98
รูปที่ 3.37 พิมพเ์ มียสาเร็จรูป
ที่มา: https://www.tipcopunch.com
รูปท่ี 3.38 รูปร่างของพมิ พเ์ มียสาเร็จรูปแบบตา่ ง ๆ
ท่ีมา: สมาคมอุตสาหกรรมแมพ่ มิ พไ์ ทย, 2550.
ซ่ึงแตล่ ะแบบ มีช่ือเรียกดงั ต่อไปน้ี
A พมิ พเ์ มียแบบมีบา่ (Button Dies; Head Type)
B พิมพเ์ มียแบบตรง (Button Dies; Straight Type)
C พิมพเ์ มียแบบมีร่องสลกั ยดึ (Button Dies; Dowel Slot Type)
D พมิ พเ์ มียแบบมีร่องสลกั ยดึ ไมช่ ุบแขง็ (Soft Button Dies; Dowel Slot Type)
E พิมพเ์ มียแบบมีบา่ รูหลบเรียว (Angular Button Dies; Head Type)
F พิมพเ์ มียแบบตรง รูหลบเรียว (Angular Button Dies; Straight Type)
99
5.2 สดั ส่วนของพิมพเ์ มียกดตดั รู
รูปที่ 3.39 สดั ส่วนของพมิ พเ์ มียสาเร็จรูป
ที่มา: https://www.sunrisegr.com
100
จากรูปที่ 3.39 A รูปร่างและส่วนประกอบต่าง ๆ ของพิมพเ์ มียสาเร็จรูปแบบมีบา่ ขนาดรูของพมิ พเ์ มีย
กาหนดดว้ ย P ขนาดตวั พิมพเ์ มีย D จะออกแบบให้ใชพ้ ิกดั งานสวม m5 โดยท่ีขนาดของ D น้นั จะเลือกใช้
ขนาดท่ีสอดคลอ้ งกบั ขนาดของรีมเมอร์มาตรฐาน เพ่ือให้สามารถง่ายและสะดวกในการทารูใส่พิมพเ์ มียท่ี
ดายเพลท และจะมีช่วงนาซ่ึงเป็ นช่วงปลายของพิมพเ์ มียประมาณ 3 มม. จะลดขนาดของ ตวั พิมพเ์ มียลง
0.01-0.03 มม. เพอื่ ใชเ้ ป็นช่วงนาในการประกอบพิมพเ์ มียเขา้ กบั ดายเพลท โดยทาการประกอบเขา้ จากผวิ ล่าง
ของดายเพลท ขนาดความสูงของพิมพ์เมีย L จะออกแบบให้สอดคลอ้ งกบั ความหนามาตรฐานของแผ่น
สาเร็จ (Finished Plate) จะทาใหส้ ะดวกยง่ิ ข้ึนเม่ือมีการเลือกใชแ้ ผ่นสาเร็จ ในการทาดายเพลท และมีการเผ่ือ
ขนาดไว้ 0.2-0.4 มม. ซ่ึงหลงั จากประกอบเขา้ กบั ดายเพลทแลว้ ก็จะตอ้ งมีการเจียระไนปรับผิวหนา้ ร่วมกนั
แต่กจ็ ะสัมพนั ธก์ บั ความหนาของหวั พิมพเ์ มีย และมีการเผ่อื ขนาดไว้ 0.3 มม. เช่นเดียวกนั เมื่อประกอบแลว้ ก็
ตอ้ งมีการเจียระไนผวิ ลา่ งของดายเพลทร่วมกนั ดว้ ย
ในรูปที่ 3.39 B เป็นพมิ พเ์ มียแบบไม่มีบ่า โดยรวม ๆ กจ็ ะเหมือนกนั ต่างกนั ตรงท่ีไม่มีบ่า และช่วงนา
จะอยู่ท่ีดา้ นล่างของตวั พิมพเ์ มีย นน่ั หมายความวา่ การประกอบพิมพเ์ มียแบบน้ีจะประกอบเขา้ กบั ดายเพลท
ทางผวิ บนของดายเพลท
วสั ดุท่ีใชท้ าพิมพเ์ มียและคุณภาพผิวสาเร็จ ก็จะเช่นเดียวกบั พิมพผ์ แู้ ละไพลอ้ ตพนั ช์ ดงั น้นั จึงเป็นการ
ช่วยใหส้ ะดวกและรวดเร็วในการทาแมพ่ ิมพ์ เมื่อเลือกใชพ้ มิ พเ์ มียมาตรฐาน
6. แผ่นยดึ พมิ พ์ผู้ (Retainers)
ชุดยึดพนั ช์และดาย หรือรีเทนเนอร์ เป็ นชิ้นส่วนมาตรฐานท่ีจดั เป็ นชุด ประกอบดว้ ยแผ่นยึดพิมพผ์ ู้
สกรูหกเหล่ียมหัวจม และสลักเดือยหรือโดเวลพิน ชุดยึดพันช์และดายถูกออกแบบมาเพื่อยึดพิมพ์ผู้
มาตรฐานและพิมพเ์ มีย ทาหน้าท่ีเหมือนพนั ช์เพลทหรือดายเพลท เหมาะกบั การใช้งานเจาะแผ่นชิ้นงานท่ี
กวา้ งใหญ่ แตร่ ูเจาะอยหู่ ่างกนั ซ่ึงจะทาใหป้ ระหยดั เวลาและวสั ดุในการทาแม่พิมพ์
ผูผ้ ลิตชิ้นส่วนมาตรฐานออกแบบชุดยึดพิมพผ์ ู้ (Retainer) ในสองรูปแบบ คือ รูปที่ทรงสามเหล่ียม
ปลายมน ซ่ึงมีท้งั แบบยึดดว้ ยสกรูตวั เดียวและสองตวั และรูปท่ีร่างสี่เหลี่ยม มีท้งั ชนิดเจาะรูโดเวลและรีม
เพ่ือให้ผูผ้ ลิตแม่พิมพซ์ ่ึงมีเครื่องจกั ร CNC สามารถเจาะรูกาหนดตาแหน่งบนพนั ช์โฮลเดอร์ หรือ ดายโฮล
เดอร์ ไดเ้ ลยซ่ึงจะทาให้การประกอบทาไดส้ ะดวกและแม่นยา และชนิดที่มีการเจาะรูเตรียมเพื่อรีมเท่ากัน
เพอ่ื ใหผ้ ผู้ ลิตแมพ่ มิ พป์ ระกอบพนั ชแ์ ละดาย โดยปรับตาแหน่งและระยะเผ่ือใหถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสม แลว้ จึง
ใชร้ ูเจาะท่ีชุดยดึ พมิ พผ์ เู้ ป็นรูนาเจาะร่วมกนั กบั พ้นั ชโ์ ฮลเดอร์ หรือดายโฮลเดอร์ และเจาะรีมเมอร์ร่วมกนั
101
รูปท่ี 3.40 ชุดยดึ พิมพผ์ แู้ บบต่าง ๆ
ท่ีมา: https://www.tipcopunch.com/retainers.html
การยดึ Punches เขา้ กบั ชุดพิมพผ์ ู้ โดยทว่ั ไปใช้ Punch Plate แต่หากมีขอ้ จากดั หลาย ๆ ประการ ดงั เช่น
ชุดแมพ่ ิมพม์ ีขนาดเลก็ ตอ้ งการสร้างชุดแมพ่ มิ พใ์ หเ้ สร็จในเวลาที่จากดั โดยชุดแม่พิมพเ์ ป็นแบบง่าย ๆ จะใช้
ชุดยึดพิมพผ์ ูส้ าเร็จรูป โดยใช้ยึด Punches เขา้ กบั Punch Holder ชุดยึดพิมพผ์ ูส้ าเร็จรูป มีหลาย ๆ แบบ ดงั
ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
รูปท่ี 3.41 ชุดยดึ พมิ พผ์ แู้ บบบอลลอ็ ค
ที่มา: https://www.tipcopunch.com/ball-lock-punch-retainers.html
102
รูปที่ 3.42 ชุดยดึ พมิ พผ์ แู้ บบ Head-punch
ที่มา: https://www.tipcopunch.com/headed-punch-retainers.html
รูปท่ี 3.43 ตวั อยา่ งการเรียกสดั ส่วนต่าง ๆ ของชุดยดึ พิมพผ์ ู้
ท่ีมา: https://www.sunrisegr.com
103
7. สปริง (Spring)
สปริงถือเป็ นชิ้นส่วนท่ีสาคัญในแม่พิมพ์ เพราะสปริงทาหน้าที่รับแรงอดั เพื่อ ส่งผ่านแรงไปยงั
ชิ้นส่วนที่ตอ้ งการ เช่น ในกรณีแม่พิมพต์ ดั จะอาศยั แรงจากสปริงส่งไปยงั แผ่นปลดชิ้นงาน (Stripper Plate)
เพื่อทาหนา้ ท่ีปลดชิ้นงานที่โอบรัดรอบพนั ช์หลงั การตดั รวมท้งั อาจใส่ไวใ้ ตต้ วั ดีดชิ้นงาน (Ejector) เพื่อดีด
ชิ้นงานหรือเศษวสั ดุออกจากดาย หรือในกรณีของกระบวนการลากข้ึนรูปลึก อาจอาศยั แรงจากสปริง ส่งไป
ยงั แผน่ จบั ยดึ ชิ้นงาน (Blank Holder) เพื่อป้องกนั การเกิดรอยยน่ ของแผน่ ชิ้นงานในระหวา่ งการลากข้นึ รูป
7.1 ประเภทและการใชง้ านของสปริง
สปริงท่ีใชก้ บั ชุดแม่พิมพป์ ั๊มข้ึนรูปโลหะ นามาใชป้ ระกอบเขา้ กบั ชุดแม่พิมพ์ เพ่ือใชแ้ รงยดื หยุ่นจาก
สปริงมาใช้ปลดแผ่นงาน ชิ้นงาน ออกจากพิมพผ์ ูห้ รือแผ่นพิมพเ์ มีย สปริงท่ีใช้ในอุตสาหกรรมแม่พิมพม์ ี
มาตรฐานเฉพาะ แบง่ ตามลกั ษณะการใชง้ าน ได้ 5 ประเภท มีสัญลกั ษณ์ (Code) และสี ดงั ตอ่ ไปน้ี
รูปที่ 3.44 สปริงแบบตา่ ง ๆ
https://www.sunrisegr.com
ตำรำงที่ 3.2 ประเภทของสปริงขดตามลกั ษณะการใชง้ าน และสญั ลกั ษณ์ตา่ ง ๆ
ประเภทของสปริงที่ใช้กบั งำน สัญลกั ษณ์ สีของสปริง
แรงกดเบามาก (Minimal Load) DF 104
แรงกดเบา (Light Load) DL
แรงกดปานกลาง (Medium Load) DM เหลือง
แรงกดหนกั (Heavy Load) DH น้าเงิน
แรงกดหนกั พิเศษ(Extra Heavy Load) DB แดง
เขยี ว
น้าตาล
การเลือกใชส้ ปริงใหเ้ หมาะสมกบั ชุดแมพ่ ิมพ์ มีขอ้ ควรพิจารณาดงั ต่อไปน้ี
1. แรงกด (Load)
2. ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางโตนอกของสปริง (Outside Diameter)
3. จานวนคร้ังที่ใชง้ าน (Life)
4. ระยะยบุ ตวั (Deflection)
7.2 ขนาดและระยะต่าง ๆ ของสปริง
รูปที่ 3.45 ขนาดและระยะตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การเลือกสปริง
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
ขนาดและระยะตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การเลือกสปริง
1. OD (Outer Diameter) คอื ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางนอกของคอยลส์ ปริง
105
2. ID (Inner Diameter) คอื ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางในของคอยลส์ ปริง
3. Free Length คอื ความยาวอิสระ เป็นความยาวของสปริงขณะไม่ไดร้ ับแรงใด
4. Pre-load คือ ระยะยุบตวั เริ่มตน้ ของสปริงขณะประกอบเขา้ ไปในแม่พิมพ์ (ขณะไม่ไดป้ ั๊มชิ้นงาน)
โดยปกติตอ้ งกาหนดระยะน้ีไวเ้ พ่ือป้องกนั การสัน่ ของแมพ่ ิมพเ์ ม่ือเกิดการกระแทกขณะทาการป๊ัม
5. Operating Travel คือ ระยะยบุ ช่วงใชง้ านของสปริง มีค่าเทา่ กบั ความยาวสโตรกของการป๊ัมชิ้นงาน
6. Compressed Length คือ ความยาวที่เหลืออยเู่ ม่ือสปริงถกู กดจนยบุ ตวั (จงั หวะแมพ่ มิ พป์ ิ ด)
มาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศญี่ป่ ุนไดก้ าหนดมาตรฐานเก่ียวกบั สปริง ที่ใชส้ าหรับงานแม่พิมพ์
ไวห้ ลายแบบ เพื่อใหส้ ามารถเลือกใชไ้ ดง้ ่ายและเหมาะสมกบั งาน ตารางที่ 3.2 เป็นประเภทของสปริงท่ีแบง่
ตามความสามารถในการรับภาระหรือระดบั แรงกด โดยใชส้ ีของสปริงที่แตกต่างกนั รวมท้งั แสดงระยะยุบ
สูงสุดของสปริงแตล่ ะประเภท และระยะยบุ สาหรับการใชง้ านท่ีสมั พนั ธก์ บั อายกุ ารใชง้ านโดยประมาณของ
สปริง
ตำรำงที่ 3.3 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งระยะยบุ อายกุ ารใชง้ านโดยประมาณ และระดบั แรงกดของสปริง
อายกุ าร อายุ อายุ ระยะยบุ ระยะยุบ สี
ใช้งาน การใช้งาน การใช้งาน ขณะใช้งาน สูงสด
ระยะยุบ สูงสุด
ยาว สูงสุด
แรงกดเบามาก 40.0% 45.0% 50.0% ประมาณ 58% เหลือง
แรงกดเบา 32.0% 36.0% 40.0% ประมาณ 48% น้าเงิน
แรงกดปานกลาง 25.6% 28.8% 32.0% ประมาณ 38% แดง
แรงกดหนกั 19.2% 21.6% 24.0% ประมาณ 28% เขียว
แรงกดหนกั มาก 16.0% 18.0% 20.0% ประมาณ 24% น้าตาล
106
แรงกดเบามาก แรงกดเบา แรงกดปานกลาง แรงกดหนกั แรงกดหนกั มาก
หมายเหตุ : ระยะยบุ มีหน่วยเป็นร้อยละของความยาวอิสระ (% of Free Length)
รูปที่ 3.46 ขนาดและระยะต่าง ๆ ที่เก่ียวขอ้ งกบั การเลือกสปริง
ที่มา: https://www.sunrisegr.com
จากตารางที่ 3.3 การเลือกใชส้ ปริงสาหรับแมพ่ ิมพต์ อ้ งพิจารณาระยะยบุ ของสปริงใหเ้ หมาะสม เพราะ
จะส่งผลต่ออายกุ ารใชง้ านของสปริง โดยระยะยบุ ของสปริงหมายถึงระยะยบุ เริ่มตน้ บวกกบั ระยะยบุ ช่องใช้
งาน ซ่ึงถา้ ระยะดังกล่าวไม่เกินค่าท่ีกาหนดในช่องอายุการใช้งานสูงสุด (Optimum Life) หมายความว่า
สปริงจะมีอายกุ ารใชง้ านยาวนานท่ีสุด คือมากกวา่ 1,000,000 คร้ัง แต่ถา้ ระยะดงั กลา่ ว ใกลเ้ คยี งกบั คา่ ในช่อง
อายกุ ารใชง้ านยาว (Long Life) สปริงจะมีอายกุ ารใชง้ านประมาณ 500,000 คร้ัง และถา้ ระยะยบุ เท่ากบั ค่าใน
ช่องระยะยุบขณะใช้งานสูงสุด (Maximum Operating Deflection) สปริงจะมีอายุการใช้งานประมาณ
300,000 คร้ัง ซ่ึงการออกแบบโดยปกติจะไม่ให้ระยะยุบมากเกินกว่าค่าน้ี ส่วนค่าที่แสดงในช่องระยะยุบ
สูงสุด หมายถึง ระยะยบุ เม่ือกดสปริงจนกระทง่ั ไม่สามารถยุบตวั ไดอ้ ีก ตวั อยา่ งเช่น สปริงชนิดรับภาระปาน
กลาง (สีแดง) ควรออกแบบใหย้ บุ ตวั ขณะทางานไม่เกิน 25.6% ของความยาวอิสระ เพ่อี ใหไ้ ดอ้ ายกุ ารใชง้ าน
สูงสุด โดยสปริงตวั น้ีมีระยะที่สามารถทางานไดส้ ูงสุด 32% ของความยาวอิสระ ถึงแมจ้ ะยบุ ตวั ไดม้ ากสุดถึง
38% ของความยาวอิสระกต็ าม
ในการเลือกสปริงตอ้ งคานึงถึงแรงท่ีตอ้ งการ เพี่อใหเ้ พียงพอต่อกระบวนการทางานตามที่กาหนดไว้
เช่น ในกรณีท่ีตอ้ งการแรงจากสปริงสาหรับการปลดชิ้นงานเอง แม่พิมพต์ ดั ตอ้ งเร่ิมจากการคานวณแรงตดั
ชิ้นงาน แลว้ จึงกาหนดค่าแรงปลดชิ้นงานท่ีตอ้ งการ แลว้ นาค่าดงั กล่าวมาหาประเภท (แรงกดหรือสี) และ
ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางของสปริง ซ่ึงควรเลือกออกแบบให้ระยะยุบของสปริงเท่ากบั ค่าท่ีจะทาให้ไดอ้ ายุ
การใชง้ านประมาณ 1,000,000 คร้ัง ซ่ึงสามารถเลือกสปริงไดจ้ ากกราฟในรูปที่ 3.47 โดยค่าแรงท่ีแสดงใน
107
กราฟดงั กล่าวเป็นแรงกดของสปริงหน่ึงตวั ดงั น้ัน กรณีท่ีออกแบบเพื่อใช้สปริง 4 ตวั ในแม่พิมพ์ ตอ้ งหาร
คา่ แรงที่ตอ้ งการดว้ ย 4 แลว้ นาคา่ ท่ีไดไ้ ปเลือกสปริงจากกราฟ
รูปที่ 3.47 กราฟการเลือกใชส้ ปริงในกรณีท่ีระยะยบุ เท่ากบั คา่ ท่ีทาใหไ้ ดอ้ ายุการใชง้ านประมาณ 1,000,000
คร้ัง
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
รูปท่ี 3.48 การยบุ ตวั ที่ระยะตา่ ง ๆ ของสปริง
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
108
HF : Free length คือ ความยาวอิสระของสปริง เป็ นความยาวเม่ือสปริงอยู่อย่างอิสระไม่มีแรง
ภายนอกใด ๆ มากระทา
H :Compressed Length คือ ความยาวของสปริงเมื่อถูกกดจนยุบตวั จนถึงตาแหน่งต่าสุดของ การ
ทางาน
T : Operating Travel คือ ระยะเคลื่อนท่ีทางานของแม่พิมพ์ โดยเร่ิมต้งั แต่ตาแหน่งเริ่มต้น จนถึง
ตาแหน่งต่าสุดของการทางาน
X :Pre-Load คือ ระยะยบุ ตวั ของสปริงเพื่อสร้างแรงเริ่มตน้ (Initial Load) โดยเร่ิมจากตาแหน่งความ
ยาวอิสระของสปริงถึงตาแหน่งเร่ิมตน้
L :Initial Load คือ แรงเริ่มตน้ ของการทางาน เป็ นแรงที่เกิดจากการประกอบสปริงเขา้ ใน แม่พิมพ์
โดยท่ีสปริงจะถูกกดให้ยุบตวั ท่ีค่าหน่ึง วตั ถุประสงคเ์ พ่ือเกิดแรงตา้ นหรือแรงในการกดจบั ชิ้นงานทนั ทีท่ี
สมั ผสั
P : Operating Load คือ แรงสูงสุดที่ตาแหน่งต่าสุดของการทางาน ซ่ึงมีการคานวณออกโดยช่าง
ออกแบบ
และมีอีกค่าหน่ึงท่ีจะตอ้ งมาทาความรู้จกั คือ ความสูงขดติดกนั (Solid Height) เป็นความสูงท่ี สปริง
ถูกกดจนตวั ขดลวดสปริงติดกนั เป็ นเสมือนกอ้ นโลหะกอ้ นเดียว เป็นส่วนหน่ึงท่ีตอ้ งนามา พิจารณาในการ
ออกแบบแมพ่ มิ พแ์ ละเลือกใชส้ ปริง
ส่ิงท่ีสาคญั ของสปริงท่ีตอ้ งรู้คือ คา่ คงท่ีของสปริง (Spring Constant: K) คอื ค่าของแรงท่ีไดจ้ าก สปริง
เม่ือถูกกดให้ยุบตวั ลง 1 มม. ซ่ึงค่า K น้ี สปริงแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกนั ช่างออกแบบและผูท้ าแม่พิมพ์
จะตอ้ งรู้และเขา้ ใจ เพ่ือจะไดส้ ามารถเลือกใชไ้ ดถ้ ูกตอ้ ง ตรงตามความตอ้ งการ อย่างไรก็ตาม ผผู้ ลิตสปริงก็
จะมีการระบคุ า่ K ของสปริงในแตล่ ะชนิด และแตล่ ะช่วงความยาวไวใ้ นตารางมาตรฐาน
ตัวอย่าง แรงกดท่ีตอ้ งการใช้ในชุดแม่พิมพม์ ีขนาด 600 kg (6 kN.) ตอ้ งการขนาดความโตนอกของ
สปริง 50 mm ใชก้ บั แมพ่ มิ พเ์ พ่อื กดรีดข้ึนรูปชิ้นงานจานวน 1,000,000 คร้ัง ตอ้ งการระยะยบุ ตวั ของสปริง 48
mm
การเลือกใชส้ ปริงตามความตอ้ งการดงั กลา่ ว สามารถเลือกประเภทสปริงซ่ึงเป็นกราฟของสปริงยห่ี อ้
Daido –Star
จากกราฟ ตอ้ งการใชส้ ปริงกดข้ึนรูปชิ้นงานจานวน 1,000,000 คร้ัง แรงกด 600 kg ควรเลือก สปริงที่
รับแรงกดหนกั (DH) สีเขยี ว และจากตารางขอ้ มูลเฉพาะ (Specification) ของสปริงที่รับแรงกดหนกั (DH) สี
เขียว ที่มีระยะการยบุ ตวั ได้ 48 mm ตอ้ งใชส้ ปริง DH 50 x 250 m
โดยมีรายละเอียดดงั น้ี ขนาดความโตนอกของสปริง 50 mm ความยาว 250 mm และขนาดความโตใน
25 mm
109
การยึดสปริงในแม่พิมพ์โดยปกติจะใช้สตริปเปอร์โบลต์ในการยึด โดยขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง
ภายนอกของสตริปเปอร์โบลตต์ อ้ งเลก็ กว่าขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางภายในของสปริงเลก็ นอ้ ย โดยปลายดา้ น
หน่ึงของสตริปเปอร์โบลต์จะเป็ นเกลียว ส่วนลาตวั เป็ นแท่งทรงกระบอกที่มีขนาดใหญ่กว่าเกลียวที่ปลาย
และท่ีส่วนหวั จะคลา้ ยกบั โบลตท์ วั่ ไป กรณีของแม่พิมพต์ ดั ปลายดา้ นที่เป็นเกลียวของสตริปเปอร์โบลต์จะ
ยดึ กบั แผ่นปลดชิ้นงาน โดยตวั สปริงจะถูกยนั ไวก้ บั แผ่นบลอ็ กจบั ยดึ พนั ช์ หรืออาจจะ เจาะรูบนแผ่นบล็อก
ดงั กลา่ ว และใหส้ ปริงยนั ไวก้ บั แผน่ รองรับกระจายความเคน้ ดงั แสดงในรูปท่ี 3.49
รูปท่ี 3.48 การยดึ สปริงในแม่พิมพโ์ ดยใชส้ ตริปเปอร์โบลต์
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
8. ยำงยรู ีเทน (Poly – Urethane)
8.1 ลกั ษณะของยางยรู ีเทน
ในปี พ.ศ. 2530 เป็นตน้ มาอุตสาหกรรมแม่พิมพไ์ ดม้ ีการขยายตวั และมีความตอ้ งการมากข้ึน รวมถึง
การพฒั นาใหก้ า้ วหนา้ สะดวกและผลิตไดอ้ ย่างรวดเร็ว มีการใชย้ างยรู ีเทน (Urethane) แทนชิ้นส่วนของชุด
แม่พมิ พบ์ างชิ้นส่วน โดยเฉพาะสปริง ยางยรู ีเทนที่นามาใชง้ านในชุดแม่พมิ พป์ ๊ัมข้นึ รูปโลหะ แบง่ ออกเป็น
1. แบบที่ใชก้ บั งานทวั่ ไป (Poly -Urethane: Standard Type) มีสีตามธรรมชาติ คือ สีขาวข่นุ
(Natural Color)
2. แบบที่ใชก้ บั งานหนกั (Poly – Urethane For Heavy Load) ซ่ึงมีสีดา (Black Color)
การผลิตออกมาจาหน่าย แบ่งออกตามรูปร่างได้ 3 ลกั ษณะ
1. แท่งกลม (Round Bar)
2. แท่งส่ีเหล่ียม (Pad)
110
3. แผน่ (Sheet)
การผลิตยางยูรีเทนเป็ นแท่งกลมออกจาหน่าย บริษทั ผทู้ ่ีผลิตจะผลิตออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ กลมตนั
(Solid Bar) กบั กลมกลวง (Hollow Bar) สาหรับขนาดของยางยรู ีเทนท่ีใชก้ บั งานทวั่ ไป และใชก้ บั งานหนกั มี
ขนาดเทา่ กนั แตกต่างกนั ท่ี สี และสัญลกั ษณ์ เช่น
ยางยรู ีเทนใชง้ านทวั่ ไป
- ชนิดมีรู (Hollow Bar : UTH)
- ชนิดตนั (Solid Bar : UTS)
ยางยรู ีเทนใชง้ านหนกั
- ชนิดมีรู (Hollow Bar : HUTH)
- ชนิดตนั (Solid Bar : HUTS)
รูปที่ 3.50 แท่งยางยรู ีเทน แบบตา่ ง ๆ
ที่มา : https://www.expert-ees.com
สปริงยูเรเทน ทาจากสารเคมีสงั เคราะห์ยเู รเทน ซ่ึงเป็นวสั ดุท่ีมีความยดื หยนุ่ ทนต่อการกดั กร่อน และ
ทนน้ามนั ไดด้ ี ราคาไม่สูง และยงั แปรรูปที่ไดง้ ่าย สามารถให้แรงไดเ้ หมือนสปริง จึงมีความนิยม นามาใช้
แทนสปริงในแมพ่ มิ พ์ ทาใหก้ ารบารุงรักษางา่ ยข้ึน โครงสร้างแม่พมิ พก์ ง็ ่ายข้นึ และราคาแม่พิมพถ์ ูกลง
8.2 ประเภทของยเู รเทน
สปริงยเู รเทนที่มีจาหน่าย มีหลายแบบดงั ตอ่ ไปน้ี
8.2.1 แบบสาเร็จรูปเพ่ือใชง้ านร่วมกบั พนั ช์เจาะมาตรฐาน ซ่ึงจะมีรูปร่างทรงกระบอก ขนาดเส้น
ผา่ นศนู ยก์ ลางตา่ ง ๆ มีรูท่ีแกนกลางขนาดต่าง ๆ ซ่ึงเหมาะสมกบั ดา้ มพนั ช์เจาะและมีรูตรงปลายขนาดตา่ ง ๆ
ใหเ้ ลือกใชโ้ ดยใหเ้ หมาะสมกบั ขนาดปลายพนั ช์
111
รูปที่ 3.51 สปริงยเู รเทนสาเร็จรูป สาหรับพนั ชเ์ จาะมาตรฐาน
ท่ีมา : https://www.expert-ees.com
8.2.2 แบบก่ึงสาเร็จรูป เพ่ือใช้งานแทนสปริง หรือใช้งานกบั พนั ช์เจาะมาตรฐาน จะมีรูปร่างเป็ น
ทรงกระบอกขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางต่าง ๆ และมีรูตรงกลางโดยตลอด ขนาดความยาวต้งั แต่ 10 ม.ม. ถึง
200 มม. ซ่ึงผูใ้ ชส้ ามารถตดั ใช้ไดเ้ องตามตอ้ งการ หรืออาจจะอยู่ในรูปที่แท่งหน้าตดั สี่เหล่ียม ขนาดต่าง ๆ
ความยาวต้งั แต่ 25 มม. ถึง 1000 มม.
รูปท่ี 3.52 สปริงยเู รเทนแบบก่ึงสาเร็จรูปแท่งหนา้ ตดั กลม และแทง่ หนา้ ตดั สี่เหลี่ยม
ที่มา : https://www.expert-ees.com
112
8.2.3 แบบแผ่นดิบ เพื่อใชง้ านในรูปท่ีร่างพิเศษตามความตอ้ งการซ่ึงเป็ นแผน่ ขนาดความกวา้ งและ
ความยาวต้งั แต่ 20 มม. ถึง 500 มม. และความหนาตา่ ง ๆ
รูปท่ี 3.53 สปริงยเู รเทนแบบแผน่
ท่ีมา : https://www.expert-ees.com
ในการเลือกใช้น้ันก็จะตอ้ งดูกราฟของแรงของสปริงยูเรเทนแต่ละแบบประกอบ โดยพิจารณาค่า
เปอร์เซ็นตต์ า้ นยบุ ตวั และคา่ แรงท่ีจะได้
8.3 ขอ้ ควรระวงั ในการใชง้ าน
8.3.1 ขนาดความยาวห้ามยุบเกิน 30% ของความยาวเดิมสามารถเปิ ดจากตารางท้งั สีดาและสีเหลือง
อาพนั ท้งั น้ีข้นึ กบั พ้นื ที่บริเวณท่ีใชง้ าน ในขณะที่สปริงใชไ้ ดใ้ นช่วงที่กวา้ งกวา่ ยเู รเทน
8.3.2 ในการปั๊มจานวนมาก (Mass Production) ยูเรเทน (Urethane) จะหดตวั เนื่องจากยูเรเทนเม่ือ
ทางานมาก ๆ จะเกิดความร้อนเนื่องจากระบายความร้อนไม่ทนั การคานวณใช้งานให้เผื่อความยาวเพ่ิม
ประมาณ 7 % เพราะความร้อนมีผลต่อแรงต้านการกด และเม่ืออดั ในแม่พิมพ์ ควรอดั ขนาดส้ันลง 4 %
เพ่ือให้มีแรงกดล่วงหน้า (Pre load) เปรียบเหมือนการขันสปริงที่ต้องให้มีการขันให้รับแรงล่วงหน้า
เช่นเดียวกนั เพื่อมีแรงตา้ นทนั ทีท่ีใชง้ าน
8.3.3 อุณหภมู ิหา้ มเกิน 85 องศาเซลเซียส พลาสติกสังเคราะห์คุณสมบตั ิจะเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว
8.3.4 การคานวณคา่ Stripping Force (แรงเหยยี บ) ควรใชค้ า่ ประมาณ 5 - 20 % ของแรงตดั Blanking
Force
8.3.5 ตอ้ งขนั ยึดไม่ให้ยูเรเทนหลุดง่าย เช่น ชุดสตอ็ คบล็อกเป็นชุดเบ่งยูเรเทรนและขนั ดว้ ยสกรู มี
รูปร่างตา่ ง ๆ ใหเ้ ลือกใช้
8.3.6 เวลาประกอบแมพ่ มิ พ์ หา้ มส่วนมีคมบาดยเู รเทน เพราะจะเสียกาลงั
8.3.7 สีของยเู รเทนไมเ่ ป็นขอ้ บ่งคณุ ภาพ แตจ่ ะระบุคุณภาพดว้ ยความแขง็ แบบชอร์ (Shore hardness)
95, 90, 80, 70 การกาหนดค่าแรงดึง ถา้ แรงดึงสูงจะแขง็ แรงกวา่ แตโ่ ดยทวั่ ไปสีดามกั แขง็ แรงกวา่ สีอาพนั
การสั่งใชง้ านตอ้ งเปิ ดจากตาราง จานวนคร้ังท่ีจะใชง้ าน จานวนสโตรกต่อนาที แรงที่กด รูปร่าง และ
ขนาดที่ตอ้ งการ การจบั ยดึ ระยะการยบุ ตวั ที่ตอ้ งการ
113
Model D dL
23UAX
62
50 14 82
60 20 62
82
80 20 82
103
82
100 20 103
123
รูปที่ 3.54 ตวั อยา่ งการเลือกใชย้ เู รเทนจากแคตตาลอ็ ก
ที่มา: https://www.sunrisegr.com
9. สลกั เกลียวและสลกั กาหนดตาแหน่ง (Screws and Pins)
สลกั ยึดท่ีใช้ยึดชิ้นส่วนแม่พิมพ์เขา้ ด้วยกันมีหลายแบบ ดังแสดงในรูปที่ 3.56 การยึดชิ้นส่วนเข้า
ดว้ ยกนั โดยปกติจะใชต้ วั ยดึ ท่ีเป็นเกลียว และการร้อยสลกั เกลียวผ่านชิ้นส่วนอนั หน่ึงจะตอ้ งมีระยะเวน้ เผื่อ
ไวเ้ สมอ รูร้อยสลกั เกลียวจะตอ้ งใหญก่ วา่ ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางสลกั เกลียวประมาณ 0.4-0.5 mm ส่วนรูฝัง
หัวสลกั เกลียวจะตอ้ งใหญ่กวา่ หัวสลกั เกลียวประมาณ 0.8 - 1.0 mm ดงั น้นั การยึดดว้ ยเกลียวเพียงอย่างเดียว
จะไม่สามารถป้องกนั การสไลด์ด้านขา้ งของชิ้นส่วนได้ เพราะการขยบั ชิ้นส่วนเพียงเล็กน้อยอาจส่งผล
เสียหายได้ท้งั ในกรณีของแม่พิมพ์ป๊ัมหรือตวั จบั ยึด (Jig and Fixture) ดังน้ันเพ่ือป้องกันการสไลด์ของ
ชิ้นส่วน จะตอ้ งใชส้ ลกั กาหนดตาแหน่ง (Dowel Pin) ควบคู่กบั สลกั เกลียวเสมอ ดงั แสดงในรูปท่ี 3.55
114
รูปท่ี 3.55 การยดึ ดว้ ยสลกั เกลียวและสลกั กาหนดตาแหน่ง
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
9.1 ประเภทของสลกั เกลียวและสลกั กาหนดตาแหน่ง
สลกั เกลียวและสลกั กาหนดตาแหน่ง ท่ีใช้ยึดชิ้นส่วนของชุดแม่พิมพโ์ ลหะ เป็ นชิ้นส่วนมาตรฐาน
เดียวกบั สลกั และสกรูท่ีใชย้ ดึ ชิ้นส่วนของเครื่องจกั รกลทวั่ ๆ ไป ดงั รูปที่ 3.55 เป็นชิ้นส่วนมาตรฐานที่ใชย้ ดึ
ชิ้นส่วนต่างของชุดแมพ่ มิ พเ์ ขา้ ดว้ ยกนั มีชื่อเรียกดงั ต่อไปน้ี
รูปที่ 3.56 สลกั และสกรูแบบตา่ ง ๆ
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
115
1. สกรูหวั หกเหลี่ยม หวั ฝัง (Hexagonal Socket Head Screw or Socket Cap Screws)
2. สลกั ตรง (Dowel Pin)
3. สกรูหวั หกเหลี่ยมหวั ฝังมน (Socket Button Head Screws)
4. สกรูหวั หกเหล่ียมหวั ฝัง แบนเรียว (Socket Flat Head Screws)
5. สกรูหวั หกเหล่ียม ลาตวั ยาว (Shoulder Bolt)
6. ตวั หนอน (Socket Set Screw)
7. อลั ลีนตั (Allnuts)
การยึดโดยใช้สลกั เกลียวมีหลายรูปแบบ ดังรูปที่ 3.57 ท้งั น้ีการกาหนดจานวนสลกั เกลียวท่ีใช้จะ
ข้ึนอยู่กบั ขนาดของเพลทท่ีจะยึด และแรงที่ใช้ในการปั๊มชิ้นงาน การยึดแบบ (ก) จะใชใ้ นกรณีแผ่นเพลท
ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง และรับแรงไม่มาก แต่ถา้ เป็ นแผ่นเพลทขนาดใหญ่หรือมีแรงมากข้ึน จะใชก้ ารยดึ
แบบ (ข) ส่วนแบบ (ค) จะเป็นการยดึ ที่สามารถรับแรงไดม้ ากท่ีสุด
รูปที่ 3.57 การยดึ โดยใชส้ ลกั เกลียวในแบบต่าง ๆ
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
อีกตวั อย่างหน่ึงของการยึดชิ้นงานดว้ ยสลกั เกลียวและสลกั กาหนดตาแหน่ง แสดงในรูปท่ี 3.58 ซ่ึง
เป็นการยดึ พนั ชห์ รือชิ้นงานแบบมีปี ก โดยปกติจะใชก้ ารยดึ แบบ (ก) ถา้ พนั ชไ์ ม่ยาวมาก แต่ถา้ พนั ช์มีความ
ยาวเพิ่มข้ึน อาจจะใชส้ ลกั เกลียวเพิม่ จาก 2 เป็น 4-6 ตวั ดงั แบบ (ข) และ (ค) อยา่ งไรก็ตาม การยดึ ทุกรูปแบบ
จะใชจ้ านวนสลกั กาหนดตาแหน่งเพียง 2 ตวั เทา่ น้นั และตาแหน่งจะตอ้ งอยใู่ กลส้ ลกั เกลียวตวั นอกเสมอ จาก
รูปที่ 3.57 และ 3.58 จะเห็นวา่ ควรออกแบบใหส้ ลกั กาหนดตาแหน่งอยู่ห่างกนั มากท่ีสุด เพ่ือความเท่ียงตรง
ของการกาหนดตาแหน่งในการยดึ
116
รูปที่ 3.58 การยดึ พนั ชห์ รือชิ้นงานแบบมีปี ก
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
9.2 การกาหนดระยะห่างของรูยดึ
การกาหนดระยะห่างระหว่างรูกบั ขอบ และระยะห่างระหว่างรูกบั รู (ระยะ C และ D ในรูปท่ี 3.59)
เป็นสิ่งสาคญั ถา้ กาหนดระยะห่างนอ้ ยเกินไป ชิ้นงานอาจจะแตกได้ โดยเฉพาะกรณีของพนั ช์และดายที่ผ่าน
การชุบแข็งมาแลว้ อย่างไรก็ตาม ควรกาหนดให้รูยึดเกลียวใกลก้ บั ขอบชิ้นงานมากท่ีสุด เพื่อให้ระยะห่าง
ระหวา่ งรูร้อยสลกั กาหนดตาแหน่งมากพอท่ีจะทาใหเ้ กิดความเท่ียงตรงข้ึน จากรูปท่ี 3.59 การยดึ แบบ (ก) จะ
ไม่นิยม เพราะไม่ไดค้ วามเท่ียงตรง ควรยึดแบบ (ข) แต่ตอ้ งเลือกใชร้ ะยะ C กบั D ที่ปลอดภยั ซ่ึงสามารถ
ประมาณคา่ ไดด้ งั น้ี
รูปที่ 3.59 การกาหนดระยะในการยดึ
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
117
1. ระยะห่างระหว่างรูยึดกับขอบชิ้นงาน ดังแสดงในรูปที่ 3.60 ระยะห่างที่จะเจาะรูยึดได้อย่าง
ปลอดภยั สามารถคานวณไดด้ งั น้ี
ก. กรณีตอ้ งการระยะห่างระหวา่ งสองขอบเทา่ กนั (ระยะ L)
- การยดึ เหลก็ ท่ีไมไ่ ดช้ ุบแขง็
L = 1.125D
(D คอื ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางของรูเจาะ)
- การยดึ เหลก็ เคร่ืองมือชุบแขง็
L = 1.25D
ข. กรณีตอ้ งการระยะห่างระหวา่ งสองขอบไมเ่ ท่ากนั (ระยะ L และ H)
- การยดึ เหลก็ ที่ไมไ่ ดช้ ุบแขง็
L = 1.5D, H = D
- การยดึ เหลก็ เคร่ืองมือชุบแขง็
L = 1.5D, H = 1.125D
รูปที่ 3.60 ระยะห่างระหวา่ งรูยดึ กบั ขอบชิ้นงาน
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
2. กรณีท่ีตอ้ งเจาะรูใกล้ ๆ กนั ดงั แสดงในรูปที่ 3.61 ระยะห่างระหว่างขอบรูท่ีจะยดึ ไดโ้ ดยปลอดภยั
สามารถคานวณไดด้ งั น้ี
- การยดึ เหลก็ ท่ีไม่ไดช้ ุบแขง็
L=D
- การยดึ เหลก็ เครื่องมือชุบแขง็
L = 1.125D
ในกรณีของรูท่ีมีขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางต่างกัน ระยะ L ให้คานวณจากขนาดของรูท่ีเล็กกว่า ดัง
แสดงในภาพขวามือของรูปท่ี 3.61
118
รูปที่ 3.61 ระยะห่างระหวา่ งรูยดึ กรณีท่ีตอ้ งเจาะรูใกล้ ๆ กนั
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
การกาหนดจานวนสลกั เกลียวที่จะใชต้ อ้ งคานึงถึงขนาดของชิ้นงานที่จะยดึ และแรงท่ีเกิดข้นึ กบั สลกั
เกลียว โดยปกติแรงที่ใชย้ ดึ ตอ้ งกระจายสม่าเสมอบนพ้นื ท่ีท่ีจะยดึ ซ่ึงควรคานึงถึงประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
- ตอ้ งใหส้ ลกั กาหนดตาแหน่งอยหู่ ่างกนั มากท่ีสุดเทา่ ท่ีทาได้
- ตอ้ งมน่ั ใจวา่ สลกั เกลียวจะยดึ ใหแ้ ผ่นชิ้นงานแนบสนิทกนั ได้ ดงั ตวั อยา่ ง ในรูปท่ี 3.62 การ
ยึดแบบ (ข) จะดีกว่าแบบ (ก) เพราะแนวการวางสลกั เกลียวควรอยู่ในแนวทแยงมุม C-C' ถึงแมว้ ่าในแบบ
(ก) สลกั กาหนดตาแหน่งจะอยหู่ ่างกนั มากกวา่ กต็ าม
รูปท่ี 3.62 ตวั อยา่ งการวางแนวของสลกั เกลียวและสลกั กาหนดตาแหน่ง
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
119
9.3 การยดึ ชิ้นงานหลายแผน่ เขา้ ดว้ ยกนั
ตวั อย่างการยึดชิ้นงานหลายแผ่นเขา้ ดว้ ยกนั แสดงดังรูปท่ี 3.63 เป็ นกรณีที่ตอ้ งการยึดแผ่นเพลท 2
แผน่ ประกบกบั บลอ็ กตรงกลาง กรณีที่บลอ็ กมีความหนามาก (แบบ (ก) ในรูป) ใหท้ าเกลียวตลอดความหนา
ของบล็อก แลว้ ร้อยสลกั เกลียวผ่านแผน่ เพลทแต่ละดา้ น ส่วนกรณีที่บล็อกตรงกลางไม่หนามาก (แบบ (ข)
ในรูป) ใหท้ าเกลียวบนแผ่นเพลทอนั ใดอนั หน่ึง แล้วร้อยสลกั เกลียวผ่านแผ่นเพลทอีกแผ่นกบั บล็อกลงไป
ยดึ ไว้ กรณีตอ้ งการยดึ เฉพาะบลอ็ กตรงกลางกบั แผน่ เพลทลา่ งผา่ นรูในเพลทบนใหใ้ ชว้ ธิ ีการยดึ ตามแบบ (ค)
รูปท่ี 3.63 การยดึ ชิ้นงานหลายแผน่ เขา้ ดว้ ยกนั
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
9.4 สกรูปรับระยะหรือสกรูตวั หนอน (Set Screw)
สกรูตวั หนอนมีหนา้ ท่ีป้องกนั การหมุนของชิ้นส่วนที่สวมเขา้ ดว้ ยกนั เช่น ระหว่างเพลาและลูกรอก
หรือม่เู ล่ เป็นตน้ สกรูตวั หนอนสามารถประยกุ ตใ์ ชไ้ ดห้ ลายรูปแบบ รวมท้งั การใชง้ านในแม่พมิ พ์ ปลายของ
สกรูตวั หนอนมี 5 แบบ ดงั แสดงในรูปท่ี 3.64 ประกอบดว้ ย
1. แบบปลายแบน (Flat Point) ใช้ทวั่ ไปในชิ้นส่วนจบั ยึด (Jig and Fixture) และแม่พิมพ์ เหมาะกับ
งานที่ตอ้ งถอดหรือประกอบบอ่ ย ๆ
2. แบบปลายถว้ ย (Cup Point) ใชล้ อ็ กม่เู ล่หรือเฟื องบนผิวเพลาที่ไมไ่ ดช้ ุบแขง็ นิยมใชก้ บั การยดึ แบบ
ก่ึงถาวร
120
3. แบบปลายกรวย (Cone Point) ใชเ้ หมือนแบบถว้ ย แต่ล็อกไดแ้ น่นกว่า นิยมใชก้ บั การยึดแบบถาวร
หรือก่ึงถาวร
4. แบบปลายรูปไข่ (Oval Point) ใช้ล็อกชิ้นส่วนที่จาเป็ นตอ้ งปรับระยะบ่อย ๆ โดยไม่ตอ้ งการให้
ชิ้นส่วนท่ีถูกลอ็ กถกู กดจนเสียรูป
5. แบบ Half-Dog Point ใชเ้ หมือนกบั แบบปลายรูปไข่ แต่นิยมใชก้ บั การล็อกแบบถาวรหรือก่ึงถาวร
บางคร้ังถกู ใชแ้ ทนสลกั กาหนดตาแหน่ง
รูปท่ี 3.64 สกรูตวั หนอนและลกั ษณะปลายแบบต่าง ๆ
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
ตวั อยา่ งการใชส้ กรูตวั หนอนในงานแม่พิมพแ์ สดงในรูปที่ 3.65 ภาพซ้ายมือ เป็นการยึดพนั ช์โดยใช้
สกรูตวั หนอนสองตวั สามารถทาไดโ้ ดยการเจาะรูทาเกลียว และตดั เกลียวผ่านแผ่นเพลทบนของดายเซ็ท
ตามขนาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางบา่ พนั ช์ ขอ้ ดีของการยดึ พนั ชแ์ บบน้ีคือ สามารถถอดพนั ชท์ ี่สึกหรอหรือแตกหกั
ออกมาเปล่ียนไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว โดยเฉพาะกรณีแมพ่ มิ พแ์ บบต่อเน่ืองท่ีใชพ้ นั ชห์ ลาย ๆ ตวั หรือบางคร้ังอาจจะ
ใชส้ กรูล็อกควบคู่กบั สกรูตวั หนอนสาหรับล็อกพนั ช์ ดงั แสดงในภาพขวามือของรูปเดียวกนั สกรูลอ็ กจะมี
ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางและขนาดเกลียวเหมือนกบั สกรูตวั หนอนปกติ แต่จะส้ันกวา่ มาก และตรงกลางจะ
กลวงสาหรับใช้ขัน โดยปกติจะมีความยาวเพียงคร่ึงหน่ึงของเส้นผ่านศูนยก์ ลาง ใช้สาหรับล็อกสกรูตัว
หนอนไม่ใหค้ ลายตวั ขณะป๊ัม
121
รูปที่ 3.65 การยดึ พนั ชโ์ ดยใชส้ กรูตวั หนอนและสกรูลอ็ ก
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
9.5 สลกั กาหนดตาแหน่ง (Dowel Pin)
ช่วยใหก้ ารกาหนดตาแหน่งของชิ้นส่วนเป็นไปอยา่ งแม่นยา และสามารถรักษาตาแหน่งของชิ้นส่วนที่
สมั พนั ธก์ นั ได้ แมจ้ ะมีการถอดประกอบแม่พมิ พก์ ต็ าม สลกั กาหนดตาแหน่งเป็นชิ้นส่วนท่ีมีความแม่นยาสูง
ปกติผิวนอกจะผา่ นการชุบใหม้ ีความแขง็ 60-64 HRC และแกนกลางจะมีความแขง็ ประมาณ 50-54 HRC
สลักกาหนดตาแหน่งจะมีขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางต้งั แต่ 3 mm ยาว 10 mm จนถึงขนาดเส้นผ่าน
ศูนยก์ ลาง 25 mm และยาว 150 mm ซ่ึงถูกออกแบบให้มีขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางใหญ่กว่าขนาดที่บอกไว้
โดยแบง่ ออกเป็น 2 ระดบั คือ
- ขนาดธรรมดา (Regular) จะมีขนาดใหญก่ วา่ รู 0.0002 นิ้ว เพ่ือใหส้ ามารถยดึ แน่นกบั รูได้
- ขนาดใหญ่ (Oversize) จะมีขนาดใหญ่กวา่ รู 0.001 นิ้ว ใชใ้ นกรณีตอ้ งการปรับแกร้ ูสลกั เมื่อรูสึกหรอ
จากการถอดเขา้ -ออกบอ่ ย ๆ หรือใชใ้ นกรณีที่เจาะรูแลว้ มีขนาดใหญ่กวา่ ที่ควรจะเป็น
ผิวของสลกั ตอ้ งผ่านการเจียระไนให้เรียบ เพ่ือป้องกนั การเกิดรอยขีดเนื่องจากการยึดติด (Galling)
เม่ือถอดและใส่สลกั โดยปกติตอ้ งมีคา่ ความเรียบผิวประมาณ 0.1-0.15 ไมโครเมตร ปลายดา้ นหน่ึงของสลกั
ตอ้ งทาเป็ นมุมเอียงประมาณ 5 องศา เพ่ือให้ใส่ไดง้ ่าย ดงั แสดงในภาพ (ก) ของรูปท่ี 3.66 หรืออาจลบมุ ม
(Chamfer) ท้งั สองดา้ น เพอื่ ใหใ้ ส่สลกั ไดท้ ้งั สองดา้ น แต่ในการเขยี นแบบอาจไม่ จาเป็นตอ้ งระบลุ ะเอียด ดงั
แสดงในภาพ (ข) ของรูปเดียวกนั
122
รูปท่ี 3.66 สลกั กาหนดตาแหน่ง
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
9.6 รูสาหรับใส่สลกั กาหนดตาแหน่ง
การเจาะรูสาหรับใส่สลกั กาหนดตาแหน่งมี 2 ข้นั ตอนคือ ข้นั ตอนแรกจะเจาะรูโดยใชส้ ว่าน ก่อนจะ
ใช้รีมเมอร์ (Reamer) ควา้ นรูให้ไดข้ นาดท่ีตอ้ งการ สว่านเจาะรูและรีมเมอร์ที่มีช่ือเรียกขนาดเดียวกนั จะมี
ขนาดไม่เท่ากนั รีมเมอร์จะมีขนาดใหญ่กว่าสว่านเลก็ นอ้ ย (ประมาณ 0.005 นิ้ว) ปกติจะเจาะรูร้อยสลกั และ
ควา้ นรู หลงั จากประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ แลว้ และมกั จะทาหลงั จากการลองพิมพ์ จากน้นั จึงอดั สลกั กาหนด
ตาแหน่งลงในรูท่ีเตรียมไว้
9.7 การเจาะรูสาหรับร้อยสลกั กาหนดตาแหน่ง
การเจาะรูสาหรับร้อยสลกั กาหนดตาแหน่งทาไดห้ ลายรูปแบบ ดงั แสดงในรูปท่ี 3.67
9.7.1 แบบเจาะทะลุ รูจะถูกควา้ นทะลทุ ้งั สองดา้ น ทาให้สามารถถอดสลกั ออกไดท้ ้งั สองดา้ น ระยะ
A ในรูปจะมีขนาดประมาณ 2 นิ้วหรือนอ้ ยกว่า ส่วนระยะ B ควรจะมีขนาดประมาณ 1.5-2 เท่าของเส้นผา่ น
ศูนยก์ ลาง D
9.7.2 แบบก่ึงรูตนั (Semi-Blind) กรณีน้ีจะควา้ นรูจากทางเดียว โดยรูควา้ นจะลึกกวา่ ความยาวสลกั
ประมาณ 1/8 นิ้ว ทาให้สลกั ถูกถอดออกได้ทางเดียว โดยจะถูกดันผ่านรูด้านล่าง ซ่ึงมีขนาดเส้นผ่าน
ศนู ยก์ ลางรูประมาณ 0.5D + 1/64 นิ้ว
9.7.3 แบบรูตนั (Blind) กรณีน้ีจะเจาะและควา้ นรูจากทางเดียว การถอดออกจึงมีความยุ่งยาก ควร
หลีกเลี่ยงการใช้ถา้ ไม่จาเป็ น โดยปกติขนาดของ E จะเล็กกว่าขนาดสลกั เล็กน้อย เพื่อให้สามารถสวมอดั
สลกั ให้แน่นพอดีกบั รูเจาะ (Press Fit) ในขณะที่ขนาดของ F จะมีขนาดใหญ่กว่า และเป็ นแบบที่สามารถ
สไลดไ์ ด้ (Sliding Fit หรือ Slip Fit)
123
9.7.4 แบบขยายปากรู (Relieve) ในกรณีที่แผ่นเพลทท่ีจะยึดมีความหนามากกวา่ 2 นิ้ว (ระยะ G ใน
รูป) การยดึ ยงั คงใชส้ ลกั ท่ีมีความยาวตามมาตรฐาน แต่ขนาดของรูจะมี 2 ระดบั โดยขนาดรูบนแผน่ เพลทจะ
ถูกขยายออกเป็นระยะ H = D + 1/32 นิ้ว และความลึก L ในรูปจะเท่ากบั 1.5-2D
รูปท่ี 3.67 การเจาะรูสาหรับร้อยสลกั กาหนดตาแหน่งรูปแบบตา่ ง ๆ
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
9.8 สลกั กาหนดตาแหน่งแบบถอดออกไดท้ ี่ใชใ้ นกรณีรูตนั
กรณีท่ีไม่สามารถหลีกเล่ียงการใช้สลกั กาหนดตาแหน่งแบบร้อยในรูตนั ได้ ก็จาเป็ นตอ้ งใช้สลกั
กาหนดตาแหน่งแบบพิเศษ (Pull Dowel Pin หรือ Extractable Dowel Pin) เพื่อให้สามารถถอดออกได้ ซ่ึงมี
2 รูปแบบ คือ
124
แบบท่ี 1 ใชส้ ลกั กาหนดตาแหน่งท่ีมีรูเกลียวอยตู่ รงกลาง (อาจจะไม่ใช่รูเกลียวท้งั หมด แต่โดยทวั่ ไป
ตอ้ งเจาะรูทะลุ เพื่อป้องกนั อากาศถูกกกั ไวภ้ ายในรูตนั ) จะใช้สลกั เกลียวขันรูเกลียวตรงกลางเพื่อขบั สลกั
กาหนดตาแหน่งออกมา โดยจาเป็นตอ้ งใชช้ ิ้นงานกลวงหรือทอ่ ช่วย ดงั ภาพซา้ ยมือในรูปท่ี 3.68
แบบที่ 2 สลกั กาหนดตาแหน่งที่มีรูซ่ึงเป็นเกลียวตรงกลางตลอดท้งั ความยาว ใชค้ ู่กบั สกรูตวั หนอนที่
มีความยาวเท่ากนั เวลาถอดให้ขนั สกรูตวั หนอนให้ยนั ไวก้ ับก้นรู ก็จะขบั ให้ปลอกดา้ นนอกหรือตวั สลกั
กาหนดตาแหน่งหลุดออกมา
รูปที่ 3.68 สลกั กาหนดตาแหน่งแบบถอดไดท้ ่ีใชใ้ นกรณีรูตนั
ที่มา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
125
หน่วยท่ี 4
เครื่องปัม๊ และอปุ กรณ์ช่วยในงาน
แม่พิมพ์
หัวเร่ือง
1. เคร่ืองป๊ัม
2. อุปกรณ์ป้อนแผน่ งาน
สมรรถนะประจำหน่วย
1. แสดงความรู้เก่ียวกบั หลกั การและกระบวนการทางานของเครื่องป๊ัมและอุปกรณ์ช่วยในงาน
แมพ่ มิ พ์
วตั ถปุ ระสงค์
หลงั จากศึกษาบทเรียนน้ีแลว้ นกั ศึกษาสามารถ
1. บอกองคป์ ระกอบของเคร่ืองปั๊มได้
2. บอกส่วนประกอบของเคร่ืองป๊ัมได้
3. บอกประเภทของเคร่ืองปั๊มได้
4. บอกประเภทของอปุ กรณ์ป้อนแผน่ งานได้
5. อธิบายหลกั การเลือกอุปกรณ์การป้อนแผน่ งานได้
คณุ ธรรม จริยธรรม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีมนุษยสมั พนั ธ์
2. ความมีวนิ ยั
3. ความรับผดิ ชอบ
4. ความซ่ือสัตยส์ ุจริต เสียสละ อดทน
5. ความสนใจใฝ่รู้
126
1. เคร่ืองปั๊ม
เครื่องปั๊มโลหะ (Press) ที่ใชใ้ นงานข้ึนรูปโลหะทวั่ ไปทาหนา้ ท่ีในการเคล่ือนที่แม่พิมพ์ 2 ส่วน คือ
แม่พิมพส์ ่วนบนและแม่พิมพส์ ่วนล่างเขา้ หากนั เคร่ืองปั๊มจะทาหน้าที่ในการส่งผ่านแรงและพลงั งานผา่ น
การเคล่ือนที่ลงของแรม (Ram) เพ่ือทาการกดข้ึนรูปแผ่นงานใหม้ ีรูปร่างเป็นชิ้นงานตามรูปร่างของพิมพผ์ ู้
และพมิ พเ์ มีย
รูปที่ 4.1 เครื่องป๊ัมที่ใชใ้ นงานกดตดั และงานกดอดั ข้ึนรูป
ที่มา: http://www.digvijayengineers.com/product/c-type-mechanical-power-press
1.1 องคป์ ระกอบหลกั ของเคร่ืองปั๊ม
เคร่ืองป๊ัมประกอบด้วยส่วนสาคญั ที่ทาให้เกิดการเคลื่อนที่มีหลายส่วนประกอบ เครื่องปั๊มแบบ
ธรรมดาท่ีมีส่วนประกอบไม่ซบั ซอ้ นจะสามารถทางานไดจ้ ากดั ส่วนเครื่องป๊ัมสมยั ใหม่มีการติดต้งั อุปกรณ์
เพ่ิมเติมเพื่อให้สามารถควบคมุ และปรับการทางานไดห้ ลากหลายจะมีส่วนประกอบที่ซบั ซอ้ น รวมท้งั มีการ
ติดต้งั วงจรอิเลก็ ทรอนิกส์เขา้ มาช่วยควบคุมการทางานของเคร่ืองป๊ัม องคป์ ระกอบหลกั ของเครื่องปั๊มมีดงั น้ี
1.1.1 โครงสร้างของเคร่ืองปั๊ม (Press Frame)
โครงสร้างของเครื่ องป๊ั มมีความเก่ียวข้องโดยตรงกับความเที่ยงตรงของชิ้ นงานที่ ทาการข้ ึนรู ป
โครงสร้างของเคร่ืองปั๊มจึงตอ้ งมีความมนั่ คง แข็งแรง ถา้ โครงสร้างของเคร่ืองไม่มนั่ คงแข็งแรงจะทาให้เกิด
การสั่นสะเทือนขณะทางาน และทาใหเ้ ครื่องปั๊มเกิดการเปล่ียนรูปแบบยืดหยุ่น (Elastic Deformation) ซ่ึงทา
ใหเ้ กิดการแอ่นตวั ขณะเกิดแรงกระทา และแม่พมิ พช์ ุดบนและล่างเกิดการเย้อื งศูนยข์ ณะเคล่ือนที่เขา้ ประกบ
กนั โครงสร้างของเคร่ืองป๊ัมแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คอื
1.1.1.1 โครงสร้างรูปตวั ซี
127
โครงสร้างแบบน้ีมีช่ือเรียกอีกชื่อหน่ึงว่าโครงสร้างแบบช่องว่าง (Gap Frame) มีรูปร่างคลา้ ยตวั ซี (C)
เม่ือมองจากดา้ นขา้ งของเคร่ือง แบ่งเป็นแบบเสาเดี่ยว (Single Column) และเสาคู่ (Double Column) ดงั แสดง
ในรูปที่ 4.2 (ก) มีขอ้ ดีคือสามารถเขา้ ติดต้งั แม่พิมพไ์ ดง้ ่ายจาก 3 ทิศทาง คือ ดา้ นหนา้ ดา้ นซ้าย และดา้ นขวา
สาหรับเคร่ืองแบบเสาเดี่ยว ส่วนแบบเสาคู่จะเข้าติดต้ังได้จากด้านหลงั ด้วย ทาให้สะดวกต่อการติดต้งั
แม่พิมพแ์ ละการป้อนวสั ดุตวั เขา้ แม่พิมพ์ แต่มีขอ้ เสียคือเมื่อไดร้ ับแรงจากการทางานโครงสร้างดา้ นหนา้ จะ
อา้ ตวั ออกเป็นมุมองศาจากแนวดิ่ง การอา้ ตวั ของโครงสร้างจะทาให้แม่พิมพช์ ุดบนและชุดล่างเกิดการเย้ือง
ศูนยก์ นั (Misalignment) ทาใหช้ ิ้นงานมีความเท่ียงตรงลดลง โดยทวั่ ไปโครงสร้างรูปตวั ซีมกั ใชก้ บั เคร่ืองป๊ัม
ท่ีมีขนาดไม่ใหญ่มาก คือใหแ้ รงไม่เกิน 300 ตนั (2669 kN) ถา้ แรงในการทางานไม่สูงมากเครื่องจะเกิดการ
อา้ ตวั ไม่มาก จึงสามารถใชง้ านไดใ้ นขอบเขตที่เหมาะสม คือมีขนาดของแรงเพียงพอและค่าความเที่ยงตรง
อยใู่ นขอบเขตที่ยอมรับได้
1.1.1.2 โครงสร้างรูปตวั โอ
โครงสร้างรูปตวั โอบางคร้ังเรียกว่าโครงสร้างแบบดา้ นขา้ งตรง (Straight-Side) แบ่งเป็ นแบบเสาคู่
และแบบเสานา (Pillar Guide) ดังแสดงในรูปที่ 4.2 (ข) แบบเสานา พบได้ค่อนข้างน้อย เคร่ื องป๊ัมที่มี
โครงสร้างรูปตวั โอจะมีเสา 2 เสาในแนวด่ิง โดยยึดติดกบั ดา้ นบน (Crown) และฐานของเครื่อง (Bed) ดว้ ย
ไทรอด (Tie Rods) หรือลิ่ม การติดต้งั แม่พิมพม์ ีขอ้ จากดั คือสามารถเขา้ ติดต้งั ไดจ้ ากดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั
เท่าน้นั ช่องเปิ ดในเสาดา้ นขา้ งมีไวเ้ พื่อทาการป้อนชิ้นงานเขา้ และเอาชิ้นงานออก โครงสร้างรูปตวั โอมีความ
แขง็ แรงมากกว่าโครงสร้างรูปตวั ซี เกิดปัญหาการอา้ ตวั นอ้ ยกวา่ ทาให้มีความเท่ียงตรงมากกวา่ ใชใ้ นเครื่อง
ปั๊มขนาดเลก็ จนถึงขนาดใหญ่ท่ีสามารถใหแ้ รงไดส้ ูงถึง 2000 ตนั
รูปท่ี 4.2 โครงสร้างของเคร่ืองปั๊มรูปตวั ซี (ก) และรูปตวั โอ (ข)
ท่ีมา : วารุณี เปรมานนท์ และพงศพ์ นั ธ์ แกว้ ตาทิพย,์ 2551.
128
1.1.2 แผน่ รองแม่พมิ พ์ (Bolster Plate)
แผ่นรองแม่พิมพ์หรือโต๊ะรับงานของเคร่ืองป๊ัมเป็ นส่วนท่ีติดต้งั อยู่บนฐานของเครื่อง ทาจากแผ่น
โลหะหนา โดยทวั่ ไปจะทาการเซาะร่องรูปตวั ที (T-Slot) เอาไวเ้ พอ่ื ใชใ้ นการจบั ยดึ ชุดแมพ่ ิมพด์ า้ นล่าง
รูปที่ 4.3 แผน่ รองแมพ่ มิ พ์
ที่มา: https://www.normanmachinetool.com/product/quality-12-x-10-cast-iron-t-slotted-bolster-plate
1.1.3 แรมหรือสไลด์ (Ram or Slide)
แรมเป็นส่วนท่ีเคลื่อนท่ีข้นึ ลงอยภู่ ายในโครงสร้าง ทาหนา้ ที่พาชุดแมพ่ มิ พด์ า้ นบนเคลื่อนที่ข้นึ ลง
1.1.4 กลไกท่ีใชใ้ นการขบั เคลื่อนแรม (Driving Mechanism)
กลไกการขบั เคลื่อนแรมเป็นกลไกที่ใชใ้ นการส่งผา่ นแรงและควบคุมการเคลื่อนท่ีข้ึนลงของแรม ท่ีใช้
ในเคร่ืองป๊ัมทวั่ ไปแบ่งเป็น 2 ประเภทคอื แบบควบคมุ การเคล่ือนที่ของแรมดว้ ยระบบไฮดรอลิกส์ และแบบ
ควบคุมการเคลื่อนท่ีของแรมดว้ ยกลไกทางกล
129
1.2 ส่วนประกอบของเครื่องปั๊ม
รูปที่ 4.4 เคร่ืองปั๊มแบบ Gap Frame เป็นเคร่ืองป๊ัมที่แบ่งหรือเรียกชื่อตามลกั ษณะโครงเครื่อง
ท่ีมา : สุวิช มาเทศน์, 2542.
ส่วนประกอบที่สาคญั ของเคร่ืองป๊ัม จากรูปที่ 4.4 มีดงั ต่อไปน้ี
A. โครงเคร่ือง (Frame)
B. เพลาขอ้ เหวยี่ ง (Crank Shaft)
C. ลอ้ หมุนช่วยแรง (Fly Wheel)
D. แคร่เลื่อน (Ram or Slide)
E. แผน่ ประกบหนา้ โต๊ะงาน (Bolster)
F. โต๊ะงาน (Table)
G. คนั เหยยี บ (Trip or Pedal)
H. กลไกสาหรับปรับโครงเครื่องเอียง (Reclining Mechanism)
I. ขาเคร่ือง (Legs)
130
J. ชุดเฟื องทด (Back Gear)
1.3 ประเภทของเคร่ืองปั๊ม
1.3.1 แบง่ ตามลกั ษณะโครงเครื่อง
เครื่องปั๊มท่ีแบ่งตามลกั ษณะโครงเคร่ือง (Type of Frame) มีลกั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
1.3.1.1 Gap Frame Press (OBI; Open Back Inclinable Press Machine)
รูปท่ี 4.5 เครื่องป๊ัมแบบ Gap Frame
ท่ีมา : https://www.stamtec.com/ocp-series-gap-frame-press
1.3.1.2 Straight Side Press Machine
131
รูปที่ 4.6 เคร่ืองปั๊มแบบ Straight Side
ที่มา : https://www.directindustry.com/prod/aida-srl/product-5598-597659.html
1.3.1.3 Adjustable Bed Press Machine
รูปที่ 4.7 เคร่ืองปั๊มแบบ Adjustable Bed
ท่ีมา : https://www.indiamart.com/nsmechanicalworks/power-press-machine.html
1.3.1.4 End Wheel Type Press Machine
132
รูปท่ี 4.8 เครื่องปั๊มแบบ End Wheel Type
ท่ีมา : https://www.alibaba.com/product-detail/80-ton-crank-shaft-bench-top
1.3.1.5 Four Post Press Machine
รูปที่ 4.9 เคร่ืองป๊ัมแบบ Four Post
ที่มา: https://www.alibaba.com/product-detail/multi-purpose-excellent-4-post-pillar
1.3.2 เครื่องป๊ัมท่ีแบ่งตามตน้ กาลงั ขบั
เคร่ืองปั๊มที่เรียกชื่อ หรือแบง่ ตามตน้ กาลงั ขบั (Source of Power Machine) มีดงั ตอ่ ไปน้ี
133
1.3.2.1 เคร่ืองปั๊มธรรมดา (Manual Press Machine) เป็ นเคร่ืองป๊ัมท่ีใช้แรงคน จากมือ เทา้
ขบั เคลื่อนแคร่เล่ือน
รูปท่ี 4.10 เครื่องป๊ัมธรรมดา
ท่ีมา: amazon.com/Baileigh-BP-3-Hydraulically-Operated-Capacity/dp/B00F6FCWY6
1.3.2.2 เคร่ืองปั๊มแบบแมกคานิค (Mechanical Press Machine) เป็นเครื่องปั๊มท่ีรับกาลงั ขบั
มาจากมอเตอร์ไฟฟ้า และส่งถ่ายกาลงั ผา่ นชุดเฟื องทด ลอ้ ช่วยแรง ทาใหแ้ คร่เล่ือนเคล่ือนที่ข้ึน-ลง ตวั อย่าง
ของเคร่ืองปั๊มชนิดน้ี คือเครื่องในรูปท่ี 4.2
รูปที่ 4.11 เคร่ืองป๊ัมแบบแมกคานิค
ที่มา : https://www.indiamart.com/nsmechanicalworks/power-press-machine.html
134
1.3.2.3 เครื่องป๊ัมไฮดรอลิค (Hydraulic Press Machine) เป็ นเคร่ืองปั๊มที่มีตน้ กาลงั ขบั ใน
การขบั เคล่ือนแคร่เล่ือนเลื่อน ลง- ข้นึ จากแรงดนั ของระบบตน้ กาลงั ที่ใชน้ ้ามนั ไฮดรอลิค
รูปที่ 4.12 เคร่ืองปั๊มไฮดรอลิค
ที่มา : https://www.alibaba.com/product-detail/100Ton-Four-Column-Hydraulic-deep-drawing
1.3.2.4 เคร่ืองปั๊มนิวแมติค (Pneumatic Press Machine) เป็นเคร่ืองปั๊มท่ีมีตน้ กาลงั ขบั ในการ
ขบั เคลื่อนแคร่เล่ือน เลื่อนลง- ข้นึ จากระบบตน้ กาลงั ท่ีใชแ้ รงดนั ลม
รูปที่ 4.13 เครื่องป๊ัมนิวแมติค
135
ท่ีมา: https://www.alibaba.com/product-detail/safe-performance-JF21-45-aluminum-foil
รูปที่ 4.14 ระบบป๊ัมนิวแมติค
ท่ีมา: https://www.alibaba.com/product-detail/safe-performance-JF21-45-aluminum-foil
1.3.3 เครื่องปั๊มท่ีแบ่งตามระบบการขบั แคร่เล่ือน
เครื่องปั๊มท่ีเรียกชื่อหรือแบ่งตามชิ้นส่วนที่ขบั แคร่เล่ือนให้เคลื่อนที่ (Method of Actuation of Slide
Press Machine) มีดงั ตอ่ ไปน้ี
1.3.3.1 เครื่องป๊ัมที่ใชเ้ พลาขอ้ เหว่ยี ง (Crank Shaft Press Machine) ขบั แคร่เล่ือนใหเ้ คล่ือนที่
1.3.3.2 เคร่ืองปั๊มท่ีใชข้ อ้ ต่อ (Knuckle Joint Press Machine) ขบั แคร่เล่ือนใหเ้ คล่ือนที่
1.3.3.3 เครื่องปั๊มท่ีใช้ขอ้ ต่อ 2 ชิ้นมาต่อกนั คลา้ ยขอ้ ศอก (Toggle Press Machine) ขบั แคร่
เลื่อนใหเ้ คลื่อนที่
136
รูปที่ 4.15 เครื่องป๊ัมทอ็ กเกิล
ท่ีมา : สุวิช มาเทศน์, 2542.
1.3.4 เครื่องปั๊มท่ีแบ่งตามจานวนคร้ังการกดหรือแรงปฏิกิริยา
เครื่องปั๊มท่ีเรียกช่ือหรือแบ่งตามจานวนคร้ังการกดหรือแรงปฏิกิริยา (Number of Slide Incorporation
Press Machine) มีดงั น้ี
1.3.4.1 เคร่ืองปั๊ม 1 จงั หวะ (Single Action Press Machine)
1.3.4.2 เครื่องปั๊ม 2 จงั หวะ (Double Action Press Machine)
1.3.4.3 เคร่ืองป๊ัม 3 จงั หวะ (Triple Action Press Machine)
137
รูป (a) รูปตวั เครื่อง
รูป (b) ไดอะแกรมการทางาน หมายเลข (1) เป็นแคร่เล่ือนตวั นอก (Outer Ram)
(2) เป็นแคร่เลื่อนตวั ใน (Inner Ram)
รูป (c) ตวั อยา่ งชิ้นงานที่กดอดั ข้ึนรูป โดยใชเ้ ครื่องปั๊มดงั กล่าว
รูปท่ี 4.16 เครื่องปั๊มแบบเพลาขอ้ เหว่ียง (Crank Shaft Press Machine) แบบเพลาขอ้ เหว่ียงเด่ียว (Single
Crank): มีแรงปฏิกิริยา 2 จงั หวะ (Double Action)
ที่มา : สุวิช มาเทศน์, 2542.
1.4 ขอ้ มลู ในการพจิ ารณาเลือกเครื่องป๊ัม
การปั๊มข้นึ รูปโลหะดว้ ยชุดแมพ่ ิมพป์ ั๊มข้ึนรูปโลหะ ตอ้ งนาชุดแมพ่ ิมพป์ ระกอบเขา้ กบั เครื่องป๊ัมเพราะ
ตอ้ งใชแ้ รงจากเคร่ืองป๊ัมกดอดั ข้ึนรูปชิ้นงาน ดงั น้นั การออกแบบชุดแม่พิมพป์ ๊ัมข้ึนรูป ตอ้ งศึกษาขอ้ มูลของ
เครื่องป๊ัม เพือ่ ใชเ้ ป็นขอ้ มูลสาหรับการออกแบบและสร้างชุดแมพ่ มิ พเ์ สร็จแลว้ สามารถนาชุดแมพ่ ิมพป์ ๊ัมข้ึน
138
รูปโลหะท่ีออกแบบและสร้างมาประกอบเขา้ กบั เครื่องปั๊มสามารถกดตดั ชิ้นงานได้ ขอ้ มูลของเคร่ืองป๊ัมท่ี
ผอู้ อกแบบตอ้ งทราบมีดงั ต่อไปน้ี
1.4.1 โครงเคร่ือง
โครงเครื่องของเครื่องป๊ัมท่ีจะกล่าวถึงในทีน้ี คือ โครงเคร่ืองข้ึนรูปดว้ ยกรรมวิธีใด หล่อ(Casting)
หรือเชื่อม (Welding) วสั ดุที่ใชท้ าเป็นเหลก็ กลา้ หรือเหลก็ หลอ่ มีความแข็งแรงพอท่ีสามารถตา้ นทานแรงกด
อดั ข้ึนรูปชิ้นงานที่ใช้กดอดั ข้ึนรูปชิ้นงานที่ติดต่อกันในระยะเวลาที่ยาวนานได้หรือไม่ รูปร่างของโครง
เคร่ืองเป็นอยา่ งไร เป็นตวั C หรือ H ฯลฯ โครงเคร่ืองเอียงไดห้ รือไม่ ถา้ เอียงได้ เอียงไดก้ ี่องศา
1.4.2 ปฏิกิริยาการทางาน
เครื่องปั๊มกี่จงั หวะ 1 2 หรือ 3 จงั หวะ รูปท่ี 4.16 เป็ นตวั อย่างของเครื่องปั๊ม 2 จงั หวะ ซ่ึงผูอ้ อกแบบ
ตอ้ งเลือกให้เหมาะสม กบั ลกั ษณะการกดอดั ข้ึนรูปชิ้นงานของชุดแม่พิมพ์ ถา้ เป็ นงานกดตดั ควรเลือกใช้
เครื่องปั๊ม 1 จงั หวะ งานกดอดั ข้ึนรูปกดอดั ข้ึนรูปควรใชเ้ ครื่องป๊ัม 2 หรือ 3 จงั หวะ และตอ้ งพิจารณารูปร่าง
ของชิ้นงานเพมิ่ เติมดว้ ย
1.4.3 ตน้ กาลงั ขบั (Power Supply )
เครื่องป๊ัมโดยทวั่ ไปใชพ้ ลงั งานไฟฟ้า แต่พลงั งานท่ีใชข้ บั แคร่เลื่อนให้เคลื่อนที่ ซ่ึงอาจเป็นพลงั งาน
ทางกล (Mechanical พลงั งานจากระบบไฮดรอลิค (Hydraulic) ระบบนิวแมติค (Pneumatic)
1.4.4 ตาแหน่งการยดึ ของแคร่เล่ือน
ในที่น้ีตาแหน่งที่ใชใ้ นการยดึ ชุดพมิ พผ์ เู้ ขา้ กบั แคร่เล่ือนของเคร่ืองป๊ัม
1.4.5 ขนาดแรงกดอดั (Machine Force ; Fm)
ขนาดแรงกดอดั ท่ีให้แก่ชุดแม่พิมพเ์ พ่ือกดอดั ข้ึนรูปชิ้นงานตอ้ งมีค่ามากกว่าแรงที่ใชใ้ นการกดอดั ข้นึ
รูปชิ้นงานเทา่ กบั หรือมากกวา่ 50 % หรือเขยี นเป็นสมการไดด้ งั น้ี
Fm 1.5( F )
Fm ขนาดแรงกดอดั ของเครื่องปั๊ม N
F แรงที่ใชก้ ดอดั ข้นึ รูปชิ้นงาน N
ขนาดแรงกดอดั ของเครื่องกด โดยทว่ั ไปมีขนาดมาตรฐาน ดงั เช่น 100 200 500 kN ฯลฯ หรือ
บอกขนาดเป็นเมตริกตนั (1 ตนั = 1,000 kgf) และตนั ในระบบองั กฤษ
1.4.6 ความยาวช่วงชกั และการปรับ
คือ ระยะท่ีแคร่เลื่อนเล่ือนลง – ข้ึน ไดค้ วามยาวเท่ากบั ก่ีมม. สามารถปรับเลื่อนไดห้ รือไม่ ดงั เช่น
เครื่องปั๊มเคร่ืองหน่ึงสามารถปรับความยาวแคร่เล่ือนใหเ้ คลื่อนที่ไดค้ วามยาวสูงสุด 130 มม. และสามารถ
139
ปรับให้แคร่เลื่อนเคลื่อนที่ไดส้ ้ันที่สุด 50 มม. ดงั น้ันระยะในการปรับระยะชกั ไดเ้ ท่ากบั 130 – 50 = 80
มม.
1.4.7 ระยะห่างต่าสุด - สูงสุด ระหวา่ งผิวหนา้ ของแคร่เล่ือนกบั ผิวหนา้ ของโต๊ะงาน
ระยะดงั กลา่ ว คือ ระยะที่แคร่เลื่อนเล่ือนลงไปไดต้ ่าสุดหรือ เรียกวา่ Bottom Dead Center : BDC และ
เคล่ือนที่ข้ึนไปในตาแหน่งสูงสุด (Top Dead Center : TDC) เพอ่ื ใหเ้ กิดความเขา้ ใจใหด้ ูรูปที่ 6.17
รูป a) ไดอะแกรมแสดงให้เห็นการเคล่ือนที่ของแคร่เลื่อนลงในตาแหน่งต่าสุดและเคล่ือนท่ีข้ึนใน
ตาแหน่งสูงสุด
รูป b) เป็นไดอะแกรม แสดงชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องปั๊ม
รูปที่ 4.17 เคร่ืองปั๊มเพลาขอ้ เหวีย่ งเพลาเดี่ยว 1 จงั หวะ
ที่มา : สุวิช มาเทศน์, 2542.
140
ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีชื่อเรียก ดงั ต่อไปน้ี
1. ส่วนบริเวณดา้ นลา่ ง (Press Bed)
2. รางเลื่อน (Slide Guide)
3. แคร่เล่ือน (Ram or Slide)
4. ตวั ปรับความยาวช่วงชกั (Pitman)
5. เพลาขอ้ เหวย่ี ง (Crank Shaft)
6. เบรก (Brake)
7. บูชรองเพลาขอ้ เหวย่ี ง (Eccentric Bushing of Stroke Adjustment Mechanism)
8. มอเตอร์ไฟฟ้า Electric Motor
9. มเู่ ลย์ (Pulley)
10. แผน่ คลชั (Friction Single Disk Clutch)
11. ลอ้ ช่วยแรง (Fly Wheel)
12. Dog Clutch of a Stroke Adjustment Mechanism
13. โครงเคร่ือง (Frame) H. คือ ความยาวช่วงชกั
ผอู้ อกแบบชุดแม่พิมพต์ อ้ งรู้วา่ ระยะที่แคร่เลื่อนเคลื่อนท่ีลงมาไดต้ ่าสุด (BDC) และสูงสุด (TDC) กี่ม
ม. เพื่อกาหนดความสูงของชุดแมพ่ ิมพใ์ หส้ ามารถประกอบเขา้ กบั เครื่องป๊ัมได้
ตวั อยา่ ง เครื่องป๊ัมเครื่องหน่ึงเมื่อปรับความยาวช่วงชกั ใหย้ าวมากท่ีสุด แคร่เลื่อนเล่ือนลงมาตาแหน่ง
ต่าสุด (BDC) วดั ระยะระหว่างผิวหน้าของแคร่เลื่อนกบั ผิวหน้าของโต๊ะงานได้ 150 มม. และ แคร่เลื่อน
เคล่ือนที่ข้ึนไปในตาแหน่งสูงสุด วดั ระยะได้ 250 มม. ความยาวช่วงชกั ที่สามารถปรับไดย้ าวมากท่ีสุด คือ
100 มม. และปรับไดส้ ้ันท่ีสุด 50 มม.
ผอู้ อกแบบตอ้ งทาการออกแบบชุดแมพ่ มิ พท์ ี่มีความสูงของชุดพิมพเ์ มีย + ความหนาของชุดพิมพผ์ ูไ้ ม่
เกิน 200 มม.
ถา้ หากออกแบบชุดพิมพเ์ มียมีความหนานอ้ ยมาก ดงั เช่น รูคมตดั ท่ีแผ่นพิมพเ์ มีย วดั ความสูงจากโต๊ะ
งานถึงคมตดั ได้ 50 มม. ผอู้ อกแบบตอ้ งออกแบบใหค้ วามหนาของชุดพิมพผ์ ไู้ ม่นอ้ ยกวา่ 100 มม.
ถา้ ออกแบบ ชุดแม่พิมพม์ ีความสูงมากเกินไป ทาใหไ้ ม่สามารถประกอบชุดแม่พิมพเ์ ขา้ กบั เครื่องป๊ัม
ได้ แต่ถา้ ออกแบบชุดแม่พิมพท์ ่ีมีความสูงน้อยเกินไป ก็ทาให้ไม่สามารถกดตดั แผ่นงานได้ เพราะพิมพ์ผู้
เล่ือนลงมากดตดั แผน่ งานไมถ่ ึง
141
1.4.8 ความเร็วช่วงชกั
เป็นการวดั การเคล่ือนท่ีลง – ข้นึ ของแคร่เล่ือนมีหน่วยวดั เป็นค่จู งั หวะชกั /นาที (Stroke Per Minute :
SPM) ความเร็วช่วงชกั มีผลต่อการผลิตชิ้นงาน ตวั อยา่ ง ใชเ้ ครื่องท่ีมีความเร็วช่วงชกั 800 SPM ผลิตชิ้นงาน
เวลา 1 ชวั่ โมง สามารถผลิตชิ้นงานได้ 800 x 60 = 48,000 ชิ้น แต่ถา้ ใชเ้ ครื่องที่มีความเร็วช่วงชกั 120 SPM
เวลา 1 ชว่ั โมง สามารถผลิตชิ้นงานได้ 120 x 60 = 7,200 ชิ้น
การเลือกใชค้ วามเร็วช่วงชกั ในการกดอดั ข้ึนรูปชิ้นงาน ตอ้ งพจิ ารณาลกั ษณะงานกดอดั ข้ึนรูป การข้ึน
รูปในงานกดลากข้ึน ใชค้ วามเร็วรอบท่ีสูงมากคงไม่สามารถใชไ้ ด้ เพราะการข้ึนรูปดงั กล่าวตอ้ งใชเ้ วลาให้
วสั ดุชิ้นงานเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ขนาดของชิ้นงานและแรงกดตดั ที่ใช้ ถา้ ชิ้นงานท่ีมีขนาดใหญ่ๆใชแ้ รงกดตดั
มาก ขนาดของเครื่องป๊ัมก็ตอ้ งใหญ่ตามไปดว้ ย ความเร็วช่วงชกั ก็ตอ้ งชา้ ลงดว้ ย
1.4.9 พ้นื ท่ีผวิ หนา้ ของแคร่เลื่อนกบั พ้นื ท่ีผวิ หนา้ ของโตะ๊ งาน
เป็นบริเวณท่ีนาชุดแม่พิมพป์ ระกอบเขา้ กบั เครื่องป๊ัม โดยนาชุดพิมพเ์ มียวางอยูบ่ นโต๊ะของเคร่ืองปั๊ม
และชุดพิมพผ์ ยู้ ึดเขา้ กบั แคร่เลื่อนของเคร่ืองปั๊ม ผอู้ อกแบบตอ้ งทราบวา่ ผิวหนา้ ของโต๊ะมีขนาดความกวา้ ง-
ยาวเทา่ ไหร่ เพื่อออกแบบชุดแมพ่ ิมพใ์ หส้ ามารถวางบนโตะ๊ ได้ ตวั อยา่ งเช่น เคร่ืองปั๊มในรูปที่ 6.18 โต๊ะงาน
มี กวา้ ง – ยาว 1200 x 800 มม. และผวิ หนา้ ของแคร่เล่ือนมี
ความกวา้ ง – ยาว 1100 x 700 มม. ผอู้ อกแบบตอ้ งออกแบบแผ่นยดึ ชุดพิมพเ์ มีย (Die Holder) มีความ
กวา้ ง – ยาว ไมเ่ กิน 1000 x 600 มม. เพราะถา้ ออกแบบกวา้ ง – ยาวกวา่ น้ี ไม่สามารถวางชุดพมิ พเ์ มียบนโต๊ะ
ได้ เพราะไมม่ ีพ้นื ท่ีสาหรับใชแ้ คลมป์ (Clamp) ยดึ ชุดพิมพเ์ มียเขา้ กบั โตะ๊ ของเคร่ืองป๊ัม
ทานองเดียวกนั ชุดพิมพผ์ ู้ กต็ อ้ งออกแบบใหแ้ ผ่นยดึ ชุดพมิ พผ์ ู้ กวา้ ง – ยาว ไมเ่ กิน 1100 x 700 มม.
รูปที่ 4.18 เคร่ืองปั๊มท่ีแสดงใหเ้ ห็นแคร่เล่ือนและโตะ๊ งาน
142
1.4.10 ระบบกลไกท่ีใชข้ บั เคล่ือนแคร่เล่ือน
ระบบกลไก ท่ีใช้ขบั แคร่เล่ือน เคลื่อนท่ีข้ึน-ลง ในทีน้ี หมายถึง เครื่องปั๊มมีหรือไม่มีระบบคลัช
หรือไมม่ ีเบรค ชุดเฟื องทด ท้งั น้ีเพอื่ ตอ้ งการใหก้ ารเคล่ือนท่ี ข้นึ –ลงของแคร่เลื่อนเที่ยงตรง มีความปลอดภยั
แก่ผปู้ ฏิบตั ิงานกบั เครื่องปั๊ม
1.4.11 อปุ กรณ์ป้อนแผน่ งาน (Materials Handling Equipment)
อุปกรณ์ป้อนแผน่ งานเขา้ ชุดแมพ่ มิ พป์ ั๊มข้นึ รูปโลหะแบบอตั โนมตั ิ มีอุปกรณ์และวธิ ีการป้อน ดงั น้ี
1. แบบลูกกลิ้ง (Roller Feeder)
2. แบบใชต้ วั ป้อนที่ใชล้ ม (Air Slide Feeder)
3. หุ่นยนตป์ ้อน (Industrial Robot Feeder)
2. อุปกรณ์ป้อนแผ่นงำน
2.1 ประเภทของอุปกรณ์ป้อนแผน่ งาน
เป็นอปุ กรณ์ป้อนงานเขา้ ไปในชุดแมพ่ ิมพเ์ พื่อทาการป๊ัมข้ึนรูปแบบอตั โนมตั ิ วิธีการป้อนชิ้นงาน อาจ
ใชร้ ะบบนิวเมติค ไฮดรอลิค Robot การป้อนดว้ ยลูกกลิง้ ฯลฯ
รูปท่ี 6.19 การป้อนแผน่ งานในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์
ท่ีมา: https://www.sick.com/ca/en/industries/metal-and-steel
143
2.1.1 อุปกรณ์ป้อนแผน่ งานแบบลกู กลิ้ง
เป็นอุปกรณ์ป้อนแผน่ งานที่ใชล้ ูกกลิ้ง เป็นตวั หนีบ และพาแผน่ งานใหเ้ คลื่อนที่เขา้ ชุดแม่พิมพ์ ตาม
จงั หวะการกดตดั แผน่ งานของชุดแม่พิมพโ์ ดยใชแ้ รงจากเคร่ืองปั๊ม ส่วนมากตอ่ จากเพลาขอ้ เหวีย่ งของเคร่ือง
ป๊ัม ลูกกลิ้งท่ีใชป้ ้อนแผน่ งานมีแบบใชล้ กู กลิ้ง 1 คู่ และแบบใชล้ ูกกลิ้ง 2 คู่ ดงั ตวั อยา่ งในรูปที่ 6.21 การป้อน
แผน่ งานโดยการใชล้ กู กลิง้ เหมาะสาหรับงานกดตดั ท่ีมีช่วงชกั การกดตดั ส้ัน ๆ และใชค้ วามเร็วสูง
ลูกกลิ้งที่ใช้หนีบแผ่นงานตอ้ งผ่านการชุบแข็งแลว้ เจียระไนแต่งผิว และชุบเคลือบผิวดว้ ยการชุบ
โครเมียมแบบแขง็ เพือ่ ใหส้ ามารถตา้ นทานต่อการเสียดสี ใชง้ านไดย้ าวนาน
รูปท่ี 6.20 การป้อนแผน่ งานเขา้ ชุดแมพ่ ิมพโ์ ดยใชล้ ูกกลิ้ง (การป้อนแบบอตั โนมตั ิ)
ที่มา: http://www.hisada-g.co.jp/en/strength
รูปท่ี 4.21 ลกู กลิ้งของอปุ กรณ์ป้อนแผน่ งานแบบลูกกลิ้งใช้ ลกู กลิง้ 1 และ 2 คู่
ที่มา: สมาคมอตุ สาหกรรมแม่พิมพไ์ ทย, 2550.
144
ชุดอปุ กรณ์แบบลกู กลิง้ ดูไดจ้ ากรูปที่ 4.22
รูปท่ี 4.22 อปุ กรณ์ป้อนแผน่ งานแบบลกู กลิ้ง
ท่ีมา: สมาคมอตุ สาหกรรมแม่พิมพไ์ ทย, 2550.
2.1.2 อุปกรณ์ป้อนแผน่ งานแบบท่ีใชต้ วั ป้อนแบบใชล้ ม (Air Slide Feeder)
เป็นอุปกรณ์ป้อนแผ่นงานที่ใชแ้ รงดนั อากาศหรือลมช่วยใหแ้ รงป้อนแผ่นงานเขา้ ชุดแม่พิมพ์ ตวั อยา่ ง
อปุ กรณ์ดงั กล่าว ดูไดจ้ ากรูปตอ่ ไปน้ี
ก. ชุดอปุ กรณ์ป้อนแผน่ งาน ข. อปุ กรณ์ป้อนแผน่ งาน
รูปท่ี 4.23 อปุ กรณ์ป้อนแผน่ งาน ที่มีตวั ป้อนใชแ้ รงดนั ลมป้อนแผ่นงาน
ท่ีมา: https://www.lihaomachine.com/air-feeder/pneumatic-feeder-air-feeder.html
145
รูปท่ี 4.24 อุปกรณ์ป้อนแผน่ งานแบบใชแ้ รงดนั ลมป้อนแผน่ งานแถวเดียว
ที่มา: สมาคมอตุ สาหกรรมแมพ่ ิมพไ์ ทย, 2550.
รูปที่ 4.25 อุปกรณ์ป้อนแผน่ งานแบบใชแ้ รงดนั ลมป้อนแผน่ งานหลายแถว
ท่ีมา: https://www.henli-machine.com/the-principle-and-installation-of-the-stamping-feeder
2.1.3 การป้อนแผน่ งานโดยใชห้ ุ่นยนต์
หุ่นยนตถ์ ูกนามาใชใ้ นงานกดอดั ข้ึนรูปดว้ ยแม่พิมพป์ ๊ัมข้ึนรูปโลหะ งานผลิตที่ใช้หุ่นยนต์ป้อนแผน่
งานและนาชิ้นงานกดอัดข้ึนรูปเสร็จเรียบร้อยแลว้ ออกจากชุดแม่พิมพ์ โดยมากเป็ นงานกดอัดข้ึนรูป
(Forming) เป็ นงานผลิตแบบระบบอตั โนมัติ ใช้หุ่นยนต์ขนยา้ ยชิ้นงานจากท่ีทาการกดอดั ข้ึนรูปจากชุด
แม่พิมพช์ ุดท่ี 1 ไปทาการกดอดั ข้ึนรูปในชุดแม่พิมพช์ ุดต่อไป อุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์มาขนถ่ายชิ้นงาน
ดงั เช่น อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์
146
รูปที่ 4.26 การใชห้ ุ่นยนตน์ าชิ้นงานเขา้ -ออกจากชุดแมพ่ ิมพ์
ที่มา: สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพไ์ ทย, 2550.
รูปท่ี 4.27 การใชห้ ุ่นยนตใ์ นอตุ สาหกรรมขนาดใหญ่
ที่มา: https://www.metalformingmachines.com/images/sub1-3big.jpg
147
2.2 การเลือกอปุ กรณ์การป้อนแผน่ งาน
การเลือกอุปกรณ์การป้อนแผน่ งานแบบอตั โนมตั ิแบบใด มีหลกั เกณฑด์ งั ต่อไปน้ี
2.2.1 ปริมาณการผลิต
มีส่วนที่นามาประกอบการตดั สินใจเลือกอุปกรณ์ป้อนแผน่ งานอตั โนมตั ิ มาใชป้ ้อนแผ่นงาน เพราะ
ถา้ นาอปุ กรณ์มาช่วยป้อนแผน่ งาน ทาใหก้ ารป้อนแผ่นงานเป็นไปอยา่ งสม่าเสมอและต่อเนื่อง แตต่ อ้ งลงทุน
ในส่วนท่ีเก่ียวกบั อุปกรณ์เพ่ิมข้ึน ซ่ึงผมู้ ีส่วนในการตดั สินใจตอ้ งพิจารณาท้งั ส่วนท่ีไดป้ ระโยชน์ และส่วนท่ี
ตอ้ งลงทุนในเร่ืองของอปุ กรณ์มาพจิ ารณาประกอบกนั
2.2.2 แหล่งตน้ กาลงั ท่ีป้อนใหก้ บั อุปกรณ์
ถา้ เลือกใชอ้ ุปกรณ์ป้อนแผ่นงานแบบใชแ้ รงดนั ลมในโรงงานตอ้ งมีปั๊มลม (Air Compressor Pump
Machine) ระบบการเดินท่อลมเพอ่ื จ่ายลมใหก้ บั อุปกรณ์
2.2.3 ลกั ษณะการกดข้ึนรูปชิ้นงานของชุดแมพ่ ิมพ์
การกดอดั ข้ึนรูปชิ้นงานดว้ ยชุดแม่พิมพ์ มีงานกดตดั และงานกดอดั ข้ึนรูป การเลือกอุปกรณ์ป้อนแผน่
งานต้องเลือกให้เหมาะสมกับรูปร่างแผ่นงานท่ีป้อนเข้าไปในชุดแม่พิมพ์ ชิ้นงานท่ีกดอดั ข้ึนรูปได้ ดัง
ตวั อยา่ งท่ีผา่ นมา
2.2.4 เคร่ืองป๊ัมท่ีใชก้ ดอดั ข้นึ รูปชิ้นงาน
มีส่วนในการเลือกใชอ้ ุปกรณ์ป้อนแผน่ งาน ตอ้ งพิจารณาว่าส่วนประกอบของเครื่องปั๊มสัมพนั ธ์กบั
อุปกรณ์หรือไม่ ความเร็วช่วงชกั ของเคร่ืองป๊ัม