The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตติมา ดวงแก้ว / วาสนา หลวงพิทักษ์ / ทิวา มหาพรหม / ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง / สุภาวดี นพรุจจินดา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SNCLibrary, 2023-05-25 03:52:53

ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น

จิตติมา ดวงแก้ว / วาสนา หลวงพิทักษ์ / ทิวา มหาพรหม / ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง / สุภาวดี นพรุจจินดา

44



ี่
ู้



ผสงอายุปกตทไม่ไดเรียนหนังสอ มีคาความไว (sensitivity) ร้อยละ 35.4 คาความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ



ี่
81.1 2) ผสงอายุปกตทเรียนระดบประถมศกษา มีคาความไว (sensitivity) ร้อยละ 56.6 คาความจำเพาะ

ู้




ี่


ู้

(specificity) ร้อยละ 93.8 3) ผสงอายุปกตทเรียนสงกว่าประถมศกษา มีคาความไว (sensitivity) ร้อยละ 92.0
ค่าความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 92.6
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ


ผู้วิจัยนำโปรแกรมการพัฒนาศกยภาพสมองไปตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผทรงคณวุฒิ จำนวน 3
ู้

ู้

ท่าน ประกอบด้วย อาจารย์ผเชยวชาญดานการพยาบาลผสูงอาย จำนวน 2 ท่าน และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการ
ู้
ี่
ู้


ู้

ี่
พยาบาลผสงอายุ จำนวน 1 ทาน และนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข จากนั้นนำไปทดลองใช้กับผสงอายุทมี
ุ่


ลกษณะใกลเคยงกับกลมตัวอย่าง จำนวน 5 คน และนำแบบแบบทดสอบสภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย


(MMSE-T 2002) ไปทดลองใชกับผสูงอายุในชุมชนทมีคณสมบัตคลายคลงกับกลมตัวอย่าง จำนวน 30 คน นำมา
ี่

ู้

ุ่



วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเทากับ .81

ส่วนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ
ู้

ี่

3.1 โปรแกรมการพัฒนาศกยภาพสมองตอการทำหน้าทดานรู้คดของผสงอายุทมีภาวะการรู้คด
ี่




บกพร่องระยะเริ่มตน โดยผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดการกระตนการรู้คดของ Spector et al. (2003) ร่วมกับแนว


ุ้




ู้
ปฏบัติการพัฒนาศกยภาพสมองของสถาบันเวชศาสตร์สมเดจพระสงฆราชญาณสังวรเพื่อผสูงอายุ กรมการแพทย์

กระทรวงสาธารณสุข (2559) โดยมีขั้นตอนในการสร้าง ดงนี้
3.1.1 ทบทวนวรรณกรรมและศึกษาแนวคิดฝึกกระตุ้นการรู้คิดของ Spector et al. (2003) และ





ู้

แนวปฏิบัตการพัฒนาศกยภาพสมองของสถาบันเวชศาสตร์สมเดจพระสงฆราชญาณสงวรเพื่อผสงอายุ กรมการ
แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (2559)




3.1.2 กำหนดการดำเนินกิจกรรมให้ครอบคลมในเรื่องฝกการรู้คดตามแนวคดของ Spector
ี่
et al. (2003) เพื่อเพิ่มความสามารถดานรู้คดของผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อย ประกอบดวย





ู้


กิจกรรมกระตนการรู้คดทเฉพาะเจาะจงกับการทำงานของสมอง ไดแก่ 1) ความใสใจ (attention) 2) การจดกลม

ุ่

ุ้

ี่

ข้อมูล (Categories) 3) การใชภาษา (verbal fluency) 4) ความจำภาพ (visual memory) 5) ความจำเสยง





(auditory memory) 6) การรับรู้มิตสมพันธ์ (visuoconstructional) 7) การคดเชงบริหารจดการ (executive

function)

ี่
ุ้


ี่
ู้


3.1.3 สร้างโปรแกรมกระตนการรู้คดตอการทำหน้าทดานรู้คดของผสงอายุทมีภาวะการรู้คด

บกพร่องระยะเริ่มต้น ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ดังนี้

สัปดาห์ที่ 1 การแนะนำตว สร้างสมพันธภาพและให้ความรู้เรื่องสมอง เพื่อให้เหนความสำคญ






ั้

ของการฝกสมอง และการป้องกันภาวะสมองเสอม จดกิจกรรมรู้จักกัน ฝกสมาธิจดจอและความตงใจในการรับรู้
ื่


ข้อมูล โดยการเขียนลกษณะจุดเดนบนใบหน้าของตนเองและระบุจุดเด่นบนใบหน้าของสมาชิก และกิจกรรมครั้งท ี่

2 ทบทวนความจำ จัดกิจกรรมกระตุ้นความจำระยะยาว โดยการเขยนเลาอัตชีวประวัติของตนเองเกี่ยวกับความ

ี่
ภาคภูมิใจ ความรู้สึกทดีต่อตนเองและสิ่งทอยากจะปรับเปลี่ยนตนเอง
ี่
สัปดาห์ที่ 2 จดกิจกรรมกระตนกระบวนการคดและการตดสนใจในการจดกลมวัตถุ บุคคลหรือ

ุ้
ุ่






ี่




เหตการณตางๆเขาดวยกันตามลกษณะทเหมือนกัน ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 3 จดหมวดหมู่ภาพและตวเลข


ี่


45


ี่
จากตาราง และกิจกรรมครั้งท 4 จบคู่สิ่งของใชในชีวิตประจำวัน เป็นการพิจารณาเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งบนทางเลอกท ี่

มีมากกว่าหนึ่งทางเลือก เพื่อบรรลเป้าหมายตามที่ตองการ





สัปดาห์ที่ 3 จดกิจกรรมเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม สภาพสงคม และประวัตศาสตร์ของแตละ



ู้
ี่

ี่


ี่

สถานท ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 5 เรื่องเลาเร้าพลง ให้ผสงอายุเลาเรื่องราวทตนเองประทบใจ และกิจกรรม

ี่

ี่

ครั้งท 6 รอบรู้ประวัตศาสตร์ ภาษาทใชในการสอสารมีหลายรูปแบบ เช่น การแสดงสหน้าทาทาง การใชคำพูด

ื่

น้ำเสียง การเขียนและวาดภาพหรือสัญลักษณ์
สัปดาห์ที่ 4 จัดกิจกรรมกระตนการรับรู้และความจำ ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 7 สุภาษิตคำ

ี่
ุ้
พังเพย โดยใชภาพประกอบพร้อมอธิบายความหมาย และกิจกรรมครั้งท 8 คตธรรมประจำใจ เป็นการทบทวนการ

ี่


ู้





รับรู้เกี่ยวกับหลกธรรมหรือคตธรรมประจำใจ หลงจากนั้นให้ผสงอายุแตละคนยกตวอย่างให้กับเพื่อนสมาชิกใน
กลุ่มและจดบันทึกรายละเอียด

ุ้

สัปดาห์ที่ 5 จัดกิจกรรมกระตนประสาทรับความรู้สก ไดแก่ การมองเหน การไดยิน การสมผส





ิ่
และนำสงทไดรับรู้มาประมวลผลและแปลความหมาย ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 9 เสยงนั้นสำคญไฉน โดยให้


ี่
ี่


ี่


ี่

ผู้สงอายุฝึกสมาธิจดจ่อในการรับรู้ข้อมูลผานเสยง และบอกถึงเสยงทได้ยิน และกิจกรรมครั้งท 10 เติมเตมปริศนา

ให้ผสงอายุฝึกการรับรู้ข้อมูลผานกิจกรรม โดยระบบประสาทจะเก็บและระลกข้อมูลทได้จากการเรียนรู้ วิเคราะห์

ู้
ี่


และเก็บเป็นความจำสะสมไว้และเล่าให้เพื่อนสมาชิกฟัง



สัปดาห์ที่ 6 จดกิจกรรมกระตนการรับรู้มิตสมพันธ์ เป็นการฝกทกษะการมองเห็นแบบมิติ
ุ้




ี่

สมพันธ์กะระยะได โดยสงเกตรายละเอียด เขยนแผนทและระบุจดสงเกต ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 11 การ


ี่





ี่
เดินทางของฉัน และกิจกรรมครั้งท 12 ระลกภาพทสังเกตเห็นและเชื่อมโยงภาพเปนมิติ จากนั้นสมตัวแทนสมาชก
ี่
ุ่
1-2 คน สะท้อนคิดสิ่งที่ได้จากกิจกรรมและจดบันทึกรายละเอียดในกระดาษ




ุ้
สัปดาห์ที่ 7 จดกิจกรรมกระตนการคดเชงบริหารจดการ เป็นความสามารถในการวางแผน การ




แก้ไขปัญหา และความเข้าใจเกี่ยวกับตวเลขในการบวก ลบ คณ หาร หรือการจดกระทำกับตวเลขซึ่งตองอาศย






กระบวนการคดอย่างเป็นระบบ โดยการคดคำนวณนี้มีความสำคญในการทำกิจกรรมในชวิตประจำวัน

ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 13 จบจ่ายใชสอย เป็นกิจกรรมฝกวางแผนการใช้จายเงิน และกิจกรรมครั้งท 14 จด

ี่


ี่


ระเบียบหองนอน เป็นจัดระเบียบสิ่งของเครื่องใชให้เหมาะสมกับบริบททกำหนด


ี่
ี่
สัปดาห์ที่ 8 สรุปและทบทวนการจดกิจกรรมพัฒนาศกยภาพสมองทผานมาทงหมด และ
ั้



ประเมินความสามารถในการรู้คิดระยหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันท และสัปดาห์ท 20 ประเมินความสามารถในการ

ี่
รู้คิดระยะติดตามผล 3 เดือน
ส่วนที่ 3 เครื่องมือกำกับการทดลอง ประกอบด้วย



ู้
3.1 แบบบันทกการเข้าร่วมกิจกรรม โดยผวิจยเปนผบันทกการเข้าร่วมกิจกรรมในโปรแกรมพัฒนา

ู้
ู้
ู้


ู้
ี่


ศักยภาพสมองผสูงอายุ สปดาห์ละ 2 ครั้ง การประเมินใชจำนวนครั้งทผสงอายุเข้าร่วมกิจกรรม โดยผสูงอายุตอง




เขาร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 12 ครั้ง ในจำนวนกิจกรรมทงหมด 14 ครั้งของโปรแกรม เกณฑ์ผาน คอ ตองเข้าร่วม
ั้

กิจกรรมอย่างน้อยร้อยละ 80 หากพบว่า ผู้สงอายุไม่ผานเกณฑ์ในการประเมินข้อมูลของผู้สงอายุจะไม่ถูกนำมาใช ้


ในการวิจัยครั้งนี้


46
ู้

3.2 สมุดบันทึกกิจกรรม ผวิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้บันทกการฝึกการรู้



ู้


ี่

คดผสงอายุตอเนื่องและตดตามประเมินการปฏิบัตกิจกรรมทกครั้งทมีเข้าร่วมกิจกรรมในสปดาห์ท 1- 8 โดยมี

ี่




ู้
เกณฑ์การประเมินจากการปฏิบัตแตละกิจกรรม กำหนดร้อยละ 80 หากพบว่า ผสงอายุไม่ผานเกณฑ์การ
ประเมินผลจะไม่นำมาคิดคะแนน ผลการทดลอง พบว่า ไม่มีผไม่ผ่านเกณฑ์
ู้
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
1. การหาความตรงตามเนื้อหา (content validity) ผู้วิจัยนำเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม


ข้อมูล ไดแก่ แบบบันทกข้อมูลสวนบุคคล คมือดำเนินโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมอง แบบบันทกการเขาร่วม
ู่




กิจกรรมและสมุดบันทกกิจกรรมไปตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและความถูกตองเหมาะสมของภาษา โดย




ู้

ู้

ผทรงคณวุฒิ จำนวน 3 คน ประกอบดวยอาจารย์ผเชยวชาญดานการพยาบาลผสงอายุ จำนวน 2 ทาน และ

ี่
ู้

พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลผู้สงอาย จำนวน 1 ท่าน

ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาความตรงตามเนื้อหา ตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหา ความถูกต้อง
ี่
เหมาะสมของภาษาและรูปแบบที่ใช โดยยึดหลักเกณฑ์ความคิดเห็นสอดคล้องกันของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชยวชาญ

2 ใน 3 ท่าน แล้วทำการปรับปรุงให้สมบูรณ์ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ
ผลของการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา สามารถสรุปผลได้ ดังนี้
1. ปรับปรุงเนื้อหาของกิจกรรมในโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง ได้แก่ ปรับประเดนการฝก



ความจำ (Memory training) ในสปดาห์ที่ 3 กิจกรรมบอกสำนวนสภาษิตไทย ปรับเป็นการบอกคติธรรมประจำใจ




ู้


ั่


หรือหลกธรรมนำชวิตทผสงอายุนับถือ เพื่อให้ผสงอายุทุกคนไดรับการสงเสริมอย่างทวถึง และไดมีโอกาส
ู้
ี่
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือประสบการณ ์

2. การหาความเที่ยงของเครื่องมือ (reliability) ผวิจัยได้นำเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ู้

ี่
ุ่

ู้

ทไดรับการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผทรงคณวุฒิไปทดลองใชกับผสงอายุทมีบริบทใกลเคยงกับกลม

ู้

ี่

ตัวอย่างและนำข้อมูลที่ได้มาหาค่าความเที่ยงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ดังนี้


ู้
ี่


2.1 ผวิจยนำโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองทไดปรับแก้ตามคำแนะนำของผทรงคณวุฒิ โดยไป
ู้


ี่


ู้
ทดลองใชกับผสงอายุทมีลกษณะเชนเดยวกับกลมตวอย่าง จำนวน 5 ผลพบว่า กิจกรรมชดเจน และผสงอายุมี

ู้

ุ่


ความเข้าใจในกิจกรรมมากขึ้น

ู้

2.2 แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย (MMSE-T 2002) ผวิจยนำเครื่องมือไป
ุ่
ู้


ทดลองใช้กับผสูงอายุทมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกลมตัวอย่าง จำนวน 30 คน ทไม่ไดเปนกลมตวอย่างในการศกษา
ุ่


ี่
ี่
ี่
ี่


ครั้งนี้ และนำข้อมูลทไดมาวิเคราะห์หาความเทยงของเครื่องมือ โดยใชสัมประสทธิ์อัลฟาของครอนบาค

(Cronbach's Alpha Coefficient) เท่ากับ .81

การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตวอย่าง

ผวิจยดำเนินการเก็บขอมูลภายหลงไดรับการพิจารณาอนุมัตจริยธรรมการวิจยในมนุษย์จากคณะกรรมการ

ู้







ี่

พิจารณาการวิจยในมนุษย์ วิทยาลยพยาบาลบรมราชชนนี สพรรณบุรี รหัสจริยธรรมท 005-008/2562 ลงวันท 1
ี่



สงหาคม 2562 - 1 สงหาคม 2563 การวิจยนี้ไดคำนึงถึงการพิทกษ์สทธิ์ของกลมตวอย่างโดยการชแจงให้ข้อมูลโดย


ี้
ุ่


47






ุ่
ี่
การบอกกลาว กลมตวอย่างเข้าร่วมดวยความสมัครใจ และมีสทธิทจะถอนตวออกจากการวิจัยไดตลอดเวลาโดยไม่มีผล
ใดๆ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นภาพรวมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือหน่วยงาน
การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นเตรียมการทดลอง

ู้


ี้
1.1) ผวิจยขออนุญาตดำเนินการวิจยจากผอำนวยการสถานบริการดแลระยะยาว จ.สพรรณบุรี ชแจง
ู้


วัตถุประสงค์การวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดรับ ขั้นตอนการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล

ู้
1.2) ผวิจยเตรียมผชวยผวิจย ซึ่งเป็นผทมีประสบการณในการทำงานดานการพยาบาลผสงอายุ 5 ปี
ู้
ู้



ู้

ู้
ี่


ู้

จำนวน 2 คน ทำหน้าทชวยเก็บรวบรวมข้อมูล สงเกตพฤตกรรมและบันทกข้อมูลในการทำกิจกรรม โดยผชวย




ี่
ผู้วิจัยไดฝึกการเก็บรวบรวมข้อมูล การสังเกตและการบันทึกร่วมกับผวิจัย 2 ครั้ง
ู้





ู้

1.3) ก่อนการทดลอง 1 วัน ผวิจยดำเนินการคดเลอกกลมตวอย่างทมีคณสมบัตตามเกณฑ์คดเข้า โดย
ุ่

ี่

ชแจงวัตถุประสงคของการวิจัย ประโยชน์ทผเข้าร่วมวิจัยจะไดรับ และความไม่สะดวกทอาจจะไดรับจากการเข้า
ู้
ี้


ี่

ี่
ุ่
ี่

ู้



ั้
ร่วมกิกจกรรมในครั้งนี้ รวมทงการพิทกษ์กลมตวอย่างของการเข้าร่วมวิจย คัดกรองผทมีภาวะการรู้คดบกพร่อง



ระยะเริ่มตนดวยแบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย (MoCA-T) การทำแบบสอบถามข้อมูลสวนบุคคลและ
แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย (MMSE-T 2002)
2. ขั้นดำเนินการทดลอง

ู้
2.1) กลุ่มควบคม ผวิจัยเข้าพบกลมตวอย่าง จำนวน 25 คนทศนย์สงเคราะห์คนชราบ้านเกาะแก้วรวมใจ

ี่

ุ่
รักษ์ อ.สองพี่น้อง จ.สพรรณบุรี กลุ่มตวอย่างในกลุ่มควบคุมจะไดรับการดูแลตามปกติ




ี่
2.2) กลุ่มทดลอง ผู้วิจยเข้าพบกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 25 คน ท ศูนย์พัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตผสูงอายุวัด
ู้
กลาง อ.บางปลาม้า กลมทดลองจะไดรับการดแลตามปกตและกิจกรรมตามโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมอง เป็น




ุ่




ระยะเวลา 8 สปดาห์ โดยจดกิจกรรมในทกวันพุธและวันเสาร์ กิจกรรมละ 45-60 นาที จำนวน 2 ครั้งตอสัปดาห์
ดังตารางที่ 1
3. ขั้นประเมินผลการทดลอง
ู้
ี่

3.1) ในสปดาห์ท 8 ผวิจัยนัดกลมทดลองและกลุ่มควบคุม เพื่อประเมินความสามารถในการรู้คดด้วยแบบ
ุ่

ิ้
ประเมินสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบบภาษาไทย ระยะหลงการทดลองเสร็จสนทันที (post-test)


ุ่
ี่
3.2) ในสัปดาห์ท 20 ผู้วิจัยนัดกลุ่มทดลองและกลมควบคุม เพื่อประเมินความสามารถในการรู้คิดด้วยแบบประเมิน
ื้


สมรรถภาพสมองเบองต้น ฉบบภาษาไทย ระยะตดตามผล 3 เดือน (follow-up) ทงนี้ ดำเนินการทดลองและเก็บ
ั้
รวบรวมข้อมูลในชวงวันที่ 22 มกราคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2563

การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยนำข้อมูลทั้งหมดที่เก็บรวบรวมได้มาวิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
1. ตัวแปรทุกตัวแปรมีการกระจายแบบโค้งปกติ (Normal distribution) โดยใชสถิตทั้งในภาพรวมและ




แยกตัวแปรแต่ละตัว ทดสอบโดยใชสถิต Kolmogorov-Smirnov พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนน
ู้
ความสามารถในการรู้คิดของผสูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดระยะเริ่มต้น ในระยะก่อนการทดลอง ระยะ
หลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และระยะติดตาม 3 เดือน มีค่าเท่ากับ .069, .200, .079


48

ุ่

2. ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลของกลมตัวอย่าง วิเคราะห์ด้วยสถิตเชิงพรรณา ได้แก่ การแจกแจงความถี่
จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)

3. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดระยะเริ่มตน
ในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันทและระยะตดตามผล 3 เดือน ระหว่างกลุ่มทดลองและควบคุม


โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated measure analysis of variance)
เมื่อพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการรู้คดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดระยะเริ่มต้น มี


ู้
ความแตกต่างในแตละระยะ ผวิจัยจะทำการทดสอบเป็นรายคด้วยวิธีการเปรียบเทียบเชิงพหุคณแบบ

ู่
รายคของ Bonferroni
ู่


49


บทที่ 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล



การวิจยครั้งนี้เป็นการวิจยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design) ศกษา

ุ่
แบบสองกลมวัดซ้ำโดยวัดก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และติดตามผล 3 เดือน (Two

group, pre-posttest and follow-up design) เพื่อศกษาผลของโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองตอ







ี่

ี่
การทำหน้าทดานรู้คิดของผู้สงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน เลอกกลุ่มตวอย่างโดยการ


ุ่


สมอย่างง่าย (simple random sampling) โดยจบ จบฉลากเลอกอำเภอหนึ่งเปนกลมควบคม และ

ุ่
ุ่
ี่

ุ่
อีกอำเภอเป็นกลมทดลอง โดยทงสองกลมมีคณสมบัติใกลเคยงกันมากทสดในดานเพศ อายุมีความ

ั้







ู้



แตกตางไม่เกิน 5 ปี และระดบการศกษา การคดกรองภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยของผสงอายุ
ุ่
ุ่

ุ่
ุ่

จำนวน 50 คน แบ่งออกเป็น 2 กลม คอ กลมทดลองและกลมควบคม กลมละ 25 คน ดำเนิน
กิจกรรมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใช้เวลาครั้งละ 45-60 นาที รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นลำดับ ดังนี้

1. ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลของกลมตัวอย่าง วิเคราะห์ด้วยสถิตเชิงพรรณา ได้แก่ การแจก
ุ่
แจงความถี่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
deviation)
2. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิด

ระยะเริ่มต้นในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันทและระยะตดตามผล 3 เดือน ระหว่าง


กลุ่มทดลองและควบคุมโดยใชสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated
measure analysis of variance) เมื่อพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการรู้คิด
ของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดระยะเริ่มต้น มีความแตกต่างในแต่ละระยะ ผวิจัยจะทำ
ู้
ู่

การทดสอบเปนรายคด้วยวิธีการเปรียบเทียบเชิงพหุคณแบบรายคของ Bonferroni
ู่


50


ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น

ี่

ู้

ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละของผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนจำแนกตามอายุ เพศ
ระดับการศึกษา และโรคประจำตัว
ั่
ข้อมูลทวไปของกลุ่มตัวอย่าง กลมทดลองส่วนใหญ่เปนเพศหญิง มีอายุ 80 ปีขึ้นไป อายุเฉลย
ี่

ุ่

74.92 ปี (SD = 33.13) ระดบการศกษา สวนใหญ่มีการศกษาระดับประถมศกษา คดเป็นร้อยละ







ุ่

72.00 มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสง คดเป็นร้อยละ 56.00 กลมควบคม สวนใหญ่เป็นเพศ


ี่


หญิง มีอายุระหว่าง 70-79 ปี อายุเฉลย 75.06 ปี (SD = 21.37) ระดบการศกษาสวนใหญ่ มี


การศกษาระดับประถมศกษา คิดเป็นร้อยละ 72.00 ส่วนใหญ่เป็นโรคความดนโลหิตสูง คิดเป็นร้อยละ

68.00


ตารางที่ 1 ข้อมูลเพศ อายุ ระดับการศกษา และโรคประจำตว (n = 25)

กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม
ข้อมูลทั่วไป
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
เพศ
หญิง 16 64.00 16 64.00
ชาย 9 36.00 9 36.00
อายุ
60 - 69 ปี 5 20.00 3 12.00
70 -79 ป ี 9 36.00 14 56.00
80 ปีขึ้นไป 11 44.00 8 32.00
(x=74.92, SD = (x=75.06, SD =
̄
̄
33.13) 21.37)
ระดับการศกษา

อนุปริญญา/ปริญญาตรี 1 4.00 1 4.00
มัธยมศึกษา 3 12.00 3 12.00
ประถมศึกษา 18 72.00 18 72.00
ไม่ได้เรียน 2 8.00 3 12.00
โรคประจำตัว
ความดันโลหิตสง 12 48.00 17 68.00

ไขมันในหลอดเลือด 2 8.00 0 0.00

ไขมันในหลอดเลือดและความดนโลหิตสง 6 24.00 4 16.00


ความดันโลหิตสงและเบาหวาน 1 4.00 3 12.00

ความดันโลหิตสง เบาหวาน และ 2 8.00 0 0.00
ไขมันในเลือดสูง


51


ิ่
ู้
ู้

2. การเปรียบเทียบความสามารถในการรคิดของผู้สูงอายุที่มภาวะการรคิดบกพร่องระยะเรมตน

ดังแสดงตารางที่ 3
ี่

ี่

ตารางที่ 3 คะแนนเฉลย และสวนเบยงเบนมาตรฐาน คาเฉลยคะแนนความสามารถในการรู้คดก่อน
ี่

ุ่

ุ่
ของกลมทดลองและกลมควบคม
กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม
ความสามารถในการรคิด Mean SD Mean SD
ู้

ก่อนการทดลอง 21.96 1.98 20.96 1.84
หลังการทดลองเสร็จสิ้นทันท ี 25.12 1.94 21.48 1.85
ติดตามผล 3 เดือน 25.72 1.72 21.32 1.75

ี่
ี่


ุ่
จากตารางท 3 กลมตวอย่างในกลมทดลองมีคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดระยะก่อน
ุ่

ิ้
การทดลองเทากับ 21.96 (SD = 1.98) ระยะหลงการทดลองเสร็จสนทนที เทากับ 25.12 (SD =







1.94) และระยะตดตามผล 3 เดอน เทากับ 25.72 (SD = 1.72) สวนกลมตวอย่างในกลมควบคมมี

ุ่
ุ่



คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดในระยะก่อนทดลอง เทากับ 20.96 (SD = 1.84) ระยะหลังการ
ี่

ิ้

ทดลองเสร็จสนทนท เทากับ 21.48 (SD = 1.85) และระยะติดตามผล 3 เดือน เท่ากับ 21.32 (SD =


1.75) เมื่อทดสอบความแตกตางของความสามารถในการรู้คดของกลมตวอย่างในกลมทดลองและ
ุ่


ุ่
กลมควบคมในระยะก่อนการทดลองด้วยสถิตแบบอิสระท (Independent t- test) พบว่า กลม
ุ่

ุ่





ุ่

ี่
ทดลองและกลมควบคมมีคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดไม่แตกตางกันอย่างมีนัยสำคญทาง

ี่

ี่

สถิตทระดบ .05 (t48 = 1.85, p = .07) แสดงให้เห็นว่า ผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะ
ู้

ี่
เริ่มต้นก่อนเข้าร่วมการทดลองมีความสามารถในการรู้คิดไม่แตกต่างกัน ดังแสดงตารางท 4


ุ่

ตารางที่ 4 เปรียบเทยบค่าคะแนนความสามารถในการรู้คิดของกลมทดลองและกลมควบคมในระยะ

ุ่
ก่อนการทดลอง
Mean
จำนวน Mean SD t df p-value
difference

กลุ่มทดลอง 25 21.96 1.98 1.00 1.85 48 .07
กลุ่มควบคม 25 20.96 1.84



ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของคาเฉลยความสามารถในการรู้คดของผสงอายุทมี
ู้

ี่

ี่


ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มต้น ระหว่างวิธีการทดลองกับระยะเวลาของการทดลองในกลุ่มทดลอง
แหล่งความแปรปรวน Dfฝ SS MS F p-value
ระหว่างกลุ่ม
วิธีการทดลอง 1 77702.640 77702.640 9319.967 .000***
ความคลาดเคลื่อน 48 400.19 8.337


52


แหล่งความแปรปรวน Dfฝ SS MS F p-value

ภายในกลุ่ม

เวลา 1 106.09 106.09 86.08 .000***

วิธีการทดลองกับระยะเวลา 1 72.25 72.25 58.62 .000***

ความคลาดเคลื่อน 48 59.16 1.23
ี่


จากตารางท 5 พบว่า วิธีการทดลองกับระยะเวลา สงผลตอคาคะแนนเฉลยความสามารถใน
ี่

การรู้คิดของกลมทดลอง โดยทำให้ค่าคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดของผสูงอายุทมีภาวะการ
ุ่
ี่
ู้

ี่


ี่




รู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนแตกตางกันอย่างมีนัยสำคญทางสถิตทระดบ .05 (F1,48 = 58.62, p = <
ี่

ู้
ู้
ุ่
.001) ผวิจัยจงวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คิดของผสงอายุในกลม


ทดลองในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกันดวยวิธี Bonferroni ดังแสดงในตารางที่ 6


ี่
ู่
ตารางที่ 6 ผลการเปรียบเทยบความแตกต่างรายคของค่าเฉลยความสามารถในการรู้คิดของผสูงอายุ
ู้


ทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มต้นของกลุ่มทดลองในระยะก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จ
ี่

สิ้นทันท และระยะติดตามผล 3 เดือน

Time M ระยะเวลา
ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ระยะติดตามผล
ก่อนการทดลอง 21.96 1.84** 2.06**
หลังการทดลอง 25.12 .22
ระยะติดตามผล 3 เดือน 25.72

ี่
จากตารางท 6 พบว่า คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คิดของผสงอายุทมีภาวะการรู้คด
ู้


ี่
ี่
บกพร่องระยะเริ่มตนในระยะก่อนการทดลอง ระยะหลงการทดลองเสร็จสิ้นทนท และระยะติดตาม






ี่
ู่
ี่
ผลมีความแตกตางกันอย่างมีนัยสำคญทางสถิตทระดับ .05 อย่างน้อย 1 ค โดยพบว่า คะแนนเฉลย





ความสามารถในการรู้คดในระยะหลงการทดลองเสร็จสิ้นทนท (x̄=25.12, SD = 1.94) สูงกว่าระยะ
ก่อนการทดลอง (x̄ =21.96, SD = 1.98) และระยะติดตามผล (x̄ = 25.72, SD = 1.72) สูงกว่าก่อน
ระยะการทดลอง (x̄ = 21.96, SD = 1.98) แสดงให้เห็นว่า ผสงอายุกลมทดลองหลงเข้าร่วม

ุ่

ู้

โปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมอง เมื่อเสร็จสนการทดลอง พบว่า มีความสามารถในการรู้คดสูงกว่าใน

ิ้


ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลงการทดลองเสร็จสนทันท และระยะติดตามผล โดยมีคาคะแนนเฉลย
ิ้
ี่

ความสามารถในการรู้คดสูงกว่าในระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลองเสร็จสนทนทและระยะ
ิ้



ติดตามผล


ความสามารถในการรคิด
ู้
61


25.72 (SD = 1.72)
25.12 (SD = 1.94)









20.96 (SD = 1.84)
21.48 (SD = 1.85)
21.96 (SD = 1.98) 21.32 (SD = 1.75)





ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ระยะตดตาม


จากภาพที่ 1 พบว่าในระยะก่อนการทดลอง คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คิดของกลม
ี่
ุ่

ุ่

ตัวอย่างในกลมทดลอง (x̄ X = 21.96, SD = 1.98) และกลมควบคม (x̄ = 20.96, SD = 1.48) มีคา
ุ่




ิ้


ใกลเคยงกัน แตในระยะหลงการทดลองเสร็จสนทนทและระยะตดตามผล 3 เดอน พบว่า มีการ


ี่
เปลยนแปลงของคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการรู้คดของกลุ่มตัวอย่าง โดยในระยะหลังการทดลอง


ี่
ุ่

ิ้

เสร็จสนทนทในกลมทดลองคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คด (x̄ = 25.12, SD = 1.94) สงกว่า

ี่
กลมควบคม (x̄ = 21.48, SD = 1.85) สำหรับในระยะตดตามผล 3 เดอน พบว่า มีคะแนนเฉลย


ุ่

ความสามารถในการรู้คิดของกลุ่มทดลอง (x̄ = 25.72, SD = 1.72) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (x̄ = 21.32,


ี่
ุ่
SD = 1.75) และพบว่า เสนกราฟคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดของกลมทดลองมีแนวโน้ม


ี่


สูงขึ้นอย่างชดเจน (ซึ่งตรงกับผลการวิเคราะห์ทพบว่ามีปฏิสมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคญทางสถิต) แต ่





ิ้

เมื่อพิจารณาตอในระยะหลงการทดลองเสร็จสนทนทกับระยะตดตามผล 3 เดอน จะเห็นไดว่า กลม
ุ่


ี่
ทดลองมีคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คิดในระยะก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จสนทนท ี

ิ้
ุ่
และระยะติดตามผล 3 เดือน สงขึ้น (กราฟเส้นสีฟ้า) ส่วนกลมควบคุมมีคะแนนเฉลยความสามารถใน

ี่


การรู้คดในระยะก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จสนทนท และระยะตดตามผล 3 เดอน ลดลง

ิ้




ี่
ุ่
(กราฟเส้นสแดง) แสดงให้เห็นว่ากลมทดลองและกลมควบคมมีคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คด

ุ่

ในหลงการทดลองเสร็จสนทนท และระยะตดตามผล 3 เดอนแตกตางกัน ซึ่งสอดคลองกับผลการ


ิ้





วิเคราะห์ทางสถิตทพบว่า คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดของกลมทดลองและกลมควบคมมี
ุ่

ี่

ี่
ุ่

ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05


ี่

แสดงให้เห็นว่า วิธีการทดลองกับระยะเวลาของการทดลองนั้สงผลตอคะแนนเฉลย

ู้


ี่
ู้

ความสามารถในการรู้คดของผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน โดยผสงอายุทมี

ี่

ี่
ุ้
ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนทไดรับโปรแกรมกระตนการรู้คดมีผลทำให้คะแนนเฉลย

ี่


ุ่
ี่


ความสามารถในการรู้คิดในกลมทดลองสงกว่ากลมควบคมอย่างมีนัยสำคญทางสถิตทระดบ .05
ุ่




ี่
ี่


ู้

หลงจากนั้นวิเคราะห์ความแตกตางของคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดของผสงอายุทมี

ุ่



ี่


ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนในกลมทดลองในชวงเวลาทแตกตางกันดวยวิธี Bonferroni ดง
แสดงในตารางท 6
ี่


62


62


62

บทที่ 5

สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ




การวิจยครั้งนี้เป็นการวิจยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design) ศกษา
ุ่
แบบสองกลมวัดซ้ำโดยวัดก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และติดตามผล 3 เดือน (Two



group, pre-posttest and follow-up design) เพื่อศกษาผลของโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองตอ


ี่

การทำหน้าทดานรู้คิดของผู้สงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน เลอกกลุ่มตวอย่างโดยการ

ี่



ุ่
ุ่




สมอย่างง่าย (simple random sampling) โดยจบ จบฉลากเลอกอำเภอหนึ่งเปนกลมควบคม และ
ุ่
ุ่
ั้


ี่
อีกอำเภอเป็นกลมทดลอง โดยทงสองกลมมีคณสมบัติใกลเคยงกันมากทสดในดานเพศ อายุมีความ






แตกตางไม่เกิน 5 ปี และระดบการศกษา การคดกรองภาวะการรู้คดบกพร่องเลกน้อยของผสงอายุ
ู้




ุ่

ุ่
ุ่

ุ่
จำนวน 50 คน แบ่งออกเป็น 2 กลม คอ กลมทดลองและกลมควบคม กลมละ 25 คน ดำเนิน
กิจกรรมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใชเวลาครั้งละ 45-60 นาที รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้


ู้

ี่
ี่

1. เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าทดานรู้คดของผสงอายุทมีภาวะรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน

ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลองเสร็จสนทันที และระยะติดตามผล 3 เดือนในกลุ่มทดลอง
ิ้




ี่


ู้
2. เพื่อเปรียบเทยบการทำหน้าทดานรู้คดของผสงอายุทมีภาวะรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน
ี่


ระยะหลงการทดลองเสร็จสิ้นทันที และระยะตดตามผล 3 เดือน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

ุ่
ี่

ั้
ู้



ี่
กลมตวอย่าง คือ ผสงอายุทงชายและหญิงทมีอายุ 60 ปีบริบูรณขึ้นไปทพักอาศยอยู่ในศนย์

ู้
สงเสริมพัฒนาคณภาพชวิตผสงอายุ อ.บางปลาม้า และศูนย์สงเคราะห์คนชราบ้านเกาะแก้วรวมใจ



รักษ์ อ.สองพี่น้อง จังหวัดสพรรณบุรี จำนวน 50 คน โดยกำหนดเกณฑ์คดเข้า (Inclusion criteria)




ดังนี้ 1) ผทเจบป่วยดวยโรคความดนโลหิตสง ไขมันในเลอดสง โรคเบาหวาน และหัวใจและหลอด


ี่
ู้


เลอด 2) มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเลกน้อย ประเมินโดยใช้แบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย


(The Montreal Cognitive Assessment- Thai Version: MoCA-T) มีคะแนนน้อ ย กว่า 25

คะแนน 3) ไม่มีปัญหาด้านการสอสาร สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได 4) ยินดให้ความร่วมมือใน

ื่

การเข้าร่วมวิจัยตลอดชวงการศึกษาและการตดตามผล เกณฑ์การคดออก คือ 1) ผู้สูงอายที่เกิดปัญหา




หรืออุปสรรคไม่สามารถร่วมกิจกรรมไดครบตามกำหนด

ขนาดกลมตวอย่างในการวิจยครั้งนี้ ไดจากการวิเคราะห์อำนาจทดสอบ (power analysis)

ุ่

โดยใชโปรแกรมสำเร็จรูป โดยกำหนดความคลาดเคลอนของการสม (ระดบ α) ทระดบ .01 อำนาจ
ื่
ี่


ุ่

ี่

การทดสอบ (power of test) ทประมาณ 80 ขนาดอิทธิพล (effect size) เทากับ .08 ไดขนาดกลม

ุ่
ุ่

ุ่

ั้
ตัวอย่างทงหมด 50 คน แบงเปนกลมทดลอง 25 คน และกลมควบคม 25 คน หลังจากนั้นใชการสม
ุ่




ั้
ู่
อย่างง่าย จบฉลากเลอกอำเภอหนึ่งเป็นกลมควบคม และอีกอำเภอเป็นกลมทดลอง โดยจบคให้ทง
ุ่
ุ่



สองกลุ่มมีคณสมบัติใกล้เคยงกันมากที่สดในดานเพศ อายุมีความแตกต่างไม่เกิน 5 ปี ระดบการศึกษา




และโรคประจำตัว


63



เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบดวยเครื่องมือ 3 ชุด ไดแก่


ื่
ี่




1. เครองมอที่ใช้ในการรวบรวมข้อมล ประกอบดวย 2 สวน ไดแก่ สวนท 1 แบบสอบถาม
ข้อมูลสวนบุคคล เป็นแบบเตมคำและให้เลอกตอบ โดยเป็นการสอบถามชข้อมูลเกี่ยวกับเพศ อายุ




ี่





สถานภาพสมรส ระดบการศกษา และโรคประจำตว สวนท 2 แบบคดกรองภาวะการรู้คดบกพร่อง
ี่


ระยะเริ่มตน โดยใชแบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย (MoCA-T) ซึ่งเปนเครื่องมือทเหมาะใน


ู้
ี่
การคัดกรองผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องแยกออกจากคนปกติ ประกอบดวยการประเมินสมอง


ื่
7 ดาน ไดแก่ 1) ความสามารถในการบริหารจดการ 2) การเรียกชอ 3) ความใสใจ 4) ภาษา 5)




ความคิดเชิงนามธรรม 6) ความจำระยะยาว 7) การรับรู้ คะแนนเตม 30 คะแนน โดยเพิ่มหนึ่งคะแนน



ู้
ี่
ในผทมีการศกษาน้อยกว่าหรือเทากับ 6 ปี เกณฑ์การแปลผล คะแนนน้อยกว่า 25 คะแนน ถือว่ามี




ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน และการประเมินความสามารถในการรู้คด โดยใชแบบทดสอบ

สมรรถภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย (MMSE-T 2002) ของคณะกรรมการจดทำแบบทดสอบ





ื้
สภาพสมองเบองตน สถาบันเวชศาสตร์ผู้สงอายุ (2542) เปนแบบประเมินความรู้ความเขาใจเกี่ยวกับ
ี่
บุคคล เวลา สถานท ประกอบดวย 11 ข้อคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการรู้คดของสมองในดาน








ั้


ตางๆ ไดแก่ ดานความจำ ความตงใจ การมีสมาธิจดจอ การบริหารจดการ การตดสนใจ การคด


ี่

คำนวณและการใช้ภาษา เกณฑ์การแปลผล ผสูงอายุทไม่ไดเรียนหนังสือ ไดคะแนนระหว่างน้อยกว่า
ู้

ู้
หรือเทากับ 14 จากคะแนนเตม 23 คะแนน ผสงอายุทเรียนระดบประถมศกษาและระดบสงกว่า




ี่


ประถมศกษา คาคะแนนระหว่างน้อยกว่าหรือเทากับ 17 และระหว่างน้อยกว่าหรือเทากับ 22 จาก





ี่



คะแนนเต็ม 30 คะแนน ซึ่งเปนจุดตดสำหรับคะแนนทสงสยว่ามีภาวะสมองเสื่อมและยังไม่ไดรับการ
รักษาหรือวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมจากแพทย์
2. เครองมอที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองสำหรับผสงอายุทมี
ี่


ู้
ื่

16


ภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคดกระตุ้นการรู้คด และการทบทวน

วรรณกรรมทเกี่ยวข้อง โดยรูปแบบของกิจกรรม ประกอบดวยการฝึกความจำ การประมวลข้อมูล
ี่



และการใชเหตผล รวมทงหมด 8 สปดาห์ จดกิจกรรมครั้งละ 45-60 นาท ปฏิบัตสปดาห์ละ 2 ครั้ง

ั้




ได้แก่



สั ด าห์ที่ 1 การแนะนำตว สร้างสมพันธภาพและให้ความรู้เรื่องสมอง เพื่อให้เห็น



ความสำคญของการฝกสมอง และการป้องกันภาวะสมองเสอม จดกิจกรรมรู้จกกัน ฝกสมาธจดจอ



ื่

และความตั้งใจในการรับรู้ข้อมูล โดยการเขียนลักษณะจุดเดนบนใบหน้าของตนเองและระบุจุดเด่นบน
ุ้

ี่
ใบหน้าของสมาชิก และกิจกรรมครั้งท 2 ทบทวนความจำ จดกิจกรรมกระตนความจำระยะยาว โดย
ี่
การเขียนเล่าอัตชีวประวัติของตนเองเกี่ยวกับความภาคภูมิใจ ความรู้สึกทดีต่อตนเองและสิ่งทอยากจะ
ี่
ปรับเปลี่ยนตนเอง


ุ้

ุ่

สัปดาห์ที่ 2 จดกิจกรรมกระตนกระบวนการคดและการตดสนใจในการจัดกลมวัตถุ บุคคล
ี่

ี่





หรือเหตการณต่างๆเข้าดวยกันตามลกษณะทเหมือนกัน ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 3 จดหมวดหมู่


ี่
ภาพและตวเลขจากตาราง และกิจกรรมครั้งท 4 จบคสงของใชในชวิตประจำวัน เปนการพิจารณา
ิ่


ู่

เลือกสงใดสงหนึ่งบนทางเลือกที่มีมากกว่าหนึ่งทางเลือก เพื่อบรรลเป้าหมายตามที่ตองการ

ิ่

ิ่
สัปดาห์ที่ 3 จดกิจกรรมเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม สภาพสังคม และประวัติศาสตร์ของแตละ





ี่
ู้


ี่
ี่

สถานท ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 5 เรื่องเลาเร้าพลง ให้ผสงอายุเลาเรื่องราวทตนเองประทบใจ


64

ี่


ื่
และกิจกรรมครั้งท 6 รอบรู้ประวัตศาสตร์ ภาษาทใชในการสอสารมีหลายรูปแบบ เช่น การแสดงส ี
ี่
หน้าท่าทาง การใช้คำพูด น้ำเสียง การเขียนและวาดภาพหรือสัญลักษณ์
ุ้
สัปดาห์ที่ 4 จัดกิจกรรมกระตนการรับรู้และความจำ ประกอบด้วยกิจกรรมครั้งท 7 สุภาษิต
ี่
ี่
คำพังเพย โดยใช้ภาพประกอบพร้อมอธิบายความหมาย และกิจกรรมครั้งท 8 คตธรรมประจำใจ เป็น


ู้




การทบทวนการรับรู้เกี่ยวกับหลกธรรมหรือคตธรรมประจำใจ หลงจากนั้นให้ผสงอายุแตละคน
ยกตัวอย่างให้กับเพื่อนสมาชิกในกลุ่มและจดบันทึกรายละเอียด



สัปดาห์ที่ 5 จดกิจกรรมกระตนประสาทรับความรู้สก ไดแก่ การมองเห็น การไดยิน การ
ุ้

ิ่

สัมผสและนำสงทไดรับรู้มาประมวลผลและแปลความหมาย ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท 9 เสยงนั้น
ี่


ี่


ี่

สำคัญไฉน โดยให้ผู้สงอายฝึกสมาธิจดจ่อในการรับรู้ข้อมูลผ่านเสียง และบอกถึงเสียงทได้ยิน กิจกรรม


ู้
ี่
ครั้งท 10 เตมเตมปริศนา ให้ผสงอายุฝึกการรับรู้ข้อมูลผานกิจกรรม โดยระบบประสาทจะเก็บและ


ระลกข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้ วิเคราะห์และเก็บเป็นความจำสะสมไว้และเล่าให้เพื่อนสมาชิกฟัง





ุ้

สัปดาห์ที่ 6 จดกิจกรรมกระตนการรับรู้มิตสมพันธ์ เป็นการฝกทกษะการมองเห็นแบบมิติ

สัมพันธ์กะระยะได โดยสังเกตรายละเอียด เขียนแผนทและระบุจดสังเกต ประกอบดวยกิจกรรมครั้งท ี่


ี่
ี่

ี่

11 การเดนทางของฉัน และกิจกรรมครั้งท 12 ระลกภาพทสงเกตเห็นและเชอมโยงภาพเป็นมิต ิ
ื่




จากนั้นสมตวแทนสมาชก 1-2 คน สะทอนคดสงทไดจากกิจกรรมและจดบันทึกรายละเอียดใน

ิ่

ี่
ุ่
กระดาษ




ุ้

สัปดาห์ที่ 7 จดกิจกรรมกระตนการคดเชงบริหารจดการ เปนความสามารถในการวางแผน


การแก้ไขปัญหา และความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลขในการบวก ลบ คณ หาร หรือการจดกระทำกับตัวเลข






ซึ่งตองอาศยกระบวนการคดอย่างเปนระบบ โดยการคดคำนวณนี้มีความสำคญในการทำกิจกรรมใน
ชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยกิจกรรมครั้งท 13 จับจ่ายใชสอย เป็นกิจกรรมฝกวางแผนการใชจ่ายเงิน
ี่



ี่


และกิจกรรมครั้งท 14 จดระเบียบห้องนอน เปนจดระเบียบสงของเครื่องใชให้เหมาะสมกับบริบทท ี่


ิ่
กำหนด
ี่


ั้

สัปดาห์ที่ 8 สรุปและทบทวนการจดกิจกรรมพัฒนาศกยภาพสมองทผานมาทงหมด และ


ิ้
ี่

ประเมินความสามารถในการรู้คดระยหลงการทดลองเสร็จสนทนท และสัปดาห์ท 20 ประเมิน

ความสามารถในการรู้คิดระยะติดตามผล 3 เดือน
3. เครื่องมือกำกับการทดลอง ประกอบด้วย

3.1 แบบบันทกการเข้าร่วมกิจกรรม โดยผวิจยเป็นผบันทกการเข้าร่วมกิจกรรมใน
ู้
ู้


โปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองผสงอายุ สปดาห์ละ 2 ครั้ง การประเมินใชจำนวนครั้งทผสงอายุเขา

ู้

ู้
ี่




ร่วมกิจกรรม โดยผสูงอายุตองเข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 12 ครั้ง ในจำนวนกิจกรรมทั้งหมด 14 ครั้ง

ู้
ู้





ของโปรแกรม เกณฑ์ผาน คอ ตองเข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อยร้อยละ 80 หากพบว่า ผสงอายุไม่ผาน
เกณฑ์ในการประเมินข้อมูลของผู้สูงอายจะไม่ถูกนำมาใช้ในการวิจัยครั้งนี้

3.2 สมุดบันทึกกิจกรรม ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้บันทึก




ี่
ู้
การฝึกการรู้คดผสูงอายต่อเนื่องและตดตามประเมินการปฏิบติกิจกรรมทุกครั้งทมีเขาร่วมกิจกรรมใน

ี่
สัปดาห์ท 1- 8 โดยมีเกณฑ์การประเมินจากการปฏิบัตแตละกิจกรรม กำหนดร้อยละ 80 หากพบว่า


ู้
ผสูงอายุไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลจะไม่นำมาคิดคะแนน ผลการทดลอง พบว่า ไม่มีผไม่ผ่านเกณฑ์
ู้


65

การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้

1. ขั้นเตรียมการทดลอง


ู้

ู้
1.1 ผวิจยขออนุญาตดำเนินการวิจยจากผอำนวยการสถานบริการดแลระยะยาว จ.
ี้


ี่

สุพรรณบุรี ชแจงวัตถุประสงคการวิจย ประโยชน์ทคาดว่าจะไดรับ ขั้นตอนการทดลองและเก็บ
รวบรวมขอมูล



ู้
ู้

ู้
ี่


ู้
1.2 ผวิจยเตรียมผชวยผวิจย ซึ่งเป็นผทมีประสบการณในการทำงานดานการพยาบาล



ี่

ผู้สงอายุ อย่างน้อย 5 ปี จำนวน 2 คน ทำหน้าทชวยเก็บรวบรวมข้อมูล สงเกตพฤติกรรมและบันทก

ข้อมูลในการทำกิจกรรม โดยผชวยผวิจยไดฝกการเก็บรวบรวมข้อมูล การสงเกตและการบันทก

ู้

ู้



ู้
ร่วมกับผวิจัย 2 ครั้ง



1.3 ก่อนการทดลอง 1 วัน ผู้วิจัยดำเนินการคดเลอกกลุ่มตวอย่างทมีคณสมบัตตามเกณฑ์คด



ี่
ี่

ี้


เข้า โดยชแจงวัตถุประสงคของการวิจัย ประโยชน์ทผเข้าร่วมวิจยจะไดรับ และความไม่สะดวกท ี่
ู้


ุ่
อาจจะได้รับจากการเข้าร่วมกิกจกรรมในครั้งนี้ รวมทั้งการพิทกษ์กลมตัวอย่างของการเข้าร่วมวิจัย คด


ี่

กรองผู้ทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนด้วยแบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบบภาษาไทย (MoCA-T)


การทำแบบสอบถามข้อมูลสวนบุคคลและแบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย
(MMSE-T 2002)
2. ขั้นดำเนินการทดลอง
2.1 กลุ่มควบคุม ผวิจัยเขาพบกลมตวอย่าง จำนวน 25 คนทศนย์สงเคราะห์คนชราบ้านเกาะ

ี่
ุ่

ู้



แก้วรวมใจรักษ์ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี กลุ่มตวอย่างในกลุ่มควบคุมจะไดรับการดูแลตามปกต ิ
2.2 กลุ่มทดลอง ผู้วิจัยเข้าพบกลมตัวอย่าง จำนวน 25 คน ท ศูนย์พัฒนาส่งเสริมคณภาพชีวิต

ุ่
ี่


ผสงอายุวัดกลาง อ.บางปลาม้า กลมทดลองจะไดรับการดแลตามปกตและกิจกรรมตามโปรแกรม
ู้


ุ่


พัฒนาศักยภาพสมอง เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยจดกิจกรรมในทกวันพุธและวันเสาร์ กิจกรรมละ
45-60 นาที จำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 กิจกรรมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง
สัปดาห์ที่ วันพุธ (09.30-10.30 น.) วันเสาร์ (09.30-10.30 น.)
1 ครั้งที่ 1 รู้จักกัน ครั้งที่ 2 ทบทวนความจำ
2 ครั้งท 3 จัดหมวดหมู่ภาพ ครั้งที่ 4 จับคู่สงเครื่องใช ้
ี่
ิ่
3 ครั้งที่ 5 เรื่องเล่าเร้าพลัง ครั้งที่ 6 รอบรู้ประวัติศาสตร์
4 ครั้งที่ 7 สุภาษิตคำพังเพย ครั้งที่ 8 คติธรรมประจำใจ
5 ครั้งที่ 9 เสียงนั้นสำคญไฉน ครั้งท 10 เติมเตมปริศนา

ี่

6 ครั้งที่ 11 การเดินทางของฉัน ครั้งที่ 12 ระลกภาพ

7 ครั้งที่ 13 จับจ่ายใช้สอย ครั้งที่ 14 จัดระเบียบห้องนอน

3. ขั้นประเมินผลการทดลอง
ุ่


3.1 ในสปดาห์ที่ 8 ผวิจัยนัดกลุ่มทดลองและกลมควบคม เพื่อประเมินความสามารถในการ
ู้




รู้คดดวยแบบประเมินสมรรถภาพสมองเบื้องตน ฉบับภาษาไทย ระยะหลงการทดลองเสร็จสนทนท ี

ิ้


66

ู้
ี่



ุ่
ุ่
(post-test) 3.2) ในสปดาห์ท 20 ผวิจยนัดกลมทดลองและกลมควบคม เพื่อประเมิน
ื้
ความสามารถในการรู้คิดด้วยแบบประเมินสมรรถภาพสมองเบองต้น ฉบบภาษาไทย ระยะติดตามผล


3 เดือน (follow-up) ทั้งนี้ ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในชวงวันที่ 22 มกราคม ถึงวันท ี่
6 มิถุนายน 2563
การวิเคราะห์ข้อมูล
ั้



ั้
ผู้วิจยนำข้อมูลทรวบรวมไดทงหมดมาตรวจสอบความสมบูรณของแบบประเมินทงก่อนและ
ี่


หลงการทดลอง สร้างคมือลงรหัสและลงรหัสข้อมูล จากนั้นนำข้อมูลทไดมาวิเคราะห์ดวยโปรแกรม

ี่
ู่
คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้



ี่

ุ่
ู้
1. วิเคราะห์ข้อมูลสวนบุคคลของผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องระยะเริ่มตนในกลม

ี่

ทดลองและกลุ่มควบคม โดยใชสถิตเชิงพรรณา ไดแก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ คาเฉลยและสวน




เบี่ยงเบนมาตรฐาน
ุ่
ุ่

ี่
2. เปรียบเทยบคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดระหว่างกลมทดลองกับกลมควบคม



ระยะก่อนการทดลองดวยสถิต Independent t-test ผวิจยไดตรวจสอบการกระจายของข้อมูล



ู้
(Normality test) ตามข้อตกลงเบื้องตนของการใชสถิตวิเคราะห์ Dependent t-test ดวยสถิต ิ




ุ่
Kolmogorov Smirnov Test พบว่า ข้อมูลความสามารถในการรู้คดกลมทดลองกับกลมควบคมใน
ุ่


ระยะก่อนการทดลอง มีการกระจายตัวแบบโค้งปกติ เท่ากับ .167 และ .171 ตามลำดับ
ุ่
3. เปรียบเทยบคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดระหว่างกลมทดลองและกลมควบคม
ี่


ุ่

ิ้




ระยะก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จสน และระยะตดตาม 3 เดอน วิเคราะห์ดวยสถิต two-

ู่


way repeated measures ANOVA โดยทดสอบความแตกตางรายคดวยวิธี Bonferroni ผวิจยได ้

ู้



ตรวจสอบการกระจายของข้อมูล (Normality test) ตามข้อตกลงเบื้องตนของการใชสถิตวิเคราะห์
two-way repeated measures ANOVA ดวยสถิต Kolmogorov Smirnov Test พบว่า ข้อมูล



ุ่
ิ้
ความสามารถในการรู้คดกลมทดลองกับกลุ่มควบคมในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จสน







และระยะตดตาม 3 เดอน มีการกระจายตวแบบโคงปกต เทากับ .167, .122 และ .165 ตามลำดบ

ิ้
และข้อมูลของกลมควบคมในระยะก่อนการทดลอง หลงการทดลองเสร็จสน และระยะตดตาม 3

ุ่


เดือน มีการกระจายตัวแบบโค้งปกติ เท่ากับ .171, .162 และ .173 ตามลำดับ

สรุปผลการวิจัย
ี่
1. คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดของกลมทดลองหลงเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนา


ุ่
ิ้

ศักยภาพสมองในระยะหลังการทดลองเสร็จสนทันที และระยะตดตามผล 3 เดือนสูงกว่าในระยะก่อน
การทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ี่
2. คะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คดของกลมทดลองหลงเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนา

ุ่





ุ่
ศักยภาพสมองสูงกว่ากลมควบคมในระยะหลงการทดลองเสร็จสิ้นทันท และระยะตดตามผล 3 เดือน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


67

อภิปรายผลการวิจัย


จากผลการศึกษาสามารถอภิปรายผลการวิจัยตามวัตถประสงค์ ดังนี้
ี่

1. ผสูงอายุทเขาร่วมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการรู้คิด
ู้
ิ้

ในระยะหลงการทดลองเสร็จสนทนท และระยะตดตามผล 3 เดือน สงกว่าในระยะก่อนการทดลอง




อย่างมีนัยสำคญทางสถิตทระดบ .01 แสดงให้เห็นว่า ผูสงอายุทมีภาวะการู้คดบกพร่องระยะเริ่มตน


ี่




ี่

ุ้
ื่
และเริ่มมีการเสอมของสมองด้านใดดานหนึ่ง เมื่อไดรับการกระตนการรู้คดผ่านโปรแกรมพัฒนา

ุ้
ี่


ศักยภาพสมองทมีการกระตนการรู้คดแบบเฉพาะเจาะจงกับการทางานดานตาง ๆ ของสมอง ไดแก
ฝกการมีสมาธิจดจอ การรับรู้และความจำ การใชภาษา กระตนประสาทรับความรู้สก การรับรู้มิต ิ




ุ้
สัมพันธ์ การบริหารจัดการ วางแผนและแก้ปัญหา โดยจดกิจกรรมสปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 8


สัปดาห์ และติดตามการคงอยู่ของความสามารถในการรู้คิด


ในทางสรีรวิทยา อธิบายไดว่า ผลของการฝึกปฏบัติซ้ำดวยกิจกรรมพัฒนาศกยภาพสมองอย่าง





ี่

ตอเนื่อง สามารถชวยเพิ่มจำนวนแขนงหรือเสนใยของเซลลประสาทซึ่งมีหน้าทในการลำเลียงข้อมูล

ื่


ื่
สอสารระหว่างเซลลประสาทไดตลอดชวิต ชวยให้การเชอมตอของเซลลสมองมีมากขึ้น เพิ่มการ



ี้
ไหลเวียนของเลือดที่ไปเลยงสมอง ช่วยปรับสมดุลของ Neurotrophic Factors หรือ Nerve Growth



Factors ในสมอง ซึ่งหาก Factor ดงกลาวน้อยลงจะมีผลตอการลดลงของ Cholinergic Neurons
อันเป็นสวนสำคญททำให้ความสามารถดานการรู้คดลดลงในผสงอายุ สอดคลองกับแนวคดกระตน




ู้
ี่

ุ้


ี่
16
การรู้คด ทกลาวว่าศกยภาพสมองสามารถพัฒนาให้สมองเสมือนกลามเนื้อสวนอื่นทสามารถฝกให้




ี่





ี่

ุ้
ั่
แขงแรงและสามารถซ่อมแซมได การกระตนการรู้คดมีสวนช่วยให้สมองหลงสารทเรียกว่า นิวโรโทร


ฟินสททำให้เซลลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเดนไดรตที่เชื่อมระหว่างเซลลประสาททำงานดขึ้น อีก



ี่
ทั้ง การกระตนการรู้คิดสามารถชวยเพิ่มจำนวนแขนงและเส้นใยของเซลล์ประสาท ซึ่งมีหน้าที่ในการ
ุ้


ี่
ลำเลยงข้อมูลสอสารระหว่างเซลลประสาทไดตลอดชวิต เพิ่มการไหลเวียนของเลอดทไปเลยงสมอง



ี้
ื่

ช่วยปรับสมดลของ Neurotrophic Factors ในสมอง ซึ่งหาก Factor ดังกล่าวน้อยลงจะมีผลต่อการ



ี่


ลดลงของ Cholinergic Neurons อันเป็นสวนสำคญททำให้ความสามารถดานการรู้คดลดลงใน

ื้


ผสงอายุ สอดคลองกับการศกษาของ ผลโปรแกรมฝกการรู้คดของผสงอายุเชอสายจนทอาศยใน


ี่

ู้
ู้

12

ี่



ู้



สถานสงเคราะห์คนชรา สถานดแลผสงอายุในชมชนฮ่องกง โดยใชการฝกเฉพาะดานทมีการ




ู้
ผสมผสานวัฒนธรรมเชื้อสายจีน ซึ่งจะชวยสร้างแรงจงใจในการฝกปฏิบัตให้กับผสูงอายุ ผลการศึกษา

ู้

ี่
พบว่า การทำหน้าทดานรู้คดของผสงอายุหลงเข้าร่วมโปรแกรมฝกการรู้คดสูงกว่าก่อนเข้าร่วม




โปรแกรมและสงกว่ากลมควบคมอย่างมีนัยสำคญทางสถิต และสอดคลองกับการศกษาผลของ
ุ่


20





โปรแกรมกระตุ้นการรู้คดต่อความสามารถในการรู้คดและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันใน


ู้

ี่
ู้

ี่
ผสงอายุทมีความเสยงตอภาวะสมองเสอมทพักอาศยในศนย์พัฒนาการจดสวัสดิการสงคมผสงอายุ
ื่




ี่



จงหวัดปทมธานี ผลการศกษาพบว่า คาเฉลยของคะแนนความสามารถในการรู้คดของกลมทดลอง
ี่

ุ่

21

ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต
2. ผสงอายุทเขาร่วมโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองมีคะแนนเฉลยความสามารถในการรู้คด

ี่


ี่

ู้


ในระยะหลงการทดลองเสร็จสนทนท และระยะตดตามผล 3 เดอน สูงกว่ากลมทไดรับการดแล

ี่


ุ่

ิ้

ี่

ี่



ตามปกตอย่างมีนัยสำคญทางสถิตทระดบ .01 แสดงให้เหนว่า การทสมองไดมีการฝกปฏิบัตซ้ำดวย





กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีผลทำให้การทำงานของระบบกระตน arousal system ซึ่งเป็นระบบแรกท ี่
ุ้


68

ู่
รับข้อมูลและข้อมูลที่มีการทบทวนหรือมีการรับข้อมูลนั้นซ้ำอีก ข้อมูลจะผานเขาสระบบ limbic แลว




เกิดเปนความจำสัมผัส ทำให้ผู้สูงอายุสามารถสามารถเก็บบันทึกข้อมูลทได้รับและเปลี่ยนเปนความจำ
ี่

ระยะสนทมีความคงอยู่ในระยะเวลาเป็นวัน ส่งผลให้ความจำระยะสั้นเปลยนเป็นความจำระยะยาว
22
ั้
ี่
ี่


ุ้
ู้


สอดคลองกับการรวบรวมงานวิจย เรื่องการกระตนความสามารถสมองของผสงอายุปกตและผทมี
ี่
ู้
ุ้



สมรรถภาพสมองบกพร่องระยะตน พบว่าชวยกระตนความจำข้อมูลแบบทนที (immediate recall)




และความจำภายหลงจากเวลาผ่านไป (delayed recall) ให้ดีขึ้นไดอย่างนัยสำคญทางสถิตเมื่อเทยบ

23


กับกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา สอดคลองกับแนวคดการฝึกความจำ ซึ่งเปนกระบวนการเชิงโครงสร้างท ี่







เริ่มตงแตการรับข้อมูล บันทกข้อมูล และการเรียนข้อมูลนั้นกลบมาใชได เกิดความจำสมผสแลว
ั้



เปลยนเปนความจำระยะสั้น แตหากมีสมาธิและความตั้งใจร่วมกับการไดรับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
ี่


ั้
ี่
จะทำให้ข้อมูลเปลยนจากความจำระยะสนเป็นระยะยาวทมีความถาวรอยู่ตลอดชวิต และสามารถ
ี่

ุ้


ระลกถึงสงนั้นไดทนท สอดคล้องกับการศึกษาผลของโปรแกรมกระตนการรู้คดตอความจำและการ
ิ่


24



ุ่
ู้

ี่


ุ้

รับรู้สมรรถนะแห่งตนดานความจำในผสงอายุทมีการรู้คดบกพร่องดวยวิธีการกระตนแบบกลมผาน



การทำกิจกรรมการใชสมาธิ การตดสนใจ การคดเชงบริหาร การรับรู้ ความจำและประสาทสมผส




จ่างๆ จดกิจกรรมจำนวน 8 ครั้ง ใชเวลาดำเนินกิจกรรม 4 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลย


ี่
สมรรถนะแห่งตนดานความจำของกลมทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิต และใน
ุ่


กลมทดลองมีคะแนนเฉลยสมรรถนะดานความจำในระยะตดตามผล 1 เดอนสูงกว่าระยะหลงการ

ุ่
ี่



25




ทดลอง และระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคญทางสถิต และสอดคลองกับงานวิจยทศกษาการ

ี่
พัฒนาศักยภาพสมองของผทมีสมรรถภาพสมองบกพร่องในระยะตน พบว่า กลมทดลองมีคาเฉลย
ู้
ี่


ุ่
ี่

ี่
คะแนนสมรรถภาพสมองหลงการทดลองในเดอนท 3 6 และ 9 สงกว่าระยะก่อนการทดลองและสง ู


26
กว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต นอกจากนี้ การให้ความสำคัญในการพัฒนาสมองด้านการ

รู้คดยังชวยให้สามารถใชเซลลสมองทมีอยู่แลวให้เปนประโยชน์ สงผลให้เซลลสมองแข็งแรงและชวย








ี่


ื่


ชะลอการเสื่อมของสมองได และเชอว่าการฝกสมองบ่อยๆ ชวยให้เซลลของสมองส่วนนอกมีการงอก

ใหม่ทำงานอย่างตอเนื่อง ตลอดจนชวยเพิ่มสมรรถนะด้านการรู้คดของผสงอายุทมีภาวะการรู้คิด

ี่

ู้


27

บกพร่องเล็กน้อยได้ และลดความเสี่ยงของการเกิดสมองเสอมในอนาคตของผู้สูงอาย
ื่
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้


สามารถนำโปรแกรมพัฒนาศกยภาพสมองไปใชในการจดบริการสขภาพในระดับปฐมภูมิ และ


ื่


ู้

ี่

ี่
ประยุกตใชเป็นกิจกรรมเสริมสร้างศกยภาพผสงอายุทมีความเสยงตอการเกิดภาวะสมองเสอมใน

ชุมชนและสถานบริการดูแลระยะยาว
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
ควรมีการศกษาวิจยและพัฒนารูปแบบการพัฒนาศกยภาพสมองหรือการสงเสริมความจำใน





ี่
ู้
ี่
ผสงอายุทมีภาวะการรู้คดบกพร่องในระยะเริ่มตนโดยปรับเปลยนกิจกรรมให้มีความหลากหลาย


สำหรับใชในสถานบริการดูแลระยะยาว


69

รายการอ้างอิง

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2551). แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม. นนทบุรี:

กระทรวงสาธารณสุข.
คณะกรรมการจัดทําแบบทดสอบสภาพ สมองเบองตนและสถาบันเวชศาสตรผูสูงอาย. (2542).

ื้
แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย (MMSE-T 2002).นนทบุรี: สถาบัน.

คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาต และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ. (2553). รายงานประจำปี
ู้

สถานการณ์ผสูงอายุไทย พ.ศ. 2556. กรุงเทพมหานคร: เอสเอส พลส มีเดีย.
คณะจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม. (2551). แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม
(Clinical Practice Guideline for dementia). กรุงเทพมหานคร: สถาบันประสาทวิทยา.

ชัชวาล วงค์สารี.(2560). ผลกระทบการเกิดภาวะสมองเสื่อมต่อผสูงอายุในประเทศไทย; วารสาร
ู้
มหาวิทยาลัยคริสเตียน, 23 (4), 680-689.
ชูศักดิ์ เวชแพศย์. (2540). สรีรวิทยาของมนุษย์ 2. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บุญศิริการพิมพ์.


ตระการกุล ฉัตรวงศ์วิวัฒน์, วิภาวี คงอินทร์ และเพลินพิศ ฐานิวัฒนานนท. (2556). ผลของโปรแกรม
การส่งเสริมด้านความจำต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในผู้สูงอายุ, วารสารสภาการพยาบาล,
28(2), 98-108.


ดาราวรรณ ประทมทาน เพื่อนใจ รัตตากร, พิริยา มั่นเขตวิทย์. (2556). ผลของชดฝกความรู้ความ




ี่

ู้


ี่
เขาใจทบ้านและความพึงพอใจของผสงอายุทมีความบกพร่องดานความรู้ความเขาใจระดบ
เล็กน้อย, วารสารกิจกรรมบำบัด, 18(3), 35-46.
ปณิตา ลิมปะวัฒนา. (2553). การประเมินผู้มีปัญหาสมองเสื่อมในผู้สูงอายุกับโรคทพบบ่อย.
ี่
ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ประเสริฐ อัสสันตชัย. (2552). ปัญหาสขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและการป้องกัน.กรุงเทพมหานคร:

ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
ปิ่นมณี สุวรรณโมส. (2557). ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อความจำของผสูงอายุในชุมชนที่มี
ู้

การรู้คิดบกพร่อง, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์
คณะพยาบาลศาสตร์ จฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.



ปิติพร สิริทิพากร. (2558). คมือการพยาบาลให้การดูแลและการเตรียมญาติและผู้ดแลผป่วยสูงอายท ี่
ู้
ู่

มีภาวะสมองเสื่อม. กรุงเทพฯ: คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลยมหิดล.

ปิยะภร ไพรสนธิ์ และพรสวรรค์ เชื้อเจ็ดตน. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะการรู้คิด

บกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอาย จังหวัดเชียงราย. วารสารสภาการพยาบาล; 32 (1) 64-80.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2557). ถึงเวลายกเครื่องระบบสุขภาพผู้สูงอายุไทย.
สารสุขผู้สูงวัย, 2.
ู้
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.). (2556). สถานการณ์ผสูงอายุไทย พ.ศ.
2556. กรุงเทพฯ: ที.คิว.พี.


70

ู้
รัชดาภรณ์ หงษ์ทอง. (2556). ผลของโปรแกรมการระลึกความหลังต่อการรู้คิดของผสูงอายุสมอง
เสื่อม, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รัชนี นามจันทรา. (2553). การฟื้นฟูสภาพผสูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม (Rehabilitation of Elders
ู้
with Dementia). วารสารมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติวิชาการ, 14(27), 137-
150.

รัตน์ศิริ ทาโต. (2553). การวิจัยทางพยาบาลศาสตร์: แนวคิดสู่การประยุกต์ใช. พิมพ์ครั้งที่ 3

กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วีรศักดิ์ เมืองไพศาล. (2556). การป้องกัน การประเมินและการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม (Dementia:

Prevention, assessment and care). กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์.
ศิริพันธุ์ สาสัตย์. (2554). การพยาบาลผู้สูงอายุ ปัญหาที่พบบ่อยและแนวทางในการดูแล. พิมพ์ครั้งที่

3 กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ู้

ศิริพันธุ์ สาสัตย์ และเตือนใจ ภักดีพรหม. (2552). ระบบสถานบริบาลผสูงอาย. วารสาร
ประชากรศาสตร์, 25(1), 45-62.
ศรีเรือน แก้วกังวาล. (2545). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย เล่ม 2 วัยรุ่น-วัยสูงอาย. พิมพ์ครั้งท ี่

8. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์. (2557). แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม ฉบับสมบูรณ์
2557 (Clinical practice guidelines: Dementia). กรุงเทพมหานคร: สถาบันประสาท

วิทยา.

สำนักงานสถิติแห่งชาต. (2555). สถิติประชากรประจำปี 2555. กรุงเทพมหานคร: กระทรวง

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร.

สำนักนโยบาย กระทรวงสาธารณสุข. (2556). สรุปสถิตที่สำคัญ พ.ศ.2556 (Statistical Thailand

2013).กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
สตรีรัตน์ อ่อนสนิท. (2552). ภาวะสมองเสื่อมในผป่วยนอกที่มาปรึกษาด้วยอาการหลงลืม. วารสาร
ู้
อายุรศาสตร์อีสาน, 8(1), 51-63.
สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์. (2557). แนวเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม. กรุงเทพฯ: ธนา

เพรส.
สุดารัตน์ ปุณโณฑก. (2554). ผลของโปรแกรมการระลึกความหลังร่วมกับการบำบัดเพื่อการรับรู้
วัน เวลา สถานที่ และบุคคลต่อความสามารถในการรู้คิดและความผาสุกในชีวิตของ

ผสูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์
ู้
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
ู้
สุทธิชัย จิตตะพันธ์กุล. (2544). หลักสำคัญของเวชศาสตร์ผสูงอาย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:

โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


71

ี่

สุทธินันท์ สบินดี. (2556). ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอายุที่เจบป่วยเรื้อรังทมารับบริการ

คลินิกโรคเรื้อรังของหน่วยบริการปฐมภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญา
มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

อรพรรณ แอบไธสง. (2553). การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการฝึกสมองในผู้สูงอายสมองเสื่อม.
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล.
Ahn, I. S., Kim, J. H., Kim, S., Chung, J. W., Kim, H., Kang, H. S., et al. (2009). Impairment

of instrument activity of daily living in patients with mild cognitive
impairment. Psychiatry Invest, 6, 180-184.

Almeida OP, Hankey GJ, Yeap BB, Golledge J, Flicker L. (2014). Alcohol consumption
and cognitive impairment in older man. Neurology, 82(12), 1038-1044.

Atkinson, R. C., & Shiffrin, R. M. (1986). Human memory: A proposal system and its
control processes, In K. W. S. J. T. Spence (Ed.), The psychology of learning

and motivation (Vol.8.). London: Academic Press.

Alzheimer’s Disease International (ADI). (2014). Global perspective. Alzheimer’s
disease Internationa, 24 (1), 7-9.

Alexander, K., Corina, P., Michaela, R. & Christian, S. (2008). Cognitive rehabilitation in
patients with mild cognitive impairment. International Journal Geriatric

Psychiatry, 24, 163-168.
Apinya Kangsanarak & Naiphinich Kotchabhakdi (1991). Mini–mental status

examination (MMSE) and clinical dementia rating scale (CDR) for use with the

age in community. Journal Psychiatric Association Thailand, (36)2, 89-97.
Angevaren M, Aufdemkampe G, Verhaar HJ, Aleman A, Vanhees L. (2008). Physical

activity and enhanced fitness to improve cognitive function in older people

without known cognitive impairment. The Cochrane database of systematic
reviews. (3):CD005381.

Anstey KJ, von Sanden C, Salim A, O’Kearney R. Smoking as a risk factor for dementia
and cognitive decline: a meta-analysis of prospective studies. Am J Epidemiol
2007; 166: 367-78.




Ball, K. et al. (2002). Effects of cognitive training interventions with older adults.
American Medical Association, 288(18), 2271 – 2281.


72

Barner, D. E. & Yaffe, K. (2011). The projected effect of risk factor reduction on

Alzheimer’s disease prevalence. Lancet Neurol, 10, 819-828.

Belleville, S. Gilbert, B. Fontaine, F. Gagnon, L. Menard, E. and Gauthier, S. (2006).
Improvement of episodic memory in person with mild cognitive impairment

and healthy older adult: Evidence from a cognitive intervention program.
Dementia and Geriatric Cognitive Disorder, 22, 486- 499.

Boked, A. L. W., Lopez-Bayo, Meindl, T., Pechler, S., Faltraco, F., et al. (2006).
Functional connectivity of the fusiform gyrus during a face-matching task in

subjects with mild cognitive impairment. Brain, 129, 1113-1124.

Brodaty, H., Altendorf, A.,Withall, A. & Sachdev, P. S. (2010). Motality and
institutionalization in early survivors of stroke: The effect of cognitive, vascular

dementia. Journal of Stroke and Cerebrovascular Diseases, 19(6), 485-493.

Bruce, D. C., Davis, W. A., Casey, G. P., Starkstein, S. E., Clarnette, R. M., Foster, J. K., et
al. (2008). Predictors of cognitive impairment and dementia in older people

with diabetes. Diabetologia, 51, 241-248.
Burns, N. & Grove, S. K. (2009) The practice of nursing research Conduct, Critique, and

nd
Utilization. (5 ed.) Philadelphia: Elsevier saunders.
Downs, M. & Bowers, B. (2008). Excellence in dementia care research into practice.

McGraw-Hill: UK.

Cacchione, P. Z. (2000). Cognitive and neurologic function. in A.G. Lueckenotte. (Ed.).
nd
Gerontologic Nursing. (pp. 55-61). 2 ed. St. Louis, Missouri: Mosby.
Carrie D.P. el at. (2020). Screening for Cognitive Impairment in Older Adults Updated
Evidence Report and Systematic Review for the US Preventive Services Task

Force, JAMA, 323(8), 764-785. doi:10.1001/jama.2019.22258
Cheng, G., Huang, C., Deng, H., & Wang. H. (2012). Diabetes as a risk factor for dementia
and mild cognitive impairment: A meta-analysis of longitudinal studies.

Internal Medicine Journal, 42(5), 484–491.

Cook, S. E., Marsiske, M., Thomas, K. R., Unverzagt, F. W., Wadley, V. G., & Langbaum,

J.B.S., et al. (2013). Identification of mild cognitive in ACTIVE: Algorithmic
classification and stability. Journal of International Neuropsychology Society,

19(1), 73-87.


73

Copper C, Sommerland A, Lyketsos CG, Livingston G. (2015). Modifiable predictors of

Dementia in mild cognitive impairment: a systematic review and meta-
analysis. Am J Psychiatry, 172(4), 323-324.
Department of older persons, Ministry of social development and human security.
Order statistic [Internet]. 2020 [cited 2021 Jun 10];1-112. Available from:

https://www.dop.go.th/th.
Ebersole, P., Kess, P. & Luggen, A. S. (2004). Toward healthy aging: Human needs
th
and nursing response. 6 ed. St. Louis: Mosby.
Etgen T, Sander D, Bickel H and Forstl H. (2011). Mild cognitive impairment and

dementia: The importance of modifiable risk factors. Dtsch Arztebl Int,
108(44),743-50.
Gold, S. M., Dziobek, V., Tirsi, A., Rogers, K., Bruehi, H., Tsui, et al. (2007). Hippocampal

Damage and memory impairments as possible early brain complications of
type 2 diabetes. Diabelogia, 50, 711-719.

Hain, D. J., Tappen, R., Diaz, S. & Ouslander, J. G. (2012). Cognitive impairment and

self-management errors in older adults discharged home from a community
hospital. Home Healthcare Nurse, 30(4), 246-254.

Hasting, E. C. & Wast, R. L. (2009). The relative success of a self help and group-based
memory training program older adults. Psychol Aging, 24(3), 586-94.

Hemrungrojn S. MoCA Thai version online style. [online]. 2007 [cited 2021 Jan 15]
Available from http://www.mocatest.org/wp-content/uploads/2015/tests-
instruction/MoCA-Instruction-Thai.

Hongwai, N., Yong, X., Bin, L., Yaodong, Z. Ting, L. & Xiaoping, H. et al. (2010). The
prevalence of mild cognitive impairment about elderly population in china: a

meta analysis. International Journal Geriatric Psychaitry 2011, 558-563.

Imel, S. (2001). Using group in adult learning: Theory and practice. The Journal of
Continuing Education in the Healthy Professions, 19, 54-61.

Institute of geriatric Medicine, Department of Medical Service, Ministry of Health.
Cognitive stimulation in people with mild cognitive impairment. [Internet]. 2016
[cited 2021 Jun 16];1-112. Available from:

http://203.157.212.7/ltc/document/m003.pdf.
Jeeraya S, Hengudomsub P, Vatanasin D, Pratoomsri W. Effects of cognitive
stimulation program on perceived memory self-efficacy among older adults
with mild cognitive impairment. The Journal of Faculty of Nursing Burapha

University 2018;26(2):30-1.


74

Kansri J, Jongpanich D, teianukool N, Srinuan P, Soonthornchaiya R. The effects of

brain exercise program on memory enhancement among the elderly with mild
cognitive impairment. Nursing Journal of the Ministry of Public Health
2017;27(3):177-87.
Kim, K. W., Park, J. H., Kim, M., Kim, M. D., Kim, B. & Kim, S., et al. (2011). A nationwide

survey on the prevalence of dementia and mild cognitive impairment in

South Korea. Journal of Alzheimer’ s Disease, 23, 281-191.
Kwok, T. et al. (2013). Effectiveness of cognitive training for chinese elderly in Hong

Kong. Clinical Interventions in Aging, 8, 213-219.
Laura, E. M. & Kristine, Y. (2009). Promising strategies for the prevention dememtia.

American Medical Association, 66(10), 1210-1215.

Leung, G. T. Y., et al. (2013). Examining the association between late-life leisure
activity participation and global cognitive decline in community-dwelling

elderly chinese in Hong Kong. Geriatric Psychiatry, 2011, 26, 39-47.
Limsakul W, Aiemkhum B, Kongsanae P. Cognitive Stimulation with Mild Cognitive

Impairment in People. Reg 11 Med J 2018;32(3):1143-54.
Limsakul W, Ketsara T, Puekkong J. The effectiveness of a cognitive stimulation
program on the elderly with mild cognitive impairment. Nursing Journal
2018;45(3):58-68.

Luchsinger, J. A., Reitz, C. R., Patel, B. P., Tang, M., Manly, J. J., & Mayeux, R. (2007)
Relation of diabetes to mind cognitive impairment. Arch Neurol, 64, 570-575.

Luck., T, Riedel-Heller, S. G., Luppa, M., Wiese, B., Wollny, A., Wagner, M., et al. (2010).
Risk factors for incident mild cognitive impairment – results from the German

study on ageing cognition and dementia in primary care patients (AgeCoDe).

Acta Psychiatrica Scandinavica 2010, 121, 260-272.
Luis, C. A., Keegan, A. P., & Mullan, M. (2009). Cross validtation of the Montreal

cognitive assessment in community dwelling olders residing in the

southeastern US. International Journal of Geriatric Psychiatry, 24, 197-210.


Mekawichai, P. & Saetang, S. (2013). Caregiver burden among thai dementia patients’
caregivers. Journal Psychriatric Association Thailand, 58(1), 101-110.

Miller, C.A. (2009). Wellness in Older Adults. 5 ed. Philadelphia: Lippincott Williams
th
& Wilkins.


75

Mingxian, G., Li, G., Guihong, Z., Yunming, L., Shasha, X., Zhao, et al. (2014).

Prevalence of dementia and mild cognitive impairment in the elderly living in

nursing and veteran care homes in China. Journal of the Neurological
Sciences, 312(2), 39-44.

Murphy, K. (2013). Cognitive interventions for mild cognitive impairment:Aging and
Speed Communication 5 Interdisciplinary International Research
th
Conference. Innovation in Aging, 1-35.
Nakawiro D, Chansirikarn S, Srisuwan P, Aebthaisong O, Sudsakorn P, Vidhyachak C, et

al. Group-Based Training of Executive Function, Attention, Memory and
Visuospatial Function (Team-V) in Patients with Mild Neurocognitive Disorder. J
Psychiatr Assoc Thailand 2017;62(4):337-48.

Nasreddine, Z. S., Phillips, N. A., Bedirian, V., Charbonnean, S., Whitehead, V., Collin, I.,
et al. (2005). The Montreal cognitive assessment, MoCA: A brief screening tool

for cognitive impairment. Journal of American Geriatric Society, 53, 695-699.
Norlela, M.H. et al. (2019). Incidence and predictors of mild cognitive impairment (MCI)

within a multi-ethnic Asian populace: a community-based longitudinal study,

BMC Public Health; 19(1159).
Olazaran, J. Mild cognitive impairment and dementia in primary care: the value of
medical history. Family Practice 2011;28:385-392.

Piyawattanapong S, Leethong-in M, Subindee S, Chotchaisthit P, Sungkaput P. Rural
community perceptions of dementia in older people and its prevention.
Journal of Health and Nursing Research 2021; 37(1):156-166.
Praison P, Chuajedton P. Factors related to mild cognitive impairments in elderly

people in chiang rai province. JTNMC 2017;32(1):64-80.
Petersen, R. C. & Negash, S. (2008). Mild cognitive impairment: An overview. CNS

Spectr, 13(1), 45-53.
Polit, D. F. & Beck, C. T. (2004). Nursing research: Generating and assessing evidence

th
for nursing practice. (8 ed.). Philadephia: Lippincott.


Rapp, S., Brenes, G. & Marsh, P.A. (2002). Memory enhancement training for older

adult with mild cognitive impairment: A preliminary study. Aging & Mental
health 2002, 6(1), 5-11.

Retiz, C., Tang, M. X., Mnaly, J., Mayeux, R., & Luchsinger, J. A. (2007). Hypertension
and the risk of mild cognitive impairment. Arch Neurol, 64(12), 1734-1739.


76

Savva, G. M. & Stephan, B. C. M. (2010). Epidemiological study of the effect of

stroke on Incident dementia, Stroke, 41, 41-46.

Siripornpanich, V. (2013). Evaluation of attention using electroencephalography and
application. Journal of Medcine and Health Sciences, 20(1), 1-12.

2
Shahar S, Lee LK, Rajab N, Lim CL, Harun NA, Noh MF, et al. ( 0 1 3 ). Association
between vitamin A, vitamin E and apolipoprotein E status with mild cognitive
impairment among elderly people in low-cost residential areas. Nutr Neurosci,

16(1), 6-12.
Smith, T., Gildeh, N., & Holmes, C. (2007). The montreal cognitive assessment: Validity
and utility in a memory clinic setting. The Canadian Journal of Psychiatry,

52(5), 329-332.

Spector, A., Thorgrimsen, L., Woods, B., Royan, L., Davies, S., Butterworth, M. & Orrell,
M. (2003). Efficacy of an evidence-based cognitive stimulation therapy

programme for people with dementia: Randomised controlled trial. British
Journal of Psychiatry, 183, 248-254.


Spector, A., Thorgrimsen, L., Woods, B., & Orrell, M. (2003). Making a difference: An

evidence-based group programme to offer Cognitive Stimulation therapy
(CST) to people with dementia. UK: Hawker.

Spector, A. & Orrell, M. (2006). A review of the use of cognitive stimulation therapy in
dementia management. British Journal of Neuroscience Nursing, 2(8), 381-385.

Spector, A. Orrell, M. & Woods, B. (2010). Cognitive stimulation therapy (CST): Effects

on different areas of cognitive function for people with dementia.
International Journal of Geriatric Psychiatry, 25(12), 1253-1258.

Stern, C. & Konno, R. (2009). Physical leisure activities and their role in prevention
dementia: A systemic review. JBI Library of Systemic Review, 7(8), 260-308.

Stine Morrow, E. A. L. (2011). Handbook of the psychology of aging: Cognitive

intervention. A volume in handbook of aging. linois: USA.
Tanglakmankhong K. The role of nurses in screening and caring for older adults with

mild cognitive impairment in community. Journal of Health and Nursing
Research 2021; 37(1):1-13.
Tardif, S. & Simard, S. (2011). Cognitive program in healthy elderly. International

Journal of Alzheimer’s Disease, 32(4), 34-42.
Tervo, S., Kivipelto, M., Hänninen, T., Vanhanen, M.,Hallikainen, M., Mannermaa, A.,

& Soininen, H. (2004). Incidence and risk factors for mild cognitive


77

impairment: A population-Based three-year follow-up study of cognitively

healthy elderly subjects. Dementia and Geriatric Cognitive disorders, 17(3),

196-203.
Teixeira, L. et al. (2010). Non-pharmacological intervention on cognitive function in

older people with mild cognitive impairment. Archives of Gerontology and
Geriatrics, 54, 175-180.

Touhy, T. A. & Kathleen, F. J. (2010). Gerontological nursing healthy aging:
rd
Assessment tools in gerontological nursing (3 ed.). Mosby: St. Louis.
United Nations, Department of Economic and Social Affairs. World Population Ageing
2015. New York: United Nations; 2015.

Udomittipong D, Channakorn P, Narongsak T, Chimnakboon N. Cognitive stimulation
for elderly with mild cognitive impairment. Journal of Somdet Chaopraya
Institute of Psychiatry 2021;15(1):62-83.
Wada IK, Uemura Y, Nakashita S, Yamawaki M, Tanaka, K, Yamamoto M, et al.

Prevalence of dementia and mild cognitive impairment in the Rural Island
Town of Ama-cho Japan. Dement Geriatr Cogn Disord Extra 2012;2:190-9.
Wast, R. L. & Hasting, E. C. (2011). Self-regulation and recall: Growth curve modeling

of intervention outcome for older adult. American Psychological Association,
26(4), 803-812.

Werheid, K. Ziegler, M. Klapper, A. & Kuhl, P. K. (2010). Awareness of memory failure

and motivative training in mild cognitive impairment. Dementia and Geriatric
Cognitive Disorders 2010, 30, 155 – 160.

World Health Organization. Mental health and older adults [internet]. 2016 [cited

2016 November 14]. Available:
http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs381/en/

Whalley, J. L. (2002). Brain ageing and dementia: what makes the difference. The
British Journal of Psychiatry, 181, 369 - 371.

Woodford, J. H. & George, J. (2007). Cognitive assessment in the elderly: a review of
clinical method. Oxford University Press on behalf of the Association of

Physicians, 100, 469-484.

Valenzuela M, Sachdev P. (2009). Can cognitive exercise prevent the onset of
dementia? Systematic review of randomized clinical trials with longitudinal
follow-up. The American journal of geriatric psychiatry : official journal of the
American Association for Geriatric Psychiatry; 17(3):179-87.


78

Xu G, Lin X, Yin Q, Zhu W, Zhang R, Fan X. (2009). Alcohol consumption and

transition of mild cognitive impairment to dementia. Psychiatry Clin
Neurosci,63,43-49.


ภาคผนวก ก

รายนามผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัย


รายนามผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัย

ชื่อเรื่องงานวิจัย ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองต่อความสามารถในการรู้คิดของผู้สูงอายทมี

ี่
ภาวะการรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น
The Effects of Cognitive Improvement Program on the Cognitive
Function in the Older Persons with Mild Cognitive Impairment
เสนอโดย นางสาวจิตติมา ดวงแก้ว

นางวาสนา หลวงพิทักษ์
นางสาวทิวา มหาพรหม
นางสาวชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง
นางสุภาวดี นพรุจจินดา


ลำดับที่ ชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน

1 รองศาสตราจารย์ รอ.หญิง ดร.ศิริพันธุ์ สาสตย์ อาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผใหญ่และ

ู้

ผู้สูงอาย คณะพยาบาลศาสตร์
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ วิทยาลัย

วิทยาศาสตร์การแพยท์เจ้าฟ้าจฬาภรณ ์
2 พ.ต.ต.หญิง ดร.พรรณทิพา เวชรังษี อาจารย์ (สบ2)
วิทยาลัยพยาบาลตํารวจ

3 นางสาวเตือนใจ ภักดีพรหม ผู้ปฏิบัตการพยาบาลขั้นสง (การพยาบาล


ผู้สูงอายุ) โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
จ.สุราษฎร์ธานี


ภาคผนวก ข


จดหมายเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ
จดหมายขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย


ภาคผนวก ค
เอกสารแจ้งผลการพิจารณาจริยธรรม

เอกสารพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง


ภาคผนวก ง
ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ข้อมูลแสดงผลการวิจัย


เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย

ตอนที่ 1 เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
1.1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล

1.2 แบบประเมินสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย (MMSE-T 2002)

1.3 แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (Barthel ADL)
1.4 แบบวัดภาวะซึมเศร้าของผสูงอายุไทย (TGDS)
ู้
ตอนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
2.1 คู่มือดำเนินโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง (Cognitive Stimulation Program)

ตอนที่ 3 เครื่องมือกำกับการทดลอง

3.1 แบบบันทึกการเขาร่วมกิจกรรม
3.2 สมุดบันทึกกิจกรรม


ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ตอนที่ 1 ตัวอย่างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
1.1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล







ู้
คำชี้แจง แบบสมภาษณนี้จะสอบถามข้อมูลสวนเกี่ยวกับทาน (ผสงอายุทมีภาวะการรู้คด
ี่


ู้

ี่

บกพร่องเลกน้อย) ผสมภาษณจะทำเครื่องหมาย () หน้าข้อความทตรงกับความเปนจริงของทาน

มากที่สุด
1. อาย……………….. ปี


2. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง

3. สถานภาพสมรส ( ) โสด ( ) สมรส ( ) หม้าย
( ) หย่าร้าง


4. ระดบการศึกษา ( ) ไม่ได้เรียนหนังสือ ( ) อนุปริญญา/ปริญญาตรี
( ) ประถมศึกษา ( ) มัธยมศึกษา
( ) สูงกว่าปริญญา ( ) อื่นๆ……………………………..

5. โรคประจำตัว จำนวน................โรค
( ) โรคความดันโลหิตสูง
( ) โรคเบาหวาน

( ) โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
( ) โรคไขมันในหลอดเลือด

อื่นๆ……………………………..


1.2 แบบประเมินสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย (MMSE-Thai 2002) สำหรับคัดกรอง

ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยและวัดการทำหน้าที่ด้านรู้คิด
คำชี้แจง แบบสัมภาษณ์ชุดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสมรรถภาพสมองของผู้สูงอายุที่มี

ภาวะการรู้คิดบกพร่อง (กรณีที่ผู้ทดสอบอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ไม่ต้องทำข้อ 4,9 และ10)

1. Orientation for time ( 5 คะแนน ) บันทึกคำตอบไว้ทุกครั้ง คะแนน
(ตอบถูกข้อละ 1 คะแนน) (ทั้งคำตอบที่ถูกและผิด)

1.1 วันนี้วันที่เท่าไร ……………………………….. 

1.2 วันนี้วันอะไร ……………………………….. 
1.3 เดือนนี้เดือนอะไร ……………………………….. 

1.4 ปีนี้ปีอะไร ……………………………….. 
1.5 ฤดูนี้ฤดูอะไร ……………………………….. 

2. Orientation for place ( 5 คะแนน ) (ให้เลือกข้อใดข้อหนึ่ง)

(ตอบถูกข้อละ 1 คะแนน)

2.1 กรณีอยู่ที่สถานพยาบาล
ี่
2.1.1 สถานทตรงนี้เรียกว่าอะไร และชื่อว่าอะไร ……………………………….. 
2.1.2 ขณะนี้ท่านอยู่ที่ชั้นที่เท่าไรของตัวอาคาร ……………………………….. 
2.1.3 ที่อยู่ในอำเภอ - เขตอะไร ……………………………….. 

2.1.4 ที่นี่จังหวัดอะไร ……………………………….. 
2.1.5 ที่นี่ภาคอะไร ……………………………….. 

2.2 กรณีที่อยู่ทบ้านของผู้ถูกทดสอบ
ี่
2.2.1 สถานที่ตรงนี้เรียกว่าอะไรและบ้านเลขที่อะไร ……………………………….. 
2.2.2 ที่นี่หมู่บ้านหรือละแวก/คุ้ม/ย่าน/ถนนอะไร ……………………………….. 

2.2.3 ที่นี่อำเภอเขต/อะไร ……………………………….. 

2.2.4 ที่นี่จังหวัดอะไร ……………………………….. 
2.2.5 ที่นี่ภาคอะไร ……………………………….. 

3. Registraion ( 3 คะแนน )

ต่อไปนี้เป็นการทดสอบความจำ ดิฉันจำบอกชื่อของ 3 อย่าง คุณ (ตา , ยาย....) ตั้งใจฟังให้ดีนะ
เพราะจะบอกเพียงครั้งเดียว ไม่มีการบอกซ้ำอีก เมือ ผม (ดิฉัน) พูดจบ ให้ คุณ(ตา,ยาย....)

พูดทบทวนตามที่ได้ยิน ให้ครบ ทั้ง 3 ชื่อ แลวพยามจำไว้ให้ด เดี๋ยวดิฉันจะถามซ้ำ


 การบอกชื่อแตละคำให้ห่างกันประมาณหนึ่งวินาที ต้องไม่ช้าหรือเร็วเกินไป

( ตอบถูก 1 คำได้ 1 คะแนน )


 ดอกไม้  แม่น้ำ  รถไฟ ……………………………….. 



ในกรณีที่ทำแบบทดสอบซ้ำภายใน 2 เดือน ให้ใชคำว่า
 ต้นไม้  ทะแล  รถยนต ์ ……………………………….. 
4. Attention/Calculation ( 5 คะแนน ) (ให้เลือกข้อใดข้อหนึ่ง)

ข้อนี้เป็นการคิดเลขในใจเพื่อทดสอบสมาธิ คุณ (ตา,ยาย....) คิดเลขในใจเป็นไหม ?



ถ้าตอบคดเป็นทำข้อ 4.1 ถาตอบคิดไม่เป็นหรือไม่ตอบให้ทำข้อ 4.2
“ข้อนี้คิดในใจเอา 100 ตั้ง ลบออกที่ละ 7
ไปเรื่อยๆ ได้ผลเทาไรบอกมา …… …… …… …… …… …… …… …… 

บันทึกคำตอบตัวเลขไว้ทุกครั้ง (ทั้งคำตอบที่ถูกและผิด) ทำทั้งหมด 5ครั้ง

ถ้าลบได้ 1,2,หรือ3 แล้วตอบไม่ได้ ก็คดคะแนนเท่าที่ทำได้ ไม่ต้องย้ายไปทำข้อ 4.2
4.2 “ผม (ดิฉัน) จะสะกดคำว่า มะนาว ให้คุณ (ตา , ยาย....) ฟังแล้วให้คณ (ตา , ยาย....) สะกดถอย

หลังจากพยัญชนะตัวหลังไปตัวแรก คำว่ามะนาวสะกดว่า มอม้า-สระอะ-นอหนู-สระอา-วอแหวน ไหน

คุณ (ตา,ยาย....) สะกอถอยหลังให้ฟังซิ …… …… …… …… ……

ว า น ะ ม
5. Recall ( 3 คะแนน)

ี่
เมื่อสักครู่ทให้จำของ 3 อย่างจำได้ไหมมีอะไรบ้าง” ( ตอบถูก 1 คำได้ 1 คะแนน )
 ดอกไม้  แม่น้ำ  รถไฟ ……………………………….. 
ในกรณีที่ทำแบบทดสอบซ้ำภายใน 2 เดือน ให้ใชคำว่า

 ต้นไม้  ทะแล  รถยนต ์ ……………………………….. 
6. Naming ( 2 คะแนน)

6.1 ยื่นดินสอให้ผู้ถูกทดสอบดูแล้วถามว่า

“ของสิ่งนี้เรียกว่าอะไร” ……………………………….. 

6.2 ชี้นาฬิกาข้อมือให้ผู้ถูกทดสอบดูแล้วถามว่า
“ของสิ่งนี้เรียกว่าอะไร” ……………………………….. 

7. Repetition (1 คะแนน) (พูดตามได้ถูกต้องได้ 1 คะแนน)

ตั้งใจฟังผม (ดิฉัน) เมื่อผม (ดิฉัน) พูดข้อความนี้
แล้วให้คณ (ตา,ยาย)พูดตาม ผม (ดฉัน) จะบอกเพียงครั้งเดียว


“ใครใคร่ขายไก่ไข” ……………………………….. 

8. Verbal command ( 3 คะแนน)


ข้อนี้ฟังคำสั่ง “ฟังดีๆ นะเดี๋ยวผม (ดิฉัน)จะส่งกระดาษให้คุณ แล้วใหคุณ (ตา , ยาย....)
รับด้วยมือขวา พับครึ่งกระดาษ แล้ววางไว้ที่...........”(พื้น,โต๊ะ,เตียง)

ผู้ทดสอบแสดงกระดาษเปล่าขนาดประมาณ เอ-4 ไม่มีรอยผับ ให้ผู้ถูกทดสอบ
 รับด้วยมือขวา  พับครึ่ง  วางไว้ที่”(พื้น,โต๊ะ,เตียง) ……………………………….. 


9. Written command (1 คะแนน)

ต่อไปเป็นคำสั่งที่เขียนเป็นตัวหนังสือ ต้องการให้คุณ (ตา , ยาย....) อ่าน

แล้วทำตาม (ตา , ยาย....) จะอ่านออกเสียงหรืออ่านในใจ

ผู้ทดสอบแสดงกระดาษที่เขียนว่า “หลับตาได” หลับตาได ้ ……………………………….. 
10. Writing (1 คะแนน)

ข้อนี้จะเป็นคำสั่งให้ “คณ (ตา , ยาย....) เขียนข้อความอะไรก็ก็ที่อ่านแล้วรู้เรื่อง

หรือมีความหมายมา 1 ประโยค”

 ประโยคมีความหมาย ……………………………….. 
11. Visuoconstruction (1 คะแนน)

ข้อนี้เป็นคำสั่ง “จงวาดภาพให้เหมือนภาพตัวอย่าง”

(ในช่องว่างด้านขวาของภาพตัวอย่าง) ……………………………….. 















คะแนนเต็ม 30


MMSE-THAI 2002



ระดับการศกษา คะแนน Positive Negative
Sensitivity Specificity Predictive Predictive Efficiency
จุดตัด เต็ม value value

ไม่ได้เรียนหนังสือ ≤ 14 23 35.4 76.8 64.5 50.0 54.3

(อ่านหนังไม่ออก)

จบ ≤ 17 30 56.6 93.8 88.9 71.0 76.3
ประถมศึกษา

สูงกว่า ≤ 22 30 92.0 92.6 91.2 93.3 92.4
ประถม




ที่มา: คณะกรรมการจดทำแบทดสอบสมรรถภาพสมองเบองตน ฉบับภาษาไทย สถาบันเวชศาสตร์

ื้
ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แบบทดสอบสภาพสมองเสื่อมเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย
(MMSE-THAI 2002)


1.3 แบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย
(The Montreal Cognitive Assessment : MoCA)


ตอนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง




โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง




(Cognitive Stimulation Program)






สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่องระยะเริ่มต้น


















































วิทยาลัยยาบาลบรมราชชนน สุพรรณบุรี
สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข


สมุดบันทึกกิจกรรม






































































ชื่อ..........................นามสกุล......................




อาย.................ปี


ตอนที่ 3 เครื่องมือกำกับการทดลอง

3.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรม





ี้




คำชแจง แบบบันทึกข้างลางนี้ เปนแบบบนทกการเข้าร่วมกิจกรรมในโปรแกรมการฝกการรู้คด โปรดทำเครื่องหมาย () ลงในชองว่างแตละสัปดาห์ทผู้สงอายุ
ี่


เข้าร่วมกิจกรรม
การเข้าร่วมกจกรรมในโปรแกรมการฝกการรคิด


ู้
ลำดับ ชื่อ-สกุล
สัปดาห์ที่ 1 สัปดาห์ที่ 2 สัปดาห์ที่ 3 สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 5 สัปดาห์ที่ 6 สัปดาห์ที่ 7 สัปดาห์ที่ 8
1
2

3

4


.


.


.


.

.


.


20


Click to View FlipBook Version