The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by namphetnplcs, 2021-08-04 12:40:04

ลูกรพี 64

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






ส�านึกทางกฎหมาย :


ทฤษฎีของ Ewick and Silbey









แวดวงการศึกษาดานนิตศาสตร อาจจะไมคอยคุนเคยกบค�า





ในว่า ส�านึกทางกฎหมาย เท่าใดนัก ซึ่งส�านึกทางกฎหมายมา
จากภาษาอังกฤษว่า “Legal Consciousness” อย่างไรก็ดี เมื่อ


แปลเป็นภาษาไทยแล้ว มีการใชค�าแปลที่หลากหลาย โดยในชวงเริ่ม




แรก ค�านีถกแปลโดย มงคล เจริญจิตต ในวิทยานิพนธระดับปรญญา
1

โท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ว่า “การรับรู้กฎหมาย” ซึ่ง
ณ เวลานั้นเอง การแปลค�าว่า Legal Consciousness ด้วยถ้อยค�า
ดังกล่าวน่าจะไม่ใช่คาที่ถูกต้องครอบคลุมความหมายตามทฤษฎี


2
เทาใดนัก ต่อมาในงานของ ปยอร เปลี่ยนผดุง ใชค�าว่า “นิติส�านึก”


ี่



ซึ่งคอนขางเปนค�าทมีความหมายสอดคลองกับค�าภาษาอังกฤษ และ

ผู้เขียนเคยคิดจะเลือกใช้ค�านี้ เพราะแปลได้ตรงความหมายกว่า
โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์มงคล แต่เมื่อน�ามาใช้ในงานเขียนกลบพบว่า ไม่ค่อยราบรื่นกับการเขียน

เจริญจิตต์ อธิบายบรรยายความรูสึกนึกคิด ทัศนคติของประชาชน จากขอมูลที่




อาจารย์ประจ�าหลักสูตร ไดคนควาเทาใดนัก เลยเลอกที่จะใชค�าว่า “ส�านึกทางกฎหมาย” แทน




นิติศาสตรบัณฑิต ค�าว่า “นิติส�านึก” อีกทั้งมองว่า ค�าใหม่ที่เลือกใช้นี้ สื่อความหมาย
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องแปลความหมายซ�้าอีกครั้ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
1 มงคล เจริญจิตต์. 2551. การรับรู้กฎหมายของผู้ใช้แรงงานในกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท สาขา
วิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
2 ปิยอร เปลี่ยนผดุง. (2552). นิติสานึกของบุคคลในการเลนพนันชนไก: กรณีศกษา เครือขายการเลนพนันชนไกในอ�าเภอสันทราย







จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
49

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ส�านึกทางกฎหมายคืออะไร





ถึงแมวา “ส�านึกทางกฎหมาย” จะเปนค�าที่เขาใจไดงายแปลความหมายตรงตัว แตในทางวิชาการก็ถือเปน









เรื่องที่จ�าเปนจะตองก�าหนดขอบขายวาหมายถึงเรื่องใด โดยเฉพาะอยางยิ่งในทางทฤษฎี ซึ่งผูเขียนไดเคยอธิบาย



ความหมายและขอบข่ายเอาไว้ในผลงาน เมื่อพ.ศ. 2553 ซึ่งสรุปสาระส�าคัญไดวา เปนการศึกษาหรือการทาความ




เขาใจถึงประสบการณทางกฎหมายและผลกระทบของกฎหมายที่มีตอชีวตประจ�าวันของประชาชน โดยมีลักษณะ


ของการศึกษาที่ส�าคัญดังนี้ 3
1. บทบาทของกฎหมาย โดยศึกษาถึงอิทธิพลของกฎหมายที่มีต่อประชาชน ประชาชนให้ความส�าคัญกับ
เรื่องกฎหมายอย่างไร การด�าเนินชีวิตของประชาชนมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
2. ทัศนคติต่อกฎหมาย เป็นการศึกษามุมมองของประชาชนที่มีต่อกฎหมาย ประชาชนคิดเห็นอย่างไรต่อ
กฎหมายเหล่านั้น ยอมรับกฎหมายหรือต่อต้านกฎหมายเหล่านั้น




3. วิธีการแสดงออกซึ่งสิทธิ เปนสิ่งที่ประชาชนไดปฏิบัติออกมาในความเปนจริง ผานการด�าเนินชีวตประจ�า



วันของประชาชน สะทอนใหเห็นส�านึกทางกฎหมายในลักษณะที่เปนรูปธรรม ซึ่งอาจจะมีการใชหรือไมใชกฎหมาย




ก็ได้ หรือปรากฏในรูปแบบที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้เช่นกัน
4. ลักษณะส�านึกทางกฎหมาย เป็นเรื่องของรูปแบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ของส�านึกทาง
กฎหมาย ทั้งความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ การแสดงออกของประชาชน
5. วิธีการศึกษา โดยมากจะเป็นการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ ศึกษาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการ
เล่าเรื่องราวการด�าเนินชีวิตประจ�าวันของประชาชน





6. อัตลักษณ งานศึกษาจะตองสะทอนใหเห็นตัวตนของประชาชนที่มีตอกฎหมายวามีอยูอยางไร ประชาชน



ให้ความส�าคัญกับเรื่องใด ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาเกี่ยวกับส�านึกทางกฎหมาย




จากที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวา การศึกษาเกี่ยวกับส�านึกทางกฎหมาย จึงมีเปาหมายส�าคัญก็เพื่อท�าความ


เข้าใจถึงทัศนคติ มุมมองของประชาชนที่มีต่อกฎหมาย รวมถึงการปฏิบัติตนในทางกฎหมายของประชาชนว่ามี






อยูอยางไร ซึ่งในทายที่สุดก็จะสะทอนอัตลักษณอันเปนลักษณะเฉพาะของประชาชนเหลานั้นที่มีตอกฎหมายอีก


ทางหนึ่งด้วย
ลักษณะส�านึกทางกฎหมายของ Ewick and Silbey
ส�านึกทางกฎหมายของประชาชน อาจมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่ง Patricia Ewick and Susan S. Silbey 4
ไดอธิบายรูปแบบของส�านึกทางกฎหมายของประชาชนไว ซึ่งถือเปนรูปแบบแรกเริ่มของการศึกษาดานส�านึกทาง




กฎหมายไว้ตั้งแต่ ค.ศ.1998 โดยได้แบ่งรูปแบบส�านึกทางกฎหมายของประชาชนไว้ 3 รูปแบบดังนี้



3 มงคล เจริญจิตต. 2553. ”การศึกษาเกี่ยวกับการรับรูกฎหมาย” . วารสารนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 38(3). (กันยายน

2553). หน้า 682-687.
4 Ewick, Patricia and Susan S. Silbey. (1998). The Common Place of Law: Stories from Everyday Life. Chicago :
University of Chicago Press. Cited in Knight, Sean. (2012). UCL Current Legal Problems – “I fought the Law and
the Law won?Legal Consciousness, Legal Hegemony & the Critical Imagination”. [Online]. Available : http://
blog.lawbore.net/2012/ 12/ucl-current-legal-problems-i-foughtthe-law-and-the-law-won-legal-conscious-
ness-legal-hegemony-the-criticalimagination-sean-knight/ [30 September 2017].
50

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

1. กลุ่มแยกตัวออกจากกฎหมาย (Before the Law) คือ กลุ่มที่มองว่ากฎหมายนั้นเป็นเรืองที่ไกลตัว
ี่
ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง กฎหมายเป็นเรื่องของระเบียบที่เคร่งครัด ใช้กับการด�าเนินการทเป็นทางการต่างๆ ใน
สังคม ซึ่งมักจะมองเห็นว่าในการด�าเนินชีวิตประจ�าวันของตนเองนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องอย่างใดๆ กับกฎหมาย






(ทั้งที่ในความเปนจริงแลว แทบทุกการกระท�าของปจเจกชนลวนมีความเกี่ยวของกับกฎหมายทั้งสิ้น) อยางไรก็ดี
ไม่สามารถสรุปได้อย่างทันทีว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่สนใจกฎหมาย แต่เป็นกลุ่มที่เชื่อว่ากฎหมายไม่เกี่ยวข้องกับ
ตนเอง
2. กลุ่มเป็นเนื้อเดียวกันกับกฎหมาย (With the Law) คือ กลุ่มที่มองว่า การด�าเนินการต่างๆ ของตนเอง
ในชีวตประจ�าวันลวนมีความเกี่ยวของกับกฎหมาย กฎหมายถือเปนเครองมือที่ส�าคัญในการปกปองคุมครองสิทธิ
ื่






ของตนเอง รวมถึงเห็นว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบให้กับตนเองด้วย ถือว่าเป็นกลุ่มที่มี
มุมมองตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก
3. กลุ่มต่อต้านกฎหมาย (Against Law) คือ กลุ่มที่มองว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่สะท้อนการแสวงหาอ�านาจ
หรือผลประโยชนใหแกตนเองหรือพวกพอง เปนเครื่องมือในการกดขี่ขมเหงบุคคลที่มีอ�านาจต่อรองน้อยกว่า หรือ











บีบบังคับใหประชาชนตองปฏิบัติตาม ไม่สามารถโต้แย้งได้ ถือวาเปนกลุมที่แตกตางจากสองกลุมแรก เพราะเห็น





วากฎหมายเกี่ยวของกับตน แตไมใชเพื่อปกปองสิทธิของตนเอง แตเห็นวาตนเองถูกเอาเปรียบจากกฎหมายหรือ





มีบุคคลที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบหรือแสวงหาประโยชน์จากตน
จะเห็นได้ว่า ลักษณะส�านึกทางกฎหมายของ Ewick and Silbey นั้น เป็นอธิบายโดยอาศัยทัศนคติหรือ

มุมมองของประชาชนที่มีต่อกฎหมาย ทั้งการมองว่ากฎหมายไม่เกยวข้องกบตน ทั้งมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องที่
ี่
เกี่ยวพันกบการด�าเนินชวต หรือแม้กระทั่งมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องของเครื่องมือเชิงอ�านาจในการขูดรีด หรือ









แสวงหาประโยชนของกลุมผลประโยชนกลุมใดกลุมหนึ่ง ซึ่งเปนที่นาสนใจวา มุมมองทางกฎหมายของประชาชน






ที่มีตอกฎหมายในแตละเรื่องแตละฉบับประชาชนจะมีความคิดเห็นอยางไร หรือแมกระทั่งมุมมองตอกฎหมายใน


ภาพรวม ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายที่มีอยู่หรือไม่ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องท�าการศึกษาค้นคว้า
กันต่อไป
การศึกษากฎหมายกับส�านึกทางกฎหมาย


เดิมทีการศึกษากฎหมายนั้นมักอยูในลกษณะของการศึกษาแบบนิตศาสตร ที่เนนแตเฉพาะตัวบทกฎหมาย




ศึกษาปัญหาทางกฎหมาย ช่องว่างแห่งกฎหมาย และพยายามที่จะหาหนทางในการอุดช่องว่างแห่งกฎหมาย

เหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็พยายามน�าแนวคิดทฤษฎีของต่างประเทศมาประยกต์ใช้กับสังคมไทย หรือถึงขนาดน�า
บทบัญญัติของกฎหมายในตางประเทศมาปรบใชกบระบบกฎหมายไทย แตปญหาที่ส�าคัญคือ กลับพบงานศึกษา






ทางกฎหมายที่พยายามศึกษาอยู่บนบริบททางสังคมไทยโดยเฉพาะ ดังจะเห็นได้ว่า ในแวดวงวิชาการแทบไม่มี
แนวคิดทฤษฎีกฎหมายของไทยให้ผู้เรียนกฎหมายได้ใช้ ศึกษา วิพากษ์วิจารณ์ ต่อยอดองค์ความรู้ แล้วพัฒนา
หลักการขึ้นมาใช้กับสังคมไทยเท่าใดนัก

อย่างไรก็ดี ในกระแสสังคมการศกษากฎหมายทั่วโลก ได้ให้ความส�าคัญกับการศึกษาที่สัมพนธ์กับสาขา

วิชาอื่นเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษากฎหมายกับสังคม หรือ Socio-Legal Study ที่การศึกษา







กฎหมายนั้นไมใชแตเพียงการศึกษากฎหมายจากตัวบทหรือที่ถูกบันทกไวเปนลายลักษณอักษร (Law in Book) แต่


เพียงอยางเดียวเทานั้น แตเปนการศึกษากฎหมายที่สัมพันกับปรากฏการณทางสังคมที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่กฎหมาย



ได้ถูกน�ามาประยุกต์ใช้หรือน�ามาปฏิบัติจริง (Law in Action) ซึ่งในประเทศไทยเอง ช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
51

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


เริ่มมีการศึกษากฎหมายในลักษณะที่เชื่อมโยงกับปรากฎการณทางสังคมมากขึ้นอยางมาก แตก็มักจะถูกวิพากษ ์











วิจารณวา การศกษาในลักษณะดังกลาวนี้ไมใชการศกษากฎหมาย เปนการศึกษาเพียงแคประเด็นทางสังคมอยาง
ใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การศึกษาทางกฎหมายอย่างแท้จริง ท�าให้การศึกษากฎหมายในลักษณะนี้ได้รับการ
ยอมรับในวงจ�ากัด
การศึกษาส�านึกทางกฎหมาย ก็ถือเปนการศึกษากฎหมายกับสังคมประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะของการศึกษา







จ�าเพาะอยางที่ไดกลาวไปแลวขางตน ก็มีการศกษาอยางจ�ากัดเชนเดียวกัน แทจริงแลวมีการศึกษาในลักษณะเชน














นี้แอบแฝงในการศึกษากฎหมายกระแสหลักอยูแลวบาง แตถูกน�าไปใชเพียงแคสวนประกอบของขอเสนอแนะใน
งานวิจัยเท่านั้น เช่น การสอบถามผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย เป็นต้น แต่
ก็เป็นที่น่าแปลกใจ และสมควรแก่การตั้งค�าถามว่า แล้วเหตุใดจึงไม่ถามถึงความต้องการ หรือความรู้สึกนึกคิด
ผ่านมุมมองของประชาชน ที่เป็นผ้ใช้กฎหมาย ถูกบังคับใช้กฎหมาย และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย

ด้วย และให้คุณค่าแก่การศึกษาในลักษณะเช่นนี้ว่า การศึกษากฎหมายเช่นเดียวกับการศึกษากฎหมายกระแส
หลักด้วย
นอกจากนปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การศึกษาส�านกทางกฎหมายหรือการศึกษากฎหมายกับสังคมใน

ี้
ลักษณะอื่นๆ ที่อาศัยการศึกษาทัศนคติมุมมองของประชาชน มักจะต้องหาข้อมูลจากประชาชน ซึ่งบางครั้ง
จ�าเป็นต้องศึกษาในพื้นที่จ�ากัด ไม่กว้างขวางจนเกินไปนัก หรือที่เรียกว่าการศึกษาเชิงพื้นที่ งานศึกษาประเภทนี้







จะตอบสนองตอความตองการการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในทองถิ่น หรือสังคม แตกลับเปนผลงานทางวชาการที่ไม ่




ถูกยอมรับวาเปนงานศึกษาวิจัยทางกฎหมาย เพราะไมสามารถกระทบตอมวลรวมของทงประเทศได ทั้งที่แทจริง
ั้




แล้ว แมเปนงานศึกษาเชิงพื้นที่ ก็อาจถูกใชเปนตนแบบของการศึกษา หรือขอมูลพื้นฐานของการศึกษาเชงระบบ






ของทั้งประเทศได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมีงานทางวิชาการเชิงพื้นที่ใด ถูกลดทอนความส�าคัญในระดับประเทศ
งานศึกษาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาทางสังคม ในปัจจุบัน เริ่มมีหลากหลายมากขึ้น และ
ให้ความส�าคัญต่อประสบการณ์และคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจ�าวันของประชาชนมากขึ้นเช่นกัน เป็นที่
น่าสนใจว่า ผลการศึกษาทางกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ จะเติบโตไปได้มากน้อยเพียงใด และจะมีคุณค่าต่อการ





ึ้


พัฒนาสังคมใหเกิดความเปนธรรม ไดมากขนอีกเพยงใด ก็คงตองฝากใหนักวิชาการทางกฎหมายเรงสรางผลงาน

ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนมากขึ้นตามไปด้วย
52

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง
ปิยอร เปลี่ยนผดุง. (2552). นิติส�านึกของบุคคลในการเล่นพนันชนไก่: กรณีศึกษา เครือข่ายการเล่นพนัน
ชนไก่ในอ�าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.



มงคล เจริญจิตต. (2551). การรับรูกฎหมายของผูใชแรงงานในกิจการขนาดกลางและขนาดยอม. วิทยานิพนธ ์


ปริญญาโท สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

มงคล เจริญจิตต. (2553). “การศึกษาเกี่ยวกับการรับรูกฎหมาย”. วารสารนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์


38(3). (กันยายน 2553). หน้า 682-687.
Ewick, Patricia and Susan S. Silbey. (1998). The Common Place of Law: Stories from Everyday
Life. Chicago : University of Chicago Press. Cited in Knight, Sean. (2012). UCL Current Legal
Problems – “I fought the Law and the Law won? Legal Consciousness, Legal Hegemony &
t h e Critical Imagination”. [Online]. Available : http://blog.lawbore.net/2012/ 12/ucl-current-
l e g a l - p r o b l e m s - i - f o u g h t t h e - l a w - a n d - t h e - l a w - w o n - l e g a l - c o n s c i o u s n e s s - l e g a l - h e g e m o n y -
the-criticalimagination-sean-knight/ [30 September 2017].

















































53

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






เหตุฟ้องหย่าน่ารู้

พร้อมตัวอย่างส�าคัญ








ความส�าคัญ

เนื่องจากสังคมปัจจุบันปัญหาระหว่างสามีภริยาจ�านวนมาก
จากข่าวสารต่างๆ ในชีวิตประจ�าวัน ท�าให้สามีภรยาไม่สามารถอยู่

ด้วยกันฉันท์สามีภริยาได้โดยปกติสุข เป็นเหตุให้ต้องมีการฟ้องหย่า



อีกฝายเพื่อใหการสมรสสิ้นสุดลงจะไดไมตองมความสัมพันธระหวาง






สามีภริยาต่อไปในอนาคต และไม่ต้องอุปการะเลียงดูซึ่งกันและกัน
ต่อไป นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น

เกยวกับเหตุในการในการฟ้องหย่า ท�าให้ไม่สามารถใช้สิทธิต่างๆ

ตามหลักกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มี
ความรู้เกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่าได้ถูกต้องผู้เขียนจึงได้ด�าเนินการศกษา







หลักกฎหมายเบองตนที่เกี่ยวกับเหตฟองหยาตามประมวลกฎหมาย
โดย : นางสาววลัยรัตน์ โพธิสาร แพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5
อาจารย์ประจ�าหลักสูตร การสิ้นสุดแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
นิติศาสตรบัณฑิต พาณิชย์ บรรพ 5 ได้กาหนดการสิ้นสุดของการสมรสออกเป็น 3

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประการด้วยกัน คือ การสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย การสมรส
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สิ้นสุดลงเพราะศาลมีค�าพิพากษาให้เพิกถอน และการสมรสสิ้น
ี้
สุดลงเพราะการหย่า การสมรสสิ้นสุดของในหมวดนจะการสมรส
เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือสมบูรณ์ มาแล้ว เหตุที่ท�าให้การ
1


สมรสนั้นสิ้นสดลงไมวาจะโดยทางธรรมชาตหรือโดยผลของกฎหมาย


หรือโดยความสมัครใจของคู่สมรสที่จะท�าให้การสมรสนั้นสิ้นสุดลง
1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1457 “การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว
เท่านั้น”

54

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
กรณีดังต่อไปนี้จะกล่าวถึงการสมรสที่สิ้นสุดลงด้วยเหตุ เพราะการหย่า ซึ่งเหตุในการฟ้องหย่าที่กฎหมาย
ก�าหนดได้จะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป


หลักกฎหมายทั่วไปในการสมรส
การสมรสตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จะสมบูรณ์โดยชอบด้วยกฎหมาย จะกระท�าต่อเมื่อ

3

2
ชายหญิงอายุ 17 ขึ้นไป สมัครใจยินยอมเปนสามีภริยา และจดทะเบียนสมรสโดยชอบดวยกฎหมาย ฯ จึงถือวา




เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมสิทธิหน้าที่ตามที่กฎหมายก�าหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพนธ์ฉนท์

4
สามีภริยา หรือความสัมพันธ์ทางด้านทรัพย์สินที่ต้องจัดการร่วมกันซึ่งเรียกว่าสินสมรส



การที่สามีภรยาอย่ด้วยกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วเมื่อเกิดเหตุท�าให้ไม่สามารถทีจะอยู่ร่วมกันได้โดย
ปกติสุขจ�าต้องมีการฟ้องหย่ากัน ทั้งนี้กฎหมายมิได้บังคับว่าเมื่ออยู่จดทะเบียนเป็นสามีภริยากันแล้ว จ�าต้องอยู่








รวมกนจนกวาอีกฝายจะเสียชีวตไป เพราะบางครั้งการอยูรวมกันระหวางสามีภริยาอาจจะเกิดปญหาท�าให้การใช้











ชีวิตรวมกันฉันทสามีภรยาอยางปกติสขไดไมอาจจะกระท�าได้ กฎหมายกใหอ�านาจอีกฝายฟองหยาไดในระหวาง




ที่ชายหญิงดังกล่าวเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
การสมรสสิ้นสุดลงระหว่างสามีภริยาด้วยเหตุฟ้องหย่า
การที่สามีภริยาจะสิ้นสุดมีหลายกรณีด้วยกันไม่ว่าจะเป็นกรณีความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้


5
เพิกถอน กรณีการสิ้นสุดการสมรสดวยความตาย การหยาดวยค�ายินยอม หรือมีการรองขอใหศาลมีค�าพิพากษา



ให้การสมรสสิ้นสุดลงเพราะเหตุที่เป็นโมฆะหรือเหตุที่โมฆียะ เป็นกรณีที่เป็นการสิ้นสุดโดยผลของกฎหมาย เมื่อ
ี่




สามีภริยามีหนาทอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามฐานะและสมควรแกฐานะนุรูปและการอยูกินฉันทสามีภริยา 6
แต่เมื่อไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้กฎหมายก�าหนดให้ อีกฝ่ายมีสิทธิในการหย่าได้
การสมรสสิ้นสุดลงเพราะการหย่า
การสิ้นสุดความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุการณ์หย่าฯ แบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ การ
7

หย่านั้นจะท�าให้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรอโดย ค�าพิพากษาของศาลมาตรา ได้แก่ การหย่าโดย
ความยินยอม และการหย่าโดยศาลมีค�าพิพากษา
2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1448 “การสมรสจะท�าได้ต่อเมื่อชายหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว...”
3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1458 “การสมรสจะท�าได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และและ
ต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน...”
4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1470 “ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานอกจากที่แยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็น
สินสมรส”
5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1501 “การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาล พิพากษาให้
เพิกถอน”
6 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1461“สามีภริยาต้องอยู่กินฉันท์สามีภริยา” วรรคสอง สามีภริยาต้องอุปการะ
เลี้ยงดูซึ่งกันตามความสามารถและฐานะของตน
7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1514 “การหย่านั้นจะท�าให้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดย ค�า
พิพากษาของศาลมาตรา” วรรคสอง การหย่าโดยความยินยอมต้องท�าเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย สองคน
55

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
1. การหย่าโดยความยินยอม
การหย่าโดยความยินยอม ซึ่งการหย่าโดยความยินยอม การหย่าโดยความยินยอมต้องท�าเป็นหนังสือและ


มีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน เป็นการหย่ากันโดยความสมัครใจของคู่สมรสทจะท�าให้การสมรสนั้น
สิ้นสุดลงกรณีพิจารณาว่าได้ท�าเป็นหนังสือหรือไม่ เช่น การไปท�าบันทึกในรายงานประจ�าวัน ณ สถานีต�ารวจ



(ฎีกา.3109/2533) หรือสามีภริยายินยอมหยาขาดจากกันโดยท�าหนังสือหยาถือไวคนละฉบับ (ฎีกา.1160/2494)
หรือประเด็นว่ามีพยานลงลายมือชื่อสมบรณ์แล้วหรือไม่ เช่น ไม่ได้ระบุชอเป็นพยานแต่ได้ลงลายมือชื่อ

ื่
(ฎีกา.3190/2533) มีพยานลงชื่อเพียง 1 คน (ฎีกา.592/2538)
ความสมบูรณ์ของการหย่าโดยความยินยอม

เมื่อสามีภรยาได้สมัครใจตกลงจะหย่าแล้ว การหย่าจะสมบูรณ์ เมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนสมรสตาม
ประมวลกฎหมายนี้การหย่า โดยความ ยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว 8
เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้
การสมรสที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายนี้ หมายถึง การจดทะเบียนสมรสตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 นี้เท่านั้น ส่วนการสมรสที่ไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย





(ฎีกา.1178/2508) หรือการสมรสในตางประเทศระหวางคนที่มีสัญชาติไทยดวยกัน หรือฝายใดฝายหนึงมีสัญชาติ

ไทย ซึ่งท�าตามแบบของกฎหมายต่างประเทศนั้นไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายไทย (ฎีกา.610/2496) ดังนี้ การ
ี่
หย่ากันเองก็สมบูรณ์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่การหย่าต้องท�าตามทบัญญัติไว้ในมาตรา 1514 คือต้องท�าเป็น
หนังสือและมีพยานลงลายมือชื่อย่างน้อย 2 คนจึงจะถือเป็นการหย่าโดยความยินยอม
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1178/2508 สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎมายลักษณะผัวเมียเมื่อไดตกลงหยากันโดยท�า


เป็นหนังสือและพยานลงลายมือชื่อสองคน ย่อมเป็นการหย่าโดยสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่ต้องจดทะเบียน
หย่า)

ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2296/2520 โจทก์กบเจ้ามรดกเป็นสามีภริยากันตามกฎหมายลกษณะผัวเมียแต่หย่า

ขาดกันเมื่อใช้ ป.พ.พ.มาตรา 1496 วรรค 2 (มาตรา 1514 วรรค 2 บรรพ 5 ใหม่) คือต้องท�าเป็นหนังสือและ
พยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 610/2496 การสมรสซึ่งจดทะเบียน ณ ต่างประเทศ โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงาน
ทูตหรือกงสุลไทย ไม่เรียกว่าจดทะเบียนสมรสตาม ป.พ.พ.การหย่าโดยความยินยอมย่อมสมบูรณ์โดยไม่ต้องจด
ทะเบียน











ท�าหนังสือกลาวชัดแจงวาตกลงหยาขาดจากสามภริยากน แม้ทาเปนหนังสือยนตอกรรมการอ�าเภอลงลายมือ
ชื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่าย มีพยานลงลายมือชื่อด้วย 2 คน ก็เป็นหนังสือหย่าที่สมบูรณ์
จะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว


การหยาโดยความยินยอมจะสมบูรณตอเมื่อไดจดทะเบียนการหยาแลวเทานั้น การที่พยานโจทกเบิกความ







เจือสมกับจ�าเลยว่า โจทกกับจ�าเลยทะเลาะกันและตองการหยากันจริง ทั้งหลังจากการหยาแลวโจทกจ�าเลยก็แยก






ห้องกันนอน เป็นพฤตการณ์สนบสนุนให้เห็นว่าโจทก์จ�าเลยมีเจตนาหย่า ประกอบกบการหย่าก็จดทะเบียนต่อ


พนักงานเจ้าหน้าที่ การจดทะเบียนหย่าของโจทก์จ�าเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นโมฆะ (ฎีกา.1642/2544)
8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1457 “การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว
เท่านั้น”
56

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. การหย่าโดยศาลมีค�าพิพากษา




การหยาโดยค�าพิพากษา หมายความว่า คูสมรสไมสามารถที่ตกลงหยากันโดยอาศัยความยินยอมหรือความ










สมัครใจของคูสญญาไดที่จะท�าใหการสมรสสิ้นสุดลง เมื่อไมสามารถตกลงกันไดอีกฝายหนึ่งจึงไดน�าคดีมาฟองตอ
ศาลโดยอาศัยเหตุหย่าตามที่ก�าหนดไว้ตามมาตรา 1516 นี้เท่านั้น นอกจากเหตุตามที่ก�าหนดไว้แล้วนี้คู่สมรสไม่


สามารถที่จะฟองหยากันได เวนแตเปนกรณีที่ตกลงหยากันโดยความยินยอมโดยท�าเปนหนังสือมพยานลงลายมือ















ึ่



ชื่อเรียบรอยแลว แตอีกฝายหนึ่งไมยอมไปจดทะเบียนหยาให กรณีนี้คูสมรสอีกฝายหนงน�าคดีมาฟองตอศาลเพื่อ
บังคับให้ไปจดทะเบียนหย่าได้ตามที่กล่าวมาแล้ว (ฎีกา 1160/2499)
2.1 เหตุฟ้องหย่า 9










เหตุฟองหยา หมายความวาการฟองคดีตอศาลเพื่อใหศาลมีค�าพิพากษาใหหยากนนั้นมีแตเฉพาะที่กาหนด

ไว้ตามมาตรา 1516 ดังนี้จึงอ้างเหตุอื่นเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก�าหนดเหตุฟ้องหย่ามีทั้งหมด 10 ประการดังต่อไปนี้





1 . สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกยองผูอื่นฉันภริยาหรือสามี เปนชูหรือมีชู หรือรวมประเวณีกับผูอื่น


เป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
9 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้


(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมชู้ หรือร่วมประเวณีกับผ้อื่นเป็นอาจิณ
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรอเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึง

ประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาท�าร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรอบุพการีของ

อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้



(ก) สามหรือภริยาตองค�าพิพากษาถึงที่สุดใหจาคุก และไดถูกจ�าคุก เกินหนึ่งปในความผิดที่อีกฝายหนึ่งมิไดมีสวนกอใหเกิด








การกระท�าความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะ
เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(ข) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือ
แยกกันอยู่ตามค�าสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิล�าเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่
ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้


ี่







(6) สามีหรือภริยาไมใหความชวยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝายหนึ่งตามสมควร หรือท�าการเปนปฏิปกษตอการทเปนสามีหรือ

ี่
ภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระท�านั้นถึงขนาดทอีกฝ่ายหนึ่งเดอดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความ
เป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาด
ที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ท�าให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายท�าให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
57

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา







2 . สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไมวาความประพฤติชั่วนั้นจะเปนความผิดอาญาหรือไม ถาเปนเหตุใหอีกฝาย

หนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ





( ค ) ไดรับความเสียหายหรือเดือดรอนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเปนอยูรวมกันฉันสามีภริยา
มาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
3 . สามีหรือภริยาท�าร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง
หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
4. สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้







4 . 1 สามีหรอภริยาตองค�าพิพากษาถงที่สุดใหจ�าคุก และไดถูกจ�าคุก เกินหนึ่งปในความผิดที่อีกฝายหนึ่งมิได ้



มีสวนกอใหเกิดการกระท�าความผิด หรือยินยอมหรือรูเห็นเปนใจในการกระท�าความผิดนั้นดวย และการเปนสามี




ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
4.2 สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอด
มาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามค�าสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

5 . สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิล�าเนาหรอถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดย
ไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
6. สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อ
การที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระท�านั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อ
เอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
7. สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความ
วิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
8. สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ท�าให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
9 . สามีหรอภริยาเปนโรคตดตออยางรายแรงอนอาจเปนภัยแกอีกฝายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไมมีทาง











ที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
10. สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายท�าให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่ง
ฟ้องหย่าได้
1. สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณี
กับผู้อื่นเป็นอาจิณ
การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี



การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกยองผูอื่นฉันภริยาหรือสามตองเปนการยกยองหรือเลี้ยงดผูอื่นฉันภริยาหรือภริยา





เกิดขึ้นภายหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ถ้าการยกย่องหรือเลี้ยงดูผู้อื่นเกิดขึ้นก่อนการจดทะเบียนสมรสไม่ถือ
เป็นเหตุหย่า (ฎีกา.764/2534) แต่ถ้าการอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นนั้นแม้จะเกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนสมรสแต่

หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วกยังคงอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องอยู่ก็ถือว่าเป็นเหตุหย่าได้ (ฎีกา.4678/2552)
หรือก่อนจดทะเบียนสมรสได้มความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมาก่อนจดทะเบียนสมรสหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วก็






ยังมีความสัมพันธฉันชสาวและยกยองฉันภริยาก็ถือเปนเหตุหยาได (ฎีกา.467/1525) สวนพฤติการณที่จะถอเปน






58

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เหตุหย่านั้นจะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เช่น แม้จะไม่พาออกงานสังคมหรือแนะน�าให้บุคคลอื่นรู้จักในฐานะ
ภริยา แต่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผยในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในแหล่งชุมชนด้วยกันก็ถือว่าได้อุปการะเลี้ยง
หรือยกย่องฉันภริยาแล้ว (ฎีกา.6516/2552) หรือน�าหญิงอื่นมาอยู่ในบ้านและอยู่ด้วยกันฉันภริยาจนมีบุตรด้วย
กัน 1 คนและให้ใช้นามสกุล (ฎีกา.2562/2536)





ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2522 โจทกเปนภริยาที่ชอบดวยกฎหมายของจ�าเลยที่ 1 ขณะโจทกยื่นฟอง
คดีนี้จ�าเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจ�าเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อ
เท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมาและโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่า
ได้ โดยไม่ส�าคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม
ป.พ.พ. มาตรา 1529
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 467/2525 จ�าเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจ�าเลยที่ 2 มาก่อนที่จะสมรส
กับโจทก์ เมื่อจ�าเยสมรสกับโจทก์แล้วจ�าเลยที่ 1 ยังมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจ�าเลยที่ 2 และยกย่องเป็นภริยา
อย่างออกหน้าออกตา ดังนี้ โจทก์ฟ้องหย่าได้ แลเหตุฟ้องหย่ากรณีนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนตาม
ป.พ.พ.มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2534 กอนที่โจทกจดทะเบียนสมรสกับจ�าเลย โจทกหาไดมีความสัมพนธกับ













จ�าเลยในฐานะสามีภริยาตามกฎหมายไม โจทกยอมไมมีสิทธิใดๆ ในฐานะภรยาจ�าเลยแมโจทกจะทราบวาจ�าเลย


ี่
มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับ ร. และมีบตรด้วยกันก่อนทโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจ�าเลย ก็ไม่อาจถือได้ว่า
โจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าดังกล่าวของจ�าเลย โจทก์จึงอ้างเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1)
ฟ้องหย่าจ�าเลยได้
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2552 แม้จ�าเลยที่ 2 จะไม่เคยพาจ�าเลยที่ 2 ออกงานสังคมหรือแนะน�าให้
บุคคลอื่นรู้จักในฐานะภริยา แต่การที่จ�าเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างใน








แหลงชมชนดวยกันในเวลากลางคน ขับรถรับสงเมื่อไปทากิจธุระหรือซื้ออาหารดวยกัน ยอมบงชี้วาจ�าเลยทั้งสอง


มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกัน แสดงว่าจ�าเลยที่ 1 ยกย่องจ�าเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็น
เหตุหย่าตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (1) แล้ว และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากจ�าเลยที่ 2 ที่แสดงตนโดย
เปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจ�าเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยาโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจ�าเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม
มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ได้อีกด้วย
เป็นชู้หรือมีชู้
ค�าว่า “เป็นชู้” หมายถึง การที่ชายไปร่วมประเวณีกับเมียผู้อื่น ส่วน ค�าว่า “มีชู้” หมายความว่า หญิงที่
แต่งงานแล้วไปร่วมประเวณีกับชายอื่นที่มิใช่สามีของตน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 391/2538 การที่จ�าเลยทั้งสองพากันเข้าไปในโรงแรมโรทาวน์ ซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูด
ในวันที่ 11 และ 28 ธันวาคม 2527 จะให้รับฟังเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากไปร่วมประเวณีกัน มิฉะนั้นแล้วย่อมไม่มี
เหตุที่จ�าเลยทั้งสองควรพากันเข้าไปในสถานที่เช่นนั้นถึง 2 ครั้ง 2 คราว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จ�าเลยที่ 1 เป็นชู้กับ
จ�าเลยที่ 2 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจ�าเลยที่ 1 ได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 454/2533 บุตรทั้งสองของชายผู้เป็นโจทก์เบิกความยืนยันว่า เห็นหญิงซึ่งเป็นมารดา



ของพยานมีการรวมประเวณีกันกับชายอื่น ฟงไดวามีชู ย่อมเป็นการล่วง ละเมิดสิทธิของโจทก นับเปนการละเมิด




สิทธิของโจทก์อยู่ในตัวท�าให้โจทก์เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ
59

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว



การประพฤตชั่ว หมายถึง การความประพฤติในทางที่ขัดตอศีลธรรม ขัดตอความสงบเรียบรอยของบานเมือง


ั่





ซึ่งอาจจะเปนความผิดทางอาญาหรือไมก็ได ก็ถือเปนเหตุหยาเชนกัน กรณีอยางไรถึงจะเปนความประพฤติชวนั้น



ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป กรณีที่ถือว่าเป็นความประพฤติชั่ว เช่น จ�าเลยชอบเล่นการพนัน โจทก์ห้ามปรามก็







ไมเชื่อบางครงน�าทรัพยสินภายในบานไปจ�าน�าเอาเงินไปเลนการพนัน จ�าเลยถูกจับฐานเลนการพนันถูกด�าเนินคดี




จนศาลพิพากษาลงโทษ ก็ยังไมเลิก โจทกเปนต�ารวจถูกผูบังคับบัญชาเรยกไปตักเตือนวาหากไมหามจ�าเลยใหเลิก





เล่น จะย้ายโจทก์ (ฎีกา.2141/2431) สามีชอบเที่ยวเตร่หญิงบริการและให้เพื่อนถ่ายภาพลามกอนาจารที่ตนท�า
กับหญิงบริการน�าออกเผยแพร่เป็นการประพฤติชั่ว ภริยาฟ้องหย่าได้ (ฎีกา.5989/2538)
กรณีความประพฤติที่ท�าให้เกิดความอับอายแต่ไม่ถึงกับเป็นการประพฤติชั่วหรือได้รับความอับอายอย่าง


รายแรงก็ไมถือเปนเหตุฟองหยาได (ฎีกา.2321/1537) หรือกรณีโจทกรองเรยนกลาวโทษโจทกตอผูบังคับบัญชา












ว่าโจทก์กับหญิงอื่นมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นอนเป็นเหตุให้โจทก์ถูกลงโทษทางวินัย การกระท�าของ
จ�าเลยยังไม่ถือเป็นการประพฤติชั่วอันเห็นเหตุฟ้องหย่า (ฎีกา.1761/2534)




ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1761/2534 การที่โจทกรองเรียนกลาวโทษโจทกตอผูบังคับบัญชาวาโจทกกับหญิงอื่นมี












ความสัมพันธฉันชูสาวตอกันเปนเหตุใหโจทกถูกลงโทษทางวินัย เห็นวาจ�าเลยซึ่งเปนภริยาโดยชอบดวยกฎหมาย


ของโจทก์ ย่อมมีความชอบธรรมที่จะป้องกนหรือขัดขวางมิให้โจทก์กับหญิงอื่นมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต่อกัน

อันเป็นเหตุให้ครอบครวเดือดร้อนได้ การกระท�าของจ�าเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติชั่วอันเป็นเหตฟ้องหย่า

ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (1)
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 116/2547 ศาลฎีกาได้มีค�าพิพากษาให้จ�าคุกจ�าเลยที่ 1 ในข้อหาเป็นเจ้าของผู้ดูแล



และผูจัดการสถานการคาประเวณีและขอหาขายหรือใหบริการเทปและวัสดุโทรทัศนโดยไมไดรับอนุญาต ซึ่งขณะ




นั้นโจทก์เป็นปลัดอ�าเภอในจังหวัดสงขลา จ�าเลยที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่จ�าเลยที่ 1

กลับกระท�าความผิดในขอหาที่จัดตอความสงบเรียบรอยและเสื่อมเสียศีลธรรมอันดของประชาชน จนศาลฎกามี




ค�าพิพากษาให้จ�าคุกจ�าเลยที่ 1 ดังนี้ การกระท�าของจ�าเลยที่ 1 เป็นการประพฤติชั่วและท�าให้โจทก์ซึ่งเป็นสามี
ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง กับได้รับความดูถูกเกลียดชังนับเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา
1516 (2) (ก) (ข)
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 994/2552 จ�าเลยมีหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์และอาจารย์ผู้สอน
โจทก์ในการศึกษาระดับปริญญาโทเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจ�าเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรัก




และหึงหวงสามมีสิทธิที่จะกระทาไดเพื่อใหผูบังคับบัญชาของโจทกและอาจารยผูสอนโจทกกลาววาตักเตือนโจทก ์







ใหนึกถึงครอบครัว กรณีถือไมไดวาเปนการประจานโจทกใหตองอับอายเสียชื่อเสียงอีกทังโจทกมิไดถูกดาเนินการ




















ทางวินัยรายแรง โจทกจะอางเหตุดังกลาววาเปนกรณีจ�าเลยกระท�าการเปนปฏิปกษตอการเปนสามีภริยากนอยาง




ร้ายแรงไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าได้
3. สามีหรือภริยาท�าร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยาม
อีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง สามีหรือภริยาท�าร้าย
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2506/2523 จ�าเลยด่าโจทก์ โจทก์ลุกขึ้น จ�าเลยเงื้อมือจะตบ โจทก์เอามือปัด จ�าเลย
หยิบขวดน�้าปลาตีหัวโจทก์แตกโลหิตไหล แล้วโจทก์ขึ้นไปชั้นบน เป็นเรื่องทะเลาะวิวาทกันภายในบ้านระหว่าง
สามีภริยาอันเนื่องมาจากความหึงหวง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอันตรายร้ายแรงจากบาดแผลนั้นอย่างใด ไม่เข้า
60

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ลักษณะของการท�าร้ายอันเป็นการร้ายแรงที่จะถือเป็นเหตุหย่าได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2943/2524 ภริยาตัดสายห้ามล้อรถยนต์ของสามีไม่เป็นการท�าร้ายร่างกาย ฟ้องหย่า
ไม่ได้





ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1078/2525 การทีจ�าเลยท�ารายรางกายโจทกบาดเจ็บสาหัสถงขนาดน�้าหลอเลี้ยงสมอง

ไหลออกมาจากรูจมูก และกระดูกดั้งจมูกแตกร้าว เช่นนี้ นับเป็นการร้ายแรงที่ศาลจะพิพากษาให้หย่าขาดกันได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 6714/2537 การที่โจทก์และจ�าเลยซึ่งเป็นสามีภริยาทะเลาะได้เถียงกันภายในบ้าน
แล้วจ�าเลยตบตีและบีบคอโจทก์ปรากฏบาดแผลเพียงรอยฟกซ�้าผื่นแดงบริเวณล�าคอและหน้าฝากเท่านั้น โดย















ไมจ�าเปนตองไปใหแพทยตรวจรักษา ยังถือไมไดวาจ�าเลยท�ารายรางกายอยางรายแรงอันเปนเหตุใหฟองหยาตาม

ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3)

ค�าพิพากษาฎีกาที่ 4402/2539 จ�าเลยใช้ไม้ตีทาร้ายร่างกายโจทก์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาล




พิพากษาลงโทษปรับจ�าเลย 1,000 บาท โจทกมิไดน�าแพทยผูตรวจบาดแผลมาเบิกความวาโจทกไดรับบาดเจ็บมาก



น้อยเพียงใด การที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับเพียง 1,000 บาท แสดงว่าบาดแผลที่โจทก์ได้รับไม่เป็นอันตรายร้าย
แรง ฟังไม่ได้ว่าจ�าเลยท�าร้ายร่างกายโจทก์เป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (3)
หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเป็นการร้ายแรง
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2517 จ�าเลยด่าโจทก์และมารดาโจทก์ว่ามารดาโจทก์เป็นคนดอกทองและ



โจทกเปนลูกคนดอกทอง มารดาโจทกจะชักชวนใหโจทกไปเปนคนดอกทอง ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน



พ.ศ.2493 ได้นิยามค�าว่า ‘ดอกทอง’ ไว้ว่า หมายถึงหญิงใจง่ายในทางประเวณี ค�าด่าดังกล่าวของจ�าเลยจึง
เป็นการด่ามารดาโจทก์เป็นหญิงใจง่ายในทางประเวณี และมารดาโจทก์จะชักชวนให้โจทก์ไปเป็นหญิงใจง่ายใน





ทางประเวณี อันเปนการหมิ่นประมาทมารดาโจทกอยางรายแรง ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา

1516 (2) โจทก์ฟ้องหย่าจ�าเลยได้

ค�าพิพากษาฎีกาที 2980/2533 การที่จ�าเลยเมาสุรากลบเข้าบ้านและด่า โจทก์ว่า “มึงเลว มึงมีชู้


ไมสมควรอยกับกู แมมึงไมดี ไมเคยสั่งสอน” แลวจ�าเลยยังไดตบตีโจทกไดรบบาดเจ็บบริเวณขอบตาซาย จนโจทก์











ต้องรับการรักษาจากแพทย์ในวันรุ่งขึ้น โจทก์ต้องออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับน้องสาวเพราะได้รับความคับแค้น
ใจจากการอยู่กินกับจ�าเลยนั้น การกระท�าของจ�าเลยดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์



อย่างร้ายแรง พร้อมทั้งเป็นการทาร้ายร่างกายโจทก์ จึงมีเหตุให้โจทก์หย่าขาดจากจ�าเลยได้ จ�าเลยกู้เงนบคคล
ภายนอกมาใช้จ่ายเกี่ยวกับที่ดินและบ้านซึ่งเป็นสินสมรสโดยโจทก์มีส่วนรู้เห็นในการกู้เงินดังกล่าว โจทก์จึงต้อง
ร่วมกับจ�าเลยในการช�าระหนี้รายนี้ ฉะนั้นศาลมีค�าพิพากษาให้โจทก์จ�าเลยหย่าขาดจากกัน ศาลย่อมก�าหนดให้
โจทก์จ�าเลยร่วมกันรับผิดช�าระหนี้รายนี้คนละครึ่งได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 5161/2538 การที่จ�าเลยหึงหวงและโกรธที่โจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิง
อื่น จึงดาโจทกและบุพการีวา มึงมันเลวเหมือนโคตรมึงนั้น ไมเปนการหมิ่นประมาทโจทกหรือบุพาการีของโจทก ์






อย่างร้ายแรงเพราะเป็นเพียงถ้อยค�าที่จ�าเลยกล่าวด้วยความน้อยใจการกระท�าของจ�าเลยต่อโจทก์ดังกล่าว
61

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
4. สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2232/2535 เมื่อกรณีมีเหตุที่ท�าให้จ�าเลยระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น

ถ้อยค�าที่โจทก์อ้างว่าจ�าเลยกล่าวต่อพลทหารรับใช้ ขณะทีโจทก์ไปราชการชายแดนสาปแช่งโจทก์ว่า ถ้าพิการ





ก็เลี้ยงดูเอาเอง หากตายจะกลับมาเอาเงิน ทั้งบุพการีของโจทกเปนผูใหญเสียเปลา ท�าตัวไมนานับถือ หากถอยค�า



ดังกล่าวเป็นความจริงก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรง
เป็นเพียงถ้อยค�าที่จาเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่ทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเท่านั้น โจทก์อุปการะ

เลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา เมื่อจ�าเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับ
โจทก์และแยกไปอยู่ที่อื่น มิใช่เป็นกรณีที่จ�าเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่า แต่กรณีดัง












กลาวจ�าเลยมสิทธิฟองหยาได การที่โจทกยังอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและท�าการเปนปฏิปกษตอการเปนสามีภรยา

ตลอดมา การกระท�าของโจทกยังมีเหตุที่จะใหจ�าเลยฟองหยาไดตลอดเวลาที่การกระท�ายังไมสิ้นสุดฟองแยงของ







จ�าเลย จึงไม่ขาดอายุความ

ค�าพพากษาฎีกาที่ 257/2545 เหตุที่โจทก์จ�าเลยทะเลาะกันและอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันโดยไม่
ยุ่งเกี่ยวกันนั้น มิได้มีสาเหตุมาจากว่าโจทก์และจาเลยไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติทั่วไปได้

แต่เป็นเพราะโจทก์โกรธจ�าเลยเพราะเข้าใจว่าจ�าเลยร่วมมือกับมารดาโจทก์ฉ้อโกงเอาบ้านและที่นาของโจทก์ไป
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนหน้าเกิดเหตุโจทก์และจาเลยแม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่าง

อยู ต่างทามาหากิน จึงเปนกรณีที่โจทกจ�าเลยสมัครใจอยูกินในลักษณะดังกลาว ฉะนั้น การที่จ�าเลยพาบุตรคนโต






ไปกรุงเทพมหานครเพื่อค้าขายเสื้อผ้าจึงเป็นเพียงการแยกตัวไปท�ามาหากินเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจ�าเลยจงใจละทิ้ง
ร้างโจทก์หรือกระท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) (6) (6)




ค�าพิพากษาฎีกาที่ 6948/2550 แมพฤติการณของโจทกในเบื้องตนเปนการแสดงออกโดยปริยายวายินยอม










ใหจ�าเลยท�างานอยูที่ประเทศญี่ปุนก็ตาม แตหลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คือตั้งแตป 2542 โจทกไดขอรองใหจ�าเลย





กลับมาดูแลครอบครัวหลายครั้ง แสดงวาโจทกไมยินยอมใหท�างานอยูที่ประเทศญี่ปุนตอไป แตจ�าเลยยังคงยืนยันไม ่






กลับประเทศไทยรวมทั้งไมยินยอมกลับประเทศไทยเพือมาเบิกความเปนพยานในคดีน แสดงวาจ�าเลยประสงคที่จะ

ี้





ท�างานอยูที่ประเทศญี่ปุนโดยไมสนใจที่จะกลับมาดูแลบุตรและอยูรวมกับโจทกฉันสามีภริยาอกตอไป ถือวาจ�าเลย







จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี นับแต่ปี 2542 โจทก์จึงฟ้องหย่าจ�าเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)
ค�าพิพากษาฎีกาท 4480/2553 โจทก์กับจ�าเลยทะเลาะกันรุนแรงถึงขนาดโจทก์ตบตีจ�าเลยและโจทก์
ี่
บอกให้จ�าเลยย้ายออกไปจากบ้านพักที่แฟลตต�ารวจไปอยู่ที่บ้านอันเป็นสินสมรสของโจทก์และจ�าเลย โดยโจทก์




โทรศัพทแจงบิดาจ�าเลยใหมารับจ�าเลยไป จ�าเลยไดพาบุตรสาวของโจทกและจ�าเลยไปอยูดวย แมโจทกและจ�าเลย





จะไมไดติดตอกันเปนเวลาเกินกวา 1 ปี การกระท�าของจ�าเลยยังไมถือวาเปนการละทิ้งรางโจทก ตาม ป.พ.พ.มาตรา










1516 (4) อันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้




4 . 1 สามีหรือภริยาตองค�าพิพากษาถึงที่สุดใหจ�าคุก และไดถูกจ�าคุกเกินหนึ่งปในความผิดที่อีกฝายหนึ่งมิได ้








มีสวนกอใหเกิดการกระท�าความผิด หรือยินยอมหรือรูเห็นเปนใจในการกระท�าความผิดนั้นดวย และการเปนสามี
ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

4 . 2 สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุทีไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอด
มาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามค�าสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
62

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา








การที่สามีภริยาฝายใดฝายหนึ่งจะมีสิทธิฟองหยาได ตองประกอบดวยหลักเกณฑทั้ง 3 ประการจึงสามารถ
ฟ้องหย่าได้ ซึ่งประกอบด้วย
1. สามีภริยาทั้งสองคนต้องสมัครใจแยกกันอยู่ต่างหากจากกัน
2. การแยกกันอยู่ต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข
3. ระยะเวลาที่แยกกันอยู่นั้นต้องติดต่อกันตลอดมาเกิน 3 ปี











ฝายใดฝายหนึ่งจะใชสทธิฟองหยาไดจะตองครบทั้ง 3 ประการ ถาขาดหลักเกณฑใดหลักเกณฑหนึ่งยอมไม ่

สามารถอาศัยเป็นเหตุหย่าได้ เช่น โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) โดยอ้างว่าจ�าเลย
จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดย
ปกติสุขตลอดมา แม้โจทก์จะอ้างข้อตกลงแยกทางตามเอกสารท้ายค�าฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตามมาตรา 1516
(4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีก คือต้องเป็นเพราะ
เหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสขตลอดมา ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้

ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ถือว่าค�าฟ้องของ โจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2)
(ฎีกา.2345/2522)
สามีและภริยาสมัครใจแยกกัน
ั้
เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทงสองฝ่าย ต้องเกิดจากความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสอง
ฝ่ายอย่างแท้จริงของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มิใช่สมัครใจแต่เพียงฝ่ายเดียว (ฎีกา.1412/2543) เช่น การที่โจทก์หนี
ออกจากบ้านไปโดยล�าพังโดยจ�าเลยมิได้สมัครใจแยกไปอยู่ต่างหากแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า (ฎีกา.
1762/2542) แต่ถ้าการแยกกันอยู่นั้นไม่ได้เกิดความสมัครใจที่จะแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ แต่มี
ความจ�าเป็นบางอย่างที่จะต้องแยกกันอยู่ อีกฝ่ายไม่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ (ฎีกา 8225/2540)





ค�าพิพากษาฎีกาที่ 4815/2539 โจทกออกจากบานที่ปลูกสรางและอยูกนกับจ�าเลยเพราะตองการพาบิดา

ซึ่งเปนโรคหัวใจไปใหพนจากบิดาจ�าเลยซึ่งชอบดื่มสุราแลวสงเสียงดังโจทกและจ�าเลยเคยตกลงจะไปจดทะเบียน







หย่าขาดจากกันแต่หย่าไม่ได้เพราะโจทก์ไม่มีเงินช�าระคาอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่จ�าเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดง




ี่




วาโจทกและจ�าเลยสมัครใจแยกกนอยูเพราะเหตุทไมอาจอยูรวมกันฉันสามีภริยาไดโดยปกติสุขตลอดมา และการ


แยกกันอยูดังกลาวเปนเวลานับถึงวันฟองเกินสามปแลวโจทกจึงมสิทธิฟองหยาไดตามประมวลกฎหมายแพงและ










พาณิชย์มาตรา 1516 (4/2) การที่จ�าเลยจะเรียกค่าเลี้ยงชีพได้จะต้องปรากฏว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิด
ของโจทก์ฝ่ายเดียว ดังนี้ เมื่อฟังได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นเพราะโจทก์และจ�าเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุ
ที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีจ�าเลยจึงเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์มิได้
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1762/2542 การที่จ�าเลยไม่ได้อยู่กับโจทก์ฉันสามีภริยาที่ต่างประเทศ เนื่องจากโจทก์
ไมใหความยินยอมในการท�าหนังสออนุญาตเขาประเทศ (วีซา) แกจ�าเลย ตอมาเมื่อโจทกกลับมารับราชการภายใน








ประเทศไทย โจทก์เป็นฝ่ายแยกไปอยู่ต่างหากกับน้องสาวของโจทก์เอง ถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจ�าเลย
แต่ฝ่ายเดียว แต่จ�าเลยไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์จ�าเลยสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะ

เหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี อันเป็นเหตให้โจทก์ฟ้องหย่าตามประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) แต่อย่างใดไม่
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 8832/2542 จ�าเลยเป็นชาวต่างประเทศอยู่กินร่วมกันกับโจทก์สามี ต้องพึ่งพาอาศัย





สามีเปนส�าคัญในการด�ารงชีพ โดยอาศัยเงินที่โจทกให้เดือนละ 20,000 บาท การที่โจทกเคยฟองหยาจ�าเลยและ
63

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา









จ�าเลยยอมหยาโดยเรียกรองเงินเปนจ�านวนสูงถึง 40,000 บาท ซึ่งเปนทคาดหมายไดวาโจทกคงไมตกลงดวย ก็นา







จะเพราะจ�าเลยไมประสงคจะเลิกรางไปจากโจทกหรือสมัครใจแยกกันอยูกับโจทกนั่นเอง ทั้งเหตุที่โจทกจ�าเลยไม่



ได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานก็เนื่องจากโจทก์ได้แยกออกไปอยู่กับบิดามารดาโจทก์เอง และภายหลังที่จ�าเลยไปอยู่







ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เนื่องจากตองไปดูแลรักษาบุตรที่ปวยเปนโรคมะเร็ง ดังนั้น ยอมถือไมไดวาจ�าเลยสมัครใจ
แยกกันอยู่กับโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) อันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1412/2543 เหตุฟ้องหย่าอันที่มใช่เกดจากความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสอง

ฝ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 นั้น โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า จ�าเลยเป็นฝ่าย
ประพฤติตนไม่สมควรหรือกระท�าการอันเข้าเงื่อนไขที่มาตรา 1516 ได้ระบุไว้นอกจากอนุมาตรา (4/2) ส่วนเหตุ
ฟ้องหย่าที่เกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็ต้องเกิดจากความสมัครใจโดยแท้จริงของคู่กรณีทั้งสอง

ฝ่าย มิใช่สมัครใจเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น หากพฤตการณ์แห่งคดีมิได้เป็นไปดังที่ได้กล่าวมาทั้งสองกรณีนี้ โจทก์

ก็ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจ�าเลย แม้ว่าจะมิได้อยู่ร่วมกันหรือไม่มีเยื่อใยต่อกัน และไม่มีความหวังที่จะคนดีกันอีกแล้ว
ก็ตาม


ค�าพิพากษาฎกาที่ 2520/2549 แม้ในปี 2517 โจทก์เป็นฝ่ายละทิ้งร้างจาเลยโดยออกจากบ้านที่โจทก์
จ�าเลยเคยอยู่กินด้วยกันไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนาง ม. ก็ตาม แต่ในปี 2519 จ�าเลยก็มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว





กับนาย ส. จนมีบุตรดวยกัน 1 คน แสดงวาจ�าเลยไมประสงคจะอยูกินฉันสามีภริยากับโจทกอีกตอไปเชนเดียวกัน







และระหวางที่แยกกันอยูไมปรากฏวาโจทกกลับไปอยกินฉันสามภริยากับจ�าเลยอีก ฝายจ�าเลยซงทราบดีวาโจทก ์

















พักอาศัยอยูที่ใดก็มิไดสนใจหรือหาทางที่จะอยูรวมกับโจทกฉันสามีภริยาตอไป พฤติการณของโจทกจ�าเลยที่ตาง












คนตางอยูเปนเวลานานถึง 25 ปนั้น ถือไดวาโจทกและจ�าเลยสมครใจแยกกันอยูเพราะเหตุที่ไมอาจอยูรวมกันฉัน
สามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) โจทก์จึงฟ้องหย่า
จ�าเลยได้



ี่

5. สามีหรอภรยาถกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรอไปจากภูมลาเนาหรอถิ่นทอย่เป็นเวลาเกินสามปี




โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้


ึ่





6. สามีหรอภรยาไมใหความชวยเหลออุปการะเลยงดูอีกฝายหนงตามสมควร หรอท�าการเปนปฏิปกษ ์
ี้






ตอการทเปนสามหรอภรยากันอยางรายแรง ทั้งนี้ ถาการกระท�านั้นถงขนาดที่อีกฝายหนึ่งเดือดรอน
ี่








เกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาค�านึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่ง
นั้นฟ้องหย่าได้
สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3461/2524 การที่สามีถูกคนร้ายยิงเข่าจนพิการงอไม่ได้ ต้องพักรักษาตัวอยู่กับบ้าน





ไมไดประกอบอาชีพอะไรนั้น สามีไมอยูในฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดภริยาไดเพราะรางกายพิการไมอาจประกอบ



อาชีพได จึงเปนหนาที่ของโจทกผูเปนภริยาที่จะตองชวยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจาเลยผูเปนสามีตาม ป.พ.พ.มาตรา






















1461 วรรคสอง ขออางของโจทกที่วาจ�าเลยไมอุปการะเลี้ยงดูโจทกจึงรับฟงไมได โจทกจึงไมมีสิทธิฟองหยาจ�าเลย







ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3608/2531 หลังจากจดทะเบียนสมรสแลว จ�าเลยเปนฝายกอเหตุใหเกดความระหอง







ระแหงในครอบครัว ดวยการไปรับบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเกามาเลียงดูอยูในบานเดียวกัน อันเปนการผิดถอยค�า

64

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
พูดที่จ�าเลยเคยให้ไว้แก่โจทก์ว่าจ�าเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อนแล้วหลังจากนั้นจ�าเลยก็ไม่จ่ายเงินเป็นค่า

อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัวเช่นที่เคยปฏิบัติมา เป็นเหตุให้โจทก์ตองน�าเงินเดือนแต่ละเดือนของโจทกมา




ใชจายเลี้ยงดูครอบครัวจ�าเลยเกือบหมดทั้งจ�าเลยยังติดตอกับภริยาเกาและแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดา

ของโจทก์จนกระทั่งโจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับจ�าเลยต่อไปได้เช่นนี้ถือได้ว่าจ�าเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะ


ื่
เลี้ยงดูโจทก์ตามสมควรอันประกอบด้วยเหตุอนๆ อีกถึงขนาดที่โจทก์เดอดร้อนเกนสมควรทโจทก์จะอย่กนร่วม

ี่

กันฉันสามีภริยากับจ�าเลยต่อไปได้อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6)
ท�าการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3494/2547 ระหว่างอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จ�าเลยพยายามถ่ายโอนทรัพย์สินหลาย
ประการไปจากโจทก์ และอยู่กินฉันสามีภริยากับ พ.โดยเปิดเผยในระหว่างจ�าเลยยังคงเป็นภริยาโจทก์ และการ
ที่จ�าเลยไม่ได้ดูแลเอาใจใส่โจทก์เท่าที่ควรในขณะที่โจทก์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ล้วนเป็นการท�าการปฏิปักษ์ต่อ









การเปนสามีภริยากันอยางรายแรงและมิไดใหความชวยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝายหนึ่งตามสมควร โจทกจึงฟอง
หย่าจ�าเลยได้




ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2851/2551 โจทกจ�าเลยเปนสามีภริยายอมจะมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเปนปกติ








ธรรมดาของชวิตคู การที่จ�าเลยไมคอยอยูบานก็ไมใชเปนการประพฤติเสื่อมเสีย และการที่จ�าเลยตบตีท�าร้ายโจทก์








ตองไปแจงความด�าเนินคดีแกจ�าเลย แตพนักงานสอบสวนไดพยายามเขาไปไกลเกลี่ยก็เปนเรื่องภายในครอบครัว

ซึ่งโจทกไมประสงคจะด�าเนินคดีแกแกจ�าเลย หลังจากนั้นโจทกจ�าเลยยังทะเลาะกันและจาเลยพยายามจะท�าร้าย










ร่างกายโจทก์พฤติกรรมดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจาเลยท�าการเป็นปฏปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภรยากันอย่างร้ายแรง
ถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควร ยังไม่เหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (6)



ค�าพิพากษาฎกาที่ 2574/2552 แม้จาเลยจะมิไดเจตนาฆาโจทก แตอาวุธปนมีอานุภาพรายแรงท�าลายชีวิต









ได้ หากเกิดจากความผิดพลาดในการยิงขู อาจท�าใหกระสุนปนถูกโจทกถึงแกความตายได ที่ส�าคัญการที่โจทกไป







ติดพันหรือจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นก็เปนเพียงเหตุหยาที่ฝายจ�าเลยจะน�ามาฟองรองหยาขาดเอาผิดกับโจทก ์


เท่านั้น ดังนี้ ไม่ว่าจ�าเลยจะยิงโจทก์เพราะความหงหวงหรอโกรธเคืองหรือด้วยเหตุอื่น ก็ไม่สมควรที่จะกระท�า


อย่างยิ่ง การกระท�าของจ�าเลยจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง หากโจทก์อยู่กับจ�าเลยฉัน
สามีภริยากันต่อไป โจทก์ย่อมหวาดระแวงจ�าเลยและรู้สึกไม่มีความปลอดภัยในชีวิตตนอีก ทั้งไม่เป็นประโยชน์
ต่อฝ่ายใด จึงให้โจทก์หย่ากับจ�าเลย
7. สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้ง
ความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

8. สามีหรอภรยาผดทัณฑบนที่ท�าใหไวเปนหนังสือในเรองความประพฤติอีกฝายหนงฟองหยาได เชน






ึ่



ื่



ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2553/2526 ก่อนจดทะเบียนสมรส โจทก์กบจ�าเลยท�าสัญญากันว่าฝ่ายภริยาจะไม่
ประพฤติตัวให้ผิดจารีตประเพณีและให้อยู่กนปรนนิบัติในฐานะให้เป็นสามีภริยาอยู่กินร่วมกันโดยตลอดไปและ

จะไมประพฤติปฏิบัตินอกใจสามีอีกตอไป เมื่อฝายหนึ่งฝายใดไดกระท�าผิดพลาดเงื่อนไขดังกลาว ยินยอมใหปรับ







จ�านวนเงิน 50,000 บาท เปนสัญญาอยางหนึ่ง มีลักษณะเปนทัณฑบนในเรื่องความประพฤติของภริยาดังที่บัญญติ





ไว้ใน ป.พ.พ.มาตรา 1516 (8) ซึ่งเป็นเหตุให้สามีฟ้องหย่าได้ หากผิดทัณฑ์บนที่ท�ากันเป็นหนังสือในเรื่องความ

ประพฤติ และไมเปนการฝาฝนศลธรรมอันดีหรือจ�ากัดสิทธิเสรีภาพในสวนบุคคล ไมมีวตถุประสงคเปนที่ตองหาม











65

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา





ชัดแจงโดยกฎหมายใดๆ อีกทั้งมิไดเปนการขัดขวางตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดของประชาชน ต่อมา








โจทกและจ�าเลยไดจดทะเบียนสมรสกไดยอมรับสัญญาฉบับนี้ใหมีผลผูกพันบังคับระหวางกันได สัญญาฉบับนี้จึง
มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ไม่เป็นโมฆะ แต่ค่าปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลฎีกาให้ใช้ค่าปรับลดลงกึ่งหนึ่ง
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 5161/1438 จ�าเลยกู้ยืมเงินคนอื่นเพื่อใช้จ่ายในคดีที่โจทก์ถูกจับฐานพกอาวุธปืนและ
เพื่อใช้จ่ายส�าหรบการศกษาของบุตรหนี้สนทั้งหมดจึงเกิดจากการน�ามาใช้จ่ายในครอบครัวระหว่างโจทก์จ�าเลย



และบตรมิใช่เกิดขึ้นเพราะจ�าเลยน�าไปเล่นสลากกินรวบดงทโจทก์อ้างการกระท�าของจ�าเลยไม่ถือว่าเป็นการ
ี่



ประพฤติชั่วอันจะเป็นเหตให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (2) การที่
จ�าเลยหึงหวงและโกรธที่โจทก์หนีไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นจึงด่าโจทก์และบุพการีว่ามึงมันเลว
เหมือนโคตรมึงนั้นไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรงเพราะเป็นเพียงถ้อยค�า
ที่จ�าเลยกล่าวด้วยความน้อยใจการกระท�าของจ�าเลยต่อโจทก์ดงกล่าวเกิดขึ้นเพราะโจทก์เป็นผู้ก่อขึ้นถือว่าเป็น

เรื่องกระทบกระทงกันระหว่างสามีภริยาทั่วไปไม่ร้ายแรงถึงกับเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
ั่
และพาณิชย์มาตรา 1516 (3) หลังจากท�าทัณฑ์บนแล้วโจทก์ยังมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นจ�าเลยจึงดุ


ดาและท�ารายโจทกอีกการกระท�าของจาเลยมีสาเหตจากการกระท�าของโจทกจึงยังไมถือวาเปนการประพฤติผิด







ทัณฑ์บนที่ให้ไว้อันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (8)
9. สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง
ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้












10. สามหรอภรยามสภาพแหงกายท�าใหสามหรอภรยานั้น ไมอาจรวมประเวณีไดตลอดกาล อีกฝาย

หนึ่งฟ้องหย่าได้
ข้อยกเว้นของเหตุฟ้องหย่า 3 กรณี
1. เหตุยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1517 เหตุฟ้องหย่าตาม มาตรา 1516
(1) และ (2) ถ้าสามีหรือภริยา แล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่าย
ที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
เหตุฟ้องหย่าตาม มาตรา 1516 (10) ถ้าเกิดเพราะการกระท�าของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็น
เหตุฟ้องหย่าไม่ได้






ในกรณีฟองหยาโดยอาศัยเหตุแหงการผิดทัณฑบนตาม มาตรา 1516 (8) นั้น ถาศาลเห็นวาความประพฤติ
ของสามีหรือภริยาอันเป็นเหตุให้ท�าทัณฑ์บน เป็นเหตุเล็กน้อยหรือไม่ส�าคัญเกี่ยวแก่การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา
โดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าก็ได้
ถ้าสามีหรือภริยา ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท�าที่เป็นเหตุหย่านั้น
การรู้เห็นเป็นใจให้สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี หรือรู้เห็นหรือยินยอมหรือรู้เห็น
เปนใจใหสามีประพฤตชั่ว อีกฝายหนึ่งฟองหยาได ตองพิจารเปนกรณีๆ ไป ซึ่งพิจารณาจากการแสดงกริยาอาการ









ให้ปรากฏชัดแจ้งโดยไม่มีข้อสงสัยใดว่าได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย เช่น


ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3288/2527 ระหวางจ�าเลยอยูกินเปนสามีภริยากับโจทก จ�าเลยมีอาชีพผิดกฎหมายคา



ยาเสพติด โจทก์รู้เห็นและร่วมกระท�าด้วยโจทก์ให้ญาติของโจทก์น�าเฮโรอีนมาจากภาคเหนือ จนญาติของโจทก์
66

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
และจ�าเลยถูกเจ้าพนักงานต�ารวจจับ ศาลพิพากษาลงโทษจ�าคุกจ�าเลย 20 ปี ถือได้ว่าโจทก์ได้ยินยอมหรือรู้เห็น
เป็นใจในการกระท�าของจ�าเลยที่เป็นเหตุหย่านั้น โจทก์จะยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าจ�าเลยหาได้ไม่


ี่

ค�าพิพากษาฎีกาท 320/2530 จ�าเลยและผูตายท�างานอยูการไฟฟาสวนภูมิภาคเหมือนกันและจาเลยเบิก











ความวามีสายงานเกี่ยวของกับผูตายดวย ที่จ�าเลยนาสืบวาโจทกเคยเห็นจ�าเลยกับผูตายไปไหนมาไหนดวยกันสอง
ต่อสอง หากมีก็เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ย่อมเข้าใจว่าไปในฐานะเพื่อนร่วมงานดังที่จ�าเลยเบิกความซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ธรรมดาที่บุคคลในภาวะเช่นนี้ย่อมมีกันได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้ผู้ตายเป็นชู้กับจ�าเลย

ค�าพิพากษาฎีกาที่ 764/1534 กอนที่โจทกจดทะเบียนสมรสกับจ�าเลย โจทกหาไดมีความสัมพันธกับจ�าเลย




ในฐานะสามีภริยาตามกฎหมายไม่ โจทก์จึงย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในฐานะภริยาจ�าเลย แม้โจทก์จะทราบว่าจ�าเลยมี





ความสัมพันธฉันสามีภริยากับ ร. และมีบุตรดวยดวยกันมากอนที่โจทกจะจดทะเบียนสมรสกับจ�าเลยก็ตาม กรณี





อาจถือไดวาโจทกยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจการกระท�าดังกลาวของจ�าเลย ฉะนั้น เมื่อจ�าเลยยังคงติดตอไปมาหาสู ่

ในการที่โจทก์อปการะเลี้ยงดูและยกย่องฉันภริยา ภายหลังยังจ�าเลยสมรสกับโจทก์แล้วโจทก์จึงอ้างเหตุผลตาม
ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ฟ้องหย่าจ�าเลยได้


ค�าพิพากษาฎีกาที่ 3596/2546 แมโจทกจะเคยเห็นภาพถายพิธีมงคลสมรสของจ�าเลยทั้งสองในภายหลัง

และมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ตาม แต่ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจ�าเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ทราบเรื่องกรณียังไม่พอฟังว่า





โจทกไดรูเห็นเปนใจใหจ�าเลยทั้งสองอยูกินเปนสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1517




วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้
2. เหตุยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรามาตรา 1518 สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไป

ในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระท�าการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระท�าของอกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็น
เหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว
ฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระท�าการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัย
การยินยอมและให้อภัยตามมาตรา 1518 หมายถึง คู่สมรสฝ่ายที่ยินยอมและให้อภัยได้ทราบข้อเท็จจริง
ทั้งหมดเกี่ยวกับการกระท�าอันเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้น แต่แสดงเจตนาให้ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าอนุญาต
ให้กระท�าหรือไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า เช่น
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6002/2534 โจทก์จ�าเลยต่างสมครใจแยกกันอยู่ โจทก์จะกล่าวอ้างว่าจ�าเลย

จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้ จ�าเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ 2 ครั้ง แม้จะเป็นความจริงดังที่โจทก์ฎีกา แต่เหตุเกิดก่อน
ฟ้องประมาณ 14 ปี และ 4 ปี ตามล�าดับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจ�าเลย คงอยู่กินด้วยกันตลอด
มาแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยจ�าเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1518
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1669/2534 ภริยาจงใจละทิ้งร้างสามี แต่สามีก็ตามไปหา พาไปเที่ยวและรับประทาน

อาหารหลายครั้งเปนการใหอภัยแลว ฟ้องหย่าไม่ได้ แม้จะฟังได้ว่าข้อกล่าวหาของโจทก์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย


ก็ตาม แตเมื่อโจทกไดใหอภัยในการกระท�าของจ�าเลยแล้ว สิทธิฟองหยาของโจทกยอมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา








1518
ค�าพิพากษาฎีกาที่ 2562/2536 โจทก์น�า จ. มาอยู่ในบ้านโจทก์และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาจนมีบุตร

ด้วยกัน 1 คน โดยโจทก์ให้ใช้นามสกุลของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดหรือยกย่อง






หญงอื่นฉันภรรยา เมื่อไมปรากฏวาจ�าเลยไดใหอภัยในการกระท�าของโจทก์ จ�าเลยจึงมีเหตุฟองหยาโจทกไดตาม



67

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1)
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 7229/2537 เหตุที่จ�าเลยท�าลายทรัพย์สินและเอาทรัพย์สินไป เนื่องจากโจทก์





จ�าเลยทะเลาะวิวาทกันและจ�าเลยระแวงสงสัยวาโจทกอุปการะเลี้ยงดหญิงอื่นฉันภริยาซึ่งโจทกเปนผูกอขึ้น จ�าเลย











ท�าไปดวยความนอยใจและโกรธจนควบคุมอารมณไมไดและโจทกไมไดแจงความรองทุกขกลาวโทษจาเลยว่าเป็น




ผู้ท�าลายทรัพย์สินและเอาทรัพย์สินไป แสดงว่าโจทก์ให้อภัยจ�าเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518
3. เหตุยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรามาตรามาตรา 1519 ในกรณีที่คู่สมรส

ึ่
ฝ่ายใดฝ่ายหนงเป็นคนวกลจริตและมีเหตุหย่าเกิดขึ้น ไม่ว่าเหตุนั้นจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือภายหลังการเป็น
คนวิกลจริต ให้บุคคลซึ่งอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามาร ตามมาตรา 28 มี
อ�านาจฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินได้
ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้ายังมิได้มีค�าสั่งของศาล แสดงว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถ ก็ให้บุคคล
ดังกล่าวร้องขอ ต่อศาลในคดีเดียวกันนั้นให้ศาลมีค�าสั่งว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ
เมื่อบุคคลดังกล่าวเห็นสมควร จะร้องขอต่อศาลให้มีค�าสั่งตาม มาตรา 1526 หรือ มาตรา 1530 ด้วยก็ได้

ั่
ในกรณีที่คูสมรสซึ่งถูกอางวาเปนคนวิกลจริต ยังไมไดถูกสงใหเปนคนไรความสามารถ หากศาลเห็นวาคูสมรสนั้น










ยังไม่เป็นคนที่ควรสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถก็ให้ยกฟ้องคดีนั้นเสีย ถ้าเห็นว่าเป็นบุคคลที่ควรสั่งให้เป็นคนไร้
ความสามารถ แต่ยังไม่สมควรจะให้มีการหย่า ก็ให้ศาลสั่งให้คู่สมรสนั้นเป็นคนไร้ความสามารถโดยจะไม่สั่งเรื่อง
ผู้อนุบาหรือจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลตาม มาตรา 1463 ก็ได้ คงพิพากษายกแต่เฉพาะข้อหย่า ในกรณีเช่นนี้ศาล
จะสั่งก�าหนดค่าเลี้ยงชีพด้วยก็ได้


ในกรณีที่ศาลเห็นวาคูสมรสนั้นวิกลจริตอนควร สั่งใหเปนคนไรความสามารถ และทั้งมีเหตุควรใหหยาดวย







ก็ให้ศาลสั่งในค�าพิพากษาให้คู่สมรสนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ตั้งผู้อนุบาลและให้หย่า

ี่
ในกรณีนี้ ถ้าศาลเห็นว่าเหตหย่าทยกขึ้นอ้างในการฟ้องร้องนั้นไม่เหมาะสมแก่สภาพของคู่สมรส ซึ่งเป็น
คนไร้ความสามารถที่จะหย่าจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็ดี ตามพฤติการณ์ไม่สมควรที่จะให้มีการหย่าขาดจากกันก็
ดี ศาลจะพิพากษาไม่ให้หย่าก็ได้
บทสรุป
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาค้นคว้าและประชาชนทั่วไปที่สนใจหลักกฎหมาย
เบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่า ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการหย่า ไม่ว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอมและ
การหยาโดยศาลมีค�าพิพากษา การหยาโดยความยินยอมซึ่งตองท�าเปนหนังสือและจดทะเบียน การสิ้นสุดโดยศาล




มีค�าพิพากษาต้องอาศัยเหตุฟ้องหย่าทั้ง 10 เหตุดังที่กล่าวมาในข้างต้น สามารถน�าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ�าวัน
ได้อย่างถูกต้อง
68

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บรรณานุกรม

จิตติ ติงศภัทิย์. (2530). กฎหมายลักษณะครอบครัว รวมหมายเหตท้ายค�าพิพากษาศาลฎีกา. กรุงเทพฯ :
ส�านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.


_______. (2536). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชากฎหมายแพง 3 (ครอบครัว - มรดก). พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ
: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ประสพสุข บุญเดช. (2556). ค�าอธบายประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บรรพ 5 ครอบครัว. พิมพครั้งที่ 20.




กรุงเทพฯ : ส�านักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กัมพูศิริ. (2556). ค�าอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ครอบครัว. พิมพ์ครั้งที่ 8.
กรุงเทพฯ : ส�านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

_______. (2553). ยอหลักกฎหมายครอบครัว. พิมพครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ : ส�านักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์


รัศฎา เอกบุตร. (2539). ค�าอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว. กรุงเทพฯ :
วิญญูชน.
ส�านักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, http://www.thaibar.thaigov.net
ส�านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, http://www.krisdika.go.th/
ศาลฎีกา, http://www.supremecourt.or.th















































69

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






การปลดหนี้ทาง face book

มีผลทางกฎหมายหรือไม่









ยุคปัจจุบันที่มีการพฒนาการสื่อสารไปอย่างไร้พรมแดน มี
ในการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น ผ่านช่องทางต่างๆ
เช่น application line , face book , Instagram เป็นต้น และสืบ
เนื่องจากการสื่อสารที่รวดเร็ว จึงท�าให้ผู้คนต่างสื่อสารกันได้อย่าง
สะดวกจนลืมคิดครวญ ไตร่ตรองให้ดี หุนหันพลันแล่นในการใช้งาน
ต่างๆ ได้ ซึ่งการปลดหนี้นั้น เปนนิติกรรมฝายเดียวของเจาหนผูแสดง






เจตนา หากเจ้าหนี้ได้แสดงเจตนาปลดหนี้ผ่านทาง face book จะมี
ผลทางกฎหมายหรือไม่



การปลดหนี้ คือ การที่เจาหนี้ปลอยใหลูกหนี้หลุดพันจากภาระ
หน้าที่ที่จะต้องช�าระหนี้ โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นการที่เจ้าหนี้สละ





สิทธิเรียกรองหรือการยกหนี้ใหโดยเสนหา ถามีการใหอะไรตอบแทน
โดย : นางฐิตารีย์ เปรมวิไลศักดิ์ บุญศักดิ์ หรือแลกเปลี่ยนกันก็ไมใชปลดหนี้ อาจเปนการแปลงหนี้ใหม หักกลบ




อาจารย์ประจ�าหลักสูตร ลบหนี้ หรือเป็นการช�าระหนี้อย่างอื่นแทนการช�าระหนี้เดิมก็ได้
นิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลักกฎหมายการปลดหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มาตรา 340
“ถาเจาหนี้แสดงเจตนาตอลูกหนี้วาจะปลดหนี้ให ทานวาหนี้นั้น







ก็เป็นอันระงับสิ้นไป




ถาหนี้มีหนังสือเปนหลักฐาน การปลดหนี้ก็ตองท�าเปนหนังสือ
ด้วย หรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้
หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย”
ตามบทบัญญัติดังกล่าว วิธีการปลดหนี้อาจแบ่งเป็น หนี้ไม่มี
หลักฐานเป็นหนังสือ กับหนี้มีหลักฐานเป็นหนังสือ
(1) หนี้ไม่มหลักฐานเป็นหนังสือ หนี้ชนิดนเพียงแต่เจ้าหนี้

ี้
70

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา








แสดงเจตนาตอลูกหนี้วาปลดหนี้ให ก็มีผลใหหนี้ระงับแลว ไมตองมีพิธีรตองอะไรอีก การแสดงเจตนาจะแสดงออก
ด้วยวาจา เป็นหนังสือ โดยกิริยาท�าทาง หรือโดยแสดงออกให้เห็นโดยปริยายว่าปลดหนี้ให้แล้ว เช่น เจ้าหนี้มอบ
เอกสารซึ่งเป็นหลักฐานในการก่อหนี้แก่ลูกหนี้ เป็นต้นว่า เจ้าหนี้เงินก้มอบหนังสือสัญญากู้ให้แก่ลูกหนี้หรือ

เจ้าหนี้คืนหรือท�าลายเช็คที่ลูกหนี้ออกให้เพื่อการช�าระหนี้
(2) หนี้มีหลักฐานเปนหนังสือ หนี้ชนิดนี้เจาหนี้จะปลดหนี้กตองแสดงเจตนาตอลูกหนี้เชนกัน แต่กฎหมาย






ก�าหนดวิธีการแสดงเจตนาไว้เป็นพิเศษว่าจะต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 วิธีที่มาตรา 340 วรรคสอง
ก�าหนดไว้ คือ (1) ท�าเป็นหนังสือ (2) เวนคืนเอกสาร หรือ (3) ขีดฆ่าเอกสาร
หนี้มีหลักฐานเป็นหนังสือ อาจเป็นหนี้ที่กฎหมายบังคับให้ต้องท�าเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะ หรืออาจ
เป็นหนี้ที่หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือจะฟ้องร้องบงคับกันไม่ได้ หรืออาจเป็นหนี้ที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้อง

ท�าเป็นหนังสือ หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่มีการท�าเป็นหนังสือเพื่อให้มีหลักฐานเป็นการแน่นอนก็ได้ ไม่ว่า
จะเป็นหนี้ชนิดไหน ก็ถือว่าเป็นหนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งการปลดหนี้จะต้องท�าโดย 3 วิธีดังกล่าว เช่นกัน





ตัวอยางเชน การกูยืมซึ่งมีหลักฐานเปนหนังสือ การปลดหนี้ก็ตองท�าเปนหนังสือ (ค�าพิพากษาฎีกาที่ 1362/2507)



หนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าต้องเสียดอกเบี้ย หากจะปลดหนี้เฉพาะส่วนทเป็นดอกเบี้ยก็ต้องท�าเป็นหนังสือ
เช่นกัน (ค�าพิพากษาฎีกาที่ 104/2485)






ผลของการปลดหนี้ การปลดหนี้เปนวธีการชนดหนึ่งซงท�าใหหนี้ระงับโดยมิใชการช�าระหนี้ เมื่อมีการปลดหนี้





ลูกหนี้กจะหลุดพันจากหนี้ไปโดยสิ้นเชิงโดยผลของกฎหมาย ปลดหนี้ท�าใหหนี้ระงับเสมือนการชาระหนี้ จึงเปนการ
ระงับทงหนี้สวนประธานและหนี้อปกรณ แตการปลดหนี้อาจท�าเพียงบางสวนก็ได ถาปลดหนี้บางสวนหนี้ก็ระงับ




ั้




ไปเฉพาะส่วนที่ปลดหนี้ คงต้องช�าระส่วนที่ยังไม่ได้ปลดต่อไป
ึ่

กรณีของหนี้ร่วมนั้นถ้าเจ้าหนี้ร่วมคนหนงปลดหนี้ให้ลกหนี้ก็มีผลให้หนี้ทั้งหมดระงับไป เจ้าหนี้ร่วมคนอื่น
ก็ไม่อาจเรียกให้ช�าระหนี้ได้อีก กรณีของลูกหนี้ร่วมนั้นต่างออกไป ถ้าเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง

ผลจะท�าให้หนี้ระงับไปทั้งหมดหรอไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการปลดหนีอย่างใด หากเป็นการปลดหนี้โดยแท้ (real

release) โดยเจ้าหนี้ประสงค์จะให้หนี้ทั้งหมด หนี้ก็ระงับไปถึงลูกหนี้ทุกคน เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้ร่วมคนอื่น
ี้


ช�าระหนอีกหาไดไม แตถาเปนการปลดหนี้เฉพาะตัวลูกหนี้ (personal discharge) ซึ่งเปนการแสดงเจตนาวาเจา






หนี้ไม่ประสงค์จะบังคับช�าระหนี้เอากับลูกหนี้ผู้นั้นโดยเฉพาะ การปลดหนี้ก็มีผลถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่นเพียงเฉพาะ
ส่วนของลูกหนี้ผู้ได้รับการปลดหนี้ กล่าวคือ เจ้าหนี้ยังเรียกให้ลูกหนี้ร่วมคนอื่นๆ ช�าระหนี้ส่วนที่เหลือได้อีก
ดังนั้น หากเจ้าหนี้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้แล้ว หนี้ก็เป็นอันระงับไป แต่ทงนี้ต้อง
ั้
พิจารณาด้วยว่า หนี้ที่ก่อนั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ หากหนี้ที่ก่อมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น ผู้กู้และผู้ให้
กู้ตกลงท�าหนังสือสัญญากู้กัน ดังนั้นการปลดหนี้ก็ต้องปลดหนี้กันเป็นหนังสือด้วยเช่นกัน
กรณีปลดหนี้ทาง face book ซึ่งหากตอนก่อหนี้นั้น ก่อหนี้โดยไม่มีหนังสือ ไม่ได้ท�าหนังสือสัญญาต่อกัน
ี้
ดังนั้นเจ้าหนี้ก็สามารถปลดหนทาง face book ได้ ก็ท�าให้หนี้ดังกล่าวระงับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 340 วรรค 1 เพราะการแสดงเจตนาปลดหนี้ทาง face book ของเจ้าหนี้นั้น เป็นกรณีที่เจ้าหนี้
ได้แสดงเจตนาถึงความประสงค์ของเจ้าหนี้ออกไปให้ปรากฏแล้ว การแสดงออกทาง face book จึงเป็นการ
แสดงเจตนาแล้ว



แตหากเปนกรณีที่ หนี้ที่กอนั้นเปนหนี้ที่ไดท�ากันเปนหนังสือเสียแลว การแสดงเจตนาปลดหนีทาง face book





จะถือว่าเป็นการปลดหนี้ด้วยการท�าเป็นหนังสือด้วยหรือไม่ จึงต้องพิจารณาหลักกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ประกอบ
71

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544
มาตรา 7 “ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุ
ที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์”
มาตรา 8 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายก�าหนดให้การใดต้องท�าเป็นหนังสือ
ึ้
มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดท�าข้อความขนเป็นข้อมูลอเล็กทรอนิกส์ที่สามารถ

เข้าถึงและน�ากลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็น
หนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว”
มาตรา 9 “ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีการลงลายมือชื่อ
แล้ว ถ้า
(1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรอง
ข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน และ


(2) วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชือถือได้โดยเหมาะสมกบวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่งข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์ โดยค�านึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี”
ดังนั้น ข้อความทาง face book จะถือว่าเป็นข้อความที่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ ซึ่งตามพระราช

บัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7, 8, 9







ขอความใดอยูในรูปของขอมูลอิเล็กทรอนิกส มีผลผูกพันและการบังคับใชทางกฎหมายได ดังนั้นเมื่อขอความ




ทาง face book เปนขอมูลอิเล็กทรอนิกส ขอความดังกลาวจึงมีผลผูกพันเจาหนี้แลว ตามพระราชบัญญัติวาดวย





ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 และเมื่อ application face book ต้องมีการ login ก่อนเข้า
สู่ระบบจึงเป็นการยืนยันตนเองในการเข้าใช้งาน face book ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ






และสามารถแสดงไดวาเจาของลายมือชื่อรับรองขอความในขอมูลอิเล็กทรอนิกสนั้นวาเปนของตน และวิธีการดัง


กล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 9 และเมื่อ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรค 2 บัญญัติให้ หนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้อง
ท�าเป็นหนังสือด้วยนั้น เมื่อประกอบกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 8
ที่บัญญัติว่า ถ้าได้มีการจัดท�าข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและน�ากลับมาใช้ได้โดยความ
หมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว
ดังนั้นเมื่อข้อความทาง face book เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐาน
เป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ.2544 นั่นเอง
ดังนั้นเมื่อพิจารณาหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ.2544 มาตรา

7 ถึงมาตรา 9 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 จึงสรุปได้ว่า การปลดหนี้ให้ทางเฟสบุ๊ค
มีผลตามกฎหมายแล้วและท�าให้หนี้ระงับสิ้นไป ลูกหนี้จึงไม่ต้องช�าระหนี้แก่เจ้าหนี้อีกต่อไป

ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 ขอความที่โจทกสงถึงจ�าเลยทาง face book มีใจความวา “เงินทั้งหมด















670,000บาท ไมตองสงคืนใหแลว ยกใหหมด ไมตองสงดอกอะไรมาใหจะไดไมตองมีภาระหนี้สนติดตัว ” การสง



ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านทางระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้อง
น�าพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ.2544 มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 7 บัญญัติว่า ห้ามมิให้


ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใชทางกฎหมายของขอความใดเพียงเพราะเหตุที่ขอความนั้นอยูในรปของ



72

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และมาตรา8บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา9 ในกรณีที่กฎหมายก�าหนดให้ การใดต้องท�า



เปนหนังสือ มีหลักฐานเปนหนงสอ...ถาไดจัดท�าขอความขึ้นเปนขอมูลอิเล็กทรอนิกสที่สามารถเขาถึงและน�ากลับ








มาใช้ได้ โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ท�าเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ...ดงนั้น





ขอความที่โจทกสงถงจ�าเลยทาง face book แมจะไมมีการลงลายมือชื่อโจทกก็ตาม แตการสงขอความของโจทก ์















ทางเฟสบุคจะปรากฏชื่อผูสงดวย และโจทกก็ยอมรับวาไดสงขอความทาง face book ถึงจ�าเลยจริง ขอความการ



สนทนาจงรบฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จ�าเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ


ฝายโจทกไมอาจยกเหตวาโจทกไมมีเจตนาที่จะปลดหนี้ใหแกจ�าเลยแตไดกระท�าไปเพราะความเครียดและ









ี่
ื่
ต้องการประชดประชันจ�าเลยขึ้นอ้างเพอให้เจตนาทแสดงออกไปตกเป็นโมฆะหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะไม่ปรากฏข้อ
เท็จจริงว่าจ�าเลยได้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายในของโจทก์
จากค�าพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว มี 2 ประเด็น ดังนี้
1. การที่โจทก์ส่งข้อความทาง face book ดังกล่าวนั้น เป็นการปลดหนี้ให้จ�าเลยหรือไม่
2 . โจทก์อ้างว่าที่ส่งข้อความทาง face book ดังกล่าวนั้น เป็นการกระท�าด้วยความเครียดและต้องการ
ประชดประชันจ�าเลย โจทก์จะอ้างเหตุผลดังกล่าวเพื่อให้การปลดหนี้ไม่มีผลทางกฎหมายได้หรือไม่



ตามประเด็นที่หนึ่งนั้นไดอธิบายดังขางตนแลว ดังนั้นจงเหลือประเด็นที่สอง ที่วา “โจทกอางวาที่สงขอความ








ทาง face book ดังกล่าวนั้น เป็นการกระท�าด้วยความเครียดและต้องการประชดประชันจ�าเลย โจทก์จะอ้าง
เหตุผลดังกล่าวเพื่อให้การปลดหนี้ไม่มีผลทางกฎหมายได้หรือไม่”

การปลดหนี้นั้นเป็นนิตกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นนิติกรรมฝ่ายเดยวของเจ้าหนี้ที่มีผลผูกพนตามกฎหมาย





เจาหนี้ที่แสดงเจตนาปลดหนี้ตองกระท�าลงโดยชอบด้วยกฎหมาย การปลดหนี้เปนไปดวยความสมัครใจ มุงผูกนิติ





สัมพันธกับลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา 149 แตหากเจาหนี้แสดงเจตนาออกมาที่ไมตรง



กับสิ่งที่คิดอยูในใจนั้น เปนการที่เจาหนี้ไมมุงผูกนิติสัมพันธกับลูกหนี้ ก็จะมีผลท�าใหนิติกรรมการปลดหนี้มีผลไป







ตามบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 154, 155 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วแต่กรณี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154
“การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็น
มูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดง
นั้น”
ความในมาตรา 154 แยกพิจารณาออกได้ดังนี้ คือ หลักทั่วไป การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะ
มิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ตนได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นตกเป็นโมฆะไม่

หรือที่เรียกวา “การแสดงเจตนาซ่อนเร้น” หมายความถึง การแสดงเจตนาออกมาใหเห็นวามงที่จะผูกนิติสัมพันธ ์









ตามเจตนาที่แสดงออก แตแทจริงแลวภายในจิตใจของผูแสดงมิไดประสงคจะผูกพันตามเจตนาที่ไดแสดงออกแต ่


ประการใด เป็นเรื่องที่ผู้แสดงเจตนารู้ตัวในขณะแสดงเจตนาจะท�านิติกรรมใดๆ ออกมา โดยเจตนาที่แสดงออก


ไมตรงกับเจตนาแทจริงภายในจิตใจ ซึ่งในขณะแสดงเจตนานั้น ภายในจิตใจของผูแสดงเจตนามิไดประสงคจะให ้









เกิดผลตามเจตนาที่ตนแสดงออกแตอยางใด หรืออาจกลาวไดวา เปนการแสดงเจตนาโดยไมมุงผูกนิติสัมพันธ ขาด







องคประกอบของนิติกรรมที่วา นิติกรรมจะตองเกิดจากการแสดงเจตนาโดยมงผูกนิติสัมพันธ กฎหมายจึงควบคม



การแสดงเจตนาซ่อนเร้นข้างต้นตามบทบัญญัติของมาตรา 154 ซึ่งบังคับให้ถือว่า การแสดงเจตนามีผลสมบูรณ์
คือให้ถือเอาเจตนาที่แสดงออกเป็นมีความส�าคัญยิ่งกว่าเจตนาภายใน
73

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
แต่มีข้อยกเว้น คือ การที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนานั้น จาก







บทบัญญัติ มาตรา 154 ไดวางหลักเกณฑใหบุคคลใดแมในใจจะมิไดเจตนาที่จะใหตนตองผูกพันตามที่ตนไดแสดง

เจตนานั้นออกมากตาม เนื่องจากกฎหมายไมอาจรับรองหรือสนับสนุนการแสดงเจตนาซอนเรนที่อยูภายในใจของ














ผูแสดงเจตนาได แมวาจะเปนเจตนาที่แทจริงก็ตาม จึงบัญญัติใหการแสดงเจตนาที่สงออกมานั้นสมบูรณไมเสื่อม

เสียแต่ประการใด ก็เพื่อจะเข้ามาควบคุมการแสดงเจตนาออกมาโดยซ่อนเจตนาอันแท้จริงดังกล่าว เนื่องจากคง



เปนเรื่องยากที่จะใหคูกรณีอีกฝายหนึ่งซึ่งเปนผูรับการแสดงเจตนาสามารถหยั่งทราบเจตนาที่ซอนเรนอยูภายใน











ใจของผูแสดงเจตนา ทั้งนี้การที่กฎหมายเขามาควบคุมก็เพื่อคุมครองคูกรณีอีกฝายหนึ่งผูกระท�าการโดยสุจริต มิ

ให้ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาที่มีความบกพร่องเช่นว่านั้น
อย่างไรก็ตามหากค่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งสามารถหยั่งทราบการแสดงเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจของผู้แสดง

เจตนาได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่กฎหมายจะต้องเข้าควบคุมการแสดงเจตนาโดยซ่อนเร้นเพื่อคุ้มครองคู่กรณีอีก

ฝายหนึ่งอีก กรณีนี้กฎหมายจะตองกลับมารับรองหรือสนับสนุนการแสดงเจตนาอันแทจริงที่ซอนเรนอยูภายในใจ





ของผู้แสดงเจตนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กฎหมายต้องหันมาบังคับตามเจตนาที่แท้จริง โดยถือเอาเจตนาที่แท้
จริงภายในจิตใจของผู้แสดงเจตนามีความส�าคัญยิ่งกว่าเจตนาที่แสดงออกมาให้ปรากฏภายนอก ซึ่งมาตรา154
ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า “เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น” กล่าวคือ
ผลของการแสดงเจตนาซ่อนเร้นตามมาตรานี้ ขึ้นอยู่กับว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรู้หรือไม่ว่าคู่กรณีฝ่ายที่แสดงเจตนา
ออกมาให้ปรากฏนั้น แสดงเจตนาโดยต้องการผูกนิติสัมพันธ์ด้วยหรือไม่ หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับการ








แสดงเจตนาไดรูถึงเจตนาอันแทจริงที่ซอนเรนอยูภายในใจของคูกรณฝายที่แสดงออกมาใหปรากฏในขณะนั้น การ


เจตนาที่แสดงออกมาให้ปรากฏนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตกเป็นโมฆะ กล่าวคือ นิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนา
เช่นว่านั้นตกเป็นโมฆะ เช่น ผู้แสดงเจตนาท�าหนังสือแสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ยอมคืนที่ดิน
มือเปล่าให้แก่บคคลอีกคนหนึ่ง ภายหลังบุคคลที่แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองยอมคืนที่ดินมือเปล่า อ้างว่า


ไม่มีเจตนาสละการครอบครองที่ดิน ที่ท�าหนังสือฉบับนั้นให้กเพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งนันดีใจจะได้หายวิกลจริต



ศาลฎีกาวินิจฉัยวานิติกรรมที่แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองนั้นสมบูรณ เพราะฝายที่ไดรับการสละนั้นไมรูเรื่อง








ดวยวาไมไดตั้งใจคืนใหจริงๆ (หากฝายที่ไดรับการสละรวาที่ทาหนงสือฉบับนั้นใหกเพื่อใหบคคลอีกคนหนึ่งนั้นดีใจ












จะได้หายวิกลจริตนิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ)
ตามค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 การที่โจทก์อ้างว่าที่ส่งข้อความทาง face book ว่า “เงินทั้งหมด

670,000บาท ไม่ต้องส่งคืนให้แล้ว ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สนติดตัว” โดย


โจทกอางวาเปนการกระท�าดวยความเครียดและตองการประชดประชันจ�าเลย นั้น การแสดงเจตนาของโจทก์ดัง




กล่าวเป็นการแสดงเจตนาซ่อนเร้น เมื่อฝ่ายจ�าเลยมิได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนในใจโจทก์ว่ามิได้ปลดหนี้ให้จริง ดังนั้น
การแสดงเจตนาปลดหนี้ของโจทก์จึงหาเป็นโมฆะไม่ หากแต่เป็นการแสงเจตนาปลดหนี้ที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้
ตามกฎหมาย ดังนั้นจ�าเลยจึงไม่ต้องใช้หนี้โจทก์
74

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง

โสภณ รัตนากร. ค�าอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชย์หนี้. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : นิติ
บรรณาการ, 2547





รตชัย รถทอง. กฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยนิติกรรมและสัญญา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ส�านักพิมพ ์


มหาวิทยาลัยรามค�าแหง, 2558.
ค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544




























































75

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ







กฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�าท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้าย
สารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ


(Pollutant Release and Transfer Registers)




บทน�า

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานสารเคมซึ่งตั้งอยู่ในซอยกง
ิ่

แก้ว อ�าเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 5
กรกฎาคม 2564 ที่ผานมานั้น เหตุการณดังกลาวไดกอใหเกดผลกระ










ทบและความเสียหายอยางรุนแรงทั้งตอประชาชนและทรัพยสิน มีผู ้




ที่เสียชีวิต ผูที่ไดรับบาดเจ็บจากเหตุการณดังกลาว รวมถึงประชาชน

ที่อาศัยอยูในบริเวณที่อาจไดรับอันตรายจากเหตุการณนี้ตองอพยพ



ออกจากพื้นที่เปนการชั่วคราว อาคารบานเรือนรวมถึงทรัพยสินของ



ประชาชนได้รับความเสียหาย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมโดยรอบยัง


ไดรับผลกระทบอีกเชนเดียวกัน เนื่องจากโรงงานนี้เปนโรงงานทีผลิต






โฟมจึงมีสารสไตรีนโมโนเมอรซึ่งเปนสารเคมีที่ตองใชในกระบวนการ
โดย : อาจารย์ตวงพร ปิยวิทย์ ผลิตเป็นจ�านวนมาก สารเคมีชนิดนี้เป็นอันตรายต่อระบบอวัยวะ
อาจารย์ประจ�าหลักสูตร และระบบประสาทของมนุษย์ รวมถึงเพลิงไหม้ย่อมก่อให้เกิดฝุ่นใน
นิติศาสตรบัณฑิต อากาศซึ่งมาพรอมกับการปนเปอนสารเคมี ซึ่งยอมสงผลตอสุขภาพ






คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของประชาชนที่อาศัยโดยรอบ
1
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เหตุการณเพลิงไหมโรงงานสารเคมีที่เกิดขึ้นดังกลาวนี้ไดท�าให้





เกิดประเด็นเกี่ยวกบการบังคบใช้กฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะ

เป็นกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมวัตถุอันตราย กฎหมายเกี่ยว
กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการชดใช้เยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจาก


เหตุการณดังกลาว นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่ไดรับความสนใจและถูก

พูดถึงเปนอยางมาก คือ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดทาท�าเนียบการปลด



ปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ (Pollutant
1 BBC News ไทย. “โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: สารเคมีตกค้าง ปัญหาใหม่หลังเหตุไฟไหม้โรงงานสารเคมี จ.สมุทรปราการ”, BBC
News ไทย, 5 กรกฎาคม 2564, https://www.bbc.com/thai/thailand-57723752 (สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564).
76

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


Release and Transfer Registers) หรือที่รูจักกันในชื่อกฎหมาย PRTR ซึ่งถอเปนกฎหมายที่สามารถน�ามาใช้เป็น




เครื่องมือส�าหรับการบรหารจัดการและป้องกนปัญหาด้านมลพิษหรืออุบัตเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับสารเคมีอันตราย
ได้อันจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงและปัญหาทางด้านมลพษ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ

ประชาชนที่อาจเกิดขึ้นได้
ท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ
(Pollutant Release and Transfer Registers)
ท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ (Pollutant Release and
Transfer Registers) หรือ PRTR คือ ฐานข้อมูลหรือรายการเกี่ยวกับสารเคมีหรือสารมลพิษที่ถูกปล่อยออกจาก
แหล่งก�าเนิดสู่สิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นอากาศ แหล่งน�้า พื้นดิน และใต้ดิน รวมถึงถูกขนส่งหรือเคลื่อนย้ายเพื่อน�า





ไปบ�าบัดหรือก�าจัดในสถานที่อื่นๆ ซึ่งฐานขอมูลหรือรายการดังกลาวนี้บุคคลทั่วไปสามารถเขาถึงได โดยขอมูลใน


PRTR นี้จะระบุถึงชื่อหรอชนิดของสารเคมีหรือมลพิษที่ถูกปล่อยออกมา สถานที่ ปริมาณ รวมถึงผ้ปล่อยหรือ
เคลื่อนย้ายสารเคมีนั้น 2
การจัดท�าท�าเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากแหล่งก�าเนิดต่างๆ นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกใน
ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้มีการออกกฎหมาย Emergency Planning and Community Right-to-Know
Act (EPCRA) ขึ้นมาในปี ค.ศ.1986 โดยก�าหนดให้ภาคอุตสาหกรรมจะต้องรายงานการจัดเก็บ การใช้ และการ
ปล่อยสารเคมีให้หน่วยงานของรัฐทราบ และ EPCRA ได้ก�าหนดให้หน่วยงานของรัฐนั้นต้องใช้ข้อมลที่ได้รับ


ื่

รายงานเพอการเตรยมการและป้องกนไม่ให้เกิดความเสี่ยงหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสารเคมีดังกล่าว และ


ท�าใหประชาชนไดรับรูขอมูลเกี่ยวกับการปลอยสารเคมีจากโรงงานหรือสถานประกอบการที่ตั้งอยูในบรเวณชุมชน






นั้น EPCRA ไดก�าหนดใหมีการจัดท�า Toxics Release Inventory (TRI) เพื่อจัดเก็บขอมูลเกี่ยวกับการปลอยสาร



เคมีและสารมลพิษจากโรงงานหรือสถานประกอบการ ซึ่งมีลักษณะและแนวคิดเช่นเดียวกับการจัดท�า PRTR
3
ส�าหรับแนวคิดในระดบสากลที่ต้องการส่งเสริมให้แต่ละประเทศจัดท�าท�าเนียบการปลดปล่อยและเคล่อน



ย้ายสารมลพิษจากแหล่งกาเนิดต่างๆ หรือ PRTR นั้นเกิดจากการประชุมขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่ง
แวดล้อม (United Nations Conference on Environment and Development-UNCED) หรือการประชุม
Earth Summit ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน ค.ศ.1992 ซึ่ง
จากการประชุมนี้ได้มีการลงนามในแผนปฏิบัติการที่ 21 (Agenda 21) ซึ่งเป็นแผนแม่บทระดับโลกเกี่ยวกับการ




ด�าเนินการเพื่อใหเกิดการพัฒนาอยางยั่งยืนในดานสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดลอม รวมถงการก�าหนดยุทธศาสตร ์





ั้


เกี่ยวกับการจัดการสารเคมีและมลพิษซึ่งตองการใหแตละประเทศที่ไดลงนามนนจัดท�าท�าเนียบการปลอยมลพษ



สูสิ่งแวดลอม (Emission Inventories) เพื่อควบคมอันตรายจากสารเคมีและสงเสริมใหประชาชนไดเขาถึงขอมูล





ด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษ 3
2 Organisation for Economic Co-operation and Development. “Introduction to Pollutant Release and Transfer
Registers (PRTRs)”, OECD, https://www.oecd.org/env/ehs/pollutant-release-transfer-register/introductionto-pol-
lutant-release-and-transfer-registers.htm (Accessed 13 July 2021).
2 United States Environmental Protection Agency. “What is EPCRA?”, US EPA, https://www.epa.gov/epcra/
what-epcra (Accessed 13 July 2021).
3 เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง. “การขับเคลื่อนกฎหมาย PRTR เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, https://www.earththailand.
org/th/document/139 (สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564).
77

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การจัดท�า PRTR นี้นอกจากจะเป็นเครื่องมือที่ท�าให้ภาครัฐสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยและการ
เคลื่อนย้ายสารเคมีหรือสารมลพิษ เพื่อน�าข้อมูลไปใช้ในการก�ากับดูแลและก�าหนดนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริม
และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้ว การที่แต่ละประเทศได้มีกฎหมายกาหนดให้มีการจัดท�า PRTR และจัดท�า

ฐานข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ย่อมเป็นการส่งเสริมและรับรองในสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และ

สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิทธิดงกล่าวถือเป็นสิทธิ
ของประชาชนตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศรวมทั้งความตกลงใน
ทางระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ปฏิญญาการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ หรือปฏิญญา
สตอกโฮล์ม (Declaration of the United Nations Conference on the Human Environment หรือ
Stockholm Declaration 1972) ปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (1992 Rio Declaration on


the Environment and Development) และอนุสัญญาวาดวยการเขาถึงขอมูลขาวสาร การมีส่วนร่วมสาธารณะ




ในการตัดสินใจ และการเขาถึงกระบวนการยุติธรรมในคดีสิ่งแวดลอม หรออนุสัญญา Aarhus (Convention on


Access to Information, Public Participation in Decision-Making and Access to Justice in Environ-



mental Matters 1998 หรือ Aarhus Convention) ซึ่งสิทธิดังกลาวนี้ก็ไดรับการรับรองไวตามรัฐธรรมนูญแหง ่
ราชอาณาจักรไทยด้วยเช่นกัน
ประเทศต่างๆ ได้น�าแนวคิดเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR เพื่อน�ามาใช้เป็นเครื่องมือส�าหรับการควบคุม ตรวจ
สอบ และติดตามสถานะของการปลดปล่อยหรือเคลื่อนย้ายสารเคมีหรือสารมลพิษ โดยก�าหนดขึ้นเป็นกฎหมาย







และก�าหนดหนาที่แกผูประกอบการในการรายงานขอมลดังกลาว โดยในปจจุบันมีประเทศตางๆ กว่า 44 ประเทศ

5
ที่มีกฎหมายเพื่อก�าหนดเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR อย่างเป็นรูปธรรม เช่น Act on Conf rmation, etc. of
Release Amounts of Specif c Chemical Substances in the Environment and Promotion of
Improvements to the Management Thereof ซึ่งเปนกฎหมายเกยวกับ PRTR ของประเทศญี่ปุน Regulation


ี่
(EC) No 166/2006 of the European Parliament and of the Council of 18 January 2006 concerning
the establishment of a European Pollutant Release and Transfer Register and amending Council
Directives 91/689/EEC and 96/61/EC ซึ่งเป็นระเบียบสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ของประเทศ
ในสหภาพยุโรป National Environment Protection (National Pollutant Inventory) Measure 1998 ซึ่ง
เป็นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ของประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น
นอกจากนี้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co



operation and Development หรือ OECD) ไดมีแนวคดเกี่ยวกับการวางระบบและรูปแบบของการเก็บขอมูล


PRTR เพื่อให้ฐานข้อมูล PRTR ของแต่ละประเทศนั้นเป็นไปในทศทางเดียวกันและสามารถนาข้อมูลที่แต่ละ
ประเทศจัดเก็บได้นั้นมาใช้ส�าหรับการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในทางระหว่างประเทศได้ 6
ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของการจัดท�า PRTR เจ้าของสถานประกอบการหรือผู้ประกอบการที่ปล่อยสารเคมี


ออกมามีหนาที่จะตองแสดงจ�านวนของสารเคมีที่ถูกปลอยออกมาวามีจ�านวนเท่าใด และรายงานไปยังหนวยงาน



5 United Nations Economic Commission for Europe. “PRTR Global map”, UNECE, https://prtr.unece.org/pr-
tr-global-map (Accessed 13 July 2021).
6 Organisation for Economic Co-operation and Development. “Guidance Document on Elements of a PRTR:
PART I”, OECD, https://www.oecd.org/off cialdocuments/publicdisplaydocumentpdf/?cote=env/jm/mono
(2014) 33&doclanguage=en (Accessed 13 July 2021).
78

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ที่มีอ�านาจหนาที่ภายในระยะเวลาตามสมควร โดยรายงานนั้นอาจเปนการรายงานถึงสารเคมีหรือสารมลพิษที่ถูก


ปล่อยออกมาจากแหล่งก�าเนิดที่มีสถานที่ตั้งแนนอน เชน การปลอยควันเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม การปลอยน�้า







เสียจากกระบวนการผลิต หรืออาจเปนการรายงานถึงการปลอยสารเคมีหรือสารมลพิษจากแหลงก�าเนิดประเภท







แพร่กระจาย ซึ่งถือเปนแหลงก�าเนิดมลพิษที่มีปริมาณการปลอยมลพิษทีต�่าในแตละครั้ง แตเมือรวมปริมาณมลพิษ
ที่เกิดขึ้นก็จะมีจ�านวนมาก เช่น การปล่อยควันจากยานพาหนะ การใช้สารเคมีในการเกษตร เป็นต้น
สาระส�าคัญของ PRTR คือ การก�าหนดหน้าที่ให้แก่บุคคล องค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นมีหน้าที่จะ
ื่

ี่
ต้องรายงานถึงสารเคมีหรือสามลพิษทถูกปลดปล่อยหรือเคลอนย้ายจากแหล่งกาเนิดมลพิษต่างๆ โดยจะต้องมี
กฎหมายหรอระเบียบที่ก�าหนดถึงหลกเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการรายงาน โดยอาจมีการก�าหนดหลักเกณฑ์


ดังต่อไปนี้ 7
1. ลักษณะ ประเภท ของกิจการ เช่น อาจก�าหนดให้เฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเม็ดพลาสติกต้อง
รายงานข้อมูลเท่านั้น การก�าหนดเช่นนี้จะท�าให้โรงงานเกี่ยวกับพลาสติกประเภทอื่นไม่ต้องรายงาน
2. ขนาดของโรงงาน สถานประกอบการ หรือแหล่งก�าเนิดมลพิษ โดยพิจารณาจากก�าลังการผลิต หรือ
จ�านวนคนงาน


3. รายชื่อของสารเคมี หรอสารมลพิษเพื่อใหโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการตองรายงานขอมูล




การปลดปลอยหรือการเคลื่อนยายสารเคมีหรือสารมลพิษนั้นๆ โดยบัญชีรายชื่อสารเคมีหรือสารมลพิษนั้นจะตอง

ถูกก�าหนดขึ้นโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณการผลิต การน�าเข้า การใช้สารเคมี สภาพของปัญหา
มลพิษ การประเมินความเสี่ยง คุณสมบัติของสารเคมีหรือสารมลพิษนั้นๆ เป็นต้น โดยบัญชีรายชื่อของสารเคมี
หรือสารมลพิษจะตองไดรับการทบทวนและสามารถเปลี่ยนแปลงไดเพื่อใหเหมาะสมและเท่าทันกับสถานการณ ์




ที่เกิดขึ้น
4. ปริมาณขั้นต�่าของสารเคมี หรือสารมลพิษที่จะต้องรายงาน โดยอาจพิจารณาตามความเหมาะสม เช่น



การก�าหนดปริมาณสารเคมหรือสารมลพิษขั้นต�่าที่โรงงานอุตสาหกรรมหรอสถานประกอบการสามารถปลอยหรือ






เคลื่อนยายได โดยโรงงานอตสาหกรรมหรือสถานประกอบการจะตองรายงานก็ตอเมื่อการปลอยหรือการเคลื่อน
ย้ายนั้นมีปริมาณเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายก�าหนด หรือส�าหรับสารเคมีหรือสารมลพิษบางประเภทอาจไม่มีการ



ก�าหนดปริมาณขั้นต�่า กลาวคือ เมื่อมีการปลอยหรือเคลอนยายสารเคมีหรือสารมลพิษจะตองดาเนินการรายงาน


ื่
ทุกครั้งตามที่มีการปล่อยหรือเคลื่อนย้ายจริง
การจัดท�า PRTR นั้นท�าให้เกิดการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษที่สามารถน�า
ไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายด้านซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังนี้ 8
ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้เพื่อประเมินแนวโน้ม
ของการปล่อยสารมลพิษและของเสีย การน�ามาใช้เป็นข้อมูลส�าหรับการก�าหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การใช้
ประเมินผลการด�าเนินการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้ร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ
เพื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้
7 ส�านักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ. “เอกสารเผยแพร่ มาท�าความรู้จักกับ PRTR กันเถอะ”, กรม
ควบคุมมลพิษ, https://www.pcd.go.th/wp-content/uploads/2020/05/pcdnew-2020-05-25_03-30-44_991476.pdf
(สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564).
8 Organisation for Economic Co-operation and Development. “Introduction to Pollutant Release and Transfer
Registers (PRTRs)”, OECD, https://www.oecd.org/env/ehs/pollutant-release-transfer-register/introductionto-pol-
lutant-release-and-transfer-registers.htm (Accessed 13 July 2021).
79

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ภาคเอกชนสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบกิจการ การลดการปล่อย

ของเสย ปรับปรงระบบการจัดการสารเคมีหรือสารมลพิษภายในสถานประกอบการ ส่งเสริมให้เกิดการใช้และ

จัดเก็บสารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความปลอดภัยในการด�าเนินกิจการของผู้ประกอบการได้
ภาคประชาชนเมื่อสามารถเข้าถึงฐานข้อมูล PRTR ได้ ก็จะสามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้ประโยชน์ได้ใน

ื้
ึ้

แงของการพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขนจากสารเคมีที่ถูกปลอยออกมาจากสถานประกอบการในพนที่ใกล ้
เคียง สามารถน�าข้อมูล PRTR มาใช้เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการด�าเนินการต่างๆ และสามารถใช้ตรวจสอบถึงการ
ด�าเนินการของสถานประกอบการในการลดการปล่อยมลพิษเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดแก่สิ่งแวดล้อม นอกจาก







ี่
นี้เมื่อภาคประชาชนสามารถเขาถึงขอมูลเกยวกับสารเคมีและสารมลพษไดยอมเปนการสงเสริมใหภาคประชาชน

สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนได้
ประเทศไทยและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR
ส�าหรับประเทศไทย ในปัจจุบันมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 27
(พ.ศ.2563) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ซึ่งก�าหนดให้โรงงานที่มีสารมลพิษหรือสารเคมี

ตามที่กฎหมายก�าหนด ไมวาจะเกิดจากการผลิต การครอบครอง หรือการใช หรือเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ


โรงงาน ต้องจัดท�ารายงานข้อมูล ดังต่อไปนี้
l ปริมาณการผลิต การครอบครอง และการใช้สารมลพิษหรือสารเคมี
l การเคลื่อนย้ายสารมลพิษหรือสารเคมีออกนอกโรงงาน
l ขั้นตอนการด�าเนินงานเพื่อควบคุมการปลดปล่อยสารมลพิษหรือสารเคมี
l คุณลักษณะเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
l การตรวจสอบประสิทธิภาพระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
l การปลดปล่อยสารมลพิษหรือสารเคมี และการตรวจสอบสภาพแวดล้อม

l ข้อมูลอื่นตามที่รัฐมนตรีก�าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา







หลักเกณฑขางตนนี้ก็คือการก�าหนดใหโรงงานตองจัดท�าท�าเนียบการปลดปลอยและเคลื่อนยายสารมลพิษ
หรือ PRTR นั่นเอง อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์นี้มีผลบังคับใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติโรงงาน
พ.ศ.2535 เท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงกิจการหรือแหล่งก�าเนิดมลพิษอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายการเป็นโรงงานตามนิยาม
ของพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535
นอกจากนี้ไดมีความพยายามในการเสนอรางกฎหมาย PRTR คือ รางพระราชบัญญัติการรายงานการปลอย




และการเคลื่อนยายสารมลพิษสูสิ่งแวดลอม พ.ศ. .... ซึ่งเปนรางกฎหมายทีมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ







รายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นมาตรการที่จะช่วยให้ภาครัฐมีฐาน
ข้อมูลสารมลพิษที่ครอบคลุมและเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพและความเข้มแข็งแก่หน่วยงาน
ของรัฐในการประเมินสถานการณ์ปัญหามลพิษได้อย่างถูกต้อง มีข้อมูลที่ดีเพื่อประกอบการวางแผนการป้องกัน
สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และสามารถจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการรับรองสิทธิของ

ิ่

ประชาชนในการเขาถึงขอมูลขาวสารและมีสวนรวมในการคุมครอง สงเสริม และรักษาคุณภาพสงแวดลอม ซึ่งถือ






9




เปนสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมที่กาหนดไวตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยรางกฎหมายนี้จะ


ก�าหนดให้บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงานของรัฐที่ผลิต มีไว้ในครอบครอง เคลื่อนย้าย หรือปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม






9 บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบรางพระราชบัญญัติการรายงานการปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพษสูสิ่งแวดลอม พ.ศ. ….
80

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ซึ่งสารมลพิษที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อสารมลพิษและตามปริมาณที่คณะกรรมการขอมูลการปลอยและการเคลื่อน




ยายสารมลพิษประกาศก�าหนด และประกอบกิจการตามประเภทและขนาดที่คณะกรรมการขอมูลการปลอยและ


การเคลื่อนย้ายสารมลพิษประกาศก�าหนด ต้องจัดท�ารายงานข้อมลชนิดและปริมาณการปล่อยและการเคลื่อน

ย้ายสารมลพิษ มีการก�าหนดโทษปรับทางปกครองและโทษทางอาญาส�าหรับการไม่รายงานข้อมลโดยไม่มีเหตุ
อันควรหรือการรายงานข้อมูลเท็จ ก�าหนดให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ต้องประเมินปริมาณการปล่อยสารพษจากแหล่งก�าเนดสารพิษนั้นๆ และจดส่งข้อมูลให้แก่กรมควบคุมมลพิษ


นอกจากนี้ยังก�าหนดอ�านาจหน้าที่ให้แก่กรมควบคุมพิษในการควบคุมก�ากับดูแลการรายงานข้อมูล จัดท�าฐาน






ขอมลการปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพิษจากแหลงก�าเนิดมลพิษสูสิ่งแวดลอม รวมถึงการเผยแพรฐานขอมูล








10
แก่สาธารณะ กระบวนการตามรางกฎหมายนจะท�าใหภาคประชาชนสามารถเขาถึงขอมูลเกยวกับปรมาณการ






ปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพิษในเขตที่อยูอาศัยของตนได รวมถึงหนวยงานของรัฐก็สามารถน�าขอมูลนั้นมา




ใชในการวางแผนเพื่อบริหารจัดการและปองกนปญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมีหรือสารมลพิษ










ที่มีการปลอยหรือเคลื่อนยายได ซึ่งเปนที่นาเสียดายวารางกฎหมายฉบับนี้ไมไดถูกน�ามาพิจารณาโดยสภาผูแทน








ื่
ราษฎร เนองจากไมไดรับค�ารับรองรางพระราชบัญญัติจากนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการพิจารณารางพระราช
บัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ท�าให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องตกไป
นอกเหนือไปจากความพยายามในการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR แล้ว ประเทศไทยยังได้มี
การด�าเนินโครงการน�าร่อง PRTR ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น
(Japan International Cooperation Agency หรือ JICA) กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาระบบ PRTR ต้นแบบที่มีความเหมาะ
ี่
สมกับประเทศไทย อยางไรก็ตามโครงการนี้ไดด�าเนินการในพื้นทจังหวัดระยองเทานั้น ซึ่งจากเหตุการณอุบัติเหตุ




เกี่ยวกับสารเคมีที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสภาพ
แวดลอมโดยรอบ ท�าใหเห็นวาประเทศไทยควรมีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดท�า PRTR ที่ชัดเจนและเปนรูปธรรม เพื่อ




ก�าหนดหน้าที่แก่ผู้ประกอบการในการแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนต่อหน่วยงานภาครัฐ และก�าหนดหน้าที่แก่





หนวยงานภาครัฐใหจัดท�าฐานขอมูลท�าเนียบการปลดปลอยและเคลื่อนยายสารมลพิษจากแหลงกาเนิดตางๆ เพ่อ













ใหเปนฐานขอมูลที่ประชาชนสามารถเขาถึงไดและเปนฐานขอมูลที่หนวยงานภาครัฐสามารถน�าไปใชเพื่อปองกัน

ปัญหาเกี่ยวกับมลพิษที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ต่อไป

10 บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบรางพระราชบัญญัติการรายงานการปลอยและการเคลื่อนยายสารมลพิษสูสิ่งแวดลอม พ.ศ.




…. ส�านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. “ระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ”, ส�านักงาน
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=124 (สืบค้นเมื่อวันที่ 13
กรกฎาคม 2564).
81

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง
บีบีซี นิวส์ ไทย. (2564). โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: สารเคมีตกค้าง ปัญหาใหม่หลังเหตุไฟไหม้โรงงานสารเคมี
จ.สมุทรปราการ, สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.bbc.com/thai/

thailand-57723752.
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง. การขับเคลื่อนกฎหมาย PRTR เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564,
จาก https://www.earththailand.org/th/document/139.
ส�านักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ. เอกสารเผยแพร่ มาท�าความรู้จักกับ PRTR
ื่
กันเถอะ. สืบค้นเมอวันที่ 13 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.pcd.go.th/wp-content/
uploads/2020/05/pcdnew-2020-05-25_03-30-44_991476.pdf.




ส�านักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร. ระบบรับฟงความคิดเหนตอราง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ.


สืบคนเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.
php?id=124.
Organisation for Economic Co-operation and Development. Guidance Document on Elements
of a PRTR: PART I. [Online]. Available : https://www.oecd.org/off cialdocuments/publicdis|
playdocumentpdf/?cote=env/jm/mono(2014)33&doclanguage=en [13 July 2021].
Organisation for Economic Co-operation and Development. Introduction to Pollutant Release
and Transfer Registers (PRTRs). [Online]. Available : https://www.oecd.org/env/ehs/
pollutant-release-transfer-register/introductionto-pollutant-release-and-transfer-registers.
htm [13 July 2021].

United Nations Economic Commission for Europe. PRTR Global map. [Online]. Available :
https://prtr.unece.org/prtr-global-map [13 July 2021].
United States Environmental Protection Agency. What is EPCRA?. [Online]. Available : https://
www.epa.gov/epcra/what-epcra [13 July 2021].






























82

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






เมืองนครราชสีมา :

เมืองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยุคแรกเริ่ม








ื่
ช่วงทศวรรษนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแนวคิดเรองการเรียกร้อง
ในประชาธิปไตยและการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพจะเป็นสิ่งที่ทุก
คนพูดถึงตลอดเวลา และกลายเป็นกระแสหลักของสังคมไทย แต่
อย่างไรก็ดีกระแสการเรียกร้องดังกล่าวก็เป็นแต่เพียงกระแสนิยม
ที่มักเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ไม่ได้ต่อเนื่องยาวนานหลาย
ทศวรรษ

ในขณะที่กระแสสงคมประการหนึ่งที่มีการกล่าวถึงหรือปลุก

ปั่นอย่างต่อเน่อง แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าหวือหวาครึกโครมจน
กลายเป็นการชุมนุมประท้วงหรือการเรียกร้องใดๆ จากรัฐบาล แต่
อย่างน้อยก็มีการพูดถึงอย่างต่อเนื่องยาวนานนับครึ่งศตวรรษ นั่น
คือ “กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”
โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พิทักษ์ชัย จัตุชัย กฎหมายสิ่งแวดล้อม
รองผู้อ�านวยการส�านักศิลปะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 57 (2)
และวัฒนธรรม บัญญัติว่า “รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บ�ารุงรักษา ฟื้นฟู บริหาร
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


จัดการ และใชหรือจัดใหมีการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ


สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์
อย่างสมดุล และยั่งยน โดยต้องให้ประชาชนและชมชนในท้อง


ถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมด�าเนินการและได้รับประโยชน์จากการ

ด�าเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญติ” ซึ่งสะท้อนให้
เห็นถึงการให้ความส�าคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงหน้าที่
ของรัฐในการที่จะเป็นผู้น�าทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงยังได้สะท้อน
ออกมาในรูปของกฎหมายอีกหลายฉบับที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่าง



83

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
สมดุลและมีความยั่งยืน เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ที่มีการ
แต่งตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นต้น
รวมไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศซี่งเป็นกรอบอนุสัญญาหรือข้อตกลงที่ได้ให้สัตยาบันว่า
ดวยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสงเสริมใหระบบนิเวศเกดความสมดล การควบคุม ยับยั้ง และรณรงค์ให้





ลดการผลิตและการใชสารท�าลายชั้นบรรยากาศโอโซน เป็นต้น ซึ่งก็นับวาเปนความพยายามในการสรางมาตรการ





จัดการไมใหการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดผลกระทบตอความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจที่


ยั่งยืนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
เมืองนครราชสีมา
เมืองนครราชสีมาปรากฏนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอกสารกฎมณเฑียรบาล สมัยสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งระบถึงการยกฐานะเมืองนครราชสมา ให้เป็นเมืองพญามหานคร (1 ใน 8


หัวเมืองส�าคัญ) ชั้นโท นับตั้งแต่ “วันเสาร์เดือนห้าขึ้นหกค�่าชวดนักษัตรศก” (ตรงกับวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม
พ.ศ.2011) ในเอกสารพระอัยการนาทหารหัวเมือง ระบุต�าแหน่งเจ้าเมืองว่า “ออกญาก�าแหงสงครามรามภักดี
พิรียะภาหะ” ขึ้นต่อสมุหนายกผู้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ถือศักดินา 10,000 (เป็นหัวเมืองส�าคัญ ฐานะเดียว
กับเมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น)
ต่อมา ราว พ.ศ.2200 ในรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเล็งเห็นว่าเมืองนครราชสีมานั้น
เป็นหัวเมืองชายแดนที่ส�าคัญของอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยายมราช (สังข์) ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ทรง
ไว้วางพระราชหฤทัยไปปกครองเมืองนครราชสีมา และโปรดเกล้าฯ ให้นายช่างชาวฝรั่งเศสผู้เป็นสถาปนิกและ
วิศวกรมาก่อสร้างก�าแพงและป้อมปืนของเมืองนครราชสีมา



โดยตัวเมืองนครราชสีมา มีก�าแพงเมืองกอดวยอิฐประดับใบเสมาดานบนเรียงตลอดตามแนวก�าแพง มีปอม



ตามก�าแพง 15 ป้อม ปรากฏคายคูประตหอรบ 4 ประตู ได้แก่ ประตูทางทิศเหนือชื่อ ประตูพลแสน ประตูทางทิศ
ใต้ชื่อ ประตูไชยณรงค์ (ประตูผี) ประตูทางทิศตะวันออกชื่อ ประตูพลล้าน และประตูทางทิศตะวันตกชื่อ ประตู
ชุมพล (ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลือสภาพดั้งเดิมเพียงแห่งเดียว)



พระวิภาคภูวดล (เจมส แมคคารธี) เจากรมแผนที่สมัยรัชกาลที่ 5 ไดบันทึกเรื่องก�าแพงเมืองนครราชสีมาหรือ

โคราชไว้ว่า “จากเหนือถึงใตก�าแพงเมืองมีความยาว 5,400 ฟุต จากตะวันออกถึงตะวันตกมีความยาว 3,200 ฟุต

ทางทิศใต้มีป้อมปราการขนาดเล็ก แต่ละป้อมมีอยู่ 15 ช่อง ตลอดก�าแพงมีช่องทั้งหมด 1,400 ช่องขนาดเล็ก
และมี 13 ช่องเอาไว้พาดปืนใหญ่ ทางด้านทิศเหนือมีป้อมปราการ 4 ป้อม มีช่องขนาดเล็ก 1,107 ช่อง และ
ช่องปืนใหญ่ 60 ช่อง ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกมีป้อม 2 ป้อม และมีช่องขนาดเล็ก 861 ช่องตลอด
ก�าแพง ก�าแพงถูกห่อหุ้มด้วยดินที่หนา ฐานมีความสูง 15 ฟุตจากระดับถนน เมืองโคราชมีคูน�้าคันดินล้อมรอบ
ยาวประมาณ 200 ฟุต”


นอกจากนี้ เอเตียน อาโมนิแยร์ นักส�ารวจชาวฝรั่งเศส ยังได้บันทึกเกี่ยวกับเมองนครราชสีมาไว้อีกว่า


“เมืองโคราชเปนเมืองที่มีพรมแดนธรรมชาติเปนภเขากั้น และมีความรุงเรืองในอดีต ดังจะเห็นไดจากปอมปราการ








ลอมรอบ ในเมองนั้นบานเรือนสวนใหญอยูทางตะวนตก โดยมีก�าแพงสี่เหลี่ยมผืนผาลอมรอบ มีความหนาประมาณ





2 เมตร และสูง 3-4 เมตร วัดรวมกันได้ประมาณ 5 กิโลเมตร มีประตูอยู่ตรงกลางของแต่ละด้าน โดยยังคงมี
คูน�้ากว้างประมาณ 10 เมตร”
84

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เมืองนครราชสีมากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม



ในชวงระยะเวลาของการกอสรางก�าแพง ป้อมปืน และคายคูประตูหอรบของเมือง ถือวาตวเมืองนครราชสีมา



นั้นได้รับความสนใจจากกรุงศรีอยุธยาและจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะหัวเมือง
ชายแดนที่ส�าคญทางการค้าของอยุธยาที่จะควบคุมผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกจ การเป็นสถานีควบคุมการ


ค้าระหว่างหวเมืองลาวกับกัมพูชา และการเป็นหัวเมืองฐานก�าลังอ�านาจที่จะเสริมสร้างความเข้มแขงให้กับ


กรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

จากลักษณะของการก่อสร้างบ้านเมืองให้มีขนาดที่ใหญ่โตและมนคงแข็งแรงนั้น สันนิษฐานได้ว่าเมือง

นครราชสีมาน่าจะมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจ�านวนมาก และคงมผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยและติดต่อค้าขายอย่าง

ต่อเนื่อง จึงจะเห็นได้ว่าภายในตัวเมืองก็มีการก่อตั้งสถานที่ราชการ ร้านค้า บ้านเรือน และศาสนสถานหลาย


แห่ง โดยสถานที่ต่างๆ ดังกล่าวยังคงหลงเหลือหลักฐานให้เหนอยู่ในปัจจบันคอ “วัด” ที่ตั้งอยู่ภายในก�าแพง

เมืองนครราชสีมา
โดยวัดที่ถูกสร้างขึ้นมานับตั้งแต่แรกเริ่มของการสร้างเมืองนครราชสีมา มีทั้งสิ้น 6 แห่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2

ลักษณะ คือ 1.วัดทถูกสรางขนโดยเจานายและขาราชการชั้นผูใหญ ได้แก่ วัดพระนารายณ วัดบึง และวัดสระแกว

ี่
ึ้





และ 2.วัดที่ถูกสร้างขึ้นโดยคหบดีและชาวเมืองนครราชสีมา ได้แก่ วัดพายัพ วัดอิสาน และวัดบูรพ์
ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของวัดทั้ง 6 แห่ง จากหลักฐานทางโบราณคดีและภาพถ่ายเก่าทาให้เห็นถึงลักษณะของ






พระอุโบสถทีมีลักษณะยอนทองส�าเภาแบบอยุธยาตอนปลาย (ปจจุบันหลงเหลือเพียงวัดบึงเทานั้น) พระพุทธรูป





และใบเสมาศิลปะอยุธยา ที่นอกจากจะสะทอนใหเห็นถึงอายุของการกอสรางวัดแลว ยังสะทอนใหเห็นถึงการรับ


อิทธิพลทางศิลปกรรมโดยตรงจากราชธานีอยุธยา
นอกจากนี้ สิ่งที่นาสนใจอีกประการหนึ่งคือ วัดทั้ง 6 แห่ง ที่ตั้งอยูภายในก�าแพงเมืองนครราชสีมา “ไมมีการ






กอสรางเมรุเผาศพหรือฌาปณสถานแมแตแหงเดียว” ทั้งนี้ก็ดวยความเชื่อของผูคนในอดีตที่วาหากมีการเผาศพ







ภายในตัวเมืองจะเกิดความไม่เปนสิริมงคลแก่บ้านเมือง ข้าวยากหมากแพง เกิดโรคระบาด และผูคนทั้งหลายจะ
ล้มตาย จึงท�าให้ไม่มีการจัดการศพภายในก�าแพงเมืองแต่ประการใด และยังต้องมีการก่อสร้างวัดอื่นๆ เพิ่มเติม
ภายนอกก�าแพงเมือง เพื่อรองรับการฝังศพและการเผาศพของประชาชนชาวเมืองนครราชสมา โดยแต่ละวัด


จะตั้งอยู่นอกก�าแพงเมองตรงกับประตูของเมืองนครราชสีมาในแต่ละทิศ กล่าวคือ วัดสามัคคี ตั้งอยู่นอกเมือง
ตรงกับประตูพลแสนทางทิศเหนือ วัดศาลาทอง ตั้งอยู่นอกเมืองตรงกับประตูไชยณรงค์ (ประตูผี) ทางทิศใต้ วัด

ทุงสวาง ตั้งอยูนอกเมืองตรงกับประตูพลลานทางทิศตะวันออก และวัดสะแก ตั้งอยูนอกเมืองตรงกับประตูชุมพล




ทางทิศตะวันตก
“การออกแบบ” และ “การออกกฎ” ส�าหรับการก่อสร้างวัดต่างๆ ดังกล่าวที่มีมานับตั้งแต่สมัยกรุง
ศรีอยุธยา และยังสืบทอดต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน คงไม่ได้มีความตั้งใจมองแต่เพียงเฉพาะเรื่องของความไม่เป็น

สิริมงคลแก่บ้านเมืองเท่านั้น หากแต่สถาปนิกผ้ออกแบบหรือแม้แต่ผู้รู้ในอดต คงจะให้ความส�าคัญในเรื่องของ

สิ่งแวดลอมอันจะกอใหเกิดอากาศอันบริสุทธิ์ ปราศจากฝุนหรือมลพิษที่จะเกิดแกผูคนในบานเมือง รวมไปจนถึง







โรคภัยบางประเภทที่อาจจะแพร่กระจายทางอากาศอีกด้วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมืองนครราชสีมาจงเป็นเมืองที่ค�านึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา

รวมถึงก็ไม่เคยปรากฏว่ามีโรคระบาดภายในเมืองนครราชสีมาที่จะก่อให้เกิดการเจ็บป่วยล้มตายอย่างมหาศาล
แต่ประการใด จึงถือได้ว่า “เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยุคแรกเริ่ม” โดยแท้
85

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




บทความวิชาการ






การศึกษาการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบล


กับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย







บทคัดย่อ

การวจัยครั้งนมวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การขอ
ี้


ออกโฉนดที่ดิน และเพื่อเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดนทั้ง

ต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย เป็นการวิจยเชิงเอกสาร

(Documentary Research) ที่ศึกษาทฤษฎีวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับ
การขอออกโฉนดที่ดิน ทั้งการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการ



ขอออกโฉนดทดินเฉพาะรายเพื่อน�ามาเปรยบเทียบกันตามประมวล
ี่
กฎหมายที่ดินและพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทดิน
พ.ศ.2497
ผลการวิจัยพบว่า เนื่องจากประเทศไทยมีเนื้อที่จ�ากัดไม่มีการ

เพิมเติมเนื้อที่มากกว่าที่เป็นอยู่แต่การขยายตัวด้านเศรษฐกิจ และ
โดย : นางสาวพรจรินทร์ อินธิราช จ�านวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นท�าใหความตองการที่ดินเพิ่มขึ้นอยาง



และคณะ มากเป็นเหตุให้เกิดปัญหาการแย่งการครอบครองและท�าประโยชน์
นักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ในที่ดิน ส่งผลให้ประชาชนบุกรุกท�าลายป่ายึดถือครอบครองที่ดินที่
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นป่าไม และที่ดินที่เปนของรัฐ ที่สาธารณะประโยชน ซึ่งเปนสาเหตุ




มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ของปญหาการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินโดยมิชอบดวยกฎหมาย และ


อีกประการหนึ่งคือประชาชนจ�านวนไม่น้อยขาดความรู้ความเข้าใจ
ื่
ดานกฎหมายในเรองการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออก



โฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และไดทราบถึงปญหาการออกโฉนดที่ดิน


ทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย สงผลใหประชาชนเสีย
ี่
สิทธิตามกฎหมายในเรื่องการขอออกโฉนดทดินทั้งต�าบลและการขอ
ออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และทราบถึงหลักเกณฑ์การขอออก



โฉนดที่ดินใหแกผูมีหลักฐานการแจงการครอบครอง (ส.ค.1) การออก


โฉนดที่ดินใหแกผูที่ครอบครองอยูกอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช ้




86

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
บังคับ การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือหลังวันที่ 1
ธันวาคม 2497 และไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีใบจอง (น.ส.2) และการออกโฉนดที่ดิน
ให้แก่ผู้ที่มีหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3) กระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมาย
ที่ดินของกรมที่ดิน การออกโฉนดที่ดินเป็นกรณีที่รัฐให้กรรมสิทธิ์แก่ราษฎร เมื่อบุคคลได้โฉนดที่ดินไปแล้วด้วย

ิ์
อ�านาจแห่งกรรมสิทธบุคคลอื่นจะมาโต้แย้งคัดค้านหรือรอนสิทธิย่อมกระท�ามิได้ ส่วนการออกหนงสอรับรอง

การท�าประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นการรับรองสิทธิในที่ดินให้กับราษฎรผู้ครอบครอง และท�าประโยชน์ในที่ดินโดย



ชอบดวยกฎหมายถือเปนหนังสือแสดงสิทธิครอบครอง ซึ่งสิทธิครอบครองดังกลาวเกิดจากขอเท็จจริงที่ราษฎรได ้





ครอบครองจนกอใหเกดสิทธิครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยโดยประมวลกฎหมายที่ดินรองรับ

สิทธิในที่ดินดังกล่าวซึ่งกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินของกรมที่ดินมี 2 วิธี
คือ การออกโดยวิธีเดินส�ารวจทั้งต�าบลตามมาตรา 58 มาตรา 58 ทวิ และมาตรา 58 ตรี แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดิน และการออกโดยวิธีเฉพาะรายตามมาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยอาศัย
อ�านาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้



ประมวลกฎหมายที่ดน พ.ศ.2497 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของดวย ทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) เป็น

กฎหมายที่ก�าหนดลักษณะที่ดิน ที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ได้ โดยผูมีสิทธิในที่ดิน


จะตองครอบครองและท�าประโยชนในที่ดินอันเปนหลักเกณฑหนึ่งในการพจารณาออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินซึ่งจะ



ต้องพิจารณาตามสภาพที่ดินในท้องถิ่น ตลอดจนสภาพของกิจการที่ท�าประโยชน์อันเป็นข้อเท็จจริงที่พนักงาน
เจาหนาที่จะตองตรวจสอบและใชดุลพินิจตามสภาพของแตละพื้นที่ โดยสามารถน�าหลักการครอบครองตามหลัก









กฎหมายลักษณะทรัพยมาปรับใชประกอบกับหลักกฎหมายที่ดิน เชน พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน

พ.ศ.2497 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดิน และพระราช
บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นต้น
บทน�า
ิ่
สิทธเกี่ยวกับที่ดินในประเทศไทยปรากฏเรมแรกตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ในสมัยของพ่อขุนราม

ค�าแหงซึ่งทรงด�าเนินรัฐประศาสตร์โนบายส่งเสริมเศรษฐกิจเกี่ยวกับการท�าประโยชน์ในที่ดิน เพื่อให้ได้พืชผลมา
จากปัจจัยในการบริโภคและอุปโภคพอควรแก่ระดับการครองชีพในสมัยนั้น ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้จัด
แบ่งองค์การบริหารออกเป็นรูปแบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ประจ�าอยู่ส่วนกลางการจัดเรื่องที่ดินขึ้นอยู่
แก่กรมนาในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พ.ศ.1903 ต�าแหน่งเสนาบดีกรมนา มีชื่อเรียกว่า
ขุนเกษตราธีบดี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 2 งานที่ดินยังคงยึดหลักการตามกฎหมาย
ลักษณะเบ็ดเสร็จ รัชกาลที่ 3 มีการออกหนังสือส�าหรับที่บ้านเพื่อระงับข้อผิดพาทการรุกล�้าเขตกัน รัชกาลที่ 4
มีการประกาศขายฝากและจ�าน�าที่สวน ที่นา และมีการออกตราแดง ในเขตจังหวัดกรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา






อ่างทอง ลพบุรี สุพรรณบุรี) เปนหลกฐานแสดงวามีผูมีชื่อเปนเจาของและใชในการเก็บภาษที่นา สมัยรัชกาลที่ 5





มีการออกหนังสือส�าคัญชนิดตางๆ เชน โฉนดสวน ใบตราจอง มีปญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินสูศาลบอยขึ้น พระบาท








สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหกระทรวงเกษตรพาณิชยการจัดการด�าเนินงาน

เรื่องสิทธิในที่ดินใหรัดกมขึ้น ตอมากระทรวงเกษตรพาณิชยการยกเลิกไปโดยไดสถาปนากระทรวงเกษตราธิการ



ใหม่ ข้าหลวงเกษตรพร้อมด้วยเจ้าพนักงานกรมแผนที่ได้เริ่มออกเดินส�ารวจเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน
ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) โดยโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ถือโฉนดที่ดินเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โฉนดที่ดินฉบับแรกเป็นของ
87

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา





ี่
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจลจอมเกลาเจาอยูหัว เมื่อวันท 1 ตุลาคม ร.ศ.120 (พ.ศ.2444)
ที่ต�าบลบ้านแป้ง อ�าเภอพระราชวัง จังหวัดกรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) เนื้อที่ 89-1-52 ไร่ และมีการออกโฉนด
ตราจองเปนหนังสือส�าคัญส�าหรับที่ดินทไดท�าประโยชน์แล้ว และไดมีการออกพระราชบัญญัติโฉนดที่ดิน ร.ศ.127





(พ.ศ.2451) และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจนถึง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 ซึ่งได้วิวัฒนาการจนเป็นประมวลกฎหมาย
ที่ดิน พ.ศ.2497 ใช้บังคับเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินและหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินต่างๆ สืบมาจนถึงปัจจุบัน






ซึ่งตามพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดน พ.ศ.2497 ไดมีการบัญญัตหลักเกณฑการขอออกโฉนด
ที่ดินตามมาตรา 7 และมาตรา 8 กล่าวคือมาตรา 7 ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองไว้แล้วตามพระราชบัญญัติ
ออกโฉนดที่ดิน(ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 และยังมิได้รับค�ารับรองว่าได้ท�าประโยชน์แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้ได้รับอนุญาตยังมีสิทธิที่จะมาขอค�ารับรองจากนายอ�าเภอได้จนกว่าจะครบก�าหนด 180 วัน
นับจากวันสิ้นสุดเวลาแห่งการจับจองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในกรณีระยะเวลาแห่งการจับจองดังกล่าวใน
วรรคแรกสิ้นสุดลง ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ หากปรากฏว่าการท�าประโยชน์จากที่ดินที่ได้รับ
อนุญาตให้จับจองอยู่ในสภาพที่จะพึงขอค�ารับรองว่า ได้ท�าประโยชน์ดังกล่าวแล้วได้ ให้ยื่นค�าขอต่อนายอ�าเภอ
เพื่อขอค�ารับรองเสียภายในก�าหนด 180 วัน นับแต่วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อพ้นก�าหนดเวลาดัง

ั้
กล่าว ให้ถือว่าที่ดินนนปลอดจากการจับจอง เว้นแต่นายอ�าเภอได้มีค�าสังผ่อนผันให้เป็นการเฉพาะรายมาตรา
8 การพิจารณาว่าที่ดินได้ท�าประโยชน์แล้วหรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ก�าหนดในกฎกระทรวง ที่ดินที่ได้
รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับค�ารับรองจากนายอ�าเภอว่าได้ท�าประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่
ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดกต่อมาได้มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และได้มีการก�าหนด
หลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายนี้ตามมาตรา 58 และมาตรา 59 กล่าวคือมาตรา 58 เมื่อรัฐมนตรีเห็นควรให้มี

การออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชนในจังหวัดใด ในปีใด ใหรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ก�าหนดจงหวัดทจะท�าการสารวจรงวัดท�าแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการท�าประโยชน์ส�าหรับปีนั้น เขตจงหวัดที่

ี่



รัฐมนตรีประกาศก�าหนดไม่รวมท้องที่ทางราชการได้จ�าแนกให้เป็นเขตป่าถาวร เมื่อประกาศแล้วให้ผู้ว่าราชการ





จังหวัดก�าหนดทองที่และวันเริ่มตนโดยการปดประกาศกอนวันเริ่มตนส�ารวจไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อมีประกาศแลว

ให้บุคคลตามมาตรา 58 ทวิ วรรค2 น�าพนักงานเจ้าหน้าที่ท�าการส�ารวจรังวัดที่ดินของตนตามวันเวลาที่พนักงาน

เจาหนาที่ไดนัดหมายในการเดินส�ารวจพิสูจนสอบสวนการท�าประโยชนเพื่อออกหนังสือรับรองการท�าประโยชน์












เจาพนักงานสามารถแตงตั้งออกไปพิสูจนแทนตนไดในการปฏิบัติหนาที่ตามวรรค4 ใหเจาหนาที่เปนเจาพนักงาน


ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ
รับรองการท�าประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ด�าเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์





แลวแตกรณี ไดตามหลักเกณฑและวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้ก�าหนดเพื่อประโยชนแหงมาตรานี้ ผูมีสิทธิครอบ



ครองที่ดินใหหมายความรวมถึงผูซึ่งไดครอบครองและท�าประโยชนในที่ดนตอเนื่องมาจากผซึ่งมีหลักฐานการแจง ้







การครอบครองด้วย
ซึ่งการออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดนนั้นมีกฎเกณฑ ์


และระเบียบข้อบงคับที่แตกต่างกันหลายประเด็นซึ่งในปัจจุบันนี้มการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่ดินจนอาจส่งผล

ท�าให้ข้อแตกต่างระหว่างการออกโฉนดที่ดินทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการศึกษาวิจัยนี้จึงมุ่ง
ศึกษาหลักเกณฑการขอออกโฉนดที่ดิน และศกษาเปรียบเทยบการขอออกโฉนดที่ดนทั้งต�าบลและการออกโฉนด




88

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ที่ดินเฉพาะราย เพื่อประโยชนตอการศึกษาวิชากฎหมายที่ดินและตอการใหขอเสนอแนะในการปรบปรุงกฎหมาย






ที่ดินเพื่อประโยชน์ของผู้จะขอออกโฉนดที่ดินต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การขอออกโฉนดที่ดิน
2. เพื่อเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ท�าให้เกิดความรู้ความเข้าใจของบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดิน
2. ท�าให้สามารถเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายได้
3 . ท�าให้ทราบแนวทางในการศึกษากฎหมายที่ดินและช่องทางในการแก้ไขปัญหาการขอออกโฉนดที่ทั้ง
ต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย


กรอบแนวความคิดในการวิจัย


บทบัญญัตของกฎหมาย การขอออกโฉนดที่ดิน แนวทางในการศึกษากฎหมายที่ดิน

ทเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ ทั้งต�าบล และช่องทางในการแก้ไขปัญหา การ
ี่
การขอออกโฉนดที่ดิน การขอออกโฉนดที่ดิน ขอออกโฉนดที่ดิน
เฉพาะราย
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย


ขอบเขตการวิจัย

1. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้ เปนการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เรื่อง “การขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายและการขอ
ออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบล” และเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยผู้วิจัยได้ด�าเนินการ
วิจยเอกสาร (Documentary Research) การเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารจากเอกสารต่างๆ ได้แก่ ประมวล

กฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ระเบียบ ค�าสั่ง และหนังสือเวียนของกรมทดินที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนโยบายของ


รัฐบาล ผลงานการวิจัยของสถาบันการศึกษา เอกสารทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ บทความต่างๆ
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ื่

ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจย คือ แบบจดบันทึกข้อมูล เพอศึกษาค้นคว้าข้อมูล

เอกสารเพื่อให้สอดคล้อง ครอบคลุม และตรงต่อวัตถุประสงค์ของการศึกษาและตรวจสอบความสมบรณ์ของ
งานวิจัยเพื่อความชัดเจนและถูกต้องในระดับหนึ่ง โดยศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆ
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยด�าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทกและรวบรวมมาน�าเสนอแบบร้อยแก้ว ผู้วิจัยท�าการ

ตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อน�าไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
4. วิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยในครั้งนี้เปนกระบวนการ วิธีการ ปฏิบัติการออกโฉนดที่ดิน โดยใชวิธีการศึกษาเก็บขอมูลแบบงาน


89

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
วิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการสังเกต การใช้การวิเคราะห์
แบบการวเคราะหเนื้อหา โดยน�าขอมูลที่ไดจากการวิเคราะหศึกษาเอกสารมาจัดระเบียบแลววิเคราะหความเชื่อม







โยงข้อมูล

สรุปผลการวิจัย
การออกเอกสารสิทธิ์ในทดินเป็นการสร้างรากฐานระบบทะเบยนที่ดินของประเทศ การออกเอกสารสิทธิ์

ี่
มี 2 วิธี คือ การออกโดยวิธีเดินส�ารวจทั้งต�าบลตามมาตรา 58 มาตรา 58 ทวิ และมาตรา 58 ตรี แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน กับการออกโดยวิธีเฉพาะราย ตามมาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แหงประมวลกฎหมายที่ดินอาศัย

อ�านาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2532) ว่าด้วย


เงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ ในบางกรณี พนักงานเจาหนาที่ตองพิจารณาโดย


ี่


อาศัยกฎหมายอื่นที่เกยวของดวย เชน พระราชบัญญติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ประมวลกฎหมาย




แพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดิน และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง
ปกครอง พ.ศ.2539 เป็นต้น
ผลจากการศึกษาพบว่า เนื่องจากประเทศไทยมีเนื้อที่จ�ากัดไม่มีการเพิ่มเติมเนื้อที่มากกว่าที่เป็นอยู่แต่การ
ขยายตัวด้านเศรษฐกิจ และจ�านวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นท�าให้ความต้องการที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นเหตุให้






เกิดปญหาการแยงการครอบครองและท�าประโยชนในที่ดิน สงผลใหประชาชนบุกรุกท�าลายปายึดถือครอบครอง
ที่ดินที่เป็นป่าไม้ และที่ดินที่เป็นของรัฐ ที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ใน


ที่ดินโดยมิชอบดวยกฎหมาย และอีกประการหนึ่งคือประชาชนจ�านวนไมนอยขาดความรูความเขาใจดานกฎหมาย








ในเรื่องการขอออกโฉนดที่ดนทั้งตาบลและการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และไดทราบถึงปญหาการออก


โฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย สงผลใหประชาชนเสียสิทธิตามกฎหมายในเรื่องการขอ

ออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย และทราบถึงหลักเกณฑการขอออกโฉนดที่ดิน
ให้แก่ผู้มีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ที่ครอบครองอยู่ก่อนวันที่ประมวล





กฎหมายที่ดินใชบังคับ การออกโฉนดที่ดินใหแกผูครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดนใชบังคับ

คือหลังวันที่ 1 ธันวาคม 2497 และไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีใบจอง (น.ส.2) และการ
ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ที่มีหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3)
กระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินของกรมที่ดิน การออกโฉนดที่ดินเป็น
กรณีที่รัฐให้กรรมสิทธิ์แก่ราษฎร เมื่อบุคคลได้โฉนดที่ดินไปแล้วด้วยอ�านาจแห่งกรรมสิทธิ์บุคคลอื่นจะมาโต้แย้ง
คัดค้านหรือรอนสิทธิย่อมกระท�ามิได้ ส่วนการออกหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นการรับรอง

สิทธิในที่ดินให้กบราษฎรผู้ครอบครองและท�าประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายถือเป็นหนงสือแสดงสิทธิ

ครอบครอง ซึ่งสิทธิครอบครองดังกล่าวเกดจากข้อเท็จจริงที่ราษฎรได้ครอบครองจนก่อให้เกดสิทธิครอบครอง


ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยประมวลกฎหมายที่ดินรองรับสิทธิในที่ดินดังกล่าว ซึ่งกระบวนการ
ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินของกรมที่ดินมี 2 วิธี คือ การออกโดยวิธีเดินส�ารวจทั้งต�าบล
ตามมาตรา 58 มาตรา 58 ทวิ และมาตรา 58 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการออกโดยวิธีเฉพาะราย
ตามมาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยอาศัยอ�านาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎ
กระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และ
90

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) เป็นกฎหมายที่ก�าหนดลักษณะที่ดินที่อาจ
ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ได้





โดยผูมีสิทธิในที่ดินจะตองครอบครองและท�าประโยชนในที่ดินอันเปนหลักเกณฑหนึ่งในการพจารณาออก

เอกสารสิทธิ์ในทดินซึ่งจะต้องพิจารณาตามสภาพที่ดินในท้องถิ่น ตลอดจนสภาพของกิจการที่ท�าประโยชน์อัน


เป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบและใช้ดลพินิจตามสภาพของแต่ละพื้นที่ โดยสามารถน�า

หลักการครอบครองตามหลักกฎหมายลักษณะทรัพยมาปรับใชประกอบกับหลักกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวง


ฉบับนี้ยังได้ก�าหนดลักษณะที่ดินที่ต้องห้ามไม่ให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ได้แก่ ที่ดิน ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วม





กันและที่สงวนหวงหามตางๆ เพื่อหวงกนที่ดินไวเปนประโยชนสาธารณะ ควบคุมการน�าทรัพยากรไปใชประโยชน ์











โดยไมคุมคา ตลอดจนไมใหมีการบุกรุกทาลายสภาพที่ดิน อันเปนไปตามหลักกฎหมายลักษณะทรัพยวาดวยการ


คุ้มครองทรัพย์สินของแผ่นดินและสาธารณสมบัตของแผ่นดิน นอกจากนี้กฎกระทรวงฉบบนี้ ก็ไม่ได้ตัดสิทธิใน
ที่ดินของเอกชนเสียทีเดียวกลับยังรับรองสิทธิในที่ดินใหกับเอกชนที่มีสิทธิในที่ดนโดยชอบดวยกฎหมาย แมที่ดิน




จะอยู่ในเขตที่ดินของรัฐ ก็สามารถออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้ได้ เช่น กรณีที่เขา ที่ภูเขา ที่เกาะ หรือที่ดินในเขต


ป่าไม้ เป็นต้น โดยใหมสิทธิเสมอเหมือนกันทุกที่อันเปนไปตามหลักความเสมอภาคดวยเหตุที่ระบบทะเบียนที่ดิน



ของประเทศไทยถือวาผูมีชื่อในทะเบียนที่ดินเปนเพียงไดรับการสันนษฐานวาเปนผูมีสิทธครอบครอง ตามมาตรา








1373 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งได้รับการสันนิษฐานว่าถูกต้องหากปรากฏว่าเป็นการออก
เอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถ เพิกถอนหรือแก้ไข ตามมาตรา 61 แห่ง
ประมวลกฎหมายที่ดินได้
อภิปรายผลการวิจัย
จากการศึกษาหลักเกณฑ์ และการเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลกับการขอออกโฉนดที่ดิน
ี่

เฉพาะรายพบว่าการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายนั้นบุคคลผู้มีสทธิทจะขอออกโฉนดที่ดินได้นั้น เมื่อมี
ประกาศตามมาตรา 58 วรรค 2 แต่ไม่มาน�าเจ้าหน้าที่ส�ารวจรังวัดที่ดินตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 3 จึงไม่ได้โฉนด
ภายหลังหากผู้มีสิทธิต้องการได้โฉนดจึงให้น�า ส.ค.1 มายื่นค�าร้อง ณ ส�านักงานที่ดินให้อออกเป็นการเฉพาะราย





ได้ และอีกประการหนึ่งคือ ไมเคยมีการประกาศทั้งต�าบลตามมาตรา 58 มากอนจึงประสงคจะไดโฉนดและทองที่

นั้นมีระวางแผนที่สามารถออกโฉนดไดโดยยื่นค�ารองขอใหรังวดและออกโฉนดเปนการเฉพาะรายไดตามมาตรา 59





แหงประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 สวนการขอออกโฉนดทีแบบต�าบลนั้นตองปรากฏวามีประกาศของรัฐมนตรี





กระทรวงมหาไทยตามมาตรา 58 วรรค1 มีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 58 วรรค 2 เมื่อผู้ครอบ
ครองที่ดินมาปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี โดยแจ้งภายใน 30 วัน และมาน�าพนักงานเจ้าหน้าที่มาส�ารวจรังวัดที่ดิน
ของตนเอง มาตรา 58 วรรค3 และมาน�าพนักงานเจ้าหน้าที่ส�ารวจรังวัด ตามมาตรา 27 ตรี วรรค 1 พนักงาน
เจ้าหน้าที่จะออกโฉนดหรือหนังสือรับรองให้ตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 2 (2) แก่ผู้ที่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี
โดยจ�ากัดจ�านวนที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ ตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 4 และไม่ห้ามโอนตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 5 ซึ่ง
ผู้ที่ครอบครองหรือท�าประโยชน์โดยพละการก่อนรวมถึงผู้ที่ครอบครองต่อเนื่องด้วยตามมาตร 27 ตรี วรรค 2
การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินที่มีการรังวัดปักหลักเขต ตามมาตรา 58 และ 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดินการออกโฉนดที่ดินวิธีนี้ เป็นการออกโฉนดที่ดินที่กรมที่ดินส่งเจ้าหน้าที่จากกองหนังสือส�าคัญ กรมที่ดิน ไป
ท�าการเดินส�ารวจเป็นหมู่บ้านหรือต�าบล โดยประชาชนไม่ต้องมา ยื่นค�าขอ โดยเจ้าของที่ดินหรือตัวแทนจะต้อง
น�าพนักงานเจ้าหน้าที่ท�าการรังวัดและปักหลักเขตเจ้าหน้าที่จะท�าการสอบสวนสิทธิในที่ดิน พร้อมทั้งให้ลงชื่อใน
91

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




เอกสารการสอบสวน และลงชื่อรับรองเขตทีดินขางเคียง (กรณีที่ดินขางเคยงออกโฉนดที่ดินในคราวเดียวกัน) การ
เดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินที่มีการรังวัดปักหลักเขต มี 2 ประเภทคือ

1 . 1 การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินโดยการสรางระวางแผนที่ หรือเรียกวา “การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดิน

ภาคพื้นดิน” จะด�าเนินการในพื้นที่หมู่บ้าน หรือพื้นที่ที่มีสิ่งปกคลุม เช่น ที่สวน ที่ไร่ ซึ่งไม่เห็นรายละเอียดใน
ระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ




1 . 2 การเดินส�ารวจออกโฉนดที่ดินโดยใชระวางแผนที่รูปถายทางอากาศ เปนการออกโฉนดที่ดินที่คลายกับ
ข้อ 1.1 แต่ไม่ได้สร้างระวางแผนที่ โดยเจ้าหน้าที่จะน�าระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศไปท�าการหมายหลักเขต


และต�าแหนงที่ดินไวในระวางแผนที่ซึ่งจะด�าเนินการในพื้นที่โลง เชนที่นา ดังค�าพิพากษาศาลฎีกาที่ 2127/2542


โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก พ. ซึ่ง พ. ยังไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้





ใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 โจทกเขาครอบครองท�าประโยชนในที่ดินพิพาทตอเนื่องตลอดมา เมื่อมีการ
ประกาศก�าหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการเดินส�ารวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน โจทก์ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน
พิพาทต่อเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 27 ตรี เนื่องจากโจทก์เดินทางไปประกอบอาชีพที่อื่น แต่





โจทกไดไปพบพนักงานเจาหนาที่เพื่อน�าส�ารวจรังวัดออกโฉนดที่ดินเมื่อมีการเดินส�ารวจแลวแตเจาหนาที่ใหรออยู ่




ก่อน ครั้นเมื่อไปพบตามก�าหนดก็ได้รับแจ้งว่าหมดโครงการเดินส�ารวจแล้ว แสดงว่าเหตุขัดข้องซึ่งท�าให้ไม่มีการ


ส�ารวจรังวัดที่ดินพิพาทตามวันเวลาที่พนักงานเจาหนาที่ปดประกาศมิใชเปนความผิดของโจทก ทั้งโจทกไดน�าเจา











พนักงานทดินไปทาการรงวัดที่ดนเพื่อออกโฉนดแลว ถือไดวาโจทกยังประสงคจะไดสิทธิในทีดินพิพาทและเปนผู ้











ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งยังไมพนระยะเวลาตามที่กฎหมายก�าหนด ดังนั้น การขอ







ออกโฉนดที่ดินของโจทกจึงเปนกรณีผูตกคางการแจงการครอบครองสามารถขอออกโฉนดเปนการเฉพาะรายได ้
ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 59 ทวิ วรรค1 พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ไม่

ี่


ไดยกเลิกสิทธิในทดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่อย่างใด เมื่อปรากฏวาโจทกด�าเนินการขอออกโฉนดที่ดินตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายก�าหนดโดยจ�าเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าที่ดินพิพาทอยู่
ในหลักเกณฑที่จะออกโฉนดที่ดินได เห็นควรออกโฉนดที่ดินใหแกโจทกได โดยพนักงานเจาหนาที่ไดท�าการรังวัด











ตรวจสอบรายละเอียดและด�าเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติแลว จึงไมมีเหตุที่จ�าเลยทั้ง






สองจะปฏิเสธไมยอมออกโฉนดในที่ดินพิพาทเพียงเพื่อใหโจทกไปด�าเนินการขอเอกสารสิทธิ์ในทดินพิพาทตามพ
ระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพอเกษตรกรรม พ.ศ.2518 อีกเพราะโจทกมีสิทธดาเนินการตามประมวลกฎหมาย


ื่

ที่ดินได้อยู่แล้ว
ปัญหาการขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายนั้นมีประเด็นที่ค้นพบใน
กรณีการออกให้แก่ผู้ครอบครองโดยพลการภายหลงประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือหลังวันที่ 1 ธันวาคม

พ.ศ.2497 และไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ ในประเด็นต่อไปนี้
1. การขอออกโฉนดทั้งต�าบล
1.1 ปัญหาผู้ที่ครอบครองและท�าประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากผู้ครอบครองโดยพลการได้หรือไม่ โดย
กรณีของการขอออกโฉนดทั้งต�าบล ผู้ครอบครองได้ท�าประโยชน์ในที่ดินโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมาย
ที่ดินใช้บังคับตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 2 (3) และกฎหมายไม่ได้บัญญัติถึงการครอบครองและท�าประโยชน์ใน
ที่ดินต่อเนื่องจากผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และการที่ผู้ครอบครองโดย







พลการตอเนื่องไดรับมอบการครอบครองที่ดินมาจากผูครอบครองอยูกอนจึงเปนผูที่ครอบครองและท�าประโยชน์
ในที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ จึงไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลได้ตามมาตรา 58 และมาตรา 58 ทวิ
92

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497

1 . 2 ปัญหาผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดนใช้บังคับจะขอออกโฉนดเป็นการ
เฉพาะรายได้หรือไม่ ซึ่งผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคบจะขอออกโฉนดที่ดน


เป็นการเฉพาะรายไม่ได้เลย เพราะเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามมาตรา 59 และมาตรา 69 ทวิ แต่สามารถที่จะออก
โฉนดแบบทั้งต�าบลแต่ต้องรอประกาศตามมาตรา 58 ในท้องที่นั้นเสียก่อน ซึ่งจะเป็นทางแก้อีกทางหนึ่งให้แก่ผู้

ที่ครอบครองโดยพนักงานภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ
1 . 3 ปัญหาว่าหากมีการซื้อขายที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�าประโยชน์ที่ต้องห้ามโอน




ภายใน 10 ปีตามมาตรา 58 ทวิ วรรค 5 ไดหรือไม โดยหลักแลวสัญญาซื้อขายที่ดินนั้นจะตกเปนโมฆะตามมาตรา




150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผูรับโอนยอมไมมีสิทธิตามหลักผูรับโอนไมมีสิทธดีกวาผูโอน แม้จะได้




มาไดรับมาภายหลังที่ดินพนก�าหนดเวลาหามโอนแลวก็ตาม โดยท�าเปนสัญญาจะซื้อจะขายกันและไดมีขอตกลง







ให้มีผลหรือมีการจดทะเบียนภายหลังที่พ้นก�าหนดเวลาห้ามโอน
2. การขอออกโฉนดเฉพาะราย
ี่
2 . 1 ปัญหาผู้ที่ครอบครองและท�าประโยชน์ในทดินต่อเนื่องจากผู้ครอบครองโดยพลการได้หรือไม่ ซึ่ง
กรณีการขอออกโฉนดเฉพาะรายผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายต้องมีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน
อย่างหนึ่งอย่างใด เมื่อปรากฎว่าการครอบครองโดยพลการนั้นเป็นการครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ดังนั้นผู้
ครองครองโดยพลการต่อเนื่องจากผู้ครอบครองอยู่ก่อนจึงไม่สามารถขอออกโฉนดทีดินเฉพาะรายตามประมวล

กฎหมายที่ดินได้
ข้อเสนอแนะ

จากเหตุปัจจัยที่ท�าให้เกดปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดน โดยกฎหมายได้มีการก�าหนดหลักเกณฑ์

ขอบเขต วิธีการ ตลอดจนคุณสมบัติของผู้ขอออกโฉนดที่ดินทั้งต�าบลและโฉนดที่ดินเฉพาะราย กล่าวคือออก
กฎหมายจ�ากัดสิทธิโดยแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินให้มีการก�าหนดสิทธิในที่ดินของคนไทย โดยก�าหนดจ�านวน

การถือครองที่ดินแตละประเภทตามการใชประโยชนใหเหมาะสมกับ








สภาวการณปจจุบัน ซึ่งใหผูที่มหลักฐานแบบแจงการครอบครองที่ดิน


ที่อยู่ในการคุ้มครอง และที่กรมที่ดินยังมิได้ดาเนินการออกเอกสาร
ี่
สิทธิ์ในที่ดิน มายื่นค�าขอออกโฉนดที่ดินต่อส�านักงานทดินในพื้นที่
รับผิดชอบภายในระยะเวลา 180 วัน เพื่อด�าเนินการตรวจสอบและ
พิสูจนสิทธิการครอบครอง และท�าประโยชนที่ดิน หากไมน�าหลักฐาน



แบบแจ้งการครอบครองที่ดน ที่อยู่ในการครอบครองมายื่นค�าขอ

ภายในระยะเวลาที่ก�าหนด ให้ถือว่าไม่ประสงค์จะขอออกเอกสาร
สิทธิในทดิน และควรใหมีการน�าหลักการมีสวนรวมของประชาชนมา






ปรับใช้ในการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เพื่อให้การขอออกโฉนดที่ดิน

ทั้งต�าบลและการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายมีความโปรงใส ในกรณี
ที่มีการขอออกโฉนดที่ดิน ในที่ดินที่มีอาณาเขตติดต่อหรือคาบเกียว

หรือในที่ดินของรัฐควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
93

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เอกสารอ้างอิง



กฤษดาภรณ์ แกวสวนจิก. (2564). ปญหากระบวนการพิจารณาออกโฉนดที่ดินแทน ส.ค.1 [ออนไลน์]. แหลงทมา :
ี่
http://www.lawgrad.ru.ac.th/AbstractsFile/[4 มกราคม 2564].
กรมที่ดิน. (2563). มารู้จักเอกสารสิทธิเกี่ยวกับ ที่ดิน กันดีกว่า. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https://www.dol.
go.th/Pages/มารู้จักเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน. [23 ธันวาคม 2563].
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา. (2563). ค�าพิพากษาศาลฎีกา 2127/2542. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https://
deka.in.th/view-98805.html [15 ธันวาคม 2563].



จิรารัตน สว่าง. (2564). ปญหาการออกหนังสอแสดงสิทธิในที่ดินเฉพาะราย ตามาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https://www.f le:///C:/Users/Microsoft/
Downloads/.pdf [4 มกราคม 2564].
ตุลญา โรจน์ทังค�า แก้วศุภาสวัสดิ์. (2556). คู่มือศึกษาวิชากฎหมายที่ดิน. กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
ภาสกร ชุณหอุไร. (2532). ค�าอธิบายกฎหมายที่ดิน ฉบับพิมพ์ ปี พ.ศ.2532 ตามประมวลกฎหมายทดิน
ี่
พ.ศ.2497 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง. กรุงเทพฯ : ส�านักพิมพ์นิติบรรณการ.
__________. (2536). ค�าอธิบายกฎหมายที่ดิน. กรุงเทพฯ: นิติบรรณการ.



__________. (2546). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชากฎหมายวาดวยทรัพยสิน หนวยที่12-13. กรุงเทพฯ :

ส�านักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
อเนก นาวิกมูล. (2554). รัชกาลที่ 5 กับการเกษตร 1. กรุงเทพฯ : สายธาร.









































94



วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา




เรื่องเล่า. จากพี่สู่น้อง






การเตรียมตัวสอบ :


สอบใบอนุญาตทนายความ







ประวัติส่วนตัว

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ ผม นายกฤษณะ พิสุทธิรักษ์วงศ์

ชื่อเล่น (เต๋า) จบการศกษาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ 14


มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปจจุบันประกอบอาชีพ เจาหนาที่

บริหารสินทรัพย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จ�ากัด
(มหาชน) และ ทนายความ
โดยบทความน ผมมีเรื่องเลาและมีเทคนิคในการเรียนและสอบ
ี้


จากรุ่นพี่ส่รุ่นน้อง ซึ่งผมใช้ประสบการณ์ในการเรียนและท�างานมา
เล่าสู่กันฟัง เพื่ออาจจะเป็นแนวทาง แรงบันดาลใจ ให้น้องๆ เดิน

โดย : นายกฤษณะ พิสุทธิรักษ์วงศ์ ตามฝันและประสบความสาเร็จในการศึกษาต่อไป
ก่อนอื่นผมขออนุญาตเล่าถึงว่าท�าไมถึงมาเรียนนิติศาสตร์

ที่ผมอยากเรียนนิติศาสตร์นั้นผมมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก โดยเห็นผู้ใหญ่หลายท่านแถว
บ้านที่ไม่มีความร้ด้านกฎหมาย ถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคม ก็เลยเกิดความคิดว่าอยากมีความรู้ในเรื่องของ









กฎหมาย เพื่อวนหนึ่งอาจจะไดใชชวยเหลือหรือเพือไวปองกนตนเองจากความไมยติธรรมได และอยากใช้กฎหมาย



ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกอย่าง เส้นทางอาชีพ ใครว่าเรียนนิติแล้วจะต้องท�างานเฉพาะด้านกฎหมาย นอกจาก

จะสามารถทางานเป็นทนายแล้ว น้องๆ ยังสามารถทางานในสายสื่อสาร, วิชาการ, การค้าและอุตสาหกรรม,

สังคมสงเคราะห์, การเมืองและอื่นๆ อีกมากมาย หรือน้องๆ ที่จะไปสายกฎหมายโดยตรงก็ยังสามารถเลือกได้
ว่าจะท�างานกับเอกชนหรือกับราชการได้อีกด้วย เพราะเหตุผลนี้เลยท�าให้ผมอยากจะเข้าศึกษาในสาขาวิชานี้
อยากเรียนอะไรให้มีประสิทธิภาพเราต้องเข้าใจไม่ใช่จดจ�า
ตอนเข้ามาเรียนแรกๆ สิ่งที่เป็นอุปสรรคของผมเป็นเรื่องการปรับตัวครับ เพราะการเรียนตั้งแต่ ม.ต้น
จนถึง ม.ปลาย ผมรู้สึกว่าที่เรียนมาแทบจะน�ามาใช้ในการเรียนนิติศาสตร์ไม่ได้เลย เหมือนเริ่มต้นใหม่หมด จาก


เป็นคนทไม่ชอบอ่านหนังสือแม้กระทั้งช่วงสอบก็ไม่เคยอ่าน ต้องมาปรับตัวเป็นพฤติกรรมใหม่หมด ยิ่งได้ยิน
96

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ท่านอาจารย์สถิต จ�าเริญ พูดในห้องเรียนว่า เลือกที่จะเรียนกฎหมายพวกคุณต้องอ่านหนังสือไปตลอดชีวิต แค่




นั้นแหละครับ น�้าตาจะไหล ผมเลยมองวาสิ่งที่ส�าคัญในการเรียนคือความพรอมครับ อยากบอกน้องๆ วาไมมีใคร
โง่หรือฉลาดหรอกครับ อย่าเอาค�าพวกนั้นมาตีกรอบตัวเองไว้ หากเราเรียนไม่รู้เรื่องให้ลองอ่านซ�้าแล้วจดสิ่งที่ไม่
เข้าใจไว้ครับ แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นไปถามอาจารย์ หรือถ้าไม่กล้าน้องๆ ยังมีรุ่นพี่เก่งๆ น่ารักๆ อีกมากมายที่พร้อม
จะแนะน�าน้องๆ ครับ หากอ่านเพื่อจ�าเราจะไม่สามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนที่ดีคือความเข้าใจ
และสามารถน�าไปใช้ได้ครับ


ส่วนวิธีการเรียนและการสอบส�าหรับผม
ื่






การเขาเรียน : การเขาเรียนนับวาส�าคัญมาก เพราะวัยเรียนมหาวทยาลัยแบบนี้วาตนเชานั้นยากแลว ตื่นไป

เรียนนั้นยากกว่า แต่ต้องไปนะครับ เพราะจะท�าให้น้องๆ สามารถเข้าใจหลักกฎหมายตลอดจนค�าพิพากษาฎีกา
ต่างๆ ได้โดยง่าย เนื่องจากท่านอาจารย์จะเป็นคนชี้ประเด็นให้จากการตั้งค�าถาม และยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะใกล้
ชิดกับอาจารย์ผู้ที่มาให้ความรู้ น้องๆ สามารถสอบถามอาจารย์ได้ในทุกประเด็นที่สงสัย ท�าให้เกิดความรู้ความ
เข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น และยังสามารถท�าให้น้องๆ และเพื่อนๆ ได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อีกทั้ง




ชวยกันวิเคราะห และพัฒนาความคิดความสามารถไดมากขึ้น และที่ส�าคัญที่สุดคือการอธิบายของอาจารยท�าให้
เราเห็นภาพและจะจดจ�าสิ่งเหล่านั้นได้ไปอีกนาน
การอ่านหนังสือ : ทุกคนมีนาฬิกาประจ�าตัว ดังนั้นการจะอ่านหนังสือให้เข้าใจและรู้เรื่องจึงจ�าต้องจัดสรร

ี่



ื่

เวลาในการอานหนังสือในชวงที่มีพลังทสุดของวัน บางคนจะตนเชาและอานหนังสือตอนกลางวัน แตบางคนก็รูสึก

มีสมาธิมากตอนกลางคืน อันนี้ก็ต้องเลือกเอาตามใจชอบ แต่ไม่ว่าจะอ่านเวลาไหนก็ตาม ช่วง 23.00-02.00 น.





จะเปนเวลาตองหามในการอานหนังสือ เพราะชวงนี้รางกายตองการพักผอนอยางมากอยาหักโหมเกินไปนะครบ



















ถาจับกลุมกันอานหนังสือไดจะยิ่งดีมาก ไมเขาใจจะไดปรึกษากันไดแตควรแบงโซนนั่งอานกันนะครับ ไมงั้นไมได ้
อ่านแน่ๆ จะนั่งคุยกันซะมากกว่า 5555 (การอ่านคือการท�าความเข้าใจ ในเนื้อหา สามารถตีความได้ จดบันทึก
พร้อม ไม่ใช่เป็นการอ่านผ่านๆ ไปเฉยๆ)
การเตรียมตัวสอบ : สอบระดับมหาวิทยาลัย
ผมจะอ่านหนังสือที่ท่านอาจารย์ผู้สอนแนะน�า เอกสารประกอบการสอน และสมุดจดจากการเข้าเรียน
ให้จบอย่างน้อยอย่างละ 2 รอบ และท�าข้อสอบเก่าจากปีปัจจุบันลงไปประมาณ 3 ปี นัดเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ให้
จัดกลุ่มติวหนังสือ ก่อนถึงวันสอบอย่างน้อย 1 เดือน (การที่จะติวหนังสือนั้นทุกคนต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมคือ
อย่างน้อยต้องอ่านและท�าความเข้าใจในวิชานั้นๆ 1 รอบก่อนติว) และท่องตัวบทควบคู่กันไป พอถึงวันสอบช่วง
เช้าก็จะท่องตัวบทวิชาที่จะสอบ และนั้งท�าสมาธิก่อนเข้าห้องสอบ 20 นาที
การเตรียมตัวสอบ : สอบใบอนุญาตทนายความ (ส�าหรับผู้สนใจสายอาชีพทนายความ)





ในการเขาสูสายงานวิชาชีพทนายความนั้น ในปจจุบนนอกจากจะตองเรียนจบใหสาขานิติศาสตรแลว ยังจะ



ต้องสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ซึ่งเป็นใบเบิกทางอีกอย่างหนึ่งที่ส�าคัญในการท�างานมากๆ ด้วยถ้าน้องๆ
สามารถสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความได้รับรองเรื่องการหางานนั้นไม่ยากเลย
ซึ่งในการสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความนั้นจะมีการสอบหลักๆ อยู่ 2 ประเภท
แบบแรก คือประเภทที่นิยมเรียกกันติดปากว่า ตั๋วรุ่น คือประเภทที่จะต้องมีการสอบภาคทฤษฎี ภายหลัง
97

วารสาร ลูกรพี 2564
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา



ที่ผู้สอบสอบภาคทฤษฎผ่านจะต้องขนทะเบียนฝึกงานกับทนายความตามหลักเกณฑ์ โดยใช้ระยะเวลาในการ
ฝึกงานประมาณ 6 เดือน แล้วจึงสามารถสอบในภาคปฏิบัติต่อไปได้ และหากผู้สอบได้ท�าการสอบภาคปฏบัติ

เสร็จแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนการสอบปากเปล่า หลังจากนั้นก็จะเป็นการรับใบประกาศนียบัตร
ประเภทที่ 2 คือประเภทส�าหรับผู้ฝึกงานในส�านักงานไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือที่เรียกติดปากกันว่า ตั๋วปี ใน
การสอบประเภทนี้ ผู้ที่เตรียมสอบจะต้อง ท�าการฝึกงาน กับทนายความตามหลักเกณฑ์ในระยะเวลาไม่น้อย

กว่า 1 ปี เมื่อท�าการฝึกงานครบตามระยะเวลาดังกล่าวแล้วเมื่อทางส�านักฝึกอบรม ท�าการเปิดสอบ ผู้สอบก็จะ


ตองมาลงทะเบียนสอบ และเมื่อผานการสอบแลวผูสอบเพราะจะตองท�าการสอบปากเปลาเชนเดียวกับประเภท





ี่

ตั๋วรุ่น แต่ในการสอบประเภทท 2 นี้จะเป็นที่นิยมน้อยกว่าประเภทแรกเนื่องจากข้อสอบจะมความยากและ
ซับซ้อนมากกว่า

อย่างไรกดีผมมองว่าน้องๆ ควรที่จะมีประสบการณ์หรือฝึกงานกับพี่ๆ

ื้
ทนายความก่อนจึงจะมีพนฐานในการท�าข้อสอบทีง่ายขึ้น (ขนาดผมท�างาน

และมประสบการณ์ก็ยังมีความผิดพลาดครับ) แต่ไม่ต้องเสียใจไปครับถึงแม้
จะไมมีโอกาสทางานเพื่อหาประสบการณกับพี่ทนายโดยตรง ผมก็ยังมีเทคนิค



เล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์ มาฝากน้องๆ อาจจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยก็
มากครับ



การอานหนังสือ แนะน�าใหอานหนังสือที่เกี่ยวกบการเขียนเอกสารทาง



กฎหมาย ที่จัดพิมพโดยส�านักฝกอบรมฯ เพราะจะท�าใหแนวทางการเขียน รวม


ถึงภาษาในการเขียนสอดคลองกบธงค�าตอบของส�านักฝกอบรม เชน คูมือของ




ส�านักฝึกอบรมฯ ข้อสอบเก่าทั้งภาคทฤษฎและภาคปฏิบัติ ซึ่งในการท�างาน


จริงในภาคปฏิบติ สานวนรวมถึงวิธีการเขียนของทนายความแตละทานแตละ




ส�านักงานนั้นอาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นปกติ แต่ในการสอบนั้นควรจะมีภาษาโครงสร้างรวมถึงรายละเอียด


สอดคลองกับแนวทางที่ส�านักฝกอบรมไดออกขอสอบเพื่อวัดผล สวนหนังสือตัวอยางการเขียนเอกสารทางกฎหมา




ยอื่นๆ นั้นสามารถ อ่านเสริมได้ แต่อยากให้ยึดของส�านักฝึกอบรมเป็นหลักจะดีกว่า







และในการอานนั้น ไมควรอานและทองจ�าเพียงอยางเดียว ใหลองฝกเขียนดวย แมการเขียนครั้งแรกๆ อาจ


จะยากสักหน่อยอาจใช้วิธีคัดลอกธงค�าตอบแทน อย่างน้อยจะท�าให้ผู้เตรียมสอบ ซึมซับในภาษาที่ใช้ในเอกสาร
ทางกฎหมายได้มากขึ้น โดยในตอนแรกที่ผู้เขียนยังไม่เข้าใจโครงสร้างของเอกสารทางกฎหมายก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน


ก า ร ฝ ก ึ เ ข ี ย น บ อ ่ ย ๆ ก็เสมือนการฝกวิ่ง ในการฝกเขียนครั้งแรกอาจจะใชเวลาชาหนอย แตถาฝกเขียนบอยๆก็







จะใช้เวลากระชับข้น สวนเรื่องลักษณะขอสอบและเทคนิคอยางอื่น ถ้าน้องๆ สนใจ หรืออยากจะสอบถามผมเพิ่ม




เติมก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมกับผมได้ที่ facebook : A’teelek Phisutthirakwong (เนื่องจากเนื้อหา
และขั้นตอนวิธีการ แนวข้อสอบมีเยอะมาก ผมคงเขียนรายละเอียดได้ไม่หมด)
สุดท้ายแล้ว บทความนี้จะมีประโยชน์ไม่มากกน้อย และเป็นเพียงแนวทางการเรียนกฎหมายของผู้เขียน

อาจมีข้อบกพร่อง หรือไม่ถูกต้องประการใด ผู้อ่านสามารถน�าไปแก้ไข ปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งผู้เขียน
หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นแนวทางให้ผู้อ่านสามารถน�าไปใช้กับการเรียนกฎหมายได้
ปล.ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และเราทุกๆ คนสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความ
พยายามและความตั้งใจ
98


Click to View FlipBook Version