The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by namphetnplcs, 2021-08-04 12:40:04

ลูกรพี 64

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา













































พระบรมราโชวาท










ร ก ร ร รี ร

ร ร ก ล ก

ร ล ร ร พร ก ู ล ล


ก ี ก ล ก
ระราช ารัส น ระบรมรา ชวาท ระบาทสม ระบรมชนกา ิ บศร

มหาภูมิ ล ุลย ชมหาราช บรมนา บ ิตร
ระราชทานแก คณะกรรมการ ั งานวันนิติศาสตร์

ุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ระต าหนัก ิตรล าร ห าน
วันที มีนาคม


1

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา















































































2

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา








สาร. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์


อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

เนื่องในวันรพีร�ำลึก ประจ�ำปี 2564







วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปเปนวันคลายสิ้นพระชนมของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า



ิ์
รพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธ พระองค์ได้รับการยกย่องจากเหล่านักกฎหมาย
ให้เป็น “บิดาแห่งกฎหมายไทย” ด้วยพระองค์ทรงเป็นนักกฎหมายที่มีพระปรีชาสามารถ
ั้
ประกอบกับทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ในการปฏิรูประบบกฎหมายไทย รวมทงการจัดระบบ
งานศาลยุติธรรมและปรับปรุงกฎหมายตางๆ ใหมีความเปนสากลทดเทียมนานาอารยประเทศ




ึ้


ตลอดจนทรงริเริ่มจัดตังโรงเรียนกฎหมายขนเป็นครั้งแรก อันเป็นรากฐานของการศกษา


นิติศาสตรในประเทศไทย พระกรณียกจของพระองคนั้นนับวาอ�านวยประโยชน์แก่ประเทศไทย


อย่างอนันต์

เพื่อเปนการเทิดพระเกียรติและแสดงความกตัญญูกตเวทตาตอพระผูไดรบยกยองใหเปน








พระบิดาแห่งกฎหมายไทย หลักสูตรนิติศาสตรบณฑิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์


มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จึงไดจัดกิจกรรม วันรพีร�าลึกประจ�าปี 2564 ขึ้นเพื่อแสดง
ความกตัญญูกตเวทิตาและน้อมร�าลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์
ในโอกาสนี้จึงขออ�านวยพรให้คณะผู้จัดงาน คณาจารย์ นักศึกษาพร้อมทั้ง
เหล่านักกฎหมายทั้งหลาย จงประสบแต่ความสุขความเจริญ สมบรณ์ด้วยสติปัญญาและได้


ปฏิบัติตนเปนนักกฎหมายที่ถึงพรอมดวยความรความเปนธรรม มีเมตตากรุณาและใชกฎหมาย






ให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์)
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

3

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา








สาร. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สกุล วงษ์กาฬสินธุ์


คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

เนื่องในวันรพีร�ำลึก ประจ�ำปี 2564







พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดเรกฤทธ ทรงเป็น
ิ์
นักกฎหมายที่มีพระปรีชาสามารถ ประกอบกับทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ โดยพระองค์ได้ทรง
ปฏิรูประบบกฎหมายไทย รวมทั้งการจัดระบบงานศาลยุติธรรมและปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้
มีความเป็นสากลทัดเทียมนานาอารยประเทศ ตลอดจนทรงริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็น

ครั้งแรก อันเป็นรากฐานของการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทย พระกรณียกิจของพระองค์นั้น








นับวาอ�านวยประโยชนแกประเทศไทยอยางอนันตจึงทรงไดรับการยกยองจากเหลานักกฎหมาย

ี่


ให้เป็น “บิดาแหงกฎหมายไทย” และไดรวมกันถือเอาวันท 7 สิงหาคมของทุกป ซึ่งเปนวันคลาย



วันสิ้นพระชนม์ของพระองค์น้อมร�าลึกถึงพระกรุณาธิคุณ
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้จัดการเรียนการสอนด้านวิชานิตศาสตร์มาตั้งแต่


ปีการศึกษา 2542 ด้วยราลึกในพระกรุณาธิคุณ เพื่อเป็นการเทิดพระเกยรตและเป็นการแสดง



ความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระผู้ได้รับยกย่องให้เป็นพระบดากฎหมายไทย จึงได้จัดกจกรรมวัน

รพีร�าลึกขึ้นเป็นประจ�าทุกปี
เนื่องในโอกาส “วันรพีร�าลึก” ประจาปี 2564 ผมขออ�านวยพรใหคณะผูจัดงาน คณาจารย์



นักศึกษาและนกกฎหมายทั้งหลายได้ปฏิบัติตนเป็นนักกฎหมายที่ถึงพร้อมในการสร้างคุณงาม

ความดีมีคุณธรรม เป็นหลักน�าสังคม เพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สกุล วงษ์กาฬสินธุ์)
คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์






4

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา








สาร. ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญน�า โสภาอุทก


ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต

เนื่องในวันรพีร�ำลึก ประจ�ำปี 2564






วันที่ 7 สิงหาคม ของทุกๆ ปี เป็นวันที่บรรดานักกฎหมายไทยจะได้น้อมร�าลึกถึง





พระกรุณาธิคุณของ พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจารพีพฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

ผู้ทรงมีคณูปการต่อวงการกฎหมายของไทยบรรดานักกฎหมายได้ถวายการยกย่องพระองค์
ท่านเป็น “พระบิดากฎหมายไทย” ซึ่งในวันที่ 7 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ
พระองค์ท่าน

ิ์



พ ร ะ เ จ ้ า บ ร ม ว ง ศ ์ เ ธ อ พระองคเจารพีพัฒนศักด กรมหลวงราชบุรีดเรกฤทธิ์ ทรงไดรับสมญา

นามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูวา “เฉลียวฉลาดรพี” เนื่องจากทรงประกอบ



พระกรณียกิจด้วยการวางรากฐานระบบกฎหมาย รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมของไทย
และทรงด�ารงตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักกฎหมายไทย
เนื่องในโอกาสวันรพีร�าลึกประจ�าปีพทธศักราช 2564 นี้ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต

ได้จัดท�าวารสารลูกรพี 64 เพื่อแสดงความกตัญญูและร�าลึกถึงพระองค์ท่าน จึงใคร่ขอเชิญ
คณาจารย์ นักศึกษาและนักกฎหมายทุกท่าน ร่วมกันสืบสานตั้งมั่นประกอบกิจการอยู่ภาย
ใต้ความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติสืบไป





(ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญน�า โสภาอุทก)
ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
















5

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทบรรณาธิการ





พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงได้รับ

พระสมญาว่า “เฉลียวฉลาดรพี” และทรงเริ่มรับราชการได้รับแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี
ทรงประกอบพระกรณียกิจกฎหมายไทยและศาลสถิตยุติธรรม ทรงด�ารงต�าแหน่งเสนาบดี
กระทรวงยุติธรรมจดการปรับปรุงศาลยุติธรรมส่ระบบใหม่ จัดตั้งศาลมณฑล และศาลจังหวัด




ทั่วประเทศ ทรงเปนประธานกรรมการตรวจช�าระกฎหมาย ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายเพื่อเปนการ
สอนกฎหมาย ทรงรวบรวมและแต่งต�าราค�าอธิบายกฎหมายลักษณะต่างๆ มากมาย และทรง
ึ่
สอนวิชากฎหมายด้วย พระองค์เองตรวจตัดสินตามฎีกา กับศาลฎีกาซงพระองค์เป็นผู้วาง
รากฐานกฎหมายในเมืองไทย จนได้รับพระสัญญานามว่า “บิดาแห่งกฎหมายไทย”






ดวยร�าลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจารพีพัฒนศกดิ์ กรมหลวง
ราชบุรีดเรกฤทธิ์ที่พระองค์ทรงมีต่อระบบกฎหมายของไทย นักกฎหมายทั้งหลายจึงพร้อมใจ


กันถือเอาวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์คือวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี เพอร�าลึกถึง

คุณงามความดีของพระองค์ที่มีต่อกฎหมายไทย หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑต คณะมนุษยศาสตร์

และสังคมศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา เปนสถาบันหนึ่งที่มีการจัดการเรียนการสอน


วิชากฎหมายจึงได้มีการจัดกิจกรรมวันรพีร�าลึกขึ้นเป็นประจ�าทุกปี และได้จัดการท�าวารสาร
“ลูกรพี 64” โดยมีวัตถุประสงค เผยแพรความรูวิชาการดานกฎหมาย โดยวารสาร “ลูกรพี 64”




ได้รวบรวมพระราชกรณียกิจที่ส�าคัญเกี่ยวกบทางด้านกฎหมายของพระองค์ บทความทาง

วิชาการต่างๆ อันเป็นแนวทางในการใช้กฎหมาย
คณะผู้จัดท�าวารสาร “ลูกรพี 64” ขอขอบคุณ คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิตลอดจนผู้ที่
เกี่ยวข้องกับการจัดท�าวารสารจนส�าเร็จสมบูรณ์มา ณ โอกาสนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสาร


เลมนี้ จะเปนประโยชนตอทุกทานที่สนใจ หากมีขอพกพรองประการใด บรรณาธิการขอนอมรับ






ไว้เพื่อปรับปรุงในโอกาสต่อไป










6

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




สารบัญ




พระบรมราโชวาท ..........................................................................................................................................................................................1
สารอธิการบดี ................................................................................................................................................................................................3
สารคณบดี........... ..........................................................................................................................................................................................4
สารประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต .........................................................................................................................................................5
พระประวัติฯ เรื่อง “กรมหลวงราชบุรีฯ กับ การปฏิรูปการศาลยุติธรรม” ....................................................................................................9
l ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทักษ์ชัย เดชอุดม
บทความวิชาการ
นายจ้างเรียกหลักประกันการท�างานหรือหลักประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้างได้หรือไม่ ...................................16
l นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร
การน�าเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนมาใช้ในการพิสูจน์ความผิดในคดีอาญา ................................................................................23
l นายมณฑล ยอดรัก
ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใหม่ .......................................................................................................................30
l นายมาศกร สุหร่าย
อ�านาจในการออกประกาศจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด .........................33
กับปัญหากฎหมายการสวมใส่หน้ากากอนามัย
l นายจรัล กลางประดิษฐ
ที่ดินที่มีเอกสารรับรองการเสียภาษีบ�ารุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ..........................................................................................................42
l ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถิต จ�าเริญ
ส�านึกทางกฎหมาย : ทฤษฎีของ Ewick and Silbey .................................................................................................................49
l ผู้ช่วยศาสตราจารย์มงคล เจริญจิตต์
เหตุฟ้องหย่าน่ารู้พร้อมตัวอย่างส�าคัญ ..........................................................................................................................................54
l นางสาววลัยรัตน์ โพธิสาร
การปลดหนี้ทาง face book มีผลทางกฎหมายหรือไม่ ...............................................................................................................70
l นางฐิตารีย์ เปรมวิไลศักดิ์ บุญศักดิ์
กฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�าท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ ......................................76
(Pollutant Release and Transfer Registers)
l นางสาวตวงพร ปิยวิทย์
เมืองนครราชสีมา : เมืองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยุคแรกเริ่ม ..............................................................................................................83
l ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทักษ์ชัย จัตุชัย
การศึกษาการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย ...........................................................................86
l นางสาวพรจรินทร์ อินธิราชและคณะ
บทความจากพี่สู่น้อง
การเตรียมตัวสอบ : สอบใบอนุญาตทนายความ ..........................................................................................................................96
l นายกฤษณะ พิสุทธิรักษ์วงศ์
การเตรียมตัวส�าหรับเนติบัณทิต ....................................................................................................................................................99
l นางสาวสุธิดา ค�าพันธุ์
วินัย คือ สะพานเชื่อมระหว่างเป้าหมายกับความส�าเร็จ ............................................................................................................101
l นางสาวสุวนันท์ มโนรักษ์
เกร็ดกฎหมาย ...............................................................................................................................................................................103
l นายพานทอง บ�ารุงศิลป์ ทนายความ
กฎหมายใหม่น่ารู้ .....................................................................................................................................................................................105
ภาคผนวก........ ........................................................................................................................................................................................109



7

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา















































































8

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




พระประวัติ



โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทักษ์ชัย เดชอุดม




“กรมหลวงราชบุรีฯ


กับ การปฏิรูปการศาลยุติธรรม”









เป็นที่ทราบกันดีว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดได้ทรงงานทางด้านกฎหมายและงาน
ิ์
ศาลยุติธรรมจนได้สมญานามว่าเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรม









ถือเปนงานที่เห็นไดชัดเจนดวยพระองคทรงเปนอาจารยผูสอนกฎหมายและทรงด�ารงต�าแหนงเสนาบดีกระทรวง
ยุติธรรมพระองค์ที่ 3 จึงส่งผลให้พระองค์มีลูกศิษย์ทางด้านกฎหมายโดยเฉพาะลูกศิษย์ที่เป็นผู้พิพากษาจ�านวน
มากประกอบกับโดยในส่วนตัวของพระองค์เองทรงเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์และ
ทรงส�าเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายจากต่างประเทศเป็นพระองค์แรกของสยาม และนอกจากนี้พระองค์ยัง


ทรงเป็นผู้ที่มีความกล้าคิด กล้าแสดงออกอย่างเช่นชาวตะวันตกจนเป็นที่ยอมรบของบรรดาหม่ลูกศิษย์และ
ขาราชการทั้งหลาย ดังจะเห็นไดในครั้งหนึ่งซึ่งเปนเรื่องสืบเนื่องมาจากคดีความของพระองคกับสมเด็จพระเจาอาที่





หมิ่นประมาทในคดีพญาระกา แต่พระเจ้าอยู่หัวรชกาลที่ 5 ยังมิได้ทรงช�าระความแต่อย่างใด จนท�าให้เสด็จ

ในกรมหลวงราชบุรีฯ ทรงน้อยพระทัยได้ทูลลาออกจากเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและบรรดาข้าราชการ
ผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างพร้อมใจกันขอพระราชทานถวายบังคมลาออกจากราชการตามสมเด็จในกรม





หลวงราชบุรีฯ เพื่อประทวงที่เสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯ ทรงถูกหมิ่นประมาทเปนตน นอกจากนี้พระเจาวรวงศเธอ

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ยงทรงวางแนวทางการปฏิบัติงานศาลยุติธรรม ด้วยการรวบรวมแนวคิดการท�างาน


รวบรวมค�าพิพากษาของศาลสูงที่เปนแนวทางในการตัดสินเพื่อเปนแนวทางในการตัดสินคดี พรอมทั้งทรงบันทึก






ความเห็นสวนพระองคทายค�าพิพากษาฎกาจนเปนตนแบบมาจนถึงทกวันนี้ นอกจากนี้ยังไดทรงพระนิพนธหนังสอ





ต�ารากฎหมายลักษณะต่างๆ ที่ทรงใช้และทรงอบรมสั่งสอนแก่ลูกศิษย์ของพระองค์และสืบทอดเป็นแนวทางใน
การศึกษากฎหมายจนถึงปัจจุบัน
กิจการงานศาลยุติธรรม ถือเป็นอีกหนึ่งความส�าคัญของรัฐอันแสดงออกถึงความมีอ�านาจอธิปไตยในการ
พิจารณาพิพากษาคดีให้เกิดความยุติธรรม และกระบวนการของศาลไทยได้มีการยดถือปฏิบัติมาตั้งแต่เมื่อครั้ง



กรุงศรีอยุธยาโดยมีการปฏิรูประบบศาลครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเปนตนมา และสืบทอด
จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสภาพปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในระบบศาลตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา มีดังนี้
9

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
1. ศาลมีจ�านวนมากและขาดความชัดเจนในเรื่องเขตอ�านาจในการพิจารณาคดี ในกฎหมายตราสามดวง
ได้ก�าหนดให้มีศาลทั้งสิ้นจ�านวน 14 ศาล ดังนี้ 1) ศาลหลวง มีหน้าที่รับฟ้องและส่งไปยังศาลอื่นๆ ที่มีอ�านาจ
พิจารณาในคดีนั้นๆ และนอกจากนี้ยังท�าหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์ 2) ศาลราษฎร์ มีอ�านาจหน้าที่พิจารณาคดีที่
ราษฎร์ฟ้องกล่าวหาตระลาการท�าการข่มเหงราษฎร์ การจับกุมไม่มีอ�านาจ การยึดทรัพย์โดยไม่มีอ�านาจ เป็นต้น
3) ศาลอาญาจักร มีอ�านาจพิจารณากรณีกล่าวหาว่าจ�าเลยมิได้เป็นญาติ แต่แอบอ้างว่าเป็นญาติ แล้วท�าหน้าที่



วาความ เรียงความ เรียงค�าคูความ แก้ตางให้ตัวความ 4) ศาลนครบาล ท�าหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่มีโทษหนัก

และคดีที่มีหมายรบสั่งและปฏิบัติการพิจารณาและกราบบังคมทูลก่อนลงโทษหนัก 5) ศาลกรมวัง มีอ�านาจ

พิจารณาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่มีโทษหนัก ยกเว้นคดีโทษฆ่าผู้อน 6) ศาลแพ่งกลาง 7) ศาลแพ่งเกษม
ื่

ทั้งสองศาลนี้มีอานาจพิจารณาคดีแพ่งที่ราษฎรเป็นคู่ความและอยู่ในสังกัดกรมลูกขุนไม่ขึ้นแก่กระทรวงใด

8) ศาลมรฎก พิจารณาคดีที่ยืดเยื้อเสร็จสิ้นยากและเปนคดีความที่มีทุนทรัพยสูง 9) ศาลกรมท่ากลาง พิจารณา




คดีความระหวางชาวตางประเทศกับคนไทย 10) ศาลกรมนา พิจารณาคดีเกี่ยวกับที่นา เครองท�านาและข้าวในนา

ทั้งแพ่งและอาญา 11) ศาลคลังมหาสมบัติ พิจารณาคดีเกี่ยวกับพระราชทรัพย์ทั่วไป รวมถึงภาษีอากรและหนี้
หลวง 12) ศาลกระทรวงธรรมการ พิจารณาคดีภิกษุและสามเณรประพฤตผดวนัย 13) ศาลกระทรวงสัศดี



พิจารณาความเลกไพรหัวเมือง 14) ศาลกระทรวงแพทยา พิจารณาคดีที่กล่าวหาว่าเป็นกระสือ การท�าเสน่ห์
ยาแฝดหรือท�าแท้ง โดยศาลทั้ง 14 นั้นจะมีกระบวนการพิจารณาคดีที่แตกตางกันอยางสิ้นเชิงรวมทั้งกระบวนการ


ต่างๆ มีความสลับซับซอนยากแกการที่ประชาชนทั้งหลายจะเขาใจในกระบวนการพิจารณาของแตละศาลได และ





นอกจากนี้ศาลต่างๆ ยังขาดความเป็นอิสระในการพิจารณาคดี จนกระทั่งเสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯ ทรงกล่าว
ไว้ว่า “...วิธีพิจารณาความของศาลเหล่านี้ยังไม่เป็นรูปแบบพอจะอธิบายอย่างไร พูดแล้วจะไม่มีหลัก...” และ
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายวิธีพิจารณาความที่ศาลน�ามาใช้ถึง 5 ฉบับ โดยมีการบังคับใช้มาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จ
พระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ประกอบด้วยกฎหมายลักษณะพยาน กฎหมายลักษณะรับฟ้อง กฎหมาย


ลักษณะพิสูจน ดวยการด�าน�้า ลุยเพลิง กฎหมายลักษณะตระลาการ และพระธรรมนูญศาลโดยการพิจารณาแบบ

จารีตนครบาลนี้ จะท�าให้ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาถูกจ�ากัดสิทธิและเสรภาพเป็นอย่างมากด้วย กฎหมายให้อ�านาจ

ในการลงโทษต่างๆเพื่อเค้นหาความจริงจากตัวผู้ต้องหาได้ มีการพสูจน์ด้วยวิธีที่ทารุณ นอกจากนี้กฎหมายยัง
อนุญาตให้สามารถจับญาติพี่น้องของผู้ต้องหามาจ�าน�าเป็นตัวประกันแทนได้

2. ความมีอิสระในกระบวนการพิจารณาและความลาชาในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล นับตั้งแต ่

กรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงก่อนการปฏิรูประบบศาลในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อ�านาจ
ฝ่ายตลาการและอ�านาจฝ่ายบริหารยังไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่กันจึงทาให้ผู้บังคับบัญชาสามารถแทรกแซงฝ่าย



ตุลาการจนท�าใหตุลาการขาดความเปนอิสระจนสงผลใหประชาชนขาดความเชื่อมั่นและไววางใจในกระบวนการ






ยุติธรรม นอกจากนี้ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในอดีตนั้นเกิดความลาชาเนื่องจากกระบวนการ
พิจารณาคดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายทั้งฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจ�าเลย ตุลาการ รวมพยานต่างๆ ที่จะต้องน�า




มาพิสูจนขอเท็จจริงในชั้นศาลเปนไปในลักษณะที่เปนการถวงกระบวนความและเปนชองใหเกิดความทุจริตของ








คูความในการหาชองทางเพื่อใหชนะคดีรวมถึงเปนชองทางใหตุลาการทุจริตเพียงหาเลี้ยงครอบครว เนื่องมาจาก



ในอดีตข้าราชการไม่มีเงินเดือนมีแต่เพียงเงินเบี้ยหวัดรายปีเท่านั้น ดังนั้นการหารายได้อืนของตุลาการคือ


การพิจารณาคดีโดยกฎหมายกาหนดให้ตลาการผู้เป็นเจ้าของคดีสามารถน�าคดีไปพิจารณาและช�าระความ

ที่บ้านของตนเองได้ ดังนั้นบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีไม่ว่าจะเป็นโจทก์ จ�าเลยและพยานจึงต้องไปอยู่อาศัย
ที่บ้านตุลาการจนกว่าจะช�าระความเสร็จ จึงเป็นช่องทางให้คู่ความสามารถที่จะส่งเสียให้แก่ตุลาการได้
10

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
3. การเสียเอกราชทางการศาล สืบเนื่องมาจากที่สยามได้ท�าสนธิสัญญาเบาริ่งกับประเทศอังกฤษเพื่อ
เป็นสนธิสัญญาทางการค้าแต่ในข้อตกลงของสนธิสญญาได้ก�าหนดว่าเมื่อเกิดข้อพิพาททางการค้าใดๆ เกิดขึ้น



ก็ตามประเทศอังกฤษรวมถึงประเทศและบคคลที่อย่ในบังคับของอังกฤษจะไม่ขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาคด ี
ของศาลไทยโดยเด็ดขาดเพราะชาวตะวันตกไม่มีความเชื่อถือในระบบศาลจนส่งผลให้สยามจ�าต้องยอมให้
สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ชาวต่างชาติ










จากวิกฤการณตางๆ ที่กลาวมาท�าใหพระบาทสมเดจพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงใหความส�าคัญ และตั้ง
พระทัยที่จะด�าเนินการปฏิรูประบบศาลไทยให้เกิดความทันสมัยและเป็นที่ยอมรับแก่นานาอารยประเทศ โดย
พระองค์ทรงทุ่มงบประมาณและก�าลังคนจ�านวนมากเพื่อปฏิรูปการศาล โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเจ้านาย
หลายพระองคที่รวมจัดระบบและด�าเนินการปฏิรูปจนส�าเร็จและหนึ่งในนั้นคือ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า


ิ์
รพีพัฒนศักด กรมหลวงราชบรีดิเรกฤทธิ์” โดยปรากฏผลงานของพระองค์ในการร่วมปฏิรูปการศาลเมื่อครั้ง

ด�ารงต�าแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมพระองค์ที่ 3 ดังนี้
1. ทรงทูลเกล้าฯ เสนอและขอให้ศาลยุติธรรมมีอ�านาจก�าหนดระยะเวลาโทษได้เอง การก�าหนดโทษและ
ระยะเวลาการลงโทษจ�าเลย ถือเป็นอ�านาจของศาลยุติธรรมแต่ในอดีตนั้นเมื่อศาลพิจารณาคดีทางอาญาและมี



ค�าพิพากษาใหลงโทษใดๆ ก็ตาม ศาลไมมีอ�านาจในการก�าหนดระยะเวลาการลงโทษแกจ�าเลยไดโดยเฉพาะความผิด

ที่เกิดขึ้นในเขตพระนครนั้นศาลจะต้องกราบบังคมทูลให้พระเจ้าอยู่หัวทรงก�าหนดระยะเวลาในการลงโทษอีก
ครั้งหนึ่งจึงจะสามารถลงโทษจ�าเลยตามระยะเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงวินิจฉัยแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุดงกล่าว

ท�าให้เกิดความล่าช้าและหลายขั้นตอน เสด็จในกรมฯ จึงทรงกราบบังคมทูลขออนุญาตและขอประกาศให้ศาล




มีอ�านาจในการก�าหนดโทษและระยะก�าหนดโทษแกจ�าเลยได้ ยกเวนแตความผดที่มโทษประหารชีวต จ�าคุกตลอด


ชีวิตและโทษริบราชบาทว์ยังคงต้องกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวเพื่อวินิจฉัยเช่นเดิม
2. ทรงเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการให้มีประสิทธิภาพ ตุลาการมีหน้าที่ในการอ�านวย
ความยุติธรรมให้กับคู่ความ ดังนั้นคนที่จะเป็นตุลาการจ�าเป็นจะต้องมีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณรวดเร็วรู้เท่า
ทันกลคู่ความ ดังนั้นพระองค์จึงให้ความส�าคัญในการคัดเลือกผู้ที่จะท�าหน้าที่ตุลาการและทรงเข้มงวดในการ
ปฏิบัติหน้าที่ของของผู้พพากษาเป็นอนมากและยังทรงปลูกฝังและอบรมสั่งสอนให้ผู้พิพากษามีความซื่อสัตย์








สุจริต ขณะเดียวกันกทรงใหบุคคลที่ไมเหมาะสมแกต�าแหนงหนาที่ออกจากราชการเพื่อเปนการสรางมาตราฐาน


ของผู้พิพากษาและศาลไทยให้เป็นที่ยอมรับ จากความเข้มงวดดังกล่าวพระองค์ยังทรงกราบบังคมทูลพระบาท



สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวใหปรับอัตราเงินเดือนผพิพากษาใหสูงขึ้นเพื่อใหผูพิพากษาสามารถด�ารงตนและ








ครอบครัวไดปกติเหมาะสมและเปนการปองกันการรับสินบนและนอกจากนี้ผลงานส�าคัญของเสด็จในกรมหลวง





ราชบุรีฯที่มตอวงการศาลอีกประการที่สงผลดีมาจนถึงปจจุบนคือพระองคทรงยึดหลักใหอ�านาจศาลมีความเปน















อิสระโดยใหผูพิพากษามีความเปนอสระในการพิจารณาคดีออกจากฝายบริหารเพื่อไมใหฝายบริหารกาวกายฝาย
ยุติธรรม

3 . ทรงทูลเกลาฯเสนอและขอประกาศยกเลิกกฎหมายและแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกระบวนวิธีพิจารณา


ความแพ่ง ร.ศ.115 เนื่องมาจากพระองค์ทรงเห็นว่า พระราชบัญญัตกระบวนวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ.115

มีความบกพรองอยูหลายประการเนื่องจากผูรางกฎหมายเดิมขาดความเขาใจในหลักกฎหมายแพง กฎหมายอาญา





อีกทั้งไม่เข้าใจเรื่องตั๋วเงินและอธิบายไว้ผิดทั้งสิ้น
4. ทรงทูลเกล้าฯเสนอและแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะพยาน ร.ศ.118 เนื่องมาจากเดิมพระราชบัญญัติ
ลักษณะพยานไม่อนุญาตให้จ�าเลยในคดีอาญาอ้างตนเอง บิดา มารดา และบุตรเป็นพยานแก่ตนได้ แต่ยอม
11

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

































ให้ฝ่ายโจทก์สามารถอ้างบุคคลดังกล่าวเป็นพยานได้จึงท�าให้ไม่เกิดความยุติธรรมแก่ตัวจ�าเลยและเมื่อมีการ
แก้ไขเพิ่มเติมและประกาศใช้จึงแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความตาม
หลักสากลที่นานาอารยประเทศให้การยอมรับ


5. ทรงทูลเกลาฯ เสนอและแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญา ร.ศ.120 โดยมีสาระส�าคัญคือ





แกไขเรื่องอ�านาจศาลและอ�านาจของเจาพนักงานในการออกหมายจับ แกไขเรื่องหามมิใหผูพิพากษาออกหมายคนวัง


พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป เว้นแต่จะได้รับพระบรมราชานุญาต
6 . ทรงทูลเกล้าฯ เสนอและออกประกาศเรื่องการเรียกทรัพย์คืนจากจ�าเลย ในคดีอาญาซึ่งเป็นความผิด
ี่



เกี่ยวกับทรพย์ เสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯทรงเสนอให้สามารถเรียกคืนทรัพย์ทจ�าเลยกระท�าความผดดงนี้
ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ โดยให้ศาลมีค�าพิพากษา











เรียกทรัพยคืนไดและหามมิใหเรียกคาธรรมเนียมจากอัยการที่ยื่นค�ารองขอเรียกทรัพยแตใหผูไดรับทรัพยคนเปน



ผู้ช�าระแทน
7. ทูลเกล้าฯเสนอและแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอุทธรณ์ ร.ศ.123 เพื่อแก้ไขการยื่นอุทธรณ์ส�าหรับคดี
ที่ไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกา โดยมีเนื้อหากฎหมายคือ “คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินกว่าสองชั่งและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษา
ยืนตามค�าตัดสินของศาลชั้นต้นหรือเป็นแต่แก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้ผู้แพ้คดีอุทธรณ์ เว้นแต่ผู้พิพากษาชั้นต้นหรือ
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ได้ตัดสินนั้นเป็นปัญหาส�าคัญและอนุญาตให้อุทธรณ์หรือข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้ว่า
ราชการเมือง เจ้ากรมอัยการ หรือเนติบัณฑิตสยาม 2 นายลงชื่อในค�าอุทธรณ์จงให้อุทธรณ์ได้” และก�าหนด

เรองการทูลเกล้าฯถวายฎีกา “คดีศาลปรับไม่เกนกว่าห้าชั่งและศาลอุทธรณ์กรุงเทพหรือศาลอุทธรณ์ข้าหลวง
ื่

พิเศษพิพากษายืนตามคาพิพากษาศาลชนต้นหรือแก้ไขเล็กน้อยห้ามมิให้ผู้แพ้คดีทูลเกล้าฯถวายฎีกา เว้นแต่

ั้


ผู้พพากษาชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ได้ตัดสินนั้นเป็นปัญหาส�าคญและอนุญาตให้อุทธรณ์หรอ

ข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการเมือง เจ้ากรมอัยการ หรือเนติบัณฑิตสยาม 2 นายลงชื่อในค�าทูลเกล้าฯ ถวาย
ฎีกาจึงให้ทูลเกล้าฯถวายฎีกาได้
12

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

8 . ทรงทูลเกล้าฯเสนอและขอออกพระราชบัญญติ
พระธรรมนูญศาลยุติธรรมและพระราชบัญญัติวิธีพจารณา

ความแพ่ง ร.ศ.127 เนื่องมาจากเดิมกฎหมายทั้งสองฉบับมี





ความสลับซับซอนและแบงหมวดหมูไมชัดเจนยากแกการศึกษา

ี่
จึงทรงตั้งคณะกรรมการทั้งทเปนผพิพากษา อัยการ ทนายความ


เพื่อปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวให้ทันสมัย โดยพระราชบัญญัติ
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ.127 ได้แบ่งศาลออกเป็น 3
แผนก คือ แผนกศาลฎีกา แผนกศาลสถิตยุติธรรมกรุงเทพและ
แผนกศาลหัวเมือง
9. ทรงออกกฎเสนาบดีและค�าสั่งนายกสภาข้าหลวงที่
ส�าคัญดังนี้
9.1 กฎเสนาบดีให้ยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติ
ของศาลในการถามคูความวาประสงคจะอุทธรณในคดีนั้นๆตอ








หรือไม เนื่องจากเดิมศาลจะมีธรรมเนียมในการถามคูความกอน
มีค�าพิพากษาว่าคู่นั้นๆ มีความประสงค์ที่จะอุทธรณ์ต่อหรือไม่
หากถูกตัดสินให้แพ้คดีหรือจะเป็นการถามเพื่อให้รับตามค�า
พิพากษาของศาลชั้นต้นนั่นเอง
9.2 กฎเสนาบดีว่าด้วยเรื่องการด�าเนินคดีอย่างอนาถา




9 . 3 กฎเสนาบดวาดวยอัตราธรรมเนียมคาทนายความ เนื่องจากเดิมมีเพียงอัตราคาธรรมเนียม

ศาลและค่าป่วยการพยานต่อมาจึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติอัตราค่าธรรมเนียมทนายความ ร.ศ.123
9.4 กฎเสนาบดีว่าด้วยการห้ามผู้พิพากษาที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีลงชื่อในค�าพิพากษาหรือ
ท�าความเห็นแย้ง
โดยประกาศกฎเสนาบดีกระทรวงทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมามีการบังคับใช้มาโดยตลอดจนกระทั่ง
ประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกาศกฎ
เสนาบดีกระทรวงทั้ง 4 ข้อนี้จึงได้ถูกยกเลิกไป




9.5 ทรงจัดราชการฝายราชทัณฑ โดยพระองคทรงปฏิรปฝายราชทณฑ ์



และน�ากจการที่ทันสมัยมาใช้ด้วยการยกเลกกองมหันตโทษและกองลหุโทษที่เดิมอยู่


ในสังกัดนครบาลมาสังกัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกดขึ้นในกองมหันตโทษ
และกองลหุโทษที่ด�าเนินการโดยไม่มีระบบ ระเบียบ เนื่องจากเดิมมีการคุมขัง




ผูตองหาหรือผูตองโทษโดยไมมีขอบังคับการคุม การขับ การปลอดอยางชัดเจน



สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังไม่เหมาะสมรวมถึงการลงโทษต่างๆ ทั้ง
การเฆี่ยน โบย การถูกพันธนา การใส่ขื่อทั้งที่คอกับมือทั้งสอง
และเท้าทั้งสอง เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวพระองค์จึง

ทรงเขาด�าเนินการวางขอบังคบของเรือนจ�าใหดขึ้นและ







นอกจากนี้พระองคยังทรงไดจัดตั้งกองพิมพลายมือขึ้น
ที่กองลหุโทษ พ.ศ.2443 เพื่อให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น
13

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บรรณานุกรม
กระทรวงยุติธรรม. (2535). 100 ป กระทรวงยุติธรรม.หนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาส 100 ป กระทรวงยุติธรรม


กระทรวงยุติธรรม. กรุงเทพฯ : เพอเฟคท์ กราฟฟิค กรุ๊ป.
กิตติศักดิ์ ปกติ. (2546) การปฏิรูประบบกฎหมายไทยภายใต้อิทธิพลยุโรป. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน

ธานินทร กรัยวิเชียร. (2511) การปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา

เจ้าอยู่หัว. พระนครฯ : ส�านักนายกรัฐมนตรี.
_______. (2540) ภาษากฎหมายไทย. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เซเว่นพริ้นติ้ง กรุ๊ป จ�ากัด.





นิกร ทัสสโร. (2549). พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจารพพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ : พระบิดาแหง

กฎหมายไทย. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.





ราชสกลรพีพัฒน. (2502). เรื่องเปดพระรูปเล็กเชอรกฎหมายที่ดินและกฎหมายผัวเมียของพระเจาบรมวงศเธอ






กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์, พิมพในงานพระราชทานเพลิงศพหมอมเจาวิมวาทิตย รพีพัฒน. พระนคร :
โรงพิมพ์จันหว่า.
สถาพร มลิลา. (2496) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์) พระบิดา
และองค์ปฐมาจารย์ของนักนีติศาสตร์แห่งประเทศไทย. พระนคร : ไทยเขษม.

สมชาย ปรีชาศิลปะกุล. (2546). ความยอกยอนในประวัติศาสตรของบดาแหงกฎหมายไทย. กรุงเทพฯ: วิญญูชน.



ส�านักงานศาลยุติธรรม. (2544) รูปแบบค�าพิพากษาพร้อมค�าแนะน�า. กรุงเทพมหานคร : แสงจันทร์การพิมพ์.
http://www.thailaws.com/aboutthailaw/thai_01.htm Copyright and All Rights Reserved by www.
ThaiLaws.com Mail to [email protected]
http://www.lawheal.com/law/article_lawfather.htm
http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php?id=the-thai-bar





























14



วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






นายจ้างเรียกหลักประกันการท�างาน

หรือหลักประกันความเสียหายในการท�างาน


จากลูกจ้างได้หรือไม่




ผู้ เขียนเชื่อวา เมื่อลูกจางไปสมัครงานกับนายจาง มีลูกจางไมนอย






ที่นายจ้างเรียกให้ลูกจ้างหาหลักประกันมาวางเพอประกัน
ื่
การท�างานของลูกจ้าง หรือเพื่อประกันความเสียหายบางประการ
ที่ลูกจ้างอาจจะก่อขึ้นแก่นายจ้างในระหว่างการท�างาน และก็เป็น
ภาระแก่ลูกจ้างพอสมควร ที่จะต้องดิ้นรนหาหลักประกัน ไม่ว่าจะ

เป็นเงินสด หรือทรัพย์สิน หรือบุคคล เพื่อมาท�าสัญญาประกนไว้





กับนายจาง หากลูกจางพอมีเงินหรอทรัพยสินหรือบุคคลที่รูจัก และ
ยินยอมมาท�าสัญญาประกันให้ ก็ถือเป็นโชคดีของลูกจ้าง นายจ้าง
ก็จะรับเข้าท�างาน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกันที่ลูกจ้างไม่สามารถ
หาประกันเพื่อให้ไว้กับนายจ้างได้และส่งผลให้นายจ้างไม่รับลูกจ้าง
นั้นเข้าท�างานส่งผลให้ลูกจ้างหมดโอกาสที่จะมีงานท�า
โดย : นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร แมวาในทางปฏิบัตนายจางเรียกใหลูกจางหาหลักประกันมาไว ้






รองอธิบดีผู้พิพากษา กับนายจ้างและลูกจ้างยินยอมก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับ
ศาลแรงงานกลาง ตามสภาพความเปนจริงระหวางศักยภาพของความเปนนายจางและ










ลูกจางยอมตองถือวานายจางมีศักยภาพ มีอ�านาจตอรองที่เหนือกวา



ลูกจาง โดยหากลูกจางประสงคจะไดงานท�าก็ตองขวนขวายเอาหลัก



ประกันมาวางไว้กับนายจ้างตามที่นายจ้างเรียกร้อง ผู้เขียนจึงได้น�า
เสนอแงมุมของกฎหมายวาการจางงานทุกประเภทหรือไมที่นายจาง





มีสิทธิ์เรียกให้ลูกจ้างหาหลักประกันมาวางแก่นายจ้าง

ก อ ่ น ป 2541 (ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน


พ.ศ.2541 ใชบังคับ นายจางสามารถเรยกหลักประกันการท�างานจาก

ลูกจ้างได้โดยอิสระโดยถือเป็นเสรีภาพในการท�าสัญญา Freedom
of contract ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ก่อให้เกิดช่องว่างโดย
นายจ้างหลายรายเอาเปรียบลูกจ้าง โดยเรียกหลักประกันใน
16

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา









ต�าแหนงงานโดยไมค�านึงลักษณะงานวา จะกอใหเกิดความเสียหายแกนายจางหรือไม และบางกรณีนายจางเรียก
หลักประกันจากลูกจ้างเกินกว่าค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับเป็นจ�านวนมาก 1
จากเหตุผลข้างต้น ต่อมาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้ค�านึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกจ้าง
จึงไดบัญญัติคุมครองลกจางโดยก�าหนดลักษณะและสภาพงานและจ�านวนหลักประกนที่นายจางมีสิทธิเรียกจาก






ลูกจ้างได้ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ลูกจ้างในการสมัครงานกับนายจ้าง ดังที่มาตรา 10 บัญญัติว่า
“ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคสอง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการท�างานหรือหลักประกัน








ความเสียหายในการท�างาน ไมวาจะเปนเงิน ทรัพยสินอื่นหรือการค�้าประกันดวยบุคคล จากลูกจางเวนแตลักษณะ
หรือสภาพของงานที่ท�านั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรอทรพย์สินของนายจ้าง หรืออาจก่อให้เกิด


ความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจน
ประเภทของหลักประกัน จ�านวนมูลค่าของหลักประกันและวิธีเกบรักษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่

รัฐมนตรีประกาศก�าหนด

ในกรณีที่นายจางเรียกหรือรับหลักประกนหรือท�าสัญญาประกันกับลูกจาง เพื่อชดใชความเสียหายที่ลูกจาง









เปนผูกระท�า เมื่อนายจางเลิกจางหรือลูกจางลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ใหนายจางคืนหลักประกันพรอม






ดอกเบย ถามี ใหแกลูกจางภายใน 7 วันนับแตวนที่นายจางเลิกจางหรือวันทลูกจางลาออกหรือวนที่สัญญาประกัน



ี่

ี้



หมดอายุ แล้วแต่กรณี”
จากบทบัญญัติของมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จะเห็นสาระ


ส�าคัญของกฎหมายวา กฎหมายไมไดใหสิทธินายจางเรียกหลักประกันจากลูกจางไดทุกกรณี แตกฎหมายก�าหนด







ให้นายจ้างเรียกหลักประกันจากลูกจ้างได้ 2 กรณี ได้แก่



1 . เรียกหลักประกนการท�างาน เป็นการเรียกหลักประกนเพื่อยืนยนว่าลูกจ้างจะปฏิบัติงานหรือท�างาน
ให้นายจ้างได้ตามข้อตกลงที่ก�าหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน หากลูกจ้างปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานลูกจ้างต้อง
ิ์
รับผิดต่อนายจ้าง ก็ส่งผลให้นายจ้างมีสิทธเรียกหรือบังคับจากหลักประกันที่ลูกจ้างน�ามาวางหรือท�าสัญญากับ
นายจ้างได้


เ ช ่ น ระยะเวลาตามสัญญาจางแรงงานก�าหนดระยะเวลาที่ลูกจางตองท�างานให้นายจ้าง 1 ปหากลูกจางออก



จากงานก่อนครบ 1 ปี ถือว่า ลูกจ้างปฏิบัติผิดสัญญาจ้างจึงต้องรับผิดต่อนายจ้างตามข้อตกลงหรือหากไม่รับผิด
นายจ้างก็ย่อมมีสิทธิบังคับหรือเรียกจากหลักประกันได้



2 . เรียกหลักประกันเพื่อประกันความเสียหายจากการท�างาน เปนการเรยกหลักประกันเพื่อเปนการประกัน
ความเสียหายต่างๆที่ลูกจ้างอาจจะก่อให้เกิดแก่นายจ้างในระหว่างการท�างาน



เ ช ่ น ลูกจางที่เปนพนักงานการเงินของนายจาง ระหวางปฏิบัติหนาที่ท�าเงินของนายจางสูญหาย ตองรับผิด














ชดใชเงินคืนแกนายจาง หากลูกจางไมชาระหรือนายจางเรียกจากลูกจางไมได นายจางก็ยอมมีสิทธิเรียกจากหลัก


ประกันได้
จากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 ดังกล่าว จึงวางหลักได้ว่า นายจ้างไม่มีสิทธิ
เรียกหรือรับหลักประกันการท�างานหรือหลกประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้าง เว้นแต่ ลักษณะ

หรือสภาพงานที่ลูกจ้างท�านั้นเป็นงานที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจ
ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ดังนั้นหากเป็นงานนอกเหนือจากกรณีที่กฎหมายก�าหนด นายจ้างได้เรียก

1 พงรัตน์ เครือกลิ่น ค�าอธิบายกฎหมายแรงงานเพื่อการบริหารทรพยากรมนุษย์, บริษัทเอ็นโฟร โปรปริ้น, พ.ศ.2563,
พิมพ์ครั้งที่ 12.หน้า 107.
17

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
หรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นายจ้างต้องคืนหลักประกันแก่ลูกจ้าง หรือหาก
เป็นกรณีที่ลูกจ้างพาหาบุคคลมาท�าสัญญาค�้าประกันสัญญานั้นย่อมมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมายไม่อาจใช้
2
บังคับได้ และนายจ้างที่กระท�าการดงกล่าวถือเป็นความผิดทางอาญา ตามมาตรา 144 แห่งพระราชบัญญัติ

คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ด้วย นั่นคือ ต้องระวางโทษจ�าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือ
ทั้งจ�าทั้งปรับ


อย่างไรก็ตาม งานที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเงินหรอทรัพย์สินของนายจ้างจะหมายถงงานในลักษณะใด


บ้างนั้น ได้มีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกนการท�างานหรือ
หลักประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ข้อ 4 ก�าหนดว่า ลักษณะหรือสภาพของงานที่
นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการท�างานหรือหลักประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้างได้ ได้แก่
1. งานสมุห์บัญชี
2. งานพนักงานเก็บหรือรับเงิน
3. งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุมีค่า คือ เพชร พลอย เงิน ทองค�า ทองค�าขาว และไข่มุก
4. งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้าง หรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้าง
5. งานติดตามหรือเร่งรัดหนี้สิน

6. งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ
7. งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ การคลังสินค้า ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่าทรัพย์ ให้เช่าซื้อ ให้กู้ยืมและ
รับฝากทรัพย์ รับจ�านอง รับจ�าน�า รับประกันภัย รับโอนหรือรับจัดส่งเงินหรือการธนาคาร ทั้งนี้ เฉพาะลูกจ้างซึ่ง
เป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น

ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3034/2545 ลูกจางเปนผูจัดการสถานีบริการน�้ามนเชื้อเพลิง มีหนาทรับผิดชอบควบคุม

ี่




ื้
ทรพย์สินภายในร้านสะดวกซอ จึงเข้าลักษณะที่นายจ้างจะเรียกเงินประกันความเสียหายในการท�างานจาก
ลูกจ้างได้


ค�าพิพากษาฎีกาที่ 6137/2546 ลูกจางมิใชพนักงานการเงน แตลูกจางเปนผูจดการอาคารชุด มีสิทธิรับเงิน









จากลูกค้าและออกใบเสร็จรับเงนในนามตนเอง ควบคุมก�ากบดูแลการจัดเก็บเงนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ควบคุม
การน�าส่งทางการเงินและบัญชี ควบคุมพนักงานการเงินให้จัดเก็บเงินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และมีอ�านาจ
ตรวจสอบความถูกตองทางการเงินดวย ลูกจางจึงเปนผูมีหนาที่ควบคุมเงินของนายจาง ถือเปนงานตามประกาศ








กระทรวงแรงงานและสวัสดการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงนประกันการท�างานหรือเงิน


ประกันความเสียหายในการท�างานของลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 (เป็นประกาศฉบับเดิมก่อนที่
จะมีการยกเลิกและประกาศใช้ประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 แทน) นายจ้างเรียกเก็บเงินประกันการท�างาน
จากลูกจ้างได้


หากลักษณะหรือสภาพของงานไมเปนไปตามประกาศกระทรวงแรงงานดังกลาว นายจางไมมีสิทธิเรียกหรือ



รับหลักประกันการท�างานหรือหลักประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้าง
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 668/2544 ลูกจ้างเป็นพนักงานที่ท�าความสะอาด ไม่ใช่งานเกี่ยวกับการเงินหรือ

ทรัพยสิน ที่นายจางจะเรียกหรือรับเงินประกันการท�างานหรือเงินประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจางได ้


ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทางาน


หรือเงินประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 (เป็นประกาศฉบับเดิม
2 เกษมสันต์ วิลาวรรณ, กฎหมายแรงงาน.โรงพิมพ์เดือนตุลา, พ.ศ.2558, พิมพ์ครั้งที่ 22, หน้า 46.
18

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา







กอนที่จะมีการยกเลิกและประกาศใชประกาศกระทรวงแรงงานป 2551 แทน) นายจางจึงตองหามไมใหเรียกหรือ

รับเงนประกันการท�างานหรือเงินประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้าง เมื่อนายจ้างเลิกจ้างจึงต้องคืน

ค่าจ้างที่หักไว้เป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้าง พร้อมดอกเบี้ย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 10
(ข้อเท็จจริงในคดีนี้ คือ ระเบียบของนายจ้างว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ก�าหนดให้เงินสะสมของพนักงาน
หรือลูกจ้าง รวมทั้งดอกเบี้ย เป็นเงินประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยการกระท�าหรืองดเว้นการกระท�าของ
พนักงานหรือลูกจ้างนั้นๆ และนายจ้างไม่คืนเงินที่หักไว้แก่ลูกจ้างเมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้น)
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3039/2550 ลูกจ้างเป็นช่างซ่อมบ�ารุง ไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน









ของนายจ้าง ที่นายจางหักคาจางรอยละ 5 ไวเปนเงินประกันหรือเงินสะสม โดยไมไดรับความยินยอมจากลูกจาง
เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 และมาตรา 76 จึงเป็นกฎหมายเกี่ยวกับ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ลูกจ้างจะท�าผิดระเบียบข้อบังคับการท�างานของนายจ้างหรือไม่ก็ตาม
นายจ้างไม่อาจอ้างระเบียบข้อบังคับการท�างานของนายจ้าง เพื่อปฏิเสธที่จะคืนเงินค่าจ้างของลูกจ้างที่นายจ้าง
หักไว้
อยางไรก็ตามแมตามประกาศกระทรวงแรงงานจะก�าหนดลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจางจะเรียกหรือ




รับหลักประกันการท�างานหรือหลักประกันความเสียหายในการท�างานจากลกจ้างได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติ
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติประโยคหนึ่งว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง”




จึงแสดงวา การท�าสัญญาจางแรงงานมาตรา 51 วรรคหน่ง ไมอยูภายใตบังคับแหงมาตรา 10 นั่นคอ หากเป็นการ




จ้างลูกจ้างที่เป็นเด็ก นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้างที่เป็นเด็กไม่ได้

เมื่อทราบถงลักษณะและสภาพงานที่นายจ้างมีสิทธิเรียกหรือรับหลักประกันการท�างานหรอหลักประกัน

ความเสียหายจากการท�างานจากลูกจ้างแล้ว ประกาศกระทรวงแรงงาน ยังได้ก�าหนดประเภทหลักประกันที่
ลูกจางจะสามารถน�ามาวางต่อนายจ้างได้ 3 ประเภทคือเงินสด ทรัพยสินและการค�้าประกันดวยบคคล ซึ่งประกาศ




กระทรวงแรงงานได้ก�าหนด วิธีการปฏิบัติของนายจ้างต่อหลักประกันที่ลูกจ้างน�ามาวางแต่ละประเภท ดังนี้
1. เงินสด
จ�านวนเงินที่นายจ้างเรียกหรือรับต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ โดย

นายจางมีหนาที่น�าเงินประกันดงกลาวฝากไวกับธนาคารพาณิชยหรือสถาบันการเงินอื่น โดยจัดใหมีเงินฝากของ






ื่
ลูกจ้างแต่ละคน และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอน ชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบ
ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับเงินประกัน ซึ่งหากมีค่าใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้นจากการด�าเนินการดังกล่าว ผู้ที่เป็นผู้ออก
คือนายจ้าง


ปญหาที่เกิดขน คือ หากนายจางเรียกเงินประกันจากลูกจางไวโดยชอบ แตปรากฏวานายจางไมปฏิบัตตาม






ึ้

ประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าว คือ เมื่อเอาเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินแล้ว แต่ไม่แจ้งชื่อ


ใหสถาบันการเงินหรือบัญชีและเลขที่บัญชีใหลูกจางทราบอันเปนการไมปฏบัติตามหลักเกณฑที่ประกาศกระทรวง





แรงงานก�าหนดก็ตาม ก็ไมมีผลกระทบตอการเรียกเก็บเงินประกันความเสียหายที่นายจางเรียกจากลูกจางโดยชอบ




และนายจ้างมีสิทธิน�าเงินประกันดังกล่าวมาหักจากค่าเสียหายที่ลูกจ้างก่อให้เกิดแก่นายจ้างในการท�างานได้
(ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3034/2545)
2. ทรัพย์สิน โดยทรัพย์สินที่นายจ้างเรียกหรือรับเป็นหลักประกันได้ ได้แก่
2.1 สมุดเงินฝากประจ�าธนาคาร
2.2 หนังสือค�้าประกันของธนาคาร
19

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา











ซึ่งทรพยสินดังกลาวตองมีมูลคาไมเกิน 60 เทาของอัตราคาจางรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจางไดรับ โดย นายจ้าง

จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือให้ลูกจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรพย์สินที่น�ามาเป็นหลักประกันให้เป็นของ
นายจ้างหรือบุคคลอื่นไม่ได้
3. การค�้าประกันด้วยบุคคล
โดยให้ลูกจ้างจัดหาบุคคลมาท�าสัญญาค�้าประกันกับนายจ้าง วงเงินในการท�าสัญญาค�้าประกันที่นายจ้างมี
สิทธิ์เรียกให้ผู้ค�้าประกันรับผิดต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวัน โดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ
ส�าหรับ สัญญาค�้าประกันนายจ้างจ�าต้องท�า 3 ฉบับ ให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ค�้าประกันเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ


แ ม ต ้ า ม ป ร ะ ก า ศ ก ร ะ ท ร ว ง แ ร ง ง า น ไ ด ก ้ าหนดหลักประกัน 3 ประเภทข้างต้น หากลูกจางมีหลักประกันอยาง









ใดอยางหนงไมเพียงพอที่จะน�ามาเปนหลักประกันตอนายจาง นายจางมีสิทธิเรียกหลักประกันหลายประเภทรวม








กันจากลูกจางได แตเมื่อค�านวณจานวนมูลคาหลักประกันทุกประเภทรวมกนตองไมเกิน 60 เทาของอัตราคาจาง



รายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ
หากปรากฏว่านายจ้างไม่น�าพาต่อประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 โดยให้ผ้ค�้าประกันระบุในสัญญา


ี้

ี่
ค�้าประกันว่าจะรับผิดในฐานะลูกหนร่วมในความเสียหายทลูกหนี้ลกจ้างก่อหนี้จนครบ เช่นนี้ จะเหนว่าสัญญา
ค�้าประกันดังกล่าวขัดต่อประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 ประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 ออกโดยอาศัย



อ�านาจตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่เปนกฎหมายที่มุงคุมครองลูกจางซึ่งถือเปนผูดอยโอกาส





กว่านายจ้างในขณะทาสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญา














ค�้าประกนที่นายจางใหผูค�้าประกันท�าดังกลาว จึงตกเปนโมฆะ ใชบังคับไมได แมตอมาลูกจางจะกอใหเกิดความเสียหาย

แก่นายจ้าง นายจ้างก็จะอ้างสัญญาค�้าประกันเรียกให้ผู้ค�้าประกันรับผิดไม่ได้ (ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2782/2560)
ประเด็นปัญหาที่เกิดตามมาคือ นายจ้างให้ลูกจ้างน�าบุคคลมาค�้าประกัน ในขณะที่ใช้ประกาศกระทรวง
ื่
แรงงานและสวัสดิการสังคม เรอง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการท�างานหรือเงินประกัน
ความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 โดยในประกาศฉบับนี้ไม่ได้จ�ากัดวงเงินค�้า
ประกนที่นายจ้างจะเรียกให้ผู้ค�้าประกนรับผิดไว้ แต่ต่อมาประกาศฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกและให้ใช้ประกาศ



กระทรวงแรงงานปี 2551 แทน ซึ่งประกาศกระทรวงแรงงานป 2551 จ�ากัดวงเงินค�้าประกันที่นายจางจะเรยกให ้




ผู้ค�าประกนรับผิดเพียงไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ เช่นนี้แล้ว ตามประกาศ



กระทรวงแรงงานปี 2551 ข้อ 12 ก�าหนดใหนายจางที่เรียกหรือรับหลกประกันการท�างานหรือหลักประกันความ


เสียหายในการท�างานจากลูกจางเกินมูลคาจากที่ก�าหนดในประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 ก�าหนดให้นายจ้าง
ด�าเนินการใหมีหลักประกันไมเกินจ�านวนมลคาของหลักประกันตามทกาหนดในประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551







และประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป ก็มีปัญหาว่าผู้ค�้า
ประกันดังกล่าวจะต้องรับผิดในจ�านวนเท่าใดต่อนายจ้าง จะรับผิดตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ



สังคมป 2541 ซึ่งเปนประกาศขณะท�าสัญญาค�้าประกัน โดยไมจ�ากัดวงเงิน หรือตองรับผิดตามประกาศกระทรวง

แรงงานป 2551 ที่จะตองรับผิดในวงเงินไมเกิน 60 เทาของอัตราคาจางรายวันโดยเฉลยที่ลูกจางไดรับ ซึ่งในประเด็น
ี่








�้
นี้ก็ต้องพิจารณาว่าหนี้ที่ผู้ค�้าประกัน ต้องรับผิดต่อนายจ้างเกิดมีขึนในวันใด หากหนี้ที่ผู้คาประกันต้องรบผิด


เกิดก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันที่ประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 มีผลใช้บังคับ ผู้ค�้าประกันต้อง





รับผิดตามสัญญาค�้าประกน สวนกรณีหนี้ทผูค�้าประกนตองรับผิดเกิดขึ้นตั้งแตหรือหลังจากวันดังกลาว ความรับผิ

ี่

ดของผู้ค�้าประกันจะถูกจ�ากัดไว้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยของลูกจ้างที่ได้รับ (ค�าพิพากษา

ฎีกาที่ 207/2559) และแมจะปรากฏวาในสัญญาค�้าประกันที่ผูค�้าประกันท�าไว จะมีขอสัญญาวายอมรับผิดอยาง






20

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ลูกหนี้ร่วมกับลูกจ้างก็ตาม กรณีความรับผิดของผู้ค�้าประกันที่ต้องบังคับตามประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551









จึงเปนประกาศที่ใชบังคับขณะความรับผิดของผูค�้าประกันเกิดขึ้น นายจางจึงไมอาจอางใหผูค�้าประกันรับผิดอยาง
ลูกหนี้ร่วมและตามจ�านวนที่ลูกจ้างจะต้องรับผิดได้ แต่เรียกให้ผู้ค�้าประกันรับผิดได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่า
จ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ส่วนความรับผิดที่เกินกว่านั้น ถือว่าขัดต่อประกาศกระทรวงแรงงานปี
2551 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (เพราะนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันฝ่าฝืน


หลักเกณฑและเงื่อนไขที่กาหนดตองรับผิดทางอาญาตามพระราชบญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 144)



มีผลให้ข้อตกลงในส่วนที่เกินกว่าที่กฎหมายก�าหนดเสียเปล่าไป (นัยค�าพิพากษาฎีกาที่ 13530/2557)
ในส่วนหลักประกันที่นายจ้างเรียกจากลูกจ้างเป็นเพียงหลักประกันในการท�างานหรือหลักประกันความ



เสียหายในการทางานของลูกจางเทานั้น จึงตองถอวาหลักประกันดังกลาวเปนของลูกจาง ดังนั้น เมื่อลูกจางไมได ้










กระท�าใหเกิดความเสียหายใดๆ แก่นายจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง
ก�าหนดใหนายจางมีหนาที่คืนหลักประกัน พรอมดอกเบี้ย ถามี แกลูกจางภายใน 7 วันนับแตวันที่นายจางเลิกจาง










หรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี

ตามที่กล่าวมาข้างต้นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายทเกี่ยวกับความสงบ







ี่
เรียบรอยของประชาชน ดังนั้น นายจางจะมีขอตกลงอืนทนอกเหนือจากทีมีบญญติไวตามพระราชบญญัติคมครอง





แรงงาน พ.ศ.2541 ก�าหนดไม่ได้ มิฉะนั้นข้อตกลงดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะ
ค�าพิพากษาฎีกาท 8029/2544 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง
ี่
หมายความว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ และลูกจ้างไม่ก่อให้เกิดความ



เสียหายแกนายจาง นายจางจะตองคืนเงินประกันทั้งหมดแกลูกจาง ขอตกลงในสัญญาจางในขอที่ลกจางไมขอรับ









เงินประกันทั้งหมดคืน ขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน





ย่อมตกเป็นโมฆะ เมื่อการผิดสัญญาของลูกจางไมกอใหเกิดความเสียหายใดๆ แก่นายจ้าง นายจางจะตองคืนเงิน

ประกันการท�างานทั้งหมดแก่ลูกจ้าง

ค�าพิพากษาฎีกาที่ 8211/2547 พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติ






ว่า ในกรณีที่นายจางเรียกหรอรับเงินประกนหรือท�าสัญญาประกันกับลูกจางเพื่อชดใชความเสียหายที่ลูกจางเปนผู ้




กระท�า เมื่อนายจางเลิกจาง หรือลูกจางลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ใหนายจางคืนเงินประกันพรอมดอกเบี้ย



ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้าง หรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้น
อายุ แล้วแต่กรณี ดังนี้ ข้อตกลง ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ว่าหากลูกจ้างลาออกก่อน 24 เดือนลูกจ้างขอสละ
สิทธิไม่รับเงินประกน แม้จะตกลงกันก่อนที่นายจ้างจะจ้างลูกจ้าง แต่ก็เป็นข้อตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติ

ของพระราชบัญญติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

ของประชาชน ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 151
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 12620/2558 พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติ

ว่า ในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระท�า เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือ








ลูกจางลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ใหนายจางคืนหลักประกันใหแกลูกจาง หมายความว่า นายจางตองคืน
เงินหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะหักไปช�าระหนี้อื่นที่ไม่ใช่ค่าเสียหายจากการท�างานให้แก่นายจ้างไม่ได้



แมลูกจางยินยอมใหนายจางหักเงินหลักประกนการท�างานของลูกจางไปช�าระคาประกันอุบัตเหตุสวนบุคคล






ของลูกจ้าง ซึ่งเป็นการยินยอมให้นายจ้างไม่ต้องคืนเงินหลักประกันแก่ลูกจ้างทั้งๆที่ไม่ใช่หนี้ค่าเสียหายจากการ
ท�างานให้แก่นายจ้าง ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมาย
21

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา






เกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ข้อตกลงเป็นโมฆะ ไมมีผลใชบังคับ เมื่อนายจางเลิกจาง นายจ้างต้อง
คืนเงินประกันการท�างานแก่ลูกจ้างเต็มจ�านวน






กรณีนายจางตองคืนหลักประกันที่เปนเงินแกลูกจางตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา
10 วรรคสอง ภายในระยะเวลาที่กฎหมายก�าหนด หากนายจ้างฝ่าฝืน ผลคือ นายจางตองรบผิดเสียดอกเบี้ยใหแก ่






ลูกจางในระหวางเวลาผิดนัดรอยละ 15 ตอปตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง




นอกจากนี้หากนายจ้างจงใจไม่คืน โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ
15 ของเงินที่ค้างทุกระยะเวลา 7 วันตามมาตรา 9 วรรคสองด้วย





ซึ่งในสวนดอกเบี้ยนั้นจะเห็นวานายจางตองจายดอกเบี้ยในเงินประกันที่ผิดนัดในจ�านวนที่สูงกวาการผิดนัด



ในหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ซึ่งกรณีดังกลาว เปนกรณีที่กฎหมายก�าหนดดอกเบี้ยไวเปนการ




เฉพาะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ในส่วนความรับผิดในการเสียเงินเพิ่มนั้นต้องปรากฏว่านายจ้างจงใจไม่คืนเงินประกัน โดยปราศจากเหตุ
อันสมควร คือ นายจ้างรู้ว่าต้องคืนเงินประกัน สามารถคืนได้ แต่ไม่ยอมคืนให้โดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฟังไม่

ไดวานายจางจงใจผิดนัดไมคืนเงินประกันโดยปราศจากเหตุอันสมควร นายจางมีความรับผิดเพียงเสียดอกเบี้ยใน




3
อัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่มีความรับผิดในการเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 5331/2550 เงินเพิ่มที่นายจ้างจะต้องเสียให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่าย
ทุกระยะเวลา 7 วันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง นั้นจะต้องเป็นกรณี
ที่นายจ้างจงใจหรือไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยปราศจากเหตุอันสมควร แต่ลูกจ้างฟ้องคดีนี้ก่อนพ้นก�าหนด 7 วัน
นับแต่วันที่ลูกจ้างลาออก ยังถือไม่ได้ว่า เป็นกรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายเงินประกันการท�างานให้แก่ลูกจ้าง
หรือไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยปราศจากเหตุอันสมควร นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้าง

ค�าพิพากษาฎีกาที่ 4678/2558 นายจางใหการตอสูวา นายจางไมคืนเงินประกันการท�างานเพราะลูกจาง







ไม่คืนสัญญาค�้าประกันการท�างาน และยังไม่สามารถเรียกเก็บเงินทพนักงานขายรับผิดชอบได้ทั้งหมด จึงยังมี
ี่
ข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง การที่นายจ้างไม่คืนเงินประกันการท�างานในส่วนที่ขาดให้แก่ลูกจ้าง
จึงถือไม่ได้ว่านายจ้างจงใจไม่คืนเงินประกันการท�างานให้แก่ลูกจ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควร
สรุป การที่ลูกจ้างท�าสัญญาจ้างแรงงานกับนายจ้าง นายจ้างไม่มีสิทธิเรียกหรือรับหลักประกันการท�างาน
หรือหลักประกันความเสียหายในการท�างานจากลูกจ้าง เว้นแต่เป็นลักษณะหรือสภาพของงานที่ก�าหนดไว้ตาม

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑและวิธการเรียกหรือรับหลักประกันการท�างานหรือหลักประกันความ









เสียหายในการท�างานจากลูกจาง พ.ศ.2551 เทานั้น และหาใชวาแมจะเปนลักษณะหรือสภาพงานที่นายจางเรยก





หรอรบหลักประกันจากลกจางไดแลว นายจางจะเรียกหรือรับหลกประกันเทาไหรก็ไดแตนายจางมีสิทธิเรียกหรอ















รับหลักประกันไมวาจะเปนเงินสด ทรัพยสิน หรือการค�้าประกันดวยบุคคล ไมเกิน 60 เทาของอัตราคาจางรายวัน



โดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับเท่านั้น อีกทั้งเมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ นายจ้าง
ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือ





ลูกจางลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ มิฉะนั้นหากหลักประกันเปนเงิน นายจางตองเสียดอกเบี้ยแกลูกจางใน

ระหวางเวลาผิดนัดรอยละ 15 ต่อปี หรือหากปรากฏวานายจางจงใจไมคืนเงินประกันดังกลาวจะตองเสียเงินเพิ่ม







แก่ลูกจ้างอีกร้อยละ 15 ของเงินประกันที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน
3 พงรัตน์ เครือกลิ่น, ค�าอธิบายกฎหมายแรงงานเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์, อ้างแล้ว, หน้า 123.
22

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






การน�าเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน

มาใช้ในการพิสูจน์


ความผิดในคดีอาญา





อดีต ม้าแข่งที่มีชื่อเสยงโด่งดังมากที่สุดในออสเตรเลียที่มี
ในชื่อไทยๆ ว่า “ฟ้าแลบ” (Phar Lap) ขณะเดินสายไปแข่ง
ที่สหรัฐอเมริกา ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย วันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1932


ฟาแลบมีอาการน�้าลายฟูมปาก เจ็บปวดทุรนทุรายจนกระทั่งยืนไมได ้

และเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่ชัวโมงต่อมา จากการพิสูจน์ซากโดย
ทีมสัตวแพทย์พบว่าอวัยวะภายในของฟ้าแลบบวม พอง และหยุด
ท�างาน แต่ไม่สามารถสรุปสาเหตุการตายได้อย่างแน่ชัด จนกระทั่ง

ในปี ค.ศ.2006 นักวทยาศาสตรชาวออสเตรเลียไดน�าขนแผงคอของ


ม้าฟ้าแลบ 6 เส้น ที่ถูกสตัฟฟ์ไว้มาตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุการตาย



อีกครั้งดวยกระบวนการใชแสงซินโครตรอนในยานรังสีเอ็กซ ผลลัพธ ์

ที่ได้คือพบสาร Arsenic หรือสารหนูที่เป็นสารพิษ ปริศนาการตาย
โดย : นายมณฑล ยอดรัก ของม้าที่ชื่อ “ฟ้าแลบ” จึงได้ถูกเปิดเผยถึงสาเหตุการตายที่แท้จริง
*
1
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่าเกิดจากการถูกวางยาพิษ
ประจ�ากองผู้ช่วยผู้พิพากษา แสงซินโครตรอน (Synchrotron) คือแสงที่ถูกปลดปล่อย
2
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ออกมาจากอิเล็กตรอนที่เลี้ยวโค้งด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง
อาจารย์พิเศษหลักสูตร กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คืออเล็กตรอนเป็นอนุภาคที่มีประจุซงมี

ึ่
นิติศาสตรบัณฑิต
อนุภาคที่เรียกว่าโฟตอนล้อมรอบ ดังนั้นเมื่ออิเล็กตรอนเลี้ยวโค้งจึง
ท�าให้อนุภาคโฟตอนถูกสลัดออกมา และอนุภาคโฟตอนที่ถูกสลัด
ออกมานี้ก็คือแสงซินโครตรอน ลักษณะพิเศษของแสงซินโครตรอน


ก็คือ เปนแสงที่มีความเขมสูงจึงมีคาพลังงานตอเนื่องครอบคลุมชวง



* น.บ. (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) (มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์), น.บ.ท., น.ม. (มหาวิทยาลัยรามค�าแหง)
1 สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) “ไขปริศนาการตายของมาฟ้าแลบ” , สืบค้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2564, https: //
www.facebook.com > SLRI THAILAND > posts/ 2194055930641739/
2 สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) “ความรู้เกี่ยวกับแสงซินโครตรอน” , สืบค้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2564, https: //
www.slri.or.th /2010-11-02-00-11-36 html

23

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา










พลงงานกวางตั้งแตชวงของรงสีอินฟราเรดจนถึงรังสีเอ็กซ ท�าใหสามารถน�าไปประยุกตใชประโยชนไดหลากหลาย

เช่น น�ามาใช้ศึกษาองค์ประกอบและโครงสร้างของวัสดุต่างๆ

ในต่างประเทศได้มีการน�าเทคโนโลยีแสงซนโครตรอนมาใช้ในการคลี่คลายคดีแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี





พ.ศ.2541 เกิดคดีลอบใสสารพิษในแกงกะหรี่แลวน�าไปแจกจายในงานเทศกาลอาหารพื้นเมืองที่จงหวดวาคายามะ








ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุน จนท�าใหมีผูเสียชีวิต เมื่อมการจับกุมผูตองหาปรากฏวาผูตองหาใหการปฏิเสธจึง


มีการน�าเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนมาตรวจวิเคราะห์กับวัตถุพยานต่างๆ และพบว่าอุปกรณ์ท�าอาหารทุกอย่าง
ของผู้ต้องหาต่างปนเปื้อนสาร Arsenic ทั้งสิ้น ในที่สุดศาลได้ตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหาดังกล่าว 3

ส�าหรับประเทศไทยต�ารวจและ DSI เคยน�าเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนมาใชในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน
4
เช่นกัน โดยเคยน�ามาใช้ตรวจสอบเครื่องประดับว่าเป็นของโบราณหรือเพิ่งผลิตขึ้นใหม่ในปัจจุบัน แต่เพิ่งน�ามา
ใชพิสูจนในกรณีมีผูเสียชีวิตเปนครั้งแรกในคดีที่เรารจักกันวา “คดีนองชมพู” โดยนามาใชตรวจวิเคราะหเสนผม













เส้นขน ด้วยคุณสมบัติของแสงซินโครตรอนที่สามารถฉายรังสีเอ็กซ์ที่มีรังสีเข้มกว่ารังสีปกติ ท�าให้สามารถตรวจ

วิเคราะหไดละเอียดกวาในการดูองคประกอบธาตุในวัตถุ โดยเฉพาะในการตรวจเส้นผมจะสามารถแบ่งแยกได้ว่า



เป็นขนสัตว์หรือผมของมนุษย์ หรือขนบริเวณอื่นได้ กับสามารถบอกได้ว่าองค์ประกอบของเส้นผมที่เก็บมาจาก
สถานที่ต่างๆ ในคดีนั้นในเบื้องต้นมาจากที่เดียวกันหรือไม่ อันจะน�าไปสู่การไขปริศนาในทางคดีต่อไป
ปัจจุบันมีการน�าพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพิสูจน์การกระท�าความผิดในคดีอาญาหลาย

กรณี และนับวันก็ยิ่งจะใหความส�าคญกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตรเพิ่มมากขึ้นเพราะเห็นวาพยานหลักฐาน





ทางวิทยาศาสตร์มความเที่ยงตรงสูง พยานหลักฐานทางวทยาศาสตร์ (Scientif c Evidence)หมายถึง พยาน
หลักฐานที่เกิดขึ้นด้วยการวิเคราะห์หรือวิจัย ไม่ว่าจะในทางฟิสิกส์ เคมี หรือทางชีววิทยา อันเป็นกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การน�าเทคโนโลยีเครื่องจับเท็จมาใช้ในคดีอาญา เป็นต้น แต่ในปัจจุบันที่นิยมน�ามาใช้กัน
5
มากก็คือ การตรวจรหัสพันธุกรรม (Deoxyribonucleic Acid ; DNA) หรือ ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้น
ฐานของสารพันธุกรรมของมนุษย์ เป็นตัวก�าหนดลักษณะต่างๆ ในคนๆ นั้น เช่น การตรวจ ลายพิมพ์นิ้วมือจาก
รหัสพันธุกรรม (DNA Fingerprint) การตรวจคราบเลือด คราบอสุจิ เส้นขน เส้นผม เพื่อหาตัวผู้กระท�าความผิด


เป็นต้น และลาสุดพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตรที่น�ามาใชในคดีนองชมพูก็คือเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนที่น�า






มาใชตรวจองคประกอบและโครงสรางของเสนผมหรือเสนขนที่เปนพยานวัตถุในคดีเพื่อหาตัวบุคคลผูเกี่ยวของกับ






การกระท�าความผิด ส�าหรับการน�าความรูทางวิทยาศาสตรสาขาตางๆมาประยุกตใชในคดีเพื่อผลในการบังคับใช ้




กฎหมายและการลงโทษนี้เรียกกันว่า นิติวิทยาศาสตร์ (Forensic science) 6
3 Magazine Online, “ซินโครตรอน เทคโนโลยีระดับโลก ไขคดีดังประเทศญี่ปุ่น” ,สืบค้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2564, https: //
today.line.me > th/ v2 / article/ rpm 6 MX
4 ไทยรัฐออนไลน, “เครื่องซนโครตรอน หนึ่งในเทคโนโลยีสดล�้าในไทย” สืบคนเมื่อ 30 มิถุนายน 2564, https: // www.thairath.




co.th / new / local / northeast / 2109290
5 ประมูล สุวรรณศร, “พยานหลักฐานทางวิทยาการ” ,ดุลพาห, ปีที่ 2 , เล่ม4 (เมษายน 2498),น.8. อ้างถึงใน อุดม รัฐอมฤต,ค�า
อธิบายกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน,พิมพ์ครั้งที่ 7 แก้ไขเพิ่มเติม (กรุงเทพฯ : โครงการต�าราและเอกสารประกอบการสอน
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2562) น. 273.
6 อรรถพล แช่มสุวรรณวงศ์ และคณะ, นิติวิทยาศาสตร์ 1 เพื่อการสืบสวนสอบสวน, พิมพ์ครั้งที่ 5 (กรุงเทพ ฯ : จี.พี.บี เซ็นเตอร์,
2551) น.2
24

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตรเพิ่งไดรับการบัญญัติเพิ่มเตมในกฎหมายพยานหลักฐานของไทยในประมวล




กฎหมายวธพิจารณาความแพ่งมาตรา 128/1 เมื่อปี 2550 และในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
7
8
มาตรา 131/1 และมาตรา 244/1 เมื่อปี 2551 และสามารถน�ามาใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ตามหลัก
กฎหมายพยานหลักฐานทั่วไปในฐานะพยานวัตถุ อย่างไรก็ตามในคดีอาญาแม้โจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานทาง
วิทยาศาสตร์มาใช้ในคดี ก็มิได้หมายความว่าจ�าเลยจะพ้นจากความผิดไปได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 265/2562 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจ�าเลยประการแรกว่า จ�าเลยใช้ช่อง




ปากของจ�าเลยอมและดูดอวัยวะเพศของผูเสียหายดังที่ศาลอุทธรณวินิจฉัยหรือไม เห็นวา แมโจทกจะมประจักษ ์



พยานที่เบิกความยืนยันว่ามีการกระท�าความผิดเกิดขึ้นคือผู้เสียหายเพียงปากเดียว แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จ
จริงที่ว่าผู้เสียหายเป็นศิษย์ที่อยู่ในความดูแลของจาเลยระหว่างการเดินทางไปทัศนศึกษาทต่างประเทศ ก่อน

ี่
ี่

เกิดเหตุ จ�าเลยไปร่วมเล่นไพ่ภายในห้องพักของผู้เสียหายกับพวกในเวลากลางคืนแล้วพักค้างคนทห้องพักของ


ผูเสียหายกับพวก แสดงใหเห็นถึงความสนิทสนมระหวางจ�าเลยและผูเสียหายกับพวกซึ่งเปนศิษยผูเสียหายจงไม ่












นาจะมีสาเหตุใหเบิกความเพื่อปรักปร�าจ�าเลยในเรื่องที่มีแตจะสรางความเสื่อมเสียแกทุกฝายรวมถึงตัวผูเสียหาย









ด้วย เหตุที่เจาพนักงานผูเกี่ยวของตรวจรางกายผูเสียหายแลวไมพบรองรอยผิดปกติ หรือพยานหลักฐานอื่นอันจะ









ยืนยันวาผูเสียหายถูกลวงละเมิดทางเพศ อาจเปนเพราะผูเสยหายไมไดถูกลวงละเมิดทางเพศอยางรุนแรงถึงขนาด



ที่จะท�าให้เกดร่องรอยหรือบาดแผลจนสามารถตรวจพบได้ จึงท�าให้เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องตรวจพบสิ่งผดปกติ

ที่จะน�ามาตรวจเพิ่มเติมเพื่อยนยันผลในทางวิทยาศาสตร์ได้ การที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มา




สนับสนุน จึงหาใชขอทจะยืนยันวาจ�าเลยไม่ได้กระทาการใดๆ อันเปนการลวงละเมิดทางเพศแกผูเสียหาย ประกอบ


ี่



กับจ�าเลยอ้างในฎีกาว่า จ�าเลยเพยงแตใชอวัยวะเพศของจ�าเลยเสียดสีถูไถกับอวยวะเพศของผูเสียหายเพื่อสนอง






ความใคร่ของจ�าเลย แสดงถงพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนทางเพศของจ�าเลยอันเป็นการเจือสมกบพยานหลักฐานของ
โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จ�าเลยใช้ช่องปากอมและดูดอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพื่อสนองความใคร่นั้น
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
การน�าพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในคดีนั้นมีข้อที่ควรจะต้องให้ความส�าคัญก็คือพยานหลักฐาน

ทางวิทยาศาสตรที่น�ามาใชในคดีนั้นจะมีน�้าหนักใหรับฟงไดหรอไม เพียงใด จ�าตองพิจารณาดวยวา กระบวนการ









ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปหรือไม่ ตลอดจนได้รับการยอมรับในวง
วิชาการหรือวิชาชีพหรือไม่ด้วย 9
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 734/2553 เครื่องจับเท็จเป็นเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่น�าผลการตอบค�าถาม
ของจ�าเลยมาวิเคราะห์ตามหลกวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจ�าเลยพูดจริงหรือพูดเท็จ






อันมีลักษณะเปนเพียงความเห็นทางวิชาการยอมไมอาจน�ามาพิสูจนทราบถึงขอเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระท�าผิด
ของจ�าเลยเป็นที่แน่ชดได้ ต่างกบการพิสูจน์ตัวบุคคลที่อาจพิสูจน์ทราบได้โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์


เมื่อโจทกและโจทกรวมไมมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบใหเห็นวาจ�าเลยฆาผูตายประการใด ล�าพังเครื่องจับเท็จ








และความเห็นของผู้ช�านาญด้านเครื่องจับเท็จยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสยว่า จ�าเลยเป็นคนร้ายฆ่า


ผู้ตาย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จ�าเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญา มาตรา
227 วรรคสอง
7 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2550
8 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่28) พ.ศ. 2551
9 โสภณ รัตนากร, ค�าอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน, พิมพ์ครั้งที่ 10, (กรุงเทพ ฯ : ส�านักพิมพ์นิติบรรณการ, 2553) น.484.
25

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ค�าพิพากษาฎีกาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ศาลยอมรับว่าเครื่องจับเท็จเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
และมิได้ปฏิเสธที่จะรับฟังข้อมูลที่ได้จากเครื่องจับเท็จนี้ เพียงแต่ว่าในคดีนี้ยังไม่อาจรับฟังข้อมูลที่ได้จากเครื่อง



จับเทจและความเห็นของผูช�านาญดานเครองจับเท็จในคดีนี้ไดอยางแนชัดพอที่จะท�าใหศาลปราศจากสงสัยตาม




ื่
สมควรว่าจ�าเลยเป็นผู้กระท�าความผิด จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จ�าเลย


ี่



ดวยเหตุนี้เอง ในทางคดีจึงมีความจ�าเปนตองใชพยานผูเชยวชาญมาเบิกความประกอบพยานหลักฐานทาง
วิทยาศาสตร์นั้นๆ ด้วย เพื่อให้เห็นว่าความรู้หรือเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์นั้นคืออะไร มีระบบการตรวจ
วิเคราะห์หรือการท�างานอย่างไร สามารถน�ามาใช้ประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีในเรื่องใด และมีความ
แม่นย�าที่น่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดด้วย เพราะจะมีผลต่อการให้น�้าหนักในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 5206/2559 ร. เป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมเกยวกับการวิเคราะห์ภาพถ่าย
ี่
ทางอากาศและแผนที่ ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญอันเป็นพยานหลักฐานประเภทหนึ่งที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา บัญญัติรับรองไว้และยังเบิกความเป็นพยานต่อศาลโดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243 รายงานผลการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศที่ ร. จัดท�าขึ้นผ่าน



ขั้นตอนการจัดท�าทั้งการถายรูป ส�ารวจ และท�าแผนที่ภาพถายทางอากาศโดยผูเชยวชาญหรือผูมีวิชาชีพในแตละ
ี่


สาขานั้นโดยตรง และเป็นไปตามหลักวิชาการ มีมาตรฐาน แม้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้แต่ก็ผ่านกระบวนการ
ตรวจสอบผลโดยคณะกรรมการตรวจสอบผลการวิเคราะห์ อ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ อันเป็น
กระบวนการตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอื่นอย่างเป็นระบบ ประกอบกับมีการซักถามและอธบายโดยใช้

เครื่องมืออุปกรณ์ฉายภาพประกอบ อันถือว่าผ่านกระบวนการตรวจสอบพสูจน์ในศาลจนเป็นที่ยอมรับและสิ้น


สงสัย พยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานทางวทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบและพิสจน์ถึงความถูกต้องเป็น

จริงได้ จึงมีน�้าหนักน่าเชื่อถือ
พยานผู้เชี่ยวชาญ (Expert witness) หมายถึง พยานผู้มาเบิกความให้ความเห็นต่อศาลในฐานะเป็นผู้มี
ิ้
ความรู้ความช�านาญเป็นพิเศษในวิชาการบางอย่าง เช่น การตรวจลายพิมพ์นวมือ การตรวจเลือด การตรวจ
10





เกี่ยวกับอาวุธปน การตรวจลายเซ็น การตรวจวัตถุมีพิษ การตรวจองคประกอบและโครงสรางของวัสดุตางๆดวย
เทคโนโลยีแสงซินโครตรอน และรวมถึงเรื่องอื่นๆ ซึ่งน�ามาใช้กล่าวอ้างกันในคดีด้วย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีบทบัญญัติเกี่ยวกับพยานผู้เชี่ยวชาญไว้ดังนี้




“ ม า ต ร า 243 ผูใดโดยอาชพหรือมิใชกตาม มีความเชี่ยวชาญในการใดๆ เชนในทางวิทยาศาสตร ศิลปะ ฝมือ



พาณิชยการ การแพทย์ หรือกฎหมายต่างประเทศ และซึ่งความเห็นของผู้นั้นอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยคดี
ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา อาจเป็นพยานในเรื่องต่างๆ เป็นต้นว่า ตรวจร่างกายหรือจิตของ
ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจ�าเลย ตรวจลายมือ ท�าการทดลองหรือกิจการอย่างอื่นๆ
ผูเชี่ยวชาญอาจท�าความเห็นเปนหนังสือก็ไดแตตองสงสาเนาหนังสือดังกลาวใหศาลและคูความอีกฝายหนึ่ง











ทราบ และต้องมาเบิกความประกอบหนังสือนั้น เว้นแต่มีเหตุจ�าเป็น หรือคู่ความไม่ติดใจชักถามผู้เชี่ยวชาญนั้น
ศาลจะให้รับฟังความเห็นเป็นหนังสือดังกล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญไม่ต้องมาเบิกความประกอบก็ได้



ในกรณีที่ผูเชี่ยวชาญตองมาเบิกความประกอบ ให้ส่งสาเนาหนังสือดังกลาวตอศาลในจ�านวนที่เพียงพอลวง



หน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันเบิกความเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมารับไป
ในการเบิกความประกอบ ผู้เชี่ยวชาญจะอ่านข้อความที่เขียนมาก็ได้”
ในการชั่งน�้าหนักพยานหลักฐานของศาลนั้น การที่ศาลจะวินิจฉัยวาพยานหลักฐานใดมีความนาเชื่อถือหรือ


10 โสภณ รัตนากร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 9, น.496
26

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




ไม่ มีน�้าหนักมากหรือนอยเพยงใด ยอมขึ้นอยูกับความนาเชื่อถือของพยานหลกฐานนั้นเองรวมทั้งความสมเหตุสม


ผล เมื่อพยานผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานความเห็น ดังนั้นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจึงต้องแสดงเหตุผลประกอบ






ตามหลักวิชาเพื่อใหคนธรรมดาที่ไมมีความรูในเรื่องนั้นรวมทั้งศาลไดมีความเขาใจพอสมควรดวย การใหน�้าหนัก

ของศาลต่อพยานผู้เชี่ยวชาญจึงขึ้นอยู่กบความรู้ความช�านาญของผู้เชี่ยวชาญ เหตุผลประกอบการให้ความเหน


11



ความมั่นใจในการใหความเห็น และความเปนกลางของพยานผูเชี่ยวชาญนั้นประกอบกัน ดังที่ศาลฎีกาเคยมีค�า
วินิจฉัยในค�าพิพากษาฎีกาที่ 2573/2518 ว่า ค�าของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชวิทยาตรวจร่างกายและเลือด
ของชายหญิงและเด็ก เห็นว่าไม่มีข้อปฏิเสธว่าเด็กไม่ใช่บุตรเกิดจากชายและหญิง มีน�้าหนักดีอย่างไรก็ตาม ไม่มี

กฎหมายบงคับใหศาลตองฟงตามความเห็นของผูเชี่ยวชาญนั้นเสมอ เพราะพยานผูเชี่ยวชาญมิไดรูเห็นเหตุการณ ์







มาโดยตรงจึงไม่อาจยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างเช่นประจักษ์พยาน เพียงแต่มาให้ความเห็นต่อศาลถึงความน่าจะ



เปนตามหลักวิชาการเทานั้น จึงมิใชวาผูเชี่ยวชาญใหความเห็นอยางไรแลวศาลจะตองรับฟงความเห็นนั้นเสมอไป







ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2126/2541 แมความเห็นของผูเชี่ยวชาญผูตรวจพิสูจนจะเห็นวาลายมือ มีคุณลักษณะ





และรูปลักษณะของการเขียนแตกต่างกัน น่าจะไม่ใช่ ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันก็ตาม เมื่อพิจารณาโดย


ตลอดแล้วการตรวจพสูจน์ลายมอชื่อโจทก์ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเอกสารที่ท�าไว้เมื่อวันที่ 18


พฤศจิกายน 2536 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มเอกสารที่ได้ท�าขึ้นในช่วงระยะใกล้เคียงกับวันดังกล่าวซึงเป็นการเขยน

ื่
แบบบรรจงสงไปตรวจพิสูจนเปรียบเทียบลายมือชื่อโจทกดวยทั้งรูปแบบการเขียนลายมือชอโจทกที่ระยะเวลาใกล ้









เคียงกับเอกสารที่จะตองตรวจพิสูจนก็ไมมี ดังนั้น ความเหนของผูเชี่ยวชาญเปนเพียงความเห็นตามหลักวิชาการ


เท่านั้น เนื่องจากลายมือชื่อโจทก์มีคุณสมบัติการเขียนรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกับลายมือชื่อโจทก์ในใบ





แตงทนายความซึ่งเปนลายมือเขียนหวัดและเวลาเขยนตางกันตามกาลเวลา ผลการตรวจพิสูจนลายมือชื่อโจทกจึง


เปนเพียงขอสันนิษฐานเทานั้น เมื่อจ�าเลยทั้งสองใหการปฏิเสธและยืนยันวาเปนลายมือชื่อโจทก และการวินิจฉัย






ลายมือชื่อในเอกสารว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังตามข้อสันนิษฐานหรือข้อ













พิสูจนเปนหลักฐานของผูเชี่ยวชาญกอนแตอยางใด ทั้งมิใชผูเชี่ยวชาญใหความเห็นอยางไรแลวศาลตองฟงเสมอไป



เมื่อโจทกยังมีภาระหนาที่น�าสืบวาจ�าเลยทั้งสองไดรวมกันกระท�าความผิด การที่โจทกรับวาเช็คทั้งสามฉบับอยูใน






ี่

ี่

ความครอบครองของ จ�าเลยท 1 ตลอดมายอมแสดงวาจ�าเลยท 1 รูเห็นในลักษณะลายมือชื่อโจทกมากอนที่มีการ


ท�าหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ จึงไม่มีเหตุผลประการใดที่จ�าเลยทั้งสองจะท�าการปลอมลายมือชื่อ ของโจทก์เป็น

แบบตัวบรรจงใหแตกตางออกไปใหเห็นไดโดยประจักษพยานหลักฐานโจทกยังไมมีน�้าหนักที่จะฟงลงโทษจ�าเลย







ทั้งสองได้



ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2438/2540 ความเห็นของผูเชี่ยวชาญในคดแฟง เปนเพยงพยานความเห็นมิใชประจักษ ์



พยาน การที่ศาลอุทธรณ์วนิจฉัยพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจ�าเลยแล้วรับฟังว่า หนังสือมอบอานาจ



เอกสารหมาย จ.5 ไมใชเอกสารปลอมโดยวินิจฉัยไวดวยวา ความเหนของผูเชี่ยวชาญที่วาลายมือชื่อผูมอบอ�านาจ







ในหนังสื่อมอบอ�านาจเอกสารหมาย จ.5 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของโจทก์แล้วไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคล
ั้
คนเดยวกันนน เป็นเพียงหลักฐานที่จะรับฟังประกอบดุลพินิจในการชั่งน�้าหนักพยานหลักฐานเท่านั้น มิใช่ว่าผู้

เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไร ศาลต้องรับฟังตามนั้นเสนอไป
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 5647/2537 ที่ผู้ร้องฎีกาว่าศาลควรอนุญาตให้ผู้ร้องระบุพยานผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
เพราะตามรายงานการตรวจพิสูจนลายมือชื่อของผูเชี่ยวชาญระบุวา ลายมือชื่อของเจามรดกมีลักษณะการเขียน




11 อุดม รัฐอมฤต,ค�าอธิบายกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน,พิมพ์ครั้งที่ 7 แก้ไขเพิ่มเติม, (กรุงเทพฯ : โครงการต�าราและเอกสาร
ประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2562) น. 305.
27

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ี่










ไมคงท เขียนไดหลายแบบไมมีลักษณะของการเขียนเดนชัดเพยงพอ ไมอาจตรวจพิสจนได เปนความเห็นมลักษณะ
เอื้อประโยชน์แก่ผู้คัดค้านฝ่ายเดียว ผู้ร้องจ�าเป็นต้องซักด้านผู้เชี่ยวชาญและระบุผู้เชี่ยวชาญอื่นเป็นพยานเพิ่ม
เติมนั้นปรากฏว่าผู้ร้องก็เป็นฝ่ายขอให้ท�าการตรวจพิสูจน์เช่นเดียวกันความเห็นของผู้เชี่ยวชาญมิได้ส่อไปในทาง






ไมสุจริต แมสามารถท�าการตรวจพิสูจนไดก็มีใชจะรับฟงความเห็นของผูเชี่ยวชาญเสียทเดียว จะตองพิจารณาตาม





ลักษณะการเขียนและพยานหลักฐานอนๆ อีกดวย ซึ่งศาลยอมตรวจดูได การขอใหผูเชี่ยวชาญอื่นท�าการตรวจอีก
ื่



จึงไม่จ�าเป็น จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องระบุพยานผู้เชี่ยวชาญอื่นเป็นพยานเพิ่มเติม


ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1204/2536 การที่ผูเชี่ยวชาญไดตรวจพสูจนลายมือชื่อผูท�าพินัยกรรมแลวลงความเห็นวา





ลายมือชื่อผู้ท�าพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของ ส. นั้น เป็นการแสดงความเหนตามหลักวิชาการ หาได้รับฟัง

ถ้อยค�าจากบุคคลใดมากล่าว ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจึงมิใช่พยานบอกเล่าแต่ศาลก็มีได้รับฟังค�าเบิกความของ
ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลักในการวินิจฉัยเสมอไป หากแต่รับฟังประกอบดุลพินิจของศาลเท่านั้น
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3117/2535 แม้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานจะมีความเห็นว่าลายมือชื่อของจ�าเลย

ในเอกสารต่างๆ กับลายมือชื่อของจ�าเลยในสัญญากู้ไม่ใช่ลายมอชื่อของคนเดยวกันก็ตาม แต่โจทก์จ�าเลยไม่ได้

ตกลงท้ากนให้ถอความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นข้อแพ้ชนะ ความคิดเห็นตามหลักวิชาของพยานผู้เชี่ยวชาญเป็น


พยานที่ศาลรับฟัง แต่มิใช่ว่าผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไร ศาลต้องฟังตามนั้นเสมอไป
ในกรณีที่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญไปขัดแย้งกับพยานหลักฐานอื่น โดยเฉพาะหากพยานหลักฐานนั้นเป็น


ประจักษพยาน ศาลยอมจะเชื่อถือประจักษพยานมากกวาตามหลักพยานที่ดีที่สุด (Best evidence rule) เพราะ


เป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาด้วยตนเองโดยตรง
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 4299/2534 พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานแสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาการซึ่งปกติ
ศาลก็รับฟังแต่มิใช่ว่าจะต้องเชอพยานผู้เชี่ยวชาญเสมอไป ค�าพยานผู้เชี่ยวชาญจะมีน�้าหนักกว่าประจักษ์พยาน
ื่





หรอไมก็ตองพิจารณาตามรูปเรื่องและตองอาศยเหตุผลและพยานหลักฐานอื่นประกอบ ซึ่งผิดกับประจกษพยาน





ซึ่งเปนผูไดยินกับหูเห็นดวยตาของตนเองจึงนาเชื่อกวาพยานผูเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการที่อางแตเพียงรายงานผล






การตรวจพสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญโดยมิได้น�าตัวผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความอธิบายประกอบรายงานนั้นว่ามีความเป็น



มาอย่างไรกบทั้งท�าให้อกฝ่ายไม่มีโอกาสถามค้านผู้เชี่ยวชาญด้วย ดังนี้ล�าพังรายการการตรวจพิสูจน์ดงกล่าวจึง

ไม่มีน�้าหนักพอที่จะหักล้างประจักษ์พยานอีกฝ่ายได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 81/2503 การเชื่อฟังพยานหลักฐานในข้อที่ว่าลายมือชื่อในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อ




อันแทจริงของผูท�าพินัยกรรมหรือไมนั้น ตามปกติควรเชื่อค�าประจักษพยานยิ่งกวาค�าผูเชี่ยวชาญการพิสูจนหลัก








ฐาน เพราะประจักษพยานเปนผูไดยินกับหูเห็นดวยตาของตนเอง ทั้งนี้ ตองค�านึงถึงเหตุผลตางๆ ประกอบให้พอ


เชื่อฟังได้ด้วย
หากประจักษ์พยานเองมความไม่น่าเชื่อถือ แต่พยานผู้เชี่ยวชาญมีเหตุผลทางวิชาการหนักแน่นศาลก็อาจ








ใหน�้าหนักแกพยานผูเชี่ยวชาญมากกวาก็เปนได ค�าเบกความของพยานผูเชี่ยวชาญจะมีน�้าหนักมากกวาประจักษ ์


พยานหรือไม่จึงต้องพิจารณาจากรูปเรื่องเหตุผลและพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน

ค�าพิพากษาฎกาที่ 2605/2524 พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานแสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาแม้จะเป็น




พยานที่ศาลรับฟง ก็ไมใชวาจะตองเชื่อเสมอไป ค�าพยานชนิดนี้จะมีน�้าหนักกวาประจักษพยานหรือไมตองพิจารณา





ตามรูปเรื่อง เหตุผล และพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน
ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นไร ต้องเข้าใจด้วยว่าผลจากการพิสูจน์ที่ได้มาจากพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์นั้น
ถือเป็นเพียงพยานหลักฐานแวดล้อมชิ้นหนึ่งในคดีเท่านั้น จะสามารถน�ามาใช้พิสูจน์ความผิดในคดีอาญาได้หรือ
28

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


ไมตองน�าไปประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีเพื่อฟงโดยรวมวาพยานหลักฐานในคดีนั้นมีน�้าหนักท�าให้ศาลแน่ใจ


หรือไม่ว่ามีการกระท�าผิดจริงและจ�าเลยเป็นผู้กระท�าความผิดนั้น




ี่
ค�าพิพากษาฎกาท 7144/2545 จ�าเลยใหการรับสารภาพแลวยังน�าพนักงานสอบสวนชี้ที่เกดเหตุประกอบ






ค�ารับสารภาพของจ�าเลยและใหถายรูปไวดวย โดยจ�าเลยมิไดน�าพยานหลักฐานเขาสืบหักลางพยานหลักฐานของ



โจทกใหเห็นเปนอยางอื่น และจากการตรวจกางเกงชั้นในของจ�าเลยที่เจาพนักงานต�ารวจยึดมาจากจ�าเลยที่นุงอยู ่




ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจหารหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ได้ความว่าได้รหัสพันธุกรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย








นาเชื่อวาคราบเลอดที่ติดอยูกับกางเกงชั้นในของจาเลยเป็นของผตาย พฤติการณตามพยานหลักฐานที่โจทกน�าสืบ

ประกอบค�ารับสารภาพของจ�าเลยมีน�้าหนักพอที่ท�าให้ศาลเชื่อได้ว่าจ�าเลยได้กระท�าผิด
ั้
ดังนั้น หากพยานหลักฐานทงหมดที่ฟังได้โดยรวมนนยังมีความน่าสงสัยตามสมควรว่าจ�าเลยได้กระท�าผิด
ั้

หรือไม่ ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จ�าเลยเช่นดังคาพิพากษาฎีกาที่ 734/2553 ที่ได้ยกขึ้นอ้าง
ไว้ข้างต้น

กลาวโดยสรุป พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตรที่น�ามาใชในคดีอาญานั้น แมจะมีความแมนย�าหรือเที่ยงตรง













เพียงใด หรือใชเทคโนโลยีขั้นสูงเพยงใด โดยล�าพังก็ถือเปนพยานวตถุชิ้นหนึ่งเทานั้น การน�ามาใชพิสจนขอเท็จจริง

ในคดีจ�าต้องอาศยพยานผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นประกอบด้วย ซึ่งพยานผู้เชี่ยวชาญเองก็มีความส�าคัญไม่ยิ่ง
ื่
หย่อนไปกว่าพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่จะต้องให้ความเห็นประกอบเพอให้ศาลได้มีความรู้ความเข้าใจ
ในเทคโนโลยี หรือระบบการทางานของวิทยาศาสตร์แขนงนั้นว่ามีส่วนช่วยในการวิเคราะห์ให้เห็นความเชื่อม

โยงของข้อเท็จจริงหรือความน่าจะเป็นในคดีได้อย่างไร และเมื่อน�าไปประกอบกับพยานหลักฐานอื่นในคดีแล้วมี
น�้าหนักให้เชื่อตามผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เช่นนั้นได้หรือไม่ เช่นเดียวกัน การน�าพยานหลักฐานทาง

ื่

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเทคโนโลยีแสงซนโครตรอนมาใช้ในคดน้องชมพู่ จะสามารถช่วยเชอมโยงพยานวัตถุที่พบ
ในคดีให้ไปถึงตัวบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการกระท�าความผิดได้หรือไม่ เพียงใดและอย่างไร จึงต้องรอกระบวนการ
พิสูจน์ในชั้นศาลตามหลักกฎหมายพยานหลักฐานดังที่กล่าวมาแล้วต่อไป



29

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






ดอกเบี้ยผิดนัด

ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใหม่








จากมีการประกาศใช้พระราชกาหนด

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและ
เนื่องพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่
วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชก�าหนดดังกล่าวได้แก้ไข
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็น
ผลใหดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยรอยละ 7.5 ต่อปี


เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับ



เปลี่ยนโดยตราเปนพระราชกฤษฎีกา แตไมกระทบกระเทือนถึงการ

คิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกาหนดนี้ใช้บังคับซง ่ ึ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (เดิม) ก่อนที่
แก้ไขล่าสุดนี้ได้บัญญัติว่า
โดย : นายมาศกร สุหร่าย “หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยนระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ
*
ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุธรณ์ภาค 3 เจ็ดครึ่งต่อปี




ถาเจาหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยไดสูงกวานั้น โดยอาศัยเหตุอยาง

อื่นอันชอบด้วยกฎหมายก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ท่านห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด




การพิสูจนคาเสียหายอยางอนนอกวานั้น ทานอนุญาตใหพิสูจน ์




ได้”

เหตุผลที่จ�าเป็นต้องแก้ไขนี้นอกจากจะระบไว้ในพระราช
ก�าหนดแล้วยังระบุในเหตุผลที่แก้ไขกฎหมายด้วย คือ (ราชกิจจา
นุเบกษา เล่ม 138 ตอนที่ 26 ก : 10 เมษายน 2564)

เหตุผลและความจ�าเป็นในการจ�ากดสิทธิและเสรีภาพของ

บุคคลตามพระราชก�าหนดนี้เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้เรียกดอกเบีย
* กศบ.(เคมี) , น.บ. , เนติบัณฑิตไทย , ค.ม.(จุฬา) , น.ม.
30

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
จากลูกหนี้ในอัตราหรือวิธีการที่ก่อให้เกิดภาระแก่ลูกหนี้สูงเกินสมควรซงการตราพระราชก�าหนดนี้สอดคล้อง
ึ่



กับเงื่อนไขที่บัญญัติไวในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนญแหงราชอาณาจักรไทยแลว อาศัยอ�านาจตามความในมาตรา

172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชก�าหนดขึ้นไว้



เหตุผลในการประกาศใชพระราชก�าหนดฉบับนี้ คือ โดยที่อัตราดอกเบี้ยที่มีไดก�าหนดโดยนิติกรรมหรอโดย

บทกฎหมายอันชัดแจงและอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ก�าหนดไวในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยในอัตรารอยละ














เจ็ดครึ่งตอปไดใชบังคับมาเปนระยะเวลานานโดยมิไดมีการแกไขปรับปรุงใหสอดคลองกับสภาพการณและสภาพ
เศรษฐกิจท�าให้ลูกหนี้ได้รับความเดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ยเกินสมควร ปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยและก�าหนดวิธี
การในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้สอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ พร้อมทั้งก�าหนด

วิธีการค�านวณดอกเบี้ยผิดนัดช�าระหนี้ใหเหมาะสม ประกอบกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้

ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกจของประเทศอย่างกว้างขวางท�าให้ประชาชนจ�านวนมากมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น
อัตราดอกเบี้ยตามที่ก�าหนดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จึง





เปนภาระอยางมากตอลูกหนีซึ่งเปนผูประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม รวมทั้งประชาชนทั่วไปและกอ



ให้เกิดความสี่ยงสูงที่จะท�าให้ลูกหนี้ไม่สามารถช�าระหนี้ได้ สมควรที่รัฐจะต้องด�าเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย
เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยเร่งด่วน จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจ�าเป็นรีบด่วน


อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงไดเพื่อประโยชนในอันทจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจ�าเป็นต้องตรา
ี่
พระราชก�าหนดนี้
จากหลักการและเหตุผลข้างต้นเป็นอ�านาจของฝ่ายบริหารที่จะออกพระราชกาหนดในสถานการณ์ (เชวง


ไทยยิ่ง : อ�านาจรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉินกับสิทธิมนุษยชน : 2539) หากออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญัตใน






สถานกาณปกติคงไมสามารถออกไดทันแนในบทความนี้ไมมีประเด็นที่จะตองไปพิจารณาวารฐบาลมีเหตุจ�าต้อง


ที่จะตองออกพระราชก�าหนดหรือไมคงมีเรื่องที่จะตองพิจารณาวาเมื่อตราเปนกฎหมายแลวมีบทบาทและเกิดผล






อย่างไรกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสาระส�าคัญของกฎหมายที่มีผลต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ


ี้
“ ม า ต ร า 7 ถาจะตองเสียดอกเบี้ยแกกันและมิไดก�าหนดอัตราดอกเบยไวโดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมาย



อันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี



อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนใหลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อใหสอดคลองกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได ้
โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ย
ระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์”
“มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน”



“ ม า ต ร า 224 หนี้เงินนั้น ใหคิดดอกเบี้ยในระหวางเวลาผิดนัดในอัตราที่ก�าหนดตามมาตรา 7 บวกดวยอัตรา








เพิ่มรอยละสองตอป ถาเจาหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยไดสูงกวานั้นโดยอาศัยเหตุอยางอื่นอันชอบดวยกฎหมาย ก็ให ้

คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด
การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากนั้น ให้พิสูจน์ได้”
จากกฎหมายทแกไขดังกลาว นอกจากจะใชกับอัตราดอกเบยทผิดนัดในคดีแพงตามประมวลกฎหมายแพง ่



ี่
ี้

ี่
และพาณิชย์แล้ว เช่นคดีละเมิด กู้ยืมฯ ยังมีผลต่อเนื่องกับคดีอื่นๆที่มีส่วนกับคดีแพ่งด้วย เช่น คดีผู้บริโภค คดี


แพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เป็นต้น ดังนั้นดอกเบยผิดนัดที่เกิดขึ้นก่อนที่พระราชก�าหนดนี้ใช้บังคับซึ่งจะเป็น
31

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
อัตราตามที่ก�าหนดไว้ในสัญญา แต่สามารถบังคับใช้ได้ถึงเพียงวันที่ 10 เมษายน 2564 จากนั้นนับแต่วันที่ 11
เมษายน 2564 จะคิดดอกเบี้ยอัตราผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับ
เปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้น ตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละตามที่ปรากฏในสัญญา
ปัญหาต่อไปที่จะต้องพิจารณามีอีกว่า กรณีในชั้นบังคับคดี การคิดดอกเบี้ยจะเป็นดังเช่นการพิจารณา

ดังเช่นคดีปกตหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า การผิดนัดนั้นเกิดขึ้นในชั้นพิจารณาแล้วเมื่อถึงขั้นตอนการบังคับคดีก็

ต้องเป็นไปตามพระราชก�าหนดดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือหากการบังคบคดีเกิดก่อนพระราชก�าหนดนี้ใช้
บังคับสามารถบังคับคดีในส่วนดอกเบี้ยตามสัญญาสามารถบังคับได้ถึงเพียงวันที่ 10 เมษายน 2564 จากนั้นนับ
แต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จะคิดดอกเบี้ยอัตราผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย
ผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละตามที่ปรากฏในสัญญา





สวนการบังคบคดีหลังจากพระราชก�าหนดนี้ใชบงคับ ก็ตองเปนไปตามกฎหมายดังกลาว คือ จะคิดดอกเบี้ย


อัตราผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพมขึ้น


ตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละตามที่ปรากฏในสัญญา
ตัวอย่างลักษณะค�าพิพากษาในกรณีดังกล่าวนี้
พิพากษาว่า ให้จ�าเลย...ช�าระเงิน..........................บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ.........(ตามสัญญาหรือ
ตามที่ศาลปรับลด) ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ถัดจากวันฟ้อง) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อย
ละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะช�าระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้
ึ้
ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขน ตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ.....ตามสัญญาหรอตามที่ศาล

ปรับลด)........ ต่อปี
หมายเหตุ
ตามที่ระบุไว้ว่าตามที่ศาลปรบลด หมายความว่า การก�าหนดค่าเสียหายล่วงหน้า ถือเป็นเบี้ยปรับถ้า


เบี้ยปรับนันสูงเกินสวน ศาลจะลดลงเปนจ�านวนพอสมควรก็ได ตามความในมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง



และพาณิชย์



























32

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ







อ�านาจในการออกประกาศจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัด
ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด


กับปัญหากฎหมายการสวมใส่หน้ากากอนามัย




1. บทน�า



โรคตดเชื้อโคโรนาไวรส 2019 (โควิด-19) เป็นโรคอุบัติใหม่
พบครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยมีรายงานครั้งแรกในเดือน

ธันวาคม ค.ศ.2019 เชื้อโคโรนาไวรัสเปนเชื้อไวรัสวงใหญที่กอโรคทั้ง


ในมนุษย์และสัตว์ โคโรนาไวรัสหลายสายพันธ์ก่อให้เกิดโรคระบบ

ทางเดนหายใจในมนุษย์ ตั้งแต่โรคหวัดธรรมดาจนถึงโรคที่มีความ
รุนแรงสูง เช่น โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle east
respiratory syndrome : MERS) ซึ่งเกิดจากเชื้อ MERS CoV โรค
ระบบทางเดินหายใจ เฉียบพลันรุนแรง (Severe acute respiratory

syndrome : SARS) ซึ่งเกิดจากเชื้อ CoV-1 เชื้อกอโรคโคโรนาไวรส

1

มีชื่อชั่วคราวที่ใชในตอนแรกคือ 2019- nCoV ชื่อทางการในปจจุบัน

โดย : นายจรัล กลางประดิษฐ คือ SARS-CoV-2 ส่วนชื่อของโรคติดเชื้อชนิดนี้เรียกว่า COVID-19 2
ปลัดอ�าเภอ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO)

รายงานการเฝาระวังและเตือนการระบาดอยางเปนทางการครั้งแรก


ในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ.2020 โดยรายงานโรคระหว่างวันที่ 31
ธันวาคม ค.ศ.2019 ถึงวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.2020 โดยส�านักงาน
องค์การอนามัยโลกในประเทศจีน รายงานการเกิดโรคปอดบวม
แบบไม่ทราบสาเหตุ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.2019 ถึงวันที่
3 มกราคม ค.ศ.2020 จ�านวน 44 รายในเมืองอู่ฮั่น (Wuhan city)




1 World Health Organization: WHO (Internet). Coronavirus disease (COVID-19) Weekly Epidemiological Update
and Weekly Operational Update (cited 2021 Jun 10). Availablefrom: https://www.who.in/

2 อมร ลีลารัสมี. เรื่องนารูเกยวกับโรคติดเชื้อ COVID-19 จากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 (อินเตอรเน็ต).2563. (เขาถึงเมื่อ 25 มิถุนายน
ี่



2564). เข้าถึงได้จาก: https://tmc.or.th/covid19/index.php
33

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




มลฑลหูเป่ย์ (Hubei Province) ในรายงานไมสามารถระบุเชื้อกอโรคได หลังจากนั้น จีนไดรายงานในวันที่ 11-12
มกราคม ค.ศ. 2020 ว่าการระบาดครั้งนี้ มีความสัมพันธ์กับผู้สัมผัสในตลาดสดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น โดยใน
วันที่ 7 มกราคม ค.ศ.2020 จีนได้แจ้งการพบโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่ วันที่ 13 มกราคม ค.ศ.2020 กระทรวง
สาธารณสุขประเทศไทย แจ้งยืนยันผู้ป่วยติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 รายแรกที่เดินทางมาจากเมื่ออู่ฮั่นประเทศ
จีน วันที่ 15 มกราคม ค.ศ.2020 ภายหลังจากที่องค์การอนามัยโลกมีรายงานการระบาดโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส

2019 ครั้งแรกฉบับที่ 1 ในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ.2020 ถึงรายงานปัจจุบัน ฉบับที่ 187 ในวันที่ 26 กรกฎาคม
ค.ศ.2020 มีการระบาดกระจายไปใน 215 ประเทศทั่วโลก โดยพบผู้ป่วย 21,294,845 ราย เสียชีวิต 761,779
ราย ผู้ป่วยรายใหม่ใน วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ.2020 จ�านวน 267,291 ราย เสียชีวิต 5,985 ราย และมีแนวโน้ม
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3





อยางไรก็ตามการตอบโตภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพของแตละประเทศมีมาตรการที่แตกตางกน การคัดกรอง
การเดินทางระหว่างประเทศเป็นมาตรการหลักในระยะแรก แต่ต่อมามีการปิดการเดินทางระหว่างประเทศ

ระหว่างเมืองในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่จากกลุ่มเสี่ยงสูงหรือผู้สัมผัสใกล้ชด







ผูปวย เชน โดยสารเครื่องบินล�าเดียวกัน เดินทางดวยรถยนตโดยสารคันเดียวกน โดยสารในเรือล�าเดียวกน อาศัย
4
ในโรงแรมเดียวกัน รับประทานอาหารในร้านเดียวกัน และอื่นๆ โดยประเทศไทยในระยะแรกยังใช้กระบวนการ





คัดกรองการเดินทางระหวางประเทศ แตในภายหลังมีการระบาดในประเทศและมีผูปวยเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว จาก


เหตุการณการติดเชื้อในสนามมวยและการติดเชื้อในผับสงผลใหมีมาตรการระงับ การเดินทางระหวางประเทศใน


หลายประเทศและรวมถึงอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศไทยแต่ต้องอยู่ในการกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ (State
Quarantine) เป็นเวลา 14 วัน การบังคับใช้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยศูนย์บริหารสถานการณ์
การแพรระบาดของโรคติดเชื้อ โคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) (ศบค.) และ คณะกรรมการควบคุมโรคติดตอระดับ


จังหวัด ส่งผลให้มาตรการต่างๆ ออกตามมามากมาย ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายระงับยับยั้งการระบาดของโรคติดเชื้อ
โคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐประกาศออกมา
จ�ากัดการกระจายของโรค รัฐบาลบริหารสถานการณ์โดยยึดพื้นที่จังหวัดเป็นหลักมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การ
แพร่ระบาดตามจังหวัด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดท�าหน้าที่บริหารสถานการณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่
5
เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัด
ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดได้ออกประกาศมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ขึ้นมาหลายฉบับแต่มีประกาศเรื่องการบังคับให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยหากต้องออกจากเคหสถาน
หรือสถานที่พักอาศัย พร้อมทั้งก�าหนดโทษหากฝ่าฝืน ซึ่งประกาศฉบับดังกล่าวกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชนจนมีการวิพากษ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องส�าคัญที่ควรน�ามาเขียนในบทความ

ทางวิชาการ เรื่องอ�านาจในการออกประกาศจังหวัดของผูวาราชการจังหวัด ในฐานะประธานกรรมการโรคติดตอ


จังหวัดกับปัญหากฎหมายการสวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ ข้อ
บังคับ ที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐก�าหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 World Health Organization: WHO (Internet). Coronavirus disease (COVID-19) Pandermic. (cited 2021 Jun 10).
Available from: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/situation-reports/.
4 World Health Organization: WHO (Internet). Novel-coronavirus-2019. (cited 2021 Jun 10). Available from:
https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/situationreports/.
5 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) (อินเตอร์เน็ต].2563(เข้าถงเมื่อ 26

มิถุนายน 2564). เข้าถึงได้จาก: http://www.moicovid.com

34

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2.1 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 6





ม า ต ร า 54 ในจังหวัดหนึ่ง ใหมีผูวาราชการจังหวัดคนหนึ่งเปนผูรับนโยบายและคาสั่งจากนายกรัฐมนตรีใน





ฐานะหัวหนารฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการใหเหมาะสมกับทองที่และประชาชน และ
เป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และ
รับผิดชอบในราชการจังหวัดและอ�าเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ














ทั้งรองผูวาราชการจังหวัดและผูชวยผูวาราชการจังหวัดเปนผูชวยสงและปฏิบัติราชการแทนผูวาราชการจังหวด
ก็ได้
รองผูวาราชการจังหวัดหรือผูชวยผูวาราชการจังหวัดเปนผูบังคับบัญชาขาราชการฝายบริหารสวนภูมิภาค











ในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการรองจากผู้ว่าราชการจังหวัด
ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดสังกัดกระทรวงมหาดไทย
2.2 พระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่อ พ.ศ.2558
มาตรา 20 ให้มีคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประกอบด้วย
(1) ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ



( 2 ) ปลัดจังหวัด ประชาสัมพันธจังหวัด ปศุสตวจงหวัด หัวหนาสานักงานปองกันและบรรเทาสาธารณภย









จังหวัด ผูอ�านวยการส�านักงานปองกันควบคุมโรคที่รับผิดชอบในเขตจังหวัด และนายกองคการบริหารสวนจังหวัด
เป็นกรรมการ




( 3 ) นายกเทศมนตรี จ�านวนหนึ่งคน และนายกองคการบรหารสวนต�าบล จ�านวนหนึ่งคน ซึ่งผูวาราชการ

จังหวัดแต่งตั้ง เป็นกรรมการ

( 4 ) ผู้อานวยการโรงพยาบาลศูนย์หรือผู้อ�านวยการโรงพยาบาลทั่วไป จ�านวนหนึ่งคน ผู้อานวยการ

โรงพยาบาลชุมชน จ�านวนสองคน และสาธารณสุขอาเภอ จ�านวนสองคน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเป็น

กรรมการ

( 5 ) ผูด�าเนินการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล จ�านวนหนึ่งคน ซึ่งผูวาราชการจังหวัด


แต่งตั้ง เป็นกรรมการ
ในกรณีที่จังหวดใดมีโรงพยาบาลในสังกดหน่วยงานของรฐอื่นนอกจาก (4) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง



ผู้อ�านวยการโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานของรัฐนั้น จ�านวนไม่เกินสามคน เป็นกรรมการด้วย
ในกรณีที่จังหวัดใดมีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเจ้าพนักงาน






ควบคุมโรคติดตอซึ่งประจ�าดานควบคมโรคติดตอระหวางประเทศ จ�านวนแหงละหนึ่งคน และแตงตั้งผูรับผิดชอบ


ช่องทางเข้าออกประจ�าด่าน จ�านวนแห่งละหนึ่งคน เป็นกรรมการด้วย


ใหนายแพทยสาธารณสุขจังหวด เปนกรรมการและเลขานุการ และใหผูวาราชการจังหวัดแตงตั้งขาราชการ










ในสังกดส�านักงานสาธารณสขจังหวัดที่ด�าเนินงานดานการปองกันควบคมโรค จ�านวนไมเกินสองคน เป็นกรรมการ



และผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา 30 (6) ให้น�าความในมาตรา 23 และมาตรา 24 มาใช้บังคับแก่องค์ประกอบ และอ�านาจหน้าที่
ของคณะท�างานประจ�าช่องทางเข้าออกที่คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครแต่งตั้งโดยอนุโลม
6 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534. (2534) 2534 สิงหาคม 21. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่
156 ฉบับพิเศษ หน้า 24.
35

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
มาตรา 23 คณะท�างานประจ�าช่องทางเข้าออก ประกอบด้วย
(1) เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบช่องทางเข้าออกนั้น เป็นประธานคณะท�างาน
(2) ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนส�านักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา และผู้แทนส�านักงานตรวจคนเข้าเมืองผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในช่องทางเข้าออกนั้น เป็นคณะท�างาน
(3) ผู้อ�านวยการโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบช่องทางเข้าออกนั้น เป็นคณะ

ท�างาน





( 4 ) เจาพนักงานควบคุมโรคติดตอซึ่งประจ�าดานควบคมโรคติดตอระหวางประเทศ จ�านวนหนึ่งคน เป็น

คณะท�างานและเลขานุการ
ในกรณีที่ช่องทางเข้าออกใดมีผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในช่องทางเข้าออกน้อยกว่าหน่วย
งานตามที่ก�าหนดไว้ใน (2) ในการนี้ ให้คณะท�างานประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานเท่าที่มีอยู่
ในกรณีที่ช่องทางเข้าออกใดมีผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐปฏบัติหน้าที่ในช่องทางเข้าออกมากกว่าหน่วย

งานตามที่ก�าหนดไว้ใน (2) ให้คณะกรรมการมีอ�านาจประกาศก�าหนดเพิ่มเติมจากจ�านวนที่มีอยู่เดิม
มาตรา 24 ให้คณะท�างานประจ�าช่องทางเข้าออกมีอ�านาจหน้าที่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ดังต่อไปนี้
(1) จัดท�าแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและแผนเตรียมพร้อมรับ

สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
(2) ประสาน สนับสนุน และติดตามประเมินผลการด�าเนินงานตามแผนใน (1)





( 3 ) จัดท�าแผนการติดตอสื่อสารกับหนวยงานทีเกี่ยวของกบการเฝาระวัง ปองกัน และควบคุมโรคติดตอ



ระหว่างประเทศ
( 4 ) ด�าเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อตามที่คณะกรรมการหรือ
คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดมอบหมาย
มาตรา 59 ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา 11 ยกเวนกรรมการผูทรง


คุณวุฒิตามมาตรา 11 (4) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้
บังคับ 7
2.3 พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 2)



ตามที่ไดมีประกาศสถานการณฉุกเฉินในทุกเขตทองที่ทั่วราชอาณาจักรและไดออกขอก�าหนด (ฉบับที่ 1) ลง


วันที่ 25 มีนาคม 2563 แล้วนั้น เพื่อให้มีมาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้นตามความจ�าเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้

ยุติลงไดโดยเร็วอาศัยอ�านาจตามความในมาตรา 9 แหงพระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณฉุกเฉิน


พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อก�าหนดเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) ดังต่อไปนี้ ราชกิจจานุเบกษา (2563)
ข้อ 1 ห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
เว้นแต่มีความจ�าเป็น หรือเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิต
การเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ หนังสือพิมพ์ การขนส่งน�้ามันเชื้อเพลิง การขนส่งพัสดุภัณฑ์ การขนส่ง





สินคาเพื่อการน�าเขาหรือสงออก การขนยายประชาชนไปสูที่เอกเทศเพื่อกักกันตามกฎหมายวาดวยโรคตดตอ การ




เข้าออกเวรท�างานผลัดกลางคืน ตามปกติ หรือการเดินทางมาจากหรือไปยังท่าอากาศยาน โดยมีเอกสารรับรอง
7 พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 2). 2563 เมษายน 2. ราชกิจจานุเบกษา.
เล่ม 137 ตอนพิเศษ 86 ง หน้า 1.
36

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ความจ�าเป็นหรือเอกสาร เกี่ยวกับสินค้าหรือการเดินทาง และมีมาตรการป้องกันโรคตามข้อก�าหนด (ฉบับที่ 1)
หรือ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามข้อก�าหนด ประกาศ หรือค�าสั่งต่างๆ ของทางราชการ หรือมีเหตุจ�าเป็นอื่นๆ
โดยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ผู้ใดฝ่าฝืนข้อนี้ ต้องระวางโทษจ�าคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจ�าทั้งปรับ ทั้งนี้ตาม
มาตรา 18 แห่งพระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

ข้อ 2 ในกรณีที่มีการประกาศหรือสั่ง ห้าม เตือนหรือแนะน�าในลักษณะเดียวกับข้อ 1 วรรคหนึ่ง ส�าหรับ
จังหวัด พื้นที่หรือสถานที่ใดโดยก�าหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่เข้มงวดหรือเคร่งครัด กว่าข้อก�าหนดนี้ ให้ปฏิบัติ
ตามประกาศหรือค�าสั่งนั้นต่อไปด้วย
ข อ ้ 3 ในกรณีที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายบุคคลใดซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อออกไป นอกราชอาณาจักรได้
ี่

ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวดหรอคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร จัดทเอกเทศเพื่อควบคุมหรอ


กักกันบุคคลดังกล่าวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตามเงื่อนไขและ ระยะเวลาที่ก�าหนดทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3
เมษษยน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
2.4 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 8
มาตรา 9 ศาลปกครองมีอ�านาจพิจารณาพิพากษาหรือมีค�าสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้


( 1 ) คดพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระท�าการโดยไม่ชอบด้วย

กฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ ค�าสั่งหรือการกระทาอื่นใดเนื่องจากกระท�าโดยไมมีอ�านาจหรือนอกเหนืออ�านาจ










หนาที่หรือไมถกตองตามกฎหมาย หรือโดยไมถกตองตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธการอันเปนสาระส�าคัญที่ก�าหนด
ี่




ไวส�าหรับการกระทานันหรือโดยไมสุจริตหรือมีลักษณะเปนการเลือกปฏิบัติทไมเปนธรรม หรือมลักษณะเปนการ





สร้างขั้นตอนโดยไม่จ�าเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
( 2 ) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐละเลยตอหนาทตามที่กฎหมาย







ก�าหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
( 3 ) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระท�าละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้า
ื่
ี่


หนาทของรัฐอันเกิดจากการใชอ�านาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ ค�าสั่งปกครอง หรือค�าสั่งอน หรือจากการละเลย
ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายก�าหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(5) คดีที่มีกฎหมายก�าหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้
บุคคลต้องกระท�าหรือละเว้นกระท�าอย่างหนึ่งอย่างใด
(6) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายก�าหนดให้อยู่ในเขตอ�านาจศาลปกครอง
เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอ�านาจศาลปกครอง
(1) การด�าเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(2) การด�าเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
( 3 ) คดีที่อยู่ในอ�านาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากรศาลทรัพย์สินทาง
ปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลช�านัญพิเศษอื่น

8 พระราชบัญญัติจดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542. (2542) 2558 เมษายน 25. ราชกิจจานุเบกษา.
เล่ม 137 ตอนพิเศษ 76 ง หน้า 1.
37

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
มาตรา 10 ศาลปกครองชั้นต้นมีอ�านาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีอยู่ในอ�านาจศาลปกครอง เว้นแต่คดีที่อยู่
ในอ�านาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด


3. ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและความเห็นของศาล
3.1 สืบเนื่องจากการที่ศาลจังหวัด 2 แห่ง มีค�าพิพากษาในคดีลักษณะเดียวกัน แตกต่างกัน กล่าว คือ ศาล

จังหวัดสมุทรสาคร ได้พิจารณาลงโทษจ�าเลยตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 34 (6) กรณีไม่







สวมหนากากอนามัยเมือออกมาในที่สาธารณะตามประกาศของผูวาราชการจงหวด แตขณะเดียวกันศาลจังหวัด
กันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ พิจารณาเห็นว่าการไม่สวมหน้ากากอนามยไม่เป็นความผิดพระราชบญญัติ


โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 34 (6) โดยศาลเห็นว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนค�าสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
นั้น พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 34 (6) ก�าหนดแต่เพียงว่า ห้ามมิให้ผู้กระท�าการใดๆ ซึ่งก่อให้
เกิดภาวะไม่ถูกสขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป โดยไม่ได้ให้อ�านาจ

ี่
เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อออกค�าสั่งก�าหนดการกระท�าการเพิ่มเติมนอกเหนือจากทบัญญัติไว้ในมาตรา
ดังกล่าว ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 บัญญัติให้บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้
กระท�าการอันกฎหมายนี้ใช้ในการกระท�าความผิดและก�าหนดโทษไว้ เมื่อการไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกจาก
เคหสถานไม่มีกฎหมายก�าหนดห้ามและก�าหนดโทษไว้ ประกอบกับล�าพังเพียงแต่การไม่ใส่หน้ากากอนามัยออก
จากเคหสถานโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นประกอบ ไม่น่าจะเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่
ออกไป การกระท�าของจ�าเลยจึงไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง 9


3 . 2 ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2563 นายไสลเกษ วัฒนพันธุ ประธานศาลฎีกา ไดเรียกประชุมหารือราชการ

ทางไกลผ่านจอภาพระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์กับอธิบดีผู้พิพากษาภาค และอธิบดผ้พิพากษาศาลที่มีอ�านาจ

พิจารณาพิพากษาความผิดในคดีฝ่าฝืนค�าสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดตามพระราชบัญญติโรคติดต่อ พ.ศ.2558

กรณีบุคคลไม่สวมหน้ากากอนามัย เพื่อพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายต่างๆ ภายหลังการประชุมได้ข้อสรุปว่า ผู้ว่า


ราชการจังหวัดมีอ�านาจในการออกค�าสั่งหามบุคคลออกจากเคหสถานโดยไมสวมหนากากอนามัย และพิจารณา

แนวทางที่เหมาะสมในการก�าหนดโทษ เพื่อประกอบการพิจารณาและใช้ดุลพินิจแก่ศาลทั่วประเทศ นอกจากนี้
ที่ประชุมยังมีความเห็นว่าในการใช้ดุลพินิจของศาล พึงต้องใช้ดุลพินิจเป็นรายคดี โดยค�านึงถึงสภาพแห่งข้อหา

และการกระท�าความผิด ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกจและสังคมของจ�าเลย ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกนการ

แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
3 . 3 ส�านักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม ให้ความเห็นว่า พระราชก�าหนดการบริหารราชการใน

สถานการณฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไดมีประกาศสถานการณฉุกเฉินในทุกเขต


ท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ก�าหนดให้อ�านาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอ�านาจออกประกาศก�าหนดมาตรการป้องกัน
และควบคุมโรคตดต่อ เมื่อเกิดโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด หรือมีเหตุสงสัยว่าได้เกิดโรคติดต่ออันตราย

หรือโรคระบาดในพืนที่ การสวมหน้ากากอนามัยของประชาชนในพื้นที่ออกนอกเคหสถาน จึงเป็นการป้องกัน

การแพร่ระบาดของโรคภายในพื้นที่เช่นเดียวกับกรณีการห้ามออกจากเคหสถานในบางช่วงเวลาตามข้อก�าหนด
ที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร




9 พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 2). 2563 เมษายน 2. ราชกิจจานุเบกษา.
เล่ม 137 ตอนพิเศษ 86 ง หน้า 1.


38

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีอ�านาจออกค�าสั่งเรื่องมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชอ
ื้





โควิด-19 โดยขอใหผูที่จะออกนอกเคหสถานหรือบริเวณสถานที่พ�านักของตนใหสวมหนากากอนามัยหรือหนากาก
ผ้าทุกครั้ง และห้ามมิให้ผู้ใดกระท�าการหรือด�าเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็น








เหตุใหโรคติดตออันตรายหรือโรคระบาดแพรออกไป กรณีที่ประชาชนผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามค�าสั่งดังกลาว
ต้องระวางโทษตามมาตรา 51 แห่ง พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท
4. บทสรุป

4 . 1 การพิจารณาของศาลยุติธรรม เป็นการพิจารณาถึงอ�านาจของผู้ว่าฯในการออกคาสั่ง หรือออก
ประกาศฯ ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้าผ้าเมื่ออกจากเคหสถานหรือไปในที่สาธารณะ โดยอาศัยอ�านาจตาม


พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณฉุกเฉิน ประกอบ พระราชบัญญัติโรคติดตอ พ.ศ.2558 มาตรา
34 (6) ซึ่งมีความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้ โดยที่ขอก�าหนดที่ออกตาม มาตรา 9 แห่ง พระราชก�าหนดการบริหารราชการ

ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกอบ (ฉบับที่ 1) มีเพียงข้อ 11 ที่ก�าหนดให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการ
ก�าหนด เพื่อปฏิบัติเป็นการทั่วไป หรือใช้ในกรณีผ่อนผันหรือยกเว้นการปฏิบัติตามข้อก�าหนดนี้ ซึ่งข้อ 11 (2) ได้






ก�าหนดใหเจาหนาที่ ผูประกอบกิจการ ผูรวมกิจกรรม ผูรวมงาน ลูกจาง และ ผูใชบริการ สวมหนากากอนามัยหรือ






หน้ากากผ้า ซึ่งดูเหมือนจะเน้นไปที่การประกอบกิจการและจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งผู้จัด เจ้าของ และผู้เข้าร่วม แต่



มิไดครอบคลุมถึงประชาชนโดยทั่วไปกรณีการออกจากเคหสถานจึงอาจจะไมชัดเจนนัก แตเมื่อพิจารณาประกอบ
มาตรา 34 (6) ของกฎหมายโรคติดต่อ พบว่า กฎหมายได้ให้อ�านาจแก่ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อรวมถึง
ผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยว่า เมื่อเกิดหรือมีเหตุสงสัยว่าได้เกิดโรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดในเขตพื้นที่ใด ให้



เจาพนักงานควบคุมโรคติดตอในพื้นทนั้นมีอ�านาจที่จะด�าเนินการเองหรือออกค�าสั่งเปนหนงสือใหผใดด�าเนินการ



ี่

ดังตอไปนี้ (6) หามผูใดกระท�าการหรือด�าเนินการใดๆ ซึ่งอาจกอใหเกิดสภาวะที่ไมถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเปนเหตุ







ให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป ซึ่งประเด็นนี้ ศาลจังหวัดกันทรลักษณ์เห็นว่าการไม่ใส่หน้ากาก






มิไดกอเกิดสภาวะที่ไมถูกสุขลักษณะ และกฎหมายมิไดใหอ�านาจเจาพนักงานควบคุมโรคติดตอกาหนดการอย่าง


อื่นได้อีก จึงเห็นว่าไม่มีบทกฎหมายใดที่ก�าหนดว่าการไม่สวมหน้ากากเป็นความผิด เมื่อน�า มาตรา 2 ประมวล
กฎหมายอาญามาประกอบก็เห็นว่าไม่เป็นความผิดจึงยกฟ้อง โดยหลักวิชาการเพื่อการควบคุมป้องกันโรค
โควิด 19 นี้ ต้องถือว่าการไม่สวมหน้ากากอนามัยเป็นการกระท�าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งจะเป็นปัจจัยส�าคัญใน
การแพร่กระจายโรคติดต่ออันตราย (โควิด-19) นี้ได้ จึงอยู่ในขอบอ�านาจของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่จะ
สั่งการเช่นนั้นได้ เมื่อพบว่าในพื้นที่จังหวัดนั้น มีผู้ป่วยหรือมีการระบาดของโรคอันตราย (โควิด-19) นอกจาก
นี้ เมื่อพิจารณาข้อก�าหนดที่ออกตาม มาตรา 9 แห่ง พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
(ฉบับที่ 2) ข้อ 2 ที่ก�าหนดว่า ส�าหรับจังหวัดพื้นที่หรือสถานที่ใดโดยก�าหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่เข้มงวดหรือ
เคร่งครัด กว่าข้อก�าหนดให้ปฏิบัติตามประกาศหรือค�าสั่งนั้นต่อไปด้วย จึงเห็นพ้องกับส�านักงานกฎหมายและ
วิชาการฯ ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดย่อมอาศัยอ�านาจตามข้อก�าหนดที่ออกตาม มาตรา 9 แห่ง พระราชก�าหนดการ
บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ทั้งฉบับที่ 1 และ 2) ประกอบกับพระราชบัญญัติโรคติดต่อ มาตรา 34 (6)
ออกค�าสั่ง/ประกาศฯได้ และศาลย่อมลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนค�าสั่ง/ประกาศ เช่นว่านั้นได้
4.2 เมื่อพิจารณาถึงนิติวิธีในทางปกครอง ก็จะมีประเด็นเรื่อง การออกค�าสั่ง ซึ่ง มาตรา 34 ให้เจ้าพนักงาน


ควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่นั้น มีอานาจที่จะด�าเนินการเองหรอออกค�าสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ใดด�าเนินการได้ตาม



(1)-(8) แต่ วรรคสองระบุวาในการด�าเนินการตามวรรคหนึ่ง เจาพนักงานควบคุมโรคติดตอตองท�าการสอบสวนโรค

39

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
และในวรรคสาม ระบุว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการด�าเนินการหรือออกค�าสั่งตามวรรคหนึ่ง และการ
สอบสวนโรคตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศก�าหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการซึ่ง
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขนี้ได้ก�าหนดให้ต้องออกค�าสั่งเป็นหนังสือ เป็นรายบุคคล และจะมีผลบังคับเมื่อได้






สงค�าสั่งนั้นโดยชอบแลวจึงมีปญหาวาการออกประกาศของผูวาจังหวัดในฐานะเจาพนักงานควบคุมโรคติดตอเพื่อ


ก�าหนดวิธีที่ต้องปฏิบัติตาม (6) เป็นค�าสั่งทางปกครองทั่วไปจะเป็นการกระท�าที่ชอบด้วยกฎหมายทางปกครอง
หรือไม่ เมื่อมีปัญหาว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายในการใช้อ�านาจทางปกครอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ เราก็ต้อง
อาศัยกระบวนการการตรวจสอบโดยศาลปกครองเสมอแต่ด้วยการด�าเนินการในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้อาศัย

อ�านาจตาม พระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยความเห็นชอบของคณะ
รัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้มีผลบังคับทั่วราชอาณาจักร แล้วออกข้อก�าหนดตามมาตรา 9 แห่ง พระ
ราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณฉุกเฉิน (ฉบับที่ 1 และ 2) เพื่อก�าหนดมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุม/

ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตราย (โควิด 19) ทั้งนี้ได้มอบให้ผู้ว่าฯมีอ�านาจในการออกประกาศอันมี
สภาพเป็นค�าสั่งทางปกครองทั่วไปได้ ภายใต้ข้อก�าหนดที่ออกตาม มาตรา 9 ทั้ง 2 ฉบับ แม้จะมีปัญหาในทางข้อ
กฎหมายว่าด้วยนิติวิธีทางปกครอง แต่เนื่องจากพระราชก�าหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.
2548 มาตรา 16 บัญญัติว่า ข้อก�าหนด ประกาศ ค�าสั่ง หรือการกระท�าตามพระราชก�าหนดนั้นไม่อยู่ในบังคับ


ของกฎหมายวาดวยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายวาดวยการจัดตั้งศาลและวิธีพิจารณาคดีปกครอง



ดังนั้น เรื่องนี้จึงยุติตามค�าวินิจฉัยข้างต้นของศาลยุติธรรมโดยประธานฎีกาไปโดยปริยาย





กรณีขอก�าหนดที่ใหประชาชนตองสวมหนากากอนามัยหรือหนากากผา เมื่อออกจากเคหสถาน หรือไปในที่








สาธารณะต่างๆ จะมีผลบังคับเมื่อผูวาฯหรือเจาพนักงานควบคุมโรคติดตอในแตละพื้นที่ไดออกค�าสั่งเปนหนังสือ
หรือ ออกเป็นประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัด ตามมาตรา 34 (6)-(8) หรือ มาตรา 35 ประกอบกับข้อก�าหนด
ที่ออกตาม มาตรา 9 แห่ง พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1 และ
2) ตามสาระในแต่ละข้อ แล้วแต่กรณี ได้



การประกาศของผูวาราชการจังหวัดเปนค�าสั่งทางปกครองหรือกฎ การออกประกาศของผวาราชการจังหวัด




ออกประกาศโดยอาศยขอก�าหนดที่ออกตามความโดยมาตรา 9 พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ ์

ฉุกเฉิน ฉบับที่ 2 ข้อ 1 ก�าหนดห้ามออกนอกเคหสถานในเวลา 22.00 – 04.00 น. ข้อ 2 ให้อ�านาจผู้ว่าราชการ

จังหวัดก�าหนดเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่เครงครัดกวาที่ก�าหนดในข้อ 1 ได้ เพราะฉะนั้นประกาศดงกลาวจงมีสภาพ




เป็นกฎสามารถบังคับได้โดยทั่วไป
5.ข้อเสนอแนะ

5 . 1 หลักการตีความกฎหมายอาญาเปนกฎหมายที่มวัตถุประสงคในการคุมครองบุคคลและรักษาความสงบ









เรียบรอยของบานเมือง และมุงหมายเพื่อลงโทษผูกระท�าความผิด ซึ่งเปนกฎหมายที่มีผลกระทบตอสิทธิ เสรีภาพ
ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ของบุคคล ดังนั้นการตีความกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด ตามตัวอักษร
โดยยึดหลักว่า ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ จะตีความอย่างกว้างโดยขยายความเพื่อลงโทษ หรือเพิ่ม






โทษแกผูกระท�าความผิดไมได ในกรณีที่มีความสงสัยตองยกประโยชนแหงความสงสัยนั้น จะเห็นไดตามประมวล


กฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรกที่บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระท�าการอัน
กฎหมายทีใช้ในขณะกระท�านันบัญญัติเป็นความผดและก�าหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่ผ้กระท�าความผิด




นั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย” ดังนั้น การตีความกฎหมายอาญานั้นจึงต้องตความโดยเคร่งครัด

40

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
หรือควรตีความไปตามเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม แม้ในบางประเด็นอาจ
มีความเห็นแตกต่างกันในทางกฎหมาย









5 . 2 การพิจารณาวามความผิดทางอาญาแลวลงโทษประชาชนได ตองไมมองขามหลักเจตนา ซึ่งเปนไปไดที่





ประชาชนที่ถกด�าเนินคดีแล้วไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฝืนเช่นนี้ เหนด้วยกับที่ประชมของศาลยุตธรรมที่ให้ใช้ดุลพนิจ







ลงโทษตามขอแนะน�าวาพึงตองใชดุลพินิจเปนรายคดี โดยค�านึงถึงสภาพแหงขอหาและการกระท�าความผิด ตลอด


จนโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมของจาเลย ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกนการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส
โคโรนา 2019 เพราะจะเป็นการอ�านวยความยุติธรรมให้กับประชาชนสอดคล้องกบสภาพความเป็นจริงในการ

บริการสาธารณสุขของประเทศ



ั่


5 . 3 ควรมีการประชาสัมพันธใหประชาชนใหเกิดการรับรูโดยทวกันจะไดเขาใจและปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ

ข้อบังคับ ได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดปัญหากระแสทางสังคมลง
บรรณานุกรม
World Health Organization: WHO (Internet). Coronavirus disease (COVID-19) Weekly Epidemi
ological Update and Weekly Operational Update (cited 2021 Jun 10). Available from:
https://www.who.in/
World Health Organization: WHO (Internet). Coronavirus disease (COVID-19) Pandermic. (cited
2021 Jun 10). Available from: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-corona
virus2019/situation-reports/.
World Health Organization: WHO (Internet). Novel-coronavirus-2019. (cited 2021 Jun 10). Avail
able from: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/situation
reports/.
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534. (2534) 2534 สิงหาคม 21. ราชกิจจานุเบกษา.
เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 24.
พระราชก�าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 2). 2563 เมษายน 2. ราชกิจจา
นุเบกษา. เล่ม 137 ตอนพิเศษ 86 ง หน้า 1.
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542. (2542) 2558 เมษายน 25.
ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 137 ตอนพิเศษ 76 ง หน้า 1.
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) (อินเตอร์เน็ต].2563
(เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2564). เข้าถึงได้จาก: http://www.moicovid.com






ส�านักขาวอิศรา (2563) ไมสวมหนากากอนามัยออกนอกบานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ! ชี้ผูวาฯ มีอ�านาจใช้มาตรการ

คุม ปชช. ส�านักข่าวอิศรา
อมร ลีลารัสมี. เรืองน่ารู้เกี่ยวกับโรคติดเชอ COVID-19 จากเชือไวรัส SARS-CoV-2 (อินเตอร์เน็ต).2563.
ื้


(เข้าถึงเมื่อ 25 มิถุนายน 2564). เข้าถึงได้จาก: https://tmc.or.th/covid19/index.php

41

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






ที่ดินที่มีเอกสารรับรอง

การเสียภาษีบ�ารุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5)






เหตุ เพราะที่ดิน (Land) เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทาง



เศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับผู้เป็นเจ้าของให้
ี่
มีอ�านาจกรรมสิทธิ์ในทดิน ที่ดินจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามความ
หมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 ที่บัญญัติ


ว่า “อสงหารมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่
กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับ
ที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือ
ทรัพย์อันติดอยู่กบที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น


ด้วย” ที่ดินจึงหมายถึงพื้นแผนดินที่สามารถวัดความกวางความยาว

ได้ เช่น นายแดงเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดเนื้อที่ 100 ตารางวาและ
ได้ปลูกสร้างบ้านมูลค่า 3 ล้านบาทเพื่ออยู่อาศัย เป็นต้น และตาม
โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถิต จ�าเริญ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ได้ให้ความหมายของค�าว่าที่ดินไว้
อาจารย์ประจ�าหลักสูตร ว่า “ที่ดิน หมายความว่าพื้นที่ดินทวไป และให้หมายความรวม
ั่
นิติศาสตรบัณฑิต ถึงภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ล�าน�้า ทะเลสาบ เกาะ และ
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่ชายทะเลด้วย” จากบทบัญญัตินี้ค�าว่าที่ดินจึงมีความหมายกว้าง
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กว่าออกไปอีกว่าหมายความรวมถึงล�าน�้าหรือทะเลสาบให้เป็นที่ดิน
ด้วย (มานิตย จุมปา. 2551 : 29) เจาของที่ดินหรือผูมีสิทธิในที่ดินจึง



สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้โดยการน�าไปลงทุน น�าไปเป็นหลัก
ประกันหนี้ รวมทั้งการน�าไปท�าธุรกรรมต่างๆ เช่น การท�าสัญญาซื้อ



ขาย เชาทรัพย จ�านอง เป็นต้น หากแตที่ดินมีอยูหลากหลายประเภท

เช่น ที่ดินมีโฉนด ที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง ที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ที่ดิน

ภ.บ.ท.5 หรืออาจเปนดินสาธารณะสมบัติ เป็นต้น เพราะที่ดินแตละ






ประเภทผูเปนเจาของหรือผูครอบครองยอมมีสิทธิในที่ดินหรืออ�านาจ
กรรมสิทธิ์ที่แตกกันกันออกไป
42

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ประเภทของที่ดินอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ที่ดินของรัฐ กับ ที่ดินเอกชน ซึ่งที่ดินของรัฐแบ่งเป็น 4
ประเภท คือ ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ดินของรัฐประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ที่ราชพัสดุ และที่สงวนหวงห้าม โดยที่




ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1304, 1305, 1334 ถือวาที่ดินของรัฐประเภทที่รกราง





วางเปลาเปนที่ดินของรัฐประเภทเดียวเทานั้นที่เอกชนจะไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดิน
ของรัฐยังมีปรากฏในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 8 ทวิ, 8 ตรี, 9, 10, 11, 12 (ภาศกร ชุณหอุไร. 2546 :
64) ส่วนที่ดินของเอกชน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ที่ดินที่เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และที่ดินที่เอกชนยังไม่มี
กรรสิทธิ์ในที่ดิน (ภาศกร ชุณหอุไร. 2546 : 158) เพราะที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องมีเจ้าของเสมอซึ่งก็คือ
รัฐ แต่หากที่ดินไม่ใช่ของรัฐก็จะเป็นของเอกชนได้ โดยสิทธิในที่ดินที่รัฐให้นั้นพบว่ามีหลากหลายสิทธิมาก ได้แก่
กรรมสิทธิ์ สิทธิจับจองท�าประโยชน์ สิทธิท�ากินในเขตป่าไม้ (สทก.) สิทธิเข้าท�าประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม




กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) สิทธิเหลานี้ไมถือวาเปนสิทธิครอบครองเพราะสิทธิครอบครอง




ึ้




ตองขนอยูกับการครอบครองซึ่งไมเกี่ยวกับรัฐให และรัฐยงอาจใหสิทธอนไดอีก เชน สิทธิเหนือพืนดิน สิทธิเก็บกิน




สิทธิที่ให้ไว้เพื่อการพาณิชย์ รัฐก็อาจให้ได้เพื่อการอื่นๆ โดยรัฐให้สิทธิแก่เอกชน 2 ประเภท ดังนี้ ประเภทแรก

คือที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ เป็นสิทธิตามประมวลกฎหมายทีดน โดยรัฐออกเอกสารสิทธิ์คือโฉนดที่ดนให้แก่เอกชน


เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โฉนดที่ดิน หมายความว่า หนังสือส�าคัญแสดงกรรมสิทธิ์ และ
หมายความรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่าได้ท�าประโยชน์แล้ว ส่วนประเภทที่สอง คือ
ที่ดินที่ไม่จ�าเป็นต้องรัฐให้ ใครก็ครอบครองได้ ซึ่งอาจจะมีเพียงใบจอง ใบไต่สวน หนังสือแจ้งการครอบครอง
ที่ดิน (ส.ค.1) หรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3) หรือที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ เลย ซึ่งผู้ที่มีที่ดินที่มี
หนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หรือที่ดินที่มีหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3) มีสิทธิขอให้ออก


โฉนดที่ดินได หากทีดินนั้นอยูในเขตทองที่ซงรฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให ้
ึ่




ี่


เปนเขตทองทที่จะท�าการส�ารวจรังวัดท�าแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา
58 และต้องไม่เป็นที่ดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ทางน�้า ทางหลวง ทะเลสาบ ที่ชายตลิ่ง หรือไม่เป็นที่
เขา ที่ภูเขา ที่สงวนหวงห้าม ที่ดินซึ่งทางราชการเห็นว่าควรสงวนไว้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ดังที่บัญญัติไว้
ในกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
พ.ศ.2497 ข้อ 8 ไม่ใช่ที่ดินตามมาตรา 1303 (2), (3)
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจึงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หนังสือส�าคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและหนังสือ
ส�าคัญที่ไม่ใช่หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
1. หนังสือส�าคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือเรียกว่าที่ดินมีโฉนด ซึ่งโฉนดที่ดิน คือ หนังสือส�าคัญแสดง
กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งออกให้ตามประมวลกฎหมายที่ดินปัจจุบัน นอกจากนี้ยังรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง











และตราจองที่วา “ไดท�าประโยชน์แล้ว” ซึ่งออกใหตามกฎหมายเกา แตก็ถือวามีกรรมสิทธิ์เชนกน ผูเปนเจาของ
ที่ดิน ถือว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นอย่างสมบูรณ์เช่น มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดิน มีสิทธิจ�าหน่าย มีสิทธิขัดขวาง
ไม่ให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (กรมที่ดิน, ออนไลน์) ประเภทของหนังสือส�าคัญ
แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบ่งได้ 4 ประเภท คือ โฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่าได้ท�าประโยชน์แล้ว
และโฉนดที่ดิน หนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดินมีตราครุฑประทับอยู่บนตัวเอกสารสีของตัวครุฑสามารถบ่งบอกประเภท
ของหนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดินได้ ที่ดินซึ่งถูกระบุอยู่บนหนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดินสามารถน�าไปจดจ�านอง ให้เช่า หรือ
ขายได้ เจ้าของที่ดินสามารถให้สิทธิเหล่านี้แก่บุคคลที่สามได้ เช่น สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน เป็นต้น
43

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. หนังสือส�าคัญที่ไม่ใช่หนังสือแสดงกรรมสทธิ์ในที่ดิน โดยเอกสารแสดงหลักฐานการถือครองที่ดิน

เอกสารเหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงการครอบครองที่ดิน ไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างบนที่ดินที่แสดงอยู่ในเอกสารเหล่านี ้



สามารถอางสิทธิไดเพียงการโอนสิทธแบบมรดก ไมสามารถใชเปนหลกประกันในการขอสินเชื่อ สิทธิการเชาและ





สิทธิอื่นๆ ไม่สามารถอ้างสิทธิได้ ได้แก่ หนังสือรับรองการท�าประโยชน์ หรือ น.ส.3 ก. เป็นเอกสารที่สามารถ
ใช้ได้ดีเกือบจะเท่ากับโฉนด จะมีตราครุฑสีเขียวประทับอยู่ หนังสือรับรองการท�าประโยชน์ หรือ น.ส.3 หนังสือ
ค�ารับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ท�าประโยชน์ในที่ดินแล้ว โดยได้มีการรังวัดและจัดท�าแผนที่ของที่ดินแล้ว
จะมีตราครุฑสีด�าประทับอยู่ ใบแจ้งการครอบครองที่ดินหรือ ส.ค.1 เป็นเพียงหลักฐานการแจ้งความต่อทาง




ราชการวาผูนั้นก�าลังครอบครองที่ดินแปลงใดอยู ไมใชหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแตอยางใด และไม่สามารถ





จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดนนั้นได้ แต่สามารถแสดงเจตนาว่าจะสละการครอบครองในที่ดนนั้นให้แก่ผู้รับ
โอนได้เท่านั้น ใบจอง (น.ส.2) คือ หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราวเป็นหนังสือแสดงสิทธิใน
ที่ดินที่ทางราชการออกใหเนื่องจากการจับจองตามประมวลกฎหมายที่ดิน แตยังไมใหสิทธิครอบครองในที่ดินโดย




สมบูรณ์ เพราะเป็นการอนุญาตให้ผู้จับจองที่ดินเข้าท�าประโยชน์เป็นการชั่วคราว ใบไต่สวน (ส.ค.5) คือหนังสือ


แสดงการสอบสวนเพื่อออกโฉนดที่ดินเปนหนังสือแสดงใหทราบวาไดมีการสอบสวนสิทธิในที่ดนแลว สามารถจด




ทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ใบไต่สวนไม่ใช่หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ แต่สามารถจดทะเบียนโอนให้กัน
ได้ ส่วนที่ดิน ภ.บ.ท.5 เป็นแบบแสดงรายการที่ดินที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบ�ารุงท้องที่จะต้องไปยื่นแบบดังกล่าวเพื่อ
ช�าระภาษีบ�ารุงท้องที่ประจ�าปีต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ ส�านักงานอันเป็นที่ตั้งขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ที่
ที่ดินตั้งอยู่ เช่น ส�านักงานเขตในกรุงเทพมหานคร ส�านักงานเทศบาล ที่ว่าการอ�าเภอ ที่ท�าการองค์การบริหาร
ส่วนต�าบล ตามพระราชบัญญัติภาษีบ�ารุงท้องที่ พ.ศ.2508 ดังนั้น ภ.บ.ท. 5 จึงมิใช่เอกสารสิทธิในที่ดินที่ออก
ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
จากการที่ผู้เขียนสอนรายวิชากฎหมายที่ดินและบริการวิชาการด้านกฎหมายแก่ประชาชนในเขตต�าบล
ปรุใหญ่ อ�าเภอเมืองนครราชสีมา และจากการศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาประเภทหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
หมู่บ้านซับสวอง ต�าบลขนงพระ อ�าเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (ปรีชา โคตะระ และคณะ. 2564. 57)
พบว่าที่ดินบริเวณทั้ง 2 กรณีเป็นที่ดิน ภ.บ.ท.5 ที่ท�าให้ประชาชนมีปัญหาที่ต้องการทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็น
ที่ดินที่เจ้าของสามารถซื้อขายได้หรือไม่ ขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ บทความวิชาการนี้จะเป็นการสร้างความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของที่ดิน ภ.บ.ท.5 ซึ่งความเป็นมาของที่ดิน ภ.บ.ท. 5 นั้นเกิดในช่วงหลายสิบปีก่อน

ซึ่งเกิดภาวะที่ดินท�ากินไม่เพียงพอต่อจานวนประชากร ท�าให้เกิดการเข้าไปอาศัยในที่ดินรกร้างหรือถางป่าเพื่อ
ใช้เป็นที่ท�ากิน และเพื่อให้มีหลักฐานที่อ้างอิงจากการเข้าใช้ประโยชน์บนที่ดินนั้น จึงมีการเสียภาษีบ�ารุงท้องที่
เพื่อให้ได้เอกสารรับรองการจ่ายภาษี ภ.บ.ท.5 เพื่ออ้างอิงถึงการครอบครองที่ดินดังกล่าว (กรมที่ดิน. ออนไลน์)
ค�าว่า ภ.บ.ท.5 หรือภาษีบ�ารุงท้องที่ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีดอกหญ้า” ปรากฏในพระราชบัญญัติภาษี
บ�ารุงท้องที่ พ.ศ.2508 เป็นเอกสารแสดงรายการที่ดินที่ผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวที่มีหน้าที่เสียภาษีบ�ารุงท้องที่

จะต้องไปยื่นแบบดังกล่าวเพื่อช�าระภาษบ�ารุงท้องที่ประจ�าปีต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ ส�านักงานอันเป็นที่ตั้ง

ขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ที่ที่ดนแปลงนั้นตงอยู่ เช่น ส�านักงานเขตในกรุงเทพมหานคร ส�านักงานเทศบาล
ั้

ที่ว่าการอ�าเภอ ที่ท�าการองค์การบริหารส่วนต�าบล ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่รบจ่ายเงินภาษีและลงบันทึก

ไว้ และออกเอกสารที่เรียกว่า ภ.บ.ท.5 ให้ผู้ช�าระภาษีไว้เป็นหลักฐาน ดังนั้น ภ.บ.ท.5 จึงไม่ใช่เอกสารสิทธิที่ดิน
ที่ออกตามประมวลกฎหมายที่ดินเพราะไม่ได้ออกโดยกรมที่ดิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่มีอ�านาจ





ตรวจสอบการครอบครองที่ดน บุคคลที่มีชื่อใน ภ.บ.ท.5 อาจจะไมใชเจาของที่ดินและที่ดินอาจจะเปนที่หวงหาม

44

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน (สถิต จ�าเริญ. 2563 : 19) ที่ดิน ภ.บ.ท.5
ผู้เป็นเจ้าของคือราชการนั่นเอง เพียงแต่ให้ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ชั่วคราว แต่ไม่ถือว่าผู้ที่ใช้ประโยชน์นั้นเป็น
เจ้าของที่ดิน (กรมที่ดิน. ออนไลน์)
ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ การซื้อขายที่ดิน ภ.บ.ท.5 ซึ่งในปัจจุบันไม่มีกฎหมายรับรองการท�า






ื้
นิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินดังกลาว การจะซอขายที่ดน ภ.บ.ท.5 จึงไมสามารถซื้อขายได โดยเฉพาะที่ดินที่อยใน
เขตเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดิน เขตที่สาธารณประโยชน์ ที่หลวงสงวนหวงห้าม จะไม่สามารถจ�าหน่าย





จายโอนไดเลยและจะมีความผิดทางอาญาดวย แตในทางปฏิบัติหากประชาชนมการซื้อขายกนเองโดยโอนเปลี่ยน

มือไปเรื่อยๆ เช่น นายเอกซื้อที่ดิน ภ.บ.ท.5 จากนายโทจ�านวน 2 ไร่ มีการช�าระราคาที่ดินแล้ว 200,000 บาท
ส่วนผู้ขายก็ส่งมอบที่ดินผู้ซื้อเข้าครอบครองท�ากินแล้ว และเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีในใบเสียภาษีบ�ารุงท้องที่มาเป็น

ชื่อนายเอกผู้ซื้อแล้ว ผลของการซื้อขายที่ดนดังกล่าวจะใช้ยันกนได้ระหว่างผู้ซื้อกบผู้ขายเท่านั้นตามหลักแห่ง


สัญญา แต่จะใช้ยันทางราชการไม่ได้ ไม่ว่าจะครอบครองมาจนครบ 10 ปีก็ตาม ดังนั้นผู้ซื้อจะอ้างการซื้อขายไป
ยันกับทางราชการไม่ได้ โดยอ้างว่าตนได้ครอบครองปรปักษ์โดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ จนครบ 10 ปี







ติดตอกันแลวมาใชยันกับรัฐไมได และจะน�าหลักการไดมาซึ่งทรัพยสิทธิโดยทางนิตกรรมตามมาตรา 1299 วรรค
หนึ่งมาใช้บังคับก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังปรากฏในค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 15551/2553 และค�าพิพากษาศาลฎีกา
ที 7740/2555 ดังนี้
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 15551/2553 ที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันเป็นที่ดินมือเปล่า (ภ.บ.ท.5) เจ้าของที่ดิน


มีเพียงสทธครอบครอง เมื่อตามสัญญาระบุว่าจ�าเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ช�าระราคา
แก่จ�าเลยทั้งสองแล้วในวันท�าสัญญา โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแล้ว ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด โจทก์และ
จ�าเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ใดๆ ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาอีก ดังนั้น การที่โจทก์จะเข้าท�าการรังวัดแนวเขต
ที่ดินเพื่อครอบครองท�าประโยชน์ จึงไม่ใช่ข้อผูกพันอันเกี่ยวเนื่องจากสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การที่จ�าเลยทั้ง
สองคัดค้านและขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์ท�าการรังวัด จึงฟังไม่ได้ว่าจ�าเลยทั้งสองผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับ
ความเสียหาย ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอ�านาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจ�าเลยทั้งสองไปท�าการวัดแนวเขตที่ดินพิพาท หรือ
ให้คืนเงินค่าซื้อที่ดิน (ศาลฎีกา. ออนไลน์)


ค�าพิพากษาศาลฎีกาที 7740/2555 ที่ดินพิพาทมีเพียงสิทธิครอบครอง โจทกผูจะขายท�าสัญญากับจ�าเลย


ทั้งสองผูจะซื้อวาทีดินพพาทราคา 1,500,000 บาท จะท�าการโอนที่ดินใบ ภ.บ.ท.5 ใหแกจ�าเลยทั้งสองและจ�าเลย







ทั้งสองไดวางมัดจาใหโจทกไวเปนเงิน 730,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจ�าเป็นแบบ



พิมพ์ส�าเร็จรูปซึ่งมีการกรอกข้อความไปตามรายการในแบบพิมพ์เพอให้เป็นหลักฐานเท่านั้น แต่โดยเจตนาของ
ื่
โจทก์และจ�าเลยทั้งสองแท้จริงแล้ว เป็นการท�าสัญญาซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกัน เพราะที่ดินพิพาท
ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิใดๆ คงมีเพียงสิทธิครอบครองโดยการยึดถือ (มาตรา 1367) เท่านั้น จึงสามารถโอนการ
ครอบครองแก่กันได้ด้วยวิธีส่งมอบที่ดินที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 เมื่อ

โจทก์ส่งมอบการครอบครองทดินพิพาทให้จ�าเลยทั้งสองแล้ว จึงเป็นการปฏิบติการช�าระหนี้ตามสัญญาครบ



ถ้วน จ�าเลยทั้งสองยอมมีหนาที่ช�าระราคาสวนที่เหลือใหแกโจทกและเมอจ�าเลยทั้งสองไมช�าระราคาสวนที่เหลือ

ื่






แทนที่โจทก์จะฟ้องบังคับให้จ�าเลยทั้งสองช�าระเงินตามสัญญา แต่โจทก์กลับมาฟ้องขับไล่จ�าเลยทั้งสองเป็นคดีนี้
และจ�าเลยที่ 2 ก็ฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้จ�านวน 730,000 บาท กรณีจึงถือได้ว่าคู่สัญญาต่าง








สมัครใจเลิกสัญญาซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตอกัน คูสัญญาแตละฝายจ�าตองใหอีกฝายหนึ่งไดกลับคืนสู ่
45

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ศาลมองว่าการซื้อขายที่ดิน
ภ.บ.ท.5 เป็นการซื้อขายที่ดินมือเปล่า มีเพียงสิทธิครอบครองที่สามารถส่งมอบการครอบครองโดยไม่ต้องไปจด
ทะเบียน และไม่ถือว่า ภ.บ.ท.5 เป็นเอกสารสิทธิ์ สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้หากผิดสัญญา แต่จะฟ้องร้อง
ให้ไปด�าเนินการรังวัดออกโฉนดไม่ได้ (ศาลฎีกา. ออนไลน์)
แม้ว่าหากมีการซื้อขายกันเองได้และมีค�าพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น แต่การซื้อขายที่ดิน ภ.บ.ท.5



ก็ยังมีความเสี่ยงอยูมากเนื่องจากที่ดิน ภ.บ.ท.5 นั้นไมอยูในการรับรองสิทธิโดยกรมที่ดน เพราะหากที่ดินที่บุคคล


อื่นครอบครองอยู่แล้วเป็นที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณะ ที่ป่าสงวน ป่าชายเลนหรืออุทยานแห่งชาติ รวมไปถึงที่ดินใน





ี่
เขตทหาร ซึ่งผูครอบครองโดยถอเอกสาร ภ.บ.ท.5 นั้นยอมไมท�าใหเกดสิทธิที่จะคัดคานการยึดทดินคืนจากภาครฐ



ได้ นอกจากนี้หากที่ดิน ภ.บ.ท.5 ซื้อขายกันได้นั้นเป็นที่สาธารณประโยชน์ ป่าสงวน ป่าชายเลนหรืออุทยานแห่ง





ชาติ ที่ดินในเขตทหาร ยอมท�าใหสัญญาซื้อขายตกเปนโมฆะดวย ดังปรากฏในค�าพิพากษาศาลฎกาที่ 5408/2557,
7464/2555 และค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 10544/2553 ดังนี้
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 5408/2557 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งมี

แบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) และใบเสร็จรับเงินภาษีบ�ารุงทองที่ (ภ.บ.ท.11) จากจ�าเลยที่ 1 โดยปลอดภาระ



ผูกพันหรือภาระติดพันใด มีปญหาตองวินิจฉัยตามฎกาของโจทกวา โจทกฟองขอใหบังคับจาเลยที่ 1 คืนเงินพรอม







ดอกเบี้ยเพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุได้หรือไม่ เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์
ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 6 และที่ราชพัสดุ หมายความว่า
อสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด เว้นแต่ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติที่

ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 ดังนั้นที่ดินพิพาทไมมีภาระผูกพันหรือภาระตดพันในอสังหาริมทรัพยตามประมวล




กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1429 จ�าเลยที่ 1 ผูขายไมมีกรรมสิทธในทดินพิพาท แตครอบครองที่ดินพิพาท

ี่
ิ์
และขายสิทธิครอบครองนั้นใหแกโจทกโดยโอนไปซึ่งการครอบครองตามมาตรา 1378 ในระหวางเอกชนดวยกัน







การขายสิทธิครอบครองที่ดินของรัฐใช้บังคับได้ โจทก์ท�านิติกรรมซื้อสิทธิครอบครองที่ดนพิพาทซึงมีแบบแสดง


รายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) และใบเสร็จรับเงินภาษีบ�ารุงทองที่ (ภ.บ.ท.11) จากจ�าเลยที่ 1 ดวยใจสมัครตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 โดยทราบดีว่าเป็นที่ดินมือเปล่าอันเป็นของรัฐ เมื่อจ�าเลยที่ 1 โอนไปซึ่ง
การครอบครองต้องตามวัตถุประสงค์แล้ว โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจ�าเลยที่ 1 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้าง
ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ส�าหรับจ�าเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกา
เห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น (ศาลฎีกา. ออนไลน์)
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 7464/2555 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่
4 พฤษภาคม 2547 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์เนื้อที่ 1 ไร่จากจ�าเลย ราคา 150,000 บาท









ตอมาองคการบริหารสวนต�าบลศรีส�าราญหามมิใหโจทกเขาครอบครองท�าประโยชนในที่ดิน ปญหาที่ตองวินิจฉัย





ตามฎีกาของโจทกมีวา โจทกมีสิทธิเรียกเงินคาที่ดินพรอมดอกเบี้ยคืนจากจ�าเลยหรือไม เห็นวาที่ดินพิพาทเปนที่








สาธารณประโยชนจึงเปนสาธารณสมบัติของแผนดินซึ่งประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1305 บัญญัติ

ว่า “ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่ อาศัยอ�านาจแห่งบทกฎหมาย
เฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา” การที่โจทก์จ�าเลยท�าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท (เป็นที่สาธรณประโยชน์) แก่กัน
จึงเป็นการท�านิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์จ�าเลย
ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และมีผลเปนการเสียเปลาเทากับโจทกจ�าเลยมิไดท�าสัญญาซื้อขายกันและตอง












คืนทรัพยสินอนเกิดจากโมฆะกรรมแกกันโดยใหน�าบทบัญญัติวาดวยลาภมิควรไดมาใชบังคับตามมาตรา 172 แต่


46

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


การที่โจทกช�าระราคาที่ดินพิพาทแกจาเลยตามสัญญาซื้อขายโดยรูอยูแลววาที่ดินพิพาทเปนที่สาธารณประโยชน ์







ถือว่าเป็นการกระท�าตามอ�าเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อช�าระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันทีจะต้องช�าระ ทั้ง
ยังเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามมาตรา 407 และมาตรา 411 โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะได้รับคืนราคาที่ดิน
ที่ช�าระแก่จ�าเลยดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของ
โจทก์ฟังไม่ขึ้น (ศาลฎีกา. ออนไลน์)
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 10544/2553 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้ช�าระราคา
ที่ดินพิพาทให้แก่ พ. ซึ่งเป็นผู้ขายไป 2,000,000 บาท ครบถ้วนแล้ว และ พ. ให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาท
ตั้งแต่วันท�าสัญญา แต่จากค�าเบิกความของโจทก์ได้ความว่าโจทก์ช�าระราคาไปเพียง 1,000,000 บาท ส่วนที่
เหลือช�าระเมื่อโอนชื่อกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโจทก์อธิบายว่าที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารสิทธิ์แต่มีใบ ภ.บ.ท.5 ที่
พ. และ จ. น�ามาให้ดูว่าเป็นหลักฐานแสดงการครอบครองที่ดินพิพาทโจทก์จึงตกลงซื้อ ที่โจทก์เบิกความถึงการ
โอนชื่อ จึงหมายถึงการเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีบ�ารุงท้องในเอกสารดังกล่าวมาเป็นชื่อของโจทก์ ดังได้ความจาก พ.
ว่า วันที่ไปโอนที่ดินพิพาทที่ซื้อจาก น. ได้มีการเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีที่ดินในใบ ภ.บ.ท.5 มาเป็นชื่อของ พ. ดังนี้
สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ฝ่าย พ. ผู้จะขายไม่ติดใจเรียกร้องให้โจทก์
ผู้จะซื้อช�าระราคาส่วนที่เหลือจะถือว่าฝ่าย พ. สละการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วหาได้ไม่ โจทก์






จึงไมไดสิทธิครอบครองในดินพิพาทหากโจทกเขาครอบครองที่ดินพพาทก็เปนการครอบครองแทนฝาย พ. โจทก ์


จึงไม่มีอ�านาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจ�าเลยทั้งสองได้ (ศาลฎีกา. ออนไลน์)
ดังนั้น ที่ดิน ภ.บ.ท.5 เป็นที่ดินที่มีเอกสารแสดงรายการที่ดินที่ผู้ครอบครองที่ดินมีหน้าทเสยภาษีบ�ารุง

ี่
ท้องที่หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีดอกหญ้า” ปรากฎในพระราชบัญญัติภาษีบ�ารุงท้องที่ พ.ศ.2508 เท่านั้น หากมี
ื้
การซอขายที่ดิน ภ.บ.ท.5 จึงเป็นการซื้อขายที่ดินมือเปล่า มีเพียงสิทธิครอบครองที่สามารถส่งมอบการครอบ
ครองโดยไม่ต้องไปจดทะเบียน และไม่ถือว่า ภ.บ.ท. 5 เป็นเอกสารสิทธิ์ แม้ว่าจะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืน
ได้หากผิดสัญญา แต่จะฟ้องร้องให้ไปด�าเนินการรังวัดออกโฉนดไม่ได้ อีกทั้งหากที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นที่สาธรณ
ประโยชน์ ย่อมท�าซื้อขายตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 มีผลเป็นการเสียเปล่าตั้งแต่แรกเสมือนว่ามิได้ท�าสัญญา









ซื้อขายกันและตองคืนทรัพยสินอันเกิดจากโมฆะกรรมแกกันโดยใหน�าบทบัญญัตวาดวยลาภมิควรไดมาใชบังคับ








ตามมาตรา 172 แตการที่โจทกช�าระราคาที่ดินพิพาทแกจ�าเลยตามสัญญาซื้อขายโดยรูอยูแลววาที่ดินพพาทเปน



ที่สาธารณประโยชน ถือวาเปนการกระท�าตามอ�าเภอใจเหมือนหนึ่งวาเพื่อช�าระหนี้โดยรูอยูวาตนไมมีความผูกพน







ที่จะต้องช�าระทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามมาตรา 407 และมาตรา 411 ผู้ซื้อจึงไม่มีสิทธิจะได้
รับคืนราคาที่ดิน เช่นนี้แล้วการซื้อขายที่ดิน ภ.บ.ท.5 จึงมีความเสี่ยงที่มากและผู้อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวจึงไม่
ควรท�าธุรกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินประเภทนี้ แต่ควรใช้สอยประโยชน์โดยการท�ามาหากินในที่ดินอย่างพอเพียง
เพื่อการด�ารงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจะดีที่สุด
47

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง
กรมที่ดิน. (2559). มารู้จักเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.dol.go.th/Pages
[16 พฤศจิกายน 2561].

กรมที่ดิน. (2560). ภ.บ.ท.5 คืออะไร เรื่องควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อที่ดิน. แหล่งที่มา : https://
www.ddproperty.com [20 พฤษภาคม 2564].
ตุลญา โรจน์ทังค�า แก้วศุภาสวัสดิ์. (2556). คู่มือศึกษาวิชากฎหมายที่ดิน. กรุงเทพฯ : วิญญูชน.

ปรีชา โคตะระและคณะ. (2564). การศึกษาประเภทหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหมูบานซับสวอง ต�าบลขนงพระ

อ�าเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา. นครราชสีมา : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.
ภาสกร ชุณหอุไร. (2546). เอกสารประกอบการสอนชดวิชากฎหมายวาดวยทรัพยสิน หนวยท 12-13. กรุงเทพฯ





ี่
: ส�านักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.



มานิตย จุมปา. (2551). ค�าอธิบายประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยทรัพยสิน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ ์



มหาวิทยาลัย.
สถิต จ�าเริญ. (2563). ค�าอธิบายกฎหมายที่ดิน. นครราชสีมา : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.
ศาลฎีกา, ศูนยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา. (2555). ระบบสืบคนค�าพิพากษาค�าสั่งค�าร้อง


และค�าวินิจฉัยศาลฎกา. [ออนไลน์]. แหลงที่มา : http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/

web/searchlist.jsp [20 พฤษภาคม 2564].






































48


Click to View FlipBook Version