไวจ้ ะมีหยดนำ้ มาเกาะที่ข้าง ๆ แกว้ น้ำ
5. พรเทพเฝ้าสังเกตตน้ ไม้ทปี่ ลกู ไว้พบว่า ในเวลา 3 วัน ตน้ ไมส้ ูงขน้ึ 3 เซนตเิ มตรจากขอ้มลู น้ี
นักเรยี นคดิ วา่ จะเกดิ อะไรขึ้นกับ ตน้ ไม้ในอีก 3 วนั ข้างหนา้
ก. ตน้ ไม้จะสูงเพิ่มขน้ึ 3 เซนตเิ มตร
ข. ตน้ ไม้จะหยุดเจริญเตบิ โต
ค. ตน้ ไม้จะสูงขึ้น 1 เซนติเมตร
ง. ต้นไม้จะเจริญเตบิ โตขน้ึ เพราะไดร้ ับแสงจากดวงอาทิตย์
6. สุรเดช ตัดกง่ิ มะลิมา 8 กิ่ง มขี นาดเทา่ ๆ กัน 4 กงิ่ แรกนำ ไปแชน่ นำ้ อกี 4 กง่ิ นำ ไปแช่สารละลาย A
เพอ่ื ดูการงอกของราก สุรเดช ตอ้ งการรู้อะไรในการทดลองคร้ังนี้
ก. สาร A ทำ ให้รากเน่า
ข. สาร A ทำ ให้รากงอกเร็วขึ้น
ค. ก่ิงทแี่ ชใ่ นน้ำ รากจะไม่งอก
ง. สาร A ทำ ให้มกี ารแตกยอดอ่อน
7. การกระทำของใครที่นำทักษะการลงความเห็นจากข้อมลู ไปใชใ้ นชวี ิตประจำวันไดด้ ีทสี่ ุด
ก. ขาว ชอบหยุด รถกะทันหนั เมอ่ื วิง่ ผ่านไฟแดง
ข. ดา ชะลอความเร็วรถเมื่อเหน็ นกกำลงั บินอยู่
ค. แดง เลือกซอื้ สินค้าโดยการสังเกตวนั หมดอายุท่ีขา้ งกล่อง
ง. เขียว ยอมรับฟังความคิดเห็นของตนเองว่าถูกต้องเสมอ
7
8. น้องหญิงทำ การเล้ียงไหม 3 วธิ ี โดยนำตัวไหมมา 20 ตัวจดั การทดลอง โดยใช้ใบหม่อน วันละ1
กิโลกรัม จำนวนใบท่นี ับจากยอด แตกตา่ งกัน ดังน้ี
ชดุ ท่ี 1 ให้ใบหม่อนใบที่ 3-5 โดย ชดุ ท่ี 2 ใหใ้ บหมอ่ นใบท่ี 6-8 โดย ชดุ ที่ 3 ใหใ้ บหม่อนใบท่ี 9-11 โดย
นับจากดอก นับจากดอก นับจากดอก
ผลปรากฏวา่ หลังจากเวลาผ่านไป 7 วัน ชดุ การทดลองที่ 2 ตวั ไหมมกี ารเจริญเติบโตมากที่สดุ น้องหญงิ จงึ
ตดั สนิ ใจเลี้ยงไหมตามชดุ การทดลองท่ี 2 นักเรียนคดิ ว่า ตัวแปรต้นในการทดลองของน้องหญงิ คืออะไร
ก. จำนวนตวั ไหม ข. จำนวนใบหม่อน
ค. อายุของใบหม่อน ง. การเจรญิ เติบโตของตวั ไหม
9. จากขอ้ มลู “เรามีวิธีทำให้นำ้ กระด้าง เปน็ ฟองกับ สบู่ได้ด้วย วิธี ใด” คำในขอ้ ใดทีค่ วรใหน้ ยิ าม
เชงิ ปฏิบัติการ
ก. น้ำกระด้าง ข. เปน็ ฟองกบั สบู่
ค. สบู่ ง. น้ำกระด้างและเปน็ ฟองกับสบู่
ใชข้ ้อมูลในตารางตอบค าถามขอ้ 10
ชนิดของสัตว์ อาหารท่ีกิน
ชา้ ง พืช
งู สัตว์
ไก่ พืชและสตั ว์
เสือ สัตว์
วัว พชื
ปลา พชื และสตั ว
10. จากขอ้ มูลข้อใดเปน็ การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุปท่ีดที สี่ ุด
ก. เสอื และไกก่ ินสตั ์ ได้
ข. พืชเปน็ ผู้ผลิตและผบู้ รโิ ภค
ค. ช้างเป็นสัตว์ใหญจ่ ึงกินพืชเปน็ อาหาร
ง. สัตว์แบ่งออกเปน็ 3 พวกคอื กนิ พืช กินสัตวแ์ ละกินทงั้ พชื และสัตว์
ทาได้ใช่ไหม ละจ๊ะ เก่งมากเลย
ตรวจคาตอบในหน้าต่อ ไป และไป
เพม่ิ ความรู้จากกรอบใบความรู้
กนั นะจ๊ะ ไปกนั เลย
8
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน
ชดุ การเรยี นรู้ส่งเสรมิ การใช้ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์
เปน็ ฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4-6
เร่ือง ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
แบบทดสอบก่อนเรียน
ขอ้ คาตอบ คะแนน
1ง
2ข
3ก
4ง
5ก
6ข
7ค
8ค
9ง
10 ง
รวม
9
ใบความรทู้ ่ี 3
ชุดการเรยี นรสู้ ่งเสรมิ การใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวทิ ยาศาสตร์
เปน็ ฐาน (Science Project) กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4-6
เร่อื ง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นหัวใจที่สำคัญของกระบวนการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ หมายถึง
คุณลกั ษณะทมี่ คี วามจำเปน็ ต้องมีในตวั ของผู้ทีจ่ ะต้องอาศยั วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ในการแก้ปญั หา หรือปฏิบัตงิ านต่าง ๆ เป็น
ทักษะกระบวนการพืน้ ฐานท่ีมีความสำคญั และจำเป็นในการเรียนรู้ ซึง่ แบ่งออกเป็น 13 ทกั ษะดว้ ยกัน คอื ทกั ษะท่ี 1 – 8 เป็น
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการวัด ทักษะการจำแนก ทักษะการ
คำนวณและการใช้จำนวนทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะการพยากรณ์ ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการ
หาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติและมิติกับเวลา และทักษะที่ 9 – 14 เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหรือ
ขั้นผสม หรือขั้นบูรณการได้แก่ การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ทักษะการ
ตงั้ สมมตฐิ าน ทกั ษะการควบคุมและกำหนดตัวแปร ทักษะการทดลอง และทกั ษะการสร้างแบบจำลอง และเราจะมาเรียนรู้
ไปทล่ี ะทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดงั น้ี
1. ทักษะการสงั เกต
1. ความหมายของการสงั เกต การสังเกต หมายถงึ การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหน่ึงหรอื หลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู
จมกู ล้นิ ผิวกาย เขา้ ไปสมั ผัส กับวัตถหุ รอื เหตุการณ์ เพ่อื รวบรวมรายละเอียดของข้อมลู และเหตกุ ารณ์นั้น ๆ โดยไมใ่ ส่
ความเหน็ สว่ นตวั ลงไป
10
2. หลกั ในการสังเกต ผู้สงั เกตควรคำนึงถงึ สิ่งต่าง ๆ ดังนี้
การสงั เกตต้องใช้ประสาทสมั ผสั หลาย ๆ อย่าง หรือทั้ง 5 อย่าง ได้แก่ ตา หู จมูก ล้นิ ผวิ กาย ในการสังเกตรายละเอียดดังน้ี
2.1 ตา ใช้ประสาทสมั ผสั ในการมองเหน็ เป็นการสงั เกตและลกั ษณะและสมบตั ิของวัตถขุ ้อมูลท่ไี ด้จากการสงั เกตสิ่ง
ตา่ ง ๆ เช่น รปู รา่ ง วงกลม รูปเหลี่ยม สแี ดง เปน็ ตน้
2.2 จมูก ใช้ประสารทสมั ผัสในเร่อื งการดมกลน่ิ ของส่งิ ต่าง ๆ ว่า สารหรอื วัตถนุ ้ันมกี ล่ินหรอื ไม่ อยา่ งไร คล้ายอะไร
เช่น มกี ลนิ่ คล้ายผลไม้ คล้ายส้ม กล่ินหอม กลนิ่ ฉุน กลิน่ เหม็น กลิ่นไหม้ เป็นต้น
2.3 หู ใช้ประสาทสัมผัสในการได้ยิน เชน่ เสียงสูง กลางและต่ำ เสียงแหลมเสยี งทุ้มเสยี งแครก ปึก โครม เสยี ง
กังวาน เป็นต้น
2.4 ลิ้น ใช้ประสาทในเรื่องของการล้ิมรส โดยการใชล้ิน ชิมรสจากส่ิงตา่ ง ๆ ว่า สารหรอื วัตถนุ ั้น มีรสเปน็ อย่างไร
เช่น รสหวาน เปร้ียว เคม็ ขม ฝาด หรือเฝ่ือน เปน็ ต้น
2.5 ผิวกาย ใช้ประสาทสมั ผัสในเรอื่ งของผิวกายสัมผัส สารนั้นว่า มลี ักษณะหรือสมบัติเป็นอย่างไร โดยใช้มอื ลบู หรอื
แตะว่า ผิวหยาบ หรือคอ่ นข้างหยาบ ละเอียด อ่อนหรือนุ่มผวิ มนั เรียบ รอ้ นหรอื เยน็ เป็นตน้
3. ประโยชนข์ องการสงั เกต ชว่ ยในการรวบรวมขอม้ ูลตา่ ง ๆ อย่างละเอียด บางครั้งอาจต้องใช้เคร่ืองมือช่วย เพื่อให้
เกิดความชัดเจนและแนใ่ จยิ่งขนึ้ ,ช่วยใหเ้ ป็นคนมคี วามรอบคอบมากข้ึนก่อนไม่ด่วนติดสินใจ, ช่วยฝึกให้เปน็ คนรจู้ ักรวบรวม
ขา่ วสารใหมๆ่ ,ชว่ ยให้เป็นคนอยากรู้อยากเหน็ และสนใจธรรมชาติ ,การเปน็ คนชา่ งสังเกตเปน็ พ้ืนฐานสำคญั ของการศึกษา
เร่ืองอ่นื ๆ
4. ความปลอดภยั ในการสงั เกต ก่อนทจี่ ะใช้ประสาทสัมผัสใด ๆ ต้องแนใ่ จว่า เกดิ ความปลอดภัยจึงคอ่ ยตัดสินใจใช้ประสาท
สัมผัสนั้น ๆ เช่น ตา ไมด่ ดู วงอาทิตย์ หรอื วัตถทุ ่ีมีแสงสว่างมากเกินไป ,หูไม่ฟังเสยี งดังมากเกินไป ,จมูก ไม่ดมกล่นิ ส่งิ ท่ีไมร่ จู้ ัก
เพราะอาจเป็นอันตราย ,ล้นิ ไม่ชิมรสสิง่ ที่ไมร่ ู้จกั เพราะอาจเป็นอนั ตราย เชน่ ขนมปงั ต้องแนใ่ จว่า ขนมปงั นั้นไมเ่ กดิ เชื้อรา
หรอื สิ่งของทบี่ ูดเน่า ผิวกาย ไมส่ มั ผัส ส่ิงท่ีไมร่ ู้จัก เพราะอาจเป็นอนั ตราย
5. ข้อมูลท่ีได้จากการสงั เกต แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คือ
5.1 ขอม้ ลู ด้านคณุ ภาพ เปน็ ขอม้ ลู ทเี่ ก่ียวกบลั กัษณะหรอื สมบัต เช่น รปู ร่าง รูปทรง กลิ่น รสและลักษณะผิวสัมผัส
5.2 ขอ้มูลด้านปริมาณ เป็นข้อมลู เกีย่ วกับการกะประมาณ ซ่ึงจะบอกเป็นตัวเลขโดยประมาณ เช่น ความกวา้ง ความยาว
ความสูง หรือน้ำหนกั เปน็ ต้น
5.3 ขอ้ มลู ด้านการเปลยี่ นแปลง เป็นขอ้ มลู ท่ีได้จากการสังเกตการเปลีย่ นแปลง โดยทำใหว้ ตั ถหุ รือสถานการณ์ที่สังเกตเกดิ การ
เปล่ยี นแปลงในรปู แบบตา่ ง ๆ แล้วสงั เกตผลการเปลีย่ นแปลงที่เกิดข้ึน
2. ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล
1. ความหมายของการลงความเห็นจากข้อมลู การลงความเหน็ จากขอ้มลู หมายถึง การอธบิ ายขอ้มลู ท่ีมอี ยู่อยา่ งมเี หตุผลโดย
อาศยั ความรหู้ รอื ประสบการณ์เดิมมาชว่ ย การลงความเห็นจากขอ้มูลจะถกู ต้องหรือไม่ ต้องมหี ลักฐาน มาสนับสนุนหรอื
ทดลองเพมิ่ เติม เมอ่ื มีการทดสอบยืนยันว่า เปน็ จริงแล้ว การลงความเห็นน้ันก็เป็นหลกัการ กฎ และทฤษฎีต่อไป
11
2. หลักการลงความเหน็ จากข้อมลู ทด่ี มีลักษณะดังน้ี
2.1 ข้อมลู ชดุ เดียวกนั ผู้สังเกตคนเดียวกัน อาจมคี วามเห็นได้เป็นหลายอย่าง
2.2 ข้อมลู เดียวกนั คนหลายคนอาจมีความคิดเห็นแตกตา่ งกนั ดังน้ันข้อ มลู เดยี วกนั ไม่จำเป็นต้องมีความเหน็ เหมือนกัน
ลักษณะเด่นของผู้มีทักษะนี้จะเปน็ ผู้มีใจกว้าง ยอมรับความคิดเหน็ ของผอู้ ่ืน มองปญั หาและคดิ คำตอบหลาย ๆ ประเดน็ /การลง
ความเห็นจากข้อมลู อาจถูกหรอื ผิดกไ็ ด้
2.3 กระบวนการลงความเห็นจากข้อมูลต่างจากการลงข้อสรปุ ทค่ี วามเหน็ ไม่สามารถให้ความเชอ่ื มั่น ได้100% เพราะเป็นการ
คิดหาคำ ตอบของปัญหาไม่มีการทดลองหรือพิสจู นว์ ่า คำ ตอบนั้น เป็นจริง
3. ประโยชน์ของการลงความเห็นจากข้อมูล ดังนี้
3.1 ช่วยตรวจสอบข้อมลู ทไ่ี ด้จากการสังเกตเป็นจรงิ หรอื ไม่
3.2 ชว่ ยทำ ใหข้ ้อมูลที่ได้จากการสงั เกต มีความหมาย มีความสมบูรณ์
และมีประโยชนข์ ้ึน
3.3 ช่วยในการพจิ ารณาเหตุการณ์อยา่ งมเี หตผุ ลไม่ดว่ นตดัสินใจหรอื
มคี วามรอบคอบมากขึ้น
3.4 ใช้เป็นพน้ื ฐานท่ีจะสรา้ งสมมติฐานหรือการนำ ไปสขู่ ้อ สรปุ ตอ่ ไป
4. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลกับการนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวตปิ ระจำวนั ดงั น้ี
4.1 การเลือกซื้อสินค้าส่ิงของอาหาร เชน่ เลอื กซื้อเน้ือหมวู ่าชนิดใดสด ผักชนิดใดมียาฆ่าแมลง เปน็ ต้น
4.2 การตดสั นิ ใจได้เม่ือพบเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น การตดสั ินใจชะลอความเรว็ ของรถเมอื่ เหน็ ควายยนื อยู่รมิ ถนน
4.3 การพยายามทำความเขา้ใจสง่ิ ท่ีเกิดข้ึนโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยใชขอ้ ม้ ลู จากการสังเกตหาความหมาย เช่น รถชนกัน ไมเ่ หน็
ในขณะชนกัน แต่การสงั เกตจากสภาพรถกส็ ามารถบอกว่ามกี ารชนกนั ลักษณะใดและใครเป็นคนผิด
4.4 การยอมรบั ความคิดเหน็ ของคนหลาย ๆ คน ตอ่ ประเดน็ ปญั หาและขอ้มลู ชดุ เดยี วกนั เช่น การประชุมหรือการทำงานกลุ่ม
ไมย่ ดึ ติดกบั ความเห็นของตนเองจะต้องถูกต้องเสมอ
3. ทกั ษะการการจำแนกประเภท
1. การจำแนกประเภท หมายถึง การจัดจำพวกวัตถหุ รือปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ทต่ี ้องการศึกษาออกเปน็ หมวดหมู่ โดยจัดส่งิ ที่มี
สมบัติบางประการรว่ มกันให้อยู่กลมุ่ เดยี วกัน ในการกำหนดประเภทต้องมีเกณฑในการจำแนก เกณฑ์ในการจำแนกประเภท
ไดแ้ ก่ ลักษณะความเห็นความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
2. รปู แบบของเกณฑ์ท่ีใช้ในการจำแนกประเภท ในการจำแนกวัตถุหรอื สิง่ ของใด ๆก็ตาม ถ้าเปน็ สง่ิ ไม่มีชีวิต เกณฑ์ทใี่ ช้กันจะ
เปน็ สรี ปู รา่ ง ขนาด ลกษั ณะท่ีใช้ทำประโยชน์เป็นต้น สว่ นส่งิ มชี วี ตมิ กจั ะใช้เกณฑล์ กั ษณะของสง่ิ มชี ีวติ เชน่ การกินอาหาร
การสบื พนั ธ์ทุ ี่อยู่อาศัย เป็นต้น การกำ หนดเกณฑ์ในการจำแนกประเภทแบง่ ออกได้เป็น 4 รปู แบบ ดังน้ี
2.1 เกณฑ์ของตนเอง เมอื่ วัตถหุ รอื เหตกุ ารณ์หลายอย่างอยู่รว่ มกนั ผเู้ รียนสามารถจัดจำแนกประเภทสงิ่ ต่าง ๆ ได้
2.2 ผู้อ่ืนกำหนดเกณฑ์มาใหเ้ ปน็ การกำหนดเกณฑท์ ่ใี ชใ้ นการจำแนกประเภทมาให้โดยผู้อนื่
2.3 ผอู้ ื่นกำหนดประเภทมาให้แลว้ เป็นการจัดวัตถหุ รือเหตกุ ารณ์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ไว้แล้ว ตนเองสามารถบอกได้ ผู้อนื่
ใช้อะไรเป็นเกณฑ์
2.4 การจัดเรยี งลำดบั เมื่อกำหนดข้อมลู หรือวัตถุ ชุดหน่ึงมาให้ตนเองสามารถจดั เรียงลำดบั ได้ถูกต้อง
12
3. ประโยชนข์ องการจำแนกแประเภท มีดังน้ี
3.1 ช่วยให้ส่ิงต่าง ๆ จำแนกออกเปน็ หมวดหมู่ตามเกณฑ์ท่ีตอ้ งการ
3.2 ชว่ ยให้เกดิ ความเปน็ ระบบระเบยี บในการจา แนกประเภทสงิ่ ตา่ ง ๆ
3.3 ชว่ ยให้เกดิ ความสะดวกรวดเร็วในการเกบ็ การใชแ้ ละการศึกษาคน้ คว้า
4. ทักษะการจำแนกประเภทกับการนำไปใช้ในชีวติ ประจำวัน ดังน้ี
4.1 จัดสถานท่ตี า่ ง ๆ ให้เป็นระเบยี บ เชน่ ห้องนอน ห้องครัว บ้านเรือน เปน็ ต้น
4.2 จัดสงิ่ ของใหเ้ ป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย เชน่ สมุด หนังสอื เครอื่ งใช้เสื้อผ้า เปน็ ต้น
4.3 จดั ระเบียบสนิ ค้าต่าง ๆ ใหสะดวกต่อการตรวจสอบ ค้นหา เช่น ร้านขายยาร้านขายของชำ
4.4 จัดหนงั สือตามห้องสมุดต่าง ๆ
4.5 จัดทำบัญชีรายรับ-รายจา่ ยต่าง ๆ
4. ทกั ษะการวัด
1. ความหมายของการวดั การวัด หมายถงึ การเลือกและใช้เครอ่ื งมือทำ การวัดหาปรมิ าณของสิง่ ต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลข
ที่แน่นอน เหมาะสมและถูกต้องโดยมหี น่วยกำกับเสมอ ความสามารถในการวัด คือ ความสามารถในการเลอื กใช้เครื่องมือใน
การวัดได้อยา่ งเหมาะสม บอกเหตุผลในการวัดได้ บอกวิธวี ดั บอกและวิธีการใชเ้ ครื่องมือวัดไดถ้ ูกตอ้ ง ในการวดจั ะต้อง
พิจารณาดังนี้ คอื จะวัดอะไร เชน่ วัดเสน้ รอบลกู เปตอง ช่ังนำ้ หนัก ดนิ น้ำมัน ,จะใช้เครื่องมอื อะไรวัด เช่น ใชเ้ ชือก ใช้ไม้
บรรทัด หรือใช้เคร่ืองช่ัง, เหตใุ ดจึงใช้เครื่องมือน้ัน เชน่ ทำไมจึงใช้เชือกใช้เคร่ืองมืออื่นได้หรือไม,่ จะวัดอย่างไร เชน่ เม่อื ใช้
เชือกหรือไม้บรรทัดแล้วจะวัดอย่างไร มเี ทคนิคในการวัดอย่างไรในการวัดแตล่ ะครั้ง คา่ ความแน่นอนในการวัดและค่าที่ถูกตัอง
การวัดปริมาณใด ๆ มกั เกิดความคลาดเคลือ่ นเกิดข้ึนอยู่สมอ เชน่ เกดิ จากการอา่ นค่า การบนั ทึกผดพิ ลาด หรือเกดิ จากการ
วัดที่ไมถ่ ูกต้อง ควรวัดหลาย ๆ คร้ังแล้วหา คา่ เฉลยี่ จะได้ค่าที่นา่ เช่ือถือ
2. หน่วยของการวดั ในปจั จุบัน หน่วยของการวดทั น่ี ิยมใช้และส่วนมากรู้จัก ได้แก่ ระบบเมตริก และระบบเอสไอ
ดังตวั อย่างต่อไปนี้
4. ประโยชนข์ องการวัด การวดั มปี ระโยชนด์ ังน้ี ทำใหท้ ราบคา่ ปรมิ าณตา่ ง ๆ เป็นตัวเลข แล้วนำตวั เลขมาคำนวณ เพ่ือนำไปใช้ประโยชน์
ในการตีความหมายข้อมลู และลงขอ้ สรปุ ใชในการซ้ือขายส่งิ ของได้ถกู ต้อง, ใชใ้ นการตัดเย็บ เส้ือผา้ ไดต้ ามรปู แบบทต่ี ้องการ ,ใชในการก่อสร้างบ
บา้ นเรือนได้ถกู ตอ้ งมคี วามมั่นคงปลอดภัย ,ใช้ในการประดษิ ฐ์คดิ ค้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชนดิ ตา่ ง ๆ
13
5. ทักษะการคำนวณ
1. การคำนวณ หมายถึง การนำ ค่าที่ได้จากการสังเกตเชิงปรมิ าณ การวดั การทดลอง และจากแหล่งอ่ืน ๆ มาจัดกระทำ ใหม่
โดยการบวก การลบ การคูณ การหาร การยกกา ลงั หรือการหาคา่ เฉลี่ย เปน็ ต้น
2. หลกั ในการคำนวณ
2.1 หลักการบวกและลบปริมาณที่ได้จากการวัดการบวกและลบปริมาณที่ได้จากการวัด ผลลพันธ์ที่ได้จะมีความละเอียด
เทา่ กบั ความละเอียดของปรมิ าณที่มีความละเอยี ดน้อยที่สดุ เช่น 7.4 + 11.19 เซนตเิ มตร ปริมาณแรกมคี วามละเอียดในการ
วัดเพียงทศนิยม 1 ตำแหน่ง ปรมิ าณหลัง มีความละเอยี ดเป็นทศนิยม 2 ตำแหนง่ ผลลพั ธท์ ี่ได้จงึ มคี วามละเอียดเพียงทศนยิ ม 1
ตำแหนง่ ดังน้ันผลลัพธ์ไดจ้ งึ เป็น 18.6 เซนตเิ มตร ไม่ใช่ 18.59 เซนติเมตร
2.2 หลักการคูณและการหารปรมิ าณที่ไดจ้ ากการวัด
การคณู และการหารปริมาณทไ่ี ดจ้ ากการวัด ผลลพั ธ์ทไ่ี ดจ้ ะมเี ลขนยั สำคญั ของปรมิ าณเลขนัยสำคญั นอ้ ยที่สดุ เช่น 7.4 x
11.19 เซนติเมตร เทา่ กับ 83 ตารางเซนตเิ มตร ไมใ่ ช่ 82.806 ตารางเซนตเิ มตร เพราะปริมาณ 7.4 มเี ลขนยั สำคญั 2 ตัว
2.3 การหาคา่ เฉลี่ยของขอ้ มลู โดยนำขอ้ มูลท่ีได้รวมกบั แล้วหารด้วยจำนวนครั้งของขอ้มลู ท่มี ที ้ังหมด
2.4 การคำนวณหาพนื้ ที่ สูตรการคำนวณหาพ้ืนที่ = กว้าง x ยาว
2.5 การคำนวณหาปริมาตร การคำนวณหาปรมิ าตรของวตั ถุหรอื ส่งิ ของใด ๆ มี 2 ลักษณะ คือ
2.5.1 ถ้าวตั ถมุ ีขนาดรูปทรงทแ่ี น่นอน สามารถคำนวณหาพ้ืนท่ีไดด้ ังน้ี ปริมาตร = กว้าง x ยาว x สงู
2.5.2 ถ้าวัตถมุ ีขนาดรปู ทรงท่ไี ม่แน่นอน สามารถคำนวณหาพื้นท่ีไดด้ ้วยวิธีการแทนท่ีน้ำ
แล้ววัดปริมาตรของนำ้ คอื ลูกบาศกเ์ซนติเมตร หรือลูกบาศกเ์ มตร หรืออาจจะเป็นหนว่ ยใหญ่กวา่ น้ีกไ็ ด้
2.6 การคำนวณหาความหนาแนน่ ได้ดงั น้ี ความหนาแนน่ = มวล/ปรมิ าตร (กรัม/ลกู บาศก์เซนติเมตร)
3. ประโยชนข์ องการคำนวณ
3.1 ทำให้ทราบค่าและรายละเอยี ดของขอ้มลู และนำผลท่ีได้ไปใช้ในการแปลความหมายและลงข้อสรปุ ข้อมูล
3.2 ช่วยให้เกดิ ทกั ษะในการบวก ลบ คูณและหาร และนา ขอม้ ลู ท่ีได้จากการคำนวณไปใช้ในการแกปัญหา
3.3 ช่วยในการศึกษาคนคว้าและวเิ คราะห์ข้อมูลเชิงสถติ ิ
6. ทักษะการหาความสัมพันธ์ ระหวา่ งสเปสกบั สเปส และสเปสกบั เวลา
1. ความหมายของสเปส สเปส หมายถงึ ทว่ี ่างทว่ี ัตถุนนั้ ครองอยู่ซึ่งมีขนาดและรปู ร่างเหมือนวัตถนุ ั้น การครองทีข่ องวัตถุมี 3
แบบ คอื
1.1 วัตถุ 1 มติ ิ เป็นวัตถทุ ่มี เี พียงความยาวอย่างเดียว เช่น เสน้ ด้าย เส้นท่ีลากไปบนพื้นกระดาษ เป็นต้น
1.2 วตั ถุ 2 มิติเปน็ วัตถทุ ่ีมคี วามกวา้ งและความยาว เช่น กระดาษ รปู ภาพ รปู สามเหล่ยี มรูปสเ่ี หลย่ี ม รปู วงกลม รูปวงรี
แผนภมู ิ แผนภาพ กราฟ ตาราง ตวั อักษรในหนังสือ เปน็ ต้น
1.3 วัตถุ 3 มิติเปน็ วัตถทุ ่ีมีทง้ั ความกว้าง ความยาว และความสงู (หนา) เชน่ รปู ปริซึมฐานสามเหล่ียม ปรซิ มึ ฐานสีเ่ หลย่ี ม
รูปพีระมิดฐานสามเหลี่ยม รูปพีระมิดฐานสี่เหลี่ยมรปู ทรงกระบอก ทรงกรวย รูปทรงกลม ทรงรี หนงั สือสมุด เป็นตน้
14
4. การหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปสกบั สเปส เปน็ การหาความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งทีเ่ ปล่ยี นไปของวัตถหุ นึ่งกบัอีกวัตถุ
หน่ึง หรือความสมั พันธร์ ะหว่างภาพ 3 มิติกบั ภาพ 2 มิติ
5. การหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกับเวลา เปน็ ความสัมพันธร์ ะหว่างตำแหนง่ ของวัตถุที่เปล่ียนไปกบั เวลาท่ีใชเ้ ช่น รถวิ่ง
อตั ราเรว็ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากสุรินทรถ์ งึ กรุงเทพ ฯใช้เวลา 6 ชั่วโมง ตำแหน่งของวัตถุจะเปลีย่ นไปเม่ือเทียบกับ เวลา
6. ประโยชนข์ องทักษะการหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกบั เวลา มีดังน้ี
6.1 ช่วยในการกะประมาณในการเดนิ ทาง การทา นายและกจิ กรรมอืน่ ๆ ท่ีเกย่ี วกบั เวลา
6.2 ชว่ ยในการจำแนกหรือจัดตำแหนง่ ท่วี ่างของวัตถตุ ่าง ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสมกบั ขนาด รปู รา่ งของวัตถกุ ับ ที่ว่างหรือ
สเปสนั้นเอง
6.3 ชว่ ยให้ทราบความสมั พนั ธ์ระหว่างปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ท่ีเกิดขนึ ้ กบั เวลาที่เปลยี่ นไป
6.4 ชว่ ยให้ทราบความสมั พนั ธ์ระหว่างการเคลอ่ื นท่ี หรือการเคลอ่ื นย้ายของส่งิ มชี วี ตกิ บั เวลาในฤดกู าลตา่ ง ๆ
7. มติ ขิ องวตั ถแุ ละชอื่ วตั ถทุ างเรขาคณิต มติ ิของวตั ถุ หมายถึง ด้านของวตั ถุ ซง่ึ อาจเป็นด้านกว้าง ด้านยาว หรือด้านสงู (หนา)
โดยทว่ั ไปวตั ถอุ าจ มี 1 มติ ิ 2 มติ ิ และ3 มติ ริ ูปร่างและรูปทรงทางเรขาคณติ ชอื่ รูปร่างและรูปทรงทางเรขาคณติ
7. ทกั ษะการจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มลู
1. ความหมายของการสื่อความหมายข้อมูล การสื่อความหมายขอ้ มลู เปน็ การนำข้อมูลท่ีไดจ้ ากการสังเกต การวัด การ
ทดลองและจากแหลง่ อน่ื ๆ มาเปลยี่ นแปลงให้อยู่ ในรูปใหม่ให้เขา้ใจได้ดีขน้ึ เช่น การบรรยาย การเขยี น การพดู การฟัง
หรอื เสนอในรูปแบบตาราง แผนภมู ิ แผนภาพ สมการ เพ่ือให้ผู้อ่นื เขา้ ใจตรงกนั และมีความชัดเจนย่ิงขนึ้
2. องคป์ ระกอบของการสื่อความหมายข้อมลู องคป์ ระกอบของการส่อื ความหมายขอ้ มูลประกอบด้วย ผู้ส่งสารหรอื ขอ้ มลู
สารหรือข้อมูล ชอ่ งทางรบั สารได้แก่ ประสารทสมั ผัส ทง้ั 5 คอื ตา หู จมูก ลิน้ และผวกิ าย ผู้รับสารหรือผรู้ ับข้อมลู
การสือ่ ความหมายมี 2 ประเภท คือ 2.1 การส่อื ความหมายทางเดยี ว เป็นการติดตอ่ สื่อสารโดยผูส้ ่งสารไมเ่ ปิดโอกาสให้
ผูร้ ับสารซกั ถามขอ้ สงสัย 2.2 การส่ือความหมายสองทาง เป็นการติดต่อสือ่ สารท่ีผู้วกั ถามมีโอกาสซักถาม ข้อสงสัยมีการ
ตอบสนองและเสนอความคิดเห็น
15
3. การจดั กระทำข้อมูลและส่อื ความหมายข้อมลู การจดั กระทำข้อมูล หมายถงึ การนำขอ้ มลู ดบิ มาจดั เรียงลำดบั หาความถ่ี
หรอื แยกประเภทหรือคดิ คำนวณใหม่ซึ่งข้อมลู ดบิ เป็นขอ้ มูล ที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และอืน่ ๆที่บันทึกไว้
อยา่ งไม่เป็นระเบยี บ และยงัไมไ่ ด้เปลยี่ นแปลงให้อยู่ ในรูปที่เขาใ้ จงา่ ยขึ้น สว่ นข้อมูลทจี่ ัดกระทำแลว้ เปน็ ขอ้มลู ท่ี
เปลีย่ นแปลงจากขอม้ ลู ดิบ เป็นข้อมลู ท่ีได้จากการจดักระทำ ให้อยใู่ นรปู ที่เขา้ใจได้งา่ ยข้ึน โดยวิธีการหาความถี่ จัดลำดบั
จดั กลมุ่ เขียนกราฟ ตวั อย่างการจดักระทำ และส่ือความหมายขอมูล
ข้อมูลชดุ ท่ี1 (ข้อมูลดบิ )
ข้อมูลชุดที่2 (ข้อมูลท่ีได้จดั กระทำแลว้ )
1. ผีเส้ือเมอ่ื โตเต็มที่จะออกไข่ภายใน 2-3 วนั
2. ไข่จะกลายเปน็ หนอนภายในเวลา 4 วนั
3. ตัวหนอนจะกลายเป็นดักแดใ้ นเวลา 35 -42 วนั
4. ดกแั ดจ้ะกลายเป็นผีเสอื้ ในเวลา 7-13 วนั ชวี ิตของผีเส้อื จะวนเวียนอยู่อยา่ งนี้
ข้อมลู ชุดท่ี3 (ทำให้เขา้ ใจยงิ่ ข้ึน)
2-3 วัน 4 วนั
35-42 วัน
7-13 วนั
จะเห็นว่า ข้อ มูลชุดที่ 1 เป็นข้อมูลที่อ่านแล้วยังสับสนอยู่ เรียกวา่ข้อมูลดบิ เมื่อนำมาจัดกระทำใหม่ในขอ้ มูลชุดท่ี
2 สามารถอ่านแล้วเขา้ ใจได้ง่ายข้ึนแต่ความสัมพันธ์ของข้อมูลยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นการนำเสนอข้อ มูลในชุดที่3
เป็นการนำเสนอในรูปแบบของ แผนภูมิวัฏจักรหรือผังวงจร จะทำ ให้เข้าใจได้ง่ายข้ึน แต่ถ้าจะให้การนำ เสนอข้อมูลได้ดี
กวา่น้ีอาจใช้ภาพประกอบ การใช้ภาพประกอบนอกจากจะเห็นภาพชัดเจนกว่า แล้ว ยังทำ ให้มองเห็นความสัมพันธ์ของ
ข้อมูลไดเ้ รว็ ขนึ้ ดังแสดงในขอ้ มูลชดุ ท่ี 4
4. รูปแบบของการสื่อความหมายหรือการนำเสนอข้อมูลการสื่อความหมายหรือการนำ เสนอข้อมูลสามารถทำ ได้
หลายรปู แบบ เชน่ การบรรยายแผนภาพ แผนภมู ิ แผนผงั ตาราง ผังวงจร สมการ และกราฟ เป็นตน้
16
5. ประโยชนข์ องการส่ือความหมายข้อมลู
5.1 ชว่ ยให้อ่ืนเขาใ้ จความหมายได้ชัดเจนและรวดเรว็
5.2 ช่วยในการติดต่อส่ือสารเก่ียวกบกั ารจราจร
5.3 ช่วยในการทา แผนท่ี แผนภาพ แผนภมู ติ ารางกราฟ
5.4 ชว่ ยในการเดนิ ทางท่องเทย่ี วไปตามสถานท่ีตา่ ง ๆ
5.5 ชว่ ยในการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตรใ์ ห้เป็นระเบยี บและสะดวกต่อการศึกษาค้นควา้
8. ทักษะการพยากรณ์
1. ความหมายของการพยากรณ์ การพยากรณ์ หมายถึง ความสามารถในการทำนายหรือการคาดคะเนสง่ิ ท่ีอาจจะเกิดขึ้น
ล่วงหน้าโดยอาศัยข้อมลู ท่ีได้จากการสังเกต หรือปรากฏการณท์ ่ีเกดิ ขึ้นซ้ำ ๆ หรือความรู้ที่เป็นจริงหลักการ หรือทฤษฎีทมี่ ี
อยู่แล้วในเร่ืองนั้น มาช่วยในการทำนายหรือคาดคะเน ผลของการคาดคะเนหรือทำนายจะถกู ต้องแม่นยา เพยี งใด จะข้ึนอยู่
กับการสงั เกตทร่ี อบคอบและการวัดทถี่ ูกตอ้ งดว้ ย
การพยากรณม์ สี องแบบ คอื การพยากรณท์ ่ัว ไป และการพยากรณ์ข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ ประโยชน์ทีไ่ ด้จากการพยากรณ์คอื
ชว่ ยในการเตรียมเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในอนาคต เชน่ การเตรยี มปอ้ งกันฝนตก น้ำ ทว่ ม การทอ่ งเท่ียว การทำ นายเหตุการณ์
ตา่ ง ๆ
2. ประเภทของการพยากรณ์ การพยากรณ์ มี 2แบบ คือ
2.1 การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมลู เป็นการพยากรณท์ ่ีอาศยั ขอ้ มลู เดมิ เป็นหลัก
2.2 การพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของขอ้ มูล เปน็ การพยากรณ์ผลทีน่ อกเหนือจากขอ้มูลทม่ี ีอย่จู รงิ ซึ่งอาจผดิพลาดได้ใน
กรณีขอ้มูลไมเ่ พียงพอหรอื ขอ้ มลู ห่างกนั มากเกนิ ไป
3. ประโยชนข์ องการพยากรณ์
1. ช่วยในการเตรยี มวิธปี อ้ งกัน เม่อื พยากรณว์ ่า จะมเี หตรุ ้าย
2. ชว่ ยในการตดสั นิ ใจในการเดนิ เรือ การประมงและการเดินทางไปตามสถานที่ตา่ ง ๆ โดยพจิ ารณาถึงความปลอดภัย
3. ช่วยในทางการแพทยเ์ ช่น การควบคุมพฤตกิ รรมของคนไข้ที่คาดวา่ จะเกดิ อาการของโรคบางอย่าง ถ้าไม่ควบคมุ
4. ชว่ ยให้ทราบคำตอบล่วงหน้าก่อนท่จี ะทำการทดลอง
9. ทักษะการกำหนดและควบคมุ ตัวแปร
1. ความหมายของการกา หนดและควบคุมตวั แปร การกำหนดและควบคุมตัวแปร เป็นการระบุชนิดของตัวแปรทเี่ กีย่ วข้อง
ในการทดลองหนึ่ง ๆ
ตวั แปรมี 3 ชนดิ คือ ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม และตวั แปรท่ีควบคุมให้คงที่ในการทดลองหนึ่ง ๆ
2. ความหมายของตวั แปร ตวั แปรคือ ส่งิ ต่าง ๆ ทเี่ กี่ยวข้องในการทดลองมี 3 ประเภท
2.1 ตวั แปรตน้ หมายถงึ สงิ่ ทเี่ ปน็ สาเหตทุ ำให้เกิดผลต่าง ๆ หรอื สง่ิ ที่เราต้องการทดลองดวู ่าเป็นสาเหตทุ ก่ี ่อให้เกิดผล
เช่นน้นั จรงิ หรอื ไม่
17
2.2 ตัวแปรตาม หมายถึง ส่ิงทเ่ี ป็นผลเนือ่ งมาจากตัวแปรต้น เม่ือตวั แปรต้น หรือสิ่งทเ่ี ป็นสาเหตุเปลีย่ นไป ตัวแปรตามหรอื
ส่งิ ทเี่ ป็นผลจะแปรตามไปด้วย
2.3 ตัวแปรควบคุม หมายถึง สง่ิ อ่ืน ๆ นอกเหนือจากตัวแปรตน้ ทีท่ า ให้เกิดผลการทดลองคลาดเคล่อื น ถ้าหากว่า ไมม่ กี าร
ควบคุมให้เหมือนกนั
ตัวอยา่ งการทดลองของ เด็กหญิงสมหญงิ เรอื่ ง หน้าทีข่ องใบเลี้ยงไดท้ ำ การทดลอง ดังน้ี
เอาขเี้ ลื่อยใส่ลงในถ้วยแกว้ พรมน้ำ ให้เปียกชุ่ม เอาเมล็ดถั่ว เขียวทีแ่ ชน่ ้ำ ไว้1 คืน ประมาณ 20 เมลด็ มาเพาะในขีเ้ ลื่อยท่ี
เตรยี มไว้ ต้ังทงิ้ ไว้ 2 –3วนั เมื่องอกแล้วใหเ้ ลือกต้นที่เจริญงอกงามทส่ี ดุ ไว้ 3 ต้น นอกน้ันถอนทิ้งหมด ต้น ที่1 ตดั ใบเล้ียงทงิ้
ทงั้ 2 ใบ ต้นที่ 2 ตัดใบเลี้ยงทิ้ง 1 ใบ และตน้ ท่ี 3 เหลือไว้ท้ัง 2 ใบ คอยพรมน้ำ ใหชุ่มเสมอแต่อย่า ให้แฉะ สงั เกตการ
เจริญเตบิ โต ประมาณ 10 วนั สมหญงิ ทดลองหลายคร้ัง จงึ นำ เสนอข้อมลู ให้เห็นดังภาพ ในการทดลองน้ี มีตวั แปรที่
เก่ยี วข้อง ดังน้ี คือ
- ตัวแปรต้น คือ ใบเลี้ยงของพชื
- ตัวแปรตาม คอื การเจริญเติบโตของถ่ัว เขียว
- ตัวแปรควบคุม คือจำนวนต้นถว่ั ทีเ่ พาะ ,การให้นำ้ , การให้อาหาร, ระยะเวลาที่
ทดลอง และบริเวณท่ปี ลูก เป็นต้น
3. ประโยชน์ของการกา หนดและควบคุมตวั แปร
3.1 ชว่ ยในการวางแผนและดา เนนิ การทดลอง
3.2 สามารถขจัดตวั แปรอน่ื ที่อาจมผี ลต่อการทดลองได้
3.3 ทำให้สามารถกำหนดตัวแปรทีจ่ ะทำการทดลองได้
3.4 ช่วยใหทราบความสมั พันธร์ ะหว่างตวั แปรต่าง ๆ
3.5 ชว่ ยใหท้ ดลองหาตน้ เหตุของผลท่ีได้จากการกำหนดและควบคุมตัวแปร
10. ทักษะการต้งั สมมตุ ฐิ าน
1. ความหมายของการต้ังสมมุติฐาน การต้ังสมมุติฐาน หมายถึง การหาคำตอบล่วงหนา้ก่อนการทดลอง โดยอาศยัการ
สังเกตความรู้ประสบการณ์เดิมเป็นพ้ืนฐาน โดยคำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่ทราบหรือยังไม่เป็นหลักการ กฎหรือทฤษฎีมา
ก่อน สมมุติฐานอาจถูกหรือผิดก็ได้หลงัจากการทา การทดลองแล้วคำตอบที่ได้จะเป็นตัวสนับสนุนหรือคัดค้านสมมุติฐาน
หรืออาจกล่าวอีกในหน่ึงว่า สมมุติฐาน หมายถึงความพยายามที่จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปร
ตามการต้ังสมมุติฐานที่ดีจะทำ ให้สามารถเห็นแนวทางการออกแบบการทดลองเพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ต้ังไว้สมมุติฐาน
เป็นเครื่องมือกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลอง เพื่อตรวจสอบวา่ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับสมมุติฐานที่ต้ั งขึ้น
สมมตุ ิฐานท่ีต้ังขน้ึ อาจถูกหรือผิดก็ไดซ้ ่ึงจะทราบภายหลังการทดลองหาคำตอบแลว้ ในสถานการณ์การทดลองหน่ึง ๆ อาจมี
1 สมมุติฐานหรอื หลาย สมมุติฐานกไ็ ด้
2. ขน้ั นตอนการตั้งสมมุตฐิ าน การตงั้ สมมุติฐานมขี ั้นตอน ดังนี้
2.1 จากปญั หาทีศ่ ึกษาบอกได้ว่า ตวั แปรใดเป็นตัวแปรต้น และตวั แปรใดเปน็ ตัวแปรตาม
2.2 บอกตัวแปรต้น ที่อาจจะมีผลตอ่ ตัวแปรตาม
2.3 ศกึ ษาธรรมชาติของตัวแปรตา่ ง ๆ ท่ีมผี ลตอ่ ตัวแปรตามมากท่สี ุดอย่างมีหลกัการและเหตุผล
2.4 ต้ังสมมตุ ิฐานในรูป “ ถ้า …(ตวั แปรตน้ )…มีผลต่อ……..(ตัวแปรตาม)…แล้วดังนั้น ….”
18
ตวั อยา่ งท่ี 1 จากปญั หาท่วี า่ การเจริญเติบโตของต้นผักบุ้งขน้ึ อยกู่ ับระยะเวลาในการได้รับแสงใช่หรอื ไม่
สมมุติฐาน : ถ้าระยะเวลาในการแสงมผี ล ตอ่ การเจริญเติบโตของต้นผักบงุ้ และตน้ ผักบ้งุ ท่ีมีชว่ งเวลาในการได้รบั แสงนานจะ
เจรญิ เติบโตได้ดกี ว่า ตน้ ผกั บงุ้ ได้รับแสงน้อย
ตัวอยา่ งท่ี 2 จากปญั หาทีว่ ่า การเจรญิ เติบโตของตน้ ผกั บุ้งข้ึนอยูก่ ับชนิดของดนิ ใช่หรอื ไม่
สมมตุ ิฐาน : ถ้าชนดิ ของดนิ มีผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของต้นผกั บงุ้ แลว้ ผักบงุ้ ทีป่ ลกู ในดนิ ร่วนจะเจริญเติบโตได้ดีทีส่ ุด
11. ทักษะการใหน้ ิยามเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารของตวั แปร
1. ความหมายของการก าหนดนยิ ามเชงิ ปฏิบตั ิการ ทักษะการกำหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารของตัวแปร เป็นความสามารถที่
จะบอกได้วา่ ตวั แปรของการทดลองใดการทดลองหน่ึงจะถูกวัดอย่างไร เม่อื ให้คำอธบิ ายเก่ียวกบัการทดลองนั้น และอธบิ าย
วิธิีวัดตวั แปรไดก้ ารกำหนดนิยามเชิงปฏบิ ัติการท่ีดจี ะต้องกำหนดนิยามในลักษณะท่ีจะต้องบอกว่า ทำ อะไร จะปฏิบัติอย่าง
ไร และจะสังเกตอะไรไว้อย่างชัดเจน ไมก่ ำกวม และส่ือความหมายให้เข้าใจตรงกนั
2. ประเภทของนิยาม การกำหนดนยิ ามของส่ิงตา่ ง ๆ สามารถกำหนดได้ 2 วธิ ี คอื
2.1 การกำหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ัติการ เป็นการกำหนดความหมายของคำตา่ ง ๆ หรือตวั แปรให้ชัดเจน ไม่กำกวม เพื่อให้
เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกต วดั หรอื ตรวจสอบได้ในสถานการณ์ นั้น ๆ
2.2 การกำหนดนิยามทว่ั ไป เปน็ การกำหนดความหมายของคำ หรอื ข้อความอย่างกว้าง ๆสังเกตวดั หรอื ตรวจสอบไดย้ าก
ตัวอยา่ งการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ และนยิ ามท่ัว ไปได้แก่
1. นยิ ามของ “แกส๊ ออกซเิ จน”
ก. แก๊สออกซิเจน เป็นแก๊สทชี่ ่วยใหต้ ิดไฟ เม่ือนำก้านไมข้ ีดไฟทีเ่ หลอื แต่ก้านแดง ๆแหย่ลงไปในหลอดทดลองท่ีแก๊ส
ออกซเิ จนอยู่ก้านไมข้ ีดไฟจะลุกเป็นเปลวไฟ (นิยามเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร )
ข. แกส๊ ออกซิเจนเป็นธาตุที่มเี ลขอะตอม 8 และนำ้ หนักอะตอม 16 (นิยามทว่ั ไป)
3. ขอ้ ควรคำนึงในการใหน้ ยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ ารของตัวแปร
3.1 การกำหนดนิยามเชงิ ปฏิบัติการ ต้องใช้ภาษาท่ีกระชับ ชดั เจนไม่กำกวม ต้องระบุการกระทำและการสังเกต การวัด
หรอื การทดสอบ
3.2 นิยาม เชงิ ปฏบิ ตั ิการของคำหนึ่ง ๆอาจมีมากกวา่ หนึง่ นยิ ามกไ็ ด้ขึ้นนอยู่กับ สถานการณ์สิ่งงแวดลอ้ มเน้อื หานบทเรยี น
4. ประโยชนข์ องทักษะการก าหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ตั ิการของตัวแปร
4.1 ใช้ตีความกฎหมาย ระเบียบขอ้ บงั คบั ตา่ ง ๆ
4.2 ใช้เป็นข้อตกลงในการศกึ ษาวิจัย สถานการณเ์ ฉพาะกรณี
4.3 ใชกำหนดความหมายขอบเขตของศัพท์เฉพาะวิชาต่าง ๆ ทางการศึกษาให้เข้าใจตรงกนั
เชน่ ศัพท์ทางเคมีฟสิ ิกส์ ทางการแพทย์ทางการศึกษา เป็นตน้
4.4 ชว่ ยการสือ่ ความหมายใหเ้ ข้าใจตรงกนั
4.5 ชว่ ยใหส้ ามารถสงั เกต และการวดเั พ่ือตรวจสอบได้
19
12. ทักษะการตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
1. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป หมายถึง การแปลความหมายหรือบรรยายลักษณะข้อมูลทีม่ ีอยู่ การตีความ
ข้อมูลในบางครั้งอาจต้องใช้ทักษะกระบวนการอื่น ๆ ด้วย เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการคำนวณ เป็นต้น การลง
ข้อสรุป หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปของสัญลักษณ์
ตาราง รูปภาพ หรือกราฟ ฯลฯ ที่รวบรวมรายละเอียดต่าง ๆ ของข้อมูลไว้อย่างครบถ้วนและกะทัดรัด สะดวกต่อการ
นำไปใช้ และการนำข้อมูลไปใช้จำเป็นต้องตีความหมายข้อมูลดังกล่าวให้อยู่ในรูปของภาษาพูด หรือ ภาษา เขียน ที่สื่อ
ความหมายกบั คนทั่วๆ ไปไดโ้ ดยเปน็ ท่ีเขา้ ใจตรงกัน
2. การตคี วามหมายข้อมลู แบ่งเปน็
1. การตคี วามข้อมูล จากกราฟ มรี ายละเอียดดงั น้ี
1.1 ควรให้รายละเอยี ดทช่ี ดั เจนและเพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์
1.2 รายละเอียดของขอ้ มูลจากกราฟบางสว่ นอาจแปลใหม้ าอยู่ในรปู ของตาราง เพ่ือให้เข้าใจง่ายขึ้น
1.3 ผลท่ไี ด้จากการตคี วามหมายขอ้ มูลไปสู่การลงความเห็นได้
2. การตีความหมายขอ้ มูลจากกลมุ่ ตัวอย่าง
3. การตีความหมายจากแผนภาพหรือรูปภาพ ผู้ที่มีทักษะการตีความหมายข้อมูล และการสรุป ต้องมีความสามารถท่ี
แสดงให้เหน็ ว่าเกิดทกั ษะนี้ประกอบดว้ ย
1. แปลความหมายหรือบรรยายลกั ษณะขอ้ มลู ทีม่ ีอยู่ได้
2. อธบิ ายความหมายของขอ้ มูลทจี่ ัดไวใ้ นรูปแบบตา่ งๆ ได้
3. บอกความสมั พนั ธ์ของข้อมลู หรือตวั แปรที่มอี ย่ไู ด้
ตวั อยา่ งการตคี วามหมายข้อมลู และลงข้อสรุป
ละลายสาร ก ในนา้ 50 ลกู บาศก์เซนติเมตรทอี่ ณุ หภมู ติ า่ ง ๆ
อณุ หภูมขิ องนำ้ (องศาเซลเซียส) ปริมาณของสาร ก ทล่ี ะลายในน้ำ (กรมั )
60 30
70 36
80 42
90 48
จากผลการทดลอง สามารถตคี วามหมายข้อมลู และลงข้อสรุปได้ดงั นี ้
การตีความหมายข้อมลู
ทอี่ ณุ หภมู ิ 60 องศาเซลเซยี ส สารละลาย ก ละลายได้ 30 กรัม สาร ก ขณะท่ีละลายนา้ ได้ 36 กรัม อณุ หภมู ิของนา้ เท่ากบั 70 องศา
เซลเซยี ส ทีอ่ ณุ หภมู ิ 60 องศาเซลเซียส และ 70 องศาเซลเซียส สาร ก ละลายนา้ ได้ต่างกนั ท่ี 6 กรมั
การลงข้อสรุป
การละลายของสาร ก แปรผนั ตามอณุ หภมู ิ เมื่ออณุ หภมู สิ งู ขนึ ้ ริมาณสาร ก ทีล่ ะลายในนา้ จะเพ่ิมขนึ ้ ไปด้วย
20
13. ทักษะการทดลอง
1. ความหมายของการทดลอง ทักษะการทดลอง หมายถึง ความชำนาญในการจดั กระบวนการปฏบิ ตั ิการทดลองเพ่ือหา
คำตอบ พสิ ูจนห์ รอื ทดสอบสมมุตฐิ านท่ีตง้ั ไว้พื่อยนื ยันความจรงิ ความจรงิ ท่ีสงสยั ในสง่ิ ท่ีอยากจะรคู้ ำตอบ การทดลองเป็น
การนำทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการหาคำตอบ ทักษะการทดลองประกอบด้วยกจิ กรรม 3 ขน้ั ตอนดังน้ี
1.1 การออกแบบการทดลอง คือการวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจรงิ เพื่อกำหนดวิธีการทดลอง วสั ดุอปุ กรณ์ท่ีใช้
ในการทดลอง
1.2 การปฏิบัตกิ ารทดลอง คือการลงมือปฏิบัติการทดลองจริงตามแผนการทดลองท่วี างไว้
1.3 การบันทกึ ผลการทดลอง คือ การจดบันทึกขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการทดลองซ่ึงอาจเป็นผลจากการสังเกต การวัดและอื่น ๆ
2. ประเภทของการทดลอง วิธีการทดลองมี 3 ประเภท
2.1 การทดลองแบบลองผิดลองถูก เปน็ การทดลองทไี่ ม่มีกฎเกณฑม์ ากนกั บางครง้ั มคี วามจำเป็น เพราะบางปญั หาไม่รจู้ ะทำ
การทดลองอย่างไรจึงต้องเสย่ี งลองผดิ ลองถูกเพ่ือจะไดค้ ำตอบออกมา
2.2 การทดลองแบบไมม่ ีการแบง่ กลมุ่ เปรียบเทียบ หรอื กล่มุ ควบคุม เป็นการทดลองที่มีกลมุ่ ทดลองกล่มุ เดยี ว
2.3 การทดลองแบบแบ่งกลุม่ เปรียบเทยี บเป็นการทดลองท่ีมกี ลุม่ ทดลอง 1 กลุ่ม และมีกลมุ่ ควบคุม 1กลุ่ม กลมุ่ ควบคุมมไี ว้
สำหรับเปรียบเทยี บกบักลุม่ ทดลอง ซ่ึงกลุ่มทดลองจดั ให้เหมือนกับกล่มควบคมุ ทุกประการเพียงแต่ตวั แปรท่ใี หใ้ นกลุ่ม
ทดลองแตกต่างไปเพ่ือดผู ลของตวั แปรนนั้
ผังมโนทศั นป์ ระเภทของการทดลอง
3. ประโยชนข์ องการทดลอง มีดังนี้
3.1 ช่วยกำหนดวิธีการทดลองและสือ่ การเรยี นทเี่ หมาะสม
3.2 ช่วยในการดำเนนิ การทดลอง เพื่อทดสอบสมมตุ ฐิ าน
3.3 ชว่ ยฝกึ และพฒั นาทักษะกระบวนการทางวทยาศาสตร์ต่าง ๆ
3.4 ใชใ้ นการวจิ ยั ศึกษาค้นคว้าทดลอง เพือ่ หาข้อยุติของปัญหาตา่ ง ๆ
3.5 ชว่ ยเพม่ิ พนู ความรใู้ นสาขาวชิ าต่าง ๆ จากการทดลอง
3.6 ช่วยให้มเี จตคตทิ ่ดี ตี ่อวทิ ยาศาสตร์
21
14. ทักษะการสรา้ งแบบจำลอง
ความสามารถสร้างและใช้สิ่งท่ีทาขึน้ มาเพ่ือเลียนแบบหรืออธิบายปรากฏการณ์ที่ศกึ ษาหรือสนใจ เช่น กราฟ สมการ แผนภูมิ
รูปภาพ และภาพเคล่ือนไหว รวมถึงความสามารถในการนาเสนอข้อมูล แนวคิด ความคิด รวบยอด เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในรูปของ
แบบจาลองแบบต่าง ๆ ตวั อย่างแบบจาลอง แบบจาลองทางวิทยาศาสตร์ การสร้างของสิง่ หนง่ึ เพื่อแทน วตั ถุ กระบวนการ ความสมั พนั ธ์
หรือ สถานการณ์ แบบจาลองแผนภาพ แบบจาลองรูปภาพ แบบจาภาพเคล่ือนไหว ส่ิงประดิษฐ์ แบบจาลองวงจรความสมั พนั ธ์
แบบจาลองตาราง กราฟ แบบจาลองแผนภาพสองมิติ แบบจาลองสง่ิ ของสามมิติ แบบจาลองสถานการณ์จาลอง แบบจาลองโครงสร้าง
แบบจาลองการทดสอบ กราฟ รูปภาพ ภาพเคลอื่ นไหว วสั ดุ สง่ิ ของ สิ่งประดิษฐ์ หนุ่ ยนต์
ภาพแบบจาลองสมบตั ขิ องของเหลว ภาพห่นุ จาลองอวยั วะในร่างการมนษุ ย์
ภาพแบบจาลองอนภุ าคของสสาร
ศกึ ษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
อย่างเขา้ ใจแลว้ เราไปทำใบงาน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ไปกันเลย ครับผม
22
คำชแ้ี จงการปฏบิ ัติ กรอบใบงานที่ 5
ชุดการเรียนรสู้ ่งเสรมิ การใชท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์
เป็นฐาน (Science Project) กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4-6
เร่อื ง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ใบงาน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีทั้งหมด 14 เร่ือง ได้แก่
1. ทกั ษะการสังเกต
2. ทกั ษะการลงความคดิ เหน็ จากข้อมูล
3. ทกั ษะการการจำแนกประเภท
4. ทักษะการวัด
5. ทักษะการคำนวณ
6. ทกั ษะการหาความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งสเปสกบั สเปส และสเปสกบั เวลา
7. ทักษะการจัดกระทำและสอ่ื ความหมายข้อมูล
8. ทกั ษะการพยากรณ์
9. ทักษะการกำหนดและควบคุมตวั แปร
10. ทักษะการตั้งสมมุตฐิ าน
11. ทักษะการให้นิยามเชงิ ปฏิบัติการของตัวแปร
12. ทกั ษะการตีความหมายข้อมลู และลงข้อสรปุ
13. ทกั ษะการทดลอง
14. ทกั ษะการสร้างแบบจำลอง
1. ใบงานท้ัง 14 เรือ่ ง จะมีแนวคำตอบต่อจากทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรน์ น้ั ๆ
2. ใบงานทง้ั 14 เร่ือง จะมคี ะแนน เร่อื ง ละ 10 คะแนน รวมคะแนนทั้งหมด 140 คะแนน
3. นกั เรยี นสามารถสืบคน้ หาความรู้เพ่ือตอบใบงานได้อยา่ งหลากหลาย
23
กรอบใบงานท่ี 5
ชดุ การเรียนรสู้ ง่ เสริมการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์
เป็นฐาน (Science Project) กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4-6
เร่อื ง ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ใบงานที่ 1 ทกั ษะการสังเกต
ช่ือ………………...............…………………………..…………..…เลขที.่ .....................ช้ันประถมศึกษาปที ี.่ ..................
คำช้แี จง ใหน้ กั เรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมตามลำดบั ขั้นตอนตอ่ ไปน้ี ( 10 คะแนน )
ให้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ สังเกตสิ่งของที่กำหนดใหแ้ ลว้ บันทึกผลการสังเกต ลงในตาราง
รายการ รูปรา่ งลักษณะ สี กล่ิน รส
1. กล้วย
2. มะมว่ ง
3. ชอลก์
4. ก้อนหนิ
5. ลูกอม
จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1) นักเรียนใช้ประสาทสัมผัสใดบา้ ง ในการสังเกต
ตอบ ..................................................................................................................... ..........................................................
2) นกั เรียนสังเกตชอรก์ และก้อนหิน โดยการชมิ ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ........................................................................................................................ ..................................................... ..
3. ใหน้ ักเรียนบอกขอ้มูลจากการสังเกตลักษณะท้องฟา้ ในขณะทท่ี ำแบบทดสอบ ใหไ้ ด้มากทสี่ ุด
ตอบ
...................................................................................................................... .......................................................................
...................................................................... .................................................................................................................. ...
24
แนวคำตอบใบงานที่ 1 ทกั ษะการสงั เกต
คำชแ้ี จง ให้นกั เรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามลำดบั ข้นั ตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
1. ให้นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ สงั เกตส่ิงของที่กำหนดให้แลว้ บนั ทกึ ผลการสงั เกต ลงในตาราง
รายการ รปู รา่ งลักษณะ สี กล่ิน รส
6. กล้วย รปู ยาวรี เหลอื ง หอม หวาน
7. มะม่วง รปู ยาวเรยี ว เขียว มีกลิ่น เปร้ยี ว
8. ชอลก์ รปู ทรงกระบอก ขาว ฉุน -
9. กอ้ นหิน กลม ขรขุ ระ ดำ 15 ไม่มีกลนิ่ -
10. ลูกอม วงรี ขาว หอม หวานอมเปร้ียว
จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1) นกั เรยี นใชป้ ระสาทสัมผัสใดบ้าง ในการสังเกต
ตอบ ตา จมูก ลน้ิ และผิวกาย
2) นกั เรยี นสงั เกตชอรก์ และก้อนหนิ โดยการชมิ ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ ไม่ไดเ้ พราะอาจเป็นอันตรายได้
3. ใหน้ กั เรียนบอกขอ้มลู จากการสงั เกตลักษณะท้องฟ้าในขณะทท่ี ำแบบทดสอบ ให้ได้มากทีส่ ดุ
ตอบ ขนึ้ อยู่กับธรรมชาตใิ นแต่ละวนั เช่น ท้องฟา้ มืดครึม มเี มฆเกาะกัน มสี ีดำ บางบริเวณมเี มฆสีขาว เมฆลอยต่ำ ลงมา
อากาศเยน็ มลี มพัดแรง เป็นต้น
25
ใบงานท่ี 2 ทกั ษะการลงความคดิ เห็นจากข้อมลู
ชอ่ื ………………...............…………………………..…………..…เลขที่......................ชั้นประถมศึกษาปีที่...................
คำชีแ้ จง ให้นกั เรยี นปฏิบัตกิ ิจกรรมตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้ ( 10 คะแนน )
ใหน้ ักเรียนดภู าพต่อไปน้แี ลว้ อธบิ ายหรือสรุปสง่ิ ทเี่ ห็นโดยเพ่มิ ความคดิ เห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสงั เกตโดยใช้ความรู้หรือ
ประสบการณ์เดิมมาช่วย (10 คะแนน)
แบบบันทึกอธิบายสง่ิ ทเี่ หน็
การสังเกต การลงความคดิ เหน็
................................................................................... ...................................................................................
................................................................................... ...................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
…………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………..
สรุปผลการศกึ ษา
............................................................................................................................. ....................................................................
............................................................... ............................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ....................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
........................................................... ............................................................................................................................. ........
26
แนวคำตอบใบงานท่ี 2 ทกั ษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล
คำชแี้ จง ใหน้ ักเรียนปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามลำดบั ขัน้ ตอนต่อไปนี้ ( 10 คะแนน )
ใหน้ กั เรยี นดูภาพต่อไปน้ีแล้วอธิบายหรือสรปุ สิง่ ท่ีเหน็ โดยเพ่มิ ความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสงั เกตโดยใช้ความรู้
หรือประสบการณเ์ ดิมมาชว่ ย (10 คะแนน)
แบบบนั ทกึ อธิบายสิง่ ที่เห็น 115. การลงความคดิ เหน็
การสังเกต ขา้ งหน้าคงจะเกิดอุบัติเหตุ
1. มีรถตดิ อยดู่ า้ นหนา้ 2. อาจมคี นตายจากอุบัติเหตุนครงั้ น้ี
2. มีคนยนื มุงดูรถยนตช์ นกนั
3. มีรถ 2 คนั ชนกนั ดา้ นหน้ารถพัง 3. อาจจะมีการซ่อมถนน
ด้านหนา้ ทำใหก้ ารจราจรติดขัดเหมอื นทีก่ รงุ เทพฯ
สรปุ ผลการศกึ ษา
ข้อมลู ท่ีได้จากการสงั เกตเป็นข้อมลู ท่ีบอกรายละเอียดของสิง่ ที่สังเกตเปน็ ขอ้มลู เชิงคุณภาพเชิงปรมิ าณ และเชงิ การ
เปล่ยี นแปลงโดยใชประสาทสัมผัส ทง้ั 5 ส่วนการลงความเห็นเป็นการเพ่ิมความคดิ เหน็ ส่วนตวั ลงไปในขอ้ มลู ทไี่ ด้จากการ
สังเกต เช่น อาจมคี นตายจากอบุ ัตเิ หตใุ นคร้ังน้ี
27
ใบงานท่ี 3 ทกั ษะการการจำแนกประเภท
ชื่อ………………...............…………………………..…………..…เลขท่.ี .....................ชั้นประถมศกึ ษาปที .ี่ ..................
คำชีแ้ จง ให้นกั เรียนปฏบิ ัติกิจกรรมตามลำดบั ขนั้ ตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนจัดแบ่งพวกสิง่ ของต่าง ๆ ที่กำหนดให้โดยใช้เกณฑ์ของนกั เรยี น พร้อมบอก
เหตุผลประกอบ (10 คะแนน)
เกณฑ์ทใี่ ช้คือ .........................................................................................................................................................................
............................................................................................................. ...................................................................... ............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
เกณฑ์ทีใ่ ช้ คอื
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
28
แนวคำตอบใบงานท่ี 3 ทักษะการการจำแนกประเภท
คำช้แี จง ให้นกั เรียนปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามลำดับขัน้ ตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
คำชแี้ จง ให้นกั เรียนจดั แบ่งพวกสง่ิ ของต่าง ๆ ท่ีกำหนดให้โดยใช้เกณฑ์ของนักเรยี น พร้อมบอก
เหตผุ ลประกอบ (10 คะแนน)
15
29
ใบงานที่ 4 ทกั ษะการวดั
ช่อื ………………...............…………………………..…………..…เลขท.่ี .....................ช้ันประถมศกึ ษาปที .่ี ..................
คำชแ้ี จง ให้นักเรียนปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามลำดบั ขัน้ ตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
คำชี้แจง นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ วัดสิ่งของที่กำหนดให้และบอกหน่วยการวัดให้ถูกต้อง
สรุปผลการศกึ ษา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
30
แนวคำตอบใบงานท่ี 4 ทักษะการวัด
คำชแ้ี จง ให้นักเรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมตามลำดับขัน้ ตอนตอ่ ไปนี้ ( 10 คะแนน )
15
สรุปผลการศึกษา
การวัดเป็นการเลือกและใชเ้ ครอื่ งมือใหถ้ ูกกต้องและเหมาะสมกบั สงิ่ ที่กต้องการวดั การวัดแต่ละครั้งจะต้องมหี นว่ ยกำกับ
เสมอ เช่น สว่ นสงู 150 เซนติเมตร นำ้ หนัก 50 กโิ ลกรัม
31
ใบงานท่ี 5 ทักษะการคำนวณ
ช่อื ………………...............…………………………..…………..…เลขท.่ี .....................ช้ันประถมศึกษาปที ่.ี ..................
คำชี้แจง ให้นกั เรียนปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามลำดบั ข้ันตอนตอ่ ไปน้ี ( 10 คะแนน )
ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มอธบิ ายวธิ ีคิดคำนวณและคำนวณคา่ จากโจทยป์ ัญหาหรือสถานการณ์ที่ครูกำหนดใหต้ ่อไปนี้
นักเรยี นค่ะ จากข้อมลู ใน
ภาพทางขวามอื เราจะทราบได้
อย่างไรว่าจานหนกั เทา่ ไร
1. วธิ คี ดิ คำนวณ คอื
ตอบ .....................................................................................................................................................................................
...................................................................................................... ........................................................................... ............
............................................................................................................................................................................................
จากโจทย์จานรองมนี ้ำหนักก่ีกรัม แสดงวิธีคดิ คำนวณได้อย่างไร
วิธีแสดงวธิ ีคดิ ดังน้ี................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ...................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ตอบ ...................................................................................................................................................................................
2. ให้นักเรยี นเลอื กวดั สงิ่ ของในหอ้ งเรียนมากลมุ่ ละ 1 อยา่ งแล้วคำนวณหาปริมาณ ออกมา พร้อมท้ังอธบิ ายวิธธกี ารคดิ หา
คำตอบ
ตอบ .......................................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................
สรุปผลการศึกษา
……………………………………………………………....................................................................................………………………………..
…………………………………………………..………………………..................................................................................... …………………
............................................................................................................................. ................................................................
32
แนวคำตอบใบงานที่ 5 ทักษะการวดั
คำช้ีแจง ให้นกั เรียนปฏิบัติกิจกรรมตามลำดบั ข้นั ตอนตอ่ ไปน้ี ( 10 คะแนน )
ขอ้ 1 วิธีคดิ คำนวณ
ใชว้ ิธเี ปรียบเทยี บสัดสว่ นน้ำหนักของถ้วยและจานรองแล้วคดิ เป็นนำ้ หนักออกมา
แสดงวิธีคิดคำนวณ สมมติให้ X แทน นำ้ หนกั ของถว้ ย
3 X = 240
X = 240 ÷3 ดงั นัน้ X = 80
ตอบ ถ้วยหนัก 80 กรัม
15
ขอ้ 2 แนวคำตอบ
ถ้านกั เรียนเลอื กวดั สมดุ จะวัดความกว้าง และความยาว
แลว้ นำ มาคูณกกันหาพนื้ ท่โี ดยการนำความกวา้ ง x ความยาว = ............. ตาราง
เซนตเิ มตร
เช่น วัดความกว้างได้ 15 เซนติเมตร วดั ความยาวได้ 20 เซนตเิ มตร
ดังน้ัน สมดุ มพี น้ื ที่ = 15 x 20 = 300 ตารางเซนตเิ มตร
33
ใบงานที่ 6 ทักษะการหาความสัมพนั ธ์ ระหวา่ งสเปสกบั สเปส และสเปสกบั เวลา
ชือ่ ………………...............…………………………..…………..…เลขท.ี่ .....................ชัน้ ประถมศึกษาปที .่ี ..................
คำช้ีแจง ให้นกั เรยี นปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับขั้นตอนตอ่ ไปนี้ ( 10 คะแนน )
ให้นักเรียนกาเคร่ืองหมาย( / ) ให้ตรงช่องลกั ษณะของรปู ท่ีกำหนดให้
ให้นักเรียนสำรวจลักษณะของที่อยู่รอบ ๆ ตัวนกั เรยี นมาอย่างละ 2 ชนดิ
รูป 2 มิติ ไดแ้ ก่ ....................................................................................................
รูป 3 มิติ ได้แก่ ....................................................................................................
34
แนวคำตอบใบงานที่ 6 ทักษะการหาความสัมพันธ์ ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา
คำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามลำดบั ข้นั ตอนตอ่ ไปนี้ ( 10 คะแนน )
15
ตอบไดก้ ันใชไ่ หม
ไมย่ ากเลยใชไ่ หมละจ๊ะ
ไปทใี่ บงานตอ่ ไปกนั เลย
35
ใบงานที่ 7 ทักษะการจดั กระทำและสอ่ื ความหมายข้อมูล
ชือ่ ………………...............…………………………..…………..…เลขท.ี่ .....................ชัน้ ประถมศึกษาปที .ี่ ..................
คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามลำดับข้นั ตอนตอ่ ไปน้ี ( 10 คะแนน )
ให้นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ จดกั ระทา และสือ่ ความหมายขอ้มลู จากทก่ี าหนดให้โดยวิธีทเี่ หมาะสม
จากข้อมลู สมบตั ขิ องสารในสถานะของแข็ง ของเหลวและแก๊สข้างบนจะจดั กระทา และ ส่อื ความหมายข้อมลู อยา่ งไรจงึ จะเหมาะสม
ตอบ การจัดกระทำข้อมลู โดย..............................................................................................................................................
และสื่อความหมายข้อมูลไดโ้ ดยวธิ ี ............................................................................. ซ่ึงกระทำ ได้ดังน้ี
……………………………………………………………....................................................................................………………………………..
…………………………………………………..………………………..................................................................................... …………………
............................................................................................................................. ................................................................
……………………………………………………………....................................................................................………………………………..
…………………………………………………..………………………..................................................................................... …………………
.............................................................................................................................................................................................
……………………………………………………………....................................................................................………………………………..
…………………………………………………..………………………..................................................................................... …………………
............................................................................................................................. ................................................................
……………………………………………………………....................................................................................………………………………..
…………………………………………………..……………………….....................................................................................…………………
............................................................................................................................. ................................................................
……………………………………………………………....................................................................................………………………………..
…………………………………………………..………………………..................................................................................... …………………
................................................................................................................................................................................. ............
……………………………………………………………....................................................................................………………………………..
…………………………………………………..………………………..................................................................................... …………………
............................................................................................................................. ................................................................
36
แนวคำตอบใบงานที่ 7 ทกั ษะการจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล
คำช้แี จง ให้นักเรียนปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามลำดับข้ันตอนตอ่ ไปนี้ ( 10 คะแนน )
15
ตอบได้กนั ใช่ไหม
ไมย่ ากเลยใชไ่ หมละจ๊ะ
ไปท่ีใบงานตอ่ ไปกันเลย
37
ใบงานท่ี 8 ทักษะการพยากรณ์
ชอ่ื ………………...............…………………………..…………..…เลขท.ี่ .....................ช้นั ประถมศกึ ษาปีท.่ี ..................
คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามลำดับขนั้ ตอนตอ่ ไปนี้ ( 10 คะแนน )
38
39
แนวคำตอบใบงานที่ 8 ทกั ษะการพยากรณ์
คำช้ีแจง ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับขั้นตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
15
ตอบไดก้ นั ใชไ่ หม
ไม่ยากเลยใชไ่ หมละจะ๊
ไปทใ่ี บงานตอ่ ไปกนั เลย
40
ใบงานท่ี 9 ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร
ชอื่ ………………...............…………………………..…………..…เลขท่.ี .....................ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี...................
คำช้ีแจง ให้นกั เรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมตามลำดบั ขัน้ ตอนตอ่ ไปน้ี ( 10 คะแนน )
ให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ บอกว่าอะไรตัวแปรตน้ ตวั แปรตามและตัวแปรควบคมุ จากข้อความทก่ี ำหนดให้
1. ชนะทำการทดลองโดยใสแ่ คลเซยี มคลอไรด์ปริมาณ 1 ช้อนเบอร์ 2 เท่ากัน ลงใน บีกเกอรใ์ บเล็กขนาดเดียวกัน 4 ใบ
ซ่ึงแต่ละใบบรรจุน้ำ ท่ีมปี ริมาณแตกต่างกันและคนให้ทว่ั
หลังจากท่แี คลเซยี มคลอไรดล์ ะลายหมด เขากว็ ัดอุณหภูมิของน้ำ ในบีกเกอรแ์ ต่ละใบ
ตวั แปรตน้ คอื .........................................................................................................
ตวั แปรตาม คอื ........................................................................................................
ตวั แปรควบคมุ คือ ...................................................................................................
2. เพ่ือศึกษาดูว่า ปรมิ าณของวิตามนิ เอทหี่ นูได้รบั มีผลต่อน้ำหนกั ของหนหู รอื ไม่
นักวทิ ยาศาสตร์ได้ทำ การทดลองเลี้ยงหนโู ดยแบ่งหนอู อกเป็น 5 กลุม่ แตล่ ะกลุม่ จะได้รับอาหารท่เี หมือนกันแต่ได้รบั
ปริมาณของวตาิ มินทต่ี า่ งกัน หลังจากเล้ียงหนไู ด้ 3 สปั ดาห์เขาก็ช่ังนำ้ หนกั ของหนแู ตล่ ะตัว
ตัวแปรตน้ คือ .........................................................................................................
ตวั แปรตาม คือ ........................................................................................................
ตัวแปรควบคมุ คือ ...................................................................................................
3. แม่เหล็กไฟฟา้ จะดูดจำนวนตะปมู ากข้ึนใชห่ รือไม่ ถา้แม่เหล็กไฟฟา้ นี้มีจำนวนแบตเตอรเ่ี พ่ิมขึ้น
ตัวแปรต้น คอื .........................................................................................................
ตวั แปรตาม คือ ........................................................................................................
ตัวแปรควบคมุ คือ ...................................................................................................
4. เราต้องการหาคำตอบว่า ลูกปิงปองตราเพชร ตราปนื และตราช้าง ตราชนดิ ใดจะกระดอนเมื่อกระทบ
พน้ื ไดด้ ีกว่ากัน
ตัวแปรตน้ คือ .........................................................................................................
ตวั แปรตาม คือ ........................................................................................................
ตัวแปรควบคุม คือ ...................................................................................................
41
แนวคำตอบใบงานที่ 9 ทกั ษะการกำหนดและควบคมุ ตวั แปร
คำช้แี จง ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับขั้นตอนตอ่ ไปนี้ ( 10 คะแนน )
15
ตอบไดก้ ันใชไ่ หม
ไม่ยากเลยใชไ่ หมละจ๊ะ
ไปทีใ่ บงานตอ่ ไปกนั เลย
42
ใบงานท่ี 10 ทกั ษะการต้งั สมมตุ ิฐาน
ช่อื ………………...............…………………………..…………..…เลขท.ี่ .....................ช้ันประถมศกึ ษาปีท.่ี ..................
คำชี้แจง ใหน้ ักเรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามลำดบั ข้นั ตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
ให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มบอกว่าอะไรตัวแปรต้น ตวั แปรตามและตัวแปรควบคมุ จากข้อความที่กำหนดให้
คำชแ้ี จง 1. ใหน้ กั เรยี นกาเคร่ืองหมาย (/) หนาข้ อค้ วามท่ีตรงกับการต้ังสมมตุ ฐิ านและกาเคร่ืองหมาย (X) หน้าข้อท่ีไมใ่ ช่
สมมุตฐิ าน
.......... 1. ขณะเปิดขวดมีเสียงดงั ป๊อก
.......... 2. น้ำอัดลมจะเสยี ถ้าไม่ไดแ้ ชต่ เู้ ยน็
.......... 3. เครือ่ งด่มื ท่ีเก็บไว้ในตู้เยน็ จะมรี สหวาน
.......... 4. น้ำอดั ลมทกุ ชนดิ เม่ือเปดิ แล้วจะมีฟอง
.......... 5. นกกระจอกเทศเป็นสัตว์ปีกทวี่ ่งิ เร็วท่สี ดุ
.......... 6. ฟองกา๊ ซทผ่ี ุดขน้ึ คอื กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์
.......... 7. การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างสมเหตุสมผล
.......... 8. คิดหาคำตอบล่วงหน้าก่อนทำการทดลองโดยไมม่ ีข้อมูลเดิม
.......... 9. น้ำมนั ลอยน้ำ ไดเ้ พราะนำ้ มคี วามหนาแนน่ มากกว่า น้ำมนั
.......... 10. ความเย็นของขวดทำ ให้ไอน้ำ ในอากาศกลน่ั ตวั เปน็ หยดน้ำ เกาะรอบขวด
2.การตง้ั สมมุตฐิ าน หมายถึงอะไร (2 คะแนน)
ตอบ.............................................................................................. ......................................................................... ................
.............................................................................................................................................................................................
........................................................................................................... ..................................................................................
......................................................................................................... ................................................................ ...................
........................................................................................................... .................................................................. .................
.............................................................................................................................................................................................
........................................................................................................... ..................................................................................
......................................................................................................... ................................................................ ...................
..............................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................
........................................................................................................... ..................................................................................
......................................................................................................... ................................................................ ...................
........................................................................................................... .................................................................. .................
43
แนวคำตอบใบงานที่ 10 ทกั ษะการตงั้ สมมตุ ฐิ าน
คำช้ีแจง ให้นักเรียนปฏิบัตกิ ิจกรรมตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้ ( 10 คะแนน )
15
ตอบไดก้ ันใช่ไหม
ไมย่ ากเลยใชไ่ หมละจ๊ะ
ไปท่ใี บงานต่อไปกันเลย
44
ใบงานที่ 11 ทักษะการใหน้ ยิ ามเชิงปฏิบัตกิ ารของตัวแปร
ชื่อ………………...............…………………………..…………..…เลขท.่ี .....................ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี...................
คำชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นปฏบิ ัติกิจกรรมตามลำดับข้ันตอนต่อไปนี้ ( 10 คะแนน )
ให้นักเรยี นนำนยิ ามทีร่ ะบุใหไ้ ปเติมหน้าข้อความใหถ้ ูกต้อง
1. คาร์บอนไดออกไซด์
........................... ก. คาร์บอนไดออกไซด์ หมายถึง สารประกอบชนิดหนง่ึ ที่มคี ุณสมบัติ
ไมช่ ่วยให้ไฟติด ถา้ จดุ ไฟแหยล่ งไปในหลอดทดลองมีแก๊สน้อยไฟจะดบั อย่างรวดเร็ว
........................... ข. คารบ์ อนไดออกไซดห์ มายถึง สารประกอบชนดิ หนึ่งซ่งึ แตล่ ะโมเลกุลของคารบ์ อนไดออกไซด์
ประกอบด้วยธาตุคารบ์ อน 1 อะตอมและธาตุออกซเิ จน 2 อะตอม
2. ตวั นำไฟฟา้
........................... ก. ตวั นำไฟฟ้า หมายถึง วัตถทุ ี่กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านได้งา่ ย
........................... ข. ตัวนำ ไฟฟ้า หมายถงึ วัตถุท่นี ำ มาต่อกบั แบตเตอรี่หลอดไฟและต่อให้ครบวงจรแล้วยงั คงทำ
ให้หลอดไฟสว่าง
3. กระแสไฟฟ้า
........................... ก. กระแสไฟฟ้า หมายถึง ปริมาณการเคลื่อนทขี่ องอเิ ล็กตรอนในตวั นำไฟฟ้า
........................... ข. กระแสไฟฟ้า หมายถงึ ปรมิ าณกระแสไฟฟ้าที่อ่านได้จากเครอื่ งวัดมีหนว่ ยเปน็ มิลลแิ อมแปร์
4. ความหนาแนน่
........................... ก. ความหนาแนน่ หมายถึง อัตราสว่ นระหว่างมวลของวัตถุกบั ปรมิ าตรของวัตถนุ ้นั
........................... ข. ความหนาแน่น หมายถงึ ปรมิ าณมวลสารของวัตถนุ ัน้
5. ทรงกระบอก
........................... ก. ทรงกระบอก หมายถงึ วัตถุ 3 มิติทม่ี ีฐานทั้งสองเป็นรปู วงกลมและด้านข้างโคง้ เป็นวงกลม
........................... ข. ทรงกระบอก หมายถึง วัตถุ 3 มิติท่มี ีฐานทั้งสองเปน็ รปู วงกลมทเ่ี ท่ากัน ฐานทั้งสองอยู่ในระนาบท่ี
ขนานกนั และเมื่อตัดด้วยระนาบทข่ี นานกับฐานจะได้รอยตัดเป็นวงกลมท่เี ท่ากนั
45
แนวคำตอบใบงานท่ี 11 ทกั ษะการใหน้ ิยามเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารของ
คำช้ีแจง ให้นกั เรยี นปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับข้ันตอนตอ่ ไปนต้ี (ัวแ10ปรคะแนน )
15
ตอบได้กันใชไ่ หม
ไม่ยากเลยใช่ไหมละจ๊ะ
ไปทใี่ บงานตอ่ ไปกันเลย
46
ใบงานที่ 12 ทักษะการใหน้ ิยามเชิงปฏิบัตกิ ารของตวั แปร
ชื่อ………………...............…………………………..…………..…เลขท่.ี .....................ช้ันประถมศกึ ษาปีท่.ี ..................
คำช้แี จง ให้นักเรยี นปฏบิ ัติกิจกรรมตามลำดับขนั้ ตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
ให้นกั เรยี นนำนิยามท่รี ะบุให้ไปเตมิ หน้าข้อความใหถ้ ูกต้อง
1. คารบ์ อนไดออกไซด์
........................... ก. คาร์บอนไดออกไซด์ หมายถึง สารประกอบชนิดหนง่ึ ที่มีคุณสมบตั ิ
ไมช่ ว่ ยให้ไฟตดิ ถา้ จดุ ไฟแหยล่ งไปในหลอดทดลองมแี กส๊ น้อยไฟจะดบั อย่างรวดเรว็
........................... ข. คาร์บอนไดออกไซดห์ มายถึง สารประกอบชนิดหนึ่งซ่งึ แต่ละโมเลกุลของคารบ์ อนไดออกไซด์
ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน 1 อะตอมและธาตุออกซเิ จน 2 อะตอม
2. ตัวนำไฟฟา้
........................... ก. ตวั นำไฟฟ้า หมายถึง วัตถทุ ก่ี ระแสไฟฟา้ ไหลผ่านได้งา่ ย
........................... ข. ตัวนำ ไฟฟา้ หมายถงึ วัตถุทน่ี ำ มาต่อกบั แบตเตอรหี่ ลอดไฟและต่อให้ครบวงจรแล้วยังคงทำ
ให้หลอดไฟสว่าง
3. กระแสไฟฟ้า
........................... ก. กระแสไฟฟ้า หมายถงึ ปริมาณการเคลอ่ื นทีข่ องอิเล็กตรอนในตัวนำไฟฟ้า
........................... ข. กระแสไฟฟ้า หมายถึง ปรมิ าณกระแสไฟฟา้ ท่ีอ่านได้จากเครอ่ื งวัดมีหนว่ ยเป็นมลิ ลแิ อมแปร์
4. ความหนาแน่น
........................... ก. ความหนาแนน่ หมายถงึ อัตราสว่ นระหว่างมวลของวัตถุกบั ปริมาตรของวัตถุนั้น
........................... ข. ความหนาแน่น หมายถงึ ปรมิ าณมวลสารของวตั ถุนน้ั
5. ทรงกระบอก
........................... ก. ทรงกระบอก หมายถงึ วัตถุ 3 มติ ิทีม่ ีฐานท้ังสองเป็นรูปวงกลมและด้านข้างโค้งเปน็ วงกลม
........................... ข. ทรงกระบอก หมายถงึ วัตถุ 3 มติ ิท่มี ีฐานท้ังสองเปน็ รปู วงกลมทีเ่ ท่ากัน ฐานท้ังสองอยู่ในระนาบท่ี
ขนานกนั และเมื่อตัดด้วยระนาบที่ขนานกับฐานจะได้รอยตัดเปน็ วงกลมที่เท่ากนั
47
แนวคำตอบใบงานที่ 12 ทกั ษะการใหน้ ยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติการของตวั แปร
คำชแ้ี จง ให้นกั เรียนปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามลำดบั ขนั้ ตอนต่อไปน้ี ( 10 คะแนน )
15
ตอบไดก้ ันใชไ่ หม
ไมย่ ากเลยใชไ่ หมละจ๊ะ
ไปทใ่ี บงานตอ่ ไปกันเลย