44 ที่ เรื่อง จุดประสงค์การ เรียนรู้ เนื้อหา การจัดกระบวนการ เรียนรู้ จำนวนชั่วโมง ทฤษฎี ปฏิบัติ - ข้อเข่าผิดรูปหรือ เคลื่อนไหวไม่ได้ หลังจากได้รับ อุบัติเหตุข้อเข่า เคลื่อน - ปวดร้าวเสียวจากส โพกลงไปที่ข้อเข่า อาจเป็นโรคกระดูก ทับเส้นประสาทหลัง 10) ทบทวนการ นวดบรรเทาปวด เมื่อยข้อเท้า - นวดพื้นฐานขา เปิด ประตูลม - นวดจุดข้อเท้า - นวดพื้นฐานขาด้าน นอก - นวดพื้นฐานขาด้าน ใน ข้อห้ามของการนวด - ข้อเท่าเคลื่อน - กระดูกหัก - ข้ออักเสบ บวม แดง ร้อนมาก 3 หมวดการฝึกปฏิบัติ 1. เพื่อให้ผู้เรียน สามารถฝึกปฏิบัติ ในสถานประกอบการ เพื่อสุขภาพ หรือ หน่วยงานที่กรม สนับสนุนบริการ สุขภาพ เห็นชอบ จำนวน ๓๐ ราย ได้ ตามเป้าหมาย 2. เพื่อให้ผู้เรียน สามารถทำรายงาน หลังการฝึกปฏิบัติได้ 1. ฝึกปฏิบัติ ในสถาน ประกอบการเพื่อ สุขภาพ หรือ หน่วยงานที่กรม สนับสนุนบริการ สุขภาพ เห็นชอบ จำนวน ๓๐ ราย 2. การทำรายงาน หลังการฝึกปฏิบัติ 1. ผู้เรียนฝึกปฏิบัติ ในสถานประกอบการเพื่อ สุขภาพ หรือ หน่วยงานที่กรม สนับสนุนบริการสุขภาพ เห็นชอบ จำนวน ๓๐ ราย 2. บันทึกรายงาน หลังการฝึกปฏิบัติ 3. เมื่อฝึกปฏิบัติครบ ตามกำหนดแล้วนำ บันทึกรายงานส่ง - 50 ชั่วโมง
45 ที่ เรื่อง จุดประสงค์การ เรียนรู้ เนื้อหา การจัดกระบวนการ เรียนรู้ จำนวนชั่วโมง ทฤษฎี ปฏิบัติ ๔ การบริหารหนี้สิน และบัญชีเบื้องต้น 1. เพื่อให้ผู้เรียนมี แหล่งเงินทุนและ การ กู้ยืม 2. เพื่อให้ผู้เรียน สามารถการบริหาร หนี้สินและการ บริหารสัญญาได้ 3. เพื่อให้ผู้เรียน สามารถจัดทำบัญชี ครัวเรือนได้ 1. แหล่งเงินทุนและ การกู้ยืม 2. การบริหารหนี้สิน และการบริหาร สัญญา 3. การจัดทำบัญชี ครัวเรือน 1. อธิบายและศึกษา จากใบความรู้ในการ คำนวนต้นทุนและ กำไรการจัดให้ผู้เรียน ศึกษาเนื้อหาจากใบ ความรู้และค้นคว้า จาก Google ๒.จัดเวทีเสวนาและ การแนะแนวจาก ตัวแทนสถาบัน การเงินเรื่อง แหล่ง เงินทุนและการเข้าถึง การขอสินเชื่อจาก สถาบันการเงิน การ บริหารจัดการหนี้สิน และการบริหาร สัญญา ๓.ผู้เรียนฝึกจัดทำ บัญชีครัวเรือน แล้ว จัดกิจกรรมการ สนทนาแลกเปลี่ยน ข้อมูลความคิดเห็น เพื่อสร้างแนวคิดใน การดำเนินกิจกรรม การเรียนรู้ - 1 ชั่วโมง (ไม่นับ รวม) รวมทั้งสิ้น 27 123 150 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้/วัสดุ/อุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ 1. ตำราผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมง กระทรวงสาธารณสุข 2. เอกสารประกอบการเรียนการสอน (Youtube) 3. โปสเตอร์ /แผ่นพับ สรีระร่างกายมนุษย์
46 8.การวัดผลประเมินผล 1. การทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ 2. แบบทดสอบก่อนเรียน -หลังเรียน 9.เงื่อนไขการผ่านการอบรม ให้สถานศึกษากำหนดเกณฑ์การจบหลักสูตร ดังนี้ - ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมด - ผ่านการประเมินผลตามเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 80 10.หลักฐานการจบหลักสูตร/ผ่านการอบรม 1. ใบสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ 2. วุฒิบัตรผู้ผ่านการอบรม (แบบ กศน.ตน.11) 11.การเทียบโอน ผู้เรียนที่จบหลักสูตรนี้สามารถนำไปเทียบโอนผลการเรียนรู้กับหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในสาระการประกอบอาชีพรายวิชาเลือกที่สถานศึกษาได้จัดทำขึ้นในระดับใดระดับหนึ่ง
47 ภาคผนวก
48 แบบทดสอบก่อนเรียน 1. การนวดไทย หมายถึงข้อใด ก. การตรวจประเมิน การวินิจฉัย ข. การบำบัด การป้องกันโรค ค. การส่งเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธีการกด คลึง บีบ จับ ดัด ดึง ประคบ อบ ง. ถูกทุกข้อ 2. การนวดมีกี่ประเภท ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท 3. ข้อใดคือประเภทของการนวด ก. แบบราชสำนัก นวดเพื่อถวายกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงของราชสำนัก ข. แบบแพทย์แผนไทย ค. แบบประยุกต์ ง. แบบแผนไทย 4. ข้อใดคือประโยชน์ของการนวดหน้า ก. ช่วยกระชับกล้ามเนื้อใบหน้า ข. ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้า ค. ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส ง. ถูกทุกข้อ 5. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการนวดหน้า ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง
49 6. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการลูบข้างแก้ม ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง 7. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการเคาะหน้าผาก ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง 8. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการลูบหน้าผาก ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง 9. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ก. ผู้ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ข. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน ค. ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส ง. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอและลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน 10. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 3 "กดต้นคอ" ก. ผู้ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ข. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน ค. ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส ง. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอและลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน
50 ใบความรู้ กายวิภาคศาสตร์
51
52
53
54
55
56
57
58
59
60
61
62 สมอง (Brain )
63
64
65
66
67
68
69
70
71 เนื้อหาเอกสารประกอบหลักสูตร ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการนวดแผนไทย 1.1 ความรู้พื้นฐานของการนวดแผนไทย 1.1.1 ความหมายและความสำคัญของการนวดแผนไทย การนวดไทย หมายถึง การตรวจประเมิน การวินิจฉัย การบำบัด การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพและ การฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธีการกด คลึง บีบ จับ ดัด ดึง ประคบ อบ หรือวิธีการอื่นตามศิลปะการนวดไทย หรือการใช้ยา ตามกฎหมายว่าด้วยยา ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย – การนวดยึดถือโครงสร้างตามแนวพลังเส้นประธาน 10 และเส้นบริวารอีก 72,000 เส้น – ประเภทของการนวด มี 2 ประเภท คือ แบบราชสำนัก (นวดเพื่อถวายกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงของราชสำนัก และแบบทั่วไปหรือแบบสามัญชน – ความสำคัญของการนวดแผนไทย มีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ o ด้านการส่งเสริมสุขภาพ การนวดช่วยปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ช่วยยึดเส้น เอ็นที่ตึงให้หย่อน o ด้านการป้องกันโรค การช่วยเสริมภูมิต้านทานโรค คือ ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารฮอร์โมนเอ็นโดฟิน ซึ่ง สามารถหลั่งได้จาก 4 วิธี คือ ฝังเข็ม นวด ออกกำลังกาย และการที่จิตใจมีความสุข o ด้านการรักษา การกดนวดช่วยให้ร่างการปรับสมดุลขจัดปฏิกิริยาความเจ็บปวดลงได้ o ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ การนวดช่วยฟื้นฟูร่างการส่วนที่ชำรุดในโรคที่มีความพิการ หรือโรคที่มีความ เรื้อรัง เช่น อัมพาต โปลิโอ สมองพิการในเด็ก เข่าเสื่อม 1.1.2 ประวัติความเป็นมาของการนวดแผนไทย – ยุคศาสนาพราหมณ์ มีตำราการแพทย์เรียกว่า Samhita ถูกเขียนเมื่อ 743 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็น รากฐานทางการแพทย์แผนเดิมของอินเดีย เรียก Ayurvedic medicine – ยุคศาสนาพุทธ การแพทย์อายุรเวทของอินเดียมีความรุ่งเรืองมาก และได้ถูกทำลาย ราว ค.ศ. 1192 เนื่องจากชาวมุสลิมเข้ามาครอบครองอินเดีย สำหรับไทยโดยเฉพาะในยุคสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้รวบรวมหมอ พื้นบ้านตั้งเป็นโรงพยาบาลเรียกว่า อโรคยาศาลา และได้เสื่อมสลายไปหลังสิ้นยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เนื่องจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ไม่นับถือศาสนาพุทธ – สมัยสุโขทัย ได้ค้นพบหินบดยาสมัยทวารวดีซึ่งเป็นยุคก่อนสุโขทัยและจากศิลาจารึกของพ่อขุน รามคำแหง ได้ทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาดใหญ่บนเขาหลวงหรือเขาสรรพยา ซึ่งปัจจุบันคืออำเภอคีรีมาศ จังหวัด สุโขทัย – สมัยกรุงศรีอยุธยา การแพทย์แผนไทยมีความรุ่งเรืองมาก มีการจัดตั้งกรมหมอนวด หมอยา หมอกุมาร มีเป่ายา มีหมอหลวงที่มีย่ามแดงและตะบองแดง มีกฎหมายคุ้มครองป่า การนวดไทยมีการวิวัฒนาการนวดพื้นบ้านจน พัฒนาเป็นการนวดแบบราชสำนัก – สมัยรัตนโกสินทร์ มีเหตุการณ์สำคัญสำหรับการนวดแผนไทย ดังนี้ o สมัย ร.1 มีการรวบรวมตำราการแพทย์แผนไทยเป็นครั้งแรก ทรงโปรดให้ตั้งตำรายาและฤาษีดัดตนไว้ เป็นทานตามศาลาราย มีอักษรจารึกติดไว้กับรูปฤาษีอธิบายท่าดัดตนแก้โรค และทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ o สมัย ร. 3 ทรงโปรดให้ปั้นรูปฤาษีดัดตน ไว้ที่ วัดพระเชตุพนฯ
72 สมัย ร. 6 ทรงสั่งยกเลิกการแพทย์แผนไทยในปี พ.ศ. 2456 และประกาศใช้พระราชบัญญัติการแพทย์เพื่อควบคุม การประกอบโรคศิลปะ ในปี พ.ศ. 2466 สมัย ร.9 ในปี พ.ศ. 2520 องค์การอนามัยโลกได้กำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาแพทย์พื้นบ้าน ซึ่งทำให้ รัฐบาลได้หันมาให้ความสนใจ โดยใส่ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 จนได้มีการจัดตั้งสถาบัน การแพทย์แผนไทยเป็นหน่วยงานระดับกองสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2536 โดยเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ประสานงานและร่วมมือด้านการแพทย์แผนไทย วิธีการนวดแผนโบราณ นวดไทยนวดกดจุด นวดฝ่าเท้า ขั้นพื้นฐาน วิธีการนวดหน้า 12 ท่าขั้นพื้นฐานเพื่อสุขภาพและความงาม การนวดเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ศึกษาและเรียนรู้ได้ไม่ยาก สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง ขอแนะนำ 12 ท่านวดหน้าขั้นพื้นฐาน เพื่อสุขภาพและความงามที่ดี ประโยชน์ที่ได้รับจากการนวดหน้าขั้นพื้นฐาน ช่วยผ่อน คลายความเครียดอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส ช่วยกระชับกล้ามเนื้อใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียน บริเวณใบหน้าได้ดี ดวงตาสดใสเปล่งประกาย วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 1 "การเคาะแก้ม" วิธีการนวดหน้า ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ หรือให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบ หนุนตักผู้นวดโดยใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ ผู้ถูกนวดนอนหลับตาและปล่อยตัวตามสบาย ควรล้างหน้าหรือเช็ดหน้า ให้สะอาดก่อนเริ่มต้นการนวดหน้า ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางไว้บนคางของผู้ถูกนวด ใช้นิ้วเคาะคาง เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ขึ้นมาผ่านแก้มจนถึงข้างหู จังหวะการเคาะเหมือนกับการเคาะแป้นพิมพ์ดีด ทำสลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนเป็นแก้มข้างใหม่ ทำซ้ำ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 2 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 2 "การลูบข้างแก้ม" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูบข้างแก้มจนถึงใบหู ทั้งสองข้างของผู้ ถูกนวด ทำ สลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 3 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 3 "การเคาะหน้าผาก" วิธีการนวดหน้า ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่ สลับกันไป ไล่ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง จังหวะการเคาะเหมือนกับการเคาะแป้นพิมพ์ดีด ทำ สลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 4 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส
73 วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 4 "การลูบหน้าผาก" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลง มาที่ขมับขวา โดยค่อย ๆ ลูบหน้าผากแล้วเพิ่มแรงกดที่ขมับขวา ทำสลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนมาทำด้านขมับซ้าย ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 5 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 5 "การลูบขมับ" วิธีการนวดหน้า ให้นวดมือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ให้นวดมือขวาจับที่ขมับขวาของผู้ถูกนวด ลูกจากขมับขวา ลงมาจนถึงใบหูขวา โดยค่อยๆลูบแล้วลงแรงกด ทำสลับไปมา แล้ววนไปทำด้านซ้ายต่อ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่านวด หน้าขั้นตอนที่ 6 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 6 "การลูบคางและลูบหน้า" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่แก้มซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาลูบจากคางขึ้นมาจนถึงบริเวณแก้มขวา โดยค่อย ๆ ลูบ แล้วค่อยๆ เพิ่มแรงกด ทำสลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนมาทำด้านแก้มซ้าย ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอน ที่ 7 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 7 "การลูบแก้ม" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างจับที่แก้มของผู้ถูกนวด ใช้มือลูบจากคางขึ้นมาจนถึงบริเวณแก้ม จากนั้นเปลี่ยน ทิศทางโดยลูบจากข้างจมูกออกไปทางใบหู โดยค่อย ๆ ลูบ แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มแรงกด ทำสลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนเป็น ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 8 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 8 "การคลึงคางและคลึงแก้ม" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดวางนิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยของมือทั้งสองข้าง จับที่คางของผู้ถูกนวด แล้วคลึงขึ้นมาจาก คางจนถึงข้างแก้ม โดยขณะที่คลึงให้หมุนนิ้วเป็นรูปก้นหอย จากนั้นเปลี่ยนทิศทางโดยคลึงจากข้างจมูกออกไปทางใบ หู โดยค่อย ๆ คลึง แล้วจึงเพิ่มแรงกด ทำสลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 9 ต่อไป
74 ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 9 "การคลึงหน้า" วิธีการนวดหน้า ให้ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่แก้มซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยของมือขวา วางไว้บน หน้าผากของผู้ถูกนวด แล้วใช้นิ้วคลึงจากหน้าผาก ผ่านขมับ หางตา จนมาถึงใบหู ข้างแก้มขวา ของผู้ถูกนวด โดย ขณะที่คลึงให้หมุนนิ้วเป็นรูปก้นหอย ให้ค่อย ๆ คลึง แล้วจึงเพิ่มแรงกด ทำสลับไปมา แล้วเปลี่ยนมาทำด้านแก้มซ้าย ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 10 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้า เปล่งปลั่งสดใส วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 10 "การคลึงขอบตาล่าง" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่แก้มซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้นิ้วกลางมือขวาวางที่ขอบตาล่างด้านขวาของผู้ถูกนวด แล้วคลึงเบา ๆ ออกแรงเพียงเล็กน้อย โดยขณะที่คลึงให้หมุนนิ้วเป็นรูปก้นหอย คลึงนิ้วมาจนถึงหางตา ทำสลับไปมา แล้วเปลี่ยนมาทำด้านขอบตาล่างด้านซ้าย ของผู้ถูกนวด ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 11 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อตาและหนังตา ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณดวงตาได้ดี ดวงตาสดใสเปล่ง ประกาย วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 11 "การคลึงขอบตาบน" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่แก้มซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้นิ้วกลางมือขวาวางที่ขอบตาบนบริเวณหนังตาด้านขวา ของผู้ถูกนวด แล้วคลึงเบา ๆ ออกแรงเพียงเล็กน้อย โดยขณะที่คลึงให้หมุนนิ้วเป็นรูปก้นหอย คลึงนิ้วมาจนถึงหางตา ทำสลับไปมา แล้วเปลี่ยนมาทำด้านขอบตาบนด้านซ้ายของผู้ถูกนวด ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 12 ต่อไป ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณตาและหนังตา ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณดวงตาได้ดี ดวงตาสดใส เปล่งประกาย วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน "วิธีการนวดหน้า" ท่านวดหน้าขั้นตอนที่ 12 "การกดขมับ" วิธีการนวดหน้า ผู้นวดใช้นิ้วชี้และนิ้วนางวางไว้ที่หัวคิ้วทั้งสองข้างของผู้ถูกนวด สันมือทั้งสองข้างวางที่ขมับ ให้ออก แรงกด จากหัวคิ้ว ไล่ไปทางขมับทั้งสองข้าง โดยใช้แรงกดลงที่นิ้วชี้และนิ้วกลาง ส่วนนิ้วอื่น ๆ ที่เหลือให้ประคองศีรษะ ไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว ประโยชน์ที่ได้รับ ช่วยลดอาการปวดศีรษะและบริเวณขอบตา หมายเหตุ คำแนะนำสำหรับผู้นวด ไม่ควรไว้เล็บยาว ควรแต่งเล็บให้เรียบมนและควรล้างมือให้สะอาดก่อนทำการ
75 นวดหน้า การนวดเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ศึกษาและเรียนรู้ได้ไม่ยาก หากรู้จังหวะการลงน้ำหนัก รู้เทคนิคการกด ลูบ บีบและคลึง รู้ตำแหน่งจุดต่างๆ ทั่วใบหน้า เพียงเท่านี้ก็สามารถทำการนวดหน้าได้อย่างถูกวิธี วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน"นวดคอ" เรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างง่ายดายด้วย 10 ท่านวดคอขั้นพื้นฐาน ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอลดอาการ เคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน บรรเทาอาการปวดศีรษะ กระตุ้นการไหลเวียนของโหลิต ปรับสมดุลของฮอร์โมน กระตุ้นให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและผ่อนคลายจากความเครียด วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 1 "บีบต้นคอ" ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ ผู้นวดยืนด้านหลังของผู้ถูกนวด ใช้มือซ้ายจับที่หัวไหล่ยึดไว้ แล้วใช้มือ ขวาวางที่ท้ายทอย บีบกล้ามเนื้อที่ท้ายทอยไล่ลงมาจนถึงต้นคอ โดยกดน้ำหนักทุกนิ้ว ท่าที่ 2 "กดท้ายทอย" ช่วยลดอาการปวดศีรษะและปวดต้นคอ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ ผู้นวดยืนด้านหลังของผู้ถูกนวด ใช้มือซ้ายจับที่ขมับทั้งสองข้าง โดยอ้อม มือไปทางด้านหน้า แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือขวาและนิ้วชี้ทำเป็นรูปตัววี (V) แล้วกดตรงที่เป็นรอยบุ๋มตรงกลางระหว่างท้าย ทอยกับกระดูกคอชิ้นที่หนึ่ง ออกแรงกดทั้งนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 3 "กดต้นคอ" ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอและลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ ผู้นวดยืนด้านหลังของผู้ถูกนวด ใช้มือทั้งสองจับที่คอของผู้ถูกนวด โดย นิ้วหัวแม่มือกดที่กล้ามเนื้อข้าง ๆ แนวกระดูกสันหลังให้ต่ำจากต้นคอลงมาประมาณ 1 นิ้ว ส่วนนิ้วมือที่เหลือให้จับ ด้านตรงข้ามในตำแหน่งเดียวกัน ออกแรงกดลงที่นิ้วหัวแม่มือและนิ้วทั้งสี่
76 วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 4 "คลึงต้นคอและบ่า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอและบ่า • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ ผู้นวดยืนด้านหลังของผู้ถูกนวด ให้ทำมือเป็นรูปตัวซี (C) โดยให้หลังมือ และเนินมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วนที่นวด มืออีกข้างหนึ่งให้จับไหล่ของผู้ถูกนวดเอาไว้ กลึ้งและคลึงมือรูปตัวซี ไป ตรงบริเวณต้นคอและไล่มาจนถึงข่วงไหล่ ออกแรงโดยการเกร็งข้อมือที่ใช้นวด วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 5 "กดคอ" ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ ผู้นวดยืนด้านหลังของผู้ถูกนวด ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกดที่กล้ามเนื้อตรง บริเวณท้ายทอยทั้งสองข้าง ส่วนนิ้วทั้งสี่ที่เหลือวางแนบกับศีรษะ ออกแรงกดลงที่นิ้วหัวแม่มือ ส่วนนิ้วทั้งสี่ใช้ประคอง ศีรษะไม่ให้เคลื่อนไหว ท่าที่ 6 "บีบไหล่และคอ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไหล่และคอ ลดอาการเคล็ดขัดยอกบริเวณไหล่และคอ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ ผู้นวดยืนด้านหลังของผู้ถูกนวด ให้วางมือทั้งสองข้างลงที่ต้นคอของผู้ถูก นวด บีบกล้ามเนื้อที่ต้นคอไล่ลงมาที่บ่าจนมาถึงไหล่ โดยกดน้ำหนักลงทุกนิ้ว
77 วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 7 "สับต้นคอ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนแบนวางสอดใต้ลำตัวช่วงท้อง ผู้นวดใช้มือทั้งสอง ข้างวางที่ต้นคอ ให้มือทั้งสองตั้งขึ้น นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบน สันมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วนที่นวด สับมือจากต้นคอมา จนถึงท้ายทอย โดยสับขวางแนวกระดูกสันหลัง วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 8 "บิดคอ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนแบนวางสอดใต้ลำตัวช่วงท้อง ผู้นวดกางนิ้วมือออก ให้เป็นรูปตัววี (V) ใช้มือบีบกล้ามเนื้อคอขึ้นมาแล้วบิดกล้ามเนื้อไปมาโดยออกแรงทุกนิ้ว วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 9 "บีบและยกคอ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนแบนวางสอดใต้ลำตัวช่วงท้อง ผู้นวดกางนิ้วมือออก ให้เป็นรูปตัววี (V) ใช้มือบีบกล้ามเนื้อคอขึ้นมา โดยเริ่มจากท้ายทอยไล่มาจนถึงบ่า โดยบีบแล้วคลายทำสลับไปมา แล้วเริ่มต้นที่ท้ายทอยใหม่
78 วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 10 "ลูบคอ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ลดอาการเคล็ดขัดยอกที่คอและหัวไหล่ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนแบนวางสอดใต้ลำตัวช่วงหน้าอก ผู้นวดใช้มือทั้งสอง ข้างวางที่ท้ายทอย แล้วลูบหนัก ๆ จากท้ายทอยลงมาที่ด้านข้างลำคอ ให้มาสิ้นสุดที่หัวไหล่ โดยกดน้ำหนักลงที่มือทั้ง สองข้าง วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน “นวดขาและเท้า” เรียนรู้และฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง 18 ท่า นวดขาและเท้าขั้นพื้นฐาน ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เคล็ดขัด ยอกและผ่อนคลายความเครียด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ปรับสมดุลของฮอร์โมนและกระตุ้นให้ระบบ ต่างๆ ทำงานดีขึ้น ท่าที่ 1 “ลูบเท้า” ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเท้า ลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อนิ้วเท้า ข้อเท้า ส้นเท้า • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย หรืออาจจะใช้หมอนรองใต้หัวเข่าเพิ่มก็ได้ ผู้นวดใช้มือทั้งสองประสานกันไว้ โดยให้มือซ้ายอยู่บนปลายนิ้วเท้าด้านบน ใกล้ข้อเท้าขวาของผู้ถูกนวด มือขวาอยู่ใต้ปลายนิ้วเท้าด้านล่างใกล้ส้นเท้า ลูบขึ้นไปอย่างช้า ๆ ออกแรงกดและลูบ สม่ำเสมอ ลูบจากส้นเท้าและข้อเท้าไล่ขึ้นมาจนถึงปลายนิ้วเท้า ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
79 ท่าที่ 2 “คลึงเท้า” ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อฝ่าเท้า ลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อนิ้วเท้า • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย หรืออาจจะใช้หมอนรองใต้หัวเข่าเพิ่มก็ได้ ผู้นวดใช้มือทั้งสองประสานกันไว้ โดยให้มือซ้ายอยู่บนหลังเท้าด้านขวาของผู้ ถูกนวด มือขวาอยู่ใต้ฝ่าเท้า โดยออกแรงคลึงอย่างสม่ำเสมอ ให้คลึงขึ้นลงจนทั่วเท้า ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่า ต่อไป ท่าที่ 3 "ลูบและคลึงเท้า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเท้า ลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อนิ้วเท้า • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย หรืออาจจะใช้หมอนรองใต้หัวเข่าเพิ่มก็ได้ ผู้นวดใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองลูบไล่ลงมาตามร่องกระดูกเท้าด้านขวาของผู้ถูก นวด ที่อยู่ระหว่างนิ้วก้อยกับนิ้วนางและนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ โดยลูบขึ้นไปจนถึงข้อเท้า ออกแรงกดสม่ำเสมอ แล้วให้ คลึงกลับลงมาถึงโคนนิ้วเท้า ลูบขึ้นไปแล้วคลึงลงมาใหม่ ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 4 "คลึงข้อเท้า" ช่วยลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อเท้า • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย หรืออาจจะใช้หมอนรองใต้หัวเข่าเพิ่มก็ได้ ผู้นวดใช้นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยทั้งสองมือวางไว้ใต้ตาตุ่มเท้าขวาของผู้ ถูกนวด ให้มือซ้ายอยู่ที่ตาตุ่มด้านนอก มือขวาอยู่ตาตุ่มด้านใน โดยคลึงรอบ ๆ ตาตุ่มให้ออกแรงคลึงสม่ำเสมอ คลึง สักครู่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
80 ท่าที่ 5 "บิดเท้า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเท้า ลดอาการปวดตึงเอ็นร้อยหวาย • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย หรืออาจจะใช้หมอนรองใต้หัวเข่าเพิ่มก็ได้ ผู้นวดใช้มือจับที่เท้าขวาของผู้ถูกนวดหมุนข้อเท้าออก ใช้มือซ้ายอ้อมส้นเท้า มาจับที่เอ็นร้อยหวาย มือขวาจับเอ็นร้อยหวายข้างฝ่าเท้า ใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายกดลง นิ้วหัวแม่มือขวาดันขึ้น ดันขึ้นลง แล้วเลื่อนมือบิดไปตลอดแนวของเส้นเอ็น ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 6 "ดึงเท้า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเท้าและฝ่าเท้า ลดอาการเคล็ดขัดยอกเท้าหรือเป็นตะคริว • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างจับที่เท้าขวาของผู้ถูกนวด โดยให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างอยู่บนหลังเท้าและนิ้วที่เหลือจับที่ฝ่า เท้า ออกแรงดึงและใช้โคนนิ้วหัวแม่มือทั้งสองกดน้ำหนักลง ส่วนนิ้วที่เหลือที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าออกแรงดึงให้ฝ่าเท้าห่อเข้าหา กัน แล้วคลายออก ทำสลับไปมาสักครู่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 7 "ดึงนิ้วเท้า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยนิ้วเท้า ลดอาการเคล็ดขัดยอกนิ้วเท้าหรือนิ้วเท้าติดขัด • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่เท้าขวาของผู้ถูกนวดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว ใช้นิ้วขวาคลึงแล้วดึงนิ้วเท้าทีละนิ้ว เริ่มจากนิ้วหัวแม่เท้า ไล่มาจนครบ โดยคลึงนิ้วเท้าจากโคนนิ้วถึงเล็บเท้าแล้วออกแรงดึงให้เต็มที่ มือซ้ายจะจับยึดเท้าให้แน่นแล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป หมายเหตุ- ท่าที่ 1-7 ให้เริ่มต้นนวดที่เท้าข้างขวาของผู้ถูกนวดก่อน นวดจนครบทุกท่าแล้วจึงเริ่มต้นท่าที่ 1 ใหม่ ที่เท้าข้างซ้ายของผู้ถูกนวดต่อไป และควรล้างเท้า เล็บ ให้สะอาดก่อนการนวดเท้า
81 ท่าที่ 8 "กดนิ้วเท้า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเท้า ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการเดินหรือวิ่ง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย ผู้นวดใช้มือจับเท้าขวาของผู้ถูกนวดวางซ้อนทับเท้าซ้ายโดยให้ปลายนิ้วซ้อนกัน ผู้นวดใช้มือทั้งสองวางคว่ำลงซ้อนกัน แล้วออกแรงกดที่ปลายเท้าและนิ้วเท้าของผู้ถูกนวด แขนเหยียดตรง กดน้ำหนักลงที่มือทั้งสองข้าง โดยเริ่มจากเบา ๆ แล้วจึงค่อยเพิ่มน้ำหนัก กดแล้วคลาย ทำสักครู่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นเท้าซ้ายวางทับเท้าขวา แล้วทำตามขั้นตอนดังกล่าว จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 9 "ดัดนิ้วเท้า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเท้า ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการเดินหรือวิ่ง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย ผู้นวดใช้มือขวาจับนิ้วเท้าทั้งห้าของผู้ถูกนวดเท้าขวา และใช้มือซ้ายจับนิ้วเท้าทั้งห้าของผู้ถูกนวดเท้าซ้าย แล้วออกแรง กดที่โคนนิ้วเท้าของผู้ถูกนวดพร้อมดัดนิ้วเท้าให้เอนไปจนสุดโดยให้นิ้วเท้าตึง โดยใช้สันมือกดเท้า ให้แขนเหยียดตรง กดน้ำหนักลงที่สันมือทั้งสองข้าง โดยเริ่มจากเบา ๆ แล้วจึงค่อยเพิ่มน้ำหนัก กดแล้วคลาย ทำสักครู่แล้วจึงเปลี่ยนเป็น ท่าต่อไป ท่าที่ 10 "สับขาส่วนล่าง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขาส่วนล่าง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย หรืออาจจะใช้หมอนรองใต้หัวเข่าเพิ่มก็ได้ ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางไว้ที่ใต้เข่าขวาของผู้ถูกนวด โดยให้มือทั้งสองข้าง ตั้งขึ้น นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบนสันมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วนที่นวด สับมือที่ละข้างสลับไปมา เริ่มจากใต้หัวเข่าขวา
82 ด้านในไล่ลงมาจนถึงข้อเท้า ให้สับขวางกล้ามเนื้อขา ทำสลับไปมาจากใต้หัวเข่าขวาด้านในไล่ลงมาจนถึงข้อเท้าแล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 11 "สับขาส่วนบน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขาส่วนบน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย หรืออาจจะใช้หมอนรองใต้หัวเข่าเพิ่มก็ได้ ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางไว้ที่ใต้เข่าขวาของผู้ถูกนวด โดยให้มือทั้งสองข้าง ตั้งขึ้น นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบนสันมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วนที่นวด สับมือที่ละข้างสลับไปมา เริ่มจากโคนขาขวาด้าน ในไล่ลงมาจนถึงเหนือเข่า ให้สับขวางกล้ามเนื้อขา ทำสลับไปมาจากโคนขาขวาด้านในไล่ลงมาจนถึงเหนือเข่าแล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 12 "คลึงขาส่วนล่าง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อน่องและขาส่วนล่าง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย ผู้นวดใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างวางลงบนกล้ามเนื้อขาด้านในต่ำลงมาจากหัวเข่า โดยออกแรงคลึงที่นิ้วหัวแม่มือเป็นรูป ก้นหอยลงมาตามแนวกล้ามเนื้อลงมาจนถึงข้อเท้า ทำสลับไปมาจากใต้หัวเข่าขวาด้านในไล่ลงมาจนถึงข้อเท้าแล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
83 ท่าที่ 13 "คลึงหัวเข่า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเข่า ลดอาการเคล็ดขัดยอกเข่า • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ เหยียดขาตรงปล่อยขาตามสบาย ผู้นวดใช้ปลายนิ้วทั้งสี่ วางมือทั้งสองข้างที่บริเวณหัวเข่าขวาของผู้ถูกนวด ใช้ปลายนิ้วทั้งสี่คลึงรอบ ๆ กระดูกสะบ้าโดย ให้หมุนเป็นวงกลมรอบ ๆ หมุนโดยไม่ต้องยกนิ้วขึ้นระหว่างการนวด ทำสักครู่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 14 "คลึงต้นขา" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขา ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณต้นขาได้ดี • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ งอเข่าข้างขวาขึ้น ผู้นวดใช้มือขวา จับที่หัวเข่าข้างขวาของผู้ถูกนวด ใช้มือซ้ายคลึงกล้ามเนื้อด้านนอกจากบริเวณใต้สะโพกไล่ลงมาจนถึงด้านข้างเข่า ขวา ออกแรงคลึงมาก ๆ หนัก ๆ เพราะกล้ามเนื้อส่วนนี้จะเชื่อมต่อกับเส้นเอ็นที่เหนียวมาก คลึงสลับไปมาแล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 15 "บิดต้นขาด้านใน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขา • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ งอขาเล็กน้อย ผู้นวดใช้มือทั้งสอง ข้างบีบกล้ามเนื้อขาด้านในข้างขวาของผู้ถูกนวด โดยวางมือให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองหันเข้าหากันและใช้แรงดันให้หัวเข่า
84 เอียงไปทางด้านขวาเล็กน้อย บิดและยกกล้ามเนื้อขึ้น โดยบิดขึ้นบิดลงทำสลับไปมาไล่จากเหนือเข่าด้านในจนถึงโคน ขาด้านใน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 16 "บิดต้นขาด้านนอก" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขา • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ งอขาเล็กน้อย ผู้นวดใช้มือทั้งสอง ข้างบีบกล้ามเนื้อขาด้านนอกข้างขวาของผู้ถูกนวด โดยวางมือให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองหันเข้าหากัน และใช้แรงดันให้หัว เข่าเอียงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย บิดและยกกล้ามเนื้อขึ้น โดยบิดขึ้นบิดลงทำสลับไปมาไล่จากเหนือเข่าด้านนอกจนถึง โคนขาด้านนอก แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป หมายเหตุ- ท่าที่ 10-16 ให้เริ่มต้นนวดที่ขาข้างขวาของผู้ถูกนวดก่อน นวดจนครบทุกท่าแล้วจึงเริ่มต้นใหม่ที่ขา ข้างซ้ายของผู้ถูกนวดต่อไป ท่าที่ 17 "กดข้อเท้า" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขาและหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนแบนวางใต้ลำตัวช่วงท้อง ให้ปลายเท้าทั้งสองข้าง เลยพ้นขอบเตียง ผู้นวดใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดเบา ๆ ที่กึ่งกลางระหว่างเอ็นร้อยหวายกับตาตุ่ม ที่เท้าทั้งสองของผู้ถูกนวด จากนั้น ค่อย ๆ เพิ่มแรงกดค้างไว้ประมาณ 5 วินาทีแล้วคลายทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 18 "กดขา"
85 ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อน่องและขา • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนแบนวางใต้ลำตัวช่วงท้อง ให้ปลายเท้าทั้งสองข้าง เลยพ้นขอบเตียง ผู้นวดใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดเบา ๆ ที่กล้ามเนื้อเหนือข้อเท้าทั้งสองข้างของผู้ถูกนวด กดไล่มา จนถึงกล้ามเนื้อน่อง เว้นข้อพับบริเวณน่อง กดจนถึงโคนขาบริเวณใต้สะโพก โดยออกแรงกดเบา ๆ จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มแรงกด กดค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วคลายทำสลับไปมา วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน"นวดเอวและหลัง" เรียนรู้และฝึกฝนได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายด้วย 14 ท่านวดเอวและหลัง ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ลดอาการ เคล็ดขัดยอก ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ปรับสมดุลของฮอร์โมน กระตุ้นให้ระบบต่างๆ ทำงานดีขึ้นและผ่อน คลายความเครียด เพื่อสุขภาพที่ดีและอารมณ์ดี ท่าที่ 1 "ลูบข้างลำตัว" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อยผู้นวดใช้มือ ทั้งสองข้างวางไว้ข้างลำตัวของผู้ถูกนวดบริเวณช่วงเอว ให้นิ้วทั้งสี่อยู่ด้านข้างลำตัว นิ้วหัวแม่มือวางบนแผ่นหลัง ลูบ จากเอว ขึ้นไปจนถึงใต้รักแร้ ลูบขึ้นไปอย่างช้า ๆ ออกแรงกดที่มือทั้งสองข้าง ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 2 "ลูบแนวกระดูกสันหลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดใช้ มือทั้งสองข้างวางลงบนกระดูกสันหลังของผู้ถูกนวดบริเวณก้นกบ ใช้ปลายนิ้วทั้งสี่ (นิ้วหัวแม่มือ) สัมผัสกับส่วนที่นวด ลูบจากก้นกบ ขึ้นไปจนถึงท้ายทอย ลูบขึ้นไปอย่างช้า ๆ ออกแรงกดที่ปลายนิ้วทั้งสี่ทั้งสองข้าง ทำสลับไปมาแล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
86 ท่าที่ 3 "ลูบกล้ามเนื้อหลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดใช้ มือทั้งสองข้างวางลงบนหลังของผู้ถูกนวดบริเวณท้ายทอย ให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ใกล้กับแนวกระดูกสันหลังห่างออกมา เล็กน้อย นิ้วทั้วสี่อยู่กลางหลังนิ้วชิดกัน ลูบจากท้ายทอยลงไปจนถึงก้นกบ ลูบลงไปอย่างช้า ๆ ออกแรงกดที่มือทั้งสอง ข้าง ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 4 "คลึงกล้ามเนื้อหลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดกาง มือทั้งสองข้างออกให้กว้างที่สุด แล้ววางลงบนท้ายทอย ใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงจากท้ายทอยลงมาตามแนวกล้ามเนื้อหลัง จนถึงก้นกบให้กดน้ำหนักลงที่นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้าง คลึงจากท้ายทอยลงไปจนถึงก้นกบ คลึงลงไปอย่างช้า ๆ ทำ สลับไปมาจากท้ายทอยลงไปจนถึงก้นกบแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 5 "คลึงแนวกระดูกสันหลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ-หลัง ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดใช้ มือทั้งสองข้างวางลงบนท้ายทอย ให้มือทั้งสองตั้งขึ้นนิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบน ใช้มือทั้งสองคลึงจากท้ายทอยลงมาตาม แนวกระดูกสันหลังจนถึงก้นกบให้ออกแรงกดโดยเหยียดข้อศอกให้ตรง เมื่อถึงก้นกบให้ลดแรงกด คลึงลงไปอย่างช้า ๆ ทำสลับไปมาจากท้ายทอยลงไปจนถึงก้นกบแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
87 ท่าที่ 6 "แยกกล้ามเนื้อหลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั้งสองข้างของกระดูกสันหลัง ช่วยยึดกล้ามเนื้อและผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดวาง นิ้วมือทั้งสี่ให้อยู่ที่เอวด้านซ้ายใกล้กระดูกสันหลังบีบกล้ามเนื้อบริเวณเอว โดยใช้นิ้วหัวแม่มือบีบเข้าหานิ้วทั้งสี่ บีบ กล้ามเนื้อจากเอวมาจนถึงท้ายทอยตามแนวกระดูกสันหลัง ทำสลับไปมาจากเอวจนไปถึงท้ายทอยแล้วจึงเปลี่ยนไปบีบ เอวด้านขวา ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 7 "บิดกล้ามเนื้อปีก" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไหล่และหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวด วางมือทั้งสองข้างบนกล้ามเนื้อปีกด้านซ้าย โดยให้นิ้วทั้งสี่อยู่ด้านบน นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านล่าง บีบแรง ๆ แล้วบิด กล้ามเนื้อขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วคลายทำสลับกันไป แล้วจึงเปลี่ยนไปบิดกล้ามเนื้อปีกด้านขวาต่อไป ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่า ต่อไป ท่าที่ 8 "ลูบเอว" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณเอวและหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดใช้ เนินฝ่ามือวางไขว้ให้ข้อมือหันเข้าหากันแล้ววางลงบนสะบักของผู้ถูกนวด ออกแรงกดแล้วลูบไปด้านตรงข้าม กดแล้ว ลูบกลับมาตำแหน่งเดิม ทำไล่ตั้งแต่บริเวณเอวจนถึงใต้รักแร้ สลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
88 ท่าที่ 9 "บิดเอว" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณท้องและช่วยลดไขมันบริเวณเอว • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวด วางมือทั้งสองข้างลงบนเอวด้านขวาของผู้ถูกนวด โดยให้นิ้วทั้งสี่แยกออกจากนิ้วหัวแม่มือ บีบกล้ามเนื้อบริเวณเอวให้ แน่นแล้วบิดกล้ามเนื้อเอวไปมา โดยเริ่มบิดจากส่วนเอวจนถึงสะโพก บิดแล้วคลายทำสลับกันไป แล้วจึงเปลี่ยนไปบิด เอวด้านซ้ายต่อไป ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 10 "ดัดสะโพก" ช่วยยืดกล้ามเนื้อและผ่อนคลายกล้ามเนื้อสะโพก • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดใช้ มือซ้ายกดลงที่กระดูกสันหลังด้านล่างเอวเล็กน้อย มือขวาจับขาซ้ายของผู้ถูกนวดบริเวณเหนือหัวเข่าเล็กน้อย ให้ขา ซ้ายของผู้ถูกนวดพาดลงบนข้อศอกขวาของผู้นวด ให้ดึงต้นขาของผู้ถูกนวดให้เหยียดไปทางด้านหลังและมือซ้ายกดลง ที่กระดูกสันหลังด้านล่างเอว โดยให้ขาชี้ขึ้นจนลำตัวช่วงหลังแอ่นขึ้น โดยเริ่มดัดเบา ๆ ก่อนแล้วจึงค่อนเพิ่มแรงดัด ดัด แล้วคลายทำสลับไปมา แล้วจึงเปลี่ยนไปดัดสะโพกด้านขวาต่อไป ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 11 "สับหลังแนวกระดูกสันหลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดใช้ มือทั้งสองข้างวางลงบนท้ายทอย ให้มือทั้งสิงตั้งขึ้น นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบน สันมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วนที่นวด สับ มือทั้งสองข้างสลับกันไป จากท้ายทอยมาที่ไหล่ แล้วย้อนมาที่กลางหลังและให้สับลงมาตามแนวกระดูกสันหลังจนถึง ก้นกบ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
89 ท่าที่ 12 "สับหลังแนวขวางกระดูกสันหลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวดใช้ มือทั้งสองข้างวางลงบนท้ายทอย ให้มือทั้งสิงตั้งขึ้น นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบน สันมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วนที่นวด สับ มือทั้งสองข้างสลับกันไป จากก้นกบมาจนถึงท้ายทอยโดยสับขวางแนวกระดูกสันหลัง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 13 "ปรบมือที่หลัง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณหลัง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนคว่ำหน้าราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนรองใต้หน้าอก กางแขนออกเล็กน้อย ผู้นวด วางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ของผู้ถูกนวด โดยทำมือเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด ให้นิ้วทั้งสี่วางชิดกันกับนิ้วหัวแม่มือ ปรบมือบริเวณไหล่ผ่านหลังไปจนถึงก้นกบ ปรบมือสลับไปมา เวลาปรบจะมีเสียงเหมือนเสียงปรบมือ แล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 14 "ยืดและดึงหลัง" ช่วยยืดกล้ามเนื้อและผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังและสะโพก • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ วางแขนของผู้ถูกนวดขนานกับ ลำตัว ผู้นวดจับขาทั้งสองข้างของผู้ถูกนวด งอและพับขึ้นมาวางที่บนลำตัวดันเข่าให้ชิดกันมากที่สุด โดยเริ่มกดเบา ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มแรงกด กดแล้วคลายทำสลับไปมาสักครู่ วิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน"นวดแขนและมือ"
90 เรียนรู้และฝึกฝนได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายด้วย 19 ท่านวดแขนและมือขั้นพื้นฐาน ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ลดอาการเคล็ดขัดยอก ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น มีผลต่อผิวพรรณช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสและผ่อน คลายความเครียด ท่าที่ 1 "สับแขน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขน ลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อแขน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ หงายฝ่ามือขึ้นเหยียดแขนตรง ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางไว้ที่ไหล่ขวา ให้มือทั้งสองข้างตั้งขึ้น นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบนสันมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วน ที่นวด สับมือทีละข้างจากไหล่จนถึงข้อมือโดยสับขวางกล้ามเนื้อ ทำสลับไปมาจากไหล่จนถึงข้อมือแล้วจึงเปลี่ยนเป็น ท่าต่อไป ท่าที่ 2 "กดแขน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ หงายฝ่ามือขึ้นเหยียดแขนตรง ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างบนแขนซ้ายของผู้ถูกนวด โดยให้สันมือวางอยู่ที่แขนด้านใน กดน้ำหนักลงที่สันมือ โดยเริ่มจาก กดเบาๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักการกด กดแล้วคลาย ทำสลับไปมาจากข้อมือจนถึงไหล่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 3 "บีบแขน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ วางฝ่ามือตั้งขึ้นเหยียดแขนตรง ผู้นวดใช้มือทั้งสองลงที่ข้อมือขวาของผู้ถูกนวด โดยให้นิ้วทั้งสี่อยู่ที่แขนด้านใน และนิ้วหัวแม่มืออยู่ที่แขนด้านนอก บีบ กล้ามเนื้อโดยกดน้ำหนักลงทุกนิ้ว เริ่มบีบจากข้อมือจนถึงไหล่ โดยเริ่มจากบีบเบาๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักการบีบ บีบแล้วคลาย ทำสลับไปมาจากข้อมือจนถึงไหล่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
91 ท่าที่ 4 "บีบยกแขนส่วนล่าง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนส่วนล่าง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ หงายฝ่ามือขึ้นเหยียดแขนตรง ผู้ นวดใช้มือซ้ายจับที่ข้อมือขวาของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางลงที่ข้อพับด้านในข้อศอก บีบกล้ามเนื้อโดยกดน้ำหนักลงทุก นิ้ว เริ่มบีบจากข้อพับด้านในจนถึงข้อมือ โดยเริ่มจากบีบเบาๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักการบีบ บีบแล้วคลาย ทำสลับ ไปมาจากข้อพับด้านในจนถึงข้อมือแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 5 "บีบยกแขนส่วนบน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนส่วนบน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ หงายฝ่ามือขึ้นเหยียดแขนตรง ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างจับที่ต้นแขนขวาของผู้ถูกนวดแล้วบีบกล้ามเนื้อโดยกดน้ำหนักลงทุกนิ้ว เริ่มบีบจากกล้ามเนื้อ ต้นแขนจนถึงข้อศอก โดยเริ่มจากบีบเบาๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักการบีบ บีบแล้วคลาย ทำสลับไปมาจากกล้ามเนื้อ ต้นแขนจนถึงข้อศอกแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 6 "บิดแขน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนส่วนบน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ ปล่อยแขนตามสบาย ผู้นวดใช้ มือทั้งสองข้างจับที่ต้นแขนขวาของผู้ถูกนวด โดยใช้หัวแม่มือทั้งสองกดลงที่ท้องแขนด้านใน อีกสี่นิ้วที่เหลือจับแขนด้าน นอก ให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ชิดกัน บิดนิ้วหัวแม่มือซ้ายลงและนิ้วหัวแม่มือขวาบิดขึ้น ทำสลับไปมาตั้งแต่ต้นแขน จนถึงข้อมือ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
92 ท่าที่ 7 "คลึงแขนส่วนบน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไหล่และแขน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตรง ผู้นวดใช้มือทั้ง สองข้างจับที่ต้นแขนขวาของผู้ถูกนวด โดยมือซ้ายจับที่กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า มือขวาจับที่ต้นแขนด้านใน (รักแร้) คลึงไล่ลงมาจนถึงข้อศอก ทำสลับไปมาตั้งแต่ต้นแขนจนถึงข้อศอก แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 8 "คลึงแขนส่วนล่าง" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ ปล่อยแขนตามสบาย ผู้นวดใช้ มือซ้ายจับที่ข้อมือขวาของผู้ถูกนวด มือขวาจับที่กล้ามเนื้อด้านนอกของข้อศอก โดยทำมือเป็นรูปตัวซี (C) ให้หลังมือ และเนินมือด้านนิ้วก้อยสัมผัสกับส่วนที่นวด กลิ้งมือรูปตัวซีจากข้อศอกจนถึงข้อมือ ออกแรงกดโดยการเกร็งข้อมือที่ใช้ นวด ทำสลับไปมาตั้งแต่ข้อศอกจนถึงข้อมือ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 9 "ลูบแขน" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขน • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตรง ผู้นวดวางมือทั้ง สองลงบนต้นแขนขวาของผู้ถูนวด โดยกางมือออกเป็นรูปตัววี (V) ให้มือทั้งสองข้างโอบรอบต้นแขน ลูบจากต้นแขนไล่ ลงมาจนถึงปลายนิ้ว โดยออกแรงเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักการลูบให้มากขึ้น ทำสลับไปมาตั้งแต่ต้นแขนจนถึง ปลายนิ้ว แล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป
93 ท่าที่ 10 "ลูบและคลึงนิ้วมือ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อนิ้วมือ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตามสบายและคว่ำฝ่า มือลง ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่นิ้วก้อยแขนขวาของผู้ถูกนวดแล้ว ใช้มือขวาจับที่นิ้วหัวแม่มือของผู้ถูกนวด ลูบจากโคนนิ้ว จนถึงปลายนิ้ว ขณะที่ลูบให้ใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้นวดคลึงที่นิ้วของผู้ถูนวด ลูบและคลึงจนครบทุกนิ้ว ส่วนนิ้วนางและ นิ้วก้อยของผู้ถูกนวดให้ใช้มือซ้ายของผู้นวด ลูบและคลึง ทำสลับไปมาให้ครบทุกนิ้วแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 11 "ลูบและคลึงด้านหลังมือ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อนิ้วมือ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตามสบายและคว่ำฝ่า มือลง ผู้นวดใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายและขวาลูบไล่ลงมาตามร่องกระดูกมือขวาที่อยู่ระหว่างนิ้วก้อยกับนิ้วนางและ นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของผู้ถูกนวด โดยลูบจากฝ่ามือลงไปจนถึงข้อมือ ออกแรงกดแล้วคลึงกลับขึ้นมาถึงโคนนิ้ว ลูบลง ไปแล้วคลึงขึ้นมาใหม่ แล้วเปลี่ยนไปนวดที่ร่องกระดูกแนวถัดไปที่อยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางและนิ้วกลางกับนิ้วนาง ลูบและคลึงในลักษณะเดียวกัน ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 12 "คลึงข้อมือ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อข้อมือ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากข้อมือแพลง • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตามสบายและคว่ำฝ่า มือลง ผู้นวดใช้มือทั้งสองจับที่ข้อมือขวาของผู้ถูกนวด โดยวางนิ้วหัวแม่มือไว้ที่ข้อมือด้านบน ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองคลึง เป็นวงกลมในร่องข้อต่อระหว่างปลายกระดูกแขนรอบข้อมือและกระดูกมือ ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป