วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บทความวิชาการ
ส�านึกทางกฎหมาย :
ทฤษฎีของ Ewick and Silbey
์
้
แวดวงการศึกษาดานนิตศาสตร อาจจะไมคอยคุนเคยกบค�า
ิ
ั
้
่
่
ในว่า ส�านึกทางกฎหมาย เท่าใดนัก ซึ่งส�านึกทางกฎหมายมา
จากภาษาอังกฤษว่า “Legal Consciousness” อย่างไรก็ดี เมื่อ
้
่
แปลเป็นภาษาไทยแล้ว มีการใชค�าแปลที่หลากหลาย โดยในชวงเริ่ม
์
์
ิ
้
แรก ค�านีถกแปลโดย มงคล เจริญจิตต ในวิทยานิพนธระดับปรญญา
1
ู
โท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ว่า “การรับรู้กฎหมาย” ซึ่ง
ณ เวลานั้นเอง การแปลค�าว่า Legal Consciousness ด้วยถ้อยค�า
ดังกล่าวน่าจะไม่ใช่คาที่ถูกต้องครอบคลุมความหมายตามทฤษฎี
�
้
2
เทาใดนัก ต่อมาในงานของ ปยอร เปลี่ยนผดุง ใชค�าว่า “นิติส�านึก”
ิ
่
ี่
้
้
่
ซึ่งคอนขางเปนค�าทมีความหมายสอดคลองกับค�าภาษาอังกฤษ และ
็
ผู้เขียนเคยคิดจะเลือกใช้ค�านี้ เพราะแปลได้ตรงความหมายกว่า
โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์มงคล แต่เมื่อน�ามาใช้ในงานเขียนกลบพบว่า ไม่ค่อยราบรื่นกับการเขียน
ั
เจริญจิตต์ อธิบายบรรยายความรูสึกนึกคิด ทัศนคติของประชาชน จากขอมูลที่
้
้
ื
้
อาจารย์ประจ�าหลักสูตร ไดคนควาเทาใดนัก เลยเลอกที่จะใชค�าว่า “ส�านึกทางกฎหมาย” แทน
่
้
้
้
นิติศาสตรบัณฑิต ค�าว่า “นิติส�านึก” อีกทั้งมองว่า ค�าใหม่ที่เลือกใช้นี้ สื่อความหมาย
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องแปลความหมายซ�้าอีกครั้ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
1 มงคล เจริญจิตต์. 2551. การรับรู้กฎหมายของผู้ใช้แรงงานในกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท สาขา
วิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
2 ปิยอร เปลี่ยนผดุง. (2552). นิติสานึกของบุคคลในการเลนพนันชนไก: กรณีศกษา เครือขายการเลนพนันชนไกในอ�าเภอสันทราย
่
ึ
่
่
่
�
่
จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
49
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ส�านึกทางกฎหมายคืออะไร
่
้
้
่
่
ถึงแมวา “ส�านึกทางกฎหมาย” จะเปนค�าที่เขาใจไดงายแปลความหมายตรงตัว แตในทางวิชาการก็ถือเปน
็
้
็
้
็
้
้
่
่
เรื่องที่จ�าเปนจะตองก�าหนดขอบขายวาหมายถึงเรื่องใด โดยเฉพาะอยางยิ่งในทางทฤษฎี ซึ่งผูเขียนไดเคยอธิบาย
่
่
็
ความหมายและขอบข่ายเอาไว้ในผลงาน เมื่อพ.ศ. 2553 ซึ่งสรุปสาระส�าคัญไดวา เปนการศึกษาหรือการทาความ
�
้
้
์
เขาใจถึงประสบการณทางกฎหมายและผลกระทบของกฎหมายที่มีตอชีวตประจ�าวันของประชาชน โดยมีลักษณะ
ิ
่
ของการศึกษาที่ส�าคัญดังนี้ 3
1. บทบาทของกฎหมาย โดยศึกษาถึงอิทธิพลของกฎหมายที่มีต่อประชาชน ประชาชนให้ความส�าคัญกับ
เรื่องกฎหมายอย่างไร การด�าเนินชีวิตของประชาชนมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
2. ทัศนคติต่อกฎหมาย เป็นการศึกษามุมมองของประชาชนที่มีต่อกฎหมาย ประชาชนคิดเห็นอย่างไรต่อ
กฎหมายเหล่านั้น ยอมรับกฎหมายหรือต่อต้านกฎหมายเหล่านั้น
็
้
ิ
่
3. วิธีการแสดงออกซึ่งสิทธิ เปนสิ่งที่ประชาชนไดปฏิบัติออกมาในความเปนจริง ผานการด�าเนินชีวตประจ�า
็
็
้
วันของประชาชน สะทอนใหเห็นส�านึกทางกฎหมายในลักษณะที่เปนรูปธรรม ซึ่งอาจจะมีการใชหรือไมใชกฎหมาย
้
้
้
่
ก็ได้ หรือปรากฏในรูปแบบที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้เช่นกัน
4. ลักษณะส�านึกทางกฎหมาย เป็นเรื่องของรูปแบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ของส�านึกทาง
กฎหมาย ทั้งความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ การแสดงออกของประชาชน
5. วิธีการศึกษา โดยมากจะเป็นการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ ศึกษาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการ
เล่าเรื่องราวการด�าเนินชีวิตประจ�าวันของประชาชน
่
์
้
่
้
6. อัตลักษณ งานศึกษาจะตองสะทอนใหเห็นตัวตนของประชาชนที่มีตอกฎหมายวามีอยูอยางไร ประชาชน
่
้
่
ให้ความส�าคัญกับเรื่องใด ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาเกี่ยวกับส�านึกทางกฎหมาย
้
้
้
้
จากที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวา การศึกษาเกี่ยวกับส�านึกทางกฎหมาย จึงมีเปาหมายส�าคัญก็เพื่อท�าความ
่
่
เข้าใจถึงทัศนคติ มุมมองของประชาชนที่มีต่อกฎหมาย รวมถึงการปฏิบัติตนในทางกฎหมายของประชาชนว่ามี
่
่
่
่
็
้
อยูอยางไร ซึ่งในทายที่สุดก็จะสะทอนอัตลักษณอันเปนลักษณะเฉพาะของประชาชนเหลานั้นที่มีตอกฎหมายอีก
์
้
ทางหนึ่งด้วย
ลักษณะส�านึกทางกฎหมายของ Ewick and Silbey
ส�านึกทางกฎหมายของประชาชน อาจมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่ง Patricia Ewick and Susan S. Silbey 4
ไดอธิบายรูปแบบของส�านึกทางกฎหมายของประชาชนไว ซึ่งถือเปนรูปแบบแรกเริ่มของการศึกษาดานส�านึกทาง
้
้
็
้
กฎหมายไว้ตั้งแต่ ค.ศ.1998 โดยได้แบ่งรูปแบบส�านึกทางกฎหมายของประชาชนไว้ 3 รูปแบบดังนี้
์
์
์
3 มงคล เจริญจิตต. 2553. ”การศึกษาเกี่ยวกับการรับรูกฎหมาย” . วารสารนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 38(3). (กันยายน
้
2553). หน้า 682-687.
4 Ewick, Patricia and Susan S. Silbey. (1998). The Common Place of Law: Stories from Everyday Life. Chicago :
University of Chicago Press. Cited in Knight, Sean. (2012). UCL Current Legal Problems – “I fought the Law and
the Law won?Legal Consciousness, Legal Hegemony & the Critical Imagination”. [Online]. Available : http://
blog.lawbore.net/2012/ 12/ucl-current-legal-problems-i-foughtthe-law-and-the-law-won-legal-conscious-
ness-legal-hegemony-the-criticalimagination-sean-knight/ [30 September 2017].
50
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
่
1. กลุ่มแยกตัวออกจากกฎหมาย (Before the Law) คือ กลุ่มที่มองว่ากฎหมายนั้นเป็นเรืองที่ไกลตัว
ี่
ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง กฎหมายเป็นเรื่องของระเบียบที่เคร่งครัด ใช้กับการด�าเนินการทเป็นทางการต่างๆ ใน
สังคม ซึ่งมักจะมองเห็นว่าในการด�าเนินชีวิตประจ�าวันของตนเองนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องอย่างใดๆ กับกฎหมาย
้
่
ั
้
็
้
(ทั้งที่ในความเปนจริงแลว แทบทุกการกระท�าของปจเจกชนลวนมีความเกี่ยวของกับกฎหมายทั้งสิ้น) อยางไรก็ดี
ไม่สามารถสรุปได้อย่างทันทีว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่สนใจกฎหมาย แต่เป็นกลุ่มที่เชื่อว่ากฎหมายไม่เกี่ยวข้องกับ
ตนเอง
2. กลุ่มเป็นเนื้อเดียวกันกับกฎหมาย (With the Law) คือ กลุ่มที่มองว่า การด�าเนินการต่างๆ ของตนเอง
ในชีวตประจ�าวันลวนมีความเกี่ยวของกับกฎหมาย กฎหมายถือเปนเครองมือที่ส�าคัญในการปกปองคุมครองสิทธิ
ื่
้
้
ิ
็
้
้
ของตนเอง รวมถึงเห็นว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบให้กับตนเองด้วย ถือว่าเป็นกลุ่มที่มี
มุมมองตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก
3. กลุ่มต่อต้านกฎหมาย (Against Law) คือ กลุ่มที่มองว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่สะท้อนการแสวงหาอ�านาจ
หรือผลประโยชนใหแกตนเองหรือพวกพอง เปนเครื่องมือในการกดขี่ขมเหงบุคคลที่มีอ�านาจต่อรองน้อยกว่า หรือ
่
็
้
้
์
่
้
่
้
่
่
บีบบังคับใหประชาชนตองปฏิบัติตาม ไม่สามารถโต้แย้งได้ ถือวาเปนกลุมที่แตกตางจากสองกลุมแรก เพราะเห็น
่
็
่
่
้
วากฎหมายเกี่ยวของกับตน แตไมใชเพื่อปกปองสิทธิของตนเอง แตเห็นวาตนเองถูกเอาเปรียบจากกฎหมายหรือ
่
่
้
่
่
มีบุคคลที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบหรือแสวงหาประโยชน์จากตน
จะเห็นได้ว่า ลักษณะส�านึกทางกฎหมายของ Ewick and Silbey นั้น เป็นอธิบายโดยอาศัยทัศนคติหรือ
ั
มุมมองของประชาชนที่มีต่อกฎหมาย ทั้งการมองว่ากฎหมายไม่เกยวข้องกบตน ทั้งมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องที่
ี่
เกี่ยวพันกบการด�าเนินชวต หรือแม้กระทั่งมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องของเครื่องมือเชิงอ�านาจในการขูดรีด หรือ
ี
ั
ิ
็
่
่
่
่
์
แสวงหาประโยชนของกลุมผลประโยชนกลุมใดกลุมหนึ่ง ซึ่งเปนที่นาสนใจวา มุมมองทางกฎหมายของประชาชน
่
์
่
่
่
้
ที่มีตอกฎหมายในแตละเรื่องแตละฉบับประชาชนจะมีความคิดเห็นอยางไร หรือแมกระทั่งมุมมองตอกฎหมายใน
่
่
ภาพรวม ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายที่มีอยู่หรือไม่ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องท�าการศึกษาค้นคว้า
กันต่อไป
การศึกษากฎหมายกับส�านึกทางกฎหมาย
์
ิ
เดิมทีการศึกษากฎหมายนั้นมักอยูในลกษณะของการศึกษาแบบนิตศาสตร ที่เนนแตเฉพาะตัวบทกฎหมาย
่
ั
่
้
ศึกษาปัญหาทางกฎหมาย ช่องว่างแห่งกฎหมาย และพยายามที่จะหาหนทางในการอุดช่องว่างแห่งกฎหมาย
ุ
เหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็พยายามน�าแนวคิดทฤษฎีของต่างประเทศมาประยกต์ใช้กับสังคมไทย หรือถึงขนาดน�า
บทบัญญัติของกฎหมายในตางประเทศมาปรบใชกบระบบกฎหมายไทย แตปญหาที่ส�าคัญคือ กลับพบงานศึกษา
่
ั
่
ั
้
ั
ทางกฎหมายที่พยายามศึกษาอยู่บนบริบททางสังคมไทยโดยเฉพาะ ดังจะเห็นได้ว่า ในแวดวงวิชาการแทบไม่มี
แนวคิดทฤษฎีกฎหมายของไทยให้ผู้เรียนกฎหมายได้ใช้ ศึกษา วิพากษ์วิจารณ์ ต่อยอดองค์ความรู้ แล้วพัฒนา
หลักการขึ้นมาใช้กับสังคมไทยเท่าใดนัก
ั
อย่างไรก็ดี ในกระแสสังคมการศกษากฎหมายทั่วโลก ได้ให้ความส�าคัญกับการศึกษาที่สัมพนธ์กับสาขา
ึ
วิชาอื่นเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษากฎหมายกับสังคม หรือ Socio-Legal Study ที่การศึกษา
่
่
์
้
็
ึ
่
กฎหมายนั้นไมใชแตเพียงการศึกษากฎหมายจากตัวบทหรือที่ถูกบันทกไวเปนลายลักษณอักษร (Law in Book) แต่
่
่
เพียงอยางเดียวเทานั้น แตเปนการศึกษากฎหมายที่สัมพันกับปรากฏการณทางสังคมที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่กฎหมาย
็
์
่
ได้ถูกน�ามาประยุกต์ใช้หรือน�ามาปฏิบัติจริง (Law in Action) ซึ่งในประเทศไทยเอง ช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
51
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
์
่
เริ่มมีการศึกษากฎหมายในลักษณะที่เชื่อมโยงกับปรากฎการณทางสังคมมากขึ้นอยางมาก แตก็มักจะถูกวิพากษ ์
่
ึ
่
์
่
็
่
่
่
่
ึ
วิจารณวา การศกษาในลักษณะดังกลาวนี้ไมใชการศกษากฎหมาย เปนการศึกษาเพียงแคประเด็นทางสังคมอยาง
ใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การศึกษาทางกฎหมายอย่างแท้จริง ท�าให้การศึกษากฎหมายในลักษณะนี้ได้รับการ
ยอมรับในวงจ�ากัด
การศึกษาส�านึกทางกฎหมาย ก็ถือเปนการศึกษากฎหมายกับสังคมประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะของการศึกษา
็
่
่
่
ึ
่
้
จ�าเพาะอยางที่ไดกลาวไปแลวขางตน ก็มีการศกษาอยางจ�ากัดเชนเดียวกัน แทจริงแลวมีการศึกษาในลักษณะเชน
้
้
่
้
้
้
่
้
้
้
่
่
้
่
นี้แอบแฝงในการศึกษากฎหมายกระแสหลักอยูแลวบาง แตถูกน�าไปใชเพียงแคสวนประกอบของขอเสนอแนะใน
งานวิจัยเท่านั้น เช่น การสอบถามผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย เป็นต้น แต่
ก็เป็นที่น่าแปลกใจ และสมควรแก่การตั้งค�าถามว่า แล้วเหตุใดจึงไม่ถามถึงความต้องการ หรือความรู้สึกนึกคิด
ผ่านมุมมองของประชาชน ที่เป็นผ้ใช้กฎหมาย ถูกบังคับใช้กฎหมาย และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย
ู
ด้วย และให้คุณค่าแก่การศึกษาในลักษณะเช่นนี้ว่า การศึกษากฎหมายเช่นเดียวกับการศึกษากฎหมายกระแส
หลักด้วย
นอกจากนปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การศึกษาส�านกทางกฎหมายหรือการศึกษากฎหมายกับสังคมใน
ึ
ี้
ลักษณะอื่นๆ ที่อาศัยการศึกษาทัศนคติมุมมองของประชาชน มักจะต้องหาข้อมูลจากประชาชน ซึ่งบางครั้ง
จ�าเป็นต้องศึกษาในพื้นที่จ�ากัด ไม่กว้างขวางจนเกินไปนัก หรือที่เรียกว่าการศึกษาเชิงพื้นที่ งานศึกษาประเภทนี้
้
ิ
่
ั
่
็
้
จะตอบสนองตอความตองการการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในทองถิ่น หรือสังคม แตกลับเปนผลงานทางวชาการที่ไม ่
้
้
่
่
ถูกยอมรับวาเปนงานศึกษาวิจัยทางกฎหมาย เพราะไมสามารถกระทบตอมวลรวมของทงประเทศได ทั้งที่แทจริง
ั้
่
็
้
้
แล้ว แมเปนงานศึกษาเชิงพื้นที่ ก็อาจถูกใชเปนตนแบบของการศึกษา หรือขอมูลพื้นฐานของการศึกษาเชงระบบ
ิ
้
็
็
้
้
ของทั้งประเทศได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมีงานทางวิชาการเชิงพื้นที่ใด ถูกลดทอนความส�าคัญในระดับประเทศ
งานศึกษาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาทางสังคม ในปัจจุบัน เริ่มมีหลากหลายมากขึ้น และ
ให้ความส�าคัญต่อประสบการณ์และคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจ�าวันของประชาชนมากขึ้นเช่นกัน เป็นที่
น่าสนใจว่า ผลการศึกษาทางกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ จะเติบโตไปได้มากน้อยเพียงใด และจะมีคุณค่าต่อการ
่
้
้
้
ี
ึ้
็
้
พัฒนาสังคมใหเกิดความเปนธรรม ไดมากขนอีกเพยงใด ก็คงตองฝากใหนักวิชาการทางกฎหมายเรงสรางผลงาน
้
ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนมากขึ้นตามไปด้วย
52
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง
ปิยอร เปลี่ยนผดุง. (2552). นิติส�านึกของบุคคลในการเล่นพนันชนไก่: กรณีศึกษา เครือข่ายการเล่นพนัน
ชนไก่ในอ�าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
้
์
่
มงคล เจริญจิตต. (2551). การรับรูกฎหมายของผูใชแรงงานในกิจการขนาดกลางและขนาดยอม. วิทยานิพนธ ์
้
้
ปริญญาโท สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
้
มงคล เจริญจิตต. (2553). “การศึกษาเกี่ยวกับการรับรูกฎหมาย”. วารสารนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์
์
์
38(3). (กันยายน 2553). หน้า 682-687.
Ewick, Patricia and Susan S. Silbey. (1998). The Common Place of Law: Stories from Everyday
Life. Chicago : University of Chicago Press. Cited in Knight, Sean. (2012). UCL Current Legal
Problems – “I fought the Law and the Law won? Legal Consciousness, Legal Hegemony &
t h e Critical Imagination”. [Online]. Available : http://blog.lawbore.net/2012/ 12/ucl-current-
l e g a l - p r o b l e m s - i - f o u g h t t h e - l a w - a n d - t h e - l a w - w o n - l e g a l - c o n s c i o u s n e s s - l e g a l - h e g e m o n y -
the-criticalimagination-sean-knight/ [30 September 2017].
53
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บทความวิชาการ
เหตุฟ้องหย่าน่ารู้
พร้อมตัวอย่างส�าคัญ
ความส�าคัญ
เนื่องจากสังคมปัจจุบันปัญหาระหว่างสามีภริยาจ�านวนมาก
จากข่าวสารต่างๆ ในชีวิตประจ�าวัน ท�าให้สามีภรยาไม่สามารถอยู่
ิ
ด้วยกันฉันท์สามีภริยาได้โดยปกติสุข เป็นเหตุให้ต้องมีการฟ้องหย่า
้
ี
่
อีกฝายเพื่อใหการสมรสสิ้นสุดลงจะไดไมตองมความสัมพันธระหวาง
์
้
่
้
่
้
สามีภริยาต่อไปในอนาคต และไม่ต้องอุปการะเลียงดูซึ่งกันและกัน
ต่อไป นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น
ี
เกยวกับเหตุในการในการฟ้องหย่า ท�าให้ไม่สามารถใช้สิทธิต่างๆ
่
ตามหลักกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มี
ความรู้เกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่าได้ถูกต้องผู้เขียนจึงได้ด�าเนินการศกษา
ึ
ื
้
้
ุ
่
้
หลักกฎหมายเบองตนที่เกี่ยวกับเหตฟองหยาตามประมวลกฎหมาย
โดย : นางสาววลัยรัตน์ โพธิสาร แพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5
อาจารย์ประจ�าหลักสูตร การสิ้นสุดแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
นิติศาสตรบัณฑิต พาณิชย์ บรรพ 5 ได้กาหนดการสิ้นสุดของการสมรสออกเป็น 3
�
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประการด้วยกัน คือ การสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย การสมรส
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สิ้นสุดลงเพราะศาลมีค�าพิพากษาให้เพิกถอน และการสมรสสิ้น
ี้
สุดลงเพราะการหย่า การสมรสสิ้นสุดของในหมวดนจะการสมรส
เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือสมบูรณ์ มาแล้ว เหตุที่ท�าให้การ
1
ิ
ุ
สมรสนั้นสิ้นสดลงไมวาจะโดยทางธรรมชาตหรือโดยผลของกฎหมาย
่
่
หรือโดยความสมัครใจของคู่สมรสที่จะท�าให้การสมรสนั้นสิ้นสุดลง
1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1457 “การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว
เท่านั้น”
54
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
กรณีดังต่อไปนี้จะกล่าวถึงการสมรสที่สิ้นสุดลงด้วยเหตุ เพราะการหย่า ซึ่งเหตุในการฟ้องหย่าที่กฎหมาย
ก�าหนดได้จะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป
หลักกฎหมายทั่วไปในการสมรส
การสมรสตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จะสมบูรณ์โดยชอบด้วยกฎหมาย จะกระท�าต่อเมื่อ
3
้
2
ชายหญิงอายุ 17 ขึ้นไป สมัครใจยินยอมเปนสามีภริยา และจดทะเบียนสมรสโดยชอบดวยกฎหมาย ฯ จึงถือวา
็
่
ี
ั
เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมสิทธิหน้าที่ตามที่กฎหมายก�าหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพนธ์ฉนท์
ั
4
สามีภริยา หรือความสัมพันธ์ทางด้านทรัพย์สินที่ต้องจัดการร่วมกันซึ่งเรียกว่าสินสมรส
ิ
่
ู
การที่สามีภรยาอย่ด้วยกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วเมื่อเกิดเหตุท�าให้ไม่สามารถทีจะอยู่ร่วมกันได้โดย
ปกติสุขจ�าต้องมีการฟ้องหย่ากัน ทั้งนี้กฎหมายมิได้บังคับว่าเมื่ออยู่จดทะเบียนเป็นสามีภริยากันแล้ว จ�าต้องอยู่
่
่
่
ั
่
ิ
่
่
รวมกนจนกวาอีกฝายจะเสียชีวตไป เพราะบางครั้งการอยูรวมกันระหวางสามีภริยาอาจจะเกิดปญหาท�าให้การใช้
ั
่
้
่
่
ุ
้
้
่
้
่
ชีวิตรวมกันฉันทสามีภรยาอยางปกติสขไดไมอาจจะกระท�าได้ กฎหมายกใหอ�านาจอีกฝายฟองหยาไดในระหวาง
็
่
ิ
์
ที่ชายหญิงดังกล่าวเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
การสมรสสิ้นสุดลงระหว่างสามีภริยาด้วยเหตุฟ้องหย่า
การที่สามีภริยาจะสิ้นสุดมีหลายกรณีด้วยกันไม่ว่าจะเป็นกรณีความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้
้
้
5
เพิกถอน กรณีการสิ้นสุดการสมรสดวยความตาย การหยาดวยค�ายินยอม หรือมีการรองขอใหศาลมีค�าพิพากษา
้
่
้
ให้การสมรสสิ้นสุดลงเพราะเหตุที่เป็นโมฆะหรือเหตุที่โมฆียะ เป็นกรณีที่เป็นการสิ้นสุดโดยผลของกฎหมาย เมื่อ
ี่
่
่
์
้
สามีภริยามีหนาทอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามฐานะและสมควรแกฐานะนุรูปและการอยูกินฉันทสามีภริยา 6
แต่เมื่อไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้กฎหมายก�าหนดให้ อีกฝ่ายมีสิทธิในการหย่าได้
การสมรสสิ้นสุดลงเพราะการหย่า
การสิ้นสุดความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุการณ์หย่าฯ แบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ การ
7
ื
หย่านั้นจะท�าให้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรอโดย ค�าพิพากษาของศาลมาตรา ได้แก่ การหย่าโดย
ความยินยอม และการหย่าโดยศาลมีค�าพิพากษา
2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1448 “การสมรสจะท�าได้ต่อเมื่อชายหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว...”
3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1458 “การสมรสจะท�าได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และและ
ต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน...”
4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1470 “ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานอกจากที่แยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็น
สินสมรส”
5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1501 “การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาล พิพากษาให้
เพิกถอน”
6 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1461“สามีภริยาต้องอยู่กินฉันท์สามีภริยา” วรรคสอง สามีภริยาต้องอุปการะ
เลี้ยงดูซึ่งกันตามความสามารถและฐานะของตน
7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1514 “การหย่านั้นจะท�าให้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดย ค�า
พิพากษาของศาลมาตรา” วรรคสอง การหย่าโดยความยินยอมต้องท�าเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย สองคน
55
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
1. การหย่าโดยความยินยอม
การหย่าโดยความยินยอม ซึ่งการหย่าโดยความยินยอม การหย่าโดยความยินยอมต้องท�าเป็นหนังสือและ
ี
่
มีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน เป็นการหย่ากันโดยความสมัครใจของคู่สมรสทจะท�าให้การสมรสนั้น
สิ้นสุดลงกรณีพิจารณาว่าได้ท�าเป็นหนังสือหรือไม่ เช่น การไปท�าบันทึกในรายงานประจ�าวัน ณ สถานีต�ารวจ
่
่
้
(ฎีกา.3109/2533) หรือสามีภริยายินยอมหยาขาดจากกันโดยท�าหนังสือหยาถือไวคนละฉบับ (ฎีกา.1160/2494)
หรือประเด็นว่ามีพยานลงลายมือชื่อสมบรณ์แล้วหรือไม่ เช่น ไม่ได้ระบุชอเป็นพยานแต่ได้ลงลายมือชื่อ
ู
ื่
(ฎีกา.3190/2533) มีพยานลงชื่อเพียง 1 คน (ฎีกา.592/2538)
ความสมบูรณ์ของการหย่าโดยความยินยอม
ิ
เมื่อสามีภรยาได้สมัครใจตกลงจะหย่าแล้ว การหย่าจะสมบูรณ์ เมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนสมรสตาม
ประมวลกฎหมายนี้การหย่า โดยความ ยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว 8
เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้
การสมรสที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายนี้ หมายถึง การจดทะเบียนสมรสตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 นี้เท่านั้น ส่วนการสมรสที่ไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย
่
่
่
้
่
(ฎีกา.1178/2508) หรือการสมรสในตางประเทศระหวางคนที่มีสัญชาติไทยดวยกัน หรือฝายใดฝายหนึงมีสัญชาติ
่
ไทย ซึ่งท�าตามแบบของกฎหมายต่างประเทศนั้นไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายไทย (ฎีกา.610/2496) ดังนี้ การ
ี่
หย่ากันเองก็สมบูรณ์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่การหย่าต้องท�าตามทบัญญัติไว้ในมาตรา 1514 คือต้องท�าเป็น
หนังสือและมีพยานลงลายมือชื่อย่างน้อย 2 คนจึงจะถือเป็นการหย่าโดยความยินยอม
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1178/2508 สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎมายลักษณะผัวเมียเมื่อไดตกลงหยากันโดยท�า
่
้
เป็นหนังสือและพยานลงลายมือชื่อสองคน ย่อมเป็นการหย่าโดยสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่ต้องจดทะเบียน
หย่า)
ั
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2296/2520 โจทก์กบเจ้ามรดกเป็นสามีภริยากันตามกฎหมายลกษณะผัวเมียแต่หย่า
ั
ขาดกันเมื่อใช้ ป.พ.พ.มาตรา 1496 วรรค 2 (มาตรา 1514 วรรค 2 บรรพ 5 ใหม่) คือต้องท�าเป็นหนังสือและ
พยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 610/2496 การสมรสซึ่งจดทะเบียน ณ ต่างประเทศ โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงาน
ทูตหรือกงสุลไทย ไม่เรียกว่าจดทะเบียนสมรสตาม ป.พ.พ.การหย่าโดยความยินยอมย่อมสมบูรณ์โดยไม่ต้องจด
ทะเบียน
ื
่
ี
่
�
ั
็
่
่
่
้
ท�าหนังสือกลาวชัดแจงวาตกลงหยาขาดจากสามภริยากน แม้ทาเปนหนังสือยนตอกรรมการอ�าเภอลงลายมือ
ชื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่าย มีพยานลงลายมือชื่อด้วย 2 คน ก็เป็นหนังสือหย่าที่สมบูรณ์
จะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว
์
่
การหยาโดยความยินยอมจะสมบูรณตอเมื่อไดจดทะเบียนการหยาแลวเทานั้น การที่พยานโจทกเบิกความ
่
์
่
้
้
่
่
เจือสมกับจ�าเลยว่า โจทกกับจ�าเลยทะเลาะกันและตองการหยากันจริง ทั้งหลังจากการหยาแลวโจทกจ�าเลยก็แยก
่
้
์
์
้
ิ
ห้องกันนอน เป็นพฤตการณ์สนบสนุนให้เห็นว่าโจทก์จ�าเลยมีเจตนาหย่า ประกอบกบการหย่าก็จดทะเบียนต่อ
ั
ั
พนักงานเจ้าหน้าที่ การจดทะเบียนหย่าของโจทก์จ�าเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นโมฆะ (ฎีกา.1642/2544)
8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1457 “การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว
เท่านั้น”
56
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. การหย่าโดยศาลมีค�าพิพากษา
่
่
่
่
การหยาโดยค�าพิพากษา หมายความว่า คูสมรสไมสามารถที่ตกลงหยากันโดยอาศัยความยินยอมหรือความ
้
้
่
ั
่
่
้
้
้
่
สมัครใจของคูสญญาไดที่จะท�าใหการสมรสสิ้นสุดลง เมื่อไมสามารถตกลงกันไดอีกฝายหนึ่งจึงไดน�าคดีมาฟองตอ
ศาลโดยอาศัยเหตุหย่าตามที่ก�าหนดไว้ตามมาตรา 1516 นี้เท่านั้น นอกจากเหตุตามที่ก�าหนดไว้แล้วนี้คู่สมรสไม่
้
้
สามารถที่จะฟองหยากันได เวนแตเปนกรณีที่ตกลงหยากันโดยความยินยอมโดยท�าเปนหนังสือมพยานลงลายมือ
็
็
่
่
่
ี
้
้
่
้
่
่
่
้
่
ึ่
่
้
่
ชื่อเรียบรอยแลว แตอีกฝายหนึ่งไมยอมไปจดทะเบียนหยาให กรณีนี้คูสมรสอีกฝายหนงน�าคดีมาฟองตอศาลเพื่อ
บังคับให้ไปจดทะเบียนหย่าได้ตามที่กล่าวมาแล้ว (ฎีกา 1160/2499)
2.1 เหตุฟ้องหย่า 9
่
้
่
้
ั
่
่
�
่
้
เหตุฟองหยา หมายความวาการฟองคดีตอศาลเพื่อใหศาลมีค�าพิพากษาใหหยากนนั้นมีแตเฉพาะที่กาหนด
้
ไว้ตามมาตรา 1516 ดังนี้จึงอ้างเหตุอื่นเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก�าหนดเหตุฟ้องหย่ามีทั้งหมด 10 ประการดังต่อไปนี้
่
้
้
่
้
1 . สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกยองผูอื่นฉันภริยาหรือสามี เปนชูหรือมีชู หรือรวมประเวณีกับผูอื่น
็
้
เป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
9 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
ู
ี
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมชู้ หรือร่วมประเวณีกับผ้อื่นเป็นอาจิณ
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรอเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึง
ื
ประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาท�าร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรอบุพการีของ
ื
อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้
้
้
่
(ก) สามหรือภริยาตองค�าพิพากษาถึงที่สุดใหจาคุก และไดถูกจ�าคุก เกินหนึ่งปในความผิดที่อีกฝายหนึ่งมิไดมีสวนกอใหเกิด
่
่
�
้
้
ี
้
ี
การกระท�าความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะ
เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(ข) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือ
แยกกันอยู่ตามค�าสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิล�าเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่
ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
่
่
ี่
่
่
็
็
้
์
ั
(6) สามีหรือภริยาไมใหความชวยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝายหนึ่งตามสมควร หรือท�าการเปนปฏิปกษตอการทเปนสามีหรือ
ื
ี่
ภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระท�านั้นถึงขนาดทอีกฝ่ายหนึ่งเดอดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความ
เป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาด
ที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ท�าให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายท�าให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
57
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
้
่
้
็
่
็
่
2 . สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไมวาความประพฤติชั่วนั้นจะเปนความผิดอาญาหรือไม ถาเปนเหตุใหอีกฝาย
่
หนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
้
้
็
่
่
( ค ) ไดรับความเสียหายหรือเดือดรอนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเปนอยูรวมกันฉันสามีภริยา
มาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
3 . สามีหรือภริยาท�าร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง
หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
4. สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้
ื
้
้
ี
้
่
ึ
4 . 1 สามีหรอภริยาตองค�าพิพากษาถงที่สุดใหจ�าคุก และไดถูกจ�าคุก เกินหนึ่งปในความผิดที่อีกฝายหนึ่งมิได ้
้
็
็
มีสวนกอใหเกิดการกระท�าความผิด หรือยินยอมหรือรูเห็นเปนใจในการกระท�าความผิดนั้นดวย และการเปนสามี
้
้
่
่
ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
4.2 สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอด
มาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามค�าสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
ื
5 . สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิล�าเนาหรอถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดย
ไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
6. สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อ
การที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระท�านั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อ
เอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
7. สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความ
วิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
8. สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ท�าให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
9 . สามีหรอภริยาเปนโรคตดตออยางรายแรงอนอาจเปนภัยแกอีกฝายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไมมีทาง
ั
่
้
็
่
่
ื
็
่
ิ
่
ที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
10. สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายท�าให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่ง
ฟ้องหย่าได้
1. สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณี
กับผู้อื่นเป็นอาจิณ
การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี
้
ี
่
การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกยองผูอื่นฉันภริยาหรือสามตองเปนการยกยองหรือเลี้ยงดผูอื่นฉันภริยาหรือภริยา
ู
่
็
้
้
เกิดขึ้นภายหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ถ้าการยกย่องหรือเลี้ยงดูผู้อื่นเกิดขึ้นก่อนการจดทะเบียนสมรสไม่ถือ
เป็นเหตุหย่า (ฎีกา.764/2534) แต่ถ้าการอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นนั้นแม้จะเกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนสมรสแต่
็
หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วกยังคงอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องอยู่ก็ถือว่าเป็นเหตุหย่าได้ (ฎีกา.4678/2552)
หรือก่อนจดทะเบียนสมรสได้มความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมาก่อนจดทะเบียนสมรสหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วก็
ี
์
ื
็
้
ู
ยังมีความสัมพันธฉันชสาวและยกยองฉันภริยาก็ถือเปนเหตุหยาได (ฎีกา.467/1525) สวนพฤติการณที่จะถอเปน
์
่
้
่
็
่
58
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เหตุหย่านั้นจะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เช่น แม้จะไม่พาออกงานสังคมหรือแนะน�าให้บุคคลอื่นรู้จักในฐานะ
ภริยา แต่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผยในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในแหล่งชุมชนด้วยกันก็ถือว่าได้อุปการะเลี้ยง
หรือยกย่องฉันภริยาแล้ว (ฎีกา.6516/2552) หรือน�าหญิงอื่นมาอยู่ในบ้านและอยู่ด้วยกันฉันภริยาจนมีบุตรด้วย
กัน 1 คนและให้ใช้นามสกุล (ฎีกา.2562/2536)
์
้
์
้
็
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2522 โจทกเปนภริยาที่ชอบดวยกฎหมายของจ�าเลยที่ 1 ขณะโจทกยื่นฟอง
คดีนี้จ�าเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจ�าเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อ
เท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมาและโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่า
ได้ โดยไม่ส�าคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม
ป.พ.พ. มาตรา 1529
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 467/2525 จ�าเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจ�าเลยที่ 2 มาก่อนที่จะสมรส
กับโจทก์ เมื่อจ�าเยสมรสกับโจทก์แล้วจ�าเลยที่ 1 ยังมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจ�าเลยที่ 2 และยกย่องเป็นภริยา
อย่างออกหน้าออกตา ดังนี้ โจทก์ฟ้องหย่าได้ แลเหตุฟ้องหย่ากรณีนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนตาม
ป.พ.พ.มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2534 กอนที่โจทกจดทะเบียนสมรสกับจ�าเลย โจทกหาไดมีความสัมพนธกับ
่
์
์
ั
์
้
่
่
์
์
่
่
ิ
จ�าเลยในฐานะสามีภริยาตามกฎหมายไม โจทกยอมไมมีสิทธิใดๆ ในฐานะภรยาจ�าเลยแมโจทกจะทราบวาจ�าเลย
้
ุ
ี่
มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับ ร. และมีบตรด้วยกันก่อนทโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจ�าเลย ก็ไม่อาจถือได้ว่า
โจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าดังกล่าวของจ�าเลย โจทก์จึงอ้างเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1)
ฟ้องหย่าจ�าเลยได้
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2552 แม้จ�าเลยที่ 2 จะไม่เคยพาจ�าเลยที่ 2 ออกงานสังคมหรือแนะน�าให้
บุคคลอื่นรู้จักในฐานะภริยา แต่การที่จ�าเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างใน
่
่
�
่
้
้
ุ
่
แหลงชมชนดวยกันในเวลากลางคน ขับรถรับสงเมื่อไปทากิจธุระหรือซื้ออาหารดวยกัน ยอมบงชี้วาจ�าเลยทั้งสอง
่
ื
มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกัน แสดงว่าจ�าเลยที่ 1 ยกย่องจ�าเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็น
เหตุหย่าตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (1) แล้ว และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากจ�าเลยที่ 2 ที่แสดงตนโดย
เปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจ�าเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยาโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจ�าเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม
มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ได้อีกด้วย
เป็นชู้หรือมีชู้
ค�าว่า “เป็นชู้” หมายถึง การที่ชายไปร่วมประเวณีกับเมียผู้อื่น ส่วน ค�าว่า “มีชู้” หมายความว่า หญิงที่
แต่งงานแล้วไปร่วมประเวณีกับชายอื่นที่มิใช่สามีของตน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 391/2538 การที่จ�าเลยทั้งสองพากันเข้าไปในโรงแรมโรทาวน์ ซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูด
ในวันที่ 11 และ 28 ธันวาคม 2527 จะให้รับฟังเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากไปร่วมประเวณีกัน มิฉะนั้นแล้วย่อมไม่มี
เหตุที่จ�าเลยทั้งสองควรพากันเข้าไปในสถานที่เช่นนั้นถึง 2 ครั้ง 2 คราว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จ�าเลยที่ 1 เป็นชู้กับ
จ�าเลยที่ 2 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจ�าเลยที่ 1 ได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 454/2533 บุตรทั้งสองของชายผู้เป็นโจทก์เบิกความยืนยันว่า เห็นหญิงซึ่งเป็นมารดา
็
ั
้
ของพยานมีการรวมประเวณีกันกับชายอื่น ฟงไดวามีชู ย่อมเป็นการล่วง ละเมิดสิทธิของโจทก นับเปนการละเมิด
่
้
์
่
สิทธิของโจทก์อยู่ในตัวท�าให้โจทก์เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ
59
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว
่
ิ
้
การประพฤตชั่ว หมายถึง การความประพฤติในทางที่ขัดตอศีลธรรม ขัดตอความสงบเรียบรอยของบานเมือง
่
้
ั่
่
็
็
้
็
ซึ่งอาจจะเปนความผิดทางอาญาหรือไมก็ได ก็ถือเปนเหตุหยาเชนกัน กรณีอยางไรถึงจะเปนความประพฤติชวนั้น
่
่
่
ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป กรณีที่ถือว่าเป็นความประพฤติชั่ว เช่น จ�าเลยชอบเล่นการพนัน โจทก์ห้ามปรามก็
่
์
้
่
้
ั
่
ไมเชื่อบางครงน�าทรัพยสินภายในบานไปจ�าน�าเอาเงินไปเลนการพนัน จ�าเลยถูกจับฐานเลนการพนันถูกด�าเนินคดี
้
้
ี
้
จนศาลพิพากษาลงโทษ ก็ยังไมเลิก โจทกเปนต�ารวจถูกผูบังคับบัญชาเรยกไปตักเตือนวาหากไมหามจ�าเลยใหเลิก
์
่
็
่
่
เล่น จะย้ายโจทก์ (ฎีกา.2141/2431) สามีชอบเที่ยวเตร่หญิงบริการและให้เพื่อนถ่ายภาพลามกอนาจารที่ตนท�า
กับหญิงบริการน�าออกเผยแพร่เป็นการประพฤติชั่ว ภริยาฟ้องหย่าได้ (ฎีกา.5989/2538)
กรณีความประพฤติที่ท�าให้เกิดความอับอายแต่ไม่ถึงกับเป็นการประพฤติชั่วหรือได้รับความอับอายอย่าง
็
ี
รายแรงก็ไมถือเปนเหตุฟองหยาได (ฎีกา.2321/1537) หรือกรณีโจทกรองเรยนกลาวโทษโจทกตอผูบังคับบัญชา
้
่
้
์
้
้
์
่
้
่
่
ั
ว่าโจทก์กับหญิงอื่นมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นอนเป็นเหตุให้โจทก์ถูกลงโทษทางวินัย การกระท�าของ
จ�าเลยยังไม่ถือเป็นการประพฤติชั่วอันเห็นเหตุฟ้องหย่า (ฎีกา.1761/2534)
์
้
์
์
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1761/2534 การที่โจทกรองเรียนกลาวโทษโจทกตอผูบังคับบัญชาวาโจทกกับหญิงอื่นมี
้
่
่
่
็
้
์
่
้
่
็
้
ความสัมพันธฉันชูสาวตอกันเปนเหตุใหโจทกถูกลงโทษทางวินัย เห็นวาจ�าเลยซึ่งเปนภริยาโดยชอบดวยกฎหมาย
์
ั
ของโจทก์ ย่อมมีความชอบธรรมที่จะป้องกนหรือขัดขวางมิให้โจทก์กับหญิงอื่นมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต่อกัน
ั
อันเป็นเหตุให้ครอบครวเดือดร้อนได้ การกระท�าของจ�าเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติชั่วอันเป็นเหตฟ้องหย่า
ุ
ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (1)
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 116/2547 ศาลฎีกาได้มีค�าพิพากษาให้จ�าคุกจ�าเลยที่ 1 ในข้อหาเป็นเจ้าของผู้ดูแล
้
์
้
และผูจัดการสถานการคาประเวณีและขอหาขายหรือใหบริการเทปและวัสดุโทรทัศนโดยไมไดรับอนุญาต ซึ่งขณะ
้
้
่
้
นั้นโจทก์เป็นปลัดอ�าเภอในจังหวัดสงขลา จ�าเลยที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่จ�าเลยที่ 1
ี
กลับกระท�าความผิดในขอหาที่จัดตอความสงบเรียบรอยและเสื่อมเสียศีลธรรมอันดของประชาชน จนศาลฎกามี
ี
้
้
่
ค�าพิพากษาให้จ�าคุกจ�าเลยที่ 1 ดังนี้ การกระท�าของจ�าเลยที่ 1 เป็นการประพฤติชั่วและท�าให้โจทก์ซึ่งเป็นสามี
ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง กับได้รับความดูถูกเกลียดชังนับเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา
1516 (2) (ก) (ข)
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 994/2552 จ�าเลยมีหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์และอาจารย์ผู้สอน
โจทก์ในการศึกษาระดับปริญญาโทเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจ�าเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรัก
้
้
์
่
และหึงหวงสามมีสิทธิที่จะกระทาไดเพื่อใหผูบังคับบัญชาของโจทกและอาจารยผูสอนโจทกกลาววาตักเตือนโจทก ์
�
์
้
้
่
์
ี
ใหนึกถึงครอบครัว กรณีถือไมไดวาเปนการประจานโจทกใหตองอับอายเสียชื่อเสียงอีกทังโจทกมิไดถูกดาเนินการ
์
์
้
�
้
่
้
้
่
้
็
่
้
่
็
็
่
์
้
่
ทางวินัยรายแรง โจทกจะอางเหตุดังกลาววาเปนกรณีจ�าเลยกระท�าการเปนปฏิปกษตอการเปนสามีภริยากนอยาง
์
ั
็
ั
ร้ายแรงไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าได้
3. สามีหรือภริยาท�าร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยาม
อีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง สามีหรือภริยาท�าร้าย
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2506/2523 จ�าเลยด่าโจทก์ โจทก์ลุกขึ้น จ�าเลยเงื้อมือจะตบ โจทก์เอามือปัด จ�าเลย
หยิบขวดน�้าปลาตีหัวโจทก์แตกโลหิตไหล แล้วโจทก์ขึ้นไปชั้นบน เป็นเรื่องทะเลาะวิวาทกันภายในบ้านระหว่าง
สามีภริยาอันเนื่องมาจากความหึงหวง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอันตรายร้ายแรงจากบาดแผลนั้นอย่างใด ไม่เข้า
60
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ลักษณะของการท�าร้ายอันเป็นการร้ายแรงที่จะถือเป็นเหตุหย่าได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2943/2524 ภริยาตัดสายห้ามล้อรถยนต์ของสามีไม่เป็นการท�าร้ายร่างกาย ฟ้องหย่า
ไม่ได้
่
้
ึ
์
่
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1078/2525 การทีจ�าเลยท�ารายรางกายโจทกบาดเจ็บสาหัสถงขนาดน�้าหลอเลี้ยงสมอง
่
ไหลออกมาจากรูจมูก และกระดูกดั้งจมูกแตกร้าว เช่นนี้ นับเป็นการร้ายแรงที่ศาลจะพิพากษาให้หย่าขาดกันได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 6714/2537 การที่โจทก์และจ�าเลยซึ่งเป็นสามีภริยาทะเลาะได้เถียงกันภายในบ้าน
แล้วจ�าเลยตบตีและบีบคอโจทก์ปรากฏบาดแผลเพียงรอยฟกซ�้าผื่นแดงบริเวณล�าคอและหน้าฝากเท่านั้น โดย
่
้
้
่
้
่
์
้
้
็
้
็
่
้
่
ไมจ�าเปนตองไปใหแพทยตรวจรักษา ยังถือไมไดวาจ�าเลยท�ารายรางกายอยางรายแรงอันเปนเหตุใหฟองหยาตาม
่
ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3)
�
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 4402/2539 จ�าเลยใช้ไม้ตีทาร้ายร่างกายโจทก์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาล
์
์
้
์
พิพากษาลงโทษปรับจ�าเลย 1,000 บาท โจทกมิไดน�าแพทยผูตรวจบาดแผลมาเบิกความวาโจทกไดรับบาดเจ็บมาก
้
้
่
น้อยเพียงใด การที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับเพียง 1,000 บาท แสดงว่าบาดแผลที่โจทก์ได้รับไม่เป็นอันตรายร้าย
แรง ฟังไม่ได้ว่าจ�าเลยท�าร้ายร่างกายโจทก์เป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (3)
หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเป็นการร้ายแรง
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2517 จ�าเลยด่าโจทก์และมารดาโจทก์ว่ามารดาโจทก์เป็นคนดอกทองและ
็
้
์
โจทกเปนลูกคนดอกทอง มารดาโจทกจะชักชวนใหโจทกไปเปนคนดอกทอง ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
์
็
์
พ.ศ.2493 ได้นิยามค�าว่า ‘ดอกทอง’ ไว้ว่า หมายถึงหญิงใจง่ายในทางประเวณี ค�าด่าดังกล่าวของจ�าเลยจึง
เป็นการด่ามารดาโจทก์เป็นหญิงใจง่ายในทางประเวณี และมารดาโจทก์จะชักชวนให้โจทก์ไปเป็นหญิงใจง่ายใน
้
่
์
์
็
ทางประเวณี อันเปนการหมิ่นประมาทมารดาโจทกอยางรายแรง ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา
่
1516 (2) โจทก์ฟ้องหย่าจ�าเลยได้
ั
ค�าพิพากษาฎีกาที 2980/2533 การที่จ�าเลยเมาสุรากลบเข้าบ้านและด่า โจทก์ว่า “มึงเลว มึงมีชู้
่
ั
ไมสมควรอยกับกู แมมึงไมดี ไมเคยสั่งสอน” แลวจ�าเลยยังไดตบตีโจทกไดรบบาดเจ็บบริเวณขอบตาซาย จนโจทก์
์
้
่
้
่
่
่
่
้
ู
้
ต้องรับการรักษาจากแพทย์ในวันรุ่งขึ้น โจทก์ต้องออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับน้องสาวเพราะได้รับความคับแค้น
ใจจากการอยู่กินกับจ�าเลยนั้น การกระท�าของจ�าเลยดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์
ิ
ุ
�
อย่างร้ายแรง พร้อมทั้งเป็นการทาร้ายร่างกายโจทก์ จึงมีเหตุให้โจทก์หย่าขาดจากจ�าเลยได้ จ�าเลยกู้เงนบคคล
ภายนอกมาใช้จ่ายเกี่ยวกับที่ดินและบ้านซึ่งเป็นสินสมรสโดยโจทก์มีส่วนรู้เห็นในการกู้เงินดังกล่าว โจทก์จึงต้อง
ร่วมกับจ�าเลยในการช�าระหนี้รายนี้ ฉะนั้นศาลมีค�าพิพากษาให้โจทก์จ�าเลยหย่าขาดจากกัน ศาลย่อมก�าหนดให้
โจทก์จ�าเลยร่วมกันรับผิดช�าระหนี้รายนี้คนละครึ่งได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 5161/2538 การที่จ�าเลยหึงหวงและโกรธที่โจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิง
อื่น จึงดาโจทกและบุพการีวา มึงมันเลวเหมือนโคตรมึงนั้น ไมเปนการหมิ่นประมาทโจทกหรือบุพาการีของโจทก ์
่
์
็
่
์
่
อย่างร้ายแรงเพราะเป็นเพียงถ้อยค�าที่จ�าเลยกล่าวด้วยความน้อยใจการกระท�าของจ�าเลยต่อโจทก์ดังกล่าว
61
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
4. สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2232/2535 เมื่อกรณีมีเหตุที่ท�าให้จ�าเลยระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น
่
ถ้อยค�าที่โจทก์อ้างว่าจ�าเลยกล่าวต่อพลทหารรับใช้ ขณะทีโจทก์ไปราชการชายแดนสาปแช่งโจทก์ว่า ถ้าพิการ
็
์
่
้
่
ก็เลี้ยงดูเอาเอง หากตายจะกลับมาเอาเงิน ทั้งบุพการีของโจทกเปนผูใหญเสียเปลา ท�าตัวไมนานับถือ หากถอยค�า
่
้
่
ดังกล่าวเป็นความจริงก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรง
เป็นเพียงถ้อยค�าที่จาเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่ทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเท่านั้น โจทก์อุปการะ
�
เลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา เมื่อจ�าเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับ
โจทก์และแยกไปอยู่ที่อื่น มิใช่เป็นกรณีที่จ�าเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่า แต่กรณีดัง
่
ั
์
่
่
้
์
็
ี
้
ิ
็
กลาวจ�าเลยมสิทธิฟองหยาได การที่โจทกยังอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและท�าการเปนปฏิปกษตอการเปนสามีภรยา
้
ตลอดมา การกระท�าของโจทกยังมีเหตุที่จะใหจ�าเลยฟองหยาไดตลอดเวลาที่การกระท�ายังไมสิ้นสุดฟองแยงของ
์
้
่
้
้
้
่
จ�าเลย จึงไม่ขาดอายุความ
ิ
ค�าพพากษาฎีกาที่ 257/2545 เหตุที่โจทก์จ�าเลยทะเลาะกันและอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันโดยไม่
ยุ่งเกี่ยวกันนั้น มิได้มีสาเหตุมาจากว่าโจทก์และจาเลยไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติทั่วไปได้
�
แต่เป็นเพราะโจทก์โกรธจ�าเลยเพราะเข้าใจว่าจ�าเลยร่วมมือกับมารดาโจทก์ฉ้อโกงเอาบ้านและที่นาของโจทก์ไป
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนหน้าเกิดเหตุโจทก์และจาเลยแม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่าง
�
อยู ต่างทามาหากิน จึงเปนกรณีที่โจทกจ�าเลยสมัครใจอยูกินในลักษณะดังกลาว ฉะนั้น การที่จ�าเลยพาบุตรคนโต
็
่
์
่
่
�
ไปกรุงเทพมหานครเพื่อค้าขายเสื้อผ้าจึงเป็นเพียงการแยกตัวไปท�ามาหากินเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจ�าเลยจงใจละทิ้ง
ร้างโจทก์หรือกระท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) (6) (6)
้
่
์
็
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 6948/2550 แมพฤติการณของโจทกในเบื้องตนเปนการแสดงออกโดยปริยายวายินยอม
์
้
้
์
้
่
้
ี
่
้
ใหจ�าเลยท�างานอยูที่ประเทศญี่ปุนก็ตาม แตหลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คือตั้งแตป 2542 โจทกไดขอรองใหจ�าเลย
่
่
่
่
่
กลับมาดูแลครอบครัวหลายครั้ง แสดงวาโจทกไมยินยอมใหท�างานอยูที่ประเทศญี่ปุนตอไป แตจ�าเลยยังคงยืนยันไม ่
้
่
่
์
่
์
กลับประเทศไทยรวมทั้งไมยินยอมกลับประเทศไทยเพือมาเบิกความเปนพยานในคดีน แสดงวาจ�าเลยประสงคที่จะ
่
ี้
็
่
่
่
่
ท�างานอยูที่ประเทศญี่ปุนโดยไมสนใจที่จะกลับมาดูแลบุตรและอยูรวมกับโจทกฉันสามีภริยาอกตอไป ถือวาจ�าเลย
์
่
่
ี
่
่
่
จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี นับแต่ปี 2542 โจทก์จึงฟ้องหย่าจ�าเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)
ค�าพิพากษาฎีกาท 4480/2553 โจทก์กับจ�าเลยทะเลาะกันรุนแรงถึงขนาดโจทก์ตบตีจ�าเลยและโจทก์
ี่
บอกให้จ�าเลยย้ายออกไปจากบ้านพักที่แฟลตต�ารวจไปอยู่ที่บ้านอันเป็นสินสมรสของโจทก์และจ�าเลย โดยโจทก์
้
่
้
้
โทรศัพทแจงบิดาจ�าเลยใหมารับจ�าเลยไป จ�าเลยไดพาบุตรสาวของโจทกและจ�าเลยไปอยูดวย แมโจทกและจ�าเลย
์
์
้
้
์
จะไมไดติดตอกันเปนเวลาเกินกวา 1 ปี การกระท�าของจ�าเลยยังไมถือวาเปนการละทิ้งรางโจทก ตาม ป.พ.พ.มาตรา
์
่
็
็
่
่
่
่
้
้
1516 (4) อันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
้
้
ี
่
4 . 1 สามีหรือภริยาตองค�าพิพากษาถึงที่สุดใหจ�าคุก และไดถูกจ�าคุกเกินหนึ่งปในความผิดที่อีกฝายหนึ่งมิได ้
้
็
่
่
้
้
็
้
มีสวนกอใหเกิดการกระท�าความผิด หรือยินยอมหรือรูเห็นเปนใจในการกระท�าความผิดนั้นดวย และการเปนสามี
ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
่
4 . 2 สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุทีไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอด
มาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามค�าสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
62
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
่
้
้
์
้
่
้
่
การที่สามีภริยาฝายใดฝายหนึ่งจะมีสิทธิฟองหยาได ตองประกอบดวยหลักเกณฑทั้ง 3 ประการจึงสามารถ
ฟ้องหย่าได้ ซึ่งประกอบด้วย
1. สามีภริยาทั้งสองคนต้องสมัครใจแยกกันอยู่ต่างหากจากกัน
2. การแยกกันอยู่ต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข
3. ระยะเวลาที่แยกกันอยู่นั้นต้องติดต่อกันตลอดมาเกิน 3 ปี
์
้
้
ิ
้
่
่
่
้
่
้
ฝายใดฝายหนึ่งจะใชสทธิฟองหยาไดจะตองครบทั้ง 3 ประการ ถาขาดหลักเกณฑใดหลักเกณฑหนึ่งยอมไม ่
์
สามารถอาศัยเป็นเหตุหย่าได้ เช่น โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) โดยอ้างว่าจ�าเลย
จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดย
ปกติสุขตลอดมา แม้โจทก์จะอ้างข้อตกลงแยกทางตามเอกสารท้ายค�าฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตามมาตรา 1516
(4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีก คือต้องเป็นเพราะ
เหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสขตลอดมา ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้
ุ
ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ถือว่าค�าฟ้องของ โจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2)
(ฎีกา.2345/2522)
สามีและภริยาสมัครใจแยกกัน
ั้
เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทงสองฝ่าย ต้องเกิดจากความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสอง
ฝ่ายอย่างแท้จริงของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มิใช่สมัครใจแต่เพียงฝ่ายเดียว (ฎีกา.1412/2543) เช่น การที่โจทก์หนี
ออกจากบ้านไปโดยล�าพังโดยจ�าเลยมิได้สมัครใจแยกไปอยู่ต่างหากแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า (ฎีกา.
1762/2542) แต่ถ้าการแยกกันอยู่นั้นไม่ได้เกิดความสมัครใจที่จะแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ แต่มี
ความจ�าเป็นบางอย่างที่จะต้องแยกกันอยู่ อีกฝ่ายไม่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ (ฎีกา 8225/2540)
์
้
่
้
ิ
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 4815/2539 โจทกออกจากบานที่ปลูกสรางและอยูกนกับจ�าเลยเพราะตองการพาบิดา
้
ซึ่งเปนโรคหัวใจไปใหพนจากบิดาจ�าเลยซึ่งชอบดื่มสุราแลวสงเสียงดังโจทกและจ�าเลยเคยตกลงจะไปจดทะเบียน
์
้
้
้
็
่
่
หย่าขาดจากกันแต่หย่าไม่ได้เพราะโจทก์ไม่มีเงินช�าระคาอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่จ�าเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดง
่
่
้
่
ี่
่
่
ั
์
วาโจทกและจ�าเลยสมัครใจแยกกนอยูเพราะเหตุทไมอาจอยูรวมกันฉันสามีภริยาไดโดยปกติสุขตลอดมา และการ
์
ี
แยกกันอยูดังกลาวเปนเวลานับถึงวันฟองเกินสามปแลวโจทกจึงมสิทธิฟองหยาไดตามประมวลกฎหมายแพงและ
่
้
้
่
่
้
็
ี
่
้
พาณิชย์มาตรา 1516 (4/2) การที่จ�าเลยจะเรียกค่าเลี้ยงชีพได้จะต้องปรากฏว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิด
ของโจทก์ฝ่ายเดียว ดังนี้ เมื่อฟังได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นเพราะโจทก์และจ�าเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุ
ที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีจ�าเลยจึงเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์มิได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1762/2542 การที่จ�าเลยไม่ได้อยู่กับโจทก์ฉันสามีภริยาที่ต่างประเทศ เนื่องจากโจทก์
ไมใหความยินยอมในการท�าหนังสออนุญาตเขาประเทศ (วีซา) แกจ�าเลย ตอมาเมื่อโจทกกลับมารับราชการภายใน
์
้
้
่
่
ื
่
่
ประเทศไทย โจทก์เป็นฝ่ายแยกไปอยู่ต่างหากกับน้องสาวของโจทก์เอง ถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจ�าเลย
แต่ฝ่ายเดียว แต่จ�าเลยไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์จ�าเลยสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะ
ี
เหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี อันเป็นเหตให้โจทก์ฟ้องหย่าตามประมวล
ุ
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) แต่อย่างใดไม่
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 8832/2542 จ�าเลยเป็นชาวต่างประเทศอยู่กินร่วมกันกับโจทก์สามี ต้องพึ่งพาอาศัย
์
็
่
้
์
สามีเปนส�าคัญในการด�ารงชีพ โดยอาศัยเงินที่โจทกให้เดือนละ 20,000 บาท การที่โจทกเคยฟองหยาจ�าเลยและ
63
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
็
่
็
้
้
่
้
่
์
จ�าเลยยอมหยาโดยเรียกรองเงินเปนจ�านวนสูงถึง 40,000 บาท ซึ่งเปนทคาดหมายไดวาโจทกคงไมตกลงดวย ก็นา
่
ี
่
่
์
์
์
จะเพราะจ�าเลยไมประสงคจะเลิกรางไปจากโจทกหรือสมัครใจแยกกันอยูกับโจทกนั่นเอง ทั้งเหตุที่โจทกจ�าเลยไม่
่
์
้
ได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานก็เนื่องจากโจทก์ได้แยกออกไปอยู่กับบิดามารดาโจทก์เอง และภายหลังที่จ�าเลยไปอยู่
้
่
่
็
่
้
่
ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เนื่องจากตองไปดูแลรักษาบุตรที่ปวยเปนโรคมะเร็ง ดังนั้น ยอมถือไมไดวาจ�าเลยสมัครใจ
แยกกันอยู่กับโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) อันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
ิ
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1412/2543 เหตุฟ้องหย่าอันที่มใช่เกดจากความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสอง
ิ
ฝ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 นั้น โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า จ�าเลยเป็นฝ่าย
ประพฤติตนไม่สมควรหรือกระท�าการอันเข้าเงื่อนไขที่มาตรา 1516 ได้ระบุไว้นอกจากอนุมาตรา (4/2) ส่วนเหตุ
ฟ้องหย่าที่เกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็ต้องเกิดจากความสมัครใจโดยแท้จริงของคู่กรณีทั้งสอง
ิ
ฝ่าย มิใช่สมัครใจเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น หากพฤตการณ์แห่งคดีมิได้เป็นไปดังที่ได้กล่าวมาทั้งสองกรณีนี้ โจทก์
ื
ก็ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจ�าเลย แม้ว่าจะมิได้อยู่ร่วมกันหรือไม่มีเยื่อใยต่อกัน และไม่มีความหวังที่จะคนดีกันอีกแล้ว
ก็ตาม
ี
�
ค�าพิพากษาฎกาที่ 2520/2549 แม้ในปี 2517 โจทก์เป็นฝ่ายละทิ้งร้างจาเลยโดยออกจากบ้านที่โจทก์
จ�าเลยเคยอยู่กินด้วยกันไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนาง ม. ก็ตาม แต่ในปี 2519 จ�าเลยก็มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว
์
่
่
้
์
กับนาย ส. จนมีบุตรดวยกัน 1 คน แสดงวาจ�าเลยไมประสงคจะอยูกินฉันสามีภริยากับโจทกอีกตอไปเชนเดียวกัน
่
่
่
่
่
์
่
และระหวางที่แยกกันอยูไมปรากฏวาโจทกกลับไปอยกินฉันสามภริยากับจ�าเลยอีก ฝายจ�าเลยซงทราบดีวาโจทก ์
่
่
ึ
ี
่
่
ู
่
์
่
่
่
์
์
่
่
้
พักอาศัยอยูที่ใดก็มิไดสนใจหรือหาทางที่จะอยูรวมกับโจทกฉันสามีภริยาตอไป พฤติการณของโจทกจ�าเลยที่ตาง
่
็
่
่
์
่
่
่
ั
้
ี
่
คนตางอยูเปนเวลานานถึง 25 ปนั้น ถือไดวาโจทกและจ�าเลยสมครใจแยกกันอยูเพราะเหตุที่ไมอาจอยูรวมกันฉัน
สามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) โจทก์จึงฟ้องหย่า
จ�าเลยได้
ื
ู
ื
ี่
ิ
5. สามีหรอภรยาถกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรอไปจากภูมลาเนาหรอถิ่นทอย่เป็นเวลาเกินสามปี
ิ
�
ู
ื
โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
่
ื
ึ่
ิ
ื
่
็
้
6. สามีหรอภรยาไมใหความชวยเหลออุปการะเลยงดูอีกฝายหนงตามสมควร หรอท�าการเปนปฏิปกษ ์
ี้
ื
ั
่
้
่
่
ตอการทเปนสามหรอภรยากันอยางรายแรง ทั้งนี้ ถาการกระท�านั้นถงขนาดที่อีกฝายหนึ่งเดือดรอน
ี่
ึ
็
ื
่
ิ
้
้
ี
เกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่ง
นั้นฟ้องหย่าได้
สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3461/2524 การที่สามีถูกคนร้ายยิงเข่าจนพิการงอไม่ได้ ต้องพักรักษาตัวอยู่กับบ้าน
่
่
่
้
ู
ไมไดประกอบอาชีพอะไรนั้น สามีไมอยูในฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดภริยาไดเพราะรางกายพิการไมอาจประกอบ
้
่
่
อาชีพได จึงเปนหนาที่ของโจทกผูเปนภริยาที่จะตองชวยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจาเลยผูเปนสามีตาม ป.พ.พ.มาตรา
็
่
้
็
์
�
้
็
้
้
้
้
์
่
่
่
่
้
้
้
์
ั
1461 วรรคสอง ขออางของโจทกที่วาจ�าเลยไมอุปการะเลี้ยงดูโจทกจึงรับฟงไมได โจทกจึงไมมีสิทธิฟองหยาจ�าเลย
่
์
้
็
่
ิ
้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3608/2531 หลังจากจดทะเบียนสมรสแลว จ�าเลยเปนฝายกอเหตุใหเกดความระหอง
่
้
่
้
้
็
่
ระแหงในครอบครัว ดวยการไปรับบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเกามาเลียงดูอยูในบานเดียวกัน อันเปนการผิดถอยค�า
้
64
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
พูดที่จ�าเลยเคยให้ไว้แก่โจทก์ว่าจ�าเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อนแล้วหลังจากนั้นจ�าเลยก็ไม่จ่ายเงินเป็นค่า
์
อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัวเช่นที่เคยปฏิบัติมา เป็นเหตุให้โจทก์ตองน�าเงินเดือนแต่ละเดือนของโจทกมา
้
่
่
้
ใชจายเลี้ยงดูครอบครัวจ�าเลยเกือบหมดทั้งจ�าเลยยังติดตอกับภริยาเกาและแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดา
่
ของโจทก์จนกระทั่งโจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับจ�าเลยต่อไปได้เช่นนี้ถือได้ว่าจ�าเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะ
ิ
ื
ื่
เลี้ยงดูโจทก์ตามสมควรอันประกอบด้วยเหตุอนๆ อีกถึงขนาดที่โจทก์เดอดร้อนเกนสมควรทโจทก์จะอย่กนร่วม
ิ
ี่
ู
กันฉันสามีภริยากับจ�าเลยต่อไปได้อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6)
ท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3494/2547 ระหว่างอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จ�าเลยพยายามถ่ายโอนทรัพย์สินหลาย
ประการไปจากโจทก์ และอยู่กินฉันสามีภริยากับ พ.โดยเปิดเผยในระหว่างจ�าเลยยังคงเป็นภริยาโจทก์ และการ
ที่จ�าเลยไม่ได้ดูแลเอาใจใส่โจทก์เท่าที่ควรในขณะที่โจทก์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ล้วนเป็นการท�าการปฏิปักษ์ต่อ
็
่
์
่
้
้
่
้
้
การเปนสามีภริยากันอยางรายแรงและมิไดใหความชวยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝายหนึ่งตามสมควร โจทกจึงฟอง
หย่าจ�าเลยได้
์
็
็
่
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2851/2551 โจทกจ�าเลยเปนสามีภริยายอมจะมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเปนปกติ
่
้
่
่
่
่
ี
็
ธรรมดาของชวิตคู การที่จ�าเลยไมคอยอยูบานก็ไมใชเปนการประพฤติเสื่อมเสีย และการที่จ�าเลยตบตีท�าร้ายโจทก์
่
้
่
่
้
่
้
้
ตองไปแจงความด�าเนินคดีแกจ�าเลย แตพนักงานสอบสวนไดพยายามเขาไปไกลเกลี่ยก็เปนเรื่องภายในครอบครัว
็
ซึ่งโจทกไมประสงคจะด�าเนินคดีแกแกจ�าเลย หลังจากนั้นโจทกจ�าเลยยังทะเลาะกันและจาเลยพยายามจะท�าร้าย
์
่
์
่
�
์
่
�
ิ
ิ
ร่างกายโจทก์พฤติกรรมดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจาเลยท�าการเป็นปฏปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภรยากันอย่างร้ายแรง
ถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควร ยังไม่เหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (6)
้
้
่
ค�าพิพากษาฎกาที่ 2574/2552 แม้จาเลยจะมิไดเจตนาฆาโจทก แตอาวุธปนมีอานุภาพรายแรงท�าลายชีวิต
ื
่
์
ี
�
ื
์
้
้
ได้ หากเกิดจากความผิดพลาดในการยิงขู อาจท�าใหกระสุนปนถูกโจทกถึงแกความตายได ที่ส�าคัญการที่โจทกไป
่
่
์
้
้
่
่
ติดพันหรือจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นก็เปนเพียงเหตุหยาที่ฝายจ�าเลยจะน�ามาฟองรองหยาขาดเอาผิดกับโจทก ์
็
่
เท่านั้น ดังนี้ ไม่ว่าจ�าเลยจะยิงโจทก์เพราะความหงหวงหรอโกรธเคืองหรือด้วยเหตุอื่น ก็ไม่สมควรที่จะกระท�า
ื
ึ
อย่างยิ่ง การกระท�าของจ�าเลยจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง หากโจทก์อยู่กับจ�าเลยฉัน
สามีภริยากันต่อไป โจทก์ย่อมหวาดระแวงจ�าเลยและรู้สึกไม่มีความปลอดภัยในชีวิตตนอีก ทั้งไม่เป็นประโยชน์
ต่อฝ่ายใด จึงให้โจทก์หย่ากับจ�าเลย
7. สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้ง
ความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
็
8. สามีหรอภรยาผดทัณฑบนที่ท�าใหไวเปนหนังสือในเรองความประพฤติอีกฝายหนงฟองหยาได เชน
้
์
่
่
้
้
ึ่
่
ิ
ิ
ื่
้
ื
ั
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2553/2526 ก่อนจดทะเบียนสมรส โจทก์กบจ�าเลยท�าสัญญากันว่าฝ่ายภริยาจะไม่
ประพฤติตัวให้ผิดจารีตประเพณีและให้อยู่กนปรนนิบัติในฐานะให้เป็นสามีภริยาอยู่กินร่วมกันโดยตลอดไปและ
ิ
จะไมประพฤติปฏิบัตินอกใจสามีอีกตอไป เมื่อฝายหนึ่งฝายใดไดกระท�าผิดพลาดเงื่อนไขดังกลาว ยินยอมใหปรับ
่
่
้
่
่
้
่
จ�านวนเงิน 50,000 บาท เปนสัญญาอยางหนึ่ง มีลักษณะเปนทัณฑบนในเรื่องความประพฤติของภริยาดังที่บัญญติ
ั
่
์
็
็
ไว้ใน ป.พ.พ.มาตรา 1516 (8) ซึ่งเป็นเหตุให้สามีฟ้องหย่าได้ หากผิดทัณฑ์บนที่ท�ากันเป็นหนังสือในเรื่องความ
้
ประพฤติ และไมเปนการฝาฝนศลธรรมอันดีหรือจ�ากัดสิทธิเสรีภาพในสวนบุคคล ไมมีวตถุประสงคเปนที่ตองหาม
้
ั
ื
่
่
ี
่
็
่
็
์
65
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
่
้
็
้
ี
ชัดแจงโดยกฎหมายใดๆ อีกทั้งมิไดเปนการขัดขวางตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดของประชาชน ต่อมา
้
์
้
่
้
้
็
้
โจทกและจ�าเลยไดจดทะเบียนสมรสกไดยอมรับสัญญาฉบับนี้ใหมีผลผูกพันบังคับระหวางกันได สัญญาฉบับนี้จึง
มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ไม่เป็นโมฆะ แต่ค่าปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลฎีกาให้ใช้ค่าปรับลดลงกึ่งหนึ่ง
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 5161/1438 จ�าเลยกู้ยืมเงินคนอื่นเพื่อใช้จ่ายในคดีที่โจทก์ถูกจับฐานพกอาวุธปืนและ
เพื่อใช้จ่ายส�าหรบการศกษาของบุตรหนี้สนทั้งหมดจึงเกิดจากการน�ามาใช้จ่ายในครอบครัวระหว่างโจทก์จ�าเลย
ิ
ั
ึ
และบตรมิใช่เกิดขึ้นเพราะจ�าเลยน�าไปเล่นสลากกินรวบดงทโจทก์อ้างการกระท�าของจ�าเลยไม่ถือว่าเป็นการ
ี่
ุ
ั
ุ
ประพฤติชั่วอันจะเป็นเหตให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (2) การที่
จ�าเลยหึงหวงและโกรธที่โจทก์หนีไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นจึงด่าโจทก์และบุพการีว่ามึงมันเลว
เหมือนโคตรมึงนั้นไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรงเพราะเป็นเพียงถ้อยค�า
ที่จ�าเลยกล่าวด้วยความน้อยใจการกระท�าของจ�าเลยต่อโจทก์ดงกล่าวเกิดขึ้นเพราะโจทก์เป็นผู้ก่อขึ้นถือว่าเป็น
ั
เรื่องกระทบกระทงกันระหว่างสามีภริยาทั่วไปไม่ร้ายแรงถึงกับเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
ั่
และพาณิชย์มาตรา 1516 (3) หลังจากท�าทัณฑ์บนแล้วโจทก์ยังมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นจ�าเลยจึงดุ
้
็
ดาและท�ารายโจทกอีกการกระท�าของจาเลยมีสาเหตจากการกระท�าของโจทกจึงยังไมถือวาเปนการประพฤติผิด
์
่
่
์
�
ุ
่
ทัณฑ์บนที่ให้ไว้อันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (8)
9. สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง
ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
่
ิ
่
่
ี
้
ื
้
่
ี
ื
ิ
10. สามหรอภรยามสภาพแหงกายท�าใหสามหรอภรยานั้น ไมอาจรวมประเวณีไดตลอดกาล อีกฝาย
ี
หนึ่งฟ้องหย่าได้
ข้อยกเว้นของเหตุฟ้องหย่า 3 กรณี
1. เหตุยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1517 เหตุฟ้องหย่าตาม มาตรา 1516
(1) และ (2) ถ้าสามีหรือภริยา แล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่าย
ที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
เหตุฟ้องหย่าตาม มาตรา 1516 (10) ถ้าเกิดเพราะการกระท�าของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็น
เหตุฟ้องหย่าไม่ได้
่
่
์
้
้
่
ในกรณีฟองหยาโดยอาศัยเหตุแหงการผิดทัณฑบนตาม มาตรา 1516 (8) นั้น ถาศาลเห็นวาความประพฤติ
ของสามีหรือภริยาอันเป็นเหตุให้ท�าทัณฑ์บน เป็นเหตุเล็กน้อยหรือไม่ส�าคัญเกี่ยวแก่การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา
โดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าก็ได้
ถ้าสามีหรือภริยา ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าที่เป็นเหตุหย่านั้น
การรู้เห็นเป็นใจให้สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี หรือรู้เห็นหรือยินยอมหรือรู้เห็น
เปนใจใหสามีประพฤตชั่ว อีกฝายหนึ่งฟองหยาได ตองพิจารเปนกรณีๆ ไป ซึ่งพิจารณาจากการแสดงกริยาอาการ
่
้
้
้
้
ิ
่
็
็
ให้ปรากฏชัดแจ้งโดยไม่มีข้อสงสัยใดว่าได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย เช่น
่
็
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3288/2527 ระหวางจ�าเลยอยูกินเปนสามีภริยากับโจทก จ�าเลยมีอาชีพผิดกฎหมายคา
่
้
์
ยาเสพติด โจทก์รู้เห็นและร่วมกระท�าด้วยโจทก์ให้ญาติของโจทก์น�าเฮโรอีนมาจากภาคเหนือ จนญาติของโจทก์
66
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
และจ�าเลยถูกเจ้าพนักงานต�ารวจจับ ศาลพิพากษาลงโทษจ�าคุกจ�าเลย 20 ปี ถือได้ว่าโจทก์ได้ยินยอมหรือรู้เห็น
เป็นใจในการกระท�าของจ�าเลยที่เป็นเหตุหย่านั้น โจทก์จะยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าจ�าเลยหาได้ไม่
้
้
ี่
่
ค�าพิพากษาฎีกาท 320/2530 จ�าเลยและผูตายท�างานอยูการไฟฟาสวนภูมิภาคเหมือนกันและจาเลยเบิก
�
่
้
้
้
่
์
้
้
�
่
ความวามีสายงานเกี่ยวของกับผูตายดวย ที่จ�าเลยนาสืบวาโจทกเคยเห็นจ�าเลยกับผูตายไปไหนมาไหนดวยกันสอง
ต่อสอง หากมีก็เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ย่อมเข้าใจว่าไปในฐานะเพื่อนร่วมงานดังที่จ�าเลยเบิกความซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ธรรมดาที่บุคคลในภาวะเช่นนี้ย่อมมีกันได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้ผู้ตายเป็นชู้กับจ�าเลย
์
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 764/1534 กอนที่โจทกจดทะเบียนสมรสกับจ�าเลย โจทกหาไดมีความสัมพันธกับจ�าเลย
์
่
้
์
ในฐานะสามีภริยาตามกฎหมายไม่ โจทก์จึงย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในฐานะภริยาจ�าเลย แม้โจทก์จะทราบว่าจ�าเลยมี
์
้
้
่
์
ความสัมพันธฉันสามีภริยากับ ร. และมีบุตรดวยดวยกันมากอนที่โจทกจะจดทะเบียนสมรสกับจ�าเลยก็ตาม กรณี
่
้
่
์
่
อาจถือไดวาโจทกยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจการกระท�าดังกลาวของจ�าเลย ฉะนั้น เมื่อจ�าเลยยังคงติดตอไปมาหาสู ่
ุ
ในการที่โจทก์อปการะเลี้ยงดูและยกย่องฉันภริยา ภายหลังยังจ�าเลยสมรสกับโจทก์แล้วโจทก์จึงอ้างเหตุผลตาม
ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ฟ้องหย่าจ�าเลยได้
้
่
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3596/2546 แมโจทกจะเคยเห็นภาพถายพิธีมงคลสมรสของจ�าเลยทั้งสองในภายหลัง
์
และมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ตาม แต่ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจ�าเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ทราบเรื่องกรณียังไม่พอฟังว่า
์
้
่
็
้
โจทกไดรูเห็นเปนใจใหจ�าเลยทั้งสองอยูกินเปนสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1517
็
่
์
้
วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้
2. เหตุยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรามาตรา 1518 สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไป
ี
ในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระท�าการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระท�าของอกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็น
เหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว
ฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระท�าการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัย
การยินยอมและให้อภัยตามมาตรา 1518 หมายถึง คู่สมรสฝ่ายที่ยินยอมและให้อภัยได้ทราบข้อเท็จจริง
ทั้งหมดเกี่ยวกับการกระท�าอันเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้น แต่แสดงเจตนาให้ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าอนุญาต
ให้กระท�าหรือไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า เช่น
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6002/2534 โจทก์จ�าเลยต่างสมครใจแยกกันอยู่ โจทก์จะกล่าวอ้างว่าจ�าเลย
ั
จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้ จ�าเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ 2 ครั้ง แม้จะเป็นความจริงดังที่โจทก์ฎีกา แต่เหตุเกิดก่อน
ฟ้องประมาณ 14 ปี และ 4 ปี ตามล�าดับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจ�าเลย คงอยู่กินด้วยกันตลอด
มาแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยจ�าเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1518
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1669/2534 ภริยาจงใจละทิ้งร้างสามี แต่สามีก็ตามไปหา พาไปเที่ยวและรับประทาน
้
อาหารหลายครั้งเปนการใหอภัยแลว ฟ้องหย่าไม่ได้ แม้จะฟังได้ว่าข้อกล่าวหาของโจทก์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย
้
็
ก็ตาม แตเมื่อโจทกไดใหอภัยในการกระท�าของจ�าเลยแล้ว สิทธิฟองหยาของโจทกยอมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา
่
์
่
้
์
้
้
่
1518
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2562/2536 โจทก์น�า จ. มาอยู่ในบ้านโจทก์และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาจนมีบุตร
ู
ด้วยกัน 1 คน โดยโจทก์ให้ใช้นามสกุลของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดหรือยกย่อง
่
้
์
่
้
ิ
หญงอื่นฉันภรรยา เมื่อไมปรากฏวาจ�าเลยไดใหอภัยในการกระท�าของโจทก์ จ�าเลยจึงมีเหตุฟองหยาโจทกไดตาม
้
่
้
67
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1)
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 7229/2537 เหตุที่จ�าเลยท�าลายทรัพย์สินและเอาทรัพย์สินไป เนื่องจากโจทก์
็
์
่
ู
์
จ�าเลยทะเลาะวิวาทกันและจ�าเลยระแวงสงสัยวาโจทกอุปการะเลี้ยงดหญิงอื่นฉันภริยาซึ่งโจทกเปนผูกอขึ้น จ�าเลย
่
้
้
์
้
้
์
่
่
์
�
ท�าไปดวยความนอยใจและโกรธจนควบคุมอารมณไมไดและโจทกไมไดแจงความรองทุกขกลาวโทษจาเลยว่าเป็น
้
่
้
้
ผู้ท�าลายทรัพย์สินและเอาทรัพย์สินไป แสดงว่าโจทก์ให้อภัยจ�าเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518
3. เหตุยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรามาตรามาตรา 1519 ในกรณีที่คู่สมรส
ิ
ึ่
ฝ่ายใดฝ่ายหนงเป็นคนวกลจริตและมีเหตุหย่าเกิดขึ้น ไม่ว่าเหตุนั้นจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือภายหลังการเป็น
คนวิกลจริต ให้บุคคลซึ่งอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามาร ตามมาตรา 28 มี
อ�านาจฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินได้
ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้ายังมิได้มีค�าสั่งของศาล แสดงว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถ ก็ให้บุคคล
ดังกล่าวร้องขอ ต่อศาลในคดีเดียวกันนั้นให้ศาลมีค�าสั่งว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ
เมื่อบุคคลดังกล่าวเห็นสมควร จะร้องขอต่อศาลให้มีค�าสั่งตาม มาตรา 1526 หรือ มาตรา 1530 ด้วยก็ได้
่
ั่
ในกรณีที่คูสมรสซึ่งถูกอางวาเปนคนวิกลจริต ยังไมไดถูกสงใหเปนคนไรความสามารถ หากศาลเห็นวาคูสมรสนั้น
่
้
้
็
้
่
่
็
้
่
ยังไม่เป็นคนที่ควรสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถก็ให้ยกฟ้องคดีนั้นเสีย ถ้าเห็นว่าเป็นบุคคลที่ควรสั่งให้เป็นคนไร้
ความสามารถ แต่ยังไม่สมควรจะให้มีการหย่า ก็ให้ศาลสั่งให้คู่สมรสนั้นเป็นคนไร้ความสามารถโดยจะไม่สั่งเรื่อง
ผู้อนุบาหรือจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลตาม มาตรา 1463 ก็ได้ คงพิพากษายกแต่เฉพาะข้อหย่า ในกรณีเช่นนี้ศาล
จะสั่งก�าหนดค่าเลี้ยงชีพด้วยก็ได้
่
้
ในกรณีที่ศาลเห็นวาคูสมรสนั้นวิกลจริตอนควร สั่งใหเปนคนไรความสามารถ และทั้งมีเหตุควรใหหยาดวย
้
้
่
้
ั
็
่
ก็ให้ศาลสั่งในค�าพิพากษาให้คู่สมรสนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ตั้งผู้อนุบาลและให้หย่า
ุ
ี่
ในกรณีนี้ ถ้าศาลเห็นว่าเหตหย่าทยกขึ้นอ้างในการฟ้องร้องนั้นไม่เหมาะสมแก่สภาพของคู่สมรส ซึ่งเป็น
คนไร้ความสามารถที่จะหย่าจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็ดี ตามพฤติการณ์ไม่สมควรที่จะให้มีการหย่าขาดจากกันก็
ดี ศาลจะพิพากษาไม่ให้หย่าก็ได้
บทสรุป
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาค้นคว้าและประชาชนทั่วไปที่สนใจหลักกฎหมาย
เบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่า ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการหย่า ไม่ว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอมและ
การหยาโดยศาลมีค�าพิพากษา การหยาโดยความยินยอมซึ่งตองท�าเปนหนังสือและจดทะเบียน การสิ้นสุดโดยศาล
่
้
่
็
มีค�าพิพากษาต้องอาศัยเหตุฟ้องหย่าทั้ง 10 เหตุดังที่กล่าวมาในข้างต้น สามารถน�าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ�าวัน
ได้อย่างถูกต้อง
68
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บรรณานุกรม
ุ
จิตติ ติงศภัทิย์. (2530). กฎหมายลักษณะครอบครัว รวมหมายเหตท้ายค�าพิพากษาศาลฎีกา. กรุงเทพฯ :
ส�านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
์
่
_______. (2536). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชากฎหมายแพง 3 (ครอบครัว - มรดก). พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ
: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ประสพสุข บุญเดช. (2556). ค�าอธบายประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บรรพ 5 ครอบครัว. พิมพครั้งที่ 20.
ิ
์
่
์
กรุงเทพฯ : ส�านักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กัมพูศิริ. (2556). ค�าอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ครอบครัว. พิมพ์ครั้งที่ 8.
กรุงเทพฯ : ส�านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
์
_______. (2553). ยอหลักกฎหมายครอบครัว. พิมพครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ : ส�านักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์
่
์
รัศฎา เอกบุตร. (2539). ค�าอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว. กรุงเทพฯ :
วิญญูชน.
ส�านักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, http://www.thaibar.thaigov.net
ส�านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, http://www.krisdika.go.th/
ศาลฎีกา, http://www.supremecourt.or.th
69
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บทความวิชาการ
การปลดหนี้ทาง face book
มีผลทางกฎหมายหรือไม่
ั
ยุคปัจจุบันที่มีการพฒนาการสื่อสารไปอย่างไร้พรมแดน มี
ในการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น ผ่านช่องทางต่างๆ
เช่น application line , face book , Instagram เป็นต้น และสืบ
เนื่องจากการสื่อสารที่รวดเร็ว จึงท�าให้ผู้คนต่างสื่อสารกันได้อย่าง
สะดวกจนลืมคิดครวญ ไตร่ตรองให้ดี หุนหันพลันแล่นในการใช้งาน
ต่างๆ ได้ ซึ่งการปลดหนี้นั้น เปนนิติกรรมฝายเดียวของเจาหนผูแสดง
่
็
้
ี
้
้
เจตนา หากเจ้าหนี้ได้แสดงเจตนาปลดหนี้ผ่านทาง face book จะมี
ผลทางกฎหมายหรือไม่
่
้
้
การปลดหนี้ คือ การที่เจาหนี้ปลอยใหลูกหนี้หลุดพันจากภาระ
หน้าที่ที่จะต้องช�าระหนี้ โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นการที่เจ้าหนี้สละ
้
้
้
้
่
สิทธิเรียกรองหรือการยกหนี้ใหโดยเสนหา ถามีการใหอะไรตอบแทน
โดย : นางฐิตารีย์ เปรมวิไลศักดิ์ บุญศักดิ์ หรือแลกเปลี่ยนกันก็ไมใชปลดหนี้ อาจเปนการแปลงหนี้ใหม หักกลบ
่
่
็
่
อาจารย์ประจ�าหลักสูตร ลบหนี้ หรือเป็นการช�าระหนี้อย่างอื่นแทนการช�าระหนี้เดิมก็ได้
นิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลักกฎหมายการปลดหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มาตรา 340
“ถาเจาหนี้แสดงเจตนาตอลูกหนี้วาจะปลดหนี้ให ทานวาหนี้นั้น
่
่
่
้
้
่
้
ก็เป็นอันระงับสิ้นไป
็
้
็
้
ถาหนี้มีหนังสือเปนหลักฐาน การปลดหนี้ก็ตองท�าเปนหนังสือ
ด้วย หรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้
หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย”
ตามบทบัญญัติดังกล่าว วิธีการปลดหนี้อาจแบ่งเป็น หนี้ไม่มี
หลักฐานเป็นหนังสือ กับหนี้มีหลักฐานเป็นหนังสือ
(1) หนี้ไม่มหลักฐานเป็นหนังสือ หนี้ชนิดนเพียงแต่เจ้าหนี้
ี
ี้
70
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
่
้
้
้
่
ี
้
่
แสดงเจตนาตอลูกหนี้วาปลดหนี้ให ก็มีผลใหหนี้ระงับแลว ไมตองมีพิธีรตองอะไรอีก การแสดงเจตนาจะแสดงออก
ด้วยวาจา เป็นหนังสือ โดยกิริยาท�าทาง หรือโดยแสดงออกให้เห็นโดยปริยายว่าปลดหนี้ให้แล้ว เช่น เจ้าหนี้มอบ
เอกสารซึ่งเป็นหลักฐานในการก่อหนี้แก่ลูกหนี้ เป็นต้นว่า เจ้าหนี้เงินก้มอบหนังสือสัญญากู้ให้แก่ลูกหนี้หรือ
ู
เจ้าหนี้คืนหรือท�าลายเช็คที่ลูกหนี้ออกให้เพื่อการช�าระหนี้
(2) หนี้มีหลักฐานเปนหนังสือ หนี้ชนิดนี้เจาหนี้จะปลดหนี้กตองแสดงเจตนาตอลูกหนี้เชนกัน แต่กฎหมาย
็
้
่
็
่
้
ก�าหนดวิธีการแสดงเจตนาไว้เป็นพิเศษว่าจะต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 วิธีที่มาตรา 340 วรรคสอง
ก�าหนดไว้ คือ (1) ท�าเป็นหนังสือ (2) เวนคืนเอกสาร หรือ (3) ขีดฆ่าเอกสาร
หนี้มีหลักฐานเป็นหนังสือ อาจเป็นหนี้ที่กฎหมายบังคับให้ต้องท�าเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะ หรืออาจ
เป็นหนี้ที่หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือจะฟ้องร้องบงคับกันไม่ได้ หรืออาจเป็นหนี้ที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้อง
ั
ท�าเป็นหนังสือ หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่มีการท�าเป็นหนังสือเพื่อให้มีหลักฐานเป็นการแน่นอนก็ได้ ไม่ว่า
จะเป็นหนี้ชนิดไหน ก็ถือว่าเป็นหนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งการปลดหนี้จะต้องท�าโดย 3 วิธีดังกล่าว เช่นกัน
่
้
็
่
้
ตัวอยางเชน การกูยืมซึ่งมีหลักฐานเปนหนังสือ การปลดหนี้ก็ตองท�าเปนหนังสือ (ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1362/2507)
็
่
ี
หนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าต้องเสียดอกเบี้ย หากจะปลดหนี้เฉพาะส่วนทเป็นดอกเบี้ยก็ต้องท�าเป็นหนังสือ
เช่นกัน (ค�าพิพากษาฎีกาที่ 104/2485)
้
่
็
ิ
่
ิ
ผลของการปลดหนี้ การปลดหนี้เปนวธีการชนดหนึ่งซงท�าใหหนี้ระงับโดยมิใชการช�าระหนี้ เมื่อมีการปลดหนี้
ึ
็
้
�
็
ลูกหนี้กจะหลุดพันจากหนี้ไปโดยสิ้นเชิงโดยผลของกฎหมาย ปลดหนี้ท�าใหหนี้ระงับเสมือนการชาระหนี้ จึงเปนการ
ระงับทงหนี้สวนประธานและหนี้อปกรณ แตการปลดหนี้อาจท�าเพียงบางสวนก็ได ถาปลดหนี้บางสวนหนี้ก็ระงับ
์
่
่
่
ั้
่
ุ
้
้
ไปเฉพาะส่วนที่ปลดหนี้ คงต้องช�าระส่วนที่ยังไม่ได้ปลดต่อไป
ึ่
ู
กรณีของหนี้ร่วมนั้นถ้าเจ้าหนี้ร่วมคนหนงปลดหนี้ให้ลกหนี้ก็มีผลให้หนี้ทั้งหมดระงับไป เจ้าหนี้ร่วมคนอื่น
ก็ไม่อาจเรียกให้ช�าระหนี้ได้อีก กรณีของลูกหนี้ร่วมนั้นต่างออกไป ถ้าเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง
้
ผลจะท�าให้หนี้ระงับไปทั้งหมดหรอไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการปลดหนีอย่างใด หากเป็นการปลดหนี้โดยแท้ (real
ื
release) โดยเจ้าหนี้ประสงค์จะให้หนี้ทั้งหมด หนี้ก็ระงับไปถึงลูกหนี้ทุกคน เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้ร่วมคนอื่น
ี้
้
่
ช�าระหนอีกหาไดไม แตถาเปนการปลดหนี้เฉพาะตัวลูกหนี้ (personal discharge) ซึ่งเปนการแสดงเจตนาวาเจา
้
่
็
็
่
้
หนี้ไม่ประสงค์จะบังคับช�าระหนี้เอากับลูกหนี้ผู้นั้นโดยเฉพาะ การปลดหนี้ก็มีผลถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่นเพียงเฉพาะ
ส่วนของลูกหนี้ผู้ได้รับการปลดหนี้ กล่าวคือ เจ้าหนี้ยังเรียกให้ลูกหนี้ร่วมคนอื่นๆ ช�าระหนี้ส่วนที่เหลือได้อีก
ดังนั้น หากเจ้าหนี้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้แล้ว หนี้ก็เป็นอันระงับไป แต่ทงนี้ต้อง
ั้
พิจารณาด้วยว่า หนี้ที่ก่อนั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ หากหนี้ที่ก่อมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น ผู้กู้และผู้ให้
กู้ตกลงท�าหนังสือสัญญากู้กัน ดังนั้นการปลดหนี้ก็ต้องปลดหนี้กันเป็นหนังสือด้วยเช่นกัน
กรณีปลดหนี้ทาง face book ซึ่งหากตอนก่อหนี้นั้น ก่อหนี้โดยไม่มีหนังสือ ไม่ได้ท�าหนังสือสัญญาต่อกัน
ี้
ดังนั้นเจ้าหนี้ก็สามารถปลดหนทาง face book ได้ ก็ท�าให้หนี้ดังกล่าวระงับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 340 วรรค 1 เพราะการแสดงเจตนาปลดหนี้ทาง face book ของเจ้าหนี้นั้น เป็นกรณีที่เจ้าหนี้
ได้แสดงเจตนาถึงความประสงค์ของเจ้าหนี้ออกไปให้ปรากฏแล้ว การแสดงออกทาง face book จึงเป็นการ
แสดงเจตนาแล้ว
้
็
่
แตหากเปนกรณีที่ หนี้ที่กอนั้นเปนหนี้ที่ไดท�ากันเปนหนังสือเสียแลว การแสดงเจตนาปลดหนีทาง face book
่
็
้
้
็
จะถือว่าเป็นการปลดหนี้ด้วยการท�าเป็นหนังสือด้วยหรือไม่ จึงต้องพิจารณาหลักกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ประกอบ
71
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544
มาตรา 7 “ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุ
ที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์”
มาตรา 8 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายก�าหนดให้การใดต้องท�าเป็นหนังสือ
ึ้
มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดท�าข้อความขนเป็นข้อมูลอเล็กทรอนิกส์ที่สามารถ
ิ
เข้าถึงและน�ากลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็น
หนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว”
มาตรา 9 “ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีการลงลายมือชื่อ
แล้ว ถ้า
(1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรอง
ข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน และ
่
ั
(2) วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชือถือได้โดยเหมาะสมกบวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่งข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์ โดยค�านึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี”
ดังนั้น ข้อความทาง face book จะถือว่าเป็นข้อความที่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ ซึ่งตามพระราช
บัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7, 8, 9
้
้
์
้
่
้
้
ขอความใดอยูในรูปของขอมูลอิเล็กทรอนิกส มีผลผูกพันและการบังคับใชทางกฎหมายได ดังนั้นเมื่อขอความ
่
้
์
้
ทาง face book เปนขอมูลอิเล็กทรอนิกส ขอความดังกลาวจึงมีผลผูกพันเจาหนี้แลว ตามพระราชบัญญัติวาดวย
้
้
้
็
่
ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 และเมื่อ application face book ต้องมีการ login ก่อนเข้า
สู่ระบบจึงเป็นการยืนยันตนเองในการเข้าใช้งาน face book ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ
้
่
็
์
้
้
และสามารถแสดงไดวาเจาของลายมือชื่อรับรองขอความในขอมูลอิเล็กทรอนิกสนั้นวาเปนของตน และวิธีการดัง
้
่
กล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 9 และเมื่อ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรค 2 บัญญัติให้ หนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้อง
ท�าเป็นหนังสือด้วยนั้น เมื่อประกอบกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 8
ที่บัญญัติว่า ถ้าได้มีการจัดท�าข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและน�ากลับมาใช้ได้โดยความ
หมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว
ดังนั้นเมื่อข้อความทาง face book เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐาน
เป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ.2544 นั่นเอง
ดังนั้นเมื่อพิจารณาหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ.2544 มาตรา
์
7 ถึงมาตรา 9 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 จึงสรุปได้ว่า การปลดหนี้ให้ทางเฟสบุ๊ค
มีผลตามกฎหมายแล้วและท�าให้หนี้ระงับสิ้นไป ลูกหนี้จึงไม่ต้องช�าระหนี้แก่เจ้าหนี้อีกต่อไป
่
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 ขอความที่โจทกสงถึงจ�าเลยทาง face book มีใจความวา “เงินทั้งหมด
์
่
้
้
่
่
้
ิ
่
้
้
่
้
้
่
670,000บาท ไมตองสงคืนใหแลว ยกใหหมด ไมตองสงดอกอะไรมาใหจะไดไมตองมีภาระหนี้สนติดตัว ” การสง
้
้
่
ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านทางระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้อง
น�าพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ.2544 มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 7 บัญญัติว่า ห้ามมิให้
ู
่
ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใชทางกฎหมายของขอความใดเพียงเพราะเหตุที่ขอความนั้นอยูในรปของ
้
้
้
72
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และมาตรา8บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา9 ในกรณีที่กฎหมายก�าหนดให้ การใดต้องท�า
็
็
ื
เปนหนังสือ มีหลักฐานเปนหนงสอ...ถาไดจัดท�าขอความขึ้นเปนขอมูลอิเล็กทรอนิกสที่สามารถเขาถึงและน�ากลับ
้
์
้
็
้
้
ั
้
มาใช้ได้ โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ...ดงนั้น
ั
้
่
้
่
ขอความที่โจทกสงถงจ�าเลยทาง face book แมจะไมมีการลงลายมือชื่อโจทกก็ตาม แตการสงขอความของโจทก ์
่
ึ
้
์
์
่
้
่
๊
้
์
้
่
้
้
ทางเฟสบุคจะปรากฏชื่อผูสงดวย และโจทกก็ยอมรับวาไดสงขอความทาง face book ถึงจ�าเลยจริง ขอความการ
่
ึ
ั
สนทนาจงรบฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จ�าเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ
่
้
ฝายโจทกไมอาจยกเหตวาโจทกไมมีเจตนาที่จะปลดหนี้ใหแกจ�าเลยแตไดกระท�าไปเพราะความเครียดและ
ุ
่
์
์
้
่
่
่
่
ี่
ื่
ต้องการประชดประชันจ�าเลยขึ้นอ้างเพอให้เจตนาทแสดงออกไปตกเป็นโมฆะหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะไม่ปรากฏข้อ
เท็จจริงว่าจ�าเลยได้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายในของโจทก์
จากค�าพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว มี 2 ประเด็น ดังนี้
1. การที่โจทก์ส่งข้อความทาง face book ดังกล่าวนั้น เป็นการปลดหนี้ให้จ�าเลยหรือไม่
2 . โจทก์อ้างว่าที่ส่งข้อความทาง face book ดังกล่าวนั้น เป็นการกระท�าด้วยความเครียดและต้องการ
ประชดประชันจ�าเลย โจทก์จะอ้างเหตุผลดังกล่าวเพื่อให้การปลดหนี้ไม่มีผลทางกฎหมายได้หรือไม่
้
้
ึ
ตามประเด็นที่หนึ่งนั้นไดอธิบายดังขางตนแลว ดังนั้นจงเหลือประเด็นที่สอง ที่วา “โจทกอางวาที่สงขอความ
่
้
์
้
่
้
้
่
ทาง face book ดังกล่าวนั้น เป็นการกระท�าด้วยความเครียดและต้องการประชดประชันจ�าเลย โจทก์จะอ้าง
เหตุผลดังกล่าวเพื่อให้การปลดหนี้ไม่มีผลทางกฎหมายได้หรือไม่”
ี
การปลดหนี้นั้นเป็นนิตกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นนิติกรรมฝ่ายเดยวของเจ้าหนี้ที่มีผลผูกพนตามกฎหมาย
ิ
ั
้
็
้
เจาหนี้ที่แสดงเจตนาปลดหนี้ตองกระท�าลงโดยชอบด้วยกฎหมาย การปลดหนี้เปนไปดวยความสมัครใจ มุงผูกนิติ
้
่
่
์
้
สัมพันธกับลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา 149 แตหากเจาหนี้แสดงเจตนาออกมาที่ไมตรง
่
่
์
กับสิ่งที่คิดอยูในใจนั้น เปนการที่เจาหนี้ไมมุงผูกนิติสัมพันธกับลูกหนี้ ก็จะมีผลท�าใหนิติกรรมการปลดหนี้มีผลไป
้
่
็
่
์
้
่
ตามบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 154, 155 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วแต่กรณี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154
“การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็น
มูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดง
นั้น”
ความในมาตรา 154 แยกพิจารณาออกได้ดังนี้ คือ หลักทั่วไป การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะ
มิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ตนได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นตกเป็นโมฆะไม่
้
หรือที่เรียกวา “การแสดงเจตนาซ่อนเร้น” หมายความถึง การแสดงเจตนาออกมาใหเห็นวามงที่จะผูกนิติสัมพันธ ์
่
่
ุ
่
้
้
์
้
้
ตามเจตนาที่แสดงออก แตแทจริงแลวภายในจิตใจของผูแสดงมิไดประสงคจะผูกพันตามเจตนาที่ไดแสดงออกแต ่
้
่
ประการใด เป็นเรื่องที่ผู้แสดงเจตนารู้ตัวในขณะแสดงเจตนาจะท�านิติกรรมใดๆ ออกมา โดยเจตนาที่แสดงออก
่
้
ไมตรงกับเจตนาแทจริงภายในจิตใจ ซึ่งในขณะแสดงเจตนานั้น ภายในจิตใจของผูแสดงเจตนามิไดประสงคจะให ้
้
์
้
่
่
์
่
่
่
เกิดผลตามเจตนาที่ตนแสดงออกแตอยางใด หรืออาจกลาวไดวา เปนการแสดงเจตนาโดยไมมุงผูกนิติสัมพันธ ขาด
้
่
็
่
่
ุ
้
องคประกอบของนิติกรรมที่วา นิติกรรมจะตองเกิดจากการแสดงเจตนาโดยมงผูกนิติสัมพันธ กฎหมายจึงควบคม
์
ุ
์
การแสดงเจตนาซ่อนเร้นข้างต้นตามบทบัญญัติของมาตรา 154 ซึ่งบังคับให้ถือว่า การแสดงเจตนามีผลสมบูรณ์
คือให้ถือเอาเจตนาที่แสดงออกเป็นมีความส�าคัญยิ่งกว่าเจตนาภายใน
73
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
แต่มีข้อยกเว้น คือ การที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนานั้น จาก
้
้
้
์
้
้
้
บทบัญญัติ มาตรา 154 ไดวางหลักเกณฑใหบุคคลใดแมในใจจะมิไดเจตนาที่จะใหตนตองผูกพันตามที่ตนไดแสดง
้
เจตนานั้นออกมากตาม เนื่องจากกฎหมายไมอาจรับรองหรือสนับสนุนการแสดงเจตนาซอนเรนที่อยูภายในใจของ
่
็
้
่
่
์
้
้
้
่
็
้
้
่
ผูแสดงเจตนาได แมวาจะเปนเจตนาที่แทจริงก็ตาม จึงบัญญัติใหการแสดงเจตนาที่สงออกมานั้นสมบูรณไมเสื่อม
่
เสียแต่ประการใด ก็เพื่อจะเข้ามาควบคุมการแสดงเจตนาออกมาโดยซ่อนเจตนาอันแท้จริงดังกล่าว เนื่องจากคง
้
่
้
เปนเรื่องยากที่จะใหคูกรณีอีกฝายหนึ่งซึ่งเปนผูรับการแสดงเจตนาสามารถหยั่งทราบเจตนาที่ซอนเรนอยูภายใน
่
่
็
่
้
็
้
้
่
่
้
ใจของผูแสดงเจตนา ทั้งนี้การที่กฎหมายเขามาควบคุมก็เพื่อคุมครองคูกรณีอีกฝายหนึ่งผูกระท�าการโดยสุจริต มิ
้
ให้ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาที่มีความบกพร่องเช่นว่านั้น
อย่างไรก็ตามหากค่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งสามารถหยั่งทราบการแสดงเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจของผู้แสดง
ู
เจตนาได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่กฎหมายจะต้องเข้าควบคุมการแสดงเจตนาโดยซ่อนเร้นเพื่อคุ้มครองคู่กรณีอีก
้
ฝายหนึ่งอีก กรณีนี้กฎหมายจะตองกลับมารับรองหรือสนับสนุนการแสดงเจตนาอันแทจริงที่ซอนเรนอยูภายในใจ
้
้
่
่
่
ของผู้แสดงเจตนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กฎหมายต้องหันมาบังคับตามเจตนาที่แท้จริง โดยถือเอาเจตนาที่แท้
จริงภายในจิตใจของผู้แสดงเจตนามีความส�าคัญยิ่งกว่าเจตนาที่แสดงออกมาให้ปรากฏภายนอก ซึ่งมาตรา154
ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า “เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น” กล่าวคือ
ผลของการแสดงเจตนาซ่อนเร้นตามมาตรานี้ ขึ้นอยู่กับว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรู้หรือไม่ว่าคู่กรณีฝ่ายที่แสดงเจตนา
ออกมาให้ปรากฏนั้น แสดงเจตนาโดยต้องการผูกนิติสัมพันธ์ด้วยหรือไม่ หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับการ
้
้
ี
่
่
่
้
่
แสดงเจตนาไดรูถึงเจตนาอันแทจริงที่ซอนเรนอยูภายในใจของคูกรณฝายที่แสดงออกมาใหปรากฏในขณะนั้น การ
้
้
เจตนาที่แสดงออกมาให้ปรากฏนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตกเป็นโมฆะ กล่าวคือ นิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนา
เช่นว่านั้นตกเป็นโมฆะ เช่น ผู้แสดงเจตนาท�าหนังสือแสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ยอมคืนที่ดิน
มือเปล่าให้แก่บคคลอีกคนหนึ่ง ภายหลังบุคคลที่แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองยอมคืนที่ดินมือเปล่า อ้างว่า
ุ
็
ไม่มีเจตนาสละการครอบครองที่ดิน ที่ท�าหนังสือฉบับนั้นให้กเพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งนันดีใจจะได้หายวิกลจริต
้
้
่
ศาลฎีกาวินิจฉัยวานิติกรรมที่แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองนั้นสมบูรณ เพราะฝายที่ไดรับการสละนั้นไมรูเรื่อง
่
้
์
่
็
้
้
ุ
ดวยวาไมไดตั้งใจคืนใหจริงๆ (หากฝายที่ไดรับการสละรวาที่ทาหนงสือฉบับนั้นใหกเพื่อใหบคคลอีกคนหนึ่งนั้นดีใจ
้
่
้
้
่
่
่
�
ู
้
ั
้
จะได้หายวิกลจริตนิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ)
ตามค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 การที่โจทก์อ้างว่าที่ส่งข้อความทาง face book ว่า “เงินทั้งหมด
ิ
670,000บาท ไม่ต้องส่งคืนให้แล้ว ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สนติดตัว” โดย
้
์
โจทกอางวาเปนการกระท�าดวยความเครียดและตองการประชดประชันจ�าเลย นั้น การแสดงเจตนาของโจทก์ดัง
่
้
็
้
กล่าวเป็นการแสดงเจตนาซ่อนเร้น เมื่อฝ่ายจ�าเลยมิได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนในใจโจทก์ว่ามิได้ปลดหนี้ให้จริง ดังนั้น
การแสดงเจตนาปลดหนี้ของโจทก์จึงหาเป็นโมฆะไม่ หากแต่เป็นการแสงเจตนาปลดหนี้ที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้
ตามกฎหมาย ดังนั้นจ�าเลยจึงไม่ต้องใช้หนี้โจทก์
74
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง
ิ
โสภณ รัตนากร. ค�าอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชย์หนี้. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : นิติ
บรรณาการ, 2547
่
้
์
ิ
รตชัย รถทอง. กฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยนิติกรรมและสัญญา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ส�านักพิมพ ์
์
่
มหาวิทยาลัยรามค�าแหง, 2558.
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544
75
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บทความวิชาการ
กฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�าท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้าย
สารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ
(Pollutant Release and Transfer Registers)
บทน�า
จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานสารเคมซึ่งตั้งอยู่ในซอยกง
ิ่
ี
แก้ว อ�าเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 5
กรกฎาคม 2564 ที่ผานมานั้น เหตุการณดังกลาวไดกอใหเกดผลกระ
้
์
่
ิ
่
่
้
่
่
์
ทบและความเสียหายอยางรุนแรงทั้งตอประชาชนและทรัพยสิน มีผู ้
้
้
์
่
ที่เสียชีวิต ผูที่ไดรับบาดเจ็บจากเหตุการณดังกลาว รวมถึงประชาชน
่
ที่อาศัยอยูในบริเวณที่อาจไดรับอันตรายจากเหตุการณนี้ตองอพยพ
้
์
้
ออกจากพื้นที่เปนการชั่วคราว อาคารบานเรือนรวมถึงทรัพยสินของ
์
็
้
ประชาชนได้รับความเสียหาย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมโดยรอบยัง
่
้
ไดรับผลกระทบอีกเชนเดียวกัน เนื่องจากโรงงานนี้เปนโรงงานทีผลิต
็
่
้
้
็
์
โฟมจึงมีสารสไตรีนโมโนเมอรซึ่งเปนสารเคมีที่ตองใชในกระบวนการ
โดย : อาจารย์ตวงพร ปิยวิทย์ ผลิตเป็นจ�านวนมาก สารเคมีชนิดนี้เป็นอันตรายต่อระบบอวัยวะ
อาจารย์ประจ�าหลักสูตร และระบบประสาทของมนุษย์ รวมถึงเพลิงไหม้ย่อมก่อให้เกิดฝุ่นใน
นิติศาสตรบัณฑิต อากาศซึ่งมาพรอมกับการปนเปอนสารเคมี ซึ่งยอมสงผลตอสุขภาพ
้
่
่
่
ื
้
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของประชาชนที่อาศัยโดยรอบ
1
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เหตุการณเพลิงไหมโรงงานสารเคมีที่เกิดขึ้นดังกลาวนี้ไดท�าให้
้
่
้
์
ั
เกิดประเด็นเกี่ยวกบการบังคบใช้กฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะ
ั
เป็นกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมวัตถุอันตราย กฎหมายเกี่ยว
กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการชดใช้เยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจาก
่
้
เหตุการณดังกลาว นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่ไดรับความสนใจและถูก
์
พูดถึงเปนอยางมาก คือ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดทาท�าเนียบการปลด
�
่
็
ปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ (Pollutant
1 BBC News ไทย. “โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: สารเคมีตกค้าง ปัญหาใหม่หลังเหตุไฟไหม้โรงงานสารเคมี จ.สมุทรปราการ”, BBC
News ไทย, 5 กรกฎาคม 2564, https://www.bbc.com/thai/thailand-57723752 (สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564).
76
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
้
ื
Release and Transfer Registers) หรือที่รูจักกันในชื่อกฎหมาย PRTR ซึ่งถอเปนกฎหมายที่สามารถน�ามาใช้เป็น
็
ิ
ิ
ั
เครื่องมือส�าหรับการบรหารจัดการและป้องกนปัญหาด้านมลพิษหรืออุบัตเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับสารเคมีอันตราย
ได้อันจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงและปัญหาทางด้านมลพษ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ
ิ
ประชาชนที่อาจเกิดขึ้นได้
ท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ
(Pollutant Release and Transfer Registers)
ท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ (Pollutant Release and
Transfer Registers) หรือ PRTR คือ ฐานข้อมูลหรือรายการเกี่ยวกับสารเคมีหรือสารมลพิษที่ถูกปล่อยออกจาก
แหล่งก�าเนิดสู่สิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นอากาศ แหล่งน�้า พื้นดิน และใต้ดิน รวมถึงถูกขนส่งหรือเคลื่อนย้ายเพื่อน�า
้
้
่
้
้
ไปบ�าบัดหรือก�าจัดในสถานที่อื่นๆ ซึ่งฐานขอมูลหรือรายการดังกลาวนี้บุคคลทั่วไปสามารถเขาถึงได โดยขอมูลใน
ู
ื
PRTR นี้จะระบุถึงชื่อหรอชนิดของสารเคมีหรือมลพิษที่ถูกปล่อยออกมา สถานที่ ปริมาณ รวมถึงผ้ปล่อยหรือ
เคลื่อนย้ายสารเคมีนั้น 2
การจัดท�าท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกใน
ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้มีการออกกฎหมาย Emergency Planning and Community Right-to-Know
Act (EPCRA) ขึ้นมาในปี ค.ศ.1986 โดยก�าหนดให้ภาคอุตสาหกรรมจะต้องรายงานการจัดเก็บ การใช้ และการ
ปล่อยสารเคมีให้หน่วยงานของรัฐทราบ และ EPCRA ได้ก�าหนดให้หน่วยงานของรัฐนั้นต้องใช้ข้อมลที่ได้รับ
ู
ั
ื่
ี
รายงานเพอการเตรยมการและป้องกนไม่ให้เกิดความเสี่ยงหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสารเคมีดังกล่าว และ
้
่
ท�าใหประชาชนไดรับรูขอมูลเกี่ยวกับการปลอยสารเคมีจากโรงงานหรือสถานประกอบการที่ตั้งอยูในบรเวณชุมชน
้
้
้
่
ิ
่
นั้น EPCRA ไดก�าหนดใหมีการจัดท�า Toxics Release Inventory (TRI) เพื่อจัดเก็บขอมูลเกี่ยวกับการปลอยสาร
้
้
้
เคมีและสารมลพิษจากโรงงานหรือสถานประกอบการ ซึ่งมีลักษณะและแนวคิดเช่นเดียวกับการจัดท�า PRTR
3
ส�าหรับแนวคิดในระดบสากลที่ต้องการส่งเสริมให้แต่ละประเทศจัดท�าท�าเนียบการปลดปล่อยและเคล่อน
ื
ั
�
ย้ายสารมลพิษจากแหล่งกาเนิดต่างๆ หรือ PRTR นั้นเกิดจากการประชุมขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่ง
แวดล้อม (United Nations Conference on Environment and Development-UNCED) หรือการประชุม
Earth Summit ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน ค.ศ.1992 ซึ่ง
จากการประชุมนี้ได้มีการลงนามในแผนปฏิบัติการที่ 21 (Agenda 21) ซึ่งเป็นแผนแม่บทระดับโลกเกี่ยวกับการ
้
ึ
่
้
ด�าเนินการเพื่อใหเกิดการพัฒนาอยางยั่งยืนในดานสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดลอม รวมถงการก�าหนดยุทธศาสตร ์
้
่
้
่
ิ
ั้
้
้
เกี่ยวกับการจัดการสารเคมีและมลพิษซึ่งตองการใหแตละประเทศที่ไดลงนามนนจัดท�าท�าเนียบการปลอยมลพษ
้
้
้
สูสิ่งแวดลอม (Emission Inventories) เพื่อควบคมอันตรายจากสารเคมีและสงเสริมใหประชาชนไดเขาถึงขอมูล
้
้
่
ุ
่
ด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษ 3
2 Organisation for Economic Co-operation and Development. “Introduction to Pollutant Release and Transfer
Registers (PRTRs)”, OECD, https://www.oecd.org/env/ehs/pollutant-release-transfer-register/introductionto-pol-
lutant-release-and-transfer-registers.htm (Accessed 13 July 2021).
2 United States Environmental Protection Agency. “What is EPCRA?”, US EPA, https://www.epa.gov/epcra/
what-epcra (Accessed 13 July 2021).
3 เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง. “การขับเคลื่อนกฎหมาย PRTR เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, https://www.earththailand.
org/th/document/139 (สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564).
77
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การจัดท�า PRTR นี้นอกจากจะเป็นเครื่องมือที่ท�าให้ภาครัฐสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยและการ
เคลื่อนย้ายสารเคมีหรือสารมลพิษ เพื่อน�าข้อมูลไปใช้ในการก�ากับดูแลและก�าหนดนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริม
และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้ว การที่แต่ละประเทศได้มีกฎหมายกาหนดให้มีการจัดท�า PRTR และจัดท�า
�
ฐานข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ย่อมเป็นการส่งเสริมและรับรองในสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และ
ั
สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิทธิดงกล่าวถือเป็นสิทธิ
ของประชาชนตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศรวมทั้งความตกลงใน
ทางระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ปฏิญญาการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ หรือปฏิญญา
สตอกโฮล์ม (Declaration of the United Nations Conference on the Human Environment หรือ
Stockholm Declaration 1972) ปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (1992 Rio Declaration on
่
้
the Environment and Development) และอนุสัญญาวาดวยการเขาถึงขอมูลขาวสาร การมีส่วนร่วมสาธารณะ
่
้
้
ื
ในการตัดสินใจ และการเขาถึงกระบวนการยุติธรรมในคดีสิ่งแวดลอม หรออนุสัญญา Aarhus (Convention on
้
้
Access to Information, Public Participation in Decision-Making and Access to Justice in Environ-
่
้
้
mental Matters 1998 หรือ Aarhus Convention) ซึ่งสิทธิดังกลาวนี้ก็ไดรับการรับรองไวตามรัฐธรรมนูญแหง ่
ราชอาณาจักรไทยด้วยเช่นกัน
ประเทศต่างๆ ได้น�าแนวคิดเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR เพื่อน�ามาใช้เป็นเครื่องมือส�าหรับการควบคุม ตรวจ
สอบ และติดตามสถานะของการปลดปล่อยหรือเคลื่อนย้ายสารเคมีหรือสารมลพิษ โดยก�าหนดขึ้นเป็นกฎหมาย
ั
้
ู
่
้
่
้
และก�าหนดหนาที่แกผูประกอบการในการรายงานขอมลดังกลาว โดยในปจจุบันมีประเทศตางๆ กว่า 44 ประเทศ
่
5
ที่มีกฎหมายเพื่อก�าหนดเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR อย่างเป็นรูปธรรม เช่น Act on Conf rmation, etc. of
Release Amounts of Specif c Chemical Substances in the Environment and Promotion of
Improvements to the Management Thereof ซึ่งเปนกฎหมายเกยวกับ PRTR ของประเทศญี่ปุน Regulation
็
่
ี่
(EC) No 166/2006 of the European Parliament and of the Council of 18 January 2006 concerning
the establishment of a European Pollutant Release and Transfer Register and amending Council
Directives 91/689/EEC and 96/61/EC ซึ่งเป็นระเบียบสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ของประเทศ
ในสหภาพยุโรป National Environment Protection (National Pollutant Inventory) Measure 1998 ซึ่ง
เป็นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ของประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น
นอกจากนี้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co
้
้
ิ
operation and Development หรือ OECD) ไดมีแนวคดเกี่ยวกับการวางระบบและรูปแบบของการเก็บขอมูล
�
ิ
PRTR เพื่อให้ฐานข้อมูล PRTR ของแต่ละประเทศนั้นเป็นไปในทศทางเดียวกันและสามารถนาข้อมูลที่แต่ละ
ประเทศจัดเก็บได้นั้นมาใช้ส�าหรับการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในทางระหว่างประเทศได้ 6
ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของการจัดท�า PRTR เจ้าของสถานประกอบการหรือผู้ประกอบการที่ปล่อยสารเคมี
่
้
ออกมามีหนาที่จะตองแสดงจ�านวนของสารเคมีที่ถูกปลอยออกมาวามีจ�านวนเท่าใด และรายงานไปยังหนวยงาน
้
่
่
5 United Nations Economic Commission for Europe. “PRTR Global map”, UNECE, https://prtr.unece.org/pr-
tr-global-map (Accessed 13 July 2021).
6 Organisation for Economic Co-operation and Development. “Guidance Document on Elements of a PRTR:
PART I”, OECD, https://www.oecd.org/off cialdocuments/publicdisplaydocumentpdf/?cote=env/jm/mono
(2014) 33&doclanguage=en (Accessed 13 July 2021).
78
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ที่มีอ�านาจหนาที่ภายในระยะเวลาตามสมควร โดยรายงานนั้นอาจเปนการรายงานถึงสารเคมีหรือสารมลพิษที่ถูก
็
้
ปล่อยออกมาจากแหล่งก�าเนิดที่มีสถานที่ตั้งแนนอน เชน การปลอยควันเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม การปลอยน�้า
่
่
่
่
่
่
็
เสียจากกระบวนการผลิต หรืออาจเปนการรายงานถึงการปลอยสารเคมีหรือสารมลพิษจากแหลงก�าเนิดประเภท
็
่
่
่
่
่
่
แพร่กระจาย ซึ่งถือเปนแหลงก�าเนิดมลพิษที่มีปริมาณการปลอยมลพิษทีต�่าในแตละครั้ง แตเมือรวมปริมาณมลพิษ
ที่เกิดขึ้นก็จะมีจ�านวนมาก เช่น การปล่อยควันจากยานพาหนะ การใช้สารเคมีในการเกษตร เป็นต้น
สาระส�าคัญของ PRTR คือ การก�าหนดหน้าที่ให้แก่บุคคล องค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นมีหน้าที่จะ
ื่
�
ี่
ต้องรายงานถึงสารเคมีหรือสามลพิษทถูกปลดปล่อยหรือเคลอนย้ายจากแหล่งกาเนิดมลพิษต่างๆ โดยจะต้องมี
กฎหมายหรอระเบียบที่ก�าหนดถึงหลกเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการรายงาน โดยอาจมีการก�าหนดหลักเกณฑ์
ั
ื
ดังต่อไปนี้ 7
1. ลักษณะ ประเภท ของกิจการ เช่น อาจก�าหนดให้เฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเม็ดพลาสติกต้อง
รายงานข้อมูลเท่านั้น การก�าหนดเช่นนี้จะท�าให้โรงงานเกี่ยวกับพลาสติกประเภทอื่นไม่ต้องรายงาน
2. ขนาดของโรงงาน สถานประกอบการ หรือแหล่งก�าเนิดมลพิษ โดยพิจารณาจากก�าลังการผลิต หรือ
จ�านวนคนงาน
้
ื
3. รายชื่อของสารเคมี หรอสารมลพิษเพื่อใหโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการตองรายงานขอมูล
้
้
้
้
การปลดปลอยหรือการเคลื่อนยายสารเคมีหรือสารมลพิษนั้นๆ โดยบัญชีรายชื่อสารเคมีหรือสารมลพิษนั้นจะตอง
่
ถูกก�าหนดขึ้นโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณการผลิต การน�าเข้า การใช้สารเคมี สภาพของปัญหา
มลพิษ การประเมินความเสี่ยง คุณสมบัติของสารเคมีหรือสารมลพิษนั้นๆ เป็นต้น โดยบัญชีรายชื่อของสารเคมี
หรือสารมลพิษจะตองไดรับการทบทวนและสามารถเปลี่ยนแปลงไดเพื่อใหเหมาะสมและเท่าทันกับสถานการณ ์
้
้
้
้
ที่เกิดขึ้น
4. ปริมาณขั้นต�่าของสารเคมี หรือสารมลพิษที่จะต้องรายงาน โดยอาจพิจารณาตามความเหมาะสม เช่น
่
ี
ื
การก�าหนดปริมาณสารเคมหรือสารมลพิษขั้นต�่าที่โรงงานอุตสาหกรรมหรอสถานประกอบการสามารถปลอยหรือ
่
้
่
้
ุ
้
เคลื่อนยายได โดยโรงงานอตสาหกรรมหรือสถานประกอบการจะตองรายงานก็ตอเมื่อการปลอยหรือการเคลื่อน
ย้ายนั้นมีปริมาณเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายก�าหนด หรือส�าหรับสารเคมีหรือสารมลพิษบางประเภทอาจไม่มีการ
้
�
่
ก�าหนดปริมาณขั้นต�่า กลาวคือ เมื่อมีการปลอยหรือเคลอนยายสารเคมีหรือสารมลพิษจะตองดาเนินการรายงาน
่
้
ื่
ทุกครั้งตามที่มีการปล่อยหรือเคลื่อนย้ายจริง
การจัดท�า PRTR นั้นท�าให้เกิดการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษที่สามารถน�า
ไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายด้านซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังนี้ 8
ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้เพื่อประเมินแนวโน้ม
ของการปล่อยสารมลพิษและของเสีย การน�ามาใช้เป็นข้อมูลส�าหรับการก�าหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การใช้
ประเมินผลการด�าเนินการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้ร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ
เพื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้
7 ส�านักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ. “เอกสารเผยแพร่ มาท�าความรู้จักกับ PRTR กันเถอะ”, กรม
ควบคุมมลพิษ, https://www.pcd.go.th/wp-content/uploads/2020/05/pcdnew-2020-05-25_03-30-44_991476.pdf
(สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564).
8 Organisation for Economic Co-operation and Development. “Introduction to Pollutant Release and Transfer
Registers (PRTRs)”, OECD, https://www.oecd.org/env/ehs/pollutant-release-transfer-register/introductionto-pol-
lutant-release-and-transfer-registers.htm (Accessed 13 July 2021).
79
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ภาคเอกชนสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบกิจการ การลดการปล่อย
ุ
ของเสย ปรับปรงระบบการจัดการสารเคมีหรือสารมลพิษภายในสถานประกอบการ ส่งเสริมให้เกิดการใช้และ
ี
จัดเก็บสารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความปลอดภัยในการด�าเนินกิจการของผู้ประกอบการได้
ภาคประชาชนเมื่อสามารถเข้าถึงฐานข้อมูล PRTR ได้ ก็จะสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้ประโยชน์ได้ใน
่
ื้
ึ้
่
แงของการพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขนจากสารเคมีที่ถูกปลอยออกมาจากสถานประกอบการในพนที่ใกล ้
เคียง สามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการด�าเนินการต่างๆ และสามารถใช้ตรวจสอบถึงการ
ด�าเนินการของสถานประกอบการในการลดการปล่อยมลพิษเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดแก่สิ่งแวดล้อม นอกจาก
่
่
็
้
้
้
ิ
ี่
นี้เมื่อภาคประชาชนสามารถเขาถึงขอมูลเกยวกับสารเคมีและสารมลพษไดยอมเปนการสงเสริมใหภาคประชาชน
้
สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนได้
ประเทศไทยและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR
ส�าหรับประเทศไทย ในปัจจุบันมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 27
(พ.ศ.2563) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ซึ่งก�าหนดให้โรงงานที่มีสารมลพิษหรือสารเคมี
่
ตามที่กฎหมายก�าหนด ไมวาจะเกิดจากการผลิต การครอบครอง หรือการใช หรือเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ
้
่
โรงงาน ต้องจัดท�ารายงานข้อมูล ดังต่อไปนี้
l ปริมาณการผลิต การครอบครอง และการใช้สารมลพิษหรือสารเคมี
l การเคลื่อนย้ายสารมลพิษหรือสารเคมีออกนอกโรงงาน
l ขั้นตอนการด�าเนินงานเพื่อควบคุมการปลดปล่อยสารมลพิษหรือสารเคมี
l คุณลักษณะเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
l การตรวจสอบประสิทธิภาพระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
l การปลดปล่อยสารมลพิษหรือสารเคมี และการตรวจสอบสภาพแวดล้อม
l ข้อมูลอื่นตามที่รัฐมนตรีก�าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
่
้
้
้
้
์
้
หลักเกณฑขางตนนี้ก็คือการก�าหนดใหโรงงานตองจัดท�าท�าเนียบการปลดปลอยและเคลื่อนยายสารมลพิษ
หรือ PRTR นั่นเอง อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์นี้มีผลบังคับใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติโรงงาน
พ.ศ.2535 เท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงกิจการหรือแหล่งก�าเนิดมลพิษอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายการเป็นโรงงานตามนิยาม
ของพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535
นอกจากนี้ไดมีความพยายามในการเสนอรางกฎหมาย PRTR คือ รางพระราชบัญญัติการรายงานการปลอย
่
้
่
่
และการเคลื่อนยายสารมลพิษสูสิ่งแวดลอม พ.ศ. .... ซึ่งเปนรางกฎหมายทีมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ
็
่
่
้
้
่
์
รายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นมาตรการที่จะช่วยให้ภาครัฐมีฐาน
ข้อมูลสารมลพิษที่ครอบคลุมและเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพและความเข้มแข็งแก่หน่วยงาน
ของรัฐในการประเมินสถานการณ์ปัญหามลพิษได้อย่างถูกต้อง มีข้อมูลที่ดีเพื่อประกอบการวางแผนการป้องกัน
สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และสามารถจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการรับรองสิทธิของ
่
ิ่
้
ประชาชนในการเขาถึงขอมูลขาวสารและมีสวนรวมในการคุมครอง สงเสริม และรักษาคุณภาพสงแวดลอม ซึ่งถือ
่
่
้
่
้
้
9
้
�
่
้
เปนสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมที่กาหนดไวตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยรางกฎหมายนี้จะ
่
็
ก�าหนดให้บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงานของรัฐที่ผลิต มีไว้ในครอบครอง เคลื่อนย้าย หรือปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม
้
่
ิ
้
่
่
9 บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบรางพระราชบัญญัติการรายงานการปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพษสูสิ่งแวดลอม พ.ศ. ….
80
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ซึ่งสารมลพิษที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อสารมลพิษและตามปริมาณที่คณะกรรมการขอมูลการปลอยและการเคลื่อน
้
่
้
้
ยายสารมลพิษประกาศก�าหนด และประกอบกิจการตามประเภทและขนาดที่คณะกรรมการขอมูลการปลอยและ
่
ู
การเคลื่อนย้ายสารมลพิษประกาศก�าหนด ต้องจัดท�ารายงานข้อมลชนิดและปริมาณการปล่อยและการเคลื่อน
ู
ย้ายสารมลพิษ มีการก�าหนดโทษปรับทางปกครองและโทษทางอาญาส�าหรับการไม่รายงานข้อมลโดยไม่มีเหตุ
อันควรหรือการรายงานข้อมูลเท็จ ก�าหนดให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ิ
ต้องประเมินปริมาณการปล่อยสารพษจากแหล่งก�าเนดสารพิษนั้นๆ และจดส่งข้อมูลให้แก่กรมควบคุมมลพิษ
ั
ิ
นอกจากนี้ยังก�าหนดอ�านาจหน้าที่ให้แก่กรมควบคุมพิษในการควบคุมก�ากับดูแลการรายงานข้อมูล จัดท�าฐาน
่
้
้
ู
่
่
ขอมลการปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพิษจากแหลงก�าเนิดมลพิษสูสิ่งแวดลอม รวมถึงการเผยแพรฐานขอมูล
้
่
้
้
ิ
้
่
ี
10
แก่สาธารณะ กระบวนการตามรางกฎหมายนจะท�าใหภาคประชาชนสามารถเขาถึงขอมูลเกยวกับปรมาณการ
้
้
่
ี
่
้
ปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพิษในเขตที่อยูอาศัยของตนได รวมถึงหนวยงานของรัฐก็สามารถน�าขอมูลนั้นมา
่
้
้
่
ใชในการวางแผนเพื่อบริหารจัดการและปองกนปญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมีหรือสารมลพิษ
ั
้
้
ั
่
่
่
่
้
็
ที่มีการปลอยหรือเคลื่อนยายได ซึ่งเปนที่นาเสียดายวารางกฎหมายฉบับนี้ไมไดถูกน�ามาพิจารณาโดยสภาผูแทน
้
่
้
้
้
่
่
่
ื่
ราษฎร เนองจากไมไดรับค�ารับรองรางพระราชบัญญัติจากนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการพิจารณารางพระราช
บัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ท�าให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องตกไป
นอกเหนือไปจากความพยายามในการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR แล้ว ประเทศไทยยังได้มี
การด�าเนินโครงการน�าร่อง PRTR ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น
(Japan International Cooperation Agency หรือ JICA) กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาระบบ PRTR ต้นแบบที่มีความเหมาะ
ี่
สมกับประเทศไทย อยางไรก็ตามโครงการนี้ไดด�าเนินการในพื้นทจังหวัดระยองเทานั้น ซึ่งจากเหตุการณอุบัติเหตุ
่
์
่
้
เกี่ยวกับสารเคมีที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสภาพ
แวดลอมโดยรอบ ท�าใหเห็นวาประเทศไทยควรมีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ที่ชัดเจนและเปนรูปธรรม เพื่อ
้
้
่
็
ก�าหนดหน้าที่แก่ผู้ประกอบการในการแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนต่อหน่วยงานภาครัฐ และก�าหนดหน้าที่แก่
่
้
่
�
่
หนวยงานภาครัฐใหจัดท�าฐานขอมูลท�าเนียบการปลดปลอยและเคลื่อนยายสารมลพิษจากแหลงกาเนิดตางๆ เพ่อ
ื
้
้
่
้
้
้
้
้
็
้
็
่
ใหเปนฐานขอมูลที่ประชาชนสามารถเขาถึงไดและเปนฐานขอมูลที่หนวยงานภาครัฐสามารถน�าไปใชเพื่อปองกัน
้
ปัญหาเกี่ยวกับมลพิษที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ต่อไป
้
10 บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบรางพระราชบัญญัติการรายงานการปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพิษสูสิ่งแวดลอม พ.ศ.
้
่
่
่
…. ส�านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. “ระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ”, ส�านักงาน
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=124 (สืบค้นเมื่อวันที่ 13
กรกฎาคม 2564).
81
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง
บีบีซี นิวส์ ไทย. (2564). โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: สารเคมีตกค้าง ปัญหาใหม่หลังเหตุไฟไหม้โรงงานสารเคมี
จ.สมุทรปราการ, สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.bbc.com/thai/
thailand-57723752.
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง. การขับเคลื่อนกฎหมาย PRTR เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564,
จาก https://www.earththailand.org/th/document/139.
ส�านักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ. เอกสารเผยแพร่ มาท�าความรู้จักกับ PRTR
ื่
กันเถอะ. สืบค้นเมอวันที่ 13 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.pcd.go.th/wp-content/
uploads/2020/05/pcdnew-2020-05-25_03-30-44_991476.pdf.
่
็
ั
่
ส�านักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร. ระบบรับฟงความคิดเหนตอราง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ.
้
้
สืบคนเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.
php?id=124.
Organisation for Economic Co-operation and Development. Guidance Document on Elements
of a PRTR: PART I. [Online]. Available : https://www.oecd.org/off cialdocuments/publicdis|
playdocumentpdf/?cote=env/jm/mono(2014)33&doclanguage=en [13 July 2021].
Organisation for Economic Co-operation and Development. Introduction to Pollutant Release
and Transfer Registers (PRTRs). [Online]. Available : https://www.oecd.org/env/ehs/
pollutant-release-transfer-register/introductionto-pollutant-release-and-transfer-registers.
htm [13 July 2021].
United Nations Economic Commission for Europe. PRTR Global map. [Online]. Available :
https://prtr.unece.org/prtr-global-map [13 July 2021].
United States Environmental Protection Agency. What is EPCRA?. [Online]. Available : https://
www.epa.gov/epcra/what-epcra [13 July 2021].
82
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บทความวิชาการ
เมืองนครราชสีมา :
เมืองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยุคแรกเริ่ม
ื่
ช่วงทศวรรษนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแนวคิดเรองการเรียกร้อง
ในประชาธิปไตยและการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพจะเป็นสิ่งที่ทุก
คนพูดถึงตลอดเวลา และกลายเป็นกระแสหลักของสังคมไทย แต่
อย่างไรก็ดีกระแสการเรียกร้องดังกล่าวก็เป็นแต่เพียงกระแสนิยม
ที่มักเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ไม่ได้ต่อเนื่องยาวนานหลาย
ทศวรรษ
ั
ในขณะที่กระแสสงคมประการหนึ่งที่มีการกล่าวถึงหรือปลุก
ื
ปั่นอย่างต่อเน่อง แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าหวือหวาครึกโครมจน
กลายเป็นการชุมนุมประท้วงหรือการเรียกร้องใดๆ จากรัฐบาล แต่
อย่างน้อยก็มีการพูดถึงอย่างต่อเนื่องยาวนานนับครึ่งศตวรรษ นั่น
คือ “กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”
โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พิทักษ์ชัย จัตุชัย กฎหมายสิ่งแวดล้อม
รองผู้อ�านวยการส�านักศิลปะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 57 (2)
และวัฒนธรรม บัญญัติว่า “รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บ�ารุงรักษา ฟื้นฟู บริหาร
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
้
้
จัดการ และใชหรือจัดใหมีการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ
้
์
สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์
อย่างสมดุล และยั่งยน โดยต้องให้ประชาชนและชมชนในท้อง
ุ
ื
ถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมด�าเนินการและได้รับประโยชน์จากการ
ั
ด�าเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญติ” ซึ่งสะท้อนให้
เห็นถึงการให้ความส�าคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงหน้าที่
ของรัฐในการที่จะเป็นผู้น�าทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงยังได้สะท้อน
ออกมาในรูปของกฎหมายอีกหลายฉบับที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่าง
83
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
สมดุลและมีความยั่งยืน เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ที่มีการ
แต่งตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นต้น
รวมไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศซี่งเป็นกรอบอนุสัญญาหรือข้อตกลงที่ได้ให้สัตยาบันว่า
ดวยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสงเสริมใหระบบนิเวศเกดความสมดล การควบคุม ยับยั้ง และรณรงค์ให้
ุ
่
้
้
ิ
ลดการผลิตและการใชสารท�าลายชั้นบรรยากาศโอโซน เป็นต้น ซึ่งก็นับวาเปนความพยายามในการสรางมาตรการ
้
่
้
็
่
จัดการไมใหการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดผลกระทบตอความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจที่
้
่
ยั่งยืนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
เมืองนครราชสีมา
เมืองนครราชสีมาปรากฏนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอกสารกฎมณเฑียรบาล สมัยสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งระบถึงการยกฐานะเมืองนครราชสมา ให้เป็นเมืองพญามหานคร (1 ใน 8
ี
ุ
หัวเมืองส�าคัญ) ชั้นโท นับตั้งแต่ “วันเสาร์เดือนห้าขึ้นหกค�่าชวดนักษัตรศก” (ตรงกับวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม
พ.ศ.2011) ในเอกสารพระอัยการนาทหารหัวเมือง ระบุต�าแหน่งเจ้าเมืองว่า “ออกญาก�าแหงสงครามรามภักดี
พิรียะภาหะ” ขึ้นต่อสมุหนายกผู้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ถือศักดินา 10,000 (เป็นหัวเมืองส�าคัญ ฐานะเดียว
กับเมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น)
ต่อมา ราว พ.ศ.2200 ในรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเล็งเห็นว่าเมืองนครราชสีมานั้น
เป็นหัวเมืองชายแดนที่ส�าคัญของอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยายมราช (สังข์) ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ทรง
ไว้วางพระราชหฤทัยไปปกครองเมืองนครราชสีมา และโปรดเกล้าฯ ให้นายช่างชาวฝรั่งเศสผู้เป็นสถาปนิกและ
วิศวกรมาก่อสร้างก�าแพงและป้อมปืนของเมืองนครราชสีมา
่
้
้
โดยตัวเมืองนครราชสีมา มีก�าแพงเมืองกอดวยอิฐประดับใบเสมาดานบนเรียงตลอดตามแนวก�าแพง มีปอม
้
ู
่
ตามก�าแพง 15 ป้อม ปรากฏคายคูประตหอรบ 4 ประตู ได้แก่ ประตูทางทิศเหนือชื่อ ประตูพลแสน ประตูทางทิศ
ใต้ชื่อ ประตูไชยณรงค์ (ประตูผี) ประตูทางทิศตะวันออกชื่อ ประตูพลล้าน และประตูทางทิศตะวันตกชื่อ ประตู
ชุมพล (ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลือสภาพดั้งเดิมเพียงแห่งเดียว)
้
้
์
พระวิภาคภูวดล (เจมส แมคคารธี) เจากรมแผนที่สมัยรัชกาลที่ 5 ไดบันทึกเรื่องก�าแพงเมืองนครราชสีมาหรือ
์
โคราชไว้ว่า “จากเหนือถึงใตก�าแพงเมืองมีความยาว 5,400 ฟุต จากตะวันออกถึงตะวันตกมีความยาว 3,200 ฟุต
้
ทางทิศใต้มีป้อมปราการขนาดเล็ก แต่ละป้อมมีอยู่ 15 ช่อง ตลอดก�าแพงมีช่องทั้งหมด 1,400 ช่องขนาดเล็ก
และมี 13 ช่องเอาไว้พาดปืนใหญ่ ทางด้านทิศเหนือมีป้อมปราการ 4 ป้อม มีช่องขนาดเล็ก 1,107 ช่อง และ
ช่องปืนใหญ่ 60 ช่อง ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกมีป้อม 2 ป้อม และมีช่องขนาดเล็ก 861 ช่องตลอด
ก�าแพง ก�าแพงถูกห่อหุ้มด้วยดินที่หนา ฐานมีความสูง 15 ฟุตจากระดับถนน เมืองโคราชมีคูน�้าคันดินล้อมรอบ
ยาวประมาณ 200 ฟุต”
ื
นอกจากนี้ เอเตียน อาโมนิแยร์ นักส�ารวจชาวฝรั่งเศส ยังได้บันทึกเกี่ยวกับเมองนครราชสีมาไว้อีกว่า
้
้
“เมืองโคราชเปนเมืองที่มีพรมแดนธรรมชาติเปนภเขากั้น และมีความรุงเรืองในอดีต ดังจะเห็นไดจากปอมปราการ
่
ู
็
็
้
้
ื
้
ลอมรอบ ในเมองนั้นบานเรือนสวนใหญอยูทางตะวนตก โดยมีก�าแพงสี่เหลี่ยมผืนผาลอมรอบ มีความหนาประมาณ
้
่
ั
่
่
2 เมตร และสูง 3-4 เมตร วัดรวมกันได้ประมาณ 5 กิโลเมตร มีประตูอยู่ตรงกลางของแต่ละด้าน โดยยังคงมี
คูน�้ากว้างประมาณ 10 เมตร”
84
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เมืองนครราชสีมากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
้
่
่
ในชวงระยะเวลาของการกอสรางก�าแพง ป้อมปืน และคายคูประตูหอรบของเมือง ถือวาตวเมืองนครราชสีมา
่
ั
่
นั้นได้รับความสนใจจากกรุงศรีอยุธยาและจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะหัวเมือง
ชายแดนที่ส�าคญทางการค้าของอยุธยาที่จะควบคุมผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกจ การเป็นสถานีควบคุมการ
ิ
ั
ค้าระหว่างหวเมืองลาวกับกัมพูชา และการเป็นหัวเมืองฐานก�าลังอ�านาจที่จะเสริมสร้างความเข้มแขงให้กับ
็
ั
กรุงศรีอยุธยาอีกด้วย
ั
จากลักษณะของการก่อสร้างบ้านเมืองให้มีขนาดที่ใหญ่โตและมนคงแข็งแรงนั้น สันนิษฐานได้ว่าเมือง
่
นครราชสีมาน่าจะมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจ�านวนมาก และคงมผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยและติดต่อค้าขายอย่าง
ี
ต่อเนื่อง จึงจะเห็นได้ว่าภายในตัวเมืองก็มีการก่อตั้งสถานที่ราชการ ร้านค้า บ้านเรือน และศาสนสถานหลาย
็
ุ
แห่ง โดยสถานที่ต่างๆ ดังกล่าวยังคงหลงเหลือหลักฐานให้เหนอยู่ในปัจจบันคอ “วัด” ที่ตั้งอยู่ภายในก�าแพง
ื
เมืองนครราชสีมา
โดยวัดที่ถูกสร้างขึ้นมานับตั้งแต่แรกเริ่มของการสร้างเมืองนครราชสีมา มีทั้งสิ้น 6 แห่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2
้
ลักษณะ คือ 1.วัดทถูกสรางขนโดยเจานายและขาราชการชั้นผูใหญ ได้แก่ วัดพระนารายณ วัดบึง และวัดสระแกว
้
ี่
ึ้
้
่
้
์
้
และ 2.วัดที่ถูกสร้างขึ้นโดยคหบดีและชาวเมืองนครราชสีมา ได้แก่ วัดพายัพ วัดอิสาน และวัดบูรพ์
ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของวัดทั้ง 6 แห่ง จากหลักฐานทางโบราณคดีและภาพถ่ายเก่าทาให้เห็นถึงลักษณะของ
�
่
่
้
ั
่
พระอุโบสถทีมีลักษณะยอนทองส�าเภาแบบอยุธยาตอนปลาย (ปจจุบันหลงเหลือเพียงวัดบึงเทานั้น) พระพุทธรูป
้
่
้
้
้
และใบเสมาศิลปะอยุธยา ที่นอกจากจะสะทอนใหเห็นถึงอายุของการกอสรางวัดแลว ยังสะทอนใหเห็นถึงการรับ
้
้
อิทธิพลทางศิลปกรรมโดยตรงจากราชธานีอยุธยา
นอกจากนี้ สิ่งที่นาสนใจอีกประการหนึ่งคือ วัดทั้ง 6 แห่ง ที่ตั้งอยูภายในก�าแพงเมืองนครราชสีมา “ไมมีการ
่
่
่
่
่
้
กอสรางเมรุเผาศพหรือฌาปณสถานแมแตแหงเดียว” ทั้งนี้ก็ดวยความเชื่อของผูคนในอดีตที่วาหากมีการเผาศพ
้
่
่
้
้
้
็
ภายในตัวเมืองจะเกิดความไม่เปนสิริมงคลแก่บ้านเมือง ข้าวยากหมากแพง เกิดโรคระบาด และผูคนทั้งหลายจะ
ล้มตาย จึงท�าให้ไม่มีการจัดการศพภายในก�าแพงเมืองแต่ประการใด และยังต้องมีการก่อสร้างวัดอื่นๆ เพิ่มเติม
ภายนอกก�าแพงเมือง เพื่อรองรับการฝังศพและการเผาศพของประชาชนชาวเมืองนครราชสมา โดยแต่ละวัด
ี
ื
จะตั้งอยู่นอกก�าแพงเมองตรงกับประตูของเมืองนครราชสีมาในแต่ละทิศ กล่าวคือ วัดสามัคคี ตั้งอยู่นอกเมือง
ตรงกับประตูพลแสนทางทิศเหนือ วัดศาลาทอง ตั้งอยู่นอกเมืองตรงกับประตูไชยณรงค์ (ประตูผี) ทางทิศใต้ วัด
่
ทุงสวาง ตั้งอยูนอกเมืองตรงกับประตูพลลานทางทิศตะวันออก และวัดสะแก ตั้งอยูนอกเมืองตรงกับประตูชุมพล
้
่
่
่
ทางทิศตะวันตก
“การออกแบบ” และ “การออกกฎ” ส�าหรับการก่อสร้างวัดต่างๆ ดังกล่าวที่มีมานับตั้งแต่สมัยกรุง
ศรีอยุธยา และยังสืบทอดต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน คงไม่ได้มีความตั้งใจมองแต่เพียงเฉพาะเรื่องของความไม่เป็น
ู
สิริมงคลแก่บ้านเมืองเท่านั้น หากแต่สถาปนิกผ้ออกแบบหรือแม้แต่ผู้รู้ในอดต คงจะให้ความส�าคัญในเรื่องของ
ี
สิ่งแวดลอมอันจะกอใหเกิดอากาศอันบริสุทธิ์ ปราศจากฝุนหรือมลพิษที่จะเกิดแกผูคนในบานเมือง รวมไปจนถึง
่
้
่
้
่
้
้
โรคภัยบางประเภทที่อาจจะแพร่กระจายทางอากาศอีกด้วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมืองนครราชสีมาจงเป็นเมืองที่ค�านึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา
ึ
รวมถึงก็ไม่เคยปรากฏว่ามีโรคระบาดภายในเมืองนครราชสีมาที่จะก่อให้เกิดการเจ็บป่วยล้มตายอย่างมหาศาล
แต่ประการใด จึงถือได้ว่า “เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยุคแรกเริ่ม” โดยแท้
85
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บทความวิชาการ
การศึกษาการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบล
กับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย
บทคัดย่อ
การวจัยครั้งนมวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การขอ
ี้
ี
ิ
ออกโฉนดที่ดิน และเพื่อเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดนทั้ง
ิ
ต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย เป็นการวิจยเชิงเอกสาร
ั
(Documentary Research) ที่ศึกษาทฤษฎีวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับ
การขอออกโฉนดที่ดิน ทั้งการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการ
ี
ี
่
ขอออกโฉนดทดินเฉพาะรายเพื่อน�ามาเปรยบเทียบกันตามประมวล
ี่
กฎหมายที่ดินและพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทดิน
พ.ศ.2497
ผลการวิจัยพบว่า เนื่องจากประเทศไทยมีเนื้อที่จ�ากัดไม่มีการ
่
เพิมเติมเนื้อที่มากกว่าที่เป็นอยู่แต่การขยายตัวด้านเศรษฐกิจ และ
โดย : นางสาวพรจรินทร์ อินธิราช จ�านวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นท�าใหความตองการที่ดินเพิ่มขึ้นอยาง
้
่
้
และคณะ มากเป็นเหตุให้เกิดปัญหาการแย่งการครอบครองและท�าประโยชน์
นักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ในที่ดิน ส่งผลให้ประชาชนบุกรุกท�าลายป่ายึดถือครอบครองที่ดินที่
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นป่าไม และที่ดินที่เปนของรัฐ ที่สาธารณะประโยชน ซึ่งเปนสาเหตุ
็
์
้
็
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ของปญหาการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินโดยมิชอบดวยกฎหมาย และ
้
ั
อีกประการหนึ่งคือประชาชนจ�านวนไม่น้อยขาดความรู้ความเข้าใจ
ื่
ดานกฎหมายในเรองการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออก
้
ั
้
โฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และไดทราบถึงปญหาการออกโฉนดที่ดิน
้
่
ทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย สงผลใหประชาชนเสีย
ี่
สิทธิตามกฎหมายในเรื่องการขอออกโฉนดทดินทั้งต�าบลและการขอ
ออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และทราบถึงหลักเกณฑ์การขอออก
่
้
้
โฉนดที่ดินใหแกผูมีหลักฐานการแจงการครอบครอง (ส.ค.1) การออก
้
้
โฉนดที่ดินใหแกผูที่ครอบครองอยูกอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช ้
่
่
่
้
86
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บังคับ การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือหลังวันที่ 1
ธันวาคม 2497 และไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีใบจอง (น.ส.2) และการออกโฉนดที่ดิน
ให้แก่ผู้ที่มีหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3) กระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมาย
ที่ดินของกรมที่ดิน การออกโฉนดที่ดินเป็นกรณีที่รัฐให้กรรมสิทธิ์แก่ราษฎร เมื่อบุคคลได้โฉนดที่ดินไปแล้วด้วย
ั
ิ์
อ�านาจแห่งกรรมสิทธบุคคลอื่นจะมาโต้แย้งคัดค้านหรือรอนสิทธิย่อมกระท�ามิได้ ส่วนการออกหนงสอรับรอง
ื
การท�าประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นการรับรองสิทธิในที่ดินให้กับราษฎรผู้ครอบครอง และท�าประโยชน์ในที่ดินโดย
้
้
่
ชอบดวยกฎหมายถือเปนหนังสือแสดงสิทธิครอบครอง ซึ่งสิทธิครอบครองดังกลาวเกิดจากขอเท็จจริงที่ราษฎรได ้
็
่
์
่
ิ
ครอบครองจนกอใหเกดสิทธิครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยโดยประมวลกฎหมายที่ดินรองรับ
้
สิทธิในที่ดินดังกล่าวซึ่งกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินของกรมที่ดินมี 2 วิธี
คือ การออกโดยวิธีเดินส�ารวจทั้งต�าบลตามมาตรา 58 มาตรา 58 ทวิ และมาตรา 58 ตรี แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดิน และการออกโดยวิธีเฉพาะรายตามมาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยอาศัย
อ�านาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้
ิ
้
้
ประมวลกฎหมายที่ดน พ.ศ.2497 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของดวย ทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) เป็น
้
กฎหมายที่ก�าหนดลักษณะที่ดิน ที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ได้ โดยผูมีสิทธิในที่ดิน
ิ
์
จะตองครอบครองและท�าประโยชนในที่ดินอันเปนหลักเกณฑหนึ่งในการพจารณาออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินซึ่งจะ
้
็
์
ต้องพิจารณาตามสภาพที่ดินในท้องถิ่น ตลอดจนสภาพของกิจการที่ท�าประโยชน์อันเป็นข้อเท็จจริงที่พนักงาน
เจาหนาที่จะตองตรวจสอบและใชดุลพินิจตามสภาพของแตละพื้นที่ โดยสามารถน�าหลักการครอบครองตามหลัก
่
้
้
้
้
้
้
้
์
กฎหมายลักษณะทรัพยมาปรับใชประกอบกับหลักกฎหมายที่ดิน เชน พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน
่
พ.ศ.2497 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดิน และพระราช
บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นต้น
บทน�า
ิ่
สิทธเกี่ยวกับที่ดินในประเทศไทยปรากฏเรมแรกตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ในสมัยของพ่อขุนราม
ิ
ค�าแหงซึ่งทรงด�าเนินรัฐประศาสตร์โนบายส่งเสริมเศรษฐกิจเกี่ยวกับการท�าประโยชน์ในที่ดิน เพื่อให้ได้พืชผลมา
จากปัจจัยในการบริโภคและอุปโภคพอควรแก่ระดับการครองชีพในสมัยนั้น ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้จัด
แบ่งองค์การบริหารออกเป็นรูปแบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ประจ�าอยู่ส่วนกลางการจัดเรื่องที่ดินขึ้นอยู่
แก่กรมนาในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พ.ศ.1903 ต�าแหน่งเสนาบดีกรมนา มีชื่อเรียกว่า
ขุนเกษตราธีบดี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 2 งานที่ดินยังคงยึดหลักการตามกฎหมาย
ลักษณะเบ็ดเสร็จ รัชกาลที่ 3 มีการออกหนังสือส�าหรับที่บ้านเพื่อระงับข้อผิดพาทการรุกล�้าเขตกัน รัชกาลที่ 4
มีการประกาศขายฝากและจ�าน�าที่สวน ที่นา และมีการออกตราแดง ในเขตจังหวัดกรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา
็
้
้
ี
่
ั
อ่างทอง ลพบุรี สุพรรณบุรี) เปนหลกฐานแสดงวามีผูมีชื่อเปนเจาของและใชในการเก็บภาษที่นา สมัยรัชกาลที่ 5
็
้
่
่
่
มีการออกหนังสือส�าคัญชนิดตางๆ เชน โฉนดสวน ใบตราจอง มีปญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินสูศาลบอยขึ้น พระบาท
ั
่
้
่
้
ั
้
้
สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหกระทรวงเกษตรพาณิชยการจัดการด�าเนินงาน
้
เรื่องสิทธิในที่ดินใหรัดกมขึ้น ตอมากระทรวงเกษตรพาณิชยการยกเลิกไปโดยไดสถาปนากระทรวงเกษตราธิการ
่
้
ุ
ใหม่ ข้าหลวงเกษตรพร้อมด้วยเจ้าพนักงานกรมแผนที่ได้เริ่มออกเดินส�ารวจเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน
ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) โดยโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ถือโฉนดที่ดินเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โฉนดที่ดินฉบับแรกเป็นของ
87
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
้
้
ุ
่
์
ี่
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจลจอมเกลาเจาอยูหัว เมื่อวันท 1 ตุลาคม ร.ศ.120 (พ.ศ.2444)
ที่ต�าบลบ้านแป้ง อ�าเภอพระราชวัง จังหวัดกรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) เนื้อที่ 89-1-52 ไร่ และมีการออกโฉนด
ตราจองเปนหนังสือส�าคัญส�าหรับที่ดินทไดท�าประโยชน์แล้ว และไดมีการออกพระราชบัญญัติโฉนดที่ดิน ร.ศ.127
้
้
ี
็
่
(พ.ศ.2451) และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจนถึง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 ซึ่งได้วิวัฒนาการจนเป็นประมวลกฎหมาย
ที่ดิน พ.ศ.2497 ใช้บังคับเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินและหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินต่างๆ สืบมาจนถึงปัจจุบัน
้
้
ิ
ิ
์
้
ซึ่งตามพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดน พ.ศ.2497 ไดมีการบัญญัตหลักเกณฑการขอออกโฉนด
ที่ดินตามมาตรา 7 และมาตรา 8 กล่าวคือมาตรา 7 ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองไว้แล้วตามพระราชบัญญัติ
ออกโฉนดที่ดิน(ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 และยังมิได้รับค�ารับรองว่าได้ท�าประโยชน์แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้ได้รับอนุญาตยังมีสิทธิที่จะมาขอค�ารับรองจากนายอ�าเภอได้จนกว่าจะครบก�าหนด 180 วัน
นับจากวันสิ้นสุดเวลาแห่งการจับจองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในกรณีระยะเวลาแห่งการจับจองดังกล่าวใน
วรรคแรกสิ้นสุดลง ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ หากปรากฏว่าการท�าประโยชน์จากที่ดินที่ได้รับ
อนุญาตให้จับจองอยู่ในสภาพที่จะพึงขอค�ารับรองว่า ได้ท�าประโยชน์ดังกล่าวแล้วได้ ให้ยื่นค�าขอต่อนายอ�าเภอ
เพื่อขอค�ารับรองเสียภายในก�าหนด 180 วัน นับแต่วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อพ้นก�าหนดเวลาดัง
่
ั้
กล่าว ให้ถือว่าที่ดินนนปลอดจากการจับจอง เว้นแต่นายอ�าเภอได้มีค�าสังผ่อนผันให้เป็นการเฉพาะรายมาตรา
8 การพิจารณาว่าที่ดินได้ท�าประโยชน์แล้วหรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ก�าหนดในกฎกระทรวง ที่ดินที่ได้
รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับค�ารับรองจากนายอ�าเภอว่าได้ท�าประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่
ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดกต่อมาได้มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และได้มีการก�าหนด
หลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายนี้ตามมาตรา 58 และมาตรา 59 กล่าวคือมาตรา 58 เมื่อรัฐมนตรีเห็นควรให้มี
์
การออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชนในจังหวัดใด ในปีใด ใหรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
้
ก�าหนดจงหวัดทจะท�าการสารวจรงวัดท�าแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการท�าประโยชน์ส�าหรับปีนั้น เขตจงหวัดที่
ั
ี่
ั
ั
�
รัฐมนตรีประกาศก�าหนดไม่รวมท้องที่ทางราชการได้จ�าแนกให้เป็นเขตป่าถาวร เมื่อประกาศแล้วให้ผู้ว่าราชการ
ิ
้
้
้
่
จังหวัดก�าหนดทองที่และวันเริ่มตนโดยการปดประกาศกอนวันเริ่มตนส�ารวจไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อมีประกาศแลว
้
ให้บุคคลตามมาตรา 58 ทวิ วรรค2 น�าพนักงานเจ้าหน้าที่ท�าการส�ารวจรังวัดที่ดินของตนตามวันเวลาที่พนักงาน
์
เจาหนาที่ไดนัดหมายในการเดินส�ารวจพิสูจนสอบสวนการท�าประโยชนเพื่อออกหนังสือรับรองการท�าประโยชน์
้
้
้
์
้
้
้
่
้
้
็
้
เจาพนักงานสามารถแตงตั้งออกไปพิสูจนแทนตนไดในการปฏิบัติหนาที่ตามวรรค4 ใหเจาหนาที่เปนเจาพนักงาน
้
์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ
รับรองการท�าประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ด�าเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์
์
่
้
่
้
แลวแตกรณี ไดตามหลักเกณฑและวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้ก�าหนดเพื่อประโยชนแหงมาตรานี้ ผูมีสิทธิครอบ
์
้
่
ครองที่ดินใหหมายความรวมถึงผูซึ่งไดครอบครองและท�าประโยชนในที่ดนตอเนื่องมาจากผซึ่งมีหลักฐานการแจง ้
์
้
้
้
้
ิ
ู
การครอบครองด้วย
ซึ่งการออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดนนั้นมีกฎเกณฑ ์
ิ
ั
และระเบียบข้อบงคับที่แตกต่างกันหลายประเด็นซึ่งในปัจจุบันนี้มการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่ดินจนอาจส่งผล
ี
ท�าให้ข้อแตกต่างระหว่างการออกโฉนดที่ดินทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการศึกษาวิจัยนี้จึงมุ่ง
ศึกษาหลักเกณฑการขอออกโฉนดที่ดิน และศกษาเปรียบเทยบการขอออกโฉนดที่ดนทั้งต�าบลและการออกโฉนด
ึ
์
ิ
ี
88
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ที่ดินเฉพาะราย เพื่อประโยชนตอการศึกษาวิชากฎหมายที่ดินและตอการใหขอเสนอแนะในการปรบปรุงกฎหมาย
ั
์
่
้
้
่
ที่ดินเพื่อประโยชน์ของผู้จะขอออกโฉนดที่ดินต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การขอออกโฉนดที่ดิน
2. เพื่อเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ท�าให้เกิดความรู้ความเข้าใจของบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดิน
2. ท�าให้สามารถเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายได้
3 . ท�าให้ทราบแนวทางในการศึกษากฎหมายที่ดินและช่องทางในการแก้ไขปัญหาการขอออกโฉนดที่ทั้ง
ต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย
กรอบแนวความคิดในการวิจัย
บทบัญญัตของกฎหมาย การขอออกโฉนดที่ดิน แนวทางในการศึกษากฎหมายที่ดิน
ิ
ทเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ ทั้งต�าบล และช่องทางในการแก้ไขปัญหา การ
ี่
การขอออกโฉนดที่ดิน การขอออกโฉนดที่ดิน ขอออกโฉนดที่ดิน
เฉพาะราย
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
ขอบเขตการวิจัย
1. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
็
การวิจัยครั้งนี้ เปนการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เรื่อง “การขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายและการขอ
ออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบล” และเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยผู้วิจัยได้ด�าเนินการ
วิจยเอกสาร (Documentary Research) การเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารจากเอกสารต่างๆ ได้แก่ ประมวล
ั
กฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ระเบียบ ค�าสั่ง และหนังสือเวียนของกรมทดินที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนโยบายของ
่
ี
รัฐบาล ผลงานการวิจัยของสถาบันการศึกษา เอกสารทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ บทความต่างๆ
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ื่
ั
ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจย คือ แบบจดบันทึกข้อมูล เพอศึกษาค้นคว้าข้อมูล
ู
เอกสารเพื่อให้สอดคล้อง ครอบคลุม และตรงต่อวัตถุประสงค์ของการศึกษาและตรวจสอบความสมบรณ์ของ
งานวิจัยเพื่อความชัดเจนและถูกต้องในระดับหนึ่ง โดยศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆ
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยด�าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทกและรวบรวมมาน�าเสนอแบบร้อยแก้ว ผู้วิจัยท�าการ
ึ
ตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อน�าไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
4. วิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล
้
การวิจัยในครั้งนี้เปนกระบวนการ วิธีการ ปฏิบัติการออกโฉนดที่ดิน โดยใชวิธีการศึกษาเก็บขอมูลแบบงาน
็
้
89
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
วิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการสังเกต การใช้การวิเคราะห์
แบบการวเคราะหเนื้อหา โดยน�าขอมูลที่ไดจากการวิเคราะหศึกษาเอกสารมาจัดระเบียบแลววิเคราะหความเชื่อม
์
์
ิ
์
้
้
้
โยงข้อมูล
สรุปผลการวิจัย
การออกเอกสารสิทธิ์ในทดินเป็นการสร้างรากฐานระบบทะเบยนที่ดินของประเทศ การออกเอกสารสิทธิ์
ี
ี่
มี 2 วิธี คือ การออกโดยวิธีเดินส�ารวจทั้งต�าบลตามมาตรา 58 มาตรา 58 ทวิ และมาตรา 58 ตรี แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน กับการออกโดยวิธีเฉพาะราย ตามมาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แหงประมวลกฎหมายที่ดินอาศัย
่
อ�านาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2532) ว่าด้วย
่
้
เงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ ในบางกรณี พนักงานเจาหนาที่ตองพิจารณาโดย
้
้
ี่
้
้
อาศัยกฎหมายอื่นที่เกยวของดวย เชน พระราชบัญญติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ประมวลกฎหมาย
้
้
่
ั
แพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดิน และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง
ปกครอง พ.ศ.2539 เป็นต้น
ผลจากการศึกษาพบว่า เนื่องจากประเทศไทยมีเนื้อที่จ�ากัดไม่มีการเพิ่มเติมเนื้อที่มากกว่าที่เป็นอยู่แต่การ
ขยายตัวด้านเศรษฐกิจ และจ�านวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นท�าให้ความต้องการที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นเหตุให้
่
้
่
์
่
ั
เกิดปญหาการแยงการครอบครองและท�าประโยชนในที่ดิน สงผลใหประชาชนบุกรุกท�าลายปายึดถือครอบครอง
ที่ดินที่เป็นป่าไม้ และที่ดินที่เป็นของรัฐ ที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ใน
้
่
ที่ดินโดยมิชอบดวยกฎหมาย และอีกประการหนึ่งคือประชาชนจ�านวนไมนอยขาดความรูความเขาใจดานกฎหมาย
้
้
้
้
้
ั
ิ
�
ในเรื่องการขอออกโฉนดที่ดนทั้งตาบลและการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และไดทราบถึงปญหาการออก
่
้
โฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย สงผลใหประชาชนเสียสิทธิตามกฎหมายในเรื่องการขอ
์
ออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และทราบถึงหลักเกณฑการขอออกโฉนดที่ดิน
ให้แก่ผู้มีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ที่ครอบครองอยู่ก่อนวันที่ประมวล
้
้
้
ิ
่
กฎหมายที่ดินใชบังคับ การออกโฉนดที่ดินใหแกผูครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดนใชบังคับ
้
คือหลังวันที่ 1 ธันวาคม 2497 และไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีใบจอง (น.ส.2) และการ
ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ที่มีหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3)
กระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินของกรมที่ดิน การออกโฉนดที่ดินเป็น
กรณีที่รัฐให้กรรมสิทธิ์แก่ราษฎร เมื่อบุคคลได้โฉนดที่ดินไปแล้วด้วยอ�านาจแห่งกรรมสิทธิ์บุคคลอื่นจะมาโต้แย้ง
คัดค้านหรือรอนสิทธิย่อมกระท�ามิได้ ส่วนการออกหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นการรับรอง
ั
สิทธิในที่ดินให้กบราษฎรผู้ครอบครองและท�าประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายถือเป็นหนงสือแสดงสิทธิ
ั
ครอบครอง ซึ่งสิทธิครอบครองดังกล่าวเกดจากข้อเท็จจริงที่ราษฎรได้ครอบครองจนก่อให้เกดสิทธิครอบครอง
ิ
ิ
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยประมวลกฎหมายที่ดินรองรับสิทธิในที่ดินดังกล่าว ซึ่งกระบวนการ
ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินของกรมที่ดินมี 2 วิธี คือ การออกโดยวิธีเดินส�ารวจทั้งต�าบล
ตามมาตรา 58 มาตรา 58 ทวิ และมาตรา 58 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการออกโดยวิธีเฉพาะราย
ตามมาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยอาศัยอ�านาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎ
กระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และ
90
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) เป็นกฎหมายที่ก�าหนดลักษณะที่ดินที่อาจ
ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ได้
้
์
ิ
็
้
โดยผูมีสิทธิในที่ดินจะตองครอบครองและท�าประโยชนในที่ดินอันเปนหลักเกณฑหนึ่งในการพจารณาออก
์
เอกสารสิทธิ์ในทดินซึ่งจะต้องพิจารณาตามสภาพที่ดินในท้องถิ่น ตลอดจนสภาพของกิจการที่ท�าประโยชน์อัน
ี
่
เป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบและใช้ดลพินิจตามสภาพของแต่ละพื้นที่ โดยสามารถน�า
ุ
หลักการครอบครองตามหลักกฎหมายลักษณะทรัพยมาปรับใชประกอบกับหลักกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวง
์
้
ฉบับนี้ยังได้ก�าหนดลักษณะที่ดินที่ต้องห้ามไม่ให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ได้แก่ ที่ดิน ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วม
้
้
่
็
์
กันและที่สงวนหวงหามตางๆ เพื่อหวงกนที่ดินไวเปนประโยชนสาธารณะ ควบคุมการน�าทรัพยากรไปใชประโยชน ์
้
ั
้
่
่
้
็
่
้
์
่
โดยไมคุมคา ตลอดจนไมใหมีการบุกรุกทาลายสภาพที่ดิน อันเปนไปตามหลักกฎหมายลักษณะทรัพยวาดวยการ
ิ
ั
คุ้มครองทรัพย์สินของแผ่นดินและสาธารณสมบัตของแผ่นดิน นอกจากนี้กฎกระทรวงฉบบนี้ ก็ไม่ได้ตัดสิทธิใน
ที่ดินของเอกชนเสียทีเดียวกลับยังรับรองสิทธิในที่ดินใหกับเอกชนที่มีสิทธิในที่ดนโดยชอบดวยกฎหมาย แมที่ดิน
ิ
้
้
้
จะอยู่ในเขตที่ดินของรัฐ ก็สามารถออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้ได้ เช่น กรณีที่เขา ที่ภูเขา ที่เกาะ หรือที่ดินในเขต
็
ี
ป่าไม้ เป็นต้น โดยใหมสิทธิเสมอเหมือนกันทุกที่อันเปนไปตามหลักความเสมอภาคดวยเหตุที่ระบบทะเบียนที่ดิน
้
้
่
ของประเทศไทยถือวาผูมีชื่อในทะเบียนที่ดินเปนเพียงไดรับการสันนษฐานวาเปนผูมีสิทธครอบครอง ตามมาตรา
ิ
้
็
้
้
ิ
่
็
1373 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งได้รับการสันนิษฐานว่าถูกต้องหากปรากฏว่าเป็นการออก
เอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถ เพิกถอนหรือแก้ไข ตามมาตรา 61 แห่ง
ประมวลกฎหมายที่ดินได้
อภิปรายผลการวิจัย
จากการศึกษาหลักเกณฑ์ และการเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดิน
ี่
ิ
เฉพาะรายพบว่าการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายนั้นบุคคลผู้มีสทธิทจะขอออกโฉนดที่ดินได้นั้น เมื่อมี
ประกาศตามมาตรา 58 วรรค 2 แต่ไม่มาน�าเจ้าหน้าที่ส�ารวจรังวัดที่ดินตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 3 จึงไม่ได้โฉนด
ภายหลังหากผู้มีสิทธิต้องการได้โฉนดจึงให้น�า ส.ค.1 มายื่นค�าร้อง ณ ส�านักงานที่ดินให้อออกเป็นการเฉพาะราย
์
่
้
้
่
ได้ และอีกประการหนึ่งคือ ไมเคยมีการประกาศทั้งต�าบลตามมาตรา 58 มากอนจึงประสงคจะไดโฉนดและทองที่
้
นั้นมีระวางแผนที่สามารถออกโฉนดไดโดยยื่นค�ารองขอใหรังวดและออกโฉนดเปนการเฉพาะรายไดตามมาตรา 59
้
้
ั
็
้
แหงประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 สวนการขอออกโฉนดทีแบบต�าบลนั้นตองปรากฏวามีประกาศของรัฐมนตรี
่
่
้
่
่
กระทรวงมหาไทยตามมาตรา 58 วรรค1 มีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 58 วรรค 2 เมื่อผู้ครอบ
ครองที่ดินมาปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี โดยแจ้งภายใน 30 วัน และมาน�าพนักงานเจ้าหน้าที่มาส�ารวจรังวัดที่ดิน
ของตนเอง มาตรา 58 วรรค3 และมาน�าพนักงานเจ้าหน้าที่ส�ารวจรังวัด ตามมาตรา 27 ตรี วรรค 1 พนักงาน
เจ้าหน้าที่จะออกโฉนดหรือหนังสือรับรองให้ตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 2 (2) แก่ผู้ที่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี
โดยจ�ากัดจ�านวนที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ ตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 4 และไม่ห้ามโอนตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 5 ซึ่ง
ผู้ที่ครอบครองหรือท�าประโยชน์โดยพละการก่อนรวมถึงผู้ที่ครอบครองต่อเนื่องด้วยตามมาตร 27 ตรี วรรค 2
การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินที่มีการรังวัดปักหลักเขต ตามมาตรา 58 และ 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดินการออกโฉนดที่ดินวิธีนี้ เป็นการออกโฉนดที่ดินที่กรมที่ดินส่งเจ้าหน้าที่จากกองหนังสือส�าคัญ กรมที่ดิน ไป
ท�าการเดินส�ารวจเป็นหมู่บ้านหรือต�าบล โดยประชาชนไม่ต้องมา ยื่นค�าขอ โดยเจ้าของที่ดินหรือตัวแทนจะต้อง
น�าพนักงานเจ้าหน้าที่ท�าการรังวัดและปักหลักเขตเจ้าหน้าที่จะท�าการสอบสวนสิทธิในที่ดิน พร้อมทั้งให้ลงชื่อใน
91
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
่
้
ี
้
เอกสารการสอบสวน และลงชื่อรับรองเขตทีดินขางเคียง (กรณีที่ดินขางเคยงออกโฉนดที่ดินในคราวเดียวกัน) การ
เดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินที่มีการรังวัดปักหลักเขต มี 2 ประเภทคือ
่
1 . 1 การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินโดยการสรางระวางแผนที่ หรือเรียกวา “การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดิน
้
ภาคพื้นดิน” จะด�าเนินการในพื้นที่หมู่บ้าน หรือพื้นที่ที่มีสิ่งปกคลุม เช่น ที่สวน ที่ไร่ ซึ่งไม่เห็นรายละเอียดใน
ระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ
้
่
้
็
1 . 2 การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินโดยใชระวางแผนที่รูปถายทางอากาศ เปนการออกโฉนดที่ดินที่คลายกับ
ข้อ 1.1 แต่ไม่ได้สร้างระวางแผนที่ โดยเจ้าหน้าที่จะน�าระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศไปท�าการหมายหลักเขต
่
่
และต�าแหนงที่ดินไวในระวางแผนที่ซึ่งจะด�าเนินการในพื้นที่โลง เชนที่นา ดังค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2127/2542
่
้
โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก พ. ซึ่ง พ. ยังไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้
้
้
์
์
่
ใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 โจทกเขาครอบครองท�าประโยชนในที่ดินพิพาทตอเนื่องตลอดมา เมื่อมีการ
ประกาศก�าหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการเดินส�ารวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน โจทก์ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน
พิพาทต่อเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 27 ตรี เนื่องจากโจทก์เดินทางไปประกอบอาชีพที่อื่น แต่
้
้
้
้
้
โจทกไดไปพบพนักงานเจาหนาที่เพื่อน�าส�ารวจรังวัดออกโฉนดที่ดินเมื่อมีการเดินส�ารวจแลวแตเจาหนาที่ใหรออยู ่
์
่
้
้
ก่อน ครั้นเมื่อไปพบตามก�าหนดก็ได้รับแจ้งว่าหมดโครงการเดินส�ารวจแล้ว แสดงว่าเหตุขัดข้องซึ่งท�าให้ไม่มีการ
้
้
ส�ารวจรังวัดที่ดินพิพาทตามวันเวลาที่พนักงานเจาหนาที่ปดประกาศมิใชเปนความผิดของโจทก ทั้งโจทกไดน�าเจา
ิ
้
์
่
็
้
์
ิ
่
้
้
พนักงานทดินไปทาการรงวัดที่ดนเพื่อออกโฉนดแลว ถือไดวาโจทกยังประสงคจะไดสิทธิในทีดินพิพาทและเปนผู ้
ี
่
์
้
์
่
็
ั
�
้
่
ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งยังไมพนระยะเวลาตามที่กฎหมายก�าหนด ดังนั้น การขอ
่
็
้
้
์
็
้
ออกโฉนดที่ดินของโจทกจึงเปนกรณีผูตกคางการแจงการครอบครองสามารถขอออกโฉนดเปนการเฉพาะรายได ้
ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 59 ทวิ วรรค1 พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ไม่
่
ี่
์
้
ไดยกเลิกสิทธิในทดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่อย่างใด เมื่อปรากฏวาโจทกด�าเนินการขอออกโฉนดที่ดินตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายก�าหนดโดยจ�าเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าที่ดินพิพาทอยู่
ในหลักเกณฑที่จะออกโฉนดที่ดินได เห็นควรออกโฉนดที่ดินใหแกโจทกได โดยพนักงานเจาหนาที่ไดท�าการรังวัด
้
้
์
้
้
้
้
่
์
้
่
ตรวจสอบรายละเอียดและด�าเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติแลว จึงไมมีเหตุที่จ�าเลยทั้ง
่
่
ี
่
์
้
สองจะปฏิเสธไมยอมออกโฉนดในที่ดินพิพาทเพียงเพื่อใหโจทกไปด�าเนินการขอเอกสารสิทธิ์ในทดินพิพาทตามพ
ระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพอเกษตรกรรม พ.ศ.2518 อีกเพราะโจทกมีสิทธดาเนินการตามประมวลกฎหมาย
ิ
์
ื่
�
ที่ดินได้อยู่แล้ว
ปัญหาการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายนั้นมีประเด็นที่ค้นพบใน
กรณีการออกให้แก่ผู้ครอบครองโดยพลการภายหลงประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือหลังวันที่ 1 ธันวาคม
ั
พ.ศ.2497 และไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ ในประเด็นต่อไปนี้
1. การขอออกโฉนดทั้งต�าบล
1.1 ปัญหาผู้ที่ครอบครองและท�าประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากผู้ครอบครองโดยพลการได้หรือไม่ โดย
กรณีของการขอออกโฉนดทั้งต�าบล ผู้ครอบครองได้ท�าประโยชน์ในที่ดินโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมาย
ที่ดินใช้บังคับตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 2 (3) และกฎหมายไม่ได้บัญญัติถึงการครอบครองและท�าประโยชน์ใน
ที่ดินต่อเนื่องจากผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และการที่ผู้ครอบครองโดย
่
่
้
้
่
็
้
พลการตอเนื่องไดรับมอบการครอบครองที่ดินมาจากผูครอบครองอยูกอนจึงเปนผูที่ครอบครองและท�าประโยชน์
ในที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ จึงไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลได้ตามมาตรา 58 และมาตรา 58 ทวิ
92
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ิ
1 . 2 ปัญหาผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดนใช้บังคับจะขอออกโฉนดเป็นการ
เฉพาะรายได้หรือไม่ ซึ่งผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคบจะขอออกโฉนดที่ดน
ั
ิ
เป็นการเฉพาะรายไม่ได้เลย เพราะเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามมาตรา 59 และมาตรา 69 ทวิ แต่สามารถที่จะออก
โฉนดแบบทั้งต�าบลแต่ต้องรอประกาศตามมาตรา 58 ในท้องที่นั้นเสียก่อน ซึ่งจะเป็นทางแก้อีกทางหนึ่งให้แก่ผู้
ที่ครอบครองโดยพนักงานภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ
1 . 3 ปัญหาว่าหากมีการซื้อขายที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ที่ต้องห้ามโอน
็
่
้
้
ภายใน 10 ปีตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 5 ไดหรือไม โดยหลักแลวสัญญาซื้อขายที่ดินนั้นจะตกเปนโมฆะตามมาตรา
่
้
่
ิ
150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผูรับโอนยอมไมมีสิทธิตามหลักผูรับโอนไมมีสิทธดีกวาผูโอน แม้จะได้
้
่
่
้
มาไดรับมาภายหลังที่ดินพนก�าหนดเวลาหามโอนแลวก็ตาม โดยท�าเปนสัญญาจะซื้อจะขายกันและไดมีขอตกลง
็
้
้
้
้
้
้
ให้มีผลหรือมีการจดทะเบียนภายหลังที่พ้นก�าหนดเวลาห้ามโอน
2. การขอออกโฉนดเฉพาะราย
ี่
2 . 1 ปัญหาผู้ที่ครอบครองและท�าประโยชน์ในทดินต่อเนื่องจากผู้ครอบครองโดยพลการได้หรือไม่ ซึ่ง
กรณีการขอออกโฉนดเฉพาะรายผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายต้องมีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน
อย่างหนึ่งอย่างใด เมื่อปรากฎว่าการครอบครองโดยพลการนั้นเป็นการครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ดังนั้นผู้
ครองครองโดยพลการต่อเนื่องจากผู้ครอบครองอยู่ก่อนจึงไม่สามารถขอออกโฉนดทีดินเฉพาะรายตามประมวล
่
กฎหมายที่ดินได้
ข้อเสนอแนะ
ิ
จากเหตุปัจจัยที่ท�าให้เกดปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดน โดยกฎหมายได้มีการก�าหนดหลักเกณฑ์
ิ
ขอบเขต วิธีการ ตลอดจนคุณสมบัติของผู้ขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและโฉนดที่ดินเฉพาะราย กล่าวคือออก
กฎหมายจ�ากัดสิทธิโดยแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินให้มีการก�าหนดสิทธิในที่ดินของคนไทย โดยก�าหนดจ�านวน
่
การถือครองที่ดินแตละประเภทตามการใชประโยชนใหเหมาะสมกับ
์
้
้
้
ั
ี
้
้
สภาวการณปจจุบัน ซึ่งใหผูที่มหลักฐานแบบแจงการครอบครองที่ดิน
์
�
ที่อยู่ในการคุ้มครอง และที่กรมที่ดินยังมิได้ดาเนินการออกเอกสาร
ี่
สิทธิ์ในที่ดิน มายื่นค�าขอออกโฉนดที่ดินต่อส�านักงานทดินในพื้นที่
รับผิดชอบภายในระยะเวลา 180 วัน เพื่อด�าเนินการตรวจสอบและ
พิสูจนสิทธิการครอบครอง และท�าประโยชนที่ดิน หากไมน�าหลักฐาน
์
์
่
แบบแจ้งการครอบครองที่ดน ที่อยู่ในการครอบครองมายื่นค�าขอ
ิ
ภายในระยะเวลาที่ก�าหนด ให้ถือว่าไม่ประสงค์จะขอออกเอกสาร
สิทธิในทดิน และควรใหมีการน�าหลักการมีสวนรวมของประชาชนมา
่
ี
้
่
่
์
ปรับใช้ในการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เพื่อให้การขอออกโฉนดที่ดิน
่
ทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายมีความโปรงใส ในกรณี
ที่มีการขอออกโฉนดที่ดิน ในที่ดินที่มีอาณาเขตติดต่อหรือคาบเกียว
่
หรือในที่ดินของรัฐควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
93
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง
่
้
ั
กฤษดาภรณ์ แกวสวนจิก. (2564). ปญหากระบวนการพิจารณาออกโฉนดที่ดินแทน ส.ค.1 [ออนไลน์]. แหลงทมา :
ี่
http://www.lawgrad.ru.ac.th/AbstractsFile/[4 มกราคม 2564].
กรมที่ดิน. (2563). มารู้จักเอกสารสิทธิเกี่ยวกับ ที่ดิน กันดีกว่า. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https://www.dol.
go.th/Pages/มารู้จักเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน. [23 ธันวาคม 2563].
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา. (2563). ค�าพิพากษาศาลฎีกา 2127/2542. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https://
deka.in.th/view-98805.html [15 ธันวาคม 2563].
ื
ั
์
จิรารัตน สว่าง. (2564). ปญหาการออกหนังสอแสดงสิทธิในที่ดินเฉพาะราย ตามาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https://www.f le:///C:/Users/Microsoft/
Downloads/.pdf [4 มกราคม 2564].
ตุลญา โรจน์ทังค�า แก้วศุภาสวัสดิ์. (2556). คู่มือศึกษาวิชากฎหมายที่ดิน. กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
ภาสกร ชุณหอุไร. (2532). ค�าอธิบายกฎหมายที่ดิน ฉบับพิมพ์ ปี พ.ศ.2532 ตามประมวลกฎหมายทดิน
ี่
พ.ศ.2497 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง. กรุงเทพฯ : ส�านักพิมพ์นิติบรรณการ.
__________. (2536). ค�าอธิบายกฎหมายที่ดิน. กรุงเทพฯ: นิติบรรณการ.
์
่
้
__________. (2546). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชากฎหมายวาดวยทรัพยสิน หนวยที่12-13. กรุงเทพฯ :
่
ส�านักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
อเนก นาวิกมูล. (2554). รัชกาลที่ 5 กับการเกษตร 1. กรุงเทพฯ : สายธาร.
94
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เรื่องเล่า. จากพี่สู่น้อง
การเตรียมตัวสอบ :
สอบใบอนุญาตทนายความ
ประวัติส่วนตัว
สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ ผม นายกฤษณะ พิสุทธิรักษ์วงศ์
ึ
ชื่อเล่น (เต๋า) จบการศกษาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ 14
้
้
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปจจุบันประกอบอาชีพ เจาหนาที่
ั
บริหารสินทรัพย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จ�ากัด
(มหาชน) และ ทนายความ
โดยบทความน ผมมีเรื่องเลาและมีเทคนิคในการเรียนและสอบ
ี้
่
ู
จากรุ่นพี่ส่รุ่นน้อง ซึ่งผมใช้ประสบการณ์ในการเรียนและท�างานมา
เล่าสู่กันฟัง เพื่ออาจจะเป็นแนวทาง แรงบันดาลใจ ให้น้องๆ เดิน
�
โดย : นายกฤษณะ พิสุทธิรักษ์วงศ์ ตามฝันและประสบความสาเร็จในการศึกษาต่อไป
ก่อนอื่นผมขออนุญาตเล่าถึงว่าท�าไมถึงมาเรียนนิติศาสตร์
ที่ผมอยากเรียนนิติศาสตร์นั้นผมมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก โดยเห็นผู้ใหญ่หลายท่านแถว
บ้านที่ไม่มีความร้ด้านกฎหมาย ถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคม ก็เลยเกิดความคิดว่าอยากมีความรู้ในเรื่องของ
ู
ุ
้
่
้
้
่
ั
ั
กฎหมาย เพื่อวนหนึ่งอาจจะไดใชชวยเหลือหรือเพือไวปองกนตนเองจากความไมยติธรรมได และอยากใช้กฎหมาย
้
่
้
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกอย่าง เส้นทางอาชีพ ใครว่าเรียนนิติแล้วจะต้องท�างานเฉพาะด้านกฎหมาย นอกจาก
�
จะสามารถทางานเป็นทนายแล้ว น้องๆ ยังสามารถทางานในสายสื่อสาร, วิชาการ, การค้าและอุตสาหกรรม,
�
สังคมสงเคราะห์, การเมืองและอื่นๆ อีกมากมาย หรือน้องๆ ที่จะไปสายกฎหมายโดยตรงก็ยังสามารถเลือกได้
ว่าจะท�างานกับเอกชนหรือกับราชการได้อีกด้วย เพราะเหตุผลนี้เลยท�าให้ผมอยากจะเข้าศึกษาในสาขาวิชานี้
อยากเรียนอะไรให้มีประสิทธิภาพเราต้องเข้าใจไม่ใช่จดจ�า
ตอนเข้ามาเรียนแรกๆ สิ่งที่เป็นอุปสรรคของผมเป็นเรื่องการปรับตัวครับ เพราะการเรียนตั้งแต่ ม.ต้น
จนถึง ม.ปลาย ผมรู้สึกว่าที่เรียนมาแทบจะน�ามาใช้ในการเรียนนิติศาสตร์ไม่ได้เลย เหมือนเริ่มต้นใหม่หมด จาก
ี
่
เป็นคนทไม่ชอบอ่านหนังสือแม้กระทั้งช่วงสอบก็ไม่เคยอ่าน ต้องมาปรับตัวเป็นพฤติกรรมใหม่หมด ยิ่งได้ยิน
96
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ท่านอาจารย์สถิต จ�าเริญ พูดในห้องเรียนว่า เลือกที่จะเรียนกฎหมายพวกคุณต้องอ่านหนังสือไปตลอดชีวิต แค่
่
่
่
้
นั้นแหละครับ น�้าตาจะไหล ผมเลยมองวาสิ่งที่ส�าคัญในการเรียนคือความพรอมครับ อยากบอกน้องๆ วาไมมีใคร
โง่หรือฉลาดหรอกครับ อย่าเอาค�าพวกนั้นมาตีกรอบตัวเองไว้ หากเราเรียนไม่รู้เรื่องให้ลองอ่านซ�้าแล้วจดสิ่งที่ไม่
เข้าใจไว้ครับ แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นไปถามอาจารย์ หรือถ้าไม่กล้าน้องๆ ยังมีรุ่นพี่เก่งๆ น่ารักๆ อีกมากมายที่พร้อม
จะแนะน�าน้องๆ ครับ หากอ่านเพื่อจ�าเราจะไม่สามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนที่ดีคือความเข้าใจ
และสามารถน�าไปใช้ได้ครับ
ส่วนวิธีการเรียนและการสอบส�าหรับผม
ื่
้
่
่
ิ
้
้
การเขาเรียน : การเขาเรียนนับวาส�าคัญมาก เพราะวัยเรียนมหาวทยาลัยแบบนี้วาตนเชานั้นยากแลว ตื่นไป
้
เรียนนั้นยากกว่า แต่ต้องไปนะครับ เพราะจะท�าให้น้องๆ สามารถเข้าใจหลักกฎหมายตลอดจนค�าพิพากษาฎีกา
ต่างๆ ได้โดยง่าย เนื่องจากท่านอาจารย์จะเป็นคนชี้ประเด็นให้จากการตั้งค�าถาม และยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะใกล้
ชิดกับอาจารย์ผู้ที่มาให้ความรู้ น้องๆ สามารถสอบถามอาจารย์ได้ในทุกประเด็นที่สงสัย ท�าให้เกิดความรู้ความ
เข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น และยังสามารถท�าให้น้องๆ และเพื่อนๆ ได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อีกทั้ง
้
่
์
์
ชวยกันวิเคราะห และพัฒนาความคิดความสามารถไดมากขึ้น และที่ส�าคัญที่สุดคือการอธิบายของอาจารยท�าให้
เราเห็นภาพและจะจดจ�าสิ่งเหล่านั้นได้ไปอีกนาน
การอ่านหนังสือ : ทุกคนมีนาฬิกาประจ�าตัว ดังนั้นการจะอ่านหนังสือให้เข้าใจและรู้เรื่องจึงจ�าต้องจัดสรร
่
ี่
่
้
่
ื่
้
เวลาในการอานหนังสือในชวงที่มีพลังทสุดของวัน บางคนจะตนเชาและอานหนังสือตอนกลางวัน แตบางคนก็รูสึก
่
มีสมาธิมากตอนกลางคืน อันนี้ก็ต้องเลือกเอาตามใจชอบ แต่ไม่ว่าจะอ่านเวลาไหนก็ตาม ช่วง 23.00-02.00 น.
่
่
่
่
่
จะเปนเวลาตองหามในการอานหนังสือ เพราะชวงนี้รางกายตองการพักผอนอยางมากอยาหักโหมเกินไปนะครบ
้
่
ั
้
้
็
้
่
่
่
่
่
่
่
้
้
่
้
้
ถาจับกลุมกันอานหนังสือไดจะยิ่งดีมาก ไมเขาใจจะไดปรึกษากันไดแตควรแบงโซนนั่งอานกันนะครับ ไมงั้นไมได ้
อ่านแน่ๆ จะนั่งคุยกันซะมากกว่า 5555 (การอ่านคือการท�าความเข้าใจ ในเนื้อหา สามารถตีความได้ จดบันทึก
พร้อม ไม่ใช่เป็นการอ่านผ่านๆ ไปเฉยๆ)
การเตรียมตัวสอบ : สอบระดับมหาวิทยาลัย
ผมจะอ่านหนังสือที่ท่านอาจารย์ผู้สอนแนะน�า เอกสารประกอบการสอน และสมุดจดจากการเข้าเรียน
ให้จบอย่างน้อยอย่างละ 2 รอบ และท�าข้อสอบเก่าจากปีปัจจุบันลงไปประมาณ 3 ปี นัดเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ให้
จัดกลุ่มติวหนังสือ ก่อนถึงวันสอบอย่างน้อย 1 เดือน (การที่จะติวหนังสือนั้นทุกคนต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมคือ
อย่างน้อยต้องอ่านและท�าความเข้าใจในวิชานั้นๆ 1 รอบก่อนติว) และท่องตัวบทควบคู่กันไป พอถึงวันสอบช่วง
เช้าก็จะท่องตัวบทวิชาที่จะสอบ และนั้งท�าสมาธิก่อนเข้าห้องสอบ 20 นาที
การเตรียมตัวสอบ : สอบใบอนุญาตทนายความ (ส�าหรับผู้สนใจสายอาชีพทนายความ)
้
์
่
ั
ั
ในการเขาสูสายงานวิชาชีพทนายความนั้น ในปจจุบนนอกจากจะตองเรียนจบใหสาขานิติศาสตรแลว ยังจะ
้
้
้
ต้องสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ซึ่งเป็นใบเบิกทางอีกอย่างหนึ่งที่ส�าคัญในการท�างานมากๆ ด้วยถ้าน้องๆ
สามารถสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความได้รับรองเรื่องการหางานนั้นไม่ยากเลย
ซึ่งในการสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความนั้นจะมีการสอบหลักๆ อยู่ 2 ประเภท
แบบแรก คือประเภทที่นิยมเรียกกันติดปากว่า ตั๋วรุ่น คือประเภทที่จะต้องมีการสอบภาคทฤษฎี ภายหลัง
97
วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ึ
้
ี
ที่ผู้สอบสอบภาคทฤษฎผ่านจะต้องขนทะเบียนฝึกงานกับทนายความตามหลักเกณฑ์ โดยใช้ระยะเวลาในการ
ฝึกงานประมาณ 6 เดือน แล้วจึงสามารถสอบในภาคปฏิบัติต่อไปได้ และหากผู้สอบได้ท�าการสอบภาคปฏบัติ
ิ
เสร็จแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนการสอบปากเปล่า หลังจากนั้นก็จะเป็นการรับใบประกาศนียบัตร
ประเภทที่ 2 คือประเภทส�าหรับผู้ฝึกงานในส�านักงานไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือที่เรียกติดปากกันว่า ตั๋วปี ใน
การสอบประเภทนี้ ผู้ที่เตรียมสอบจะต้อง ท�าการฝึกงาน กับทนายความตามหลักเกณฑ์ในระยะเวลาไม่น้อย
กว่า 1 ปี เมื่อท�าการฝึกงานครบตามระยะเวลาดังกล่าวแล้วเมื่อทางส�านักฝึกอบรม ท�าการเปิดสอบ ผู้สอบก็จะ
่
่
ตองมาลงทะเบียนสอบ และเมื่อผานการสอบแลวผูสอบเพราะจะตองท�าการสอบปากเปลาเชนเดียวกับประเภท
่
้
้
้
้
ี่
ี
ตั๋วรุ่น แต่ในการสอบประเภทท 2 นี้จะเป็นที่นิยมน้อยกว่าประเภทแรกเนื่องจากข้อสอบจะมความยากและ
ซับซ้อนมากกว่า
็
อย่างไรกดีผมมองว่าน้องๆ ควรที่จะมีประสบการณ์หรือฝึกงานกับพี่ๆ
่
ื้
ทนายความก่อนจึงจะมีพนฐานในการท�าข้อสอบทีง่ายขึ้น (ขนาดผมท�างาน
ี
และมประสบการณ์ก็ยังมีความผิดพลาดครับ) แต่ไม่ต้องเสียใจไปครับถึงแม้
จะไมมีโอกาสทางานเพื่อหาประสบการณกับพี่ทนายโดยตรง ผมก็ยังมีเทคนิค
่
์
�
เล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์ มาฝากน้องๆ อาจจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยก็
มากครับ
่
ั
้
การอานหนังสือ แนะน�าใหอานหนังสือที่เกี่ยวกบการเขียนเอกสารทาง
่
ึ
้
กฎหมาย ที่จัดพิมพโดยส�านักฝกอบรมฯ เพราะจะท�าใหแนวทางการเขียน รวม
์
้
ถึงภาษาในการเขียนสอดคลองกบธงค�าตอบของส�านักฝกอบรม เชน คูมือของ
่
ึ
่
ั
ส�านักฝึกอบรมฯ ข้อสอบเก่าทั้งภาคทฤษฎและภาคปฏิบัติ ซึ่งในการท�างาน
ี
่
จริงในภาคปฏิบติ สานวนรวมถึงวิธีการเขียนของทนายความแตละทานแตละ
ั
่
่
�
ส�านักงานนั้นอาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นปกติ แต่ในการสอบนั้นควรจะมีภาษาโครงสร้างรวมถึงรายละเอียด
้
้
สอดคลองกับแนวทางที่ส�านักฝกอบรมไดออกขอสอบเพื่อวัดผล สวนหนังสือตัวอยางการเขียนเอกสารทางกฎหมา
ึ
่
้
่
ยอื่นๆ นั้นสามารถ อ่านเสริมได้ แต่อยากให้ยึดของส�านักฝึกอบรมเป็นหลักจะดีกว่า
้
้
้
่
ึ
่
่
และในการอานนั้น ไมควรอานและทองจ�าเพียงอยางเดียว ใหลองฝกเขียนดวย แมการเขียนครั้งแรกๆ อาจ
่
่
จะยากสักหน่อยอาจใช้วิธีคัดลอกธงค�าตอบแทน อย่างน้อยจะท�าให้ผู้เตรียมสอบ ซึมซับในภาษาที่ใช้ในเอกสาร
ทางกฎหมายได้มากขึ้น โดยในตอนแรกที่ผู้เขียนยังไม่เข้าใจโครงสร้างของเอกสารทางกฎหมายก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน
้
่
ก า ร ฝ ก ึ เ ข ี ย น บ อ ่ ย ๆ ก็เสมือนการฝกวิ่ง ในการฝกเขียนครั้งแรกอาจจะใชเวลาชาหนอย แตถาฝกเขียนบอยๆก็
่
้
้
ึ
ึ
ึ
่
จะใช้เวลากระชับข้น สวนเรื่องลักษณะขอสอบและเทคนิคอยางอื่น ถ้าน้องๆ สนใจ หรืออยากจะสอบถามผมเพิ่ม
่
ึ
่
้
เติมก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมกับผมได้ที่ facebook : A’teelek Phisutthirakwong (เนื่องจากเนื้อหา
และขั้นตอนวิธีการ แนวข้อสอบมีเยอะมาก ผมคงเขียนรายละเอียดได้ไม่หมด)
สุดท้ายแล้ว บทความนี้จะมีประโยชน์ไม่มากกน้อย และเป็นเพียงแนวทางการเรียนกฎหมายของผู้เขียน
็
อาจมีข้อบกพร่อง หรือไม่ถูกต้องประการใด ผู้อ่านสามารถน�าไปแก้ไข ปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งผู้เขียน
หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นแนวทางให้ผู้อ่านสามารถน�าไปใช้กับการเรียนกฎหมายได้
ปล.ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และเราทุกๆ คนสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความ
พยายามและความตั้งใจ
98