The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piggy47547, 2022-12-04 21:26:02

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิชาคอมพิวเตอร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

การออกแบบอัลกอทึม-บัว ป4

Keywords: การออกแบบและการเขียนอัลกอริทึม

2

รายงานการวจิ ยั
เรอื่ ง

การศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรยี นที่เรยี น
โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ เรื่องการออกแบบและเขยี นอลั กอริทมึ

ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 วชิ าคอมพิวเตอร์

โดย
นางสาวปิยะพร ลิ้มขจรเดช
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครชู านาญการ
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565

โรงเรียนเฉลิมพระเกยี รติ๖๐พรรษา สมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกติ พ์ิ ระบรมราชนิ นี าถ
สานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2

3

สว่ นราชการ บนั ทึกข้อความ
โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติ๖๐พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสริ ิกิติ์พระบรมราชินนี าถ

ที่ ........................... วันที่ 28 ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๖๕

เรือ่ ง รายงานวจิ ัยในชั้นเรยี น

เรียน ผู้อานวยการโรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติ๖๐พรรษา สมเดจ็ พระนางเจ้าสริ กิ ติ ์ิพระบรมราชนิ ีนาถ

ดว้ ยขา้ พเจ้า นางสาวปิยะพร ลิ้มขจรเดช ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการ โรงเรียนเฉลิม
พระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ ได้จัดทารายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ืองการออกแบบและเขียน
อัลกอริทึมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิชาคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาและหรือพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน รายวิชาคอมพิวเตอร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการ
เรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายละเอียดตามเอกสารแนบ

จงึ เรยี นมาเพ่ือโปรดทราบและพิจารณา

ลงชื่อ...................................................
( นางสาวปยิ ะพร ลิม้ ขจรเดช )

1. ความคดิ เห็นของหวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ 4. คาสั่งผอู้ านวยการโรงเรยี น
............................................................................  อนุมัติ
ลงชือ่ ...................................................  ส่งั การ...................................................
( นางทองเพียร หงษ์สลี า )
ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครชู านาญการ ลงชื่อ
(นายศภุ กฤษ ไชยศร)
2. ความคดิ เห็นของหวั หน้างานวิจัยฯ
............................................................................ ผู้อานวยการโรงเรยี นเฉลิมพระเกยี รติ๖๐พรรษา
ลงชอื่ ................................................. สมเดจ็ พระนางเจา้ สริ ิกิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ
(นางทองเพียร หงษส์ ีลา)
ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการ

3. ความคิดเห็นของรองผูอ้ านวยการกลุ่มบรหิ ารวชิ าการ
เรยี น รองผ้อู านวยการกลมุ่ บริหารวิชาการ
เพอ่ื โปรดพจิ ารณา
ลงชอื่ ...................................................

(นายสาเริง ย้ิมดี)
รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวชิ าการ

4

คานา
เอกสารงานวิจยั ฉบับนี้จัดทาขนึ้ เพื่อเปน็ ส่วนหน่ึง ในงานวิจัยช้ันเรียนของการเรยี นการสอนในรายวิชา
ของนกั เรียน ซึง่ งานวจิ ัยชนิ้ นี้ไดถ้ ูกพฒั นาขึ้นเพื่อพัฒนาปรับปรงุ การเรยี นการสอนในโรงเรียนให้ดยี ง่ิ ขึน้
จากปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียนท่ีครูผู้สอนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน
เน่ืองด้วยความไม่รับผิดชอบของนักเรียนและวุฒิภาวะ ทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่า และนักเรียนเกิดความ
เบื่อหน่ายในการเรียนในรายวิชา ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะซ่ึงเป็นวิธีท่ี
เหมาะสมในการแก้ปญั หาดงั กลา่ วหวังเป็นอย่างย่งิ ว่า จะเป็นเอกสารท่กี อ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อผ้อู ่านทุกท่าน

นางสาวปิยะพร ลิม้ ขจรเดช
ผู้วจิ ัย

5

ชอื่ ผู้วิจัย : นางสาวปยิ ะพร ล้ิมขจรเดช
ช่อื เร่ือง : การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ เรอ่ื งการออกแบบ
และเขียนอลั กอริทึมของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 วิชาคอมพวิ เตอร์
ปกี ารศกึ ษา : 2565

บทคัดยอ่

การวิจั ย ครั้งนี้ เป็น การวิจั ย ผ ลสั มฤทธ์ิท างการเรีย น ของนั กเรีย น ที่เรียน โดยใช้แบบฝึ กทักษ ะการ
ออกแบบและเขียนอัลกอริทึมมีวัตถุประสงค์ 1. เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 เร่ืองการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม 2. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ เร่ืองการ
ออกแบบและเขียนอลั กอริทึม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เร่ือง
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการออกแบบและเขียน
อัลกอริทึมของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 วิชาคอมพิวเตอร์ ตามหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2565 รายวิชาเพ่ิมเติม
คอมพิวเตอร์ ป.1- 6

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยในครั้งน้ี เป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4/2
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จานวน 40 คน โดยการสุม่ แบบเจาะจง

เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. ชุดแบบฝึกทักษะ วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองการออกแบบและเขียน

อัลกอริทึม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม โดยใช้แบบฝึก

ทักษะของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 เปน็ แบบปรนัย ชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก

วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ (Percentage) , ค่าเฉล่ีย (Arithmetic Mean) ของคะแนน,
การหาประสิทธภิ าพของวิธกี ารจดั การเรียนรู้ โดยใช้สูตร E1 / E2 และหาคณุ ภาพเครื่องมอื
ผลการวิจยั ปรากฏวา่

1. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้วชิ าคอมพิวเตอร์ เรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทมึ โดยใช้แบบฝึก
ทักษะ ท่ีผู้รายงานได้พัฒนา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.16/60.6 หมายถึง นักเรียนทั้งหมดได้คะแนนเฉลี่ย
จากการประเมินพฤติกรรมการทางานกลุ่ม และการทาแบบฝึกทักษะ คิดเป็นร้อยละ 81.16 และได้คะแนน
เฉลี่ยจากการทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หลังเรยี น คิดเปน็ รอ้ ยละ 60.6 แสดงว่า การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้วิทยาการคานวณ เร่ืองการออกแบบและเขยี นอัลกอริทมึ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ ท่ีผู้รายงานพัฒนาข้ึน มี
ประสทิ ธภิ าพสูงกว่าเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ที่ต้งั ไว้

2. ผลการใช้แบบฝึกทักษะมาช่วยสอน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 เป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีได้ผลน่า
พอใจ สังเกตจากนักเรียนให้ความสนใจการเรียนดี มีความรับผิดชอบในหน้าท่ี สิ่งท่ีแสดงถึงความสนใจของ
นักเรียน คือ นักเรียนสามารถทาแบบฝึกทักษะท้ายแผนทกุ แผน ได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดที ุกคน ที่เป็นเช่นน้ี
อาจเป็นเพราะว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีร่วมมือกันในการทางาน
นักเรียนทุกคนร่วมกันรับผิดชอบงาน และนาประสบการณ์ต่าง ๆ ท่ีได้จากการเรียนรู้มาสรุปเป็นองค์ความรู้
ของกล่มุ ตนเอง มีการช่วยเหลอื กันในการทางานกลุ่ม

สารบญั 6

นา......................................................................................................... ............. หน้า
บทคดั ย่อ...............................................................................................................
บทที่ 1 บทนา 6
7
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา.................................................... 7
วัตถุประสงค์ของการวิจยั ........................................................................... 7
ขอบเขตของการวจิ ัย.................................................................................. 8
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ.......................................................................................
ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รบั ....................................................................... 9
9
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง
เอกสารทเ่ี กยี่ วข้อง..................................................................................... 28
งานการวิจัยท่เี ก่ียวข้อง.............................................................................. 28
28
บทที่ 3 วธิ ีดาเนนิ การวิจัย 28
แบบแผนการวจิ ยั ...................................................................................... 31
ประชากร/กลมุ่ ตัวอยา่ ง............................................................................. 32
เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจยั ........................................................................... 34
ขนั้ ตอนการสร้างเครื่องมือ........................................................................
การดาเนินการวจิ ยั /การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล............................................... 39
สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล................................................................ 39
40
บทท่ี 4 ผลการวิจัย............................................................................................. 40
40
บทท่ี 5 สรุปและข้อเสนอแนะ............................................................................ 42
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย...........................................................................
ประชากร/กลุม่ ตัวอย่าง............................................................................... 44
สรปุ ผลการวิจัย..........................................................................................
อภปิ รายผล.................................................................................................
ข้อเสนอแนะ............................................................................................. .

บรรณานุกรม...........................................................................................................

ภาคผนวก.................................................................................. ...............................

7

บทที่ 1
บทนา

ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา
การวิจัยเป็นเคร่ืองมือสาคัญประการหน่ึง ท่ีจะช่วยให้การปฏิรูปการเรียนรู้ประสบความสาเร็จ ดังจะ

เห็นได้จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ซึ่งเป็น
กฎหมายแม่บททางการศึกษาของไทย ได้ให้ความสาคัญกับการวิจัยและกาหนดมาตรา หลายมาตราที่ช้ีให้เห็น
ว่าการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ กล่าวคือ มาตรา 24 (5) ระบุให้ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถใช้การวิจัยเพื่อศึกษาค้นควา้ หาคาตอบหรอื แก้ไขปญั หาที่เกิดข้ึน การวจิ ัยจึง
สัมพันธ์กับกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ ซ่ึงจะช่วยฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ หาเหตุผลในการตอบปัญหา และ
แก้ไขปัญหา มาตรา 30 ระบุให้ครูผู้สอนทาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน ผู้สอน
นอกจากจัดกระบวนการเรียนการสอนแล้ว ยังใช้การวิจัยเพ่ือศึกษาปัญหา หรือสิ่งท่ีต้องการรู้คาตอบ พัฒนา
ควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการกระบวนการจัดการเรียนการสอน และทาการวิจยั ให้เป็นกระบวนการ
เดยี วกันท้งั หมด

เมื่อพิจารณาเป้าหมายประการหน่ึงของการจัดการเรยี นรู้ คือเพ่ือให้ผู้เรยี นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดี เก่ง
มีสุข ผู้สอนจึงมีบทบาทสาคัญในการสร้างผู้เรียน ให้ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยจะต้องคานึงถึงมาตรฐาน
คุณภาพ การจัดการเรียนรู้ และบูรณาการการจัดการเรียนการสอนกับการวิจัยให้เป็นกระบวนการเดียวกัน
น่นั คือผู้สอนจะต้องจดั กระบวนการเรียนการสอน และใช้การวิจยั เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรยี นรู้ ทาการ
วิจัยเพื่อจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา และนาผลการวิจัยมาใช้ปรับปรุง
กระบวนการเรียนการสอน ในส่วนของผู้เรียน กระบวนการวิจัยจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเคร่ืองมือการ
เรยี นรู้ตดิ ตัวไปตลอดชีวิต เพราะการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการวจิ ัย จะฝึกให้ผเู้ รียนค้นควา้ ทดลอง หรอื ศกึ ษาหา
ความรู้อย่างมีแผนงานท่ีเป็นระบบน่าเช่ือถือได้ กิจกรรมท่ีจัดให้ผู้เรียน จึงควรเป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้
เรียนรู้ในลักษณะใดลักษณะหน่ึงเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual Participation) คือ เป็น
กิจกรรมทชี่ ่วยให้ผ้เู รยี นเกดิ การเคลอ่ื นไหวทางสติปัญญาต้องเป็นกจิ กรรมทท่ี า้ ทายความคิดของผูเ้ รียน

จากการผลการทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ปีการศึกษา 2565 ในรายวิชา
คอมพิวเตอร์นั้นพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ปีการศึกษา 2565 ต่า และ
การเรียนมีปัญหาเสมอ ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีโรงเรียนตั้งไว้ ผู้วิจัยจึงหาแนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงได้จัดทาแบบฝึกทักษะเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 ข้ึนใช้พฒั นานกั เรียน

8

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 เร่ืองการออกแบบและ
เขยี นอัลกอรทิ ึม
2. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ เร่ืองการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80

ขอบเขตของการวิจัย
1. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา ทาการวจิ ัยในเนือ้ หาเร่ืองการศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักเรียนท่ี

เรยี นโดยใชแ้ บบฝึกทักษะ เรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทึมของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 วิชา
คอมพิวเตอร์ ตามหลักสตู รสถานศกึ ษาตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ฉบับ
ปรับปรงุ พุทธศักราช 2565 รายวิชาเพ่มิ เตมิ คอมพิวเตอร์ ป.1- 6

2. ประชากรของการวจิ ัยครง้ั นี้คือ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 วิชา คอมพิวเตอร์ ในภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศึกษา 2565 จานวน 200 คน

3. กลุม่ ตัวอยา่ งคือ นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 4/2 วชิ าคอมพิวเตอร์ ในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา
2565 จานวน 40 คน

4. ตวั แปรท่ีศึกษาได้แก่
4.1 ตวั แปร
4.2.1 ตัวแปรต้น การสอนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะ
4.2.2 ตัวแปรตาม ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนรู้ในรายวชิ าคอมพิวเตอร์

5. การวิจัยคร้ังนี้ดาเนนิ การในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

นิยามศพั ท์เฉพาะ
แบบฝึกทักษะ คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหน่ึงท่ีใช้ฝึกทักษะกับผู้เรียน เพ่ือฝึกฝนให้เกิดความรู้

ความสามารถ ความเข้าใจ รวมท้ังเกิดความชานาญในเร่ืองน้ันๆ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามเนื้อหาท่ีสอน โดยอิงจาก
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้และตวั ชวี้ ดั จะอยใู่ นรปู ของชดุ กิจกรรมหรอื ใบงาน

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ความสามารถหรือผลสาเร็จท่ีได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็น
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้
จาแนกผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นไว้ตามลักษณะของวัตถปุ ระสงค์ของการเรียนการสอนท่ีแตกต่างกัน คะแนนจาก
การทดสอบ เร่ืองการออกแบบและเขียนอลั กอรทิ ึม ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4

แบบทดสอบ คือ แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน เพ่ือทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและ
หลังทดลองใช้แบบฝกึ ทักษะแลว้ บันทึกคะแนนของนักเรียนไวเ้ ปรียบเทยี บผลการพัฒนา

การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) คือ เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดย
พิจารณาจากการตัดสินใจของผ้วู ิจัยเอง ลักษณะของกลุ่มท่ีเลือกเปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย การเลอื ก
กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงต้องอาศัยความรอบรู้ ความชานาญและประสบการณ์ในเร่ืองนั้นๆของผู้ทาวิจัย การ
เลอื กกลมุ่ ตวั อย่างแบบนี้มีชอ่ื เรียกอกี อย่างว่า Judgement sampling
ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ บั

1. ได้แบบฝึกทักษะเรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม ท่ีผ่านการพัฒนาและหาประสิทธิภาพ
จากผู้เช่ียวชาญเรยี บร้อยแล้ว

2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ืองการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 4 สูงขึ้น

9
3. โรงเรียนมีแนวทางในการจัดทาแบบฝึกทักษะเรอ่ื งการออกแบบและเขยี นอัลกอริทึม และพัฒนา
กลมุ่ สาระอน่ื ๆ
4. โรงเรียนสามารถนาแนวทางนี้ไปส่งเสริมให้ครูคนอื่น ๆ ได้นาไปพัฒนากลุ่มสาระอื่นๆ ได้ตาม
มาตรฐานวชิ าชีพ

ภาพประกอบ รูปแบบวิธกี ารสอนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ

10

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้อง

การศึกษาวจิ ยั ในคร้ังน้ี ผ้ศู กึ ษาไดศ้ ึกษาแนวทางความรูจ้ ากเอกสารตา่ ง ๆ และงานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วข้อง
ดังรายละเอียดตามลาดับต่อไปน้ี

1. ทฤษฎีการเรยี นรู้
2. แนวคดิ การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญ
3. แบบฝึกทักษะ
4. งานวิจยั ท่เี กยี่ วข้อง
5. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
1. ทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco & Crawford (อ้างถึง มาลี จุฑา,
2554)
กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้เกิดข้ึนเม่ือมีการฝึก และการฝึกน้ันต้องมีการเสริมแรงและมีจุดมุ่งหมาย จึงจะ
ทาให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นซึ่งสังเกตได้จากการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีค่อนข้างถาวร ไม่ใช่เป็นการเปล่ียนแปลง
ช่วั คราว
การเรียนรู้ (Learning) หมายถึงกระบวนการของการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอันเนื่องมาจาก
ประสบการณ์ท่ีแต่ละบุคคลได้รับมา ผลของการเรยี นรู้จะช่วยให้เกิดการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมในด้านความรู้
ทกั ษะ และความรู้สึก กระบวนการเรียนรู้เป็นไปตามขั้นตอนธรรมชาติของการเรยี นรู้ข้ึนอย่กู ับความต้องการ
สิง่ เรา้ การตอบสนอง และรางวลั (มาลี จุฑา, 2555)
สงวน สุทธิเลิศอรุณ (2556) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้ว่า การเรียนรู้เป็นการเปล่ียนแปลง
พฤตกิ รรมอันเน่ืองมาจากประสบการณ์
อุบลรัตน์ เพ็งสถิต (2556) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น โดยการเช่ือมโยงระหว่างสง่ิ เร้าและการตอบสนองบ่อยครั้งเข้าจนในที่สุด
กลายเปน็ พฤตกิ รรมที่เกิดขึน้ อยา่ งถาวร

ดังนั้น จึงสรุปความหมายของการเรียนรู้ได้ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการของการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมอันเน่ืองมาจากประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับมา ซึ่งผลของการเรียนรู้จะก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 3 ด้าน คือความรู้ ทักษะ และความรู้สึก ทฤษฎีการเรียนรู้ในปัจจุบัน แบ่ง
ออกเปน็ 3 กล่มุ ใหญ่ คอื (มาลี จฑุ า, 2554)

1) กลุ่มทฤษฎีเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหวา่ งส่ิงเร้าและการตอบสนอง (S-R Theory) ได้แก่ ทฤษฎี
การเรยี นรูแ้ บบต่อเน่ือง (Connectionism) ของ Edward L. Throndike นักจติ วิทยาชาวอเมรกิ ันกล่าวว่า
การเรียนรเู้ กิดขึ้นระหว่างส่ิงเร้าและการตอบสนองโดยสง่ิ เร้าส่ิงหน่ึง อาจทาให้เกิดการตอบสนองไดห้ ลายทาง
ได้กล่าวว่าเม่ือบุคคลพร้อมแล้วได้กระทาจะเกิดความพอใจ ถ้าบุคคลได้กระทาส่ิงใดแล้วไดผ้ ลเป็นท่ีนา่ พอใจก็
อยากจะกระทาสิ่งน้ันอีก การนาความรู้จากทฤษฎีการเรียนรู้แบบต่อเน่ืองไปใช้ในการเรียนการสอน ก่อนจะ
เร่ิมดาเนินการสอนครูจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมและกระตุ้นให้นักเรียนพร้อมที่จะเรียนเสียก่อน โดยมีการ
นาเข้าสู่บทเรียนทุกครั้ง ควรมีการมอบหมายงานกิจกรรม แบบฝึกหัด และการบ้านให้นักเรียนได้ฝึกหัด
กระทาเพ่ือให้บรรลุตามหลักสูตรที่ว่าให้คิดเป็นทาเป็นและแก้ปัญหาเป็น ใช้หลักการ การให้รางวัลและการ
ลงโทษเพือ่ ใหน้ กั เรียนรู้ว่า “ทาดไี ด้ดี ทาชัว่ ได้ช่ัว”

ทฤษฎีเช่ือมโยงของกัทธรี (Guthrie’s Contiguity Theory) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันกล่าวไว้ว่า
การเรียนรเู้ กิดจากการกระทา คือมีความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิ่งเร้า และการตอบสนองท่ีเข้าคู่กันได้ในลักษณะที่มี
การกระทาหรือสัมผัสไม่นอ้ ยกว่าหนึ่งครั้ง ก็เกิดการเรียนรู้ได้ ดังนั้นการนาความรู้จากทฤษฎีไปใชใ้ นการเรยี น

11

การสอน ครูผู้สอนควรปฏิบัติดังนี้ ก่อนดาเนินการสอนของครูจะต้องจูงใจให้นักเรียนต้ังใจเรียนและมีความ
สนใจที่จะเรียน ดาเนินการสอนตามเนื้อหาสาระหู้เด่นชัดเพ่ือให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดี ฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้
ด้วยการกระทา และกอ่ นจบบทเรยี นควรให้นักเรยี นช่วยกันสรุปบทเรียนให้ถกู ตอ้ ง

ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์ (Hull’s Systematic Behavior Theory) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มี
หลักการเรียนรู้เกิดจากการเสริมแรง การเสริมแรงเป็นการให้รางวัลเพ่ือก่อให้เกิดการลดแรงขับหรือลดความ
ต้องการลง ทาให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ข้ึน ดังน้ันครูผู้สอนควรนาทฤษฎีน้ีไปใช้โดยพยายามจัดการศึกษาโดย
คานึงถึงความต้องการและสนองความต้องการของผู้เรียน พยายามสร้างแรงเสริมทุกข้ันตอนของบทเรียน
จดั การเรียนการสอนจากง่ายไปหายาก จัดคาบเรียนให้พอเหมาะแกว่ ัยของผ้เู รยี นและเปลี่ยนกิจกรรมการสอน
เม่ือพบวา่ ผเู้ รยี นเหนอ่ื ยหล้าหรืองว่ งนอน

2) กลุ่มทฤษฎีการวางเงื่อนไข ได้แก่ ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบคลาสลิค ทฤษฎีการวางเง่ือนไข
แบบการกระทา

ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบคลาสลิค (Classic Conditioning Theory) ซ่ึง Ivan P.Pavlov
นกั จิตวทิ ยาชาวรัสเซีย กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดจากการที่อินทรีย์ได้ตอบสนองต่อส่งิ เร้าได้หลาย ๆ ชนิด โดย
ที่การตอบสนองอย่างเดียวกันอาจมาจากสงิ่ เร้าต่างชนดิ กันได้หากมีการวางเงือ่ นไขทแ่ี น่นแฟน้ เพียงพอ การนา
ทฤษฎีนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนควรปฏิบัติดังนี้ ครูต้องสร้างบรรยากาศท่ีดีในการเรียนการสอนอันเป็นการ
วางเงื่อนไขท่ีดี ครูวางตัวให้นักเรียนศรัทธาและรักเพื่อจะได้รักวิชาที่ครูสอนด้วย ครูจัดบทเรียนให้น่าสนใจ
และเกิดความสนุกสนาน ครูสร้างความเป็นกันเองกบั นักเรยี นและให้ความอบอุ่นแก่นักเรียน ครูจัดหาและใช้
สอื่ การสอนทดี่ ีเพ่ือการเรียนรู้ท่ีมคี ุณภาพ ครูใช้หลักการลบพฤติกรรมทไี่ ม่ดีในตัวนกั เรียน ไมใ่ ห้ความสนใจใน
พฤติกรรมท่ีไม่ดีท่ีสุดพฤติกรรมดังกล่าวจะหายไป ครูนากฎพฤติกรรมการจาแนกมาใช้ คือให้นักเรียนได้
ทบทวนบทเรียนที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว จะได้เรียนรู้เหมือนเดิม ครูนากฎพฤติกรรมการจาแนกมาใช้ คือให้
นักเรยี นได้รู้จักวิธกี ารจาแนกหรือวเิ คราะหบ์ ุคคล วัตถุ สิง่ ของ ทั้งในด้านดแี ละด้านไม่ดี ครูใช้ทฤษฎีการวาง
เงื่อนไขแบบในการเปลยี่ นเจตคติท่ไี มด่ ตี ่อวิชาต่าง ๆ ของนักเรยี น

ทฤษ ฎี ของการวางเงื่อน ไขแบ บ การกระท า (Operant Conditioning Theory) Burrhus
F.Skimmer นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มหี ลกั การว่า การเรียนรู้เกิดจากการท่ีบุคคลได้มีการกระทาแล้วได้รับ
การเสริมแรง ซง่ึ นาความรู้จากทฤษฎีไปใช้ในการสอนโดย สร้างนสิ ัยท่ีดีให้แก่เด็ก เพื่อการสร้างคุณภาพแห่ง
ชีวิต ลบนิสัยท่ีไม่ดีออกจากตัวนักเรียนโดยวิธีการปรับพฤติกรรมปลูกฝังค่านิยมพื้นฐานให้แก่นักเรียน ให้
การสรมิ แรงแกน่ ักเรียนท่กี ระทาความดี และจัดประกวดเด็กดใี นดา้ นตา่ ง ๆ และใหร้ างวัลตามความเหมาะสม

3) กลุ่มทฤษฎีสนาม ได้แก่ ทฤษฎีสนาม ทฤษฎีการเรียนรู้ของเลวิน และทฤษฎีการเรียนรู้โดยใช้
เครือ่ งหมายของทอลแมน

ทฤษฎีสนาม (Field Theory) Wolfgang Kohter และคณะ นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน กล่าวว่า

ในการเรียนรู้หรือในการแก้ปัญหาบุคคลจะพิจารณาส่ิงเร้าหรือโครงสร้างของปั ญหาโดยส่วนร่วมทุกแง่ทุกมุม

เสียก่อน จากนั้นจะแยกเป็นส่วนย่อย ๆ เหล่านั้นจนในที่สุดจะเกิดความคิดหรอื เห็นช่องทางในการแก้ปัญหา

นั้นได้โดยฉับพลัน จะเกิดการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หรือเกิดการหย่ังเห็นหรอื ท่ีเรียกว่า พิปัส

ญาณ (Insigh) การนาทฤษฎีไปใช้ก่อนดาเนินการสอนควรชี้ให้เห็นถึงจุดมุ่งหมาย หรือวัตถุประสงค์ของ

บทเรียน อธิบายให้นักเรียนเห็นภาพรวม ๆ หรือโครงสร้างของบทเรียนก่อนลงมือสอน แนะนากิจกรรมที่

นักเรียนควรฝึกปฏิบัติ เพ่ือนาไปสู่ความรู้ความเข้าใจในบทเรียน สอนใหน้ ักเรียนแกป้ ัญหาด้วยตนเอง อันจะ

นาไปสกู่ ารคิดเป็น ทาเป็น และแก้ปญั หาเปน็

ทฤษฎีการเรยี นรขู้ องเลวิน (Lewin’s Field Theory) Kurt Lewin นักเรยี นจติ วิทยาชาวอเมริกัน
กล่าวว่าการเรียนรู้เกิดจากการเปลีย่ นแปลงความรู้ ความเข้าใจเดิมหรือเกิดจากการกระทาซ้า ๆ หรือได้มีการ

12

แก้ปัญหาหรือมีการเปลี่ยนการจูงใจทาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง การนาทฤษฎีไปใช้ ครูใช้
วิธีการกลุ่มสัมพันธ์เพ่ือให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครูจะได้เกิดการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ ครูจัดให้มีศูนย์การ
เรยี นในห้องเรียน มุ่งเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้นักเรียนเรยี นรู้ดว้ ยความเข้าใจ ให้นักเรยี นต้งั เป้าหมาย
ของชีวิต เป้าหมายในแต่ละวิชาและในแต่ละบทเรียนเพ่ือให้การเรียนและการดาเนินชีวิตมีเป้าหมายท่ีชัดเจน
ใชว้ ธิ ีการจูงใจเพื่อกระตุ้นใหน้ กั เรียนตอบสนองอยา่ งเขม้ ข้นต่อบทเรยี น ฝกึ ใหน้ ักเรียนรู้จกั แก้ปญั หาในเกมงา่ ย
ๆ หรือปญั หางา่ ย ๆ และยากข้ึนตามลาดับ

ท ฤษ ฎี ก ารเรียน รู้ของท อล แม น (Tolman’s Learning Theory) Edward C. Tolman
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มีหลักว่า การเรียนรู้เกิดจากการที่บุคคลท่ีตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยใช้เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์เป็นแนวทางนาไปสู่เป้าหมายทาให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ การนาทฤษฎีไปใช้ การ
จัดการเรียนการสอนให้นกั เรียนได้มสี ่วนร่วมในการคิด เปิดโอกาสใหน้ ักเรียนได้พูดและแสดงความคิดเห็นเพื่อ
ส่งเสริมความคิดเป็น จัดแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ หรือศูนย์การเรียน มอบงานหรือจัดกิจกรรมให้ทุกกลุ่ม
ได้กระทา ให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน จัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนได้
อภิปรายในช้ันเรียน หรือใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครู กับเพื่อน ๆ เพื่อให้เข้าใจ
บทเรียนไดด้ ยี ่ิงขึน้

1.1 ผลจากการเรยี นรู้ (Learning Outcomes)
เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในบทเรียนท่ีครูสอนแล้วจะทาใหผ้ ู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ ดังนี้ (ชูชีพ

อ่อนโคกสงู , 2560)
1.1.1 เกิดการรับรู้ (Perception) การรับรู้เป็นกระบวนการซึ่งสมองตีความหรือแปล

ความหมายข้อมูลท่ีได้จากการสัมผัสของร่างกายหรือของประสาทสัมผัสต่าง ๆ กับส่ิงแวดล้อมทาให้เราทราบ
วา่ ส่งิ เร้าหรอื ส่ิงแวดล้อมทีเ่ ราสัมผัสนน้ั เป็นอะไรมคี วามหมายอย่างไร มลี ักษณะอยา่ งไร

1.1.2 เกิดมโนคติ (Concept) เป็นผลมาจากการรับรู้ ความจาจินตนาการและสิ่งแวดล้อม
อ่ืน ๆ ทั้งภายนอกและภายในตัวบุคคล มโนคติจะเกิดข้ึนเมื่อมีการประสมประสานกันระหว่างการแยกแยะ
การย่นย่อและการสรปุ รวบยอด ในระหว่างท่ีมีการสัมผัส การทางานของกล้ามเนื้อ การต้งั คาถาม การอ่าน
และการแกป้ ญั หา

1.1.3 เจตคติ (Attitudes) เกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ของบุคคลซ่ึงเป็นความ
พร้อมที่จะตอบสนอง หรือแสดงความรู้สึกต่อวัตถุ สิ่งของ คน มโนคติอ่ืน ๆ ตลอดจนสถานการณ์ต่าง ๆ
ความรสู้ กึ หรือการตอบสนอง ดงั กลา่ ว อาจเปน็ ไปในทางท่ชี อบหรือไมช่ อบก็ได้

1.1.4 เกิดการคดิ (Thinking) การคดิ เป็นพฤตกิ รรมท่ีเกิดข้ึนในสมองซึ่งเปน็ กระบวนการท่ี
ภาพหรือสญั ลกั ษณข์ องส่ิงของหรือสถานการณ์ตา่ ง ๆ มาปรากฏในแนวคิดหรือจติ ใจเรา

1.1.5 เกิดการแก้ปัญหา (Problem Solving) เมื่อบุคคลมีเป้าหมาย แต่มีอุปสรรค
ขัดขวางไม่ให้ไปถึงหรอื ไม่ได้มาซ่ึงสิ่งที่ต้องการท่ีจะเกิดปัญหาข้ึนดังนั้น บุคคลจะพยายามขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่
เกิดขน้ึ ให้หมดไปเพอื่ บรรลุเป้าหมายทีต่ อ้ งการ

1.2 การรบั รู้ของสมอง
วารินทร์ รัศมีพรหม (2557) กล่าวถึงการวิจัยเก่ียวกับการรับรู้ของสมองต่อสื่อหรือสารด้าน

ภาพและเสียงว่า พบลักษณะท่ัวไปของสมองมนุษย์โดยทาการทดลองให้คนหลายคนดูส่ือโฆษณาประเภทต่าง
ๆ และวดั ปฏิกิริยาตอบสนองของสมองคนแต่ละคนในการดภู าพโฆษณานั้น ผลปรากฏว่า สมองด้านซ้ายจะมี
ปฏิกิริยามากกว่าด้านขวา ในขณะที่ดูสอ่ื โฆษณาที่ไม่ค่อยจะดีนัก แสดงว่าส่ือโฆษณามรผลตอ่ สมองด้านซ้าย
นัน่ เอง

ไสว เล่ยี มแก้ว (2558) กลา่ วว่า ในปจั จุบันมีการศกึ ษาและวจิ ัยเกย่ี วกับหน้าทข่ี องสมองมนษุ ย์
พบว่า สมองมนษุ ยแ์ บ่งออกเป็น 2 ซีก คือ ซกี ซ้ายและซีกขวา ซ่งึ แต่ละซกี ทาหน้าทใี่ นการคดิ ที่แตกต่างกัน

13

กล่าวคอื สมองซีกซ้ายมีความสามารถทางภาษาและมีหน้าท่ีในการคิดเชงิ วิเคราะห์ คือ จะศกึ ษาส่วนย่อยต่าง
ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นส่วนรวมทั้งหมดซึ่งกระบวนการคิดของสมองซีกซ้ายเป็นทีละขั้นตอนตามลาดับก่อนหลัง
และวเิ คราะห์ออกจากแนวเส้นตรง มีลกั ษณะตรงไปตรงมา ส่วนสมองซีกขวา จะมีความเช่ียวชาญในการมอง
ภาพรวมทั้งหมดกลา่ วคอื ดงึ เอาส่วนย่อยต่าง ๆ เข้าดว้ ยกนั เพือ่ ประกอบเป็นสว่ นรวม ดังน้นั สมองซีกขวาจึง
มีหน้าท่ีในการสร้างโครงร่าง โดยการตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ท่ีประกอบขึ้นเป็นโครงร่าง
ซึ่งลักษณะการทางานหรือการคิดของสมองซีกขวาจะทาการวิเคราะห์ทุกจุดพร้อมกันหรือคู่ขนานกันไป ไม่
แยกศึกษาเป็นส่วน ๆ เหมือนสมองซีกซ้าย ดังน้ันสมองซีกขวาจึงมีประสิทธิภาพสูงในการมองเห็น (Visual)
และการกะระยะในการสร้างภาพรวม (Spatial) แต่มีความสามารถจากัดด้านภาษาอาจกล่าวได้ว่าสมองซีก
ขวามีลักษณะในการควบคุมเก่ียวกับภาพ การมองเห็น ความกลมกลืน ช่องว่าง และความสมดุล มีการ
สังเคราะห์การเห็นความสัมพนั ธ์ของส่ิงตา่ ง ๆ การมีสามญั สานึก และมีความคิดแบบตะวนั ออก

ดังน้ัน สรุปผลเก่ียวกับการตอบสนองของสมองท้ังสองส่วน สามารถนามาเป็นแนวทางในการจัดทา
แผนการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ซ่ึงจะเป็นการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนทาให้การรับรู้มี
ประสิทธภิ าพมากขน้ึ และทาให้การเรยี นการสอนมปี ระสิทธภิ าพมากย่งิ ขน้ึ
2. แนวคดิ การจัดการเรียนรทู้ เี่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ

พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2558) ให้ความหมายว่าการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ คือ การ

จัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และสามารถถ่ายโอนความรู้ นา

ความรู้ไปใชไ้ ด้จดั ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนดั และศักยภาพของผู้เรียนเนน้ การผสมผสานสาระการ

เรียนรู้ หรือเน้นการบูรณาการค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้หลากหลายด้านตลอดจนมีการวัดและประเมินผลตาม

สภาพจริง ทักษะกระบวนการท่ีผู้เรียนใช้ในการสร้างความรู้นั้น คือ 1) กระบวนการทางปัญญา คือ การ

คิดและกระบวนการ 2) กระบวนการทางสังคม คือ กระบวนการทางานเป็นกลุ่ม ทางานเป็นทีมมี

ปฏิสัมพันธ์กัน มีการเคลื่อนไหวทางกาย ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้สอนควรต้องมีการ

ส่งเสริมจดั บรรยากาศสภาพแวดล้อม สอื่ การเรียน และอานวยความสะดวก เพ่ือให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ ซ่ึง

เป็นไปตามมาตรา 24 ข้อ 5 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.

2542 การจดั การเรียนรู้ท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญ เปน็ วิธีท่ีจะช่วยให้การพัฒนาคนไทยมีลักษณะของคนยุคใหม่

หรือยุคปฏิรูปการศึกษา คือ เป็นคนไทยที่รู้เท่าก้าวทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันคน รู้วิธีการเรียนรู้

รูว้ ิธกี ารคดิ คือ คดิ เปน็ รวู้ ธิ ีการวจิ ัยและพัฒนา เป็นคนดมี ีคุณภาพ รู้เรา รู้เขา เป็นคนดี เกง่ มสี ขุ ตาม

เป้าหมายท่ีคาดหวัง แต่ได้พบว่า การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ น้ันมีปัจจัยที่ผู้สอนพึงตระหนัก

คอื บรรยากาศทางกายภาพและบรรยากาศทางจิตใจและสิ่งที่เป็นปัจจัยสาคัญ คอื ผู้สอนเองควรต้องมีทักษะ

ท่ีจาเป็น 4 ประการ เพ่ือจะเป็นแบบของการพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นผู้มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นท่ีพึงประสงค์

ทักษะจาเป็น 4 ประการ คือ 1) ทักษะความสามารถในการรู้จักตนเองหรอื รู้เรา คือ ความสามารถเข้าใจ

อารมณ์ของตนเองเพ่ือเป็นแนวทางสู่การพัฒนาวินัยตนเอง การควบคุมตนเอง และเพ่ือการเรียน รู้

ประสบการณ์ต่าง ๆ 2) ทักษะความสามารถเข้าใจผู้อื่นหรือรู้เขา คือ ความสามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้ดี

มีความสุข สามารถส่ือสารเข้าใจ ร่วมมือร่วมใจทางานกับคนอื่นได้ แสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็น

ผู้อื่นตลอดจนเห็นใจผอู้ ื่น 3) ทักษะความมรี ะบบและความสามารถปรับตัวได้ คือ ความสามารถท่ีจะดาเนิน

ชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยการมีความรับผิดชอบ ความสามารถปรับตนได้ ความยืดหยุ่นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ

และ 4) ทักษะความสามารถในการตัดสินใจ คือ ความสามารถทางปัญญาท่ีใช้ในการประเมินสถานการณ์

ต่าง ๆ ได้อยา่ งฉลาดและรอบคอบ มีคา่ นิยมตอ่ ตนเองและต่อสังคม

14

พมิ พพ์ ันธ์ เดชะคุปต์ (2559) กล่าวว่า หลักการจัดการศกึ ษาในยุคปัจจุบัน เป็นการจัดเพอ่ื รองรับ
กระแสการเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ในดา้ นต่อไปน้ี

1) ด้านหลักสูตร ในเรื่องเกี่ยวกับหลักสูตรน้ันต้องมีการกาหนดจุดหมายของหลักสูตรให้ได้ผล
ผลติ คอื ผ้เู รยี นมีคณุ สมบัติ ดังนี้

1.1) เป็นผู้มีคณุ ภาพ (Quality) คือ มีความดี มีจริยธรรม อยู่รว่ มกบั ผู้อื่นได้ดี ด้วยการ
เป็นผู้มี คุณธรรมประจา มีระเบียบวินัยในตนเอง รักษาระเบียบประเพณี วัฒนธรรมอันเป็นสมบัติประจา
ชาติ มีค่านิยม สงั คม ตลอดจนรกั ชาติเปน็ จิตสานึก

1.2) เป็นผู้มีสมรรถภาพ (Competency) คือ มีความเก่งในความคิด วิเคราะห์ วพิ ากย์
วิจารณ์ ทางานกอปรดว้ ยความคดิ ริเริม่ เกง่ ในการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซ่ึงเปน็ ภาษาสากล เก่ง
ในการใชค้ อมพิวเตอร์ รวมทง้ั เคร่ืองมอื อเิ ล็กทรอนิกสท์ งั้ หลาย

1.3) เปน็ ผู้มีสุขภาพดี (Healthy) คือ มสี ุขภาพดที ง้ั สุขภาพกายและสขุ ภาพจิต การเปน็ ผู้
มสี ุขภาพดี คือมีร่างกายแขง็ แรง ปราศจากโรคภัยไขเ้ จบ็ นอกจากสุขภาพกายดีต้องเป็นผู้มสี ุขภาพจิตดี คือ
ร่าเรงิ แจ่มใส มน่ั ใจ ไม่เครยี ด มีอัตมโนทัศน์ คือเป็นผู้รู้จักตวั เองและเห็นคณุ ค่าในชีวติ ของตนเอง

2) ดา้ นการจัดการเรยี นรู้ กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ต้องเน้นใหน้ ักเรียน
ได้คิด วิเคราะห์ วิพากย์ วิจารณ์ แก้ปัญหาเป็น มีความตระหนัก มีจิตสานึก และสามารถนาความรู้ไป
ปฏิบัติในชีวิตประจาวัน และชีวิตการทางานได้ เป็นผู้มีความสามารถแก้ปัญหาได้ดีเพื่อสามารถดารงชีวิตได้
อยา่ งมีความสขุ

แนวคิดของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ซึ่งมีแนวคิดจากปรัชญาคอนสตรัคติวิซึม
(Constructivism) ท่ีเช่ือว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการท่ีเกิดข้ึนภายในตัวผู้เรียน ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้
จากความสัมพนั ธ์ระหว่างสงิ่ ท่ีพบเหน็ กับความรู้ ความเขา้ ใจทีม่ ีอยเู่ ดิมเป็นปรัชญาท่ีมขี อ้ สนั นษิ ฐานว่า ความรู้
ไม่สามารถแยกจากความอยากรู้ ความรู้ได้มาจากการสร้างเพื่ออธิบาย แนวคิดคอนสตรัคติวิซึม เน้นให้
ผูเ้ รียนสร้างความรู้ โดยผ่านกระบวนการคดิ ด้วยตนเอง โดยผู้สอนไมส่ ามารถปรับเปล่ียนโครงสรา้ งทางปญั ญา
(Cognitive Structure) ของผู้เรยี นได้ แต่ผู้สอนสามารถช่วยผเู้ รียนปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาได้ โดย
จัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการขัดแย้งทางปัญญาหรือเกิดสภาวะไม่สมดุล (Unequilibrium) ขึ้นซ่ึงเป็น
สภาวะที่ประสบการณ์ใหม่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์เดิม ผู้เรียนต้องพยายามปรับข้อมูลใหม่กับ
ประสบการณ์ที่มอี ย่เู ดิมแลว้ สรา้ งเป็นความรูใ้ หม่

2.1 ตัวบง่ ชี้ของการจดั การเรียนรู้ที่เนน้ ผ้เู รียนเป็นสาคญั
พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2557) กล่าวว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้สอน
สามารถใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้ที่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือ
หลาย ๆ วิธีในการจัดการเรยี นรู้ครั้งหนึง่ ๆ ดังเชน่ วิธีการอภิปราย การค้นพบ การสืบสวนแบบแนะนา วิธี
อริยสัจสี่ กรณีศึกษา ทักษะกระบวนการ 9 ขั้น การใช้สถานการณ์จาลอง การเชื่อมโยงมโนมติ วิธีกลุ่ม
สัมพันธ์ การเรียนแบบร่วมมือ เป็นต้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มีตัวบ่งชี้ท่ีจะใช้เป็น
แนวทางในการประเมินได้ว่าได้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญหรือไม่ โดยประเมินจากผู้สอนเม่ือ
เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และเมือ่ นาแผนการจดั การเรียนรู้ไปใชใ้ นห้องเรยี น การจัดการเรียนรูท้ เี่ นน้ ผเู้ รยี น
เป็นสาคัญนั้น ยังมีระดับจากต่าสุดไปหาสูงสุด เกณฑ์ที่ใช้ประเมินคือ สังเกตว่าผู้เรียนมีส่วนร่วมมากน้อย

15

เพียงใด อยา่ งไรก็ตาม ถ้าผู้เรยี นมีส่วนร่วมสร้างความรู้ด้วยตนเองอย่างแท้จริงจากสิ่งที่ผเู้ รียนต้องการเรยี นรู้
ด้วยตนเองผู้เรียนจะมีบทบาทมากท่ีสุด แต่ผู้สอนจะมีบทบาทน้อยลง ในทางตรงข้ามถ้าผู้สอนมีบทบาท
กาหนดหัวเร่อื งกิจกรรม รวมทั้งสื่อเพือ่ จัดประสบการณ์การเรียนรใู้ ห้ผู้เรียนสร้างความรู้เองในลักษณะน้ีผู้สอน
และผู้เรียนอาจมีบทบาทเท่า ๆ กัน ซึ่งก็ยังจัดเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเช่นกัน แต่อยู่ใน
ระดับปานกลาง เพ่ือให้การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สอนจึงอาจ
เริ่มต้นฝึกให้ผู้เรียนเร่ิมมีบทบาทในการเรียนรู้จากระดับน้อยจนมากข้ึนตามลาดับ ซึ่งจะทาให้ผู้สอนมีบทบาท
ในการสอนน้อยลงตามลาดับไปด้วย ตัวบ่งชี้ของการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยพิจารณาทั้ง
ผสู้ อนและผ้เู รยี น มีดังตอ่ ไปนี้

2.1.1 เมอ่ื พิจารณาผู้สอน ไดแ้ ก่
1. ผูส้ อนจัดการเรยี นร้โู ดยใหผ้ เู้ รยี นสรา้ งความรใู้ หมเ่ อง
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการ คือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่มและ

สรา้ งความรดู้ ว้ ยตนเอง
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน คือมีส่วนร่วมทั้งด้านปัญญา กาย อารมณ์

และสังคม รวมทั้งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทั้งส่ิงมีชีวิต และส่ิงไม่มีชีวิต เช่น หนังสือ สถานท่ีต่าง ๆ
คอมพิวเตอร์ เปน็ ตน้

4. ผู้สอนสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ ท้ังบรรยากาศทางกายภาพ และจิตใจ
เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนเรียนรอู้ ย่างมคี วามสขุ

5. ผู้สอนมีการวัดและประเมินผลทั้งทักษะกระบวนการ ขีดความสามารถศักยภาพของ
ผู้เรียน และผลผลิตจากการเรียนรูซ้ ึ่งเป็นการประเมนิ ตามสภาพจริง

6. ผสู้ อนพฒั นาผู้เรยี นให้สามารถนาความรไู้ ปใชใ้ นชีวิตประจาวันได้
7. ผู้สอนเปล่ียนบทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวก คือ เป็นผู้จัดประสบการณ์รวมทั้งสื่อ
การจัดการเรยี นรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการสร้างความร้ดู ้วยตนเอง คอื ผู้สอนที่เป็นผู้อานวยความ
สะดวกนั้นมีบทบาทดงั นี้ เป็นผู้นาเสนอ เป็นผู้สงั เกต เปน็ ผู้ถาม เป็นผูใ้ ห้การเสริมแรง เปน็ ผแู้ นะนา เป็นผู้
สะท้อนความคิด เป็นผู้จัดบรรยากาศ เป็นผู้จัดระเบียบ เป็นผู้แนะแนว เป็นผู้ประเมิน เป็นผู้ให้คาชื่นชม
และเป็นผูก้ ากับ
2.1.2 เมอื่ พจิ ารณาผู้เรียน ได้แก่
1. ผเู้ รียนสรา้ งความรู้ รวมทั้งสร้างสิ่งประดิษฐ์ด้วยตนเอง
2. ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการ คือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม และสร้าง
ความรดู้ ว้ ยตนเอง
3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน และมปี ฏิสัมพันธ์
4. ผู้เรยี นเรยี นรอู้ ย่างมีความสขุ
5. ผู้เรยี นสามารถนาความรูไ้ ปใชไ้ ด้

ดังนั้น จากแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผูเ้ รียนเปน็ สาคัญ ผู้วจิ ัยได้เหน็ ความสาคญั ของแนวคิด
นี้ โดยสามารถนาแนวคิดมาจัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเพื่อพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ของ
ผู้เรียนให้บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร และนอกจากนี้ผู้สอนยังสามารถพัฒนาวิชาชีพของตนเองโดยการ

16

พัฒนาการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นที่ตัวของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถพัฒนาให้
ยั่งยืนต่อไป
3. แบบฝึกทกั ษะ

3.1 ความหมายและความสาคัญของแบบฝกึ ทักษะ
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2557 : 53) ได้สรปุ ความสาคัญของแบบฝึกทักษะว่า
แบบฝึกทกั ษะมีความสาคัญต่อผู้เรยี นไม่นอ้ ย ในการท่ีจะช่วยส่งเสริมสร้างทกั ษะใหก้ ับผู้เรียนไดเ้ กิดการเรยี นรู้
และเข้าใจไดเ้ รว็ ข้ึน ชัดเจนขึ้น กว้างขวางข้ึนทาให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสาเร็จ
อย่างมปี ระสิทธิภาพ
ไพทูลย์ มูลดี (2557 : 48) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทักษะ คือชุดฝึกการเรียนรู้ท่ีครูสร้างขึ้นให้
นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และช่วยเพิ่มทักษะความชานาญและฝึก
กระบวนการคิดให้มากข้ึน ท้ังยังมีประโยชน์ในการลดภาระการสอนให้กับครู อีกทั้งพัฒนาความสามารถของ
ผู้เรียน และทาให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรยี นรขู้ องตนเองได้
คมขา แสนกล้า (2557 : 32) ได้สรุปความสาคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกทักษะเป็นส่วนสาคัญใน
การเรียนการสอน เพราะถ้าขาดแบบฝึกทักษะเพื่อใชใ้ นการฝกึ ฝนทกั ษะความร้ตู ่างๆ หลังจากเรียนไปแล้ว เด็ก
กอ็ าจจะลมื เลอื นความรู้ทเี่ รียนไปได้ ซง่ึ อาจส่งผลให้นกั เรยี นไมม่ ีประสทิ ธภิ าพเท่าท่ีควร
ฐานิยา อมรพลัง (2558 : 75) ได้สรุปถึงความหมายของแบบฝึกทักษะ คือ งานกิจกรรมหรือ
ประสบการณ์ทค่ี รูจัดให้นักเรียนไดฝ้ ึกหัดกระทา เพื่อทบทวนฝึกฝนเน้ือหาความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิด
ความจา จนสามารถปฏิบตั ไิ ดด้ ว้ ยความชานาญ และให้ผเู้ รยี นสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้
วรรณภา ไชยวรรณ (2559 : 40) ได้สรุปความหมายและความสาคญั ของแบบฝกึ ได้ว่า แบบฝึก คือ
แบบฝึกหัด หรือชุดฝึกที่ครูจัดให้นักเรียน เพ่ือให้มีทักษะเพ่ิมขึ้นหลังจากท่ีได้เรียนรู้เร่ืองนั้นๆ มาบ้างแล้ว โดย
แบบฝึกตอ้ งมที ิศทางตรงตามจดุ ประสงค์ ประกอบกิจกรรมที่น่าสนใจและสนกุ สนาน
อกนษิ ฐ์ กรไกร (2559 : 18) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก-ทักษะหมายถงึ สื่อ
ท่ีสร้างขึ้นเพ่ือเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่มีกิจกรรมให้นักเรียนทาโดยมีการ
ทบทวนส่ิงที่เรียนผ่านมาแล้วจากบทเรียน ให้เกิดความเข้าใจและเป็นการฝึกทักษะ และแก้ไขในจุดบกพร่อง
เพอื่ ให้นักเรียนได้มีความสามารถและศักยภาพย่งิ ขึ้นเขา้ ใจบทเรียนดีขึน้
พินิจ จันทร์ซ้าย (2559 : 90) กล่าวถึงแบบฝกึ ทักษะว่า หมายถึง งาน กจิ กรรม หรอื ประสบการณ์
ที่ครูผู้สอนจัดให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติเพ่ือทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้วนามาปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
สามารถฝกึ ฝนดว้ ยตนเองได้
ผู้รายงานได้ศึกษาความหมายและความสาคัญของแบบฝึกทักษะแล้วพอสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ
หมายถึง ชุดฝึกทักษะท่ีครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาท่ีเรียนรู้มาแล้วเพ่ือสร้างความเข้าใจ และช่วย
เพ่ิมทกั ษะความชานาญและฝกึ กระบวนการคิดให้มากขน้ึ ทาให้ครูทราบความเข้าใจของนกั เรียนที่มตี อ่ บทเรยี น
ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ ทั้งยังมีประโยชน์ช่วยลดภาระการสอนของครู
และยงั ชว่ ยพฒั นาตามความแตกต่าง
3.2 ลักษณะของแบบฝกึ ทีด่ ี
แบบฝึกเป็นเคร่ืองมือที่สาคัญที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้แก่ผู้เรียน การสร้างแ บบฝึกให้มี
ประสิทธิภาพจึงจาเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึก เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับระดับ
ความสามารถของนักเรียน
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2560 : 60 -61) ได้สรุปลักษณะของแบบฝึกที่ดีควร
คานึงถงึ หลักจิตวทิ ยาการเรยี นรูผ้ ู้เรียนไดศ้ ึกษาด้วยตนเอง ความครอบคลุม ความสอดคล้องกบั เนือ้ หา รูปแบบ
นา่ สนใจ และคาส่งั ชัดเจน และได้สรุปลักษณะของแบบฝึกไว้ดงั นี้

17

1. ใช้หลักจิตวิทยา
2. สานวนวทิ ยาการคานวณ
3. ให้ความหมายต่อชวี ิต
4. คดิ ไดเ้ รว็ และสนุก
5. ปลุกความนา่ สนใจ
6. เหมาะสมกบั วัยและความสามารถ
7. อาจศึกษาได้ด้วยตนเอง
และได้แนะนาใหผ้ ูส้ ร้างแบบฝึกให้ยดึ ลักษณะของแบบฝกึ ไว้ดงั น้ี
1. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความชัดเจนท้ังคาสั่งและวิธีทาคาส่ังหรือตัวอย่างวิธีทาท่ีใช้ไม่ควรยาวเกินไป
เพราะจะทาให้เข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายเหมาะสมกับผู้ใช้ท้ังน้ีเพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ถ้า
ต้องการ
2. แบบฝึกหัดท่ีดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจดุ มุ่งหมายของการฝึกลงทุนน้อยใช้ได้นานๆ
และทนั สมยั อยู่เสมอ
3. ภาษาและภาพท่ีใช้ในแบบฝกึ หดั ควรเหมาะสมกับวยั และพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน
4. แบบฝึกหัดท่ีดีควรแยกฝึกเป็นเร่ืองๆ แต่ละเร่ืองไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมีกิจกรรมหลายรูปแบบ
เพ่ือเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจและไม่น่าเบ่ือหน่ายในการทา และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนเกิดความ
ชานาญ
5. แบบฝึกหัดท่ีดีควรมีท้ังแบบกาหนดให้โดยเสรี การเลือกใช้คา ข้อความหรือรูปภาพในแบบฝึกหัด
ควรเป็นสิ่งท่ีนักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความในใจของนักเรียนเพ่ือว่าแบบฝึกหัดทีส่ ร้างข้ึนจะได้กอ่ ให้เกดิ ความ
เพลิดเพลินและพอใจแกผ่ ู้ใช้ ซงึ่ ตรงกบั หลักการเรยี นรู้ไดเ้ รว็ ในการกระทาท่ีก่อให้เกดิ ความพึงพอใจ
6. แบบฝึกหดั ท่ดี คี วรเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี น ได้ศึกษาด้วยตนเองให้รูจ้ กั ค้นคว้ารวบรวมสงิ่ ทีพ่ บเห็นบ่อยๆ
หรือท่ีตนเองเคยใช้จะทาให้นักเรยี นสนใจเรื่องน้ันๆ มากย่ิงข้นึ และจะรูจ้ ักความรู้ในชวี ิตประจาวันอย่างถูกต้อง
มีหลกั เกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งทีเ่ ขาได้ฝกึ ฝนนั้นมคี วามหมายต่อเขาตลอดไป
7. แบบฝึกหัดที่ดีควรจะสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน
หลายๆด้าน เช่น ความตอ้ งการ ความสนใจ ความพรอ้ ม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะน้ันการทา
แบบฝึกหัดแต่ละเรื่อง ควรจัดทาให้มากพอและมีทุกระดับ ต้ังแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับค่อนข้างยาก
เพื่อว่าทั้งเด็กเก่ง กลาง และอ่อนจะได้เลือกทาได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทุกคนประสบความสาเร็จ
ในการทาแบบฝึกหัด
8. แบบฝึกหัดที่ดีควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนไดต้ ัง้ แตห่ น้าปกไปจนถึงหน้าสดุ ทา้ ย
9. แบบฝกึ หัดท่ีดีควรได้รับการปรับปรงุ ไปคกู่ ับหนังสอื แบบเรียนอยู่เสมอและควรใช้ไดด้ ที ้ังในและนอก
บทเรยี น
10. แบบฝึกหัดท่ีดคี วรเปน็ แบบทสี่ ามารถประเมนิ และจาแนกความเจรญิ งอกงามของเด็กไดด้ ้วย
ฐานิยา อมรพลัง (2558 : 78) ได้เสนอลักษณะท่ีดีของแบบฝึก คือ แบบฝึกท่ีเรียงลาดับจากง่ายไป
หายาก มีรูปภาพประกอบ มีรูปแบบน่าสนใจ หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการจัดกิจกรรม
หรือจัดแบบฝึกให้สนุก ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัย และ ระดบั ชั้นของนักเรียน มีคาสั่ง คาช้ีแจงสั้น ชัดเจน เขา้ ใจ
ง่าย มีตัวอยา่ งประกอบ มีการจดั กิจกรรม การฝึกที่เรา้ ความสนใจ และแบบฝึกนัน้ ควรทนั สมัยอยู่เสมอ
วรรณภา ไชยวรรณ (2558 : 43) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี คือ ควรมีความหลากหลาย
รูปแบบ เพื่อไม่ใหเ้ กิดความเบ่ือหน่าย และต้องมีลกั ษณะทเ่ี ร้า ยั่วยุ จูงใจ ได้ให้คิดพิจารณา ได้ศึกษาค้นคว้าจน
เกิดความรู้ ความเข้าใจทักษะ แบบฝกึ ควรมีภาพดึงดดู ความสนใจเหมาะสมกบั วยั ของผู้เรยี นตรงกับจุดประสงค์
การเรียนรู้ มีเนือ้ หาพอเหมาะ

18

ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2558 : 20) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกหัดและแบบฝึกทักษะที่ดี
ไว้วา่ ดงั นี้
1. จดุ ประสงค์

1.1 จดุ ประสงค์ชดั เจน
1.2 สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการ
เรียนรู้
2. เนือ้ หา
2.1 ถูกตอ้ งตามหลักวิชา
2.2 ใชภ้ าษาเหมาะสม
2.3 มีคาอธิบายและคาสั่งที่ชดั เจน งา่ ยตอ่ การปฏิบตั ิตาม
2.4 สามารถพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ นาผเู้ รียนสูก่ ารสรุปความคดิ รวบยอดและหลกั การสาคัญของกลุ่ม
สาระการเรยี นรู้
2.5 เป็นไปตามลาดับขนั้ ตอนการเรียนรู้สอดคลอ้ งกบั วธิ กี ารเรียนรู้ และความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
2.6 มคี าถามและกิจกรรมทท่ี ้าทายสง่ เสรมิ ทักษะกระบวนการเรียนรู้ของ ธรรมชาติวิชา
2.7 มีกลยุทธก์ ารนาเสนอและการต้ังคาถามที่ชัดเจน น่าสนใจปฏิบัติได้สามารถให้ข้อมูลย้อนกลบั เพ่ือ
ปรับปรุงการเรียนไดอ้ ยา่ งต่อเนือ่ ง
ผู้รายงานพอสรุปลักษณะของแบบฝึกท่ีดีได้ว่า แบบฝึกท่ีดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยทาให้นักเรียน
ประสบความสาเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี และแบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สาคัญของครู ทาให้ครู
ลดภาระการสอนลงได้ ทาให้ผเู้ รยี นพัฒนาความสามารถของตนเพือ่ ความมั่นใจในการเรยี นไดเ้ ป็นอย่างดี ดงั น้ัน
ครูยังจาเป็นต้องศึกษาเทคนิควิธีการ ขั้นตอนในการฝึกทักษะต่างๆ มีประสิทธิภาพท่ีสุด อันส่งผลให้ผู้เรียนมี
การพัฒนาทักษะต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และแบบฝึกท่ีดีน้ันจะต้องคานึงถึงองค์ประกอบหลายๆด้าน ตรงตาม
เน้ือหา เหมาะสมกบั วยั เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปญั หาของผูเ้ รยี น
3.3 ประโยชนข์ องแบบฝกึ ทักษะ

ยุพา ยิ้มพงษ์ (อา้ งใน สุนันทา สุนทรประเสรฐิ , 2558, หนา้ 3) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้

หลายขอ้ ดว้ ยกัน ดังต่อไปนี้

1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสรมิ หนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระครู

ไดม้ าก เพราะแบบฝึกเปน็ สิ่งท่ีจัดทาขึน้ อยา่ งเป็นระบบและมรี ะเบียบ

2. ชว่ ยเสรมิ ทกั ษะแบบฝึกหัดเป็นเคร่ืองมือทช่ี ่วยเด็กในการฝึกทกั ษะ แต่ท้งั นีจ้ ะต้องอาศยั การส่งเสรมิ

และความเอาใจใสจ่ ากครผู ู้สอนดว้ ย

3. ช่วยในเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกตา่ งกัน

การให้เด็กทาแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสาเร็จในดา้ นจติ ใจมาก

ขึ้น ดงั น้ันแบบฝกึ หดั จงึ ไม่ใชส่ มุดฝึกทคี่ รูจะให้เด็กลงมือทาหนา้ ต่อหนา้ แตเ่ ป็นแหล่งประสบการณ์เฉพาะ

สาหรับเดก็ ทต่ี ้องการความชว่ ยเหลอื พิเศษ และเปน็ เครอ่ื งมือช่วยทีม่ คี ่าของครทู ่ีจะสนองความต้องการเปน็

รายบุคคลในช้นั เรียน

4. แบบฝึกช่วยเสริมทักษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพื่อช่วยใหเ้ กดิ ผลดังกล่าวน้ัน ได้แก่ ฝกึ ทนั ที

หลงั จากท่ีเดก็ ได้เรียนรใู้ นเรื่องน้นั ๆ ฝึกซ้าหลาย ๆ ครง้ั เน้นเฉพาะในเร่ืองที่ผิด

โดยสรปุ แบบฝึกท่ดี แี ละมีประสิทธิภาพ จะชว่ ยทาใหน้ ักเรียนประสบผลสาเร็จใน การฝึกทกั ษะได้
เป็นอยา่ งดี แบบฝกึ ท่ดี เี ปรยี บเสมอื นผู้ชว่ ยทด่ี ีของครู ทาให้ครูลดภาระการสอนลงทาให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา

19

ตนเองได้อย่างเต็มที่และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งแบบฝกึ จะช่วยในเรอื่ งของความ
แตกตา่ งระหว่างบคุ คล โดยเฉพาะเด็กทีม่ ีปัญหาในการเรียนรู้นนั้ จาเปน็ ต้องมีการสอนตา่ งจากกลุ่มเด็กปกติ
ทัว่ ไป หรอื เสริมเพมิ่ เติมใหเ้ ป็นพิเศษ ฉะนนั้ แบบฝกึ จงึ มีประโยชนม์ ากสาหรบั เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ที่จะ
ช่วยให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติเพ่ือให้เกดิ ทักษะทางภาษาไดม้ ากขึน้

ไพทูลย์ มูลดี (2559 : 52) ได้อธิบายประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังน้ี คือ แบบฝึกมีความสาคัญ และ
จาเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเขา้ ใจในบทเรยี นได้ดขี นึ้ สามารถจดจาเน้ือหาใน
บทเรียนและคาศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทาให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง
สามารถนาแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นามาวัดผลการเรียนหลังจากท่ีเรียนแล้ว ตลอดจน
สามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนาไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทาให้ครูประหยัดเวลา
คา่ ใชจ้ า่ ยและลดภาระได้มาก และยังให้นักเรยี นนาภาษาไปใช้ส่อื สารได้อย่างมปี ระสิทธิภาพดว้ ย

วรรณภา ไชยวรรณ (2559 : 41) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝกึ ทักษะไว้ว่า แบบฝึกช่วยใน
การฝึกหรือเสริมทักษะทางภาษา การใช้ภาษาของนักเรียนสามารถนามาฝึกซ้าทบทวนบทเรียน และผู้เรียน
สามารถนาไปทบทวนด้วยตนเอง จดจาเน้ือหาได้คงทน มีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนวิทยาการคานวณ แบบฝึกถือ
เป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหน่ึงซ่งึ สามารถทดสอบความรู้ วดั ผลการเรยี นหรือประเมินผลการเรยี นก่อนและหลัง
เรียนได้เป็นอย่างดี ทาให้ครูทราบปัญหาข้อบกพร่องของผู้เรียนเฉพาะจุดได้ นักเรียนทราบความก้าวหน้าของ
ตนเอง ครูประหยดั เวลา ค่าใช้จา่ ยและลดภาระไดม้ าก

ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2560 : 21) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝึกหัดและแบบฝึกทักษะ
เป็นสื่อการเรียนรู้ ท่ีมุ่งเน้นในเร่ืองของการแก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้
และสามารถเรยี นรู้ได้ โดยสรุปไดด้ ังนี้

1. เป็นส่อื การเรยี นรู้ เพื่อพัฒนาการเรยี นรู้ใหแ้ ก่ผ้เู รยี น
2. ผู้เรยี นมสี ื่อสาหรบั ฝกึ ทกั ษะด้านการอา่ น การคดิ การคดิ วเิ คราะห์ และการเขียน
3. เป็นส่ือการเรยี นรู้สาหรับการแกป้ ญั หาในการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น
4. พัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคตดิ า้ นต่างๆ ของผเู้ รียน
จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกท่ีดีและมีประสิทธิภาพช่วยทาให้นักเรียน
ประสบผลสาเร็จ ในการฝกึ ทักษะได้เป็นอยา่ งดี
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สนุ ทรประเสรฐิ (2560 : 53 - 54) ได้สรปุ ประโยชน์ของแบบ
ฝึกทกั ษะได้ดงั นี้
1. ทาใหเ้ ข้าใจบทเรยี นดีขึน้ เพราะเปน็ เครอ่ื งอานวยประโยชน์ในการเรยี นรู้
2. ทาให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรยี นท่มี ตี ่อบทเรียน
3. ฝกึ ใหเ้ ดก็ มคี วามเชอ่ื มน่ั และสามารถประเมินผลของตนเองได้
4. ฝึกให้เด็กทางานตามลาพัง โดยมีความรบั ผดิ ชอบในงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
5. ชว่ ยลดภาระครู
6. ช่วยให้เดก็ ฝกึ ฝนไดอ้ ย่างเตม็ ที่
7. ชว่ ยพฒั นาตามความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
8. ช่วยเสริมใหท้ ักษะคงทน ซ่ึงลักษณะการฝกึ เพ่อื ช่วยให้เกดิ ผลดงั กลา่ วนน้ั ไดแ้ ก่

8.1 ฝกึ ทันทหี ลังจากทเ่ี ด็กไดเ้ รียนรใู้ นเรือ่ งน้ันๆ
8.2 ฝึกซา้ หลายๆคร้งั
8.3 เนน้ เฉพาะในเร่ืองทผี่ ดิ
9. เปน็ เคร่ืองมอื วดั ผลการเรียนหลังจากจบบทเรยี นในแตล่ ะคร้งั
10. ใช้เป็นแนวทางเพอื่ ทบทวนด้วยตนเอง

20

11. ชว่ ยให้ครูมองเหน็ จุดเดน่ หรือปญั หาต่างๆของเดก็ ไดช้ ัดเจน
12. ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยแรงงานและเวลาของครู
ผู้รายงาน ได้ศึกษาค้นคว้าเกยี่ วกับประโยชน์ของแบบฝึกทักษะแล้ว พอสรุปได้ว่าแบบฝกึ มีความสาคัญ
และจาเปน็ ต่อการเรยี นทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผ้เู รยี นเขา้ ใจบทเรยี นไดด้ ีขึน้ สามารถจดจาเนื้อหา
ในบทเรียนและคาศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทาให้เกิดความสนุกสนาน ในขณะเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง
และครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชัดเจน สามารถนาแบบฝึกทักษะมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วย
ตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนาไปปรับปรุงได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทาให้ครู
ประหยดั เวลา ประหยัดค่าใช้จา่ ย
3.4 หลกั การสร้างแบบฝึก
วรรณภา ไชยวรรณ (2559 : 45) ได้สรุปหลักการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะดังนี้
1. ความใกล้ชิด คือ ถ้าใช้ส่ิงเร้าและการตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันจะ
สร้างความพอใจให้กับผู้เรยี น
2. การฝึก คือ การให้นกั เรยี นไดท้ าซ้า ๆ เพอื่ ช่วยสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจท่ีแม่นยา
3. กฎแห่งผล คือ การท่ีผู้เรียนได้ทราบผลการทางานของตนดว้ ยการเฉลยคาตอบจะ
ช่วยใหผ้ ู้เรยี นทราบข้อบกพรอ่ งเพื่อปรับปรงุ แก้ไขและเป็นการสร้างความพอใจแก่ผู้เรียน
4. การจูงใจ คือ การสร้างแบบฝึกเรียงลาดับ จากแบบฝึกง่ายและสั้นไปสู่แบบฝึก
เรือ่ งทีย่ ากและยาวขึน้ ควรมีภาพประกอบและมีหลายรส หลายรูปแบบ
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2560 : 54 - 55) ได้สรุปหลักในการสร้าง
แบบฝึกว่าต้องมีการกาหนดเงื่อนไขท่ีจะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลาดับขั้นตอนของทุกหน่วยการ เรียน
ได้ ถา้ นกั เรยี นได้เรียนตามอัตราการเรยี นของตนก็จะทาให้นักเรยี นประสบความสาเรจ็ มากขน้ึ
3.5 ส่วนประกอบของแบบฝึก
สวุ ทิ ย์ มูลคา และสุนนั ทา สุนทรประเสรฐิ (2560 : 61 - 62) ไดก้ าหนดสว่ นประกอบของ
แบบฝึกทักษะได้ดังน้ี
1. คมู่ ือการใช้แบบฝึก เปน็ เอกสารสาคัญประกอบการใชแ้ บบฝกึ วา่ ใชเ้ พื่ออะไรและ
มีวิธใี ชอ้ ย่างไร เช่น ใชเ้ ปน็ งานฝึกท้ายบทเรยี น ใช้เป็นการบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสริมประกอบดว้ ย
- สว่ นประกอบของแบบฝึก จะระบุวา่ ในแบบฝึกชุดนี้ มแี บบฝกึ ท้งั หมดกี่ชุด
อะไรบ้าง และมีส่วนประกอบอืน่ ๆ หรอื ไม่ เช่น แบบทดสอบ หรอื แบบบันทึกผลการประเมนิ
- สิง่ ท่ีครูหรอื นักเรียนต้องเตรียม (ถ้ามี) จะเป็นการบอกให้ครหู รอื นักเรียนเตรียมตัว
ใหพ้ รอ้ มลว่ งหน้าก่อนเรียน
- จุดประสงคใ์ นการใชแ้ บบฝกึ
- ขนั้ ตอนในการใช้ บอกขอ้ ตามลาดับการใช้ และอาจเขียน
ในรูปแบบของแนวการสอนหรือแผนการสอนจะชัดเจนยง่ิ ขึ้น
- เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด
2. แบบฝกึ เปน็ สอ่ื ทส่ี รา้ งขน้ึ เพื่อให้ผ้เู รยี นฝึกทักษะ เพือ่ ให้เกิดการเรยี นรู้
ทถี่ าวรควรมีองค์ประกอบ ดังนี้
- ชอ่ื ชุดฝกึ ในแต่ละชุดยอ่ ย
- จดุ ประสงค์
- คาสงั่
- ตวั อยา่ ง
- ชดุ ฝกึ

21

- ภาพประกอบ
- ขอ้ ทดสอบก่อนและหลงั เรยี น
- แบบประเมนิ บนั ทึกผลการใช้
3.6 รูปแบบการสรา้ งแบบฝึก
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2560 : 62 - 64) ได้เสนอแนะรูปแบบการ
สร้างแบบฝึก โดยอธิบายว่าการสร้างแบบฝึกรูปแบบก็เป็นสิ่งสาคัญในการที่จะจูงใจให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติ
แบบฝึกจงึ ควรมีรูปแบบทหี่ ลากหลาย มิใช่ใช้แบบเดยี วจะเกิดความจาเจน่าเบื่อหน่าย ไม่ท้าทายใหอ้ ยากรู้อยาก
ลองจึงขอเสนอรูปแบบท่ีเป็นหลักใหญ่ไว้ก่อน ส่วนผู้สร้างจะนาไปประยุกต์ใช้ ปรับเปล่ียนรูปแบบอ่ืนๆ ก็
แล้วแต่เทคนคิ ของแตล่ ะคน ซงึ่ จะเรยี งลาดับจากง่ายไปหายาก ดังน้ี
1. แบบถกู ผิด เป็นแบบฝึกทเ่ี ป็นประโยคบอกเล่า ใหผ้ ู้เรยี นอ่านแล้วใส่เครื่องหมายถูกหรือผิด
ตามดุลยพนิ จิ ของผู้เรยี น
2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกท่ีประกอบด้วยตัวคาถามหรือตัวปัญหา ซ่ึงเป็นตัวยืนไว้ในสดมภ์
ซ้ายมือ โดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อเพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคาตอบท่ีกาหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับคาถามให้
สอดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขหรอื รหสั คาตอบไปวางไว้ท่วี า่ งหน้าข้อความหรอื จะใชก้ ารโยงเสน้ ก็ได้
3. แบบเติมคาหรือเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้เรียน
เติมคาหรือข้อความที่ขาดหายไป ซ่ึงคาหรือข้อความท่ีนามาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือกาหนดตัวเลือกให้
เติมกไ็ ด้
4. แบบหมายตวั เลอื ก เป็นแบบฝึกเชงิ แบบทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนทเี่ ป็นคาถาม ซึ่ง
จะต้องเป็นประโยคคาถามท่ีสมบูรณ์ ชัดเจนไม่คลุมเครือ ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือคาตอบซ่ึงอาจจะมี 3-5
ตัวเลอื กก็ได้ ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกท่ถี กู ทส่ี ุดเพยี งตัวเลอื กเดยี วสว่ นที่เหลอื เปน็ ตัวลวง
5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกท่ีตัวคาถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบอย่างเสรี
ตามความรู้ความสามารถ โดยไม่จากัดคาตอบ แต่กาจัดคาตอบ แต่จากัดในเร่ืองเวลา อาจใช้คาถามในรูปทั่วๆ
ไป หรอื เป็นคาส่ังใหเ้ ขยี นเรอ่ื งราวต่างๆ กไ็ ด้
3.7 ขนั้ ตอนการสรา้ งแบบฝกึ
สุวิทย์ มลู คา และสนุ ันทา สุนทรประเสริฐ (2560 : 65) ไดเ้ สนอแนะ
การสร้างแบบฝึกว่า ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก จะคล้ายคลึงกับการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอ่ืนๆ
ซึ่งมรี ายละเอียดดงั นี้
1. วเิ คราะห์ปญั หาและสาเหตุจากการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน เชน่
- ปัญหาที่เกิดขนึ้ ในขณะทาการสอน
- ปญั หาการผา่ นจดุ ประสงค์ของนักเรยี น
- ผลจากการสังเกตพฤตกิ รรมทไ่ี ม่พึงประสงค์
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. ศกึ ษารายละเอยี ดในหลกั สตู ร เพือ่ วเิ คราะห์เนอ้ื หา จุดประสงคแ์ ละกจิ กรรม
3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก และเลือกเนื้อหาใน
สว่ นท่ีจะสรา้ งแบบฝึกนั้น วา่ จะทาเรื่องใดบ้าง กาหนดเป็นโครงเร่ืองไว้
4. ศึกษารูปแบบของการสรา้ งแบบฝึกจากเอกสารตวั อยา่ ง
5. ออกแบบชดุ ฝึกแตล่ ะชดุ ให้มีรูปแบบที่หลากหลายนา่ สนใจ
6. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับ
เน้อื หาและจดุ ประสงค์การเรียนรู้
7. ส่งใหผ้ เู้ ช่ียวชาญตรวจสอบ

22

8. นาไปทดลองใช้ แลว้ บันทกึ ผลเพื่อนามาปรบั ปรงุ แกไ้ ขส่วนทบ่ี กพร่อง
9. ปรบั ปรงุ จนมปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ที่ต้ังไว้
10. นาไปใช้จรงิ และเผยแพร่ตอ่ ไป
ถวลั ย์ มาศจรสั และคณะ (2561 : 21) ไดอ้ ธบิ ายขั้นตอนการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ ดังน้ี
1. ศึกษาเนือ้ หาสาระสาหรบั การจัดทาแบบฝึกหัด แบบฝกึ ทักษะ
2. วิเคราะห์เนอ้ื หาสาระโดยละเอียดเพอื่ กาหนดจดุ ประสงค์ในการจดั ทา
3. ออกแบบการจัดทาแบบฝกึ หัด แบบฝกึ ทกั ษะตามจุดประสงค์
4. สรา้ งแบบฝกึ หดั และแบบฝึกทักษะและส่วนประกอบอืน่ ๆ เชน่

4.1 แบบทดสอบกอ่ นฝกึ
4.2 บัตรคาสงั่
4.3 ข้ันตอนกิจกรรมท่ผี เู้ รยี นต้องปฏบิ ตั ิ
4.4 แบบทดสอบหลงั ฝึก
5. นาแบบฝึกหดั แบบฝกึ ทกั ษะไปใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
6. ปรบั ปรุงพัฒนาให้สมบูรณ์
3.8 แนวคิดหลกั การท่ีเกี่ยวข้องกับแบบฝึกทกั ษะ
อกนิษฐ์ กรไกร (2559 : 17) ได้ดาเนินการสร้างแบบฝึกทักษะ ยึดหลักให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วย
ตนเองตามศกั ยภาพของแตล่ ะบคุ คล ในความคาดหวัง ตอ้ งการให้เดก็ ที่ใชแ้ บบฝึกทักษะมีพฤตกิ รรม ดังน้ี
1. Active Responding ให้นักเรียนมสี ว่ นร่วมในการเรียนอยา่ งกระฉบั -
กระเฉง ไม่ว่าจะเป็นคิดในใจหรือแสดงออกมาด้วยการพูดหรือเขียน นักเรียนอาจเขียนรูปภาพเติมคาแต่ง
ประโยคหรอื หาคาตอบในใจ
2. Minimal Error ในการเรียนแต่ละคร้ังเราหวังว่า นักเรียนจะตอบคาถามได้ถูกต้องเสมอ
แต่ในกรณีที่นักเรียนตอบคาถามผิด นักเรียนควรมีโอกาสฝึกฝนและเรียนรู้ในสิ่งที่เขาทาผิดเพื่อไปสู่คาตอบท่ี
ถกู ตอ้ งตอ่ ไป
3. Knowledge of Results เม่ือนักเรียนสามารถตอบถูกต้องเขาควรได้รับเสริมแรง ถ้า
นักเรียนตอบผิดเขาควรได้รับการช้ีแจง และให้โอกาสท่ีจะแก้ไขให้ถูกต้องเช่นเดียวกับประสบการณ์ที่เป็น
ความสาเรจ็ สาหรบั มนุษยแ์ ลว้ เพยี งไดร้ ้วู า่ ทาอะไรสาเร็จก็ถอื เปน็ การเสรมิ แรงในตวั เอง
4. Small Step การเรียนจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ไปทีละน้อยด้วยตนเอง โดย
ใหค้ วามรู้ตามลาดับขัน้ และเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นใคร่ครวญตามซ่ึงจะเป็นผลดีต่อการเรยี นรขู้ องเด็กอย่างมาก แม้
ท่ีเรยี นออ่ นกจ็ ะสามารถเรียนได้
สวุ ิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2558 : 54 - 55) ได้อธบิ ายแนวคิดและหลักการสร้าง
แบบฝึกว่า การศกึ ษาในเรื่องจติ วิทยาการเรยี นรู้ เป็นสิง่ ท่ีผู้สร้างแบบฝึกมคิ วรละเลยเพราะการเรยี นรู้จะเกิดขึ้น
ได้ต้องข้ึนอยู่กับปรากฏการณ์ของจิตและพฤติกรรมท่ีตอบสนองนานาประการ โดยอาศัยกระบวนการท่ี
เหมาะสมและเป็นวิธีท่ีดีที่สุด การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้จากข้อมูลท่ีนักจิตวิทยาได้ทาการค้นพบ และทดลอง
ไวแ้ ลว้ สาหรับการสร้างแบบฝกึ ในสว่ นทีม่ คี วามสมั พันธก์ ันดังน้ี
1. ทฤษฎีการลองถูกลองผิดของธอร์นไดค์ ซง่ึ ได้สรุปเปน็ กฎเกณฑ์การเรียนรู้ 3 ประการ คือ
1.1 กฎความพรอ้ ม หมายถึง การเรียนรจู้ ะเกิดข้นึ เมือ่ บุคคลพร้อมที่จะกระทา
1.2 กฎผลท่ไี ด้รับ หมายถึง การเรียนรทู้ ่ีเกิดขนึ้ เพราะบคุ คลกระทาซา้ ง่าย
1.3 กฎการฝึกหัด หมายถึง การฝึกหัดให้บุคคลทากิจกรรมต่างๆ นั้น ผู้ฝึกจะต้อง
ควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง บุคคลจะถูกกาหนดลักษณะพฤติกรรมที่
แสดงออก

23

ดังน้ัน ผู้สร้างแบบฝึกจึงจะต้องกาหนดกิจกรรมตลอดจนคาส่ังต่างๆ ใบแบบฝึกให้ผู้ฝึกได้
แสดงพฤติกรรมสอดคล้องกับจดุ ประสงค์ทีผ่ ้สู ร้างตอ้ งการ

2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซ่ึงมีความเช่ือว่า สามารถควบคุมบุคคลให้ทาตาม
ความประสงคห์ รือแนวทางท่กี าหนดโดยไม่ตอ้ งคานงึ ถงึ ความรู้สกึ ทางดา้ นจิตใจของบุคคลผู้น้ันว่าจะรู้สึกนกึ คิด
อย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุปว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ด้วยการกระทาโดยมีการเสริมแรงเป็นตัวการ เป็น
บุคคลตอบสนองการเร้าของส่ิงเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาท่ีเหมาะสม ส่ิงเร้านั้นจะรักษาระดับหรือเพ่ิมการ
ตอบสนองใหเ้ ข้มขึน้

3. วิธีการสอนของกาเย่ ซ่ึงมีความเห็นว่าการเรียนรู้มีลาดับข้ัน และผู้เรียนจะต้องเรียนรู้
เน้ือหาทีง่ ่ายไปหายาก การสร้างแบบฝกึ จึงควรคานงึ ถงึ การฝึกตามลาดับจากงา่ ยไปหายาก

4. แนวคิดของบลูม ซ่ึงกล่าวถึงธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกันผู้เรียน
สามารถเรียนรู้เนอ้ื หาในหนว่ ยยอ่ ยต่างๆ ได้โดยใชเ้ วลาเรียนท่ีแตกตา่ งกนั

4. งานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
จากการทบทวนงานวิจัยที่เกย่ี วข้องกบั การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนท่เี นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญทั้ง

ในประเทศและต่างประเทศ พบวา่
Kahkone (2015) ได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมการสอน โดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบ

ศึกษารายกรณีเพื่อพัฒนาและประเมินผลตามแนว Constructivism เรื่อง กฎการเคลื่อนท่ีของนิวตัน โดย
อาศัยกรอบของการสอนการวจิ ัยและพฒั นาหลักสตู ร พบวา่ สื่อการเรียนการสอนทีม่ ีความสาคญั อย่างมากต่อ
การพัฒนา และการประเมินผลการเรียนการสอนตามแนว Constructivism เน่ืองจากนักเรียนมคี วามเข้าใจ
มโนมติท่ีคลาดเคลื่อนการนาเสนอมโนมติที่ถูกต้องในรูปของเอกสาร การอ่าน และการฟังบรรยายน้ันยังไม่
สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้การวจิ ัยคร้ังนี้ยังพบว่า การให้นักเรียนได้เผชิญกับสถานการณ์จริง มีส่วนใน
กจิ กรรมการเรยี นการสอน ได้ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนมโนคติท่ี
คลาดเคลือ่ นของนักเรียนได้

ถวลั ย์ มาศจรสั (2557, หน้า 148-149) ได้ทาการศกึ ษาสว่ นประกอบของแบบฝกึ ทักษะไวว้ า่ ตอ้ งมี
จดุ ประสงคช์ ดั เจนสอดคลอ้ งกับการพฒั นาทักษะตามสาระการเรียนรู้และกระบวนการเรียนร้ขู องกลุ่มการ
เรยี นรู้ ในส่วนของเน้ือหาต้องถูกต้องตามหลักวิชา ใหภ้ าษาเหมาะสม มีคาอธิบายและคาส่ังที่ชัดเจนง่ายต่อการ
ปฏิบัติตาม สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นาผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสาคัญของ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นไปตามลาดับข้ันตอนการเรียนรู้ สอดคลอ้ งกบั วธิ ีการเรยี นรู้ และความแตกต่าง
ระหวา่ งบคุ คล มีคาถามและกจิ กรรมท่ีทา้ ทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชามีกลยุทธ์การ
นาเสนอ และการตง้ั คาถามท่ีชัดเจนน่าสนใจ ปฏิบตั ไิ ด้ สามารถให้ข้อมลู ย้อนกลบั เพื่อปรับปรุงการเรียนรขู้ อง
ผเู้ รยี นได้อยา่ งต่อเน่ือง

สมวงษ์ แปลงประสพโชค (2558, หน้า 26) ได้ทาการศึกษาหลักการให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดไว้ดังนี้
แบบฝึกหัดและกิจกรรมควรเรียงจากง่ายไปยากหาคาตอบของแบบฝึกหัดบางข้อเพ่ือให้นักเรียน ตรวจสอบ
ผลงาน และควรมีข้อแนะนาอธิบายสาหรับข้อท่ียาก ควรให้นักเรียนได้ทาแบบฝึกหัดในชั่วโมงเรียน จะได้
จาแนกข้อยากและมีโอกาสซักถาม หลีกเลี่ยงการให้แบบฝึกหัด ที่ซ้าซากและกิจกรรมที่เป็นกิจวัตร ควร
สอดแทรก เกม ปริศนา และกิจกรรมทดลองท่ีน่าสนใจ ควรมีแบบฝึกหัดแบบปลายเปิดที่นักเรียนเลือกปัญหา
ด้วยตนเอง ควรอนุญาตให้นักเรียนทางานเป็นคู่หรือกลุ่มในบางโอกาส พยายามส่งเสริมการทางานเป็นกลุ่ม
และลดการลอกงานกนั

24

ฉววี รรณ กรี ตกิ ร (2558, หน้า 10) ได้ทาการศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาทักษะโดยใช้ แบบฝึก
ทักษะจะส่งผลถึงพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนคือ ช่วยในการปรับพฤติกรรมการเรียน สง่ เสริมความเขา้
ใจความชานาญ การคิดในใจ และแกป้ ัญหาดว้ ยตนเองได้เร็ว ถกู ต้องและแมน่ ยา

ประทปี แสงเป่ยี มสุข (2559, หนา้ 34) ได้ทาการศึกษาประโยชน์ของแบบฝึกไว้เช่นกันคอื แบบฝึก
เป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระของครู ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน ชว่ ยใหน้ ักเรียนได้
ฝกึ ทักษะในการใชภ้ าษาให้ดขี ึ้น ชว่ ยในเรอื่ งความแตกต่างระหว่างบคุ คล ทาให้นักเรียนประสบผลสาเร็จ
ในทางจิตใจมากข้ึน ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน เป็นเครอ่ื งมอื วัดผลการเรียนหลังจากเรียนบทเรียน
แล้ว ช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง ช่วยให้นักเรียนฝึกฝนได้เต็มที่ นอกเหนือจากที่เรียนใน
เวลาเรียนและช่วยให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเองด้วย

ยุพนิ พิพิธกลุ (2560, หน้า 13) ได้ทาการศึกษาข้อควรคานงึ ในการทาแบบฝึกวา่ การฝึกจะให้
ได้ผลดีตอ้ งคานงึ ถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรจะฝึกไปทีละเรือ่ ง เมื่อจบบทเรยี นหน่ึง และเมอ่ื เรยี นได้
หลายบท ก็ควรจะฝึกรวบยอดอีกครง้ั ควรจะมีการตรวจสอบแบบฝึกแต่ละครั้งท่ีให้นักเรียนทาเพ่ือ
ประมวลผลนักเรียน คัดเลือกแบบฝึกท่ีสอดคล้องกับบทเรียนและพอเหมาะไม่มากเกินไป คานึงถึง
ความยากง่าย และพึงตระหนักอยู่เสมอว่าก่อนที่จะให้นักเรียนทาโจทย์น้ันนักเรียนเข้าใจในวิธีการ
ทาโจทย์น้ันโดยถ่องแท้แล้วอย่า ปล่อยให้นักเรียนทาโจทย์ตามตัวอย่าท่ีครูสอนโดยไม่เกิดความริเริ่ม
สร้างสรรค์

สมทรง สวุ พานชิ (2561, หน้า 42) ได้ทาการศึกษาวิธกี ารใหท้ าแบบฝึกหดั ดังต่อไปน้ี การใหฝ้ ึก
ปฏิบัตคิ วรจะมาหลงั การสอน เมือ่ นกั เรยี นเข้าใจดแี ล้ว และควรใหฝ้ ึกทุก ๆ ด้าน โดยฝึกทาจากส่ิงท่ีง่ายไปหาสิ่งท่ี
ยาก ให้ระยะเวลาส้ัน ๆ ในการฝึกแต่บ่อยคร้ังจะดีกว่าการฝึกติดต่อกัน เปน็ เวลานาน เนอื่ งจากเด็กแต่ละคน
อาจจะใช้วิธีการทาท่แี ตกต่างกัน ดังนนั้ ครูต้องตดิ ตามผลการฝกึ อยูเ่ สมอ ควรใหง้ านตามความสามารถ ตามความ
เหมาะสมเปน็ กล่มุ ๆ ครคู วรจดั ใหเ้ ด็กเกง่ ศึกษาปัญหาทางคณิตศาสตร์ประเภทลับสมองเพ่ือให้เขาได้พบสง่ิ แปลกใหม่
เป็นการเร้าความสนใจ ไม่ควรปล่อยให้ทาแบบฝึกหัดมาก ๆ ทุกครั้งไป ครูต้องสรา้ งทศั นคตทิ ด่ี ตี ่อการให้
แบบฝกึ หัด โดยใหเ้ ด็กเหน็ ความสาคัญและให้ใช้เป็นส่ิงแสดงความก้าวหน้าของแต่ละคน ครูต้องแนะนา
อย่างใกล้ชิดหากมีผิดพลาดครูควรแก้ไขเสียก่อนท่ีจะติดเป็นนิสัย ในการฝึกที่ชัดเจน ครูต้องดูแลและ
จัดการฝึกให้เหมาะสมกับนักเรียนซ่ึงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และครูต้องสรรหากิจกรรมที่
ใช้ฝึกให้มีความหลากหลายให้นักเรยี นไดฝ้ ึก

ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2562, หนา้ 495) ไดท้ าการศึกษา การกาหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มคี า่ เทา่ ใดนั้น
ควรพจิ ารณาตามความเหมาะสม โดยปกตเิ นื้อหาทเ่ี ปน็ ความรู้ความจา มักจะต้ังไว้ 80/80, 85/85 หรือ 90/90
สว่ นเนือ้ หาทเี่ ป็นทักษะอาจต้ังไว้ ต่ากว่านี้ เช่น 75/75 เป็นต้น เมือ่ กาหนดเกณฑ์แลว้ นาไปทดลองจรงิ อาจ
ได้ผลไมต่ รงตามเกณฑ์ แต่ไม่ควรตา่ กว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ รอ้ ยละ 5 เช่น ถา้ กาหนดไว้ 90/90 กค็ วรได้ไมต่ ่า
กวา่ 85.5/85.5

ขน้ั ตอนการทดสอบประสิทธิภาพ เม่ือผลิตแบบฝึกเพ่ือเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนา แบบฝกึ ไป
ทดสอบประสิทธภิ าพตามข้นั ตอนต่อไปน้ี ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ (2532, หนา้ 496-497)

1. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:1 แบบเด่ียว (Individual Tryout 1:1) เป็นการทดลองกับผู้เรียน
กลุ่มละ 1 คน โดยใชเ้ ด็กเก่ง ปานกลาง อ่อน เพือ่ ค้นหาข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น ลักษณะของแบบฝึก จานวน
แบบฝึก ความสนใจของนักเรียนและ ความเหมาะสมในดา้ นเวลา เสรจ็ แลว้ ปรบั ปรุงให้ดขี ึ้น

2. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:10 แบบกลุ่ม (Small group Tryout 1:10) เป็นการทดลองกับ
ผู้เรียนกลุ่มละ 6-10 คน (คละผู้เรียนเก่งกับอ่อน) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต ตรวจผลงาน สัมภาษณ์ เพ่ือ
คน้ หาข้อบกพร่องแลว้ นาไปปรบั ปรุงแก้ไขใหผ้ ู้เชย่ี วชาญตรวจและปรับปรงุ จนได้ตามเกณฑ์

25

3. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:100 แบบสนาม (Field Tryout 1:100) เป็นการทดลองกับผู้เรียน
กลุ่ม 40 - 100 คน ให้นักเรียนคละกันท้ังเก่งและอ่อน คานวณหาประสทิ ธิภาพของแบบฝึก ผลลัพธ์ที่ได้ควรใกลเ้ คียง
กับทต่ี ง้ั จากเกณฑ์พจิ ารณาประสทิ ธภิ าพดังกล่าว

จากการทบทวนงานวิจัยท้ังในประเทศและต่างประเทศ พบว่า การศึกษารูปแบบกิจกรรมการ
เรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลจากการศึกษานักเรียนมีพัฒนาการในด้านต่าง
ๆ เข้าใจเนื้อหา และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากข้ึน ซ่ึงส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่
สูงขึ้น หลักและวิธีการให้ทาแบบฝึกทักษะข้างต้น ผู้ศึกษาขอสรุปวิธีการให้ทาแบบฝึกทักษะท่ีผู้ศึกษาสร้างไว้ดังน้ี
คือต้องกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสาคัญของการฝึกทักษะ โดยใช้แบบฝึกทักษะให้ผู้เรียนทาแบบฝึกด้วยความ
ตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง ทาด้วยความเข้าใจตามระดับความสามารถของตน กาหนดระยะเวลาสั้น ๆ ในการฝึก
แต่บ่อยครั้ง ไม่ฝึกติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่ายและเมื่อยล้าได้ มีการอธิบาย
สาหรับขอ้ ท่ียาก รวมทั้งการให้ฝึกปฏิบตั ิควรจะมาหลังการสอน เมื่อนักเรียนเข้าใจดีแล้ว โดยฝึกทาจากสิ่ง
ที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก อีกทั้งครูต้องแนะนาอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพบข้อผิดพลาดแล้วครูจะได้แก้ไข
ก่อนที่จะติดเป็นนิสัย ในการฝึก และแจ้งให้นักเรียนทราบว่าแบบฝึกทักษะจะเป็นการแสด งถึง
ความก้าวหน้าของนักเรียน เพื่อครูจะใช้เป็นแนวทางในการชว่ ยเหลือได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพต่อไป
5. กรอบแนวคิดในการวิจยั

จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารทางวิชาการและงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง ผู้วิจยั ไดน้ ามาใช้ในการกาหนด
ตัวแปร และนาไปสร้างกรอบแนวคดิ ทใ่ี ช้ในการศึกษา ดังต่อไปนี้

5.1 ตัวแปรอสิ ระ คือ การจัดการเรยี นรทู้ ่เี น้นผเู้ รียนเป็นสาคัญที่เน้นพัฒนาการเรยี นรู้
5.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่ง
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย (Conceptual Framework of Study) แสดงไว้ดงั ต่อไปน้ี

กรอบแนวคดิ ในการวิจัย (Conceptual Framework)
เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม โดยใช้แบบฝึก

ทกั ษะของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5

ตวั แปรอิสระ (Independent Variables) ตัวแปรตาม (dependent Variables)

การจดั การเรยี นรทู้ ี่เนน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นที่เพิ่มขึ้น
โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ

แผนภมู ิที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการวจิ ัย

จากแผนภูมิแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้กาหนดสมมติฐานเพ่ือความ
สอดคล้องกบั วัตถุประสงค์ในการวิจยั ซง่ึ แสดงในกรอบแนวคิดในการวจิ ยั

26

บทที่ 3

วธิ ีดาเนนิ การ

การทดลองในคร้งั นี้ มีความมุ่งหมายเพ่ือการพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน โดย

ใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม

ซงึ่ ผูร้ ายงานได้ดาเนนิ การตามขนั้ ตอน ดงั ต่อไปน้ี

1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2. เครื่องมอื ท่ีใช้ในการทดลอง
3. การสร้างและการหาคุณภาพของเคร่อื งมือ
4. แบบแผนการทดลองและขั้นตอนการดาเนินการทดลอง
5. การจัดกระทาข้อมูลและการวเิ คราะห์ข้อมลู
6. สถติ ิทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยในคร้ังน้ี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศึกษา 2565 จานวน 200 คน
กลมุ่ ตัวอย่าง
กล่มุ ตวั อย่างท่ใี ช้ในการวจิ ัยในคร้ังนี้ เป็นนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4/2 ภาคเรียนท่ี 1
ปกี ารศกึ ษา 2565 จานวน 40 คน โดยการสมุ่ แบบเจาะจง
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการทดลอง
เครอื่ งมือ
เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวิจัยในคร้ังน้ี แบง่ ออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใชด้ ังนี้
1.1 ชดุ แบบฝึกทักษะ วิชาคอมพวิ เตอร์ เร่ืองการออกแบบและเขียนอัลกอรทิ ึม
1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ืองการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม โดยใช้
แบบฝึกทกั ษะของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 เป็นแบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก
การสรา้ งและการหาคุณภาพของเคร่ืองมือ
1. วธิ ีสรา้ งเครือ่ งมือ
1.1 แบบทดสอบที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการออกแบบและเขียน
อัลกอริทึม โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างโดยมีขั้นตอน
การสรา้ งดงั ต่อไปน้ี
1.1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระและมาตรฐานกลุ่ม
สาระการเรยี นรู้วชิ าคอมพวิ เตอร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 4
1.1.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ เอกสารงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง และแนวคิดในการสอนกลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาการคานวณ จากเอกสารตารา คู่มือครู แบบเรียนและเอกสารตารา การสอนที่เน้น
ผเู้ รยี นเป็นสาคญั โดยใชร้ ปู แบบ
1.1.3 วิเคราะห์เนื้อหาสาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี คาอธิบาย
รายวิชา การจดั สาระการเรียนรู้ โครงสร้างการจัดสาระการเรยี นรู้รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4

27

2. การทดสอบเครอ่ื งมอื

2.1 นาแบบฝึกทักษะท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองการออกแบบและ

เขียนอัลกอริทึม โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนเสนอต่อกลุ่มงาน

วิชาการ และผู้เช่ียวชาญ เพ่ือพิจารณาตรวจความเรียบร้อย เสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องตาม

ข้อเสนอแนะ

2.2 กลุ่มงานวิชาการ หรือผู้เช่ียวชาญที่ได้รับมอบหมาย ประเมินแบบฝึกทักษะโดยวิธี

ของ Likert เปน็ แบบ Rating Scale มี 5 ระดบั ดังตอ่ ไปนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545)

4.51 – 5.00 มคี า่ เทา่ กับ มีความเหมาะสมมากทีส่ ุด

3.51 – 4.50 มคี า่ เท่ากับ มคี วามเหมาะสมมาก

2.51 – 3.50 มีค่าเทา่ กับ มคี วามเหมาะสมปานกลาง

1.51 – 2.50 มีค่าเท่ากับ มีความเหมาะสมน้อย

1.00 – 1.50 มคี า่ เทา่ กับ มคี วามเหมาะสมนอ้ ยท่ีสุด

โดยค่าความเหมาะสมมีค่าเฉล่ีย 3.50 ข้ึนไปเป็นเกณฑ์ตัดสินถือว่าเป็นแผนการ

จัดการเรยี นรทู้ ี่มคี วามเหมาะสมและใช้ได้

2.3 ตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความ

สอดคลอ้ ง (Index of Item Objective Congruence) ท่ีมีค่าตง้ั แต่ 0.50

2.4 นาแบบสอบถามวัดความพึงพอใจมาทดสอบความเช่ือถือได้ (Reliability) ด้วยการ

คานวณหาค่าคงที่ภายใน (Internal Consistency) โดยใช้สูตรการหาค่าสัมประสิทธ์ิของครอนบาค

(Cronbach ’s Alpha Coefficient)

การคานวณประสทิ ธภิ าพของแบบฝึก

กระทาโดยใช้สตู รต่อไปนี้
X

E1 = N x 100
A

Y

E2 = N x 100
B

E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการคิดเป็นรอ้ ยละจากการตอบแบบฝึกหัด
ของชดุ การฝึกได้ถกู ต้อง

E2 แทน ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธค์ ิดเปน็ รอ้ ยละจากการทาแบบทดสอบ
หลงั การฝึกแตล่ ะชดุ ได้ถูกต้อง

X แทน คะแนนรวมของผู้เรียนจากแบบฝกึ หดั

Y แทน คะแนนรวมของการทดสอบหลังจากฝึก
N แทน จานวนของผเู้ รียน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึก
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลงั การฝกึ

E1 ไดจ้ ากการนาคะแนนงานทุกชิ้นของนักเรียนแต่ละคนรวมกันแลว้ หาคา่ เฉลี่ยเทยี บเป็นร้อยละ

28

E2 ได้จากการนาคะแนนผลการสอบหลังการทดลองของนักเรียนทงั้ หมดรวมกัน แล้วหาค่าเฉลี่ย
เทียบเป็นรอ้ ยละ

การสร้างแบบประเมินแบบฝึกทกั ษะ
1. แบบประเมินคุณภาพของแบบฝกึ ทกั ษะทใ่ี ช้ในการสอน จะสร้างเพื่อให้ทุกคนท่ีใช้แบบฝึก
ทกั ษะและผูเ้ ชี่ยวชาญ ได้มีการประเมนิ ด้านเน้ือหาความเหมาะสมของแบบฝึกก่อนทจ่ี ะมกี ารปรบั ปรงุ มาใช้จริง
ในวิจัย
2. สร้างแบบประเมินคุณภาพของแบบฝึกทักษะทใ่ี ช้ในการสอน ดา้ นของเนื้อหา
3. แก้ไขปรบั ปรุงแบบประเมินที่ไดร้ บั คาแนะนาจากอาจารย์ผู้เช่ียวชาญ
4.นาแบบประเมนิ ไปใช้เปน็ เคร่อื งมือในการหาคุณภาพของแบบฝึกทกั ษะทใ่ี ชใ้ นการสอนใน
รายวิชาทส่ี อน โดยกาหนดระดับคุณภาพคาถามแบบใช้คาถามท่วี ัดข้อมลู ประเภทอนั ตรภาค (Interval Scale)
เรียงจากมากไปหาน้อย เพื่อวัดระดับความเห็นต่อกระบวนการตดั สนิ ใจโดยแบ่งเปน็ 5 คะแนนใชม้ าตราวัดของ
ไลเคิรท์ (Likert scale) ไดแ้ ก่ (ธานินทร์ ศลิ ปจ์ ารุ, 2557:336)
คะแนน 5 หมายถงึ มากที่สุด
คะแนน 4 หมายถงึ มาก
คะแนน 3 หมายถึง ปานกลาง
คะแนน 2 หมายถงึ น้อย
คะแนน 1 หมายถงึ น้อยทส่ี ดุ
โดยเกณฑ์การยอมรับคณุ ภาพของการผลิตแบบฝึกทักษะท่ีใชใ้ นการสอนซึ่งพิจารณาจากคา่ เฉล่ีย
ของคาถามแต่ละขอ้ ข้อใดท่ีได้คา่ เฉลี่ย “ดี ถึง ดีมาก”จงึ จะยอมรบั นอกจากน้นั ค่าเฉลี่ยรวมต้องไม่ต่ากว่า
เกณฑ์ “ด”ี ซ่ึงผู้วจิ ัย ได้กาหนดค่าเฉลย่ี ดังนี้ (ธานนิ ทร์ ศิลปจ์ ารุ, 2557:336)
คา่ เฉลีย่ 4.50-5.00 หมายถึง มคี ุณภาพในระดับดมี าก
ค่าเฉลย่ี 3.50-4.49 หมายถึง มคี ุณภาพในระดับดี
ค่าเฉลี่ย 2.50-3.49 หมายถงึ มีคุณภาพในระดบั ปานกลาง
ค่าเฉลย่ี 1.50-2.49 หมายถงึ มคี ณุ ภาพในระดบั นอ้ ย
ค่าเฉล่ยี 1.00-1.49 หมายถึง มคี ณุ ภาพในระดับน้อยท่สี ดุ
คา่ เฉลย่ี 1.00-1.49 หมายถงึ มีคุณภาพในระดับดีน้อยทสี่ ดุ
แบบแผนการทดลองและขนั้ ตอนการดาเนนิ การทดลอง
1. แบบแผนการทดลอง
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi – experimental Research)
โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre – test Post – test Design (ล้วน สายยศ และ
องั คณา สายยศ, 2538 : 249) โดยมีลกั ษณะการทดลองดงั ตาราง ดงั น้ี
ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลองแบบแบบ One Group Pre – test Post – test Design

กลมุ่ Pre-test Treatment Post-test

ทดลอง T1 X T2

T1 หมายถงึ การทดสอบกอ่ นเรียน (Pre-test)
X หมายถงึ การจดั การเรยี นรู้โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ
T2 หมายถงึ การทดสอบหลงั เรยี น (Post-test)

29

2. ขัน้ ตอนการดาเนนิ การทดลอง
การดาเนินการทดลองครง้ั นี้ ผรู้ ายงานไดด้ าเนินการทดลองสอนด้วยตนเองกับนักเรยี นช้ัน

ประถมศึกษาปีที่ 4/2 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จานวน 40 คน ใชเ้ วลาในการทดลอง 20 ชั่วโมง
ทง้ั น้ีไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น โดยมขี นั้ ตอนการดาเนนิ การทดลอง ดงั น้ี

2.1 ทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองการออกแบบและเขียน
อัลกอริทึม โดยใช้แบบฝึกทักษะ ก่อนเรียน (Pre – test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่
ผูร้ ายงานสร้างขนึ้

2.2 ดาเนินการสอนตามตารางการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการออกแบบและเขียน
อัลกอรทิ ึม โดยแบบฝกึ ทักษะ ระหว่างวนั ท่ี 1 ส.ค. 2565 ถงึ วันท่ี 30 ก.ย. 2565

2.3 เม่ือดาเนินการสอนครบทุกหน่วยการเรียนรู้แล้ว ทาการทดสอบ วัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรียน (Post – test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นชุดเดียวกับท่ีใช้ทดสอบ
กอ่ นเรียน
การจดั กระทาข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

การศึกษาคร้ังนี้ ผู้รายงานทาการวิเคราะห์ข้อมูล โดยดาเนินการจัดกระทากับข้อมูล และ
วิเคราะหข์ อ้ มูล ดงั นี้

1. วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และรอ้ ยละของคะแนนเฉล่ียที่ได้จาก
การทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนเรยี นและหลังเรียน

2. วเิ คราะห์หาประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการออกแบบและ
เขยี นอลั กอรทิ ึม โดยแบบฝกึ ทักษะชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4

3. วิเคราะห์หาคะแนนเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนเฉล่ียท่ีได้
จากการประเมินพฤตกิ รรมการทางานกิจกรรมกล่มุ และการทาแบบฝึกทกั ษะระหวา่ งเรยี น

4. วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะวิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองการออกแบบ
และเขยี นอลั กอริทึม โดยแบบฝึกทกั ษะชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โดยมสี ูตรดังนี้

ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรยี น ผลรวมของคะแนนทดสอบกอ่ นเรียน

ดัชนปี ระสทิ ธผิ ล =

(จานวนนักเรยี น × คะแนนเตม็ ) – ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรยี น

สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู
1. สถติ ิพ้นื ฐาน ได้แก่
1. ร้อยละ (Percentage) ใช้สูตร P

สตู ร P = f 100

N

เมอื่ P แทน ร้อยละ

f แทน ความถที่ ่ีต้องการแปลงให้เปน็ รอ้ ยละ

N แทน จานวนความถ่ีทงั้ หมด

30

2. ค่าเฉลยี่ (Arithmetic Mean) ของคะแนน โดยใช้สตู ร

สตู ร X =  X
N

เมอ่ื X แทน ค่าเฉล่ยี

 X แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมดในกลุ่ม

N แทน จานวนคะแนนในกลุ่ม

3. การหาประสิทธภิ าพของวธิ ีการจัดการเรยี นรู้ โดยใช้สูตร E1 / E2

สตู ร 1 E1 =  X/ N 100
A

เม่ือ E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ

 X แทน คะแนนรวมของแบบฝกึ หดั หรอื งาน

A แทน คะแนนรวมของแบบฝกึ ทกุ ช้ินรวมกนั

N แทน จานวนผู้เรยี น

สตู ร 2 E2 =  F/ N 100
B

เม่ือ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์

 F แทน คะแนนเรียนของผลลัพธห์ ลงั เรยี น

B แทน คะแนนเตม็ ของการสอบหลังเรียน

N แทน จานวนผู้เรียน

4. สถติ พิ ้นื ฐานท่ใี ชใ้ นการหาคุณภาพเครื่องมอื

แทนคา่ คือ ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ ง -1 ถงึ +1
คอื ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ช่ียวชาญทง้ั หมด
คือ จานวนผเู้ ช่ียวชาญทั้งหมด

31

บทท่ี 4

ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

การรายงานผลการวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ในครัง้ น้ี ผ้รู ายงานได้เสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ตามลาดบั ข้ัน ดังนี้

1. สญั ลักษณท์ ี่ใชใ้ นการนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
2. ลาดับขนั้ ในการเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
3. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

1. สญั ลักษณท์ ่ีใช้ในการนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

ผรู้ ายงานไดก้ าหนดสัญลักษณ์ท่ใี ชใ้ นการแปลความหมายผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ดังนี้
X แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มเป้าหมาย
N แทน จานวนนกั เรยี นกลมุ่ เปา้ หมาย

 X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
S.D. แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
E1 แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
E2 แทน ประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์

2. ลาดับข้นั ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผ้รู ายงาน ไดด้ าเนินการวิเคราะห์ขอ้ มลู ตามลาดบั ขนั้ ตอน ดงั นี้
ตอนท่ี 1 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม

ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80
ตอนท่ี 2 การวเิ คราะห์ดัชนปี ระสิทธผิ ลของแบบฝึกทักษะ ของนกั เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4

เรือ่ งการออกแบบและเขยี นอลั กอรทิ ึม
3. ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหห์ าประสิทธภิ าพของแบบฝกึ ทักษะ เรือ่ งการออกแบบและเขียน
อลั กอริทมึ ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ปรากฏผลดงั ตารางท่ี 2 ดังนี้

ตารางที่ 2 แสดงคะแนนเฉล่ีย และร้อยละ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทกั ษะ เร่ืองการออกแบบและ
เขียนอลั กอรทิ ึม ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4/2

คะแนน N คะแนนเต็ม X 32
1. การประเมินพฤติกรรมกลุ่มระหว่างเรียน 40 คน 100 81.16 รอ้ ยละ
และการทาแบบฝึกทกั ษะ 81.16
60.6
2. การทาแบบทดสอบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน 40 คน 100 60.6

ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการจัดการเรยี นรู้ (E1/E2 = 81.16/60.6)
จากตารางที่ 2 พบวา่ คะแนนเฉล่ยี จากการประเมินพฤติกรรมกลมุ่ ระหวา่ งเรียนและการทาแบบฝกึ
ทักษะของนกั เรียนทเ่ี รียนดว้ ย การจัดการเรียนรู้วิทยาการคานวณ เร่อื งการออกแบบและเขยี นอลั กอริทมึ
โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4/2 จานวน 40 คน เทา่ กบั 81.16 จากคะแนนเตม็ 100 คะแนน
คดิ เป็นร้อยละ 81.16 ของคะแนนเต็ม และคะแนนเฉลีย่ จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน
เท่ากบั 60.6 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน คดิ เปน็ ร้อยละ 60.6 ของคะแนนเต็ม ดังนน้ั การจัดกจิ กรรม
การเรยี นรู้โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ วิทยาการคานวณ เรื่องการออกแบบและเขียนอลั กอริทึม ชั้นประถมศึกษาปี
ท่ี 4/2 มปี ระสทิ ธภิ าพ เทา่ กบั 81.16/60.6 ซึง่ สูงกวา่ เกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ทตี่ ้ังไว้

ตารางที่ 3 เปรยี บเทยี บคะแนนสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี นของนักเรียน

คะแนน คะแนน สรุปผลการประเมิน

ที่ ช่อื กอ่ นเรยี น หลังเรียน คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงคข์ องนักเรยี น

1 เด็กชายธนนั ชมุ ลักษณ์ 35 ผ่าน
2 เดก็ ชายยศกร ปภาวีร์ 46 ผ่าน
3 เด็กชายวชิ านนท์ สขุ ชยั พงศ์ 25 ผ่าน
4 เด็กชายเตชนิ ท์ แสงอุทิศ 46 ผา่ น
5 เด็กชายปภงั กร สขุ เกษม 66 ผา่ น
6 เด็กชายภมู ิ แกว้ เอ่ยี ม 35 ผา่ น
7 เดก็ ชายกฤษดา อนิ ทร์สุข 56 ผ่าน
8 เดก็ ชายประวัณวิทย์ แก้วลนุ คา 25 ผา่ น
9 เด็กชายพรพิทักษ์ หงษาวงศ์ 26 ผา่ น
10 เดก็ ชายบุณยกร อาจารยี ์ 35 ผา่ น

33

คะแนน คะแนน สรปุ ผลการประเมิน

ที่ ช่อื กอ่ นเรยี น หลังเรยี น คุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ของนักเรยี น

11 เด็กชายปญั ญาวธุ จันเมา้ 47 ผ่าน
12 เดก็ ชายสพิ วทิ ย์ พัดมา 57 ผา่ น
13 เดก็ ชายธันยวิชญ์ รัตนพงศ์ 46 ผา่ น
14 เดก็ ชายภรู ณิ กัณหะเสน 35 ผา่ น
15 เดก็ ชายกฤตธนภทั ร ยุทธกลาง 25 ผ่าน
16 เด็กชายกติ ติภพ จ่นั เพ็ชร์ 57 ผา่ น
17 เดก็ ชายพลานล อัศวบัญญตั กิ ุล 45 ผ่าน
18 เดก็ ชายชยพล สิงห์การ 56 ผ่าน
19 เดก็ ชายพฒุ ิพงศ์ ลานเทยี นทอง 45 ผา่ น
20 เดก็ หญงิ ทิพวรรณ สระรส 35 ผ่าน
21 เด็กหญงิ ศรัญญา พจนาสาธร 25 ผ่าน
22 เด็กหญงิ พรรณกร ดว่ นแสง 46 ผา่ น
23 เดก็ หญิงกลุ นิษฐ์ สุรัตนบัวศรีงาม 25 ผา่ น
24 เด็กหญงิ กัญญาณัฐ เฉลิมมติ ร์ 35 ผ่าน
25 เด็กหญิงชนิสรา นมิ่ นวล 36 ผา่ น
26 เดก็ หญงิ ปยิ ะธิดา อ่อนจันทร์ 45 ผา่ น
27 เด็กหญิงปาริฉัตร เจ็กกี้ 46 ผ่าน
28 เด็กหญิงศรัณย์ธรรศ สคุ นธะทตั 56 ผา่ น
29 เด็กหญงิ สวุ นันท์ บญุ สุวรรณ์ ผ่าน
45

34

ที่ ชื่อ คะแนน คะแนน สรุปผลการประเมนิ

30 เดก็ หญิงสภุ าวิตา ชเู มอื ง ก่อนเรียน หลังเรยี น คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ของนกั เรยี น
31 เดก็ หญิงนภัสรา ทองชื่น
32 เดก็ หญิงสโรชา ศรอี นิ ทร์ 67 ผา่ น
33 เดก็ หญิงภศชิ า ถริ ไชยพิบูล
34 เด็กหญงิ กลั ย์ธนันทนด์ า ธาระจกั ร์ 56 ผา่ น
35 เด็กหญงิ เพชรรดา นลิ พลอย
36 เด็กหญิงวรญั ญา ดว้ งหิรญั 67 ผ่าน
37 เดก็ หญิงวีรภัทรา พรมศรี
38 เดก็ หญิงศศิธร แก้วพรม 57 ผา่ น
39 เดก็ หญงิ ปารณยี ์ พึง่ ประชา
40 เด็กหญงิ ทิพานัน วนาสนั ต์ 45 ผ่าน

36 ผา่ น

35 ผ่าน

56 ผ่าน

25 ผ่าน

45 ผ่าน

57 ผ่าน

5.14 6.06 ผา่ น

+0.92 -

+17.89% -

จากข้อมูลในตารางเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ผลปรากฎว่า
นักเรียนทุกคนมีผลคะแนนที่ดีข้ึนหลังจากใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในภาพรวม ซ่ึงมีค่าเฉลี่ย
ผลรวมคะแนนก่อนเรียนเป็น 5.14 คะแนน และค่าเฉล่ียผลรวมคะแนนหลังเรียนเป็น 6.06 คะแนน และมีค่า
ผลต่างคะแนนพัฒนาการ +0.92 คะแนน คิดเป็นร้อยละที่เพ่ิมข้ึน 17.89% ซ่ึงผลการวิจัยนี้จะช่วยยกระดับ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นในรายวิชาของนกั เรยี นให้สงู ขน้ึ ไดต้ ่อไป

35

ตารางท่ี 4 ประสิทธิภาพของการทาแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ 80/80

จานวนนักเรยี น คะแนนแบบฝกึ ทักษะ (E1) คะแนนวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น (E2)
40 คน
ค่าคะแนนเฉลี่ย(คะแนนเต็ม) ร้อยละ คา่ คะแนนเฉลยี่ (คะแนนเตม็ ) รอ้ ยละ

81.16 81.16 6.06 60.6

จากตารางที่ 4 พบว่าประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทกั ษะท่สี ร้างขน้ึ มีค่าเทา่ กับ 81.16/60.6 หมายความ

ว่าแบบฝึกทักษะทาให้นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้เท่ากับ 81.16 และมีประสิทธิภาพทางการเรียนรู้หรือ

ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ในการเปล่ียนแปลงผลการเรียนรู้ของนักเรียนเท่ากับร้อยละ 60.6 แสดงว่า

แบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และสามารถนาไปใช้ในการ

เรียนรไู้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

ตารางท่ี 5 การวิเคราะห์ความคดิ เหน็ ของผ้ทู รงคณุ วฒุ ติ ่อแบบทดสอบท่ใี ชใ้ นการเรียนการสอน

ประมาณค่าความคิดเหน็ ค่า

รายการขอความคดิ เหน็ ของผู้ทรงคุณวุฒิคนท่ี IOC แปลผล

1 23

1. ความสอดคล้องเหมาะสมกับหลักสูตร +1 +1 0 0.7 ใช้ได้

2. ความสอดคล้องเหมาะสมกับธรรมชาตวิ ิชา +1 0 +1 0.7 ใช้ได้

3. ความสอดคล้องเหมาะสมกับวยั ของผู้เรียน +1 +1 +1 1.0 ใชไ้ ด้

4. ความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจบุ นั และปญั หา +1 +1 +1 1.0 ใชไ้ ด้

5. ความเหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาผเู้ รยี น +1 0 +1 0.7 ใชไ้ ด้

6. ความเหมาะสมของเน้อื หา +1 +1 +1 1.0 ใชไ้ ด้

7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร +1 +1 +1 1.0 ใชไ้ ด้

8. ความเหมาะสมของการใช้ภาษา +1 +1 +1 1.0 ใช้ได้

9. ความเหมาะสมกับความสนใจของนักเรียน 0 +1 +1 0.7 ใช้ได้

10.ความเหมาะสมของรูปแบบ +1 +1 +1 1.0 ใช้ได้

คา่ IOC = 0.7+0.7+1.0+1.0+0.7+1.0+1.0+1.0+0.7+1.0 / 10
= 8.8/10 = 0.88

สรุปว่า แบบทดสอบการเรียนการสอนดังกลา่ วน้นั ใชไ้ ด้

36

บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การรายงานในคร้งั น้ี เป็นการใชน้ วัตกรรม คอื แบบฝึกทักษะ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4
สรปุ ผลการดาเนินงาน ดงั น้ี
1. วตั ถปุ ระสงค์ในการศึกษา
2. กล่มุ เปา้ หมาย
3. เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการศึกษา
4. การดาเนนิ การศึกษา
5. สรปุ ผล
6. อภปิ รายผล
7. ขอ้ เสนอแนะ

1. วตั ถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา
1. เพอ่ื พัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เร่อื งการออกแบบและเขยี นอลั กอริทึม ของนักเรยี นชนั้

ประถมศกึ ษาปีท่ี 4
2. เพือ่ สร้างและพฒั นาแบบฝึกทักษะ เรอื่ งการออกแบบและเขยี นอลั กอริทมึ ของนักเรยี นช้ัน

ประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80

2. ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง
ประชากร ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวิจัยในคร้งั นี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1

ปีการศกึ ษา 2565 จานวน 100 คน
กลมุ่ ตัวอยา่ ง กลมุ่ ตัวอย่างที่ใชใ้ นการวจิ ยั ในคร้ังนี้ เปน็ นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4/2 ภาค

เรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จานวน 40 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง

3. เครื่องมือทใ่ี ช้ในการศกึ ษาคน้ คว้า
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครงั้ นี้มี 2 ชนดิ ประกอบดว้ ย
1. แบบฝึกทกั ษะเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรู้
2. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เรือ่ งการออกแบบและเขียนอัลกอรทิ มึ โดยใช้

แบบฝึกทกั ษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จานวน 1 ชุด ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลือก

4. การดาเนินการศกึ ษา
การรายงานในครั้งน้ี ผู้รายงานเป็นผู้ดาเนินการทดลองด้วยตนเองเอง เป็นการสอนตามปกติ ซ่ึงใช้

เวลา

ในการทดลอง 20 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งมีข้ันตอนในการดาเนินการ
ดังน้ี

4.1 ทดสอบก่อนเรียนกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบบ
ปรนยั ชนิด 4 ตัวเลอื ก

4.2 จัดกิจกรรมการเรยี นการสอน ด้วยแบบฝึกทกั ษะ จานวน 20 ครั้ง เวลา 20 ช่ัวโมง สัปดาห์ละ
4 วัน วันละ 1 ชั่วโมง ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

37

4.3 เม่ือสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว ได้ทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ ด้วย
แบบทดสอบชดุ เดียวกบั การทดสอบก่อนเรยี น
5. สรุปผล

ในการทารายงานวิจัยในคร้ังนี้ ผู้รายงานได้ใช้แบบฝึกทักษะ ในการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
สรปุ ผลไดด้ ังนี้

วิธีการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม มีประสิทธิภาพของการ
สอนเท่ากับ 81.16/60.6 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ต้ังไว้ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ จาก
ข้อมูลในตารางเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ผลปรากฎวา่ นักเรียนทุกคนมีผล
คะแนนที่ดีขน้ึ หลังจากใชแ้ บบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี นในภาพรวม ซึง่ มีค่าเฉล่ียผลรวมคะแนนกอ่ นเรียน
เป็น 5.14 คะแนน และค่าเฉลี่ยผลรวมคะแนนหลังเรียนเป็น 6.06 คะแนน และมีค่าผลต่างคะแนนพัฒนาการ
+0.92 คะแนน คิดเป็นร้อยละที่เพ่ิมข้ึน 17.89% ซึ่งผลการวิจัยนี้จะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
รายวิชาของนักเรียนให้สงู ขน้ึ ไดต้ ่อไป
6. อภปิ รายผล

จากผลการพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 พบประเด็น
สาคัญทค่ี วรนามาอภิปรายผล ดังนี้

1. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองการออกแบบและเขียนอลั กอริทึม โดยใช้แบบฝึก
ทักษะ ท่ีผู้รายงานได้พัฒนา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.16/60.6 หมายถึง นักเรียนท้ังหมดได้คะแนนเฉล่ีย
จากการประเมินพฤติกรรมการทางานกลุ่ม และการทาแบบฝึกทักษะ คิดเป็นร้อยละ 81.16 และได้คะแนน
เฉล่ียจากการทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น หลังเรยี น คิดเปน็ รอ้ ยละ 60.6 แสดงว่า การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้วทิ ยาการคานวณ เร่อื งการออกแบบและเขียนอัลกอรทิ มึ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ ทีผ่ ู้รายงานพฒั นาขึ้น มี
ประสทิ ธิภาพสงู กวา่ เกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ทต่ี ้ังไว้

2. ผลการใช้แบบฝึกทักษะมาช่วยสอน นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 เป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีได้ผลน่า
พอใจ สังเกตจากนักเรียนให้ความสนใจการเรียนดี มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ส่ิงที่แสดงถึงความสนใจของ
นักเรียน คือ นักเรียนสามารถทาแบบฝึกทักษะท้ายแผนทกุ แผน ได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดีทุกคน ท่ีเป็นเช่นนี้
อาจเป็นเพราะว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีร่วมมือกันในการทางาน
นักเรียนทุกคนร่วมกันรับผิดชอบงาน และนาประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้มาสรุปเป็นองค์ความรู้
ของกลุ่มตนเอง มีการชว่ ยเหลือกนั ในการทางานกลุม่
7. ข้อเสนอแนะ

1. ขอ้ เสนอแนะในการนาไปใช้
1.1 การจัดการเรยี นรู้วิทยาการคานวณ เร่ืองการออกแบบและเขยี นอลั กอริทึม โดยใช้แบบฝึก

ทักษะ เป็นการเรียนรู้แนวใหม่ ท่ีน่าสนใจและน่านาไปใช้ แม้ช่วงแรกนักเรียนอาจจะสับสนบ้างในการเข้า
กลุ่มหรอื การปฏิบัติกิจกรรม ทาให้การจัดการเรยี นรู้เกิดความลา่ ชา้ บา้ ง แต่เม่ือได้เรียนในช่วงต่อไป นักเรยี นก็
มคี วามชานาญในการเรยี นรมู้ ากขน้ึ กิจกรรมกด็ าเนนิ ไปอย่างราบรื่น

1.2 การเลือกเนื้อหาที่นามาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสิ่งสาคัญควรคานึงถึง เพศ วัย และ
ระดับความสามารถในทาแบบฝึกทักษะของนักเรียนด้วย หากเน้ือหาใดที่นักเรียนสนใจ นักเรียนจะเกิดการ
เรียนรู้เพ่ิมมากข้ึน เพ่ือช่วยให้ประสาทการเรยี นรู้ของผู้เรียนตื่นตัว พร้อมท่ีจะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่างๆ ท่ี
จะเกิดข้นึ การรับรูเ้ ปน็ ปจั จัยสาคญั ในการเรยี นรู้

2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาคน้ ควา้ คร้ังตอ่ ไป
2.1 ควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาการคานวณ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ในกลุ่ม

ประสบการณอ์ น่ื ๆ และในระดบั ชัน้ อน่ื ๆ

38

2.2 ควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาการคานวณ โดยใช้แบบฝึกทักษะรูปแบบอื่นๆ
เพื่อที่นกั เรยี นจะได้เรยี นดว้ ยวิธกี ารที่หลากหลาย

2.3 ควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาการคานวณ โดยใช้แบบฝึกทักษะในเนื้อหาหรือ
เร่อื งราวอ่ืนๆ ทีน่ ักเรียนสนใจ

39

บรรณานุกรม

กรมวชิ าการ. (2557). ครูผสู้ อนกับการวจิ ัยเพอ่ื พัฒนาการเรียนการสอน. พิมพค์ รัง้ ท่ี 2.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พค์ ุรสุ ภาลาดพร้าว.

จตุพร เจรญิ ชยั . (2557). การพฒั นากิจกรรมการเรียนการสอนทีเ่ น้นผู้เรียนเปน็ สาคญั โดยใช้
แบบฝึกทักษะ ในรายวชิ าคอมพิวเตอร์ นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานพิ นธ์
ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขา การสอนวทิ ยาการคานวณ. สานกั

บณั ฑติ ศึกษา
มหาวิทยาลัยขอนแกน่ .

ชูชีพ อ่อนโคกสงู . (2558). ทฤษฎีการเรยี นรู้โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ (Theory of Learning)
Gilgerdson Lanfon. วิทยานิพนธป์ ริญญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา
วิทยาการคานวณเพอื่ การสอน. บัณฑติ ศึกษามหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.

ทิศนา แขมมณี. (2558). การจัดการเรยี นการสอนท่เี น้นผเู้ รยี นเป็นศูนยก์ ลาง : ผลการ
ใช้แบบฝกึ ทกั ษะ. วารสารครศุ าสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . (มีนาคม – มิถุนายน)

นภาวรรณ ประดับคา. (2558). ผลการใช้แบบฝกึ ทกั ษะในกจิ กรรมการเรียนรูว้ ิชาวิทยาการ
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5. รายงานการศึกษาอสิ ระปรญิ ญาศกึ ษาศาสตร์
มหาบัณฑิต. บณั ฑติ ศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .

บญุ ชม ศรีสะอาด. (2558). วธิ กี ารศึกษาสถติ ิเพ่ือการวิจยั แบบฝกึ เล่ม 2. มหาสารคาม :
ภาควิชาพ้นื ฐานการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
มหาสารคาม.

ปอเรียม แสงชาลี. (2559). ผลการสอนโดยใช้การจดั กจิ กรรมการเรียนตามรูปแบบแบบฝกึ
ทกั ษะ

และกจิ กรรมการเรยี นรู้ตามรปู แบบของ สสวท. ท่ีมีผลต่อการเรียนรู้ตามแบบแผนของ
นกั เรียนระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขา
หลกั สตู รและการสอน. บัณฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
พมิ พ์พันธ์ เดชะคุปต์. (2559). วิธีปฏิบัติการเรยี นการสอนที่เน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญ แนวคดิ วิธี
และ
เทคนิคการสอนของครู. กรุงเทพมหานคร : พิมพท์ บ่ี รษิ ทั เดอะมาสเตอร์กรปุ๊ แมเนจ
เมน้ ท์
จากัด.
มาลี จุฑา. (2559). ทฤษฎกี ารเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco &
Crawford.
Skills exercises in education. มหาสารคาม : ภาควิชาพน้ื ฐานการศึกษา คณะ
ศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ มหาสารคาม.
วราภรณ์ แตงมแี สง. (2559). การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่เี น้นผูเ้ รียนเป็นสาคญั
โดยใช้แบบฝึกทักษะในวิชาการบริหารการศึกษา. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร
มหาบณั ฑิต สาขาวชิ า วิทยาการคานวณศึกษา. บัณฑติ วทิ ยาลัย
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .
วารินทร์ รศั มพี รหม. (2560). ทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco &

40

Crawford. วทิ ยานิพนธป์ ริญญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา
วิทยาการคานวณศึกษา. บัณฑิตศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
สงวน สทุ ธิเลิศอรุณ. (2560). ทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Learning) De Cecco &
Crawford. วิทยานิพนธป์ ริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ภาคพเิ ศษ) สาขา
วิทยาการคานวณศกึ ษา. บณั ฑิตศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
ธนินทร เล่ียมแกว้ . (2560). ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ (Theory of Learning) De Cecco &
Crawford. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา
วิทยาการคานวณศึกษา. บัณฑิตศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
อดศิ ร ศริ .ิ (2561). การพัฒนากิจกรรมการเรยี นการสอนที่เน้นผู้เรยี นเปน็ ศนู ย์กลางโดยใช้
แบบฝึกทกั ษะ วชิ าคอมพิวเตอร์ในระดบั ประถมศึกษาปีที่ 4. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญา
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าคอมพวิ เตอร์ศึกษา. บัณฑติ วิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .

41

ภาคผนวก

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 1 42
วิชาคอมพิวเตอร์
เรอื่ งการออกแบบและเขียนอัลกอริทึม ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4
เวลา 4 ช่ัวโมง

1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวช้ีวดั
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใชแ้ นวคดิ เชงิ คานวณในการแก้ปัญหาทพี่ บในชวี ิตจริงอย่างเปน็ ขั้นตอน
และเปน็ ระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการ
แกป้ ญั หาได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ รู้เทา่ ทันและมจี รยิ ธรรม
ตวั ช้วี ดั ป.4/2 ใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะในการแก้ปญั หา การอธบิ ายการทางาน การคาดการณผ์ ลลพั ธ์

จากปญั หาอย่างงา่ ย
2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. นักเรียนสามารถอธิบายการทางานและคาดการณ์ผลลัพธ์ โดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะ และอัลกอรทิ มึ ได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะ และอลั กอริทึมในการแกป้ ญั หาอย่างงา่ ยได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถยกตวั อย่างการแกป้ ญั หาโดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะและอลั กอริทมึ ในชวี ติ ประจาวันได้ (A)
3. สาระสาคญั
เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ คือ การใช้เหตผุ ล กฎ กฎเกณฑ์ หรอื เง่ือนไขที่เก่ียวข้อง เพ่ือตรวจสอบความสมเหตุสมผล
มีความสาคัญในการวเิ คราะห์หาเหตุผล สร้างการจัดลาดบั เรื่องราวก่อนหลัง โดยแยกแยะความสาคัญของ
เรอื่ งราวด้วยการเปรยี บเทยี บปัจจัยต่าง ๆ ทาให้การตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาเปน็ ไปตามหลักวิทยาศาสตร์
อลั กอริทมึ คือ กระบวนการแกป้ ญั หาท่ีมีลาดบั ขัน้ ตอน วธิ ีการแก้ไขปัญหาใดปญั หาหนึง่ อย่างเป็นข้นั ตอน

และชดั เจน ซึ่งการแกป้ ัญหาโดยการใช้อลั กอรทิ ึมน้ี สามารถใช้แกป้ ัญหาท่ัว ๆ ไปและยงั ใช้กับการเขยี น
โปรแกรมคอมพิวเตอรด์ ว้ ย

การแสดงอัลกอริทึมด้วยข้อความ คือการใชข้ ้อความแสดงขั้นตอนการทางาน มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
ลาดับและขน้ั ตอนการทางาน
4. สาระการเรียนรู้

- เหตผุ ลเชงิ ตรรกะและอัลกอริทึม
- การใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะและอัลกอริทึมในการแกป้ ัญหา
- การแสดงอลั กอริทมึ ด้วยข้อความ
5. รูปแบบการสอน/วิธีการสอน

- รูปแบบการสอนแบบการอภิปราย
- วธิ กี ารสอนแบบแสดงบทบาทสมมติ
- Computational Thinking
6. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน

 ความสามารถในการสอื่ สาร
 ความสามารถในการคิด
 ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

43

7. ทักษะ 4 Cs  ซ่อื สัตย์ สจุ รติ
 ทกั ษะการคิดวิจารณญาณ (Critical Thinking)  ใฝเ่ รียนรู้
 ทกั ษะการทางานร่วมกนั (Collaboration Skill)  ม่งุ ม่ันในการทางาน
 ทักษะการส่ือสาร (Communication Skill)
 ทกั ษะความคิดสรา้ งสรรค์ (Creative Thinking)  มจี ติ สาธารณะ

8. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
 รกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์

 มวี นิ ยั

 อยู่อย่างพอเพียง

 รกั ความเปน็ ไทย

9. การจดั กระบวนการเรยี นรู้
1. ครใู ห้นักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียนหนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 เพ่ือเข้าใจระดับความร้เู ดิมของนักเรียนก่อน

เขา้ สู่กจิ กรรม

ข้ันนา
1. ครูนาเขา้ สบู่ ทเรียนโดยถามนักเรยี นว่า นกั เรยี นเคยดูการต์ ูนโคนันเจา้ หนูยอดนักสบื หรือไม่ โคนนั เป็น

นักสืบที่มีไหวพรบิ ดีมาก เดย๋ี วเราจะมาเป็นนักสบื แบบโคนันกนั
2. ครูสนทนากับนักเรยี นว่า นักเรียนรู้ไหมวา่ ในสบื คดหี รือการแกป้ ัญหาต้องทาอย่างเป็นลาดับขั้นตอน

และตอ้ งใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะช่วยวเิ คราะหร์ ายละเอยี ดและหลักฐานต่าง ๆ
ขนั้ สอน
1. ครูอธิบายเหตผุ ลเชงิ ตรรกะเพ่ิมเตมิ ในหนงั สือเรียนวิทยาการคานวณ และยกตวั อย่างในชวี ติ ประจาวัน

ประกอบ
2. ครแู บ่งกลุม่ นักเรียน 3-4 คน แจกใบกิจกรรมเรื่อง ข้อความปรศิ นากบั เจา้ หนยู อดนักสบื ให้นักเรยี นทา

กจิ กรรมท่ี1 เรื่อง สมบัตชิ ้ินสุดทา้ ย
3. ครูสมมติบทบาทใหน้ ักเรยี นเปน็ โคนัน แล้วเลา่ สถานการณ์ใหน้ ักเรียนฟังเพ่ือดึงดดู ความสนใจ

4. ใหน้ ักเรยี นภายในกลุ่มช่วยกันสืบคดโี ดยการเรียงข้อความในกจิ กรรมท่ี1 เรื่อง สมบตั ชิ ิ้นสุดทา้ ย ให้
ถูกต้อง และวเิ คราะหห์ าคาตอบว่าใครคือขโมย พร้อมทงั้ หลกั ฐาน ภายในเวลา 15 นาที

5. ครสู ่มุ ถามนักเรยี นวา่ ใครคือขโมย เพราะเหตุใดถึงคิดว่าคนนี้คอื ขโมย จากนน้ั ถามกลุ่มอนื่ ๆ ทไี่ ด้
คาตอบแตกต่าง พร้อมเหตุผล

6. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันวเิ คราะห์ลาดับข้อความ สรปุ ว่าใครคอื ขโมย พรอ้ มหลักฐาน
7. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันอภปิ ราย การใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแกป้ ัญหามีความสาคัญอยา่ งไร

(แนวคาตอบ มคี วามสาคัญในการวิเคราะห์หาเหตุผล จัดลาดับเรอ่ื งราวก่อนหลัง โดยแยกแยะ
ความสาคญั ของเรื่องราว ทาใหก้ ารตดั สินใจแก้ปญั หามีความสมเหตุสมผล)
ข้ันสอน
1. ครแู ละนักเรยี นทบทวนความรูเ้ ดิมทีเ่ รียนในช่ัวโมงที่แล้ว

2. ครูมอบหมายงานให้นักเรยี นทากจิ กรรมที่ 2 เรอ่ื ง ทางเลือกของโคนนั

3. ครสู ่มุ นักเรียนถามเส้นทางที่ดีที่สุด และให้นักเรียนบอกข้ันตอนการเดินทาง ในขณะเดยี วกันให้

นกั เรยี นกลมุ่ อืน่ ๆ ลองเดนิ ตามขนั้ ตอนทีเ่ พื่อนนาเสนอ

44

(ครคู วรสุ่มนักเรยี น 1-2 กลมุ่ เพ่อื ให้นกั เรยี นนาเสนอขนั้ ตอนการเดนิ ทาง และตรวจสอบวา่ เพ่ือนคน
อื่นสามารถทาตามข้ันตอนที่นักเรียนนาเสนอได้หรอื ไม)่
4. ครถู ามนักเรยี นว่า ทาไมจึงคิดวา่ เสน้ ทางที่เลือกน้นั เปน็ เสน้ ทางทด่ี ที ส่ี ุด
5. ครูถามคาถามนกั เรยี นวา่ ทาไมนกั เรยี นสามารถเดนิ ทางไปถึงสถานทีเ่ กิดเหตุตามที่เพ่อื นนาเสนอได้
(แนวคาตอบ เพราะนกั เรียนสามารถใช้ข้อความ แสดงลาดับขน้ั ตอนทชี่ ัดเจนได้ เม่ือใครอ่านข้อความ
ดังกลา่ วกส็ ามารถเดินทางไปถงึ สถานทเ่ี กิดเหตุได้ )
6. ครูบอกนักเรียนวา่ ข้นั ตอนวธิ ีท่ีนักเรียนใช้แก้ปญั หา เรยี กว่าอัลกอรทิ ึม เปน็ การแสดงอลั กอริทึมด้วย
ขอ้ ความ
7. ครอู ธบิ ายความหมายและขนั้ ตอนของอัลกอริทึมในหนงั สือเรยี น พร้อมท้ังยกตวั อยา่ งในชีวิตประจาวนั

ขน้ั สรปุ
1. ครูให้นกั เรียนอภปิ รายความหมายของเหตผุ ลเชงิ ตรรกะและอัลกอรทิ ึม และสุม่ นักเรยี นยกตัวอย่าง

การใช้อลั กอรทิ ึมดว้ ยข้อความในชีวิตประจาวนั
10. สื่อแหลง่ การเรียนรู้

1. หนังสือเรียนวชิ า เทคโนโลย(ี วทิ ยาการคานวณ)
2. ใบกิจกรรมเร่ือง ข้อความปรศิ นากบั เจา้ หนูยอดนกั สบื
3. ใบกจิ กรรมที่ 2 เรือ่ ง ทางเลือกของโคนัน

45

11. การวัดและการประเมนิ ผล

จุดประสงค์ วธิ ีการประเมนิ เครื่องมอื การประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ

1. นกั เรยี นสามารถ ใบกิจกรรมเรื่อง ใบกจิ กรรมเร่ือง ร้อยละ 50 ข้นึ ไป
อธิบายการทางานและ ข้อความปรศิ นากับเจา้ ข้อความปริศนากบั เจ้า ผา่ นเกณฑ์
คาดการณผ์ ลลัพธ์ โดย หนูยอดนกั สบื หนยู อดนกั สบื
ใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
และอัลกอริทึมได้

2.นักเรียนสามารถใช้ ตรวจใบกจิ กรรม เร่ือง แบบประเมินใบกิจกรรม ร้อยละ 50 ขน้ึ ไป
เหตุผลเชิงตรรกะ และ ทางเลือกของโคนัน เร่อื ง ทางเลือกของโคนนั ผ่านเกณฑ์
อลั กอริทึมในการ
แกป้ ัญหาอยา่ งง่ายได้

การตอบคาถามใน แบบประเมนิ กิจกรรม คณุ ภาพระดบั ดี
กจิ กรรม เรอ่ื ง ทางเลือก ผ่านเกณฑ์
ของโคนัน

3.นกั เรยี นสามารถ สังเกตพฤติกรรมการ แบบประเมนิ พฤตกิ รรม คณุ ภาพระดบั ดี
ผา่ นเกณฑ์
ยกตวั อยา่ งการแก้ปญั หา ยกตัวอย่างการแก้ปัญหา
โดยใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะ โดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะ
และอัลกอรทิ ึมใน
ชีวติ ประจาวนั ได้ และอลั กอรทิ ึมใน
ชีวิตประจาวนั ได้

46

บัตรภาพ

47
ใบงานท่ี 1 สมบตั ิช้นิ สุดท้าย
ชื่อ ชัน้ เลขท่ี
คาชี้แจง : ใหน้ กั เรยี นสืบคดี โดยการวิเคราะหภ์ าพและการจดั ลาดับข้อความสถานการณ์ให้ถกู ตอ้ ง พรอ้ มทง้ั
หาคาตอบวา่ ใครเปน็ คนขโมยแหวนประจาตระกูล

o ชายชราสงสยั วา่ คนทีข่ โมยไปตอ้ งเปน็ ลูกคนใดคนหน่งึ ของเขา
o โคนนั เรยี กทุกคนมาบริเวรท่เี กิดเหตุ แล้วสอบปากคาทลี ะคน
o ..……………..เปน็ คนขโมยแหวนประจาตระกลู
o มนิ นี่ให้การว่าในวันทเ่ี กดิ เหตุ เขาได้ออกไปช็อปปงิ้ ข้างนอก ฉันจะเอาเวลาที่ไหน

ขโมยล่ะ

o ชายชราได้เข้ามาในห้องแลว้ พบว่าแหวนประจาตระกูลไดห้ ายไป
o ชายชราใหก้ ารว่าไมม่ ีใครเคยเปิดต้เู ซฟนน้ี อกจากเขา
o โคนันเดินดรู อบ ๆ สถานท่ีเกิดเหตุอกี รอบ แลว้ ได้หลักฐานช้นิ สาคญั
o ภูรใิ ห้การว่าเขาไปเล่ือยไมท้ ี่หลงั บ้าน ไมไ่ ด้ขน้ึ มาท่นี ่ีเลย อีกอย่างตู้เซฟนีก้ ็เปดิ ยาก

ผมทางานทง้ั วันไมม่ ีแรงเปดิ หรอก

o ชายชราจงึ ไมแ่ จง้ ตารวจแต่จา้ งนกั สืบมาสืบว่าใครคือขโมย

หลกั ฐานอะไรทที่ าใหต้ ดั สนิ ไดว้ า่ คนนคี้ อื ขโมย
.............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

ใบงานที่ 2 ทางเลอื กของโคนนั

48
ชอื่ ชัน้ เลขท่ี
คาชี้แจง : จากตารางแผนท่ี ใหน้ ักเรยี นวางแผนการเดินทางไปสืบคดีอยา่ งเป็นลาดับขัน้ ตอน โดยหาเส้นทางที่
ดที ี่สดุ เพ่ือไปทเี่ กิดเหตุให้เรว็ ทสี่ ดุ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………….......................…………………………………………….............
..........…………………………………………….......................…………………………………………….......................………………
…………….......................…………………………………………….......................…………………………………………….............

49

แบบประเมนิ ใบกจิ กรรมทางเลือกของโคนนั

ประเดน็ การประเมินชิน้ งาน การใหค้ ะแนน
3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน

1.ความสอดคล้องกับเนอื้ หา

2.การใชเ้ หตผุ ลเชิงตรรกะ

3.การแสดงอัลกอริทมึ

4.การแกป้ ญั หาอยา่ งง่ายโดยใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะและ
อลั กอริทมึ

รวมคะแนน

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ ระดบั คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ดี
9-12
5–8 พอใช้
1–4 ปรับปรุง

50

ใบงานท่ี 3 รหัสจาลอง
ชือ่ ช้ัน เลขท่ี

คาช้แี จง : ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามต่อไปน้ี

1. การแสดงอัลกอริทมึ ด้วยรหสั จาลอง คือ.........................................................................................................

........................................................................................................................................................................

2. ให้นักเรยี นอธบิ ายความหมายของรหัสจาลองต่อไปน้ี และสร้างรหสั จาลองเพ่ิมพร้อมอธบิ ายความหมาย

รหัสจาลอง ความหมาย

เดินไปทางขวา


Click to View FlipBook Version