44 ผลการวิจัย ตอนที่ 1 ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาพยาบาลพยาบาลชั้นปีที่ 2 1. ผลปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 ราย เป็น เพศหญิงจำนวน 28 ราย และเพศชาย 2 ราย อายุเฉลี่ย 21.88 ปี (SD.= .54) และเกรดเฉลี่ยสะสม 2.77 (SD.= .34) กลุ่ม ตัวอย่างทั้งหดมลงทะเบียนเรียนวิชาปฏิบัติหลักการและเทคนิคทางการพยาบาล และทุกคนยินดีเข้าร่วม การวิจัย ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะก่อนและหลังการ ใช้หุ่น SUCTION ในการฝึกซ้อม (N= 30 คน) ตารางที่1 แสดงคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาล ก่อนและหลัง การใช้หุ่นSuction (N= 30 คน) รายการประเมิน ค่าคะแนนก่อน ค่าคะแนนหลัง ̅ S.D. ̅ S.D. ขั้นเตรียม 1. ตรวจสอบ ชื่อ-สกุลผู้ป่วย แผนการรักษาของแพทย์ ก่อนเตรียมให้ออกซิเจน 1.80 0.407 2.00 0.000 2. แนะนำตัวบอกชื่อ – สกุล 1.60 0.498 1.70 0.466 3. แจ้งให้ผู้ป่วยทราบ บอกวัตถุประสงค์ และอธิบาย ขั้นตอนการให้ออกซิเจน 1.50 0.509 1.53 0.507 4. ประเมินสัญญาณชีพ และลักษณะการหายใจ ฟัง ปอด ตรวจสอบความเข้มของออกซิเจน (Oxygen sat) 1.60 0.498 1.70 0.466 5. ล้างมือให้สะอาดแบบ hygienic hand washing 1.47 0.507 1.63 0.490 6. เตรียมของใช้ 6.1. สายดูดเสมหะสะอาดปราศจากเชื้อ 2 สาย เลือก ขนาดสาย No.6, 8, 10, 12, 14 ตามความเหมาะสม กับผู้ป่วย หรือ ½ ของท่อช่วยหายใจ 1.40 0.498 1.77 0.430
45 รายการประเมิน ค่าคะแนนก่อน ค่าคะแนนหลัง ̅ S.D. ̅ S.D. 6.2 สำลี Alcohol 6 ก้อน, Ambu bag และสายต่อ 6.3. อุปกรณ์สำหรับ Mouth care 6.4 ถุงมือปราศจากเชื้อ 1 คู่ / ถุงมือสะอาด 2 คู่ 6.5 ขวดบรรจุน้ำสะอาด สำหรับล้าง connecter 6.6 Finger tips 6.7 ชามรูปไต/ถุงขยะ ขั้นปฏิบัติ 7. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น กั้นม่าน ปิดประตู ปิดพัดลม 1.27 0.583 1.43 0.504 8. จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะสูง ตามสภาพของผู้ป่วย 1.40 0.498 1.80 0.407 9. ผู้ดูดเสมหะและผู้ช่วยเหลือล้างมือให้สะอาดแบบ Alcohol hand rub 1.40 0.498 1.77 0.430 10. สวมถุงมือสะอาดและใส่สายดูดเสมหะที่ใช้สำหรับ ทำความสะอาดในช่องปาก ทำความสะอาดในช่องปาก 1.57 0.504 1.67 0.479 11. Mouth care ก่อนทำการดูดเสมหะเพื่อลดเชื้อ แบคทีเรียและน้ำลายที่อยู่เหนือ ET Tube โดยใช้น้ำยา ทำความสะอาด/น้ำสะอาด 1.50 0.509 1.77 0.430 12. ผู้ดูดเสมหะและผู้ช่วยเหลือถอดถุงมือใส่ลงในขยะ ติดเชื้อ (ถุงแดง) 1.57 0.504 1.77 0.430 13. ผู้ดูดเสมหะใส่ถุงมือปราศจากเชื้อด้านที่ถนัดหรือใส่ ทั้งสองข้าง 1.43 0.504 1.77 0.430
46 รายการประเมิน ค่าคะแนนก่อน ค่าคะแนนหลัง ̅ S.D. ̅ S.D. 14. ผู้ดูดเสมหะหยิบสายดูดเสมหะแบบ Sterile technique ต่อเข้ากับ connecter ของสายเครื่องดูด เสมหะ 1.43 0.504 1.77 0.430 15. เปิดเครื่องดูดเสมหะที่แรงดันในผู้ใหญ่ประมาณ 80-120 mm.Hg. และในเด็กไม่เกิน 100 mm.Hg. แล้วใช้นิ้วปิดรูเปิดของ finger tips control แล้วจึงดูด เสมหะโดยขยับนิ้วขึ้นลงบ้างเล็กน้อย หรือ ใช้มือ ทดลองพับสายเพื่อดูแรงดันว่าอยู่ในปริมาณที่ต้องการ หรือไม่ 1.53 0.507 1.87 0.346 16. ผู้ช่วยเหลือ นำภาชนะที่รองรับขยะและสำลีชุบ แอลกอฮอล์มาไว้ข้างเตียง 1.47 0.507 1.67 0.479 17. ผู้ช่วยเหลือ หยิบถุงบีบมือ (Ambu bag) และเปิด ออกซิเจน 15 ลิตร/นาที 1.53 0.507 1.70 0.466 18. ผู้ช่วยเหลือ เปิดจุก Ambu bag ใช้สำลีก้อนที่ 1 เช็ดบริเวณปลาย flexible tube เช็ดข้อต่อ Ambu bag วนออกจากด้านในมาด้านนอกอย่าให้บริเวณที่ทำ ความสะอาดสัมผัสกับสิ่งของแล้วถอดสายเครื่องช่วย หายใจแขวนไว้บนเครื่องช่วยหายใจ 1.57 0.504 1.70 0.466 19. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 2 เช็ดบริเวณข้อต่อ ของท่อช่วยหายใจ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลีลง ในภาชนะที่รองรับขยะ 1.37 0.765 1.80 0.407
47 รายการประเมิน ค่าคะแนนก่อน ค่าคะแนนหลัง ̅ S.D. ̅ S.D. 20. ผู้ช่วยเหลือนำ Ambu bag ที่ต่อออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อนาที ต่อกับข้อต่อท่อช่วยหายใจ ช่วยบีบลม เข้าสู่ปอด 3-5 ครั้ง 1.50 0.509 1.70 0.466 21. ผู้ดูดเสมหะใส่สายดูดเสมหะเข้าไปในท่อช่วยหายใจ ใส่ให้สุดสายขณะที่มือข้างที่ไม่ถนัดใช้นิ้วปิดรูเปิดของ finger tips control เพื่อไม่ให้ดูดออกซิเจนออกขณะ ดูดเสมหะ 1.50 0.509 1.73 0.450 22. ค่อยๆหมุนสายยางไปรอบๆท่อและดึงออกมาไม่ ควรค้างสายยางไว้ในท่อนานเกินกว่า 10-15 วินาทีใน การดูดเสมหะแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดออกซิเจน ขณะดูดเสมหะ 1.47 0.507 1.70 0.466 23. ผู้ช่วยเหลือ นำ Ambu bag ที่ต่อออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อนาทีต่อกับข้อต่อท่อช่วยหายใจ ช่วยบีบลมเข้าสู่ ปอด 3-5 ครั้ง 1.47 0.571 1.67 0.479 24. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 3เช็ดบริเวณข้อต่อของ ท่อช่วยหายใจ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลีลงใน ภาชนะที่รองรับขยะ 1.43 0.626 1.70 0.535 25. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 4 เช็ดบริเวณข้อต่อ ของเครื่องช่วยหายใจ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลี ลงในภาชนะที่รองรับขยะ 1.37 0.556 1.80 0.407 26. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสายต่อเครื่องช่วยหายใจต่อเข้า กับข้อต่อท่อทางเดินหายใจ 1.33 0.606 1.60 0.498
48 รายการประเมิน ค่าคะแนนก่อน ค่าคะแนนหลัง ̅ S.D. ̅ S.D. 27. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 5 เช็ดบริเวณ flexible tube ข้อต่อของถุงบีบมือ เช็ดวนจากในออก นอก ทิ้งสำลีลงในภาชนะที่รองรับขยะ และหยิบจุก ครอบ flexible tube Ambu bag 1.47 0.571 1.53 0.507 28. ผู้ช่วยเหลือ ถอดถุงมือและนำภาชนะที่ใส่สำลีทิ้งลง ในถังขยะติดเชื้อ 1.40 0.563 1.57 0.568 29. ผู้ช่วยเหลือ นำ Ambu bag ไปแขวนไว้ที่ฝาผนังหัว เตียง และปิดออกซิเจน 1.47 0.571 1.83 0.379 30. ผู้ดูดเสมหะทิ้งสายดูดเสมหะลงในถังขยะติดเชื้อ (ถุงแดง) 1.33 0.606 1.77 0.430 31. ผู้ดูดเสมหะถอดถุงมือทิ้งลงในถังใส่ถุงมือ 1.47 0.571 1.60 0.498 32. ผู้ดูดเสมหะล้างสายต่อเครื่องดูดเสมหะลงในขวดใส่ น้ำที่เตรียมไว้ (เปลี่ยนน้ำในขวดทุกวัน) 1.47 0.571 1.80 0.407 33. ผู้ดูดเสมหะหยิบสำลีก้อนที่ 6 เช็ดบริเวณข้อต่อของ สายที่ต่อเครื่องดูดเสมหะ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้ง สำลีลงในขยะติดเชื้อ (ถุงแดง) 1.33 0.606 1.60 0.498 34. ผู้ดูดเสมหะนำข้อต่อของสายที่ต่อเครื่องดูดเสมหะ เสียบกับจุกครอบและแขวนไว้ที่ฝาผนังหัวเตียง 1.37 0.556 1.83 0.379 35. ประเมินสัญญาณชีพ และลักษณะการหายใจ ฟัง ปอด ตรวจสอบความเข้มของออกซิเจน (Oxygen sat) หัวใจเต้นผิดจังหวะ IICP การติดเชื้อ 1.40 0.563 1.83 0.379 36. จัดผู้ป่วยให้นอนในท่าสุขสบายดังเดิม 1.47 0.629 1.87 0.346
49 รายการประเมิน ค่าคะแนนก่อน ค่าคะแนนหลัง ̅ S.D. ̅ S.D. 37. เก็บของใช้ไปทิ้งและเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ตาม หลักการป้องกันและแพร่กระจายเชื้อ (Infection control) 1.40 0.563 1.60 0.498 38. ผู้ดูดเสมหะและผู้ช่วยล้างมือให้สะอาด hygienic hand washing 1.50 0.572 1.87 0.346 39. บันทึก ลักษณะและปริมาณเสมหะ ภายหลังการ ดูดเสมหะ 1.47 0.629 2.00 0.000 รวม 1.46 0.545 1.73 0.426 จากตาราง ที่ 1 พบว่า คะแนนความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษา พยาบาลหลังการใช้หุ่น Suction ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยมากกว่าก่อนการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ(หุ่น Suction) (̅= 1.46, S.D. = 0.545, ̅ = 1.73, S.D. = 0.426) โดยข้อรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ใน ขั้นเตรียม ตรวจสอบ ชื่อ-สกุลผู้ป่วย แผนการรักษาของแพทย์ก่อนเตรียมให้ออกซิเจนภายหลังการใช้ หุ่น Suction มีค่าเฉลี่ยมากกว่าก่อนใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ(หุ่น Suction) (̅= 2.00, S.D. =0.00, ̅= 1.80 , S.D. = 0.407) และข้อรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ขั้นปฏิบัติ จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น กั้นม่าน ปิดประตู ปิดพัดลมภายหลังการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ(หุ่น Suction) มีค่าเฉลี่ยมากกว่า ก่อนใช้หุ่น Suction (̅= 1.43, S.D. =0.504 , ̅=1.27, S.D. = 0..504)
50 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความสามารถในการ ปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการใช้หุ่น Suction (n = 30) คะแนนความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะ ของนักศึกษาพยาบาล ̅ S.D. t P-value ก่อนการใช้หุ่น Suction 1.46 0.545 -7.785 .000 หลังการใช้หุ่น Suction 1.73 0.426 *** p-value < .001 จากตารางที่ 2 แสดงถึงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการดูด เสมหะและความมั่นใจในตนเองก่อนและหลังการใช้หุ่น SUCTION พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถ ในการปฏิบัติการดูดเสมหะระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (t= -7.785, p =.000)
51 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในตนเองก่อนและหลังการใช้หุ่น SUCTION ใน การฝึกซ้อม (N= 30 คน) ลำดับ ที่ รายการประเมิน ค่าคะแนนก่อน ค่าคะแนนหลัง ̅ S.D. ̅ S.D. 1. ฉันมั่นใจว่าจะให้การดูดเสมหะแก่ผู้ป่วยได้เพราะได้ เรียนรู้เกี่ยวกับการดูดเสมหะมาแล้ว 2.83 0.791 3.53 0.507 2. ฉันมั่นใจว่าจะมีความรู้ในขั้นตอนการดูดเสมหะใน ผู้ป่วย 2.80 0.407 3.53 0.507 3. ฉันมั่นใจว่าจะมีความสามารถในการดูดเสมหะได้ 2.63 0.490 3.33 0.547 4. ฉันมั่นใจว่าจะสามารถเตรียมตัวก่อนการดูดเสมหะ ได้ 2.37 0.490 3.33 0.479 5. ฉันมั่นใจว่าจะสามารถเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับ ดูดเสมหะได้อย่างครบถ้วน 2.63 0.490 3.43 0.626 6. ฉันมั่นใจว่าจะอธิบายเกี่ยวกับการดูดเสมหะให้ ผู้ป่วยทราบได้ 2.37 0.490 3.50 0.509 7. ฉันมั่นใจว่าให้คำแนะนำหลังจากการดูดเสมหะแก่ ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน 2.67 0.479 3.50 0.509 8. ฉันมั่นใจว่าจะสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการดูด เสมหะที่ผู้ป่วยถามได้ 2.83 0.791 3.20 0.551 9. ฉันคิดว่าผู้ป่วยจะเชื่อในความสามารถในการดูด เสมหะของฉันได้ 2.83 0.791 3.40 0.621 10. ฉันคิดว่าผู้ป่วยจะให้ความร่วมมือในการดูดเสมหะ 2.93 0.785 3.77 0.679 11. ฉันรู้สึกมั่นใจเมื่อต้องตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 2.37 0.490 3.43 0.626 รวม 2.66 0.591 3.45 0.560
52 จากตาราง ที่ 3 พบว่า คะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาล หลังการใช้หุ่น Suction ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยมากกว่าก่อนการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ(หุ่น Suction) (̅ = 3.45, S.D. =0.560, ̅ =2.66, S.D. = 0.591) โดยข้อรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ฉันคิดว่า ผู้ป่วยจะให้ความร่วมมือในการดูดเสมหะภายหลังการใช้หุ่น Suction มีค่าเฉลี่ยมากกว่าก่อนใช้หุ่นจำลอง การดูดเสมหะ(หุ่น Suction) (̅= 3.77 , S.D. =0.679,̅=2.93, S.D. = 0.785) และข้อรายการที่มี ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ฉันมั่นใจว่าจะสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการดูดเสมหะที่ผู้ป่วยถามได้ภายหลังการ ใช้หุ่น Suction มีค่าเฉลี่ยมากกว่าก่อนใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ(หุ่น Suction) (̅= 3.20 , S.D. = 0.551 , ̅=2.83, S.D. =0.791) ผลการเปรียบเทียบคะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาล ก่อนและหลังการใช้หุ่น Suction ด้วยสถิติ paired t-test พบว่า นักศึกษาพยาบาลมีค่าเฉลี่ยของคะแนน ความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลหลังการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ(หุ่น Suction) สูงกว่าก่อนการใช้หุ่น Suctionอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการ ดูดเสมหะก่อนและหลังการใช้หุ่น Suction (n = 30) คะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะของ นักศึกษาพยาบาล ̅ S.D. t P-value ก่อนการใช้หุ่น Suction 2.66 0.591 -11.473 .000 หลังการใช้หุ่น Suction 3.45 0.560 *** p-value < .001 จากตารางที่ 4 แสดงถึงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในตนเองก่อนและหลัง การใช้หุ่น SUCTION ในการฝึกซ้อม พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในการดูดเสมหะของกลุ่มตัวอย่าง หลังการใช้หุ่นSuction มากกว่าก่อนการใช้หุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจ ในการปฏิบัติการดูดเสมหะระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (t= -11.473, p =.000)
53 ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ต่อ การปฏิบัติการดูดเสมหะ ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ของนักศึกษา ภายหลังจากได้ใช้หุ่น Suction ฝึกซ้อมต่อการปฏิบัติการดูดเสมหะ (n = 30) ข้อรายการ ค่าคะแนน ̅ S.D. 1.ด้านการผลิต 3.92 0.796 1.1 วัสดุในการผลิตหุ่น Suction เหมาะสม 3.93 0.785 1.2 รูปร่างลักษณะหุ่น Suction มีความใกล้เคียงกับของจริง 3.93 0.785 1.3 หุ่น Suction มีส่วนประกอบต่างๆ ที่สมบูรณ์ 3.67 1.028 1.4 หุ่น Suction ถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ 3.47 0.681 1.5 หุ่น Suction มีความคุ้มค่าในการผลิต ประหยัดค่าใช้จ่าย 4.37 0.718 1.6 หุ่น Suction มีความสวยงาม น่าสนใจและมีสีสันที่เหมาะสม 3.93 0.785 1.7 หุ่น Suction มีความคงทนต่อการใช้งาน 4.17 0.791 2.ด้านการนำไปใช้ 3.98 0.744 2.1 หุ่น Suction ใช้ในการดูดเสมหะได้ง่ายสะดวกไม่ซับซ้อน 3.47 0.681 2.2 หุ่น Suction สะดวกต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ 4.37 0.718 2.3 หุ่น Suction สะดวกต่อการเก็บรักษา 3.93 0.785 2.4 หุ่น Suction สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย 4.17 0.791 3. ด้านประโยชน์การใช้งาน 4.15 0.752 3.1 หุ่น Suction มีประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมในด้านทักษะก่อนการ ขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับผู้ป่วยจริง 4.37 0.718 3.2 หุ่น Suctionนี้สะดวกในการฝึกทักษะด้วยตนเองจึงส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย ตนเอง 3.93 0.785 รวม 3.98 0.773
54 จากตารางที่ 5 จากการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction ของนักศึกษาต่อการ ปฏิบัติการดูดเสมหะโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (̅= 3.98, S.D. =0.773) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ย สูงสุดได้แก่ ด้านประโยชน์การใช้งาน (̅=4.15, S.D. =0.752) รองลงมา ได้แก่ ด้านการนำไปใช้ (̅=3.98, S.D. =0.744) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการผลิต (̅=3.92, S.D. =0.796) และโดยข้อ รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 ข้อ คือ หุ่น Suction มีความคุ้มค่าในการผลิต ประหยัดค่าใช้จ่ายและหุ่น Suction สะดวกต่อการนำกลับมาใช้ใหม่และหุ่น Suction มีประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมในด้าน ทักษะก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับผู้ป่วยจริงอยู่ในระดับมาก (̅=4.37, S.D. =0.718) รองลงมา มี 2 ข้อ คือ หุ่น Suction มีความคงทนต่อการใช้งานและหุ่น Suction สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย อยู่ในระดับมาก (̅= 4.17, S.D. = 0.791) และรายการที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ.มี 2 ข้อ คือหุ่น Suction ถูกต้องตาม หลักการทางวิทยาศาสตร์และหุ่น Suction ใช้ในการดูดเสมหะได้ง่ายสะดวกไม่ซับซ้อนอยู่ในระดับปาน กลาง (̅=3.47, S.D. =0.681) ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ต่อการ ปฏิบัติการดูดเสมหะ แบ่งเป็นรายด้าน (n = 30) ตัวแปร ความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ̅ SD ด้านการ ผลิต ด้านการ นำไปใช้ ด้านประโยชน์ การใช้งาน คนที่ 1 4.00 4.25 4.50 4.25 0.801 คนที่ 2 3.43 4.00 4.00 3.81 1.110 คนที่ 3 4.00 4.25 4.50 4.25 0.800 คนที่ 4 4.29 4.00 4.50 4.26 0.725 คนที่ 5 4.00 3.75 4.00 3.92 0.494 คนที่ 6 3.85 4.25 4.00 4.04 0.913 คนที่ 7 3.43 3.25 3.50 3.39 0.506
55 ตัวแปร ความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ̅ SD ด้านการ ผลิต ด้านการ นำไปใช้ ด้านประโยชน์ การใช้งาน คนที่ 8 4.10 4.00 4.50 4.20 0.800 คนที่ 9 3.29 3.75 4.00 3.68 0.967 คนที่ 10 4.14 4.25 5.00 4.46 1.030 คนที่ 11 4.57 4.25 5.00 4.61 0.776 คนที่ 12 3.86 3.75 4.00 3.87 0.376 คนที่ 13 4.00 4.25 4.50 4.25 0.800 คนที่ 14 3.43 3.50 3.50 3.48 0.519 คนที่ 15 3.86 4.00 4.00 3.95 1.038 คนที่ 16 3.00 3.00 3.00 3.00 0.000 คนที่ 17 4.00 4.25 4.50 4.25 0.801 คนที่ 18 4.29 4.00 4.50 4.26 0.700 คนที่ 19 3.86 4.00 4.00 3.95 1.038 คนที่ 20 3.86 4.00 4.00 3.95 0.277 คนที่ 21 4.71 5.00 5.00 4.90 0.550 คนที่ 22 3.86 3.75 4.00 3.87 0.376 คนที่ 23 4.29 4.50 4.50 4.43 0.506 คนที่ 24 3.57 3.50 3.00 3.36 0.877 คนที่ 25 4.00 4.25 4.00 4.08 0.954 คนที่ 26 4.14 4.25 4.50 4.30 0.832 คนที่ 27 3.29 3.50 3.50 3.43 0.506 คนที่ 28 4.00 3.75 4.00 3.92 0.493
56 ตัวแปร ความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ̅ SD ด้านการ ผลิต ด้านการ นำไปใช้ ด้านประโยชน์ การใช้งาน คนที่ 29 4.43 4.75 4.50 4.56 0.519 คนที่ 30 4.14 3.50 4.00 3.88 1.038 รวม 3.92 3.98 4.15 4.02 0.705 จากตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ของนักศึกษาภายหลังจากได้ใช้หุ่น Suction ฝึกซ้อมภาพรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 4.02, SD. = 0.725) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ความพึงพอใจด้านประโยชน์การใช้ งานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ในระดับมาก (̅= 4.15, SD. = 0.752 )และรองลงมาเป็นความพึงพอใจด้าน การนำไปใช้อยู่ในระดับมาก (̅= 3.98, SD. = 0.744 ) และความพึงพอใจด้านการผลิตมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด อยู่ในระดับมาก (̅= 3.92, SD. = 0.796 )
57 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้หุ่นจำลองการดูด เสมหะ(หุ่น Suction) ต่อความสามารถในการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาล และการศึกษาเปรียบเทียบ ความมั่นใจต่อการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาล และความพึงพอใจต่อการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) เพื่อฝึกทักษะการดูดเสมหะสำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรีซึ่งเป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียว วัดผลก่อน-หลังการทดลอง (The pretestposttest quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อศึกษาผลของการใช้หุ่น Suction ต่อความสามารถในการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี2) เพื่อประเมินความมั่นใจต่อการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้หุ่น Suction เพื่อฝึกทักษะ การดูดเสมหะสำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีกลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนีสุพรรณบุรีปีการศึกษา 25จำนวน 30 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับฉลาก แบ่งกลุ่มเรียนเก่งกลุ่มปานกลางและกลุ่มอ่อน กลุ่มละเท่าๆกัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะสร้างขึ้นตามโครงสร้าง) เนื้อหาวิชาและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ มีจำนวน 39 ข้อ ใช้ประเมินทักษะการดูดเสมหะ ตั้งแต่การเตรียมผู้ป่วย การเตรียมอุปกรณ์ การปฏิบัติการดูดเสหมะ การประเมินผู้ป่วยและบันทึกรายงาน 2) แบบสอบถามความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะสร้างขึ้นโดยผู้วิจัย ตามวัตถุประสงค์ของการเรียน การสอนในรายวิชาวิชาหลักการและเทคนิคทางการพยาบาล การดูแลทางเดินหายใจของนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 เป็นการประเมินความมั่นใจด้านการเตรียมผู้ป่วย การเตรียมอุปกรณ์ การ ปฏิบัติการดูดเสมหะ การประเมินผู้ป่วย จำนวน 11 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction ของนักศึกษา วัดภายหลังจากสิ้นสุดการเรียนการสอน ข้อคำถามมีลักษณะเป็นแบบมาตรส่วน ประมาณค่า (Rating scale) โดยให้เลือกคำตอบเพียงคำตอบเดียวในช่องที่ตรงกับความรู้สึกมากที่สุด
58 โดยวัดความพึงพอใจการใช้หุ่น Suction ตามวัตถุประสงค์มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการในการใช้เป็น สื่อการสอน แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suction ของนักศึกษา มีข้อรายการทั้งหมด 13 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่(frequency) ร้อยละ(percentage) ค่ามัชฌิมเลขคณิต(arithmetic mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation) และค่าสถิติทดสอบที(paired t-test) ผลจากการทดลองพบว่า 1. ผลปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 ราย เป็น เพศหญิงจำนวน 28 ราย และเพศชาย 2 ราย อายุเฉลี่ย 21.88 ปี (SD.= .54) และเกรดเฉลี่ยสะสม 2.77 (SD.= .34) กลุ่ม ตัวอย่างทั้งหดมลงทะเบียนเรียนวิชาปฏิบัติหลักการและเทคนิคทางการพยาบาล และทุกคนยินดีเข้าร่วม การวิจัย 2. ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการดูดเสมหะและความมั่นใจในตนเองก่อน และหลังการใช้หุ่น SUCTION พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการดูดเสมหะระหว่างก่อนการ ทดลองและหลังการทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= -7.785, p =.000) และค่าเฉลี่ย คะแนนความมั่นใจในการดูดเสมหะระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง มีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (t= -11.473, p =.000) 3. ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ของนักศึกษาภายหลังจากได้ใช้หุ่น Suction ฝึกซ้อมภาพรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 4.02) ซึ่ง เป็นไปตามสมมติฐาน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ความพึงพอใจด้านประโยชน์การใช้งานมีค่าเฉลี่ยมาก ที่สุดอยู่ในระดับมาก (̅= 4.15)และรองลงมาเป็นความพึงพอใจด้านการนำไปใช้อยู่ในระดับมาก (̅= 3.98) และความพึงพอใจด้านการผลิตมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดอยู่ในระดับมาก (̅= 3.92) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 ข้อ คือ หุ่น Suction มีความคุ้มค่าใน การผลิต ประหยัดค่าใช้จ่ายและหุ่น Suction สะดวกต่อการนำกลับมาใช้ใหม่และหุ่น Suction มี ประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมในด้านทักษะก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับผู้ป่วยจริงอยู่ในระดับมาก (̅=4.37, S.D. =0.718) รองลงมา มี 2 ข้อคือ หุ่น Suction มีความคงทนต่อการใช้งานและหุ่น Suction สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย อยู่ในระดับมาก (̅= 4.17, S.D. = 0.791) และรายการที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ
59 มี 2 ข้อ คือหุ่น Suction ถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และหุ่น Suction ใช้ในการดูดเสมหะได้ง่าย สะดวกไม่ซับซ้อนอยู่ในระดับปานกลาง (̅=3.47, S.D. =0.681) อภิปรายผล วัตถุประสงค์ที่ 1 ความสามารถในการดูดเสมหะของของนักศึกษาภายหลังการใช้หุ่น Suction มากกว่าก่อนการใช้หุ่น Suction จากการวิจัยพบว่า คะแนนความสามารถในการดูดเสมหะของนักศึกษา ภายหลังการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) สูงกว่าก่อนการใช้หุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .00 แสดงให้เห็นว่าการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดเสมหะของนักศึกษา ได้ เนื่องจากการเรียนการสอนสาธิตและการฝึกประสบการณ์เป็นสิ่งกระตุ้นให้นักศึกษามีความรู้ ทักษะ ปฏิบัติการพยาบาลเพิ่มขึ้น (Laschinger, 2008) และการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์มีผลต่อความสามารถ ในการปฏิบัติการพยาบาลของนักศึกษาซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาความรู้และทักษะการปฏิบัติการพยาบาล (Kelly, 1997) สอดคล้องกับ นลินภัสร์ รตนวิบูลย์สุข (2555) ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลการใช้หุ่นจำลองการ เจาะเก็บเลือด สำหรับนักศึกษาสาขาพยาธิวิทยาคลินิกชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางกรแพทย์และ สาธารณสุขกาญจนาภิเษก ที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะปฏิบัติการเจาะเก็บเลือดของ นักศึกษาที่เรียนด้วยหุ่นจำลองแขนมนุษย์ที่สร้างขึ้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 เช่นเดียวกับการศึกษาของ นิศารัตน์ รวมวงษ์ และคณะ (2554) ที่ศึกษาเกี่ยวกับผล การใช้หุ่นแขนและหลอดเลือดจำลองต่อความสามารถในการเจาะเลือดและการให้สารน้ำทางหลอดเลือด ดำของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี พบว่า นักศึกษาพยาบาลที่ ใช้หุ่นแขนและหลอดเลือดจำลอง ช่วยให้นักศึกษาพยาบาลมีความสามารถในการเจาะเลือดและให้สารน้ำ ทางหลอดเลือดดำหลังจากการฝึกซ้อมมากกว่าการฝึกซ้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและสอดคล้องกับ การศึกษาของ เยาวลักษณ์ คุมขวัญ และคณะ (2561) ที่ศึกษาการพัฒนาหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูด เสมหะ Version 2 ที่พบว่าการที่ได้ฝึกทักษะการดูดเสมหะทำให้สามารถเข้าใจในเทคนิคการดูดเสมหะ มากขึ้น และการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาให้ใช้ได้จริง มีคุณค่าสร้างประโยชน์อย่างเป็น รูปธรรม และสามรถตอบโจทย์ของผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่การจัดการเรียนการสอนทางการ พยาบาล ที่จำเป็นต้องการถ่ายทอดทักษะสู่การปฏิบัติทางคลินิก โดยการใช้หลักฐานการศึกษาจากการใช้ สถานการณ์จำลอง (Ross, 2015)
60 วัตถุประสงค์ที่ 2 ความมั่นใจในการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลภายหลังการใช้หุ่น Suction มากกว่าก่อนการใช้หุ่น Suction จากผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยความมั่นใจในการดูดเสมหะของ นักศึกษาภายหลังการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ(หุ่น Suction) สูงกว่าก่อนการใช้หุ่นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .00 แสดงว่าหุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ทำจากพลาสติก ท่อช่วยหายใจ ปอด เทียม ข้อต่อต่าง ๆ เสมหะเทียมทำจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นหุ่นมนุษย์เสมือนจริง (Hihg fidelity clinical simulatiom) ที่ถูกนำมาใช้สอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสอน โดยผลลัพธ์จากการเรียนมีผลทำให้ ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลมากขึ้น เนื่องจากได้เรียนรู้จากหุ่นจำลองเสมือนจริง ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ ผลการศึกษาสอดคลองกับ สมจิตต สินธุชัย, กันยารัตน์ อุบลวรรณ และ สุนีย์ รัตน์ บุญศิลป์ (2560) ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของการจัดการเรียนรูโดยใชสถานการณจําลองเสมือนจริงที่ สามารถพัฒนาความมั่นใจในตนเองของนักศึกษาพยาบาลชั้นปที่ 4 ในการฝกปฏิบัติรายวิชาฝกทักษะทาง วิชาชีพกอนสำเร็จการศึกษามีคาเฉลี่ยสูง กวากอนทดลองและสูงกวากลุมที่ได้รับการสอนตามปกติอีกด วย และยังสอดคลองกับการศึกษา Mould , White and Gallagher (2011) ที่ศึกษาเกี่ยวกับการประเมิน ชุดการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของนักศึกษาพยาบาลชั้นปที่ 3 พบวา คาเฉลี่ยของคะแนนความมั่นใจในตนเองของนักศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมี นัยสําคัญทางสถิตินอกจากนั้นยังสอดคล้องกับ ชลฎา ไชยศรีปาน (2552) ที่จัดทำหุ่นจำลองการดูด เสมหะสอนญาติหรือผู้ดูแลทำให้เกิดความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอและสามารถปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้องและยังสอดคล้องกับการศึกษาของ นิศารัตน์ รวมวงษ์ และคณะ (2554) ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลการใช้ หุ่นแขนและหลอดเลือดจำลองต่อความสามารถในการเจาะเลือดและการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี พบว่า นักศึกษาพยาบาลที่ใช้หุ่น แขนและหลอดเลือดจำลอง ช่วยให้นักศึกษาพยาบาลมีความมั่นใจในการเจาะเลือดและให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำหลังจากการฝึกซ้อมมากกว่าการฝึกซ้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นหุ่นจำลองการดูด เสมหะ (หุ่น Suction) ที่สร้างขึ้นช่วยทำให้เข้าใจกระบวนการในการดูดเสมหะมากยิ่งขึ้นและสามารถใช้ ฝึกทักษะการปฏิบัติการดูดเสมหะได้บ่อยขึ้นก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานจริงบนหอผู้ป่วย เนื่องจากหุ่น เคลื่อนย้ายได้สะดวก น้ำหนักเบา รวมถึง สามารถไปศึกษาเรียนรู้ฝึกปฏิบัตินอกชั้นเรียนได้ง่าย ช่วยทำให้ เกิดความมั่นใจในการฝึกปฏิบัติทักษะทางการพยาบาลมากขึ้น
61 วัตถุประสงค์ที่ 3 นักศึกษาพยาบาลมีความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) อยู่ในระดับดีขึ้นไป จากการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักศึกษาที่ใช้หุ่นจำลอง การดูดเสมหะ (หุ่น Suction) อยู่ในระดับดี แสดงว่า หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ช่วยให้ นักศึกษาเข้าใจบทเรียนมากขึ้น โดยนักศึกษาประเมินว่าหุ่น Suction มีประโยชน์มาก ช่วยส่งเสริมการ เรียนการสอนด้วยตนเอง มีความเสมือนจริง น่าสนใจ น่าติดตาม และช่วยเพิ่มทักษะในการดูดเสมหะได้ ง่าย ในทุกเวลาและทุกสถานที่ เนื่องจากหุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) เคลื่อนย้ายง่าย ประหยัด ส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ฝึกฝนจนชำนาญ สอดคล้องกับการศึกษาของ ปรียสลิล ไชยวุฒิ และ เยาวลักษณ์ คุมขวัญ (2560) ที่เกี่ยวกับหุ่นจำลองฝึก ทักษะการดูดเสมหะ: นวัตกรรมสื่อการสอนทางการพยาบาล ที่พบว่าหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ ทางท่อหลอดลมเป็นสื่อการสอนที่ประหยัดค่าใช้จ่าย มีความคุ้มค่าในการนำไปใช้ มีความสะดวกในการทำ ความสะอาดและการเก็บรักษาและมีความสะดวกในการใช้งาน และสอดคล้องกับการศึกษาของ รวิภา บุญชูช่วย (2558) ผลการศึกษาพบว่าความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ต่อการใช้ หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะมาตรฐานทางการแพทย์กับหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ “RTAFNC Suction Model”พบว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะมากกว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อหุ่น ฝึกทักษะการดูดเสมหะที่ใช้ในห้องสาธิตปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับศึกษาของ ปฐ มามาศ โชติบัณ, กิตติพร เนาว์สุวรรณ, ธารินี นนทพุทธ, และจรูญรัตน์ รอดเนียม (2556) ได้ศึกษาความ พึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการใช้ชุดหุ่นช่วยฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาลที่ผลิตจากยางพาราที่ มีราคาย่อมเยา ผลจากการฝึกการใช้หุ่นฝึกทักษะบ่อย ๆ ซึ่งเป็นหุ่นที่ราคาไม่สูงไม่ต้องกังวลเรื่องการ เสียหายหลังการใช้ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก ตลอดจนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียนจะช่วย จูงใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ ท้าทายต่อความสามารถของแต่ละบุคคลทำให้นักศึกษามีกำลังใจอยากเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมและพอใจต่อการปฏิบัติการพยาบาลในทักษะต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ อย่างรวดเร็ว
62 จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าหุ่นจำลองที่เลียนแบบเสมือนจริงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นเพื่อใช้ใน กระบวนการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งเป็นกิจกรรมการพยาบาลที่สำคัญเพื่อให้นักศึกษา พยาบาลสามารถฝึกปฏิบัติก่อนขึ้นปฏิบัติงานที่โรงพยาบาล เนื่องจากกิจกรรมบางอย่างมีความเสี่ยงหรือ อันตรายต่อชีวิตหรือความเจ็บปวด เช่นการฉีดยาหรือการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำรวมถึงการดูด เสมหะ ดังนั้นหุ่นจำลองจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจัดหาให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ (Susanha, 2015) สรุป/ข้อเสนอแนะ นักศึกษามีความสามารถและมีความมั่นใจในการดูดเสมหะหลังจากการใช้หุ่น Suction มากกว่าก่อนการใช้หุ่น รวมถึงมีความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction)อยู่ในระดับ ดี ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้มีการฝึกทักษะการดูดเสมหะโดยการใช้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ก่อนขึ้นปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย และพัฒนาหุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ให้มีความเสมือนจริง มากขึ้น เพื่อนำมาส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา ดังนั้นในการศึกษาครั้งต่อไปควรศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อพัฒนาหุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction) ที่เสมือนจริง และทันสมัยมากขึ้น โดยการพัฒนาระบบสัญญาณเสียงเตือนเมื่อทำการดูดเสมหะเมื่อถึงตำแหน่งที่ถูกต้อง และพัฒนาเสมหะเทียมที่มีสีที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของผู้ป่วยมากขึ้น รวมถึง สถานการณ์ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจและการบูรณาการให้หัตถการปฏิบัติการดูด เสมหะ เพื่อช่วยส่งเสริมเรียนรู้ด้วยตนเองที่เหมาะกับนักศึกษาและเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ตามประสาท สัมผัสต่าง ๆ และเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
63 รายการอ้างอิง ภาษาไทย กัลยา เตชาเสถียร และสถาพร กลางคาร. (2556). การพัฒนาหุ่น Police Wound เพื่อฝึกทักษะการ จัดการบาดแผล. วารสารพยาบาลตำรวจ, 5(1), 45-54. ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์. (2527). เทคโนโลยีการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชลฏา ไชยศรีปาน และ เพียงฤทัย สกุลแก้ว. (2552). นวัตกรรมหุ่นจำลองเพื่อการสอนญาติ.เข้าถึงเมื่อ 27 ธันวาคม 2557, จาก http://medinfo2.psu.ac.th/ ชุลี โจนส์. (บ.ก.). (2557 ก). กายภาพบำบัดทรวงอก ทางคลินิก Clinical chest physiotherapy (พิมพ์ ครั้งที่ 3 ฉบับปรับปรุง). ปทุมธานี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. นลินภัสร์ รตนวิบูลย์สุข (2555). ผลการใช้หุ่นจำลองการเจาะเก็บเลือด สำหรับนักศึกษาสาขาพยาธิวิทยา คลินิก ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโยลีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (เทคโนโลยีการศึกษา), มหาวิทยาลัยรามคำแหง. นิพนธ์ ศุขปรีดี. (2528). โสตทัศนศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แพร๋วิทยา. นิศารัตน์ รวมวงษ์ และคณะ. (2554). ผลของการใช้หุ่นแขนและหลอดเลือดจำลองต่อความสามารถใน การใช้สารน้ำและเจาะเลือดทางหลอดเลือดดำของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัย พยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 29(1), 395-40 บังอร ดวงรัตน์, อรุณี ยันตรปกรณ์, ธัญรดี จิรสินธิปก, วินัย สยอวรรณ, นลินภัสร์ รตนวิบูลย์สุขและ นวลปราง สำลีเพ็ง. (2009). การพัฒนาหุ่นจำลองแขนฝึกทักษะเย็บแผลชนิดยางพารา. วารสาร สาธารณสุขและการพัฒนา, 1(7), 47-60. ปฐมามาศ โชติบัณ, กิตติพร เนาว์สุวรรณ, ธารินี นนทพุทธ, และ จรูญรัตน์ รอดเนียม. (2556). นวัตกรรม ชุดหุ่นฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาล. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 5(3), 1-12. ปารยะ อาศนะเสน. (2561). ประโยชน์ของN-Acetylcysteine (NAC) ที่คุณยังไม่รู้(ตอนที่1). วันที่ค้น ข้อมูล 12 มกราคม 2563, เข้าถึงได้จาก https://www.si.mahidol.ac.th/siriraj_online/thai_version/Health_detail.asp?id=1353
64 ปรียสลิล ไขยวุฒิและเยาวลักษณ์ คุมขวัญ. (2560). หุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ: นวัตกรรมสื่อการ สอนทางการพยาบาล. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 27(2), 47-59. มุกดา สีตลานุชิต. (2531). การศึกษาผลการสอนโดยใช้หุ่นจำลองประกอบที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความคงทนทางการจำเรื่องการวัดความดันส่วนกลางในนักศึกษาพยาบาลที่มีความสามารถ แตกต่างกัน. วิทยานิพนธ์แพทยศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล. มนตรี แย้มกสิกร. (2526). การวิจัยและทฤษฎีเทคโนโลยีการศึกษา. ชลบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย บูรพา. เยาวลักษณ์ คุมขวัญ, พรรณี ไพศาลทักษิณ, เครือวัลย์ สารเถื่อนแก้ว, วัชรีพร ลำเจียกเทศ, อนุรักษ์ แสงจันทร์ และ วิภา เอื่ยมสำอาง จารามิลโล. (2561). การพัฒนาหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูด เสมหะ Version 2 (Suction Models 2 for Suction Skill Practice) . วารสารวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี อุดรดิตถ์, 10(2), 154-165. รวิภา บุญชูช่วย. (2558). นวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ “RTAFNC Suction Model”. วารสารพยาบาลตำรวจ, 7(1), 44-52. เรืองวิทย์ นนทะภา, ปรัชญา ใจสะอาด, เดชอนันต์ บุญฝัน, สุรินทร์ สุทธิธาทิพย์, ฉลอง ทับศรี, สมสิทธิ์ จิตสถาพร, สุภาณี เล็งศรี, รุ่งโรจน์ แก้วอุไร, และพลรัตน์ ลักษณยนาวิน. (2545). เอกสาร ประกอบการสอนวิชาสื่อและเทคโนโลยีการสอน. วิภาดา คุณาวิกติกุล. (2548). การเรียนการสอนแบบจำลอง. เชียงใหม่: โซตนา. วีรชัย คงวัน. (2549). การสร้างหุ่นจำลองพลาสติกกระดูกศีรษะมนุษย์ประกอบการสอนวิชากายวิภาคของ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาศิลปกรรม วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคำแหง. วัณณลภ โกวิท. (2547). หุ่นจำลองเพื่อการศึกษาทางการแพทย์. เวชนิทัศน์, 14(2), 69-77. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2550). สถิติประยุกต์สำหรับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศรีสุรางค์ พันธนานุรักษ์ , สุทธิรัตน์ พิมพ์พงค์, รัชมล คติการ, และ มยุรี เชาวนปรีชา (2557). ประสิทธิผลของการเรียนสอนเทคนิคการดูดเสมหะจากหลอดลมโดยการใช้หุ่นจำลองที่ผลิดขึ้น ใหม่. รายงานการวิจัยในชั้นเรียน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น กาญจนบุรี.
65 สภาการพยาบาล, 2552. ข้อบังคับสภาการพยาบาล.วันที่ค้นข้อมูล 12 มกราคม 2552, เข้าถึงได้จาก http://www.tnc.ac.th. สิริรัตน์จันทรมะโน และพิมพ์ชนก ต่อวงศ์. (2550). พัฒนาทักษะการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อโดยใช้หมอน อัจฉริยะ:นักศึกษาพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ. เชียงใหม่: คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ. สุรศักดิ์ พุฒิวณิชย์, นภาพร พุฒิวณิชย์และจันทนา เกลี้ยงพร้อม. (2560). หลักฐานเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับการดูดเสมหะในผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ.วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 27(3):10–18. สมจิตต สินธุชัย, กันยารัตน์ อุบลวรรณ และ สุนีย์รัตน์ บุญศิลป์. (2560). ผลของการจัดการเรียนรูโดยใช สถานการณจําลองเสมือนจริงต่อความรู้ ความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเองของนักศึกษา พยาบาลชั้นปที่ 4 ในการฝึกปฏิบัติรายวิชาฝึกทักษะทางวิชาชีพก่อนสำเร็จการศึกษา. รามาธิบดี พยาบาลสาร, 23(1), 113-127. อภินันท์ สุประเสริฐ, (2558). หุ่นจำลองยางพารา สื่อประหยัดเพื่อการศึกษาไทย. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2562 จาก http://www.rdi.ku.ac.th/bk/04/04.htm. องอาจ ศิลปะ. (2543). การผลิตหุ่นในห่วงจำลอง. เวชนิทัศน์, 11(2), 34-37. ภาษาอังกฤษ AARC clinical practice guideline. (2010). Endotracheal suctioning of mechanically ventilated patients with artificial airways 2010. Respiratory Care, 55(6), 758–764. Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th ed.). New York: Harper & Row. Faul, E., Erdfelder, E., Buchner, A., & Lang, A. G. (2009). Statistical power analyses using G* Power version 3.1.3: Tests for correlation and regression analysis. Behavior Research Methods, 41(4), 1149-1160. Foronda, C., Liu, S., & Bauman, E.B. (2013). Evaluation of Simulation in Undergraduate Nurse Education: An Integrative Review. Clinical Simulation in Nursing. 9(10), e409- e416. Jeffries, P.R., & Clochesy, J.M. (2012). Clinical simulations: an experiential, student-
66 centered Pedagogical approach. In Billings, D.M., Halstead, J.A. editor. Teaching in nursing: a guide for faculty (4theds.). (pp. 352-368). St.Louis: Elsevier Health Sciences. Kaoaiem, H., Duandee. K. (2013). The evaluation of pregnancy model and VCD of obstetrical examination in pregnant women among nursing student of Royal Thai Army Nursing College. Journal of The Royal Thai Army Nurses, 14(3) 189- 195. (in Thai) Kaoaiem H, Duandee K. (2014). The evaluation of abnormal pregnancy model in obstetrical examination among 3 rd year nursing student of Royal Thai Army Nursing. Journal of the Royal Thai Army Nurses, 15(2):155-159. (in Thai). Kasatpibal, N., Sawasdisingha, P., & Whitney, J.D. (2016). Innovation of educational wound Models for nursing student. Journal of Nursing Education and Practice, 6(9), 101-109. Kelly. C. (1997). Theory of experimental learning and ESL. Retrieved March 23, 2010, from http://iteslj.org/Artical/kelly-Experiential Laschinger, S. (2008). Effectiveness of simulation on health profession students' knowledge, skills, confidence, and satisfaction. International Journal of EvidenceBased Healthcare, 6 (3), 278-302. Mould, J., White, H., and Gallagher, R. (2011). Evaluation of a critical care simulation series for undergraduate nursing students. Contemporary Nurse, 38(1-2): 180-190. Natthacha, C. & Jinda, N. (2016). Development of an artificial pus wound model to improvesecond-year nursing students’ skill in performing wound swab culture. Thai Journal of Nursing Council, 31(1), 32-43. (in Thai). Polit & Hungler. (1999) . Nursing Research: Principle and Method, 6 thed; Philadelphia: Lippincott Company, PP. 416-417.
67 Ross, J. G. (2015). The effect of simulation training on baccalaureate nursing students’ competency in performing intramuscular injection. Nursing Education Perspectives, 36(1), 48-59. Susanha, Y. (2015). Developing simulation model for training clinical skill of health science students, Nursing Journal, 43(2),142-151. (in Thai). Tran, T.Q., Scherpbier, A., Van Dalen, J., & Wright, P.E. (2012). Teacher-made models: the answer for medical skills training in developing countries? BMC Medical Education, 12, 98. Retrieved August 12, 2016 from http://www.biomedcentral.com/1472-6920/12/98
68 ภาคผนวก
69 ภาคผนวก ก รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ
70 รายนามผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของแบบสอบถาม ลำดับ ชื่อสกุล ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่/สถานที่ทำงาน 1. นางณาตยา ขนุนทอง พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่) มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต การปฏิบัติพยาบาลขั้นสูงAPN โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี 2. อาจารย์สุดา ทองทรัพย์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารการพยาบาล) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาการ พยาบาลพื้นฐานและการบริหาร การพยาบาล 3. อาจารย์ขวัญฤทัย พันธุ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่) มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ประจำหลักสูตรและ อาจารย์สอนการพยาบาลผู้ใหญ่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
71 ภาคผนวก ข จดหมายเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิและหนังสือขอความร่วมมือ
72
73
74
75 ภาคผนวก ง ตัวอย่างเครื่องมือวิจัย
76 แบบประเมินคุณภาพเนื้อหาของผลของการใช้หุ่น Suction ต่อความสามารถในการดูด เสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คำชี้แจง แบบประเมินนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำความคิดเห็นของท่านไปพิจารณาปรับปรุงแบบประเมิน ความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาล ส่วนที่ 1 ข้อมูลของผู้ตอบแบบประเมิน ชาย หญิง ส่วนที่ 2 รายการประเมิน ขอความกรุณาผู้ทรงคุณวุฒิหรือท่านผู้เชี่ยวชาญ ช่วยพิจารณาร่างแบบสอบถามว่ามีความ สอดคล้องกับตัวแปรของการวิจัยเรื่องนี้หรือไม่ ด้วยการให้คะแนนในแต่ละข้อคำถามในระบบ IOC โดยใส่ เครื่องหมาย ✓ ลงในช่องที่ต้องการตามความคิดเห็นของท่าน เกณฑ์ในการให้คะแนนในระบบ IOC มีดังนี้ ให้ 1 คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อนั้นมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับตัวแปรและวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ศึกษา ให้ 0 คะแนน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อนั้นมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับตัวแปรและวัตถุประสงค์ที่ ต้องการศึกษา ให้ -1 คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อนั้นมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับตัวแปรและวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ศึกษา
77 1. แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติการดูดเสมหะ โปรดอ่านและพิจารณาตอบคำถาม โดยทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องระดับความิคดเห็นที่ตรง กับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดเพียง 1 ข้อ คำชี้แจง ใส่เครื่องหมาย ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด ข้อคำถาม ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอ 1 0 แนะ -1 ขั้นเตรียม 1. ตรวจสอบ ชื่อ-สกุลผู้ป่วย แผนการรักษาของแพทย์ก่อนเตรียมให้ ออกซิเจน 2. แนะนำตัวบอกชื่อ – สกุล 3. แจ้งให้ผู้ป่วยทราบ บอกวัตถุประสงค์ และอธิบายขั้นตอนการให้ ออกซิเจน 4. ประเมินสัญญาณชีพ และลักษณะการหายใจ ฟังปอด ตรวจสอบ ความเข้มของออกซิเจน (Oxygen sat) 5. ล้างมือให้สะอาดแบบ hygienic hand washing 6. เตรียมของใช้ 6.1. สายดูดเสมหะสะอาดปราศจากเชื้อ 2 สาย เลือกขนาดสาย No.6, 8, 10, 12, 14 ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วย หรือ ½ ของท่อ ช่วยหายใจ 6.2 สำลี Alcohol 6 ก้อน, Ambu bag และสายต่อ 6.3. อุปกรณ์สำหรับ Mouth care 6.4 ถุงมือปราศจากเชื้อ 1 คู่ / ถุงมือสะอาด 2 คู่ 6.5 ขวดบรรจุน้ำสะอาด สำหรับล้าง connecter
78 ข้อคำถาม ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอ 1 0 แนะ -1 6.6 Finger tips 6.7 ชามรูปไต/ถุงขยะ ขั้นปฏิบัติ 7. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น กั้นม่าน ปิดประตู ปิด พัดลม 8. จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะสูง ตามสภาพของผู้ป่วย 9. ผู้ดูดเสมหะและผู้ช่วยเหลือล้างมือให้สะอาดแบบ Alcohol hand rub 10. สวมถุงมือสะอาดและใส่สายดูดเสมหะที่ใช้สำหรับทำความสะอาด ในช่องปาก ทำความสะอาดในช่องปาก 11. Mouth care ก่อนทำการดูดเสมหะเพื่อลดเชื้อแบคทีเรียและ น้ำลายที่อยู่เหนือ ET Tube โดยใช้น้ำยาทำความสะอาด/น้ำสะอาด 12. ผู้ดูดเสมหะและผู้ช่วยเหลือถอดถุงมือใส่ลงในขยะติดเชื้อ (ถุงแดง) 13. ผู้ดูดเสมหะใส่ถุงมือปราศจากเชื้อด้านที่ถนัดหรือใส่ทั้งสองข้าง 14. ผู้ดูดเสมหะหยิบสายดูดเสมหะแบบ Sterile technique ต่อเข้า กับ connecter ของสายเครื่องดูดเสมหะ 15. เปิดเครื่องดูดเสมหะที่แรงดันในผู้ใหญ่ประมาณ 80-120 mm.Hg. และในเด็กไม่เกิน 100 mm.Hg.แล้วใช้นิ้วปิดรูเปิดของ finger tips control แล้วจึงดูดเสมหะโดยขยับนิ้วขึ้นลงบ้างเล็กน้อย หรือ ใช้มือทดลองพับสายเพื่อดูแรงดันว่าอยู่ในปริมาณที่ต้องการ หรือไม่ 16. ผู้ช่วยเหลือ นำภาชนะที่รองรับขยะและสำลีชุบแอลกอฮอล์มาไว้ ข้างเตียง
79 ข้อคำถาม ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอ 1 0 แนะ -1 17. ผู้ช่วยเหลือ หยิบถุงบีบมือ (Ambu bag) และเปิดออกซิเจน 15 ลิตร/นาที 18. ผู้ช่วยเหลือ เปิดจุก Ambu bag ใช้สำลีก้อนที่ 1เช็ดบริเวณปลาย flexible tube เช็ดข้อต่อ Ambu bag วนออกจากด้านในมาด้าน นอกอย่าให้บริเวณที่ทำความสะอาดสัมผัสกับสิ่งของแล้วถอดสาย เครื่องช่วยหายใจแขวนไว้บนเครื่องช่วยหายใจ 19. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 2 เช็ดบริเวณข้อต่อของท่อช่วย หายใจ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลีลงในภาชนะที่รองรับขยะ 20. ผู้ช่วยเหลือนำ Ambu bag ที่ต่อออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อนาที ต่อกับข้อต่อท่อช่วยหายใจ ช่วยบีบลมเข้าสู่ปอด 3-5 ครั้ง 21. ผู้ดูดเสมหะใส่สายดูดเสมหะเข้าไปในท่อช่วยหายใจใส่ให้สุดสาย ขณะที่มือข้างที่ไม่ถนัดใช้นิ้วปิดรูเปิดของ finger tips control เพื่อ ไม่ให้ดูดออกซิเจนออกขณะดูดเสมหะ 22. ค่อยๆหมุนสายยางไปรอบๆท่อและดึงออกมาไม่ควรค้างสายยาง ไว้ในท่อนานเกินกว่า 10-15 วินาทีในการดูดเสมหะแต่ละครั้ง เพื่อ ป้องกันการขาดออกซิเจนขณะดูดเสมหะ 23. ผู้ช่วยเหลือ นำ Ambu bag ที่ต่อออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อนาที ต่อกับข้อต่อท่อช่วยหายใจ ช่วยบีบลมเข้าสู่ปอด 3-5 ครั้ง 24. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 3เช็ดบริเวณข้อต่อของท่อช่วยหายใจ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลีลงในภาชนะที่รองรับขยะ 25. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 4 เช็ดบริเวณข้อต่อของเครื่องช่วย หายใจ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลีลงในภาชนะที่รองรับขยะ
80 ข้อคำถาม ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอ 1 0 แนะ -1 26. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสายต่อเครื่องช่วยหายใจต่อเข้ากับข้อต่อท่อ ทางเดินหายใจ 27. ผู้ช่วยเหลือ หยิบสำลีก้อนที่ 5 เช็ดบริเวณ flexible tube ข้อต่อ ของถุงบีบมือ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลีลงในภาชนะที่รองรับ ขยะ และหยิบจุกครอบ flexible tube Ambu bag 28. ผู้ช่วยเหลือ ถอดถุงมือและนำภาชนะที่ใส่สำลีทิ้งลงในถังขยะติด เชื้อ 29. ผู้ช่วยเหลือ นำ Ambu bag ไปแขวนไว้ที่ฝาผนังหัวเตียง และ ปิดออกซิเจน 30. ผู้ดูดเสมหะทิ้งสายดูดเสมหะลงในถังขยะติดเชื้อ (ถุงแดง) 31. ผู้ดูดเสมหะถอดถุงมือทิ้งลงในถังใส่ถุงมือ 32. ผู้ดูดเสมหะล้างสายต่อเครื่องดูดเสมหะลงในขวดใส่น้ำที่เตรียมไว้ (เปลี่ยนน้ำในขวดทุกวัน) 33. ผู้ดูดเสมหะหยิบสำลีก้อนที่ 6 เช็ดบริเวณข้อต่อของสายที่ต่อ เครื่องดูดเสมหะ เช็ดวนจากในออกนอก ทิ้งสำลีลงในขยะติดเชื้อ (ถุง แดง) 34. ผู้ดูดเสมหะนำข้อต่อของสายที่ต่อเครื่องดูดเสมหะเสียบกับจุก ครอบและแขวนไว้ที่ฝาผนังหัวเตียง 35. ประเมินสัญญาณชีพ และลักษณะการหายใจ ฟังปอด ตรวจสอบ ความเข้มของออกซิเจน (Oxygen sat) หัวใจเต้นผิดจังหวะ IICP การ ติดเชื้อ 36. จัดผู้ป่วยให้นอนในท่าสุขสบายดังเดิม
81 ข้อคำถาม ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอ 1 0 แนะ -1 37. เก็บของใช้ไปทิ้งและเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ตามหลักการป้องกัน และแพร่กระจายเชื้อ (Infection control) 38. ผู้ดูดเสมหะและผู้ช่วยล้างมือให้สะอาด hygienic hand washing 39. บันทึก ลักษณะและปริมาณเสมหะ ภายหลังการดูดเสมหะ ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. .......................................... ............................................................................................................................. .......................................... ....................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ..........................................
82 2. แบบสอบถามความมั่นใจในการปฏิบัติการดูดเสมหะ โปรดอ่านและพิจารณาตอบคำถาม โดยทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องระดับความิคดเห็นที่ตรง กับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดเพียง 1 ข้อ คำชี้แจง ใส่เครื่องหมาย ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด ข้อคำถาม ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ 1 0 -1 1.ฉันมั่นใจว่าจะให้การดูดเสมหะแก่ผู้ป่วยได้เพราะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การดูดเสมหะมาแล้ว 2.ฉันมั่นใจว่าจะมีความรู้ในขั้นตอนการดูดเสมหะในผู้ป่วย 3. ฉันมั่นใจว่าจะมีความสามารถในการดูดเสมหะได้ 4. ฉันมั่นใจว่าจะสามารถเตรียมตัวก่อนการดูดเสมหะได้ 5. ฉันมั่นใจว่าจะสามารถเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับดูดเสมหะได้อย่าง ครบถ้วน 6. ฉันมั่นใจว่าจะอธิบายเกี่ยวกับการดูดเสมหะให้ผู้ป่วยทราบได้ 7. ฉันมั่นใจว่าให้คำแนะนำหลังจากการดูดเสมหะแก่ผู้ป่วยได้อย่าง ถูกต้องและครบถ้วน 8. ฉันมั่นใจว่าจะสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการดูดเสมหะที่ผู้ป่วย ถามได้ 9. ฉันคิดว่าผู้ป่วยจะเชื่อในความสามารถในการดูดเสมหะของฉันได้ 10. ฉันคิดว่าผู้ป่วยจะให้ความร่วมมือในการดูดเสมหะ 11. ฉันรู้สึกมั่นใจเมื่อต้องตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. .......................................... ............................................................................................................................. ......................................... ......................................................................................................................................................................
83 3. แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้หุ่น Suctionของนักศึกษา โปรดอ่านและพิจารณาตอบคำถาม โดยทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องระดับความิคดเห็นที่ตรง กับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดเพียง 1 ข้อ คำชี้แจง ใส่เครื่องหมาย ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด ข้อคำถาม ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอ 1 0 -1 แนะ 1.ด้านการผลิต 1.1 วัสดุในการผลิตหุ่น Suction เหมาะสม 1.2 รูปร่างลักษณะหุ่น Suction มีความใกล้เคียงกับของจริง 1.3 หุ่น Suction มีส่วนประกอบต่างๆ ที่สมบูรณ์ 1.4 หุ่น Suction ถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ 1.5 หุ่น Suction มีความคุ้มค่าในการผลิต ประหยัดค่าใช้จ่าย 1.6 หุ่น Suction มีความสวยงาม น่าสนใจและมีสีสันที่เหมาะสม 1.7 หุ่น Suction มีความคงทนต่อการใช้งาน 2.ด้านการนำไปใช้ 2.1 หุ่น Suction ใช้ในการดูดเสมหะได้ง่ายสะดวกไม่ซับซ้อน 2.2 หุ่น Suction สะดวกต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ 2.3 หุ่น Suction สะดวกต่อการเก็บรักษา 2.4 หุ่น Suction สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย 3. ด้านประโยชน์การใช้งาน 3.1 หุ่น Suction มีประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมในด้าน ทักษะก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับผู้ป่วยจริง 3.2 หุ่น Suctionนี้สะดวกในการฝึกทักษะด้วยตนเองจึงส่งเสริม การเรียนรู้ด้วยตนเอง ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. .......................................... ....................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................... ............................................................................................................................. ..........................................
84 ภาคผนวก จ ประวัติผู้วิจัย
85 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ ลักขณา ศิรถิรกุล วัน เดือน ปีเกิด 17 พฤศจิกายน 2519 สถานที่เกิด จังหวัดตาก ประวัติการศึกษา พยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2538-2542 พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารการพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.257-2551 ตำแหน่งและสถานที่ทำงานปัจจุบัน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ชื่อ ดารินทร์ พนาสันต์ วัน เดือน ปีเกิด 14 มิถุนายน 2522 สถานที่เกิด จังหวัดลำปาง ประวัติการศึกษา พยาบาลศาสตร์บัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ลำปาง พ.ศ. 2545 วิทยาศาสตร์บัณฑิต(จิตวิทยาการให้คำปรึกษา) มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ.2555 ตำแหน่งและสถานที่ทำงานปัจจุบัน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ชื่อ จารุวรรณ สนองญาติ วัน เดือน ปีเกิด 17 เมษายน 2516 สถานที่เกิด จังหวัดสุพรรณบุรี ประวัติการศึกษา พยาบาลศาสตร์บัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี พ.ศ. 2539 พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาพยาบาลแม่และเด็ก) มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2543 ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาการบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2561 ตำแหน่งและสถานที่ทำงานปัจจุบัน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุร