The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Meimei Kawin Techin, 2023-04-27 12:08:56

นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

นางสาวกมลมาศ ฝ้ายป่าน เลขที่ 21

Educational Innovation and Information Technology จัดจัทำ โดย : นางสาวกมลมาศ ฝ้าฝ้ยป่าป่น นวัตวักรรมและเทคโนโลยีสยีารสนเทศทางการศึกษา 810105 CAS: College of Asian Scholars วิทวิยาลัยบัณบัฑิตเอเซียซี รหัสนักนัศึกษา 656550135-7 เลขที่ 21 ห้อง 4


ก ค ำน ำ บทน ำนวัตกรรมเทคโนโลยีสำรสนเทศทำงกำรศึกษำ จัดท ำขึ้นเพื่อประกอบรำยวิชำ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสำรสนเทศทำงกำรศึกษำ 810105 และใช้ประกอบกำรเรียนรู้และกำร ฝึกประสบกำรณ์วิชำชีพครูในสถำนศึกษำตำมหลักสูตรประกำศนียบัตรบัณฑิตวิชำชีพครู บัณฑิต วิทยำลัย วิทยำลัยบัณฑิตเอเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในรำยวิชำนวัตกรรมและเทคโนโลยี สำรสนเทศทำงกำรศึกษำ และคณะผู้จัดท ำหวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำ บทน ำนวัตกรรมเทคโนโลยีสำรสนเทศ ทำงกำรศึกษำเล่มนี้จะก่อประโยชน์ต่อผู้ที่ได้ศึกษำเอกสำรฉบับนี้ กมลมำศ ฝ้ำยป่ำน


ข สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค ำน ำ ก สำรบัญ ข บทที่ 1 บทน ำนวัตกรรมเทคโนโลยี 1 1.1 ควำมหมำยและองค์ประกอบของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำรสนเทศ 1.1.1 ควำมหมำยของนวัตกรรม 1.1.2 ควำมหมำยของเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำ 1.1.3 แนวคิดพื้นฐำนของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำ 1.1.4 องค์ประกอบของนวัตกรรม 1.1.5 ระบบสำรสนเทศ 1.1.6 ประเภทของระบบสำรสนเทศ 1.1.7 ระบบประมวลผลรำยกำร 1.2 ควำมส ำคัญของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำ 1.2.1 ควำมส ำคัญของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำ 1.2.2 บทบำทของเทคโนโลยีต่อกำรศึกษำ 1.3 กำรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศ บทที่ 2 ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำรสนเทศ 2.1 ควำมหมำยและประโยชน์ของสำรสนเทศ 2.1.1 ควำมหมำยของข้อมูลและสำรสนเทศ 2.1.2 องค์ประกอบของระบบสำรสนเทศ 2.1.3 ประเภทของระบบสำรสนเทศ 2.1.4 ประโยชน์ของสำรสนเทศ 2.1.5 ระดับของผู้ใช้งำนระบบสำรสนเทศ 2.2 เครือข่ำยคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 2.2.1 เครือข่ำยคอมพิวเตอร์ 2.2.2 อินเทอร์เน็ต 2.3 ระบบกำรสืบค้นผ่ำนเครือข่ำยเพื่อกำรเรียนรู้ 2.3.1 กำรสืบค้นข้อมูลควำมรู้ผ่ำนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต 2.3.2 แฟ้มข้อมูล และสำรสนเทศเพื่อใช้ในกำรจัดกำรเรียนรู้ 2.3.3 สถำปัตยกรรมฐำนข้อมูล กำรออกแบบฐำนข้อมูล 2.4 ตำรำงเปรียบเทียบโครงสร้ำงของแฟ้มข้อมูล บทที่ 3 พัฒนำกำรและควำมเป็นมำของเทคโนโลยีกำรศึกษำ 3.1 ควำมหมำยเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3.1.1 ควำมหมำยของเทคโนโลยี 3.1.2 ควำมหมำยของเทคโนโลยีกำรศึกษำ 3.1.3 องค์ประกอบของเทคโนโลยีกำรศึกษำ 3.1.4 แนวโน้มเทคโนโลยีกำรศึกษำในอนำคต


ค 3.2 พัฒนำกำรของเทคโนโลยีและกำรเรียนกำรสอน 3.2.1 กำรบรรจบกันของเทคโนโลยีและสื่อกำรสอน 3.2.2 ศักยภำพของกำรสื่อสำรในสถำบันกำรศึกษำ 3.2.3 กำรสื่อสำรไร้สำย 3.3 บทบำทของครูในยุคเทคโนโลยีสำรสนเทศ และยุคดิจิตอล 3.3.1 บทบำทของครูใน “ยุคไอที” 3.3.2 กำรเรียนกำรสอนในยุคดิจิตอล 3.3.3 บทบำทของครูในยุคดิจิตอล 3.3.4 บทบำทครู ในศตวรรษที่21 3.4 กำรจัดกำรเรียนกำรสอนแบบโครงงำน 3.4.1 ประเภทของโครงงำน 3.4.2 ขั้นตอนกำรท ำโครงงำน 3.4.3 กำรประเมินผลโครงงำน บทที่ 4 สื่อกำรเรียนกำรสอนและกำรออกแบบระบบกำรเรียนกำรสอน 4.1 ควำมหมำยของสื่อกำรเรียนกำรสอน 4.1.1 ควำมหมำยของสื่อกำรเรียนกำรสอน 4.1.2 ประเภทของสื่อกำรเรียนกำรสอน 4.2 ควำมส ำคัญของสื่อกำรเรียนกำรสอน 4.2.1 ควำมส ำคัญของของสื่อกำรเรียนกำรสอน 4.2.2 คุณค่ำทำงเศรษฐกิจกำรศึกษำ 4.2.3 ประโยชน์ของสื่อกำรเรียนกำรสอน 4.2.4 สื่อกับผู้เรียน 4.2.5 สื่อกับผู้สอน 4.3 กำรใช้สื่อในกำรจัดกำรเรียนกำรสอน 4.3.1 แนวคิดกำรเลือกสื่อกำรสอนของเคมพ์และสเมลเล 4.3.2 หลักกำรเลือกสื่อ 4.3.3 หลักกำรใช้สื่อกำรสอน 4.4 กำรออกแบบระบบกำรเรียนกำรสอนและสื่อกำรเรียนกำรสอน 4.5 ปฏิบัติกำรออกแบบกำรใช้สื่อในกำรจัดกำรเรียนกำรสอน และกำรสื่อสำรกำรเรียนกำรสอน 4.5.1 ควำมหมำยของกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน 4.5.2 ควำมส ำคัญของกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน 4.5.3 แนวทำงกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน 4.5.4 หลักกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน 4.5.5 ประเภทของรูปแบบกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน


ง แบบฝึกหัดท้ำยบท เอกสำรอ้ำงอิง


1 บทที่ 1 บทน ำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำรสนเทศทำงกำรศึกษำ 1.1 ควำมหมำยและองค์ประกอบของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำรสนเทศ 1.1.1 ควำมหมำยของนวัตกรรม “นวัตกรรม” หมำยถึง ควำมคิด กำรปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้ มำก่อน หรือเป็นกำรพัฒนำดัดแปลงมำจำกของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อน ำ นวัตกรรมมำใช้จะช่วยให้กำรท ำงำนนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภำพและประสิทธิผลสูงกว่ำเดิม ทั้งยังช่วย ประหยัดเวลำและแรงงำนได้ด้วย มีผู้ให้ควำมหมำยของนวัตกรรมไว้หลำยท่ำน ดังนี้ พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ.2542 (2546: 565 -566) ให้ควำมหมำยว่ำ นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ท ำขึ้นใหม่หรือแปลกจำกเดิม ซึ่งอำจจะเป็นควำมคิด วิธีกำร หรืออุปกรณ์ เป็นต้น นอกจำกนี้ ยังมีผู้ให้ควำมหมำยและลักษณะของนวัตกรรมว่ำ นวัตกรรม หมำยถึง “ท ำใหม่” เปลี่ยนแปลงโดยน ำสิ่งใหม่ ๆ เข้ำมำ ถ้ำเป็นทำงกำรศึกษำก็เพื่อแก้ปัญหำหรือพัฒนำด้ำนกำรศึกษำ ส ำนักงำนสภำสถำบันรำชภัฏ (2544: 32) ได้ให้ควำมหมำยของนวัตกรรม ไว้ดังนี้ นวัตกรรมทำงกำรศึกษำ หมำยถึง แนวคิด วิธีกำร กระบวนกำรหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่น ำมำใช้ แก้ปัญหำหรือพัฒนำกำรเรียนรู้ให้มีประสิทธิภำพตรงตำมเป้ำหมำยของหลักสูตร นวัตกรรมที่ใช้ในกำรวิจัยชั้นเรียน หมำยถึง รูปแบบใหม่ ๆ ของสื่อกำรเรียนกำรสอน เทคนิควิธี กิจกรรม หรือสิ่งอื่นใดที่ผู้สอนน ำมำใช้ในกำรจัดกำรเรียนกำรสอนหรือจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ เพื่อให้กำรเรียนกำรสอนมีคุณภำพ นวัตกรรมที่น ำมำใช้อำจเป็นนวัตกรรมที่ผู้สอนคิดขึ้นใหม่หรืออำจ เป็นสิ่งที่มีผู้อื่นคิดค้นขึ้น หรือมีก ำรใช้ทั่วไปในที่แห่งหนึ่งแล้วห ำกน ำม ำปรับป รุงแก้ไข และสำมำรถใช้ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพหรือประสิทธิผลในที่อีกแห่งหนึ่งก็ถือว่ำเป็นนวัตกรรม ทิศนำ แขมมณี (2559: 418) ได้ให้ควำมหมำยของนวัตกรรม หมำยถึง แนวคิด แนวทำง ระบบ รูปแบบ วิธีกำร กระบวนกำร สื่อและ เทคนิคต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกำรศึกษำ ซึ่งได้รับ กำรคิดค้นและจัดท ำขึ้นใหม่เพื่อช่วยแก้ปัญหำต่ำง ๆ ทำงกำรศึกษำ พิสณุ ฟองศรี (2551: 65-71) ได้กล่ำวถึงควำมหมำยและควำมส ำคัญของนวัตกรรมทำง กำรศึกษำไว้ดังนี้ นวัตกรรมทำงกำรศึกษำ หมำยถึง แนวคิด วิธีกำร กระบวนกำรหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่น ำมำใช้แก้ปัญหำหรือพัฒนำกำรเรียนรู้ให้มีประสิทธิภำพตรงตำมเป้ำหมำยของหลักสูตรนวัตกรรมที่ ใช้ในกำรวิจัยชั้นเรียน หมำยถึง รูปแบบใหม่ ๆ ของสื่อกำรเรียนกำรสอน เทคนิควิธี กิจกรรม หรือสิ่ง อื่นใดที่ผู้สอนน ำมำใช้ในกำรจัดกำรเรียนกำรสอนหรือจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ เพื่อให้กำรเรียนกำร สอนมีคุณภำพ นวัตกรรมที่น ำมำใช้อำจเป็นนวัตกรรมที่ผู้สอนคิดขึ้นใหม่ หรืออำจเป็นสิ่งที่มีผู้อื่น คิดค้นขึ้น หรือมีกำรใช้ทั่วไปในที่แห่งหนึ่งแล้วหำกน ำมำปรับปรุงแก้ไข และสำมำรถใช้ได้อย่ำงมี ประสิทธิภำพหรือประสิทธิผลในที่อีกแห่งหนึ่งก็ถือว่ำเป็นนวัตกรรม พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2559: 81) ได้ให้ควำมหมำยของนวัตกรรมกำรจัดกำรเรียนรู้หมำยถึง รูปแบบ วิธีกำร กระบวนกำร เทคนิค สื่อและแหล่งกำรเรียนรู้ที่ได้มีกำรศึกษำและพัฒนำขึ้นใหม่ เพื่อให้ครูน ำม ำใช้ในก ำ รจัดก ำ รเ รียน รู้เพื่อพัฒนำคุณภ ำพผู้เ รียน โดยอำจเป็นสิ่งใหม่ ที่ได้รับกำรยอมรับและน ำไปใช้บ้ำงแล้วแต่ยังไม่แพร่หลำยหรือยังไม่ได้ใช้อย่ำงเป็นปกติ นวัตกรรม


2 กำรจัดกำรเรียนรู้จึงอำจเป็นส่งใหม่ทั้งหมดหรือใหม่เพียงบำงส่วนหรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำร จัดกำรเรียนรู้ จำกควำมหมำยของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำที่กล่ำวมำข้ำงต้นสำมำรถสรุปได้ว่ำ นวัตกรรมทำงกำรศึกษำ หมำยถึง รูปแบบ หรือสื่อกำรสอน หรือวิธีกำร ที่ครูพัฒนำขึ้นจำกพื้นฐำน ของนวัตกรรมเดิมที่ยังไม่เคยน ำมำใช้พัฒนำผู้เรียนหรืออำจจะสร้ำงขึ้นมำใหม่ตำมแนวคิด ทฤษฎี หรือ หลักวิชำกำร เพื่อน ำสิ่งที่สร้ำงขึ้นไปใช้แก้ปัญหำหรือพัฒนำผู้เรียนให้บรรลุตำมจุดมุ่งหมำยที่วำงไว 1.1.2 ควำมหมำยของเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำ เทคโนโลยี (Technology) ตำมควำมหมำยในพจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2542 คือ วิทยำกำรควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์ที่น ำมำใช้ให้เกิดประโยชน์ในทำงปฏิบัติและอุตสำหกรรม เทคโนโลยีมำจำกค ำว่ำ Techno ภำษำไทยแปลว่ำวิธีกำร หรือกำรสร้ำง ส่วนค ำว่ำ Logy มี ควำมหมำยว่ำควำมรู้เกี่ยวกับศำสตร์หรือกำรศึกษำ เกี่ยวกับควำมเรื่องหรือสิ่งของที่ต้องกำรศึกษำ กำรก ำหนดสภำพแวดล้อมกำรเรียนรู้ กำรจัดกำรควำมรู้ กำรประเมินผ่ำนช่องทำงต่ำง ๆ ที่เหมำะสม กับโครงสร้ำงพื้นฐำนและควำมพร้อมของผู้เรียน เอ็ดก้ำ เดล (Edgar Dale, 1969) กล่ำวว่ำ เทคโนโลยีกำรศึกษำไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็น แผนกำรหรือวิธีกำรท ำงำนอย่ำงเป็นระบบให้บรรลุผลตำมแผนกำร เจมส์ ดี ฟินส์ (James D.Finn, 1972) ได้กล่ำวไว้ว่ำ เทคโนโลยีมีควำมหมำยลึกซึ้งยิ่ง กว่ำกำรประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องยนต์กลไกตต่ำง ๆ แต่หมำยถึง กระบวนกำร แนวควำมคิด แนวทำง หรือวิธีกำรในกำรคิดในกำรท ำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จำกแนวคิดต่ำง ๆ อำจน ำมำสรุปควำมหมำยของค ำว่ำ “เทคโนโลยี” ได้ว่ำ กำรน ำ แนวคิด หลักกำร เทคนิค วิธีกำร กระบวนกำร ตลอดจนผลิตผลทำงวิทยำศำสตร์มำประยุกต์และ น ำมำใช้ให้เกิดประโยชน์ในทำงปฏิบัติและอุตสำหกรรม ปัจจุบันได้มีกำรน ำเทคโนโลยีมำใช้ในกำร พัฒนำในหลำยวงกำรและด้ำนต่ำง ๆ รวมทั้งทำงด้ำนกำรศึกษำ เทคโนโลยีได้เข้ำมำมีบทบำทส ำคัญในด้ำนนี้จนถึงขั้นที่ เรียกได้ว่ำขำดไม่ได้ในกำร น ำมำใช้พัฒนำระบบกำรศึกษำให้มีประสิทธิภำพเพิ่มขึ้นในหลำยๆส่วนของกำรศึกษำ ซึ่งกำรศึกษำ เป็นสิ่งส ำคัญในกำรพัฒนำประเทศเป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ มีกำรให้ควำมหมำยของ เทคโนโลยี กำรศึกษำ (Educational technology) ไว้หลำกหลำยควำมหมำยดังต่อไปนี้ สันทัด ภิบำลสุข และพิมพ์ใจ ภิบำลสุข (2525) ให้ควำมหมำยของ เทคโนโลยีกำรศึกษำ ไว้ว่ำ กำรน ำเอำควำมรู้ แนวคิด กระบวนกำร ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์ต่ำง ๆ มำใช้ร่วมกันอย่ำงมี ระบบเพื่อแก้ปัญหำและพัฒนำกำรศึกษำให้ต่อไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2526) นิยำมไว้ว่ำ เทคโนโลยีกำรศึกษำเป็นระบบกำรประยุกต์กำร ผลิตทำงวิทยำศำสตร์มำใช้กับกำรศึกษำ ในกำรน ำเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำมำปรับปรุงประสิทธิภำพในกำรศึกษำ ครอบคลุม 3 ด้ำนคือ 1. วัสดุ (Materials หรือ Software) เป็นกำรน ำอุปกรณ์มำประยุกต์ใช้ในกำรศึกษำ เช่น สิ่งที่มีกำรผุพังสิ้นเปลืองต่ำง ๆ อำทิ ชอล์ค ดินสอ กระดำษ ฟิล์ม เป็นต้น 2. อุปกรณ์หรือเครื่องมือ (Devices หรือ Hardware) เป็นกำรผลิตวัสดุ กำรน ำเอำ วัสดุมำใช้ในกำรสอน คิดกำรสอนแบบใหม่ๆ เช่น สิ่งที่มีควำมคงทนถำวร อำทิกระดำนด ำ เครื่องฉำย ภำพยนตร์ เครื่องฉำยแผ่นใส เครื่องบันทึกภำพ ฯลฯ เป็นต้น


3 3. วิธีกำร (Method and Techniques) เป็นกำรกระท ำต่ำง ๆ ที่ให้ให้เกิดรูปแบบ ของกำรศึกษำ เช่น กิจกรรม กำรสำธิต ทดลองต่ำง ๆ เป็นต้น คำร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ได้กล่ำวว่ำ เทคโนโลยีกำรศึกษำ คือกำรน ำ หลักกำรทำงวิทยำศำสตร์มำประยุกต์ใช้ เพื่อกำรออกแบบและส่งเสริมระบบกำรเรียนกำรสอน มี วัตถุประสงค์ทำงกำรศึกษำคือสำมำรถวัดได้อย่ำงถูกต้องแน่นอน มีกำรยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลำงกำร เรียนมำกกว่ำที่จะยึดเนื้อหำวิชำ มีกำรใช้กำรศึกษำเชิงปฏิบัติผ่ำนกำรวิเครำะห์และกำรใช้เครื่องมือ โสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคกำรสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่ำง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อกำรสอนต่ำง ๆ ในลักษณะของสื่อประสมและกำรศึกษำด้วยตนเอง กิดำนันท์ มะลิทอง (2543) ได้ให้ควำมหมำยของเทคโนโลยีกำรศึกษำว่ำ คือกำร ประยุกต์เอำเทคนิค วิธีกำร แนวควำมคิด วัสดุอุปกรณ์และสิ่งต่ำง ๆที่เป็นเทคโนโลยีมำรวมกัน มำใช้ ในวงกำรศึกษำ จำกแนวคิดต่ำง ๆ ของเทคโนโลยีกำรศึกษำ อำจสรุปได้ว่ำ เทคโนโลยีกำรศึกษำเป็น สำขำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกำรที่มีกำรบูรณำกำรเกี่ยวกับบุคคล กรรมวิธี แนวคิด เครื่องมือ อุปกรณ์ และองค์กรอย่ำงซับซ้อนโดยกำรวิเครำะห์ปัญหำ กำรผลิต กำรน ำไปใช้และประเมินผลเพื่อแก้ปัญหำ ต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกำรเรียนรู้ของมนุษย์ 1.1.3 แนวคิดพื้นฐำนของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำ ปัจจัยส ำคัญที่มีอิทธิพลอย่ำงมำก ต่อวิธีกำรศึกษำ ได้แก่แนวควำมคิดพื้นฐำนทำง กำรศึกษำที่เปลี่ยนแปลงไปอันมีผลทำให้เกิดนวัตกรรมกำรศึกษำที่ส ำคัญๆ พอจะสรุปได้ 4 ประกำร 1.ควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล (Individual Different) กำรจัดกำรศึกษำของไทยได้ให้ควำมส ำคัญในเรื่องควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล เอำไว้อย่ำงชัดเจนซึ่งจะเห็นได้จำกแผนกำรศึกษำของชำติ ให้มุ่งจัดกำรศึกษำตำมควำมถนัดควำม สนใจ และควำมสำมำรถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ ตัวอย่ำงที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ กำรจัดระบบห้องเรียน โดยใช้อำยุเป็นเกณฑ์บ้ำง ใช้ควำมสำมำรถเป็นเกณฑ์บ้ำง นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสนองแนวควำมคิดพื้นฐำนนี้ เช่น - กำรเรียนแบบไม่แบ่งชั้น (Non-Graded School) - แบบเรียนส ำเร็จรูป (Programmed Text Book) - เครื่องสอน (Teaching Machine) - กำรสอนเป็นคณะ (TeamTeaching) - กำรจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School) - เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) 2. ควำมพร้อม (Readiness) เดิมทีเดียวเชื่อกันว่ำ เด็กจะเริ่มเรียนได้ก็ต้องมีควำมพร้อมซึ่งเป็นพัฒนำกำรตำม ธรรมชำติแต่ในปัจจุบันกำรวิจัยทำงด้ำนจิตวิทยำกำรเรียนรู้ ชี้ให้เห็นว่ำควำมพร้อมในกำรเรียนเป็นสิ่ง ที่สร้ำงขึ้นได้ถ้ำหำกสำมำรถจัดบทเรียน ให้พอเหมำะกับระดับควำมสำมำรถของเด็กแต่ละคน วิชำที่ เคยเชื่อกันว่ำยำก และไม่เหมำะสมสำหรับเด็กเล็กก็สำมำรถนำมำให้ศึกษำได้ นวัตกรรมที่ตอบสนอง แนวควำมคิดพื้นฐำนนี้ได้แก่ ศูนย์กำรเรียน กำรจัดโรงเรียนในโรงเรียน นวัตกรรมที่สนองแนวควำมคิด พื้นฐำนด้ำนนี้ เช่น


4 - ศูนย์กำรเรียน (Learning Center) - กำรจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School) - กำรปรับปรุงกำรสอนสำมชั้น (Instructional Development in 3 Phases) 3.กำรใช้เวลำเพื่อกำรศึกษำ แต่เดิมมำกำรจัดเวลำเพื่อกำรสอน หรือตำรำงสอนมักจะจัดโดยอำศัยควำม สะดวกเป็นเกณฑ์ เช่น ถือหน่วยเวลำเป็นชั่วโมง เท่ำกันทุกวิชำ ทุกวันนอกจำกนั้นก็ยังจัดเวลำเรียน เอำไว้แน่นอนเป็นภำคเรียน เป็นปีในปัจจุบันได้มีควำมคิดในกำรจัดเป็นหน่วยเวลำสอนให้สัมพันธ์กับ ลักษณะของแต่ละวิชำซึ่งจะใช้เวลำไม่เท่ำกัน บำงวิชำอำจใช้ช่วงสั้นๆ แต่สอนบ่อยครั้ง กำรเรียนก็ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพำะในโรงเรียนเท่ำนั้น นวัตกรรมที่สนองแนวควำมคิดพื้นฐำนด้ำนนี้ เช่น - กำรจัดตำรำงสอนแบบยืดหยุ่น (Flexible Scheduling) - มหำวิทยำลัยเปิด (Open University) - แบบเรียนส ำเร็จรูป (Programmed Text Book) - กำรเรียนทำงไปรษณีย์ 4. ประสิทธิภำพในกำรเรียน กำรขยำยตัวทำงวิชำกำร และกำรเปลี่ยนแปลงของสังคม ท ำให้มีสิ่งต่ำง ๆ ที่คน จะต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นมำก แต่กำรจัดระบบกำรศึกษำในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภำพเพียงพอจึงจำเป็น ต้องแสวงหำวิธีกำรใหม่ที่มีประสิทธิภำพสูงขึ้น ทั้งในด้ำนปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้เรียน และปัจจัยภำยนอก นวัตกรรมในด้ำนนี้ที่เกิดขึ้น เช่น - มหำวิทยำลัยเปิด - กำรเรียนทำงวิทยุ กำรเรียนทำงโทรทัศน์ - กำรเรียนทำงไปรษณีย์ แบบเรียนส ำเร็จรูป - ชุดกำรเรียน 1.1.4 องค์ประกอบของนวัตกรรม จำกประเด็นที่เป็นแก่นหลักส ำคัญของค ำนิยำม องค์ประกอบที่เป็นมิติส ำคัญของ นวัตกรรม มีอยู่ 3 ประกำร คือ 1.ควำมใหม่ (Newness) หมำยถึง เป็นสิ่งใหม่ที่ถูกพัฒนำขึ้น ซึ่งอำจเป็นตัว ผลิตภัณฑ์ บริกำร หรือกระบวนกำร โดยจะเป็นกำรปรับปรุงจำกของเดิมหรือพัฒนำขึ้นใหม่เลยก็ได้ 2. ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefits) หรือกำรสร้ำงควำมส ำเร็จใน เชิงพำณิชย์ กล่ำวคือ นวัตกรรม จะต้องสำมำรถท ำให้เกิดมูลค่ำเพิ่มขึ้นได้จำกกำรพัฒนำสิ่งใหม่นั้น ๆ ซึ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอำจจะวัดได้เป็นตัวเงินโดยตรง หรือไม่เป็นตัวเงินโดยตรงก็ได้ 3. กำรใช้ควำมรู้และควำมคิดสร้ำงสรรค์ (Knowledge and Creativity Idea) สิ่งที่ จะเป็นนวัตกรรมได้นั้นต้องเกิดจำกกำรใช้ควำมรู้และควำมคิดสร้ำงสรรค์เป็นฐำนของกำรพัฒนำให้ เกิดซ้ ำใหม่ ไม่ใช่เกิดจำกกำรลอกเลียนแบบ กำรท ำซ้ ำ เป็นต้น ค ำว่ำ นวัตกรรมมำจำกค ำภำษำอังกฤษว่ำ “ Innovation ” โดยมีรูปศัพท์เดิมมำจำก ภำษำบำลี คือ นว +อตต+กรรม ทั้งนี้ ค ำว่ำ นว แปลว่ำ ใหม่ อัตตะ แปลว่ำ ตัวเอง และกรรม แปลว่ำ กำรกระท ำ เมื่อรวมเป็นค ำว่ำนวัตกรรม ตำมรำกศัพท์หมำยถึง กำรกระท ำที่ใหม่ของตนเอง ซึ่ง สอดคล้องกับค ำนิยำมของส ำนักงำนนวัตกรรมแห่งชำติ (2549) ได้ให้ควำมหมำยของนวัตกรรมไว้ว่ำ


5 นวัตกรรม คือ“สิ่งใหม่ที่เกิดจำกกำรใช้ควำมรู้และควำมคิดสร้ำงสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและ สังคม” ดังนั้นน่ำจะสรุปได้ว่ำ นวัตกรรม หมำยถึง สิ่งใหม่ที่กระท ำซึ่งเกิดจำกกำรใช้ควำมรู้ ใช้ ควำมคิดสร้ำงสรรค์ สิ่งใหม่ในที่นี้อำจจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือกระบวนกำรที่สำมำรถ น ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในกำรพัฒนำ ซึ่งองค์ประกอบของนวัตกรรม ประกอบไปด้วย 1. ควำมใหม่ ใหม่ในที่นี้คือ สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดท ำมำก่อน เคยท ำมำแล้วในอดีตแต่ น ำมำรื้อฟื้นใหม่ หรือเป็นสิ่งใหม่ที่มีกำรพัฒนำมำจำกของเก่ำที่มีอยู่เดิม 2. ใช้ควำมรู้หรือควำมคิดสร้ำงสรรค์ในกำรพัฒนำนวัตกรรมต้องเกิดจำกกำรใช้ ควำมรู้และควำมคิดสร้ำงสรรค์ในกำรสร้ำงและพัฒนำ ไม่ใช่เกิดจำกกำรลอกเลียนแบบ หรือกำรท ำซ้ ำ 3. มีประโยชน์สำมำรถน ำไปพัฒนำหรือแก้ปัญหำในกำรด ำเนินงำนได้ ถ้ำในทำง ธุรกิจต้องมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สร้ำงมูลค่ำเพิ่ม 4. นวัตกรรมมีโอกำสในกำรพัฒนำต่อได้ 1.4 1 ขั้นตอนของนวัตกรรม 1. กำรคิดค้น (Invention) เป็นกำรยกร่ำงนวัตกรรมประกอบด้วยกำรศึกษำเอกสำร ทฤษฎีที่เกี่ยวกับนวัตกรรม กำรก ำหนดโครงสร้ำงรูปแบบของนวัตกรรม 2. กำรพัฒนำ (Development) เป็นขั้นตอนกำรลงมือสร้ำงนวัตกรรมตำมที่ยกร่ำง ไว้ กำรตรวจสอบคุณภำพของนวัตกรรมและกำรปรับปรุงแก้ไข 3. ขั้นน ำไปใช้จริง (Implement) เป็นขั้นที่มีควำมแตกต่ำงจำกที่เคยปฏิบัติเดิมมำ ในขั้นตอนนี้รวมถึงขั้นกำรทดลองใช้นวัตกรรม และกำรประเมินผลกำรใช้นวัตกรรม 4. ขั้นเผยแพร่ (Promotion) เป็นขั้นของกำรเผยแพร่ กำรน ำเสนอ หรือกำร จ ำหน่ำย 1.1.5 ระบบสำรสนเทศ (Information system) ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่ำงๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮำร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ระบบเครือข่ำย ฐำนข้อมูล ผู้พัฒนำระบบ ผู้ใช้ระบบ พนักงำนที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชำญในสำขำ ทุกองค์ประกอบนี้ท ำงำนร่วมกันเพื่อก ำหนด รวบรวม จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้ำง สำรสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสำรสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนกำรท ำงำน กำรตัดสินใจ กำร วำงแผน กำรบริหำร กำรควบคุม กำรวิเครำะห์และติดตำมผลกำรด ำเนินงำนขององค์กร ระบบสำรสนเทศ หมำยถึง ชุดขององค์ประกอบที่ท ำหน้ำที่รวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ำยสำรสนเทศ เพื่อช่วยกำรตัดสินใจ และกำรควบคุมในองค์กร ในกำรท ำงำนของ ระบบสำรสนเทศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่ำง คือ กำรน ำข้อมูลเข้ำสู่ระบบ (Input) กำร ประมวลผล (Processing) และ กำรน ำเสนอผลลัพธ์ (Output) ระบบสำรสนเทศอำจจะมีกำร สะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อกำรประเมินและปรับปรุงข้อมูลน ำเข้ำ ระบบสำรสนเทศอำจจะเป็น ระบบที่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ แต่อย่ำงไรก็ตำมในปัจจุบันเมื่อ กล่ำวถึงระบบสำรสนเทศ มักจะหมำยถึงระบบที่ต้องอำศัยคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนำคม


6 1.1.6 ประเภทของระบบสำรสนเทศ ปัจจุบันจะเห็นควำมสัมพันธ์ระหว่ำงองค์กร กับระบบสำรสนเทศ และเทคโนโลยี สำรสนเทศชัดเจนมำกขึ้น และเนื่องจำกกำรบริหำรงำนในองค์กรมีหลำยระดับ กิจกรรมขององค์กร แต่ละประเภทอำจจะแตกต่ำงกัน ดังนั้นระบบสำรสนเทศของแต่ละองค์กรอำจแบ่งประเภทแตกต่ำง กันออกไป ถ้ำพิจำรณำจ ำแนกระบบสำรสนเทศตำมกำรสนับสนุนระดับกำรท ำงำนในองค์กร จะแบ่งระบบสำรสนเทศได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ระบบสำรสนเทศส ำหรับระดับผู้ปฏิบัติงำน (Operational – level systems) ช่วยสนับสนุนกำรท ำงำนของผู้ปฏิบัติงำนในส่วนปฏิบัติงำนพื้นฐำนและงำนท ำรำยกำรต่ำงๆของ องค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน รำยกำรขำย กำรควบคุมวัสดุของหน่วยงำน เป็นต้น วัตถุประสงค์หลัก ของระบบนี้ก็เพื่อช่วยกำรด ำเนินงำนประจ ำแต่ละวัน และควบคุมรำยกำรข้อมูลที่เกิดขึ้น 2. ระบบสำรสนเทศส ำหรับผู้ช ำนำญกำร (Knowledge-level systems) ระบบนี้ สนับสนุนผู้ท ำงำนที่มีควำมรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีกำรน ำ ควำมรู้ใหม่มำใช้ และช่วยควบคุมกำรไหลเวียนของงำนเอกสำรขององค์กร 3. ระบบสำรสนเทศส ำหรับผู้บริหำร (Management - level systems) เป็นระบบ สำรสนเทศที่ช่วยในกำรตรวจสอบ กำรควบคุม กำรตัดสินใจ และกำรบริหำรงำนของผู้บริหำร ระดับกลำงขององค์กร 4. ระบบสำรสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system) เป็นระบบ สำรสนเทศที่ช่วยกำรบริหำรระดับสูง ช่วยในกำรสนับสนุนกำรวำงแผนระยะยำว หลักกำรของระบบ คือต้องจัดควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสภำพแวดล้อมภำยนอกกับควำมสำมำรถภำยในที่องค์กรมี เช่นในอีก 5 ปีข้ำงหน้ำ องค์กรจะผลิตสินค้ำใด 1.1.7 ระบบประมวลผลรำยกำร (Transaction Processing Systems - TPS) เป็นระบบที่ท ำหน้ำที่ในกำรปฏิบัติงำนประจ ำ ท ำกำรบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรำยกำร ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ท ำงำนแทนกำรท ำงำนด้วยมือ ทั้งนี้เพื่อที่จะท ำกำร สรุปข้อมูลเพื่อสร้ำงเป็นสำรสนเทศ ระบบประมวลผลรำยกำรนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยง กิจกำรกับลูกค้ำ ตัวอย่ำง เช่น ระบบกำรจองบัตรโดยสำรเครื่องบิน ระบบกำรฝำกถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น ในระบบต้องสร้ำงฐำนข้อมูลที่จ ำเป็น ระบบนี้มักจัดท ำเพื่อสนองควำมต้องกำรของผู้บริหำร ระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สำมำรถปฏิบัติงำนประจ ำได้ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รำยงำนที่มีรำยละเอียด รำยงำนผลเบื้องต้น 1. ระบบส ำนักงำนอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่ สนับสนุนงำนในส ำนักงำน หรืองำนธุรกำรของหน่วยงำน ระบบจะประสำนกำรท ำงำนของบุคลำกร รวมทั้งกับบุคคลภำยนอก หรือหน่วยงำนอื่น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรเอกสำร โดยกำรใช้ ซอฟท์แวร์ด้ำนกำรพิมพ์ กำรติดต่อผ่ำนระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มัก อยู่ในรูปของเอกสำร ก ำหนดกำร สิ่งพิมพ์ 2. ระบบงำนสร้ำงควำมรู้ (Knowledge Work Systems - KWS) เป็นระบบที่ช่วย สนับสนุนบุคลำกรที่ท ำงำนด้ำนกำรสร้ำงควำมรู้เพื่อพัฒนำกำรคิดค้น สร้ำงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริกำร ใหม่ ควำมรู้ใหม่เพื่อน ำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงำน หน่วยงำนต้องน ำเทคโนโลยีสำรสนเทศเข้ำมำ สนับสนุนให้กำรพัฒนำเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สำมำรถแข่งขันได้ทั้งในด้ำนเวลำ คุณภำพ และรำคำ ระบบต้องอำศัยแบบจ ำลองที่สร้ำงขึ้น ตลอดจนกำรทดลองกำรผลิตหรือด ำเนินกำร ก่อนที่จะน ำเข้ำ


7 มำด ำเนินกำรจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็น ต้น 3. ระบบสำรสนเทศเพื่อกำรจัดกำร (Management Information Systems- MIS) เป็นระสำรสนเทศส ำหรับผู้ปฏิบัติงำนระดับกลำง ใช้ในกำรวำงแผน กำรบริหำรจัดกำร และกำร ควบคุม ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรำยกำรเข้ำด้วยกัน เพื่อประมวลและ สร้ำงสำรสนเทศที่เหมำะสมและจ ำเป็นต่อกำรบริหำรงำน ตัวอย่ำง เช่น ระบบบริหำรงำนบุคลำกร ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรำยงำนสรุป รำยงำนของสิ่งผิดปกติ 4. ระบบสนับสนุนกำรตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบที่ ช่วยผู้บริหำรในกำรตัดสินใจส ำหรับปัญหำ หรือที่มีโครงสร้ำงหรือขั้นตอนในกำรหำค ำตอบที่แน่นอน เพียงบำงส่วน ข้อมูลที่ใช้ต้องอำศัยทั้งข้อมูลภำยในกิจกำรและภำยนอกกิจกำรประกอบกัน ระบบยัง ต้องสำมำรถเสนอทำงเลือกให้ผู้บริหำรพิจำรณำ เพื่อเลือกทำงเลือกที่เหมำะสมที่สุดส ำหรับ สถำนกำรณ์นั้น หลักกำรของระบบ สร้ำงขึ้นจำกแนวคิดของกำรใช้คอมพิวเตอร์ช่วยกำรตัดสินใจ โดย ให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ท ำให้สำมำรถวิเครำะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนกำรพิจำรณำ ได้ โดยอำศัยประสบกำรณ์ และ ควำมสำมำรถของผู้บริหำรเอง ผู้บริหำรอำจก ำหนดเงื่อนไขและท ำ กำรเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่ำงๆ ไปจนกระทั่งพบสถำนกำรณ์ที่เหมำะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสำรสนเทศที่ ช่วยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อำจจะอยู่ในรูปของรำยงำนเฉพำะกิจ รำยงำนกำรวิเครำะห์เพื่อ ตัดสินใจ กำรท ำนำย หรือ พยำกรณ์เหตุกำรณ์ 5. ระบบสำรสนเทศส ำหรับผู้บริหำรระดับสูง (Executive Information System - EIS) เป็นระบบที่สร้ำงสำรสนเทศเชิงกลยุทธ์ส ำหรับผู้บริหำรระดับสูง ซึ่งท ำหน้ำที่ก ำหนดแผนระยะ ยำวและเป้ำหมำยของกิจกำร สำรสนเทศส ำหรับผู้บริหำรระดับสูงนี้จ ำเป็นต้องอำศัยข้อมูลภำยนอก กิจกรรมเป็นอย่ำงมำก ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคGlobalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับ สำกลเป็นข้อมูลที่จ ำเป็นส ำหรับกำรแข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของกำร พยำกรณ์/กำรคำดกำรณ์ ถึงแม้ว่ำระบบสำรสนเทศจะมีหลำยประเภท แต่องค์ประกอบที่จ ำเป็นของ ระบบสำรสนเทศทุกประเภท ก็คือต้องประกอบด้วยกิจกรรม 3 อย่ำงตำมที่ Laudon & Laudon (2001)ได้กล่ำวไว้ คือ ระบบต้องมีกำรน ำเข้ำข้อมูล กำรประมวลผลข้อมูล และกำรแสดงผลลัพธ์ของ ข้อมูล 1.2 ควำมส ำคัญของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำ 1.2.1 ควำมส ำคัญของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำ มีผู้กล่ำวถึงควำมส ำคัญของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำ ไว้ดังนี้ พิสณุ ฟองศรี (2551: 65) กล่ำวถึงควำมส ำคัญและประโยชน์ของนวัตกรรม ดังนี้ กำร น ำนวัตกรรมทำงกำรศึกษำไปใช้จัดกำรเรียนกำรสอน นอกจำกจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับ กำรพัฒนำกำร เรียนรู้ตำมที่กำหนดแล้ว ยังมีประโยชน์ดังต่อไปนี้ 1. นักเรียนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น 2. นักเรียนเข้ำใจบทเรียนเป็นรูปธรรม 3. บรรยำกำศกำรเรียนสนุกสนำน 4. บทเรียนน่ำสนใจ 5. ลดเวลำในกำรสอน 6. ประหยัดค่ำใช้จ่ำย


8 พิชิตฤทธิ์จรูญ (2559: 83-85) ได้กล่ำวถึงควำมส ำคัญของนวัตกรรมกำรจัดกำรเรียนรู้ ของ ครูผู้สอนและกำรเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้ 1. กำรใช้นวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหำในกำรจัดกำรเรียนรู้ของครู 1.1 ปัญหำเกี่ยวกับวิธีกำรจัดกำรเรียนรู้ปัญหำที่มักพบอยู่เสมอคือ ครูส่วนใหญ่ ยังคงยึดรูปแบบวิธีกำรสอนแบบบรรยำยโดยครูเป็นศูนย์กลำงที่เน้นกำรพูดบรรยำยถ่ำยทอดเนื้อหำ สำระ มำกกว่ำสอนในรูปแบบอื่น กำรสอนด้วยวิธีกำรแบบนี้ทำให้ผู้เรียนเป็นฝ่ำยรับรู้ (passive learner) ซึ่งจะมีผลให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่มีควำมสำมำรถในเชิงกำรคิด ประดิษฐ์สร้ำงสรรค์ผลงำน ได้น้อย (passive ability) มักเป็นคนประเภทบริโภคนิยม บรรยำกำศของกำรสอนแบบบรรยำย นอกจำกจะ ทำให้ผู้เรียนเกิดควำมเบื่อหน่ำย ขำดควำมสนใจแล้ว ยังเป็นกำรปิดกั้นควำมคิดและสติ ปัญหำของผู้เรียนให้อยู่ในขอบเขตจำกัดอีกด้วย แต่ถ้ำครูผู้สอนได้ศึกษำ ค้นหำวิธีกำรหรือนวัตกรรม จัดกำรเรียนรู้ที่เน้นผู้เป็นส ำคัญ มำใช้ในกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนมีบทบำทในกำรเรียนรู้มำกขึ้น และ เป็นฝ่ำยลงมือปฏิบัติมำกขึ้น (active learner) ก็จะท ำให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่สำมำรถคิด ประดิษฐ์ สร้ำงสรรค์ผลงำนได้มำกขึ้น (active ability) ดังนั้น กำรน ำนวัตกรรมมำใช้ในกำรจัดกำร เรียนรู้จึงช่วย แก้ปัญหำเรื่องวิธีกำรจัดกำรเรียนรู้ 1.2 ปัญหำเกี่ยวกับเนื้อหำวิชำซึ่งในบำงรำยวิชำมีเนื้อหำสำระกำรเรียนรู้มำกและ บำง วิชำมีเนื้อหำเป็นนำมธรรม ยำกแก่กำรเข้ำใจ จึงจำเป็นจะต้องนำนวัตกรรมเข้ำมำช่วยในกำร จัดกำร เรียนรู้เช่น กำรใช้ชุดกำรเรียนกำรสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) บทเรียนกำร์ตูน กำรเรียนแบบร่วมมือ 1.3 ปัญหำเกี่ยวกับสื่อ อุปกรณ์กำรจัดกำรเรียนรู้ ในบำงเนื้อหำมีสื่อ อุปกรณ์กำร จัดกำร เรียนรู้เป็นจ ำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อกำรน ำไปใช้ เพื่อท ำให้ผู้เรียนเกิดควำมรู้ควำมเข้ำใจใน เนื้อหำวิชำได้ง่ำยขึ้น จึงจ ำเป็นต้องมีกำรพัฒนำคิดค้นหำเทคนิควิธีกำรจัดกำรเรียนรู้และผลิตสื่อกำร จัดกำรเรียนรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำมำใช้ในกำรจัดกำรเรียนรู้ให้เพียงพอเหมำะสมกับสภำพของผู้เรียนจึงจะ ท ำให้กำรจัดกำรเรียนรู้บรรลุตำมจุดประสงค์กำรเรียนรู้ 2. กำรใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนำกำรจัดกำรเรียนรู้ให้มีประสิทธิภำพ ในกรณีที่ครู ต้องกำรจะพัฒนำกำรจัดกำรเรียนรู้ให้มีประสิทธิภำพมำกขึ้น จ ำเป็นที่ครูจะต้องแสวงหำหรือพัฒนำ นวัตกรรม เพื่อน ำมำใช้ในกำรพัฒนำกำรจัดกำรเรียนรู้ให้มีประสิทธิภำพที่ส่งผลต่อคุณภำพผู้เรียน เช่น ใช้วิธีกำร จัดกำรเรียนรู้แบบโครงกำรเพื่อพัฒนำทักษะด้ำนควำมคิด วิเครำะห์ กำรพัฒนำรูปแบบกำร จัดกำร เรียนรู้เพื่อเสริมสร้ำงควำมรู้สำมัคคี กำรใช้แหล่งเรียนรู้หรือภูมิปัญญำท้องถิ่นสำหรับกำร เรียนรู้และ สร้ำงควำมรักท้องถิ่น 3. กำรใช้นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมกำรเรียนรู้ของผู้เรียน โดยที่ผู้เรียนมีควำมแตกต่ำง กันใน หลำยลักษณะ บำงคนมีควำมสนใจในกำรเรียนและเรียนรู้ได้เร็ว ในขณะที่บำงคนขำดแรงจูงใจ ในกำรเรียน จึงไม่ให้ควำมสนใจต่อกำรเรียนและเรียนรู้ได้ช้ำ ดังนั้น ครูผู้สอนจึงต้องพยำยำมศึกษำหำ วิธีกำร จัดกำรเรียนรู้ที่ส่งเสริมกำรเรียนรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับควำมสนใจ ควำมถนัดของผู้เรียน ให้ สำมำรถพัฒนำตำมธรรมชำติและเต็มตำมศักยภำพซึ่งจะต้องใช้นวัตกรรมกำรจัดกำรเรียนรู้มำช่วย ให้ ผู้เรียนเกิดกำรเรียนรู้ที่ดีและมีคุณภำพ 4. กำรใช้นวัตกรรมเพื่อกำรพัฒนำคุณภำพของผู้เรียน เป้ำหมำยสูงสุดของกำร จัดกำรเรียนรู้ คือ คุณภำพของผู้เรียนที่เป็นไปตำมมำตรฐำนกำรเรียนรู้ แต่จำกผลกำรประเมินมักจะ พบว่ำ คุณภำพ ของผู้เรียนยังไม่ได้มำตรฐำน แม้ว่ำครูจะพยำยำมจัดกำรเรียนรู้อย่ำงตั้งใจแล้วก็ตำม


9 ท ำให้ผู้บริหำรกำรศึกษำและผู้บริหำรสถำนศึกษำพยำยำมหำวิธีกำรหรือใช้นวัตกรรมมำช่วยในกำร บริหำรจัด กำรศึกษำในรูปแบบต่ำง ๆ เช่น กำรบริหำรสถำนศึกษำแบบเครือข่ำยควำมร่วมมือ กำร บริหำร สถำนศึกษำโดยใช้โรงเรียนเป็นฐำน กำรจัดโครงกำรส่งเสริมพัฒนำคุณภำพศึกษำโดยใช้ รูปแบบต่ำง ๆ ในขณะที่ครูหรือนักวิชำกำรทำงกำรศึกษำก็ได้ศึกษำ ค้นคว้ำหำรูปแบบหรือนวัตกรรม กำรจัดกำร เรียนรู้เพื่อนำมำใช้ในกำรพัฒนำกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภำพของผู้เรียน เช่น ครูใช้ สื่อกำร เรียนรู้หรือรูปแบบ เทคนิควิธีในกำรจัดกำรเรียนรู้แบบต่ำง ๆ เพื่อพัฒนำคุณภำพของผู้เรียน ให้ได้ มำตรฐำนกำรศึกษำที่ก ำหนดไว้ จำกควำมส ำคัญของนวัตกรรมทำงกำรศึกษำที่กล่ำวมำจะพบว่ำนวัตกรรมทำงกำรศึกษำมี ควำมส ำคัญต่อกำรน ำมำแก้ปัญหำหรือพัฒนำผู้เรียน อีกทั้งยังเป็นสื่อกำรสอนและวิธีกำรสอนใหม่ ๆ ที่ครูน ำมำใช้พัฒนำผู้เรียนโดยเน้นที่ควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล เน้นควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้ของ ผู้เรียนเป็นหลัก นวัตกรรมจะทำให้ผู้เรียนเข้ำใจบทเรียนหรือเนื้อหำมำกขึ้น โดยสำมำรถพัฒนำทั้งด้ำน ควำมรู้ ทักษะ และด้ำนเจตคติของผู้เรียนทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีผลกำรเรียนรู้เป็นไปตำมมำตรฐำนที่ หลักสูตรก ำหนด 1.2.2 บทบำทของเทคโนโลยีต่อกำรศึกษำ เสำวนีย์ (2528 : 9 –10 ) ได้กล่ำวถึงเรื่องนี้ว่ำ ทำงคณะกรรมำธิกำรด้ำนเทคโนโลยีทำง กำรศึกษำ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกำ (The Commission on Instructional Technology ) ได้ สรุปว่ำเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำมีควำมส ำคัญต่อกำรศึกษำ ดังนี้ 1. เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำสำมำรถท ำให้กำรเรียนกำรสอนและกำรจัดกำรศึกษำมี ควำมหมำยมำกขึ้น นั่นเอง กำรน ำเอำเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำเข้ำมำใช้ในกำรศึกษำจะช่วยให้ผู้เรียน เรียนได้กว้ำงขวำงยิ่งขึ้นเรียนได้เร็วขึ้นได้เห็นและได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียนได้อย่ำงเข้ำใจและยังท ำให้ครูมี เวลำให้กับผู้เรียนได้มำกขึ้น 2. เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำสำมำรถที่จะสนองในด้ำนควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลได้ ในกำรน ำเอำเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำเข้ำมำใช้ในกำรศึกษำนั้น ผู้เรียนจะมีอิสระในกำรเสำะแสวงหำ ควำมรู้มีควำมรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมมำกขึ้นเป็นกำรเปิดทำงให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตำม ควำมสำมำรถของเขำ สนองเรื่องควำมสนใจและควำมต้องกำรของแต่ละบุคคลได้อย่ำงดี 3. เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำสำมำรถท ำให้กำรจัดกำรศึกษำทั้งอยู่บนรำกฐำนของ วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่ำในปัจจุบันวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์เป็นวิธีหนึ่งที่สร้ำง ควำมเจริญก้ำวหน้ำให้แก่ทุกวงกำร กำรน ำเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำเข้ำมำใช้กับกำรศึกษำ จะท ำให้ กำรจัดกำรศึกษำเป็นไปอย่ำงมีระบบมำกขึ้น มีกำรศึกษำค้นคว้ำทดลองวิธีกำรแปลก ๆ ใหม่ ๆอยู่ เสมอและมีควำมสมเหตุสมผลตำมสภำพกำรณ์กำรเปลี่ยนแปลงของสังคมจึงท ำให้กำรจัดกำรศึกษำซึ่ง เป็นรำกฐำนของระบบสังคมเจริญก้ำวหน้ำไปได้อย่ำงไม่หยุดยั้ง 4. เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำช่วยให้กำรจัดกำรศึกษำมีพลังมำกขึ้นสิ่งหนึ่งที่มีบทบำท ส ำคัญในกำรสอนและกำรจัดกำรศึกษำก็คือสื่อสื่อนับวันจะพัฒนำตัวของมันเองให้มีคุณค่ำและสะดวก ต่อกำรใช้มำกขึ้น สื่อเป็นผลิตผลอย่ำงหนึ่งของควำมก้ำวหน้ำทำงเทคโนโลยีย่อมเป็นที่ทรำบกันดีอยู่ แล้วว่ำสื่อมีพลังมำกเพียงใดดังนั้นกำรน ำสื่อมำใช้ในกำรศึกษำจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่ำกำรจัด กำรศึกษำนั้นจะมีพลังมำกขึ้น 5. เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำสำมำรถท ำให้กำรเรียนรู้อยู่แค่เอื้อมในกำรเรียนรู้ของ ผู้เรียนมิได้จ ำกัดเฉพำะในด้ำนควำมรู้เท่ำนั้นแต่ยังปลูกฝังทักษะและเจตคติที่ดีงำมแก่ผู้เรียนด้วยกำร


10 น ำเอำเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำมำใช้ท ำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่ำงกว้ำงขวำงผู้เรียนได้เห็นสภำพควำม เป็นจริงในสังคมด้วยตำของเขำเอง เป็นกำรน ำโลกภำยนอกเข้ำมำสู่ห้องเรียน ท ำให้ช่องว่ำงระหว่ำง โรงเรียนกับสังคมลดน้อยลง เช่น กำรศึกษำผ่ำนทำงโทรทัศน์ ภำพยนตร์ สไลด์ เป็นต้น 6. เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำท ำให้เกิดควำมเสมอภำคทำงกำรศึกษำกำรน ำเทคโนโลยี ทำงกำรศึกษำมำใช้กับกำรศึกษำท ำให้โอกำสของทุกคนในกำรเข้ำรับกำรศึกษำมีมำกขึ้นเช่นกำรจัด กำรศึกษำอย่ำงไม่เป็นทำงกำรหรือไม่มีพิธีรีตรอง (InformalEducation) กำรจัดกำรศึกษำนอกระบบ โรงเรียน (Non-formalEducation) ท ำให้วิถีทำงกำรเข้ำสู่กำรศึกษำเป็นไปอย่ำงกำรจัดกำรศึกษำ พิเศษแก่คนพิกำรและอื่นๆอิสระเสรีและกว้ำงขวำงเพื่อควำมก้ำวหน้ำของแต่ละบุคคล ตำมควำม สนใจ ควำมต้องกำร และควำมสำมำรถของเขำ สมำน (2522 : 20 – 22 ) กล่ำวถึงบทบำทของเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำที่มีต่อ กำรศึกษำปัจจุบันพอที่จะประมวลมำได้ดังนี้ คือ 1. ช่วยในกำรสอนให้เห็นภำพพจน์แทนของจริง เช่น จำกภำพยนตร์ เทปโทรทัศน์ ฯลฯ 2.ช่วยในกำรส่งเสริมกำรเรียนกำรสอนด้วยควำมแตกต่ำงของนักเรียนแต่ละบุคคล dividual Difference ให้สำมำรถเข้ำใจและเรียนรู้จำกบทเรียนได้มำกยิ่งขึ้น 3.ช่วยให้เกิดมีกำรแลกเปลี่ยนทัศนะควำมคิดต่ำงๆในระหว่ำงครูกับนักเรียนเป็นไป อย่ำงดีมีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้นและเป็นไปอย่ำงน่ำสนใจและสนุกในบทเรียนนั้น 4. ช่วยเสริมสร้ำงให้ควำมรู้แก่นักเรียนมำกยิ่งขึ้น อำทิเช่น กำรใช้วิทยุกำรศึกษำ โทรทัศน์กำรศึกษำ เทปโทรทัศน์ ฯลฯ 1.3. กำรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศ กำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศด้ำนกำรศึกษำนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อกระจำยกำรศึกษำให้ เข้ำถึงประชำชนให้มำกที่สุด กำรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศด้ำนกำรศึกษำ มีดังนี้ 1. วีดิทัศน์ตำมอัธยำศัย (Video on Demand : VOD) เป็นระบบที่น ำภำพวิดีโอมำบันทึกเป็นไฟล์ในระบบคอมพิวเตอร์และน ำไฟล์ดังกล่ำว มำเผยแพร่ผ่ำนระบบเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้เรียนที่อยู่ห่ำงไกลมีโอกำสเรียนรู้ได้ในเวลำที่ สะดวก อีกทั้งยังจัดท ำเป็นลักษณะของสื่อผสม (multimedia) ซึ่งสำมำรถกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจเรียน อยู่ตลอดเวลำ รวมทั้งยังจ ำลองสภำพจริงที่ช่วยให้เกิดกำรเรียนรู้อย่ำงชัดเจน ดังนั้นในท้องถิ่นห่ำงไกล ที่ขำดบุคลำกรทำงกำรศึกษำเฉพำะทำง ขำดอุปกรณ์กำรทดลองหรืออุปกรณ์ทำงกำรศึกษำต่ำง ๆ ก็ ยังคงสำมำรถเรียนรู้ได้เท่ำเทียมกับเด็กในเมือง ตัวอย่ำงเว็บไซต์ที่น ำเสนอวีดิทัศน์ตำมอัธยำศัย 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-books) เป็นหนังสือที่อยู่ในรูปแบบของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ต้องใช้กระดำษ หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์สำมำรถอ่ำนได้โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทพกพำและซอฟต์แวร์ที่ใช้อ่ำน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เครื่องพีดีเอ และโทรศัพท์มือถือบำงรุ่นที่มีระบบปฏิบัติกำร Microsoft Mobile นอกจำกนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยังสำมำรถดำวน์โหลดหรืออ่ำนได้จำกเว็บไซด์ทำง อินเทอร์เน็ต หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีบทบำทในวงกำรกำรศึกษำมำกขึ้นด้วยเหตุผล ดังนี้ 1. สำมำรถอ่ำนได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลำที่มีอุปกรณ์พกพำที่สำมำรถอ่ำนหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ได้


11 2. มีสีสันสวยงำม สำมำรถใส่เสียง ภำพเคลื่อนไหวให้เนื้อหำน่ำสนใจ ท ำให้ ผู้เรียนอ่ำนและท ำควำมเข้ำใจได้ง่ำย 3. โปรแกรมที่ใช้ในกำรสร้ำงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ใช้งำนง่ำยและสร้ำงได้อย่ำง รวดเร็ว 3. ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-library) หมำยถึง แหล่งรวมควำมรู้ที่มีระบบกำรท ำงำนของห้องสมุดให้อยู่ในรูปแบบอัตโนมัติ เช่น ระบบบริกำรยืม–คืนทรัพยำกรด้วยรหัสบำร์โค้ด ระบบบริกำรสืบค้นข้อมูลทรัพยำกร และระบบ ตรวจเช็คสถิติกำรยืม-คืนทรัพยำกร เป็นต้น ดังนั้นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์จะเก็บข้อมูลไว้ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ และให้บริกำรข้อมูลผ่ำนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต 4. กำรเรียนรู้แบบออนไลน์ (e-learning) เป็นกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้ผู้เรียนได้เรียนผ่ำนเครือข่ำยคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (internet) หรืออินทรำเน็ต (intranet) ผู้เรียนสำมำรถเลือกเรียนรู้ได้ตำมควำมสำมำรถ และควำมสนใจ โดยเนื้อหำในบทเรียนซึ่งอำจประกอบด้วย ข้อควำม รูปภำพ เสียง วิดีโอ และ มัลติมีเดียอื่น ๆ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีโปรแกรมเว็บเบรำว์เซอร์ (web browser) ในกำรแสดงผลกำร เรียน กำรเรียนรู้แบบออนไลน์จะท ำให้ผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สำมำรถติดต่อ ปรึกษำ แลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นระหว่ำงกันได้เช่นเดียวกับกำรเรียนในชั้นเรียนปกติ กำรเรียนรู้ ออนไลน์จึงเป็นกำรเรียนส ำหรับทุกคนที่สำมำรถเรียนรู้ได้ทุกเวลำ และทุกสถำนที่ (Learn for all : anyone anywhere and anytime)


1 บทที่ 2 ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำรสนเทศ 2.1. ควำมหมำยของข้อมูลและสำรสนเทศ บทบำทของกำรใช้งำนคอมพิวเตอร์ที่ขยำยตัวขึ้นอย่ำงต่อเนื่อง ท ำให้กำรแลกเปลี่ยน ข้อมูลท ำได้ง่ำยและแพร่หลำยมำกขึ้น ข้อมูลจำกแหล่งก ำเนิดหนึ่งสำมำรถแพร่กระจำยและผ่ำนกำร ประมวลผลเป็นสำรสนเทศและส่งต่อไปยังแหล่งปลำยทำงเพื่อแลกเปลี่ยนหรือใช้ประโยชน์ร่วมกัน มำกขึ้นเพื่อเป็นกำรท ำควำมเข้ำใจเกี่ยวกับควำมหมำยของข้อมูลและสำรสนเทศให้มำกยิ่งขึ้น พอจะ สรุปควำมหมำยได้ดังนี้ 1.1 ข้อมูล (Data) ข้อมูล เป็นรูปแบบของข้อเท็จจริงที่มีกำรรวบรวมไว้ บำงครั้งนิยมเรียกว่ำ ข้อมูลดิบ (Raw Data) ซึ่งอำจเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบตัวอักษรแต่เพียงอย่ำงเดียว หรือข้อมูล ประเภทมัลติมีเดียที่มีทั้งภำพและเสียงประกอบ โดยมักน ำมำเป็นส่วนน ำเข้ำ (Input Unit) เพื่อป้อนสู่ ระบบกำรท ำงำนของคอมพิวเตอร์ 1.2 สำรสนเทศ (Information) สำรสนเทศ เป็นกำรน ำเอำข้อมูล (Data) ที่มีกำรเก็บรวบรวมไว้จำกส่วนน ำเข้ำ น ำมำจัดเรียงวิเครำะห์ แปรรูป หรือประมวลผลใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีควำมหมำย มีคุณค่ำ มีสำระ และสำมำรถน ำไปใช้งำนอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งได้ หรืออีกควำมหมำยหนึ่งก็คือ ข้อมูลที่ผ่ำนกำร ประมวลผลแล้วนั่นเอง เช่น กำรน ำข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่ำนกำรประมวลผลมำแปรรูปให้อยู่ในรูปแบบ สรุปผล หรือ กรำฟรูปภำพเป็นต้น ตัวอย่ำงดังรูปภำพ ภำพที่ 2.1 กำรแปรรูปข้อมูลให้เป็นสำรสนเทศ สำรสนเทศหนึ่งอำจน ำกลับมำใช้เป็นข้อมูลส ำหรับกำรประมวลผลอื่นต่อไปได้อีกเรื่อยๆ ตำมแต่จะมี กำรประยุกต์ใช้ ซึ่งวิธีกำรประมวลผลที่นิยมมำกที่สุดคือ กำรใช้คอมพิวเตอร์มำช่วยวิเครำะห์ จัดเรียง หรือแปรรูป อย่ำงไรก็ตำมกำรประมวลผลเพื่อให้ได้สำรสนเทศนั้นไม่จ ำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เสมอ ไป อำจจะใช้กำรประมวลผลด้วยวิธีอื่นได้ เช่น กำรประมวลด้วยมือหรือเครื่องจักรอุปกรณ์อื่น แต่ เนื่องจำกข้อมูลที่มีอยู่อย่ำงกระจัดกระจำยจ ำนวนมำกนั้น หำกใช้วิธีอื่นก็อำจท ำได้ช้ำและไม่ทันกับ ควำมต้องกำรมำกนัก กำรน ำคอมพิวเตอร์มำช่วยจึงท ำให้ได้สำรสนเทศที่ถูกต้อง รวดเร็วและแม่นย ำ มำกกว่ำนั่นเอง กำรเปรียบเทียบควำมหมำยของข้อมูลกับสำรสนเทศ อำจเปรียบได้กับกำรปรุงอำหำรขึ้นมำ จำนหนึ่งข้อมูลเปรียบเสมือนวัตถุดิบที่ต้องใส่ลงไปเป็นส่วนประกอบของกำรท ำอำหำรจำนนี้ ไม่ว่ำจะ


2 เป็นผัก เครื่องปรุงเนื้อหรือส่วนประกอบอื่น วิธีประกอบอำหำรที่จะท ำโดยกำรผัด ทอด นึ่ง หรือย่ำง นั้นก็คือกำรประมวลผล หำกผ่ำนกำรปรุงเรียบร้อย เรำก็จะได้อำหำรที่พร้อมรับประทำนหรือส่วนที่ เรียกว่ำสำรสนเทศตำมที่ต้องกำรกำรท ำงำนของคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปจะประกอบด้วยขบวนกำร ท ำงำนอย่ำงน้อย 3 ขั้นตอนคือ 1.2.1) Input หรือกระบวนกำรน ำเข้ำข้อมูล เป็นส่วนที่น ำข้อมูลดิบป้อนเข้ำสู่ระบบกำร ท ำงำน โดยข้อมูลดิบต่ำงๆ อำจจะยังไม่ได้ผ่ำนกำรจัดเรียงหรือเป็นข้อมูลที่น ำมำจำกกำรประมวลผล อื่นก็ได้ เช่น มีตัวเลขทั้งหมด 5 จ ำนวน เมื่อต้องกำรหำค่ำเฉลี่ย ระบบจะต้องน ำตัวเลขทั้งหมดมำเก็บ รวบรวมเพื่อรอกำรประมวลผลก่อน ซึ่งถือว่ำตัวเลขเหล่ำนี้เป็นข้อมูลดิบหรือ Data ของระบบนั่นเอง 1.2.2) Process หรือกระบวนกำรประมวลผลข้อมูล เมื่อข้อมูลถูกป้อนเข้ำสู่ระบบ กำรหำ ค ำตอบ เพื่อต้องกำรค่ำเฉลี่ยของตัวเลขกลุ่มดังกล่ำว ต้องใช้หลักกำรหรือวิธีกำรคิดเพื่อหำผลลัพธ์ให้ ได้ นั่นคือ ต้องหำผลรวมของตัวเลขทั้งหมดให้ได้เสียก่อน แล้วน ำมำหำรด้วยจ ำนวนสมำชิกทั้งหมดที่มี อยู่ จึงจะสำมำรถหำค ำตอบได้ ขั้นตอนนี้เรียกว่ำ กำรประมวลผลข้อมูล ซึ่งโดยหลักกำรแล้วส่วนนี้จะ คล้ำยกับกำรท ำงำนจริงในหน่วยประมวลผลกลำงขอคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะได้กล่ำวถึงในเนื้อหำโดย ละเอียดต่อไป 1.2.3) Output หรือกระบวนกำรแสดงผลลัพธ์ เป็นกระบวนกำรน ำเอำผลลัพธ์ที่ได้จำกกำร ประมวลผลข้อมูลดิบมำแสดง จำกตัวอย่ำงข้ำงต้นนั้น เมื่อน ำตัวเลขทั้งหมดมำวิเครำะห์หรือแปรรูป ด้วยสมกำรทำงคณิตศำสตร์ในขั้นตอนของกำรประมวลผลแล้ว ก็จะได้ผลลัพธ์คือค่ำเฉลี่ยเท่ำกับ 34 ตัวเลขผลลัพธ์นี้ถือว่ำเป็นสำรสนเทศที่จะน ำเอำไปใช้ประโยชน์หรือแลกเปลี่ยนกันได้ต่อไป ภำพที่ 2 องค์ประกอบของระบบสำรสนเทศ 1.3. เทคโนโลยีสำรสนเทศ (Information Technology) กำรน ำเอำควำมรู้ทำงด้ำนวิทยำศำสตร์มำพัฒนำเป็นองค์ควำมรู้ใหม่เพื่อน ำมำประยุกต์ใช้ให้ เกิดประโยชน์ ซึ่งเทคโนโลยีที่น ำมำใช้จัดกำรสำรสนเทศต่ำง ๆ เหล่ำนี้ อำจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทำงด้ำนคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีทำงกำรสื่อสำรและโทรคมนำคม เป็นต้น เมื่อน ำเอำค ำว่ำ เทคโนโลยี และ สารสนเทศ รวมเข้ำไว้ด้วยกันแล้ว เรำอำจสรุปควำมหมำย โดยรวมได้ว่ำ เทคโนโลยีสำรสนเทศ หรือ ไอที (IT : Information Technology) คือ กำรประยุกต์


3 เอำควำมรู้ทำงด้ำนวิทยำศำสตร์มำจัดกำรสำรสนเทศที่ต้องกำร โดยอำศัยเครื่องมือทำงเทคโนโลยี ใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีด้ำนคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้ำนเครือข่ำยโทรคมนำคมและกำรสื่อสำร ตลอดจนอำศัยควำมรู้ในกระบวนกำรด ำเนินงำนสำรสนเทศในขั้นตอนต่ำงๆ ตั้งแต่กำรแสวงหำ กำร วิเครำะห์ กำรจัดเก็บ รวมถึงกำรจัดกำรเผยแพร่และแลกเปลี่ยนสำรสนเทศด้วย เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภำพ ควำมถูกต้อง ควำมแม่นย ำ และควำมรวดเร็วทันต่อกำรน ำมำใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง กำรแสวงหำ กำรวิเครำะห์ และกำรจัดเก็บข้อมูล จ ำเป็นต้องอำศัยเทคโนโลยีทำงด้ำนคอมพิวเตอร์เข้ำ มำช่วยเพื่อให้เกิดควำมรวดเร็วและแม่นย ำ ในท ำนองเดียวกันเทคโนโลยีทำงด้ำนเครือข่ำยกำรสื่อสำร และโทรคมนำคมก็เป็นปัจจัยส ำคัญที่ช่วยให้เผยแพร่และแลกเปลี่ยนสำรสนเทศได้ทั่วถึงมำกยิ่งขึ้น 2. องค์ประกอบของระบบสำรสนเทศ ระบบสำรสนเทศ (Information System) เป็นงำนที่ต้องใช้ส่วนประกอบหลำยอย่ำง ในกำร ท ำให้เกิดเป็นกลไกในกำรน ำข้อมูลมำใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ หำกขำดส่วนประกอบใด หรือ ส่วนประกอบใดไม่สมบูรณ์ ก็อำจท ำให้ระบบสำรสนเทศ ไม่สมบูรณ์ เช่น ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ เหมำะสมกับงำน ก็จะท ำให้งำนล่ำช้ำ ไม่ทันต่อกำรใช้งำน กำรด ำเนินกำรระบบสำรสนเทศจึงต้องให้ ควำมส ำคัญ กับส่วนประกอบทั้งห้ำนี้ ส่วนประกอบที่ส ำคัญขอระบบสำรสนเทศมี 5 ส่วนคือ ฮำร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ข้อมูล (Data) บุคลำกร (Personnel) ขั้นตอนกำรด ำเนินงำน (Procedures) 2.1. ฮำร์ดแวร์ (Hardware) ฮำร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบส ำคัญของระบบสำรสนเทศ หมำยถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ รอบข้ำงรวมทั้งอุปกรณ์สื่อสำรส ำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้ำเป็นเครือข่ำย เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่ง ฮำร์ดแวร์ในระบบสำรสนเทศ สำมำรถจัดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.1) หน่วยรับข้อมูล (Input unit) 1.2) หน่วยประมวลผลกลำง (Central Processing Unit : CPU) 1.3) หน่วยแสดงผล (Output unit) 2.2 ซอฟต์แวร์ (Software) ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ ประกอบที่ส ำคัญประกำรที่สอง ซึ่งก็คือล ำดับ ขั้นตอนของค ำสั่งที่จะสั่งงำนให้ฮำร์ดแวร์ท ำงำน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตำมควำมต้องกำร ของกำรใช้งำนในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติงำน ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงำน ซอฟต์แวร์ส ำเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ส ำหรับงำนต่ำงๆ ลักษณะกำรใช้งำนของซอฟต์แวร์ก่อนหน้ำนี้ผู้ใช้จะต้อง ติดต่อใช้งำนโดยใช้ข้อควำมเป็นหลักแต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะกำรใช้งำนที่ง่ำยขึ้น โดยมี รูปแบบกำรติดต่อที่สื่อควำมหมำยให้เข้ำใจง่ำย เช่น มีส่วนประสำนกรำฟิกกับผู้ใช้ (Graphical User Interface : GUI) ส่วนซอฟต์แวร์ส ำเร็จที่มีใช้ในท้องตลำดท ำให้กำรใช้งำน คอมพิวเตอร์ในระดับ บุคคลเป็นไปอย่ำงกว้ำงขวำง และเริ่มมีลักษณะส่งเสริมกำรท ำงำนของกลุ่มมำกขึ้น ส่วนงำนในระดับ องค์กรส่วนใหญ่มักจะมีกำรพัฒนำระบบตำมควำมต้องกำรโดยกำรว่ำ จ้ำง หรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่


4 อยู่ในฝ่ำยคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้นซอฟต์แวร์ คือ ชุดค ำสั่งที่สั่งงำนคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้ หลำยประเภท ได้แก่ 2.2.1) ซอฟต์แวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดกำรกับระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่ำงๆ ที่มีอยู่ในระบบ เช่น ระบบปฏิบัติกำรวินโดว์ส ระบบปฏิบัติกำรดอส ระบบปฏิบัติกำรยูนิกซ์ 2.2.2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนำขึ้นเพื่อใช้งำนด้ำนต่ำงๆ ตำมควำมต้องกำร ของผู้ใช้ เช่นซอฟต์แวร์กรำฟิก ซอฟต์แวร์ประมวลค ำ ซอฟต์แวร์ตำรำงท ำงำน ซอฟต์แวร์น ำเสนอ ข้อมูล 2.3. ข้อมูล (Data) ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่ส ำคัญอีกประกำรหนึ่งของระบบสำรสนเทศ อำจจะเป็นตัวชี้ ควำมส ำเร็จหรือควำมล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจำกจะต้องมีกำรเก็บข้อมูลจำกแหล่งก ำเนิด ข้อมูล จะต้องมีควำมถูกต้องมีกำรกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่ำนั้นจึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจ ำเป็นจะต้อง มีมำตรฐำน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งเมื่อใช้งำนในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้ำงในกำร จัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อกำรสืบค้นที่รวด เร็วมีประสิทธิภำพ 2.4. บุคลำกร (Personnel) บุคลำกร ในระดับผู้ใช้ ผู้บริหำร ผู้พัฒนำระบบ นักวิเครำะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็นองค์ประกอบส ำคัญในควำมส ำเร็จของระบบสำรสนเทศ บุคลำกรมีควำมรู้ควำมสำมำรถทำง คอมพิวเตอร์มำกเท่ำใดโอกำสที่จะใช้งำนระบบ สำรสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภำพ และคุ้มค่ำยิ่งมำกขึ้นเท่ำนั้นโดยเฉพำะระบบสำรสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีด ควำมสำมำรถมำกขึ้น ท ำให้ผู้ใช้มีโอกำสพัฒนำควำมสำมำรถของตนเองและพัฒนำระบบงำนได้เอง ตำมควำม ต้องกำร ส ำหรับระบบสำรสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีควำมซับซ้อนจะต้องใช้ บุคลำกร ในสำขำคอมพิวเตอร์โดยตรงมำพัฒนำและดูแลระบบงำน 2.5. ขั้นตอนกำรด ำเนินงำน (Procedures) ขั้นตอนกำรปฏิบัติงำนที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือ ของบุคลำกรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องส ำคัญอีก ประกำรหนึ่งเมื่อได้พัฒนำระบบงำนแล้วจ ำเป็นต้องปฏิบัติงำนตำมล ำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้ งำนที่ จ ำเป็นต้องค ำนึงถึงล ำดับขั้นตอนกำรปฏิบัติของคนและควำมสัมพันธ์กับเครื่อง ทั้งในกรณีปกติและ กรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนกำรบันทึกข้อมูล ขั้นตอนกำรประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องช ำรุดหรือ ข้อมูลสูญหำย และขั้นตอนกำรท ำส ำเนำข้อมูลส ำรองเพื่อควำมปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่ำนี้จะต้องมี กำรซักซ้อม มีกำรเตรียมกำร และกำรท ำเอกสำรคู่มือกำรใช้งำนที่ชัดเจน 3. ประเภทของระบบสำรสนเทศ ปัจจุบันจะเห็นควำมสัมพันธ์ระหว่ำงองค์กร กับระบบสำรสนเทศ และเทคโนโลยีสำรสนเทศ ชัดเจนมำกขึ้น และเนื่องจำกกำรบริหำรงำนในองค์กรมีหลำยระดับ กิจกรรมขององค์กรแต่ละ ประเภทอำจจะแตกต่ำงกัน ดังนั้นระบบสำรสนเทศของแต่ละองค์กรอำจแบ่งประเภทแตกต่ำงกัน ออกไป พิจำรณำจ ำแนกระบบสำรสนเทศตำมกำรสนับสนุนระดับกำรท ำงำนในองค์กร จะแบ่งระบบ สำรสนเทศได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้ (Laudon & Laudon, 2001) 3.1 ระบบประมวลผลรำยกำร (Transaction Processing Systems - TPS) เป็นระบบที่ท ำ หน้ำที่ในกำรปฏิบัติงำนประจ ำ ท ำกำรบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรำยกำรที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยใช้


5 ระบบคอมพิวเตอร์ท ำงำนแทนกำรท ำงำนด้วยมือ ทั้งนี้เพื่อที่จะท ำกำรสรุปข้อมูลเพื่อสร้ำงเป็น สำรสนเทศ ระบบประมวลผลรำยกำรนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจกำรกับลูกค้ำ ตัวอย่ำง เช่น ระบบกำรจองบัตรโดยสำรเครื่องบิน ระบบกำรฝำกถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น ในระบบต้องสร้ำง ฐำนข้อมูลที่จ ำเป็น ระบบนี้มักจัดท ำเพื่อสนองควำมต้องกำรของผู้บริหำรระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้ สำมำรถปฏิบัติงำนประจ ำได้ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รำยงำนที่มีรำยละเอียด รำยงำน ผลเบื้องต้น 3.2 ระบบส ำนักงำนอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่สนับสนุน งำนในส ำนักงำน หรืองำนธุรกำรของหน่วยงำน ระบบจะประสำนกำรท ำงำนของบุคลำกรรวมทั้งกับ บุคคลภำยนอก หรือหน่วยงำนอื่น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรเอกสำร โดยกำรใช้ซอฟท์แวร์ ด้ำนกำรพิมพ์ กำรติดต่อผ่ำนระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูป ของเอกสำร ก ำหนดกำร สิ่งพิมพ์ 3.3 ระบบงำนสร้ำงควำมรู้ (Knowledge Work Systems - KWS) เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุน บุคลำกรที่ท ำงำนด้ำนกำรสร้ำงควำมรู้เพื่อพัฒนำกำรคิดค้น สร้ำงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริกำรใหม่ ควำมรู้ ใหม่เพื่อน ำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงำน หน่วยงำนต้องน ำเทคโนโลยีสำรสนเทศเข้ำมำสนับสนุนให้กำร พัฒนำเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สำมำรถแข่งขันได้ทั้งในด้ำนเวลำ คุณภำพ และรำคำ ระบบต้องอำศัย แบบจ ำลองที่สร้ำงขึ้น ตลอดจนกำรทดลองกำรผลิตหรือด ำเนินกำร ก่อนที่จะน ำเข้ำมำด ำเนินกำรจริง ในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น 3.4 ระบบสำรสนเทศเพื่อกำรจัดกำร (Management Information Systems- MIS) เป็น ระบบสำรสนเทศส ำหรับผู้ปฏิบัติงำนระดับกลำง ใช้ในกำรวำงแผน กำรบริหำรจัดกำร และกำร ควบคุม ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรำยกำรเข้ำด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้ำง สำรสนเทศที่เหมำะสมและจ ำเป็นต่อกำรบริหำรงำน ตัวอย่ำง เช่น ระบบบริหำรงำนบุคลำกร ผลลัพธ์ ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรำยงำนสรุป รำยงำนของสิ่งผิดปกติ 3.5 ระบบสนับสนุนกำรตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบที่ช่วย ผู้บริหำรในกำรตัดสินใจส ำหรับปัญหำ หรือที่มีโครงสร้ำงหรือขั้นตอนในกำรหำค ำตอบที่แน่นอนเพียง บำงส่วน ข้อมูลที่ใช้ต้องอำศัยทั้งข้อมูลภำยในกิจกำรและภำยนอกกิจกำรประกอบกัน ระบบยังต้อง สำมำรถเสนอทำงเลือกให้ผู้บริหำรพิจำรณำ เพื่อเลือกทำงเลือกที่เหมำะสมที่สุดส ำหรับสถำนกำรณ์ นั้น หลักกำรของระบบ สร้ำงขึ้นจำกแนวคิดของกำรใช้คอมพิวเตอร์ช่วยกำรตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้ โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ท ำให้สำมำรถวิเครำะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนกำรพิจำรณำได้ โดยอำศัยประสบกำรณ์ และ ควำมสำมำรถของผู้บริหำรเอง ผู้บริหำรอำจก ำหนดเงื่อนไขและท ำกำร เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่ำงๆ ไปจนกระทั่งพบสถำนกำรณ์ที่เหมำะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสำรสนเทศที่ช่วย ตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อำจจะอยู่ในรูปของ รำยงำนเฉพำะกิจ รำยงำนกำรวิเครำะห์เพื่อ ตัดสินใจ กำรท ำนำย หรือ พยำกรณ์เหตุกำรณ์ 3.6 ระบบสำรสนเทศส ำหรับผู้บริหำรระดับสูง (Executive Information System - EIS) เป็น ระบบที่สร้ำงสำรสนเทศเชิงกลยุทธ์ส ำหรับผู้บริหำรระดับสูง ซึ่งท ำหน้ำที่ก ำหนดแผนระยะยำวและ เป้ำหมำยของกิจกำร สำรสนเทศส ำหรับผู้บริหำรระดับสูงนี้จ ำเป็นต้องอำศัยข้อมูลภำยนอกกิจกรรม เป็นอย่ำงมำก ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสำกลเป็น


6 ข้อมูลที่จ ำเป็นส ำหรับกำรแข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของกำรพยำกรณ์/กำร คำดกำรณ์ 4. ประโยชน์ของสำรสนเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีสำรสนเทศได้รับควำมสนใจน ำมำใช้งำนในหลำยลักษณะและเกือบทุก ธุรกิจ โดยที่พัฒนำกำรของเทคโนโลยีสำรสนเทศได้ส่งผลกระทบในวงกว้ำงไปทุกวงกำรทั้งภำคเอกชน และรำชกำร ระบบสำรสนเทศช่วยสร้ำงประโยชน์ต่อกำรด ำเนินงำนขององค์กรได้ดังนี้ 4.1) ช่วยให้ผู้ใช้สำมำรถเข้ำถึงสำรสนเทศที่ต้องกำรได้อย่ำงรวดเร็วและทันต่อเหตุกำรณ์ เนื่องจำกข้อมูลถูกจัดเก็บและบริหำรอย่ำงเป็นระบบ ท ำให้ผู้บริหำรสำมำรถเข้ำถึงข้อมูลได้อย่ำง รวดเร็วในรูปแบบที่เหมำะสมและสำมำรถน ำข้อมูลมำใช้ประโยชน์ทันต่อควำมต้องกำร 4.2) ช่วยในกำรก ำหนดเป้ำหมำยกลยุทธ์และกำรวำงแผนปฏิบัติกำร โดยผู้บริหำรสำมำรถน ำ ข้อมูลที่ได้จำกระบบสำรสนเทศมำช่วยในกำรวำงแผนและก ำหนดเป้ำหมำยใน กำรด ำเนินงำน เนื่องจำกสำรสนเทศถูกรวบรวมและจัดกำรอย่ำงเป็นระบบ ท ำให้มีประวัติของข้อมูลอย่ำงต่อเนื่อง สำมำรถที่จะบ่งชี้แนวโน้มของกำร ด ำเนินงำนว่ำน่ำจะเป็นไปในลักษณะใด 4.3) ช่วยในกำรตรวจสอบกำรด ำเนินงำน เมื่อแผนงำนถูกน ำไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลำหนึ่ง ผู้ควบคุมจะต้องตรวจสอบผลกำรด ำเนินงำนโดยน ำข้อมูลบำงส่วนมำประมวลผลเพื่อประกอบกำร ประเมิน สำรสนเทศที่ได้จะแสดงให้เห็นผลกำรด ำเนินงำนว่ำสอดคล้องกับเป้ำหมำยที่ต้องกำรเพียงไร 4.4) ช่วยในกำรศึกษำและวิเครำะห์สำเหตุของปัญหำ ผู้บริหำรสำมรถใช้ระบบสำรสนเทศ ประกอบกำรศึกษำและกำรค้นหำสำเหตุ หรือข้อผิดพลำดที่เกิดขึ้นในกำรด ำเนินงำน ถ้ำกำร ด ำเนินงำนไม่เป็นไปตำมแผนที่วำงไว้ โดยอำจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมำจำกระบบ เพื่อให้ทรำบว่ำ ควำมผิดพลำดในกำรปฏิบัติงำนเกิดขึ้นจำกสำเหตุใด หรือจัดรูปแบบสำรสนเทศในกำรวิเครำะห์ ปัญหำใหม่ 4.5) ช่วยให้ผู้ใช้สำมำรถวิเครำะห์ปัญหำหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหำวิธีควบคุม ปรับปรุง และแก้ไขปัญหำ สำรสนเทศที่ได้จำกกำรประมวลผลจะช่วยให้ผู้บริหำรวิเครำะห์ว่ำกำรด ำเนินงำนใน แต่ละทำงเลือกจะช่วยแก้ไขหรือควบคุมปัญหำที่เกิดขึ้นได้อย่ำงไร ธุรกิจต้องท ำอย่ำงไรเพื่อ ปรับเปลี่ยนหรือพัฒนำให้กำรด ำเนินงำนเป็นไปตำมแผน งำนหรือเป้ำหมำย 4.6) ช่วยลดค่ำใช้จ่ำย ระบบสำรสนเทศที่มีประสิทธิภำพช่วยให้ธุรกิจลดเวลำ แรงงำน และ ค่ำใช้จ่ำยในกำรท ำงำนลง เนื่องจำกระบบสำรสนเทศสำมำรถรับภำระงำนที่ต้องใช้แรงงำนจ ำนวนมำก ตลอดจนช่วยลดขั้นตอนในกำรท ำงำน ส่งผลให้ธุรกิจสำมำรถลดจ ำนวนคนและระยะเวลำในกำร ประสำนงำนให้น้อยลง โดยผลงำนที่ออกมำอำจเท่ำหรือดีกว่ำเดิม ซึ่งจะเป็นกำรเพิ่มประสิทธิภำพ และศักยภำพในกำรแข่งขันของธุรกิจจำกที่กล่ำวมำจะเห็นได้ว่ำระบบสำรสนเทศมีควำมส ำคัญในกำร บริหำรจัดกำรภำยใน องค์กร เพรำะท ำให้กำรท ำงำนมีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้นโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งใน ปัจจุบัน สิ่งแวดล้อมโลกมีกำรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลำและมีกำรแข่งขันทำงธุรกิจสูงองค์กรที่มี ระบบกำรบริหำรงำนที่มีประสิทธิภำพและเข้ำถึงข้อมูลได้เร็วเท่ำ นั้นถึงจะอยู่รอดได้ในปัจจุบันดังนั้น ผู้บริหำรขององค์กรนับว่ำเป็นผู้ที่มี บทบำทในกำรที่จะพัฒนำระบบสำรสนเทศของตนเองให้มีควำม ทันสมัยและน ำมำใช้ได้ อย่ำงมีประสิทธิภำพเพรำะปัจจุบันกำรน ำเอำเทคโนโลยีสำรสนเทศมำใช้ใน วงกำร ธุรกิจก็เพื่อลดต้นทุนกำรผลิต สนับสนุนกำรตัดสินใจในกำรบริหำรงำนและใช้ในกำรแข่งขัน


7 ทำงธุรกิจ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในด้ำนต่ำงๆส ำหรับองค์กร นอกจำกนี้ยังสร้ำงควำมแข็งแกร่ง ทำงด้ำนธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภำพในกำรผลิตสินค้ำและบริกำร เพิ่มขีดควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน น ำไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ต่อไปในอนำคต 5. ระดับของผู้ใช้งำนระบบสำรสนเทศ ระบบสำรสนเทศที่น ำมำใช้ในองค์กร จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้หลำยระดับด้วยกัน ตั้งแต่ ระดับบนที่เป็นผู้บริหำรสูงสุดลงมำจนถึงระดับพนักงำนปฏิบัติกำรซึ่งจัดอยู่ในขั้นล่ำงสุด โดยสำมำรถ แบ่งผู้ใช้ระบบสำรสนเทศออกตำมลักษณะกำรบริหำรจัดกำรได้ 3 ระดับดังนี้ 5.1 ระดับสูง (Top Level Management) กลุ่มของผู้ใช้ระดับนี้จะเกี่ยวข้องกับผู้บริหำรระดับสูงซึ่งมีหน้ำที่ก ำหนดและวำงแผนกลยุทธ์ ขององค์กรเพื่อน ำไปสู่เป้ำหมำยที่ต้องกำร แหล่ำงสำรสนเทศที่น ำมำใช้จะเป็นข้อมูลเพื่อช่วยในกำร ตัดสินใจได้ง่ำยขึ้น โดยมีทั้งสำรสนเทศจำกภำยนอกและภำยในองค์กร เพื่อวิเครำะห์แนวโน้มและ สถำนกำรณ์โดยรวมผู้บริหำรในกลุ่มนี้อำจประกอบด้วยประธำนบริษัท กรรมกำรผู้จัดกำร กรรมกำรบริหำร หรือผู้จัดกำรทั่วไป ซึ่งระบบสำรสนเทศที่ใช้ในระดับนี้จะต้องออกแบบมำให้ง่ำยและ สะดวกต่อกำรใช้งำน ไม่มีควำมซับซ้อนหรือยุ่งยำกมำกนัก ผลลัพธ์ที่แสดงอำจจ ำเป็นต้องใช้กำร น ำเสนอด้ำนกรำฟิกบ้ำง และจ ำเป็นต้องตอบสนองต่อกำรตัดสินใจที่รวดเร็วและทันท่วงทีด้วยเช่นกัน 5.2 ระดับกลำง (Middle Level Management) เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้งำนระดับกำรบริหำรและจัดกำรองค์กร เช่น ผู้จัดกำรฝ่ำยขำย ผู้จัดกำร ฝ่ำยบัญชี ผู้จัดกำรฝ่ำยผลิต ซึ่งมีหน้ำที่รับนโยบำยมำจำกผู้บริหำรระดับสูงน ำมำสำนต่อให้บรรลุตำม เป้ำหมำยที่ก ำหนดไว้ ด้วยกำรใช้หลักบริหำรและจัดกำรอย่ำงมีประสิทธิภำพ ระบบสำรสนเทศที่ใช้มัก ได้มำจำกแหล่งข้อมูลภำยใน เช่น รำยงำนยอดขำยหรือข้อมูลสรุปประจ ำปีของฝ่ำยผลิต ระบบ สำรสนเทศจึงต้องมีกำรจัดอันดับทำงเลือกแบบต่ำงๆไว้ โดยเลือกใช้ค่ำทำงสถิติช่วยพยำกรณ์หรือ ท ำนำยทิศทำงไว้ด้วย หำกระดับของกำรตัดสินใจนั้นมีซับซ้อนหรือยุ่งยำกมำกเกินไป 5.3 ระดับปฏิบัติกำร (Operation Level Management) ผู้ใช้กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับกำรผลิตหรือกำรปฏิบัติงำนหลักขององค์กร เช่น กำรผลิตหรือ ประกอบสินค้ำ กำรจัดหำวัตถุดิบ งำนทั่วไปภำยในองค์กรที่ไม่จ ำเป็นต้องใช้กำรวำงแผนหรือระดับ กำรตัดสินใจมำกนักข้อมูลหรือสำรสนเทศระดับนี้ จะถูกน ำไปประมวลผลในระดับกลำงและระดับสูง ต่อไป เช่น รำยงำนกำรฝำกถอนเงินประจ ำวัน ยอดสินค้ำคงเหลือหรือรำยงำนกำรผลิตในแต่ละวัน บุคลำกรที่เกี่ยวข้องจะอยู่ในระดับหัวหน้ำงำน ผู้ควบคุมงำน รวมถึงพนักงำนที่ปฏิบัติงำนประจ ำวัน ด้วย


8 5. วิวัฒนำกำรและแนวโน้มกำรใช้งำนเทคโนโลยีสำรสนเทศ ค ำว่ำ “เทคโนโลยีสำรสนเทศ” แล้ว จะมีควำมหมำยครอบคลุมกว้ำงกว่ำค ำว่ำ “ระบบ คอมพิวเตอร์” เพรำะจะพูดรวมถึงระบบกำรเชื่อมโยงสำรสนเทศด้วยเครื่องมือสื่อสำรและ โทรคมนำคมเช้ำไปด้วย ซึ่งมีแนวโน้มของกำรพัฒนำที่ไม่หยุดยั้ง มีกำรเชื่อมโยงกันอย่ำงทั่วถึงมำก ยิ่งขึ้น ช่วยให้กำรติดต่อและแลกเปลี่ยนสำนสนเทศท ำได้อย่ำงไร้ขีดจ ำกัดของพรมแดน ระบบ คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสำรสนเทศ ก็มีแนวโน้มในกำรพัฒนำที่สอดคล้องกับ เทคโนโลยีสื่อสำรที่เปลี่ยนไปด้วย โดยมีกำรออกแบบและพัฒนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้มีขนำดเล็ก และมีประสิทธิภำพในกำรประมวลผลมำกยิ่งขึ้น 5.1 คุณสมบัติของเทคโนโลยีสำรสนเทศ ในเอกสำรกำรวิจัยของส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำแห่งชำติ ได้กล่ำวถึงคุณสมบัติของ เทคโนโลยีสำรสนเทศที่ท ำให้เกิดกำรแพร่กระจำยของกำรใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสำรสนเทศอย่ำง แพร่หลำยในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติต่ำงๆ ดังนี้ 5.1.1) กำรรวมตัวกันของเทคโนโลยี (Convergence) เทคโนโลยีสำรสนเทศ เป็น กำรรวมตัวกันของเทคโนโลยีทำงด้ำนคอมพิวเตอร์ กำรสื่อสำร รวมถึงระบบเทคโนโลยีอื่นๆเข้ำไว้ ด้วยกัน เช่น กำรกระจำยเสียง(Broadcasting) เป็นต้น ท ำให้สำมำรถรับ-ส่งสัญญำณข้อมูลที่อยู่ในรูป ของสื่อแบบผสม (Multimedia) เช่นภำพ เสียง หรือข้อควำมต่ำงๆได้อย่ำงรวดเร็ว และสำมำรถส่งได้ ในปริมำณมำก กำรเผยแพร่ข้อมูลต่ำงๆจึงท ำได้อย่ำงทั่วถึงกันมำกขึ้น โดยเฉพำะในยุคไร้พรมแดน อย่ำงในปัจจุบัน 5.1.2) ต้นทุนที่ถูกลง (Cost Reduction) เทคโนโลยีสำรสนเทศมีคุณสมบัติที่ท ำให้ รำคำและกำรเป็นเจ้ำของอุปกรณ์เทคโนโลยีสำรสนเทศถูกลงเป็นอย่ำงมำก ทั้งในส่วนของอัตรำ ค่ำบริกำรสื่อสำรโทรคมนำคมเช่น ค่ำโทรศัพท์ ค่ำบริกำรอินเทอร์เน็ต ค่ำเช่ำสัญญำณเครือข่ำย รวมถึงรำคำของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีที่มีแนวโน้มถูกลงเรื่อย ๆ สิ่งเหล่ำนี้ด ำเนินไปตำม กลไกรำคำของตลำด ซึ่งเมื่อมีผู้บริโภคมำกขึ้นรำคำก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะถูกลง 5.1.3) กำรพัฒนำอุปกรณ์ที่เล็กลง (Miniaturization) อุปกรณ์เทคโนโลยี สำรสนเทศหลำกหลำยประเภทรวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ได้รับกำรพัฒนำให้มีขนำดเล็ก


9 ลง ด้วยวิวัฒนำกำรของไมโครชิพท ำให้ออกแบบอุปกรณ์ได้กะทัดรัดและสะดวกต่อกำรใช้งำนมำก ยิ่งขึ้น 5.1.4) กำรพกพำและกำรเคลื่อนที่ (Portability/Mobility) เทคโนโลยีสำรสนเทศ ท ำให้กำรต่อเชื่อมเครือข่ำยคอมพิวเตอร์เป็นไปได้ง่ำยมำกยิ่งขึ้น อำทิเช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค สมำร์ท โฟนและอุปกรณ์พกพำอื่นๆสำมำรถเชื่อมต่อเข้ำกับเครือข่ำยคอมพิวเตอร์ได้อย่ำงง่ำยดำยทุกที่ทุก เวลำ 5.1.5) กำรประมวลผลที่ดีขึ้น (Processing Power) เทคโนโลยีสำรสนเทศมีกำร ประมวลผลที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยอำศัยพัฒนำกำรของผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกลำงหรือซีพียูทีท ำงำนเร็ว ขึ้นกว่ำเดิม รวมถึงกำรสร้ำงโปรแกรมเพื่อตอบสนองกำรท ำงำนของผู้ใช้ที่มีประสิทธิภำพดียิ่งขึ้น 5.1.6) กำรใช้งำนที่ง่ำย (User Friendliness) กำรพัฒนำโปรแกรมในปัจจุบัน มีกำร ออกแบบส่วนประสำนงำนกับผู้ใช้เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนกำรท ำงำนให้ง่ำยและดียิ่งขึ้น หรือที่ เรียกว่ำ User Friendlyนั่นเอง โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งกับคนที่ไม่คุ้นเคยเรื่องเทคโนโลยีมำกนัก ท ำให้ไม่ ต้องกลัวว่ำจะใช้งำนยำกเหมือนกับแต่ก่อน เพียงแค่ศึกษำกำรใช้โปรแกรมเพียงเล็กน้อยก็สำมำรถท ำ ได้ โดยมำกจะมีกำรน ำรูปแบบของ GUI มำใช้มำกยิ่งขึ้น เช่น แบบเมนูเลือกรำยกำร หรือคลิกเมำส์ เป็นต้น 5.1.7) กำรเปลี่ยนจำกอะตอมเป็นบิต (Bits Versus Atoms) ทิศทำงของควำมนิยม ในกำรใช้เทคโนโลยี สำรสนเทศผ่ำนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต นับได้ว่ำเป็นตัวอย่ำงที่ชัดเจนของกำรหันเหจำกกิจกรรมที่ใช้ “อะตอม” เช่น กำรส่งเอกสำรที่เป็นกระดำษ ไปสู่กำรใช้ “บิต” (BIT : Binary Digit) มำกยิ่งขึ้น ซึ่งใน ปัจจุบันจะเห็นว่ำหลำยองค์กรได้ปรับเปลี่ยนกำรใช้งำนที่มุ่งเน้นไปสู่ส ำนักงำนแบบไร้กระดำษ (Paperless Office) กันอย่ำงแพร่หลำย 5.1.7) สื่อผสม (Multimedia) เทคโนโลยีสำรสนเทศสำมำรถเผยแพร่สำรสนเทศที่ เป็นแบบสื่อผสม(Multimedia) ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบตัวอักษร ภำพกรำฟิก เสียง รวมถึง ภำพเคลื่อนไหวต่ำงๆเข้ำไว้ด้วยกัน 5.1.9) เวลำและภูมิศำสตร์ (Time & Distance) วิวัฒนำกำรของเทคโนโลยี สำรสนเทศท ำให้มนุษย์สำมำรถเอำชนะเงื่อนไขด้ำน “เวลำ” และ “ภูมิศำสตร์” ได้เป็นอย่ำงมำก เช่น กำรประชุมทำงไกล(Teleconference) ส ำหรับบำงองค์กรที่มีขนำดใหญ่และมีสำขำอยู่ทั่วประเทศ ซึ่ง หำกต้องจัดกำรประชุมโดยให้ผู้บริหำรทุกสำขำเดินทำงมำยังส ำนักงำนใหญ่พร้อมกัน อำจจะท ำได้ไม่ สะดวกหรือจัดเวลำไม่ตรงกัน กำรประชุมแบบทำงไกลสำมำรถเข้ำมำช่วยแก้ปัญหำนี้ได้ หรือกำรใช้ จำนรับสัญญำณดำวเทียมเพื่อถ่ำยทอดสัญญำณรำยกำรเพื่อกำรศึกษำให้กับโรงเรียนชนบทที่ห่ำงไกล (Tele Education) โดยที่นักเรียนไม่จ ำเป็นต้องเข้ำมำแสวงหำควำมรู้ในเมืองใหญ่ ก็สำมำรถได้แหล่ง ควำมรู้ที่เหมือนๆกัน เป็นกำรลดปัญหำในเรื่องภูมิศำสตร์ลงไปได้ เครือข่ำยคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต มีควำมส ำคัญในชีวิตประจ ำวันของมนุษย์ใน สังคมปัจจุบันมำก ขึ้น เนื่องจำกสังคมขณะนี้ก ำลังเข้ำสู่สังคมแห่งเทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรสื่อสำร หรือ สังคมไอที ที่คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือส ำคัญ ในกำรช่วยอ ำนวยควำมสะดวกแก่ผู้ใช้ไม่ว่ำจะเป็นกำรท ำงำนด้ำน


10 กำรส่งข้อมูลข่ำวสำรระหว่ำงที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ในรูปแบบสื่อ ทั้งภำพเสียงตัวอักษรและมัลติมีเดีย ได้อย่ำงรวดเร็วฉับไวทันเวลำที่ต้องกำร หำกแต่ในปัจจุบันได้มีกำรใช้สื่อคอมพิวเตอร์ไปในทำงไม่เหมำะสม เช่น น ำไปใช้แพร่ภำพ ลำมกอนำจำร น ำภำพไปตัดต่อเข้ำสู่ระบบคอมพิวเตอร์ท ำให้ผู้อื่นเสียหำย ปลอมแปลง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญำต ก่อกวนท ำร้ำยผู้ใช้คอมพิวเตอร์อื่นๆ หลอกลวง ก่อ กำรร้ำย กำรป้องกันปรำบปรำมและจับกุมด ำเนินคดีแก่ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในทำงที่ท ำให้เกิดควำม เสียหำยแก่ผู้อื่น หรือเกิดควำมเสียหำย แก่ประเทศชำติ จึงเป็นเรื่องจ ำเป็นที่จะต้องมีกำรแก้ปัญหำ ดังกล่ำว จึงเกิดกำรร่ำงพระรำชบัญญัติว่ำด้วยกำรกระท ำควำมผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ขึ้น โดยมีเจตนำรมณ์ คือ เพื่อเป็นกำรใช้กรอบแห่งกฎหมำยในกำรก ำหนดฐำนควำมผิดและบทลงโทษใน กำรเรียกร้องค่ำเสียหำยแก่ผู้กระท ำควำมผิด เพื่อคุ้มครองสิทธิให้แก่ประชำชน เพื่อก ำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับอ ำนำจหน้ำที่ของเจ้ำพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ทั้งด้ำนนโยบำย มำตรฐำน แนวปฏิบัติ และก ำหนดหน้ำที่ของผู้ให้บริกำรไม่ว่ำจะแก่ตนเองหรือบุคคลอื่นในกำรเข้ำสู่ อินเทอร์เน็ต หรือให้สำมำรถติดต่อถึงกันโดยผ่ำนระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้มีแนวทำงกำรปฏิบัติตำม ด ำเนินงำนให้เกิดควำมชัดเจนถูกต้องในแนวทำงเดียวกัน จำกกำรส ำรวจควำมคิดเห็นของประชำชนหลังพระรำชบัญญัติว่ำด้วยกำรกระท ำควำมผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยส ำนักงำนสถิติแห่งชำติ เพื่อเป็นแนวทำงในกำรปรับปรุงกำร ประชำสัมพันธ์เผยแพร่เกี่ยวกับพระรำชยัญญัติให้แก่สำธำรณะชนได้เข้ำใจอย่ำงแท้จริง และเป็นผลให้ กำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติมีประสิทธิภำพสูงสุด 1. เครือข่ำยคอมพิวเตอร์ 1.1. ควำมหมำยและองค์ประกอบของเครือข่ำยคอมพิวเตอร์ เครือข่ำยคอมพิวเตอร์ (computer net-work) หมำยถึง กำรเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ต่อพ่วงเข้ำด้วยกันโดยใช้สื่อกลำงต่ำงๆ เครือข่ำยคอมพิวเตอร์สำมำรถแบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังนี้ 1.1.1 เครือข่ำยเฉพำะที่ หรือแลน (local area network : LAN) 1.1.2 เครือข่ำยนครหลวง หรือแมน (metropolitan area network : MAN) 1.1.3 เครือข่ำยบริเวณกว้ำง หรือแวน (wide area network : WAN) 1.1.4 เครือข่ำยภำยในองค์กร หรืออินทรำเน็ต (intranet) 1.1.5 เครือข่ำยภำยนอกองค์กร หรือเอ็กทรำเน็ต (extranet) 1.1.6 เครือข่ำยอินเทอร์เน็ต (internet) 1.2. กำรเลือกใช้ฮำร์ดแวร์ของระบบเครือข่ำยขนำดเล็ก 1.2.1 อุปกรณ์ในระบบเครือข่ำยขนำดเล็ก 1. กำร์ดแลน (LAN card) เป็นอุปกรณ์ที่ท ำหน้ำที่รับส่งข้อมูลจำกคอมพิวเตอร์ เครื่องหนึ่งไปสู่คอมพิวเตอร์อรกเครื่องหนึ่งโดยผ่ำนสำยแลน 2. ฮับ (hub) เป็นอุปกรณ์ที่ท ำหน้ำที่เสมือนกับชุมทำงข้อมูล มีหน้ำที่เป็นตัวกลำง คอยส่งข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ำย


11 3. สวิตช์ (switch) เป็นอุปกรณ์รวมสัญญำณเช่นเดียวกับฮับ แต่ต่ำงจำกฮับ คือ กำรรับส่งข้อมูลจำกคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งนั้นจะไม่กระจำยไปยังทุกเครื่อง เนื่องจำกข้อมูลจะ ตรวจสอบก่อนว่ำเป็นของเครื่องใด แล้วจึงส่งไปยังปลำยทำง 4. โมเด็ม (modem) เป็นอุปกรณ์ที่ท ำหน้ำที่แปลงสัญญำณเพื่อให้สมมำรถ ส่งผ่ำนสำยโทรศัพท์ได้ 5. อุปกรณ์จัดเส้นทำงหรือเรำเตอร์ (router) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในกำรเชื่อมโยง เครือข่ำยหลำยเครือข่ำยเข้ำด้วยกัน เรำเตอร์ท ำหน้ำที่เลือกเส้นทำงที่ดีที่สุด 6. สำยสัญญำณ (cable) เป็นอุปกรณ์ที่ท ำหน้ำที่เป็นสื่อกลำงในกำรรับส่งข้อมูล 1.2.2 กำรเชื่อมต่อระบบเครือข่ำยขนำดเล็ก 1. กำรเชื่อมต่อเครือข่ำยระยะใกล้ หำกมีคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ำยไม่เกิน สองเครื่อง อุปกรณ์ในระบบเครือข่ำยนอกจำกเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ยังต้องมีกำร์ดแลนและ สำยสัญญำณ โดยไม่ต้องใช้ฮับและสวิตช์ เพรำะถ้ำมีคอมพิวเตอร์สองเครื่อง ก็สำมำรถเชื่อต่อโดยใช้ สำยไขว้ (cross line) 2. กำรเชื่อมต่อเครือข่ำยระยะไกล จำกข้อก ำจัดของเครือข่ำยที่ใช้สำยแลนที่ไม่ สำมำรถเดินสำยให้มีควำมยำวมำกกว่ำ 100 เมตรได้ จึงต้องหำทำงเลือกส ำหรับระบบเครือข่ำย ระยะไกล ดังนี้ - แบบที่ 1 คือ ต้องติดตั้งเครื่องทวนสัญญำณ (repeater) ไว้ทุก ๆ ระยะ 100 เมตร - แบบที่ 2 คือ ใช้โมเด็มหมุนโทรศัพท์เข้ำหำกันเมื่อต้องกำรเชื่อมต่อ เละเมื่อเสร็จสิ้นก็ ยกเลิกกำรเชื่อมต่อ - แบบที่ 3 คือ เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภำพดีที่สุดในปัจจุบันสำยสัญญำณที่เลือกใช้ คือ สำยใยแก้วน ำแสง สำมำรถส่งข้อมูลระยะไกลได้และมีควำมเร็วสูง - แบบที่ 4 คือ ใช้จุดเชื่อมต่อแบบไร้สำย (wireless lan) เป็นกำรเชื่อมต่อโดยใช้สัญญำณ วิทยุทำงอำกำศแทนกำรใช้สำยโทรศัพท์ - แบบที่ 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีตระกูล DSL (Digital Subscriber Line) เป็นเทคโนโลยีโมเด็มที่ท ำให้คู่สำยทองแดงกลำยเป็นสื่อสัญญำณดิจิทัลควำมเร็วสูง - แบบที่ 6 คือ เทคโนโลยีแบบ ethernet over VDSL เป็นเทคโนโลยีระบบเครือข่ำยแบบ ล่ำสุดที่สำมำรถจะติดตั้งใช้งำนได้เอง สำมำรถเชื่อมต่อใช้กับโทรศัพท์ได้ 1.3. กำรเลือกใช้ซอฟต์แวร์ของระบบเครือข่ำยขนำดเล็ก 1.3.1 ระบบปฏิบัติกำรลินุกซ์ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating system) นิยมเรียกย่อว่ำ CentOS ซึ่งช่วยประหยัดงบประมำณขององค์กร เนื่องจำก CentOS เป็น ซอฟแวร์เปิดเผยโค้ด (open-source software) ผู้ใช้สำมำรถดำวน์โหลดโค้ดไปใช้่งำนโดยไม่ต้องจ่ำย ค่ำลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 1.3.2 ระบบปฏิบัติกำรวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ (Windows server) ปัจจุบันถูกพัฒนำเป็น windows Server 2008 ซึ่งออกแบบมำเพื่อสนับสนุนระบบเครือข่ำย แอพพลิเคชั่นและบริกำรอื่นๆ ที่มีควำมทันสมัยบนเว็บไซต์ โดยมีคุณสมบัติเด่น ดังนี้ 1. สร้ำงโครงสร้ำงพื้นฐำนที่มั่นคงส ำหรับภำระงำนของเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงควำมต้องกำร ด้ำนแอพพลิเคชั่นต่ำงๆด้วย


12 2. เวอร์ชวลไลเซซั่น (virtualization) เป็นกำรสร้ำงระบบเสมือนจริงที่มีรำกฐำนจำก ระบบ hypervisor ช่วยให้สำมำรถรวมเซิร์ฟเวอร์และใช้งำนฮำร์ดแวร์ได้อย่ำงเต็มที่ 3. มีระบบจัดกำรและดูแลเว็บ และแอพพลิเคชั่นที่ได้รับกำรพัฒนำมำกขึ้น 4. ระบบควำมปลอดภัย ได้รับกำรพัฒนำให้มีควำมทนทำนมำกขึ้น พร้อมทั้งผสำนกำร ใช้เทคโนโลยีด้ำน IDA หลำยชิ้น 2. อินเทอร์เน็ต 2.1. ควำมหมำยและพัฒนำกำรของอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต (internet) มำจำกค ำว่ำ interconnection network หมำยถึง กำรใช้ ประโยชน์ของระบบเครือข่ำยที่น ำเครื่องคอมพิวเตอร์หลำยๆ เครื่องมำเชื่อมต่อกันโดยผ่ำนสื่อกลำง ชนิดใดชนิดหนึ่ง 2.2. บริกำรบนอินเทอร์เน็ต 2.2.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมลล์ (electronic mail or e-mail) เนื่องจำก ในระบบเครือข่ำยอินเทอร์เน็ตนั้นมีกำรเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลำยเครื่องเข้ำด้วยกัน ท ำให้กำรส่ง ข้อมูลระหว่ำงคอมพิวเตอร์ด้วยกันสำมำรถท ำได้ง่ำย 2.2.2 เมลลิงลิสต์ (mailing list) เป็นเสมือนเครื่องมือที่ใช้กระจำยข่ำวสำรและข้่อมูล เฉพำะกลุ่ม 2.2.3 กำรสื่อสำรในเวลำจริง (realtime communication) เป็นกำรสื่อสำรกันที่ สำมำรถโต้ตอบกลับได้ทันทีผ่ำนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต เช่น แชท (chat) 2.2.4 เว็บไซต์เครือข่ำยทำงสังคม (social networking web site) เป็นชุมชน ออนไลน์ที่กลุ่มคนรวมกันเป็นสังคม เช่น facebook 2.2.5 บล็อก (blog) ย่อมำจำกค ำว่ำ เว็บบล็อก (webblog) เป็นเว็บไซต์ที่ใช้เขียน บันทึกเรื่องรำว เพื่อสื่อสำรควำมรู้สึก มุมมอง เรียกว่ำ ไดอำรี่ออนไลน์ (diary online) 2.2.6 วิกิ (wiki) เป็นรูปแบบกำรเผยแพร่ข้อมูลที่บุคคลต่ำงๆ ที่มีควำมรู้ในแต่ละเรื่อง มำให้ข้อมูล เช่น wikipedia 2.2.7 บริกำรเข้ำใช้ระบบคอมพิวเตอร์ระยะไกล (remote login/telnet) บริกำรนี้ อนุญำตให้ผู้ใช้สำมำรถเข้ำไปท ำงำนต่ำงๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งผ่ำนทำงคอมพิวเตอร์อีก เครื่องหนึ่งที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต ไม่ว่ำคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลกันก็ ตำม 2.2.8 กำรโอนย้ำยข้อมูล (file transfer protocol : FTP) เป็นกำรถ่ำยโอน แฟ้มข้อมูลจำกคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งอำจจะอยู่ใกล้หรือไกล 2.2.9 บริกำรแลกเปลี่ยนข้อมูลข่ำวสำร หรือ ยูสเน็ต (usenet) เป็นอีกบริกำรหนึ่ง บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มสนทนำ เพื่อแลกเปลี่ยนข่ำวสำรกันบนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต 2.2.10 เวิลด์ไวด์เว็บ (world wide web) ซึ่งอำจเรียกย่อว่ำ เว็บ (web) เป็นบริกำร เพื่อกำรค้นหำข้อมูลที่ได้รับควำมนิยมมำกที่สุดของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นกำรให้บริกำรข้อมูล แบบไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) เป็นวิธีกำรที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจำกเอกสำรหนึ่งไปข้อมูลของอีก เอกสำรหนึ่ง


13 2.2.11 พำณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce หรือ e-commerce) เป็น กำรท ำธุรกรรมซื้อขำยสินค้ำและบริกำรบนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต โดยน ำเสนอสินค้ำและบริกำรทำง เว็บไซต์ 2.3. คุณธรรมและจริยธรรมในกำรใช้อินเทอร์เน็ต 1. จรรยำบรรณในกำรใช้อินเทอร์เน็ต (netiquette) 1.1. จรรยำบรรณส ำหรับผู้ใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ - ตรวจสอบกล่องรับไปรษณีย์ทุกวัน จ ำกัดจ ำนวนไฟล์และข้อมูลใน ตู้จดหมำย - ลบข้อควำมหรือจดหมำยที่ไม่ต้องกำรทิ้ง - โอนย้ำยจดหมำยจำกระบบไปไว้ยังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล - พึงระลึกไว้เสมอว่ำจดหมำยที่เก็บไว้ในตู้จดหมำยนี้อำจถูกผู้อื่น - ไม่ควรจะส่งจดหมำยกระจำยไปยังผู้รับจ ำนวนมำก 1.2. จรรยำบรรณส ำหรับผู้สนทนำผ่ำนเครือข่ำย - ควรสนทนำกับผู้ที่รู้จักและต้องกำรสนทนำด้วยเท่ำนั้น - ก่อนกำรเรียกคู่สนทนำ ควรตรวจสอบสถำนกำรณ์ใช้งำนของคู่ สนทนำ ก่อน - หลังกำรเจรียกคู่สนทนำไปแล้ว ไม่ตอบกลับมำแสดงว่ำเขำอำจติดธุระ อยู่ - ควรใช้วำจำสุภำพ 1.3 จรรยำบรรณส ำหรับผู้ใช้กระดำนข่ำวหรือกระดำนสนทนำ - เขียนเรื่องให้กระชับ ใช้ข้อควำมสั้น - ไม่ควรเขียนข้อควำมพำดพิงถึงสถำบันของชำติในทำงที่ไม่สมควร - ให้ควำมส ำคัญในเรื่องลิขสิทธิ์ - ไม่ควรสร้ำงข้อควำมเท็จ - ไม่ควรใช้เครือข่ำยส่วนรวมเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตน 2. บัญญัติ 10 ประกำรในกำรใช้งำนคอมพิวเตอร์ 1. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ท ำร้ำยผู้อื่น 2. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์รบกวนกำรท ำงำนของผู้อื่น 3. ไม่เปิดดูข้อมูลในแฟ้มของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญำต 4. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อกำรโจรกรรมข้อมูลข่ำวสำร 5. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้ำงหลักฐำนที่เป็นเท็จ 6. ไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่น 7. ไม่ละเมิดกำรใช้ทรัพยำกรคอมพิวเตอร์ 8. ไม่น ำเอำผลงำนคนอื่นมำเป็นของตัวเอง 9. ค ำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันเป็นผลมำจำกกำรกระท ำของตน 10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดนเคำรพกฎ ระเบียบ กติกำ


14 กฎหมำยเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำรสนเทศ มี 6 ฉบับ ดังนี้ 1. กฎหมำยเกี่ยวกับธุรกรรมทำงอิเล็กทรอนิกส์ 2. กฎหมำยเกี่ยวกับลำยมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3. กฎหมำยเกี่ยวกับกำรคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 4. กฎหมำยเกี่ยวกับกำรคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 5. กฎหมำยว่ำด้วยอำชญำกรรมทำงคอมพิวเตอร์ 6. กฎหมำยเกี่ยวกับกำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำนสำรสนเทศ กฎหมำยทำงเทคโนโลยีสำรสนเทศ - ธุรกรรมทำงอิเล็กทรอนิกส์ - ลำยมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ - โอนเงินทำงอิเล็กทรอนิกส์ - กำรคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล - อำชญำกรรมทำงคอมพิวเตอร์ - กำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำนสำรสนเทศ ระบบกำรสืบค้นผ่ำนเครือข่ำยเพื่อกำรเรียนรู้ กำรสืบค้นข้อมูลควำมรู้ผ่ำนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต 1) รูปแบบกำรสืบค้นข้อมูลควำมรู้ กำรค้นหำข้อมูลควำมรู้มีบทบำทส ำคัญต่อมนุษย์มำกขึ้น เนื่องจำกต้องน ำข้อมูลควำมรู้มำใช้ ในกำรเรียน กำรท ำงำน และกำรด ำเนินชีวิตประจ ำวัน โดยกำรค้นหำข้อมูลควำมรู้นั้น ท ำได้หลำยวิธี เช่น กำรถำมผู้รู้กำรค้นหำจำกเว็บไชตในอินเทอร์เน็ต กำรค้นหำจำกสื่อสิ่งพิมพ์ต่ำง ๆ ซึ่งกำรค้นหำ ข้อมูลควำมรู้ผ่ำนเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตนั้นได้รับควำมนิยมมำก เพรำะค้นหำได้สะดวกรวดเร็ว มี ข้อมูลควำมรู้ที่หลำกหลำยให้เลือกศึกษำ และสำมำรถค้นหำได้หลำยรูปแบบ ดังนี้ 1. กำรค้นหำข้อมูลควำมรู้จำกที่อยู่ของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Uniform Resource Locator : URL) เป็นกำรค้นหำข้อมูลควำมรู้โดยพิมพ์ที่อยู่ของข้อมูลที่ต้องกำรคันหำลงในช่องที่ ก ำหนด โดยผู้ค้นหำจะต้องทรำบที่อยู่ของเว็บไซต์ก่อน จำกนั้นกดปุ้ม Enter บนแผงแป้นอักขระ จะ ได้ผลลัพธ์ดังตัวอย่ำง 2. กำรค้นหำข้อมูลควำมรู้โดยใช้ซอฟต์แวร์ค้นผ่ำนเว็บ (web browser) เป็นเป็นกำรค้นหำ ข้อมูลควำมรู้ผ่ำนเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต โดยใช้ซอฟต์แวร์ค้นผ่ำนเว็บ ซึ่งมี 2 วิธี ดังนี้ 2.1. กำรสืบค้น (browse) เป็นกำรเปิดดูเอกสำรที่น ำเสนออยู่บนเว็บไปเรื่อย ๆ โดย เอกสำรเหล่ำนั้นมีกำรเชื่อมโยง (ink) กันอยู่ผู้ใช้สำมำรถค้นหำข้อมูลควำมรู้ได้โดยกำรเลือกเปิด เอกสำรตำมกำรเชื่อมโยงเหล่ำนั้น 2.2. กำรค้นหำ (search) เป็นกำรค้นหำสำรสนเทศเฉพำะหัวข้อที่ต้องกำร โดยใช้ ระบบที่เรียกว่ำ โปรแกรมค้นหำ (search engine) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สร้ำงขึ้นเพื่อช่วยในกำรค้นหำ เอกสำรหรือบทควำมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้ใช้สนใจโดยใช้ค ำส ำคัญ (keyword) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้ำสู่ระบบ


15 แล้วระบบจะน ำค ำส ำคัญไปเปรียบเทียบกับเอกสำรต่ำง ๆ ที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต จำกนั้นจึง แสดงผลกำรค้นหำแก่ผู้ใช้ เว็บไซต์ที่มีโปรแกรมค้นหำ (search engine) นั้นมีมำกมำย ทั้งที่เป็น เ ว็ บ ไ ซ ต์ ข อ ง ต่ ำ ง ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ เ ว็ บ ไ ซ ต์ ข อ ง ไ ท ย เ ช่ น http://www.dmoz.org, http://www.google.co.th http://www.yahoo.com, http://www.sanook.com เป็นต้น แต่ ปัจจุบันเว็บไซต์ http://www.google.co.th เป็นเว็บไซต์ที่นิยมใช้กันมำกที่สุด 2) กำรค้นหำข้อมูลควำมรู้ด้วยเว็บไซต์ที่มีโปรแกรมค้นหำ (search engine) กำรค้นหำ ข้อมูลด้วยเว็บไชต์ที่มีโปรแกรมค้นหำช่วยให้ขอบข่ำยของกำรค้นหำแคบลงสำมำรถค้นหำได้ง่ำยและ รวดเร็วขึ้นกูเกิล (google) เป็นเว็บไซต์ฐำนข้อมูลที่ใหญ่มำกแห่งหนึ่งของโลกด้วยฐำนข้อมูลมำกกว่ำ สำมพันล้ำนเว็บไซต์และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน เป็นเว็บไซต์ค้นหำที่สนับสนุนภำษำต่ำง ๆ มำกกว่ำ 80 ภำษำทั่วโลก (รวมทั้งภำษำไทย) และมีเครื่องบริกำรแทน (server ให้บริกำรในส่วนต่ำง ๆ ของโลก มำกถึง 36 ประเทศ (รวมทั้งในประเทศไทย) เมื่อพิมพ์ที่อยู่ของเว็บไซต์ คือ htp://www.google.com ลงไปในช่องพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ระบบ ตรวจสอบภำษำของเว็บไซต์กูเกิล จะเปลี่ยนเป้ำหมำยมำยัง http://www.google.co.th ที่เป็น เว็บไซต์กูลของไทยโดยอัตโนมัติบริกำรค้นหำของกูเกิล แยกฐำนข้อมูลออกเป็น 8 หมวด ซึ่งในแต่ละ หมวดมีกำรค้นหำแบบพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้ 1. เว็บ : เป็นกำรค้นหำข้อมูลจำกเว็บไซต์ต่ำง ๆ ทั่วโลก 2. รูปภำพ : เป็นกำรค้นหำรูปภำพหลำกหลำยรูปแบบจำกเว็บไซต์ต่ำง ๆ ทั่วโลก 3. แผนที่ : เป็นกำรค้นหำแผ่นที่ของสถำนที่ต่ำง ๆ ในประเทศไทยและแนะน ำเส้นทำงกำร เดินทำงที่เหมำะสม 4. Groups หรือกลุ่มข่ำว : เป็นกำรค้นหำเรื่องรำวที่น่ำสนใจจำกกลุ่มข่ำวต่ำง ๆ 5. บล็อก : เป็นกำรคันหำบันทึกบทควำมของบุคคลหนึ่งที่เขียนขึ้นมำเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ อ่ำน ซึ่งจะมีกำรแสดงควำมคิดเห็นของผู้เรียนอยู่ในบทควำมนั้น ๆ ด้วย 6. แปลภำษำ : เป็นกำรค้นหำค ำของภำษำอื่นที่แตกต่ำงจำกค ำที่ป้อนลงไป 7. Gmail : เป็นบริกำรไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ของกูเกิล 8. เพิ่มเติม : เป็นกำรค้นหำไดเรกทอรีปฏิทิน ภำพถ่ำย เว็บไซต์ และ กูรู ซึ่งไว้เป็นหมวดหมู่ 3) เทคนิคกำรค้นหำข้อมูลควำมรู้ด้วยโปรแกรมค้นหำ (search engine) กำรค้นหำข้อมูลควำมรู้ด้วยโปรแกรมค้นหำให้ได้ผลลัพธ์ตำมต้องกำร มีแนวทำงดังนี้ 3.1 บีบประเด็นให้แคบลง หัวข้อเรื่องที่ต้องกำรค้นหำต้องพยำยำมบีบประเด็นให้แคบลง เช่น ต้องกำรค้นหำข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งอำจจะหำโดยใช้ค ำว่ำคอมพิวเตอร์ หรือ Computer เพื่อลองดูเนื้อหำกว้ำง ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่ำมีเรื่องใดบ้ำง จำกนั้นระบุหัวข้อเรื่องให้แคบลง โดย เลือกจำกหัวข้อที่เว็บไซต์นั้นจัดท ำไว้ หรืออำจจะพิมพ์ค ำส ำคัญในเว็บไซต์ดังกล่ำวเพื่อค้นหำอีกครั้ง 3.2 กำรใช้ค ำที่ใกล้เคียง ควรใช้ค ำที่มีควำมหมำยใกล้เคียงกับค ำที่ก ำลังค้นหำ เช่น ต้องกำร ค้นหำเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ค ำที่เกี่ยวข้องที่สำมำรถใช้ค้นหำได้ คือ technology, IT 3.3 กำรใช้ค ำหลัก (Keyword) เป็นกำรใช้ค ำหรือข้อควำมที่จะท ำให้คิดถึงเว็บไซต์นั้น เช่น ส ส ว ท . จ ะนึ ก ถึง เ ว็ บไ ซ ข อง ส ถ ำ บั น ส่ง เ ส ริ ม ก ำ ร ส อ น วิท ย ำ ศ ำ ส ต ร์ แ ล ะเ ท คโ นโ ล ยี http://www.ipst.ac.th.schoolnet จ ะ นึ ก ถึง เ ว็ บไ ช ต์ เ ค รื อ ข่ ำ ยโ รง เ รี ย นไ ท ย http://www.school.net.th เป็นต้น


16 3.4 หลีกเลี่ยงกำรใช้ตัวเลข พยำยำมเลี่ยงกำรใช้ค ำค้นหำที่เป็นค ำเดี่ยว ๆ หรือเป็นค ำที่มี ตัวเลขรวมอยู่ด้วย แต่ถ้ำเลี่ยงไม่ได้ ให้ใส่เครื่องหมำยค ำพูด (" ") ลงไปด้วย เช่น "windows 98" 3.5 ใช้เครื่องหมำยบวกและลบช่วยค้นหำข้อมูล เครื่องหมำย "+" หมำยถึง กำรระบุให้ ผลลัพธ์ของกำรค้นหำต้องมีค ำนั้นปรำกฎอยู่ในหน้ำเว็บเพจ ข้อควรระวังคือ ต้องใช้เครื่องบวกติดกับ ค ำหลักเสมอ ห้ำมมีช่องว่ำงระหว่ำงเครื่องหมำยบวกกับค ำหลัก เช่น +สังคม +เศรษฐกิจ หมำยถึง หน้ำเว็บเพจที่พบจะต้องปรำกฏค ำว่ำ "สังคม" และ "เศรษฐกิจ"อยู่ในหน้ำเดียวกันทั้งสองค ำ หรือ สังคม เศรษฐกิจ จะสังเกตเห็นว่ำที่ค ำว่ำ "เศรษฐกิจ"ไม่ปรำกฎเครื่องหมำยบวก " + " อยู่ข้ำงหน้ำ เหมือนตัวอย่ำงบน หมำยถึง กำรค้นหำหน้ำเอกสำรเว็บเพจที่จะต้องปรำกฏค ำว่ำ "สังคม" โดยในหน้ำ เอกสำรนั้นอำจปรำกฎหรือไม่ปรำกฏค ำว่ำ "เศรษฐกิจ" ก็ได้ เครื่องหมำยลบ " " หมำยถึง กำรระบุให้ ผลลัพธ์ของกำรค้นหำต้องไม่ปรำกฎค ำนั้นอยู่ในหน้ำเว็บเพจ เช่น โรงแรม -บ้ำนพัก หมำยถึง หน้ำเว็บ เพจนั้นต้องมีค ำว่ำ โรงแรม แต่ต้องไม่ปรำกฏค ำว่ำ บ้ำนพัก, +ทุเรียน -ทุเรียนหมอนทอง -ทุเรียนชะนี หมำยถึง หน้ำเว็บเพจที่พบจะต้องปรำกฎค ำว่ำ "ทุเรียน"แต่ต้องไม่ปรำกฏค ำว่ำ "ทุเรียนหมอนทอง" และ "ทุเรียนชะนี" อยู่ในหน้ำเดียวกัน 4) ควำมรู้เพิ่มเติม โดเมนเนม (Domain Name) คืออะไร โดเมนเนม (Domain Name) คือ ชื่อเว็บไซต์บนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ตที่ต้องไม่ซ้ ำกันทั่วโลกโดยชื่อ โดเมนจะประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้ 1.ชื่อเจ้ำของเว็บไซต์ซึ่งอำจเป็นชื่อบุคคล องค์กร เครื่องหมำยกำรค้ำ บริษัทหรืออื่น ๆ ที่ ต้องกำรจะสื่อให้เป็นตัวแทนของเว็บไซต์นั้น เช่น กูเกิล (go0gle), สนุก (sanook) เป็นต้น 2. ลักษณะกำรประกอบกำรของเว็บไซต์นั้น ๆ ซึ่งมีหลำยลักษณะ เช่น .com , co.th , net เป็นต้นโดยลักษณะประกอบกำรที่พบเห็นได้ทั่วไป มีดังนี้ 2.1 .com (commercial organization) คือ หน่วยงำนธุรกิจ 2.2 .co (company) คือ บริษัท ห้ำงร้ำน ธุรกิจที่จดทะเบียน 2.3 .go (government) คือ หน่วยงำนของรัฐบำล 2.4 .or (organization) คือ องค์กรที่ไม่แสวงหำผลก ำไร 2.5 .net (net work providers) คือ ผู้ให้บริกำรผ่ำนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต นอกจำกนี้ชื่อโดเมนยังสำมำรถระบุให้ทรำบประเทศที่อยู่ของเว็บไซต์นั้น เช่น .th คือประเทศไทย jp คือ ประเทศญี่ปุ่น .kr คือ ประเทศเกำหลีใต้ โดยอยู่ส่วนท้ำยของชื่อโดเมน แฟ้มข้อมูล และสำรสนเทศเพื่อใช้ในกำรจัดกำรเรียนรู้ แฟ้มข้อมูล (file) คือ กลุ่มของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันและเป็นประเภทเดียวกัน ในฐำนข้อมูล จะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน กำรออกแบบแฟ้มข้อมูลและฐำนข้อมูลหมำยถึงกำร ก ำหนดโครงสร้ำง กำรจัดเก็บข้อมูล เช่น เขตข้อมูลที่ประกอบกันขึ้นเป็นระเบียนข้อมูล ประเภทของ ข้อมูล ขนำดของข้อมูล จ ำนวนพื้นที่ส ำหรับจัดเก็บ วิธีกำรจัดเก็บ (storage) และกำรเข้ำถึงข้อมูล (access method) ในแฟ้มข้อมูลและฐำนข้อมูลได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ฐำนข้อมูลเป็นส่วนที่ส ำคัญ ส ำหรับระบบงำนสำรสนเทศ เนื่องจำกใช้เก็บข้อมูลน ำเข้ำต่ำงๆ ขั้นตอนกำรออกแบบฐำนข้อมูล เปรียบเทียบกับสถำปัตยกรรมฐำนข้อมูล สรุปได้ดังนี้ สถำปัตยกรรมฐำนข้อมูล กำรออกแบบฐำนข้อมูล


17 1. ระดับภำยนอก (external level) 1. ระดับแนวคิด (conceptual design) 2. ระดับแนวคิด (conceptual level) 2. ระดับตรรกะ (logical design) 3. ระดับใน (internal level) 3. ระดับกำยภำพ (physical design) กำรออกแบบฐำนข้อมูลในระดับแนวคิดจะด ำเนินในขั้นตอนกำรวิเครำะห์ระบบ โดยกำรใช้ เครื่องมือ ดีเอฟดี (DFD) แสดงแบบจ ำลองกระบวนกำร และอีอำร์ดี (ERD) แสดงแบบจ ำลองข้อมูล ซึ่งแสดงให้เห็นเพียงเอนทิตี (entity) และแอททริบิวท์ (attributes) และข้อมูลเหล่ำนั้นมี ควำมสัมพันธ์กันอย่ำงไร โดยในขั้นวิเครำะห์ยังไม่ได้ค ำนึงถึงควำมซ้ ำซ้อนของข้อมูลกำรออกแบบ ฐำนข้อมูลในระดับตรรกะ เป็นกำรก ำหนดโครงสร้ำงไฟล์และฐำนข้อมูล โดยกำรน ำอีอำร์ดีมำปรับปรุง ด้วยกำรท ำให้เป็นบรรทัดฐำนที่เรียกว่ำ นอร์มัลไลเซชัน (normalization) ซึ่งในระบบ ฐำนข้อมูลเชิงสัมพันธ์คือสร้ำงรีเลชันเพื่อน ำไปเป็นฐำนข้อมูลต่อไปกำรออกแบบฐำนข้อมูลในระดับ กำยภำพ เป็นกำรน ำรีเลชัน (relation) ที่ได้จำกระดับตรรกะมำแปลงให้อยู่ในรูปของตำรำง (table) ประเภทของคีย์ (key) รวมถึงกำรก ำหนดวิธีกำรรักษำควำมปลอดภัย 1. ประเภทของแฟ้มข้อมูล ประเภทของ แฟ้มข้อมูล (types of file) จ ำแนกได้เป็นประเภท ต่ำง ๆ ดังนี้ 1.1 แฟ้มข้อมูลหลัก (master file-MF) จะเก็บข้อมูลทั้งหมดหรือข้อมูลหลักของ ระบบงำน ในระบบหนึ่ง ๆ อำจมีได้หลำยแฟ้มข้อมูลหลัก ตัวอย่ำงของแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น ระบบกำร ค้นคืนเกี่ยวกับบรรณำนุกรมหนังสือจะมีแฟ้มข้อมูลหลักที่เก็บข้อมูลทั้งหมดของหนังสือ 1.2 แฟ้มประมวลผลรำยกำร (transaction file-T/F) จะเก็บข้อมูลของงำนอย่ำง หนึ่งอย่ำงใด หรือส ำหรับปรับปรุงข้อมูลบำงอย่ำงในแฟ้มข้อมูลหลัก และจะเป็นแฟ้มข้อมูลชั่วครำว เช่น แฟ้มรำยกำรค้นคืนหนังสือ ซึ่งเมื่อเลิกค้นคืนแล้วแฟ้มข้อมูลนี้จะถูกลบไป 1.3 แฟ้มข้อมูลตำรำง (table file) เป็นแฟ้มข้อมูลหลักแบบหนึ่งใช้ส ำหรับเก็บ ข้อมูลที่ถูกเรียกใช้เพื่ออ้ำงอิงอยู่เสมอ ๆ 1.4 แฟ้มข้อมูลแบบรำยงำน (report file) จะเก็บผลลัพธ์ต่ำง ๆ ที่ยังไม่ได้พิมพ์ เนื่องจำกเครื่องพิมพ์ยังไม่ว่ำงหรือมีผู้ใช้อยู่ในขณะนั้นจึงท ำกำรรวมผลลัพธ์ต่ำง ๆ ไว้ในแฟ้มเดียวกัน เพื่อรอพิมพ์ตำมล ำดับ 1.5 แฟ้มข้อมูลอื่น ๆ ในระบบสำรสนเทศจะมีแฟ้มข้อมูลหำกหลำย เช่น แฟ้มข้อมูล ส ำรอง (back-up file) แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (program file) เป็นต้น 2. กำรจัดแฟ้มข้อมูล รูปแบบกำรจัดแฟ้มข้อมูล แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ แบบเรียงล ำดับ (sequential file organization) แบบสุ่มหรือโดยตรง (random/direct file organization) แบบ ดรรชนี (indexed file organization) ข้อควรพิจำรณำในกำรจัดแฟ้มข้อมูล กำรเลือกใช้แฟ้มข้อมูลแบบใดสำมำรถ พิจำรณำจำกลักษณะของข้อมูล ลักษณะกำรประมวลผล สื่อที่ใช้จัดเก็บ เช่น 1) ควำมสำมำรถในกำรเข้ำถึงแฟ้มข้อมูล (file accessibility) ต้องกำรใช้เป็นกำร ประมวลผลแบบออนไลน์ (online) หรือประมวลผลแบบกลุ่ม/ชุด (batch)


18 2) ปริมำณระเบียนรำยกำรเปลี่ยนแปลง (transaction record) ถ้ำมีข้อมูลที่ต้อง เปลี่ยนแปลงมำกและใช้กำรประมวลผลแบบกลุ่ม ควรใช้กำรจัดแฟ้มข้อมูลแบบเรียงล ำดับ ถ้ำกำร ประมวลผลเป็นแบบออนไลน์ควรใช้กำรจัดแฟ้มข้อมูลแบบสุ่มหรือโดยตรง 3) ปริมำณหรือขนำดของแฟ้มข้อมูล (file capacity) ควรใช้สื่อแบบใดจัดเก็บข้อมูลจึง จะเหมำะสม เช่น เทปแม่เหล็ก จำนแม่เหล็ก หรือจำนซีดี-รอม 4) ควำมเร็วที่ต้องกำรในกำรประมวลผลหรือถ่ำยเทข้อมูลต้องพิจำรณำถึงรูปกำรจัด แฟ้มข้อมูลและสื่อจัดเก็บ 5) ค่ำใช้จ่ำย เช่น ฮำร์ดแวร์ และสื่อจัดเก็บ 3. โครงสร้ำงแฟ้มข้อมูล เป็นวิธีกำรจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพื่อให้สำมำรถใช้งำนได้อย่ำงมีประสิทธิภำพกำร เลือกโครงสร้ำงข้อมูลนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มต้นจำกกำรเลือกประเภทข้อมูลอย่ำงย่อโครงสร้ำง ข้อมูลที่ออกแบบเป็นอย่ำงดีจะสำมำรถรองรับกำรประมวลผลที่หนักหน่วงโดยใช้ทรัพยำกรที่น้อย ที่สุดเท่ำที่จะเป็นไปได้ทั้งในแง่ของเวลำและหน่วยควำมจ ำ โครงสร้ำงข้อมูลแต่ละแบบจะเหมำะสมกับงำนที่แตกต่ำงกัน และโครงสร้ำงข้อมูลบำงแบบ ก็ออกแบบมำส ำหรับบำงงำนโดยเฉพำะ แนวควำมคิดในเรื่องโครงสร้ำงข้อมูลนี้ส่งผลกับกำรพัฒนำวิธีกำรมำตรฐำนต่ำงๆในกำร ออกแบบและเขียนโปรแกรมหลำยภำษำโปรแกรมนั้นได้พัฒนำรวมเอำโครงสร้ำงข้อมูลนี้ไว้เป็นส่วน หนึ่งของระบบโปรแกรม เพื่อประโยชน์ในกำรใช้ซ้ ำ แฟ้มข้อมูล” (file) หมำยถึงข้อมูลสำรสนเทศหรือข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้ในสื่อที่มีคุณสมบัติ เป็นแม่เหล็กไม่ว่ำจะเป็นจำนบันทึกธรรมดำหรือจำนแข็ง (hard disk) ก็ตำมข้อสนเทศที่น ำไปเก็บนั้น จะถูกน ำไปเก็บไว้เป็นเรื่องๆ ไป อำจจะเป็นโปรแกรมข้อมูล หรือภำพ (graphics) ก็ได้ แต่ละเรื่องต่ำง ก็ต้องมีชื่อเป็นของตนเองที่ต้องไม่ซ้ ำกัน 1.รูปแบบของกำรจัดระเบียบข้อมูล รูปแบบของกำรจัดระเบียบของข้อมูล ซึ่งมีอยู่หลำยรูปแบบ ประกอบด้วยโครงสร้ำง พื้นฐำนที่ล ำดับจำกหน่วยที่เล็กที่สุดไปยังหน่วยที่ใหญ่ขึ้นตำมล ำดับต่อไปนี้ 1.1 บิท (Bit : Binary Digit) คือหน่วยของข้อมูลที่เล็กที่สุดที่เก็บอยู่ใน หน่วยควำมจ ำภำยในคอมพิวเตอร์ ซึ่ง Bit จะแทนด้วยตัวเลขหนึ่งตัว คือ 0 หรือ 1 อย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง เรียกตัวเลข 0 หรือ 1 ว่ำเป็น บิท1 บิท 1.2 ไบท์ (Byte) คือหน่วยของข้อมูลที่น ำบิทหลำยๆบิทมำรวมกัน แทนตัวอักษรแต่ ละตัว เช่น A, B, …, Z, 0, 1, 2, … ,9 และสัญลักษณ์พิเศษอื่นๆ เช่น $, &, +, -, *, / ฯลฯโดย ตัวอักษร 1 ตัวจะแทนด้วยบิท7 บิท หรือ 8 บิทซึ่งตัวอักษรแต่ละตัวจะเรียกว่ำ ไบท์ เช่น ตัว A เมื่อ เก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์จะเก็บเป็น 1000001 ส่วนตัว B จะเก็บเป็น 1000010 เป็นต้น 1.3 เขตข้อมูล (Field) คือ หน่วยของข้อมูลที่เกิดจำกกำรน ำตัวอักขระหลำยๆตัวมำ รวมกัน เป็นค ำที่มีควำมหมำย 1.4 ระเบียน (Record) คือ หน่วยของข้อมูลที่มีกำรน ำเขตข้อมูลหลำยๆ เขตข้อมูล ที่มีควำมสัมพันธ์กันมำรวมกัน หรือค่ำของข้อมูลในแต่ละเขตข้อมูล


19 1.5 แฟ้มข้อมูล (File) คือ หน่วยของข้อมูลที่มีกำรน ำระเบียนหลำยๆ ระเบียนที่มี ควำมสัมพันธ์กันมำรวมกัน 1.6 ฐำนข้อมูล (Database) คือ หน่วยของข้อมูลที่มีกำรน ำแฟ้มข้อมูลหลำยๆ แฟ้มข้อมูล ที่มีควำมสัมพันธ์กันมำรวมกัน 2. โครงสร้ำงแฟ้มข้อมูล โดยปกติแฟ้มข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในหน่วยควำมจ ำส ำรอง (secondary storage) เช่น ฮำร์ดดิสก์เนื่องจำกมีควำมจุข้อมูลสูงและสำมำรถเก็บได้ถำวรแม้จะปิดเครื่องไปซึ่งกำรจัดเก็บนี้จะต้อง มีวิธีก ำหนดโครงสร้ำงโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำรจัดเก็บและเข้ำถึงข้อมูลมีควำมรวดเร็ว ถูกต้องและ เหมำะสมกับควำมต้องกำรกำรเข้ำถึงและค้นคืนข้อมูลจะอำศัยคีย์ฟิลด์ในกำรเรียกค้นด้วยเสมอกำรจัด โครงสร้ำงของแฟ้มข้อมูลอำจจะแบ่งได้เป็นลักษณะดังนี้ กำรจัดกำรโครงสร้ำงแฟ้มข้อมูลมีปัจจัยที่ต้องพิจำรณำในกำรเลือกโครงสร้ำง ได้แก่ - ปริมำณข้อมูล ควำมถี่ในกำรดึงข้อมูล ควำมถี่ในกำรปรับปรุงข้อมูล จ ำนวนครั้งที่อ่ำนข้อมูล จำกหน่วยควำมจ ำส ำกรองต่อกำรดึงข้อมูล กำรจัดโครงสร้ำงข้อมูลแบบต่ำงๆ - แฟ้มล ำดับ (sequential file) - แฟ้มสุ่ม (direct file หรือ hash file) - แฟ้มดรรชนี (indexed file) - แฟ้มล ำดับดรรชนี (indexed sequential file) 2.1 โครงสร้ำงของแฟ้มข้อมูลแบบเรียงล ำดับ (Sequential File Structure) เป็นโครงสร้ำงของแฟ้มข้อมูลชนิดพื้นฐำนที่สำมำรถใช้งำนได้ง่ำยที่สุดเนื่องจำกมีลักษณะกำร จัดเก็บข้อมูลแบบเรียงล ำดับเรคคอร์ดต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆกำรอ่ำนหรือค้นคืนข้อมูลจะข้ำมล ำดับไป อ่ำนตรงต ำแหน่งใดๆที่ต้องกำรโดยตรงไม่ได้เมื่อต้องกำรอ่ำนข้อมูลที่เรคคอร์ดใดๆโปรแกรมจะเริ่ม อ่ำนตั้งแต่เรคคอร์ดแรกไปเรื่อยๆจนกว่ำจะพบเรคคอร์ดที่ต้องกำร ก็จะเรียกค้นคืนเรคคอร์ดนั้นขึ้นมำ กำรใช้ข้อมูลเรียงล ำดับนี้จึงเหมำะสมกับงำนประมวลผลที่มีกำรอ่ำนข้อมูลต่อเนื่องกันไป เรื่อยๆตำมล ำดับและปริมำณครั้งละมำก ๆ แฟ้มข้อมูลแบบนี้ถ้ำเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรมขนำดใหญ่ก็จะจัดเก็บอยู่ใน อุปกรณ์ประเภทเทปแม่เหล็ก (magnetic tape) ซึ่งมีกำรเข้ำถึงแบบล ำดับ (Sequential access) เวลำอ่ำนข้อมูลก็ต้องเป็นไปตำมล ำดับด้วยคล้ำยกับกำรเก็บข้อมูลเพลงลงบนเทปคำสเซ็ต 2.2 โครงสร้ำงของแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม (Direct/Random File Structure) เป็นลักษณะของโครงสร้ำงแฟ้มข้อมูลที่เข้ำถึงได้โดยตรงเมื่อต้องกำรอ่ำนค่ำเรคคอร์ดใดๆ สำมำรถท ำกำรเลือกหรืออ่ำนค่ำนั้นได้ท ำให้กำรเข้ำถึงข้อมูลได้รวดเร็วกว่ำปกติแล้วจะมีกำรจัดเก็บใน สื่อที่มีลักษณะกำรเข้ำถึงได้โดยตรงประเภทจำนแม่เหล็ก เช่น ดิสเก็ต,ฮำร์ดดิสก์หรือ CD-ROM เป็น ต้น 2.3 โครงสร้ำงของแฟ้มข้อมูลแบบล ำดับเชิงดรรชนี (Index Sequential File Structure) เป็นลักษณะของโครงสร้ำงแฟ้มข้อมูลที่อำศัยกระบวนกำรที่เรียกว่ำ ISAM (Index Sequential Access Method ) ซึ่งรวมเอำควำมสำมำรถในกำรเข้ำถึงข้อมูลแบบสุ่มและแบบเรียง ตำมล ำดับเข้ำไว้ด้วยกัน กำรจัดโครงสร้ำงแฟ้มข้อมูลวิธีนี้ข้อมูลจะถูกจัดเก็บเรียงกันตำมล ำดับไว้บน


20 สื่อแบบสุ่ม เช่น ฮำร์ดดิสก์และกำรเข้ำถึงข้อมูลจะท ำผ่ำนแฟ้มข้อมูลล ำดับเชิงดรรชนี ( Index Sequential File) ซึ่งท ำหน้ำที่ช่วยชี้และค้นหำข้อมูลที่ต้องกำรได้สำมำรถท ำงำนได้ยืดหยุ่นกว่ำวิธี อื่นๆโดยเฉพำะกับกรณีที่ข้อมูลในกำรประมวลผลมีจ ำนวนมำกๆ โครงสร้ำงแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะมี หลักกำรท ำงำนคล้ำยกับรูปแบบดรรชนีท้ำยเล่ม ซึ่งท ำให้ง่ำยและสะดวกมำกยิ่งขึ้น ตำรำงเปรียบเทียบโครงสร้ำงของแฟ้มข้อมูล โครงสร้ำงแฟ้ม ข้อดีข้อเสีย สื่อที่ใช้เก็บ 1. แบบเรียงล ำดับ - เสียค่ำใช้จ่ำยน้อยและใช้งำนได้ง่ำยกว่ำวิธีอื่นๆ - เหมำะกับงำนประมวลผลที่มีกำรอ่ำนข้อมูลแบบเรียงล ำดับและในปริมำณมำก - สื่อที่ใช้เก็บเป็นเทปซึ่งมีรำคำถูก - กำรท ำงำนเพื่อค้นหำข้อมูลจะต้องเริ่มท ำตั้งแต่ต้นไฟล์เรียงล ำดับไปเรื่อย จนกว่ำจะหำ ข้อมูลนั้นเจอ - ข้อมูลที่ใช้ต้องมีกำรจัดเรียงล ำดับก่อนเสมอ - ไม่เหมำะกับงำนที่ต้องแก้ไข เพิ่ม ลบข้อมูลเป็นประจ ำ เช่น งำนธุรกรรมออนไลน์ เทป แม่เหล็ก 2. แบบสุ่ม - สำมำรถท ำงำนได้เร็วเพรำะมีกำรเข้ำถึงข้อมูลเรคคอร์ดแบบเร็วมำd เพรำะไม่ต้อง เรียงล ำดับข้อมูลก่อนเก็บลงไฟล์ - เหมำะสมกับกำรใช้งำนธุรกรรมออนไลน์ หรืองำนที่ต้องกำรแก้ไข เพิ่ม ลบรำกกำรเป็น ประจ ำ - ไม่เหมำะกับงำนประมวลผลที่อ่ำนข้อมูลในปริมำณมำก - กำรเขียนโปรแกรมเพื่อค้นหำข้อมูลจะซับซ้อน - ไม่สำมำรถเข้ำถึงข้อมูลแบบเรียงล ำดับได้จำนแม่เหล็กเช่นดิสเก็ตต์, ฮำร์ดดิสก์หรือ CDROM 3.แบบล ำดับเชิงดรรชนี - สำมำรถรองรับกำรประมวลผลได้ทั้ง 2 แบบคือ แบบล ำดับและแบบสุ่ม - เหมำะกับงำนธุรกรรมออนไลน์ ด้วยเช่นเดียวกัน - สิ้นเปลืองเนื้อที่ในกำรจัดเก็บดรรชนีที่ใช้อ้ำงอิงถึงต ำแหน่งของข้อมูล - กำรเขียนโปรแกรมเพื่อค้นหำข้อมูลจะซับซ้อน - กำรท ำงำนช้ำกว่ำแบบสุ่ม และมีค่ำใช้จ่ำยสูง จำนแม่เหล็ก เช่น ดิสเก็ตต์, ฮำร์ดดิสก์หรือ CD-ROM 3.ข้อดีของกำรจัดกำรข้อมูลด้วยแฟ้มข้อมูล 3.1 กำรประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ว เนื่องจำกมีกำรแยกข้อมูลไว้เป็นแฟ้มต่ำงๆ 3.2 ลงทุนต่ ำในเบื้องต้น อำจไม่จ ำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีควำมสำมำรถมำก ก็สำมำรถท ำ กำรประมวลผลข้อมูลได้ 3.3 สำมำรถออกแบบแฟ้มข้อมูลและท ำกำรพัฒนำได้ง่ำย เนื่องจำกมีขั้นตอนไม่สลับซับซ้อน มำกนัก


21 บทที่ 3 พัฒนำกำรและควำมเป็นมำของเทคโนโลยีกำรศึกษำ ควำมหมำยของเทคโนโลยี เทคโนโลยี(Technology) มีรำกศัพท์มำจำกภำษำกรีก คือ Tech = Art ในภำษำอังกฤษ และ Logos = A study of ดังนั้น ค ำว่ำ เทคโนโลยีจึงหมำยถึง A study of art ซึ่งได้มีผู้แปล ควำมหมำยสรุปได้ว่ำ เทคโนโลยีหมำยถึง กำรน ำควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์และระเบียบวิธีทำง วิทยำศำสตร์มำใช้ให้เป็นประโยชน์ในกำรพัฒนำและปฏิบัติงำน อย่ำงเป็นระบบ นักกำรศึกษำหลำย ท่ำนได้ให้นิยำมควำมหมำยของเทคโนโลยีไว้ต่ำงๆ กันดังนี้ บรำวน์ (Brown.1973) กล่ำวว่ำ เทคโนโลยีเป็นกำรน ำวิทยำศำสตร์มำประยุกต์ใช้ให้บังเกิด ผลประโยชน์ เดล (Dale.1969 : 610) ได้ให้ควำมหมำยของเทคโนโลยีไว้ว่ำ เทคโนโลยีเป็นผลรวมของกำร ทดลอง เครื่องมือและกระบวนกำรซึ่งเกิดจำกกำรเรียนรู้ทดลองและได้รับกำรแก้ไขปรับปรุงมำแล้ว กัลเบรท (Galbraith.1967 : 12) กล่ำวว่ำ เทคโนโลยีเป็นกระบวนกำรของกำรน ำวิธีกำรทำง วิทยำศำสตร์หรือควำมรู้อื่นๆ มำใช้อย่ำงเป็นระบบ เพื่อน ำไปสู่ผลกำรปฏิบัติ กูด (Good.1973 : 592) กล่ำวว่ำ เทคโนโลยีสำมำรถจ ำแนกได้ถึง 5 ควำมหมำย คือ 1. ระบบวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ที่ศึกษำเกี่ยวกับเทคนิค 2. กำรน ำเอำระบบวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ใช้แก้ปัญหำ 3. กำรจัดระบบข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้เพื่อจุดประสงค์ทำงกำรปฏิบัติ และรวมถึงหลักกำรต่ำงๆ ที่ก่อให้เกิดผลทำงด้ำนกำรเรียนกำรสอนด้วย 4. ควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์และวิธีระบบที่น ำไปใช้ในทำงอุตสำหกรรมศิลป์ โดยเฉพำะกำรประยุกต์ใช้ในโรงงำน 5. กำรน ำควำมรู้ด้ำนตรรกศำสตร์ คณิตศำสตร์และวิทยำศำสตร์มำใช้ เพื่อก่อให้เกิด ควำมเจริญทำงด้ำนวัตถุ ไฮนิคและคณะ (Heinich and others. 1989 : 443-444) กล่ำวว่ำ ลักษณะของเทคโนโลยี สำมำรถจ ำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ 1. เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนกำร (process) โดยไฮนิคและคณะได้น ำเอำควำมหมำย ของกัลเบรทที่ว่ำ เทคโนโลยีเป็นกระบวนกำรน ำเอำวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์หรือควำมรู้อื่นๆ มำใช้ อย่ำงเป็นระบบเพื่อน ำไปใช้แก้ปัญหำต่ำงๆ 2. เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมำยถึง วัสดุ อุปกรณ์ ที่เป็นผล มำจำก กระบวนกำรทำงเทคโนโลยี 3. เทคโนโลยีในลักษณะผสมระหว่ำงกระบวนกำรและผลผลิต (process and product) ซึ่ง ใช้ใน 2 ลักษณะ คือ


22 3.1) ในลักษณะรวมของกระบวนกำรและผลผลิต เช่น ฟิล์มภำพยนตร์กับเครื่องฉำย ภำพยนตร์ 3.2) ในลักษณะของกระบวนกำร ซึ่งไม่สำมำรถแยกออกมำจำกผลผลิตได้เช่น คอมพิวเตอร์ซึ่งจะท ำงำนสัมพันธ์กันระหว่ำงตัวเครื่องกับโปรแกรม ครรชิต มำลัยวงศ์ (2539 : 68) ได้ให้รำยละเอียดของค ำว่ำเทคโนโลยีหมำยถึง 1. องค์ควำมรู้ด้ำนวิทยำศำสตร์ประยุกต์ 2. กำรประยุกต์วิทยำศำสตร์ 3. วัสดุ เครื่องยนต์กลไก เครื่องมือ 4. กรรมวิธีและวิธีด ำเนินงำนที่เกี่ยวกับวิทยำศำสตร์ประยุกต์ 5. ศิลปะและทักษะในกำรจ ำแนกและรวบรวมวัสดุ สรุปได้ว่ำ เทคโนโลยีเป็นกำรน ำเอำแนวควำมคิด หลักกำร ควำมรู้ เทคนิควิธีกำร กระบวนกำร ระเบียบวิธีตลอดจนผลผลิตทำงด้ำนวิทยำศำสตร์ทั้งด้ำนสิ่งประดิษฐ์และวิธีกำรมำ ประยุกต์ใช้กับระบบงำน เพื่อช่วยแก้ปัญหำ เพิ่มประสิทธิภำพและประสิทธิผลของงำนนั้นให้สูงขึ้น จำกควำมหมำยของเทคโนโลยีดังกล่ำว กำรที่จะน ำเอำเทคโนโลยีมำใช้ในกำรท ำงำนในสำขำ ใดสำขำหนึ่ง เทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยใน 3 ประกำร คือ (ก่อ สวัสดิพำณิชย์. 2517 : 84) 1. ประสิทธิภำพของงำน (efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้กำรท ำงำนบรรลุผลตำมเป้ำหมำย ได้อย่ำงเที่ยงตรงและรวดเร็ว 2. ผลผลิต (productivity) เป็นกำรท ำงำนเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมำอย่ำงเต็มที่มำกที่สุดเท่ำที่ จะมำกได้เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด 3. ประหยัด (economy) เป็นกำรประหยัดทั้งเวลำ และแรงงำนในกำรท ำงำนเพื่อกำรลงทุน น้อย แต่ได้ผลมำกกว่ำที่ลงทุนไป กำรน ำเอำเทคโนโลยีไปใช้ในกำรแก้ปัญหำทำงด้ำนใด สำมำรถเรียกชื่อเทคโนโลยีทำงด้ำน นั้นๆ ไปตำมสำขำที่ใช้เช่น - เทคโนโลยีกำรเกษตร : กำรคิดค้นวิธีกำรเครื่องมือ ปัจจัยในกำรผลิตทำงกำร เกษตร - เทคโนโลยีกำรคมนำคมขนส่ง : กำรคิดค้นเกี่ยวกับยำนพำหนะ กำรเดินทำงกำรขนส่ง - เทคโนโลยีกำรแพทย์: กำรคิดค้นกำรตรวจรักษำโรค กำรผลิตยำและเครื่องมือทำงกำร แพทย์ - เทคโนโลยีชีวิตประจ ำวัน : กำรประดิษฐ์เสื้อผ้ำ เครื่องใช้ในที่อยู่อำศัย อุปกรณ์อ ำนวยควำม สะดวก - เทคโนโลยีกำรสงครำม : อำวุธนิวเคลียร์ - เทคโนโลยีกำรสื่อสำร : กำรเก็บรวบรวมกำรค้นหำ กำรส่งข้อมูลทั้งทำงโทรเลข โทรศัพท์ วิทยุคอมพิวเตอร์


23 - เทคโนโลยีกำรศึกษำ : วิธีกำรให้ควำมรู้ที่เกี่ยวข้องกับกำรวิธีกำรให้กำรศึกษำ สื่อกำรศึกษำ และครุภัณฑ์ทำงกำรศึกษำ ควำมหมำยของเทคโนโลยีกำรศึกษำ เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำ (Educational Technology) ตำมรูปศัพท์เทคโน (วิธีกำร) + โลยี (วิทยำ)หมำยถึง ศำสตร์ที่ว่ำด้วยวิธีกำรทำงกำรศึกษำ ครอบคลุมระบบกำรน ำวิธีกำรมำปรับปรุง ประสิทธิภำพของกำรศึกษำให้สูงขึ้น เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำ ครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประกำร คือ วัสดุอุปกรณ์และวิธีกำร AECT (1977) ได้ให้ค ำนิยำมไว้ว่ำเทคโนโลยีกำรศึกษำเป็นสิ่งที่ซับซ้อน เป็นกระบวนกำร บูรณำกำรที่เกี่ยวกับมนุษย์วิธีด ำเนินกำร แนวคิด เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อกำรวิเครำะห์ปัญหำ กำร คิดวิธีกำรน ำไปใช้กำรประเมินและกำรจัดแนวทำงกำรแก้ปัญหำในส่วนที่เกี่ยวกับกำรเรียนรู้ทั้งมวล ของมนุษย์ คำร์เตอร์ วีกูด (Carter V.Good : 1973) ได้กล่ำวว่ำ “เทคโนโลยีกำรศึกษำ” หมำยถึงกำร น ำหลักกำรทำงวิทยำศำสตร์มำประยุกต์ใช้ เพื่อกำรออกแบบและส่งเสริมระบบกำรเรียนกำรสอนโดย เน้นที่วัตถุประสงค์ทำงกำรศึกษำที่สำมำรถวัดได้อย่ำงถูกต้องแน่นอน มีกำรยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลำง กำรเรียนมำกกว่ำที่จะยึดเนื้อหำวิชำ มีกำรใช้กำรศึกษำเชิงปฏิบัติ โดยผ่ำนกำรวิเครำะห์และกำรใช้ เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์รวมถึงเทคนิคกำรสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่ำงๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อกำร สอนต่ำงๆ ในลักษณะของสื่อประสมและกำรศึกษำด้วยตนเอง กำเย่และบริกส์(Gagne and Briggs. 1979 : 20) กล่ำวว่ำ เทคโนโลยีกำรศึกษำนั้น พัฒนำ มำจำกกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอนตั้งแต่ 1. ควำมสนใจในเรื่องควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลในเรื่องกำรเรียนรู้ดังจะเห็นได้จำก ผลกำรวิจัยทำงกำรศึกษำและทำงกำรทหำร กำรผลิตสื่อเพื่อสนองควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล เช่น บทเรียนโปรแกรมแบบแตกกิ่งของครำวน์เตอร์(Crownder : 1959) เครื่องสอนของเพรสซี่ (Pressey : 1950) และบริกส์(Briggs : 1960) ตลอดจนเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2. ด้ำนพฤติกรรมศำสตร์และทฤษฎีกำรเรียนรู้ เช่น ทฤษฎีกำรเสริมแรงของ บี.เอฟ. สกิน เนอร์(Skinner : 1968) ตลอดจนทฤษฎีกำรเรียนรู้อื่นๆ 3. เทคโนโลยีด้ำนวิทยำศำสตร์กำยภำพเช่น กำรใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ต่ำงๆ เพื่อกำร เรียนกำรสอน เช่น โทรทัศน์วีดิทัศน์ภำพยนตร์ฯลฯ รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย กำเย่และบริกส์ ได้กล่ำวย้ ำว่ำ ควำมรู้ทั้งมวลเกี่ยวกับกำรใช้วิธีกำรออกแบบระบบกำรสอนนี้ ก็คือเทคโนโลยีกำรศึกษำนั่นเอง หำกพิจำรณำจำกควำมหมำยของเทคโนโลยีกำรศึกษำจะเห็นว่ำ เทคโนโลยีกำรศึกษำสำมำรถแยกพิจำรณำได้ใน 2 ทัศนะด้วยกัน คือ 1. เทคโนโลยีกำรศึกษำในทัศนะทำงสื่อหรือวิทยำศำสตร์กำยภำพ (Media or Physical Science Concept)


24 2. เทคโนโลยีกำรศึกษำในทัศนะทำงพฤติกรรมศำสตร์(Behavioral Science Concept) สรุปได้ว่ำ เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำ หมำยถึง กำรน ำควำมรู้ แนวคิด กระบวนกำรและผลผลิต ทำงวิทยำศำสตร์มำใช้ร่วมกันอย่ำงมีระบบ เพื่อแก้ปัญหำและพัฒนำกำรศึกษำให้ก้ำวหน้ำไปอย่ำงมี ประสิทธิภำพ องค์ประกอบของเทคโนโลยีกำรศึกษำ เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำ (Educational Technology) ตำมรูปศัพท์ เทคโน (วิธีกำร) + โลยี (วิทยำ) หมำยถึง ศำสตร์ที่ว่ำด้วยวิธีกำรทำงกำรศึกษำ ครอบคลุมระบบกำรน ำวิธีกำร มำปรับปรุง ประสิทธิภำพของกำรศึกษำให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประกำร คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีกำร แนวคิดที่ 1 เน้นสื่อ (สื่อ+อุปกรณ์) เป็นแนวคิดที่น ำผลผลิตทำงวิทยำศำสตร์และวิศวกรรม ที่มีทั้งวัสดุสิ้นเปลือง (Software) และอุปกรณ์ที่คงทนถำวร(Hardware) แนวคิดนี้เชื่อว่ำ กำรเรียนรู้ เกิดจำกกำรฟังด้วยหู และชมด้วยตำ สิ่งที่เกิดขึ้นจำกกำรเน้นสื่อถูกน ำมำใช้เพื่อประโยชน์ของครู นักเรียนซึ่งถือได้ว่ำเป็นตำมแนวคิดทำงวิทยำศำสตร์กำยภำพ (Physical Science Concept) ตัวอย่ำงของสิ่งที่เกิดขึ้น อำทิเช่น เครื่องฉำยภำพข้ำมศรีษะ เครื่องรับโทรทัศน์ ภำพยนตร์ คอมพิวเตอร์ และรำยกำรอื่นๆ ที่อยู่ในรูปของอุปกรณ์ (Hardware) และวัสดุ (Software) แนวคิดที่ 2 เน้นวิธีกำร (สื่อ+อุปกรณ์ + วิธีกำร) เป็นแนวคิดที่ประยุกต์หลักกำรทำง จิตวิทยำ สังคมวิทยำ มำนุษย์วิทยำ และผลผลิตทำงวิทยำศำสตร์และวิศวกรรม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิด กำรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกำรเรียนรู้ เน้นวิธีกำรจัดระบบ (System Approach) ที่ใช้ในกำร ออกแบบ กำรวำงแผน ด ำเนินกำรตำมแผน และประเมินกระบวนกำรทั้งหมดของกำรเรียนกำรสอน ภำยใต้วัตถุประสงค์ที่วำงไว้อย่ำงเฉพำะเจำะจง ด้วยกำรใช้ผลกำรวิจัยเกี่ยวกับกำรเรียนรู้ของมนุษย์ กำรสื่อสำร เป็นพื้นฐำนกำรด ำเนินงำน ซึ่งถือได้ว่ำเป็นตำมแนวคิดทำงพฤติกรรมศำสตร์ (Behavioral Science) พัฒนำกำรของสื่อและเทคโนโลยีกำรศึกษำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พัฒนำกำรของเทคโนโลยีกำรศึกษำในยุคต่ำงๆ กำรพัฒนำกำรกำรศึกษำที่ถือว่ำเป็นเทคโนโลยีกำรศึกษำในอดีต เรำสำมำรถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลำดังนี้คือ ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปี ค.ศ.1700 กำรศึกษำช่วงเวลำดังกล่ำวมีกำรพัฒนำกำรที่ช้ำมำก กำร จัดกำรเรียนกำรสอนอยู่ในกลุ่มคนเล็ก ๆ กำรสื่อสำรยังไม่เจริญ พัฒนำกำรของเทคโนโลยีกำรศึกษำ ค.ศ.1700-1900 (พ.ศ.2243-พ.ศ.2443) ก่อนปี ค.ศ. 1800 กำรเรียนกำรสอนในอเมริกำและยุโรป ไม่ว่ำจะเป็นระดับประถมหรือมัธยมศึกษำต่ำงก็ใช้วิธีกำร คล้ำยคลึงกัน คือ ครูจะสอนโดยกำรเรียกนักเรียนทีละคนหรือหลำยคนมำที่โต๊ะของเขำเพื่อให้ นักเรียนอ่ำนออกเสียงหรือท่องจ ำสิ่งต่ำง ๆ ที่ครูก ำหนดให้ วิธีกำรอื่น ๆ เช่น กำรพัฒนำควำมเข้ำใจ โดยกำรอภิปรำยกลุ่มนั้น ไม่มีครูคนใดรู้จัก ดังนั้นเมื่อสอนเกี่ยวกับกำรเขียน ครูจะเขียนเป็นแบบแล้ว


25 ให้นักเรียนลอกตำมกำรสอนส่วนมำกจะเป็นไปอย่ำงผิวเผินและไม่มีประโยชน์ ช่วงเวลำกำรเรียนก็สั้น (ประมำณ 16 เดือน) ดังนั้นจึงมีนักเรียนจ ำนวนไม่น้อยที่ออกจำกโรงเรียนไป โดยที่อ่ำนออกเขียนได้ เพียงเล็กน้อยและนอกจำกนั้น ครูเองยังไม่กล้ำที่จะจูงใจนักเรียนและควบคุมวินัยในชั้นด้วย ในต้น คริสต์ศตวรรษที่ 19 สิ่งต่ำง ๆ เหล่ำนี้ได้รับกำรปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ควำมขำดแคลนสถำนที่เรียนเริ่ม เป็นปัญหำส ำคัญ ดังนั้น ปัญหำเรื่องประชำกรอ่ำนไม่ออกเขียนไม่ได้จึงเป็นเรื่องธรรมดำส ำหรับ ประชำชนที่ยำกจนในอเมริกำในยุคนั้น ประกอบกับในช่วงเวลำนี้มีกำรพัฒนำขยำยงำนด้ำน อุตสำหกรรม มีกำรเปลี่ยนแปลงระบบกำรท ำงำนและบ้ำนเมืองมีควำมเจริญขึ้นอย่ำงรวดเร็ว ควำม ต้องกำรทำงกำรศึกษำก็สูงขึ้นเป็นเงำตำมตัว แต่วิธีกำรสอนแบบเก่ำจะต้องเสียค่ำใช้จ่ำยสูง ดังนั้นจึง ได้เกิดระบบแลนคำสเตอร์ขึ้นมำในอเมริกำ เพื่อจัดกำรศึกษำแบบมวลชน (Mass Education) ซึ่ง เสนอวิธีกำรศึกษำแบบประหยัด เทคโนโลยีกำรศึกษำ ค.ศ.1900-ปัจจุบัน (พ.ศ.2443-ปัจจุบัน)ใน ค.ศ. 1900 William James ได้เขียนหนังสือชื่อ Talks to Teacher on Psychology อันแสดงให้เห็นถึงควำมแตกต่ำง ระหว่ำงศิลปะและวิทยำศำสตร์ในกำรสอนนั่นก็หมำยควำมว่ำ ได้เริ่มมีผู้น ำวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์เข้ำ มำใช้ในกำรสอนกันแล้ว และในปีเดียวกันนี้ John Dewey (1859-1952) ได้น ำวิธีกำรทำง วิทยำศำสตร์เข้ำมำใช้ในกำรสอน และท ำให้ห้องเรียนเป็นห้องปฏิบัติกำรทดลองด้วย รุ่งขึ้นอีกปีหนึ่ง คือ ค.ศ. 1900 Edward I. Thorndike (1874-1949) ได้เสนอวิชำกำรวัดผลกำรศึกษำเป็นวิชำหนึ่งใน มหำวิทยำลัยโคลัมเบียและต่อมำได้กลำยเป็นวิธีกำรวิจัยปัญหำต่ำง ๆ ทำงกำรสอนเป็นวิธีแรก ดังนั้น ธอร์นไดค์ จึงได้รับกำรยกย่องว่ำเป็นบิดำแห่งวิชำกำรวัดผลกำรศึกษำ G. Stanley Hall (1846- 1924) ได้เขียนหนังสือชื่อ Adolescence (1904) นักจิตวิทยำชำวฝรั่งเศสชื่อ Alfred Binet (1857- 1911) และ Theodore Simon ได้ร่วมกันเขียนหนังสือชื่อ A Method of Measuring The Intelligence of Yound Children ดังนั้นจะเห็นได้ว่ำ วิทยำศำสตร์เชิงพฤติกรรมที่แท้ และทฤษฎี กำรเรียนรู้โดยเฉพำะได้เริ่มน ำเข้ำมำประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีทำงกำรสอนในช่วงนี้ ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ปรำกฏว่ำ ทฤษฎีทำงกำรสอนของธอร์นไดค์ และดิ้วอี้ นั้นไม่ สำมำรถจะได้ด้วยกันได้ เนื่องจำกดิวอี้เน้นในเรื่องของกำรปฏิบัติ ซึ่งอำศัยพื้นฐำนกำรสังเกตและกำร ตั้งสมมติฐำนแต่เพียงเล็กน้อยเท่ำนั้นเอง ถึงแม้เขำจะย้ ำให้มีกำรสอบถำม กำรทดสอบและกำรวิจำรณ์ อยู่บ้ำงก็ตำมที ในทำงตรงกันข้ำม ธอร์นไดค์ กลับใช้กำรสังเกตและกำรสืบสวนเป็นหลักกำรส ำคัญ ดังนั้นทฤษฎีของธอร์นไดค์จึงถูกนักกำรศึกษำกลุ่มของดิวอี้ซึ่งเชื่อหลักเสรีประชำธิปไตยของกำรเรียน ด้วยกำรปฏิบัติคัดค้ำน ถึงแม้วิธีกำรของดิวอี้จะยังไม่ได้รับกำรทดสอบก็ตำม แนวโน้มเทคโนโลยีกำรศึกษำในอนำคต เทคโนโลยีในปัจจุบันมีวิวัฒนำกำรเปลี่ยนแปลงไปอย่ำงรวดเร็ว ท ำให้มีวัสดุ อุปกรณ์ และ เทคนิควิธีกำรใหม่ๆ เพื่อน ำมำใช้ประโยชน์อย่ำงไม่มีขีดจ ำกัดในทุกวงกำร เช่นเดียวกับวงกำรศึกษำที่ น ำเทคโนโลยีเหล่ำนี้มำใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภำพกำรเรียนกำรสอนและกำรบริหำรจัดกำร รวมถึงใช้ใน กำรก ำหนดแนวโน้มของกำรใช้เทคโนโลยีเพื่อควำมเปลี่ยนแปลงในอนำคตว่ำ ควรมีกำรปรับปรุง


26 เปลี่ยนแปลงอย่ำงไรบ้ำงเพื่อให้มีกำรใช้เทคโนโลยีอย่ำงได้ผล นักเทคโนโลยีกำรศึกษำจึงควรทรำบถึง พัฒนำกำรของเทคโนโลยีและแนวโน้มในอนำคตในกำรเรียนกำรสอน ดังนี้ – พัฒนำกำรของเทคโนโลยีและกำรเรียนกำรสอน – กำรบรรจบกันของเทคโนโลยีและสื่อกำรสอน – ศักยภำพของกำรสื่อสำรในสถำบันกำรศึกษำ – พัฒนำกำรของอีเลิร์นนิ่ง : Learning Object – Grid Computing – ควำมเป็นจริงเสมือนและสภำพแวดล้อมเชิงเสมือน – กำรรู้จ ำค ำพูดและกำรสื่อสำร – บทสรุป : วงกำรศึกษำและควำมเปลี่ยนแปลงในอนำคต – คอมพิวเตอร์ : อุปกรณ์หลักในกำรเรียนกำรสอน – ไอซีทีและกำรบูรณำกำรกำรเรียนกำรสอน – กำรเรียนในสภำพแวดล้อมกำรเรียนรู้เชิงเสมือน – กำรเปลี่ยนบทบำทของผู้สอนและผู้เรียน – สถำนศึกษำอิเล็กทรอนิกส์ พัฒนำกำรของเทคโนโลยีและกำรเรียนกำรสอน วงกำรต่ำงๆรวมถึงวงกำรศึกษำล้วนได้ประโยชน์อย่ำงมหำศำลจำกวิวัฒนำกำรของเทคโนโลยี สมัยใหม่เพื่อน ำมำใช้ในกำรปรับกำรด ำเนินงำนให้ทันสมัยสมกับยุคโลกำภิวัตน์ และเพื่อน ำเทคโนโลยี ที่ทันสมัยมำใช้เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิผลกำรเรียนรู้แก่ผู้เรียน กำรน ำเอำเทคโนโลยีมำใช้ในห้องเรียน ปัจจุบันจึงเกี่ยวข้องกับวิวัฒนำกำรของวัสดุ อุปกรณ์และวิธีกำรอันเป็นผลสืบเนื่องมำจำกกำรพัฒนำ ระบบและเทคนิคระดับสูงในกำรผลิตและใช้งำน เทคโนโลยีที่พัฒนำและเอื้อประโยชน์ต่อกำรใช้งำนทั้งในปัจจุบันและนับเนื่องถึง อนำคตอันใกล้จะมีมำกมำยหลำยรูปแบบเพื่อใช้ในวงกำรต่ำงๆ ส ำหรับพัฒนำกำรของเทคโนโลยีที่ใช้ ในวงกำรศึกษำและกำรเรียนกำรสอนที่จะกล่ำวถึง ได้แก่ – กำรบรรจบกันของเทคโนโลยีและสื่อกำรสอน – ศักยภำพของกำรสื่อสำรในสถำบันกำรศึกษำ – พัฒนำกำรของอีเลิร์นนิ่ง : Learning Object – Grid Computing – ควำมเป็นจริงเสมือน – กำรรู้จ ำค ำพูดและกำรสื่อสำร


27 กำรบรรจบกันของเทคโนโลยีและสื่อกำรสอน กำรบรรจบกันของเทคโนโลยี (technological convergence) เป็นกำรรวมตัวกันของ เทคโนโลยีให้เป็นเทคโนโลยีรูปแบบเดียวที่สำมำรถใช้งำนได้หลำยวัตถุประสงค์ในหนึ่งเดียว ตัวอย่ำงเช่น - โทรศัพท์เซลลูลำร์เพียงเครื่องเดียว สำมำรถใช้ทั้งกำรติดต่อสื่อสำรทั้งเสียง ข้อควำม และ ภำพ มีนำฬิกำบอกเวลำ จับเวลำ ตั้งปลุก มีสมุดนัดหมำย – คอมพิวเตอร์แบบกระเป๋ำหิ้วและแบบมือถือที่นอกจำกใช้ในกำรประมวลผลและจัดเก็บ ข้อมูลแล้ว ยังใช้ในกำรติดต่อสื่อสำรบนอินเทอร์เน็ต ค้นคว้ำหำข้อมูล – อุปกรณ์สื่อสำรไร้สำยขนำดเล็กที่เป็นทั้งโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ขนำดเล็ก ลักษณะPDA – ปำกกำที่นอกจำกใช้เขียนแล้วยังสำมำรถบันทึกเสียง เล่นMP3 และเก็บบันทึกข้อมูลได้ใน ด้ำมเดียว กำรบรรจบกันของเทคโนโลยีในเรื่องของสื่อกำรสอนจะช่วยเอื้อประโยชน์ใน สถำบันกำรศึกษำและกำรเรียนกำรสอนได้อย่ำงมำกในเรื่องของกำรจัดหำทรัพยำกรและวัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ท ำให้ไม่จ ำเป็นต้องจัดหำงบประมำณเพื่อซื้อวัสดุอุปกรณ์มำกมำยหลำยอย่ำงเพื่อ ใช้ในกำรถ่ำยทอดเนื้อหำควำมรู้ ศักยภำพของกำรสื่อสำรในสถำบันกำรศึกษำ กำรสื่อสำรบรอดแบนด์ “บรอดแบนด์” (broadband) เป็นกำรเพิ่มสมรรถนะกำรสื่อสำรในกำรส่งและรับข้อมูล สำรสนเทศที่มีปริมำณมำก เช่น ภำพยนตร์ กำรประชุมทำงไกล ๚ ให้ส่งผ่ำนได้โดยไม่มีกำรติดขัดใน กำรรับส่งสัญญำซึ่งส่งได้ตั้งแต่ 1.544-55 เมกะบิตต่อวินำที แนวโน้มในอนำคตของสถำบันกำรศึกษำทั้งในระดับโรงเรียนและระดับอุดมศึกษำจ ำเป็นต้องมี กำรวำงแผนในกำรใช้กำรสื่อสำรบรอดแบนด์มำกขึ้น ทั้งนี้เนื่องจำกกำรถ่ำยทอดเนื้อหำควำมรู้ในกำร เรียนกำรสอนไม่จ ำกัดเฉพำะเพียงข้อควำมตัวอักขระและภำพนิ่งเหมือนแต่เดิมอีกต่อไป แต่จะมีกำร ถ่ำยทอดควำมรู้และสื่อสำรข้อมูลด้วยกำรเชื่อมต่อทั้งแบบเครือข่ำยเฉพะที่และเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต รอบโลก


28 กำรสื่อสำรไร้สำย สถำบันกำรศึกษำที่ใช้เครือข่ำยไร้สำยทั้งกำรใช้อินเทอร์เน็ตไร้สำยด้วย Wi-fi และ WiMAX หรือกำรใช้ภำยนอกห้องเรียนด้วย Bluetooth จะมีควำมคล่องตัวในกำรสื่อสำรเนื่องจำกสำมำรถ เอื้ออ ำนวยประโยชน์ในกำรเรียนกำรสอนได้อย่ำงมำก - อิสระในกำรใช้งำน กำรใช้อุปกรณ์ไร้สำยแบบเคลื่อนที่ (mobile) ท ำให้ผู้สอนเป็นอิสระไม่ จ ำเป็นต้องนั่งอยู่กับโต๊ะท ำงำนตลอดเวลำ กำรท ำงำนโดยใช้ระบบเคลื่อนที่จะช่วยให้ผู้สอนมีเวลำที่ ยืดหยุ่นและบริหำรเวลำได้ดีขึ้น เพิ่มควำมสำมำรถในกำรปฏิบัติงำน - ประหยัดค่ำใช้จ่ำย สถำบันกำรศึกษำที่ใช้เทคโนโลยีไร้สำยจะประหยัดค่ำใช้จ่ำยจ ำนวน มำกในกำรเดินสำยในอำคำรและกำรดูแลรักษำ และยังเหมำะสมกับบริเวณที่ยำกต่อกำรวำงสำย เนื่องจำกไม่จ ำเป็นต้องมีตัวโครงสร้ำงพื้นฐำนเครือข่ำยเฉพำะที่จริงๆ เพียงแต่ต้องมีโน๊ตบุ๊คที่มีเสำ อำกำศไร้สำย หรือกำร์ดไร้สำย และจุดเชื่อมต่อเข้ำสู่เครือข่ำยเท่ำนั้น - เพิ่มควำมสำมำรถในกำรท ำงำน ด้วยกำรติดต่อสื่อสำรข้ำมพื้นที่อัตโนมัติท ำให้ผู้สอน สำมำรถเพิ่มเวลำท ำงำน เช่น กำรรับส่งอีเมลขณะนั่งในรถยนต์โดยไม่ต้องห่วงปัญหำเรื่องควำมเร็วอีก ต่อไป เครือข่ำยเฉพำะที่ไร้สำยจะช่วยให้ผู้สอนสำมำรถเข้ำสู่ข้อมูลของสถำบันกำรศึกษำได้จำกทุก แห่งทั้งในและนอกสถำนศึกษำ และช่วยใหเประหยัดเงินได้มำกกว่ำเทคโนโลยีแบบเดิมป็นอย่ำงมำก ด้วยประสิทธิภำพกำรใช้งำนดังกล่ำวจึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ำแนวโน้มในอนำคตของ สถำบันกำรศึกษำทั่วทุกแห่งจะจัดงบประมำณในกำรสื่อสำรโดยใช้เครือข่ำยไร้สำยมำกขึ้นกว่ำเดิมเพื่อ เชื่อต่อคอมพิวเตอร์ทั้งของผู้สอนและผู้เรียนเข้ำกับเครื่องบริกำรและกำรสื่อสำรระหว่ำงกัน โดยกำร สร้ำงเครือข่ำย Wi-fi และ WiMAX เพื่อกำรใช้อินเทอร์เน็ตไร้สำยให้ครอบคลุมบริเวณพื้นที่อำคำร เรียนเพื่ออ ำนวยควำมสะดวกในกำรเรียนกำรสอน หำกเป็นกำรสื่อสำรไร้สำยระหว่ำงคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ร่วมอื่นๆภำยในบริเวณในห้องเรียนจะเป็นกำรใช้เทคโนโลยีมำตรฐำน Bluetooth กำรใช้เทคโนโลยีBluetoothในห้องเรียนจะช่วยให้สภำพแวดล้อมกำรเรียนรู้ไม่ถูกจ ำกัดอยู่ เพียงระยะของสำยเคเบิลที่เชื่อมต่อระหว่ำงอุปกรณ์ดังแต่ก่อน แนวโน้มของกำรใช้เครือข่ำยไร้ สำยในสถำบันกำศึกษำจะเป็นกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงส ำคัญในกำรใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และ PDA ในกำรเรียนกำรสอนแทนที่คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะแต่เดิม 3. บทบำทของครูในยุคเทคโนโลยีสำรสนเทศ และยุคดิจิตอล บทบำทของครูใน “ยุคไอที” IT ซึ่งมำจำกค ำว่ำ Information Technology หรือที่ภำษำไทยใช้ค ำว่ำ “เทคโนโลยี สำรสนเทศ” ค ำๆนี้ถูกใช้บ่อยขึ้น เช่นเดียวกับค ำว่ำ “โลกำภิวัฒน์” หรือ “โลกไร้พรมแดน” (Globalization) ไอทีหมำยถึงเป็นผลรวมของเทคโนโลยี 2 ประเภท คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้เเก่ ตัว คอมพิวเตอร์ หน่วยควำมจ ำ ชิพ เครื่องพิมพ์ สำยสัญญำณ โมเด็ม โปรเเกรม ฯลฯ และเทคโนโลยี โทรคมนำคม หรือที่เรียกว่ำกำรสื่อสำรทำงไกล เช่น โทรศัพท์ โทรสำร ไมโครเวฟ สำยใยเเก้วน ำเเสง


29 ดำวเทียม สื่อสำร เป็นต้น มนุษย์เรำได้ใช้ประโยชน์จำกเทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภท ได้อย่ำงกว้ำงขวำง เเละหลำกหลำยขึ้น โดยเฉพำะอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นตัวอย่ำงของกำรน ำไอทีมำใช้งำนที่ชัดเจนที่สุด ใน ปัจจุบันเทคโนโลยีสำรสนเทศ ได้เข้ำมำมีอิทธิพลต่อกำรเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และกำรท ำงำนของ คนเรำท ำให้เกิดสังคมยุคสำรสนเทศที่เกี่ยวข้องกับกำรใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี โทรคมนำคมในกำรท ำงำน กำรใช้ชีวิตประจ ำวันและกำรเรียนรู้ ดังเห็นได้จำกบริบทของส ำนักงำน อัตโนมัติ พำณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กำรศึกษำทำงไกลผ่ำนระบบเครือข่ำย กำรติดต่อสื่อสำรทำง ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และกำรแพร่กระจำยของข้อมูลข่ำวสำรบนอินเทอร์เน็ตและเว็บบริบทต่ำง ๆ กำรศึกษำของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่ำ “ยุคไอที” ซึ่งยุคนี้เป็นยุคแห่งกำร เปลี่ยนแปลง ไปอย่ำงรวดเร็ว ตลอดจนกำรน ำเทคโนโลยีสื่อกำรสอนที่ทันสมัยมำใช้เป็นจ ำนวนมำก ซึ่งสอดคล้องกับกำรด ำรงชีวิตในปัจจุบันนี้ต้องอำศัยข้อมูลข่ำวสำรที่ทันสมัย เพื่อให้ทันโลกทัน เหตุกำรณ์ ข้อมูลข่ำวสำรแต่เดิมนั้นจะอยู่ในรูปของเอกสำรสิ่งพิมพ์ต่ำงๆ ก็จะถูกแปลงเป็นสัญญำณ ดิจิตอล เพื่อสะดวกในกำรรับ-ส่ง และประมวลผลข้อมูล มนุษย์ในยุคนี้จึงด ำรงชีวิตอยู่ในสังคม ดิจิตอล ผู้ไดไม่เรียนรู้ ไม่ยอมรับที่จะใช้ ก็จะเสียเปรียบผู้อื่นๆ กำรศึกษำจ ำเป็นที่ต้องพัฒนำต่อไปตำมยุคสมัย ท ำให้ครูยุคปัจจุบันต้อง มีควำมรู้ ควำมสำมำรถ และทักษะ มีคุณธรรมให้ทันต่อควำมเจริญก้ำวหน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่ำงเช่นใน ปัจจุบัน ในสถำนศึกษำแทบทุกแห่ง ครูหรืออำจำรย์ได้ให้นักเรียน นักศึกษำส่งรำยงำนหรือกำรบ้ำน ผ่ำนทำง website หรือมีกำรอัพเดตข้อมูลข่ำวสำรกำรศึกษำผ่ำนทำง social network หรือ Facebook ซึ่งก ำลังได้รับควำมนิยม และ กำรเรียนแบบ e-learning หรือกำรเรียนรู้ผ่ำนสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ เริ่มมีควำมส ำคัญมำกขึ้นเรื่อย ๆ เพรำะสำมำรถท ำให้ เกิดกำรเรียนรู้ได้ทุกเวลำ ทุก สถำนที่ ไม่จ ำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน หรือในโรงเรียนเท่ำนั้น นอกจำกนี้ยังส่งเสริมควำมสำมำรถ ในกำร เรียนรู้เป็นรำยบุคคลและกำรเรียนรู้ด้วยตนเองอย่ำงต่อเนื่องตลอดชีวิต ตอบสนองคุณลักษณะใฝ่รู้ ใฝ่ เรียน และพัฒนำทักษะกำรคิด สืบค้นของผู้เรียน กำรเรียนกำรสอน E-learning เป็นรูปแบบหนึ่งของ กำรจัดกำรเรียนรู้ในโลกยุคปัจจุบันที่ครู ควรได้ศึกษำไว้ถึงแม้ว่ำในปัจจุบันยังไม่มีควำมจ ำเป็นมำกนัก ด้วยเหตุผลหลำยๆ ประกำรแต่ในอนำคตจะมีควำมส ำคัญและจ ำเป็นมำก กำรเรียนรู้และศึกษำไว้ก่อน จะท ำให้ครูเป็นคนที่ “ไม่ตกยุค” นักเรียนของเรำก็ไม่ควรที่จะเป็นคน “ตกยุค” เขำควรที่จะได้รับกำร จัดกำรศึกษำในทุกรูปแบบ เพื่อน ำไปใช้ในอนำคตข้ำงหน้ำของเขำได้อย่ำงมีประสิทธิภำพโดยที่ครูเป็น ผู้อยู่เบื้องหลังควำมส ำเร็จนั้น ในสภำวกำรณ์ปัจจุบัน กำรพัฒนำเพื่อให้รู้เท่ำทันโลกในยุคข้อมูล ข่ำวสำร เป็นสิ่งจ ำเป็นอย่ำงยิ่ง เทคโนโลยีสำรสนเทศจึงเข้ำมำมีบทบำทส ำคัญในกำรสร้ำงสังคม ให้ เป็นสังคมแห่งกำรเรียนรู้ จะเห็นว่ำนโยบำยกำรศึกษำของแต่ละประเทศโดยเฉพำะประเทศไทยได้ให้ ควำมส ำคัญกับเทคโนโลยีสำรสนเทศมำโดยตลอด ครูที่ดี จ ำเป็นที่จะต้องมีควำมตั้งใจพัฒนำตนเอง อย่ำงสม่ ำเสมอ เพื่อให้มีคุณภำพ มีควำมสำมำรถ เหมำะกับเป็นครูยุคใหม่ หรือยุคไอที ครูยุคไอที ต้องตำมทันกับสิ่งใหม่ๆที่มีมำตลอดไม่เว้นแต่ละวัน กำรเป็นครูอำจำรย์ซึ่งไม่ใช่ว่ำ เก่งแต่เรื่องกำรสอนอย่ำงเดียว แต่ครูต้องมีควำมรู้ทำงด้ำนเทคโนโลยีสำรสนเทศด้วย เช่น


30 มหำวิทยำลัยรำชภัฏพระนครศรีอยุธยำ จัดให้นักศึกษำ คณะครุศำสตร์ ทุกคนเรียน วิชำคอมพิวเตอร์ ส ำหรับครู เป็นกำรสนองควำมต้องกำรของสังคมยุคใหม่ ในยุคปัจจุบันกำรเรียนรู้ของนักเรียนนั้นเป็นกำรเรียนรู้ที่ไร้ขีดจ ำกัด ครูจึงมีบทบำทอย่ำงมำก ที่จะต้อง เป็นผู้ถ่ำยทอดควำมรู้แก่ผู้เรียน และรวมทั้งเป็นผู้ที่ต้องมีควำมสำมำรถคอยชี้แนะ ดูแล และ ป้องกันกำรใช้อินเทอร์เน็ตของผู้เรียนในเรื่องที่ไม่เหมำะไม่ควร รวมทั้งน ำเสนอข้อมูลข่ำวสำรที่ใหม่ๆที่ ถูกต้องเหมำะสม เพรำะกำรศึกษำหำข้อมูลในอินเทอร์เน็ตของผู้เรียนนั้น มีทั้งข้อมูลที่เป็นควำมรู้ที่ดี และไม่ดี ครูจึงต้องควบคุมดูแลและคอยชี้แนะ กระบวนกำรเรียนกำรสอนในปัจจุบันจึงมีควำมจ ำเป็นอย่ำงสูงที่จะต้องน ำเทคโนโลยี สำรสนเทศเข้ำมำจัดกำร ด้วยเหตุว่ำข้อมูลข่ำวสำรที่จะน ำเข้ำมำสู่ห้องเรียนในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็น ข้อมูล เกี่ยวกับสำรสนเทศกระบวนกำรสอนของครูและวิธีกำรศึกษำของนักเรียนก็ต้องมีกำร เปลี่ยนแปลงตำมไปด้วย โดยปรับรูปแบบของควำมรู้ให้เหมำะสมกับกิจกรรมเพื่อส่งเสริมกำรเรียนรู้ ของผู้เรียน เมื่อกล่ำวถึงกำรเรียนในชั้นเรียนแล้ว ทุกคนมักนึกภำพห้องเรียนที่มีคุณครูยืนอยู่หน้ำชั้นแล้ว บ่นอะไรไปเรื่อยๆ นักเรียนหลังห้องก็หลับบ้ำง คุยกันบ้ำง มีนักเรียนตั้งใจเรียนกันอยู่หน้ำห้องไม่กี่คน ซึ่งบรรยำกำศอย่ำงนี้ไม่ใช่บรรยำกำศในกำรเรียนรู้เลย เมื่อผู้เรียนรู้สึกไม่สนุกกับกำรเรียน ผู้สอนรู้สึก เบื่อหน่ำยกับกำรสอนได้แต่นับเวลำให้ผ่ำนไปแต่ละชั่วโมงแล้วจะให้กำรเรียนบรรลุผลคงเป็นไปไม่ได้ บทบำทของครูในยุคไอทีนั้นจะต้องเป็นผู้สร้ำงสรรค์และส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้สื่อเพื่อ กำรศึกษำอย่ำงเป็นกระบวนกำร ได้รับควำมรู้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองอย่ำงแท้จริง โดย ผู้เรียนจะต้องมีควำมเข้ำใจถึงควำมสัมพันธ์ขององค์ควำมรู้กับกำรค้นคว้ำ เข้ำใจและรู้จักเลือกสรร ข้อมูลที่มีอยู่อย่ำงมำกมำย น ำมำใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งในปัจจุบันนำนำประเทศต่ำงให้ ควำมส ำคัญของกำรเรียนรู้เทคโนโลยีสำรสนเทศ ดังนั้นจึงต้องเอำใจใส่ติดตำมเป็นประจ ำ มิฉะนั้นจะ กลำยเป็นคนล้ำหลัง นอกจำกนั้นครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักแสวงหำควำมรู้ได้ด้วยตนเองทั้งนอก และในโรงเรียน ครูจึงต้องเน้นในเรื่องกำรจัดกำรควำมรู้ มำกกว่ำเน้นกำรจัดกำรสำรสนเทศ เพื่อที่จะสำมำรถ บรรลุเป้ำหมำยของกำรเป็นแหล่งองค์ควำมรู้และองค์กรในกำรถ่ำยทอดควำมรู้ สถำบันกำรศึกษำ สำมำรถน ำเทคโนโลยีสำรสนเทศมำประยุกต์ใช้ เพื่อบรรลุเป้ำหมำยได้หลำยรูปแบบ เช่น กำรใช้ เทคโนโลยีเว็บในกำรเผยแพร่ควำมรู้ Search Engine ใน กำรค้นหำข้อมูลที่ต้องกำรระบบฐำนข้อมูล ในกำรเก็บองค์ควำมรู้ ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนต์ในกำรถ่ำยทอดควำมรู้ทำงไกล ในปัจจุบันมี สถำบันกำรศึกษำ หลำยแห่งน ำเทคโนโลยีสำรสนเทศมำช่วยสนับสนุนในโครงกำรต่ำง ๆ เช่น eUniversity, e-Library, e-Classroom, eLearning หรือ It-campus เป็นต้น ฐำนข้อมูลส ำหรับ อ้ำงอิงที่เป็นประโยชน์อย่ำงมำกในกำรเรียนและวิจัย บทบำทและหน้ำที่ของครูยุคเทคโนโลยีสำรสนเทศ


31 1. สอนโดยยึดผู้เรียนเป็นส ำคัญ คือ ครูท ำหน้ำที่เป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนำตน ได้เต็มศักยภำพโดยใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศเป็นเครื่องมือช่วย 2. ส่งเสริมกำรเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศเป็นผู้ช่วย คือ ครูต้องฝึกนิสัยให้ ผู้เรียนรักกำรเรียนรู้ รักกำรค้นคว้ำ และกำรปรับเปลี่ยนควำมคิดได้ตำมเหตุและผล 3. ครูต้องท ำหน้ำที่เป็นผู้จัดกำรสำรสนเทศและกำรจัดกำรเรียนรู้ เพื่อให้เกิดกำรเรียนรู้อย่ำง เหมำะสม 4. ครูต้องสร้ำงให้ผู้เรียนรู้อย่ำงเท่ำทัน กับสื่อเทคโนโลยีสำรสนเทศ 5. ครูต้องสร้ำงสมรรถนะให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน คือ ควำมสำมำรถด้ำนไอทีที่จ ำเป็นให้มี ควำมรู้ ทักษะ ควำมคิด กำรสื่อสำร เพื่อให้เขำสำมำรถอยู่ได้ในสภำวะกำรด ำรงชีวิตและกำรท ำงำน ภำยใต้สังคมพหุวัฒนธรรม 6. พัฒนำผู้เรียนให้พร้อมที่จะรับบทบำทใหม่ ๆ ในสังคมโลกำภิวัตน์ ให้เตรียมตนเอง ตลอดเวลำ ไม่ใช่ถึงเวลำค่อยมำเตรียมกำร 7. พัฒนำให้ผู้เรียนรุ่นใหม่ เน้น สมรรถนะที่หลำกหลำย มำกกว่ำมีควำมรู้ ให้ปรับแนวคิดกำร เรียนรู้ใหม่ ไม่ใช่เรียนเพื่อให้จบหลักสูตร ต้องพัฒนำสู่กำรเรียนเพื่อสะสมควำมรู้และประสบกำรณ์ 8. พัฒนำผู้เรียน สร้ำงโอกำสกำรเรียนรู้ด้ำนภำษำเพื่อกำรสื่อสำร ที่มำกกว่ำภำษำไทย – อังกฤษและให้มีทักษะด้ำนไอ ที เพื่อให้เขำสร้ำงมูลค่ำเพิ่มให้ตนเองด้ำนศักยภำพ แม้ว่ำกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศจะเข้ำมำมีบทบำทส ำคัญอย่ำงมำก แต่กำรอบรมสั่งสอน ของครูในด้ำนคุณธรรม จริยธรรม จะต้องมีควบคู่กันไปตลอดเวลำในกำรช่วยเตรียมให้นักเรียนมีควำม พร้อมในกำร ปรับตัวเพื่อกำรด ำรงชีวิตอยู่อย่ำงเหมำะสมกับลักษณะที่เป็นไปในสังคมแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไป ครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนเกิดกำรเรียนรู้ตลอดชีวิตเพรำะควำมรู้และเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงเร็วและล้ำสมัยเร็วเช่นกัน ครูจะต้องฝึกให้นักเรียน รักกำรเรียนรู้ รักกำรอ่ำน ใฝ่คุณธรรม จริยธรรม มีกำรเรียนรู้อย่ำง ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ส ำคัญและมีควำมจ ำเป็นมำกกว่ำ ถ้ำสำมำรถพัฒนำนักเรียนให้มีควำมรู้ทำงด้ำน ไอที ควบคู่กับกำรมีคุณธรรมจริยธรรมได้แล้วก็จะถือว่ำ ครูยุคเทคโนโลยีสำรสนเทศได้ประสบ ผลส ำเร็จในกำรพัฒนำนักเรียนแล้ว บทบำทในยุคครูดิจิตอล กำรเป็นครูในยุคดิจิตอล ในยุคดิจิตอล เนื้อหำ ข้อมูล ข่ำวสำร ควำมรู้ มีมำกล้น และได้รับกำรแทนด้วยดิจิตอล มีอยู่ รอบๆตัว เป็น Cloud Knowledge ผู้เรียนมีขีดควำมสำมำรถเข้ำถึงเนื้อหำ Accessible ได้ง่ำย และเร็ว ท ำให้มีขีดควำมสำมำรถในกำรมองเห็นเนื้อหำ Visibility ได้ประหนึ่งเสมือนจดจ ำไว้ในสมอง ครูยุคดิจิตอลจึงไม่เน้นกำรสอนตำมเนื้อหำในหลักสูตร แต่จะเน้นกำรน ำเนื้อหำมำประยุกต์ใช้ หรือต่อยอดทำงควำมคิด และต้องจัดกำรเรียนรู้ทักษะและควำมรู้ที่จ ำเป็นให้นักเรียน


32 ครูยุคดิจิตอล ต้องเน้นให้นักเรียนแสวงหำควำมรู้ได้เอง ครูจะไม่ใช้วิธี Transfer knowledge แต่จะให้นักเรียน สำมำรถ Infer Knowledge หรือสังเครำะห์ควำมรู้ จำกข้อมูลข่ำวสำรที่แสวงหำมำ ได้ ครูยุคดิจิตอลต้องเป็นนักจัดกำรที่ดี จัดกำรให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยลงมือปฏิบัติ (Action Learning) และต้องเปลี่ยนกำรสอบเป็นกำรประเมินเพื่อกำรพัฒนำปรับปรุง ครูยุคดิจิตอลต้องมีเทคนิคในกำรท ำให้นักเรียนเรียนรู้อย่ำงสนุก Gamification in learning รู้วิธีกำรใช้และประยุกต์เทคโนโลยีอุบัติใหม่ เน้นให้ผู้เรียนมีควำมสุขกับกำรท ำกิจกรรม เพื่อกำรเรียนรู้ มีแรงจูงใจให้คิด สร้ำงสรรค์ น ำเสนอ ควำมรู้อย่ำงสนุกสนำน กำรเรียนกำรสอนในยุคดิจิตอล ในอดีตกำรเรียนกำรสอนจะยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลำง โดยมีครูเป็นผู้บรรยำยเนื้อหำบทเรียน และผู้เรียนมีหน้ำที่เรียนรู้ตำมที่ครูบอก จะไม่เน้นที่กระบวนกำรคิดให้เกิดกับผู้เรียน จึงท ำให้ผู้เรียน คิดวิเครำะห์ไม่เป็น ยุคต่อมำระบบกำรศึกษำเปลี่ยนไปเน้นผู้เรียนเป็นส ำคัญ(Child center) โดยที่ครู มีบทบำทและน ำแนวทำงกำรเรียนในบทเรียน แต่วิธีนี้ก็ยังมีข้อบกพร่องที่ครูผู้สอน มักจะ ตีควำมหมำยของกำรเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นส ำคัญผิดๆ โดยให้ผู้เรียนหำวิธีกำรเรียนเอง ซึ่งผู้เรียน ไม่ได้ถูกฝึกมำให้เกิดกระบวนกำรคิดตั้งแต่แรก ไม่สำมำรถเรียนรู้โดยวิธีนี้ได้ ดังนั้นถ้ำครูไม่เป็นผู้ แนะน ำให้ค ำปรึกษำแก่ผู้เรียน หรือชี้แนะแนวทำงเลย ผู้เรียนก็จะไม่เกิดกระบวนกำรเรียนรู้ใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้วงกำรกำรศึกษำมีจุดมุ่งหมำยเน้นให้ผู้เรียนศึกษำหำควำมรู้จำกแหล่งเรียนรู้ที่มี และมีกำรเรียนรู้ตลอดชีวิต และทันต่อเหตุกำรณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีจึงมีบทบำทที่ส ำคัญในกำร ตอบสนองกำรเรียนรู้ของผู้เรียน หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องกำรให้โรงเรียนทุกโรงจัดกำรศึกษำโดยน ำ เทคโนโลยีมำใช้กับกำรเรียนกำรสอนในทุกกลุ่มสำระ เรียกได้ว่ำเป็นกำรบูรณำกำรวิชำกับสื่อเลยก็ว่ำ ได้ กำรศึกษำในยุคนี้จึงหนีไม่พ้นกับค ำเปรียบที่ว่ำ “กำรศึกษำยุคดิจิตอล” นับตั้งแต่มีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ำมำ ดูเหมือนว่ำวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกจะถูกโยงให้ข้อง เกี่ยวกับมันอย่ำง เลี่ยงไม่ได้ เพรำะนอกจำกมันจะเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่ำวสำรที่ไม่มีขอบเขตจ ำกัด แล้ว อินเทอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือในกำรติดต่อสื่อสำรระหว่ำงผู้คนที่มี ประสิทธิภำพไม่น้อย จึงไม่ แปลกที่ทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตจะกลำยเป็นส่วนส ำคัญในชีวิตประจ ำวันของเรำไปแล้ว บทบำทของครูในยุคดิจิตอล ข้อเสนอของ “วิจำรณ์ พำนิช”ครูต้องเปลี่ยนเป้ำหมำยกำรเรียนรู้ของศิษย์จำกเน้นเรียนวิชำ เพื่อให้ได้ควำมรู้ให้เลยไปสู่กำรพัฒนำทักษะที่ส ำคัญต่อชีวิตในยุคใหม่ วิชำแกนและแนวคิดส ำคัญในศตวรรษที่21 - ทักษะชีวิตและกำรท ำงำน - ทักษะกำรเรียนรู้และนวัตกรรม - ทักษะทำงด้ำนสำรสนเทศสื่อและเทคโนโลยี


33 บทบำทครู ในศตวรรษที่21 ผู้ต้องสอนควำมรู้คู่กับ 2 สิ่งนี้คือ 1. แรงบันดำลใจ(Inspiration) 2. จิตนำกำร (Irnagination) กำรศึกษำส ำหรับคนยุคใหม่ที่มีคุณภำพต้องเปลี่ยนรูปแบบกำรเรียนรู้ของศิษย์ไปอย่ำงสิ้นเชิง บทบำทของครูต้องเปลี่ยนอย่ำงสิ้นเชิง 1. ต้องเปลี่ยนจำกจุดเน้นกำรสอนไปเป็นกำรเรียน (ทั้งศิษย์และตนเอง) 2. ต้องเรียนรู้และปรับปรุงรูปแบบกำรเรียนรู้ (สอนน้อย เรียนมำก) 3. ต้องเปลี่ยนบทบำทจำกผู้สอน ไปเป็นครูฝึกหรือผู้อ ำนวยกำรสะดวก 4. ต้องเรียนรู้ทักษะเหล่ำนี้ด้วยกำรรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อนกำรเรียนรู้อย่ำงเป็นระบบและ ต่อเนื่อง 4. กำรจัดกำรเรียนกำรสอนแบบโครงงำน กำรสอนแบบโครงงำนเป็นกำรจัดกำรเรียนกำรสอนแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทำงกำรจัด กำรศึกษำตำมมำตรำ 22 และ มำตรำ 23 และใช้พัฒนำวิธีกำรเรียนรู้ทำงปัญญำ (Intellectual strategy) เพื่อเอื้อหนุนผู้เรียนให้เข้ำถึงตัวควำมรู้ (Body of Knowledge) และควำมช ำนำญทำงค้ำน ทักษะในสิ่งที่เรียน(Body of Process) เพรำะเป็นกำรสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้รียนรู้ด้วยตนเอง สำมำรถ คิดวิเครำะห์อย่ำงมีเหตุผลมีกระบวนกำรท ำงำนและท ำงำนร่วมกับผู้อื่นได้โดยมีครูเป็นที่ปรึกษำให้ ค ำแนะน ำ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มศักยภำพ กำรจัดกำรเรียนกำรสอนแบบโครงงำน คือ กำรจัดกำรสอนที่จัดประสบกำรณ์ในกำร ปฏิบัติงำนให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับกำรท ำงำนในชีวิตจริงอย่ำงมีระบบ เพื่อเปิดโอกำสให้ผู้เรียนได้มี ประสบกำรณ์ตรงได้เรียนรู้วิธีกำรแก้ปัญหำ วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ ได้ท ำกำรทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่ำง ๆ ด้วยตนเอง รู้จักกำรวำงแผนกำรท ำงำน ฝึกกำรเป็นผู้น ำ ผู้ตำม ตลอดจนได้พัฒนำกระบวนกำรคิด โดยเฉพำะกำรคิดขั้นสูง(Higher Order Thinking) และกำรประเมินตนเอง ประเภทของโครงงำน ประเภทของโครงงำน แบ่งตำมลักษณะของกิจกรรมได้ 4 ประเภท คือ 1. โครงงำนประเภทส ำรวจ (Survey Research Project) 2. โครงงำนประเภททดลอง (Experimental Research Project) 3. โครงงำนประเภทสิ่งประดิษฐ์ (Development Research Project) 4. โครงงำนประเภททฤษฎี (Theoretical Research Project)


34 รำยละเอียดของโครงงำนแต่ละประเภท โครงงำนประเภทส ำรวจ โครงงำนประเภทนี้ผู้เรียนเพียงแต่ต้องกำรส ำรวจและรวบรวมข้อมูลแล้วน ำข้อมูลเหล่ำนั้นมำ จ ำแนกเป็นหมวดหมู่ และน ำเสนอในรูปแบบต่ำง ๆ เพื่อให้เห็นลักษณะหรือควำมสัมพันธ์ในเรื่องที่ ต้องกำรศึกษำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่ำงโครงงำนประเภทนี้ โครงงำนประเภทกำรทดลอง โครงงำนประเภทนี้เป็นโครงงำนที่มีกำรออกแบบกำรทคลองเพื่อศึกษำผลของ ตัวแปรหนึ่งที่ มีผลต่อตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่ต้องกำรศึกษำ โดยควบคุมตัวแปรอื่น 1 ที่อำจมีผลต่อตัวแปรที่ต้องกำร ศึกษำไว้ ขั้นตอนกำรด ำเนินงำนของโครงงำนประเกทนี้จะประกอบด้วยกำรก ำหนดปัญหำ กำรก ำหนด จุดประสงค์ กำรตั้งสมมติฐำน กำรออกแบบกำรทดลอง กำรด ำเนินกำรทดลอง กำรรวบรวมข้อมูล กำรตีควำมหมำยข้อมูลและกำรสรุป ตัวอย่ำงโครงงำนประเภท โครงงำนประเภทสิ่งประดิษฐ์ โครงงำนประเภทนี้เป็นโครงงำนเกี่ยวกับกำรประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักกำรทำงวิทยำศำสตร์ หรือด้ำนอื่น ๆ มำประดิษฐ์ของเล่น เครื่องมือ เครื่องใช้หรืออุปกรณ์ เพื่อประ โยชน์ใช้สอยด่ำง ๆ ซึ่ง อำจจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภำพสูงขึ้นก็ได้ อำจจะเป็นด้ำนสังคม หรือด้ำนวิทยำศำสตร์ หรือกำรสร้ำงแบบจ ำลองเพื่ออธิบำยแนวคิดต่ำง ๆ โครงงำนประเภททฤษฎี โครงงำนประเภทนี้เป็นโครงงำนน ำเสนอทฤษฎี หลักกำรหรือแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งอำจจะอยู่ใน รูปของสูตรสมกำร หรือด ำอธิบำยก็ได้ โดยผู้เสนอได้ตั้งกติกำหรือข้อตกลงขึ้นมำเอง แล้วน ำเสนอ ทฤษฎี หลักกำรหรือแนวคิด หรือจินตนำกำรของตนเองตำมกติกำหรือข้อตกลงนั้น หรืออำจจะใช้ กติกำหรือข้อตกลงเดิมมำอธิบำยก็ได้ ผลกำรอธิบำยอำจจะใหม่ยังไม่มีใครคิดมำก่อน หรืออำจจะ ขัดแย้งกับทฤษฎีเดิม หรืออำจจะเป็นกำรขยำยทฤษฎีหรือแนวคิดเดิมก็ได้ ซึ่งผู้ที่ท ำโครงงำนประเกท นี้ต้องมีพื้นฐำนควำมรู้ ในเรื่องนั้น ๆ อย่ำงดีโครงงำนประเกทนี้ ได้แก่ โครงงำนทฤษฎีของเซต โครงงำนทฤษฎีคำวเครำะห์น้อย โครงงำนทฤษฎีกำรเกิดโลก โครงงำนทฤษฎีกำรเกิดคลื่นควำมร้อน ในมหำสมุทร เป็นต้น ขั้นตอนกำรท ำโครงงำน กำรท ำโครงงำนเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและมีกำรด ำเนินงำนหลำยขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึง ขั้นสุดท้ำย อำจสรุปล ำดับได้ดังนี้ 1. กำรคิดและเลือกหัวเรื่อง 2. กำรวำงแผน 3. กำรด ำเนินงำน 4. กำรเขียนรำยงำน


Click to View FlipBook Version