ผลของการใช้หุ่น Suction ต่อความสามารถในการดูดเสมหะ ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี THE EFFECTS OF USING SUCTION MODEL ON THE ABILITY TO SUCTION PROCEDURE IN NURSING STUDENTS OF BOROMARAJONANI COLLEGE OF NURSING SUPHANBURI โดย นางสาวลักขณา ศิรถิรกุล นางสาวดารินทร์ พนาสันต์ ดร.จารุวรรณ สนองญาติ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ 2562
ง ผลของการใช้หุ่น Suction ต่อความสามารถในการดูดเสมหะ ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี THE EFFECTS OF USING SUCTION MODEL ON THE ABILITY TO SUCTION PROCEDURE IN NURSING STUDENTS OF BOROMARAJONANI COLLEGE OF NURSING SUPHANBURI ลักขณา ศิรถิรกุล, พยม.(การบริหารการพยาบาล)* ดารินทร์ พนาสันต์, พยม.(การบริหารการพยาบาล)** จารุวรรณ สนองญาติ, พยม.(การพยาบาลเด็ก)*** บทคัดย่อ บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการดูดเสมหะและเพื่อ เปรียบเทียบความมั่นใจต่อการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการใช้หุ่น Suction และเพื่อ ประเมินความพึงพอใจต่อการใช้หุ่น Suctionของนักศึกษาพยาบาล วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิด กลุ่มเดียว วัดผลก่อน-หลังการทดลอง (pretest -posttest quasi - experimental research) โดยใช้ อุปกรณ์การสร้างหุ่น Suction จากวัสดุที่มีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพในการใช้ฝึกดูดเสมหะซึ่ง ประกอบด้วย หุ่นจำลองมนุษย์ที่ทำจากพลาสติก ท่อช่วยหายใจ ปอดเทียม ข้อต่อต่าง ๆ เสมหะเทียมทำจาก แป้งมันสำปะหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2562 ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย การรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินตนเองเพื่อประเมินความมั่นใจใน การดูดเสมหะและความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction ของนักศึกษาพยาบาล และแบบประเมิน ความสามารถในการดูดเสมหะโดยอาจารย์ผู้สอนในห้องปฏิบัติการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การ คำนวณค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ความสามารถใน การดูดเสมหะหลังการใช้หุ่น Suction มากกว่าก่อนการใช้หุ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2. ความมั่นใจใน การดูดเสมหะหลังการใช้หุ่น Suction มากกว่าก่อนการใช้หุ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและ 3. ความพึง พอใจในการใช้หุ่น Suction อยู่ในระดับดี สรุปได้ว่า การใช้หุ่น Suction ช่วยให้นักศึกษาพยาบาลมีความ มั่นใจและสามารถในการดูดเสมหะได้ ดังนั้นควรนำหุ่น Suction ไปใช้ในการฝึกสำหรับนักศึกษาพยาบาล ก่อนการปฏิบัติจริงในคลินิก คำสำคัญ: การใช้หุ่น Suction, ความสามารถในการดูดเสมหะ, นักศึกษาพยาบาล
จ THE EFFECTS OF USING SUCTION MODEL ON THE ABILITY TO SUCTION PROCEDURE IN NURSING STUDENTS OF BOROMARAJONANI COLLEGE OF NURSING SUPHANBURI Abstract Background: This study aimed to examine the effect of using suction model on the ability to perform suction procedure in nursing students of Boromarajonani College of Nursing Suphanburi. The study was a quasi-experimental one-group pretest- posttest research design. In this research, the suction model was created from low-cost materials but effective in suction procedure, including a plastic human model, Endotracheal tube, artificial lung, various joints, and artificial sputum made from cassava flour. The sample was 30 second-year nursing students of the academic year 2019 recruited using simple random sampling. Data were collected with self-assessment questionnaires assessing nursing students’confidence to perform suction procedure and satisfaction with using suction model of nursing students, and an evaluation check-list form of suction procedure ability by nursing instructors in nursing laboratory. Data were analyzed using mean, standard deviation, and paired t-test. The research results showed that: 1) the ability to perform suction procedure of nursing students after using suction model was significantly higher than before using suction model; 2) confidence to perform suction procedure of nursing students after using suction model was significantly higher than before using suction model; and 3) the nursing students had a good level of satisfaction of using suction model. From the results of this study, it can be concluded that the use of suction model helped nursing students develop confidence and ability to perform suction procedure. Therefore, suction model should be used in training nursing students before practice with the patients in clinic. Keywords: Suction model, Ability to suction, Nursing students
ง กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความเมตตาจากท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี ดร.พิศิษฐ์ พลธนะ ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนด้านงบประมาณในการทำวิจัยใน ครั้งนี้ และเอาใจใส่ ตลอดจนให้กำลังใจในการทำวิจัยฉบับนี้ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ ขอ กราบขอบพระคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้ความกรุณากรุณาเสียสละเวลาในการตรวจสอบความตรงตาม เนื้อหาของเครื่องมือวิจัยให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆ ของเครื่องมืองานวิจัยฉบับนี้ให้มี ความสมบูรณ์เรียบร้อยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณผู้บริหารและอาจารย์วิทยาลัย พยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่อนุเคราะห์ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำให้ผู้วิจัย สามารถดำเนินการทำวิจัยสำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ที่คอยห่วงใยผู้วิจัยตลอด มา รวมทั้งขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่ให้กำลังใจและมีส่วนช่วยให้วิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ท้ายที่สุดนี้ ผู้วิจัยขอให้คุณความดีและกุศลที่พึงบังเกิดมีจากวิจัยเล่มนี้ จงบังเกิดแก่บิดา มารดา ครูบา อาจารย์ และผู้มีพระคุณต่อผู้วิจัยด้วยความเคารพยิ่ง ลักขณา ศิรถิรกุล ดารินทร์ พนาสันต์ จารุวรรณ สนองญาติ
ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย……………………………………………………………………………………………………… ง บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ……………………………………………………………………………………………….. จ กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………………. ฉ สารบัญ …………………………………………………………………………………………………………………….. ช สารบัญตาราง .......................................................................................................................... ซ สารบัญภาพ ……………………………………………………………………………………………………............ ญ บทที่ 1 บทนำ ………………………………………………………………………………………………………………. 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………………. 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………… 3 1.3 คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย …………………………………………………………………….. 4 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ…………………………………………………………………………. 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง …………………………………………………………………………… 7 3 วิธีการดำเนินการวิจัย…………………………………………………………………………………………. 33 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ………………………………………………………………………. 33 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………………………………… 34 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………………………………………… 38 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………….. 41 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………………………………………………………………… 43 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายและข้อเสนอแนะ ……………………………………………………………. 57 5.1 สรุปผลการวิจัย ………………………………………………………………………………………… 57 5.2 อภิปรายผลการวิจัย............................................................................................... 59 5.3 ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………………….. 62 รายการอ้างอิง …………………………………………………………………………………………………….......... 63 ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………….................. 68 ภาคผนวก ก รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ……………………………………………………………………… 69 ภาคผนวก ข จดหมายเชิญผู้ทรงคุณวุฒิและหนังสือขอความร่วมมือ............................ 71 ภาคผนวก ค ตัวอย่างเครื่องมือวิจัย …………………………………………………………………… 75 ประวัติผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ........................................................................................................ 84
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 คะแนนความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาล ก่อนและหลังการใช้ หุ่นSuction (N= 30 คน)…………………………………………………………………………………………… 44 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความสามารถในการ ปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการใช้หุ่น Suction (n = 30) …… 50 3 ค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในตนเองก่อนและหลังการใช้หุ่น SUCTION ในการฝึกซ้อม (N= 30 คน)……………………………………………………………………………………………………….......... 51 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการ ดูดเสมหะก่อนและหลังการใช้หุ่น Suction (n = 30)…………………………………………………… 52 5 ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ของ นักศึกษาภายหลังจากได้ใช้หุ่น Suction ฝึกซ้อมต่อการปฏิบัติการดูดเสมหะ (n = 30) … 53 6 ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ต่อการ ปฏิบัติการดูดเสมหะ แบ่งเป็นรายด้าน (n = 30)…………………………………………………………. 54
ฉ สารบัญภาพ แผนภูมิที่ หน้า 1. กรอบแนวคิดในการวิจัย.............................................................................................. 5
1 บทที่ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การจัดการเรียนการสอนในวิชาชีพการพยาบาล มีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้บัณฑิต พยาบาลมีความรู้ ความสามารถทั้งด้านวิชาการ และมีความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลแก่ ผู้รับบริการ ดังนั้น ในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการพัฒนาทักษะการพยาบาล ตั้งแต่ในห้องปฏิบัติการเพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อนการปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์ในการดูแลผู้ป่วย จริง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ (สภาการพยาบาล, 2552) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายวิชา หลักการและเทคนิคทางการพยาบาลซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานแรกที่นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต้อง เรียนรู้ก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติการพยาบาลบนหอผู้ป่วย โดยกิจกรรมการพยาบาลที่จำเป็นต้องให้นักศึกษา เรียนรู้และฝึกปฏิบัติให้มีทักษะที่ถูกต้องแม่นยำก่อนที่จะฝึกปฏิบัติจริงบนหอผู้ป่วย ได้แก่ การวัดสัญญาณ ชีพ การดูดเสมหะ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การให้อาหารทางสายยาง การสวนปัสสาวะ การทำ แผล และการให้ออกซิเจน เป็นต้น การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจเป็นกิจกรรมการพยาบาลหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับบุคลากรทางการ พยาบาล เนื่องจากเป็นการช่วยทำทางเดินหายใจให้โล่ง ป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจและทำให้การ แลกเปลี่ยนแก๊สเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ชุลี โจนส์, 2557 ข; ปารยะ อาศนะเสน, 2561) นอกจากนี้ ทักษะการดูดเสมหะเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างยากและมีหลายขั้นตอน จึงไม่ควรเกิดการผิดพลาดเมื่อต้อง ดูแลผู้ป่วยจริง (ปรียสลิล ไขยวุฒิและเยาวลักษณ์ คุมขวัญ, 2560) และจากผลการประเมินปีการศึกษา 2561 หลังจากการเรียนการสอนวิชาหลักการและเทคนิคทางการพยาบาล นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปี ที่ 2 พบว่า หุ่นจำลองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีจำนวนจำกัด และไม่สามารถเคลื่อนย้ายหุ่นได้ และต้องฝึกปฏิบัติ ในห้องปฏิบัติการพยาบาลเท่านั้น นอกจากนี้หุ่นจำลองในปัจจุบันไม่มีสภาพที่เสมือนจริงหรือใกล้เคียง สภาพจริงได้ เพราะในขั้นตอนการดูดเสมหะจากหุ่นจำลอง ไม่มีเสมหะออกมาจริงส่งผลให้นักศึกษามี คะแนนการวัดและประเมินทักษะทางคลินิกในเรื่องการดูดเสมหะอยู่ในระดับปานกลาง (OSCE) ดังนั้น คณะผู้จัดทำนวัตกรรมจึงคิดค้นประดิษฐ์หุ่นจำลองสำหรับฝึกทักษะการดูดเสมหะที่มีเสมหะออกมาขณะที่ ดูดเสมหะด้วย
2 จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การพัฒนาหุ่นฝึกทักษะการพยาบาล (Nursing procedure training manikins) หรือการใช้หุ่นจำลองสถานการณ์ (Simulation) มีประโยชน์ในเชิงผลลัพธ์ด้านความรู้ ความสามารถและความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงความพึงพอใจของผู้เรียนและช่วย ลดความเครียดความวิตกกังวลก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงบนหอผู้ป่วย (Foronda, Liu, & Bauman, 2013). ผู้วิจัยซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาหลักการและเทคนิคการพยาบาล (พย.1203) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ การจัดการเรียนการสอนเทคนิคการพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมนั้น หลังจากผู้เรียนได้ผ่านการเรียนรู้ ภาคทฤษฎีแล้ว ผู้เรียนได้ฝึกภาคทดลองกับหุ่นจำลองแบบทั้งตัวเป็นเวลา 2 ชั่วโมงภายใต้การควบคุมการ ฝึกของอาจารย์ผู้สอน หลังจากนั้นจึงสนใจพัฒนาหุ่น Suction ให้ผู้เรียนใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งใน ห้องเรียนและนอกห้องเรียน และประกอบกับจำนวนหุ่นในการฝึกซ้อมเดิมที่มีต้องสั่งซื้อด้วยราคาแพงจาก ต่างประเทศมีต้นทุนสูงและมีจำนวนจำกัด เคลื่อนย้ายลำบากและขาดความเสมือนจริงในการฝึก ปฏิบัติการดูดเสหมะ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาทางการพยาบาล ผู้วิจัยและคณะอาจารย์ที่ ปฏิบัติงานในภาควิชาการพยาบาลพื้นฐานและพัฒนาวิชาชีพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมในด้านทักษะการพยาบาลดังกล่าว ให้แก่ นักเรียนพยาบาล ก่อนขึ้นฝึกประสบการณ์จริงบนหอผู้ป่วย ในการวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดการการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ ของเคลลีย์ (Kelly,1997) ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือการเรียนรู้โดยการลงมือดึง ประสบการณ์เดิมจากตัวผู้เรียนแล้วผู้เรียนได้รับการกระตุ้นให้แนวคิดจากการสะท้อนประสบการณ์ที่ได้รับ ใหม่ เพื่อพัฒนาความรู้ความคิดใหม่ รวมทั้งทักษะและเจตคติใหม่ต่างจากการเรียนรู้รูปแบบเดิมที่ครูเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้กำหนดและถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียน ผู้เรียนเป็นผู้รับรู้การเรียนรู้เน้น ประสบการณ์ มี 4 ขั้นตอน คือ 1) ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม โดยผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่เป็น รูปธรรมจากสื่อที่เป็นหุ่น Suction 2) สะท้อน โดยผู้เรียนสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ด้วยมุมมองที่ หลากหลาย จากการฝึกปฏิบัติการดูดเสมหะ 3) สรุปองค์ความรู้จากการสังเกต การปฏิบัติทักษะการดูด เสมหะ และความคิดรวบยอดจากความรู้และทักษะการดูดเสมหะและ 4) ประยุกต์ใช้ความรู้ความคิดจาก ประสบการณ์ โดยผู้เรียนนำหลักการนั้นไปประยุกต์ใช้ หรือทดลองใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ในขั้นนี้จะเป็น การทดสอบความรู้และทักษะของผู้เรียน เพื่อที่จะบันทึกผลการเรียน โดยผู้สอนจะให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ
3 กิจกรรมที่ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบ ดังนั้นการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ที่ระบุว่าประสบการณ์มีผลต่อ ความสามารถในการปฏิบัติ ซึ่งการที่บุคคลจะเกิดการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะนั้น ๆ จำเป็นต้องมีความ มั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะด้วย ดังนั้นผู้วิจัยและคณะจึงมีความประสงค์ที่จะพัฒนาหุ่น Suction (หุ่นจำลองการดูดเสมหะทางท่อ ช่วยหายใจและท่อเจาะคอ) ซึ่งได้ออกแบบหุ่น Suction ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ฝึกการดูดเสมหะ ซึ่ง ประกอบด้วย หุ่น ท่อช่วยหายใจ ปอดเทียม ข้อต่อต่าง ๆ เสมหะเทียม พลาสเตอร์ โดยทีมผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จากวัสดุที่ต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพในการใช้ฝึกดูดเสมหะซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติทักษะนี้ในสภาพ เสมือนจริงมากขึ้น และช่วยให้นักศึกษามีความมั่นใจในการดูดเสมหะให้ผู้ป่วยมากขึ้นและผู้ป่วยได้รับการ ดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนภาคปฏิบัติให้กับนักเรียนพยาบาลและบุคลากรทางการ พยาบาลอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดเสมหะของนักศึกษายพาบาลและเพิ่มประสิทธิภาพการ สอนภาคปฏิบัติรวมถึงเพิ่มความมั่นใจในการทำหัตถการแก่นักเรียนพยาบาลก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานจริงบน หอผู้ป่วยและลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการ ใช้หุ่น Suction 2. เพื่อเปรียบเทียบความมั่นใจต่อการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้หุ่น Suction เพื่อฝึกทักษะการดูดเสมหะสำหรับ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คำถามการวิจัย การใช้หุ่น Suction มีผลต่อความสามารถในการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีอย่างไร
4 สมมติฐานการวิจัย 1. ความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลภายหลังการใช้หุ่น Suction มากกว่าก่อนการใช้หุ่น Suction 2. ความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลภายหลังการใช้หุ่น Suction มากกว่าก่อนการใช้หุ่น Suction คำจำกัดความที่ใช้ในการศึกษา หุ่นจำลองการดูดเสหมะ (Suction Model) หมายถึง วัสดุสามิติที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบ ของจริงในการดูดเสมหะ เนื่องจากข้อจำกัดบางประการที่ไม่สามารถจะใช้ของจริงหรือคนจริงๆในการดูด เสมหะในการประกอบการเรียนการสอนได้ ซึ่งหุ่นจำลองนี้มีคุณค่าต่อการเรียนใกล้เคียงกับของจริง ความสามารถในการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ หมายถึง การกระทำกิจกรรมต่างๆ ของ นักศึกษาพยาบาลตามความรู้ ใช้ทักษะ หลักการดูดเสมหะและประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษา พยาบาลในการปฏิบัติการดูดเสหมะในบุคคลทั้งที่เจ็บป่วยและปกติเพื่อพัฒนาและคงไว้ซึ่งสุขภาพดี ซึ่ง สามารถวัดได้จากแบบสอบถามเกี่ยวกับความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสหมะ ความมั่นใจในการดูดเสมหะ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการตัดสินใจทางคลินิกและจำเป็น สำหรับการปฏิบัติการพยาบาลของนึกศึกษาพยาบาลให้รปะสบความสำเร็จ ซึ่งการจัดการเรียนรู้โดยใช้ หุ่นจำลองการดูดเสหมะ (หุ่น suction) ทำให้นักศึกษาพยาบาลมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ในเรื่อง ความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะที่ถูกต้อง ความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction เป็นการตอบสนองของนักศึกษาพยาบาลต่อ ประสบการณ์ที่จัดให้ในมิติต่างๆ ได้แก่ ความรู้สึกต่อปฏิบัติการดูดเสหมะของที่เกิดจากความพึงพอใจและ ความพึงพอใจต่อวิธีการการดำเนินการและสิ่งแวดล้อมของเรียนรู้ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและ คุณภาพ
5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา หุ่นจำลองการดูดเสมหะนี้มีประโยชน์สำหรับการเรียนการสอน การได้หุ่นจำลองการดูด เสมหะ (หุ่น Suction) ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอน สำหรับ นักศึกษาหุ่นจำลองการดูดเสมหะมีประโยชน์ทำให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการดูดเสมหะได้บ่อยและได้ สะดวก เคลื่อนย้ายได้ง่าย สามารถนำหุ่นไปฝึกทักษะการดูดเสหมะได้หลายสถานที่ สำหรับผู้วิจัยทำให้ ทราบผลความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสหมะของนักศึกษา และผลการวิจัยยังเป็นแนวทางในการ สร้างและพัฒนาสื่อหุ่นจำลองการดูดเสมหะจากวัสดุที่มีราคาประหยัดและเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่ง สามารถผลิตได้จำนวนมากเพียงพอกับนักศึกษา กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ของเคลลีย์ (Kelly,1997) ซึ่งเป็น การเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือการเรียนรู้โดยการลงมือดึงประสบการณ์เดิมจากตัวผู้เรียนแล้วผู้เรียน ได้รับการกระตุ้นให้แนวคิดจากการสะท้อนประสบการณ์ที่ได้รับใหม่ เพื่อพัฒนาความรู้ความคิดใหม่ รวมทั้งทักษะและเจตคติใหม่ต่างจากการเรียนรู้รูปแบบเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้กำหนดและ ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียน ผู้เรียนเป็นผู้รับรู้การเรียนรู้เน้นประสบการณ์ มี 4 ขั้นตอน คือ 1) ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม โดยผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมจากสื่อที่เป็นหุ่น Suction 2) สะท้อน โดยผู้เรียนสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ด้วยมุมมองที่หลากหลาย จากการฝึกปฏิบัติการดูด เสมหะ 3) สรุปองค์ความรู้จากการสังเกต การปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ และความคิดรวบยอดจาก ความรู้และทักษะการดูดเสมหะและ 4) ประยุกต์ใช้ความรู้ความคิดจากประสบการณ์ โดยผู้เรียนนำ หลักการนั้นไปประยุกต์ใช้ หรือทดลองใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ในขั้นนี้จะเป็นการทดสอบความรู้และทักษะ ของผู้เรียน เพื่อที่จะบันทึกผลการเรียน โดยผู้สอนจะให้ผู้เรียนได้ลงมือทำกิจกรรมที่ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบ ดังนั้นการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ ที่ระบุว่าประสบการณ์มีผลต่อความสามารถในการปฏิบัติ ซึ่งการที่ บุคคลจะเกิดการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะนั้น ๆ จำเป็นต้องมีความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะด้วย
6 ความมั่นใจในการดูดเสมหะ การฝึกปฏิบัติการดูดเสมหะ โดยใช้หุ่น Suction ความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะ ความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูด เสมหะ(หุ่น Suction)
7 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษา ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากตำรา แนวคิดทฤษฎี เอกสาร บทความ และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง เสนอตามลำดับ ดังนี้ 1. การใส่ท่อช่วยหายใจและการใส่เครื่องช่วยหายใจ 2. การดูดเสมหะ 3. การพยาบาลผู้ป่วยในการดูดเสมหะ 3.1. การพยาบาลผู้ป่วยก่อนการดูดเสมหะ 3.1.1 การประเมินข้อบ่งชี้ในการดูดเสมหะ 3.1.2 การเลือกใช้สายยางดูดเสหมะ 3.1.3 การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงก่อนดูดเสมหะ 3.1.4 การเพิ่มปริมาตรปอด 3.1.5 การเตรียมผู้ป่วยก่อนการดูดเสมหะ 3.2. การพยาบาลระหว่างการดูดเสหมะ 3.2.1 การใช้เทคนิคปราศจากเชื้อ 3.2.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการดูดเสมหะ 3.2.3 ขนาดความดันลบที่ใช้ในการดูดเสมหะ 3.2.4 ความลึกในการใส่สายดูดเสมหะ 3.2.5 จำนวนครั้งที่ใช้ในการดูดเสมหะ 3.2.6 ทักษะในการดูดเสมหะ 3.3. การประเมินผู้ป่วยภายหลังการดูดเสมหะ 3.3.1 การประเมินหลังการดูดเสหมะ 3.3.2 การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงหลังการดูดเสหมะ 4. แนวคิดความสามารถในการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ 5. แนวคิดการใช้หุ่นจำลองเสมือนจริง
8 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. การใส่ท่อช่วยหายใจและการใส่เครื่องช่วยหายใจ การใส่ท่อช่วยหายใจ การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นหัตถการที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยในระยะวิกฤต การใส่ท่อช่วยหายใจทำให้ ทางเดินหายใจขาดความชุ่มชื้น การใส่ท่อช่วยหายในกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำเมือกในทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น และขัดขวางการพัดโบกของ Cilia ผู้ป่วยจึงไม่สามารถไอหรือขับเสมหะออกเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใส่เครื่องช่วยหายใจ ส่วนการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากการใช้ เครื่องช่วยหายใจ ถุงลมปอดแตกจากแรงดันบวก พิษจากออกซิเจน และหลอดลมตีบจากการใส่ท่อช่วย หายใจนาน 2. การดูดเสมหะ การดูดเสมหะเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องปฏิบัติบ่อย เพื่อช่วยให้อากาศผ่านเข้า ออกทางเดินหายใจได้ตามปกติ ป้องกันการอุดกั้นของทางเดินท่อช่วยหายใจ ป้องกันภาวะขาดออกซิเจน ภาวะปอดแฟบ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และลดความเสี่ยงของการเกิดการสำลักในท่อหลอดลม การดูดเสมหะทำให้ระบบไหลเวียนการขนส่งออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นปกติ ลดการคั่ง ของคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ผู้ป่วยมีความพร้อมในการหย่าเครื่องช่วยหายใจมากขึ้นการดูดเสมหะควร กระทำเมื่อผู้ป่วยหายใจมีเสียงครืดคราด มีอาการไอจากการมีเสมหะหรือจากการสำลัก มีออกซิเจนใน เลือดแดงต่ำ tidal volume ลดลง อัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและพบได้บ่อยจากการดูดเสมหะ ได้แก่ ภาวะพร่องออกซิเจน การเปลี่ยนแปลง ของการทำงานระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ มีภาวะปอดอักเสบ ติดเชื้อ ปอดแฟบ มีความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น เกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุหลอดลม และเกิดความไม่ สุขสบายจากการดูดเสมหะ การเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว อาจส่งผลให้อัตราตาย อัตราการเกิด ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ จำนวนวันการนอนในโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวเพิ่มสูงขึ้นได้ มี การศึกษาพบว่าสภาพและพยาธิสภาพของผู้ป่วยรวมทั้งวิธีการดูดเสมหะของพยาบาล อาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้
9 ดังนั้น ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจจึงต้องการการพยาบาลในการดูดเสมหะเพื่อทำทางเดินหายใจให้ โล่ง ถึงแม้ว่าการดูดเสมหะเป็นกิจกรรมการพยาบาลที่มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ การดูดเสมหะก็อาจทำให้เกิดอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนต่อผู้ป่วยได้ การดูดเสมหะ ทำให้ปริมาตรของ อากาศในปอดลดลง อาจเกิดภาวะปอดแฟบ ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด เนื่องจากสายดูดเสมหะมี แรงดันต่ำกว่าบรรยากาศ จึงสามารถดูดออกซิเจนออกจากปอด การใส่สายดูดเสมหะที่ลึกเกินไป จะทำให้ มีอาการไออย่างรุนแรง และทำให้หัวใจเต้นช้าหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนกระทั่งผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากมีการกระตุ้นประสาทสมองคู่ที่ 10 หรือ vagus nerve ซึ่งมีใยประสาทจำนวนมากในทางเดิน หายใจ นอกจากนี้ยังมีระบบพาราซิมพาเทติก (parasympathetic) การดูดเสมหะยังอาจทำให้เกิดการ บาดเจ็บต่อเยื่อบุหลอดลม หลอดลมหดเกร็ง การติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง ความดันในกะโหลก ศีรษะเพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง/ต่ำนอกจากนั้น การดูดเสมหะยังมีผลต่ออารมณ์ ก่อให้เกิดความ เจ็บปวด เหมือนมีสิ่งทิ่มแทงคอ ทำให้ผู้ป่วยเกิดความไม่สุขสบายและความวิตกกังวลได้ อารมณ์กลัว ตื่นเต้น ตกใจ จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ดังนั้น การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจ จึงเป็น กิจกรรมการพยาบาลที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง 3. การพยาบาลผู้ป่วยในการดูดเสมหะ 3.1. การพยาบาลผู้ป่วยก่อนการดูดเสมหะ 3.1.1 การประเมินข้อบ่งชี้ในการดูดเสมหะ ข้อบ่งชี้ในการดูดเสมหะในผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ คือ การมีความดันโลหิตสูงขึ้นหรือลดลง ชีพ จรเร็วขึ้นหรือลดลง หายใจเร็วขึ้นหรือลดลง หายใจเสียงดังครืดคราด หรือการได้ยินเสียงเสมหะ (ระดับ 5a) ควรมีการประเมินผู้ป่วยก่อนดูดเสมหะโดยการตรวจดูสัญญาณชีพ และฟังเสียงเสมหะในทางเดิน หายใจ เพื่อป้องกันการดูดเสมหะโดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่จำเป็น เนื่องจากการดูดเสมหะแต่ละครั้งอาจเกิด ภาวะแทรกซ้อน คือ ภาวะพร่องออกซิเจน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดปกติ มีการเพิ่มขึ้นของความดัน ในกะโหลกศีรษะ และเกิดการบาดเจ็บต่อหลอดลม การประเมินผู้ป่วยก่อนดูดเสมหะและการพิจารณา ตัดสินใจดูดเสมหะบนความต้องการของผู้ป่วยในแต่ละรายมีความจำเป็นเพราะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน น้อยกว่าการดูดเสมหะเป็นกิจวัตร (ระดับ 5a) จะได้เห็นว่าการประเมินข้อบ่งชี้ในการดูดเสมหะโดยไม่มี ความจำเป็นก็จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดูดเสมหะในท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้น
10 1.1.2 การเลือกใช้สายยางดูดเสมหะ การเลือกสายยางดูดเสมหะไม่ควรเกินครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อช่วยหายใจ เพื่อป้องกัน ความดันลบที่มากเกินไปดูดอากาศและออกซิเจนออกจากปอดอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้เกิดภาวะปอดแฟบ ส่วนการใช้สายดูดเสมหะที่มีขนาดใหญ่ พบว่าเพิ่มความเสี่ยงของการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจ และเพิ่มภาวะพร่องออกซิเจน (ระดับ 5a) ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจเบอร์ 7 ควรใช้ขนาดสายดูดเสมหะที่มี เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เฟรนซ์ (French) สำหรับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจเบอร์ 8 ควรใช้ขนาดสายดูดเสมหะ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 14 เฟรนซ์ (French) การใช้สายดูดเสมหะที่มีขนาดเล็กทำให้ลมสามารถเข้าไปใน ปอดระหว่างดูดเสมหะได้ ซึ่งสามารถป้องกันการลดลงของอากาศที่คั่งค้างในปอดภายหลังการหายใจออก ตามปกติได้ (Functional residual capacity) (ระดับ 5a) 1.1.3 การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงก่อนดูดเสมหะ การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนการดูดเสมหะเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะ สามารถลดภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำภายหลังการดูดเสมหะได้ ซึ่งประสิทธิผลของการเพิ่มความเข้มข้น ของออกซิเจนก่อนดูดเสมหะจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ สภาพของผู้ป่วยแต่ละคน ระยะเวลาใน การดูดเสมหะ ความดันที่ใช้ในการดูดเสมหะ และขนาดของสายดูดเสมหะ จากการศึกษาพบว่าการให้ ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูง 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนดูดเสมหะสามารถลดภาวะพร่องออกซิเจนที่เกิดจาก การดูดเสมหะร้อยละ 32 แต่ถ้ามีการให้ออกซิเจนทั้งก่อนและหลังดูดเสมหะจะสามารถลดภาวะพร่อง ออกซิเจนได้ร้อยละ 49 และหากมีการเพิ่มออกซิเจนความเข้มข้นสูงร่วมกับการเพิ่มปริมาตรปอด สามารถ ลดภาวะพร่องออกซิเจนมากกว่าร้อยละ 50 การเพิ่มปริมาตรปอดจะให้ 2-3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งของการ เพิ่มปริมาตรปอดจะให้เพียง 1 เท่าครึ่งของปริมาตรหายใจเข้าออกปกติ (tidal volume) (ระดับ 2a และ 2a) ควรให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างน้อย 30 วินาที ในช่วงก่อนและหลังการดูด เสมหะเพื่อให้ออกซิเจนผ่านท่อเครื่องช่วยหายใจผ่านไปยังผู้ป่วย ซึ่งสามารถป้องกันการลดลงของระดับ ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้ (ระดับ 2a) ในการเพิ่มออกซิเจนความเข้มข้นสูง 100 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำได้โดยการกดปุ่มออกซิเจน 100 เปอร์เซ็นต์ บนหน้าจอของเครื่องช่วยหายใจก่อนการดูด เสมหะ (ระดับ 2a)
11 1.1.4 การเพิ่มปริมาตรปอด ควรประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนที่จะเพิ่มปริมาตรปอดให้กับผู้ป่วยทุกครั้ง และต้องปฏิบัติด้วยความ ระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลกระทบในผู้ป่วยบางรายได้ เช่น ผู้ป่วยที่ระบบไหลเวียนโลหิตไม่คงที่ ผู้ป่วยที่ ได้รับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ และผู้ป่วยที่มีความดันในกะโหลกศีรษะสูง เมื่อได้รับการดูดเสมหะ ร่วมกับการเพิ่มปริมาตรปอดจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเลือกที่ออกจากหัวใจใน 1 นาทีลดลง ควรทำการเพิ่มปริมาตรเพียง 1 เท่าครึ่งของปริมาตรอากาศในการหายใจเข้าออกใน 1 ครั้ง โดยใช้ เครื่องช่วยหายใจเพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนโลหิต และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของ ทางเดินหายใจน้อยกว่าการใช้ถุงข่วยหายใจ (self inflating bag) เพราะสามารถควบคุมแรงดันที่จะให้กับ ผู้ป่วยได้ดีกว่าการใช้ถุงช่วยหายใจ สำหรับผู้ป่วยที่มีระบบไหลเวียนโลหิตคงที่ ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการผ่าตัด หลอดเลือดหัวใจ และผู้ป่วยที่ไม่มีความดันในกะโหลกศีรษะสูง สามารถเพิ่มปริมาตรปอด โดยการบีบถุง ช่วยหายใจ (self inflating bag) 4-5 ครั้ง ก่อนการดูดเสมหะในครั้งแรก (ระดับ 3a และ 3a) 1.1.5 การเตรียมผู้ป่วยก่อนการดูดเสมหะ การดูดเสมหะเป็นประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับผู้ป่วย เช่น การให้ ข้อมูลก่อนการดูดเสมหะเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยลดภาวะเครียด ความวิตกกังวล ความเจ็บปวด อีกทั้งยังเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพ และความตระหนักในการดูดเสมหะของพยาบาลอีกด้วย (ระดับ 5a) และควรจัดท่า ให้เหมาะสมตามตำแหน่งของเสมหะที่ฟังได้ เช่น ถ้าฟังได้เสมหะที่ปอดข้างขวาก็ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้าย เพื่อให้เสมหะไหลได้สะดวกขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการให้อาหารทางสายยางไม่ควรดูดเสมหะหลังให้ อาหาร 30-60 นาที เพราะการดูดเสมหะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสสำลักเศษอาหารเข้าสู่หลอดลมได้ (ระดับ 5a) 3.2. การพยาบาลระหว่างการดูดเสหมะ 3.2.1 การใช้เทคนิคปราศจากเชื้อ การดูดเสมหะเป็นการพยาบาลที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจากการ ทบทวนเอกสาร และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการติดเชื้อจากการดูดเสมหะ พบว่า การดูด เสมหะหลายครั้งทำให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคขนาดเล็กๆ สามารถผ่านลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยเฉพาะการใช้น้ำเกลือนอร์มัลหยอดก่อนดูดเสมหะ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำเกลือนอร์มัลเพื่อลดความ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นการดูดเสมหะทุกครั้งต้องใช้เทคนิคปราศจากเชื้อ (ระดับ 5a, 5a, และ 5a)
12 3.2.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการดูดเสมหะ ระยะเวลาที่ใช้ในการดูดเสมหะมีผลต่อความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการดูดเสมหะ เนื่องจากการใช้เวลาในการดูดเสมหะนานเกินไปจะทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพร่องออกซิเจนใน เลือด และการทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นระยะเวลาในการดูดเสมหะที่เหมาะสมควรใช้ ระยะเวลาในการดูดไม่ควรเกิน 10-15 วินาที เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจน และการได้รับการ บาดเจ็บของเยื่อบุทางเดินหายใจ (ระดับ 5a, และ 5a) 3.2.3 ขนาดความดันลบที่ใช้ในการดูดเสมหะ ควรใช้ความดันลบในการดูดเสมหะให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งความดันลบที่ใช้ ควรอยู่ในช่วง 80-120 มิลลิเมตรปรอท และอาจสูงได้ ถึง 200 มิลลิเมตรปรอท ถ้าใช้ขนาดของสายดูดเสมหะที่เหมาะสม (ระดับ 5a) ความดันลบที ่ใช้ ดูดเสมหะในช่วง 80-120 มิลลิเมตรปรอท สามารถลดภาวะพร่องออกซิ เจนจาก การดูดเสมหะได้ และความดันที่ใช้ ดูดเสมหะควรเริ่มเมื่อถอนสายดูดเสมหะออกมาเท่านั้น เพื่อ ป้องกันสายดูดเสมหะติดกับผนังของหลอดลม (ระดับ 5a) 3.2.4 ความลึกในการใส่สายดูดเสมหะ การใส่สายดูดเสมหะไม่ควรลึกเกิน ความยาวของท่อช่วยหายใจหรือให้ ใส่สายดูดเสมหะไปถึงตำแหน่งทาง แยกของแขนงหลอดลม (carina) จากนั้นถอยออกมาประมาณ 1-2 เซนติเมตรเพื่อลดความเสี่ยงต่อการไป กระตุ้นประสาทเวกัส จากนั้นจึงทำการดูดเสมหะวิธีการที่จะประเมินความลึกของการใส่สายดูดเสมหะ สามารถวัดได้ จากความยาวของท่อช่วยหายใจ (ระดับ 2a, และ 2a) 3.2.5 จำนวนครั้งที่ใช้ในการดูดเสมหะ จำนวนครั้งของการดูดเสมหะไม่ควรเกิน 2 ครั้งต่อรอบ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้ รับบาดเจ็บทางศีรษะ เฉียบพลันจะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความดันในกะโหลกศีรษะสูง มีการเปลี่ยนแปลงของระบบ การไหลเวียนโลหิต ได้แก่ ความดันเลือดแดงเฉลี่ยและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ดังนั้นการดูดเสมหะ ติดต่อกัน 3 ครั้งจึงมีความปลอดภัยน้อยกว่า 2 ครั้ง (ระดับ3a) การดูดเสมหะบ่อยครั้งจะทำให้ร่างกาย ตอบสนองโดยมีการสร้างเสมหะมากขึ้นด้วยและการดูดเสมหะที่บ่อยครั้งยังทำให้ เกิดภาวะแทรกซ้อนจาก การดูดเสมหะมากขึ้นตามมา ดังนั้นจึงควรลดความถี่ในการดูดเสมหะให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้(ระดับ3a) อย่างไรก็ตามควรมีการดูดเสมหะอย่างน้อยหนึ่งครั้งใน 8 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงการอุดตันบางส่วนของ ท่อช่วยหายใจเนื่องจากมีการยึ ดเกาะของเสมหะที่ผนังท่อช่วยหายใจ (ระดับ5a)
13 3.2.6 ทักษะในการดูดเสมหะ การดูดเสมหะอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุหลอดลมได้ ดังนั้นจึงควรดูด เสมหะอย่างมีทักษะและ กระทำด้วยความนุ่มนวล การอธิบายให้ผู้ป่วยทราบเกี่ยวกับการดูดเสมหะและใช้ เทคนิคที่ช่วยลดการ บาดเจ็บของเยื่อบุหลอดลม เช่นการไม่กระแทกหรือหมุนสายดูดเสมหะสำหรับผู้ป่วยที่สามารถไอขับ เสมหะได้ ควรมีการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอในขณะที่มีการดูดเสมหะด้วยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้การดูด เสมหะมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (ระดับ3a) นอกจากนี้ไม่ควรดูดเสมหะในขณะที่ใส่สายดูดเสมหะ เข้าไปทาง ท่อช่วยหายใจแต่ควรดูดเสมหะในขณะที่มีการถอยสายดูดเสมหะออกจากท่อช่วยหายใจเท่านั้น ในการดูด เสมหะควรมีการดูดเสมหะในปากก่อนการดูดในท่อช่วยหายใจ เพราะการดูดเสมหะในปากก่อนเพื่อ ป้องกันการสำลักเสมหะหรือน้ำลายเข้าสู่หลอดลม (ระดับ 3a) 3.3. การประเมินผู้ป่วยภายหลังการดูดเสมหะ 3.3.1 การประเมินหลังการดูดเสหมะ หลังการดูดเสมหะให้ผู้ป่วยภายใน 10 นาที ต้องมีการประเมินติดตามการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เช่น อัตรา การเต้นของหัวใจ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน สีผิว ควรมีการสังเกต ลักษณะเสมหะ สี ปริมาณ บันทึกสิ่งที่พบมีการฟังปอดหลังการดูดเสมหะ(ระดับ 5a, และ 5a) สำหรับผู้ ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บ ศีรษะอย่างรุนแรงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ความดันภายในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้นหรือความดันเลือด แดงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นภายหลังการดูดเสมหะเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที เช่น การยกตัวการพลิกตัวเป็นต้น (ระดับ3a) 3.3.2 การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงหลังการดูดเสหมะ ภายหลังการดูดเสมหะผู้ป่วยอาจเกิด ภาวะพร่องออกซิเจนได้ หากไม่ได้รับออกซิเจนจากเครื่องช่วยหายใจ จึงควรต่อเครื่องช่วยหายใจให้กับผู้ป่วย ภายหลังการดูดเสมหะภายในเวลา 1 วินาที และให้ออกซิเจน ความเข้มข้นสูงภายหลังการดูดเสมหะเพื่อป้องกันการเกิดภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด (ระดับ 2a, และ 2a) ในการเพิ่มออกซิเจนความเข้มข้นสูง 100 เปอร์เซ็นต์หลังการดูดเสมหะ สามารถ ทำได้โดยการกด ปุ่มออกซิเจน 100 เปอร์เซ็นต์บนหน้าจอของเครื่องช่วยหายใจ (ระดับ2a)
14 4. แนวคิดความสามารถในการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการดูดเสมหะในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ขณะดูดเสมหะในช่วงใส่สายดูดเสหมะ ซึ่งเป็นการใส่สายเข้าลึกและรุนแรง ด้วยความรวมดเร็วหรือใส่ อย่างช้าๆ ติดต่อกันหลายครั้ง การเคลื่อนไวของท่อช่วยหายใจขณะบีบถุงช่วยหายใจ (Self-inflating bag) และในภาวะพร่องออกซิเจนขณะดูดเสมหะจากขนาดสายดูดเสมหะไม่เหมาะสม เวลาดูดเสมหะนาน เกินไป การได้รับความชื้นไม่เพียงพอทำให้เสมหะเหนียวจับเป็นก้อน และการมีเสหมะจำนวนมากจากการ ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจแรงดูดที่ใช้จากเครื่องดูดสุญญากาศไม่เหมาะสม และไม่รักษาระดับPEEP และ ภาวะจิตใจของผู้ป่วยเช่น ความวิตกกังวล ความกลัว ที่เกิดจากความเจ็บปวดในลำคอจากการดูดเสมหะ ดังนั้นเพื่อป้องกันภาวะดังกล่าว ควรมีแนวทางการปฏิบัติการดูดเสหมะตามมาตรฐานของ AARC (The America Association for Respiratory Care) รวมกับการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยใน ประเทศไทย ดังนี้ 4.1 การใส่สายดูดเสมหะ ปฏิบัติโดย (1) เลือกวิธีดูดเสมหะโดยยึดความลึกของ สายดูดเสมหะให้เหมาะสม เพื่อลดการบาดเจ็บของ หลอดลมโดยวิธีการดูดเสมหะประกอบด้วยการดูด เสมหะแบบลึก (Deep suctioning) เป็นการดูดเสมหะ โดยการใส่สายดูดเสมหะจนกระทั่งสายพบแรงต้านหรือ ชน carina แล้วดึงสายขึ้นมา 1–2 เซนติเมตรก่อน ทำการดูดเสมหะ และการดูดเสมหะแบบตื้น (Shallow Suctioning) เป็นการดูดเสมหะโดยการมีการวัด ระดับ การใส่สายดูดเสมหะประมาณเท่ากับความยาวของท่อ ช่วยหายใจบวกตัวต่อท่อช่วยหายใจ (connecting tube) ซึ่งเป็นระดับความลึกที่ใช้ในการดูดเสมหะขึ้นมา (AARC) การพิจารณาว่าควรใช้การดูดเสมหะแบบลึกหรือแบบตื้น อาจพิจารณาจากแนวปฏิบัติที่ดีของ AARC ซึ่งแนะนำให้ใช้การดูดเสมหะแบบตื้นเพราะช่วยป้องกัน การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อหลอดลมและการ ดูดเสมหะแบบลึกก็ไม่เกิดผลที่ดีกว่าการดูดเสมหะแบบตื้นและอาจพบเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จากการ บาดเจ็บของ หลอดลมได้แต่จากการศึกษาของ Abbasinia และ คณะ (Liao, Zeng, Xu, Yang, Ye and Yin, 2019). เปรียบเทียบผลกระทบจากการดูดเสมหะแบบตื้นและลึกในท่อช่วยหายใจทางปากต่ออัตรา การหายใจ (RR) ค่าระดับออกซิเจนในเลือดแดงจากชีพจร (SpO2) และจำนวนการดูดเสมหะในผู้ป่วยหอ ผู้ป่วยหนัก พบว่า หลังการดูดเสมหะ ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มคือกลุ่มที่ใช้การดูด เสมหะแบบตื้นและกลุ่มที่ใช้ แบบลึกมีอัตราการหายใจ เพิ่มขึ้นและระดับ SpO2 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างไรก็ตาม การ
15 เปลี่ยนแปลง2 ค่านี้ระหว่างสองกลุ่ม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติและพบว่าการ ดูดเสมหะ แบบตื้นมีความถี่ในการดูดเสมหะมากกว่าการ ดูดเสมหะแบบลึก คณะผู้วิจัยจึงสรุปว่า การดูดเสมหะ ทั้ง 2 แบบ มีผลต่ออัตราการหายใจ และระดับ SpO2 คล้ายคลึงกัน ดังนั้นการดูดเสมหะแบบลึกมีแนวโน้มว่า สามารถใช้ทำความสะอาดทางเดินหายใจโดยมีการ จัดการกับหลอดลมน้อยกว่าแบบตื้นและจาก การศึกษาของLiaoและคณะ12 ที่วิเคราะห์อภิมาน (Meta–analysis) รายงานวิจัย11เรื่องซึ่งทำการ ทดลองแบบสุ่มและ มีกลุ่มควบคุม (Randomized controlled trials; RCT) ในผู้ป่วยรวมทั้งหมด 617 คน สรุปได้ว่าการดูด เสมหะแบบลึกมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดทาง เดินหายใจมากกว่าแบบตื้น และไม่มีรายงานการเกิด ความเสี่ยงอย่างชัดเจนในผู้ป่วยที่ใช้การดูดเสมหะแบบลึก จากข้อมูลดังกล่าวการดูดเสมหะทั้งแบบลึกและแบบตื้นสามารถใช้ได้ทั้งสองวิธีโดยในผู้ป่วย ที่มีเสมหะมาก ควรใช้การดูดเสมหะแบบลึกเพื่อลดความถี่ในการดูดเสมหะแต่หากต้องการลดการบาดเจ็บ ของหลอดลม ดังนั้นการดูดเสมหะแบบตื้นจะเหมาะสมกว่า (2) ระยะเวลาในการดูดเสมหะตั้งแต่เริ่มปลด ข้อต่อและใส่สายดูดเสมหะถึงดึงสายดูด เสมหะขึ้นและ สิ้นสุดการดูด ควรใช้เวลาไม่เกิน 10–15 วินาที(AARC clinical practice guideline, 2010; สุรศักดิ์, นภาพร และจันทนา, 2560) เพื่อประมาณความเร็วในการดูดเสมหะไม่ให้เร็วหรือช้า เกินไป (3) การบอกให้ผู้ป่วยทราบก่อนจะทำการดูด เสมหะ13 เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับ แรก เพื่อให้เกิดความร่วมมือในผู้ป่วยที่รู้สึกตัว จะทำให้การดูด เสมหะสะดวกรวดเร็วขึ้นและไม่ต้องดูด หลายครั้ง เป็นการช่วยลดความทุกข์ทรมานจากการดูดเสมหะได้ 4.2 การลดการเคลื่อนไหวของท่อช่วยหายใจ ซึ่ง โดยปกติถึงแม้เราจะมีการผูกยึดตรึงท่อช่วย หายใจด้วย พลาสเตอร์และเชือกเพื่อป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อ ช่วยหายใจแต่ในขณะบีบถุงช่วยหายใจ (self–inflating bag) ท่อช่วยหายใจจะแกว่งไปมา ทำให้เกิดการระคาย เคือง บาดเจ็บและทุกข์ทรมาน ดังนั้นจึงต้องลดการ เคลื่อนไหวของท่อช่วยหายใจ โดย
16 (1) การตัดท่อช่วยหายใจให้สั้นลง1 โดยตัดปลาย ท่อช่วยหายใจที่ยึดจากปากหรือจมูกที่ ยาวเกิน 4–5 เซนติเมตร เพื่อลดภาวะบริเวณที่ไม่มีอากาศไหลผ่าน (Dead space) และช่วยลดการ เคลื่อนไหวของท่อช่วย หายใจให้สามารถจับยึดท่อโดยมือไม่ลอยในขณะบีบ ถุงช่วยหายใจ (AMBU bag) ซึ่งปกติตำแหน่งของการ ใส่ท่อช่วยหายใจแบบที่ใส่ทางปากหรือจมูกลงไปใน หลอดลมจะอยู่กึ่งกลาง หลอดลม เหนือคารินา (carina) ประมาณ 2–6 เซนติเมตร ซึ่งทดสอบตำแหน่งของท่อ ช่วยหายใจโดยดู จากผลเอกซเรย์และการฟังปอดได้ยิน เสียงลมเข้าปอดเท่ากันทั้งสองข้างและความยาวของท่อ ช่วยหายใจ ที่ใส่ลงไปในหลอดลมในผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อช่วย หายใจทางปาก ส่วนใหญ่จะยาวประมาณ 20–22 เซนติเมตร (2) จำนวนพยาบาลททำหน้าที่ในการดูด เสมหะ1 ใช้พยาบาลจำนวน 2 คนดีที่สุดในการดูด เสมหะ แบบเปิด โดยคนที่ 1 ทำหน้าดูดเสมหะ คนที่ 2 ทำหน้าที่จับท่อช่วยหายใจให้อยู่กับที่ ไม่ให้ท่อช่วย หายใจ เคลื่อนไหว และช่วยบีบถุงช่วยหายใจ ในขณะคนที่ 1 ดูดเสมหะพร้อมทั้งคอยสังเกตตัวชี้วัดต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงในขณะดูดเสมหะ เช่น ค่าระดับออกซิเจน ลดลงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นต้น เพื่อการ ช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีป้องกันภาวะแทรกซ้อนและ ความทุกข์ทรมานที่อาจเกิดขึ้นได้ 4.3 การป้องกันภาวะพร่องออกซิเจนจากการดูด เสมหะ ให้ปฏิบัติพยาบาลโดย (1) การให้ออกซิเจนเปอร์เซ็นต์สูง (hyper– oxygenation) และการเพิ่มปริมาตรปอด (hyper– inflated lung) เพื่อทำให้ให้ร่างกายได้รับออกซิเจนใน ขณะดูดเสมหะ ซึ่งการให้ออกซิเจน เปอร์เซ็นต์สูง ทำโดยกดปุ่มออกซิเจน 100 เปอร์เซ็นต์บนหน้าจอของ เครื่องช่วยหายใจ หรือจากการใช้ถุง ช่วยหายใจชนิดลิ้น ทางเดียว (one way valve) ต่อกับถุงกักอากาศ (reservoirbag)และต่อกับออกซิเจน 100เปอร์เซ็นต์บีบถุงช่วยหายใจ ก่อนดูด ขณะดูดและหลังดูดเสมหะ 2–3 ครั้ง (ทนันชัย บุญบูรพงศ์, 2556) โดยใช้เวลาในการให้ออกซิเจนอย่างน้อย 30 วินาทีถึง 1 นาทีหรือ และเมื่อดูดเสมหะเสร็จสิ้น ควร รีบต่อกับเครื่องช่วยหายใจภายใน 10วินาที(สุรศักดิ์, นภาพร และจันทนา, 2560) ส่วนการเพิ่มปริมาตร ปอด ทำได้โดยใช้ถุงช่วยหายใจซึ่งในกรณีไม่ใช้ออกซิเจนร่วมด้วยให้บีบถุงช่วยหายใจให้ยุบลง 1 ใน 2 ของถุงจะทำให้ได้ปริมาตรการช่วยหายใจในแต่ละ ครั้งประมาณ 800 มิลลิลิตร และกรณีให้ออกซิเจนร่วม ด้วยให้บีบถุงช่วยหายใจยุบลง 1 ใน 4 ของถุงจะทำให้ได้ปริมาตรการช่วยหายใจในแต่ละครั้ง ประมาณ 400 มิลลิลิตร ซึ่งปกติถุงช่วยหายใจของผู้ใหญ่มีขนาด ความจุ 1,600 มิลลิลิตร นอกจากนี้ไม่ควรช่วย
17 หายใจ โดยเพิ่มอัตราเร็วในการบีบถุงช่วยหายใจ (hyperventilation) เพราะจะทำให้เลือดกลับสู่หัวใจ ลดลง เกิด ความดันโลหิตต่ำ 1 ซึ่งเป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้ (2) ขนาดสายดูดเสมหะและท่อช่วยหายใจ โดยเลือกขนาดสายดูดเสมหะจากการวัดขนาด เส้นผ่า กลางไม่เกิน 1 ใน 2 ของเส้นผ่าศูนย์กลางภายในของ ท่อช่วยหายใจ (AARC clinical practice guideline, 2010)ซึ่งท่อช่วยหายใจจะระบุเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน (Internal Diameter; ID) หน่วย มิลลิเมตร ในผู้ใหญ่คนไทยเพศชายให้ใช้ขนาด 7.5–8 มิลลิเมตร ในผู้หญิงแนะนำให้ใช้ขนาด 7–7.5 มิลลิเมตร1 และควร เลือกใช้ท่อช่วยหายใจที่มีกระเปาะลม (cuff) ชนิด high residual volume, low pressure cuff โดยใช้ก๊าซปริมาตรต่ำสุดทำให้อุดรอยรั่วได้ในขณะที่ทรวงอก ขยายดีและควรมีความดันใน cuff ไม่เกิน 20–25 มิลิเมตรปรอทหรือไม่เกิน 30–35 เซนติเมตรน้ำ ดังนั้นจึงควรเลือกขนาดและ ใช้pressure cuff ที่เหมาะสมเพราะถ้าขนาดของท่อช่วยหายใจเล็กเกินไปทำให้เกิดความต้านทานการ หายใจสูงทำให้ได้รับออกซิเจนไม่ เพียงพอและทำให้ความดันใน cuff สูงขึ้น จะกด หลอดลมจนเกิดการ บาดเจ็บของหลอดลมได้ (3) ความถี่ในการดูดเสมหะ ให้ใช้จำนวน 2-3 สายต่อรอบของการดูดเสมหะ และเว้นช่วง ของการใส่สายดูดเสมหะแต่ละครั้งห่างกัน 5 นาที หรือเร็วช้ากว่านี้ตามสภาพผู้ป่วย รวมทั้งใช้เวลาในการ ดูดเสมหะไม่เกิน 10–15 วินาที(1,9,13) และดูดเสมหะออกให้รอบท่อช่วยหายใจ โดยหมุนสายดูด ครึ่งหนึ่งและหมุนกลับครึ่งหนึ่ง (ทวนและตามเข็มนาฬิกา) อีกทั้งควรใช้เวลาเพิ่มเมื่อผ่านจุดที่มีเสมหะมาก โดยหยุดสายรอเล็กน้อยเพื่อดูดเสมหะออกให้หมด ทำาให้ไม่เกิดการอุดตันของเสมหะและภาวะพร่อง ออกซิเจน และเพื่อลดความถี่ในการดูดเสมหะควรมีการประเมินผู้ป่วยก่อนว่ามีความจำเป็นต้องดูดเสหะ ให้ผู้ป่วยหรือไม่ เช่น ประเมินว่ามีเสมหะในหลอดลมจากได้ยินเสียงครืดคราด หรือเสมหะท้นออกมาจาก ท่อช่วยหายใจ หรือมีการเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ จากเครื่องช่วยหายใจหรือการติดตามค่าหรืออาการต่างๆ (monitoring) เช่น เหนื่อยหอบ หรือผลจากการวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดง (arterial blood gas: ABG) ที่ บ่งบอกสภาวะออกซิเจน หรือผู้ป่วยขอให้ช่วยดูดเสมหะ เพราะถ้าผู้ป่วยได้รับการดูดเสมหะโดยไม่จำเป็น อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนและความทุกข์ทรมานใด
18 (4) การช่วยให้ให้เสมหะเหลวใส ไม่แห้ง ติดเป็นก้อน ทำให้ดูดเสมหะออกมาง่ายลดภาวะ พร่องออกซิเจนจากการอุดตันท่อช่วยหายใจ ซึ่งสามารถปฏิบัติตามแนวมาตรฐานโดยเพิ่มความชื้นผ่าน ทางระบบ humidification ของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทำได้โดยเพิ่มอุณหภูมิหรือใช้เครื่องพ่น (nebulizer)หรือการใช้ยาละลายเสมหะตามแผนการรักษาของแพทย์หรือการประเมินภาวะขาดน้ำของ ผู้ป่วยและปรึกษาแพทย์ในการเพิ่มน้ำให้ผู้ป่วย ซึ่งวิธีข้างต้นจะดีกว่าการเพิ่มความชื้นโดยการใช้น้ำเกลือ (NSS) 3–5ซีซีหยอดใส่ท่อช่วยหายใจซึ่งให้ใช้น้ำเกลือกรณีจำเป็นเท่านั้น เนื่องจากการใส่น้ำเกลือจะทำให้ เกิดติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้(ทนันชัย บุญบูรพงศ์, 2556) ซึ่งทำให้เกิดเสมหะปริมาณมาก ด ั ง นั้ น เพื่อป้องกันการติดเชื้อพยาบาลต้องการทำความสะอาดมือก่อนและหลังการพยาบาลและยึดหลัก ปราศจากเชื้อ(aseptic technique) ในการดูดเสมหะ ได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการดูดเสมหะต้องปราศจาก เชื้อ การดูแลข้อต่อไม่ให้เลื่อนหลุดและต้องเช็ดข้อต่อด้วยแอลกอฮอล์ นอกจากนี้อาจใช้การรักษาอื่นๆเข้า ร่วม เช่น การทำกายภ าพทรว งอก (chest physical therapy) การจัดท่าระบายเส มห ะ (posturaldrainage) การพ่นยาขยายหลอดลม (aerosol bronchodilator) (ทนันชัย บุญบูรพงศ์, 2556) เพื่อช่วยขับเสมหะได้ดีขึ้นทำให้ไม่เกิดการอุดตันของหลอดลมป้องกันการเกิดภาวะพร่องออกซิเจน (5) การใช้แรงดันที ่เหมาะสมในการดูดเสมหะเพื่อลดปัญหาจากใช้แรงดันไม่เพียงพอในการ ดูดเสมหะจนทำให้ดูดเสมหะให้ผู้ป่วยไม่ได้และเกิดความล่าช้าขึ้นหรือตั้งค่าแรงดันสูงเกินไปในการดูด เสมหะ จนทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนและมีเลือดออกจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อหลอดลม ส่งผลให้ เกิดความทุกข์ทรมานจากการดูดเสมหะ ดังนั้นก่อนการดูดเสมหะควรมีการตรวจสอบประสิทธิภาพของ เครื่องดูดสูญญากาศและแรงดันลบที่ใช้ในการดูดเสมหะให้อยู่ในค่าที่สามารถดูดเสมหะได้ ซึ่งทดสอบโดย หักสายดูดเสมหะหรือปิดปลายปุ่มควบคุมการดูดเสมหะ fingertip และเมื่อทดสอบแล้วได้ค่าแรงดันลบไม่ เหมาะสม ให้ปรับแรงดันจากเครื่องดูดสูญญากาศให้ลดลงมาในเกณฑ์ที่กำหนด โดยควรใช้แรงดันที่ต่ำสุด ที่สามารถดูดเสมหะได้แต่ไม่ควรเกิน 150 มิลลิเมตรปรอทในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามจากการทบทวนงานวิจัย ทางคลินิกแบบอภิมานของ Pedersenและคณะ20 แนะนำว่าควรใช้แรงดันที่ต่ำสุดที่สามารถดูดเสมหะได้ ซึ่งควรอยู่ในช่วง 80–120 มิลลิเมตรปรอท โดยอาจใช้แรงดันลบสูงถึง200 มิลลิเมตรปรอทได้ถ้าหาก ขนาดสายดูดเสมหะที่ใช้เหมาะสม
19 (6) การรักษาระดับ PEEP ควรคงค่าระดับ PEEP ในผู้ป่วยที่ใส่ PEEP ไว้ซึ่งปฏิบัติโดยใช้ถุง ช่วยหายใจต่ออุปกรณ์ซึ่งปรับระดับ PEEP ได้และปรับตัวเลขให้ตรงกับระดับ PEEP ที่ผู้ป่วยใส่ไว้เพื่อ รักษาระดับ PEEP ตลอดเวลาในการดูดเสมหะ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนได้ดีขึ้นทำให้ลดภาวะพร่อง ออกซิเจน (7) การเลือกดูดเสมหะแบบระบบปิดหรือระบบเปิด การดูดเสมหะแบบระบบปิดเป็นการดูด เสมหะที่ใส่สายดูดเสมหะที ่มีปลอกพลาสติกหุ้มป้องกันการปนเปื้อนและมีข้อต่อกับเครื ่องช่วยหายใจ ดังนั้นในขณะดูดเสมหะจึงไม่ต้องปลดเครื่องช่วยหายใจ ทำให้ยังได้รับออกซิเจนจากเครื่องช่วยหายใจที่ต่อ อยู่ การดูดเสมหะแบบระบบเปิดคือการดูดเสมหะที่ต้องปลดข้อต่อกับเครื่องช่วยหายใจก่อนใส่สายดูด เสมหะผ่านท่อช่วยหายใจ และใช้ถุงช่วยหายใจต่อออกซิเจน 100 เปอร์เซ็นต์บีบให้ออกซิเจนทดแทน เครื่องช่วยหายใจในขณะดูดเสมหะ การเลือกใช้ระบบการดูดเสมหะ ถ้าพิจารณาในเรื่องภาวะพร่องออกซิเจนหรือการติดเชื้อการ ดูดเสมหะแบบระบบปิดจะดีกว่าระบบเปิดที่ต้องปลดเครื่องช่วยหายใจ ดังนั้นตามมาตรฐานการปฏิบัติจะ แนะนำให้ใช้การดูดเสมหะแบบระบบปิด แต่ถ้ายังจำเป็นต้องใช้การดูดเสมหะแบบระบบเปิดเนื่องจาก ปัจจัยต่างๆ ที่ไม่สามารถใช้การดูดเสมหะแบบระบบปิดได้ทุกราย การดูดเสมหะระบบเปิดก็ยังใช้ได้อย่าง มีคุณภาพในความปลอดภัย (ongerden, Kesecioglu, Speelberg, Buiting, Leverstein–van Hall, and Bonten, 2012; จันทร์ทิรา, ณัฐฐิตา, ศรัญญา, วาริธร, รวีวรรณ แ ล ะ ส ิ ร ิ ก ร, 2561) ซึ่งจ า ก การศึกษาของ Jongerden และคณะ แบบไปข้างหน้า (prospective observation) ในกลุ่มตัวอย่าง 197 ราย แบ่งเป็นกลุ่มดูดเสมหะระบบเปิด 103 รายและดูดเสมหะระบบปิด 94 ราย พบว่าหลังการดูดเสมหะ กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจ ค่าความดันเลือด (Meanarterialpressure; MAP) ค่าระดับออกซิเจน (SpO2) และกลับสู่ค่าพื้นฐานภายใน 5 นาทีโดยการ เปลี่ยนแปลงของค่าอัตราการเต้นของหัวใจและค่าความดันเลือดของทั้งสองกลุ่มใกล้เคียงกัน ส่วนค่าระดับ ออกซิเจนดีกว่าเล็กน้อยเมื่อวัดที่ 3 นาทีและ 5นาทีภายหลังการดูดเสมหะระบบเปิดแต่มีความแตกต่าง กันน้อยมาก (0.3%–0.7%) และไม่สัมพันธ์กับอาการทางคลินิก นอกจากนี้มีการศึกษาของจันทร์ทิรา เจียร ณัย และคณะที่่ศึกษาการดูดเสมหะแบบระบบปิดในผู้ป่วยที ่ใส่ท่อช่วยหายใจจากการทบทวนจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ พบว่าการดูดเสมหะแบบระบบปิดดีกว่าระบบเปิด โดยค่าระดับออกซิเจนหลังดูด
20 เสมหะลดลงน้อยกว่าการดูดเสมหะระบบเปิด ดังนั้นในการเลือกใช้ระบบการดูดเสมหะควรพิจารณาข้อดี ข้อเสียของแต่ละวิธีและเลือกให้สอดคล้องกับสภาวะของผู้ป่วยเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการดูดเสมหะ 4.4 การจัดการปัญหาด้านจิตสังคมที่เป็นผลสะท้อนจากปัญหาทางกายทำให้เกิดความทุกข์ ทรมานทางจิตใจที ่พบบ่อยได้แก่ ความวิตกกังวลและความกลัวโดยมีวิธีการแก้ไขปัญหาดังนี้ (อรุณี ศรี นวล, 2555; วัชรา และพรชัย, 2558) (1) ประเมินความวิตกกังวลความกลัวโดยการสังเกตพฤติกรรม เช่น การดิ้น วุ่นวายการ ดึงท่อและสายต่างๆ เป็นต้น หรือใช้แบบวัดความวิตกกังวล เพื่อให้ทราบระดับความวิตกกังวลและลด ความวิตกกังวลตามระดับความวิตกกังวลซึ่งมี4 ระดับ ได้แก่ ระดับเล็กน้อย (mild) ระดับปานกลาง (moderate) ระดับมาก (severe) และระดับรุนแรงมากที่สุด (panic) ซึ่งการจัดการความวิตกกังวลใน ระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเป็นระดับที่บุคคลปรับตัวและดูแลตนเองได้ เช่น ใช้การระบายความรู้สึกฟัง ดนตรีเป็นต้น ส่วนในระดับมากและมากที่สุดต้องพบแพทย์เฉพาะทางซึ่งอาจจำเป็นต้องรักษาโดยการใช้ ยา (2) การให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย ต้องให้ข้อมูลที่จำเป็น ชัดเจน ถูกต้องและตรงประเด็นทำให้ ผู้ป่วยเกิดความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการดูดเสมหะ ส่งผลให้มีการตอบสนองทางด้านจิตใจ เช่น ความวิตก กังวล ความทุกข์ทรมานลดลง จากการศึกษาของอรุณี (2555) ที่ศึกษาผลของการให้ข้อมูลร่วมกับการ สนับสนุนของต่อการลดความทุกข์ทรมานในผู้ป่วยที่คาท่อช่วยหายใจทางปากพบว่าคะแนนความทุกข์ ทรมานหลังได้รับข้อมูลร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติแสดงให้เห็นว่าการให้ข้อมูลและการสนับสนุนจากครอบครัวช่วยลดความทุกข์ทรมานได้ (3) การลดความวิตกกังวลความกลัว โดยใช้เทคนิคการผ่อนคลาย การฟังดนตรีและการ นวดทำให้กระตุ้นการหลั่งเอนโดรฟินซึ่งเป็นสารทำให้เกิดความสุข การเบี่ยงเบนความสนใจทำให้กระตุ้น ต่อมใต้สมองให้หลั่งสารคล้ายมอร์ฟีนและการทำสมาธิทำให้จิตสงบ เพิ่มความสามารถในการเผชิญปัญหา เมื่อเกิดการผ่อนคลาย มีสุข ความวิตกกังวล ความกลัวก็ลดลงด้วย โดยเทคนิคต่างๆเหล่านี้พยาบาลเป็น ผู้ให้ข้อมูลในรูปแบบการสอนแนะนำ (coaching) เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้จริงก่อนนำไปใช้ในการ จัดการปัญหาและเมื่อเกิดความวิตกกังวล เทคนิคการผ่อนคลายทำโดยการเกร็งและคลาย กล้ามเนื้อแต่ละ มัด ซึ่งมี10 กลุ่ม ได้แก่ 1) แขนขวา 2) แขนซ้าย 3) หน้าผาก4) ตาแก้วและจมูก 5) ขากรรไกรริมฝีปาก และลิ้น 6) คอ 7)อกหลังและไหล่ 8) หน้าท้องและก้น 9) ขาขวาและ 10) ขาซ้ายหรือทำเฉพาะกล้ามเนื้อ
21 ที่ตึงซึ่งในการเกร็งกล้ามเนื้อให้ใช้เวลาน้อยกว่าระยะเวลาที่ผ่อนคลาย โดยให้เกร็ง 10 วินาทีแล้วผ่อน คลาย 20 วินาทีใช้เวลาประมาณครั้งละ 20–30 นาที (4) การสัมผัส (Touch) เป็นการแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างผู้สัมผัสและผู้รับสัมผัสโดย ผ่านมือทั้งสองข้างของผู้สัมผัส ใช้เวลาประมาณ 15–30 นาทีเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายมีผลต่อการลด ความวิตกกังวลและยังลดความเจ็บปวดทำให้ลดความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดซึ่งพยาบาลทำหน้าที่ สอนญาติหรือกระทำให้กับผู้ป่วยในขณะที่ผู้ป่วยต้องการกำลังใจหรือวิตกกังวลโดยเทคนิคในการสัมผัส ประกอบด้วยมือผู้สัมผัสต้องไม่เย็น สัมผัสอย่างนุ่มนวลบริเวณหลังมือ ฝ่ามือและแขนของผู้ป่วย ถ้า ใ ห้ ญาติสัมผัสให้วางมือตรงตำแหน่งหัวใจและกอดผู้ป่วย 5. แนวคิดการใช้หุ่นจำลองเสมือนจริง โดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับว่าสื่อการเรียนการสอนเป็นกลางที่สำคัญในกระบวนการเรียนการ สอน โดยสื่อการเรียนการสอนมีหน้าที่เป็นตัวช่วยในการนำความต้องการของผู้สอนไปสู่ตัวผู้เรียนอย่าง ถูกต้องรวดเร็ว เป็นผลให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามจุดมุ่งหมายการสอนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ดังนี้นสื่อการเรียนการสอนถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนตลอดมาและได้รับการพัฒนาไปตาม การเปลี่ยนแปลงตามวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หุ่นจำลองเป็นสื่อวัสดุสามมิติประเภทหนึ่ง ซึ่งนิยมใช้ในการเรียนการสอนทางด้าน วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ (อภินันท์ สุประเสริฐ, 2558; Jeffries & Clochesy, 2012; Tran, Scherpbier, Van Dalen, & Wright, 2012; Kasatpibal, Sawasdisingha, & Whitney, 2016). หุ่นจำลองทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นสื่อการเรียนรู้ประเภทหนึ่งซึ่งนิยมใช้ในการเรียน การสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เข้าใจได้ง่าย ผู้สอนสามารถนำมาใช้ประกอบในกิจกรรมการสอนได้ หลากหลายรูปแบบ และผู้สอนสามารถสอนได้ตรงตามจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน (Jeffries & Clochesy, 2012; Tran, Scherpbier, Van Dalen, & Wright, 2012; Kasatpibal, Sawasdisingha, & Whitney, 2016). ทั้งนี้การเรียนการสอนนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นการเรียนรู้ที่ต้องมีความรู้และ เข้าใจถึงโครงสร้างและลักษณะทางกายภาพ รวมทั้งกระบวนการทำงานของอวัยวะในร่างกายอย่างถูกต้อง
22 และแม่นยำ ดังนั้นหุ่นจำลองจึงมีคุณค่าต่อการเรียนใกล้เคียงกับของจริง (เรืองวิทย์ นนทะภา และคณะ, 2545; Kasatpibal, Sawasdisingha, & Whitney, 2016). ในอดีตมักใช้การเรียนการสอนจากของจริงหรือจากคนจริงหรือจากคนปกติ โดยการเรียน จากเพื่อนร่วมชั้นบ้างหรือในผู้ป่วย หรือบางครั้งต่องเรียนจากศพของผู้เสียชีวิตแล้วบริจาคให้ อย่างไรก็ ตามบางสถานการณ์เราไม่สามารถที่จะเรียนจากของจริงได้สเสมอไป จึงจัดว่าการใช้หุ่นจำลองเป็นการให้ ประสบการณ์เรียนรรู้อันดับสองรองจากการเรียนรู้จากของจริง นอกจากนี้ในบางครั้งหุ่นจำลองยังสามารถ ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ง่ายและมีความสะดวกกว่าการใช้ของจริง เนื่องจากหุ่นจำลองสามารถแสดง รายละเอียดของโครงสร้างหรืออวัยวะภายในได้ บางชนิดสามารถขยายให้ใหญ่โตและย่อส่วนให้เล็กลงเพื่อ สะดวกในการนำมาใช้เป็นต้น (Kasatpibal, Sawasdisingha, & Whitney, 2016). เนื่องจากการจัด กระทำกับสิ่งมีชีวิตจริงอาจจะมีอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิต และยังปัญหาทางด้านจริยธรรม หากบาง กรณีที่ต้องฝึกทักษะซ้ำๆ หรือกระทำเกินความจำเป็น การพัฒนาหุ่นจำลองที่เลียนแบบเสมือนจริง จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ในการเรียนการสอน การผลิตใน ระยะแรกเป็นหุ่นจำลองแบบง่ายที่พัฒนามาเพื่อทำให้ผู้เรียนได้เข้าในมิติที่คล้ายของจริงมากขึ้น และต่อมา วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้ายิ่งขึ้น งานหุ่นจำลองทางการแพทย์จึงมีการพัฒนาตามได้ด้วยจากที่ทำ การผลิตโดยปรับปรุงวัสดุที่ใช้ผลิตให้มีความคงทนถาวรและมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับของจริงมากขึ้น (วัณณลภ โกวิท, 2547; องอาจ ศิลปะ, 2543) หุ่นจำลอง: สื่อการเรียนรู้แบบสามมิติ หุ่นจำลอง (models) หมายถึง วัสดุสามมิติที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบของจริง เนื่องจาก ข้อจำกัดบางประการที่ไม่สามารถจะใช้ของจริง ประกอบการเรียนการสอนได้ เช่น การอธิบายลักษณะ และตำแหน่งของอวัยวะภายในนร่างกายของคนหรือสัตว์ ดังนั้นหุ่นจำลองจึงมีคุณค่าต่อการเรียนใกล้เคียง กับชองจริง (เรืองวิทย์ นนทะภา และคณะ, 2545; Kasatpibal, Sawasdisingha, & Whitney, 2016). การใช้หุ่นจำลองมีมาตั้งแต่โบราณ สมัยอาณาจักรโรมันได้มีการใช้ลำต้นของต้นไม้ในการฝึกอาวุธ และ พัฒนาการต่อสู้โดยทางเรือและบนหลังม้าร่วมกับการพัฒนาหุ่นไม้สูงจำลองเป็นคู่ต่อสู้หรือข้าศึก (วิภาดา คุณาวิกติกุล, 2548)
23 หุ่นจำลองเป็นสื่อการรเรียนการสอนมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนที่จะเลือกใช้ ซึ่งข้อดีของหุ่นจำลอง กล่าวคือ เป็นสื่อที่อยู่ในลักษณะวัสดุสามมิติสามารถจับต้องพิจารณารายละเอียดได้ และเหมาะในการนำเสนอสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ลักษะของอวัยวะภายในร่างกาย เป็นต้น รวมทั้งสามารถใช้แสดงหน้าที่และลักษณะส่วนประกอบ ช่วยในการเรียนรู้และการปฏิบัติทักษะ ชนิดต่างๆ และหุ่นจำลองบางอย่างสามารถผลิตได้ด้วยวัสดุท้องถิ่นที่หาได้ง่าย ส่วนข้อจำกัดของหุ่นจำลอง ได้แก่ โดยปกติเหมาะสำหรับการสอนหรือการแสดงต่อกลุ่ม ถ้าผลิตหุ่นจำลองได้ไม่เหมือนของจริงทุก ประการ บางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใขผิดได้ ต้องอาศัยความชำนาญในการผลิต ส่วนมากต้นทุนในการ ผลิตมีราคาแพง (อภินันท์ สุประเสริฐ, 2558; Tran, Scherpbier, Van Dalen, & Wright, 2012) หุ่นจำลองทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นสื่อสามมิติประเภทหนึ่งซึ่งนิยมใช้ในการเรียนการ สอนเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้ง่าย ผู้สอนสามารถนำมาใช้ประกอบในกิจกรรมการ เรียนรู้รูปแบบได้อย่างหลากหลาย และผู้สอนสามารถสอนได้ตรงตามจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน (อภินันท์ สุประเสริฐ, 2558; Jeffries & Clochesy, 2012; Kasatpibal, Sawasdisingha, & Whitney, 2016). หุ่นจำลองสามารถใช้แทนของจริง ซึ่งจัดว่าเป็นการให้ประสบการณ์เรียนรู้อันดับสองรองจาก การเรียนรู้จากของจริง หุ่นจำลองสร้างขึ้นเพื่อทดแทน ข้อจำกัดในกรณ๊ที่ผู้สอนไม่สามารถนำของจริงมาใช้ เพื่อการเรียนการสอนได้ อีกทั้งสามารถนำของจริงมาใช้เพื่อการเรียนการสอนได้ อีกทั้งสามารถช่วยให้ ผู้เรียนเรียนรู้ได้ง่ายและมีความสะดวกกว่าการใช้ของจริงเนื่องจากหุ่นจำลองสามารถแสดงรายละเอียด ของโครงนร้างหรืออวัยวะภายในได้ซึ่งสะสวกในการนำมาใช้ สื่อการสอนประเภทหุ่นจำลอง การเรียนการสอนมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปจากเดิมอย่างมาก ผู้สอนเคยทำหน้าที่เป็น ผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน โดยวิธีการบรรยาย ใช้ตำราเรียนและกระดานซอล์กเป็นเครื่องมือ โดย ผู้เรียนเป็นผู้ฟังและจดจำเนื้อหาที่ผู้สอนถ่ายทอดด้วยวิธีซ้ำซากนั้น ปัจจุบันบทบาทของผู้สอนได้ถูกเปลี่ยน จากผู้บรรยายมาเป็นผู้กระตุ้นผู้เรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม ตลอดจนการจัดระบบการ เรียนการสอนทั้งนี้ โดยอาศัยโสตทัศนวัสดุเป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียน ทั้งด้านการ พัฒนาความรู้ ความคิด ทักษะและทัศนคติ
24 การจำแนกประเภทของสื่อการเรียนการสอน ประสบการณ์ทางการศึกษา จะมีการเรียงลำดับจากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด ไปสู่ ประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมที่สุด เรียกกว่า กรวยประสบการณ์ (Cone of experience) (กิดานันท์ มะลิ ทอง, 2548) สามารถจำแนกเป็น 10 ระดับ ดังนี้ (1) ประสบการณ์ตรง (direct purposeful experiences) เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับ โดยตรงจากของจริง (Object) ของตัวอย่าง (specimen) หรือสถานการณ์จริงซึ่งอาจจะได้รับจากการ เห็น การจับต้อง การกระทำ การชิมหรือดมกลิ่น เป็นต้น เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถรับรู้และ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมได้อยู่ในสถานการณ์จริง และได้สัมผัสด้วยตนเองจากประสาท สัมผัสทั้งห้า (2) ประสบการณ์รอง (contrived experiences) เป็นประสบการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียง ของจริงหรือสถานการณ์จริงมากที่สุด เพราะในชีวิตคนเราไม่สามารถจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงได้ทุก สิ่งทุกอย่าง บางครั้งของจริงหรือสประสบการณ์ตรงนั้นไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง หรืออาจเป็น อันตรายเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้ อาจยุ่งยากสลับซับซ้อน มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ ได้จากประสบการณ์ตรงได้ จึงจำเป็นต้องจำลองหรือเลียนแบบให้มีลักษณะที่ใกล้เคียงหรือเหมือนจริงมาก ที่สุดเพื่อความสะดวก ปลอดภัย ง่ายต่อความเข้าใจ และสะดวกในการนำมาใช้เพื่อการศึกษา เช่น หุ่นจำลอง (diorama) เป็นต้น (3) ประสบการณ์นาฎการ (dramatized experiences) เป็นการจำลองสถานการณ์อย่าง หนึ่ง แต่ไม่คำนึงถึงความเหมือนหรือใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงเท่ากับประสบการณ์จำลอง ซึ่งบางครั้ง ประสบการณ์จริงที่ผ่านพ้นเป็นอดีตไปแล้ว หรือประสบการณ์จริงที่มีความเป็นธรรมมากเกินไปและไม่ สามารถจัดเป็นประสบการณ์จำลองได้ หรือถ้าทำได้ก็ไม่สามารถสร้างความรู้สึกประทับใจสะเทือนอารมณ์ หรือกล่อมเกลา เปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้เรียนได้ ดังนั้น จึงต้องอาศัยการจัดประสบการณ์นาฎการแทน ประสบการณ์จริงนั้น (4) การสาธิต (demonstrations) คือ การกระทำหรือการแสดงให้ดูเป็นแบบอย่าง ประกอบการอธิบายหรือบรรยาย กระบวนการของการกระทำนั้นๆ อย่างมีขั้นตอนต่อเนื่องกันไปเป็น ลำดับ เพื่อฝึกผู้เรียนให้มีการสังเกตและสามารถปฏิบัติตามได้ทันที
25 (5) การศึกษานอกสถานที่หรือทัศนศึกษา (study trips) เป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ได้จาก แหล่งความรู้จากภายนอกห้องเรียน ทั้งระยะใกล้และระยะไกล เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ การปรับตัวให้เข้า กับสิ่งแวดล้อมที่ได้สัมผัสจากท่องเที่ยวหรือทัศนศึกษาตลอดจนการอยู่รวมกันอย่างสันติสุข ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน อันจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี และยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้ของผู้เรียนให้ กว้างขวางขึ้น (6) นิทรรศการ (exhibit) คือ การจัดแสดงสิ่งต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ดู บางครั้งอาจใช้ หุ่นจำลองที่ทำงานได้มาแสดง บางครั้งอาจมีรูปภาพชุดต่างๆ ที่ใช้กับหุ่นจำลองแผนภูมิหรือภาพโฆษณา นับเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้หลายๆด้านมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสมเพื่อเสนอความรู้ใน เรื่องต่างๆ หรือแสดงกระบวนการทำงานโดยใช้สื่อและเทคนิควิธีการหลายรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความ ประทับใจ ความเข้าใจและซักถามให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง (7) โ ทรทัศน์และภาพยนตร์ (education television and motion picture) เป็น ประสบการณ์ที่ให้ทั้งภาพเคลื่อนไหว และมีเสียงประกอบสามารถดึงดูดผู้ชมได้ดีเป็นจริงเป็นจัง น่าเชื่อถือ และสามารถนำประสบการณ์ที่เป็นอดีตหรืออยู่ห่างไกลมาเรียนรู้ได้ นอกจากนั้น ยังสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ ปกติวิสัยของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตนเอง เช่นสิ่งที่เล็กเกินไปหรือใหญ่เกินไป สิ่งที่เคลื่อนไว้ช้าหรือ เร็วมาก เป็นต้น โดยอาศัยเทคนิคการถถ่ายทำต่างๆ และยังสามารถเผยแพร่ความรู้ไปสู่ผู้ชมเป็นจำนวน มากๆ ด้วย แต่โทรทัศน์สามารถนำเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นมาให้ชมได้ในเวลาเดียวกับที่ เหตุการณ์นั้นยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งเราเรียกว่า “ถายทอดสด” หรือถ่ายทอดโดยตรง” ในขณะที่ภาพยนตร์ไม่ สามารถทำได้ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการล้างและตัดต่อฟิล์มก่อน จึงจะนำมาฉายดูได้ เหตุการณ์ที่บันทึกเป็น ภาพยนต์จึงเป็นอดีตไปแล้ว โทรทัศน์จึงมีความเป็นรูปธรรมมากกว่าภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง ภาพยนตร์และโทรทัศน์ก็ยังจัดอยู่ในชั้นเดียวกัน คือ สามารถถ่ายทอดได้ทั้งภาพและเสียง (8) ภาพนิ่ง วิทยุ และการบันทึกเสียง (recording radio and still picture) เป็น ประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้เพียงด้านเดียว เช่น ภาพนิ่ง สัมผัส ได้ด้วยการเห็นหรือมองดูเท่านั้น ส่วน วิทยุการบันทึกเสียงสามารถสัมผัสได้ด้วยการฟังเสียงเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่การบันทึกเสียงสามารถ นำมาฟังได้หลายครั้ง ในขณะที่วิทยุให้ข่าวสารหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ดังนั้น ภาพนิ่ง วิทยุหรือ การบันทึกเสียง จึงจัดเป็นประสบการณ์ในขั้นเดียวกัน เพราะสามารถเรียนรู้ได้โดยการสัมผัสเพียงด้าน เดียวแต่ได้เปรียบเสียเปรียบกันคนละด้าน
26 (9) ทัศนสัญลักษณ์ (Visual symbols) เป็นสัญลักษณ์ที่สามารถรับรู้ได้ด้วยการมองหรือ สัมผัสได้ด้วยตามอาจจะเป็นอักษร สัญลักษณ์ทางภาพ โครงร่างง่ายๆ ตลอดจนหรือเครื่องหมายต่างๆ ได้แก่ แผนภูมิ แผนสถิติ แผนที่ เป็นต้น (10) วจนสัญลักษณ์ (verbal symbols) เป็นสัญลักษณ์ทางภาษา หมายถึง ภาษาพูดและ ภาษาเขียน การใช้วจนสัญลักษณ์จะต้องอาศัยการตีความและการใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ จึงจะได้ผล ตามเจตนา อุปกรณ์การสอนประเภทนี้ ได้แก่ ตัวหนังสือ ตัวอักษร หรือคำพูด เป็นต้น จากกรวยประสบการณ์ของ Dale ที่เรียงลำดับจากประสบการณ์รูปธรรมไปสู่ประสบการณ์ที่เป็น นามธรรมนั้น ถ้าหากพิจารณาให้ดีจะพบว่า ประสบการณ์บางอย่างผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยประสาท สัมผัสทั้งห้า แต่บางประสบการณ์ก็เรียนรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสบางด้านร่วมกัน ไปจนถึงการเรียนรู้เพียง การสัมผัสด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว ซึ่งจาการวิจัยพบว่า คนเราสามารถรับรู้จากประสบการณ์ต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม โดยอาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ประสาท ตาม รับรู้ได้ด้วยการมองประมาณ 75% ประสาทหู รับรู้ได้ด้วยการฟัง ประมาณ 13% ประสาทผิวหนัง หรือทางกาย สามารถรับรู้ได้โดยการจับต้องลูบคลำ ประมารณ 6% ประสาทจมูก รับรู้โดยการดมกลิ่น ประมาณ 3% ประสาทลิ้น สามารถรับรู้ได้โดยการลิ้มรสประมาณ 3% และประสาทลิ้น สามารถรับรู้ได้ โดยการลิ้มรสประมาณ 3% สำหรับประสบการณ์จำลอง เป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ใกล้เคียงประสบการณ์จริง สื่อการสอนที่ใช้ ประสบการณ์จำลอง ได้แก่ หุ่นจำลอง และของเลียนแบบที่มีความคล้ายคลึงของจริงที่สุด การจำแนกประเภทของสื่อการเรียนการสอน อาจกระทำได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ในการแบ่งประเภท ซึ่ง Gerlach and Ely (อ้างถึงใน ตวงแสง ณ นคร, 2542) ได้แบ่งประเภทของสื่อการ เยนการสอน เป็น 6 ประเภท ดังนี้ 1. ภาพนิ่ง ได้แก่ รูปภาพจากตำราเรียน วัสดุจัดป้ายนิเทศ สไลด์ ฟิล์มสตริป แผ่นภาพ โปร่งใส ภาพนิ่งซึ่งเป็นภาพถ่าย โดยถ่ายจากของจริงหรือเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งอาจใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าวัตถุ จริงๆ ทั้งภาพสีหรือขาว-ดำ 2. การบันทึกเสียง ได้แก่ การบันทึกเสียงบนแถบบันทึกเสียง แผ่นเสียงหรือบนแถบเสียงของ ภาพยนตร์ ซึ่งเสียงเหล่านี้จะแสดงถึงการกระทำเหตุการณ์หรือเสียงประกอบ 3. ภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ ฟิล์มภาพยนตร์ และเทปโทรทัศน์
27 4. โทรทัศน์ สื่อประเภทนี้ รวมระบบอิเล็กทรอนิกส์ ภาพและเสียงทุกชนิด ซึ่งปรากฎ สัญญาณภาพที่หลอด (เครื่องรับโทรทัศน์) แม้จะมีแหล่งของภาพอยู่ที่ห้องส่งของสถานีหรือจากเทป โทรทัศน์ หรือฟิล์มภาพยนตร์ก็ตาม แต่สัญญาณภาพต่างๆ จะแสดงให้เห็นโดยเครื่องรับโทรทัศน์ 5. บทเรียนสำเร็จรูปและคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 6. ของจริง สถานการณ์จำลองและหุ่นจำลอง ได้แก่ บุคลากร วัตถุและสาธิต ซึ่งแตกต่าง กับมสื่ออื่นๆ ตลอดจนการศึกษานอกสถานที่ ความหมายของหุ่นจำลอง ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์ (2527) ให้ความหมายของคำว่า หุ่นจำลอง (Model) หมายถึง ของที่ ผลิตเรียนแบบของจริงมากที่สุดทั้งขนาด รูปร่างสเกล เป็นต้น นิพนธ์ ศุขปรีดี (2528) ให้ความหมาของคำว่า หุ่นจำลอง คือ ตัวแทนวัสดุสามมิติของจริง หลายอย่างที่เราไม่สามารถที่จะนำของจริงนั้นๆ มาใช้สอนได้โดยตรง เพราะมีอุปสรรคต่างๆ หลายอย่าง มนตรี แย้มกสิกร (2562) ให้ความหมายของคำว่า หุ่นจำลอง คือ สื่อการเรียนการสอน ประเภทวัสดุสามมิติ เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง โดยวิธีต่างๆ กัน ได้แก่ การมองเห็น การได้ยินเสียง การได้สัมผัส การได้ลิ้มรสและการได้กลิ่น สรุปได้ว่า หุ่นจำลอง หมายถึง วัสดุสามมิติที่สร้างเลียนแบบของจริง เพื่อใช้แทนของจริงที่หา ยาก หรือไม่สะดวกต่อการนำของจริงมาสอนโดยตรง เนื่องจากอุปสรรคต่างๆ ประเภทของหุ่นจำลอง หุ่นจำลองอาจแยกได้หลายประเภท แล้วแต่ความมุ่งหมายของหุ่นจำลองนั้นๆ แต่อย่างไร ตาม การที่จะแบ่งประเภทให้เด็ดขาดลงไปนั้นทำได้ยาก เพราะแต่ละประเภทมีความเกี่ยวกันอยู่ ได้มีการ แบ่งประเภทได้ดังนี้ (ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์, 2527) 1. หุ่นทรงภายนอก (solid model) หุ่นแบบนี้ต้องแสดงรูปร่างหรือทรวงทรง ภายนอกเท่านั้น เพื่อให้ได้รับความเข้าใจ โดยทั่วไปรายละเอียดต่างๆ ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้งเสีย หุ่นจำลองแบบ นี้เน้นย้ำในเรื่องน้ำหนัก ขนาดสีหรือพื้นผิว ส่วนในเรื่องของลวดลาย มาตราส่วน อาจจะผิดไปจากของจริง ได้ ผู้สอนสามารถทำหุ่นจำลองรูปทรงภายนอกด้วยตนเองง่ายๆ จากวัสดุต่างๆ กัน เช่น กระดาษ พลาสติก ไม้ และปูนปลาสเตอร์ เป็นต้น
28 2. หุ่นเท่าของจริง (exact model) มีขนาดรูปร่างรายละเอียดทุกอย่างเท่าของจริง ทุกประการ หุ่นประเภทนี้ใช้แทนของจริงซึ่งหาได้ยาก หรือมีราคาแพงหรืออาจมีความเสียหายได้ง่าย แต่มี ความจำเป็นที่จะต้องให้นักเรียนเข้าใจรายละเอียดทุกอย่างว่าของจริงเป็นอย่างไรเช่น หุ่นจำลองของ มนุษย์ เป็นต้น 3. หุ่นจำลองแบบขยายหรือแบบย่อ (enlarged and reduced model) ซึ่งเรียก อีกอย่างหนึ่งว่าหุ่นจำลองแบบมาตราส่วน ทั้งนี้ เพราะต้องการย่อหรือขยายให้เล็กหรือใหญ่เป็นสัดส่วนกับ ของจริงทุกส่วน หุ่นประเภทนี้เป็นประโยชน์ในการที่จะให้ผู้เรียนได้เข้าใจรายละเอียดและความสัมพันธ์ ของของจริง 4. หุ่นจำลองแบบผ่าซีก (cut-away model) แสดงให้เห็นลักษณะภายในโดยตัด พื้นผิวบางส่วนออกให้เห็นว่าส่วนต่างๆ ประกอบกันอย่างไร จึงจะเกิดสิ่งนั้นๆ เช่น หุ่นตัดให้เห็นลักษณะ ภายในของฟัน หุ่นตัดให้เห็นลักษณะภายในของดอกไม้ 5. หุ่นจำลองแบบแยกส่วน (burled up model) หุ่นจำลองแบบนี้แสดงให้เห็น สวนหนึ่งหรือทั้งหมดของสิ่งนั้นว่า ภายในสิ่งนั้นประกอบด้วยสิ่งย่อยๆ สามารถจะถอดออกเป็นส่วนๆ และ สามารถประกอบกันได้ หุ่นจำลองแบบนี้จะช่วยให้เข้าใจถึงหน้าที่และความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ เช่น หุ่น แสดงปริมาณ หุ่นแสดงอวัยวะภายในของมนุษย์ 6. หุ่นจำลองแบบเคลื่อนไหวทำงานได้ (working model) หุ่นจำลองแบบนี้แสดง ให้เห็นส่วนที่เคลื่อนไหวการทำงานของวัตถุหรือเครื่องจักร และมีประโยชน์ในการสาธิตการทำงาน หรือ หน้าที่ของสิ่งนั้นๆ 7. หุ่นจำลองเลียนแบบของจริง (mock up model) หุ่นจำลองประเภทนี้แสดง ความเป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งจัดวางหรือประกอบส่วนต่างๆ ของจริงเสียงใหม่ให้ผิดไปจากที่เป็นอยู่เดิม ส่วนมากใช้ ประโยชน์แสดงขบวนการซึ่งมีหลายๆส่วนเข้าไปเกี่ยวพันด้วย ลักษณะของหุ่นจำลองที่ดี(ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์, 2527) มีดังนี้ 1. หุ่นจำลองที่เป็นวัสดุสามมิติ ทำให้ผู้ดูเกิดความคิดรวบยอดที่ถูกต้อง 2. ขยายหรือลดขนาดแท้จริงได้ให้สะดวกแก่การพิจารณา 3. หุ่นจำลองที่แสดงให้เห็นภายในได้ซึ่งไม่สามารถเห็นได้จากของจริง 4. ใช้สีเพื่อให้เห็นส่วนสำคัญ
29 5. ควรตัดส่วนที่ไม่สำคัญออก เพื่อให้เข้าใจง่าย นอกจากนี้ การใช้หุ่นจำลองยังอาจมีปัญหาในการดูแลเก็บรักษาเพราะสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน จึง ทำให้หุ่นจำลองที่มีส่วนประกอบทำด้วยสารสังเคราะห์บางอย่างเสื่อมสภาพได้ง่าย จึงมีการคิดค้นหาสาร อื่นที่มีในท้องถิ่นประเทศไทย ที่สามารถผลิตหุ่นจำลองเองได้ การใช้หุ่นจำลองในการเรียนการสอน การนำหุ่นจำลองมาใช้ในการประกอบการเรียนการสอนควรพิจารณาในเรื่องต่างๆ ดังนี้ (ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์, 2527) 1. เลือกหุ่นจำลองให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาวิชา 2. การนำมาใช้จะต้องให้ผู้เรียนมองเห็นได้ชัดเจน 3. การให้หุ่นจำลองควบคู่กับสื่อการสอนอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจยิ่งขึ้น 4. อธิบายชี้แจงเรื่องขนาดของหุ่นจำลองที่ใช้กับขนาดของจริง ให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างถูกต้อง การนำหุ่นจำลองมาใช้ในการประกอบการเรียนการสอน จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ 1. หุ่นจำลองมีส่วนคล้ายของจริง จึงทำให้ผู้เรียนได้สัมผัสสิ่งที่ใกล้ของจริงมากที่สุด 2. หุ่นจำลองสามารถที่จะลดหรือเพิ่มขนาดจากของจริงได้ตามต้องการ เช่น การจำลอง โลกให้เป็นลูกโลกที่มองเห็นได้ทั้งโลก 3. หุ่นจำลองสามารถแสดงเฉพาะส่วนที่ต้องการศึกษาหรือต้องการเน้น เช่น เครื่องยนต์ที่ ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่ซับซ้อน 4. หุ่นจำลองสามารถแสดงลักษณะภายในของสิ่งของ ซึ่งปกติไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น หุ่นจำลองผ่าซีก 5. หุ่นจำลองสามารถแยกส่วนและประกอบเข้ารูปเดิมได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา 6. หุ่นจำลองสามารถผลิตเองได้ด้วยวัสดุราคาถูก เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ ดินเหนียว ปูน ปลาสเตอร์ 7. หุ่นจำลองสามารถสนองจิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีโอกาสได้สัมผัสมากกว่าการ มองเห็นเพียงอย่างเดียว
30 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มุกดา สีตลานุชิต (2531) ศึกษาเรื่อง การศึกษาผลการสอนโดยใช้หุ่นจำลองประกอบที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนทางการจำ เรื่องการวัดความดันส่วนกลางในนักศึกษาพยาบาลที่มี ความสามารถแตกต่างกัน การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการแบบวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนพยาบาลปี ที่ 2 หลักสูตรพยาบาลศาสตร์และผดุงครรภ์ วิทยาลัยลำปาง จำนวน 72 คน พบว่า การนำหุ่นจำลองมา ประกอบการสอนในการสาธิตและฝึกทดลองปฏิบัติ จะส่งผลต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความ คงทนของความจำ ทั้งในนักเรียนกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ วีรชัย คงวัน (2549) ศึกษาเรื่อง การสร้างหุ่นจำลองพลาสติกกระดูกศีรษะมนุษย์ประกอบการ สอนวิชากายวิภาคของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาศิลปกรรม ผลการวิจัยพบว่า หุ่นจำลองที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 87.67/81.17 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและผลสัมฤทธิ์ทากงาร เรียนของนักศึกษาที่สอนโดยใช้หุ่นจำลองพลาสติกกระดูกศีรษะมนุษย์ประกอบการสอนสูงกว่านักศึกษาที่ สอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นลินภัสร์ รตนวิบูลย์สุข (2555) ศึกษาเรื่อง ผลการใช้หุ่นจำลองการเจาะเก็บเลือดสำหรับ นักศึกษาสาขาพยาธิวิทยาคลินิก ขั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนา ภิเษก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 วิทยาลัยเทคโนโลยีทาง การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จำนวน 40 คน สุ่มเป็นกลุ่มที่เรียนด้วยหุ่นจำลองแขนมนุษย์ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ จำนวน 20 คน ผลการวิจัย พบว่า หุ่นจำลองแขน มนุษย์ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.00/85.56 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะ ปฏิบัติการเจาะเก็บเลือดของนักศึกษาที่เรียนโดยใช้หุ่นจำลองแขนมนุษย์สูงกว่านักศึกษาแบบปกติอย่างม นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมจิตต์ สินธุชัย, กันยารัตน์ อุบลวรรณ และสุรีย์รัตน์ บุญศิลป์ (2560) ศึกษาเรื่อง ผลการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อความรู้ ความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเองของ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 ในการฝึกปฏิบัติรายวิชาฝึกทักษะทางวิชาชีพก่อนสำเร็จการศึกษา กล่มุ ตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาล จำนวน 69 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่ายกลุ่มทดลอง จำนวน 34 ราย และกลุ่มควบคุม 35 ราย ดำเนินการสอนกลุ่มทดลองโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง จำนวน 4
31 สถานการณ์ ครั้งๆละ 60 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมสอนปกติตามหลักสูตร ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษา พยาบาลที่ได้รับการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และความมั่นใจใน ตนเองหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ นักศึกษายพาบาลที่ได้รับการสอนโดย ใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ความพึงพอใจ และความมั่นใจในตนเองหลังทดลอง สูงกว่านักศึกษาที่เรียนโดยวิธีปกติตามหลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เยาวลักษณ์ คุมขวัญ และคณะ (2561) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ version 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เชี่ยวชาญ พยาบาลวิชาชีพ 2 คน นายช่างเทคนิคหน่วยอุปกรณ์การแพทย์ 1 คน และกลุ่มทดลองใช้ ประกอบด้วยอาจารย์พยาบาล 18 คน และนักศึกษาพยาบาล 197 คน ผลการวิจัย พบว่า หุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ version 2 มีกลไกการทำงานที่เพิ่มเติมจาก version 1 คือ มีขั้ว ปอด 2 ข้าง ความสามารถปรับความเข้มข้นของเสมหะและใส่เสมหะลงในหุ่นได้สะดวกขึ้น และขนาดของ ลูกโป่งมีขนาดใกล้เคียงกับปอดจริง และประสิทธิภาพหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ Version 2 พบ ว่าวอาจารย์พยาบาลเห็นว่าประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี ปรียสลิล ไชยวุฒิ และเยาวลักษณ์ คุมขวัญ (2561) ศึกษาเรื่อง หุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ : นวัตกรรมสื่อการสอนทางการพยาบาล มีจุดมุ่งหมายหลักคือมุ่งพัฒนาทักษะและความสามารถของ ผู้เรียนในการปฏิบัติการพยาบาลนักศึกษาจะเริ่มฝึกทักษะที่ง่ายไปจนถึงทักษะที่มีความยากขึ้นเรื่อยๆ ทักษะการดูดเสมหะถือว่าเป็นทักษะที่ค่อนข้างยาก ถึงแม้นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการมาแล้ว แต่เมื่อขึ้นฝึกปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยกลับพบว่านักศึกษายังขาดความมั่นใจในการปฏิบัติ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุ มาจากการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการพยาบาลยังไม่เพียงพอประกอบกับหุ่นจำลองที่นำเข้าจาก ต่างประเทศราคาค่อนข้างแพง มีข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณในการจัดซื้อ ทำให้ไม่เพียงพอต่อความ ต้องการใช้ของนักศึกษา นอกจากนี้หุ่นจำลองที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการของวิทยาลัย ยังไม่มีความเสมือนจริง ในแง่ของความลึกใน การสอดใส่สายดูดเสมหะพบว่ายังใส่ได้ไม่ลึกเท่ากับผู้ป่วยจริง ใช้แรงในการบีบ Ambu bag มากเกินไป และที่สำคัญคือไม่มีเสมหะออกเหมือนผู้ป่วยจริง จากข้อจำกัดในเรื่องความไม่ เพียงพอและกลไกการทำงานของหุ่นจำลองทำให้นักศึกษาไม่สามารถเข้าถึงสภาพจริงที่ต้องพบในผู้ป่วย ผู้เขียนจึงสร้างนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะทางท่อหลอดลม และท่อเจาะหลอดลมขึ้น เพื่อ ใช้เป็นสื่อการสอนทางการพยาบาล โดยมีขั้นตอนการสร้าง 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตอนการศึกษากลไก และรูปแบบการทำงานของหุ่นจำลองที่ นำเข้าจากต่างประเทศ 2) ขั้นตอนวิธีประดิษฐ์หุ่นจำลอง และ 3)
32 ขั้นตอนการนำไปทดลองใช้และปรับปรุงจนได้หุ่นจำลองต้นแบบซึ่งผู้เขียนได้ปรับปรุงวิธีการประดิษฐ์ ทั้งหมด 2 ครั้ง ผลการประเมินประสิทธิภาพของ หุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะทางท่อหลอดลมและ ท่อเจาะหลอดลม ทั้งรายด้านและโดยรวม พบว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมีคุณลักษณะตรงกับความ ต้องการในการใช้เป็นสื่อการสอนในสถาบันการศึกษาโดย 1) เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย 2) มีความคุ้มค่า ในการนำไปใช้ 3) มีความสะดวกในการทำความสะอาดและการเก็บรักษา 4) มีความสะดวกในการใช้งาน รวิภา บุญชูช่วย (2558) ศึกษาเรื่อง นวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ RTAFNC Suction Model การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาหุ่นฝึกทักษะ การดูดเสมหะ RTAFNC Suction Model และศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาล ทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ต่อการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะตามมาตรฐานทางการแพทย์กับหุ่นฝึกทักษะ การดูเสมหะ RTAFNC Suction Model กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรีนพยาบาลทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ปี การศึกษา 2556 จำนวน 49 คน ผลการวิจัย พบว่า หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะที่พัฒนาตามขั้นตอน มี คุณสมบัติในการใช้เป็นหุ่นฝึกทักษะได้ตามวัตถุประสงค์ สามารถใส่สายในตำแหน่งที่ถูกต้องตามกายวิภาค มีสัญญาณเป็นไฟกระพริบในตำแหน่งที่กำหนดให้ นักศึกษาพยาบาลสามารถฝึกทักษะได้ด้วยตนเอง และ เปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ต่อการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูด เสมหะ พบว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะที่ใช้ในห้องสาธิตปฏิบัติการพยาบาล เท่ากับ 3.43 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สุภลักษณ์ เชยชม และดลรัตน์ รุจิวัฒนากร (2559) ศึกษาเรื่อง การใช้นวัตกรรมหุ่นแขนในการ ฝึกหัตถการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของนักศึกษาพยาบาล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อ พัฒนานวัตกรรมหุ่นแขนให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำให้มีลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาคล้าย มนุษย์และเปรียบเทียบผลการใช้นวัตกรรมหุ่นแขนกับหุ่นแขนให้สารน้ำทางหลอดเหลือดดำแบบเดิม กลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 152 ราย ผลการวิจัยพบว่า คะแนนประเมินการใช้นวัตกรรมหุ่นแขนสูงกว่าหุ่นแขนแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ
33 บทที่ 3 ระเบียบวิธีการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียว วัดผลก่อน-หลังการทดลอง (The pretestposttest quasi-experimental research) ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น : การฝึกปฏิบัติการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ตัวแปรตาม : 1. ความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะ 2. ความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะ 3. ความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 2 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2562 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2562 จำนวน 119 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่ผ่านการเรียนแบบบรรยายและสาธิตวิชาหลักการและเทคนิคทางการพยาบาลในเรื่อง การปฏิบัติการดูดเสหมะ คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power 3.1.3 (Faul, Erdfelder, Buchner, & Lang, 2009) วิเคราะห์อำนาจการทดสอบก่อนการวิจัย (Priori power analysis) โดยการทดสอบแบบทางเดียว กำหนดค่าความผิดพลาดในการทดสอบแบบที่ 1 (Type I error) .05 อำนาจในการทดสอบ (Power of test) .80 และขนาดอิทธิพล (Effect size) ขนาดกลาง เท่ากับ .50 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 27 คน และเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูลหรือการออกจากการวิจัยของกลุ่ม ตัวอย่าง จึงเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างเป็น 30 คน ซึ่ง เลือกโดยใช้การสุ่มแบบอย่างง่าย โดยวิธีจับฉลากแบบ ไม่แทนที่จากลุ่มนักศึกษาที่ฝึกภาคปฏิบัติ โดยแต่ละกลุ่มมีการคละนักศึกษาที่มีคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับ มาก ปานกลาง และน้อย
34 เกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยเกณฑ์การคัดเข้า คือ 1) นักศึกษาพยาบาลที่ลงทะเบียนวิชาปฏิบัติหลักการและเทคนิคทางการพยาบาล 2) ยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัย โดยเกณฑ์การคัดออก คือ 1) ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตลอดโครงการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. แบบประเมินความสามารถในการดูดเสมหะสร้างขึ้นตามโครงสร้างเนื้อหาวิชาและ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การเรียนรู้ มีจำนวน 39 ข้อ คะแนนอยู่ระหว่าง 0-78 คะแนน ใช้ประเมิน ทักษะการดูดเสมหะตั้งแต่การเตรียมผู้ป่วย การเตรียมอุปกรณ์ การปฏิบัติการดูดเสหมะ การประเมิน ผู้ป่วยและบันทึกรายงาน ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 3 ระดับ ดังนี้ ปฏิบัติถูกต้อง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ให้ 1 คะแนน ไม่ปฏิบัติ ให้ 0 คะแนน 2. แบบสอบถามความมั่นใจในการดูดเสมหะสร้างขึ้นโดยผู้วิจัย ตามวัตถุประสงค์ของการ เรียนการสอนในรายวิชาวิชาหลักการและเทคนิคทางการพยาบาล การดูแลทางเดินหายใจของนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 เป็นการประเมินความมั่นใจด้านการเตรียมผู้ป่วย การเตรียมอุปกรณ์ การ ปฏิบัติการดูดเสมหะ การประเมินผู้ป่วย เป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ดังนี้ 4.51– 5.00 หมายความว่า มีความมั่นใจอยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายความว่า มีความมั่นใจอยู่ในระดับมาก 2.51 – 3.50 หมายความว่า มีความมั่นใจอยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายความว่า มีความมั่นใจอยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายความว่า มีความมั่นใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด
35 3. แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction ของนักศึกษา วัดภายหลังจาก สิ้นสุดการเรียนการสอน ข้อคำถามมีลักษณะเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating scale) โดยให้เลือก คำตอบเพียงคำตอบเดียวในช่องที่ตรงกับความรู้สึกมากที่สุด โดยวัดความพึงพอใจการใช้หุ่น Suction ตาม วัตถุประสงค์มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการในการใช้เป็นสื่อการสอน แบบสอบถามความพึงพอใจในการ ใช้หุ่น Suction ของนักศึกษา มีข้อรายการทั้งหมด 13 ข้อรายการ มีคะแนนระหว่าง 10-50 คะแนน ใน เรื่องของ 1) ด้านการผลิต ประกอบด้วยข้อคำถาม 7 ข้อ 2) ด้านการใช้งาน ประกอบด้วยข้อคำถาม 4 ข้อ และ 3) ด้านประโยชน์การใช้งาน ประกอบด้วยข้อคำถาม 2 ข้อ โดยให้คะแนน 1-5 คะแนน โดย) กำหนดการให้คะแนนเป็น 5 ระดับ ตามช่วงการกระจายข้อมูล ค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจตาม เกณฑ์ดังต่อไปนี้ 4.51– 5.00 หมายความว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายความว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 2.51 – 3.50 หมายความว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายความว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายความว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยได้นำเครื่องมือวิจัยที่สร้างขึ้น ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการ เป็นอาจารย์พยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการ พยาบาลผู้ป่วยศัลยกรรม จำนวน 3 ท่าน และได้ปรับปรุงแก้ไขความตรงตามเนื้อหาและความชัดเจนด้าน ภาษาตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ และผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลชั้น ปีที่ 2 จำนวน 30 คน ตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถามโดยใช้วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) (Cronbach, 1990)
36 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ผู้วิจัยนำเครื่องมือที่จัดทำขึ้นภายใต้การทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องไปให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการ เป็นอาจารย์พยาบาล ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพยาบาลผู้ป่วยศัลยกรรม จำนวน 3 ท่าน อีกทั้งยังประกอบอาชีพและทำงาน วิชาการซึ่งมีลักษณะของงานอยู่ในบริบทของวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบความ ตรงตามเนื้อหาและความเหมาะสมของการใช้ภาษาที่ใช้ ภายหลังการปรับแก้ไขตามข้อคิดเห็นของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้วิจัยทำการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาและทำการปรับแก้ไขความถูกต้อง และ ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเนื้อหาอีกครั้งก่อนนำไปทดสอบหาความเที่ยงของเครื่องมือกับกลุ่มตัวอย่างที่ มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง หลังจากนั้นผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามทั้งหมดพร้อมด้วยหนังสือขอ อนุญาตทดลองใช้เครื่องมือและโครงร่างวิทยานิพนธ์ (ฉบับสังเขป) เสนอต่อผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี สุพรรณบุรี เพื่อขออนุมัติทดลองใช้เครื่องมือ 1) แบบประเมินความสามารถในการดูดเสมหะ ประเมินตามขั้นตอนการดูดเสหมะตามที่ กำหนดไว้ในเนื้อหา ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าความตรงตาม เนื้อหา คือ .93 จากนั้นให้อาจารย์และผู้วิจัยประเมินนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างตามแบบประเมินการ ปฏิบัติการดูดเสมหะ และเกณฑ์การให้คะแนน (Scoring rubric) นักศึกษาแต่ละคนจะถูกประเมินโดย อาจารย์ทั้ง 2 คนพร้อมกัน ประเมินนักศึกษารวมทั้งหมด 10 คน นำผลการประเมินมาหาค่าความเชื่อมั่น ระหว่างผู้ประเมิน (Interrater reliability) โดยใช้สถิติวิเคราะห์ Interrater ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 2) แบบสอบถามความมั่นใจในการดูดเสมหะ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าความสอดคล้อง 1.00 จากนั้นนำไปทดสอบความเชื่อมั่นของ เครื่องมือ (Reliability) โดยทดลองกับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 20 คน ซึ่งได้ค่าสัมประสิทธิ์ ความเที่ยงของแบบสอบถาม เท่ากับ .89 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction ของนักศึกษา ผ่านการตรวจสอบ ความตรงด้านเนื้อหา (Content validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าความสอดคล้อง 1.00 จากนั้นนำไป ทดสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) โดยทดลองกับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน ซึ่งได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบสอบถาม เท่ากับ .90
37 2. การตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขโดย ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วนำไปทดลองใช้ (Try out) นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียง กับกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา จำนวน 20 คน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha Coefficient) (Cronbach, 1990) ซึ่ง กำหนดค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าที่ยอมรับได้คือ 0.8 ขึ้นไป (Polit & Hungler, 1999) ได้ค่าความเชื่อมั่นของ แบบสอบถาม ดังนี้ แบบประเมินการปฏิบัติการดูดเสมหะ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .85 และแบบประเมินความ มั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .89 และแบบประเมินความพึงพอใจในการฝึก ทักษะการดูดเสมหะค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .90 แต่เมื่อวิเคราะห์รายข้อ (Item correlation analysis) ด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อและคะแนนรวม พบว่า ถ้าข้อคำถามที่ได้ค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างรายข้อน้อยกว่า .30 แสดงว่าข้อคำถามไม่ชัดเจนและถ้าข้อคำถามที่ได้ค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างรายข้อ มากกว่า .70 แสดงว่าข้อคำถามมีความซ้ำซ้อนกับข้อคำถามอื่น ผู้วิจัยดำเนินการปรับปรุง ดังนี้ 1. แบบประเมินการปฏิบัติการดูดเสมหะ จำนวนข้อคำถามที่สร้างขึ้น 39 ข้อ ปรับปรุงความชัดเจนของการใช้ภาษา 5 ข้อ ตัดข้อคำถามที่ซ้ำซ้อนออกโดยที่ตัดออกแล้วยังมีเนื้อหาครบ - ข้อ คงเหลือจำนวนข้อคำถาม 39 ข้อ 2. แบบประเมินความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะ จำนวนข้อคำถามที่สร้างขึ้น 11 ข้อ ปรับปรุงความชัดเจนของการใช้ภาษา 3 ข้อ ตัดข้อคำถามที่ซ้ำซ้อนออกโดยที่ตัดออกแล้วยังมีเนื้อหาครบ - ข้อ คงเหลือจำนวนข้อคำถาม 11 ข้อ
38 3. แบบประเมินความพึงพอใจในการฝึกทักษะการดูดเสมหะ จำนวนข้อคำถามที่สร้างขึ้น 13 ข้อ ปรับปรุงความชัดเจนของการใช้ภาษา 4 ข้อ ตัดข้อคำถามที่ซ้ำซ้อนออกโดยที่ตัดออกแล้วยังมีเนื้อหาครบ - ข้อ คงเหลือจำนวนข้อคำถาม 13 ข้อ การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนการวิจัย 1) ขั้นตอนการพัฒนาหุ่นจำลองการดูดเสหมะ 1. นำหุ่นจำลองการดูดเสมหะที่มีการสร้างไว้ในภาควิชาการพยาบาลพื้นฐานและพัฒนา วิชาชีพส่งผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหาและด้านสื่อจำนวน 3 ท่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมทั้ง เนื้อหาและสื่อการสอนนำหุ่นจำลองการดูดเสมหะไปปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้าน เนื้อหาและด้านสื่อ แล้วส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาอีกครั้งก่อนนำไปทดลองหาประสิทธิภาพ 2. นำหุ่นจำลองการดูดเสมหะที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปดำเนินการทดลองเพื่อหา ประสิทธิภาพ โดยทดลองใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะกับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี ชั้นปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 คน ได้ประสิทธิภาพของหุ่นจำลองการดูด เสมหะ เท่ากับ 80/80 เป็นไปตามเกณฑ์ 2) ขั้นตอนการสร้างแบบวัดความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะ 1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบวัดทักษะความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะจากตำรา หนังสือ 2. วิเคราะห์เนื้อหาและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมการดูดเสมหะเพื่อสร้างแบบวัดทักษะ ความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะให้มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและให้ครอบคลุมเนื้อหาและ สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่วางไว้
39 3. นำแบบวัดทักษะความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะที่ปรับปรุงแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงทางเนื้อหาและวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบวัด ทักษะความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะกับจุดประสงค์ (Index of Item Objective Congruency-IOC) ซึ่งค่าดัชนีความสอดคล้างที่ยอมรับได้ต้องมีค่าตั้งแต่ 0.67-1.00 4. นำแบบวัดทักษะความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะที่ได้ไปทดสอบกับนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ชั้นปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค แล้วจึงนำแบบวัดทักษะ ดังกล่าวไปทดสอบวัดความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการศึกษาวิจัย 3) ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินความมั่นใจในการดูดเสมหะและความพึงพอใจในการใช้ หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) 1) ศึกษาการสร้างแบบประเมินสื่อการสอนจากเอกสารและตำราต่างๆ 2) เขียนรายการข้อคำถามแบบประเมินความมั่นใจในการดูดเสมหะและความพึงพอใจ ในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) เครื่องมือแบบสอบถามความพึงพอในในการใช้หุ่นจำลอง การดูดเสมหะมีจำนวน 13 ข้อ และแบบสอบถามความมั่นใจในการดูดเสมหะ จำนวน 11 ข้อ ลักษณะ คำถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Likert Scale) 5 ระดับ แล้วส่งผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ จาก สถาบันการศึกษาทางการพยาบาล จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีเพื่อตรวจสอบความเข้าใจข้อคำถามและปัญหาในการตอบ แบบสอบถาม จำนวน 20 คนเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค แล้วจึง นำแบบแบบประเมินความมั่นใจในการดูดเสมหะไปวัดก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษาวิจัย และการประเมินความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) เมื่อหลัง เรียนของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย
40 4) ขั้นทดลองภาคสนาม (field testing) นำหุ่นจำลองการดูดเสมหะที่ได้ปรับปรุงแล้วพร้อม คู่มือไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการดูดเสมหะ โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองตามลำดับ ดังนี้ 3.1 ขั้นเตรียม ผู้วิจัยเตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์ สถานที่และเตรียมอาจารย์พยาบาล 2 คน เป็นผู้ประเมินความสามารถในการดูดเสมหะของกลุ่มตัวอย่าง ทีมผู้วิจัยอบรมชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ หุ่นจำลองการดูดเสมหะแก่กลุ่มตัวอย่างและอาจารย์พยาบาลผู้ประเมิน กลุ่มตัวอย่างได้รับการชี้แจง เกี่ยวกับวิธีการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะและขั้นตอนการใช้หุ่นตามคู่มือ 3.2 ขั้นตอนการนำหุ่นจำลองการดูดเสมหะเพื่อฝึกการดูดเสหมะพร้อมคู่มือไปใช้กลุ่ม ตัวอย่าง 3.2.1 โดยกลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามความมั่นใจในการดูดเสมหะก่อนการใช้ หุ่นจำลองการดูดเสมหะและกลุ่มตัวอย่างได้รับการประเมินความสามารถในการดูดเสมหะโดยอาจารย์ พยาบาล จำนวน 2 คน ตามเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3.2.2 กลุ่มตัวอย่างได้รับการฝึกดูดเสมหะจากหุ่นจำลองการดูดเสมหะที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้น โดยให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติดูดเสมหะจากหุ่น Suction เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พร้อมคู่มือ 3.2.3 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามความมั่นใจในการดูดเสมหะหลังการใช้ หุ่นจำลองการดูดเสมหะและกลุ่มตัวอย่างได้รับการประเมินความสามารถในการดูดเสมหะโดยอาจารย์ พยาบาล จำนวน 2 คน ตามเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3.3 ขั้นประเมินผลการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะพร้อมคู่มือ 3.3.1 เปรียบเทียบความสามารถและความมั่นใจในการดูดเสมหะของกลุ่ม ตัวอย่างระหว่างก่อนและหลังการใช้หุ่น Suction 3.3.2 เปรียบเทียบความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ภายหลังจาการใช้หุ่น Suction
41 การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยครั้งนี้ผ่านการพิจารณาและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการวิจัยในมนุษย์ของ วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี สุพรรณบุรี ได้รับเอกสารรับรองหมาย 025/2563 รับรองวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับขั้นตอนการวิจัย ผู้วิจัยแนะนำตนเอง ชี้แจง วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่ได้รับคือจะช่วยเพิ่มความชำนาญในทักษะการดูดเสมหะ โดยเฉพาะการฝึก ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย จะไม่มีผลต่อคะแนนในรายวิชาใดๆ แต่จะต้องใช้เวลาในการดูดเสมหะจากหุ่น ทดลอง และตอบแบบสอบถามไม่เกิน 20 นาที ผู้วิจัยอธิบายให้ทราบถึงขั้นตอนการวิจัยและระยะเวลา การวิจัยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนทราบทุกราย พร้อมทั้งชี้แจงว่าสามารถปฏิเสธและถอนตัวจากการวิจัยโดย ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อผู้ร่วมวิจัย และข้อมูลที่ได้รับจะเก็บเป็นความลับ การนำเสนอการวิจัยจะนำเสนอ ในภาพรวมเท่านั้นไม่ระบุชื่อหรือข้อมูลเป็นรายบุคคล ขั้นตอนและวิธีการการวิจัยในครั้งนี้ไม่ก่อให้เกิด อันตรายกับกลุ่มตัวอย่างและคำนึงถึงกลุ่มตัวอย่างโดยจะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของกลุ่มตัวอย่างเมื่อกลุ่ม ตัวอย่างยินดีเข้าร่วมการศึกษาจึงจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลต่อไป เมื่อสิ้นสุดการทำวิจัย คณะผู้วิจัยนำ หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) นำไปใช้ในการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะกับนักศึกษาที่ไม่ได้ ใช้หุ่นจำลองดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติด้วย The Statistical for the social sciences (SPSS) ใช้สถิติเชิง พรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (paired t-test) (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2550) โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนการดูดเสมหะ ความมั่นใจในการดูด เสมหะ ของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังใช้หุ่น Suction ในการฝึกปฏิบัติการดูดเสมหะ และความพึง พอใจต่อการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) หลังใช้หุ่น Suction ดังนี้ 1. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการดูดเสมหะ ก่อนและหลังการใช้หุ่นจำลอง การดูดเสมหะ (หุ่น Suction) โดยใช้สถิติ Independent paired t-test 2. เปรียบเทียบคะแนนความมั่นใจในการดูดเสมหะก่อนและหลังการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) โดยใช้สถิติ Independent paired t-test
42 3. ประเมินคะแนนความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction ภายหลังการใช้หุ่น โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ขอบเขตงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียว วัดผลก่อน-หลังการ ทดลอง (The pretest-posttest quasi-experimental research) เพื่อศึกษาผลของการใช้หุ่น Suction ต่อความสามารถในการดูดเสมหะ เพื่อประเมินความมั่นใจต่อการดูดเสมหะ และเพื่อประเมินความพึง พอใจต่อการใช้หุ่น Suction เพื่อฝึกทักษะการดูดเสมหะสำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 30 คน ทำการศึกษาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึง ธันวาคม 2563
43 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียว วัดผลก่อน-หลังการทดลอง (The pretest-posttest quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อศึกษาผลของการใช้หุ่น Suction ต่อความสามารถในการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี 2) เพื่อประเมินความมั่นใจต่อการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้หุ่น Suction เพื่อฝึกทักษะการดูด เสมหะสำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีซึ่งคณะผู้วิจัยได้ วิเคราะห์ข้อมูลมีผลดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาพยาบาลพยาบาลชั้นปีที่ 2 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะก่อนและหลังการใช้ หุ่น SUCTION ในการฝึกซ้อม ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในตนเองก่อนและหลังการใช้หุ่น SUCTION ในการ ฝึกซ้อม ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ต่อการ ปฏิบัติการดูดเสมหะ