The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตติมา ดวงแก้ว / วาสนา หลวงพิทักษ์ / ทิวา มหาพรหม / ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง / สุภาวดี นพรุจจินดา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SNCLibrary, 2023-05-25 03:52:53

ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น

จิตติมา ดวงแก้ว / วาสนา หลวงพิทักษ์ / ทิวา มหาพรหม / ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง / สุภาวดี นพรุจจินดา

ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อความสามารถในการรู้คิด

ของผู้สูงอายที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น

The Effects of Cognitive Improvement Program on the Cognitive

Function in the Older Persons with Mild Cognitive Impairment












จิตติมา ดวงแก้ว

วาสนา หลวงพิทักษ์


ทิวา มหาพรหม

ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง


สุภาวดี นพรุจจินดา

















รายงานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิสถาบันพระบรมราชชนก


และได้รับทุนสนับสนุนจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี


สุพรรณบุรี



วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบร



ี่
ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายทมีภาวะการรู้คิด
บกพร่องระยะเริ่มต้น (The Effects of Cognitive Improvement Program on the Cognitive
function in the Older Person with Mild Cognitive Impairment)


บทคดย่อ
ุ่
การวิจัยนี้ เป็นวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลมวัดซ้ำ โดยวัดก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จ

ิ้

สนทนท และติดตามผลหลงการทดลองเสร็จสน 3 เดอน (Two group, pre-posttest and follow-
ิ้




up design) เพื่อศกษาผลของโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมอง กรอบแนวคดในการวิจยไดจากการ




ุ่

ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการกระตนการรู้คด กลมตวอย่างในการวิจยเป็นผสงอายุทอาศยใน
ี่


ู้
ุ้




ุ่
ี่
ู้
บ้านพักผสงอายุทมีภาวะการรู้คิดบกพร่องในระยะเริ่มตน จำนวน 50 ราย แบ่งเปนกลมทดลองและ
กลมควบคม กลมละ 25 คน ผสงอายุกลมทดลองเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองท ี่
ุ่
ุ่
ู้


ุ่

ุ้

ผู้วิจยพัฒนาขึ้น ประกอบดวย กิจกรรมกระตนการรู้คิดดานการใสใจ การเรียนรู้และความจำ การใช ้





ภาษา ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสงคมรอบตัว การรับรู้มิติสมพันธ์ และการใช้เหตุผล สปดาห์


ละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 8 สปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามสวนบุคคล และ

แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย ตรวจสอบความเทยงของเครื่องมือดวย

ี่






สัมประสทธิ์อัลฟาของครอนบาคไดเท่ากับ .81 วิเคราะห์ขอมูลทั่วไปด้วยสถิตบรรยาย และเปรียบเทยบ

ความแตกต่างของความสามารถในการรู้คดของผู้สงอายุด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ

และทดสอบความแตกตางรายคด้วยวิธีบรอนเฟอร์โรนี
ู่

ิ้

ผลการวิจยพบว่า คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดในระยะหลงการทดลองเสร็จสน และ


ี่


ุ่

ระยะตดตามผลหลงการทดลอง 3 เดอน ของกลมทดลองสงกว่ากลมควบคมอย่างมีนัยสำคญทางสถิตท ี่

ุ่




ระดบ .05 (F1,48 = 58.62, p = < .001) โดยคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดของกลมทดลองใน
ุ่
ี่

ระยะหลงการทดลองเสร็จสนสงกว่าระยะก่อนการทดลอง และสงมากขึ้นในระยะตดตามผลหลงการ
ิ้






ี่

ทดลอง 3 เดอน อย่างมีนัยสำคญทางสถิตทระดบ .05 แสดงให้เหนว่าโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง





สำหรับผู้สงอายที่มีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มต้น สามารถลดความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อม

ในผู้สูงอาย ุ

ุ้
คำสำคัญ: ความสามารถในการรู้คิด, กระตนการรู้คิด, ภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น


THE EFFECTS OF COGNITIVE IMPROMMENT PROGRAM ON THE COGNITIVE FUNCTION
IN OLDER PERSON WITH MILD COGNITIVE IMPAIRMENT.



Abstract

This quasi-experimental research with a two-group pretest-posttest and follow-

up design aimed to examine the effects of cognitive improvement programs on the
cognitive ability in the older person with mild cognitive impairment. This study is
based on reviewing the literature related to cognitive stimulation. Samples were

purposively selected. The participants were 50 older person whit mild cognitive
impairment and were randomly assigned to either experiment or the control group (n
= 25 in each group). The experimental group participated in the cognitive
improvement program that consisted of 8 sessions conducted twice time a week for
four weeks, while a control group does not. The research instrument was comprised

of a questionnaire on demographic data and Mini-Mental State Examination Thai
version 2002 (MMSE-Thai 2002) with Cronbach’s alpha of .81. The demographic data
were analyzed by using descriptive statistics and compared the cognitive ability of

older persons by using repeated measures ANOVA then pairwise comparison with
Bonferroni method were employed.
The results showed that the mean score of cognitive status in the experimental
group was better than the control group statistically significant at the .05 level (F1,48

= 58.62, p = < .001). The mean score of cognitive status in the experimental group
was improved in post-test and get better in 3 months follow-up session statistically
significant at the .05 level. Therefore, the cognitive improvement program can be
improved cognitive ability in older persons with mild cognitive impairment.



Keywords: Cognitive function, Cognitive stimulation, Mild Cognitive Impairment


กิตติกรรมประกาศ





ู้




ู้
รายงานวิจยฉบับนี้สำเร็จลลวงไปไดดวยดี ผวิจยขอกราบขอบพระคณผทรงคณวุฒิจาก

ี่
สถาบันต่างๆ ทุกท่านทได้สละเวลาในการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ี่


พร้อมทั้งให้ขอคดเหนและข้อเสนอแนะทเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาและปรับปรุง เพื่อให้เกิด


ู้
ความสมบูรณยิ่งขึ้น ผวิจัยรู้สกซาบซึ้งในพระคณของทานอาจารย์ ขอกราบขอบพระคณเปนอย่างสง ู




มา ณ โอกาสนี้


ี่

ขอกราบขอบพระคณวิทยาลยพยาบาลบรมราชชนนี สพรรณบุรีทมอบทนวิจย และ



ี่

ู้
ู้
ู้



ขอขอบคณคณาจารย์ของภาควิชาการพยาบาลผใหญ่และผสงอายุ รวมถึงเจาหน้าทดแลผสงอายุใน
ี่


ู้



ศนย์สงเสริมและพัฒนาคณภาพชวิต จ. สพรรณบุรี ผชวยวิจยทกรุณาอำนวยความสะดวกและให้






ความชวยเหลอในการทำวิจยเป็นอย่างด และขอกราบขอบพระคณผสงอายุกลมตวอย่างทกทานท ี่
ุ่


ู้






ี่

สละเวลาเข้าร่วมการวิจย และให้ข้อมูลทเปนประโยชน์อย่างยิ่งในการวิจยครั้งนี้ ขอบคณครอบครัว
รวมทั้งกัลยาณมิตรทุกท่านที่มิได้เอ่ยนาม สำหรับความช่วยเหลือและกำลังใจที่มีให้ผู้วิจัยเสมอมา ซึ่งมี


ู้



สวนชวยให้รายงานวิจยเลมนี้สำเร็จลุลวงไปดวยด อันเป็นประโยชน์ตอผสนใจศกษาเกี่ยวกับการ




ป้องกันภาวะสมองเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น

ั่

ู้
ทายทสดขอกราบขอบพระคณ บิดามารดาผให้กำเนิดเลยงด อบรมสงสอน สนับสนุน
ี่


ี้
การศึกษาด้วยความรักความห่วงใยและคอยให้กำลังใจอย่างดีเสมอมาจนสำเร็จการศึกษา


สารบัญ


หน้า

บทคัดย่อภาษาไทย............................................................................................................................. ก

บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ....................................................................................................................... ข
กิตติกรรมประกาศ ............................................................................................................................. ค

สารบัญ ............................................................................................................................................... ง
สารบัญตาราง ..................................................................................................................................... จ

บทที่ 1 บทนำ .................................................................................................................................... 1
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา .................................................................................. 1

ปัญหาการวิจัย ......................................................................................................................... 8

วัตถุประสงค์การวิจัย ............................................................................................................... 8
แนวเหตุผลและสมมตฐานการวิจัย .......................................................................................... 8

สมมติฐานการวิจัย ................................................................................................................. 10
ขอบเขตการวิจัย .................................................................................................................... 10

คำจำกัดความทใชในการวิจัย ................................................................................................ 11
ี่

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ........................................................................................... 13
ู้
1. การรู้คิดในผสูงอายุ ........................................................................................................... 13

1.1 ความหมายของการทำหน้าที่ดานรู้คิด .................................................................... 14
1.2 ประเภทของการทำหน้าที่ดานรู้คิด ......................................................................... 14

1.3 สมองที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าทด้านรู้คิด.............................................................. 16
ี่
1.4 การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสมองในผู้สูงอาย .............................................. 16

1.5 การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ดานรู้คิดของผสูงอาย............................................... 16


ู้
2. แนวคิดเกี่ยวกับภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอาย .............................................. 17

2.1 อุบัติการณ์ของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ...................................................... 18
2.2 ความหมายและลักษณะของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ................................. 18

2.3 พยาธิสรีรวิทยาของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ............................................... 20
2.4 ผลกระทบของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ....................................................... 20

2.5 เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย .......................................... ...... 23
2.6 เครื่องมือที่ใชในการคัดกรองภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ................................. 24

3. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอาย ........................................ 25

4. สถานบริการดูแลระยะยาว ............................................................................................... 29
4.1 ประเภทของการดูแลระยะยาว ............................................................................... 29

4.2 สถานดูแลระยะยาวในประเทศไทย ........................................................................ 29


5. แนวคิดกระตุ้นการรู้คิด (Cognitive Stimulation) ........................... ...........................33

6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ........................................................................................................ 36
7. ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายทมี

ี่
ภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น.................................................................................... 38
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ................................................................................................................ 39
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง .................................................................................................... 40

เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัย ................................................................................................. 43
การตรวจสอบคณภาพเครื่องมือ ............................................................................................ 46


จริยธรรมในการวิจยและการพิทักษ์สิทธิ์ ............................................................................... 46
การเก็บรวบรวมข้อมูล ........................................................................................................... 47

การวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................................................................ 48

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ......................................................................................................... 49
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ..................................................................... 62

สรุปผลการวิจัย ..................................................................................................................... 66
อภิปรายผลการวิจัย ............................................................................................................... 67


ข้อเสนอแนะในการนำผลทางการวิจัยไปใช ...........................................................................68
ข้อเสนแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ....................................................................................... 68
รายการอ้างอิง .................................................................................................................................. 69

ภาคผนวก ......................................................................................................................................... 79
ู้
ภาคผนวก ก รายนามผทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัย
ภาคผนวก ข จดหมายเรียนผู้ทรงคุณวุฒิ

จดหมายขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย
ภาคผนวก ค เอกสารแจ้งผลการพิจารณาจริยธรรม เอกสารพิทักษ์สทธิ์กลุ่มตัวอย่าง


ภาคผนวก ง ตัวอย่างเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ข้อมูลแสดงผลการวิจัย
ประวัติผู้เขียนวิทยานิพนธ์


สารบัญตาราง


หน้า


ตารางท 1 คุณสมบัตของกลุ่มตัวอย่างเมื่อได้รับการจับคู่ตามเพศ อาย ระดับการศึกษา
ี่

และชนิดของโรคประจำตัว ........................................................................................... 42
ี่

ตารางท 2 จำนวน ร้อยละของผู้สงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น จำแนกตามเพศ อายุ
สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาและโรคประจำตว ..................................................... 50

ี่
ี่
ตารางท 3 คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลยคะแนนความสามารถ
ุ่
ในการรู้คิดก่อนของกลมทดลองและกลมควบคม......................................................... 51

ุ่
ุ่
ี่
ตารางท 4 เปรียบเทียบค่าคะแนนความสามารถในการรู้คิดของกลมทดลองและ
ุ่
กลมควบคุมในระยะก่อนการทดลอง............................................................................. 51
ู้
ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยความสามารถในการรู้คิดของผสูงอาย ุ
ที่มีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มต้น ระหว่างวิธีการทดลองกับระยะเวลา

ของการทดลองในกลุ่มทดลอง.........................................................................................51
ี่
ู่
ตารางที่ 6 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคของค่าเฉลยความสามารถในการรู้คิดของ


ี่
ผสูงอายทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนของกลุ่มทดลองในระยะก่อน
ู้

การทดลอง หลงการทดลองเสร็จสิ้นทันท และระยะติดตามผล 3 เดือน....................... 52


1


บทที่ 1

บทนำ


ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ู้
ู่

ั้


ประเทศไทยเข้าส “สงคมผสงอายุ” (ageing society) ตงแต พ.ศ. 2548 และใน พ.ศ.

2564 ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ” (complete aged society) โดยในปี
ู้
พ.ศ. 2550 มีจำนวนผสงอายุทงหมด 7,020,959 คน เพิ่มขึ้นเปน 9,600,000 คน ในปี พ.ศ. 2556

ั้


และในปี พ.ศ. 2560 – 2561 มีจำนวนผู้สงอายุทงหมด 11,312,447-12,000,000 คน คิดเป็นร้อยละ
ั้



16.7 และ 18 ตามลำดบ (สำนักงานสถิตแห่งชาต: 2560, รายงานสถาณการณผสงอายุไทย) คาดว่า
ู้



จะเพิ่มเปน 12,272,000 คน ในปี พ.ศ. 2563 และ 17,763,000 คน ในปี พ.ศ. 2573 ระดับการสูงวัย

ของประชากรไทยในแตละพื้นทมีความแตกตางกัน ในปี พ.ศ. 2560 จงหวัดสพรรณบุรี มีจำนวน



ี่

ประชากรผสงอายุมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทกปีโดยระหว่างปี พ.ศ. 2556-2560 มีจำนวน 143,653,
ู้

148,889, 151,258 และ 160,848 คน ตามลำดบ และดชนีการสงวัย ปี 2560 เทากับ 116.60





(ข้อมูลประชากรจงหวัดสพรรณบุรีสำนักงานพัฒนาสงคมและความมั่นคงของมนุษย์ จงหวัด



ู้



ี่



สพรรณบุรี, 2561 อัตราสวนผสงอายุทเพิ่มขึ้นจงมีโอกาสเกิดภาวะรู้คดบกพร่องระยะเร่มตนและ




ื่


ื่
ภาวะสมองเสอมมากขึ้น ซึ่งภาวะสมองเสอมเป็นสาเหตหนึ่งของการเสยชวิตดวยโรคไม่ตดตอของ
ประชากรโลกและเป็นสาเหตอันดบที่ 3 ของการสญเสยปีสุขภาวะจากการทุพพลภาพของประชากร




ู้

(DALYs) (Downs and Bowers, 2008) ภาวะสมองเสอมในผสงอายุเป็นปัญหาสำคญทาง
ื่

สาธารณสุข โดยความชุกของปัญหา จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก พบผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม
ั่

ื่

ทวโลก จำนวน 44 ลานคน และคาดการณว่าจะมีผป่วยโรคสมองเสอมมากถึง 76 ลานคน ในปี ค.ศ.
ู้

2030 และเพิ่มขึ้นเปน 135 ลานคนในปี ค.ศ. 2057 (Alzheimer’s Disease International, 2014)


ื่
จากการสำรวจของสหรัฐอเมริกา พบผทมีภาวะสมองเสอมประมาณ 2.4 – 5.5 ลานคน โดยพบ
ู้
ี่

อุบัตการณของภาวะสมองเสอมในผทมีอายุ 65-74 ปี ร้อยละ 3.2 อายุ 75-84 ปี ร้อยละ 9.9และพบ

ู้
ี่

ื่
มากถึงร้อยละ 29.3 เมื่ออายุ 85 ปีขึ้นไป (Carrie D. P. et al., 2020) สำหรับประเทศไทยจำนวน
ผู้สูงอายที่มีภาวะสมองเสื่อมในปี พ.ศ. 2559 มีจำนวน 617,000 คน และคาดว่าในปี พ.ศ.2580 จะมี

ี่
จำนวน 1,350,000 คน (การสำรวจสขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งท 5 พ.ศ.2557)

ู้

พบอัตราการป่วยดวยโรคสมองเสอมในผสงอายุ คดเป็นร้อยละ 3.34 โดยพบในชวงอายุ 60-64 ปี


ื่

ร้อยละ 31.3 และช่วงอายุมากกว่า 90 ปี ร้อยละ 70 (สำนักงานสถิติแห่งชาต, 2555)



ี่
ในวัยสงอายุจะมีภาวะรู้คดลดลง (cognitive decline) เป็นกระบวนการทเกิดขึ้นโดย
ี่


ี่

ปราศจากโรค มีการเปลยนแปลงการทำหน้าทของสมองในแตละดานลดลง คอ ความจำ การรับรู้
ี่
ู้

ความสามารถในเชิงบริหารและการรับรู้มิติสมพันธ์และจะพบในผที่มีความจำบกพร่องระยะแรกทยัง


ี่
ไม่ใชภาวะสมองเสื่อม และการทำหน้าที่ด้านรู้คิดทลดลงเปนปัจจยทำนายการเกิดภาวะสมองเสื่อมใน



ี่

ระยะแรก (Whalley, 2002) จากการศกษาระยะยาว พบว่า การเปลยนแปลงดานการรู้คดของ
ี่
ผู้สูงอายุเกิดจากการเปลยนแปลงด้านโครงสร้างและหน้าทของสมอง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสาร
ี่

สื่อประสาท ทำให้มีผลต่อการทำหน้าที่และการรู้คิดในผู้สูงอายลดลง (Smith & Cotter, 2012)


2





ี่
ั่

การสงวัยของประชากรเปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นทวโลก ซึ่งเปนผลมาจากอัตราเกิดทลดลง

และผคนมีอายุยืนยาวขึ้น จากการสำรวจปี 2558 มีประชากรสงอายุทวโลก จำนวน 901 ล้านคน
ั่
ู้
1
และคาดว่าในอีก 15 ปีข้างหน้าจะมีประชากรสูงวัยมากถึง 1,400 ล้านคน ปัจจุบันประเทศไทยเข้าส ู่




“สังคมสงอายุอย่างสมบูรณ” (complete aged society) และคาดการณว่าในปี พ.ศ. 2573 จะเปน

ู้
ึ้

สังคมสงวัยระดับสูงสุด อัตราส่วนผสงอายุที่เพิ่มขนจึงมีโอกาสเกิดภาวะรู้คดบกพร่องระดับเล็กน้อย
2

และภาวะสมองเสื่อมมากขึ้น ซึ่งภาวะสมองเสื่อมเปนสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดตอของ


ประชากร จากการรายงานองคการอนามัยโลก ปี 2559 มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั่วโลก จำนวน 44 ล้าน

ื่

คน และคาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยโรคสมองเสอมมากถึง 76 ลานคน ในปี 2030 และเพิ่มขึ้นเป็น 135 ล้าน


3

คนในปี 2057 ในประเทศไทย จากการศกษาความชกของการเกิดภาวะสมองเสอมในสถานดแล
ื่
ผู้สงอายุระยะยาว พบว่า ผู้สงอายุในสถานบริการจะมีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมร้อยละ 41.60 โดย


ี่
ู้

สถานบริการทพบมากทสด คอ ผสงอายุในโรงพยาบาล ร้อยละ 50 รองลงมาเป็นผสงอายุในสถาน


ี่

ู้

ื่


บริบาล ร้อยละ 43 และบ้านพักคนชรา ร้อยละ 42.60 ซึ่งภาวะสมองเสอม สงผลให้ผู้สงอายุมีระดบ
การช่วยเหลือตนเองลดลงและนำไปสู่ภาวะพึ่งพา

ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน (Mild Cognitive Impairment: MCI) เป็นภาวะทอยู่

ี่
ู้
ื่

ระหว่างการหลงลม (normal forgetfulness) ของผสงอายุปกติกับภาวะสมองเสอมระยะเริ่มแรก

ี่
ี่
(early dementia) เป็นการเปลี่ยนแปลงทเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูงทจะพัฒนาไปสู่ภาวะสมอง ผู้สูงอายุท ี่

มี MCI จะพบการสูญเสยความจำหรือความสามารถในการรู้คด มากถึงร้อยละ 20-40 และพบมากขึ้น


6

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อุบัติการณการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ

ลกษณะของผสงอายุ ในตางประเทศพบไดถึงร้อยละ 3-42 ของผทมีอายุ 65 ปีขึ้นไป โดยพบ

ู้
ู้



ี่
ู้

อุบัติการณของภาวะ MCI ในผทมีอายุ 65-74 ปี ร้อยละ 3.2 อายุ 75-84 ปี ร้อยละ 9.9 และพบมากถึง
ี่


ู้
7
ึ้
ู้
ร้อยละ 29.3 ในผที่มีอายุ 85 ปีขนไป จากการศกษาภาวะ MCI ของผสงอายุในสถานดูแลระยะยาว
(Long-term care facilities) ประเทศญี่ปุ่นพบความชกของภาวะ MCI ชนิดทไม่มีความจำบกพร่อง
ี่

(non-amnestic subtype) ร้อยละ 10.9 และชนิดความจำบกพร่อง (amnestic subtype) ร้อยละ
8

12.6 สอดคลองกับการศึกษาภาวะ MCI ของประชากรสงอายุประเทศจีนทอาศัยอยู่ในสถานบริบาล

ี่
(Nursing home) พบอัตราความชก ร้อยละ 13.3 สำหรับประเทศไทย พบภาวะการรู้คดบกพร่อง


ี่
เลกน้อยในกลมผสงอายุเจบป่วยเรื้อรัง ร้อยละ 52.77 โดยพบว่า ผสงอายุทมีอายุ 65-69 ปี, 70-74
ู้

ุ่

ู้



ปี, 75-79 ปี และ 80 ปีขึ้นไป เกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเล็กน้อย ร้อยละ 18.70, 28.50, 26.40 และ
33.90 ตามลำดบ นอกจากนี้ ยังพบการศกษาเปรียบเทยบภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนกับ






ภาวะสมองเสอม จำนวน 176 คน พบความชกของภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนร้อยละ 46
ื่



และมีภาวะสมองเสอมร้อยละ 10.20 และเมื่อติดตามใน 1 ปี พบว่า ภาวะ MCI จะนำไปสระยะแรก
ื่
ู่
ของโรคอัลไซเมอร์ร้อยละ 9.90 และพัฒนาไปสู่ภาวะสมองเสื่อมภายใน 1 ปี
ความสามารถในการรู้คด (cognitive function) เป็นความสามารถของสมองในการ

ประมวลผล เก็บข้อมูล และทบทวนข้อมูลในชวงเวลาหนึ่งมีความสำคญตอการทำหน้าทของสมอง



ี่


หลายดาน ไดแก่ การรับรู้ ความจำ การเข้าใจภาษา การตดสนใจ การให้เหตุผล การวางแผน



แก้ปญหา การคำนวณ การแสดงพฤติกรรมด้านมิติสัมพันธ์ บางทักษะเมื่ออายมากขึ้นอาจมีแนวโน้ม

ื่
ั่
ู้


ลดลงได้รวดเร็วกว่าบุคคลนในวัยเดยวกัน ผสูงอายุโดยทวไปมักจะมีปัญหาดานการรู้คดอยู่ในรูปแบบ


3



ี่
หลงลืม ลืมวางของไว้ที่ไหน วางของไว้แต่จำไม่ได้ ลมว่าจอดรถไว้ทไหน ลืมชื่อคนที่เคยพบวันก่อน จำ
ื่

หน้าคนได้แต่นึกชอไม่ออก พยายามนึกคำพูดแตนึกไม่ได เป็นต้น ซึ่งเป็นกระบวนการเสื่อมของสมอง


ในภาวะปกตตามกระบวนการสงอาย การเรียนรู้สงใหม่ยังเป็นปกติ ยังไม่มีปัญหาเรื่องความจำในอดีต
ิ่




ู้



แตผสงอายุทมีภาวะ MCI จะมีความบกพร่องของสมองในดานความจำ การใชภาษา ทกษะดานมิติ
ี่

ั้



สมพันธ์ ความตงใจหรือการมีสมาธิ และการบริหารจดการ ความบกพร่องของสมองในดานใดด้าน
ี่




หนึ่งหรือหลายด้าน โดยทไม่มีความผดปกติในการเขาสังคม การทำงาน การดำเนินชีวิต ตดสนใจและ







ู้

ใชเหตผลได ครอบครัวหรือบุคคลใกลชดจะสงเกตเห็นว่าผสูงอายุมีอาการผดปกติ ได้แก่ การลมนัด
ี่



หมายทสำคญๆ และเกิดขึ้นบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน ชอบถามคำถามซ้ำๆ เลาเรื่องเดมๆ มี
ี่

ปัญหาในการจดการเกี่ยวกับตวเลข ขาดสมาธิขณะสนทนาหรือทำกิจกรรม ผสงอายุทมีภาวะ MCI



ู้




ู้
ทำให้อัตราการเสยชีวิตสงขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับผสงอายุปกต และมีปัญหาในการทำกิจวัตร
ู้

ั้
ี่
ื่
ประจำวัน รวมทงมีโอกาสเสยงตอการเกิดโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสอมมากกว่าผสงอายุปกต ิ


ู้

ู้
ื่




ู้
ซึ่งผป่วยโรคสมองเสอมตองการการดแลอย่างใกลชดจากญาตผดแล เนื่องจากผป่วยไม่สามารถดูแล

ู้
ี่


ตนเองไดทั้งหมด ส่งผลให้มีคุณภาพชวิตต่ำกว่าผู้ทมีภาวะการรู้คิดปกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผสูงอายุที่มี
ฐานะยากจน อยู่คนเดียวและมีภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ ผสงอายุที่มี MCI จะเริ่มมีความบกพร่องใน

ู้
การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันทซับซ้อน เชน การปรุงอาหาร การจ่ายบิลต่างๆ การจบจ่ายซื้อของ อาจ

ี่




ทำไดชาลงหรือลมบางขั้นตอน แตยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันโดยไม่ตองมีคนชวยเหลอได หาก







ปลอยให้ภาวะ MCI ดำเนินตอไปจนมีภาวะสมองเสอม จะสงผลให้ระดบการชวยเหลอตนเองลดลง
ื่





ุ่
ี่
จากข้อมูลดงกล่าวแสดงให้เหนว่าผสงอายุ เป็นกลมเสยงตอการเกิดภาวะทพพลภาพและนำไปสเกิด


ู้

ู่


ี่


ภาวะพึ่งพาในทสด เนื่องจากภาวะ MCI ไม่สงผลตอการทำกิจวัตรประจำวัน อาจทำให้ผสงอายุและ
ู้


ญาติเข้าใจว่าเป็นภาวะปกตของความสูงอายุ การแยกแยะผสูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อย


ู้
ออกจากภาวะหลงลมทวไป และภาวะสมองเสื่อมระยะแรกทำไดค่อนข้างยาก แตมีความจำเปนอย่าง




ั่
ี่
ยิ่งทผสูงอายุจะตองไดรับการดูแลสขภาพให้ทนต่อการเปลยนแปลงพยาธิสรีรภาพของสมองก่อนเกิด
ู้


ี่


โรค

ู้



จากการทบทวบวรรณกรรม พบว่า ปัจจยทสมพันธ์ตอการเกิด MCI ในผสงอายุ ไดแก่ เพศ

ี่
8


อายุ ระดบการศกษา การเจบป่วยดวยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสง โรคเบาหวาน







ไขมันและคอลเลสเอตรอลในเลอดสง ปัจจบันการรักษาโดยไม่ใชยา มุ่งเน้นการฝกสมองแบบ

ู้


เฉพาะเจาะจงให้ผลดตอผป่วยเป็นอย่างมาก จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ





ี่

(systematic review) ทศกษาการฝกสมองแบบตางๆ เชน การฝกโดยคอมพิวเตอร์ และฝึกความจา
ู้

ี่
โดยกระดาษและปากกาในผสูงอายุทมีสุขภาพด ระยะเวลาตั้งแต 8 -72 สปดาห์ พบว่า ผู้สงอายุทมี

ี่


การฝกการรู้คดมีความสามารในการรู้คดดีกว่ากลมทไม่ไดรับการฝก 1.07 เทาอย่างมีนัยสาคัญทาง






ุ่
ี่

ุ้

ั่
ุ้
สถิต การกระตนการรู้คด (cognitive stimulation) เป็นกระบวนการกระตนให้สมองหลงสารท ี่


เรียกว่า นิวโรโทรฟินส (neurotrophins) ททำให้เซลลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนของเดนไดรต ์



ี่
ื่
(dendrite) ทเชอมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดขึ้น อีกทง การกระตนการรู้คดสามารถชวยเพิ่ม
ั้



ี่
ุ้

ื่
ี่

จำนวนแขนงและเสนใยของเซลลประสาท (axon) ซึ่งมีหน้าทในการลำเลียงข้อมูลสอสารระหว่าง




ี่


เซลลประสาทไดตลอดชวิต เพิ่มการไหลเวียนของเลอดทไปเลยงสมองชวยปรับสมดลของ
ี้


Neurotrophic Factors ในสมอง นอกจากนี้ การกระตนการทำงานของสมองยังมีสวนชวยให้เซลล ์

ุ้


4




ของสมองสวนนอกมีการงอกใหม่และทำงานอย่างต่อเนื่อง การได้รับการฝกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วย


เพิ่มความจำ การรับรู้ การคดคำนวณ การวิเคราะห์ สงเคราะห์ แก้ปัญหา การตดสนใจและการ



ู่
วางแผนเป็นไปได้ด จึงนำไปสการคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
ผลกระทบต่อญาตผให้การดูแล พบว่า ผู้สงอายุทมีภาวะการรู้คิดบกพร่องระดบเล็กน้อยจะมี
ี่



ู้
ื่

การพัฒนาไปสภาวะสมองเสอมภายใน 6 เดอน มากถึงร้อยละ 35 (Smith, Gildeh & Holmes,
ู่




ู้
ื่
2007) หากปลอยให้ภาวะ MCI ดำเนินตอไปสงผลให้เกิดภาวะสมองเสอม การดแลผสงอายุทมีภาวะ

ี่
ู้
ู้
ู้
สมองเสื่อม ถือเป็นภาระหนักมากสำหรับผดูแลจนอาจทำให้ผดูแลกลายเป็นผป่วยโดยที่คนอื่นมองไม่



ู้
ี่

เหน (Luecknott, 2000) ผป่วยทมีความสามารถในการชวยเหลอตนเองน้อยลงเทาไหร่ยิ่งตองการ






ั่


การดแลมากขึ้น จนทำให้ตองดแลอย่างใกลชดตอเนื่องซึ่งอาจถึง 24 ชวโมงตอวัน (ศริพันธุ์ สาสตย์,





ู้


2554) สงผลทำให้ผดแลไม่มีเวลาเป็นสวนตว ผดแลจงเกิดอาการปวดหลง เหนื่อยลาและอ่อนเพลย


ู้


ู้


ู้
ตามมา จากการศกษาของประเทศออสเตรเลย พบว่าร้อยละ 34 ของผดแลผสงอายุทมีภาวะสมอง


ี่
ื่
เสอมมีภาวะเบื่ออาหาร การทำงานของระดับฮอร์โมนลดลงเป็นผลทำให้เกิดความตึงเครียดแก่ร่างกาย

และพบว่ามีระดับความดนโลหิตสงในกลุ่มผู้ให้การดูแลเพิ่มมากขึ้น บางรายแสดงอาการของโรคหัวใจ





และหลอดเลอดบ่อยขึ้น ผลกระทบดานจิตใจและอารมณ ไดแก่ อาการซึมเศร้า ทอแท บางครั้งรู้สก






ู้

ู้

ผดจากการกระทำของตนเอง เนื่องจากผให้การดแลใชเวลาสวนใหญ่ของวันเพื่อการดแลผป่วย ซึ่ง

ั่
ู้
โดยทวไปญาติผให้การดูแลมักมีบทบาทการงานอื่นในสังคมมาก่อนร่วมถึงการเปนคู่สมรสบิดา มารดา
ด้วย พอต้องมารับบทบาทเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมย่อมมีผลกระทบต่อบทบาทเดิมอย่างเลี่ยง

ไม่ได ได้แก่ การเปลยนรูปแบบการทำงาน หรืออาจเปลยนจากการทำงานเต็มเวลามาเปนทำงานบาง

ี่
ี่



เวลาซึ่งอาจส่งผลตอรายไดลดลงหรือบางรายอาจเกิดปัญหาหนี้สนตามมาจนในทสุดเกิดความขดแย้ง
ี่

ในครอบครัวได (Bruce et al., 2005) จะเห็นไดว่า ความเครียดของผดแลมีผลโดยตรงตอคณภาพ





ู้
การดูแลและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ อีกทั้งความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแลทำให้เกิดความเสยงต่อการ
ี่
ถูกทำร้ายของผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม (Kim et al., 2009)



ี่


ผลกระทบตอสงคมและเศรษฐกิจ พบว่า ผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระดบเลกน้อย

ู้
หากโรคดำเนินต่อไปจนมีภาวะสมองเสื่อมจะส่งผลให้มีระดับการช่วยเหลือตนเองลดลง อาจะต้องย้าย



ู้
เข้าไปอยู่ในสถานดแลระยะยาว ซึ่งในการดแลผป่วยสมองเสื่อม 1 คน อย่างครอบคลมและมีคุณภาพ





ู้
ตองใชผดแลอย่างน้อย 2 คน (อรพิชญา ไกรฤทธิ์และสรินทร ฉันศริกาญจน์, 2550) จากการสำรวจ

ู้

ั่
ื่
ค่าใชจายในการดแลผป่วยภาวะสมองเสอมทวโลก พบค่าใช้จายในการดแลรักษาประมาณ 604,000



ลานดอลลาร์สหรัฐตอปี ทงนี้ยังไม่รวมคาใชจายทางอ้อมของผดแล (Alzheimer’s Disease



ั้


ู้



Internationa, 2014) หากญาตในครอบครัวเป็นผดแลกันเองจะมีคาดแลประมาณ 4,000-6,000
ู้







ู้

บาทตอเดอน ทงนี้ยังไม่ร่วมคาใชจายทางอ้อมของผดแล เชน ตองลาออกจากงานมาดแล คาเสย




ั้


ู้

โอกาส ค่าใช้จ่ายในการดำรงชวิตของผู้ดูแลและผป่วยเอง ซึ่งในระยะทายของภาวะสมองเสื่อม ผป่วย
ู้

จะสญเสยความจำโดยสมบูรณ พฤตกรรมจะผิดปกติอย่างชัดเจน อันนำมาสู่การพึ่งพิงทต้องอาศัยการ




ี่
ดูแลจากครอบครัวและสังคมที่เพิ่มมากขึ้น (ชัชวาล วงค์สารี, 2560) จากการศึกษาพบว่า ร้อยละ 25


ู้


ื่
ของผสงอายุที่มีภาวะสมองเสอมจะอยู่อาศยตมลำพังไร้คนดแล นำไปสู่การเกิดปัญหาทางสงคม เชน

กลายเป็นคนเร่ร่อน ขาดการเข้าถึงสถานพยาบาล ไม่ได้รับการดูแลด้านปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต


5




ู้

จากการทบทวนวรรณกรรม ลกษณะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยในผสงอายุ ประกอบดวย




ิ่
ิ่

6 ดาน คอ 1) ความใสใจหรือสมาธิ (attention) เป็นกระบวนการรับรู้สงเร้าจากสงแวดลอมโดยผาน


การรับรู้ การมองเห็น การไดยิน 2) การเรียนรู้และความจำ (learning and memory) เป็น

ี่
กระบวนการททำให้เกิดความจำประกอบดวยการลงบันทก (registration) การคงไว้ซึ่งข้อมูล




(retention) และการเรียกข้อมูลมาใช (retrieval) 3) การใชภาษา (language) ความคลองตวในการ


ใชภาษาและสอสารแบบมีความหมาย 4) ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสงคมรอบตว (social

ื่




ู้
cognition) เป็นความสามารถในการเข้าใจความรู้สกผอื่น5) ดานความสามารถดานการรับรู้ก่อมิต ิ


สมพันธ์ (visuoconstructional-perceptual ability) และ6) ดานการบริหารจดการ (executive


ี่


function) เป็นความสามารถในการตดสนแก้ไขปัญหาทเกิดขึ้น (สถาบันประสาทวิทยา กรมการ
แพทย์, 2557)


ี่


ปัจจยทสมพันธ์กับภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยในผสงอายุ สามารถแบ่งออกเป็นปัจจย
ู้




สวนบุคคล ไดแก่ อายุ เพศ ระดบการศกษา ปัจจยดานปัญหาสขภาพ ไดแก่ การเจบป่วยดวยโรค









ความดนโลหิตสง โรคเบาหวานและโรคหลอดเลอดสมอง (Miller, 2009) โดยโรคเรื้อรังดงกลาวเป็น




ปัจจยเสยงทมีความสมพันธ์กับการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยทงชนิดทมีความจำบกพร่อง

ี่

ี่


ี่
ั้
(amnestic MCI) และไม่มีความจำบกพร่อง (non-amnestic MCI) (Retiz et al., 2007) และปัจจย



ด้านสังคมและงานอดิเรก ได้แก่ การเข้าร่วมกิจกรรมดานการรู้คด (cognitive activity) คือ การได้รับ

การกระตุ้นการเรียนรู้ดวยกิจกรรมจะทำให้สมองมีการส่งสญญาณของกระแสประสาทผ่านไดง่าย ทำ


ี่
ให้แขนงประสาท (dendritic) ทอยู่ในสมองส่วนนอก (cerebral cortex) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในบริเวณท ี่

ทำงานมากขึ้นก็จะหนาขึ้น สงผลทำให้สมรรถนะดานการรู้คดเพิ่มขึ้น (ชศักดิ์ เวชแพศย์, 2540) การ




มีกิจกรรมทางกาย (physical activity) มีผลทำให้การทำงานของสมองดขึ้น โดยพบว่ามีผลทำให้เพิ่ม

การไหลเวียนเลอดไปเลยงสมองและมีการหลง catecholamine และ endorphin เพิ่มขึ้น
ี้
ั่

นอกจากนี้ยัง พบว่า การออกกำลงกายในระดบกลางและระดบหนักทำให้เกิดการเปลยนแปลงของ

ี่

คลนสมองทแสดงถึงกระบวนการรู้คด (cognitive process) สงผลทำให้สมรรถนะดานการรู้คดและ

ื่


ี่


ความจำดขึ้น (Schneider et al., 2009) ในดานการเข้าร่วมกิจกรรมทางสงคม (social




engagement) จากการศกษาของ Leung et al. (2011) เรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมทางสงคมของ





ผู้สงอายุ พบว่า การมีกิจกรรมทางสงคมและไดรับการสนับสนุนทางสงคมในระดบสงมีความสมพันธ์


กับการทำหน้าทด้านรู้คิดของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
ี่




ิ่
ี่
ปัจจบันการรักษาโดยไม่ใชยามุ่งเน้นการสงเสริมและการฝกทเหมาะสมเป็นสงจำเป็นและ


ู้
ให้ผลดตอผป่วยเป็นอย่างมาก (Belleville, 2006) การจดกระทำดานการรู้คดทางการพยาบาล





(Nursing intervention) ถือเป็นทางเลอกหนึ่งของการรักษา เชน า รออกกำลงกายสมอง


(Neurobics exercise) เพื่อเพิ่มความสามารถของสมองด้านการรู้คิด โดยมุ่งเน้นการชะลอการดำเนิน
ไปของภาวะการรู้คิดบกพร่องและเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอาย ใน

ตางประเทศมีการพัฒนาโปรแกรมหรือกิจกรรมทชวยเพิ่มการทำหน้าทของสมองดานการรู้คด




ี่
ี่


หลากหลายรูปแบบสามารถสรุปได้ 3 วิธี คอ 1) กิจกรรมด้านการรู้คด (cognitive activity) เช่น การ



ฝึกการรู้คด (Kwok et al, 2013) การฝกความจำดวยคอมพิวเตอร์ (Bottiroli, 2009) การฝกด้วยเกมส ์





(Nouchi, 2012) การระลกถึงความหลง (Spector et al, 1998) การฟื้นฟูดานการรู้คด (Kurz et al,


6





2008) 2) กิจกรรมทางกาย (physical activity) เชน การฝกสมองดวย Brain gym program (Shaw
et al, 2011) และ 3) กิจกรรมทางสังคม (social engagement) เช่น การมีสวนร่วมในกิจกรรมยามว่าง

(Leung et al, 2011)


ุ้

ี่
การจดกระทำดานการรู้คด (cognitive intervention) เป็นการกระตนการทำหน้าทของ
ุ้
สมองส่วนตางๆ ให้ทำงานประสานสัมพันธ์กันและเมื่อมีการกระตนหรือฝกบ่อยๆ สมองจะมีการหลง


ั่
สารทเรียกว่า Neurotrophins ทำให้เซลลในสวนแขนงประสาท (dendrite) ทเชอมระหว่างเซลล ์

ี่
ี่

ื่

ุ้



ประสาททำงานดขึ้น สงผลตอความสามารถด้านการรู้คด นอกจากนี้การกระตนการทำงานของสมอง






ยังมีสวนชวยให้เซลลของสมองสวนนอกมีการงอกใหม่และทำงานอย่างต่อเนื่อง การไดรับการฝกฝน
อย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านการรู้คิดของผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น (Neville, et al. 2013)
ี่
ู้

สำหรับการศกษาในประเทศไทย พบการศกษาวิจยการกระตนการรู้คดในผสงอายุทมี



ุ้

ภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น เช่น การพัฒนาศักยภาพสมองของผู้ที่มีสมรรถภาพสมองบกพร่อง
ิ้

เลกน้อย (อรวรรณ คหา และคณะ, 2555) (วีณา ลมสกุล และคณะ, 2561) (ณชชา แรมกิ่ง, 2561)



ุ้


โปรแกรมกระตนการรู้คิดตอความจำ (ปิ่นมณ สุวรรณโมส, 2557) (สาวิตรี จระยา, 2561) โปรแกรม


การฟื้นฟูการรู้คด (จารุวรรณ ก้านศรี, 2560) โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต 8 – 12 สัปดาห์ ความถี่ในการจด







กิจกรรม คอ 1 – 4 ครั้ง/สปดาห์ จดกิจกรรมครั้งละ 60 นาท (Murphy, 2013) จากการศกษา



งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศกยภาพสมองของผสูงอายุทดีทมีการรู้คิดบกพร่องดวยการกระตน
ู้
ุ้
ี่
ี่
การรู้คด พบว่า เมื่อฝกการกระตนการรู้คด 6-8 ครั้ง สงผลให้ความจำความสามารถในการรู้คดและ
ุ้





ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันดีขึ้น ซึ่งจะชะลอการค้าเนินไปเป็นภาวะสมองเสื่อมได ้

Spector et al. (2003) ให้ความหมายว่า ศกยภาพสมองสามารถพัฒนาให้สมองเหมือน




ุ้


กลามเนื้อสวนอื่นทสามารถฝกให้แข็งแรงและสามารถซ่อมแซมได การกระตนการรู้คดมีสวนชวยให้

ี่

ี่


สมองหลงสารทเรียกว่านิวโรโทรฟินส (neurotrophins) ททำให้เซลลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนของ
ั่

ี่
ุ้
เคนไดรต (dendrite) ทเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้นซึ่งผลของการกระตนการรู้คดสามารถ

ี่



ชวยเพิ่มจำนวนแขนงหรือเสนใยของเซลลประสาท (axon) ซึ่งมีหน้าทในการลำเลยงข้อมูลสอสาร

ี่

ื่


ระหว่างเซลล์ประสาทไดตลอดชวิตช่วยให้การเชื่อมต่อของเซลล์สมองมีมากขึ้นเพิ่มการไหลเวียนของ

เลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (increase cerebral blood flow) ชวยปรับสมดุลของ neurotrophic factors
ในสมองซึ่งหากมีน้อยลงจะมีผลต่อการลดลงของเซลล์ประสาทที่ใช้อะซีติลโคลินเปนสารสื่อประสาทท ี่

ู้

ี่



เปนสวนสำคญททำให้ความสามารถดานการรู้คด (cognitive function) ลดลงในผสงอายุเมื่อเซลล ์



สมองสวนใหญ่แข็งแรงก็จะทำให้เกิดความจำการรับรู้และการทำงานของสมองระดบสง คอ การคด





คำนวณการวิเคราะห์ การสงเคราะห์ การแก้ปัญหา การตดสนใจ และการวางแผนเป็นไปไดดจง





ี่
นำไปส การคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ การทำงานของสมองทดตามมา และยังพบว่าการกระตนการรู้คด

ู่

ุ้
สามารถเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ี่




พยาบาลเป็นบุคลากรทางดานสขภาพทสำคญในการดูแลผู้สงอายุทมีภาวะการรู้คิดบกพร่อง
ี่
คิดเล็กน้อยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม เนื่องจากผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยมี
ลกษณะการรู้คดทคลายกันกับผสงอายุปกต หลงลมทวไปและภาวะสมองเสอมระยะแรก ทำให้การ



ื่


ี่

ั่
ู้
ื่


แยกแยะผู้สงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเล็กน้อยออกจากภาวะหลงลืมทั่วไปและภาวะสมองเสอม
ี่

ู้
ี่



ระยะแรกคอนข้างยาก (Whalley, 2002) แตมีความจำเปนอย่างยิ่งทผสงอายุจะตองไดรับการดแล



7


สขภาพให้ทนตอการเปลยนแปลงทางพยาธิสรีรภาพของสมองก่อนเกิดโรค เพื่อชะลอการดำเนินไป


ี่



ของโรคและดำรงไว้ซึ่งคุณภาพชวิตทดีของผสูงอาย จากงานวิจัยในประเทศไทยที่ผ่านมาส่วนใหญ่เน้น
ู้
ี่


ี่

ื่


ู้
ุ้
การบำบัดดวยการกระตนการรู้คด โดยการจดการกับปัญหาของผสงอายุทมีภาวะสมองเสอม เชน
การฟื้นฟูดานการรู้คดของผสงอายุทมีภาวะสมองเสอมระยะแรก การกระตนการรู้คดเพื่อชะลอการ


ู้


ื่
ุ้
ี่



ื่


เสอมถอยของสมอง การจดการกับพฤตกรรมปัญหาทางดานร่างกายและจตใจ รวมไปถึงการจดการ
ู้


ปัญหาของผดแลผสงอายุทมีภาวะสมองเสอม ยังไม่มีการศกษาดานการฝกการรู้คด (cognitive

ื่
ี่

ู้


ี่
ู้


training) ทมีการผสมผสานวัฒนธรรมพื้นบ้านและวิถีชวิตผสงอายุในกิจกรรมฝกการรู้คด สำหรับ


ี่
ผู้สูงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเล็กน้อยในสถานสงเคราะห์คนชรา ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงทจะพัฒนาไปส ู่

ี่
ภาวะสมองเสื่อมในอนาคต
การป้องกันและชะลอการดำเนินไปของภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้นในสถานดูแลระยะจึง
เป็นสิ่งสำคัญ (Teixeira et al., 2010) จากการศกษาของตระการกุล ฉัตรวงศวิวัฒน์ และคณะ (2556)




ี่
ุ่
ุ่
ู้




ทศกษาผลของโปรแกรมสงเสริมความจำ ผลการวิจย พบว่า ผสงอายในกลมทดลองและกลมควบคมมี



คะแนนสตปัญญาเกี่ยวกับความจำไม่แตกต่างกัน เนื่องจากกิจกรรมสงเสริมความจำขาดแรงจงใจใน


ู้


ู้
ี่
การเรียนรู้ สงผลให้ผสูงอายุไม่ไดรับการกระตุ้นสมองเทาทควร เพื่อเปนการลดปัญหาที่เกิดขึ้น ผวิจัย

ู้


จึงพัฒนารูปแบบการฝึกการรู้คดสำหรับผสูงอายที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นการฝก

ู่
ี่



การรู้คดเฉพาะดานควบคกับการผสมผสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน ทชวยเพิ่มแรงจงใจในการเรียนรู้และ
ฝกสมองชวยให้การทำงานของสมองมีประสทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากวัฒนธรรมเปนสงทมี




ี่
ิ่



ั้

ความผกพันธ์กับการดำเนินชวิตจงทรงคณคาและควรแก่การอนุรักษ์ให้ดำรงสบทอดตอไป อีกทง





ู้
ี่
ผสงอายุเป็นบุคคลทมีความรอบรู้และสนใจเรื่องราววัฒนธรรมตางๆ รูปแบบของกิจกรรมจงน่าจะ

ความเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายไทย

ู้

จากสถิตประชากรผสูงอายุ จ.สพรรณบุรี พบว่า ในปีพ.ศ. 2561 มีผสงอายุ จำนวน 162,755


ู้
คน คดเป็นร้อยละ 19.18 ปี ปี พ.ศ. 2562 มีผสงอายุ จำนวน 168,856 คน คดเป็นร้อยละ 19.95


ู้

ู้


และปี พ.ศ. 2563 มีผสูงอายุ จำนวน 175,231 คน คดเปนร้อยละ 20.89 ตามลำดบ 19 17 จะเหนได ้


ว่าจำนวนประชากรผสูงอายมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
ู้

มีพันธกิจหลักในด้านการบริการวิชาการสสังคม และตงอยู่ใกล้กับสถานบริการดแลผสงอายุระยะยาว
ั้

ู่

ู้



ซึ่งถือเปนแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้และแหลงคนคว้าวิจย และตอบสนองความตองการของทองถิ่น





ี่
ู้
เพื่อแก้ไขปัญหาสงคมสการเป็นชมชนสขภาพทยั่งยืน ภาควิชาการพยาบาลผใหญ่และผสงอายุ ได ้

ู่

ู้



ี่
สำรวจปัญหาสขภาพในผสงอายุทพักอาศยในสถานบริการดแลระยะยาว จ.สพรรณบุรี จำนวน 84

ู้

ราย พบว่า ผสงอายุมีภาวะการรู้คดบกพร่อง จำนวน 29 คน คดเป็นร้อยละ 34.52 โดยสวนใหญ่มี


ู้


ปัญหาความจำ เช่น ลืมรับประทานยา ทั้งนี้ ผู้วิจัยในฐานะอาจารย์พยาบาลด้านการพยาบาลผู้สงอายุ


เหนถึงความสำคญในการสงเสริมและป้องกันภาวะสมองเสอม จงไดสร้างโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ
ื่





ู้

ี่
สมองตามสำหรับผสงอายุทมีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มตน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้


ู้



ผสงอายุไดฝึกพัฒนาศกยภาพสมองดวยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ชวยเพิ่มสมรรถนะดานการรู้คดและ


และเป็นแนวทางในการดำเนินงานแก่บุคลากรทเกี่ยวข้องในการดแลผสงอายุ เพื่อคงไว้ซึ่งการมี
ี่


ู้
คุณภาพชีวิตทดีต่อไป
ี่


8



วัตถประสงค์ของการวิจัย

ี่
1. เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าทด้านรู้คดของผสูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มตนระยะ
ู้

ิ้
ก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลองเสร็จสนทันที และระยะติดตามผล 3 เดือนในกลุ่มทดลอง


2. เพื่อเปรียบเทยบการทำหน้าทด้านรู้คดของผสูงอายุทมีภาวะรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มตนระยะ
ู้

ี่
ี่



หลงการทดลองเสร็จสิ้นทันท และระยะตดตามผล 3 เดือน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
แนวเหตุผลและสมมติฐานการวิจัย
Spector et al. (2003) ให้ความหมายว่า ศกยภาพสมองสามารถพัฒนาให้สมองเหมือน






กลามเนื้อสวนอื่นทสามารถฝกให้แข็งแรงและสามารถซ่อมแซมได การกระตนการรู้คดมีสวนชวยให้
ี่
ุ้



ี่
ั่



ี่
สมองหลงสารทเรียกว่านิวโรโทรฟินส (neurotrophins) ททำให้เซลลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนของ
ุ้


เคนไดรต (dendrite) ทเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้นซึ่งผลของการกระตนการรู้คดสามารถ
ี่
ื่
ชวยเพิ่มจำนวนแขนงหรือเสนใยของเซลลประสาท (axon) ซึ่งมีหน้าทในการลำเลยงข้อมูลสอสาร

ี่





ระหว่างเซลล์ประสาทไดตลอดชวิตช่วยให้การเชื่อมต่อของเซลล์สมองมีมากขึ้นเพิ่มการไหลเวียนของ

เลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (increase cerebral blood flow) ชวยปรับสมดุลของ neurotrophic factors
ในสมองซึ่งหากมีน้อยลงจะมีผลต่อการลดลงของเซลล์ประสาทที่ใช้อะซีติลโคลินเปนสารสื่อประสาทท ี่




ู้

เปนสวนสำคญททำให้ความสามารถดานการรู้คด (cognitive function) ลดลงในผสงอายุเมื่อเซลล ์


ี่


สมองสวนใหญ่แข็งแรงก็จะทำให้เกิดความจำการรับรู้และการทำงานของสมองระดบสง คอ การคด








คำนวณการวิเคราะห์ การสงเคราะห์ การแก้ปัญหา การตดสนใจ และการวางแผนเป็นไปไดดจง

ี่

ุ้
นำไปส การคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ การทำงานของสมองทดตามมา และยังพบว่าการกระตนการรู้คด

ู่
ี่
สามารถเปลยนแปลงกลไกการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทงยังช่วยในส่วนของการฝก
ั้



ความจำชวยจดระบบความคดชวยฟื้นฟูการทำงานของสมองในสวนของการรู้คด (cognitive





function) สงผลให้เปลอกสมองใหญ่ (cerebral cortex) ธาลามัส (thalamus) และระบบการ

ี่
ทำงานของเรติคูลาร์ททำหน้าทกระตุ้นการคน (reticular activating system: RAS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ี่

ของก้านสมองทำงานประสานกันอย่างดเพิ่มการไหลเวียนเลอดที่ไปเลี้ยงสมองเพิ่มความสามารถด้าน


การรู้คิด (cognitive function) และคุณภาพชีวิต (quality of Life) ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นได ้
ทำงานอย่างตอเนื่อง ใชระยะเวลาจดกิจกรรมทงหมด 8 สปดาห์ สปดาห์ละ 2 ครั้ง ปฏิบัตกิจกรรม


ั้





ครั้งละ 60 นาท โดยมีรูปแบบของกิจกรรมแบบกลุ่มและรายเดี่ยว ดังนี้
ี่
ุ้


1. การฝกความจำ (Memory training) เป็นการกระตนการทำหน้าทของสมองสวนขมับ



(temporal lobe) และศนย์ควบคมความจำ (hippocampus) ทเกี่ยวข้องกับความสามารถดาน
ี่

ความใสใจ (attention) การเรียนรู้และความจำ (learning and memory) โดยมีกระบวนการจำท ี่



ั้
เริ่มตงแตการรับข้อมูล (registration) การบันทกข้อมูล (retention) และการเรียกข้อมูลนั้นกลบมา




ื่

ใชได (retrieval) ประกอบดวยกิจกรรมรู้จกกัน โดยใชเทคนิคการเชอมโยง (association) เพื่อ
กระตุ้นการทำงานของสมองเกี่ยวกับการรู้คิดด้านความใจใส่หรือสมาธิและกิจกรรมบอกหลักธรรมนำ

ชีวิต/คตธรรมประจำใจ โดยใช้เทคนิคความคลองในการใชภาษา (verbal fluency) เพื่อกระตนการ


ุ้

ทำงานของสมองเกี่ยวกับการรู้คดดานการเรียนรู้และความจำ (memory and learning) โดยการ


9





ุ่

ื่

เชอมตอกลมเซลลประสาทในสมองสวนควบคมความจำ ทำให้สามารถจำเรื่องราวไดมากขึ้น
(Eric, 1998)
2. การฝกความเร็วของการประมวลข้อมูล (Speed of processing training) เป็นการ


ุ้

กระตนการทำงานของสมองสวนข้าง (parietal lobe) เกี่ยวกับความสามารถในการใชภาษา
(language) และการรับรู้สงแวดลอมรอบตว (social cognition) โดยแสดงความสามารถในการ

ิ่

สื่อสารเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม สภาพสังคมและประวัติศาสตร์ ซึ่งการสื่อสารมีหลายรูปแบบ เช่น การ




แสดงสหน้า ทาทาง การใชคำพูดน้ำเสยง การเขียนและการวาดภาพหรือสญ ลกษณอื่นๆ




ประกอบด้วยกิจกรรม กิจกรรมเลาเทศกาลโบราณไทย โดยใชเทคนิคชวยจำ (memory aids) เพื่อ


ุ้

กระตนการทำงานของสมองเกี่ยวกับการรู้คดดานการใชภาษา (language) และกิจกรรมบอก



เอกลกษณไทย โดยใชเทคนิคตระหนักถึงสภาวะรอบตว (environment awareness) เพื่อกระตน
ุ้






การทำงานของสมองเกี่ยวกับการรู้คดดานสภาวะรอบตวและสงคม (social cognition) การใช ้

สญลกษณหรือรหัสชวยจำของบางอย่างจะชวยให้ง่ายในการจำ การสร้างรหัสชวยจำเพื่อให้เกิดการ






เชื่อมโยงช่วยการลำดับกระบวนการจำให้จดจำข้อมูลได้ง่ายขึ้น (กาญจนา นาคสกุล, 2554)



ุ้
3. การฝกการใชเหตผล (Reasoning training) เป็นการกระตนการทำงานของสมอง
ี่


สวนหน้า (frontal lobe) ทเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบริหารจดการ (executive function)


ี่


การวางแผน การตดสนใจ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาในสถานการณตางๆ ทเกี่ยวข้องกับการดำเนิน

ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ และความสามารถของสมองดานการใช้ความคิดแบบนามธรรม (abstract
ิ่




reasoning task) เกี่ยวกับความสมพันธ์ระหว่างร่างกายกับทศทางและสงแวดลอม ประกอบดวย

ุ้



กิจกรรมเลาการเดนทางไป-กลบ โดยใชเทคนิคการบอกจดสงเกต (method of loci) เพื่อกระตน





การทำงานของสมองเกี่ยวกับการรู้คดดานการรับรู้ตอมิตสมพันธ์ (visuoconstructional–




perceptual ability) และกิจกรรมเมนูอาหารพื้นบ้าน “สมตำไทย” โดยใชเทคนิคการออกแบบวิถี

ชีวิตใหม่ (life style redesign) เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองเกี่ยวกับการรู้คดความสามารถด้าน

การบริหารจดการ โดยมีกระบวนการตั้งเปาหมาย การวางแผน ลงมือกระทำ โดยใช้ความสามารถใน

การตดสนใจ แก้ไขปัญหาและนำประสบการณทมีอยู่เดมมาใชในการแก้ไขปัญหาไดอย่างเหมาะสม






ี่
ขณะทสมองใช้ความคดวิเคราะห์และแก้ปัญญา ทำให้เกิดการงอกใหม่ของสมอง (neurogenesis) มี
ี่

การสร้างใยสมองเพิ่ม ทำให้เกิดการเชื่อมโยงวงจรแห่งความรู้ในสมองหลายทาง เพื่อสร้างจุดเชื่อมตอ

(synapse) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำ (Imel, 2001)

สมมติฐานการวิจัย
1. คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คิดของกลมทดลองหลังเขาร่วมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ
ุ่
ี่



ิ้

สมองในระยะหลงการทดลองเสร็จสนทนท และระยะตดตามผล 3 เดอนสงกว่าในระยะก่อนการ



ทดลอง

2. คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการรู้คิดของกลมทดลองหลังเขาร่วมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ
ุ่
สมองสูงกว่ากลมควบคมในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันท และระยะติดตามผล 3 เดือน


ุ่


10


ขอบเขตการวิจัย



การวิจยครั้งนี้เป็นการวิจยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design) ศกษาแบบ


ิ้

ุ่

สองกลมวัดซ้ำโดยวัดก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จสนทนท และติดตามผล 3 เดอน (Two

group, pre-posttest and follow-up design)


ี่

ประชากร คอ ผสงอายุทงชายและหญิงทมีอายุ 60 ปีบริบูรณขึ้นไปทพักอาศยอยู่ในสถาน
ั้
ู้

ี่
บริการดูแลระยะยาว จ.สุพรรณบุรี
กลมตวอย่าง คือ ผสงอายุทงชายและหญิงทมีอายุ 60 ปีบริบูรณขึ้นไปทพักอาศยอยู่ในศนย์
ั้
ี่
ู้

ี่
ุ่





สงเสริมพัฒนาคณภาพชวิตผสงอายุ อ.บางปลาม้า และศูนย์สงเคราะห์คนชราบ้านเกาะแก้วรวมใจ
ู้



รักษ์ อ.สองพี่น้อง จังหวัดสพรรณบุรี จำนวน 50 คน โดยกำหนดเกณฑ์คดเข้า (Inclusion criteria)




ู้
ดังนี้ 1) ผทเจบป่วยดวยโรคความดนโลหิตสง ไขมันในเลอดสง โรคเบาหวาน และหัวใจและหลอด



ี่


เลอด 2) มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อย ประเมินโดยใช้แบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย

(The Montreal Cognitive Assessment- Thai Version: MoCA-T) มีคะแนนน้อ ย กว่า 25


ื่
คะแนน 3) ไม่มีปัญหาด้านการสอสาร สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได 4) ยินดให้ความร่วมมือใน
การเข้าร่วมวิจัยตลอดชวงการศึกษาและการตดตามผล เกณฑ์การคดออก คือ 1) ผู้สูงอายที่เกิดปัญหา




หรืออุปสรรคไม่สามารถร่วมกิจกรรมไดครบตามกำหนด

ตัวแปรที่ศึกษา ประกอบด้วย
ตัวแปรต้น คือ โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง (Cognitive Improvement Program)
ตัวแปรตาม คือ การทำหน้าที่ด้านรู้คิด

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย
ี่

ี่

การทำหน้าที่ดานการรู้คิด หมายถึง ลกษณะทแสดงถึงการทำหน้าทของสมองในดานความใส ่

ใจ การเรียนรู้และความจำ การใช้ภาษา ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว ความสามารถ






ดานการรับรู้มิตสมพันธ์และความสามารถในการใชเหตผลและการตดสนใจ โดยประเมินไดจาก


แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย (MMSE-T 2002) ของคณะกรรมการจดทำ


แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องตน สถาบันเวชศาสตร์ผสงอายุ (2542) ประกอบดวย 11 ข้อคำถาม

ู้



ั้
เกี่ยวกับความสามารถในการรู้คดของสมองในดานตางๆ ไดแก่ ด้านความจำ ความตงใจ การมีสมาธิ







จดจ่อ การบริหารจดการ การตดสนใจ การคดคำนวณและการใช้ภาษา เกณฑ์การแปลผล ผู้สงอายุท ี่

ู้



ไม่ไดเรียนหนังสือ ไดคะแนนระหว่างน้อยกว่าหรือเทากับ 14 จากคะแนนเตม 23 คะแนน ผสูงอายุท ี่


เรียนระดบประถมศกษาและระดบสงกว่าประถมศกษา คาคะแนนระหว่างน้อยกว่าหรือเทากับ 17






และระหว่างน้อยกว่าหรือเท่ากับ 22 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน เป็นจุดตัดสำหรับคะแนนที่สงสัยว่า
มีภาวะสมองเสื่อมและยังไม่ได้รับการรักษาหรือวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสอมจากแพทย์ และพักอาศย
ื่

อยู่ในสถานบริการดูแลระยะยาว จ.สุพรรณบุรี


11


ี่
ู้



ิ่
ผู้สูงอายุที่มภาวะการรู้คิดบกพรองระยะเรมต้น หมายถึง ผทมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณขึ้นไป

ทั้งชายและหญิงทมีความบกพร่องในการทำหน้าที่ดานการรู้คิด ไม่มีภาวะสมองเสื่อม โดยประเมินจาก
ี่

ู้
ี่


ี่
แบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย (MoCA) เปนเครื่องมือทเหมาะในการคดกรองผสงอายุทมี



ภาวะการรู้คดบกพร่องแยกออกจากคนปกต ประกอบดวยการประเมินสมอง 7 ดาน ไดแก่ 1)





ความสามารถในการบริหารจดการ 2) การเรียกชื่อ 3) ความใสใจ 4) ภาษา 5) ความคดเชิงนามธรรม
6) ความจำระยะยาว 7) การรับรู้ คะแนนเตม 30 คะแนน โดยเพิ่มหนึ่งคะแนนในผู้ที่มีการศกษาน้อย


กว่าหรือเทากับ 6 ป เกณฑ์การแปลผล คะแนนน้อยกว่า 25 คะแนน ถือว่ามีภาวะการรู้คดบกพร่อง



ระยะเริ่มต้น

โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง (Cognitive Training) หมายถง กิจกรรมการจัดกระทำ


ทางการพยาบาลสำหรับผสงอายุที่มีภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยเปนรายกลมและรายบุคคล เพื่อ

ู้

ุ่
ุ้



ู้

ุ้


กระตนและคงไว้ซึ่งศกยภาพดานการรู้คด ซึ่งผวิจยพัฒนาขึ้นตามแนวคดกระตนการรู้คดของ
Spector et al. (2003) ระยะเวลา 8 สปดาห์ ดำเนินกิจกรรม 2 ครั้ง/สปดาห์ ครั้งละ 60 นาท ี


ประกอบด้วยกิจกรรม ดังนี้

1. การฝกความจำ (Memory training) หมายถึง การกระตนความสามารถดานความ
ุ้

ใสใจ (attention) การเรียนรู้และความจำ (learning and memory) โดยมีกระบวนการจำทเริ่ม
ี่





ตั้งแตการรับขอมูล (registration) การบันทกข้อมูล (retention) และการเรียกข้อมูลนั้นกลบมาใชได ้

(retrieval) ประกอบด้วยกิจกรรมรู้จักกันและบอกหลักธรรมนำชีวิต/คติธรรมประจำใจ
2. การฝึกความเร็วของการประมวลข้อมูล (Speed of processing training) หมายถึง
ิ่


ุ้

การกระตนความสามารถในการใชภาษา (language) และการรับรู้สงแวดลอมรอบตว (social

ื่
cognition) โดยแสดงความสามารถในการสอสารเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม สภาพสงคม และ
ประวัตศาสตร์ ซึ่งการสอสารมีหลายรูปแบบ เชน การแสดงสหน้า ทาทาง การใชคำพูดน้ำเสยง การ



ื่




เขยน และการวาดภาพหรือสญลกษณอื่นๆ ประกอบดวยกิจกรรมเลาเทศกาลโบราณไทยและบอก





เอกลักษณ์ไทย
ุ้


3. การฝกการใชเหตผล (Reasoning training) หมายถึง การกระตนความสามารถใน




การบริหารจดการ (executive function) การวางแผน การตดสนใจ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาใน

สถานการณต่าง ๆ ทเกี่ยวข้องกับการดำเนินชวิตประจำวันของผู้สูงอาย และความสามารถดานการใช ้

ี่


ความคิดแบบนามธรรม (abstract reasoning task) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับทศทาง

และสงแวดลอม โดยมีกระบวนการตงเป้าหมาย การวางแผน ลงมือกระทำ ตรวจสอบและสามารถ
ิ่
ั้

ปรับเปลยนการกระทำให้เหมาะสม ประกอบดวยกิจกรรมเลาการเดนทางไป-กลบและการออกแบบ



ี่

วิถีชีวิตใหม่


ี่
สถานบรการดแลระยะยาว หมายถึง หน่วยงานของภาครัฐในจ. สพรรณบุรี ทให้บริการ


ี้



ี่

ดานการเลยงดให้ทพักอาศย การรักษาพยาบาล กายภาพบำบัด อาชวะบำบัด นันทนาการ สงคม


ู้
สงเคราะห์และฌาปนกิจ สำหรับผสงอายุทมีฐานะยากจน ขาดคนดแล หรือไม่สามารถอยู่กับ
ี่
ครอบครัวได้และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้หรืออาจต้องการช่วยเหลือบางส่วน


ี่

การดแลตามปกต หมายถึง ผสงอายุทพักอาศยในสถานบริการดแลระยะยาวของภาครัฐ

ู้

ได้รับการดูแลในด้านต่าง ๆ ประกอบดวยด้านการเลี้ยงด การรักษาพยาบาล เช่น บริการตรวจสุขภาพ


12












สงเสริมสขภาพดานการออกกำลงกาย ดานอนามัย เชน สงเสริมสขอนามัยในเรื่องสขาภิบาล ดาน







กายภาพบำบัด ดานอาชวะอนามัย ดานสงคมสงเคราะห์ ดานศาสนาและการฌาปนกิจ เปนตน โดย
เข้าร่วมกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ



ี่

1. สามารถนำโปรแกรมพัฒนาศกยภาพทไดจากการวิจัยนี้ไปประยุกต์ใชเปนแนวทางในการ
ู้


ดแลผสงอายุทมีภาวะการคดบกพร่องระยะเริ่มตนในสถานดแลผสงอายุทงภาครัฐและเอกชน เพื่อ
ี่
ั้
ู้




ป้องกันและชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
2. เพื่อเป็นแนวทางในการศกษาวิจยพัฒนาองคความรู้ทางดานการจดกิจกรรมทางการ





พยาบาลหรือการบริการวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพสมองและบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุที่มี
ภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น


13


บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง



การวิจยครั้งนี้เปนงานวิจยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบสองกลมวัดซ้ำ
ุ่






ิ้
โดยวัดก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จสิ้นทนท และติดตามผลหลงการทดลองเสร็จสน 3 เดอน


(Two group, pre-posttest and follow-up design) ซึ่งผวิจยไดทำการศกษาคนคว้า แนวคดทฤษฎี

ู้


ี่
ี่
ทเกี่ยวข้องจากตำรา วารสาร บทความและงานวิจยทเกี่ยวข้องเพื่อใชเป็นแนวทางในการวิจยโดย



ครอบคลุมเนื้อหา ดังต่อไปนี้
1. การรู้คิดในผู้สูงอาย ุ
1.1 ความหมายของการทำหน้าที่ด้านรู้คิด
ี่


1.2 ประเภทของการทำหน้าทดานรู้คด
1.3 สมองที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าทด้านรู้คิด
ี่
ี่
1.4 การเปลยนแปลงทางโครงสร้างของสมองในผู้สูงอาย ุ
ู้


1.5 การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ดานรู้คิดของผสูงอาย
2. แนวคิดเกี่ยวกับภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้นในผู้สูงอาย ุ
2.1 อุบัติการณ์ของภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น
2.2 ความหมายและลักษณะของภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น
2.3 พยาธิสรีรวิทยาของภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น
2.4 ผลกระทบของภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น
.5 เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น

2.6 เครื่องมือทใชในการคดกรองภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น

ี่
3. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้นในผู้สงอายุ

4. สถานบริการดูแลระยะยาว
4.1 ประเภทของการดูแลระยะยาว
4.2 รูปแบบการดูแลระยะยาวในประเทศไทย
5. แนวคิดการกระตุ้นการรู้คิด (Cognitive Stimulation)
6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1. การรู้คิดในผู้สูงอายุ

ี่

การเปลยนแปลงทางดานร่างกายอันเนื่องมาจากความสงอายุ สงผลทำให้เกิดการ


ี่


ู้
ั่
เปลี่ยนแปลงของการรู้คิดของผสงอายุ โดยทวไปการทำหน้าทดานรู้คดอาจจะยังคงอยู่หรือลดลงเมื่อ

อายมากขึ้น การรู้คดที่ยังคงอยู่ ไดแก่ ระยะเวลาของความสนใจ (attention span) ทักษะด้านภาษา


(language skills) ทกษะดานการสอสาร (communication skills) ความเข้าใจภาษาและการพูด
ื่


(comprehension and discourse) และการรับรู้ดานการมองเห็น สวนทกษะดานการรู้คดของ








ผู้สูงอายุที่ลดลง ไดแก่ ความคล่องแคล่วในการใชภาษาพูด (verbal fluency) การวิเคราะห์ความเปน


14


ี่


ื่
เหตเป็นผล (logical analysis) การเลอกทจะให้ความสนใจ (select attention) การบอกชอสงของ
ิ่
(objective naming) และทักษะที่เกี่ยวข้องกับมิติสัมพันธ์ (complex visuospatial skills)
ี่

การทำหน้าทดานรู้คิด (Cognitive function) คือ กระบวนการทำงานของสมองในการ

จัดการข้อมูลซึ่งได้มาจากประสาทสมผัส แสดงออกมาในรูปของความคิด การแก้ปัญหา การวางแผน
การเคลอนไหว การแสดงพฤตกรรม ซึ่งประกอบดวย ความใสใจ สมาธิ ความจำ การรับรู้ทางภาพ



ื่

และหน้าที่ในเชงบริหาร
1.1 ความหมายของการทำหน้าที่ด้านรู้คิด


การรู้คด (Cognitive) มีคำใชเรียกแตกตางกัน เชน การรู้การเข้าใจ พุทธิปัญญา



สตปัญญา เชาว์ปัญญา ประชาน การรู้คิดและปริชานปัญญา เปนตน แตละคำมีความหมายเดยวกัน





ผวิจยเลอกใชคำว่า “การรู้คด” ตามการให้คำนิยามของ ศรีเรือน แก้วกังวาน (2545) เพราะคำว่า



ู้



การรู้คดในวงการจตวิทยามีความหมายโดยรวม คอ การะบวนการทางจตดานความรู้ ความจำ การ



ประมวลข้อมูลข่าวสาร การศกษาหาความรู้ การแก้ไขปัญหาและการวางแผนการในอนาคต จากการ
ทบทวนวรรณกรรมแบ่งออกเป็น 6 ด้านดังนี้ (สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์, 2557)
ิ่

1.1.1 ความใส่ใจหรือสมาธิ (Attention) เปนกระบวนการรับรู้สงเร้าจากภายนอก เกิด
จากการทำงานของสมองส่วนเปลือกนอก (cerebral cortex) โดยเฉพาะ association cortex ซึ่งอยู่
ุ้
ใกลกับสมองสวนหน้า (frontal lobe) มีหน้าทสงข้อมูลตอไปเพื่อกระบวนการรับรู้ เป็นการกระตน




ี่
ิ่





การรับรู้ตอสงเร้าภายนอกจากสงแวดลอมโดยผานการรับรู้ทางการมองเห็น การไดยินและเลอกรับ
ิ่
การกระตุ้นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้รับการกระตุ้นหลายๆ อย่างพร้อมกันจะทำให้ความจำลดลง
ุ้
ดังนั้นจงต้องเลอกรับการกระตนเพียงสิ่งเดียวและเก็บสะสมทำให้เกิดความจำระยะสั้นและหากมีการ




ตอบสนองตอสิ่งทมากระตน อันจะสงผลเกิดเปนความจำระยะยาว หรือมีคนพูดเสยงดงอยู่ใกล้ๆ จำ


ุ้
ี่








เบอร์โทรศพททเพื่อนเพิ่งบอกไดไม่นาน คดเลขในใจไม่ได ใชเวลานานขึ้นกว่าเดมในการทำงานชน
ี่
ิ้
หนึ่งๆ หรือต้องทบทวนหลายรอบกว่าจะทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จ การระลึกรู้หน้าบุคคล เป็นทักษะเฉพาะ


ของคนและอยู่ในการทำหน้าทของสมองสวนขมับและทายทอย เรียบว่า เขตรับรู้หน้าในรอยนูนรูป
ี่
กระสวย(fusiform face area) ซึ่งในการทดสอบการทำหน้าทดานการเชอมตอของสมอง โดยการ
ื่

ี่


ู้

ี่
จับครูปหน้า พบว่า ในผป่วยทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยมีความสามารถดานนี้ลดลง (Boked
ู่

et al., 2006) และจากการศกษาของ Lim et al. (2011) ไดทดสอบการรับรู้ใบหน้า (face



perception) พบว่าผู้สงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ชนิดความจำบกพร่องมีความเร็วและ
ความแม่นยำน้อยในการรับรู้ภาพใบหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้สูงอายุปกต ิ
1.1.2 การเรียนรู้และความจำ (Learning and memory) คอ การคงไว้ซึ่งข้อมูลทได ้

ี่
ี่

รับเข้าไปในสมอง กระบวนการททำให้เกิดความจำประกอบดวยการลงบันทก (registration) การ




คงไว้ซึ่งข้อมูล (retention) และการเรียกข้อมูลมาใช (retrieval) ในกระบวนการนี้ตองอาศย

ความสามารถดานการรู้คดเกี่ยวกับสมาธิ ภาษา และการรับรู้ การเข้ารหัสความจำ (encoding of

information) การเกิดความจำโดยอาศัยสมองส่วนเปลือกนอก (cerebral cortex) มีการนำสัญญาณ

ื่




จากประสาทสมผสแตละเซลล เมื่อได้ระบบการเชอมตอของความจำแตละความจำแลวเก็บข้อมูลไว้


เป็นหมวดหมู่ (endgram) และเก็บไว้ตามกลีบสมอง เมื่อมีการกระตุ้นที่เหมาะสมจะมีการไขรหัสเข้าส ู่
ความทรงจำ


15


กระบวนการเกิดความจำ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้
1) การบันทึกความจำ (Record/Registration) จัดเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการ



ี่




เกิดความจำ จะตองอาศยการทำงานของตวรับความรู้สก (receptor) ตางๆ เพื่อทจะบันทกข้อมูลท ี่
ิ่

เกิดขึ้นจากสงแวดลอมภายนอก แลวส่งข้อมูลไปยังวิถีประสาทรับภาพหรือรับเสียงจนถึงบริเวณทรับ
ี่



หรือแปลความรู้ของสมองสวนเปลอกนอก (cerebral cortex) เกิดเป็นความจำรับสมผส (sensoty





ั้


memory) โดยการบันทกให้ไดผลดตองมีองคประกอบ ไดแก่ การมีสมาธิ การตงใจจดจอ มีกลยุทธ์


ช่วยจำ

2) การเก็บความจำ (Storage) เปนสวนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของความจำ การเก็บ




ข้อมูลนั้นจดเป็นวิธีการแบบแอคทฟ (Active process) การจะเก็บข้อมูลเป็นความจำไว้ไดนั้นจะ
ั้

ขึ้นอยู่กับสมองหลายส่วน รวมทงขึ้นอยู่กับความสนใจของสมองที่ตื่นตัวและมีสตหรือมีสมาธิดี เพราะ
ื่


หากสมองไม่ตนตว เชน ในขณะหลบหรือหมดสตจะไม่สามารถเก็บความจำได หากมีวิธีการทบทวน



หรือไดรับข้อมูลซ้ำอีก จะทำให้เก็บความจำสมผสนั้นเปลยนเป็นความจำระยะสน แตหากไม่มีการ
ั้




ี่
ทบทวนสิ่งเร้าหรือข้อมูลนั้นก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว


3) การเรียกข้อมูลมาใช (Recall) ตองอาศยกลไกการทำงานของสมองหลายสวน







ี่
สำหรับคนหาความจำทไดเก็บไว้ แตปัจจบันยังไม่สามารถอธิบายกลไกไดชดเจน มีความเชอว่า เมื่อ

ื่


ี่
สมองไดรับข้อมูลหรือสงเร้าเดมเป็นครั้งท 2 สมองจะมีกระบวนการในการเรียกความจำอย่าง
ิ่
ี่

สม่ำเสมอหรือบ่อยครั้ง ร่วมกับการใช้เทคนิคชวยจำจะเปลยนความจำระยะสั้นเปนความจำระยะยาว

ที่ถาวรคงอยู่ตลอดชีวิตได้โดยบุคคลสามารถระลึกถึงสิ่งเร้านั้นได้ทันทีเมื่อตองการ




ี่



ื่
1.1.3 การใชภาษา (Language) ภาษาเปนสญลกษณทใชในการสอสารความหมายทมี
ี่

ี่
ความซับซ้อนรวมถึงความสามารถในการพูดและรับฟังและมีพัฒนาการตลอดเวลาทใช ทั้งในด้านการ
คิดและการสอสารระหว่างบุคคลเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียม สภาพสงคมและประวัติศาสตร์ของแต ่

ื่
ละสถานท โดยภาษาทใชในการสอสารมีหลายรูปแบบ เชน การแสดงสหน้า ทาทาง การใชคำพูด

ื่
ี่




ี่





น้ำเสยง การเขียนและการวาดภาพหรือสญลกษณอื่นๆ ตวอย่างของการใชภาษาเริ่มตงแต ่
ั้






ิ่
ื่

ความสามารถเรียกชอวัตถุสงของได การพูดหรือใชภาษาอย่างคลองแคลว การใชไวยากรณและ
คำเชื่อมอย่างถูกต้อง (grammar and syntax) และความเข้าใจภาษา (comprehension)
1.1.4 ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสงคมรอบตว (Social cognition) ไดแก่ การ



ู้

เขาใจความรู้สกผอื่น (recognition of emotion) สามารถระบุอารมณจากรูปภาพของใบหน้า ซึ่ง



ั้

แสดงอารมณหลากหลายทงเชงดใจเสยใจ ความสามารถในการเข้าใจสภาพจตใจหรือสนนิษฐาน




ประสบการณ์ของบุคคลอื่นได



1.1.5 ความสามารถดานการรับรู้มิตสมพันธ์ (Visuoconstructional-perceptual ability)

ี่
ประเมินโดยให้วาดรูปตามทเห็น ขีดแบ่งครึ่งเส้น พฤตกรรมที่ชี้แนะการถดถอยของความสามารถดาน


ี่


การรับรู้ก่อมิติสมพันธ์ ไดแก่ ตองพึ่งพาผอื่นให้พาไปยังสถานทแหงใหม่ ต้องใชความพยายามมากขึ้น


ู้

ในการทำงานทเกี่ยวข้องกับมิตสมพันธ์ เชน งานไม้การประกอบชนสวน การเยบผา หรือการถักทอ





ิ้

ี่
อาจพบว่าตัวเองหลงทาง

1.1.6 ความสามารถดานการใชเหตผลและการตดสนใจ (Executive function) หรือ





เรียกว่าความสมารถในการบริหารจัดการซึ่งตองอาศัยสมรรถภาพของสมองทสำคญหลายดานร่วมกัน


ี่


16





ไดแก่ Frontal lobe และ Prefrontal Association Cortex และเป็นสวนสำคญในการใชชวิตได ้




ี่

ี่


อย่างราบรื่น เนื่องจากในแตละวันอาจมีเหตการณทไม่คาดคดเกิดขึ้น การแก้ปัญหาทเหมาะสมตอง




พลกแพลงไปตามสถานการณทเปลยนไป องคประกอบของการใชเหตผลและการตดสนใจ


ี่
ี่


ประกอบดวยการตงเป้าหมาย การวางแผน จดกระทำตามขั้นตอน ตรวจสอบผลและปรับเปลี่ยนการ
ั้

กระทำให้เหมาะสม ความบกพร่องทเกิดขึ้นจะแสดงออกในรูปของการวางแผน การเรียงลำดบ
ี่

เหตุการณ์ การแก้ไขปัญหา การใช้เหตุผลและความคิดเกี่ยวกับนามธรรม
1.3 สมองที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ดานรู้คิด



สมองเปนส่วนที่มีความสำคัญมากที่สด เนื่องจากเปนศูนย์กลางในการควบคุมพฤติกรรม



การเรียนรู้ การทำหน้าที่ของสมองช่วยให้มนุษย์สามารถควบคมการทำงานของระบบตางๆ ไดอย่างมี

ประสทธิภาพ แตละสวนมีหน้าทควบคมการทำงานของร่างกายแตกตางกัน (ราตรี สดทรวง และ





ี่

ี่


วีระชัย สิงหนิยม, 2550) ในการศกษาวิจัยครั้งนี้จะขอกลาวถึงสมองทเกี่ยวข้องกับความจำ คอ สมอง



สวนเปลอกนอก (cerebral cortex) เป็นสวนทอยู่ดานบนสดของศรษะ มีรูปร่างเป็นพูย้อย ตงแต ่

ี่
ั้



ี่

หน้าผากไปตามรูปกะโหลกศรษะจนถึงบริเวณทายทอย มีขนาดใหญ่ทสดประมาณร้อยละ 80 ของ


ั้

สมองทงหมด ผวดานนอกเป็นสเทา (gray matter) มีสวนเนื้อสขาว (white matter) อยู่ดานในทำ





หน้าทควบคมเกี่ยวกับความจำและการรู้คด โดยแบ่งเปน 2 ซีก โดยสมองใหญ่ซีกซ้ายจะควบคมการ
ี่





พูด อ่าน เขียน ความเข้าใจ ภาษา ความสามารถทางคณตศาสตร์ การมีเหตุผลและการแก้ปัญหา ส่วน



สมองใหญ่ซีกขวาจะควบคมการจดจำเกี่ยวกับความสามารถดานดนตรี ศลปะ การแสดงออกทาง

อารมณและความคิดสร้างสรรค ์
1.4 การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสมองในผู้สูงอายุ
วัยผู้สงอายุน้ำหนักของสมองจะลดลง เนื่องจากมีการสญเสียเซลลประสาทและปริมาณ





น้ำภายในเซลลซึ่งเปนผลทำให้เกิดชองในสมอง ความหนาของเปลอกสมอง (cortex) ลดลง จำนวน


เซลลประสาทลดลง โดยเมื่ออายุมากขึ้นตัวเซลลประสาท (cell bodies) จะมีขนาดเล็กลงและมีสีจาง



ี่
ลง และพบการสะสมปื้นโปรตนทเรียกว่า amyloid plaque บริเวณชนนอก (outside) และพบ
ั้


neurofibrillary tangles บริเวณศนย์ควบคมความจำ (hippocampus) ซึ่งทำหน้าทเกี่ยวกับ
ี่


ความจำโดย neurofibril จะหนาตวขึ้นและคดงอทำให้มีลักษณะคลายเป็นห่วงพันรอบนิวเคลียสแทน

การเป็นเส้นตรงและละเอียดเหมือนในสภาพปกติ การพบลกษณะดงกลาวพบในผู้สงอายุที่มีอายุเกิน



70 ปี หลังจากอายุ 55 ปีความจำระยะสั้นจะลดลงเป็นอย่างมากสอดคล้องกับการเสื่อมของสมองส่วน
prefrontal cortex และ parietal cortex ซึ่งมีหน้าทเกี่ยวข้องกับความสามารถเกี่ยวกับความจำ
ี่
ระยะยาวขณะที่รู้ตัวนั้น ความจำชนิดนี้ลดลงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำดานเหตุการณ เชน




ผู้สูงอายุมีความยากลำบากในการระลกว่าตัวเองรับประทานอะไรในมื้อเช้า การเปลี่ยนแปลงความจำ


ในวัยสูงอายุมักเกิดขึ้นได้เฉพาะทักษะความจำที่ไม่ได้ถูกใชงาน ดงนั้น กิจกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง



หลง เชน วิธีการเลนเครื่องเลนซีด/วิดโอจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับผสงอายุ (Shing el at.,



ู้

2010)
1.5 การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ด้านรู้คิดของผู้สูงอายุ
ี่
เมื่อเข้าสวัยสงอายุจะเกิดการเปลยนแปลงของสมองทเกิดขึ้น แบ่งออกเป็นการ
ู่

ี่


ี่
ี่
เปลยนแปลงทางชวภาพ (biological) และการเปลยนแปลงทางสรีรวิทยา (physiological) ปัจจบัน


17



ี่



ู้

มีทฤษฎีทเกี่ยวกับการรู้คดของผสงอายุแตกตางกัน โดยเริ่มมีการศกษาปี ค.ศ. 1960 ไดข้อสรุปว่า

ความสามารถในการรู้คิดทลดลงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสูงอาย และในกลางปี ค.ศ. 1980 ได้มี
ี่
การศึกษาระยะยาว พบว่า การทำงานด้านสติปัญญาของบุคคลจะยังคงอยู่หรือเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 50-60


ี่
ปีและหลงจากนั้นการรู้คิดคอยๆ เสื่อมลง (Miler, 2009) ในผสงอายุทมีปัญหาดานความจำ อาจเป็น

ู้

การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความชราหรืออาจเป็นระยะเริ่มแรกของโรคในกลมโรคที่เกิดจากความเสื่อม
ุ่
ของระบบประสาท (neurodegenerative) การที่ไม่มีอาการของโรคอย่างเด่นชัดจึงไม่สามารถบอกได ้
ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความชรา
การรู้คดลดลง (Cognitive decline) ในผสงอายุเป็นกระบวนการทเกิดเนื่องจากความ

ี่

ู้
ี่
สูงอายุ ซึ่งความสูงอายุเป็นกระบวนการทเกิดขึ้นโดยปราศจากโรคและมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุก

ระบบของร่างกาย จากการศกษาระยะยาว พบว่า การเปลี่ยนแปลงดงกลาวเป็นการเปลยนแปลงทง ั้

ี่

ี่
ี่
ในดานโครงสร้างและหน้าทของสมอง รวมถึงการเปลยนแปลงของสารสอประสาททำให้มีผลตอการ

ื่



ู้



ี่
ทำหน้าทดานรู้คดในผสงอายุ (Smith & Cotter, 2012) การรู้คดลดลงเป็นลกษณะทแสดงถึงการทำ
ี่
หน้าทของสมองในแตละดานลดลง ไดแก่ ความจำ การรับรู้ ความสามารถในการบริหารและการมอง
ี่



ู้
ภาพสามมิติ โดยจะพบในผที่มีความจำบกพร่องในระยะแรกที่ไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อม ซึ่งความสามารถ
ดานรู้คดทลดลงจะเป็นตวทำนายการเกิดภาวะสมองเสอมในระยะแรก (Whalley, 2002) โดยท ี่

ื่

ี่


ผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย (Mild cognitive impairment: MCI) เปนกลมอาการท ี่
ุ่
ู้

ี่


แสดงถึงความสามารถในการรู้คิดลดลง โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับความจำ ซึ่งลักษณะความจำที่บกพร่อง

นี้จะแสดงอาการมากกว่าการเปลยนแปลงทเกิดขึ้นตามกระบวนการสงอายุและไม่ส่งผลกระทบตอ
ี่

ี่
การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน

2. แนวคิดเกี่ยวกับภาวะการรคิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอายุ
ู้

ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย เป็นระยะทอยู่ระหว่างการเปลยนแปลงตามปกติของอายุและ
ี่
ี่

ื่
ภาวะสมองเสอม ในอดีตได้มีการใช้คำต่าง ๆ ที่แสดงถึงความผิดปกติในระยะนี้ เช่น Benign senescent
forgetfulness (ปี ค.ศ. 1962), Age–associated memory impairment (ปี ค.ศ. 1986), Cognitivery
impaired not demented ส่วนคำว่า Mild cognitive impairment (MCI) นั้นเริ่มใชในปี ค.ศ. 1990

โดยผู้ทมีภาวะ MCI นั้น โดยผทมีภาวะ MCI นั้นจะมีความผิดปกติทางด้านการรู้คิดโดยเฉพาะความจำท ี่
ู้
ี่
ี่

ผู้ป่วยเอง ญาติ หรือแพทย์ผู้ดูแลสามารถบอกได้ว่ามีจริง ส่วนความผิดปกติของสมองดานอื่นๆ อาจไม่มี


ี่


หรือมีไม่มากและมีความผดปกตจากการทดสอบทางจตประสาททชดเจน โดยยังไม่เขาเกณฑ์การ

ื่
ู้



วินิจฉัยโรคความจำเสอม ผป่วยยังสามารถปฏิบัตกิจวัตรประจำวันพื้นฐานไดด แตอาจมีการสญเสย



ี่
ความสามารถในการบริหารจดการ (executive function) ในบางดานทซับซ้อนได เชน การบริหาร




จัดการรายรับ รายจ่าย การชำระเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น
ภาวะรู้คดบกพร่องเลกน้อย (Mild Cognitive Impairment) หรือทนิยมเรียกว่า ภาวะ MCI
ี่


ุ่

เปนกลมอาการแสดงทเกิดขึ้น เนื่องจากภาวะการเปลยนแปลงของความ สามารถของสมองทเรา
ี่
ี่
ี่
สามารถสงเกตไดจากอาการ หรือ พฤติกรรมที่เปลยนไป แต่อาการแสดงเหล่านั้นจะไม่รุนแรง มากจน
ี่




ี่


รบกวนการดำ เนินชวิตปกต การคดกรองความเสยง ตอภาวะรู้คดบกพร่อง (Cognitive


Impairment) เป็นหนึ่งใน สิบตัวชี้วัดสำคัญของกลุ่มโรคผู้สงอายุ (Geriatric Syndrome) ที่กระทรวง


18


ู้



สาธารณสข กำ หนดให้มีการคดกรอง และตรวจ ประเมินสมรรถนะและสขภาพผสงอายุเพื่อการวาง

ี่
แผนการ ดูแล ส่งเสริม และป้องกันโรคอย่างเป็นระบบและบูรณาการ โดยผู้สงอายุทอายุมากกว่า 60



ปี จะได้รับการตรวจคดกรอง ประจำปีและมีบันทึกรายงานผลการตรวจสุขภาพประจำปีของผู้สงอายุ



ในฐานข้อมูลสขภาพของกระทรวงสาธารณสข (Health Data Center: HDC) ภายใตแนวคดระบบ





บริการ สขภาพเพื่อการดแลผสงอายุ ปี พ.ศ. 2557 กระทรวงสาธารณสขกำหนดให้ทกโรงพยาบาล

ู้



ู้


สงเสริมสขภาพระดบตำบล (รพ.สต.) การคดกรองการรู้คดบกพร่องในผสงอายุ หากอาสาสมัคร

ู้





สาธารณสขประจำ หมู่บ้าน (อสม.) คดกรอง แลวว่าผสงอายุเริ่มมีภาวะของการรู้คดผดปกต ิ


ี่

(Abnormal cognitive function) ให้สงตอมาให้พยาบาลทโรงพยาบาลสงเสริมสขภาพระดบตำบล



คัดกรองเพิ่มเติม เพื่อการประเมินและพิจารณาส่งต่อหากพบความผิดปกต ิ

2.1 อุบัติการณของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย



ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน (Mild Cognitive Impairment: MCI) เปนภาวะท ี่
ู้


ื่
อยู่ระหว่างการหลงลม (normal forgetfulness) ของผสงอายุปกติกับภาวะสมองเสอมระยะเริ่มแรก
ี่
(early dementia) เป็นการเปลี่ยนแปลงทเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูงทจะพัฒนาไปสู่ภาวะสมอง ผู้สูงอายุท ี่
ี่
มี MCI จะพบการสูญเสยความจำหรือความสามารถในการรู้คด มากถึงร้อยละ 20-40 และพบมากขึ้น




เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อุบัตการณการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนมีความแตกตางกันขึ้นอยู่กับ



ลกษณะของผสงอายุ ในตางประเทศพบไดถึงร้อยละ 3-42 ของผทมีอายุ 65 ปีขึ้นไป โดยพบ
ู้
ู้



ี่

ู้

ี่
อุบัติการณของภาวะ MCI ในผทมีอายุ 65-74 ปี ร้อยละ 3.2 อายุ 75-84 ปี ร้อยละ 9.9 และพบมากถึง


ู้

ี่
ร้อยละ 29.3 ในผทมีอายุ 85 ปีขึ้นไป สำหรับในประเทศไทย พบภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยใน

ู้
ู้

ุ่

ี่
กลมผสงอายุเจบป่วยเรื้อรัง ร้อยละ 52.769 โดยพบว่า ผสงอายุทมีอายุ 65-69 ปี, 70-74 ปี, 75-79

ปี และ 80 ปีขึ้นไป เกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยร้อยละ 18.7, 28.5, 26.4 และ 33.9

ตามลำดบนอกจากนี้ ในต่างประเทศ พบการศกษาผที่มีภาวะภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มต้นกับ
ู้





ื่

ภาวะสมองเสอม จำนวน 176 คน พบความชกของภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน ร้อยละ 46

และมีภาวะสมองเสอม ร้อยละ 10.2 และตดตามใน 1 ปี พบว่าภาวะ MCI จะนำไปสระยะแรกของ
ื่

ู่
ี่
โรคอัลไซเมอร์ โดยร้อยละ 9.9 ของผทมีภาวะ MCI พัฒนาไปสู่ภาวะสมองเสื่อมภายใน 1 ปี
ู้
2.2 ความหมายของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย

Ball et al. (2006) ไดให้ความหมายว่า ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย (Mild



ี่
cognitive impairment: MCI) หมายถึง ภาวะทมีความผดปกตทางดานความสามารถของสมอง


โดยเฉพาะความจำซึ่งผู้ป่วย ญาต หรือแพทย์สามารถสังเกตได อาจไม่มีความผิดปกติของสมองด้าน




อื่นๆ หรือมีไม่มาก ผู้ป่วยสามารถปฏิบัตกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานและปฏบัติกิจวัตรประจำวันทมี
ี่
อุปกรณสงของตางๆ แตอาจสญเสียความสามารถในดานการบริหารจดการ (executive function)





ิ่

บางดาน เชน การบริหารจดการรายรับ-รายจายจากการประเมินสภาพจต (mental status) พบว่า





ยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม

Petersen & Negash (2008) ไดให้ความหมายว่า ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย


ี่
ี่

ี่
ู้

หมายถึง ภาวะทอยู่ทระหว่างการเปลยนแปลงการรู้คดทเป็นปกตในผสงอายุกับภาวะสมองเสอม
ื่
ี่


ู้
ระยะแรก โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาจากการมีความจำไม่ดจากการให้ข้อมูลโดยผสงอายุและญาต


19



ี่
มีความจำบกพร่องตามอายุ การทำหน้าที่ด้านการรู้คดอื่น ๆ ปกติ การทำหน้าทดานกิจวัตรประจำวัน

ไม่เสียหายและไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อม


สถาบันประสาทวิทยา (2551) ไดให้ความหมายว่า ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยเป็น

ี่
ผู้ป่วยทมีปัญหาด้านความจำร่วมกับการตรวจการทำหน้าที่ของการรู้คิด (cognitive function) พบว่า

ี่
มีความจำบกพร่อง แต่ไม่ทำให้สญเสยหน้าทการทำงานเหมือนในผู้ป่วยสมองเสื่อม โดยภาวะความจำ

บกพร่องนี้จะมากกว่าคนปกติในวัยเดียวกันและการศึกษาระดับเท่ากัน
ปณตา ลมปะวัฒนา (2553) ไดให้ความหมายว่า ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยเปน






ภาวะที่มีการสูญเสียความสามารถของสมองเล็กน้อยโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความจำ โดยเป็นภาวะท ี่


ู้
ื่

อยู่ระหว่างภาวะสมองเสอมกับภาวะหลงลมของคนปกต เป็นกลมอาการ ไม่ใชโรค โดยผป่วยจะมี
ุ่
ี่

อาการหลงลืมที่มีผลรบกวนการทำงานในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ได้สญเสยหน้าทการทำงาน การดำเนิน

ชีวิต การตัดสินใจและการใช้เหตุผล เป็นต้น


สุทธินันท สบินด (2556) ได้ให้ความหมายว่า ภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อย หมายถึง


ี่
การสูญเสยความสามารถของสมองเล็กน้อย โดยเฉพาะทเกี่ยวข้องกับความจำ โดยในผู้สงอายุจะพบ



ปัญหาดานความจำมากกว่าคนปกตในวัยเดยวกัน แตไม่มากถึงภาวะสมองเสอม ซึ่งภาวะนี้จะอยู่



ื่
ระหว่างภาวะหลงลมในคนปกติ (normal forgetfulness) และภาวะสมองเสอม (dementia) โดย
ื่

ผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยจะลืมสิ่งที่ไม่ควรลืม เช่น ลืมวันเวลานัดหมายที่สำคัญ และ


จะเกิดขึ้นบ่อยจนรบกวนชวิตประจำวัน แตจะไม่สูญเสียหน้าที่การทำงาน สวนมากจะทราบขอมูลได ้


ี่

จากบุคคลข้างเคียงทเป็นญาติ ผู้ดูแลมากกว่าตัวผู้สูงอาย
วีรศกด เมืองไพศาล (2556) ให้ความหมายว่า ระยะทอยู่ระหว่างการเปลยนแปลง
ี่

ิ์
ี่



เนื่องจากความชราและภาวะสมองเสอมการใชคำตาง ๆ ทแสดงถึงความผดปกตในระยะนี้ เช่น การ
ี่

ื่
หลงลม (benign senescent forgetfulness) ความบกพร่องจากความสงอายุ (age-associated




memory impairment) และการรู้คดบกพร่อง (mild cognitive impairment) เริ่มใชในปี พ.ศ.



2533 โดยผป่วยจะมีความผดปกตทางดานความสามารถของสมองดานความจำเป็นหลกอาจไม่มี


ู้
ความผดปกตของสมองตานอื่น ๆ หรือมีความผดปกตไม่มากนักโดยทผป่วยญาตหรือแพทย์ผดแล


ู้

ู้
ี่







สามารถบอกได้ว่ามีจริงทำการทดสอบสขภาวะทางจต (natural status) พบว่ามีความผดปกติโดยยัง
ไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม
ี่
ื่
ชมรมสมองเสอม (Alzlheimer’s society) ให้ความหมายว่าสภาวะทบุคคลมีปัญหา



เลกน้อยในดานการรู้คด (cognition) ในความสามารถทางจตใจ (mental abilities) ในด้านความจำ

(memory) หรือความคิด (thinking)
ี่
ื่
สมาคมจตแพทย์อเมริกัน (2556) อให้ความหมายว่าเปนกลมอาการทมีความเสอมถอย


ุ่

ของการทำงานของสมองในดานการทำหน้าทดานการรู้คดอย่างน้อยหนึ่งดานดงตอไปนี้ความใส่ใจ
ี่






เชงซ้อน (complex attention) ความจำ (memory) การใชภาษา (Language) ความสามารถดาน






การรับรู้มิตสมพันธ์ (visuoconstructional perceptual ability) ความสามารถดานการคดเชง


บริหาร (executive function) และความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสงคมรอบตว (social

ี่

cognition) โดยมีความสามารถลดลงจากเดมที่ดมาก่อนและผลของการเปลยนแปลงไม่ส่งผลกระทบ


20








ตอการดำเนินชวิตประจำวันหรือมีผลกระทบเพียงเลกน้อย แตตองใชความพยายามอย่างมากหรือ
อาศัยกลยุทธ์บางอย่างเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม

ี่

สรุปไดว่า ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน เป็นภาวะทอยู่ทระหว่างการ
ี่


ี่

ื่
ู้
ี่

เปลยนแปลงการรู้คดทเป็นปกตในผสงอายุกับภาวะสมองเสอมระยะแรก โดยมีความสามารถลดลง



ี่

จากเดมทดมาก่อนและผลของการเปลยนแปลงไม่สงผลกระทบตอการดำเนินชวิตประจำวันหรือมี
ี่

ผลกระทบเพียงเล็กน้อย และความบกพร่องนี้จะมากกว่าคนปกติในวัยเดยวกันและการศกษาระดบ



เท่ากัน
2.3 พยาธิสรีรวิทยาของภาวะการรคิดบกพร่องเล็กน้อย
ู้

เมื่อเข้าสวัยสงอายุสมองจะมีน้ำหนักลดลง 2-3 กรัมตอปี โดยการลดลงของน้ำหนัก

ู่

สมองจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุ 60 ปี ทำให้มีการสญเสยผวสมองดานในลกษณะเป็นเนื้อสขาว (white






matter) บริเวณสมองส่วนหน้า (cerebrum) และยังพบว่า ส่วนของกะโหลกศรษะมีสดสวนปริมาตร



ที่ลดลงในผสงอายุร้อยละ 80 โดยบริเวณร่องสมอง (ventricle) จะมีขนาดใหญ่ขึ้นจาก 15 มิลลลตร
ู้


ในวัยรุ่นเป็น 55 มิลลลตรในผสงอายุ การขยายของร่องสมองดงกลาวทำให้เกิดลกษณะทเรียกว่า




ี่
ู้


สมองฝอ (atrophy) ซึ่งจะพบทบริเวณสมองสวนหน้าซึ่งทำหน้าทเกี่ยวข้องกับความจำและการรู้คด


ี่

ี่

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกลาวจะพบในผู้สงอายุและผป่วยโรคอัลไซเมอร์ (Power, 2011) และยังพบว่า

ู้

ี่

ี่

จำนวนเซลลประสาททลดลง และเซลลประสาทตายมีความสมพันธ์กับอายุทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในสวนของเปลอกนอกสมอง (neocortex) และศนย์ควบคมความจำ (hippocampus)





ั้
ี่
ื่


รวมทงมีการสญเสยแขนงประสาท (dendritic spines) ทเชอมกันของเซลลประสาทมีจำนวนลง ทำ


ให้เกิดความเสยหายในการเชอมตอของเซลลประสาท (synaptic damage) ทำให้การสงกระแส


ื่


ี่
ประสาทและการกระจายของกระแสประสาทชาลงมีผลตอการทำหน้าทของสมองดานรู้คด


ี่
(cognitive function) นอกจากนี้ยังมีการสะสมของสารบางชนิดในเซลลประสาททเรียกว่า



Lipofuscin เปนสารสเหลองทเกิดจากของเสยจากการแตกสลายของเยอบุผนังเนื้อเยอและการแตก
ื่

ื่
ี่


สบายของโครงสร้างของเซลลอื่นๆ ของเสยเหลานี้อยู่ใน cytoplasm ซึ่งเป็นสาเหตทำให้





ประสทธิภาพในการทำงานของเซลลประสาทลดลง (Cacchione, 2000) จะเห็นไดว่าการ

เปลยนแปลงทางดานร่างกายอันเนื่องมาจากความสงอายุ สงผลทำให้เกิดการเปลยนแปลงด้านการรู้

ี่


ี่
คิดของผู้สูงอายุ
2.4 อาการและอาการแสดงของผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น



ี่
ู้
อาการของผทมีการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนจะมีการเปลยนแปลงคลายกับอาการเริ่มแรก
ี่
ี่
ของผทมีภาวะสมองเสอม (early-stage dementia) และสามารถแปรเปลยนเป็นภาวะสมองเสอม
ื่
ื่
ี่
ู้



ี่


ู้
(dementia) ไดซึ่งผสงอายุทมีการรู้คดบกพร่องเลกน้อยอาจพบปัญหาความจำเพียงเลกน้อยหรือ
ร่วมกับความสามารถของสมองส่วนอื่นๆ โดยจะพบอาการดังต่อไปนี้




ี่

1. ดานความจำ (Memory) เชน ลมเหตการณทพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ (forgetting
recent events) หรือถามคำถามเดิมซ้ำๆ กับคนเดิม (repeating the same question)

2. ดานการใชเหตผล การวางแผนหรือการแก้ไขปัญหา (reasoning, planning of


problem solving) เชน มีความยากลำบากในการคดเรื่องตาง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ (struggling



21




ี่
with thinking things through) ขาดไหวพริบในการแก้ไขปัญหาทไม่ซับซ้อน หรือเลอกใชวิธีการ
แก้ไขปัญหาในกิจวัตรที่เคยทำไม่เหมาะสม
3. ด้านสมาธิจดจ่อ (attention) เช่น เสียสมาธิได้ง่าย (being very easily distracted)
4. ด้านภาษา (Language) เช่น พูดมากกว่าปกติ
5. ดานการรับรู้ทางสายตา (visual depth perception) เชน มีความยากลำบากในการ




ตความวัตถุสามมิต (struggling to interpret an object in three dimensions) การกะระยะทาง
หรือช่วงระยะของขั้นบันได (judge distances or navigate stairs)


ผู้สงอายุทมีการรู้คดบกพร่องระยะสั้นอาจมีอาการทกอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมักเกิด
ี่




อาการเหล่านี้อย่างช้า ๆ คอยเป็นคอยไปถ้าหากไม่ไดรับการแก้ไขที่ถูกต้องอาการทวีความรุนแรงมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในที่สุด
ระยะของการรู้คิดบกพร่อง
สามารถแบ่งระยะของการรู้คิดบกพร่องในผู้สูงอายุได้ 3 ระยะ ได้แก่

1. ภาวะหลงลมตามวัย (normal forgetfulness) หรือการเปลยนแปลงเนื่องจากความชรา
ี่
(normal ageing change) ในผสงอายุทมีปัญหาด้านความจำอาจเกิดจากการเปลยนแปลงเนื่องจาก

ี่
ี่
ู้
ความชราเองหรืออาจเป็นระยะเริ่มแรกของโรค (preclinical stage) ในกลมโรคที่เกิดจากความเสื่อม
ุ่

ของระบบประสาท (neurodegenerative diseases) ไดโดยอาการของภาวะหลงลมตามวัยของ

ผู้สูงอายุมี ดังต่อไปนี้
ู้




1.1 ผสงอายุทราบว่าตนเองมีความจำลคลง แตไม่เป็นปัญหาและไม่สงผลกระทบตอการ


ดำรงชวิตประจำวันและอาการคงทตลอดรูปแบบอาการที่พบ ไดแก่ อาการหลงลม ลืมว่าวางของไว้ที่

ี่
ไหน ลืมว่าจอดรถไว้ที่ไหน ลืมชื่อคนที่เคยพบวันก่อน จำหน้าคนได้ แต่นึกชื่อไม่ออก นึกคำพูดที่จะพูด
ไม่ได เป็นต้น ซึ่งเปนกระบวนการเสอมทางสมองในภาวะปกติ (normal aging)

ื่

ู้
1.2 ผสูงอายุไม่มีปัญหาเรื่องความจำในอดีต (remote memory) ซึ่งผู้สงอายุจะมีอาการ




หลงลม แตไม่มีปัญหาเรื่องความจำในอดต เพราะเป็นการเปลยนแปลงเนื่องจากความชราทมักมี
ี่
ี่

ปัญหาเรื่องความจำ (forgetfulness) จงไม่ตองวิตกกังวล ยกเว้นผสงอายุบางคนอาจจะมีอาการ
ู้


ค่อยๆมากขึ้นจนเข้าสู่ภาวะการรู้คิดบกพร่อง




2. การรู้คดบกพร่องหรือการสญเสยความสามารถของสมองเลกน้อย (Mild Cognitive
Impairment: MCD) โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความจำพบว่าในผู้สูงอายุบางคนอาจพบอาการ ดังนี้
ื่
2.1 มีปัญหาดานความจำมากกว่าคนปกตวัยเดยวกัน แตไม่มากถึงกับภาวะสมองเสอม







โดยจะลมสงทไม่ควรลมเชนลมวันเวลานัดหมายทสำคญ ๆ และจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ จนรบกวนการ

ิ่

ี่
ี่
ทำงาน หรือชีวิตประจำวัน





ี่


2.2 ไม่สญเสยหน้าทการทำงาน การดำเนินชวิต การตดสนใจ การใชเหตผล


ความสามารถในการทำกิจวัตรชนิดพื้นฐาน และความสามารถในการทำกิจวัตรยังเปนปกต แตอาจ






สญเสยความสามารถในดานการคดเชงบริหาร (executive function) บางด้าน เชน การบริหาร

จัดการรายรับรายจ่าย การชำระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้น
ุ่
ี่
3. ภาวะสมองเสอม คือ กลมอาการทเกิดจากการทำงานของสมองทเสอมลงเกิดความ
ื่
ื่
ี่
ผิดปกตของความจำทงในความจำระยะสนและระยะยาวการใชภาษาการสอภาษาความเข้าใจภาษา

ั้

ั้
ื่


22



ื่

ิ่
ี่

ทกษะในการทำกิจกรรมและการเคลอนไหวการไม่รับรู้ในสงทเคยรู้มาก่อนการวางแผนการตดสนใจ
และมีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพร่วมด้วยจนมีผลกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิตของบุคคล
นั้น ๆ เกณฑ์ประเมินของ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-V)
ไดใชคำว่า Major neurocognitive disorder (NCD) แทนคำว่า Dementia ซึ่ง Major NCD จะมี






การทำงานของสมองในดานตางๆ (higher cortical functio11) ลดลงจากเดมชดเจนและสงผล



กระทบตอการใชชวิตประจำวันของบุคคลนั้น ผทมีภาวะสมองเสอมจะมีอาการดงตอไปนี้อย่างน้อย


ี่

ื่
ู้
1 ข้อขึ้นไป
ิ่
3.1 มีความลำบากในการใส่ใจรับรู้ข้อมูลถูกดึงความสนใจได้ง่ายหรือไม่มีสมาธิจดจ่อกับสง
ที่กำลังทำ (complex attention)
3.2 มีความคดในดานการตดสนใจการวางแผนการมองในลกษณะนามธรรมบกพร่องไป









(executive function) เชน มีปัญหาในการจดการและการวางแผนการใชเงิน มีปัญหาในการดแล
ตัวเองในเรื่องการกิน การอาบน้ำ การขับถ่าย การแต่งตัวและการเดินทาง
ิ่

3.3 ความจำและการเรียนรู้สง ใหม่บกพร่อง (learning and memory) เชน จำเรื่องท ี่

เคยพูดคุยเมื่อเร็ว ๆ นี้ไม่ได ทำของหาย หรือวางของผิดท ี่


3.4 มีความลำบากในการพูดสอสารหรือเข้าใจภาษา (language) เชน พูดผดพูดถูก มี
ื่
ปัญหาในการนึกหาคำพูดหรือพูดเข้าใจยาก
3.5 ความสามารถในการทำหัตถกรรมตาง ๆ ทคนเคยมาก่อนบกพร่องทง ๆ ทมี
ั้

ุ้
ี่
ี่
ิ่
ี่

ความสามารถในการเคลอนไหวของร่างกายปกต (perceptual-motor) เชนมีปัญหาในสงทเคยทำ

ื่
เป็นประจำที่บ้านมีปัญหาสับสนทิศทาง

3.6 มีพฤตกรรมไม่เหมาะสมกับบริบทสงแวดลอมไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผอื่น (social
ู้
ิ่




cognition) เชน การแตงกายไม่ถูกกาลเทศะหรือการพูดไม่เหมาะสม หรือมีพฤตกรรมไม่คำนึงถึง
ความรู้สึกของผู้อื่น
2.5 ผลกระทบของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอายุ

2.5.1 ผลกระทบต่อผู้สูงอาย
ู้





ี่
จากการศกษาการปฏิบัตกิจวัตรประจำวันตอเนื่องในผสงอายุทมีภาวะการรู้คด



บกพร่องระดบเลกน้อย พบว่า ผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระดบเลกน้อยมีความบกพร่องใน



ี่
ู้

ี่






ู้
การปฏิบัตกิจวัตรประจำวันทซับซ้อนเมื่อเทยบกับผสงอายุทสขภาพด การปฏบัตกิจวัตรประจำวันมี
ี่

ความสมพันธ์กับความจำและการทำงานของสมองสวนหน้า (frontal lobe) ซึ่งทำหน้าทเกี่ยวกับการ

ี่


บริหารจดการ (executive function) ดงนั้น ภาวะการรู้คดบกพร่องระดบเลกน้อยสงผลกระทบตอ







ี่
การปฏิบัตกิจวัตรของผสงอายุ (Ahn et al., 2009) นอกจากนี้ผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่อง


ู้
ู้
ี่

ู้

ี่

ู้


ระดบเลกน้อยมีคณภาพชวิตตำกว่าผทมีภาวะการรู้คดปกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผทมีการศกษาตำ









ฐานะยากจน อยู่คนเดยวและมีภาวะซึมเศร้า (สทธินันท สบินด, 2556) และจากการศกษาของ


ดสต นันทยานนท และคณะ (2554) พบว่า ผป่วยเบาหวานทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยมี
ี่


ู้




ู้

ความสัมพันธ์กับการมีคุณภาพชีวิตทไม่ดี อย่างมีนัยสำคญทางสถิตที่ระดบ .05 ซึ่งผสูงอายุไทยมักจะ
ี่

เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังตั้งแต 2 โรคขึ้นไป ส่งทำให้ความสามารถในการดูแลตนเองลดลง สอดคล้องกับ

ี่
การศึกษาของ Hain et al. (2012) ทศกษาเกี่ยวกับผู้สูงอายุหลังออกจากโรงพยาบาลและได้รับยาที่มี


23



ู้


ี่


ความซับซ้อน ผลการวิจย พบว่า ผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องไม่สามารถจดการเรื่องยาได

ผสงอายุทก 1 ใน 4 คนมีปัญหาสขภาพทเปนเหตทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมทเคยทำได สงผลให้



ู้


ี่
ี่

ระดบการชวยเหลอตนเองลดลงตามความรุนแรงและการดำเนินของโรคซึ่งอาจนำไปสภาวะทพพล



ู่

ภาพได้
ู้
2.5.2 ผลกระทบต่อผดูแล
ี่




ผู้สงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระดบเลกน้อยจะมีการพัฒนาไปสภาวะสมอง
ู่

เสื่อมภายใน 6 เดอนมากถึงร้อยละ 35 (Smith, Gildeh & Holmes, 2007) หากปล่อยให้ภาวะ MCI
ื่


ี่

ื่
ดำเนินตอไปสงผลให้เกิดภาวะสมองเสอม การดแลผสงอายุทมีภาวะสมองเสอม ถือเป็นภาระหนัก
ู้

ู้
ู้
มากสำหรับผดแลจนอาจทำให้ผดแลกลายเป็นผป่วยโดยทคนอื่นมองไม่เห็น (Luecknott, 2000)
ี่

ู้




ี่
ผู้ป่วยทมีความสามารถในการชวยเหลือตนเองน้อยลงเทาไหร่ยิ่งตองการในการดูแลมากขึ้น จนทำให้



ต้องดูแลอย่างใกล้ชดต่อเนื่องซึ่งอาจถึง 24 ชั่วโมงต่อวัน (ศริพันธุ์ สาสัตย์, 2554) สงผลทำให้ผู้ดแลไม่


ู้
มีเวลาเปนส่วนตว จึงทำให้ผดูแลได้รับผลกระทบด้านร่างกาย ได้แก่ อาการปวดหลัง อ่อนเพลยและมี





ปัญหาทางสขภาพเพิ่มมากขึ้น ทางดานจตใจและอารมณ ไดแก่ อาการซึมเศร้า ทอแท บางครั้งรู้สก







ผิดจากการกระทำของตนเอง สวนทางดานเศรษฐกิจและสังคม ไดแก่ การเปลยนรูปแบบการทำงาน
ี่


ี่



หรืออาจเปลยนจากการทำงานเตมเวลามาเป็นทำงานบางเวลาซึ่งอาจสงผลตอรายไดลดลงหรือบาง
ี่
รายอาจเกิดปญหาหนี้สินตามมาจนในทสุดเกิดความขัดแย้งในครอบครัวได (Bruce et al., 2005) จะ





เห็นได้ว่าความเครียดของผดแลมีผลโดยตรงตอคุณภาพการดูแลและคณภาพชวิตของผู้สงอายุ อีกทง ั้

ู้

ู้

ความรู้สกเปนภาระของผดแลทำให้เกิดความเสยงต่อการถูกทำร้ายของผสงอายุทมีภาวะสมองเสอม
ู้
ื่
ี่

ี่


(Kim et al., 2009)
2.5.3 ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ
ี่

ผู้สูงอายุทมีภาวะการรู้คิดบกพร่องระดบเล็กน้อย หากโรคดำเนินต่อไปจนมีภาวะ




ื่

สมองเสอมจะสงผลให้มีระดบการชวยเหลอตนเองลดลง อาจะตองย้ายเข้าไปอยู่ในสถานดแลระยะ

ื่

ยาว (Long-term care facilities) ซึ่งในการดแลผป่วยสมองเสอม 1 คน อย่างครอบคลมและมี

ู้
ู้

คุณภาพต้องใช้ผดแลอย่างน้อย 2 คน (อรพิชญา ไกรฤทธิ์และสิรินทร ฉันศริกาญจน์, 2550) นำมาส ู่



ปัญหาคาใชจายทสงมาก ทงนี้ยังไม่รวมคาใชจายทางอ้อมของผดแล Alzheimer’s Disease

ี่





ั้
ู้

ู้


ั่
ื่



International (2014) ไดประมาณคาใช้จายสำหรับการดแลผป่วยสมองเสอมทวโลก โดยมีคาใช้จาย
ในการดูแลรักษาประมาณ 604,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นยังไม่รวมการดูแลท ี่
ี่
ไม่เปนทางการ (informal care) สำหรับการดูแลผู้สงอายุทมีภาวะการรู้คิดบกพร่อง ส่งผลกระทบตอ



สังคมประเทศในด้านค่าใช้จ่ายการดูแลรักษาและระบบการดูแลระยะยาว (long-term care)
ู้
2.6 การวินิจฉัยภาวะการรคิดบกพร่องระยะเริ่มต้น


เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนของสถาบันประสาทวิทยา (2551)
กำหนดไว้ว่า ดังนี้
1) มีปัญหาทางด้านความจำทั้งจากญาติและผู้ป่วยบอกเอง
2) อาการเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ (progressive onset)


3) หน้าที่การทำงานปกติหรือผดปกตเพียงเล็กน้อย


24







ุ่
4) อาการเขาไดกับกลมอาการสญเสยความจำทเกิดจากระบบการทำงานของสมองสวน
ี่
ี่

ี่
ั้

Hippocampus ผดปกต มีลกษณะทสำคญ คอ มีความจำสนในเรื่องทเพิ่งเกิดขึ้น โดยสามารถรับ



ี่
ู้


ข้อมูล (encoding) ไดแตลืมเวลารวดเร็ว กล่าวคอ ผป่วยสามารถพูดตามคำทผทดสอบพูดได แต่เมื่อ
ู้


มาถามภายหลังไม่สามารถจำได ้

5) ความจำบกพร่องยังคงอยู่ตลอดเมื่อประเมินการทำหน้าที่ด้านรู้คดเป็นระยะ
6) ไม่เป็นภาวะสมองเสื่อม
7) ไม่ได้เกิดจากภาวะอื่น ๆ ที่อาจทำให้ความจำบกพร่อง
2.7 เครื่องมือที่นิยมใช้ประเมินการทำหน้าที่ดานการรู้คิด

เพื่อให้ตรวจพบภาวะสมองเสื่อมในระยะต้น สำหรับผู้สูงอายุไทย ดังนี้

ื่
1. แบบประเมินภาวะสมองเสอมสำหรับญ าตหรือผดแล (Thai Alzheimer's

ู้
ี่


questionnaire: TAQ) ของสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ (2557) เปนเครื่องมือทผานการ





วิจยและทดลองใชอย่างแพร่หลายในประเทศไทยพัฒนาขึ้นโดยอดศกด กิตตสาเรศและคณะคณะ
ิ์



แพทยศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลยเชยงใหม่ และภาควิชาจตเวชศาสตร์ จฬาลงกรณ ์

ี่



มหาวิทยาลย แบบทดสอบนี้มีความไวความจำเพาะและความเทยงตรงสงสามารถทดสอบไดง่ายโดย
ู้


ื่


ตวผดแลเองใชเวลาน้อยจงเหมาะในการใชเป็นเครื่องมือคดกรองภาวะสมองเสอมระยะแรกพบว่า



ี่
ระยะเวลาการทำแบบสอบถามโดยเฉลยใชเวลา 2.98 นาท (SD = 1.71, p <0.001) สำหรับ


ภาวะการรู้คดบกพร่องเล็กน้อยพบการทดสอบมีค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's alpha = 0.8931 โดยมี

ค่า Sensitivity และ Specificity เปน 79.41 (70.91-87.91) และ 93.75 (88.65-98.85) ตามลำดบ

ี่


ี่
เป็นแบบสอบถามทออกแบบเพื่อให้ญาตหรือผู้ทดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ตอบว่าผู้สงอายุมีอาการที่สัมพันธ์กับ
ื่

ภาวะสมองเสอมขณะอยู่ทบ้านหรือไม่ประกอบดวยข้อคำถามทงหมด 11 ข้อ ไดแก่ ชอบถามคำถาม
ั้

ี่



ั้
เดิมซ้ำ ๆ หลงลมบ่อยขึ้น มีปัญหายุ่งยากเรื่องความจำระยะสน ตองมีคนคอยเตอนให้ทำกิจกรรมท ี่


ี่

จําเป็น ลมวันนัดลืมโอกาสทสำคญของครอบครัว ดูซึมลง เศร้าหมอง หรือร้องไห้บ่อยกว่าเดม เริ่มมี
ความยุ่งยากในการคิดเลข คิดเงิน ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบทำ เริ่มต้องมีคนคอยช่วยเหลือในกิจวัตร
ื่
ิ่
ี่



ประจำวัน หงุดหงิดอารมณเสยบ่อยขึ้นเริ่มเป็นไดยินและเชอในสงทไม่เป็นจริงและมีความยุ่งยาก

ลำบากในการหาคำพูดทตองการจะพูดถ้าญาตหรือผดแลตอบว่า “มี” หรือ “ใช” ให้ 1 คะแนนถ้า

ี่
ู้




ตอบว่า “ไม่มี” หรือ “ไม่ใชให้ 0 คะแนน ถ้าคะแนนรวมมากกว่า 4 คะแนนให้สงสยว่าอาจมีภาวะ
สมองเสื่อมจำเปนต้องปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและพิจารณาให้การรักษาตามสาเหตุต่อไป


2. แบบทดสอบสภาพสมองเบองต้นฉบบภาษาไทย (MMSE-Thai 2002) ของคณะกรรมการ
ื้
จดทำแบบทดสอบสภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย พ.ศ. 2542 สถาบันเวชศาสตร์ผสงอายุ

ู้



ื่

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสข มีวัตถุประสงคเพื่อใชเป็นแบบคดกรองภาวะสมองเสอมใน


ผสงอายุสามารถใชไดในผสงอายุทไม่รู้หนังสออ่านไม่ออกเขียนไม่ไดโดยแบบสอบถามนี้มี 11 ข้อ
ู้


ู้
ี่






คะแนนเต็ม 30 คะแนนมีการประเมินคะแนนให้ผู้สงอายไม่ทบภาวะสมองเสื่อมการแปลผลคะแนนใน


ื่

ู้
ู้
ผสงอายุทไม่พบภาวะสมองเสอมคอผสงอายุปกตทไม่ไดเรียนหนังสอ (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได) ได ้
ี่




ี่
คะแนน > 14 คะแนนจาก 23 คะแนน (ไม่ต้องทำแบบทดสอบขอ 4, 9, 10) ผู้สงอายปกตเรียนระดบ





25



ี่


ู้


ประถมศกษา> 17 คะแนนจาก 30 คะแนน ผสงอายุปกตทเรียนระดบสงกว่าประถมศกษา > 22

คะแนนจาก 30 คะแนน
24
3. แบบประเมินพุทธิปัญญา (The Montreal Cognitive Assessment: MoCA) เป็น
ี่

ี่


ื่
เครื่องมือทออกแบบเพื่อการตดกรองภาวะสมองเสอมสามารถประเมินการทำหน้าทดานการรู้คด
ไดแก่ ความจำระยะสน (short term memory) มิตสมพันธ์ (visoconstriction) ความคดรวบยอด



ั้




(conceptual thinking) การคดคำนวณ (calculation thinking) การคดเชงบริพาร (executive
function) สมาธิจดจอ (attention) ภาษา (language) และการรับรู้เวลาสถานทบุคคล

ี่

ั้
(orientation) แบบประเมินมีทงหมดแกิจกรรมใชเวลาประมาณ 10-15 นาทีคะแนนเต็ม 30 นาทถ้า

ไดคะแนนตงแต 15 คะแนนขึ้นไปถือว่าปกติมีความไวในการแยกผู้ป่วยทมีการรู้คดบกพร่องเล็กน้อย

ั้
ี่


(mild cognitive impairment) และผป่วยสมองเสอมร้อยละ 90 และมีความจำเพาะในการแยกคน
ู้
ื่
ี่

ปกติร้อยละ 87 เป็นเครื่องมือทเหมาะในการคดกรองผู้ป่วยที่มีการรู้คิดบกพร่องแยกออกจากคนปกติ
และผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม


ู้


ถ้าญาตหรือผสงอายุคดว่าตนเองมีความรู้คดบกพร่องและมีการลดลงของความสามารถใน

การประกอบกิจวัตรประจำวัน (functional decline) ควรจะพิจารณาทำการทดสอบดวย
ื่
แบบทดสอบสภาพสมอง (MMSE) เนื่องจากผป่วยมีโอกาสสมองเสอมสง แตถ้าคะแนนอยู่ในเกณฑ์


ู้

ปกติให้พิจารณาทำการทดสอบดวยแบบประเมินพุทธิปัญญา (MoCA) เนื่องจากผป่วยโรคอัลไซเมอร์
ู้
ี่
ู้


ี่


ร้อยละ 100 มีความผดปกตในการทำแบบทดสอบนี้ แตในผป่วยทคดว่ามีการทำหน้าทดานการรู้คด



ี่
บกพร่อง แตความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันไม่เปลยนแปลงควรจะพิจารณาทำแบบ
ประเมินพุทธิปัญญา (MoCA) ก่อนเนื่องจากการทำแบบทดสอบสภาพสมอง (MMSE) ไม่สามารถ
ตรวจแยกผู้ที่มีการรู้คิดบกพร่องกับปกติได


3. ปัจจัยที่มีผลต่อการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้นในผู้สูงอายุ
จากผลการทบทวนวรรณกรรมปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้นใน

ผู้สูงอาย ไดแก่ อาย เพศ ดัชนีมวลกาย ระดับการศึกษา อาชีพ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ โรคเรื้อรัง


และการปฏิบติกิจวัตรประจำวัน ดังนี้





อายุ มีความสมพันธ์ทางลบกับคะแนนภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยในระดบปานกลาง


ี่
(r =- .35, p < .01) หมายความว่า อายุทเพิ่มมากขึ้น มีผลทำให้ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยยิ่ง
ู้




มากขึ้น ซึ่งสอดคลองกับการศกษาที่ผานมาที่พบภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อยมากขึ้นในผสูงอายุท ี่

อายุเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอายุมากขึ้นผนังหลอดเลอดจะหนาตวและแข็งมากขึ้น เซลลสมองและ


ประสาทมีจำนวนลดลง จึงทำให้เกิดภาวการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย
เพศ มีความสัมพันธ์ทางลบกับคะแนนภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อยในระดับตำ (r = -.14,


p < .01) หมายความว่า เพศหญิง มีโอกาสเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยไดมากกว่าเพศชาย ซึ่ง



สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า เพศหญิงเกิดภาวะการรู้คิดบกพร่องเล้กน้อยมากกว่าเพศชาย

ู้
ี่
ี่

ดัชนีมวลกาย (Body mass index) พบว่าผทมีดัชนีมวลกายปกตจะมีความเสยงตอการเกิด
ภาวะสมองเสอมลดลงอย่างมีนัยสาคญเมื่อ เทยบกับผทมีภาวะน้ําหนักตวเกิน (overweight: body

ื่

ี่


ู้
2
2
mass index = 25-29 kg/m ) และภาวะ อ้วน (obesity: body mass index ≥ 30 kg/m ) โดย


26


ี่
ื่

ี่
ี่
พบว่าผทมีน้ําหนักตวเกินจะมีความเสยงต่อ การเกิดภาวะสมองเสอมเพิ่มขึ้น 25% และผทมีภาวะ
ู้
ู้


อ้วนจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทยบกับ คนที่มีดัชนีมวลกายปกต และมีการศึกษาความชุกและ
ปัจจยทำนายภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยระหว่างเพศหญิงกับเพศชาย พบว่า ปัจจัยทำนายในเพศ




หญิงทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย คอ ไม่ออกกำลงกาย น้ำหนักเกิน และโรคอ้วน เนื่องจาก
ี่





ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเปนปัจจยเสี่ยงสำคญของการเกิดโรคเบาหวาน ความดนโลหิตสงและ

ไขมันในเลือดสูง ซึ่งส่งผลต่อผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย



ระดับการศกษา มีความสมพันธ์ทางบวกกับคะแนนภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยในระดบ



ปานกลาง (r = .36, p < .01) หมายความว่า ระดบการศกษายิ่งตำ ภาวะการร็คดบกพร่องระดบ








ู้
ี่


เลกน้อยจะยิ่งสง ซึ่งสอดคลองกับการศกษาทผานมาพบว่าผทไดรับการศกษาน้อยกว่า 9 ปี มีอัตรา

ี่

การเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยมากกว่าผทไดรับการศกษามากกว่า 13 ปีขึ้นไป อย่างน้อยมี
ู้

ี่





ี่
นัยสำคัญทางสถิต เนื่องจากผทมีการศกษาน้อยอาจขาดประสบการณในการจดการกับสถานการณท ี่


ู้
ซับซ้อนเมื่อเทยบกับผู้ที่มีการศึกษาระดับสูง

อาชีพ มีความสัมพันธ์ทางลบกับคะแนนภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อยในระดับตำ (r = .36,


p < .01) หมายความว่า หากไม่ไดประกอบอาชพ ภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อยลดลง นั้นหมายถึงมี




ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยที่ผานมายังไม่พบการศึกษาถึงความสมพันธ์ระหว่างอาชีพกับการเกิด

ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยอย่างชดเจน มีเพียงการศกษาทพบว่าการมีกิจกรรมทางกายและการ

ี่





ั้
ี่
ออกกำลงกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสยงในการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย อีกทงการ


ประกอบอาชพอาจทำให้มีปฏิสมกันธ์กับบุคคลอื่น จงทำให้มีความสมพันธ์กับการรรู้คดบกพร่อง




เล็กน้อย
รายได้ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนนภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (r = .24, p < .01)




หมายความว่า ระดบรายไดยิ่งน้อย ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยยิ่งมาก การศกษาในครั้งนี้พบว่า





กลุ่มตัวอย่างสวนใหญ่มีรายไดน้อยกว่า 1,000 บาทตอเดอน (ร้อยละ 56.20) และรายได้เฉลี่ย 2,411
ื้
บาท ซึ่งตำกว่าเสนความยากจนในจงหวัดเชยงราย (ปิยะภร ไพรสนธิ์ และพรสวรรค เชอเจดตน,







2560) ปี 2556 อีกทงสวนใหญ่เป็นผสงอายุทอาศยอยู่นอกเขต อำเภอเมือง จงทำให้รายไดมี
ั้

ู้



ี่
ความสมพันธ์กับคะแนนภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย สอดคลองกับการศกษาในประเทศจน ท ี่







ู้
ี่


พบว่า อัตราการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยมากขึ้นในผทมีสถานะเศรษฐกิจตำ อาจมีความ
ั้
เกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินบางชนิด ทงวิตามิน B12 วิตามิน D และวิตามิน A เนื่องจากพบว่า การ
ขาดวิตามิน A เป็นปัจจัยทำนายภาวะการรู้คิดบกพร่อง (Shahar S. et al, 2013)

อาชพ ลกษณะงานทพบว่ามีโอกาสเสยงเกิดตอภาวะ MCI มากทสด คอ งานทวไป เชน
ี่
ั่

ี่


ี่



ี่
พนักงานทำความ สะอาด แม่บ้าน ยาม เจาหน้าทธุรการ รองลงมาคืองานทใชทักษะเฉพาะ เชน ช่าง
ี่











ไม้ ชางฝมือ ชางตดผา งานขับขี่ ยานยนต เนื่องจากลกษณะงานประเภทนี้ สวนใหญ่จะมีการศกษา
ระดบชนประถมศกษาและอาจจะมีสวน เกี่ยวเนื่องจากลกษณะของงานททำ โดยมีการศกษา 12 ท ี่

ั้


ี่


ศึกษาอาชีพกับภาวะสมองเสื่อม โดยแบ่งอาชีพเป็นกลุ่มอาชีพทวไป ไม่ได้ใช้ทักษะมาก ไดแก่ แม่บ้าน

ั่
ุ่
พนักงานบริษัท และกลมอาชพผบริหาร วิชาชพเฉพาะทาง พบว่า บุคคลกลมทมีอาชพทวไปมีความ
ี่



ุ่
ู้
ั่
เสยงสงทจะเป็นภาวะสมองเสอม (RR= 2.25; 95%CI = 1.32-3.84) (ธัญญรัตน์ อโนทยสนทวี,
ี่
ี่

ื่


27






ั้
2557) อีกทงการประกอบอาชพอาจทำให้มีปฏิสมพันธ์กับบุคคลอื่น จงทำให้มีความสมพันธ์กับ
ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย

ประวัตการดมแอลกอฮอล มีความสมพันธ์ทางบวกกับคะแนนกับคะแนนภาวะการรู้คด

ื่



ื่


บกพร่องเลกน้อยในระดบน้อย (r = .11, p < .01) หมายความว่า หากดมแอลกอฮอลยิ่งมาก การมี
ี่




ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยยิ่งสงซ สอดคลองกับการทบทวนวรรณกรรมในตางประเทศ ทพบว่า


การดมแอลกอฮอล์ทำให้สมองฝ่อ และลดการสร้างสารสอประสาทอะซีตลโคลน (acetycholine) ทำ
ื่

ื่


ให้มีความเสยงตอการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย (Etgen, Sander, Bickel and Forstl,

ี่
ื่



2011) และมีการศกษาตดตามเป็นเวลา 2 ปี พบบว่า การดมแอลกกอฮอล ระดบปานกลาง (น้อย

ื่
กว่าหรือเทากับ 2 ดริ้งตอวัน) มีคะแนน MMSE ลดลงเลกน้อย และหากดมปริมาณมาก (มากกว่า 2



ดริ้งตอวัน) คะแนน MMSE ลดลงอย่างมาก (Xu G. et al, 2009) แตมีบางการศกษาทพบว่าการดม
ื่



ี่


แอลกอฮอลระดบปานกลางเป็นประจำ สามารถชวยลดความเสยงตอการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่อง



ี่


ู้

ั้
เลกน้อยในผสงอายุได (Almeida OP, Hankey GJ, Yeap BB, Golledge J, Flicker L, 2014) ทงนี้
ขึ้นกับชนิด ปริมาณ และระยะเวลาในการดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย


ประวัติการสบบุหรี่ ไม่มีความสมพันธ์กับคะแนนความสามารถในการรู้คดบกพร่องเลกน้อย



ี่
ี่
ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาทเป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ผ่านมา พบว่า คนทสูบบหรี่มี

ี่

ความเสยงทจะเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเล็กน้อยสูงกว่าคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่และเคยสูบแตปัจจุบันไม่
ี่




สูบ เนื่องจากการสบบุหรี่ทำให้เกิดโรคหลอดเลอด ซึ่งเป็นสาเหตของการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่อง


เล็กน้อยได้ จากการทบทวนวรรณกรรมในตางประเทศ พบว่า การสบบุหรี่มีความสมพันธ์ต่อการเกิด




ภาวะ MCI โดยพบว่า บุคคลทเคยมีประวัตเคยสบบุหรี่จะมีผลตอการเกิดภาวะ MCI ได โดยจาก

ี่

ี่
ี่
ี่

การศกษาของ Anstey et al. (2007) พบว่า บุคคลทมีประวัตเคยสบบุหรี่มีความเสยงทจะมีภาวะ


ี่
ื่

สมอง เสอมมากกว่าร้อยละ 70 เมื่อเปรียบเทยบกับบุคคลทไม่เคยสบบุหรี่เลย เนื่องจากบุหรี่มีสาร

ี่
นิโคติน ซึ่งเปน cholinergic agonist จึงมีบางการศึกษาท พบว่า การสูบบุหรี่มีผลทำให้ความจำดีขึ้น
ในระยะสนและอาจจะป้องกันไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ การสูบบุหรี่มีผลต่อโรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจ
ั้
และหลอดเลอด (cardiovascular disease) ซึ่งก็เป็นปัจจยเสยงทจะมีโอกาสเกิด vascular

ี่

ี่
dementia ได้เช่นกัน




โรคเรื้อรัง ไม่มีความสมพันธ์กับคะแนนภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย ซึ่งแตกตางจาก


ี่


ี่


ู้
การศกษาทผานมา พบว่า ผสงอายุทเจบป่วยดวยโรคเรื้อรังทงโรคความดนโลหิตสง โรคเบาหวาน

ั้



ไขมันในเลอดสง มีภาวะการรู้คดบกพร่อง ร้อยละ 52.76 (Subindee & Sritanyarat, 2014) และ
ี่


ผู้สงอายุที่มีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มีอัตราการเกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเล็กน้อยมากกว่าผู้ทไม่ไดเปน



โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังถึง 1.87 เทา นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ทมีความผดปกติในการเผาผลาญสารอาหาร
ี่


หัวใจและหลอดเลอด ทำให้ความจำลดลงทงในเพศหญิงและเพศชาย อีกทงจากการทบทวน
ั้
ั้

วรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า โรคความดนโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ทำให้มีความเสยงสูงในการ
ี่


เกิดภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย เนื่องจากโรคเหลานี้สงผลให้ผนังหลอดเลอดหนาตวทำให้สมอง




ขาดเลือดได (Copper C, Sommerland A, Lyketsos CG & Livingston G., 2015)


ี่
การมีกิจกรรมทางกาย (Physical activity) กิจกรรมทางกายคอการทร่างกายมีการ
เคลอนไหว ไม่อยู่นิ่งและมีการใชพลงงานมากขึ้น โดยทไม่มีเป้าหมายในการเพิ่ม target heart rate

ี่

ื่


28





เหมือนการออกกําลงแบบ aerobic exercise ตวอย่างการมี กิจกรรมทางกาย เชน การเดน, การ

ี่





ทางานบ้าน, และการทาสวน มี 4 การศกษา 4 ทศกษาความสมพันธ์ระหว่างการมีกิจกรรมทางกาย
ี่
กับความเสี่ยงในการเกิดภาวะ สมองเสื่อมพบว่า ผที่มีกิจกรรมทางกายมากจะมีความเสยงตอการเกิด
ู้

ื่

ี่


ภาวะสมองเสอมลดลงอย่างมี นัยสาคญเมื่อเทยบกับคนทมีกิจกรรมทางกายน้อย (pooled RR =

0.72, 95% CI: 0.60, 0.86) เมื่อ วิเคราะห์แยกแตละประเภทของภาวะสมองเสอมพบว่า การมี
ื่

ี่



กิจกรรมทางกายลดความเสยงตอการ เกิด Alzheimer disease ไดอย่างมีนัยสาคญ โดย pooled
RR อยู่ระหว่าง 0.55 ถึง 0.72 นอกจากนี้การมีกิจกรรมทางกายยังลดความเสี่ยงต่อการเกิด vascular
dementia ได้อย่างมี นัยสําคัญ (pooled RR = 0.62, 95% CI: 0.42, 0.92)
ู้
อาหารเมดเตอร์เรเนียน (Mediterranean diet) พบว่าผทรับประทานอาหารแบบ



ี่
Mediterranean diet (คออาหารทมีสวนประกอบของ ผก ผลไม้ ธัญพืช ปลา ไวน์แดง) มีความเสยง


ี่
ู้
ี่


ตอการเกิดภาวะสมองเสอมลดลงอย่างมีนัยสาคญทางสถิต โดยผทกินอาหารแบบ Mediterranean

ื่

diet เป็นประจาจะมีความเสยงตอการเกิดภาวะสมองเสอม Alzheimer disease และภาวะสมอง

ี่

ื่
เสื่อมจากโรค Parkinson ลดลง 13% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหาร
ื่

ี่

ื่
การดมกาแฟ (Coffee drinking) จากการศกษาทหาความสมพันธ์ระหว่างการดมกาแฟกับ


ื่
ความเสี่ยงตอการเกิด Alzheimer disease พบว่าการดมกาแฟเป็นประจาไม่ไดช่วยลดความเสี่ยงตอ


การเกิด Alzheimer disease ได้อย่างมี นัยสําคัญ (pooled RR = 0.79, 95% CI: 0.46, 1.36)

อาหารเสริม (Nutritional supplements) จากการศกษาของ Li et al. พบว่าผททาน
ี่
ู้

vitamin E และ C เสริมจะมีความเสี่ยงต่อการเกิด Alzheimer disease ลดลงอย่างมีนัยสําคญ โดยผ ู้
ี่
ทกิน vitamin E เสริมจะมีความเสยงลดลง 24% (95% CI: 26%, 33%) เมื่อเทยบกับผทไม่ไดทาน

ี่

ู้
ี่

และผททาน vitamin C เสริมจะมีความเสยงตอ Alzheimer disease ลดลง 17% (95% CI: 6%,
ี่
ู้
ี่
ู้
ี่



ี่


28%) เมื่อเทยบกับผทไม่ไดทาน สวนการทาน betacarotene เสริมไม่ไดลดความเสยงตอการเกิด
Alzheimer disease ได้อย่างมีนัยสําคัญ (pooled RR = 0.88, 95% CI: 0.73-1.03)

การปฏบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน (BADL) มีความสมพันธ์ทางบวกกับคะแนนภาวะการ





รู้คดบกพร่องเลกน้อยในระดบปานกลาง (r = .44, p < .01) หมายความว่า หากการปฏิบัตกิจวัตร





ประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในระดบตำหรืออยู่ในภาวะพึ่งพา ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยจะตำดวย



ซึ่งสอดคลองกับลกษณะของผสงอายุทมีการรู้คกบกพร่องเลกน้อยตามเกณฑ์ของ Petersen และ


ี่
ู้



Negash (2008) คอ มีอาการหลงลมหรือมีปัญหาความจำ มีความจำบกพร่อง แตดานการรู้คดอื่นๆ





ปกต และสามารถปฏบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน มาเป็นเกณฑ์ในการแยกภาวะการรู้คดบกพร่อง


เล็กน้อยกับภาวะสมองเสื่อม จึงทำให้การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานมีความสมพันธ์กับคะแนน
ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย
การปฏิบัตกิจวัตรประจำวันขั้นซับซ้อนโดยมีอุปกรณเขามาเกี่ยวข้อง (IADL) มีความสมพันธ์




ทางบวกกับคะแนนภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยในระดบสงปานกลาง (r = .58, p < .01)






หมายความว่า หากการปฏิบัตกิจวัตรประจำวันซับซ้อน โดยมีอุปกรณเขามาเกี่ยวข้องอยู่ในระดบตำ





ภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยจะตำตาม ซึ่งสอดคลองกับลกษณะของผทมีภาวะการรู้คดบกพร่อง
ี่
ู้




เล็กน้อยที่อาจรบกวนชีวิตประจำวัน แต่ไม่สูญเสียหน้าที่การทำงาน การดำเนินชีวิต การตัดสนใจและ

ี่





ู้
การใชเหตผล แตมีบางการศกษาในตางประเทศ พบว่า ผทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยปฏิบัต ิ


29


กิจวัตรประจำวันขั้นซับซ้อนทมีอุปกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้ลดลง เนื่องจากการปฏบัติกิจวัตรประจำวัน
ี่





ขั้นซับซ้อนที่มีอุปกรณเข้ามาเกี่ยวข้องตองใช้สมองเกี่ยวกับความจำ การวิเคราะห์ข้อมูล การตดสนใจ
และการถูกกระตุ้นให้จำ คิดและสั่งการตลอดเวลา

4. สถานบริการดูแลระยะยาว (Institutional long-term Care)

ู่
ี่
การเพิ่มขึ้นของประชากรสงอายุทมีภาวะเปราะบางและเจบปวยเรื้อรังนำไปสความตองการ



การดูแลแบบต่อเนื่องและการดูแลระยะยาว เนื่องจากการดูแลในครอบครัวในปัจจบันประสบปญหา


ี่

ี่


ยุ่งยากมากขึ้น จากสภาพเศรษฐกิจสงคมทเปลยนแปลงไป สมาชกในครอบครัวตองออกไปทำงาน
นอกบ้าน ทำให้ผู้สูงอายุขาดคนดูแล (ศิริพันธุ์ สาสัตย์และเตือนใจ ภักดีพรหม, 2552)
การดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หมายถึง การดูแลที่ครอบคลุมทุกมิติทางสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ
และสภาพแวดล้อมสำหรับผสูงอายุที่ประสบภาวะยากลำบาก อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือ
ู้








ความพิการ ทพพลภาพ ชวยเหลอตนเองไดบางสวน หรือไม่สามารถชวยเหลอตนเองไดใน
ชีวิตประจำวัน โดยผู้ดูแลเป็นทางการ ได้แก่ บุคลากรด้านสุขภาพและสังคมและไม่เป็นทางการ ได้แก่
ครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน รวมถึงการบริการในครอบครัว ชุมชนหรือสถานบริการ (ศริพันธุ์ สาสตย์


และคณะ, 2552)
4.1 ประเภทของการดูแลระยะยาว
การบริการดูแลระยะยาว แบงออกเปน 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ ( กนิษฐา บุญธรรมเจริญ


และศิริพันธุ์ สาสตย์, 2551)



4.1.1 บริการดแลในสถานบริการ (institutional based care) เป็นบริการดแล
ี่


ู้



ผรับบริการในสถานทพักอาศยสำหรับดแลระยะยาว เชน สถานบริบาลผสงอายุ สถานดแลผป่วย
ู้
ู้
ื่


ระยะสดทาย สถานดแลผป่วยสมองเสอมหรือทพักอาศยสำหรับผสงอายุ ศนย์ฟื้นฟูสภาพและสถาน
ี่

ู้


ู้

ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะกึ่งฉุกเฉิน

4.1.2 บริการดแลโดยใชชมชนเป็นฐาน (community-based care) เป็นบริการท ี่







ี่

ให้ในชมชนหรือทบ้านของผรับบริการ เชน การดแลระยะยาวแบบไม่คางคน (day care) เป็นศนย์
ู้






ฟื้นฟูสภาพ หรือศนย์บริการทางสงคมผสงอายุกลางวัน การดแลชวงสนเพื่อให้ผดแลไดพัก (respite

ั้
ู้
ู้
care) การจดให้มีผดแลทบ้าน (home care/care assistance) บริการชวยเหลองานบ้าน (home




ู้
ี่
ั้


help) และบริการสงอาหารถึงบ้าน บริการปรับปรุงบ้านเรือน (ติดตงราวยึดจับ พื้นผวกันลื่น พื้นตาง




ู้
ี่
ระดบ) บริการสายดวนสำหรับผทมีภาวะฉุกเฉนและบริการให้คำปรึกษา บริการทางการแพทย์และ
ี่
ี่
ี่
พยาบาลทจัดให้ทบ้าน (medical home care) และบริการเยยมบ้าน (home visit) นอกจากนี้ ยังมี

ี่

ู้

การจดบริการทมีความตอเนื่องสมพันธ์กับความจำเป็นทางสขภาพของผป่วย โดยมีการจดบริการท ี่




ครอบคลมระยะเปลยนผาน (intermediate care) สำหรับชวงพักฟื้นหรือสงตอจากระยะเจบป่วย


ี่


แบบเฉียบพลัน

4.2 สถานดูแลระยะยาวในประเทศไทย จากการศึกษาสถานดูแลผู้สงอายุระยาวในประเทศ
ไทยของ ศิริพันธุ์ สาสัตย์ และคณะ (2552) สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

4.2.1 บ้านพักคนชรา (Residential home) หรือชมชนสำหรับผสงอายุทชวยเหลอ


ู้

ี่
ตัวเองไดหรือชมชนผเกษียณอายุ หมายถึง สถานที่ให้บริการห้องพักสำหรับผทยังชวยเหลอตวเองได ้
ี่

ู้



ู้


30






ผู้พักอาศยจะต้องสามารถเดินเองได้ เดนโดยไม้เทา (cane) ไม้เทาช่วยเดน (crutches) หรืออุปกรณ ์






ช่วยเดน (walker) แตผพักอาศยไม่ไดตองการการดแลจากพยาบาลวิชาชพหรือผู้ชวยดูแล ให้บริการ



ู้
ช่วยเหลือในด้านดูแลส่วนบุคคล เช่น การอาบน้ำ การแต่งตัว
4.2.2 สถานที่ให้การช่วยเหลือในการดำรงชีวิต (Assisted living Setting) เป็นสถานท ี่
พักอาศัยสำหรับผที่มีข้อจำกัดทางด้านร่างกายที่เกี่ยวข้องกับอายุหรือความพิการทตองการชวยเหลอ

ู้
ี่



ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันบางอย่าง ไม่สามารถพักอาศัยอยู่ที่บ้านได้อย่างปลอดภยแต่ตองการอยู่


ี่



อย่างอิสระมากที่สดเท่าทจะมากได มีบริการการดแลส่วนบุคคลและการดแลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ผ ู้
ี่


ี่

พักอาศัยสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องมีผู้ทคอยกำกับดแลและไม่ตองการการดแลทต้องใช ้
ทกษะทางดานการแพทย์หรือการพยาบาล มีห้องรับประทานอาหารรวมและมีระบบการขอความ


ช่วยเหลือฉุกเฉิน
ี่

4.2.3 สถานบริบาล (Nursing home) หมายถึง เป็นสถานทให้การดแลระยาวสำหรับ

ผู้ป่วยทมีอาการป่วยไม่มากที่จะต้องรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลแต่ไม่สามารถอยู่ที่บ้านได และเปน

ี่
ี่
สถานที่ให้บริการการดแลทต้องใชทกษะทางการพยาบาล 24 ชั่วโมงตอวัน หรือให้บริการกำกับดแล









ในดานการรับประทานยา การรับประทานอาหารและการชวยเหลอดานปฏิบัตกิจวัตรประจำวัน


บางอย่าง แต่ผู้สงอายุที่มีภาวะเปราะบางและ/หรือมีโรคเรื้อรัง มีความพิการทางด้านร่างกายหรือด้าน
การรับรู้ด้านเชาวน์ปัญญา (สมองเสื่อม) หรือพิการทั้งสองอย่าง

4.2.4 สถานดแลระยะยาวในโรงพยาบาล (Long-term care hospital) หมายถึง


ี่
สถานทให้การรักษาพยาบาลทวไปทให้บริการการดแลระยะยาวสำหรับผู้สงอายุเป็นระยะเวลาอย่าง
ี่
ั่
น้อย 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งอาจเป็นโรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน



ี่
ู้

4.2.5 สถานดแลผป่วยระยะสดทาย (Hospice care) หมายถึง สถานทให้การดแล


ู้

ผป่วยก่อนเสยชวิต เพื่อชวยในการดแลลดอาการเจบปวดหรืออาการอื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการให้ความ






สขสบายและเปิดโอกาสให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนๆ เป้าหมายในการดแลก็คอ สงเสริม




คณภาพชวิตมากทสดเทาทจะมากได เพื่อชวยให้ผป่วยไปอย่างสงบในวันสดทายของชวิตโดยไม่ให้

ี่

ู้


ี่

การรักษา
4.3 บ้านพักคนชราของภาครัฐ
ั้

สถานสงเคราะห์คนชราในประเทศไทย จดตงขึ้นครั้งแรกโดยกรมประชาสงเคราะห์
ู้
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อช่วยเหลอผสงอายุที่ถูกทอดทง ไม่มีผดูแล โดย
ิ้

ู้

เริ่มดำเนินการตงแตปี พ.ศ 2496 จนปัจจุบันมีสถานสงเคราะห์จำนวน 25 แห่ง เพื่อให้สอดคลองกับ
ั้



นโยบายการกระจายอำนาจ ในปี พ.ศ. 2546 ไดมีการโอนภารกิจสถานสงเคราะห์คนชราและ



ี่

ศูนย์บริการทางสงคมให้ไปอยู่ในความดแลขององคกรปกครองสวนทองถิ่น กระทรวงมหาดไทย ทมี

ความพร้อม 12 แห่งและกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แห่ง (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2550)
4.3.1 สถานสงเคราะห์คนชราของภาครัฐ ให้การบริการแบบไม่หวังผลกำไรแบ่งเปน

สถานสงเคราะห์คนชราที่ได้รับการโอนภารกิจไปขึ้นตรงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม


ภายใตความรับผดชอบกระทรวงมหาดไทย เป็นสถานสงเคราะห์คนชราประเภทสามัญ จำนวน 13
แห่ง คือ
1) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค 2 กรุงเทพมหานคร


31


2) สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำไย) จังหวัดกาญจนบุรี
ิ่
3) สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปนอุปถัมภ์) จังหวัดนครปฐม
4) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านนครปฐม จังหวัดนครปฐม
5) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านเขาบ่อแก้ว จังหวัดนครสวรรค ์
6) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี จังหวัดลพบุรี
7) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

8) สถานสงเคราะห์บ้านวัยทองนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่
9) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์ (วัดม่วง) จังหวัดนครราชสีมา

10) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ (โพธิ์กลาง) จังหวัดนครราชสีมา
11) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

12) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านศรีตรัง จังหวัดตรัง
13) สถานสงเคราะห์คนชราอู่ทอง-พนังตัก จังหวัดชุมพร




ี่

4.3.2 ศนย์พัฒนาการจดสวัสดการสงคมผสงอายุทอยู่ในความรับผดชอบกรมพัฒนา
ู้


ื่

สังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสงคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดมชอ สถานสงเคราะห์ โดยมี


ู้


การพัฒนารูปแบบขอการบริการและกิจกรรมตางๆ เพื่อเป็นศนย์สาธิตดานผสงอายุ รวมทงขยาย
ั้
บทบาทของสถานสงเคราะห์ให้ทำงานเชิงรุกกับชุมชนภายนอกมากขึ้น จำนวน 12 แห่ง ดังนี้
1) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบางแค 1 กรุงเทพมหานคร
2) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบางละมุง
3) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

4) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุทักษิณ จงหวัดยะลา




5) ศูนย์พัฒนาการจดสวัสดการสงคมผสงอายุวาสนะเวศม์ในพระสงฆราชปถัมภ์
ู้


จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
6) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
7) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
8) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
9) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุลำปาง จังหวัดลำปาง
10) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุนครพนม จังหวัดนครพนม
11) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุสงขลา จังหวัดสงขลา
12) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

4.4 ลักษณะบรการของสถานสงเคราะห์ เปนบริการของรัฐที่ให้บริการผู้สงอายุและคนชรา



ี่

ี่
ทประสบปัญหาความทกข์ยากเดอดร้อน ขาดผอุปการะเลยงด ไม่มีทอยู่อาศยอยู่ร่วมกับครอบครัว
ู้
ี้


ไม่ได้ สามารถจำแนก ดังนี้ (ศิริพันธุ์ สาสัตย์ และคณะ, 2552)
ี่
ี้

4.4.1 บริการด้านการเลี้ยงด ให้บริการการเลยงดผู้สูงอายุโดยจัดให้มีปัจจยสที่จำเป็นตอ




ชวิต คอ ทพักอาศย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เพื่อให้มีความสขทงร่างกายและจตใจในบั้น
ี่




ั้
ปลายชีวิตตามสมควรแก่อัตภาพ


32



ู้

4.4.2 บริการด้านการรักษาพยาบาล ไดเชญแพทย์มาตรวจรักษาโรคทวไปของผสูงอายุ
ั่
ั่

สัปดาห์ละ 1 ครั้ง มีพยาบาลมาดแลรักษาตามคำสงแพทย์และมีพี่เลี้ยงดูแลตลอด 24 ชั่วโมงในกรณีท ี่
ที่เจ็บป่วยเฉพาะโรคหรือประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินจะส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้เคียง


4.4.3 บริการดานการอนามัย จดให้มีเจาหน้าทพยาบาลและวิทยากรจากโรงพยาบาล

ี่
ู้
ต่าง ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแก่ผสูงอาย ตลอดจนเรื่องสุขาภิบาล การทำความ

สะอาดที่พักอาศัย
4.4.4 บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ สถานสงเคราะห์ได้จดกิจกรรมการออกกำลงกาย


เพื่อสุขภาพโดยเชิญวิทยากรภายนอกเป็นผู้นำในการออกกำลังกาย


ั้
4.4.5 บริการดานกายภาพบำบัด จดให้มีการทำกายภาพบำบัดทงแบบรายบุคคลและ

ู้
ุ่
ี่



รายกลม เพื่อบริหารกลามเนื้อสวนต่างๆ ของร่างกาย โดยมีเจาหน้าทพยาบาลผไดรับการอบรมดาน

กายภาพบำบัดจะทำการรักษาคนชราตามคำสั่งแพทย์ ตลอดทั้งเป็นผู้ควบคุมดูแลให้คำแนะนำปรึกษา



4.4.6 บริการอาชวะบำบัด เป็นการสงเสริมและสนับสนุนให้ผู้สงอายุมีกิจกรรมยามว่าง
ให้เหมาะสมกับความสามารถและตามความสมัครใจ โดยเชญวิทยากรจากภายนอกมาสอนงาน

ประดษฐต่างๆ เช่น งานหัตกรรม งานประดิษฐ์ดอกไม้ พรมเช็ดเทา เปนต้น เปนผลิตภัณฑ์ทจำหน่าย



ี่



และแบ่งผลกำไรให้กับผู้สูงอาย



4.4.7 บริการดานนันทนาการ เพื่อชวยลดปัญหาเรื่องความว้าเหว่และชวยให้ผสงอายุ
ู้

ี่

ไดรับความสนุกสนาน ซึ่งกิจกรรมเน้นนันทนาการของสถานสงเคราะห์ในแตละแห่งทอาจมีความ



แตกต่างกัน ไดแก่ การจัดรายการเสยงตามสาย การทศนาจรไปยังสถานทต่างๆ การแขงกีฬาภายใน

ี่

ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนา เป็นต้น

4.4.8 บริการด้านสังคมสงเคราะห์ นักสังคมสงเคราะห์คำปรึกษาและแก้ไขปญหา ฟื้นฟู





ู้


และปรับสภาพในสวนตางๆ ให้ผสงอายุอยู่ร่วมกันอย่างปกตสข โดยใชวิธีการทางสงคมสงเคราะห์

ู้
เฉพาะรายและกลมชน ตลอดจนให้ความร่วมมือภายนอกในการให้ศกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาผสูงอายุ
ุ่
ให้ความรู้เรื่องสวัสดิการสังคมผู้สูงอาย ุ

ู้
4.4.9 บริการดานศาสนา ไดจดให้ผสงอายุมีโอกาสประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตาม



ประเพณีนิยมในวันสำคัญในสถานสงเคราะห์ นอกจากนี้ยังนิมนต์พระสงฆ์แสดงธรรมเทศนา


4.4.10 บริการดานฌาปนกิจ ผสงอายุทถึงแก่กรรมในไม่มีญาตจดการศพหรืแประสงค์

ี่

ู้


ให้สถานสงเคราะห์จะจัดการศพให้เมื่อถึงแก่กรรมและทำบุญอุทศสวนบุญสวนกุศลให้ในชวงเทศกาล


สงกรานต์ของทุกปี

ี่
สรุปจากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า เพศ เปนปัจจัยทสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะการรู้
ี่
ู้

ั้


ู้
คดบกพร่องเลกน้อยในผสงอายุ ผวิจยจงเลอกสถานสงเคราะห์คนชราของภาครัฐทให้บริการทงเพศ



ชาย-หญิงในพื้นทเขตภาคกลางแบบเจาะจง (Purposive sampling) ซึ่งมีจำนวน 3 แห่ง ไดแก่ 1)
ี่

สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค 2 กรุงเทพมหานคร 2) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านนครปฐม
ุ่

จงหวัดนครปฐม 3) สถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี จงหวัดลพบุรี และทำการสมอย่างง่าย



(simple random sampling) โดยการจบฉลากเลอกกลมทดลองและกลมควบคม พบว่า สถาน
ุ่
ุ่

สงเคราะห์คนชราบ้านนครปฐม จงหวัดนครปฐม เป็นกลมทดลองและสถานสงเคราะห์คนชราบ้าน

ุ่
ลพบุรี จังหวัดลพบุรี เป็นกลุ่มควบคุม


33


5. การกระตุ้นการรู้คิด (cognitive stimulation)

Spector et al. (2003) ให้ความหมายว่าศกยภาพสมองสามารถพัฒนาให้สมองเหมือน


ุ้




กลามเนื้อสวนอื่นทสามารถฝกให้แข็งแรงและสามารถซ่อมแซมได การกระตนการรู้คดมีสวนชวยให้
ี่

ั่

ี่

ี่

สมองหลงสารทเรียกว่านิวโรโทรฟินส (neurotrophins) ททำให้เซลลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนของ
ี่

เคนไดรต (dendrite) ทเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้นซึ่งผลของการกระตนการรู้คดสามารถ
ุ้


ชวยเพิ่มจำนวนแขนงหรือเสนใยของเซลลประสาท (axon) ซึ่งมีหน้าทในการลำเลยงข้อมูลสอสาร

ื่
ี่



ระหว่างเซลล์ประสาทไดตลอดชวิตช่วยให้การเชื่อมต่อของเซลล์สมองมีมากขึ้นเพิ่มการไหลเวียนของ

เลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (increase cerebral blood flow) ชวยปรับสมดุลของ neurotrophic factors


ในสมองซึ่งหากมีน้อยลงจะมีผลต่อการลดลงของเซลล์ประสาทที่ใช้อะซีติลโคลินเปนสารสื่อประสาทท ี่
ู้


ี่




เปนสวนสำคญททำให้ความสามารถดานการรู้คด (cognitive function) ลดลงในผสงอายุเมื่อเซลล ์



สมองสวนใหญ่แข็งแรงก็จะทำให้เกิดความจำการรับรู้และการทำงานของสมองระดบสง คอ การคด




คำนวณการวิเคราะห์ การสงเคราะห์ การแก้ปัญหา การตดสนใจ และการวางแผนเป็นไปไดดจง




นำไปส การคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ การทำงานของสมองทดตามมา และยังพบว่าการกระตนการรู้คด
ุ้

ี่

ู่
สามารถเปลยนแปลงกลไกการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยในส่วนของการฝก

ี่



ความจำชวยจดระบบความคดชวยฟื้นฟูการทำงานของสมองในสวนของการรู้คด (cognitive



function) สงผลให้เปลอกสมองใหญ่ (cerebral cortex) ธาลามัส (thalamus) และระบบการ


ทำงานของเรติคูลาร์ททำหน้าทกระตุ้นการคน (reticular activating system: RAS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ี่

ี่


ของก้านสมองทำงานประสานกันอย่างดเพิ่มการไหลเวียนเลอดที่ไปเลี้ยงสมองเพิ่มความสามารถด้าน
การรู้คิด (cognitive function) และคุณภาพชีวิต (quality of Life) ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นได ้

ี่

ั้



1. การมีสมาธิจดจอ (attention) คอ ความตงมั่นแห่งจตเป็นภาวะทจตมีอารมณเป็นหนึ่ง
หรือการทจิตแนบแน่นอยู่กับสงใดสงหนึ่งนาน ๆ การฝกสมาธิเปนกรรมวิธีในการฝึกฝนจตให้แน่วแน่

ี่

ิ่

ิ่
และฝึกจัดระเบียบความคิดของตนเพื่อนำไปใชในชีวิตประจำวันเชนการศึกษาเล่าเรียนการทำงานให้มี




ประสทธิภาพการพัฒนาบุคลกภาพและขั้นสงเพื่อใชเปนฐานของปัญญาการรู้สงทงหลายตามความ

ิ่
ั้


เป็นจริงสมาธิเป็นกระบวนการพิเศษที่เลอกรับการกระตุ้นอย่างใดอย่างหนึ่งและไม่สนใจสิ่งกระตุ้นอื่น

เกิดจากการทำงานของสมองใหญ่สวนเปลอกสมอง (cerebral cortex) ไดแก่ สวนประสาทรับ





ความรู้สกทมีเส้นใยประสานกันเป็นร่างแห (reticular cortex) ทาลามัส (thalamus) และสมองสวน

ี่
ข้าง (parietal) และสมองสวนหน้า (frontal) โดยเฉพาะ association cortex ซึ่งอยู่ใกลกับ



primary sensory areas และมีหน้าทสงทอดข้อมูลตอไปเพื่อกระบวนการรับรู้ความสนใจจดจอ


ี่
(attention) เป็นความสามารถในการเลอกทจะรับและให้ความสนใจกับสงเว้าบางชนิดใน

ี่
ิ่
ขณะเดยวกันก็กคหรือไม่สนใจสงเร้าทไม่ตองการเป็นกระบวนการทชวยในการกำหนดว่าการรับ
ิ่
ี่
ี่




ี่
ความรู้สกและประสบการณใดทกำลงมีการตนตวและจำเปนตองใชในการคำเนินชวิตถือไดว่าความ

ื่










สนใจจดจอเปนสิ่งสำคญในการทำหน้าทของจิตใจและสอดแทรกอยู่ในกระบวนการของความรู้ความ
ี่






เขาใจทกกระบวนการความบกพร่องของความสนใจจดจอสงผลกระทบตอทกษะความรู้ความเข้าใจ
ด้านอื่น ๆ และส่งผลต่อการทำกิจกรรมของมนุษย์


2. การรับรู้ (orientation) คอ การรับรู้อย่างตอเนื่องของบุคคลในเรื่องของตนเองทมีตอ
ี่

บุคคลอื่นสถานทต่าง ๆ เวลาและสถานการณจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าโดยทวไปมักกลาวถึง
ั่

ี่


34




ี่

การรับรู้ใน 3 แบบคอ 1) การรับรู้ตอบุคคล (orientation to pao) 2) การรับรู้ตอสถานท

(orientation to place) และ 3) การรับรู้ตอเวลา (orientation to time) ซึ่งการรับรู้เป็นทกษะท ี่



ตองอาศยการผสมผสานระหว่างความจำ (Minerary) ความสนใจ (attention) และการรับรู้
(perception) กรณผสงอายุทมีความบกพร่องดานการรับรู้จะเรียกว่า disorientation อาจเปนแบบ

ู้


ี่

ชั่วคราวหรือตลอดไปทั้งนี้การรับรู้ที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่การแสดงออกที่ไม่ถูกต้องได

10

ี่

3. ความจำ (memory) คอ การคงไว้ซึ่งข้อมูลทไดรับเข้าไปในสมองเปนกระบวนการททำให้
ี่

เกิดความจำโดยการลงบันทก (registration) การคงไว้ซึ่งข้อมูล (retention) และการเรียกข้อมูลมา

ใช้ (retrieval) ซึ่งต้องอาศัยสมรรถภาพพื้นฐานของสมองดานสมาธิภาษาและการรับรู้ 10,28 การเรียนรู้

เกิดจากการแสวงหาข้อมูลจากการเลียนแบบซึ่งเรียนรู้จากการมองเห็นและการกระทำตามโดยไม่ต้อง


เข้าใจความหมายการฝกความเคยชินการบคลองความผดพลาศและจากการรับรู้ซึ่งอาศยประสาทรับ


ี่


ความรู้สกทสำคัญ ไดแก่ การมองเห็นการไดยินการสมผัสนำสิ่งทรับรู้มาประมวลกับประสบการณใน


ี่
ี่
อติดเพื่อแปลความหมายของสงทรับรู้ก่อนที่จะแสดงพฤตกรรมการตอบสนองออกมาอย่างเหมาะสม
ิ่



ี่
เมื่อได้เรียนรู้แลวจะมีการปรับปรุงหรือเปลยนแปลงทกษะหรือพฤติกรรมเดมระบบประสาทสามารถ

เก็บและรำลึกข้อมูลไดโดยทางความจำการเรียนรู้ ๆ ข้อมูลตาง ๆ ทไดรับโดยตวรับความรู้สกต่างรับ





ี่


ี่
ข้อมูลแลวแปลข้อมูลทไดรับเพื่อการเรียนรู้วิเคราะห์และเก็บเป็นความจำสะสมไว้ 10,28
ซึ่งกระบวนการของความจำเกิดขึ้นเมื่อมีตัวป้อนข้อมูล (Sensory input) ส่งข้อมูลเข้ามาในสมองหาก


บุคคลไม่ให้ความสนใจตอข้อมูลนั้นระบบความจำก็จะยังไม่ทำงาน แตหากบุคคลสนใจในเรื่องนั้น

ั้

ู่
ข้อมูลจะถูกสงผานเข้าสระบบและอาจเป็นความจำระยะสน (short-term memory) หรือเรียกว่า
ความจำเพื่อการทำงาน (working 1nerRory) ซึ่งความจำแบบนี้มักไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล (store
ั่
data) หรือแปลงเป็นรหัสความจำ (encode) ไว้ในสมองหรืออาจมีการสะสมข้อมูลไว้เพียงชวคราว

แตหากข้อมูลถูกทำเป็นรหัสความจำและบันทกไว้ในระบบจะถูกเรียกว่าความจำระยะยาว (long-

term memory) 13,27



4. การตดสนใจ (judgment) คอการพิจารณาตกลงใจชขาดในการเลอกทางเลอกใค

ี้


ทางเลอกหนึ่ง (alternative) ทมีอยู่มากกว่าหนึ่งทางเลอกในการจะดำเนินกิจกรรมของคนเพื่อให้
ี่


ี่



ี่
ั้
ี่



บรรลเป้าหมายทตองการโดยตงอยู่บนบรรทดฐานทว่าทางทเลอกนั้นมีโอกาสบรรลเปาหมายไดมาก
ที่สุดคราฟ


ี่
5. การใช้ภาษา (language) คอ สญลกษณที่ใชในการสอความหมายทมีความซับซ้อนและมี


ื่

ั้

ื่

พัฒนาการตลอดเวลาภาษาใชทงในการคดและสอสารระหว่างบุคคลเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียม
ี่
สภาพสังคมและประวัติศาสตร์ของแต่ละสถานที่ภาษาทใชในการสื่อสารมีหลายรูปแบบเช่นการแสดง

สีหน้าท่าทางการใช้คำพูดน้ำเสียงการเขียนและการวาดภาพหรือสัญลักษณ์อื่น ๆ

6. การคิดเชงบริหาร (executive function) คือกระบวนการที่กำหนดไว้อย่างมีระบบเพื่อให้

ี่




บรรลเปาหมายหรือวัตถุประสงคทตองการภายใตเงื่อนไขและข้อมูลในการประกอบการตดสนใจซึ่ง



ู้
ผสงอายุทมีการเสอมของสมองบางรายจะไม่สามารถตดสนใจคดในเชงนามธรรมคดวางแผนหรือ

ื่



ี่

จัดลำดับขนตอนว่าจะทำอะไรก่อนหลังไดการคิดเชงบริหารเปนทักษะตาง ๆ ที่หลากหลายของมนุษย์



ั้

ซึ่งแสดงออกหรือกระทำผานกระบวนการด้านสตปัญญาเป็นตัวควบคุมการแสดงออกหรือการกระทำ







ตาง ๆ มีความสำคญตอความสำเร็จในการดำเนินชวิตชวยให้บุคคลสามารถปรับตวเข้ากับ


35


ี่






สภาพแวดลอมทเปลยนแปลงตลอดเวลาไดซึ่งทกษะการบริหารจดการดานทสำคญและส่งผลตอการ
ี่
ี่

ดำเนินชีวิตของมนุษย์ 13,29 ได้แก่
ุ่

6.1 การจดหมวดหมู่ (categorization) เปนความสามารถในการจดกลมวัตถุบุคคลหรือ


เหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันตามลักษณะที่เหมือนกันได้
ี่


6.2 การคดคำนวณ (calculation) เป็นความสามารถทเน้นความคดความเข้าใจเกี่ยวกับ




ตวเลขเพื่อให้ผสงอายุมีกลยุทธ์ในการจดการวิเคราะห์และสงเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการบวกลบคณ

ู้
ิ่
หารหรือจดกระทำกับตวเลขทแสดงคาปริมาณของสงใดสิ่งหนึ่งไดซึ่งตองอาศยกระบวนการคิดอย่าง
ี่






เป็นระบบ การคิดคำนวณนี้มีความสำคญตอการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันในสวนของการซื้อของ


10



ั่




การทอนเงินการชงตวงวัดซึ่งระบบการคดคำนวณยังตองประกอบดวยความเขาใจในสญลกษณหรือ


เครื่องหมายของการคำนวณดวย เชน เครื่องหมายบวก ลบ คณ หารรวมถึงกระบวนการคดทาง





คณตศาสตร์ความสามารถในการคำนวณตวเลขจำเปนตองมี 3 องค์ประกอบของกระบวนการคด คอ






ี่






ดานความเขาใจตวเลข ผลผลตทไดจากการคำนวณ และกระบวนการใชสตปัญญา ดานการคำนวณ






ซึ่งกระบวนการใชสตปัญญาดานการคำนวณนั้น ประกอบดวย ความเขาใจตอการใชสัญลักษณ และ


คำแทนสญลกษณ ความเข้าใจตอจำนวนจริงของตวเลข และความสามารถในการลงมือคำนวณให้





13
สำเร็จ
6.3 การแก้ไขปัญหา (problem solving) เป็นการบูรณาการทกษะดานความรู้ความ


เข้าใจหลาย ๆ ทักษะของกระบวนการคิดโดยการแก้ไขปัญหานั้นต้องการการทำหน้าที่หลายอย่างของ
ี่




ิ่
ิ่

สมอง เชน ความสนใจจดจอตอสงใดสงหนึ่งไดนานพอ ความสามารถทจะคดหรือเริ่มตนแผนการ

ความสามารถในการรับข้อมูลและให้ข้อมูลย้อนกลับหรือแปลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงการ
คิดอย่างยืดหยุ่นและเป็นนามธรรมเพื่อใช้ในการฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้
6.4 การคดอย่างยืดหยุ่น (thinking flexibility) เป็นความสามารถในการเริ่มหยุดและ



สลบการกระทำไปมาไดตามสงทเกิดขึ้นในขณะนั้นหรืออาจกลาวไดว่าการคดอย่างยืดหยุ่นเป็น


ิ่
ี่

ความสามารถของบุคคลในการดำเนินงานตามแผนซึ่งตองการความคดริเริ่มการหยุดพักตามความ


เหมาะสมและการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อม

6.5 การคิดอย่างเปนนามธรรม (abstract thinking) เปนความสามารถของบุคคลในการ


ื่
รวบรวมความคดและให้ข้อคดเหนต่อข้อมูลทรับมาซึ่งถือเปนพื้นฐานของกระบวนการคดและสอสาร

ี่




กับบุคคลอื่นความคดเชงนามธรรมเกิดขึ้นไดตอเมื่อบุคคลนั้นสามารถทจะแยกแยะลกษณะรูปแบบ



ี่




ุ่
ของสงทพบเหนสามารถจดกลมและเขาใจกฎเกณฑ์หรือปัจจยที่เกี่ยวข้องกับวัตถุหรือข้อมูลหรือสงท ี่
ี่
ิ่
ิ่




พบเห็นนั้นไดการคดเชงนามธรรมสามารถสงเสริมโดยการให้โอกาสในการใช้ความสามารถในการให้

ความหมายเชิงนามธรรมใช้ความสามารถในการเปรียบเทียบความเหมือนหรือความแตกต่างของวัตถุ
รวมถึงการทราบความสัมพันธ์เชิงตรรกะและใช้ความสามารถในการจัดหมวดหมู่ของวัตถุ” เพื่อพัฒนา
ความคิดที่เกี่ยวพันกับความรู้สึกและความคิดหรือมโนทัศน์ (ideas or concept)


36


6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการรู้คิดสำหรับผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย
1. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพสมองในประเทศไทย






อรวรรณ คหา และคณะ (2555) ไดศกษาวิจยการพัฒนาศกยภาพสมองของผทมี
ี่
ู้



ุ่

สมรรถภาพสมองบกพร่องเลกน้อยดวยการกระตนการรู้คด (cognitive stimulation) กลมทดลอง
ุ้

ไดรับกิจกรรมการพัฒนาศกยภาพสมองคือกิจกรรมเคลื่อนไหว (ตาราง 9 ชอง, การออกกำลงกายใน



ผู้สูงอาย) เพลงดั่งดอกไม้บาน เพื่อกระตุ้นสมองซีกซ้ายขวาทั้งหมด 6 กิจกรรมท 1 การแนะนำตัวการ

ี่



ให้ความรู้เรื่องสมองเพื่อให้เหนความสำคญในการฝกความจำชื่อและทำการบ้านหนังสออัตชีวประวัต ิ

ของตนเอง กิจกรรมที่ 2 การทบทวนความจำระยะยาวชีวิตของฉันอยู่กับปจจุบันและกระตุ้นการรับรู้


ี่
ี่
ี่


กิจกรรมท 3 มิตสมพัทธ์และเขียนแผนท กิจกรรมท 4 จนตนาการภาพความจำภาพและความจำ




ู้
ู้
ตวเลขผเลาคอผบรรยายภาพและผฟังคอผไดยินรายละเอียดภาพและเขียนภาพของตนเองจาก

ู้
ู้
ความจำภาย กิจกรรมท 5 ภารฝกความจำทเป็นภาพและ กิจกรรมท 6 การจดของซื้อของและการ
ี่
ี่


ี่
ตัดสินใจพบว่ารูปแบบกิจกรรมพัฒนาศกยภาพสมองทพัฒนาขึ้นจะมีความสัมพันธ์กับสมองทง 4 ด้าน
ั้
ี่




คอ ความใสใจ (attention) มิตสมพัทธ์ (visuospatial) ความจำ (memory) เพื่อกระตนการให้

ุ้


เหตผล/การวางแผน (Executive friction) และการใชภาษา (language) เพื่อเพิ่มและคงศกยภาพ




การทำงานของสมองในสวนตาง ๆ อย่างมีนัยสำคญทางสถิต (p <0.000) เมื่อเทยบกับกลมควบคม
ุ่



และทบว่ากลุ่มทดลองที่ทำกิจกรรมพัฒนาศกยภาพเมื่อทำแบบทดสอบ TGDS ในระยะที่ทำการศึกษา

มีคะแนนค่าเฉลี่ยของแบบทดสอบลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม


วีณา ลิ้มสกุล และคณะ (2561) ศกษาผลของการพัฒนาศกยภาพสมองของผทมีสมรรถภาพ

ู้
ี่

ี่
ู้
สมองบกพร่องเลกน้อยกลมตวอย่าง คอ ผทมีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผลการศกษาภายหลงการทดลอง

ุ่






3 เดอน และระยะตดตามผลเดอนท 6 และ 9 เดอนใชแบบประเมินสมรรถภาพสมอง MoCA และ

ี่

ุ่
แบบประเมินพุทธิปัญญาเฮเดส-ค็อก (ADAS cog Thai modified version) พบว่า กลมทดลองมี
ี่


ี่

คาเฉลยคะแนนสมรรถภาพสมองสงกว่าก่อนการทดลองและมีคาเฉลยคะแนนสมรรถภาพสมองสง

ุ่


กว่ากลมควบคม ส่วนกลุ่มควบคมมีคาเฉลี่ยคะแนนสมรรถภาพสมองหลงการทดลองเดือนท 3 สงขึ้น


ี่

ี่


ุ่
และลดลงในเดอนท 6 และ 9 กลมทดลองมีคาเฉลยคะแนนสมรรถภาพสมองก่อนและหลงการ
ี่

ทดลองเคียนที่ 3, 6 และ 9 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต ิ

ณัชชา แรมกิ่ง (2561) ศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อการทำหน้าที่ดานการ

รู้คดในผสงอายุทมีการรู้คดบกพร่องเลกน้อยอายุ 60 ปีบริบูรณขึ้นไปจำนวน 44 คนสมเข้ากลม
ู้
ุ่






ี่
ุ่
ุ่
ทดลองและกลมควบคมกลมละ 22 คน กลมทดลองไดรับโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมอง
ุ่



ื่
ประกอบดวยการรับรู้ตามความเป็นจริงและการกระตนการรู้คดโดยการเคลอนไหวร่างกายการ


ุ้


กระตนประสาทสมผสการระลกความหลงและการประมวลผลข้อมูลจำนวน 6 ครั้ง ๆ ละ 90-120


ุ้



นาท สปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นระยะเวลา 6 สปดาห์ตอเนื่องกัน กลมควบคมไดรับการดแลสขภาพ

ุ่




ุ่
ตามปกติผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าทด้านการรู้คิดของกลมทดลองหลังการทดลองสง

ี่

ี่
ี่


กว่าก่อนการทคลองอย่างมีนัยสำคญทางสถิติและผลตางของคะแนนเฉลยการทำหน้าทดานการรู้คด



ุ่
ุ่

ก่อนและหลงการทดลองระบว่างกลมทดลองและกลมควบคมแตกตางกันอย่างมีนัยสำคญทางสถิต ิ

โดยกลุ่มทดลองมีผลต่างของคะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ค้านการรู้คิดสูงกว่ากว่ากลุ่มควบคุม


37


2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดในประเทศไทย


ปิ่นมณ สุวรรณโมส(2557) ทศกษาผลของโปรแกรมกระตนการรู้คดตอความจำของผสูงอายุ

ี่

ู้


ุ้


ี่
ุ้




ในชมชนทมีการรู้คดบกพร่องใชแนวคดการกระตนการรู้คดของ Spectorc และคณะ (2003) แบบ
ั้
กลุ่มเดยววัดซ้ำ (One-Group Repeated Measures) โดยทำการวัดซ้ำทงหมด 8 ครั้ง คือ ทำการวัด

ก่อนการทดลอง 1 ครั้งระหว่างการทดลอง 6 ครั้งและบลังเสร็จสิ้นการทดลอง 1 ครั้งวัดแต่ละครั้งห่าง


กัน 1 สปดาห์ใชแบบประเมินพุทธิปัญญาฉบับภาษาไทย (Montreal cognitive assessment
ี่




ุ้
ิ้
(MoCA) พบ คาเฉลยคะแนนความจำภายหลงเสร็จสนการเข้าร่วมโปรแกรมกระตนการรู้คดสงกว่า

ก่อนการเขาร่วมโปรแกรมกระตนการรู้คิดอย่างมีนัยสำคญทางสถิติทระดับ 0.1 และค่าเฉลยคะแนน

ุ้
ี่
ี่




ความจำหลงเข้าร่วมกิจกรรมในสปดาห์ท 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 เพิ่มขึ้นตอเนื่องอย่างมีนัยสำคญทาง
ี่
สถิติที่ระดับ 0.01


สุทธิศรี ตระกูลสิทธิโชค และอาทตยา สวรรณ (2559) ศกษาผลของโปรแกรมกระตนการรู้
ุ้


คิดตอความสามารถในการรู้คิดและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันในผสูงอายที่มีความเสี่ยง

ู้





ของภาวะสมองเสื่อมที่พักอาศัยในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดการสังคมผู้สงอายุจงหวัดปทมธานีจำนวน

ู่

32 คน สมกลมตวอย่างอย่างง่ายแบ่งเป็นกลมทดลองและกลมควบคมจบคดวยตวแปรอายุเพศและ
ุ่
ุ่


ุ่
ุ่

ุ่
ระดับการศึกษากลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการกระตุ้นการรู้คิดเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ กลม





ควบคมไดรับกิจกรรมตามปกตของศนย์ฯ ใชแบบประเมินสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย (Mini-

ี่
ู้
ี่
Mental State Examination Thai 2002: MMSE-Thai 2002) ในผสงอายุทเสยงหรือมีภาวะสมอง

เสื่อมเลกน้อยถงปานกลางใชเกณฑ์คือมีคะแนน 10-24 คะแนนในผทมีการศกษาระดับประถมศกษา


ู้
ี่



หรือสูงกว่าและมีคะแนน 8-19 ในผู้ที่ไม่ได้เรียนหนังสอพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการ


ุ้
ุ่


รู้คดของกลมทคลองภายหลงเข้าร่วมโปรแกรมการกระตนการรู้คดสงกว่าก่อนเขาร่วมโปรแกรมฯ

ุ่


อย่างมีนัยสำคญทางสถิต (p <0,001) คะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของกลม

ทดลองก่อนและหลงเขาร่วมโปรแกรมฯ ไม่แตกต่างกัน (p> 0.05) คาเฉลี่ยของคะแนนความสามารถ



ในการรู้คดและคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันหลังทดลองระหว่างกลมทดลองและ
ุ่
กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน (p> 0.05)


จารุวรรณ ก้านศรี (2560) ศกษาผลของโปรแกรมการฟื้นฟูการรู้คดตอภาวะซึมเศร้าใน



ี่

ผสงอายุทมีความบกพร่องดานการรู้คดกลมตวอย่างคอผสงอายุทมีความบกพร่องดานการรู้คด


ู้


ี่

ุ่
ู้
ประเมินพุทธิปัญญาโดยแบบทดสอบ Montreal cognitive assessment (MoCA) มีคะแนนน้อย
ุ่
ุ่


ุ่
กว่า 25 จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลมทดลองและกลมควบคมกลมละ 30 คนกลมทดลองไดรับ
ุ่
ู้


ี่
โปรแกรมการฟื้นฟูการรู้คดทสร้างขึ้นโดยผวิจยตามแนวคดการฟื้นฟูการรู้คดของฮัคแคนและคณะ


จำนวน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งหมด 8 ครั้ง ๆ ละ 90-120 นาทีติดต่อกัน 8 สัปดาห์และกลุ่มควบคม




ู้



ี่

ไดรับการดแลปกตผลการวิจยพบว่าคะแนนภาวะซึมเศร้าในผสงอายุทมีความบกพร่องคานการรู้คด
กลุ่มทดลองหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตและคะแนนภาวะซึมเศร้า

ู้

ุ่




ในผสงอายุทมีความบกพร่องดานการรู้คดหลงไดรับโปรแกรมการฟื้นฟูการรู้คดกลมทคลองคำกว่า

ี่
ุ่


กลมควบคมที่ได้รับการดแลปกติอย่างมีนัยสำคญทางสถิติสรุปว่าโปรแกรมการฟื้นฟูการรู้คดสามารถ


ลดภาวะซึมเศร้าในผสงอายุทมีความบกพร่องคานการรู้คดไดอย่างมีประสทธิภาพและเป็นแนว




ู้

ี่
ทางการบำบัดและป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องด้านการรู้คิดได้อย่างเหมาะสม


38





ุ้


สาวิตรี จระยา (2561) ศกษาผลของโปรแกรมกระตนการรู้คดตอความจำและการรับรู้



ุ่
ุ้

สมรรถนะแห่งตนดานความจำในผสงอายุทมีการรู้คดบกพร่องดวยวิธีการกระตนการรู้คดแบบกลม
ี่
ู้


เพื่อส่งเสริมความจำและการรับรู้สมรรถนะของตนเองค้านความจำของผู้สงอายที่มีการรู้คิดบกพร่องมี

ุ่

การดำเนินกลมอย่างมีระบบและเป็นขั้นตอนเกี่ยวกับสมพันธภาพทดมีการพูดคยแลกเปลยนความ
ี่

ี่

คิดเห็นใชสมาธิในการทำกิจกรรมเรียนรู้การตัดสินใจการคิดเชิงบริหารการรับรู้ความจำและประส 11

ู้
ุ้





สมผสตาง ๆ ชวยกระตนสมองคานการรู้คดของผสงอายุให้ดขึ้นกำหนดให้มีการจดกิจกรรมกลม 8



ุ่

ครั้งใชเวลาดำเนินกิจกรรมทงหมด 4 สปดาห์ใช้เวลา 45-60 นาทตอครั้งผลการศกษาพบว่าผสูงอายุ

ู้
ั้




ี่


ี่

ุ่
ในกลมทดลองมีคะแนนเฉลยความจำไม่แตกตางกับกลมควบคม แตคะแนนเฉลยการรับรู้สมรรถนะ
ุ่



แห่งคนดานความจำในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคมอย่างมีนัยสำคญทางสถิติและในกลุ่มทดลองมี
คะแนนเฉลยการรับรู้สมรรถนะแห่งคนด้านความจำในระยะตดตามผล 1 เดอนสงกว่าระยะหลังการ



ี่
ทดลองและระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต ิ

7. ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการร ู้
คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น
ี่

โปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองตอความสามารถในการรู้คดของผสงอายุทมีภาวะการรู้คด
ู้






บกพร่องในระยะเริ่มตนไดพัฒนาขึ้นตามแนวคดกระตนการรู้คดของ Spector et al. (2003) เป็น

ุ้

กระบวนการกระตนความสามารถในการรู้คดทเฉพาะเจาะจง (Specific domain) โดยการกระตน

ุ้
ุ้
ี่
ี่

การรู้คิดมีส่วนช่วยให้สมองที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้น ดังแสดงภาพท 1 ดังนี้

กรอบแนวคิดการวิจัย

ุ้
โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองตามแนวคิดกระตน
การรู้คิดของ Spector et al. (2003)
1. ความใส่ใจ (attention)
2. การจัดกลุ่มข้อมูล (Categories)
3. การใช้ภาษา (verbal fluency) ความสามารถในการรู้คิด
4. ความจำภาพ (visual memory)
5. ความจำเสียง (auditory memory)

6. การรับรู้มิตสัมพันธ์ (visuoconstructional)


7. การคิดเชงบริหารจดการ (executive function)




ภาพที่ 1 กรอบแนวคดการวิจัย


39
บทท 3
ี่
วิธีดำเนินการวิจัย



การวิจยครั้งนี้เป็นการวิจยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design) ศกษาแบบสองกลมวัด


ุ่
ซ้ำโดยวัดก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จสนทนท และติดตามผล 3 เดอน (Two group, pre-posttest and



ิ้

ู้

ี่


ี่



follow-up design) เพื่อศกษาผลของโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองตอการทำหน้าทดานรู้คดของผสงอายุทมี





ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน เลอกกลุ่มตวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) โดยจบ


ุ่

ั้
ุ่
จับฉลากเลือกอำเภอหนึ่งเป็นกลมควบคม และอีกอำเภอเป็นกลมทดลอง โดยทงสองกลุ่มมีคุณสมบัติใกลเคยงกัน






มากทสดในดานเพศ อายุมีความแตกตางไม่เกิน 5 ปี และระดบการศกษา การคดกรองภาวะการรู้คดบกพร่อง

ี่
ุ่

ุ่
ุ่
เลกน้อยของผสงอายุ จำนวน 50 คน แบ่งออกเป็น 2 กลม คอ กลมทดลองและกลมควบคม กลมละ 25 คน
ุ่



ู้
ดำเนินกิจกรรมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใช้เวลาครั้งละ 45-60 นาที รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์

กลุ่มทดลอง O1 X O2

กลุ่มควบคุม O3 O4

X หมายถง โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง


O1 หมายถึง การทำหน้าที่ดานรู้คิดของผู้สูงอายุก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง
O2 หมายถึง การทำหน้าที่ดานรู้คิดของผสูงอายุหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง
ู้


O3 หมายถึง การทำหน้าที่ดานรู้คิดของผู้สูงอายุก่อนได้รับการดแลตามปกต ิ

O4 หมายถึง การทำหน้าที่ดานรู้คิดของผู้สูงอายุหลังได้รับการดูแลตามปกติ


40

ประชากรและกลุ่มตวอย่าง
ู้
ี่
ประชากร คือ ผสูงอายุทั้งชายและหญิงที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปทพักอาศัยอยู่ในศูนย์ส่งเสริมและ
พัฒนาคุณภาพชีวิตผสูงอาย จังหวัดสุพรรณบุรี
ู้


ู้
ี่
กลุ่มตัวอย่าง คือ ผสูงอายุทั้งชายและหญิงทมีอาย 60 ปีบริบูรณขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในศูนย์ส่งเสริมและ


ู้
พัฒนาคุณภาพชีวิตผสูงอาย อำเภอบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 50 คน โดย

กำหนดคุณสมบัต ดังนี้
เกณฑการคัดเข้า (inclusion criteria)

ี่
1) ผู้ทเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่ส่งผลตอภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ได้แก่ โรคความดนโลหิตสูง โรค



ไขมนในเลือดสูง และโรคเบาหวาน

2) ผู้ที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ประเมินโดยใชแบบประเมินพุทธิปัญญา (The Montreal
ี่
Cognitive Assessment- Thai Version: MoCA-T) ทแปลเป็นภาษาไทยโดยโสทฬัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ (2550) มี
คะแนนน้อยกว่า 25 คะแนน คะแนน
3) ไม่มีปัญหาด้านการสื่อสาร สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้
4) ยินดให้ความร่วมมือในการเขาร่วมวิจัยตลอดชวงการศึกษาและการติดตามผล



5) ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมฝึกกระตุ้นการรู้คิดมาก่อน
เกณฑ์การคัดออก (exclusion criteria)


ู้

1) ผสูงอายที่มีโรคประจำตวที่เปนอุปสรรคต่อการเข้าร่วมการวิจัย


2) ผู้สูงอายที่เกิดปัญหาหรืออุปสรรคไม่สามารถร่วมกิจกรรมไดครบตามกำหนด

การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง


ุ่

ขนาดกลมตวอย่างในการวิจยครั้งนี้ไดจากการเปิดตารางขนาดกลมตวอย่างของ Cohen (1987) โดย

ุ่
ุ่
กำหนดความคลาดเคลอนของการสม (ระดับ α) ที่ P< .05 ขนาดของอิทธิพล (power analysis) ที่ .80 อิทธิพล
ื่

ั้
ของการทดลอง (effect size) ท 0.41 จากงานวิจยของ Kwok et al. (2013) ไดขนาดกลมตวอย่างทงหมด 50

ุ่
ี่


คน แบ่งเป็นกลมทดลอง 25 คน และกลมควบคม 25 คน ผู้วิจยจับฉลากเลอกอำเภอหนึ่งเปนกลมควบคม และอีก

ุ่


ุ่

ุ่

อำเภอเป็นกลุ่มทดลอง โดยทงสองกลมมีคณสมบัตใกลเคยงกันมากทสดในดานเพศ อายุมีความแตกตางไม่เกิน 5





ี่
ุ่

ั้
ปี และระดับการศึกษา
ES = ค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง - ค่าเฉลี่ยของกลุ่มควบคุม
ี่
ค่าส่วนเบยงเบนมาตรฐานของกลุ่มควบคุม
ES = 12.24 – 4.37
(10.73+8.23)
= 7.87
18.96
= 0.41


41
ขั้นตอนการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

ุ่
ุ่




การศกษาวิจยครั้งนี้ ผวิจยเลอกกลมตวอย่างดวยวิธีสมอย่างง่าย (Simple random sampling) โดย

ู้

กำหนดตามขั้นตอน ดังนี้

ู้
ู้






ั้
1. การสำรวจข้อมูลศนย์สงเสริมและพัฒนาคณภาพชวิตผสงอายุ จ.สพรรณบุรี ให้บริการผสงอายุทง

เพศชาย – หญิงในเขตพื้นท จ. สพรรณบุรี ซึ่งมีจำนวน 2 แห่ง ไดแก่ 1) ศนย์สงเสริมและพัฒนาคณภาพชวิต

ี่




ู้


ผสงอายุ อำเภอบางปลาม้า และ 2) ศนย์สงเคราะห์คนชราบ้านเกาะแก้วรวมใจรักษ์ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัด
สุพรรณบุรี
ุ่

ุ่

2. ทำการสมอย่างง่าย (simple random sampling) โดยการจบฉลากเลอกอำเภอหนึ่งเป็นกลม



ควบคุม และอีกอำเภอเป็นกลุ่มทดลอง ผลการจับฉลากไดศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคณภาพชีวิตผสูงอาย อำเภอบาง
ู้
ุ่
ั้
ปลาม้า เป็นกลุ่มทดลอง และศูนย์สงเคราะห์คนชราบ้านเกาะแก้วรวมใจรักษ์ อำเภอสองพี่น้อง เป็นกลมควบคุมทง

ั้


สองแห่งมีคณสมบัตเหมือนกัน ลกษณะของผสงอายุมีบริบทคลายคลงกัน โดยให้บริการทงเพศชาย – หญิงท ี่
ู้



ี่


ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดอดร้อน ขาดผู้อุปการะเลี้ยงด ไม่มีทอยู่อาศยอยู่ร่วมกับครอบครัวไม่ไดและให้การ


บริการแบบไม่หวังผลกำไร


ี่




ู้
ุ่
3. ผวิจยเลอกกลมตวอย่างตามคณสมบัตทกำหนด โดยใชแบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย
(The Montreal Cognitive Assessment-Thai Version: MoCA-T) ทพัฒนาและแปลเป็นภาษาไทยโดย
ี่
ี่



ู้

โสทฬทธ์ เหมรัญชโรจน์ (2550) ซึ่งเปนเครื่องมือทเหมาะในการคดกรองผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องแยก


ี่

ออกจากคนปกต ประกอบดวยการประเมินสมอง 7 ดาน ไดแก่ 1) ความสามารถในการบริหารจดการ 2) การ






ื่

เรียกชอ 3) ความใสใจ 4) ภาษา 5) ความคดเชงนามธรรม 6) ความจำระยะยาว 7) การรับรู้ คะแนนเตม 30

คะแนน โดยเพิ่มหนึ่งคะแนนในผทมีการศกษาน้อยกว่าหรือเทากับ 6 ปี เกณฑ์การแปลผล คะแนนน้อยกว่า 25

ู้
ี่

คะแนน ถือว่ามีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น
4. ผู้วิจัยจัดให้กลุ่มทดลองและกลมควบคุมมีคณสมบัติใกล้เคยงกันมากทสุดในด้านเพศเดียวกัน (Cook
ี่


ุ่
et al., 2013) อายุมีความแตกตางไม่เกิน 5 ปี (Power, 2011) (Touhy & Kathleen, 2010) และมีระดบ



การศกษาเดยวกัน (Barner & Yaffe, 2011) ดวยวิธีจับค (match paired) เพื่อป้องกันอิทธิพลจากตวแปรแทรก

ู่


ซ้อน


42



ุ่
ู่





ตารางที่ 1 แสดงคณสมบัตของกลมตวอย่างเมื่อไดรับการจบคดาน เพศ อายุ ระดบการศกษาและชนิดของโรค
ประจำตัว
กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม
คู่ที่ เพศ อายุ ระดับ ชนิดของโรค เพศ อายุ ระดับ ชนิดของโรค
การศกษา ประจำตัว การศกษา ประจำตัว


1 หญิง 80 ประถมศึกษา HT หญิง 78 ประถมศึกษา HT
2 หญิง 69 ประถมศึกษา HT หญิง 72 ประถมศึกษา HT
3 หญิง 89 ประถมศึกษา HT, DLP หญิง 71 ประถมศึกษา HT, DLP
4 หญิง 74 มัธยมศึกษา HT หญิง 78 มัธยมศึกษา HT
5 หญิง 74 ประถมศึกษา HT, DLP หญิง 79 ประถมศึกษา HT, DLP
6 หญิง 76 ปริญญาตรี HT, DM, DLP หญิง 73 อนุปริญญา HT, DM
7 หญิง 72 มัธยมศึกษา HT หญิง 78 มัธยมศึกษา HT
8 หญิง 80 ประถมศึกษา HT, DLP หญิง 79 ประถมศึกษา HT, DLP
9 หญิง 80 ประถมศึกษา HT หญิง 84 ประถมศึกษา HT
10 หญิง 76 มัธยมศึกษา HT, DLP หญิง 80 มัธยมศึกษา HT, DM
11 หญิง 80 ประถมศึกษา HT หญิง 82 ประถมศึกษา HT
12 ชาย 78 ประถมศึกษา HT, DM, DLP ชาย 83 ประถมศึกษา HT, DLP
13 ชาย 83 ประถมศึกษา DLP ชาย 78 ประถมศึกษา HT
14 ชาย 86 ประถมศึกษา HT ชาย 81 ประถมศึกษา HT

15 ชาย 78 ประถมศึกษา HT, DLP ชาย 80 ประถมศึกษา HT,DM
16 ชาย 76 ประถมศึกษา DLP ชาย 75 ประถมศึกษา HT
17 ชาย 86 ประถมศึกษา HT ชาย 81 ประถมศึกษา HT
18 ชาย 68 ประถมศึกษา HT ชาย 65 ประถมศึกษา HT
19 หญิง 80 ประถมศึกษา HT หญิง 79 ประถมศึกษา HT
20 หญิง 60 ไม่ได้เรียน HT หญิง 64 ไม่ได้เรียน HT
21 ชาย 80 ประถมศึกษา HT ชาย 82 ประถมศึกษา HT
22 หญิง 80 ประถมศึกษา HT หญิง 77 ประถมศึกษา HT
23 หญิง 76 ประถมศึกษา HT หญิง 76 ประถมศึกษา HT
24 ชาย 65 ไม่ได้เรียน HT, DM ชาย 67 ไม่ได้เรียน HT
25 หญิง 68 ประถมศึกษา HT, DLP หญิง 71 ไม่ได้เรียน HT


43
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย





ี่

เครื่องมือทใชในการวิจยครั้งนี้ ประกอบดวยเครื่องมือ 3 สวน ไดแก่ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเครื่องมือกำกับการทดลอง ดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย



ี่
1.1 แบบสอบถามข้อมูลสวนบุคคลทผวิจยสร้างขึ้นเอง ไดแก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดบ

ู้
การศึกษา และโรคประจำตัว
1.2 เครื่องมือที่ใช้ในการคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง คอ แบบคดกรองภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มตน




โดยใชแบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย (MoCA-T) พัฒนาและแปลเปนภาษาไทยโดยโสทฬทธ์ เหมรัญช ์




โรจน์ (2550) ซึ่งเป็นเครื่องมือทเหมาะในการคดกรองผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องแยกออกจากคนปกต ิ
ู้
ี่
ี่


ประกอบดวยการประเมินสมอง 7 ดาน ได้แก่ 1) ความสามารถในการบริหารจัดการ 2) การเรียกชื่อ 3) ความใส่ใจ

4) ภาษา 5) ความคิดเชิงนามธรรม 6) ความจำระยะยาว 7) การรับรู้ คะแนนเตม 30 คะแนน โดยเพิ่มหนึ่งคะแนน

ู้


ในผที่มีการศึกษาน้อยกว่าหรือเทากับ 6 ปี เกณฑ์การแปลผล คะแนนน้อยกว่า 25 คะแนน ถือว่ามีภาวะการรู้คด
บกพร่องระยะเริ่มต้น
1.3 แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย (Mini-Mental State Examination Thai

ี่

ี่



ุ่

2002: MMSE-T 2002) เป็นเครื่องมือทใชในการคดกรองกลมตวอย่างและประเมินการทำหน้าทดานการรู้คด
ี่
(cognitive function) ซึ่งพัฒนามาจากแบบทดสอบ MMSE ทสร้างโดย Folstein, Folstein & McHugh (1975)
ู้

โดยคณะกรรมการจดทำแบบทดสอบสภาพสมอง ฉบับภาษาไทย (สถาบันเวชศาสตร์ผสงอายุ, 2542) เป็นการ

ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของสมองและระบบประสาทของผู้สงอาย ประกอบดวยการทดสอบ 6 ด้าน ได้แก่




การรับรู้ (orientation) การจดจำ (registration) ความใสใจ (attention) การคำนวณ (calculation) ดานภาษา






(language) และการระลกได (recall) ประกอบดวย 11 ข้อคำถาม ถ้าตอบถูกได 1 คะแนน ถ้าตอบผดได 0

คะแนน คะแนนความสามารถในการทำแบบทดสอบนี้สมพันธ์กับพื้นฐานความรู้ คะแนนเตมของแบบทดสอบจงมี





ู้

ี่

คาไม่เทากัน เมื่อใชทดสอบบุคคลทมีระดบการศกษาตางกัน เกณฑ์การแปลผล ผสงอายุทไม่ไดเรียนหนังสอ ได ้
ี่






ู้



คะแนนระหว่างน้อยกว่าหรือเทากับ 14 จากคะแนนเตม 23 คะแนน ผสงอายุทเรียนระดบประถมศกษาและ

ี่
ระดบสงกว่าประถมศกษา คาคะแนนระหว่างน้อยกว่าหรือเทากับ 17 และระหว่างน้อยกว่าหรือเทากับ 22 จาก






ื่
คะแนนเต็ม 30 คะแนน ซึ่งเปนจดตดสำหรับคะแนนทสงสยว่ามีภาวะสมองเสอมและยังไม่ไดรับการรักษาหรือ

ี่




วินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมจากแพทย์
คุณภาพของเครื่องมือ
คณะกรรมการจดทำแบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องตนและสถาบันเวชศาสตร์ผสงอายุ
ู้



(2542) ได้วิเคราะห์ค่าเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยการนำแบบทดสอบสมรรถภาพสมองไปทดลองใชในผสงอายุทมี

ู้

ี่
ุ่
ี่


ู้
ื่


อายุเกิน 60 ปีบริบูรณ จำแนกเป็น 4 กลม คอ1) ผสงอายุทไดรับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีภาวะสมองเสอม


จำนวน 120 คน 2) ผสงอายุปกตทไม่ไดเรียนหนังสอ จำนวน 95 คน 3) ผสงอายุปกตทเรียนระดบประถมศกษา
ู้


ู้
ี่


ี่



ี่
จำนวน 377 คน และ 4) ผู้สงอายปกติทเรียนสูงกว่าประถมศึกษา จำนวน 142 คน มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ


ู้

เทากับ .95 จากนั้นนำผลการทดสอบจากผสงอายุทงหมดมาวิเคราะห์ทางสถิตโดยใชโปรแกรมคอมพิวเตอร์


ั้


สำเร็จรูป เพื่อทดสอบมาตรฐานของแบบทดสอบหาคาความไว ความจำเพาะ โดยจำแนกตามระดับการศกษา ดังนี้


Click to View FlipBook Version