The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ - วิชาประวัติศาสตร์ (ส16102) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูสายพิณ ทับล้อม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by iberrytofu89, 2022-06-21 10:22:34

แผนการจัดการเรียนรู้ - วิชาประวัติศาสตร์ (ส16102) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

แผนการจัดการเรียนรู้ - วิชาประวัติศาสตร์ (ส16102) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูสายพิณ ทับล้อม

Keywords: แผนการสอนประวัติศาสตร์,ป.6

แรก ทำให้ประเทศ
พัฒนาและเจริญ
ามลำดบั
ปฏิรูปโครงสร้าง
สงั คมและ
ธรรมทำให้เปน็ ที่
รบั ของนานา
ทศโดยการให้
และเสรีภาพ เหน็
ค่าของความเป็น
ยเ์ ป็นนโยบายการ
ปประเทศให้เปน็
สมัยใหม่สมยั
าลที่ 4-6
ปล่ยี นแปลงการ
รอง พ.ศ. 2475
การเปลี่ยนแปลง
ปกครองจาก
อบ
รณาญาสทิ ธิราชย์
การปกครองใน

ระบอ

อนั มีพ

ทรงเป

ชาติ แ

เปน็ ก

ประเท

9. เรือ่ ง พฒั นาการ ส 4.3 ป.6/1 อธิบาย พฒั น
ทางด้านเศรษฐกิจยคุ
ปฏิรูปการปกครองเป็น พฒั นาการของไทยสมยั เศรษฐ
ระบอบประชาธิปไตย
รัตนโกสนิ ทร์ การป
10. เรื่อง พฒั นาการ
ทางด้านสังคมยคุ ปฏิรูป โดยสังเขป ระบอ

การพ

ทนุ นิย

เปล่ยี

นโยบ

แตล่ ะ

ประก

เศรษฐ

ปรบั ป

ส 4.3 ป.6/1 อธิบาย พัฒน

พฒั นาการของไทยสมัย สังคม

ปกคร

อบประชาธิปไตย
พระมหากษตั ริย์
ปน็ ประมขุ ของ
และมีรฐั ธรรมนูญ
กฎหมายสงู สดุ ของ
ทศ
นาการทางดา้ น
ฐกิจในยุคปฏิรูป
ปกครองเป็น
อบประชาธิปไตยมี
พฒั นาเป็นระบบ
ยมมากขนึ้ และ
ยนแปลงไปตาม
บายของรัฐบาลใน
ะสมัย มีการ
กาศใช้แผนพัฒนา
ฐกิจแห่งชาตเิ พือ่
ปรงุ ประเทศ
นาการทางดา้ น
มยคุ ปฏิรูปการ
รองเปน็ ระบอบ

การปกครองเปน็ ระบอบ รัตนโกสนิ ทร์ ประช
ประช
ประชาธิปไตย โดยสงั เขป เสรีภา
ขอบเ
รัฐธร
รบั วัฒ
ตะวัน

สอบวัดผลปลายภาคเรียน 1-2/2565
รวม

รวมเวลาเรียน / คะแนน ตลอดภาคเรียน

เกณฑ์การวดั และประเมินผล
1. อตั ราสว่ นคะแนน หน่วยการเรียน : ปลายภาคเรียน
รายละเอียดของการให้คะแนน
- คะแนนการทำงาน ตามหนว่ ยการเรียนรู้ 5 หน่วย (80 คะแนน)
- คะแนนสอบเพือ่ วดั ผลการเรียนรู้
- ภาคเรียนที่ 1/2565 (10 คะแนน)
- ภาคเรียนที่ 2/2565 (10 คะแนน)
รวม 100 คะแนน/ปีการศึกษา

ชาธิปไตย
ชาชนมีสิทธิและ
าพมากขนึ้ ภายใต้
เขตของ
รรมนูญ และมกี าร
ฒนธรรมของชาติ
นตกเพ่มิ ขนึ้

20
40 35 10 35 80

100

การวเิ คราะหม์ าตรฐานแล

รายวิชา....................................ระดบั ชั้น......................................จำนวน

หนว่ ยการ ตวั ชวี้ ดั ที่ รู้อะไร / ทำอะไร ภาระงาน / ชนิ้ งาน
เรียนรู้ที่ /เรอื่ ง

รู้อะไร
...................................................
..................................................
..................................................
ทำอะไร
.................................................
.................................................

ละตัวชีว้ ัด / ผลการเรียนรู้

น................. หน่วยกิต ภาคเรียนท.ี่ ............. ปีการศึกษา....................

สมรรถนะสำคญั คณุ ลักษณะของวิชา คณุ ลกั ษณะอันพงึ
ประสงค์

ผงั มโนทศั น์หนว่ ย

เรอ่ื ง การศึกษาเรอ่ื งราวทางประ
ระดบั ช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 25

เรื่อง การศึกษาประวตั ศิ าสตร์ไทย เรื่อง การศึกษาประว
โดยวิธีการทางประวัตศิ าสตร์ : 1 โดยวิธีการทางประว

เวลา 1 ชว่ั โมง เวลา 1 ชว่ั โ

เรื่อง การนำเสนอข้อมูล หน่วยการเร
ที่ได้จากหลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์
เรื่อง การศึกษาเรือ่ งราว
เวลา 1 ชวั่ โมง เวลา 8 ช

เรือ่ ง ข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากหลกั ฐาน เรือ่ ง แหล่งข้อมูลใน
ทางประวตั ศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ไทยสม

เวลา 1 ชว่ั โมง เวลา 1 ชวั่ โ

วยการเรียนรทู้ ี่ 1

ะวตั ิศาสตร์ รายวิชา ส 16102
565 เวลา 40 ช่วั โมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ

วตั ศิ าสตร์ไทย เรื่อง ตวั อย่างการศึกษาเรื่องราวในท้องถิน่ โดย
วตั ศิ าสตร์ : 2 ใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์

โมง เวลา 1 ชว่ั โมง

รยี นรทู้ ี่ 1 เรื่อง ตวั อย่างการศึกษาเรือ่ งราวในท้องถิน่ โดย
ใช้วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์
วทางประวัติศาสตร์
ชวั่ โมง เวลา 1 ชว่ั โมง

ในการศึกษา เรือ่ ง หลกั ฐานในการศึกษาประวัตศิ าสตรไ์ ทย
มัยรตั นโกสนิ ทร์ สมยั รัตนโกสนิ ทร์

โมง เวลา 1 ชั่วโมง

ผงั มโนทศั น์หนว่ ย

เร่อื ง ประเทศเพ่อื นบา้ นขอ
ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 25

เรื่อง ประเทศเพือ่ นบ้านในปจั จุบนั หน่วยการเรยี
เรอ่ื ง ประเทศเพอ่ื น
เวลา 1 ชั่วโมง
เวลา 11 ช
เรือ่ ง ตำแหน่งทีต่ ้ังสาธารณรัฐ
แหง่ สหภาพเมียนมา เรื่อง ตำแหน่งท
ประชาธิปไตยป
เวลา 1 ชัว่ โมง
เวลา 1
เรือ่ ง สภาพเศรษฐกิจ สงั คม การเมือง
การปกครองของประเทศเมียนมา เรื่อง สภาพเศรษฐก
การปกครองข
เวลา 1 ชั่วโมง
เวลา 1
เรื่อง พัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์
ของประเทศเมียนมา เรื่อง พัฒนาการท
ของประ
เวลา 1 ชวั่ โมง
เวลา 1

ยการเรียนรูท้ ี่ 2

องไทย รายวิชา ส 16102
565 เวลา 40 ชั่วโมง จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ

ยนร้ทู ี่ 2 เรื่อง ตำแหนง่ ทีต่ ั้งของ
นบ้านของไทย ราชอาณาจักรกัมพูชา
ชั่วโมง
เวลา 1 ชว่ั โมง
ที่ต้ังสาธารณรัฐ
ประชาชนลาว เรือ่ ง สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
การปกครองของประเทศกัมพชู า
1 ชว่ั โมง
เวลา 1 ชวั่ โมง
กิจ สังคม การเมือง
ของประเทศลาว เรือ่ ง พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์
ของประเทศกัมพูชา
1 ช่วั โมง
เวลา 1 ชวั่ โมง
ทางประวตั ศิ าสตร์
ะเทศลาว เรื่อง ตำแหนง่ ทีต่ ้ังของมาเลเซีย

1 ช่วั โมง เวลา 1 ชั่วโมง

ผังมโนทัศนห์ น่วย

เรอ่ื ง อาณาจกั รไทยสมัยรัตน
ระดบั ช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 25

เรื่อง การสถาปนาอาณาจกั ร
รัตนโกสนิ ทร์
เวลา 1 ชั่วโมง

หน่วยก
เร่อื ง อาณาจกั ร

เวล

เรือ่ ง พัฒนาการทางดา้ นการเมือง
การปกครองยคุ รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น

เวลา 1 ช่ัวโมง

ยการเรียนรูท้ ี่ 3

นโกสินทร์ รายวิชา ส 16102
565 เวลา 40 ชัว่ โมง จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ

เรื่อง พัฒนาการทางดา้ นเศรษฐกิจ
ยคุ รตั นโกสนิ ทร์ตอนต้น
เวลา 1 ช่วั โมง

การเรียนรู้ที่ 3
รไทยสมยั รตั นโกสินทร์
ลา 4 ชวั่ โมง

เรือ่ ง พฒั นาการทางดา้ นสังคม
ยคุ รัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น
เวลา 1 ชัว่ โมง

ผงั มโนทศั น์หนว่ ย

เร่อื ง ประเทศเพ่อื นบา้ นขอ
ระดบั ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 25

หน่วยการเ
เร่อื ง ประเทศเพ่อื

เวลา 5

เรือ่ ง พฒั นาการทาง เรือ่ ง ประเทศเพ่อื น เรื่อง ความ
ประวตั ิศาสตร์ของ บ้านของไทย ความแตก
ประเทศมาเลเซีย เวลา 1 ชั่วโมง
ประเทศ
เวลา 1 ช่วั โมง ประเทศเ

เวลา 1

วยการเรียนรู้ที่ 4

องไทย รายวิชา ส 16102
565 เวลา 40 ชว่ั โมง จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ

เรยี นรู้ที่ 4
อนบ้านของไทย
ชว่ั โมง

มเหมือนและ เรือ่ ง สมาคมอาเซียน เรือ่ ง ความสัมพนั ธ์
กตา่ งระหว่าง เวลา 1 ชั่วโมง ของสมาคมอาเซียน
ศไทยกบั
เพ่อื นบ้าน เวลา 1 ช่ัวโมง

1 ช่วั โมง

ผงั มโนทศั น์หน่วย

เร่อื ง อาณาจักรไทยสมยั รตั น
ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 25

เรือ่ ง การสถาปนาอาณาจกั รรตั นโกสินทร์ เรือ่ ง พฒั นาการทาง
การปกครองยุคปฏ
เวลา 1 ชั่วโมง
ให้เป็นแบบสม
เรือ่ ง พัฒนาการทางดา้ นการเมืองการ
ปกครองยคุ รัตนโกสินทรต์ อนต้น เวลา 1 ชว่ั โ

เวลา 1 ชวั่ โมง หน่วยการเ
เรอ่ื ง อาณ
เรื่อง พัฒนาการทางดา้ นเศรษฐกิจยคุ สมัยรัตน
รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น
เวลา 10
เวลา 1 ชวั่ โมง
เรือ่ ง พัฒนาการทางดา้
เรือ่ ง พฒั นาการทางดา้ นสงั คม ปฏิรูปประเทศให้เป็นแ
ยุครัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น
เวลา 1 ชว่ั โ
เวลา 1 ช่วั โมง

วยการเรียนรทู้ ี่ 5

นโกสินทร์ รายวิชา ส 16102
565 เวลา 40 ช่วั โมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ

งด้านการเมือง เรือ่ ง พัฒนาการทางดา้ นสงั คม
ฏิรปู ประเทศ ยุคปฏิรูปประเทศให้เปน็ แบบสมยั ใหม่
มยั ใหม่
เวลา 1 ชั่วโมง
โมง
เรื่อง พฒั นาการทางดา้ นการเมืองการปกครองยุค
เรยี นรทู้ ี่ 5 ปฏิรปู การปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
ณาจักรไทย
นโกสินทร์ เวลา 1 ชั่วโมง
0 ชว่ั โมง
เรื่อง พัฒนาการทางดา้ นเศรษฐกิจยุคปฏิรูปการ
านเศรษฐกิจยคุ ปกครองเปน็ ระบอบประชาธิปไตย
แบบสมยั ใหม่
เวลา 1 ชว่ั โมง
โมง
เรื่อง พฒั นาการทางดา้ นสงั คมยุคปฏิรูปการ
ปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

เวลา 1 ชั่วโมง

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 เรอ่ื ง การศึกษาเรอ่ื งราวทางประวัติศาสตร์ จำนวน 8 ชวั่ โมง

กลุม่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้น ป.6 ปีการศึกษา 2565

รายวิชา ประวตั ศิ าสตร์ รหสั วิชา ส 16102 ครผู ู้สอน นางสาวสายพิณ ทบั ลอ้ ม

_________________________________________________________

สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด (Learning Concepts)

การศึกษาประวตั ศิ าสตร์ สามารถใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ในการค้นคว้าขอ้ มูลจากหลักฐานท่ี

หลากหลาย เพือ่ ให้ไดข้ ้อมลู หรือเรื่องราวทางประวัตศิ าสตร์ที่มีความถูกต้อง และนา่ เชือ่ ถอื

สาระที่ 4 ประวัตศิ าสตร์

มาตรฐาน ส 4.1 : เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัตศิ าสตร์ สามารถใช้วิธกี าร

ทางประวตั ศิ าสตร์บนพืน้ ฐานของความเปน็ เหตุเปน็ ผลมาวิเคราะหเ์ หตุการณ์ต่างๆ อยา่ งเปน็ ระบบ

ตวั ช้ีวดั ป 6/1 เข้าใจเรือ่ งทศวรรษ ศตวรรษ สหสั วรรษ และยคุ สมยั ทีส่ ัมพนั ธก์ บั อดตี ปัจจบุ ัน และอนาคต

ตัวช้ีวดั ป 6/2 เข้าใจลักษณะของข้อมลู และการจดั ระบบข้อมลู ระดับจังหวัด ภาค และประเทศ

สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น ( Competency ) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ( Desired Characteristics )

1. ความสามารถในการส่อื สาร 1. มีวินัย
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต 3. มุ่งมั่นในการทำงาน

ทกั ษะ / กระบวนการ ( Skill during the process )

ทักษะเฉพาะวิชา ทกั ษะการคิด

1. ทกั ษะการสรปุ อ้างอิง 1. ทักษะการรวบรวมข้อมูล

2. ทกั ษะการนำความรู้ไปใช้ 2. ทักษะการวิเคราะห์

3. ทักษะการประเมิน

4. ทกั ษะการเชือ่ มโยง

5. ทกั ษะการให้เหตุผล

6. ทักษะการสรปุ ลงความเห็น

7. ทกั ษะการประยุกต์ใช้ความรู้

ความเขา้ ใจทีย่ ัง่ ยืน
เข้าใจความสำคัญของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ในการศึกษาเรื่องราวทางประวตั ศิ าสตร์ได้ถูกต้องใช้

วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ในการสบื ค้นข้อมลู ไดค้ รบท้ัง 5 ข้ันตอน นำเสนอข้อมลู จากหลักฐานท่หี ลากหลาย มี
เหตผุ ลประกอบน่าสนใจ มีแหลง่ อ้างอิงชัดเจน

ความสัมพนั ธก์ บั กล่มุ สาระการเรยี นรู้อืน่
...............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 1 เรอ่ื ง การศึกษาเรอ่ื งราวทางประวัติศาสตร์ เวลา 8 ชวั่ โมง

ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6

__________________________________________________________________________

1. เปา้ หมายการเรยี นรู้ / หลกั ฐานการเรยี นรู้ / การวัดและการประเมินผล

มาตรฐานการเรียนรู้ ส่งิ ทีต่ ้องรแู้ ละปฏิบตั ิได้ ผลงาน / ชนิ้ งาน การวัดผลและการ

และตัวช้ีวัด ประเมินผล

ส 4.1 ป.6/1 อธิบายความสำคญั ของ - ใบงานที่ 1.1 เรื่อง - แบบวัดและบันทึกผล
วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ การเรียนรู้

ในการศึกษาเรื่องราวทาง - ใบงานที่ 1.2 เรื่อง - แบบประเมินรายงาน

ประวตั ศิ าสตร์อย่างง่าย ๆ การศึกษาเรื่องราวใน

ส 4.1 ป.6/2 นำเสนอข้อมูลจาก ท้องถิน่

หลักฐานท่หี ลากหลายใน - ใบงานที่ 1.3 เรื่อง

การทำความเข้าใจ แหลง่ หลักฐานทาง

เรือ่ งราวสำคญั ในอดตี ประวตั ศิ าสตร์
- ใบงานที่ 1.4 เรือ่ ง

หลักฐานทาง

ประวัตศิ าสตร์สมัย

รัตนโกสนิ ทร์

- รายงาน เรือ่ ง

การศึกษาประวตั ศิ าสตร์

2. สาระการเรยี นรู้ (Learning Contents)
1. ความรู้ (Knowledge)
1.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง
1) ความหมายและความสำคัญของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์อยา่ งง่ายๆ ที่เหมาะสมกับนกั เรียน
2) การนำวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรไ์ ปใช้ศึกษาเรือ่ งราวในท้องถิน่ เชน่ ความเป็นมาของภมู ินาม

ของสถานทีใ่ นท้องถิน่

3) ตวั อยา่ งหลักฐานทเ่ี หมาะสมกบั นักเรยี นทีจ่ ะนำมาใช้ในการศึกษาเหตกุ ารณส์ ำคญั ใน
ประวัตศิ าสตร์ไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร์ เชน่ พระราชหตั ถเลขาของรัชกาลที่ 4 หรือรัชกาลที่ 5 กฎหมายสำคัญ
ฯลฯ (เชือ่ มโยงกับ มฐ. ส 4.3)

4) สรุปข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากหลักฐานทง้ั ความจรงิ และขอ้ เทจ็ จรงิ
5) การนำเสนอข้อมูลที่ไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรด์ ว้ ยวิธีการตา่ งๆ เชน่ การเลา่ เรอ่ื ง
การจดั นิทรรศการ การเขียนรายงาน
1.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น

(พิจารณาตามหลักสูตรสถานศึกษา)
2. ทักษะ/กระบวนการ (Skill during the process)

2.1 วิธีสอนโดยการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ : เทคนคิ ค่คู ิด
2.2 วิธีสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E)
2.3 วิธีสอนโดยใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์
3. สมรรถนะ (Competency)
3.1 ความสามารถในการส่อื สาร
3.2 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการรวบรวมข้อมูล
2) ทกั ษะการวิเคราะห์
3) ทกั ษะการประเมิน
4) ทกั ษะการเชือ่ มโยง
5) ทกั ษะการให้เหตผุ ล
6) ทกั ษะการสรุปลงความเห็น
7) ทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้
3.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
3. หลักฐานการเรยี นรู้ ชิ้นงานหรอื ภาระงาน (Work)
- ใบงานที่ 1.1 เรือ่ ง วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์
- ใบงานที่ 1.2 เรื่อง การศึกษาเรื่องราวในท้องถิน่
- ใบงานที่ 1.3 เรื่อง แหลง่ หลักฐานทางประวตั ิศาสตร์
- ใบงานที่ 1.4 เรื่อง หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรส์ มัยรัตนโกสนิ ทร์
- รายงาน เรือ่ ง การศึกษาประวตั ศิ าสตร์

4. การวดั และการประเมินผล ( Evaluation )

สง่ิ ที่วดั ผล วิธีวดั ผล เคร่อื งมือวัดผล เกณฑ์การประเมิน

ดา้ นความรู้ (K) ประเมินความรู้ เรื่อง แบบประเมินความรู้ ร้อยละ 60

การศึกษาเรื่องราว

ทางประวัตศิ าสตรโ์ ดย

ใช้วิธกี ารทาง

ประวัตศิ าสตร์

ดว้ ยแบบทดสอบ

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P) ประเมินกระบวนการ แบบประเมินกระบวนการ ระดบั คุณภาพ

ทำงานกล่มุ ด้วยแบบ ทำงานกลมุ่ 4 = ดมี าก

ประเมิน 3 = ดี

2 = พอใช้

1 = ควรปรับปรุง

เจตคต/ิ คณุ ลกั ษณะ (A) ประเมินคุณลกั ษณะ แบบประเมินคณุ ลกั ษณะ ร้อยละ 80
สมรรถนะของผู้เรยี น (C)
อันพึงประสงค์ ดา้ นใฝ่ อนั พึงประสงค์ ระดับคณุ ภาพ
4 = ดมี าก
เรียนรู้ มุ่งมน่ั ในการ 3 = ดี
2 = พอใช้
ทำงาน ดว้ ยแบบ 1 = ควรปรบั ปรงุ

ประเมิน

ประเมินสมรรถนะของ แบบประเมินสมรรถนะ

ผู้เรยี นดา้ น ของผู้เรยี น

ความสามารถในการ

ส่อื สาร,

ความสามารถในการ

คิด, ความสามารถใน

การใช้ทักษะชวี ิตดว้ ย

แบบประเมิน

5. กระบวนการการจัดกจิ กรรม / รปู แบบการจดั กจิ กรรม ( Learning Process )
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้/แนวทางการเสริมแรงหรือช่วยเหลอื นกั เรยี น
- การใช้ดาวเป็นสญั ลกั ษณ์แทนการชื่นชมหรือแทนรางวลั ของการทำดี การกระตนุ้ ให้นกั เรยี นสะสม
ดาวเพื่อกระตนุ้ ให้นักเรยี นทำส่งิ ที่ดแี สดงพฤติกรรมทีด่ ี
- การใช้ลูกอม ขนม รวมทั้งการเลอื กใช้สติ๊กเกอร์สี และสติ๊กเกอร์รปู รา่ งลกั ษณะตา่ งๆ เพือ่ แสดงออก
ถึงการชมเชย ยกย่อง ให้กำลังใจนักเรียนในการทำพฤติกรรมที่ดตี ่อไป

6. กจิ กรรมการเรยี นการสอน

เรอ่ื งที่ 1 การศึกษาประวัติศาสตรไ์ ทย โดยวิธีการทางประวตั ิศาสตร์ : 1 (ชัว่ โมงที่ 1)

ขั้นนำ (15 นาที)
1. นกั เรยี นร่วมกนั สนทนาเพื่อรวบรวมข้อมลู เกีย่ วกบั การศึกษาประวตั ศิ าสตร์ โดยใช้คำถาม ดังนี้
ประวัตศิ าสตร์คืออะไร
(ตัวอย่างคำตอบ เรื่องราวลำดับเหตกุ ารณค์ วามเปน็ มาในอดตี )
การศึกษาประวตั ศิ าสตรค์ ืออะไร
(ตวั อย่างคำตอบ การศึกษาเหตุการณ์ในอดตี )
การศึกษาประวตั ิศาสตรม์ ีความสำคญั อยา่ งไร
(ตัวอย่างคำตอบ เพื่อให้เข้าใจเรือ่ งราวในอดตี ได้อยา่ งชดั เจน)
นกั เรยี นสามารถศึกษาเรือ่ งราวทางประวัตศิ าสตรไ์ ด้โดยวิธีการใด
(วิธีการทางประวัตศิ าสตร)์
นักเรยี นสามารถศึกษาประวัตศิ าสตรไ์ ดจ้ ากแหลง่ ใดบ้าง
(ตัวอยา่ งคำตอบ หนังสือที่เกีย่ วข้อง)
2. นักเรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกีย่ วกบั เรื่อง การศึกษาเรือ่ งราวทางประวัตศิ าสตร์

โดยใช้วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์ จากหนังสือเรียนและแหลง่ การเรียนรู้อืน่ ๆ เพิ่มเตมิ
ข้นั สอน (35 นาที)
3. นักเรยี นร่วมกันวิเคราะหเ์ กีย่ วกับความสำคญั ของการศึกษาประวตั ศิ าสตร์ แล้วสรุปความรู้

เปน็ ความคิดรวบยอดลงในแผนภาพความคิด
4. นักเรยี นเรียงลำดับขั้นตอนวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์วา่ มีลักษณะอย่างไร แล้วสรปุ ความรู้

เปน็ ความคิดรวบยอดลงในแผนภาพความคิด ดงั ตัวอยา่ ง
5. นักเรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิม่ คณุ ค่า โดยใช้คำถาม ดังนี้
วิธีการทางประวัตศิ าสตร์มีความสำคัญตอ่ การศึกษาประวตั ศิ าสตรอ์ ยา่ งไร

(ตวั อยา่ งคำตอบ ใช้วิเคราะห์ แยกแยะเรือ่ งราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษา)
6. นักเรยี นแบ่งกลุ่มเพือ่ ศึกษาเรื่องราวของโรงเรียน โดยใช้วิธกี ารทางประวัตศิ าสตรใ์ นการวิเคราะห์
เรือ่ งราว แล้วสรุปความรู้ลงในแบบบันทึก ดังตัวอย่าง

แบบบันทึกเร่อื งราวของโรงเรยี น
- การกำหนดหัวข้อทีจ่ ะศึกษา (ความเป็นมาของโรงเรียน)
- การรวบรวมข้อมลู และหลักฐาน (หนงั สือจากห้องสมุดของโรงเรียน)
- การตรวจสอบข้อมูลและหลักฐาน (สอบถามจากผู้อำนวยการโรงเรียน)
- การสรปุ ความรู้ (เรียงลำดับเหตุการณก์ ารกอ่ ต้ังโรงเรียน)
- การนำเสนอ (นำเสนอผา่ นการเล่าเรอ่ื งหน้าชั้นเรียน)

7. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรงุ แก้ไขให้ดีข้นึ
8. นกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ ส่งิ ที่เข้าใจเปน็ ความรู้ร่วมกัน ดังนี้

การกำหนดหวั ข้อที่จะศึกษา การรวบรวมข้อมลู และหลักฐาน การตรวจสอบข้อมลู และหลกั ฐานการ
สรปุ ความรู้ และการนำเสนอ เป็นลำดับขน้ั ตอนของวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์

9. นกั เรยี นออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
10. นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายสรุปเกีย่ วกบั วิธีการทำงานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ที่มีแบบแผน
ขนั้ สรปุ (10 นาที)
11. นักเรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรสู้ ึกหลงั การเรียนและหลังการทำกิจกรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้

• ส่งิ ที่นักเรยี นไดเ้ รียนรู้ในวันนคี้ ืออะไร
• นักเรยี นมีสว่ นร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• เพื่อนนักเรยี นในกลุ่มมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพอใจกับการเรียนในวันนหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมทั่วไป

ได้อย่างไร
จากนั้นแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทกุ ขั้นตอนวา่ จะเพิ่มคุณค่าไปสสู่ งั คม
เกิดประโยชน์ต่อสงั คมให้มากขึน้ กวา่ เดมิ ในขั้นตอนใดบ้าง สำหรับการทำงานในครง้ั ต่อไป

เร่อื งที่ 2 การศึกษาประวตั ิศาสตร์ไทยโดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ : 2 (ช่ัวโมงที่ 2)

ขนั้ นำ (15 นาที)
1. นักเรยี นร่วมกนั สนทนาเพือ่ ทบทวนความรเู้ กี่ยวกบั วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ โดยใช้คำถาม ดงั นี้
วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์คืออะไร
(กระบวนการในการศึกษาเรือ่ งราวในอดตี )
วิธีการทางประวตั ศิ าสตรม์ ีก่ขี ้ันตอน อะไรบ้าง
(5 ข้ันตอน ได้แก่ การกำหนดหวั ข้อที่จะศึกษา การรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน การตรวจสอบ

ข้อมูลและหลกั ฐาน การสรปุ ความรู้ และการนำเสนอ)
นักเรยี นสามารถนำวิธกี ารทางประวัตศิ าสตรไ์ ปประยกุ ต์ใช้ไดก้ ับเรื่องใดบ้าง
(ตวั อย่างคำตอบ การดำเนนิ ชีวิตอยา่ งรอบคอบ)

2. นักเรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกีย่ วกับเรื่อง การศึกษาเรือ่ งราวทางประวัตศิ าสตรโ์ ดยใช้วิธกี าร
ทางประวตั ศิ าสตร์ จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรียนรู้อืน่ ๆ เพิ่มเตมิ
ขัน้ สอน (35 นาที)

3. นักเรยี นวิเคราะหข์ ้ันตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ แล้วจำแนกรายละเอียดของแต่ละข้ันตอน
แล้วสรปุ ความรู้เปน็ ความคิดรวบยอดลงในแผนภาพความคิด

4. นกั เรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิม่ คณุ ค่า โดยใช้คำถาม ดงั นี้
นกั เรยี นสามารถนำทักษะทีไ่ ดร้ บั จากวิธีการทางประวัติศาสตร์ไปใช้ประโยชนไ์ ดใ้ นเรือ่ งใด
(ตวั อย่างคำตอบ การสังเกตและการวิเคราะหเ์ รื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน)

5. นักเรยี นศึกษาข้อมลู เกี่ยวกบั ครอบครัวของตนเอง โดยวิเคราะห์ตามลำดับข้ันของวิธีการทาง
ประวตั ศิ าสตร์ แล้วสรปุ ความรู้เป็นความคิดรวบยอดลงในแบบบันทึก ดงั ตวั อย่าง

แบบบนั ทึกขอ้ มูลของครอบครวั ตนเอง
การกำหนดหัวข้อที่จะศึกษา (เอกลักษณ์ทีส่ ำคัญของครอบครัวของนักเรยี น)
การรวบรวมข้อมลู และหลักฐาน (พิจารณาจากอลั บม้ั ภาพ)
การตรวจสอบข้อมลู และหลกั ฐาน (สอบถามจากป่ยู า่ ตายาย เพือ่ อ้างอิงขอ้ มลู )
การสรุปความรู้ (สรุปสง่ิ ที่เป็นเอกลกั ษณข์ องครอบครวั )
การนำเสนอ (การเขียนเรียงความ แล้วออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียน)

6. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรงุ แก้ไขให้ดีข้นึ
7. นักเรยี นรว่ มกันสรปุ ส่งิ ที่เข้าใจเป็นความรู้ร่วมกนั ดังนี้

การศึกษาประวัตศิ าสตรเ์ ปน็ การศึกษาเหตุการณ์ในอดตี สามารถศึกษาได้โดยใช้วิธกี ารทาง
ประวตั ศิ าสตร์ ซึง่ เปน็ กระบวนการที่นักประวตั ิศาสตรใ์ ช้ในการศึกษาค้นคว้าหรือเรียบเรียงเหตุการณ์
ประวัตศิ าสตร์จากหลักฐานตา่ ง ๆ เพือ่ ให้สามารถเข้าใจเรื่องราวในอดตี ได้อย่างชดั เจน

8. นักเรยี นออกมานำเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน
9. นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายสรปุ เกี่ยวกบั วิธีการทำงานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ที่มีแบบแผน
ข้ันสรุป (10 นาที)
10. นกั เรยี นร่วมกันเสนอแนวทางการนำทักษะทีเ่ กี่ยวข้องกับวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ไปใช้
ในชีวิตประจำวนั ด้วยแนวทางที่หลากหลาย
11. นักเรยี นประเมินตนเองหลงั การเรียน ในประเดน็ ต่อไปนี้

• สง่ิ ทีน่ กั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นคี้ ืออะไร
• นกั เรยี นมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพึงพอใจกับการเรียนรู้ในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมทัว่ ไป

ได้อยา่ งไร
จากน้ันแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทุกขั้นตอนว่าจะเพิม่ คุณคา่ ไปสูส่ งั คม
เกิดประโยชน์ต่อสงั คมให้มากขึน้ กว่าเดมิ ในขั้นตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครง้ั ต่อไป

เรอ่ื งที่ 3 ตัวอย่างการศึกษาเร่อื งราวในท้องถิน่ โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ (ช่วั โมงที่ 3)

ขนั้ นำ (15 นาที)
1. นกั เรยี นสงั เกตภาพสะพานข้ามแม่นำ้ แคว เพือ่ ใช้เหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดขนึ้ เป็นตวั อยา่ งสำหรับศึกษา

เรื่องราวในท้องถิ่นโดยใช้วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์ โดยใช้คำถาม ดังนี้

การกำหนดหวั ข้อเพือ่ ศึกษาเรื่องราวในท้องถิ่นเกี่ยวกบั สะพานข้ามแมน่ ำ้ แควควรกำหนด
หวั ข้อวา่ อยา่ งไร

(ตัวอย่างคำตอบ สะพานข้ามแม่น้ำแควสร้างข้นึ เมือ่ ใด เพราะเหตใุ ด)
หลักฐานทส่ี ามารถใช้ศึกษาความเป็นมาของสะพานข้ามแมน่ ำ้ แควมีอะไรบ้าง

(ตวั อยา่ งคำตอบ แผนทีจ่ งั หวัดกาญจนบรุ ี หนังสือเกี่ยวกบั สงครามโลกครง้ั ที่ 2)
สะพานข้ามแม่นำ้ แควมีความสำคญั ทางประวตั ิศาสตร์อยา่ งไร
(ตวั อย่างคำตอบ เป็นอนสุ รณ์ให้ระลกึ ถงึ สงครามโลกครงั้ ที่ 2)

2. นกั เรยี นศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกี่ยวกบั เรือ่ ง ตวั อย่างการศึกษาเรื่องราวในท้องถิน่ โดยใช้วิธกี าร
ทางประวตั ศิ าสตร์ จากหนังสือเรียนและแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ เพิ่มเตมิ
ข้นั สอน (35 นาที)

3. นกั เรยี นยกตัวอย่างการรวบรวมข้อมลู จากหลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์ที่ใช้ในการศึกษาประวัตคิ วาม
เป็นมาของสะพานข้ามแม่นำ้ แคววา่ มีอะไรบ้าง แล้วสรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด

4. นกั เรยี นวิเคราะห์การตรวจสอบข้อมลู และหลกั ฐาน โดยใช้สะพานข้ามแมน่ ำ้ แควเปน็ ตัวอย่าง
การศึกษา แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด

5. นักเรยี นสรุปความรู้จากหลกั ฐานต่าง ๆ ตามวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ แล้วสรปุ เปน็ ความคิดรวบ
ยอด โดยใช้แผนภาพความคิด

6. นักเรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิ่มคุณค่า โดยใช้คำถาม ดงั นี้
ประวัตศิ าสตรม์ ีความสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างไร
(ตัวอยา่ งคำตอบ ใช้บอกเล่าความเปน็ มาในอดตี ของมนษุ ย)์

7. นกั เรยี นแบง่ กลมุ่ จากน้ันร่วมกันวิเคราะหเ์ กีย่ วกบั วิธีการทางประวัตศิ าสตรว์ ่า ถ้าปฏิบัติแล้ว
จะเกิดผลอย่างไร และถ้าไมป่ ฏิบตั ิจะเกิดผลอย่างไร แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด
(ตัวอย่างคำตอบ)

8. นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรุงแก้ไข
ให้ดขี นึ้

9. นกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ส่งิ ที่เข้าใจเปน็ ความรู้ร่วมกัน ดังนี้
วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์สามารถทำให้ทราบเรื่องราวในท้องถิน่ ได้ตรงตามความเปน็ จริง

การยกตัวอยา่ งสถานทีส่ ำคญั ในท้องถิ่นจะทำให้เกิดความรแู้ ละความเข้าใจมากยิ่งข้นึ
10. นกั เรียนออกมานำเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน
11. นกั เรยี นร่วมกันอภิปรายสรปุ เกีย่ วกบั วิธีการทำงานให้เห็นการคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน

ที่มีแบบแผน
ข้ันสรปุ (10 นาที)

12. นักเรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรียนและหลังการทำกิจกรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้

• สง่ิ ที่นกั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นคี้ ืออะไร
• นกั เรยี นมีส่วนร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• เพือ่ นนักเรยี นในกลุ่มมีส่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรียนในวันนหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมทั่วไป

ได้อย่างไร
จากน้ันแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทุกขั้นตอนวา่ จะเพิม่ คุณค่าไปสสู่ งั คม
เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากขึน้ กวา่ เดมิ ในขั้นตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครงั้ ต่อไป

เรอ่ื งที่ 4 เร่อื ง การศึกษาเร่อื งราวในทอ้ งถิ่นโดยใชว้ ิธีการทางประวัติศาสตร์ (ชัว่ โมงที่ 4)

ข้นั นำ (15 นาที)
1. นักเรยี นร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาในท้องถิ่นของตนเอง โดยใช้คำถาม ดงั นี้
นักเรยี นทราบเรื่องราวความเป็นมาของท้องถนิ่ ของตนเองหรือไม่
(ตวั อยา่ งคำตอบ ไมท่ ราบ)
ถ้าต้องการทราบจะทำอยา่ งไรจึงจะทราบข้อมูลความเป็นมา
(ตวั อย่างคำตอบ สอบถามคนเก่าแกท่ ี่อาศัยอย่บู รเิ วณนมี้ าก่อน สบื ค้นข้อมูลจากห้องสมดุ

ภายในท้องถิน่ )
สถานทส่ี ำคัญของท้องถิน่ คือสถานทใ่ี ดบ้าง
(ตวั อย่างคำตอบ วดั มัสยิด หอ้ งสมดุ ประชาชน)
เรือ่ งราวความเปน็ มาของทอ้ งถิ่นมีความสำคญั ตอ่ นกั เรยี นอยา่ งไร

(ตวั อย่างคำตอบ ทำให้เกิดความภาคภมู ิใจ)
2. นกั เรียนศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกี่ยวกบั เรื่อง การศึกษาเรื่องราวในท้องถิ่นโดยใช้วิธกี าร
ทางประวตั ศิ าสตร์ จากหนังสือเรียนและแหลง่ การเรียนรู้อืน่ ๆ เพิม่ เตมิ
ขัน้ สอน (35 นาที)
3. นกั เรยี นสรปุ ความรู้เกีย่ วกบั วิธีการทางประวตั ศิ าสตรว์ า่ แต่ละข้ันตอนมีลักษณะอยา่ งไร
แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด ดงั ตัวอย่าง

การกำหนดหัวข้อ ต้ังเร่อื งราวที่จะศึกษา
การรวบรวมข้อมลู สอบถามข้อมลู จากผู้รู้ ค้นคว้าขอ้ มลู จากเอกสาร เวบ็ ไซต์
การตรวจสอบข้อมูล เปรยี บเทียบความน่าเชือ่ ถือของขอ้ มูลและความถกู ต้อง
การสรุปความรู้ เรียงลำดบั ชว่ งเวลาทีเ่ กิดขนึ้ ของเหตกุ ารณ์
การนำเสนอข้อมลู นำข้อมลู ทางการศึกษาออกมานำเสนอ
4. นักเรยี นวิเคราะหผ์ ลดีทีเ่ กิดจากการใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดย
ใช้แผนภาพความคิด
5. นกั เรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิ่มคณุ คา่ โดยใช้คำถาม ดังนี้
การศึกษาเรือ่ งราวในท้องถิน่ ก่อให้เกิดประโยชนอ์ ยา่ งไร
(ตวั อย่างคำตอบ เกิดความภาคภูมิใจในท้องถนิ่ และมีความรอบรู้)
6. นกั เรยี นศึกษาเรื่องราวในจงั หวัดของตนเองที่สนใจ โดยนำวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์มาใช้ในการ
สบื ค้นและวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นบันทึกผลลงในแบบบันทึก และตอบคำถามลงในชนิ้ งานที่ 1
เรือ่ ง แบบบันทึกเรอ่ื งราวในจังหวดั ของตนเอง
7. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของชนิ้ งาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรงุ แก้ไข
ให้ดขี นึ้
8. นักเรยี นรว่ มกนั สรุปสง่ิ ทีเ่ ข้าใจเป็นความรู้ร่วมกัน ดังนี้
ท้องถิ่นแต่ละแหง่ ล้วนมีประวัติศาสตร์หรือเรือ่ งราวตา่ ง ๆ เกิดขนึ้ เช่น ประวตั กิ ารต้ังถิ่นฐาน
ของคนในท้องถิ่น เหตุการณส์ ำคญั ทีเ่ กิดขนึ้ ในท้องถิ่น การศึกษาเรือ่ งราวในท้องถิน่ ทำให้คนในท้องถิ่นรู้จกั
และภาคภมู ิใจในท้องถิน่ ของตนเอง รวมทั้งเข้าใจคนและสงั คมในท้องถิ่นได้ดยี ิง่ ข้นึ
9. นักเรยี นออกมานำเสนอชิน้ งานหน้าช้ันเรียน
10. นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายสรุปเกี่ยวกับวิธีการทำงานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวิธีการทำงาน
ทีม่ ีแบบแผน

ข้ันสรุป (10 นาที)
11. นกั เรยี นทั้งห้องรว่ มกนั นำความรู้เกีย่ วกับวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ไปจดั ป้ายนิเทศเพื่อเผยแพร่

ความรแู้ กบ่ ุคคลอื่น โดยอธิบายความสำคัญของวิธีการทางประวัตศิ าสตร์ ข้ันตอนของวิธีการทางประวัตศิ าสตร์
และตวั อยา่ งการวางแผนการศึกษา โดยใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์

12. นกั เรยี นประเมินตนเองหลังการเรียน ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• สง่ิ ทีน่ กั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นคี้ ืออะไร
• นกั เรยี นมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพึงพอใจกับการเรียนรู้ในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครัว และสังคมทัว่ ไป
ได้อย่างไร
จากน้ันแลกเปลย่ี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทกุ ข้ันตอนว่าจะเพิม่ คณุ ค่าไปสูส่ งั คม

เกิดประโยชน์ตอ่ สังคมให้มากขึน้ กวา่ เดมิ ในข้ันตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครงั้ ต่อไป

เรอ่ื งที่ 5 หลักฐานในการศึกษาประวตั ิศาสตรไ์ ทย สมยั รตั นโกสินทร์ (ช่วั โมงที่ 5)

ข้นั นำ (15 นาที)
1. นกั เรยี นร่วมกันสนทนาเพื่อรวบรวมความรู้ โดยใช้คำถาม ดังนี้
 นกั เรยี นสนใจศึกษาประวัติศาสตร์รตั นโกสินทร์ในสมัยใด เพราะเหตุใด
(ตวั อย่างคำตอบ สมยั รัชกาลที่ 5 เพราะมีการเลกิ ทาส และมีการปรบั ปรงุ ประเทศในหลายดา้ น)
 นักเรยี นสามารถศึกษาเหตกุ ารณท์ างประวัติศาสตรส์ มัยรัตนโกสนิ ทรท์ ี่สนใจได้โดยวิธีการ

ใดบ้าง
(ตัวอยา่ งคำตอบ สอบถามจากผู้ใหญ่ในครอบครวั ค้นคว้าจากหนังสือทหี่ ้องสมุด ค้นคว้าจาก

อินเทอร์เน็ต)
 หลกั ฐานทใ่ี ช้ศึกษาประวตั ศิ าสตร์มีกป่ี ระเภท อะไรบ้าง

(ตวั อย่างคำตอบ 2 ประเภท ได้แก่ หลกั ฐานทีเ่ ป็นลายลักษณอ์ กั ษร และหลักฐานทไ่ี มเ่ ป็น
ลายลกั ษณ์อักษร)

 หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรใ์ ห้ข้อมลู อะไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคำตอบ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิถีชีวิตของผู้คนในอดตี )
2. นกั เรียนศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกี่ยวกบั เรื่อง หลกั ฐานในการศึกษาประวัตศิ าสตร์ไทย
สมยั รัตนโกสินทร์ จากหนังสือเรียนและแหลง่ การเรียนรู้อืน่ ๆ เพิ่มเตมิ

ขน้ั สอน (35 นาที)
3. นักเรยี นวิเคราะหค์ วามสำคญั ของหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด

โดยใช้แผนภาพความคิด
4. นักเรยี นจำแนกประเภทของหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรไ์ ทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์ แล้วสรปุ เป็นความคิด

รวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด
5. นักเรยี นเปรยี บเทียบความเหมือนและความแตกตา่ งของหลักฐานท่เี ป็นลายลักษณอ์ กั ษรและ

ไมเ่ ปน็ ลายลักษณอ์ ักษร แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด ดังตัวอย่าง

หลกั ฐานท่ี หลกั ฐานท่ี

เป็นลายลกั ษณ์ ความเหมือนไมเ่ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
อกั ษร

เป็นหลกั ฐานทม่ี กี าร เป็นหลกั ฐานทใ่ี ช้ เป็นหลกั ฐานทต่ี อ้ งอาศยั
บนั ทกึ ขอ้ มลู ไวอ้ ย่าง คน้ ควา้ เรอ่ื งราวใน การตคี วาม
ชดั เจน อดตี

6. นกั เรยี นคิดประเมินเพื่อเพิม่ คณุ ค่า โดยใช้คำถาม ดังนี้
 หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรม์ ีความสำคญั ต่อวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ ใช้เปน็ แหล่งข้อมลู เพือ่ วิเคราะห์ความจรงิ หรือข้อเทจ็ จรงิ ที่เคยเกิดขนึ้ ในอดตี )

7. นักเรยี นแบง่ กลุ่มเพือ่ ศึกษาหลักฐานทางประวัตศิ าสตรส์ มัยรัตนโกสนิ ทรท์ ี่สนใจ แล้วสรุปความรู้เป็น
ความคิดรวบยอดลงในแบบบนั ทึก ดงั ตัวอยา่ ง

แบบบนั ทึกหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรส์ มยั รตั นโกสินทร์

 ชอ่ื หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ (จารกึ วดั พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลารามราชวรมหาวหิ าร
 ประเภทของหลกั ฐาน

✓ หลกั ฐานทเ่ี ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
หลกั ฐานทไ่ี มเ่ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร

 ขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากหลกั ฐาน (เป็นจารกึ ความรใู้ นดา้ นวรรณคดี พระพทุ ธศาสนา ภมู ปิ ัญญา

8. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีข้นึ
9. นกั เรยี นร่วมกนั สรุปสง่ิ ที่เข้าใจเปน็ ความรู้ร่วมกนั ดังนี้

หลักฐานในการศึกษาประวตั ศิ าสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทรป์ ระกอบดว้ ยหลกั ฐานท่เี ป็นลาย
ลกั ษณอ์ ักษร และหลกั ฐานทไ่ี ม่เปน็ ลายลักษณอ์ กั ษร ซึ่งให้ความจริง ข้อเท็จจรงิ หรือรายละเอียดทม่ี ีประโยชน์
ตอ่ การศึกษาเหตกุ ารณ์ทางประวตั ิศาสตร์

10. นกั เรยี นออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
11. นกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายสรุปเกี่ยวกบั วิธีการทำงานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ทีม่ ีแบบแผน
ข้ันสรุป (10 นาที)
12. นักเรยี นเผยแพร่ความรเู้ กีย่ วกบั หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ให้แกบ่ ุคคลในโรงเรียนหรือชมุ ชน
โดยการจัดป้ายนิเทศ
13. นกั เรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรสู้ กึ หลงั การเรียนและหลงั การทำกิจกรรม
ในประเด็นตอ่ ไปนี้

• ส่งิ ที่นักเรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นคี้ ืออะไร
• นักเรยี นมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกล่มุ มากน้อยเพียงใด
• เพื่อนนักเรยี นในกล่มุ มีส่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกับการเรียนในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครวั และสังคม
ทว่ั ไปไดอ้ ย่างไร จากนั้นแลกเปล่ยี นตรวจสอบข้ันตอนการทำงานทกุ ขั้นตอนว่าจะเพิ่มคุณคา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชน์ตอ่ สังคมให้มากขึน้ กว่าเดมิ ในข้ันตอนใดบ้าง สำหรับการทำงานในครง้ั ต่อไป

เร่อื งที่ 6 หลักฐานในการศึกษาประวตั ิศาสตรไ์ ทย สมัยรัตนโกสินทร์ (ช่ัวโมงที่ 6)

ขนั้ นำ (15 นาที)
1. นักเรยี นสังเกตภาพหอสมุดเมืองกรงุ เทพมหานคร แล้วร่วมกันสนทนา โดยใช้คำถาม ดังนี้

 ภาพดงั กลา่ วคือภาพอะไร
(หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร เปน็ แหล่งข้อมลู ทางประวัตศิ าสตร์)
 ในชมุ ชนของนักเรยี นมีแหลง่ ข้อมลู ที่สามารถศึกษาประวตั ศิ าสตรท์ ีใ่ ดบ้าง
(ตัวอย่างคำตอบ ห้องสมดุ ของโรงเรียน ห้องสมุดประจำจงั หวดั )
2. นกั เรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกีย่ วกับเรื่อง แหล่งข้อมูลในการศึกษาประวตั ศิ าสตร์ไทย
สมยั รัตนโกสนิ ทร์ จากหนงั สือเรียนและแหลง่ การเรียนรู้อื่น ๆ เพิ่มเตมิ
ขั้นสอน (35 นาที)
3. นักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับแหลง่ ข้อมลู ประวัติศาสตรว์ า่ คืออะไร และมีลักษณะ
อย่างไร
 แหล่งข้อมลู ประวัติศาสตร์คืออะไร
(ทีซ่ ึง่ มหี ลักฐานประวตั ิศาสตร์ ท้ังทีเ่ ป็นหลักฐานประเภทลายลักษณ์อกั ษร และหลกั ฐานท่ไี มเ่ ปน็
ลายลกั ษณอ์ กั ษร)
 แหล่งข้อมลู ประวตั ิศาสตร์สมัยรัตนโกสนิ ทร์มีลักษณะอยา่ งไร
4. นกั เรยี นยกตัวอยา่ งแหลง่ ข้อมลู สำหรับศึกษาประวัตศิ าสตร์ไทยสมยั รัตนโกสนิ ทรป์ ระเภทต่าง ๆ ว่า
ให้ข้อมลู เกีย่ วกับอะไรบ้าง แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด
5. นักเรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิม่ คุณค่า โดยใช้คำถาม ดังนี้
 แหลง่ ข้อมูลประวตั ิศาสตรม์ ีประโยชนอ์ ย่างไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ ใช้ค้นคว้าหาความรเู้ กีย่ วกับประวัตศิ าสตรข์ องมนุษยใ์ นอดตี )
6. นกั เรยี นสบื ค้นเหตกุ ารณส์ ำคญั ในประวัตศิ าสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์มา 1 เหตุการณ์ โดยใช้
หลกั ฐานทห่ี ลากหลาย แล้วสรปุ เปน็ ความคิดรวบยอดลงในแบบบันทึกในชนิ้ งานที่ 2 เรือ่ ง แบบบันทึกข้อมลู
เหตกุ ารณส์ ำคัญในประวัตศิ าสตร์ไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์
7. นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของชนิ้ งาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีข้นึ
8. นักเรยี นรว่ มกนั สรุปสง่ิ ที่เข้าใจเป็นความรู้ร่วมกัน ดงั นี้
แหล่งข้อมูลในการศึกษาประวัตศิ าสตร์ไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์ประกอบดว้ ยหลกั ฐานท่เี ปน็
ลายลกั ษณอ์ กั ษรและหลกั ฐานท่ไี ม่เป็นลายลกั ษณ์อักษร ได้แก่ ห้องสมดุ หอสมุดแหง่ ชาติ ศาสนสถาน
พิพิธภัณฑ์ โบราณวัตถุ และโบราณสถาน
9. นกั เรยี นออกมานำเสนอชิน้ งานหน้าชั้นเรียน
10. นกั เรยี นร่วมกันอภิปรายสรปุ เกีย่ วกบั วิธีการทำงานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ที่มีแบบแผน

ขัน้ สรปุ (10 นาที)
11. นักเรยี นเผยแพรค่ วามรเู้ กี่ยวกับหลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์ให้แกบ่ คุ คลในโรงเรียนหรือชมุ ชน

โดยการจัดนิทรรศการความรู้
12. นกั เรยี นประเมินตนเองหลังการเรียน ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• ส่งิ ทีน่ กั เรยี นได้เรียนรู้ในวันนคี้ ืออะไร
• นักเรยี นมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพึงพอใจกบั การเรียนรู้ในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ดน้ ี้ไปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมทั่วไป
ได้อย่างไร
จากน้ันแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทกุ ข้ันตอนวา่ จะเพิม่ คณุ ค่าไปสสู่ ังคม

เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากขึน้ กวา่ เดมิ ในข้ันตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครงั้ ตอ่ ไป

เรอ่ื งที่ 7 ขอ้ มลู ที่ได้จากหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ (ชั่วโมงที่ 7)

ขัน้ นำ (15 นาที)
1. นกั เรยี นรว่ มกนั สนทนาเกี่ยวกับข้อมลู ที่ไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ โดยใช้คำถาม ดังนี้
 หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรใ์ ห้ข้อมลู ใดแกผ่ ู้สบื ค้น
(ความจรงิ และข้อเทจ็ จรงิ ทางประวตั ศิ าสตร์)
 ความจรงิ ทางประวัตศิ าสตร์คืออะไร
(ข้อมูลที่ผา่ นการตรวจสอบและไดร้ ับการยอมรับว่าเป็นจริง เชือ่ ถือได้)
 ข้อเท็จจรงิ ทางประวัตศิ าสตรค์ ืออะไร

(ข้อมลู ทีย่ ังไมไ่ ดม้ ีการตรวจสอบ และจะมีทั้งความคิดเหน็ ข้อสันนิษฐาน ความเท็จ ความจรงิ ปะปนรวมกันอย)ู่
2. นกั เรยี นศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกีย่ วกบั เรื่อง ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์

จากหนงั สือเรียนและแหลง่ การเรียนรู้อืน่ ๆ เพิม่ เตมิ
ขั้นสอน (35 นาที)
3. นกั เรยี นวิเคราะหข์ ้อความทีก่ ำหนด แลว้ ร่วมกนั แสดงความคิดเห็น โดยใช้คำถาม ดังนี้

“...การที่จะออกจากสิงคโปรแ์ ลออกจากปีนงั น้ันเปนแลว้ แตจ่ ะโปรดทงั้ น้ัน จะให้
ออกเรอื เมื่อไรก็ได้ แต่เราจะต้องเกรงใจเขา บอกแตเ่ วลาที่เราจะต้องการ คือต้องการเวลาแต่ ๔ โมงเชา้ ไปถงึ
บ่าย ๒ โมง แกจึงกะจะออกจากสิงคโปรบ์ า่ ย 4 โมง ถึงปีนงั วนั ศุกร์ 10 ทุม่ ลงมือบรรทุกของบา่ ย 4 โมง จึงจะ
ออก ถ้าเราจะโย้ให้แกไปออกตอ่ คำ่ ก็ได้ แต่เหน็ วา่ พอแล้ว จึงไดต้ กลงกันเช่นนั้น”
ทีม่ า : พระราชนิพนธ์เรือ่ งไกลบา้ น เล่ม 1 พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (สะกดคำตามตน้ ฉบบั )

 ความจรงิ ของข้อความที่กำหนดคอื
(พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั มีพระราชประสงคใ์ ห้เรอื ออกเวลาใดเวลาหนึ่ง
ระหว่างเวลา 4 โมงเชา้ ไปถงึ เวลาบ่าย 2 โมง (10.00 น.-14.00 น.) ข้อความนเี้ ปน็ ความจริงเพราะปรากฏ
ข้อความอยู่ในพระราชนิพนธเ์ รือ่ ง ไกลบา้ น ซึ่งพระองคเ์ ปน็ ผบู้ ันทึกเอง)
 ข้อเทจ็ จรงิ ของข้อความที่กำหนดคอื
(กัปตนั เรือได้กำหนดเวลาออกเรอื เวลาบา่ ย 4 โมง และคาดการณ์วา่ เรือจะไปถึงปีนังในวนั ศุกร์
เวลา 10 ทมุ่ ที่จัดวา่ เป็นข้อเท็จจรงิ เนื่องจากเรืออาจไม่ไดอ้ อกตรงเวลาและไปไม่ถงึ ปีนังตามเวลาทีก่ ำหนดไว้ก็
ได้ ข้อเทจ็ จรงิ อาจเปน็ ความจริงได้ ถ้ามหี ลกั ฐานอืน่ มาสนับสนนุ เชน่ ถ้ามหี ลกั ฐานวา่ กัปตันเรือ
ออกเรอื ตามกำหนดเวลาและถึงปีนังตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ ข้อเท็จจรงิ นจี้ ึงจะเปน็ ความจรงิ )
4. นกั เรยี นเปรยี บเทียบความเหมือนและความแตกตา่ งระหว่างความจรงิ กับข้อเทจ็ จรงิ
แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด ดงั ตวั อยา่ ง

ความจริง ขอ้ เทจ็ จริง

ความเหมอื น

เป็นขอ้ มูลทผ่ี ่านการ บอกเลา่ เร่อื งราว เป็นขอ้ มลู ทย่ี งั ไมม่ กี าร
ตรวจสอบแลว้ วา่ เป็น
จรงิ ทางประวตั ศิ าสตร์ ตรวจสอบ เป็นทงั้
ความคดิ เหน็

ขอ้ สนั นิษฐาน

ปะปนรวมกนั อยู่

5. นักเรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิม่ คุณคา่ โดยใช้คำถาม ดงั นี้
 นกั เรยี นมีหลกั เกณฑใ์ นการวิเคราะห์ความจรงิ กบั ข้อเท็จจรงิ อย่างไร
(ตัวอย่างคำตอบ พิจารณาเอกสารตา่ ง ๆ ประวัตขิ องผู้บันทกึ และช่วงเวลาที่บันทึก)

6. นกั เรยี นแบ่งกลุ่มตามความเหมาะสม เพือ่ สบื ค้นเรือ่ งราวทางประวัตศิ าสตรท์ ีน่ ่าสนใจ
แล้ววิเคราะหค์ วามจรงิ และข้อเท็จจรงิ ของเหตุการณ์ดงั กลา่ ว สรปุ ข้อมลู ลงในแบบบันทึก ดังตวั อย่าง

แบบบนั ทึกข้อมูลที่ไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์

 เร่อื งราวทส่ี นใจ
สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดไิ ดป้ รบั ปรงุ บา้ นเมอื งเพอ่ื เตรยี มรบั ศกึ รวมทงั้ สรา้ ง

สมั พนั ธไมตรี
กบั พระเจา้ ไชยเชษฐาธริ าชแหง่ อาณาจกั รลา้ นชา้ ง ซงึ่ เป็นเหตใุ หพ้ ระมหนิ ทร พระราชโอรส
ของสมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดเิ กดิ ความขดั แยง้ กบั พระมหาธรรมราชาเจา้ ผคู้ รองเมอื ง
พษิ ณุโลก
พระมหนิ ทรจงึ ไดใ้ หพ้ ระเจา้ ไชยเชษฐาธริ าชสง่ กองทพั มาชว่ ยตเี มอื งพษิ ณุโลก แตพ่ ระมหา
ธรรมราชาสามารถป้องกนั เมอื งไวไ้ ด้ พระเจา้ บเุ รงนองทรงทราบเหตุการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ทรง
สถาปนา
พระมหาธรรมราชาเป็นเจา้ ประเทศราชของกรงุ หงสาวดี ปกครองเมอื งพษิ ณุโลกและหวั เมอื ง
ฝ่ายเหนือโดยไม่ขน้ึ ตอ่ กรุงศรอี ยุธยา จากการขดั แยง้ ระหว่างพระมหาธรรมราชากบั พระมหิ
นทร
ทาใหท้ างกรุงศรอี ยธุ ยาออ่ นแอลง

ใน พ.ศ. 2111 พระเจา้ บเุ รงนองยกทพั ใหญม่ าหมายตกี รุงศรอี ยุธยาใหแ้ ตกพา่ ย กองทพั
พมา่ ลอ้ มกรงุ ศรอี ยธุ ยาอยูห่ ลายเดอื น แตก่ ย็ งั ไม่สามารถเขา้ ยดึ ได้ สมเดจ็ พระมหา
จกั รพรรดปิ ระชวรและเสดจ็ สวรรคตในเดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2111 พระมหนิ ทรเสดจ็ ขน้ึ
ครองราชยเ์ ป็นกษตั รยิ ์
พระนามว่า สมเดจ็ พระมหนิ ทราธริ าช และทรงตอ่ สปู้ ้องกนั กรุงศรอี ยธุ ยาต่อไป หลงั จากนนั้
ทางพมา่ ไดใ้ ชก้ ลอุบายใหพ้ ระยาจกั รมี าเป็นไสศ้ กึ กรงุ ศรอี ยุธยาจงึ เสยี แกพ่ มา่ ใน พ.ศ.
721.1น2ัก) เรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรงุ แก้ไขให้ดีข้นึ
 8พควฤ.านษมกัภจเารรคงิยี ขมนอรพงว่ เ.มหศก.ตนั2ุก1สา1รร1ณปุ )ส์ท่งิ าทงี่เปขร้าะใวจตัเปศิ น็าสคตวรา์ม(สรู้รม่วเดมจ็กพนั รดะมังนหี้ าจกั รพรรดเิ สดจ็ สวรรคตในเดอื น
 คขอว้ าเทมจ็จจรรงิ งิเปขอน็ งเรเหอ่ื ตงรุกาาวรทณี่เก์ทิดางขปนึ้ รจะรวิงตัไมศิ ่มาสีกตารร์เ(ปอลยย่ี ุธนยแาปเสลยี งกขร้องุ คเทรง็จั้ ทจ่ีร1งิ เเปน็น่อื ขง้อจาคกวกาลมอหุบราือยเหไสตุ้การณ์ที่วินิจฉัย
แล้ววศ่ากึเปน็ จริงหรือมีอยจู่ ริง

9ขอ. งนพกั มเรา่ ยี )นออกมานำเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน
10. นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายสรุปเกี่ยวกับวิธีการทำงานให้เห็นการคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน

ทีม่ ีแบบแผน

ขั้นสรปุ (10 นาที)

11. นักเรยี นร่วมกันเสนอแนวทางการนำวิธกี ารวิเคราะห์ข้อมลู ทางประวตั ิศาสตร์ไปใช้ในการติดตาม

ขา่ วสารในปัจจุบัน เพือ่ ให้ทุกคนรู้จกั รบั ขา่ วสารที่ถกู ต้องและรู้เท่าทันสอ่ื

12. นกั เรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรสู้ กึ หลังการเรียนและหลงั การทำกิจกรรม

ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้

• สง่ิ ที่นกั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวันนคี้ ืออะไร
• นกั เรยี นมีส่วนรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• เพื่อนนักเรยี นในกลุ่มมีสว่ นร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรียนในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรู้ที่ได้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครวั และสงั คม
ทั่วไปไดอ้ ย่างไร
จากน้ันแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทกุ ขั้นตอนว่าจะเพิม่ คุณคา่ ไปสู่สงั คม
เกิดประโยชน์ตอ่ สังคมให้มากขึน้ กวา่ เดมิ ในข้ันตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครงั้ ตอ่ ไป

เรอ่ื งที่ 8 การนำเสนอข้อมูลที่ได้จากหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ (ชวั่ โมงที่ 8)

ขนั้ นำ (15 นาที)
1. นักเรยี นรว่ มกันสนทนาเกี่ยวกับวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ โดยใช้คำถาม ดงั นี้
 วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์มีอะไรบ้าง
(การกำหนดหัวข้อทีจ่ ะศึกษา การรวบรวมข้อมลู และหลักฐาน การตรวจสอบข้อมูลและหลักฐาน

การสรปุ ความรู้ การนำเสนอ)
 ข้ันตอนสดุ ท้ายของวิธีการทางประวัตศิ าสตร์คืออะไร
(การนำเสนอข้อมลู )
 ข้ันตอนสุดท้ายของวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
(การเลา่ เรือ่ ง การเขียนรายงาน การจัดนิทรรศการ)
 นักเรยี นคิดวา่ การนำเสนอข้อมูลด้วยวิธีใดทำให้เน้อื หาทีน่ ำเสนอนา่ สนใจมากที่สุด เพราะเหตุ

ใด
(ตัวอย่างคำตอบ การจดั นิทรรศการ เพราะเป็นการนำเสนอดว้ ยภาพและคำอธิบายสนั้ ๆ ซึ่ง

สามารถดึงดดู ความสนใจได้ดี)
2. นักเรยี นศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกีย่ วกับเรื่อง การนำเสนอข้อมลู ที่ไดจ้ ากหลกั ฐานทาง

ประวตั ศิ าสตร์ จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรียนรู้อืน่ ๆ เพิม่ เตมิ
ข้นั สอน (35 นาที)

3. นักเรยี นวิเคราะหเ์ กีย่ วกบั การนำเสนอข้อมลู ว่ามีหลกั ปฏิบตั อิ ยา่ งไร แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด
โดยใช้แผนภาพความคิด

4. นกั เรยี นจำแนกรปู แบบการนำเสนอข้อมูลที่ไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรว์ า่ มีอะไรบ้าง
แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด

5. นกั เรียนคิดประเมินเพื่อเพิ่มคณุ คา่ โดยใช้คำถาม ดังนี้

 การนำเสนอเรือ่ งราวทางประวัตศิ าสตรม์ ีประโยชน์ต่อท้องถิน่ ของนกั เรยี นอยา่ งไร
(ตัวอย่างคำตอบ ทำให้ทอ้ งถิน่ มีเรอ่ื งราวที่น่าสนใจ ชกั ชวนให้ผู้อืน่ รู้จักท้องถิน่ มากขึ้น
และสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แกผ่ ู้คนในท้องถิ่น)
6. นักเรยี นแบง่ กลุ่มตามความเหมาะสม จากนั้นเลอื กวิธีการนำเสนอข้อมลู ที่ไดจ้ ากหลักฐานทาง
ประวตั ศิ าสตร์ของท้องถิ่น แล้วสรปุ ความรู้และบันทึกขอ้ มูลลงในแบบบนั ทึก ดังตัวอย่าง

แบบบนั ทึกขอ้ มูลการนาเสนอข้อมูลที่ไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรข์ องท้องถ่ิน

 การนาเสนอขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรข์ องทอ้ งถนิ่ โดย (การจดั นทิ รรศการ)

 วธิ กี ารปฏบิ ตั ิ (นาเสนอเน้อื หาดว้ ยภาพถ่ายภายในทอ้ งถน่ิ และสถานทท่ี ม่ี คี วามน่าสนใจ
เขยี นอธบิ ายประกอบภาพการจดั นิทรรศการใหส้ นั้ และไดใ้ จความ)

 ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ (เกดิ ความภาคภูมใิ จในทอ้ งถนิ่ และเป็นการประชาสมั พนั ธท์ อ้ งถนิ่ ของตนเองให้
ผอู้ ่นื

ไ7ดร้ .จู้ นกั กั )เรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีข้นึ
8. นกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ส่งิ ที่เข้าใจเป็นความรู้ร่วมกัน ดงั นี้

การนำเสนอข้อมูลที่ไดศ้ ึกษาจากหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ เปน็ ข้ันตอนสุดท้ายของการศึกษา
ค้นคว้าเรอ่ื งราวที่นกั เรยี นสนใจ การนำเสนอข้อมูลสามารถทำได้โดยการเล่าเร่อื ง การเขียนรายงาน และการจัด
นิทรรศการ

9. นกั เรยี นออกมานำเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน
10. นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายสรุปเกีย่ วกับวิธีการทำงานให้เห็นการคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ทีม่ ีแบบแผน
ขน้ั สรุป (10 นาที)
11. นกั เรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรสู้ กึ หลงั การเรียนและหลงั การทำกิจกรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้

• ส่งิ ทีน่ กั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวันนคี้ ืออะไร
• นกั เรยี นมีส่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• เพื่อนนักเรยี นในกล่มุ มีสว่ นร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพอใจกับการเรียนในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คม
ทั่วไปไดอ้ ย่างไร

จากนั้นแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทุกข้ันตอนว่าจะเพิ่มคุณค่าไปสู่สงั คม

เกิดประโยชน์ตอ่ สังคมให้มากขึน้ กว่าเดมิ ในขั้นตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครงั้ ต่อไป

สื่อการสอน / แหล่งเรียนรู้

1. หนงั สือเรียนรายวิชาพืน้ ฐาน ประวตั ิศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2. แหล่งการเรียนรู้ท้ังภายในและภายนอกโรงเรียน
3. บทความทางประวตั ศิ าสตร์
4. ภาพหอสมุดเมอื งกรงุ เทพมหานคร

7. บันทึกผลหลังแผนการจัดการเรยี นรู้

1. ผลการเรยี นรู้

1.1 ดา้ นความรู้ (K)
ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละระดับผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เรื่อง ...................................................

ระดบั ผลสมั ฤทธิ์ จำนวนนักเรยี น รอ้ ยละ
ดมี าก (80-100 คะแนน)
ดี (70-79 คะแนน)
พอใช้ (60-69 คะแนน)
ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 1 พบว่านักเรียนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ................อยู่ในระดับ..........และ
รองลงมารอ้ ยละ.................อยูใ่ นระดับ...............และพบว่านักเรียน....................................................
............................................................................................................................................................

1.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P )

ตารางที่ 2 แสดงคา่ ร้อยละระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง ..................................................

ระดับผลสมั ฤทธิ์ จำนวนนกั เรยี น รอ้ ยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 2 พบวา่ นกั เรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ร้อยละ................อยูใ่ นระดบั ..........และ
รองลงมารอ้ ยละ.................อยู่ในระดบั ................และพบว่านกั เรียน
.............................................................................................................................................................

1.3 ดา้ นเจตคติ / คณุ ลักษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เชื่อมโยงกบั มาตรฐานหลกั สูตร

ตารางที่ 3 แสดงคา่ ร้อยละคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ เรื่อง ............................................

ระดบั ผลสมั ฤทธิ์ จำนวนนกั เรยี น ร้อยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 3 พบวา่ นกั เรียนคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ร้อยละ..............อยู่ในระดบั ............
และรองลงมารอ้ ยละ.................อยู่ในระดับ...............และพบวา่ นกั เรียน.....................................................
..................................................................................................................................................................

สรปุ ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ …………………………..
1) นกั เรยี นมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนอยู่ในระดบั ...................
2) นกั เรยี นมีทักษะในระดับ..................
3) นกั เรยี นมีคุณลักษณะในระดับ...............

2. บรรยากาศการเรยี นรู้
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
3. การปรับเปลี่ยนแผนการจดั การเรยี นรู้ (ถา้ มี)
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

4. ข้อค้นพบดา้ นพฤติกรรมการจัดการเรยี นรู้

..........................................................................................................................................................................
....................................................................................
5. อืน่ ๆ....................................................................................................................................................

ปัญหา/สิง่ ทีพ่ ัฒนา / แนวทางแก้ปญั หา / แนวทางการพฒั นา

ปัญหา/สิ่งที่พัฒนา สาเหตขุ องปญั หา/ แนวทางแกไ้ ข/ วิธีแก้ไข/พฒั นา ผลการแก้ไข/พฒั นา

สิ่งทีพ่ ัฒนา พัฒนา

รับทราบผลการดำเนนิ การ ลงชื่อ............................................. ผู้สอน
(นางสาวสายพิณ ทบั ลอ้ ม)

ลงชื่อ.................................................
(นางศิรินนั ท์ คล้ายทอง)

หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ลงชือ่ ............................................
( นายชาญยทุ ธ สุทธธิ รานนท์ )

รองผู้อำนวยการกล่มุ บรหิ ารงานวิชาการ

ลงชื่อ...........................................
( นายวีระ แก้วกลั ยา )

ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 47 จงั หวัดเพชรบรุ ี

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่อื ง ประเทศเพ่อื นบา้ นของไทย เวลา 11 ช่ัวโมง

ระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6

__________________________________________________________________________

1. เปา้ หมายการเรยี นรู้ / หลกั ฐานการเรยี นรู้ / การวดั และการประเมินผล

มาตรฐานการเรียนรู้ สง่ิ ที่ต้องรแู้ ละปฏิบตั ิได้ ผลงาน / ชนิ้ งาน การวดั ผลและการ

และตวั ช้ีวดั อธิบายความสำคัญของ - ใบงานที่ 2.1 เรือ่ ง ประเมินผล
ส 4.2 ป.6/1 วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ ประเทศเพ่ือนบ้านใน
ในการศึกษาเรือ่ งราวทาง ปัจจุบัน - แบบทดสอบ เร่อื ง
ประวัตศิ าสตรอ์ ยา่ งง่าย ๆ - ใบงานที่ 2.2 เรื่อง ประเทศเพอ่ื นบ้านใน
สภาพสังคม เศรษฐกิจ ปัจจบุ ัน

- แบบประเมนิ การทำงาน
กลมุ่

และการเมืองของประเทศ - แบบประเมนิ

เมียนมา คุณลกั ษณะอนั พึง

- ใบงานที่ 2.3 ประสงค์

พฒั นาการทาง

ประวัตศิ าสตร์ของ

ประเทศเมียนมา

- ใบงานที่ 2.4 เรื่อง
สภาพสังคม เศรษฐกิจ

และการเมืองของประเทศ

ลาว

- ใบงานที่ 2.5

พฒั นาการทาง

ประวัตศิ าสตร์ของ

ประเทศลาว
- รายงาน เรื่อง ประเทศ
เพอ่ื นบ้านในปจั จบุ นั

2. สาระการเรยี นรู้ (Learning Contents)
1. ความรู้ (Knowledge)
1.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง
1) ความหมายและความสำคญั ของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรอ์ ย่างง่ายๆ ที่เหมาะสมกบั นักเรียน
2) การนำวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรไ์ ปใช้ศึกษาเรื่องราวในท้องถิ่น เชน่ ความเป็นมาของภมู ินาม

ของสถานที่ในท้องถิน่
3) ตัวอยา่ งหลกั ฐานทเ่ี หมาะสมกับนกั เรยี นที่จะนำมาใช้ในการศึกษาเหตุการณส์ ำคัญใน

ประวตั ศิ าสตร์ไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์ เชน่ พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 4 หรือรชั กาลที่ 5 กฎหมายสำคญั
ฯลฯ (เชื่อมโยงกบั มฐ. ส 4.3)

4) สรปุ ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากหลักฐานทง้ั ความจรงิ และขอ้ เทจ็ จรงิ
5) การนำเสนอข้อมูลที่ไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ดว้ ยวิธีการตา่ งๆ เช่น การเลา่ เรอ่ื ง
การจดั นิทรรศการ การเขียนรายงาน
1.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น

(พิจารณาตามหลกั สูตรสถานศึกษา)
2. ทกั ษะ/กระบวนการ (Skill during the process)

2.1 วิธีสอนโดยการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ : เทคนคิ คคู่ ิด
2.2 วิธีสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E)
2.3 วิธีสอนโดยใช้วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์
3. สมรรถนะ (Competency)
3.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
3.2 ความสามารถในการคิด

1) ทักษะการรวบรวมข้อมูล
2) ทกั ษะการวิเคราะห์
3) ทักษะการประเมิน
4) ทักษะการเชือ่ มโยง
5) ทักษะการให้เหตผุ ล
6) ทกั ษะการสรปุ ลงความเห็น
7) ทกั ษะการประยุกต์ใช้ความรู้
3.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
3. หลกั ฐานการเรยี นรู้ ชิ้นงานหรอื ภาระงาน (Work)
- ใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประเทศเพือ่ นบ้านในปัจจุบัน

- ใบงานที่ 2.2 เรือ่ ง สภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศเมียนมา

- ใบงานที่ 2.3 พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ของประเทศเมียนมา

- ใบงานที่ 2.4 เรือ่ ง สภาพสงั คม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศลาว

- ใบงานที่ 2.5 พฒั นาการทางประวัติศาสตร์ของประเทศลาว

- รายงาน เรื่อง ประเทศเพื่อนบ้านในปจั จุบัน

การวัดและการประเมินผล ( Evaluation )

ส่งิ ที่วัดผล วิธีวดั ผล เครอ่ื งมือวัดผล เกณฑก์ ารประเมิน

ดา้ นความรู้ (K) - เรือ่ ง ประเทศเพื่อน แบบประเมินความรู้ ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 60

บ้านในปัจจบุ ัน

- เรื่อง ตำแหนง่ ทีต่ ้ัง

สาธารณรฐั แหง่

สหภาพเมียนมา

- เรือ่ ง สภาพ

เศรษฐกิจ สงั คม

การเมืองการปกครอง

ของประเทศเมียนมา

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ(P) ประเมินกระบวนการ แบบประเมินกระบวนการ ระดับคณุ ภาพ 2 ขนึ้ ไป

ทำงานกลมุ่ ด้วยแบบ ทำงานกล่มุ

ประเมิน

เจตคต/ิ คณุ ลกั ษณะ (A) ประเมินคณุ ลักษณะ แบบประเมินคณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 80

อันพึงประสงค์ ดา้ นใฝ่ อนั พึงประสงค์

เรียนรู้ มงุ่ มัน่ ในการ

ทำงาน ดว้ ยแบบ

ประเมิน

สมรรถนะของผู้เรยี น (C) ประเมินสมรรถนะของ แบบประเมินสมรรถนะ ระดบั คุณภาพ 2 ขนึ้ ไป
ผู้เรยี น, ความสามารถ ของผู้เรยี น
ในการส่อื สาร
, ความสามารถในการ
คิดดว้ ยแบบประเมิน
, ความสามารถในการ
ใช้ทกั ษะชวี ิตดว้ ยแบบ
ประเมิน

5. กระบวนการการจัดกจิ กรรม / รปู แบบการจัดกจิ กรรม ( Learning Process )
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้/แนวทางการเสริมแรงหรือช่วยเหลอื นักเรยี น
- การใช้ดาวเปน็ สัญลักษณ์แทนการชื่นชมหรือแทนรางวลั ของการทำดี การกระตนุ้ ให้นักเรยี นสะสม
ดาวเพือ่ กระตนุ้ ให้นกั เรยี นทำส่งิ ที่ดแี สดงพฤติกรรมทีด่ ี
- การใช้ลูกอม ขนม รวมทั้งการเลอื กใช้สติ๊กเกอร์สี และสติ๊กเกอรร์ ูปร่างลกั ษณะตา่ งๆ เพือ่ แสดงออก
ถึงการชมเชย ยกย่อง ให้กำลงั ใจนกั เรียนในการทำพฤติกรรมทีด่ ตี ่อไป

6. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
เรอ่ื งที่ 9 ประเทศเพ่อื นบ้านในปัจจุบัน (ชว่ั โมงที่ 9)
ข้ันนำ (15 นาที)

1. นักเรยี นสงั เกตแผนทีภ่ ูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ แล้วร่วมกันสนทนาโดยใช้คำถาม
ดงั นี้

 ประเทศไทยต้ังอย่ใู นภูมิภาคใด
(เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้)
 ประเทศไทยมีอาณาเขตติดตอ่ กบั ประเทศใดบ้าง
(ประเทศเมียนมา ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศมาเลเซีย)

 นกั เรยี นมีความรเู้ กีย่ วกบั ประเทศที่มีอาณาเขตติดตอ่ กบั ประเทศไทยอยา่ งไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคำตอบ รู้จกั ประเทศลาว มีเมืองหลวงอยทู่ ีเ่ วียงจันทน์ มีภาษาพูดและการแต่งกาย
คล้ายกับคนไทย)
 ลกั ษณะภมู ิประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้เปน็ อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ ภูมิประเทศแบง่ ออกเปน็ 2 แบบ คือ พืน้ ทีภ่ าคพืน้ ทวีป และพนื้ ทีบ่ รเิ วณหมู่
เกาะ)
2. นักเรยี นศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกีย่ วกบั เรื่อง ประเทศเพือ่ นบ้านในปัจจบุ ัน จากหนังสือเรียน
และแหล่งการเรียนรู้อืน่ ๆ เพิ่มเตมิ
ขั้นสอน (35 นาที)
3. นกั เรยี นจำแนกลกั ษณะภมู ิประเทศของภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ แล้วสรุปเปน็ ความคิด
รวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด
4. นักเรยี นวิเคราะหว์ า่ ประเทศเพื่อนบ้านมีอาณาเขตติดต่อกบั ประเทศไทยทางทิศใดบ้าง แล้วสรปุ เปน็
ความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด ดงั ตวั อย่าง

เมยี นมา ตงั้ อยทู่ างทศิ เหนือ ลาว ตงั้ อยู่ทางทศิ เหนอื
และทศิ ตะวนั ออกของประเทศ และทศิ ตะวนั ตกของประเทศ

ไทย ไทย

ประเทศเพ่อื นบา้ นมอี าณาเขต
ตดิ ต่อกบั ประเทศไทยทางทศิ

ใด

มาเลเซยี ตงั้ อยู่ทางทศิ ใตข้ อง
ประเทศไทย

5. นกั เรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิม่ คุณคา่ โดยใช้คำถาม ดงั นี้
 นักเรยี นมีความสนใจประเทศเพื่อนบ้านของไทยประเทศใดมากที่สดุ เพราะเหตใุ ด
(ตัวอยา่ งคำตอบ ประเทศลาว เพราะมีอาณาเขตติดตอ่ กับประเทศไทย มีธรรมชาตทิ ี่สวยงาม

มีวัฒนธรรมที่คลา้ ยคลึงกัน และสามารถเดินทางไปได้สะดวก)

6. นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ ตามความเหมาะสม จากนั้นรว่ มกันสืบค้นข้อมลู เกี่ยวกบั ตำแหน่งที่ต้ังของประเทศ
ไทยว่าสง่ ผลต่อตนเอง ชุมชน และประเทศชาติอย่างไร แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด
ดังตวั อยา่ ง

ตนเอง
(สามารถเดนิ ทางไปได้ ไดศ้ กึ ษาความรู้
เกย่ี วกบั ประเทศเพอ่ื นบา้ น และรจู้ กั
ประเทศเพอ่ื นบา้ น)

ตำแหนง่ ทีต่ ้ังของประเทศไทย สง่ ผลตอ่ (มกี ารแลกเปลย่ี นวชฒั ุมนชธนรรม ความเชอ่ื
ระหว่างกนั )

ประเทศชาติ

(มกี ารตดิ ต่อและพง่ึ พาอาศยั กนั ทาง
เศรษฐกจิ การเมอื ง และสงั คม)

7. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีข้นึ
8. นกั เรยี นรว่ มกนั สรุปสง่ิ ทีเ่ ข้าใจเปน็ ความรู้ร่วมกัน ดังนี้

ประเทศไทยต้ังอยูใ่ นภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ และมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเมียนมา
ประเทศลาว ประเทศกมั พชู า และประเทศมาเลเซีย

9. นักเรยี นออกมานำเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน
10. นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายสรุปเกี่ยวกับวิธีการทำงานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ทีม่ ีแบบแผน

ขั้นสรปุ (10 นาที)
11. นักเรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลังการเรียนและหลงั การทำกิจกรรม

ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
• ส่งิ ทีน่ ักเรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นคี้ ืออะไร
• นักเรยี นมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• เพือ่ นนักเรยี นในกลมุ่ มีส่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกับการเรียนในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนำความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมทว่ั ไป
ได้อยา่ งไร
จากน้ันแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทุกข้ันตอนวา่ จะเพิม่ คุณค่าไปส่สู งั คม

เกิดประโยชน์ต่อสงั คมให้มากข้ึนกว่าเดมิ ในขั้นตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครง้ั ต่อไป
สื่อการเรยี นร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้

1. หนังสือเรียนรายวิชาพนื้ ฐาน ประวตั ิศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6
2. แผนที่ภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
3. แหล่งการเรียนรู้ท้ังภายในและภายนอกโรงเรียน

เร่อื งที่ 10 เรอ่ื ง ตำแหน่งที่ต้งั สาธารณรัฐแหง่ สหภาพเมียนมา (ชวั่ โมงที่ 10)

ขั้นนำ (15 นาที)
1. นักเรยี นสงั เกตแผนที่แสดงอาณาเขตของประเทศเมียนมา แล้วรว่ มกนั สนทนาโดยใช้คำถาม ดังนี้

 ประเทศเมียนมามีอาณาเขตติดต่อกับประเทศใดบา้ ง
(อินเดยี จีน ลาว ไทย)
 ประเทศเมียนมามีอาณาเขตติดตอ่ กับบริเวณใดของประเทศไทย
(ภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย)
 ประเทศเมียนมามีเสน้ ทางออกสู่ทะเลทางใดบ้าง
(อ่าวเบงกอล อ่าวเมาะตะมะ ทะเลอนั ดามนั )
2. นกั เรยี นศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง ตำแหน่งที่ตั้งสาธารณรฐั แห่งสภาพเมียนมา
จากหนังสือเรียนและแหลง่ การเรียนรู้อื่น ๆ เพิ่มเตมิ
ขั้นสอน (35 นาที)
3. นักเรยี นวิเคราะห์อาณาเขตของประเทศเมยี นมา แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพ
ความคิด
4. นักเรยี นวิเคราะหล์ ักษณะสำคญั ของประเทศเมียนมา แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพ
ความคิด
5. นักเรยี นคิดประเมินเพื่อเพิม่ คณุ ค่า โดยใช้คำถาม ดงั นี้
 ตำแหนง่ ที่ต้ังของประเทศเมียนมามีความสำคัญอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคำตอบ มีอาณาเขตติดตอ่ กับทะเลและมีพืน้ ที่บนบก ทำให้มีความอดุ มสมบูรณ์ และยงั
มีอาณาเขตติดตอ่ กับประเทศอื่นนอกภูมภิ าค)
6. นักเรยี นแบง่ กลุม่ เพือ่ รว่ มกันวิเคราะหล์ ักษณะทางภมู ิศาสตรข์ องประเทศเมียนมาวา่ ก่อให้เกิดผลตอ่
เศรษฐกิจและสังคมอยา่ งไร แล้วสรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้แผนภาพความคิด

เศรษฐกิจ

(เกดิ การพง่ึ พาและช่วยเหลอื ทางเศรษฐกจิ )

ลกั ษณะทางภูมศิ าสตร์ สงั คม
ของประเทศเนมา
(เกดิ การผสมผสานทางวฒั นธรรม
ประเพณี)

7. นกั เรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรุงแก้ไขให้ดีข้นึ
8. นักเรยี นรว่ มกันสรปุ สง่ิ ที่เข้าใจเป็นความรู้ร่วมกนั ดงั นี้

ประเทศเมียนมามีพรมแดนดา้ นทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนือตดิ กบั ประเทศอินเดยี และบังกลาเทศ
ดา้ นทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือติดกับประเทศจีนและทิเบต ดา้ นทศิ ตะวนั ออกติดกับประเทศลาว และดา้ นทศิ ใต้
ติดกบั ประเทศไทย ภมู ิประเทศประกอบดว้ ยภเู ขาและทีร่ าบ

9. นักเรยี นออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
10. นกั เรยี นร่วมกันอภิปรายสรปุ เกีย่ วกับวิธกี ารทำงานให้เห็นการคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ที่มีแบบแผน
ขัน้ สรุป (10 นาที)
11. นกั เรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรียนและหลงั การทำกิจกรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้

• สง่ิ ที่นักเรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นคี้ ืออะไร
• นักเรยี นมีส่วนรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• เพือ่ นนกั เรยี นในกล่มุ มีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพอใจกบั การเรียนในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรู้ที่ได้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครัว และสงั คมท่วั ไป

ได้อย่างไร
จากน้ันแลกเปล่ยี นตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทุกข้ันตอนวา่ จะเพิม่ คณุ คา่ ไปสสู่ งั คม
เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขึน้ กวา่ เดมิ ในขั้นตอนใดบ้าง สำหรับการทำงานในครง้ั ต่อไป
สื่อการเรยี นรู้/แหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือเรียนรายวิชาพนื้ ฐาน ประวัติศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6
2. แผนที่แสดงอาณาเขตประเทศเมียนมา
3. แหลง่ การเรียนรู้ท้ังภายในและภายนอกโรงเรียน

เรอ่ื งที่ 11 เรอ่ื ง สภาพเศรษฐกจิ สงั คม การเมืองการปกครองของประเทศเมียนมา (ชวั่ โมงที่ 11)

ข้นั นำ (15 นาที)
1. นกั เรยี นร่วมกนั สนทนาเพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับประเทศเมียนมา โดยใช้คำถาม ดังนี้
 ประเทศเมียนมาตงั้ อยูบ่ รเิ วณใด
(ภมู ิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
 ประเทศเมียนมามีเมืองหลวงชือ่ อะไร
(เนปยดี อ)


Click to View FlipBook Version