94 ท่าที่ 13 "คลึงฝ่ามือ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อนิ้วมือ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตามสบายและหงาย ฝ่ามือขึ้น ผู้นวดใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายและขวาออกแรงกดแล้วหมุนนิ้วเป็นก้นหอยบริเวณเนินฝ่ามือใต้ข้อมือเล็กน้อย แล้ว ลูบไล่ลงมาตามร่องกระดูกมือขวาที่อยู่ระหว่างนิ้วก้อยกับนิ้วนางและนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของผู้ถูกนวด โดยลูบจากฝ่า มือลงไปจนถึงโคนข้อนิ้วมือ ออกแรงกดแล้วหมุนนิ้วเป็นก้นหอย แล้วคลึงกลับขึ้นมาถึงข้อมือ แล้วเปลี่ยนไปนวดที่ร่อง กระดูกแนวถัดไปที่อยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางและนิ้วกลางกับนิ้วนาง กด ลูบและคลึงในลักษณะเดียวกัน ทำสลับไป มาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 14 "กดฝ่ามือ" ช่วยยืดกล้ามเนื้อมือ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อมือ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ ให้แขนของผู้ถูกนวดงอข้อศอก ตั้งเป็นมุมฉากหงายฝ่ามือขึ้น ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างจับมือผู้ถูกนวดไว้ ใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงบนเนินมือทั้งสองข้าง กด น้ำหนักลงให้ฝ่ามือของผู้ถูกนวดกางออกและตึงกดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักในการกด ทำสลับไปมาแล้วจึง เปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 15 "กดมือ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยแขน ข้อศอกและไหล่ ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณแขนได้ดีขึ้น • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตามสบาย ผู้นวดใช้ มือซ้ายจับข้อมือขวาของผู้ถูกนวดไว้ ใช้นิ้วหัวแม่มือขวากดลงจุดกึ่งกลางระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ที่เป็นง่ามมือบน เนินมือทั้งสองข้าง กดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักในการกด ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป ท่าที่ 16 "กดข้อมือ" ช่วยลดอาการปวดเมื่อยแขน ข้อศอกและไหล่ ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณแขนได้ดีขึ้น • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะไว้ เหยียดแขนตามสบาย ผู้นวดใช้ มือซ้ายจับข้อมือขวาของผู้ถูกนวด ส่วนมือขวาจับฝ่ามือของผู้ถูกนวดไว้ ใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายของผู้นวดกดลงที่ปลายแขน
95 ห่างจากข้อมือด้านบนประมาณ 1 นิ้ว กดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักในการกด ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนเป็นท่า ต่อไป หมายเหตุ- ท่าที่ 1-16 ให้เริ่มต้นนวดที่แขนข้างขวาของผู้ถูกนวดก่อน นวดจนครบทุกท่าแล้วจึงเริ่มต้นท่าที่ 1 ใหม่ที่ แขนซ้ายของผู้ถูกนวด ท่าที่ 17 "ดัดแขน" ช่วยลดอาการเคล็ดขัดยอกกล้ามเนื้อไหล่ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ ผู้นวดยืนอยู่ด้านข้างของผู้ถูกนวด ผู้นวดใช้มือขวาจับที่ไหล่ขวาของผู้ถูก นวด มือซ้ายของผู้นวดจับที่ข้อมือขวาของผู้ถูกนวด ไขว้แขนผู้ถูกนวดมาไว้ด้านหลัง ออกแรงดึงเบา ๆ แล้วค่อยเพิ่ม แรงดึงมากขึ้นแล้วคลายมือ ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนมาทำแขนข้างซ้าย ท่าที่ 18 "กดรักแร้" ช่วยลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อไหล่ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้และปล่อยแขนตามสบาย ผู้นวดยืนอยู่ด้านข้างของผู้ถูกนวด ผู้นวดใช้ นิ้วหัวแม่มือขวาวางที่ร่องรักแร้ด้านหน้า และวางนิ้วหัวแม่มือซ้ายที่ร่องรักแร้ด้านหลัง ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดดัน เข้าหาไหล่ โดยเริ่มกดเบา ๆ แล้วค่อยเพิ่มแรงกดมากขึ้น กดแล้วคลาย ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนมาทำที่รักแร้ ด้านซ้าย ท่าที่ 19 "ดึงแขน" ช่วยลดอาการเคล็ดขัดยอกข้อไหล่ • วิธีการนวด ให้ผู้ถูกนวดนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้และปล่อยแขนตามสบาย ผู้นวดยืนอยู่ด้านหลังของผู้ถูกนวด ผู้นวดใช้มือ ขวาจับที่ไหล่ขวาของผู้ถูกนวด มือซ้ายจับแขนขวาของผู้ถูกนวดมาวางบนไหล่ซ้ายของผู้ถูกนวด ดึงแขนขวาของผู้ถูก นวดมาทางด้านหลัง ออกแรงดึงเบา ๆ แล้วค่อยเพิ่มแรงดึงมากขึ้น ดึงแล้วปล่อย ทำสลับไปมาแล้วจึงเปลี่ยนมาทำที่ แขนด้านซ้าย
96 ลูกประคบสมุนไพร คือ ผ้าที่ใช้สมุนไพรหลายอย่างมาห่อ รวมกัน นำมานึ่งให้ร้อน เป็นวิธีการบำบัดรักษาของการแพทย์แผน โบราณ แล้วประคบบริเวณที่เจ็บปวด เคล็ดขัดยอก โดยอาศัย ความร้อนและคุณสมบัติสมุนไพร ทำให้อาการดีขึ้น คนไทยนิยม ใช้ลูกประคบสมุนไพร รักษากันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน โดย มักใช้รักษาควบคู่กับการนวดไทย คือ หลังจากนวดเสร็จแล้วจึง ประคบนาบไปตามร่างกาย ผลของความร้อนที่ได้จากการ ประคบ ทำให้หลอดเลือด ฝอยขยายตัว และตัวยาสมุนไพรร้อน ๆ ซึมผ่านชั้นผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย และยังช่วยทำให้เนื้อเยื่อพังผืดยืดตัว ออก ลดการติดขัดของข้อต่อ ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ลดปวด ช่วยลดการบวมที่เกิดจาการอักเสบของ กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต สมุนไพร" ที่ใช้ในตำรับยา "ลูกประคบสมุนไพร" มีแตกต่างกันไปในวัตถุประสงค์ของการรักษา เช่น ตำรับแก้ปวด เมื่อย ตำรับแก้เหน็บชา ตำรับแก้อัมพฤกษ์อัมพาต ตำหรับแก้ตะคริว เป็นต้น ตำรับแก้ปวดเมื่อยของแต่ละแห่ง อาจ ไม่ใช่สูตรเดียวกัน แต่มีตัวยาหลักเหมือนกัน ส่วนมากแล้วมักใช้"ลูกประคบสมุนไพร" ประคบกันในผู้ที่มีอาการเคล็ด ขัดยอก ซ้ำบวม แต่ถ้าต้องการประคบเพื่อ คลายเครียด คลายเมื่อยล้า ก็สามารถทำได้การประคบด้วยลูกประคบสมุนไพรเพื่อคลายเครียดนี้จะช่วยให้คุณหาย จากอาการอ่อนล้า อาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อเส้นเอ็น เกิดความกระปรี้กระเปร่า สบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาโดยพลัน "ลูกประคบสมุนไพร" นี้ปรากฏว่ามีมาแล้วช้านาน นอกจากจะมีการนำเอาสมุนไพรต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์เป็นยากิน รักษาอาการของโรคต่าง ๆ หรือนำสมุนไพรบางชนิดมาปรุงเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย ขจัดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ แล้วยังสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาอาการภายนอกร่างกายได้อีกด้วย มีทั้งที่นำมาใช้เดี่ยว ๆ หรือนำมาปรุง ผสมผสานเข้าด้วยกันหลาย ๆ อย่าง เป็นยาทาก็ได้ เป็นยาพอกก็ดีเป็นยาพ่น เป่าเป็นยาสูบ ยาอม ยารมควัน หรือยา ประคบก็ได้สารพัดสารพัน นี่คือมรดกทางภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านหรือแพทย์แผนโบราณของไทยเราโดยแท้ ► การประคบลูกประคบสมุนไพร มี2 ชนิด คือ 1. การประคบเปียก 2. การประคบแห้ง ► ตำแหน่งการประคบ-ลูกประคบสมุนไพร ลูกประคบสมุนไพร สามารถใช้ประคบได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ยกเว้นบริเวณผิวหน้า ขึ้นอยู่กับอาการของ โรค อาทิท่อนขารวมทั้งขาอ่อน น่อง เข่า ฝ่าเท้า หรือ หลังเท้า นอกจากนั้นส่วนของแผ่นหลัง เอว สะโพก ช่วงไหล่ แขน หน้าท้องและชายโครง ก็ทำการประคบได้เช่นกัน
97 ประโยชน์ของการประคบ ลูกประคบสมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของลูกประคบสมุนไพร มีมากมายมหาศาล อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับของการแพทย์แผนไทยหรือ แม้แต่การแพทย์อายุรเวทในปัจจุบัน ว่าเป็นวิธีรักษาโรควิธีหนึ่ง และมีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษา โดยเฉพาะการ ช่วยลดความเครียด กำจัดความอ่อนเพลีย สร้างความสดใสให่แก่อารมณ์และความรู้สึก ช่วยคลายความเนื้อ คลายเส้น เอ็น เส้นสายในผู้ป่วยให้ผ่อนคลายลง ไม่ตึงเครียดและอึดอัด ► "ประโยชน์ของการประคบ ลูกประคบสมุนไพร" ในการรักษาอาการต่าง ๆ ดังนี้ -ประคบเพื่อขจัดอาการของโรค -ประคบเพื่อคลายเส้น เอ็น กล้ามเนื้อ ให้หายจากอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย -ประคบเพื่อให้โลหิตไหลเวียนทั่วสรรพางค์กายได้สะดวกดีขึ้น -ประคบเพื่อบรรเทาและรักษาอาการเหน็บชา อัมพฤกษ์และอัมพาต -ประคบเพื่อลดไขมัน หรือละลายไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกาย -ประคบเพื่อลดความดันโลหิตสูงให้ลดลงมาเป็นปกติ -ประคบเพื่อให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ววันยิ่งขึ้น -ประคบเพื่อขับน้ำคาวปลาออกมาจากมดลูกให้หมดสิ้น ไม่เหลือคั่งค้างเอาไว้ -ประคบเพื่อให้ร่างกายพริกฟื้นจากความอ่อนแอ ขี้โรค ให้มีเรี่ยวแรงดีขึ้น -ประคบเพื่อคลายเครียด สบายเนื้อสบายตัว อารมณ์แช่มชื่น ผ่องใส จิตใจ ปลอดโปร่ง -ประคบเพื่อสร้างสมดุลให้แก่สุขภาพของตนเองแม้ว่าจะไม่เจ็บป่วย หรือมีโรคภัยใด ๆ ก็ตาม ขั้นตอนวิธีการประคบและข้อควรระวังในการประคบลูกประคบสมุนไพร ► ขั้นตอนวิธีการประคบ ลูกประคบสมุนไพร 1.จัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสม ในท่านั่งหรือนอน 2.นำลูกประคบสมุนไพรที่นึ่งจนร้อนมาทดสอบความร้อน โดยแตะที่ท้องแขน หรือหลังมือก่อนนำไปประคบ 3.ในการประคบสมุนไพรต้องทำด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่ลูกประคบสมุนไพรกำลังร้อน เมื่อลูกประคบสมุนไพรเย็น ลงจึงวางลูกประคบสมุนไพรไว้ได้นานขึ้น 4.เมื่อลูกประคบสมุนไพรคลายความร้อน จึงเปลี่ยนลูกประคบอีกลูกหนึ่งแทน ► ลักษณะประคบ ลูกประคบสมุนไพร สังเกตุดูลูกประคบสมุนไพร ว่ามีความร้อนมากหรือเปล่า ถ้าลูกประคบสมุนไพรมีความร้อนต้องห่มผ้าขนหนูก่อนแล้ว ประคบ ตอนแรกห้ามประคบที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังผู้ป่วยพุพอง หรือผู้ป่วยตกใจอาจช้อกได้เมื่อ ร้อนต้องประคบเร็ว ๆ คอยซักถามดูเรื่อย ๆ แล้วค่อยช้าลง ถ้าไม่ร้อนเอาผ้าขนหนูออก
98 ► ข้อควรระวังในการประคบ ลูกประคบสมุนไพร 1. ห้ามใช้ลูกประคบสมุนไพร ที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะกับบริเวณผิวหนังอ่อน ๆ หรือบริเวณที่เป็นแผลมา ก่อน ถ้าจำเป็นต้องประคบควรมีผ้ารองหรือรอจนกว่าลูกประคบสมุนไพรจะคลายความร้อนลง 2. ควรระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต เด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการ ตอบสนองความรู้สึกช้า อาจทำให้ผิวหนังพองได้ถ้าจำเป็นต้องประคบให้ใช้ลูกประคบสมุนไพรอุ่น ๆ 3. ไม่ควรใช้ลูกประคบสมุนไพร กรณีที่มีการอักเสบใน 24 ชั่วโมงแรก เพราะอาจทำให้การอักเสบมากขึ้น ควร ประคบด้วยความเย็นก่อน 4. หลังจากประคบสมุนไพรแล้ว ไม่ควรอาบน้ำทันทีเพราะจะไปชะล้างตัวยาออกจากผิวหนัง และร่างกายอาจ ปรับตัวไม่ทัน อุปกรณ์ วิธีการทำวิธีการห่อ วิธีการใช้การเก็บรักษาลูกประคบสมุนไพรไทย การประคบสมุนไพร คือ การใช้สมุนไพรหลายชนิดมาโขลกแล้วห่อรวมกัน ส่วนใหญ่จะเป็นยาสมุนไพรที่มี น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเมือถูกความร้อนจะระเหยออกมา เช่น ไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ตะไคร์ การบูร เป็นต้น เป็นวิธีการบำบัดรักษาของแพทย์แผนไทย จึงสามารถนำไปใช้ควบคู่กับการนวดแผนโบราณ โดยใช้การประคบ หลังจากการนวดแผนโบราณ ► อุปกรณ์ในการทำลูกประคบสมุนไพร • เขียง 1 อัน และมีด 1 เล่ม • ตัวยาสมุนไพรรวมที่ใช้ทำลูกประคบสมุนไพร • ผ้าดิบสำหรับห่อทำลูกประคบสมุนไพร 2 ผืน และเชือก 2 เส้น ยาว 1 เมตร • หม้อนึ่งลูกประคบสมุนไพร • กะละมัง ถุงมือ ผ้าขนหนู • จานรองลูกประคบสมุนไพร ► วิธีการทำลูกประคบสมุนไพร 1. เตรียมสมุนไพรให้พร้อมก่อนลงมือปรุงตามสูตรลูกประคบสมุนไพร หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกพอแหลก นำ สมุนไพรชั่งน้ำหนักแต่ละชนิดตามสูตรมาตรฐานที่กำหนดไว้ 2. นำส่วนผสมทั้งหมดของลูกประคบสมุนไพรมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วให้นำมาทดสอบ น้ำหนักรวมกันอีกครั้งหนึ่ง 3. นำส่วนผสมสมุนไพรลูกประคบมาใส่ในผ้า ห่อเป็นลูกประคบสมุนไพร รัดด้วยเชือกให้แน่น พร้อมใช้ ► วิธีการห่อลูกประคบสมุนไพร นำส่วนผสมสมุนไพรของลูกประคบมาวางตรงกลางผ้า เริ่มต้นจับมุมผ้า 2 มุม ขึ้นมาทบกัน โดยจับทีละมุมจน ครบทั้ง 4 มุม จากนั้นจะเกิดมุมผ้าขึ้นมาอีก 4 มุม ให้รวบมุมผ้าที่ละมุมอีกครั้งหนึ่งจนครบทั้ง 4 มุม
99 1. แต่งชายผ้าให้เรียบร้อย ซ้อนกันเป็นชายเดียว จากนั้นค่อย ๆ จัดแต่งลูกประคบสมุนไพรให้เป็นรูปทรงกลมที่ สวยงาม 2. เมื่อได้ลูกประคบสมุนไพรที่เป็นรูปทรงกลมที่สวยงามแล้ว ให้นำเชือกมาพับครึ่ง ร้อยเป็นห่วงให้ชายทั้งสอง เท่ากัน 3. จากนั้นพันทบกัน 2 รอบแล้วผูกให้แน่นด้วยเงื่อนตาย 1 รอบ ก็จะทำให้เหลือปลายผ้าที่เท่ากันทั้งสองข้าง ค่อย ๆ จัดระเบียบชายผ้าในส่วนที่จะทำเป็นด้ามจับลูกประคบสมุนไพร 4. การทำด้ามจับลูกประคบสมุนไพร โดยการจับชายผ้าที่เหลือมาซ้อนกันให้เรียบร้อย เสร็จแล้วพับเข้าหากัน เพื่อเก็บชายผ้าทั้งสองด้าน 5. หลังจากที่เราจัดแต่งและซ่อนชายผ้าของลูกประคบสมุนไพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้พับลงมาประมาณ 2 นิ้ว ครึ่ง เพื่อทำด้ามจับ ใช้ปลายของเชือกเส้นเดิมมาพันทบกันอีก 2 รอบ โดยการผูกเชือกแบบเงื่อนตายให้แน่น อีกครั้งหนึ่ง 6. ให้ซ่อนปลายเชือกไว้ในซอกผ้าตรงรอยพับที่เป็นด้ามจับ เพื่อให้ลูกประคบสมุนไพรมีความแข็งแรงและ สวยงามคงทนต่อการใช้งาน 7. นำเชือกป่านมาผูกให้แน่นอีกครั้งหนึ่งโดยผูกแบบเงื่อนตาย ปลายด้านหนึ่งยาวประมาณ 2 นิ้วครึ่ง เสร็จแล้ว ให้ยกขึ้นมาแนบกับด้ามจับลูกประคบสมุนไพร ใช้ปลายเชือกส่วนที่ยาวกว่าพันขึ้นมา โดยใช้ปลายนิ้วไล่กด เชือกให้แน่น การทำเช่นนี้จะทำให้เชือกเรียงกันดูสวยงามและเป็นระเบียบ 8. เมื่อพันจนสุดชายเชือกแล้วให้ผูกเงื่อนตายไว้กับปลายเชือกเส้นที่แนบไว้กับด้ามจับในตอนแรก จากนั้นซ่อน ปลายเชือกไว้ในซอกผ้าที่เป็นด้ามจับ เพียงเท่านี้ก็จะได้ลูกประคบสมุนไพรที่สวยงามพร้อมสำหรับการใช้งาน ► วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร 1. นำลูกประคบสมุนไพร 2 ลูก ไปนึ่งในหม้อนึ่ง (หม้อดินหรือหม้ออะไรก็ได้) นึ่งประมาณ 15-20 นาที เมื่อลูก ประคบสมุนไพรร้อนให้นำลูกแรกไปประคบตามจุดหรือตำแหน่งที่ต้องการรักษา นำลูกประคบสมุนไพรลูกที่ 2 ไปนึ่งในหม้อระหว่างที่ใช้ลูกประคบลูกแรก 2. เมื่อลูกประคบลูกแรกเย็นลง นำลูกประคบลูกแรกกลับไปนึ่งใหม่อีกครั้ง นำลูกประคบสมุนไพรลูกที่สองมาใช้ ประคบต่อไป ทำสลับกันไปมา การประคบต้องให้ลูกประคบร้อนอยู่ตลอดเวลา 3. โดยทั่วไปใช้เวลาในการประคบประมาณ 15-20 นาที ต่อการประคบ 1 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการเคล็ดขัดยอก อาจประคบได้วันละ 2 ครั้ง 4. วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร สูตรที่มีการผสมสุราลงไปในลูกประคบสมุนไพร ไม่ควรนำลูกประคบสมุนไพรไป นึ่งก่อนนำมาประคบ เพราะสุรามีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว สามารถนำลูกประคบสมุนไพรมาประคบได้ทันที ► การเก็บรักษาลูกประคบสมุนไพร • ลูกประคบสมุนไพร ที่ทำครั้งหนึ่ง สามารถเก็บไว้ได้นาน 3-5 วัน ถ้าใส่ตู้เย็นสามารถเก็บได้ 7 วัน • ควรผึ่งลูกประคบสมุนไพร ให้แห้งก่อนเก็บ ไม่ให้อับชื้น ถ้าเก็บในตู้เย็น จะเก็บได้นานมากขึ้น • ลูกประคบสมุนไพร ที่แห้ง ก่อนใช้ควรพรมด้วยน้ำหรือเหล้าขาว • ลูกประคบสมุนไพร ที่มีสีเหลืองอ่อนหรือจางลงแสดงว่าตัวยาในลูกประคบสมุนไพร หมดสภาพแล้วจะใช้ไม่ได้ผล • เมื่อต้องการจะนำไปใช้ใหม่ต้องเปลี่ยนผ้าห่อลูกประคบสมุนไพรผืนใหม่ • เวลาที่จะเก็บ ลูกประคบสมุนไพร ไว้เพื่อเอามาใช้ใหม่ควรเติมเกลือและพิมเสน การบูร อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
100 สมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของลูกประคบสมุนไพร สมุนไพรที่นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ "ลูกประคบสมุนไพร" ส่วนใหญ่มักเป็นสมุนไพรที่มี สรรพคุณบำบัดอาการของโรคทางกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ผิวหนัง สมุนไพรที่คลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและเซลล์ที่อยู่ ใต้ผิวหนัง ลดการตึงเครียดทำให้เส้นเอ็นหย่อนคลาย ที่สำคัญเมื่อผสมผสานสมุนไพรต่าง ๆ คละเคล้ากัน จนได้เป็นลูก ประคบแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การบูร แพทย์แผนไทยนิยมนำการบูรมาผสมผสานเข้าไป เพื่อให้ได้กลิ่นระเหิดออกมา และยังเป็นตัวช่วยนำพาสรรพคุณทางยาของสมุนไพรทุก ๆ อย่าง ให้แทรกซึมซอกซอน เข้าไปในเนื้อเยื่อได้ดีมากยิ่งขึ้น เคล็ดลับการเสริมส่วนผสมเข้าไปในลูกประคบนี้ สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาทางการแพทย์ของบรรพบุรุษไทยที่น่าทึ่งยิ่ง นัก เพราะกลิ่นที่ หอมชื่นใจของ "การบูร" นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้สรรพคุณทางยาของสมุนไพรในลูกประคบแล่นแทรกซึม เข้าไปใต้ผิวหนังได้รวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว กลิ่นหอมจรุงใจของการบูร ยังส่งผลให้ผู้ถูกประคบรู้สึกสดชื่นรื่นรมย์ผ่อนคลาย ทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยลดทอนอาการต่าง ๆ ที่อาจเคยรุมเร้าอยู่ก่อนหน้านั้นให้ทุเลาไปมิใช่น้อย ตัวยาสมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ"ลูกประคบสมุนไพร" • เหง้าไพล บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดการอักเสบ • ผิวมะกรูด บรรเทาลมวิงเวียน • ตะไคร้บ้าน บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดการอักเสบ • ใบมะขาม บรรเทาอาการคันตามร่างกาย ช่วยบำรุงผิว • ขมิ้นชัน บรรเทาอาการฟกช้ำดำเขียวและช่วยรักษาเม็ดผดผื่นคันตามผิวหนัง • ขมิ้นอ้อย บรรเทาอาการฟกช้ำดำเขียวและช่วยรักษาเม็ดผดผื่นคันตามผิวหนัง • ใบส้มป่อย ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวหนังสะอาด • เกลือแกง ช่วยดูดซับความร้อนและช่วยพาตัวยาผ่านซึมผิวหนังได้อย่างสะดวก • การบูร แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้พุพอง • พิมเสน แต่งกลิ่น แก้พุพอง แก้หวัด • ว่านนางคำ • ว่านน้ำ • ขิงสด • เปลือกชะลูด สูตรลูกประคบสมุนไพรแบบสดและแบบแห้ง หมอพื้นบ้านหรือแพทย์แผนไทยนิยมนำสมุนไพรแบบสดและแบบแห้งมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของลูก ประคบสมุนไพร เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำบัดอาการของโรคทางกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ผิวหนัง สมุนไพรที่คลายอาการ เกร็งของกล้ามเนื้อและเซลล์ที่อยู่ใต้ผิวหนัง ลดการตึงเครียดทำให้เส้นเอ็นหย่อนคลาย บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดการอักเสบ แก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว บรรเทาอาการคันตามร่างกาย บำรุงผิว ช่วยรักษาเม็ดผดผื่นคัน ตามผิวหนัง ลูกประคบสมุนไพรสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยของบรรพบุรุษไทยได้อย่างน่าทึ่ง ยิ่งนัก ส่วนผสมสูตรลูกประคบสมุนไพรแบบสด (150 กรัม ต่อ 1 ลูก)
101 • ไพล 30 กรัม • ขมิ้นชัน 20 กรัม • ขมิ้นอ้อย 10 กรัม • ใบมะกรูด 10 กรัม • ตะไคร้บ้าน 20 กรัม • ใบพลับพลึง 10 กรัม • ใบส้มป่อย 10 กรัม • ใบมะขาม 10 กรัม • ใบขี้เหล็ก 5 กรัม • พิมเสน 5 กรัม • การบูร 10 กรัม • เกลือแกง 10 กรัม ส่วนผสมสูตรลูกประคบสมุนไพรแบบแห้ง (150 กรัม ต่อ 1 ลูก) • ผิวมะกรูด 20 กรัม • ไพล 20 กรัม • ผักเสี้ยนผี 20 กรัม • ข้าวคั่ว 20 กรัม • พิมเสน 20 กรัม • การบูร 40 กรัม • เกลือตัวผู้ 10 กรัม สรรพคุณของลูกประคบสมุนไพรแบบสดและแบบแห้ง ตัวยาสมุนไพรของลูกประคบสมุนไพรส่วนใหญ่มีสรรพคุณในการแก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว ทำให้เส้นเอ็น ของกล้ามเนื้อหย่อนเมื่อผสมผสานกับความร้อนจากลูกประคบสมุนไพร ก็เท่ากับเสริมฤทธิ์ในการรักษาซึ่งกันและกัน สมุนไพรที่ใช้ตามตำรานี้ เป็นทั้งสมุนไพรแบบสดและสมุนไพรแบบแห้ง เป็นตัวยาที่มีน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นสารในการออกฤทธิ์ที่สำคัญนอกจากนี้เราอาจจะใช้สมุนไพรชนิดอื่น ๆ มาร่วมอีกก็ได้ เช่น ว่านนางคำ หัวหอม ใบพลับพลึง ขิงสด ว่านน้ำ ดีปลี เปราะหอม ผักบุ้ง เปลือกชะลูด ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ใช้เท่าที่มี อุปกรณ์ในการทำลูกประคบสมุนไพร 1. เขียง 1 อัน และมีด 1 เล่ม 2. ตัวยาสมุนไพรรวมที่ใช้ทำลูกประคบสมุนไพร 3. ผ้าดิบสำหรับห่อทำลูกประคบสมุนไพร 2 ผืน และเชือก 2 เส้น ยาว 1 เมตร 4. หม้อนึ่งลูกประคบสมุนไพร 5. กะละมัง ถุงมือ ผ้าขนหนู 6. จานรองลูกประคบสมุนไพร
102 วิธีการทำลูกประคบสมุนไพร • เตรียมสมุนไพรให้พร้อมก่อนลงมือปรุงตามสูตรลูกประคบสมุนไพร หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกพอแหลก นำ สมุนไพรชั่งน้ำหนักแต่ละชนิดตามสูตรมาตรฐานที่กำหนดไว้ • นำส่วนผสมทั้งหมดของลูกประคบสมุนไพรมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วให้นำมาทดสอบ น้ำหนักรวมกันอีกครั้งหนึ่ง • นำส่วนผสมสมุนไพรลูกประคบมาใส่ในผ้า ห่อเป็นลูกประคบสมุนไพร รัดด้วยเชือกให้แน่น พร้อมใช้ วิธีการห่อลูกประคบสมุนไพร 1. นำส่วนผสมสมุนไพรของลูกประคบมาวางตรงกลางผ้า เริ่มต้นจับมุมผ้า 2 มุม ขึ้นมาทบกัน โดยจับทีละมุมจน ครบทั้ง 4 มุม จากนั้นจะเกิดมุมผ้าขึ้นมาอีก 4 มุม ให้รวบมุมผ้าที่ละมุมอีกครั้งหนึ่งจนครบทั้ง 4 มุม 2. แต่งชายผ้าให้เรียบร้อย ซ้อนกันเป็นชายเดียว จากนั้นค่อย ๆ จัดแต่งลูกประคบสมุนไพรให้เป็นรูปทรงกลมที่ สวยงาม 3. เมื่อได้ลูกประคบสมุนไพรที่เป็นรูปทรงกลมที่สวยงามแล้ว ให้นำเชือกมาพับครึ่ง ร้อยเป็นห่วงให้ชายทั้งสอง เท่ากัน 4. จากนั้นพันทบกัน 2 รอบแล้วผูกให้แน่นด้วยเงื่อนตาย 1 รอบ ก็จะทำให้เหลือปลายผ้าที่เท่ากันทั้งสองข้าง ค่อย ๆ จัดระเบียบชายผ้าในส่วนที่จะทำเป็นด้ามจับลูกประคบสมุนไพร 5. การทำด้ามจับลูกประคบสมุนไพร โดยการจับชายผ้าที่เหลือมาซ้อนกันให้เรียบร้อย เสร็จแล้วพับเข้าหากัน เพื่อเก็บชายผ้าทั้งสองด้าน 6. หลังจากที่เราจัดแต่งและซ่อนชายผ้าของลูกประคบสมุนไพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้พับลงมาประมาณ 2 นิ้ว ครึ่ง เพื่อทำด้ามจับ ใช้ปลายของเชือกเส้นเดิมมาพันทบกันอีก 2 รอบ โดยการผูกเชือกแบบเงื่อนตายให้แน่น อีกครั้งหนึ่ง 7. ให้ซ่อนปลายเชือกไว้ในซอกผ้าตรงรอยพับที่เป็นด้ามจับ เพื่อให้ลูกประคบสมุนไพรมีความแข็งแรงและ สวยงามคงทนต่อการใช้งาน 8. นำเชือกป่านมาผูกให้แน่นอีกครั้งหนึ่งโดยผูกแบบเงื่อนตาย ปลายด้านหนึ่งยาวประมาณ 2 นิ้วครึ่ง เสร็จแล้ว ให้ยกขึ้นมาแนบกับด้ามจับลูกประคบสมุนไพร ใช้ปลายเชือกส่วนที่ยาวกว่าพันขึ้นมา โดยใช้ปลายนิ้วไล่กด เชือกให้แน่น การทำเช่นนี้จะทำให้เชือกเรียงกันดูสวยงามและเป็นระเบียบ 9. เมื่อพันจนสุดชายเชือกแล้วให้ผูกเงื่อนตายไว้กับปลายเชือกเส้นที่แนบไว้กับด้ามจับในตอนแรก จากนั้นซ่อน ปลายเชือกไว้ในซอกผ้าที่เป็นด้ามจับ เพียงเท่านี้ก็จะได้ลูกประคบสมุนไพรที่สวยงามพร้อมสำหรับการใช้งาน วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร 1. นำลูกประคบสมุนไพร 2 ลูก ไปนึ่งในหม้อนึ่ง (หม้อดินหรือหม้ออะไรก็ได้) นึ่งประมาณ 15-20 นาที เมื่อลูก ประคบสมุนไพรร้อนให้นำลูกแรกไปประคบตามจุดหรือตำแหน่งที่ต้องการรักษา นำลูกประคบสมุนไพรลูกที่ 2 ไปนึ่งในหม้อระหว่างที่ใช้ลูกประคบลูกแรก 2. เมื่อลูกประคบลูกแรกเย็นลง นำลูกประคบลูกแรกกลับไปนึ่งใหม่อีกครั้ง นำลูกประคบสมุนไพรลูกที่สองมาใช้ ประคบต่อไป ทำสลับกันไปมา การประคบต้องให้ลูกประคบร้อนอยู่ตลอดเวลา
103 3. โดยทั่วไปใช้เวลาในการประคบประมาณ 15-20 นาที ต่อการประคบ 1 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการเคล็ดขัดยอก อาจประคบได้วันละ 2 ครั้ง 4. วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร สูตรที่มีการผสมสุราลงไปในลูกประคบสมุนไพร ไม่ควรนำลูกประคบสมุนไพรไป นึ่งก่อนนำมาประคบ เพราะสุรามีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว สามารถลูกประคบสมุนไพรมาประคบได้ทันที พิธีไหว้ครู เชื่อว่ารูปแบบพิธีการบูชาครูสืบทอดจากพิธีพราหมณ์สำหรับแพทย์แผนไทยถือว่าพิธีบูชาครูหรือพิธีไหว้ครู เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลอันสำคัญ เพราะเป็นที่ประจักษ์ดีว่าศาสตร์แขนงนี้เป็นศิลปะวิทยาการที่ต้องพึ่งพา อาศัยประสบการณ์ความชำนาญจากครูเป็นอย่างมาก จะศึกษาหาความรู้จากตำราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ การประกอบ พิธีบูชาครูอันเป็นการแสดงออกถึงความเคารพนับถือครูจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความผูกพันธ์ทางจิตใจระหว่าง ศิษย์กับครูผู้ที่จะถ่ายทอดความรู้ให้ หากผู้ใดขาดความกตัญญูรู้คุณหรือดูถูกเหยียดหยามครูบาอาจารย์ ก็ยากที่จะ ได้รับสิ่งที่ดีงามจากท่านเหล่านั้น เพราะถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ขาดคุณธรรมจริยธรรม เปรียบได้กับการให้แก้วแก่ วานร หรือการให้อาวุธแก่โจร ในอดีต พิธีบูชาครูนิยมจัดในเดือน ๖ หรือเดือน ๙ ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากถือว่า พิธีนี้เป็นพิธีการศักดิ์ศิษย์ การจัดจึงต้องมีความพิถีพิถันและถือจริงจังเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่การเตรียมข้าวของและ เครื่องสักการะที่ใช้ในพิธีการ ตลอดจนกระบวนการขั้นตอนต่างๆ พิธีบูชาครูแพทย์แผนไทยที่ได้จัดขึ้นเป็นพิธีที่จัดอย่างเต็มรูปแบบได้แก่ การจัดโต๊ะหมู่และเครื่องสักการะบูชา เครื่องสังเวย เครื่องอุปกรณ์การแพทย์แผนไทย เครื่องมืออุปกรณ์ที่ประธานใช้ประกอบพิธี ๑. โต๊ะหมู่บูชา ๒. เครื่องสักการะ ประกอบด้วย บายศรีพรหม บายศรีเทพ บายศรีปากชาม บายศรีต้น พานไหว้ครู ๓. เครื่องสังเวย ประกอบด้วย หมวดขนมหวาน ได้แก่ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมเม็ดขนุน ขนมต้มแดง ต้มขาว ขนมชั้น ขนมถ้วย ฟู ขนมหูช้าง ขนมคันหลาวเป็นต้น หมวดผลไม้ ได้แก่ ผมไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลตามฤดูกาล มะพร้าว ข้าวตอก ถั่ว งา ทับทิม สับปะรอ กล้วย อ้อย เผือก มัน ฟัก แฟง แตง เป็นต้น หมวดอาหารคาว ได้แก่ หัวหมู เป็ด ไก่ กุ้ง ปู ปลาช่อน และอื่นๆตามความเหมาะสม หมวดเครื่องดื่มและของขบเคี้ยว ได้แก่ เหล้า น้ำเขียว น้ำแดง น้ำเปล่า หมากพลู บุหรี่ ๔. เครื่องมืออุปกรณ์ของแพทย์แผนไทย ได้แก่ หนังสือ คัมภีร์ต่างๆ ย่ามแดง กระบอกแดง มีดหมอ เครื่องมือทำยา ยาสมุนไพร ยาสมุนไพรแปลรูป ๕. เครื่องมืออุปกรณ์ที่ประธานใช้ประกอบพิธี ได้แก่ เทียนชัย ธูป ดอกไม้ ธูปแพเทียนแพ ขันน้ำมนต์ เทียนน้ำมนต์ ผอบ ทองคำเปลวและน้ำมันจันทน์ ฆ้องชัย หลังพิธีบูชาครูหรือไว้ครูเสร็จมักมีพิธีการสำคัญอีก ๒ พิธี คือ พิธีครอบครูและพิธีมอบตัวศิษย์ พิธีครอบครูเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อประกาศอย่างเป็นทางการถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นครู และนำความรู้ที่ ได้รับไปถ่ายทอดสอนศิษย์ต่อไป โยต้องมีคุณสมบัติคือ เรียนจบมาแล้วอย่างน้อย ๕ ปี ปฏิบัติงานด้านการแพทย์แผน ไทยประยุกต์มาอย่างต่อเนื่อง และประกอบวิชาชีพด้วยจรรยาวิชาชีพ มีคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงาม ผู้เข้ารับการ ครอบครูต้องจัดเตรียมเครื่องบูชา ประกอบด้วยธูปแพ เทียนแพ พร้อมเงินกำนัล ๑๒ บาท ประเภทของการนวดกับอโรมาเทอราปี
104 การนวดเป็นรูปแบบของการบำบัดรักษาโรคที่เก่าแก่ ซึ่งจะช่วยผ่อนคลาย และทำให้ร่างกายปราศจาก ความเครียด รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นการนวดจะทำให้กล้ามเนื้อกระชับและเป็นการกระตุ้นเส้นประสาท การไหลเวียน ของเลือดและเป็นการขจัดสารพิษในระบบต่อมน้ำเหลือง การนวดไม่เพียงแต่ให้ความผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังเพิ่ม ความใกล้ชิดระหว่างกันและกันอีกด้วย ปัจจุบันการนวดยังนำศาสตร์อื่นๆ เข้ามาช่วยในการนวดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น นวดด้วยครีม เพื่อคลาย กล้ามเนื้อหรือเพื่อบำบัดโรค นวดด้วยครีมหรือโลชั่นบำรุงผิว เพื่อความงาม และนวดด้วยนำน้ำมันหอมระเหย เพื่อให้ผ่อนคลายสบายใจขึ้น สำหรับการนวดที่นำมาใช้ควบคู่กับน้ำมันหอมระเหยนั้นมีด้วยกันหลายตำรับ ซึ่งมีที่มา แตกต่างกันไปดังนี้ 1. Thai massage หรือ การนวดแผนไทยโบราณ ซึ่งการนวดเป็นศาสตร์และศิลป์สาขาหนึ่งของการแพทย์แผนโบราณไทย การนวดไทยจะเป็นการนวดที่มี ลักษณะเฉพาะของตัวเอง เพราะผู้ที่ทำการนวดจะต้องมีความรู้ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติที่แตกต่างจาการนวดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการนวดโดยการกด การคลึง การดัดดึง การประคบ โดยการใช้ฝ่ามือและนิ้วกดตามจุดที่สำคัญต่างๆ บริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นเอ็นทั้งร่างกาย อีกทั้งยังรวมไปถึงเทคนิคการนวดให้กับผู้สูงอายุในการยืดเส้นและ การงอตัว เพื่อลดความอ่อนล้าและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้นอีก ด้วย การนวดไทยได้รับการสืบทอดมามากกว่าหนึ่งพันปีซึ่งการนวดอย่างถูกวิธีเป็นประจำ จะเพิ่มการไหลเวียนของ โลหิตทั้งร่างกาย ยืดเส้นเอ็นที่ตึงให้หย่อนลง ทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากชีวิตประจำวันผ่อนคลาย และรักษา ความยืดหยุ่นของข้อต่อไม่ให้ติดขัด ทั้งยังช่วยให้การทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆดีขึ้น การนวดจึงมีผลในการสร้างเสริม สุขภาพ และทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น การนวดแบบราชสำนัก หมายถึงการนวดเพื่อถวายกษัตริย์เจ้านายชั้นสูง เป็นการนวดที่ต้องอาศัยความปราณีตและสุภาพ ใช้อวัยวะ น้อยและตรงจุดจริงๆ การนวดแบบเชลยศักดิ์ หมายถึงการนวดแบบพื้นบ้านทั่วไป 2. Swedish Massage หรือการนวดแบบสวีดีช การนวดวิธีนี้เป็นเทคนิคเฉพาะของกสรนวดแบบยุโรป โดยนวดบริเวณกล้ามเนื้อและส่วนของเนื้อเยื่อรวมกับ การใช้น้ำมันหอมระเหย ซึ่งจะช่วยให้ระบบหมุนเวียนของโลหิตในร่างกายดีขึ้น ลดความตึงเครียด เพิ่มความยืดหยุ่น ของกล้ามเนื้อและผิวหนัง ทำให้ร่างกายพักผ่อนได้เต็มที่ 3. Jet-Lag Massage หรือการนวดผ่อนคลายสำหรับนักเดินทาง เป็นการนวดที่เหมาะสำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดและรู้สึกสบายทั้ง ใบหน้า ร่างกาย รวมถึงมือ เท้า คอ และไหล่ อาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่อมีการเดินทาง ร่างกายจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อการนอนหลับไม่เต็มอิ่ม การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เบื่อ อาหาร หรือการปรับตัวในการรับประทานอาหาร โดยการนวดนี้จะช่วยให้ร่างกายมีการปรับตัวเข้ากับเวลาที่ ปรับเปลี่ยนไปได้อย่างเหมาะสม 4. Men's Rubdown หรือการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
105 การนวดประเภทนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ สำหรับผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และออกกำลังกายอยู่อย่าง สม่ำเสมอ การนวดประเภทนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับ บาดเจ็บเล็กน้อยจากการออกกำลังกาย อาการเครียดที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ และผู้ที่มีปัญหาทางสภาพร่างกายเฉื่อย ชา ขาดความกระตือรือร้น การนวดนี้จะช่วยให้ระบบของโลหิตรวมถึงระบบน้ำเหลืองดีขึ้น 5. Phyto-Aroma Massage หรือการนวดโดยใช้กลิ่นหอมบำบัด การนวดด้วยวิธีนี้จะเป็นการใช้กลิ่นของน้ำมันระเหยสมุนไพรในการบำบัด พร้อมกับการนวดแบบสัมผัสเพียง แผ่วเบา เพื่อให้รู้สึกถึงความผ่อนคลาย ปลอดโปร่งโล่งสบาย ซึ่งจะมีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยให้เลือกใช้ตาม อาการ คือ - Brich Arnica Body Massage Oil ที่ช่วยลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและกระดูก - Lavender Body massaage Oil ช่วยผ่อนคลายและทำให้สดชื่น - Relaxation Body Massage Oil ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้รู้สึกถึงการพักผ่อนอย่างเต็มที่ - Asian Blend Body Massage Oil ช่วยกระตุ้นความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ช่วยให้จิตใจสงบ ลด ความตึงเครียด มีกลิ่นหอมชื่น - Jet-leg Body Massage oil ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ปรับความสมดุลของร่างกาย และช่วยให้จิตใจ สงบ เหมาะสำหรับเวลาเดินทาง - Sandalwood Body Massage Oil ช่วยผ่อนคลายความเครียด นอนไม่หลับ ไอ ช่วยระบบการหายใจ เหมาะสำหรับนวดหน้าผู้ชายโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับผิวแห้งจากวัยชรา และผิวที่สูญเสียน้ำ 6. Craniosacral Massage หรือ การนวดกะโหลกศีรษะ การนวดด้วยวิธีนี้จะช่วยลดความตึงเครียดในสภาวะปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานใน ร่างกายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อีกทั้งยังทำลายสุขภาพอีกด้วย การนวดกะโหลก ศีรษะจะช่วยให้เกิดความสมดุลของระบบประสาท และระบบการทำงานของกะโหลกศีรษะไปจนถึงบริเวณก้นกบ ซึ่ง เต็มไปด้วยของเหลวและเนื้อเยื่อบริเวณล้อมรอบ เพื่อช่วยป้องกันกระดูกวันหลัง โดยเฉพาะกระดูกของกะโหลก ศีรษะ กระดูกส่วนใบหน้าและปาก กระดูกเหล่านี้จะประกอบกันเพื่อเป็นรูปร่างของกะโหลกศีรษะ ลงไปสู่กระดูก ส่วนหลังหรือก้นกบ ระบบสรีระเริ่มต้นด้วยการทำงานในมดลูก และต่อเนื่องตามลำดับ จนกระทั่งถึงวันสิ้นสุดแห่ง ชีวิต ด้วยการเพิ่มความสมดุลให้กับระบบประสาท โดยจะรู้สึกสบายผ่อนคลาย ในระหว่างที่ทำการนวดจะมีการ ไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อ ช่วยกระตุ้นระบบประสาท และช่วยผ่อน คลาย กระชับกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการอื่นๆ เช่น อาการ หน้ามืด การปวดคอ และหลังเรื้อรัง ข้ออักเสบ อาการนอนไม่หลับ โรคหืด อาการเฉื่อยชา อาการปวด ประจำเดือน ไมเกรน ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น 7. Ayurvedic Massage หรือการนวดแบบอินเดียโบราณ ซึ่งคำว่า Ayurveda เป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งหมายถึงศาสตร์แห่งชีวิต เป็นการมองชีวิตแบบรอบด้าน ทั้งในส่วนของ ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ โดยเป็นการรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม ไม่ใช่มุ่งแต่รักษาโรคเพียงอย่างเดียว วิธีการที่ ใช้ยังรวมถึงการใช้สมุนไพร อาหาร และกิจกรรมต่างๆ เช่นการนวด การทำสมาธิและโยคะ การนวดประเภทนี้นับว่า เป็นเทคนิคการนวด ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายปราศจากสารพิษตกค้าง ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง ผ่อนคลายความเครียด
106 และความกังวล ด้วยส่วนผสมจากสมุนไพรโบราณและน้ำมันหอมระเหยเพื่อการกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดีขึ้น และ บรรเทาอาการเจ็บของกล้ามเนื้ออีกด้วย.... ประเภทของการนวด ในการรักษาความเจ็บป่วย การนวดก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ใช้กันมาอย่างช้านานนับศตวรรษ ในประวัติศาสตร์ ตำรา วรรณคดี ตำราแพทย์ ก็ได้บันทึกถึงประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่างๆ ไว้ เมื่อด้านอื่นๆ ของสังคมพัฒนาขึ้น การนวดก็มีการพัฒนาให้ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปเช่นกัน ปัจจุบันทั่วโลกมีวัฒนธรรมการนวดได้หลากหลายวิธี แบ่ง ได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. การนวดเพื่อแก้ไขระบบลมปราณ ผลของการนวดประเภทนี้มาจากแนวคิดแบบตะวันออก ซึ่งมีอินเดียและจีนเป็นรากฐาน ซึ่งเชื่อว่าองค์ประกอบของ ร่างกายคนเป็นดุลยภาพของธาตุทั้งสี่ ทั้งธาตุร้อนและเย็นที่อยู่ทั้งภายนอกและภายใน หรือในกายและจิตใจ ใน ร่างกายคนยังมีธาตุที่โคจรแปรเปลี่ยนสู่กันและกัน โดยผ่านเส้นสิบที่คนไทยเรียกกัน หรือที่จีนเรียกกันว่า จิวโหลวทั้ง 14 สิ่งที่โคจรคือ เลือดลม หรือที่จีนเรียกว่า ชี่ และญี่ปุ่นเรียกว่า คิ ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้ร่างกายดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่ง มักเรียกกันว่า พลังชีวิตหรือหลังลมปราณ ร่างกายจะมีความปกติสุขเมื่อธาตุต่างๆ มีความสมดุล เส้นสายเดินได้ สะดวก แต่เมื่อเลือดลมเดินไม่สะดวก ธาตุต่างๆ เกิดความเสียสมดุลในร่างกาย ก็จะทำให้เกิดโรคขึ้น การนวดประเภท นี้จะช่วยรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นการป้องกันความเจ็บป่วย และจะหาทางแก้ไขให้พลังชีวิตไหลเวียนได้ดี ดังเดิมเมื่อเกิดความเจ็บป่วยขึ้น การนวดประเภทนี้ เช่น การกดจุด(acupressure) การนวดแบบไทย การนวดแบบ ญี่ปุ่น(shiatsu) ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถทำให้เลือดลมเดินได้สะดวก พลังชีวิตไหลเวียนได้ดี ทำให้มีสุขภาพที่ดีและอาการ เจ็บป่วยหายไปเมื่อนวดแล้ว 2. การนวดเพื่อแก้ไขโครงสร้างของร่างกาย ส่วนใหญ่การนวดประเภทนี้จะอยู่บนรากฐานของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ โดยจะเลือกพิจารณาแก้ไขส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่าที่มองเห็นได้และที่วัดระดับการทำงานได้แน่นอนเท่านั้น จากแนวคิดที่ว่า ร่างกายมีลักษณะคล้าย เครื่องยนต์ การนวดประเภทนี้ เช่น การนวดแบบสวีดิช(Swedish massage) ออสทีโอพาธี(osteopathy) ไคโรแพร คติก(chiropractic) เป็นต้น การนวดแบบสวีดิช จะทำบนผิวเนื้อโดยตรงด้วยการลูบ คลึง บิด ทุบ เพื่อให้กล้ามเนื้อที่ ตึงคลายลง และเพื่อให้มีความหล่อลื่นและนวดได้สะดวกขึ้นก็จะใช้น้ำมันหรือแป้งเป็นตัวช่วย ส่วนการนวดแบบออสที โอพาธีและไคโรแพรคติกเชื่อว่า ระบบต่างๆ ของร่างกายที่ทำงานผิดปกติ เกิดจากสาเหตุการบิดหรือเคลื่อนของ กระดูกบางส่วน โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่สองวิธีนี้จะเน้นที่การดัดหรือบิดกระดูกให้เข้าที่ ผู้ที่ให้การรักษา ด้วยวิธีนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านนี้เป็นอย่างดีเท่านั้น 3. การนวดแบบผสมผสาน การนวดประเภทนี้จะเอาวิธีของแบบตะวันออกและตะวันตกมาผสมผสานกัน เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ค้นพบว่า สิ่งมีชีวิตทุกอย่างเกิดจากการรวมตัวกันของอะตอมจำนวนหนึ่ง มีการสั่นไหว การส่งพลังความร้อนที่มี ลักษณะคล้ายคลื่นออกมาอยู่ตลอดเวลาจากภายในอะตอมแต่ละตัว การนวดประเภทนี้มุ่งส่งเสริมให้ร่างกายที่เกิด ปัญหามีการไหลเวียนของพลังงานชีวิตและปรับปรุงโครงสร้างของร่างกายด้วย การนวดประเภทนี้ เช่น ไรเคียนเทอรา ปี(Reichian Therapy) โพลาริตี้(polarity) ไรเคียนเทอราปีจะช่วยแก้ปัญหาทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย นำเอาการนวดและจิตบำบัดมาผสมผสานกัน ส่วนการนวดแบบโพลาริตี้ ที่ได้แนวความคิดมาจากอินเดีย และโยคะ จะ ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการไหลเวียนของพลังชีวิตและการจัดโครงสร้างของร่างกายไปพร้อมๆ กัน การที่จะมีความรู้และความชำนาญอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการนวดแบบต่างๆ จำเป็นต้องได้รับการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นเวลานานหลายปี
107 กฎ-ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับการนวดแผนไทย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนวดแผนไทย มี 3 ฉบับ คือ 1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ.2544) เรื่อง การเพิ่มประเภทการนวดไทยในสาขาการแพทย์แผนไทย 2) ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย หรือ สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวช กรรม พ.ศ.2545 3) ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กระทำการประกอบโรคศิลปะในความควบคุมของผู้ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2545 ดังรายละเอียดดังนี้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ.2544) เรื่อง การเพิ่มประเภทการนวดไทยในสาขาการแพทย์แผนไทย ด้วยในปัจจุบัน การนวดเป็นที่นิยมแพร่หลาย โดยลักษณะของการนวดถือเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบำบัดโรคอย่าง หนึ่ง แต่ยังไม่ได้มีการกำหนดไว้ในกฎหมาย ทำให้เกิดความหลากหลายในการปฏิบัติ ทั้งที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และที่ทำให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 5 (1) และมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ จึงออกประกาศกำหนด เพิ่มประเภทการนวดไทยในสาขาการแพทย์แผนไทย ดังนี้ ข้อ 1. การนวดไทย หมายความว่า การตรวจประเมิน การวินิจฉัย การบำบัด การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพและ การฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธีการกด การคลึง การบีบ การจัด การดัด การดึง การประคบ การอบ หรือวิธีการอื่นตาม ศิลปะการนวดไทย หรือการใช้ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ทั้งนี้ ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย ข้อ 2. คุณสมบัติและความรู้ในวิชาชีพของผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ให้เป็นไปตามมาตรา 32 และมาตรา 33 (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ข้อ 3. การขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต เงื่อนไขในการประกอบโรคศิลปะ และการควบคุม การประกอบโรคศิลปะ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ข้อ 4. การนวดไทยซึ่งกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขากายภาพบำบัด ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทเวชกรรมไทย หรือประเภทการผดุงครรภ์ ไทย หรือผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ให้กระทำได้ตามกรรมวิธีการประกอบวิชาชีพหรือการ ประกอบโรคศิลปะของตน โดยไม่ต้องขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทยอีก ข้อ 5. หากมีปัญหาการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้ประธานคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะเป็นผู้วินิจฉัย ข้อ 6. ประกาศฉบับนี้ ให้บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็น ต้นไป
108 ประกาศ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 ลงชื่อ กร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนที่ 25 ง วันที่ 27 มีนาคม 2544
109 แบบทดสอบหลังเรียน 1. การนวดไทย หมายถึงข้อใด ก. การตรวจประเมิน การวินิจฉัย ข. การบำบัด การป้องกันโรค ค. การส่งเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธีการกด คลึง บีบ จับ ดัด ดึง ประคบ อบ ง. ถูกทุกข้อ 2. การนวดมีกี่ประเภท ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท 3. ข้อใดคือประเภทของการนวด ก. แบบราชสำนัก นวดเพื่อถวายกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงของราชสำนัก ข. แบบแพทย์แผนไทย ค. แบบประยุกต์ ง. แบบแผนไทย 4. ข้อใดคือประโยชน์ของการนวดหน้า ก. ช่วยกระชับกล้ามเนื้อใบหน้า ข. ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้า ค. ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส ง. ถูกทุกข้อ 5. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการนวดหน้า ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับ ขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง
110 6. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการลูบข้างแก้ม ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับ ขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง 7. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการเคาะหน้าผาก ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับ ขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง 8. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการลูบหน้าผาก ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับ ขวา ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง 9. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ก. ผู้ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ข. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน ค. ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส ง. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอและลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน 10. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการนวดแผนโบราณขั้นพื้นฐาน-นวดคอ ท่าที่ 3 "กดต้นคอ" ก. ผู้ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ข. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน ค. ช่วยให้โลหิตไหลเวียนบริเวณใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส ง. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอและลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน
111 แนวคำตอบ 1. ง. ถูกทุกข้อ 2. ก. 2 3. ก. แบบราชสำนัก นวดเพื่อถวายกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงของราชสำนัก 4. ง. ถูกทุกข้อ 5. ข. ให้ผู้ถูนอนหยายราบกับพื้นหรือที่นอน ใช้หมอนหนุนรองศีรษะ ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายราบหนุนตักผู้นวด 6. ก. ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างวางบนข้างแก้ม แล้วใช้มือลูกข้างแก้มจนถึงใบหู 7. ง. ให้ผู้นวดใช้นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ วางบนกลางหน้าผาก ใช้นิ้วเคาะหน้าผาก เคาะนิ้วทั้งสี่สลับกันไป ไล่ ตั้งแต่หน้าผากมาจึงถึงขมับและข้างแก้มทั้งสองข้าง 8. ค. ผู้นวดใช้มือซ้ายจับที่ขมับซ้ายของผู้ถูกนวด ใช้มือขวาวางกึ่งกลางหน้าผาก ลูบจากกึ่งกลางหน้าผากลงมาที่ขมับ ขวา 9. ข. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน 10. ง. ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอและลดอาการเคล็ดขัดยอกจากการนอนตกหมอน
112 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
113 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
114 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
115 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
116 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
117 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
118 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
119 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
120 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
121 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ
122 รูปภาพประกอบการนวดไทยเพื่อสุขภาพ ผู้เรียนที่ผ่านการอบรมได้รับวุฒิบัตร
123 คำสั่งศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ที่ 764/๒๕๖4 เรื่อง แต่งตั้งวิทยากรหลักสูตรวิชานวดไทยเพื่อสุขภาพ จำนวน 150 ชั่วโมง ............................................ ด้วยศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการจัดหลักสูตร วิชานอดไทยเพื่อสุขภาพ ระหว่างเดือน ตุลาคม 2564 – มีนาคม ๒๕๖5 ให้กับประชาชนทั่วไป ในเขตอำเภอ เมืองร้อยเอ็ด เพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้ มีเจตคติและทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน อาศัยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ๒๕๖๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๑) จึงแต่งตั้งให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นวิทยากร 1. นางสาวประกายศรี รุ่งเรืองอริโย 2. นางบัด เอกวงษา โดยให้วิทยากรเบิกค่าตอบแทนตามแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ๒๕๖๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๑) ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 1 เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖4 ถึงวันที่ 31 เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖5 สั่ง ณ วันที่ 29 เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖4 (นางสาวจิราวัลย์ ซาเหลา) ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองร้อยเอ็ด
124
125 ✓✓
126
127
128 ประมาณการงบประมาณค่าใช้จ่าย การเปิดกิจการหลักสูตรอาชีพ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 หลักสูตร นวดไทยเพื่อสุขภาพ จำนวน 150 ชั่วโมง กศน.ตำบลในเมือง กศน.อำเภอเมืองร้อยเอ็ด สำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด แบบที่ 1 เป็นเจ้าของกิจการ ที่ รายการ จำนวน/ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) จำนวนเงิน (บาท) หมายเหตุ 1 ค่าเช่าห้อง 2 ห้อง 5,000 10,000 2 เบาะนวด 3 เตียง 2,000 6,000 3 เตียง 3 เตียง 4,500 13,500 4 ผ้าปูที่นอน 60 ผืน 1,400 84,000 5 ผ้าขนหนูใหญ่ 60 ผืน 750 45,000 6 ผ้าขนหนูเล็ก 60 ผืน 350 21,000 7 ตู้ยา 2 หลัง 450 900 8 เครื่องดับเพลิง 2 อัน 800 1,600 9 โต๊ะทำงาน 2 โต๊ะ 1,500 3,000 10 ล๊อกเกอร์(สำหรับเก็บอุปกรณ์) 30 กล่อง 1,000 30,000 11 ยาหม่อง 30 ขวด 250 7,500 12 ครีมนวด 30 ขวด 140 4,200 13 น้ำมันออย 30 ขวด 140 4,200 14 ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า (เหมาจ่าย) 1 หน่วย 5,000 รวมทั้งสิ้น 235,900
129 ประมาณการงบประมาณค่าใช้จ่าย การเปิดกิจการหลักสูตรอาชีพ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 หลักสูตร นวดไทยเพื่อสุขภาพ จำนวน 150 ชั่วโมง กศน.ตำบลในเมือง กศน.อำเภอเมืองร้อยเอ็ด สำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด แบบที่ 2 ประกอบอาชีพในต่างประเทศ ที่ รายการ จำนวน/ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) จำนวนเงิน (บาท) หมายเหตุ 1 ค่าตั๋วเครื่องบิน (ไป) 1 ห้อง 5,000 5,000 2 ค่าเช่าบ้าน/ที่พัก 1 ห้อง 10,000 10,000 3 ค่าดำรงชีพ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 1 คน 10,000 10,000 รวมทั้งสิ้น 25,000
130 ประมาณการงบประมาณค่าใช้จ่าย การเปิดกิจการหลักสูตรอาชีพ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 หลักสูตร นวดไทยเพื่อสุขภาพ จำนวน 150 ชั่วโมง กศน.ตำบลในเมือง กศน.อำเภอเมืองร้อยเอ็ด สำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด แบบที่ 3 ตามบ้านหรือสถานที่ต่าง ๆ ไม่ได้เปิดกิจการ ที่ รายการ จำนวน/ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) จำนวนเงิน (บาท) หมายเหตุ 1 ค่ายานพาหนะ 1 คัน 45,000 45,000 5 ผ้าขนหนูใหญ่ 10 ผืน 750 7,500 6 ผ้าขนหนูเล็ก 10 ผืน 350 3,500 11 ยาหม่อง 10 ขวด 250 2,500 12 ครีมนวด 10 ขวด 140 1,400 13 น้ำมันออย 10 ขวด 140 1,400 รวมทั้งสิ้น 61,300
131 ประมาณการงบประมาณค่าใช้จ่าย การเปิดกิจการหลักสูตรอาชีพ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 หลักสูตร การสานตะกร้าจากหวายเทียม จำนวน 40 ชั่วโมง กศน.ตำบลในเมือง กศน.อำเภอเมืองร้อยเอ็ด สำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ รายการ จำนวน/ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) จำนวนเงิน (บาท) หมาย เหตุ 1 โครงตะกร้า 300 อัน 300 90,000 2 เส้นหวายเทียม 50 กก. 300 15,000 รวมทั้งสิ้น 105,000
132 ประมาณการงบประมาณค่าใช้จ่าย การเปิดกิจการหลักสูตรอาชีพ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 หลักสูตร การทำพรมเช็ดเท้าจากห่วงถุงเท้า จำนวน 12 ชั่วโมง กศน.ตำบลในเมือง กศน.อำเภอเมืองร้อยเอ็ด สำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ รายการ จำนวน/ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) จำนวนเงิน (บาท) หมายเหตุ 1 ห่วงถุงเท้า 10 ถุง 1,000 10,000 รวมทั้งสิ้น 10,000
133 บรรณานุกรม แบบทดสอบหลังการเรียนรู้(วันที่สืบค้นข้อมูล 28 ธันวาคม 2564) การจัดทำบัญชีครัวเรือน https://www.google.com/search?q=%5ByP%3Du8iy%3Bginvo&oq=%5ByP%3Du8iy%3Bginvo&aqs= chrome..69i57j0i22i30.6487j0j15&sourceid=chrome&ie=UTF(วันที่สืบค้นข้อมูล 2๐ ธันวาคม 2564) การบริหารหนี้สิน https://www.1213.or.th/th/moneymgt/debtmgt/Pages/debmgt.aspx?fbclid=IwAR2cfwimAxbhNI9VN CGJN-poqLX5ka6juAIJvwDMQuozERGW_-zpzy9_v_s-(วันที่สืบค้นข้อมูล 2๐ ธันวาคม 2564) ผศ.รำแพน พรเทพเกษมสันต์. (๒๕๕๖) กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์.พิมพ์ครั้งที่ ๖.กรุงเทพฯ: สำนัก พิมพ์ศิลปาบรรณาคาร. กองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2559).เอกสารความรู้ผู้ดำเนินการสปาเพื่อสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักพระพุทธศาสนา ยงศักดิ์ตันติปิฎก. (2552). ตำราการนวดไทย เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุข กับการพัฒนา. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.(๒๕๖๒). แนวทางเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทยเพื่อส่งเสริม การใช้ยายสมุนไพรในระบบบริการสาธารณสุข เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: ร้านแมกเนทสโตร์. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.(๒๕๖๒). แนวทางเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทยเพื่อส่งเสริม การใช้ยายสมุนไพรในระบบบริการสาธารณสุข เล่ม ๒. กรุงเทพฯ: ร้านแมกเนทสโตร์. สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มูลนิธิอุทัย สุดสุข.(๒๕๖๐). แนวทางการดูแลสุขภาพด้วยหลัก วิถีธรรม วิถีไทย (๓ส. ๓อ. ๑น.) ของ ๕ ศาสนา. กรุงเทพฯ: บริษัท วีอินดี้ดีไซน์ จำกัด. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.(๒๕๖๐) คู่มือสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ด้าน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ในโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. กองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. (๒๕๖๒). คู่มือ การกดจุดสะท้อนเท้า เพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ: บริษัท วีอินดี้ดีไซน์จำกัด.
134 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. คู่มือส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก. (๒๕๖๑). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เจริญพานิชย์(กรุงเทพ) จำกัด. อภิชาติลิมติยะโยธิน. (๒๕๔๕). คู่มืออบรมการนวดไทยแบบราชสำนัก ภาคเทคนิคการนวดรักษาโรคที่พบบ่อย. กรุงเทพฯ : พิฆเนศพริ้นติ้งเซ็นเตอร์. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. ตำราพื้นฐานวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เล่ม ๑ ปรัชญาและพื้นฐาน การแพทย์แผนไทย. (๒๕๖๑) สมุทรสาคร: บริษัทพิมพ์ดีจำกัด. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. ตำราพื้นฐานวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เล่ม ๒ จรรยาบรรณวิชาชีพและกฎหมาย. (๒๕๖๑) สมุทรสาคร: บริษัทพิมพ์ดีจำกัด. อภิชาติลิมติยะโยธิน และคณะ. เส้นประธานสิบกับการนวดแบบราชสำนัก. (๒๕๖๐). นนทบุรี: บริษัท พีเค แม็กซ์ ดีไซน์จำกัด. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์แผนไทยเดิมฯ อายุรเวชวิทยาลัย. หัตถเวชกรรมแผนไทย (นวดแบบราชสำนัก). (๒๕๔๘) กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อุษาการพิมพ์. http://www.khamtonode.go.th/khamtonode/mainfile/K3hmskPeHMf8.pdf https://sites.google.com/site/chohticha2700/bth-thi-1-khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-kaywiphakhlaea-srirwithya http://old-book.ru.ac.th/e-book/p/PE244(48)/PE244-1.pdf http://old-book.ru.ac.th/e-book/inside/html/dlbook.asp?code=PE244(48) http://www2.nmd.go.th/um/images/document/courseUM/um12/file_for_testum12/anatomy%20f or%20test%20UM12.pdf
135 คณะผู้จัดทำ คณะที่ปรึกษา นายสุรัติ วิภักดิ์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด นายสัญญา ยุบลชิต รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด นางสาวจิราวัลย์ ซาเหลา ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองร้อยเอ็ด นางดวงจันทร์ ประดับทอง ครูผู้ช่วย คณะพัฒนาหลักสูตร นางสาวจิราวัลย์ ซาเหลา ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองร้อยเอ็ด นางดวงจันทร์ ประดับทอง ครูผู้ช่วย นางเบญจวรรณ ผลินยศ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน นางสาววรรณพร บุญพันธ์ ครู กศน.ตำบล นางสาวพนิตธา บุญอรัญ ครู กศน.ตำบล คณะบรรณาธิการ นางสาวจิราวัลย์ ซาเหลา ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองร้อยเอ็ด นางสาววรรณพร บุญพันธ์ ครู กศน.ตำบล ออกแบบกราฟฟิค ปก/รูปเล่ม นางสาววรรณพร บุญพันธ์ ครู กศน.ตำบล
136