The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นายพิศิษฐ์ พลธนะ / นางสาวชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง
นางสุภาวดี นพรุจจินดา / นางขวัญฤทัย พันธุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SNCLibrary, 2023-06-12 02:15:45

การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์

นายพิศิษฐ์ พลธนะ / นางสาวชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง
นางสุภาวดี นพรุจจินดา / นางขวัญฤทัย พันธุ

อย่างสมดุล ซึ่งต่อมาได้มีการก่อตั้งศูนย์จิตตปัญ ญ าศึกษ า (Contemplative Education Center)ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา ศูนย์จิตตปัญญา ศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (2552) 5.1 ความหมายของจิตตปัญญา ประเวศ วะสี (2552) นิยามคำว่าจิตตปัญญาคือการศึกษาที่ทำให้เข้าใจด้านในของตัวเอง รู้ตัว เข้าถึง ความจริง ทำให้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกและผู้อื่น เกิดความเป็นอิสระ ความสุขปัญญา และความรักอันไพศาล ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง หรืออีกนัยหนึ่ง เกิดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยเน้นการศึกษาจากการปฏิบัติ เช่น จากการทำงานศิลปะ โยคะ ความเป็นชุมชน การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม สุนทรียสนทนา การเรียนรู้จาก ธรรมชาติ และจิตตภาวนา สำนักงานราชบัณฑิตยสถาน (2556) ได้ให้นิยามจิตตปัญญาศึกษาว่า เป็นหลักการและกระบวนการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นความเข้าใจความจริงของชีวิตและความเป็นมนุษย์ ปลูกฝังความตระหนักรู้ภายในตนที่สัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมภายนอก การนำปรัชญาและหลักธรรมมาพัฒนาจิตและฝึกปฏิบัติจนมีสติและปัญญา มีความเมตตา และจิตสำนึกต่อส่วนรวม สามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม ประเวศ วะสี (2554) กล่าวว่า จิตตปัญญาศึกษา หมายถึง กระบวนการในการเรียนรู้ของบุคคลที่เน้นการ เรียนรู้จากภายใน คิดและใคร่ครวญจนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียนรู้ เกิด ความเข้าใจในความเป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้อง เกิดปัญญา ทำให้จิตใจได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง เพื่อ พัฒนามนุษย์ให้เกิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ปราณี อ่อนศรี (2557) กล่าวถึงจิตตปัญญาศึกษาว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เน้น การพัฒนาความคิด จิตใจ อารมณ์ภายในตนเองอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเอง รู้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถประยุกต์ เชื่อมโยงกับศาสตร์ต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมดุลและมีคุณค่า ด้วยเหตุนี้ จิตตปัญญาศึกษาจึง เป็นทั้งแนวคิดและแนวปฏิบัติที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับต่าง ๆ ได้แก่ การ เปลี่ยนแปลงภายในตน การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และการเปลี่ยนแปลงภายในสังคม โดยที่การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง โดยจิตตปัญญา ศึกษาเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติ ส่วนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นเป้าหมาย โดยเป็นการขยายจิตสำนึกโดย ผ่านกระบวนการเปลี่ยนมุมมองของเรื่องราวต่าง ๆ ในการสัมผัสได้ถึงความรู้สึกใต้จิตสำนึก เพื่อพัฒนามนุษย์ ซึ่ง กระบวนการต่าง ๆ นี้ จัดเป็นการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อโยงจิตตปัญญา ศึกษาสู่ transformative education เพื่อพัฒนามนุษย์ ชลลดา ทองทวี และคณะ (2551) กล่าวว่าจิตตปัญญาหมายถึง กระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ การศึกษาที่เน้นการพัฒนาด้านในอย่างจริง เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากอคติ


เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ มา ประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ จิตตปัญญาศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เน้นการพัฒนาความคิด จิตใจ อารมณ์ภายในตนเองเพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเองปราศจากอคติ และสามารถประยุกต์เชื่อมโยงกับศาสตร์ อื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้ 5.2 จุดมุ่งหมายของกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญา (ประเวศ วะสี, 2554) 5.2.1 การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเอง ได้แก่การเกิดความรู้ ความเข้าใจในตนเอง ผู้อื่น และสรรพสิ่ง อย่างลึกซึ้ง และสอดคล้องกับความเป็นจริง เกิดความรัก ความเมตตาความอ่อนน้อมถ่อมตน 5.2.2 การเกิดจิตสำนึกต่อส่วนรวม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเข้าถึงความจริงสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงามและนำไปสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมและโลกปรัชญาพื้นฐานของการจัดกระบวนการเรียนรู้ แนวจิตตปัญญาศึกษา (ประเวศ วะสี, 2554) 5.2.3 ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ (humanistic value) คือ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีความจริง ความดี และความงามในตนเอง การจัดกระบวนการเรียนรู้ จึงไม่ใช่การ “สอน” แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้ศักยภาพภายในที่มีอยู่แล้วสามารถพัฒนาขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโต จากภายใน 5.2.4 กระบวนทัศน์องค์รวม (holistic paradigm) คือทัศนะที่มองเห็นว่าธรรมชาติ สรรพสิ่ง คือ การ เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้การปฏิบัติต่อสรรพสิ่งไม่แยกส่วนจากชีวิต ด้วยทัศนะที่มองเห็นว่า มนุษย์เป็นส่วน หนึ่งของสรรพสิ่ง และสรรพสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางสรรพสิ่งเน้นความเป็นหนึ่งเดียว ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตนเองและการเปลี่ยนแปลงโลก ดังนั้นจุดมุ่งหมายของกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาคือมีการเปลี่ยนแปลงภายในตน และเกิด จิตสำนึกต่อส่วนรวม 5.3 หลักการพื้นฐานของการจัดกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา (โครงการเอกสารวิชาการ การเรียนรู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. 2552) 5.3.1 การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ (Contemplation) คือการเข้าสู่ภาวะจิตใจที่เหมาะสมต่อการ เรียนรู้แล้วสามารถนำจิตใจดังกล่าวไปใช้ใคร่ครวญในด้านพุทธิปัญญา (Cognitive) ด้านระหว่างบุคคล (Interpersonal) และด้านภายในบุคคล (Intrapersonal) 5.3.2 ความรัก ความเมตตา (Compassion) คือการสร้างบรรยากาศของความรัก ความเมตตา ความ ไว้วางใจการเข้าใจ และการยอมรับ รวมทั้งการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันบนฐานของความมั่นใจในศักยภาพของความ เป็นมนุษย์ 5.3.3 การเชื่อมโยงสัมพันธ์ (Connectedness) คือการบูรณาการการเรียนรู้ในแง่มุมต่าง ๆ ให้เกิดการ เรียนรู้ที่เป็นองค์รวม เชื่อมโยงกับชีวิตและสรรพสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติอย่างแท้จริง


5.3.4 การเผชิญความจริง (Confrontating reality) คือการเปิดโอกาสและสร้างเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วม กระบวนการได้เผชิญความจริง 2 ด้านคือ ความเป็นจริงในตนเอง และการเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่แตกต่าง ไปจากกรอบความเคยชินเดิมของตน กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในแง่มุมใหม่ 5.3.5 ความต่อเนื่อง (Continuity) ความต่อเนื่องของกระบวนการ เป็นสิ่งสำคัญของการเรียนรู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลงเพราะการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานมักเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่สะสมที่จะช่วยสร้างเงื่อนไขภายในให้ พร้อมที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น 5.3.6 ความมุ่งมั่น (Commitment) ความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ในการนำสิ่งที่ได้รับมาสู่ใจของผู้ร่วมกระบวนการและนำเอากระบวนการไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานภายในตนเองอย่างต่อเนื่อง การสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกเร้าให้เกิดพลังความมุ่งมั่น ความ รัก ความเมตตา 5.3.7 ชุมชนแห่งการเรียนรู้(Community) สิ่งสำคัญของกระบวนการจิตตปัญญาคือความเป็นชุมชนแห่ง การเรียนรู้ที่ค่อย ๆ ก่อตัวจากกระบวนการอบรม และคลี่คลายมาเป็นองค์ประกอบหลักของการเรียนรู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลงในกลุ่มความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา โดยมีเหตุผลในแง่มุมต่าง ๆ 4 ประการ คือ 1) เป็นพื้นที่ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งบนพื้นฐานของการยอมรับซึ่งกันและกัน 2) เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย เกิดมุมมอง ความรู้สึก และแง่มุมความเป็นจริงที่แตกต่างกัน ออกไป 3) ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกกลุ่ม 4) ความรู้สึกเป็นชุมชนที่มีเป้าหมาย ความสนใจและอุดมการณ์ร่วมกัน 5.4 กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา มีดังต่อไปนี้ 5.4.1 การเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว (Movement practices) เป็นการฝึกสังเกตและมีสติอยู่กับการ เคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ กิจกรรมที่สามารถนำมาใช้ เช่น โยคะ ซี่กง ไท้เกก การเดิน 5.4.2 การเรียนรู้ผ่านกระบวนการเชิงสร้างสรรค์ (Creation process practices) เป็นการฝึกการสังเกต ใคร่ครวญภายใน และพัฒนาญาณทัศนะ (Intuition) และความละเอียดอ่อนประณีตผ่านงานสร้างสรรค์ โดย กิจกรรมที่สามารถทำได้เช่น การทำงานศิลปะต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ การจัดดอกไม้และการจัดสวนหย่อม เป็นต้น 5.4.3 การเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมทางสังคม (Activist practices) เป็นการสัมผัสเรียนรู้และใคร่ครวญ เห็น ความเชื่อมโยงแห่งเหตุปัจจัยของความสุขและทุกข์ในชีวิตจริง กิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้เช่น การเจริญสติในการ ทำงานในชีวิตประจำวัน การทำกิจกรรมอาสาสมัคร 5.4.4 การเรียนรู้ผ่านพลังพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Ritual practices) เป็นการสัมผัสพลังหรือจิตวิญญาณของ ธรรมชาติเป็นญาณทัศนะ (Intuition) และสัมผัสเรียนรู้ตนเอง การปลีกวิเวกสัมผัสธรรมชาติ(Retreat) เพื่อพัฒนา


ความสงบเป็นและละเอียดประณีตภายใน กิจกรรมที่ทำมีดังนี้ พิธีกรรมทางศาสนา เช่น การสวดมนต์ภาวนา พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น การทำ Vision Quest การปลีกวิเวก สัมผัสธรรมชาติ (Retreat) 5.4.5 การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมรังสรรค์ (Generative practices) เป็นการระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการร้องขอเพื่อช่วยเหลือให้เพื่อนมนุษย์ได้พ้นทุกข์ กิจกรรมรังสรรค์ต่าง ๆ ที่ปฏิบัติ เช่นการสวดมนต์ การอ่าน พระคัมภีร์และเมตตาภาวนา 5.4.6 การเรียนรู้ผ่านความสงบนิ่ง (Stillness practices) มุ่งเน้นพัฒนาความสงบเย็น ความตั้งมั่นของ ร่างกายและจิตใจ กิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การทำสมาธิ การกำหนดจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เพลง หรือ เสียงที่ได้ยิน 5.4.7 การเรียนรู้ผ่านกระบวนการเชิงความสัมพันธ์ (Relational practices) เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้น กระบวนการฝึกสติ เฝ้ามองสภาวะภายในสะท้อนตนเอง อาศัยความสัมพันธ์ของกัลยาณมิตรสะท้อนซึ่งกันและกัน กิจกรรมที่สามารถนำมาใช้ในด้านนี้ ได้แก่ - สุนทรียสนทนา (Dialogue) - การฝึกฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep listening) - การสะท้อนความคิด (Reflection) - การเขียนบันทึก (Journal) - การสนทนากับเสียงภายใน (Voice dialogue) กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลายผ่านการ เคลื่อนไหว งานศิลปะ กิจกรรมเจริญสติ การสวดมนต์ ภาวนา สงบนิ่ง ด้วยการสุนทรียสนทนาโดยการฟังอย่าง ลึกซึ้ง ไม่ด่วนสรุป 5.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา กรศศิร์ ชิดดีศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์กรรณิกา เกตุนิล มุสลินท์ โตะแปเราะ และนันทา กาเลี่ยง (2562) นำเสนอ กิจกรรมและการประเมินการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา โดยจิตต ปัญญาศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เน้นการพัฒนาด้านในอย่างแท้จริง ประกอบด้วยการ เรียนรู้ด้านพลังชีวิตและการกระทำ การเรียนรู้ ด้านความรู้สึก และการเรียนรู้การคิดและตัดสินใจ ซึ่งเรียกอย่าง ง่ายว่า มือ/กาย ใจและศีรษะนำมาจัดการเรียนรู้โดย ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางทั้ง 2 แบบ คือ แบบเน้นตัวผู้เรียนนำ ตนเอง และแบบเน้นประสบการณ์ การเรียนแบบลงมือปฏิบัติจริง นั้นใช้ “กิจกรรม” เป็นหลักในการเรียนการสอน โดยการ “ปฏิบัติจริง ” ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นระยะด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อทำให้ผู้เรียนมี ความรู้ ความเข้าใจและความสามารถ ณ ปัจจุบัน ขณะกระบวนการจิตตปัญญากับการวางแผนจัดการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสงบนิ่งอยู่กับตนเอง เป็น การพัฒนาฐานกาย (HAND) ได้แก่ กิจกรรมการทำสมาธิ (การสงบนิ่ง) การภาวนา การผ่อนพักตระหนักรู้ เพื่อฝึก


สติและการตามรู้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของตน ขั้นตอนที่ 2 การสรรค์สร้างประสบการณ์ เป็นการพัฒนา ฐานใจ (HEART) ได้แก่ กิจกรรม การวาดภาพ และ ระบายสี เพื่อสื่อสารความคิดโดยใช้ลายเส้นและสีสัน การ สัมภาษณ์ การเคลื่อนไหวตามจังหวะ เพื่อฝึกสติและ การเปิดรับผู้อื่น ขั้นตอนที่ 3 การให้ความรู้พัฒนาฐานคิด (HEAD) ได้แก่ กิจกรรมการบรรยายเรื่องหลักการพื้นฐานจิตตปัญญาศึกษา สุนทรียสนทนา เพื่อฝึกฟังผู้อื่นอย่าง ตั้งใจและลดอคติของตนเอง กงล้อสี่ทิศ (การเรียนรู้ บุคลิกภาพตนเองและผู้อื่น) การใช้สุนทรียสนทนา การแบ่งปัน และการแลกเปลี่ยน การฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนอ่าน บทกลอน บทกวี ของรักของหวง ฝึกการใช้อายตนะ6 ขั้นตอน ที่4 การสะท้อนความคิด ได้แก่ กิจกรรมให้ประเมินตนเอง (Self-Reflection) การบันทึกผลการเรียนรู้ (Journal Writing) และประเมินผลโดยผู้สอน ศิราณี อิ่มน้ำขาว มลฤดี แสนจันทร์ จันทร์เพ็ญ เนียมวัน นารี คำศรี และวิภาดา เชื้อศุภโรบล (2554) ศึกษาผลการบูรณาการจิตตปัญญาศึกษาในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ 3: กรณีศึกษาหอ ผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลยโสธรพบว่ารูปแบบการบูรณาการในการฝึกภาคปฏิบัติ ต้องเน้นความเข้าใจถึงแก่นแท้ของ แนวคิดจิตตปัญญาศึกษา เข้าใจผู้ป่วย เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีสติ สอดแทรกให้เป็นเนื้องานประจำและการติดตาม ประเมินผลต้องครอบคลุมรอบด้าน ผลการบูรณาการกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษาในการฝึกภาคปฏิบัติ กิจกรรมตาม แนวคิดจิตปัญญาช่วยลดความวิตกกังวล ความเครียดของนักศึกษา การได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองช่วยให้เกิด การระบาย รู้จักวิเคราะห์ตนเองและปรับปรุงตนเองให้ดี ขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น รู้สึกไว้วางใจอาจารย์นิเทศ ความรู้สึกผูกพัน คิดและมองด้านบวกมากขึ้น เกิดกำลังใจและพร้อมสำหรับการต่อสู้เพื่อให้การฝึกภาคปฏิบัติ ค่าเฉลี่ยการประเมินตนเองหลังการเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้น 100% ค่าเฉลี่ยผลการประเมินนักศึกษาด้านการ ปฏิบัติงานแบบองค์รวมของอาจารย์นิเทศและพยาบาลพี่เลี้ยงอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการบูร ณาการระดับมากถึงมากที่สุด ข้อเสนอแนะ แนวคิดจิตปัญญาศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริง พัฒนาคุณค่าความเป็น มนุษย์และความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลได้ ควรบูรณาการในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติรายวิชาอื่นๆและ ติดตามประเมินอย่างต่อเนื่อง นุสรา นามเดช (2559) ศึกษาการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนปฏิบัติการพยาบาลตามทฤษฎีการ เรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์และแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อส่งเสริมความร่วมรู้สึกในการพยาบาลของนักศึกษา พยาบาลพบว่า กระบวนการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีขั้นตอน 5 ขั้นที่มีลักษณะเป็นวงจรต่อเนื่อง ได้แก่ (1) ขั้น สร้างความตระหนักรู้ในตนเอง (2) ขั้นเปิดรับประสบการณ์การพยาบาล (3) ขั้นทบทวนและใคร่ครวญ ประสบการณ์ (4) ขั้นสะท้อนความเข้าใจประสบการณ์ และ (5) ขั้นสรุปการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง เมื่อใช้ กระบวนการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นแล้วพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมรู้สึกในการพยาบาลสูง กว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และนักศึกษาทุกคนเกิดการเปลี่ยนแปลงความร่วมรู้สึกในการ พยาบาล


6. แนวคิดเกี่ยวกับการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร 7. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) 7.1 ความหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีผู้ให้ความหมายของคำว่าการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไว้หลาย ท่าน ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกัน ดังนี้ Dewey (1933) อ้างถึงใน สริญญา มารศรี, 2562 ได้กล่าวไว้ว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง การ คิดอย่าง ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง เริ่มต้นจากสถานการณ์ที่มีความยุ่งยาก และสิ้นสุดลงด้วยสถานการณ์ที่มีความ ชัดเจน Hilgard (1962) อ้างถึงในสริญญา มารศรี, 2562 ได้กล่าวไว้ว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง ความสามารถในการตัดสิน ข้อความหรือปัญหาว่า เป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นเหตุเป็นผลกัน Good (1973) อ้างถึงในสริญญา มารศรี, 2562 ได้กล่าวไว้ว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง การ คิด อย่างรอบคอบตามหลัก ของการประเมินและมีหลักฐานอ้างอิง เพื่อหาข้อสรุปที่น่าจะเป็นไปได้ ตลอดจน พิจารณาองค์ประกอบ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและใช้กระบวนการทางตรรกวิทยาได้อย่างถูกต้องสมเหตุสมผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) คือ การคิดไตร่ตรองใคร่ครวญ โดยมีกระบวนการและ ความสามารถในการคิด การมีเจตคติของการสืบค้นที่เกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น และ ยอมรับว่าจำเป็นจะต้องมีหลักฐานในการสนับสนุนว่าสิ่งที่พิจารณานั้นเป็นจริง การสรุปอ้างอิงอย่างสมเหตุสมผล โดยพิจารณาจากความเที่ยงตรงของหลักฐานในเชิงตรรกะ ซึ่งมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาทางการพยาบาล การ จัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ ต้องอาศัยความคิดซับซ้อนและความรู้สึกลึกซึ้ง เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาและการคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้นักศึกษา พยาบาลสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้กับสภาพจริงภายนอกห้องเรียนได้ นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต (ลัดดาวัลย์ ไวยสุระสิงห์และสุภาวดี นพรุจจินดา, 2554) สรุป การคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ การคิดไตร่ตรองใคร่ครวญ โดยมีกระบวนการและความสามารถใน การคิด การมีเจตคติของการสืบค้นที่เกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เพื่อหาข้อสรุปที่น่าจะ เป็นไปได้ โดยใช้กระบวนการทางตรรกวิทยาได้อย่างถูกต้องสมเหตุสมผล 7.2 ลักษณะสำคัญของการคิด ทิศนา แขมมณี (อ้างถึงใน ชนาธิป พรกุล, 2557: 11) การคิดมีลักษณะ ต่างๆ ดังนี้ 7.2.1 การคิดเป็นกระบวนการทางสติปัญญา (Cognitive process) ที่คนเราใช้สร้าง ความหมาย ความเข้าใจในสรรพสิ่งรอบๆ ตัว 7.2.2 การคิดเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสมอง จัดกระทำกับข้อมูลที่รับเข้ามาทางประสาทสัมผัส 7.2.3 การคิดเป็นกระบวนการ มีขั้นตอนการคิดเป็นลำดับในสมอง การคิดแบบต่างๆ มีขั้นตอนการคิด ที่ต่างกัน การคิดไม่ใช่เนื้อหาที่จะถ่ายทอดให้จดจำกันได้


7.2.4 การคิดเป็นงานเฉพาะตน นักเรียนต้องดำเนินการเอง จะให้ผู้อื่นคิดแทนไม่ได้ 7.2.5 การคิดเป็นสิ่งที่เกิดภายในสมอง แต่สามารถสังเกตได้จากการกระทำหรือการแสดงออก 7.2.6 การคิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ 7.3 ขั้นตอนการพัฒนาการคิดแบบ Critical Thinking (วารี วณิชปัญจพล, 2553) การเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณต้องเริ่มจากการสอนให้คิดจากง่ายสุดไปสู่ความซับซ้อน มากขึ้น เริ่มจากการ “ตั้งคําถามที่ดี” กระตุ้นให้คิดก่อนและพยายามให้ฝึกฝนอย่างสนุก จะทําให้ง่ายต่อการปฏิบัติ ดังนั้นเพื่อให้การเรียนรู้ให้เกิดการคิดแบบ Critical Thinking ได้สมบูรณ์ โดยนําขั้นตอนการ เรียนรู้ของ Bloom พัฒนาทักษะพื้นฐานเพื่อช่วยให้พยาบาลเกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณคือ การเรียนรู้จากง่ายที่สุดไปสู่ความ ซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ 7.3.1 ความรู้ (Knowledge) 7.3.2 ความเข้าใจ (Comprehension) 7.3.3 การนําไปประยุกต์ใช้ (Application) 7.3.4 การวิเคราะห์ (Analysis) 7.3.5 การสังเคราะห์ (Synthesis) 7.3.6 การประเมินผล (Evaluate) ความรู้ ความเข้าใจ และการนําไปประยุกต์ใช้เป็นรูปธรรม ส่วนการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินผล จำเป็นต้องใช้ความคิดที่เป็นนามธรรมเข้ามาช่วยจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะการคิดจาก ง่ายแล้วพัฒนาเป็นความคิดที่ซับซ้อนขึ้น โดยตั้งคําถามให้ผู้เรียนใช้ทักษะการคิดในแต่ละระดับ คือ 1) ความรู้ เป็นความจําซึ่งสะสมมาจากอดีต สมองต้องใช้ความสามารถดึงข้อมูลขึ้นมาเป็นการ ทดสอบความจํา 2) ความเข้าใจ เป็นการเข้าใจความหมาย สรุปข้อมูลหรือการคาดการณ์ในอนาคตมาใช้ในการ ตัดสินใจ คําถามที่ใช้ คือ ทําไม จงอธิบาย จงแยกแยะ 3) การนําไปประยุกต์ใช้ นําความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ โดยไม่ต้องได้รับคําแนะนําจากใคร เช่น นําหลักเกณฑ์ วิธีการนําไปใช้ คําถามที่ใช้คือ จงแก้ปัญหา จงทดลอง การเรียนรู้ระดับนี้ต้องรู้วิธีการนําไปใช้ เข้าใจถึงความหมาย จึงจะสามารถนําไปใช้ได้อย่างถูกต้อง 4) การวิเคราะห์ การแยกแยะหรือการย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงเนื้อหา และโครงสร้างของข้อมูลนั้น 5) การสังเคราะห์ เป็นการนําความรู้ที่มีอยู่หลายๆ ทางมาประกอบกัน เพื่อสร้างแผนงานใหม่ขึ้น และนําไปแก้ปัญหาในงานเราได้


6) การประเมินผล เป็นการประเมินหรือตัดสินคุณค่าของข้อมูลที่ได้มา โดยใช้หลักเกณฑ์ที่กําหนด ขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจง ไม่ต้องมีผิดหรือถูก กระบวนการคิดในระดับนี้จะทําให้เราเกิดแนวคิดในการแก้ปัญหาหลาย แบบ และจะได้ความคิดของผู้อื่นในการนํามาใช้ด้วย 7.4 มาตรฐานการคิดอย่างมีวิจารณญาณ Pual and Elder, 2008 (อ้างถึงใน บรรจง อมรชีวิน, 2556: 72 - 74) มาตรฐานการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ประกอบด้วย 7.4.1 ความแจ่มแจ้ง (Clarity) ก่อนที่จะประเมินข้อโต้เถียงหรือข้อกล่าวอ้างของใครอย่างมี ประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งก่อนว่าเขาพูดว่าอย่างไร และหมายถึงอะไร นักคิดอย่างมี วิจารณญาณจึงไม่เพียงแต่ต้องใช้ภาษาการสื่อสารให้มีความชัดเจนในคำพูดนั้น แต่จะต้องสื่อความคิดออกมาให้ชัด แจ้งด้วย ดังนั้นหากมีเป้าหมายต้องการอะไรก็ต้องมีความชัดเจนและถ่ายทอดความคิดออกมา 7.4.2 ความแม่นยำเที่ยงตรง (Precision) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องมีโดยเฉพาะกับบางวิชาชีพ ที่จำเป็นจะต้องให้ได้ เช่น แพทย์ นักคำนวณ สถาปัตยกรรม และด้านวิศวกรรม ความแม่นยำนับว่าเป็นเรื่องที่เดา ไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น การคิดก็เหมือนกับจะต้องเป็นการคิดที่ปนไปด้วยความแม่นยำเที่ยงตรง ความสำคัญจะทำให้ เราเห็นได้ในทุกวันนี้มีความคลุมเครือทั้งในเรื่องของปัญหาและประเด็นต่างๆ ทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การที่จะให้ได้คำตอบที่แม่นยำเที่ยงตรงจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาและ ประเด็นที่แม่นยำเที่ยงตรงด้วยเช่นกัน 7.4.3 ความถูกต้อง (Accuracy) ความถูกต้องของข้อมูลเป็นพื้นฐานเบื้องแรกของการนำไปสู่การ คิดที่ดี และการตัดสินใจที่ถูกต้อง 7.4.4 ความสอดคล้อง (Relevance) เป็นการนำเสนอข้อมูลอย่างสอดรับกับเรื่องที่กำลังมีการ หารือ พูดคุยกำลังพิจารณาและกำลังใช้ความคิด เพื่อตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ ดังนั้น หากการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการก็ย่อมจะสร้างความยากลำบากในการใช้ความคิดและการตัดสินใจ 7.4.5 ความคงเส้นคงวา (Consistency) เรื่องของความคงเส้นคงวาจะเป็นตัวบ่งบอกความเชื่อ ของเราที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างไร นักคิดอย่างมีวิจารณญาณจะให้คุณค่ากับความจริง (Trust) ดังนั้น จึง เพ่งเล็งข้อมูลอะไรที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่คงเส้นคงวา ทั้งในส่วนของตนเอง และในส่วนของการประเมินข้อคิดเห็นคน อื่น มีความไม่คงเส้นคงวาอยู่ 2 แบบที่ควรหลีกเลี่ยง ประการแรก คือ ความไม่คงเส้นคงวาในเชิงตรรกะ เช่น ความ เชื่อหรือคำพูดที่ไม่อยู่ในร่องในรอย ประการที่สอง คือ ความไม่คงเส้นคงวาในเชิงปฏิบัติ กล่าวคือ เวลาพูดกับการ กระทำของตนนั้นไมได้ไปในทางเดียวกัน การคิดอย่างมีวิจารณญาณจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงกับปัญหาดังกล่าว 7.4.6 ความถูกต้องเชิงตรรกะ (Logical Correctness) การคิดอย่างมีตรรกะ คือ การคิดที่ใช้ เหตุผลในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เราต้องการความถูกต้องและความเชื่อที่สนับสนุน แต่ต้องเป็นความเชื่อที่มี เหตุผลที่จะสรุปตามมาอย่างมีตรรกะได้


7.4.7 ความสมบูรณ์ (Completeness) เราควรที่จะคาดหวังว่าทำอะไรก็ควรทำบนความครบถ้วน สมบูรณ์ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการคิดอย่างลึกซึ้งย่อมดีกว่าการคิดอะไรแบบตื้นๆ คิดอะไรให้ถ่องแท้ดีกว่าคิดแบบ ว่าขอไปที 7.4.8 ความยุติธรรม / เที่ยงธรรม (Fairness) การคิดอย่างมีวิจารณญาณต้องการการคิดอย่าง ยุติธรรม คือต้องเปิดใจให้กว้าง ไม่เอนเอียง ปราศจากอคติและการมีแนวคิดที่ฝังลึกมาอยู่ก่อน การคิดโดย ปราศจากสิ่งข้างต้น ไม่อาจได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนเรามักคุ้นเคยกับเรื่อง เดิมๆ ไม่คุ้นเคยกับความคิดใหม่ๆ มีอคติกับบางประเด็น มองคนแบบมีรูปแบบอยู่แล้ว และมองข้ามข้อเท็จจริงบน ฐานของผลประโยชน์ส่วนตน หรือไม่ก็เป็นผลประโยชน์กลุ่มหรือของประเทศของตน 7.5 องค์ประกอบของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Norris and Ennis (1989: 94-95 อ้างถึงในวิเชียร ภคพามงคลชัย, 2559) มี 2 ประเภทคือ ความสามารถ (Abilities) และคุณลักษณะ (Disposition) มีรายละเอียด ดังนี้ 7.5.1 ความสามารถของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 7.5.1.1 ความกระจ่างชัดเบื้องต้น (Elementary Clarification) 7.5.1.2 ถามได้ตรงประเด็น (Focusing on a Question) 7.5.1.3 วิเคราะห์การอ้างเหตุผล (Analyzing Arguments) 7.5.1.4 ถามและตอบคําถามได้ชัดเจนและท้าทาย (Asking and Answering Question that clarify and Challenge) 7.5.1.5 ข้อมูลสนับสนุน (Basic Support) พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล (Judging the credibility) และการสังเกต (Making and Judging Observation) 7.5.1.6 การสรุปอ้างอิง (Inference) การนิรนัย (Making and Judging Deductions) การ อุปนัย (Making and Judging Inductions) การตัดสินคุณค่า (Making and Judging Value Judgments) 7.5.1.7 การกระจ่างขั้นสูง 7.5.1.8 การกําหนดปัญหา และอธิบายคําจํากัดความของปัญหา (Defining Terms and Judging Definitions) ระบุข้อตกลงเบื้องต้น (Identifying Assumption) ยุทธวิธี และกลยุทธ์ (Strategies and Tactics) การตัดสินใจลงมือกระทํา (Deciding on an Actions) ปฏิกิริยากับผู้อื่น (Interacting with others) 7.5.2 คุณลักษณะของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Dispositions) มีดังนี้ 7.5.2.1 ตั้งคําถาม หรือค้นหาข้อมูลจากเรื่องที่อ่าน 7.5.2.2 ค้นหาเหตุผล 7.5.2.3 การแสดงออกอย่างมีเหตุผล 7.5.2.4 การอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ 7.5.2.5 การทําความเข้าใจเรื่องราวในสถานการณ์ปัญหา


7.5.2.6 การบอกถึงใจความสําคัญ 7.5.2.7 การเก็บจําความรู้พื้นฐาน 7.5.2.8 การสร้างทางเลือก 7.52.9 การเปิดใจกว้าง 7.5.2.10 ยอมรับหรือพิจารณาความคิดเห็นของผู้อื่น 7.5.2.11 ใช้เหตุผลเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นเหตุผลที่ได้รับการยอมรับ 7.5.2.12 ตัดสินใจด้วยการใช้ข้อมูลและเหตุผลอย่างเพียงพอ 7.5.2.13 มีจุดยืน และสามารถเปลี่ยนจุดยืนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่หรือเหตุผล สนับสนุนเพียงพอ 7.5.2.14 ค้นหาเหตุผลให้มาก เพื่อความถูกต้อง 7.5.2.15 จัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ 7.5.2.16 นําความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณมาใช้ 7.5.2.17 มีความไวต่อความรู้สึก ระดับความรู้ และระดับการอ้างเหตุผลของผู้อื่น บรรจง อมรชีวิน (2556: 31 – 32 อ้างถึงในวิเชียร ภคพามงคลชัย, 2559) กล่าวถึง ทักษะและ ความสามารถของการคิดอย่างมีวิจารณญาณไว้ ดังนี้ 1) มีความสามารถในการกลั่นกรอง การสรุปรวบยอด และหลีกเลี่ยงการสรุปอะไรที่ง่ายเกินไป 2) สามารถเปรียบเทียบอุปมาสถานการณ์ต่างๆ การเปลี่ยนผ่านจากการหยั่งรู้ไปสู่ บริบทใหม่ 3) การพัฒนามุมมอง การสร้างสรรค์ หรือการสํารวจหาข้อบ่งชี้ของความเชื่อ ข้อ โต้เถียงหรือทฤษฎี ต่างๆ 4) การสร้างความกระจ่างในประเด็นต่างๆ 5) การสร้างความกระจ่างและการวิเคราะห์ความหมายของคําและวลี 6) การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล 7) การใช้คําถามเชิงลึก 8) การวิเคราะห์และประเมินเกี่ยวกับข้อโต้แย้ง การตีความ 9) การให้เหตุผลโต้เถียงด้วยเหตุผล 10) การอ่านอย่างใช้วิจารณญาณ เป็นการตีความได้อย่างถูกต้อง มีความเข้าใจ องค์ประกอบ ความคิด และการประเมิน รวมทั้งเหตุผลที่ให้ในตําราหรือบทความ 11) การเขียนอย่างมีวิจารณญาณ เป็นการพัฒนา การสร้างความกระจ่าง และการ สํารวจใน รูปแบบการเขียน ตรรกะการคิดของเรา 12) การฟังอย่างมีวิจารณญาณ เป็นการตีความได้อย่างถูกต้อง มีความเข้าใจใน องค์ประกอบของ ความคิด การประเมินและการให้เหตุผลการสื่อสารด้วยคําพูด


13) การพูดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นการสร้างสรรค์ การพัฒนา การทําความกระจ่าง และการ สํารวจในรูปแบบของการพูด แสดงตรรกะความคิดของเรา แนวคิดขั้นตอนการเรียนรู้ของ Bloom (อ้างใน พิริยลักษณ์ ศิริศุภลักษณ์, 2556) กับความคิด อย่างมีวิจารญาณ หนึ่งในทฤษฎีการเรียนรู้ที่ช่วยในการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม (Bloom’s taxonomy) บลูม (Bloom, 1976) กล่าวว่า การเรียน การ สอนที่จะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้นผู้สอนจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนแน่นอน เพื่อให้ ผู้สอนกำหนดและจัดกิจกรรมการเรียน รวมทั้งวัดประเมินผลได้ถูกต้อง ในขณะเดียวกันแนวคิดในการจัดการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพในการพัฒนาทักษะการคิด อย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking skills) เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการจัดการเรียนการสอนตามแนวปฏิรูป ซึ่ง ต้องการพัฒนาคน ให้เป็นผู้ที่สามารถคิดเป็น ทำเป็นและแก้ปัญหาเป็น ลักษณะสำคัญของการคิดอย่างมี วิจารณญาณ แสดงถึงความซับซ้อนของความคิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างมีระเบียบ คิดอย่างละเอียด และการคิด อย่างรับผิดชอบ ที่ช่วยในการตัดสินใจ หรือเป็นการคิดที่คำนึงถึงเป้าหมายเป็นหลัก ทักษะการคิดอย่างมี วิจารณญาณ (Critical thinking skills) จัดเป็นหนึ่งในทักษะการคิดขั้นสูง การจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎี ของบลูม (Bloom) แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และ ด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านมีการ จำแนกระดับความสามารถจากต่ำสุดไปถึงสูงสุด ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย เริ่มจากความรู้ความเข้าใจ การนำไปใช้ การ วิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมิน บลูม (Bloom, 1976) แบ่งระดับของการเรียน รู้เป็น 6 ระดับ ซึ่งทั้ง 6 ระดับนี้อาจเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กัน ดังนี้ 1. ความรู้ความจำ (Knowledge) หมายถึง ความสามารถในการจำความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียนมา เป็นการ ทำงานขั้นต่ำสุดของสมอง อารมณ์และความสนใจ มีผลต่อความจำ สมาธิ การเรียนรู้ สติปัญญา และการทำงาน ของสมอง โดยเน้นคำถาม ใครทำอะไร ที่ไหน โดยไม่มีการประยุกต์ใช้ เช่น นิยาม จับคู่เลือก จำแนกบอก คุณลักษณะ บอกชื่อ ให้แสดงรายชื่อ และ บอกความสัมพันธ์ เป็นต้น 2. ความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ขยายความและเข้าใจในสิ่ง ที่ได้เรียนรู้มา ซึ่งเน้นคำถาม ทำไม จงอธิบาย จงบรรยาย จงแยะแยก จงสรุป 3. การนำไปใช ้(Application) หมายถึง ความสามารถในการใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มา เป็นวัตถุดิบก่อให้เกิดสิ่ง ใหม่ เป็นระดับของการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ของสมอง เน้นคำถามเพื่อแก้ปัญหา ทดลอง คำนวณ ทำให้สมบูรณ์ ตรวจสอบหรือค้นพบ เช่น ประยุกต์ใช้ แก้ปัญหา จัดกลุ่ม นำไปใช้ เลือกทำ โครงร่าง ฝึกหัด คำนวณ เป็นต้น 4. การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกความรู้ออกเป็นส่วน แล้วทำความเข้าใจใน แต่ละส่วน เน้นที่การเปรียบเทียบความเหมือนหรือความต่าง 5. การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวมความรู้ต่างๆให้เกิดเป็นสิ่งแปลกใหม่เป็น การคิดใหม่ ประดิษฐ์สิ่งใหม่


6. การประเมิน (Evaluation) หมายถึง ความสามารถในการตัดสินคุณค่าอย่างมีเหตุมีผล เป็นการทำงาน ของสมองเพื่อประเมินสถานการณ์แล้วตัดสินใจว่าจะทำอะไร ขั้นตอนการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ดูรอน และวอช (Duron, Limbach, & Waugh, 2006) กล่าวว่า ขั้นตอนการขับเคลื่อนให้นักศึกษา พัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณมี 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียน โดยระบุพฤติกรรมและ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ของ ความคิดขั้นสูงของการเรียน ขั้นตอนที่ 2 การคิดอย่างมีวิจารณญาณจะเกิดขึ้นได้โดยการสอน ด้วยการตั้งคำถาม ผู้สอนต้องมี เทคนิคการตั้งคำถาม สร้างข้อคำถามที่เหมาะสม มีการกระตุ้นและการอภิปราย ขั้นตอนที่ 3 เป็นการปฏิบัติก่อนทำการ ประเมิน โดยจะต้องเลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ประโยชน์ขององค์ประกอบเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียน ขั้นตอนที่ 4 การทบทวน การปรับปรุง แก้ไขกิจกรรมในชั้นเรียน รวบรวมข้อมูลย้อนกลับจากผู้เรียน ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนกลับและการประเมินผู้เรียน การสะท้อนผู้เรียนเปิดโอกาสให้มีการประเมิน ตนเอง การสะท้อนเป็นประโยชน์เพื่อพัฒนาความคิดและการคิดมักเกิดขึ้นในระหว่างวงจรของข้อมูลย้อนกลับ 7.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดารารัตน์ มากมีทรัพย์ (2553) ศึกษาผลการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการ เรียนแบบผสมผสานโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาวิชา การเลือกและการใช้สื่อการเรียนการสอนของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี พบว่า มยุรี ยีปาโล๊ะ พิชญ์ชญานิษฐ์ เรืองเริงกุลฤทธิ์จงกรม ทองจันทร์กมลวรรณ สุวรรณ และกฤษณา เฉลียว ศักดิ์ (2560) ศึกษาผลของการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อความสามารถ ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการคิดอย่างมี วิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาล ก่อนและหลังการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองมีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t34 = 4.5, p < .001) และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ นักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่เรียนโดยใช้สถานการณ์จำลอง กับนักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่เรียนปกติไม่แตกต่างกัน (t68 = .964, p = .339) สุชิลา สวัสดี (2560) ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิง วิจารณญาณในรายวิชาภาษาและวัฒนธรรมสำหรับครูของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์สถาบันการพล ศึกษาวิทยาเขตมหาสารคาม พบว่า ผลของการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้พบว่าหลังการเรียนแล้วกลุ่ม ทดลองมีคะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลอง มีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วาสนา หลวงพิทักษ์สุภาวดี นพรุจจินดา วิรงค์รอง ชมภูมิ่ง และพิศิษฐ์ พลธนะ (2563) ที่มีการนำแนวคิด และหลักการการเรียนรู้แบบผสมผสาน การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง แนวคิดจิตตปัญญาศึกษา และการคิดอย่างมีวิจารณญาณมาใช้ก่อให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เกิดการ


เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ ความรู้ความเข้าใจ และพฤติกรรม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเองโดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้เรียนเกิดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบด้านนําไปสู่การเห็นราก ของปัญหาต่างๆ ผู้สอนต้องนำเนื้อหาในหลักสูตรเชื่อมโยงไปสู่การนำไปใช้ในชีวิตจริงของผู้เรียน โดยเน้นการมีส่วน ร่วมของผู้เรียนในการเชื่อมโยงความรู้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจที่ยั่งยืนและสามารถนำไปประยุกต์ใน การแก้ไขปัญหาได้ 8. การสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ตามประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง กำหนดการสอบความรู้ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ ประกอบวิชาชีพการพยาบาล การผดุงครรภ์ หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ อาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 แห่งข้อบังคับสภาการพยาบาล ว่าด้วยการสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการ พยาบาล การผดุงครรภ์ หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยข้อบังคับสภาการ พยาบาลว่าด้วยการสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนขึ้นและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล การผดุง ครรภ์ หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ดังนี้ 8.1 คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ 8.1.1 เป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่สภาการพยาบาลให้การรับรอง 8.1.2 เป็นสมาชิกสามัญของสภาการพยาบาล 8.2 การยื่นใบสมัครสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล การผดุงครรภ์ หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ผู้สมัครสอบความรู้ทุกคน ให้สมัครสอบในระบบออนไลน์ ผ่าน Web Application บริการสมาชิกทาง www.tnmc.or.th เมนูการสมัครสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนฯ โดยให้ ดำเนินการสมัครตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน website เท่านั้น 8.3 หลักฐานในการสมัครสอบและการขอขึ้นทะเบียนสมาชิกและขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ 8.3.1 ผู้สมัครสอบครั้งแรกให้ส่งหลักฐานการสมัครสอบตามใบแจ้งรายการเอกสารประกอบคำขอ (RQ11) เป็นรายบุคคล (1 คน ต่อ 1 ซอง) ไปยังสภาการพยาบาลภายใน 3 วัน หลังจากเลือดศูนย์สอบเรียบร้อย แล้ว ได้แก่ 8.3.1.1 สร.1 แบบคำขอสมัครสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตฯ 8.3.1.2 ทญ.1 แบบคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ 8.3.1.3 สพ.1 แบบคำขอสมัครเป็นสมาชิกสามัญ 8.3.1.4 (พ) แบบใบรับรองแพทย์ที่สภาการพยาบาลกำหนด พร้อมตราประทับของ สถานพยาบาล 8.3.1.5 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ใบ 8.3.1.6 สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ใบ


8.3.1.7 รูปถ่ายหน้าตรงครึ่งตัว ท่าปกติ ไม่สวมแว่นตา ขนาด 1 นิ้ว โดยพื้นด้านหลังเป็นสี ขาวถ่ายไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 2 รูป พร้อมเขียนชื่อ – นามสกุล ด้านหลังรูป เพื่อใช้จัดทำใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพฯ 8.3.1.8 เอกสารรับรองคุณวุฒิ 8.3.1.9 RQ11 ใบแจ้งรายการเอกสารประกอบคำขอ 8.3.1.10 RQ11 ใบแจ้งค่าธรรมเนียมที่ชำระเงินแล้ว 8.3.1.11 หลักฐานอื่น (ถ้ามี) เช่น หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ - นามสกุล เป็นต้น 8.3.2 ผู้สมัครสอบแก้ตัว ให้ส่งหลักฐานการสมัครสอบตามใบแจ้งรายการเอกสารประกอบคำขอ (RQ11) เป็นรายบุคคล (1 คน ต่อ 1 ซอง) ไปยังสภาการพยาบาลภายใน 3 วัน หลังจากเลือดศูนย์สอบเรียบร้อย แล้ว ได้แก่ 8.3.2.1 สร.2 แบบคำขอสมัครสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตฯ 8.3.2.2 สำเนาผลการสอบครั้งล่าสุด 8.3.2.3 รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป สำหรับติดที่แบบคำขอสมัครสอบ สร.2 8.3.2.4 RQ11 ใบแจ้งรายการเอกสารประกอบคำขอ 8.3.2.5 RQ01 ใบแจ้งค่าธรรมเนียมที่ชำระเงินแล้ว 8.4 ค่าธรรมเนียมการสอบ ค่าธรรมเนียมในการสอบครั้งละ 1,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายวิชาที่สอบ รายวิชาละ 200 บาท กรณีผู้สมัครสอบขาดคุณสมบัติการเป็นผู้มีสิทธิ์สอบ สภาการพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการคือเงิน ค่าธรรมเนียมในการสอบและค่าธรรมเนียมรายวิชาที่สอบ 8.5 วิชาที่สอบ 8.5.1 สำหรับผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ สอบ 8 วิชา ได้แก่ 8.5.1.1 การผดุงครรภ์ 8.5.1.2 การพยาบาลมารดาและทารก 8.5.1.3 การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น 8.5.1.4 การพยาบาลผู้ใหญ่ 8.5.1.5 การพยาบาลผู้สูงอายุ 8.5.1.6 การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชศาสตร์ 8.5.1.7 การพยาบาลอนามัยชุมชนและการรักษาพยาบาลขั้นต้น


8.5.1.8 กฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จรรยาบรรณวิชาชีพและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 8.5.2 สำหรับผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล สอบ 7 วิชา ได้แก่ 8.5.2.1 การพยาบาลมารดาและทารก 8.5.2.2 การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น 8.5.2.3 การพยาบาลผู้ใหญ่ 8.5.2.4 การพยาบาลผู้สูงอายุ 8.5.2.5 การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชศาสตร์ 8.5.2.6 การพยาบาลอนามัยชุมชนและการรักษาพยาบาลขั้นต้น 8.5.2.7 กฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จรรยาบรรณวิชาชีพและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 8.5.3 สำหรับผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ สอบ 3 วิชา ได้แก่ 8.5.3.1 การผดุงครรภ์ 8.5.3.2 การพยาบาลมารดาและทารก 8.5.3.3 กฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จรรยาบรรณวิชาชีพและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 8.6 วิธีการสอบ การสอบจะใช้วิธีสอบข้อเขียน 8.7 เกณฑ์การตัดสิน ผู้สอบต้องได้คะแนนรายวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 หรือตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภาการพยาบาล กำหนด จึงจะถือว่าสอบผ่าน 9. ขอบเขตเนื้อหารายวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ (Test blue print) สภาการพยาบาล ประกอบด้วย 1. การพยาบาลผู้ป่วยนรีเวช 1.1 Tumor/ Cyst: Cervix, Ovary, Uterus /displacement 1.2 Infection: Bacteria, Fungus, Parasites, Sexual transmitted disease 1.3 Menstrual cycle disorders: Dysmenorrhea, Post menstrual bleeding, Amenorrhea, Endometriosis, DUB, Menopause 2. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีการผันแปรออกซิเจนในระยะ 2.1 Heart: Coronary artery disease, CHF, Infection, Valvular disease, ACS เฉียบพลันวิกฤต และเรื้อรัง 2.2 Chest - Infection: Bronchitis, Pneumonia, Abscess, Empyema


- Non-infection: Asthma, COPD, Tumor, Embolism, Respiratory failure 2.3 Hematologic: Anemia, Leukemia, Lymphoma, Bleeding disorders 2.4 Vessels - Artery: Hypertension, Arterial occlusion, Aneurysm - Vein: DVT, varicose vein, Thrombophlebitis 2.5 Nose &Throat: Nasal bleeding, Nasal polyps, Sinusitis, Tonsillitis, CA nasopharynx, CA larynx 3. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัสในระยะเฉียบพลันวิกฤตและเรื้อรัง 3.1 Pain 3.2 Neurological - Infection: Meningitis, Encephalitis, Brain abscess, - Non infection: CVD, IICP, Seizure, Multiple sclerosis, Guillain , s Barre Syndrome, Myasthenia Gravis, Tumor 3.3 Orthopedics: - Infection/Inflammation: Osteoarthritis, Osteomyelitis, TB Spine, Rheumatoid arthritis - Non infection: Osteoporosis, Fracture (joint replacement, amputation, gouty arthritis, bone tumor, traction), Trauma 3.4 Ear: Hearing loss, Tympanic membrane perforation, Otitis media, Mastoiditis, Meniere's disease (Vertigo) 3.5 Eye: Glaucoma, Cataract, Retinal detachment, Eye injury, Hyphema, Diabetic retinopathy, Conjunctivitis, Cornea ulcer 4. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาการย่อยการเผาผลาญและการขับถ่ายในระยะเฉียบพลันวิกฤตและเรื้อรัง 4.1 GI: CA esophagus, Gastric ulcer, Gastroesophageal reflux, Appendicitis, Peritonitis, Intestinal diverticulum, GI obstruction, Hernia 4.2 Procto: Ulcerative colitis, CA colon, Anal fistula, Hemorrhoid 4.3 ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน : Cirrhosis, Liver abscess, CA liver, Cholecystitis , Cholelithiasis, Pancreatitis, CA pancreas, Hepatic encephalopathy 4.4 Endocrine: - Pituitary & adrenal gland problems (tumor, DI, SIADH, Cushing’s syndrome, Addison's disease, Pheochromocytoma) - Thyroid & parathyroid glands problems: hypo/hyperthyroidism, hypo/hyperparathyroidism - DM 5. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาติดเชื้อการเสียสมดุลน้ำ เกลือแร่ ในระยะเฉียบพลัน วิกฤต และเรื้อรัง


5.1 Fluid & Electrolytes and Acid-base imbalance: Fluid volume deficit/excess, Hypo/Hypernatremia, Hypo/Hyperkalemia, Hypo/Hypermagnesemia, Hypo/Hyperphosphatemia, Hypo/Hypercalcemia, Acidosis, Alkalosis 5.2 Infection: Malaria, Hepatitis, Leptospirosis, Melioidosis, Sepsis 5.3 Perioperative: Pre-Post-operative care, Anesthesia : Operative complication : hypothermia 5.4 Communicable diseases & Tropical diseases: TB, Typhoid, Cholera, Tetanus, Emerging infectious diseases (e.g. Avian flu, SARS, Mers), ScrupTyphus 5.5 Immune: Hypersensitivity-anaphylaxis, Allergy, Contact dermatitis : Immune deficiency – AIDS : Autoimmune - SLE, Rheumatoid arthritis 5.6 Skin: Psoriasis, Cellulitis, Steven-Johnson syndrome, Herpes zoster/ simplex, Fungal infection 5.7 Burn 6. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหา 6.1 Uro - Infection: Cystitis, UTI ขับถ่าย ปัสสาวะในระยะเฉียบพลัน วิกฤตและเรื้อรัง - Non infection: Lithiasis, CA bladder, Neurogenic bladder 6.2 Nephro - Infection: Pyelonephritis, Acute glomerulonephritis, - Non infection: AKI, CKD, ESRD 6.3 Male reproductive disorders 7. การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งใน 7.1 Oncology concept ระยะเฉียบพลัน วิกฤตและเรื้อรัง 7.2 Death & dying/ Palliative care 7.3 Chemotherapy 7.4 Radiation 7.5 CA Breast 8. การพยาบาลฉุกเฉินบาดเจ็บและสาธารณภัย 8.1 Concept of trauma care: Hospital care, Triage, Primary assessment & resuscitation, Secondary assessment & Intervention, Immobilizing & stabilization, Post trauma care 8.2 Shock, Multiple organ dysfunction 8.3 Multiple organ injury: - Chest: Flail chest, Pneumo/Hemothorax, Cardiac temponade - Abdomen: Tear of spleen/ liver/ intestine - Pelvic: Ruptured bladder, Fractured pelvic


- Head injury: Cerebral contusion/Concussion /Hemorrhage - Spinal cord injury 8.4 Disaster nursing: Preparedness, Rescue & Response, Rehabilitation 10. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ 10.1 ความหมายของรูปแบบ รูปแบบเป็นสิ่งที่สร้างและพัฒนาขึ้นเป็นแนวทางในการทำงานอย่างใดอย่าง หนึ่งมีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ คัมภีร์ สุดแท้(2553) กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง สิ่งที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบ สำคัญของเรื่องให้เข้าใจกันง่ายขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไป ปัญญา ทองนิล (2553) ได้กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง โครงสร้างที่เกิดจากทฤษฎีประสบการณ์ การ คาดการณ์ นำเสนอในรูปของข้อความหรือแผนผัง รัตนะ บัวสนธ์(2552) ให้ความหมายของรูปแบบจําแนกออกเปน 3 ความหมาย ดังนี้ 1) แผนภาพหรือภาพรางของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ยังไมสมบูรณเหมือนของจริงรูปแบบในความหมายนี้มักจะ เรียกทับศัพทในภาษาไทยวา “โมเดล” ไดแก โมเดลบาน โมเดลรถยนต์ โมเดลเสื้อ เปนตน 2) แบบแผนความสัมพันธของตัวแปร หรือสมการทางคณิตศาสตรที่รูจักกันในชื่อที่เรียกวา “Mathematical Model” 3) แผนภาพที่แสดงถึงองคประกอบการทํางานของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รูปแบบในความหมายนี้บางทีเรียกกันวา ภาพยอสวนของทฤษฎีหรือแนวคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เชน รูปแบบการสอน รูปแบบการบริหาร รูปแบบการ ประเมิน เปนตน ปรีชา สามัคคี (2552) สรุปความหมายของรูปแบบ หมายถึง แบบจำลองอย่างง่ายหรือย่อส่วนของ ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ผู้เสนอรูปแบบได้ศึกษาและพัฒนาขึ้นเพื่อแสดงหรืออธิบายปรากฏการณ์ให้เข้าใจง่ายขึ้น ใน บางกรณีใช้ทำนายปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น หรือใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป มาลี สืบกระแส (2552) รูปแบบมีสองลักษณะคือ รูปแบบจำลองของสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น ระบบการ ปฏิบัติงาน และรูปแบบที่เป็นแบบจำลองของสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น รูปแบบอาจ แสดงความสัมพันธ์ด้วยเส้นโยงแสดงในรูปแผนภาพหรือเขียนในรูปสมการคณิตศาสตร์ หรือสมการพยากรณ์หรือ เขียนเป็นข้อความ จำนวน ภาพ แผนภูมิ หรือรูปสามมิติ กูด (Good, 2005) รวบรวมความหมายของรูปแบบ เอาไว้ 4 ความหมาย คือ 1) เป็นแบบอย่างของสิ่งใด สิ่งหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างหรือทำซ้ำ 2) เป็นตัวอย่างเพื่อเลียนแบบ เช่น ตัวอย่างในการออกเสียง ภาษาต่างประเทศเพื่อให้ผู้เรียนได้เลียนแบบ เป็นต้น 3) เป็นแผนภูมิหรือรูปสามมิติซึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หลักการหรือแนวคิด 4) เป็นชุดของปัจจัย ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งรวมตัวกันเป็นตัวประกอบและ เป็นสัญลักษณ์ทางระบบสังคม อาจจะเขียนออกมา เป็นสูตรทางคณิตศาสตร์หรือ บรรยายเป็นภาษาก็ได้


ทิงค์เอ็กชิสท์ (Thinkexist, 2008) ได้ให้ความหมายของคำว่า รูปแบบ (Model) ไว้ว่า เป็นแบบจำลอง ระบบการปฏิบัติงานหรือแบบแปลนของการก่อสร้างที่วาดไว้ล่วงหน้าหรือสิ่งของที่เป็นตัวแทนแสดงความคิดของ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือสิ่งที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า จากความหมายที่กลาวมา สรุปไดวา รูปแบบ หมายถึง แบบจำลองหรือตัวแบบอย่างง่ายหรือย่อส่วนของ ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ผ่าน การศึกษาและพัฒนาขึ้นมาเพื่อแสดงหรืออธิบาย ปรากฏการณ์ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เป็น สิ่งที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น จากหลักปรัชญา ทฤษฎีหลักการ แนวคิดและความเชื่อที่ เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการแสดง โครงสร้างทางความคิดหรือ องค์ประกอบ และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบที่สำคัญ เป็นขั้นเป็นตอนสำหรับ ถ่ายทอดความสัมพันธ์ของ องค์ประกอบโดยใช้สื่อ หรือเครื่องมือเข้าช่วยเพื่อทำให้เกิด ความรู้ เข้าใจได้ง่ายและ กระชับถูกต้อง สามารถวัด ตรวจสอบ และเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจได้ 10.2 ลักษณะของรูปแบบที่ดี (ทิศนา แขมมณี, 2555) ควรมีลักษณะตามข้อกำหนดดังนี้ - รูปแบบต้องเป็นแนวทางที่นำไปสู่การ ทำนายผลที่ตามมา (Prediction) ซึ่งสามารถพิสูจน์และ ทดสอบได้เชิงประจักษ์ - โครงสร้างของรูปแบบต้องประกอบด้วย ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Causal relationship) ซึ่ง สามารถอธิบายปรากฏการณ์หรือเรื่องนั้นๆ ได้ - รูปแบบต้องสามารถช่วยสร้างจินตนาการ (Imagination) ความคิดรวบยอด (Concept) และ ความ สัมพันธ์ (Interrelations) รวมทั้งช่วยขยายขอบเขตของการสืบเสาะความรู้ - รูปแบบควรประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง (Structure relationships) มากกว่า ความสัมพันธ์เชิงเชื่อมโยง (Associative relationships) Keeves (1988) กล่าวว่า รูปแบบที่ใช้ประโยชน์ได้ควรจะมีข้อกำหนด (Requirement) 4 ประการ คือ 1) รูปแบบ ควรประกอบด้วย ความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้าง (Structural Relationship) มากกว่า ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันแบบรวม ๆ (Associative Relationship) 2) รูปแบบ ควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสามารถถูกตรวจสอบ ได้โดยการ สังเกต ซึ่งเป็นไปได้ที่จะทดสอบรูปแบบพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ 3) รูปแบบควรจะต้องระบุหรือชี้ให้เห็นถึงกลไกเชิงเหตุผลของเรื่องที่ศึกษา ดังนั้น นอกจากรูปแบบ จะเป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ได้ ควรใช้อภิปรายปรากฏการณ์ได้ด้วย 4) รูปแบบ ควรเป็นเครื่องมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่และสร้างความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะ ใหม่ซึ่งเป็นการขยายในเรื่องที่กำลังศึกษา 10.3 ประเภทของรูปแบบ รูปแบบที่ใช้กันอยู่ โดยทั่วไปมี 5 ประเภท (ทิศนา แขมมณี, 2555) ดังนี้


10.3.1 รูปแบบเชิงเปรียบเทียบหรือรูปแบบคล้าย (Analogue model) มีลักษณะเป็นรูปแบบ ความคิดที่แสดงออกในลักษณะของการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ อย่าง น้อย 2 สิ่งขึ้นไป รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมาก ทางด้าน วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ 10.3.2 รูปแบบเชิงภาษา (Semantic model) เป็นรูปแบบความคิดที่แสดงออกผ่านทางการใช้ ภาษา (พูดและเขียน) รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมากทางด้าน ศึกษาศาสตร์ 10.3.3 รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical model) เป็นรูปแบบความคิดที่แสดงออกผ่าน ทางสูตรคณิตศาสตร์ ส่วนมากจะเกิดขึ้นหลังจากได้รูปแบบเชิงภาษาแล้ว 10.3.4 รูปแบบเชิงแผนผัง (Schematic model) เป็นรูปแบบความคิดที่แสดงออกผ่านทางแผนผัง แผนภาพ ไดอะแกรม และกราฟ เป็นต้น 10.3.5 รูปแบบเชิงสาเหตุ (Casual model) เป็นรูปแบบความคิดที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรต่างๆ ของสภาพการณ์หรือปัญหา รูปแบบ ด้านศึกษาศาสตร์ มักเป็นแบบนี้เป็นส่วน ใหญ่ 10.4 องค์ประกอบของรูปแบบ องค์ประกอบของรูปแบบ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ (Ivancevich et al., 1989) ดังนี้ - วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เป็นการกำหนด ว่าจะสร้างและพัฒนารูปแบบเพื่อวัตถุประสงค์ในงาน สาธารณสุขด้านใด โดยทั่วไปมักจะพัฒนารูปแบบขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพื่อให้การ ดำเนินงานเกิดผลงานที่ดีขึ้นตามภารกิจขององค์กร - ทฤษฎีพื้นฐานและหลักการของรูปแบบ ผู้สร้างและพัฒนารูปแบบต้องกำหนดรูปแบบสร้างขึ้น จากฐานคิดของทฤษฎีและหลักการใดบ้าง - ระบบงานและกลไกของรูปแบบ สำหรับ ใช้ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักการและบรรลุ ตาม วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เช่น การจัดโครงสร้างองค์การ การตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานที่จำเป็น พร้อมกับ การกำหนดบทบาทหน้าที่ ความสัมพันธ์และการทำงาน ร่วมกันของกลไกเหล่านั้นเพื่อการบรรลุ วัตถุประสงค์ของ รูปแบบที่กำหนดไว้ - วิธีการดำเนินงานของรูปแบบ เป็นการ กำหนดภารกิจ กระบวนการ วิธีการ กิจกรรมและอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการเพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของรูปแบบ - แนวทางการประเมินผลการดำเนินงาน ของรูปแบบ เป็นการกำหนดแนวทางและเครื่องมือใน การประเมินผลรูปแบบตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบว่า เป็นไปตามระบบงานที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใด เพื่อ ประโยชน์ในการตรวจสอบว่ารูปแบบท าหน้าที่ตามที่ สร้างไว้มากน้อยเพียงใดและเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพียงใด ตลอดจนกำหนดแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุงรูปแบบให้สมบูรณ์และตอบสนองการดำเนินงาน มากขึ้น อย่างต่อเนื่อง


- คำอธิบายประกอบรูปแบบ เป็นการอธิบายคำศัพท์เฉพาะที่นำมาใช้ในการสร้างและพัฒนา รูปแบบเพื่อสื่อความให้มีความเข้าใจตรงกันในการนำรูปแบบไปใช้ - การระบุเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้เนื่องจากรูปแบบมีข้อจำกัดของรูปแบบเอง ดังนั้น การ สร้างและพัฒนารูปแบบควรได้ระบุเงื่อนไขที่จะทำให้การนำรูปแบบไปใช้ประสบผลสำเร็จ และข้อควรระวังเพื่อ ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น - การจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบ การสร้าง หรือพัฒนารูปแบบควรจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบโดยนำ สาระของรูปแบบ เครื่องมือ และเอกสารประกอบการใช้รูปแบบทั้งหมดมาบรรจุไว้ในคู่มือเพื่อการพัฒนารูปแบบ การดำเนินงานที่สมบูรณ์ครบถ้วน และเมื่อตรวจสอบ คุณภาพของรูปแบบแล้วต้องรายงานการตรวจสอบ รูปแบบ ไว้ในภาคผนวกของคู่มือ เพื่อประโยชน์ต่อผู้สนใจ ศึกษาและนำรูปแบบไปใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม (สมาน อัศวภูมิ, 2550) ไมตรี บุญทศ (2554) สรุปองค์ประกอบของรูปแบบที่คล้ายกันไว้ว่า ควรมีองค์ประกอบหลัก คือ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) ทฤษฎีพื้นฐานและหลักการของรูปแบบ 3) ระบบงานและกลไกของรูปแบบ 4) วิธี ดำเนินงานของรูปแบบ และ 5) แนวการประเมินรูปแบบโดยมีคำอธิบายศัพท์เฉพาะประกอบรูปแบบ พร้อมมี เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ การจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบโดยนำสาระขององค์ประกอบบรรจุไว้อย่างสมบูรณ์เอื้อ ประโยชน์ต่อผู้สนใจศึกษา และนำรูปแบบไปใช้ มีศิลป์ ชินภักดี (2555) ได้กำหนดองค์ประกอบของรูปแบบไว้ว่า ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วน สถาบันหรือองค์การ ซึ่งประกอบด้วย 1) เทคโนโลยี 2) โครงสร้าง 3) บทบาท 4) เป้าหมายหรือความคาดหวังส่วน บุคคล ซึ่งประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำ 2) บุคลิกภาพ 3) กระบวนการ บริหาร 4) การตัดสินใจสั่งการ 5) ความ ต้องการและส่วนสภาพแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย 1) ชุมชน 2) แหล่งเรียนรู้ 3) เศรษฐกิจ 4) การมีส่วนร่วม ทางด้านการบริหารสถานศึกษา สมชัย จรรยาไพบูลย์ (2555) ได้สรุปองค์ประกอบของรูปแบบที่คล้ายกันไว้ว่า ควรมี องค์ประกอบหลัก คือ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) ทฤษฎีพื้นฐานและหลักการของรูปแบบ 3) ระบบงานและ กลไกของรูปแบบ 4) วิธีดำเนินงานของรูปแบบ และ 5) แนวการประเมินรูปแบบ โดยมีคำอธิบายศัพท์เฉพาะ ประกอบรูปแบบ พร้อมมีเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ การจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบโดยนำสาระขององค์ประกอบ บรรจุไว้อย่างสมบูรณ์เอื้อประโยชน์ต่อผู้สนใจศึกษา และนำรูปแบบไปใช้ บราวน์และโมเบิร์ก (Brown and Moberg, 1980) ได้สังเคราะห์รูปแบบขึ้น และได้นำเสนอ องค์ประกอบดังนี้ 1) สภาพแวดล้อม (Environment) 2) เทคโนโลยี (Technology) 3) โครงสร้าง (Structure) 4) กระบวนการจัดการ (Management Process) และการตัดสินใจสั่งการ (Decision Making) สรุปได้ว่า การกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบว่าจะประกอบด้วยอะไร จำนวนเท่าใด มี โครงสร้าง และความสัมพันธ์กันอย่างไร ขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ปัจจัยหรือตัวแปรต่าง ๆ ที่กำลังศึกษา ซึ่งจะ ออกแบบตามแนวคิด ทฤษฎีงานวิจัย และหลักการพื้นฐานในการกำหนดรูปแบบนั้น ๆ เป็นหลักการวิจัย ครั้งนี้


ผู้วิจัยได้สรุปแนวคิดที่สอดคล้องกันขององค์ประกอบของรูปแบบที่นักการศึกษา ได้แบ่งองค์ประกอบไว้โดยเลือก องค์ประกอบที่ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกัน ได้องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารโรงเรียน โดยสำหรับการสร้าง รูปแบบการวิจัยในครั้งนี้มี4 องค์ประกอบที่สอดคล้องกัน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์3) ระบบงานและ กลไก และ 4) เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ 10.5 การออกแบบรูปแบบ (วารินทร์รัศมีพรหม, 2541) มีหลักการและวิธีการ ดังนี้ 10.5.1 หลักการพื้นฐานของการออกแบบรูปแบบ ประกอบด้วยหลัก 3 ประการคือ 1) การออกแบบและพัฒนาระบบ จะบอกวิธีการจัดทำให้เป็นรูปแบบ (Model) 2) การออกแบบอย่างเป็นระบบเป็นห่วงโซ่วงจร (Loop) ที่มีข้อมูลย้อนกลับเพื่อการ ประเมินทุกขั้นตอน (Cybernetic) 3) มีลักษณะเป็นการกำหนดการสำหรับการวางแนวทางหรือสั่งการไว้ก่อน (Prescriptive Procedure) 10.5.2 วิธีการปรับปรุงและพัฒนารูปแบบ มีหลัก 4 ประการ คือ 1) ปรับปรุงการดำเนินงานโดยวิธีการแก้ปัญหา และมีข้อมูลย้อนกลับอย่างเป็นระบบ 2) ปรับปรุงการจัดการด้านการสร้างและพัฒนา โดยใช้การตรวจตราควบคุมอย่างเป็น ระบบ 3) ปรับปรุงกระบวนการประเมินผลโดยประเมินการออกแบบส่วนประกอบและลำดับ ขั้นตอน ต่างๆ รวมทั้งย้อนข้อมูลกลับและทำการปรับปรุงให้เป็นไปตามการออกแบบอย่างเป็นระบบ 4) สร้างหรือทดสอบทฤษฎีที่นำมาใช้ในรูปแบบการออกแบบ และพัฒนาระบบการ ดำเนินงานนั้น 10.5.3 สรุปสาระสำคัญของการพัฒนารูปแบบ สรุปได้ดังนี้(Joyce & Weil, 1972) 1) รูปแบบต้องมีทฤษฎีรองรับ 2) เมื่อสร้างและพัฒนารูปแบบแล้ว ก่อนนำไปใช้ต้องมีการวิจัยเพื่อทดสอบทฤษฎีและ ตรวจสอบคุณภาพในการใช้งานในสถานการณ์จริงและนำข้อค้นพบมาปรับปรุงแก้ไขอยู่เรื่อยๆ 3) การพัฒนารูปแบบอาจออกแบบให้ใช้ได้กว้างขวางหรือเพื่อวัตถุประสงค์ เฉพาะเจาะจงอย่างใด อย่างหนึ่งก็ได้ 4) การพัฒนารูปแบบแต่ละรูปแบบต้องมีจุดมุ่งหมายหลักเป็นตัวตั้ง และการนำ รูปแบบไปใช้ควรเลือกให้ตรงกับจุดมุ่งหมายรูปแบบนั้น จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดแต่สามารถนำรูปแบบนั้นไป ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่นได้ถ้าพิจารณาเห็นว่าเหมาะสม 10.6 การสร้างและพัฒนารูปแบบ มีขั้นตอนสำคัญดังนี้


10.6.1 ศึกษาค้นคว้าข้อมูลพื้นฐาน เพื่อการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและข้อค้นพบจากการวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน หรือปัญหาจากเอกสารผลการวิจัยหรือจากการสังเกต สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง 10.6.2 กำหนดหลักการเป้าหมายและองค์ประกอบอื่นๆ ของรูปแบบให้สอดคล้องกับข้อมูล พื้นฐาน และสัมพันธ์กันอย่างเป็นระเบียบ การกำหนดเป้าหมายของรูปแบบจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเลือก รูปแบบไปใช้ให้ตรงจุดมุ่งหมาย เพื่อให้การดำเนินงานด้านการสาธารณสุขบรรลุผลสูงสุด 10.6.3 กำหนดแนวทางการนำรูปแบบไปใช้ประกอบด้วย รายละเอียดของวิธีการและ เงื่อนไขต่างๆ เช่น ใช้ดำเนินงานกับกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อย เพื่อให้การใช้รูปแบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็น ต้น 10.6.4 การประเมินรูปแบบเป็นการประเมินเพื่อทดสอบความมีประสิทธิภาพของรูปแบบที่ สร้างขึ้น โดยทั่วไปจะใช้วิธีการต่อไปนี้ 1) ประเมินความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎีโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะประเมินความ สอดคล้องภายในระหว่างองค์ประกอบต่างๆ 2) ประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติการ โดยนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ ในสถานการณ์จริง ในลักษณะของการวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง 10.6.5 การพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบเมื่อพบข้อบกพร่องแล้วต้องนำมาปรับปรุงให้ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการปรับปรุงรูปแบบ มี 2 ระยะ คือ 1) ระยะก่อนนำรูปแบบไปทดลองใช้การปรับปรุงรูปแบบในระยะนี้ใช้ผลจากการ ประเมินความ เป็นไปได้เชิงทฤษฎีเป็นข้อมูลในการปรับปรุง 2) ระยะหลังการนำรูปแบบไปทดลองใช้การปรับปรุงรูปแบบในระยะนี้อาศัยข้อมูล จากการทดลองใช้เป็นตัวชี้นำในการปรับปรุง และอาจมีการนำรูปแบบไปทดลองใช้และปรับปรุงซ้ำจนกว่าจะได้ผล เป็นที่น่าพอใจ 10.7 การตรวจสอบรูปแบบ การตรวจสอบรูปแบบควรดำเนินการ ดังนี้ 10.7.1 การตรวจสอบรูปแบบจากหลักฐานเชิง ปริมาณ (Quantitative) โดยใช้ เทคนิคทางสถิติดังนี้(อุทุมพร จามรมาน, 2541) 1) ตรวจสอบความมากน้อยของความสัมพันธ์ความเกี่ยวข้อง หรือเหตุผล ระหว่างตัวแปร 2) การประมาณค่าพารามิเตอร์ของความสัมพันธ์ โดยสามารถประมาณข้าม กาลเวลา กลุ่มตัวอย่าง หรือสถานที่ได้ (Across Time, Samples, Sites) 10.7.2 การตรวจสอบรูปแบบจากหลักฐานเชิงคุณลักษณะ (Qualitative) (Eisner, 1976) เป็นการตรวจสอบโดยการใช้ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องที่ต้องการความละเอียดอ่อน ดังนี้


1) ตรวจสอบรูปแบบหรือประเมินโดยไม่เน้นผลสัมฤทธิ์ของเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์ตามรูปแบบเป็นการประเมินแบบอิงเป้าหมาย (Goal–based model) การตอบสนองปัญหา และ ความต้องการของผู้เกี่ยวข้อง ตามรูปแบบ การประเมินแบบสนองตอบ (Responsive model) หรือกระบวนการ การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างลึกซึ้ง เฉพาะในประเด็นที่นำมาพิจารณาไม่จำเป็นต้องเกี่ยวเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเสมอไป อาจผสมผสานปัจจัยในการพิจารณา ต่างๆเข้าด้วยกันตาม วิจารณญาณของผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคุณภาพ ประสิทธิภาพหรือความ เหมาะสมของสิ่งที่ทำการ ประเมิน 2) ตรวจสอบรูปหรือประเมินโดยเน้นความเชี่ยวชาญ เฉพ าะทาง (Specialization) พัฒนาการประเมินมาจากรูปแบบการวิจารณ์งานศิลป์(Art criticism) ที่มีความละเอียดลึกซึ้ง และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาเป็นผู้วินิจฉัย เนื่องจากเป็นการวัดคุณค่าที่ไม่อาจประเมินด้วยเครื่องวัดใดๆ ได้และต้องใช้ความรู้ความสามารถของผู้ประเมินอย่างแท้จริง ต้องอาศัยผู้รู้จริงในองค์ความรู้เฉพาะสาขาอย่าง ลึกซึ้งในเรื่องนั้นๆ มาเป็นผู้ประเมินผล 3) ตรวจสอบรูปแบบหรือประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเครื่องมือในการ ประเมิน โดยให้ความเชื่อถือว่า ผู้ทรงคุณวุฒินั้นเที่ยงธรรมและมีดุลพินิจที่ดีทั้งนี้มาตรฐาน และเกณฑ์พิจารณา ต่างๆเกิดจากประสบการณ์และความชำนาญของผู้ทรงคุณวุฒิ 4) ตรวจสอบรูปหรือประเมินโดยความยืดหยุ่นในกระบวนการทำงานของผู้ ทรงวุฒิตามอัธยาศัย และความถนัดของแต่ละคน เช่น การกำหนดประเด็นสำคัญที่พิจารณาการบ่งชี้ข้อมูลที่ ต้องการ การเก็บรวบรวม การประมวลผล การวินิจฉัยข้อมูล ตลอดจนวิธีการนำเสนอ ทั้งนี้เกณฑ์การเลือกผู้ทรง วุฒิจะเน้นที่สถานภาพทางวิชาชีพ ประสบการณ์และการเป็นที่เชื่อถือ (High credit) ของวิชาชีพเป็นสำคัญ 11. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ดังนี้ นงณภัทร รุ่งเนย กฤษณา หงษ์ทอง เพ็ญแข ดิษฐบรรจง จันทร์จิรา สีสว่าง และดวงหทัย ยอดทอง (2560) ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาความรู้ของนักศึกษาพยาบาล เพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลพบว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนาความรู้ของนักศึกษาพยาบาลเพื่อสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ประกอบด้วย (1) ด้านปัจจัยนำเข้า ได้แก่ผู้บริหาร อาจารย์นักศึกษาและ สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และ (2) ด้านกระบวนการ ได้แก่ การวางแผนและการบริหารจัดการที่ดี ระยะเวลาในการ เตรียมความพร้อมนักศึกษา การจัดกิจกรรมสอนเสริมแบบเข้ม การมีส่วนร่วมของอาจารย์ทุกคน การมีเทคนิคที่ ดีในการเตรียมความพร้อม และการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง นงณภัทร รุ่งเนย ณัฐพร อุทัยธรรม กฤษณา หงส์ทอง และสถาพร แถวจันทึก (2559) ศึกษาประสบการณ์ การพัฒนาตนเองเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของผู้ที่สำเร็จ


การศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การพัฒนาตนเอง ได้แก่ ประสบการณ์การให้คุณค่าและความหมายที่ดีของการสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์ สภาการพยาบาล ได้แก่ 1) เหมือนชีวิต จุดเริ่มต้นวิชาชีพ 2) เป็นรางวัลชีวิต และ 3) ความคาดหวัง ของครอบครัว 2. ประสบการณ์การใช้เทคนิคกลยุทธ์ที่ใช้ในการพิชิตความสำเร็จ ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมาย การสอบผ่านรอบแรก 2) การสร้างแรงบันดาลใจจากครอบครัว “เราต้องทำได้” 3) การวางแผนล่วงหน้าอย่าง ชัดเจน 4) การมีวินัยและเข้มงวดกับตนเอง 5) การใช้เทคนิคที่หลากหลายในการทบทวนความรู้ 6) การขยันทำ แบบทดสอบตาม blueprint และ 7) การให้เวลากับวิชาที่อ่อนเพิ่มขึ้น 3. ประสบการณ์การมีสิ่งที่เอื้อให้สำเร็จ “การสอบผ่าน” 4. ประสบการณ์การมีอุปสรรคและการแก้ไข ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาตนเอง เพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของนักศึกษาพยาบาลต้อง กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ใช้กลยุทธ์ที่หลากหลาย และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ อนุรี ชาญธวัชชัย และมนสภรณ์ วิฑูรเมธา. (2560). ศึกษาผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการ สอบใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และการพยาบาลผู้สูงอายุและความพึงพอใจที่มี ต่อโปรแกรมการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยสวนดุสิตพบว่า ด้านประสิทธิผลของ โปรแกรม ค่าเฉลี่ยของผลสอบวิชาการการพยาบาลผู้ใหญ่ และค่าเฉลี่ยวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ หลังเข้าโปรแกรม สูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรม ผลสอบรวบยอดกับผลสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p = .01) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโปรแกรมฯในระดับมากที่สุด ( x = 4.25, S.D. .61) ผลที่ได้รับจากการเข้าร่วมโปรแกรมฯ ทำให้มีทัศนคติที่ดีต่อการสอบ ธนวัฒน์ ศรีอมรรัตนกุล จันทร์เพ็ญ นิลวัชรมณี จินดามาศ โกศลชื่นวิจิตร มัตถก ศรีคล้อ อุไร นิโรธนันท์ และจิตรลดา ศรีสารคาม (2560) ศึกษาผลของการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ต่อความพร้อมและความเครียดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ พบว่า หลัง การเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯมากกว่าก่อนการเข้าร่วม โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 (t 211 = 15.52, p < .05) มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเพื่อสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์น้อยกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 (t 211 = 4.62, p < .05) วิชาที่กลุ่มมีความพึงพอใจในการเตรียมความพร้อมเพื่อ สอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในด้านทบทวนความรู้โดยครู อาจารย์ มากที่สุด จำนวน 165 คน คิดเป็นร้อยละ 77.83 ศิริญญา คงอยู่ (2560) ศึกษาปัจจัยทำนายผลการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เป็นผู้ประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก พบว่า ปัจจัยด้าน บุคคล กลุ่มตัวอย่างมีเกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ในช่วง 3.01-4.00 คิดเป็นร้อยละ 92.9 ผลการ สอบผ่านการสอบรวบ ยอดสาขาพยาบาลศาสตร์คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ในการสอบครั้งแรก) ทั้ง8รายวิชาคิด เป็นร้อย ละ59.5มีพฤติกรรมการเตรียมตัวสอบ อยู่ในระดับมาก(M = 3.76, S.D. = .47) มีความวิตกกังวลในการสอบ อยู่ใน


ระดับ ปานกลาง (M = 2.72, S.D. = .67) มีทัศนคติต่อการสอบ อยู่ในระดับมาก (M = 4.19, S.D. = 0.60) มี แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเต รียมตัวสอบ อยู่ในระดับมากที่สุด(M = 4.44, S.D. = .50)ส่วนปัจจัยด้านการ สนับสนุนจากวิทยาลัยด้านวิชาการอยู่ในระดับมาก (M = 3.67, S.D. = .80) ด้านกิจกรรม อยู่ในระดับปานกลาง (M=3.30, S.D.=.90) และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก อยู่ในระดับ ปานกลาง (M = 3.35, S.D. = 1.02) ปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับผลการสอบขึ้นทะเบียนฯ ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (r = .269) ผลการสอบรวบยอด สาขาพยาบาลศาสตร์คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล (r = .468) และทัศนคติต่อการสอบ (r = .391) และสมการทำนายผลการสอบขึ้นทะเบียนฯ เป็นดังนี้ผลการสอบขึ้นทะเบียนฯ = 5.760+ 0.177 ผลการสอบรวบ ยอด + 0.021 ทัศนคติต่อการสอบ จันทร์เพ็ญ เลิศวนวัฒนา วรารัตน์ ทิพย์รัตน์และเบญจวรรณ ช่วยแก้ว (2558) ศึกษาผลการจัดการเรียน การสอนโดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเรื่องระบบโครงร่างของร่างกายรายวิชากายวิภาคศาสตร์และ สรีรวิทยา 1 ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาพยาบาลหลังได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนเรื่องระบบโครงร่างของร่างกาย (M= 40.54, S.D. = 3.60) สูงกว่าการสอนแบบบรรยาย (M=10.56, S.D.=2.87) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลหลังได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเรื่องระบบ โครงร่างของร่างกาย (M = 40.54, S.D. = 3.60) ไม่แตกต่างกันกับคะแนนเฉลี่ยหลังจาก 2 สัปดาห์ (M = 40.18, S.D. =3.47) (มีความคงทนในการเรียนรู้) ความสุขของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคเพื่อน ช่วยเพื่อนอยู่ในระดับมาก และความสุขในการเรียนไม่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ .05 (p> .05) จิรพงศ์ ยืนยง และนิรัช สุดสังข์ (2560) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดคอนสตรักติวิสต์เรื่อง หลักการออกแบบผ่านบทเรียนคอมพิวเตอร์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีพบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียน คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อีกทั้งผลการ เรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เรียนด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์เรื่อง หลักการออกแบบ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติส่วนผลงานสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ในระดับดีมาก ทําให้บทเรียน คอมพิวเตอร์ตามแนวคิดคอนสตรักติวิสต์เรื่อง หลักการออกแบบ มีระดับความพึงพอใจมากที่สุดการที่ครูเป็นผู้ ชี้นําก็เปรียบเสมือนเส้นทางการกระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าไปสู่กระบวนการเรียนด้วยตนเองโดยเนื้อหาที่ สามารถ เชื่อมโยงการเรียนรู้จากแนวคิดที่กล่าวมาเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้และความเข้าใจในทฤษฏีได เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร รัตติยา ทองอ่อน นาฏนภา อารยะ ศิลปาธร ณัติยา ไชยปัญหา และอรุณรัตน์ อุทัย แสง (2556) การเตรียมตัวสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งตาม ประสบการณ์ของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครพนม พบว่า การสอบเป็นเครื่องหมายแห่ง ความสำเร็จ เป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นของการก้าวเข้าสู่วิชาชีพอย่างมีคุณภาพ และปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการ สอบ ได้แก่ ความสามารถเฉพาะบุคคล กลวิธีจัดการศึกษาและอาจารย์ สถานที่อยู่อาศัยและแรงจูงใจจากคนรอบ ข้าง


ขวัญฤทัย พันธุ สุพรรณี เปี้ยวนาลาว และจิตติมา ดวงแก้ว (2563) ผลสอบรวบยอดทางการพยาบาลมีค่า คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 41.73 นักศึกษาสอบผ่านเกณฑ์ จำนวน 64 คน คิดเป็นร้อยละ 54.24 การคิดอย่างมี วิจารณญาณก่อนและหลังได้รับรูปแบบเตรียมความพร้อมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 (t = 4.094, p = .000) การคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 25.28, S.D. = 2.89) เมื่อ พิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การกำหนดสมมติฐาน (M = 33.34, S.D. = .76) ด้านที่ต่ำสุด คือ การประเมิน ความสมเหตุสมผล (M = 13.76, S.D. =.87) ลัดดาวัลย์ ไวยสุระสิงห์ และสุภาวดี นพรุจจินดา (2554) ศึกษาการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตาม แนวคิดการเรียนรู้ตามสภาพจริงเพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดอย่างมี วิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี พบว่า รูปแบบการเรียนการสอน ตามการเรียนรู้ตามสภาพจริงที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) หลักการสำคัญของการจัดการเรียนการสอน 5 ประการ คือ 1. การเรียนรู้เกิดขึ้นในบริบทที่เป็นจริง และจากการแก้ปัญหาในสภาพจริง 2) ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จาก การกระทำ การแก้ปัญหา และการมีปฏิสัมพันธ์3) ผู้เรียนต้องมีความกระตือรือร้น 4) ผู้สอนเป็นแหล่งความรู้และ ผู้อำนวยความสะดวก 5) แหล่งเรียนรู้มีความหลากหลาย ขั้นตอนการเรียนการสอน ประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นกระตุ้นความรู้เดิม 2) ขั้นเสนอปัญหา 3) ขั้นเสนอแนวทางการแก้ไข 4) ขั้นสรุปความคิดรวบยอด และ 5) ขั้น ประยุกต์ใช้ ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการเรียนรู้ตามสภาพจริงพบว่า นักศึกษา พยาบาลที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการเรียนรู้ตามสภาพจริงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง กว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001


เอกสารอ้างอิง ศิริญญา คงอยู่. (2560). ปัจจัยทำนายผลการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก. วารสารพยาบาลทหารบก, 18(2), 228-37. ธนวัฒน์ศรีอมรรัตนกุล จันทร์เพ็ญ นิลวัชรมณี จินดามาศ โกศลชื่นวิจิตร มัตถก ศรีคล้อ อุไร นิโรธนันท์ และ จิตรลดา ศรีสารคาม. (2560). ผลของการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ต่อความพร้อมและความเครียดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์. วารสารวิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ, 33(2), 43-53. ปราณี อ่อนศรี. (2557). จิตตปัญญาศึกษา: การศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์ในศตวรรษที่ 21 Contemplative education: education for human development in 21st century. วารสารพยาบาลทหารบก, 15(1), 7-11. ประเวศ วะสี. (2550). วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21: ศูนย์ หนึ่งเก้า. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: โครงการหนังสือ วิชาการจิตตปัญญา. ประเวศ วะสี. (2551). หนังสือรวบรวมบทความการประชุมวิชาการประจำปี 2551 เรื่องจิตตปัญญาศึกษา การศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์. กรุงเทพฯ:โครงการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. ลัดดาวัลย์ ไวยสุระสิงห์ และสุภาวดี นพรุจจินดา. (2554). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตาม แนวคิดการเรียนรู้ตามสภาพจริงเพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดอย่างมี วิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี. วารสารการพยาบาลและ การศึกษา, 4(3), 63-67. ประเวศ วะสี.(2552). วิธีแก้เซ็งสร้างสุข. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน. ชลลดา ทองทวี และคณะ. (2551). บทความการประชุมวิชาการประจำปี 2551 เรื่องจิตตปัญญาศึกษา การศึกษา เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์. กรุงเทพฯ: โครงการศูนย์จิตตปัญญาศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล. จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร. (2550). การวิจัยและพัฒนาจิตตปัญญาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทย. วิทยานิพนธ์ ค.ด. (พัฒนศึกษา). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. โครงการเอกสารวิชาการการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. (2552). จิตต ปัญญาศึกษาคืออะไร. (พิมพ์ครั้งที่ 1). นครปฐม:ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. นงณภัทร รุ่งเนย, กฤษณา หงษ์ทอง, เพ็ญแข ดิษฐบรรจง, จันทร์จิรา สีสว่าง และดวงหทัย ยอดทอง. (2560). ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาความรู้ของนักศึกษาพยาบาล เพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพการพยาบาล. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 26(3), 170-181. รสสุคน ธ์ ม กรม ณี . (2543). วิธีระบ บ ทางเท คโน โลยีก ารศึก ษ า. ก รุงเท พ ฯ: เพ อ เฟ คฌั น เฮ้าส์ . Heinich, R., Molenda, M., & Russell, J. D. (1989). Instructional media. ประจักษ์ เฉิดโฉม และศิษฐ์ วงษ์กมลเศรษฐ์. (2537). การวิเคราะห์ระบบ. กรุงเทพฯ: สยาม สปอร์ตซินดิเคท. ปรัชญนันท์ นิลสุข และปณิตา วรรณพิรุณ.(2556). การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน: สัดส่วนการผสม ผสาน. วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา. 25 (85), 31-36. สาลินันท์ เทพประสาร มนต์ชัย เทียนทอง และจรัญ แสนราช. (2553 ). ผลการสังเคราะห์รูปแบบการ เรียนการสอนแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกันที่มีระบบสแคฟโฟลด์. มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม. ภาควิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า. สุวุฒิ ตุ้มทอง และปณิตา วรรณพิรุณ. (2555). การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดย ใช้เทคนิคการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานทักษะวิชาชีพระดับสากล. วารสารวิทยบริการ. 23 (3), 108-120. พัชนี กุลฑานันท์พิสิฐ เมธาภัทร ไพโรจน์ สถิรยากร และมนต์ชัย เทียนทอง (2554). การพัฒนารูป แบบการฝึกอบรมครูแบบผสมผสานในการทำวิจัยในชั้นเรียน. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม. 5 (2), 96-115. พลอยไพลิน ศรีอ่ำดี(2556). ผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยกิจกรรมการเรียนแบบแก้ปัญหา วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 2 ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย. วารสาร วิชาการ Veridian E-Journal. 6(2), 582-596. สุสัณหา ยิ้มแย้ม, อำไพ จารุวัชรพาณิชกุล, จันทรรัตน์เจริญสันติ, อภิรัช อินทรางกูร ณ อยุธยา, ปิยะนุช ชูโต และ นงลักษณ์เฉลิมสุข. (2558). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 Developing on Blended Learning for Developing the 21st Century Learning Skills. พยาบาลสาร, 42 (ฉบับพิเศษ), 129-140.


อภิรดี นันท์ศุภวัฒน์ และเรมวล นันท์ศุภวัฒน์. 2556. ความพึงพอใจและผลลัพธ์ของการจัดการเรียนการสอนแบบ ผสมผสานในกระบวนวิชาภาวะผู้นำ และการจัดการทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. พยาบาลสาร, 40 (ฉบับพิเศษ), 47-60. กิตติมา สาธุวงษ์. (2558). การพัฒนารูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้บทเรียนมัลติมีเดียเชิงสถานการณ์และ วิธีการฝึกหัดทางปัญญาจากต้นแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะการให้เหตุผลทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาล. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต. มยุรี ยีปาโล๊ะ, พิชญ์ชญานิษฐ์ เรืองเริงกุลฤทธิ์, จงกรม ทองจันทร์, กมลวรรณ สุวรรณ และกฤษณา เฉลียวศักดิ์. (2560). ศึกษาผลของการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อความสามารถ ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา. วารสารการพยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา, 18(3), 128-134. ดารารัตน์ มากมีทรัพย์. (2553). การศึกษาผลการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการเรียน แบบผสมผสานโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาวิชา การเลือกและการใช้สื่อการเรียนการสอนของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี. มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต. 1. กรมวิชาการ. (2543). แนวทางการบริหารโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. 2. ละเอียด แจ่มจันทร์, รวิภา บุญชูช่วย,และสุนีย์ อินทรสิงห์. (2557). การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง: ถอด บทเรียนจากการเรียนการสอนสาขาพยาบาลศาสตร์. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 24(3), 1-14. 3. Kolb A, Kolb DA.The Kolb Learning Style Inventory – version 3.1 2005 Technical Specifications. [Internet]. 2020 [cited 2020Jan 20]; Available from: URL:http://www.learningfromexperience.com 6. จันทร์เพ็ญ เลิศวนวัฒนา, วรารัตน์ ทิพย์รัตน์, และเบญจวรรณ ช่วยแก้ว.(2558) ผลการจัดการเรียนการสอน โดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเรื่องระบบโครงร่างของร่างกายรายวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 1 ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 8(3), 93- 104. 7. จิรพงศ์ ยืนยง และนิรัช สุดสังข์. (2560). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดคอนสตรักติวิสต์เรื่อง หลักการออกแบบผ่านบทเรียนคอมพิวเตอร์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี. วารสารวิชาการศิลปะสถาปัตยกรรม ศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร, 8(1), 1-11. 9. เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร, รัตติยา ทองอ่อน, นาฏนภา อารยะศิลปาธร, ณัติยา ไชยปัญหา, และอรุณรัตน์ อุทัย แสง. (2556). การเตรียมตัวสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งตาม ประสบการณ์ของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครพนม. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา, 19(1), 5-18.


10. ศิราณี อิ่มน้ำขาว, มลฤดี แสนจันทร์, จันทร์เพ็ญ เนียมวัน, นารี คำศรี, และวิภาดา เชื้อศุภโรบล. (2554). ผล การบูรณาการจิตตปัญญาศึกษาในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ 3: กรณีศึกษาหอ ผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลยโสธร. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 4(2), 66-78. 11. Dyer JH, Hal BG, Clayton MC. (2011). The Innovator's DNA: Mastering the Five Skills of Disruptive Innovators. Boston, MA: Harvard Business Press. 12. ขวัญฤทัย พันธุ, สุพรรณี เปี้ยวนาลาว, จิตติมา ดวงแก้ว, และพิศิษฐ์ พลธนะ. (2563). ผลของรูปแบบการ เตรียมความพร้อม BSCIMODEL ต่อการสอบวัดความรู้รวบยอดของสถาบันพระบรมราชชนก วิชาการพยาบาล ผู้ใหญ่และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ,วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัด เพชรบุรี,3(2). ทิศนา แขมมณี. (2555). ศาสตร์การสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 15). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วารินทร์รัศมีพรหม. (2541). การออกแบบและพัฒนาระบบการสอน.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สมาน อัศวภูมิ. (2550). เส้นทางสู่คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 8). อุบลราชธานี: ห้างหุ้นส่วน จำกัดอุบลกิจออฟเซทการพิมพ์. อุทุมพร จามรมาน. (2541). การสร้างและพัฒนาแบบทดสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน. กรุงเทพฯ: เอช อาร์ เซนเตอร์. Joyce, B.R. and Weil, M. (1972). Model of Teaching. New York: Prentice-Hall. Ivancevich, J.H., Donnelly, J.H. and Gibson, J.L.(1989). Management: Principles and Functions (4thed.). Boston, MA: Richard D. Irwin. Eisner, E.W. (1976) . Educational connoisseurship and criticism: Their form and functions in educational evaluation. Journal of Aesthetic Education. 10(3/4): 135-150.


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R & D) เพื่อพัฒนา รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ใน รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพการ และความต้องการเกี่ยวการพัฒนารูปแบบการ เตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในรายวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ วิเคราะห์แนวทางและรูปแบบ ทดลองใช้รูปแบบ จัดทำคู่มือเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้น ทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยผู้วิจัยเลือกใช้ ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Method) และใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพในการสังเคราะห์แนวคิดและ ประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณในการยืนยันและทดลองใช้เครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัยโดย ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. วิธีดำเนินการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ที่ศึกษาการพัฒนารูปแบบ BSCI MODEL ประกอบด้วย 1.1 ระยะการพัฒนารูปแบบ BS MODEL ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน 1.1.1 การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODEL ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ รายงาน การวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ และการเตรียมความพร้อมในการสอบที่ตีพิมพ์ ปีพ.ศ. 2548-2562 นักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 รุ่นที่ 22 จำนวน 118 คน และนักศึกษา จำนวน 12 คนคัดเลือกมาโดยการแบ่งชั้นตามสัดส่วนของเกรดเฉลี่ยสะสมและสุ่มอย่างง่ายและอาจารย์ประจำภาควิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวน 11 คน 1.1.2 การศึกษานำร่อง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 จำนวน 118 คน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 64 คนโดยใช้วิธีการวิเคราะห์อำนาจ ทดสอบ (Power analysis) เชิงคุณภาพคือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 12 คนคัดเลือกมาโดยการแบ่งชั้นตามสัดส่วนของเกรดเฉลี่ยสะสมและสุ่มอย่างง่ายและอาจารย์ ประจำภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวน 11 คน 1.2 ระยะพัฒนารูปแบบ BS MODEL เป็น BSCI MODEL ประกอบด้วย 1.2.1 การพัฒนารูปแบบ BSCI MODEL ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เชิงปริมาณ คือ นักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 จำนวน 118 คน เชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อคือ นักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 12 คนคัดเลือกมาโดยการแบ่งชั้นตามสัดส่วนของ เกรดเฉลี่ยสะสมและสุ่มอย่างง่ายอาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวน 11 คน


2. วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา(Research and Development: R & D) รูปแบบการเตรียม ความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในรายวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่โดยได้นำทฤษฎีระบบของลัดวิก วอน เบอร์ทาแลนฟี่ (Ludwig Von Bertalanffy, 1968) มาใช้เป็น กรอบแนวคิดการวิจัย ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ประกอบด้วย 8 ขั้นตอนดังนี้คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (R1) ขั้นตอนที่ 2 ร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS Model เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์(D1) ขั้นตอนที่3 ศึกษานำร่อง (pilot study) ทดสอบรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS Model (R2) ขั้นตอนที่4 พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมฯ BS MODEL ได้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI model (D2) ขั้นตอนที่ 5 ทดลองใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI-MODEL (R3) ขั้นตอนที่ 6 ประเมินการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL (D3) ขั้นตอนที่ 7 ทดลองใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ซ้ำเพื่อยืนยัน (R4) ขั้นตอนที่ 8 ยืนยันรูปแบบการเตรียมความพร้อมBSCI MODELโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (D4) ดังแสดงไว้ใน แผนภาพที่ 1 แสดงขั้นตอนการวิจัย


ศึกษาเอกสาร และงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา รูปแบบการเตรียมความ พ ร้อ ม เพื่ อ การสอ บ ขึ้ น ทะเบียนรับใบประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์ของนักศึกษา พยาบาลศาสตรบัณฑิต ขั้นตอนที่ 2 ร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อ การสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ของนักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิตได้รูปแบบการเตรียมความ พ ร้ อ ม BS MODEL (Development: D1)แ ล ะ ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบรูปแบบ - แบบประเมินรูปแบบ QT001 ขั้นตอนที่ 1- การศึกษาจากสภาพปัญหา สนทนากลุ่มสอบถามความคิดเห็นของอาจารย์ ในภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวน 11 คน และนักศึกษาจำนวน 12 คน – แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง QL001 - สังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง SWOT analysis ของภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ (Research: R1) - ผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันพระบรมราช ชนก ปีการศึกษา 2561 ที่ใช้ทดสอบกับ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 ปีการศึกษา 2562 ขั้นตอนที่ 4 พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อม (Development: D2) ได้รูปแบบ การเตรียมความพร้อมจาก BS MODEL เป็น BSCI MODEL - ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบรูปแบบและคู่มือ - แบบประเมินรูปแบบ QT002 ขั้ น ต อ น ที่ 3 ศึ ก ษ า น ำ ร่ อ ง (pilot study) (Research :R2) ทดสอบรูปแบบการเตรียมความ พร้อม BS Modelและคู่มือการเตรียมความพร้อม และประเมินผลโดยการสนทนากลุ่ม – แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง QL002 ขั้นตอนที่ 5 ทดลองใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมBSCI MODEL (Research: R3) กับการสอบรวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 ขั้นตอนที่ 7 ทดลองใช้รูปแบบBSCI-MODELซ้ำเพื่อยืนยัน (Research: R4) โดยการ สอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 2 - ประเมินผลการสอบและวิเคราะห์รูปแบบเชิงโครงสร้างและกระบวนการ ขั้นตอนที่ 8 ยืนยันรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Development: D4)และประเมินความ พึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 2 - แบบประเมินรูปแบบ QT005 - แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL QT006 ขั้นตอนที่ 6 ประเมินการใช้รูปแบบBSCI MODEL จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการสอบรวบ ยอด และความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 1 (Development: D3) - สนทนากลุ่มอาจารย์ในภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวน 11 คน และนักศึกษาจำนวน 12 คน – แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง QL003 - แบบประเมินรูปแบบ QT003 - แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL QT004


2.1 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (R1) โดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ การเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์การสังเคราะห์งานวิจัย ศึกษาสภาพปัญหา ผลการสอบความรู้รวบยอดทางการ พยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันพระบรมราชชนก ปีการศึกษา 2561 เป็นแบบทดสอบมาตรฐานของ สถาบันพระบรมราชชนกและการสนทนากลุ่มของอาจารย์และนักศึกษา ขั้นตอนนี้เป็นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อ การสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ระยะที่ 3 การวิจัยและพัฒนา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ ประชากรคืองานวิจัยที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2549 – 2563 ที่ได้รับการตีพิมพ์และปรากฏในฐานข้อมูลออนไลน์ของห้องสมุดมหาวิทยาลัยและ ฐานข้อมูลออนไลน์ของวารสารการศึกษา การแพทย์และการพยาบาลในประเทศและสืบค้นจากเอกสารอ้างอิงของ บทความทางวิชาการจากวารสารและงานวิจัยที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ (Manual search) กลุ่มตัวอย่างเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนในประเทศไทยที่ได้รับ การตีพิมพ์และปรากฏในฐานข้อมูลออนไลน์ของห้องสมุดมหาวิทยาลัยและฐานข้อมูลออนไลน์ของวารสาร การศึกษา การแพทย์และการพยาบาลในประเทศไทยกำหนดปีที่ใช้ในการสืบค้นตั้งแต่ พ.ศ. 2549 – 2563 คำ สำคัญ (keywords) ที่ใช้ในการสืบค้นในฐานข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ได้แก่รูปแบบการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียน การสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาการเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ความพร้อมในการสอบนักศึกษาพยาบาล การเรียนโดยใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริง โดยกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัย (Inclusion criteria) ดังนี้ 1. เป็นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมการสอบใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลในประเทศ ไทยเป็นตัวแปรต้น 2. เป็นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศไทยเป็นตัวแปรตาม 3. เป็นงานวิจัยที่มีรูปแบบการวิจัยตามกระบวนการวิจัยที่ศึกษาในประเทศไทยได้รับการตีพิมพ์และ เผยแพร่เป็นภาษาไทย ภาพที่ 1 ขั้นตอนการวิจัย


4. เป็นงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ระหว่างปีพ.ศ. 2549 – 2563 5. เป็นงานวิจัยที่ศึกษาค้นคว้ารูปแบบการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อ ผลสัมฤทธิ์การศึกษา การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงในประเทศไทย ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 2 ประกอบด้วย 2 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประชากร คือนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 118 คน และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 จำนวน 12 คน การคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Stratified random sampling) โดยคำนวณกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยเป็นเครื่องมือประเมินคุณภาพรายงานการวิจัย 2. แบบบันทึกการสกัดข้อมูลจากงานวิจัยเป็นเครื่องมือบันทึกรายละเอียดของงานวิจัยที่พัฒนาโดย สถาบันโจแอนนาบริกส์(2011) ในการดำเนินการบันทึกข้อมูลจากงานวิจัยหรือบทความวิจัยที่ได้คัดเลือกเพื่อ นำมาทบทวนความรู้อย่างเป็นระบบการควบคุมคุณภาพของเครื่องมือโดยทดสอบความตรงของผู้บันทึกข้อมูล จำนวน 3 คนโดยนำแบบประเมินคุณภาพงานวิจัยแบบบันทึกสกัดข้อมูลงานวิจัยไปเก็บข้อมูลร่วมบันทึกกับผู้ บันทึก 2 คนและผู้วิจัยรวมเป็นจำนวน 3 คนเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของการบันทึกโดยใช้สูตรความ สอดคล้อง (agreement rate : AR) พบว่ามีค่าความสอดคล้อง (agreement rate : AR) มากกว่า 0.75 ซึ่งมีค่า ความสอดคล้องในระดับดีมากกรณีที่พบความแตกต่างได้หาข้อบกพร่องร่วมกันและปรับปรุงจนได้ความเห็นที่ สอดคล้องกันก่อนนำไปใช้จริง 2.1 3. แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม เกรดเฉลี่ยวิชาปัญหา สุขภาพ 1-3 4. แบบทดสอบความรู้รวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 75 ข้อ คือแบบทดสอบมาตรฐาน ของสถาบันพระบรมราชชนก ปีการศึกษา 2560 5. แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างโดยตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยคณะผู้วิจัยดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรม คณะผู้วิจัยดำเนินการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวทางของสถาบัน โจแอนนาบริกส์ (Joanna Briggs Institute, 2011) ซึ่งมี ขั้นตอนดังนี้ 1) การกำหนดปัญหาในการทบทวน 2) การค้นหาและคัดเลือกงานวิจัย 3) การประเมินผล คุณภาพงานวิจัย 4) การเก็บรวบรวมข้อมูล 5) การวิเคราะห์ผล


6) นำเสนอข้อมูล 7) การแปลผลข้อมูลมีการกำหนดคำสำคัญ (keywords) ที่ใช้ในการสืบค้นในฐานข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้น ทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ นักศึกษาพยาบาล การเรียนโดยใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ที่ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2548 - 2562 ระยะ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ 2.2 รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของนักศึกษา ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม เกรดเฉลี่ยวิชาปัญหาสุขภาพ 1-3 2.3 ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบทดสอบรวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันพระบรมราชชนก ปี การศึกษา 2560 และบันทึกคะแนนรายบุคคล วิเคราะห์ผลการทดสอบในภาพรวม และรายจุดประสงค์ของชุด แบบทดสอบ 2.4 สัมภาษณ์กลุ่ม (Group interview) นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 รุ่น 22 จำนวน 12 คน และ อาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 11 คน 2.5 การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม (SWOT analysis)คณะผู้วิจัยร่วมกันการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม (SWOT analysis) จากข้อมูลที่รวบรวมได้จากนักศึกษาและอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาอุปสรรค์และโอกาสของการจัดการเรียนการสอนวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ และหาแนวทางในการ แก้ปัญหา ระยะที่ 3 การวิจัยและพัฒนา 3.1 นำผลการศึกษาของระยะที่ 1 และ 2 มาวิเคราะห์ สังเคราะห์และร่างรูปแบบการเตรียมความ พร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์ 3.2 นำร่างรูปการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ตรวจสอบความตรงด้าน เนื้อหา ความสอดคล้อง ความเหมาะสม 3.3 คณะผู้วิจัยปรับรูปแบบตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. คณะผู้วิจัยดำเนินรวบรวมข้อมูลโดยการสืบค้นการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับรูปแบบการ เรียนการสอน และการเตรียมความพร้อมในการสอบ 2. คณะผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 2.1 เก็บข้อมูลกลุ่มตัวด้วยแบบทดสอบความรู้รวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ปีการศึกษา 2560 สถาบันพระบรมราชชนก


2.2 เก็บข้อมูลทุติยภูมิของกลุ่มตัวอย่างจากงานทะเบียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชนนี สุพรรณบุรี 2.3 สัมภาษณ์กลุ่ม กลุ่มตัวอย่างกลุ่มนักศึกษา และอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยใช้ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูล 1. นำข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ ข้อมูลทุติยภูมิของกลุ่มตัวอย่าง และผลของ แบบทดสอบความรู้รวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ มาวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจง ความถี่ (Frequencies) และค่าร้อยละ (Percentage) 2. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่มโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) 3. ยืนยันรูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์โดยวิเคราะห์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อรูปแบบการ เตรียมความพร้อม โดยใช้ค่าความถี่ และค่าร้อยละและการวิเคราะห์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากข้อคำถาม ปลายเปิดเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ประเด็นปัญหาและแนวทางของการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการ เตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์โดยการใช้ การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) 1. การวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางของการเตรียมความพร้อมของ ผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จากนักศึกษาและอาจารย์โดยใช้แบบสอบถามแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ในประเด็นการ เตรียมความพร้อมด้วยตนเองฟังบรรยายและปรึกษาจากอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการมีเพื่อนช่วยเพื่อนฝึกทักษะการทำ ข้อสอบเสมือน และการเรียนโดใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง 2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) จากการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งเพื่อ เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ระยะที่ 3 การวิจัยและพัฒนา ในระยะนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพโดยนำผลการศึกษาในระยะที่ 1 และ 2 และข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอกสารมากำหนดเป็นร่าง รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 2 ร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS Model เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์(D1) ผู้วิจัยจึงนำผลการศึกษาในขั้นตอนที่ 1 มากำหนดเป็นร่าง รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์ ได้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BS Model ดังนี้คือ


1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) โดยอาศัยขอบเขตการเรียนรู้ตาม test blueprint ของสภาการพยาบาลวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ในทุกขั้นตอนคือ 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหา 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำข้อสอบเสมือน 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation Based Learning = S) โดยใช้โจทย์สถานการณ์การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic shock) มีเนื้อหาตาม ขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ และแบบประเมินทักษะทางคลินิก (Objective Structured Clinical Examination: OSCE) พัฒนาโดยอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) 2.1.1 การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน 2.1.2 การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ 2.1.3 การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน 2.2.1 ขั้นนำ (Pre – Brief) 2.2.2 ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) 2.2.3 ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) การสะท้อนคิดเพื่อนำไปสู่องค์ความรู้ที่ยั่งยืน 2.3 การสรุป และประเมินรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODEL โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 3 ศึกษานำร่อง (pilot study) ทดสอบรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS Model (R2) โดยนำไปเตรียมความพร้อมในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ และวัดผลการสอบรวบยอดทางการพยาบาล วิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ที่อาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเป็นผู้ออกข้อสอบเสมือนที่ครอบคลุมตาม test blueprint ของสภาการพยาบาล ซึ่งก่อนทำการทดสอบรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODEL ได้ทำการสอบ และเปรียบเทียบผลการสอบหลังจากใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODELร่วมกับประเมินผลด้วยการ สนทนากลุ่ม ประชากรในการศึกษาขั้นตอนนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1. ประชากรที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเตรียมความ พร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอด ทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนกได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร


บัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่สมัครสอบวัดความรู้รวบ ยอดทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 118 คน 2. ประชากรที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเตรียมความ พร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอด ทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนกได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 12 คนอาจารย์ประจำของภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวน ทั้งหมด 11 คน กลุ่มตัวอย่าง คำนวณกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการวิเคราะห์อำนาจทดสอบ (Power Analysis) ซึ่งมีปัจจัยกำหนด (Parameters) ดังนี้ 1) ระดับความเชื่อมั่น (Type I Error, α) = 0.05 2) อำนาจทดสอบ (Power: 1-β) = 0.80 เพื่อป้องกันการเกิดความผิดพลาดแบบที่ 2 (Type II Error, β) 3) ขนาดอิทธิพล ใช้ (Effect Size (ES), ƒ2 ) = 0.15 (ระดับปานกลาง) ซึ่งยอมรับได้ว่าเหมาะสม จากการ ใช้ตารางคำนวณของ Cohenและนงลักษณ์ วิรัชชัย พบว่า ขนาดของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ควรมีไม่น้อยกว่า 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงโดยผู้วิจัยใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมของชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง และคณะ (2563) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือกิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานและ การใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงและคู่มือการใช้โปรแกรมการเตรียมความด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่สร้างขึ้นตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสาน แนวคิดการจัด การศึกษาด้วยสถานการณ์จำลองของเจฟฟรีย์และแนวคิดเกี่ยวกับการจัดจำแนกของบลูม เพื่อให้อาจารย์และ นักศึกษาสามารถนำโปรแกรมไปใช้ได้ถูกต้อง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง 2.2 แบบบันทึกคะแนนผลการสอบวัดรวบยอดของสถาบันพระบรมราชชนกรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2.3 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง(Semi-structure interview)เกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อโปรแกรมการ เตรียมความพร้อมของนักศึกษาและอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2.4 แบบสัมภาษณ์เพื่อยืนยันโปรแกรมการเตรียมความพร้อมฯได้แก่ แบบตรวจสอบรายการ (Checklist)เพื่อหาค่าความถี่และร้อยละของความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อรูปแบบการเตรียมความพร้อม โดย พิจารณาถึงความเหมาะสม ความถูกต้องเชิงทฤษฎี ความเป็นไปได้และการนำไปใช้ประโยชน์และแบบสอบถาม ปลายเปิด (Open ended)เพื่อตรวจสอบความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นเพิ่มเติมและข้อพิจารณาของ ผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อโปรแกรมการเตรียมความพร้อมฯ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ เครื่องมือดำเนินการวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity) โดยตรวจสอบ ความครอบคลุมของเนื้อหา ความถูกต้องและความเหมาะสมของภาษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน


ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษาพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญด้าน แนวคิดจิตปัญญาและดีเอ็นเอนวตกร ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมพัฒนานักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร การศึกษา และนำโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริงมาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.80-1.00 ส่วนแบบทดสอบความรู้รวบยอดทางการ พยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนก ผู้วิจัยใช้แบบทดสอบมาตรฐานที่สถาบันพระ บรมราชชนกสร้างขึ้น การดำเนินการวิจัย ขั้นเตรียมการวิจัย 1) ผู้วิจัยจัดประชุมคณาจารย์สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือในการทบทวนสาระสำคัญของ การพยาบาลผู้ใหญ่ 2) ผู้วิจัยปฐมนิเทศ เตรียมกลุ่มตัวอย่างให้เข้าใจเกี่ยวกับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้ แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลราย วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนก 3) ให้กลุ่มตัวอย่างประเมินความรู้รวบยอดในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ (Pre-test) ก่อนการดำเนินการ วิจัย ขั้นดำเนินการวิจัย จัดให้นักศึกษาเข้าร่วมโปรแกรมการเตรียมความพร้อมฯ ดังนี้ 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning = B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาลกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนใน การทบทวนความรู้ 1.2 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.3 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบครอบคลุมเนื้อหาตาม test blueprint ของสภาการ พยาบาล ในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1.4 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดตามระบบที่มีความสัมพันธ์กับ test blueprint ของสภาการพยาบาล ในรายวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ 2. ฝึกทักษะปฏิบัติการพยาบาลรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL) เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ โดยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้ 2.1 การแนะนำก่อนปฏิบัติ (Pre-briefing phase) ผู้สอนปฐมนิเทศให้ผู้เรียนได้ทราบวัตถุประสงค์การเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง แนะนำให้ผู้เรียนทุกกลุ่มเรียนรู้วิธีการใช้หุ่นจำลองเสมือนจริง และอุปกรณ์ต่างๆในห้องปฏิบัติการตามกรอบเวลาที่กำหนด มอบโจทย์สถานการณ์ (handouts) ให้ผู้เรียนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งแนะนำให้ผู้เรียนศึกษารายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจโจทย์สถานการณ์และทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนเรียน


2.2 การปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริง (SCE phase) ผู้เรียนได้ฝึกทักษะปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการดูแล ช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวในสถานการณ์ต่าง ๆ การฝึกประสบการณ์การเผชิญปัญหา การทำงานร่วมกัน 2.3 การสรุปผลการปฏิบัติ (Debriefing phase) อาจารย์สร้างบรรยากาศการสะท้อนคิดที่ให้ความรู้สึก ปลอดภัยและส่งเสริมการเรียนรู้ การเน้นให้ผู้เรียนสะท้อนคิด โดยใช้วิธีสุนทรียสนทนาอย่างมีความหมาย (meaningful dialogue) การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม2563 รวม 12 สัปดาห์ ขั้นที่ 1 ประเมินผลการสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบัน พระบรมราชชนก และเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการสอบของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 รุ่น 22หลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือน จริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนก ขั้นที่ 2 สัมภาษณ์กลุ่ม (Group interview) ตัวแทนนักศึกษาจำนวน 12 คน และอาจารย์ภาควิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวน 11 คน โดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง และสัมภาษณ์กลุ่ม (Group interview) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน โดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้างเพื่อยืนยันโปรแกรมการเตรียมความพร้อม ที่ผู้วิจัยพัฒนารูปแบบเพิ่มเติมจากผลการวิจัยในขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลส่วนบุคคลมาวิเคราะห์ด้วยการแจกแจง ความถี่ (Frequencies) และค่าร้อยละ (Percentage) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย(Mean) ของผลสอบวัดความรู้รวบยอด รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของ นักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการสอบ โดยใช้การทดสอบที (Pair t-test) และยืนยันโปรแกรมการเตรียมความ พร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอด ทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนก โดยวิเคราะห์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่ มีต่อรูปแบบการเตรียมความพร้อม โดยใช้ค่าความถี่ และค่าร้อยละและการวิเคราะห์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้ จากข้อคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับโปรแกรมการเตรียมฯ ความพร้อมของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ขั้นตอนที่ 4 พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมฯ BS MODEL ได้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI model (D2) ดังนี้ปรับปรุงรูปแบบ BS MODEL เป็น รูปแบบ BSCI MODEL โดยเพิ่มอีก 2 กิจกรรมหลัก เป็น 4 กิจกรรมหลักที่มีขอบเขตเนื้อหาตาม test blueprint ของสภาการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่คือ 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning= B) 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation Based Learning = S) 3. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education = C) ประกอบด้วย


3.1 การเจริญสติ/การฝึกสมาธิ ตั้งเป้าหมาย 3.2 จับกลุ่มสนทนาโดยใช้คำถาม 5W1H 3.3 การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที 3.4 เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา 3.5 ขั้นการจัดให้อภิปรายในชั้นเรียนและแสดงการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (Innovator , s DNA Transplantation Process = I) เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อแก้ปัญหาหรือจุดบกพร่องขององค์ ความรู้/วิธีการเดิม ประกอบด้วยการสร้างทักษะของนวัตกรทั้ง 5 ทักษะ ประกอบด้วย 4.1 การเชื่อมโยงความคิด (Associating) 4.2 การตั้งคำถาม (Questioning) 4.3 การสังเกต (Observing) 4.4 การปฏิสัมพันธ์ (Networking) 4.5 การทดลอง (Experimenting) และประเมินรูปแบบ BSCI MODEL โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 5 ทดลองใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI-MODEL (R3) ประเมินผลโดยการสอบวัด ความรู้รวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 ที่เป็นข้อสอบของสถาบันพระบรมราชชนก และ วัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ประชากร คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2562 จำนวน 118 คน ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 2.1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุและผลการศึกษาสะสมตลอดหลักสูตร 2.2 รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาลในรายวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ โดยผู้วิจัยใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI Model ของวาสนา หลวงพิทักษ์และคณะ (2563) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การเรียนรู้แบบผสมผสาน 2) การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริง 3) กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา และ 4) กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วย กระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร 2.3 แบบทดสอบวัดความรู้รวบยอดของสถาบันพระบรมราชชนก รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 75 ข้อ ออกแบบและสร้างตาม Test Blueprint ของสภาการพยาบาล ผ่านการวิพากษ์ข้อสอบจาก คณะกรรมการออกข้อสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาล ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67 – 1.00


2.4 แบบวัดการคิดแบบมีวิจารณญาณ ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ใช้แบบวัดความสามารถในการคิดแบบมี วิจารณญาณของสถาบันพระบรมราชชนก (2546) เป็นโจทย์สถานการณ์ จำนวน 6 ข้อ แต่ละข้อประกอบด้วยชุด คำถามย่อยชุดละ 7 ข้อ ดังนี้ ชุดที่ 1 เป็นการถามเพื่อวัดความสามารถในการระบุประเด็นปัญหา ชุดที่2 เป็นการ ถามเพื่อวัดความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ชุดที่ 3 เป็นการถามเพื่อวัดความสามารถในการพิจารณาความ น่าเชื่อถือ ชุดที่ 4 เป็นการถามเพื่อวัดความสามารถในการระบุลักษณะข้อมูล ชุดที่ 5 เป็นการถามเพื่อวัด ความสามารถในการกำหนดสมมุติฐานชุดที่ 6 เป็นการถามเพื่อวัดความสามารถในการลงข้อสรุป ชุดที่ 7 เป็นการ ถามเพื่อวัดความสามารถในการประเมินความสมเหตุสมผลการแปลผล ค่าคะแนนรวมเฉลี่ยความสามารถในการ คิดแบบมีวิจารณญาณ 0 - 14 เท่ากับระดับต่ำ ค่าคะแนนรวมเฉลี่ยความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณ 15 – 28 เท่ากับระดับปานกลาง ค่าคะแนนรวมเฉลี่ยความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณ 29 – 42 เท่ากับ ระดับสูง การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยนำรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI Model ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (validity) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน โดยยึดหลักเกณฑ์ความคิดเห็นสอดคล้องของผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ใน 5 คน ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.8 และข้อสรุปความคิดเห็นเพิ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ควรกำหนดขั้นตอนและกิจกรรมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง พร้อมจัดทำคู่มือประกอบการดำเนินกิจกรรม สำหรับแบบ วัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่สถาบันพระบรมราชชนกสร้างขึ้นและได้ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิในการ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 30 ราย วิเคราะห์ค่า ความเชื่อมั่น โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (cronbach’s alpha) เท่ากับ .89 และข้อสอบวัดความรู้ รวบยอดของสถาบันพระบรมราชชชนก รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 75 ข้อ ออกแบบและสร้างตาม ขอบเขตเนื้อหาวิชา (test Blueprint) ของสภาการพยาบาลได้ผ่านการวิพากษ์ข้อสอบจากคณะกรรมการออก ข้อสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาล ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67 – 1.00 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการวิจัย การเตรียมผู้ช่วยวิจัย ผู้วิจัยเตรียมความพร้อมของผู้ช่วยวิจัย คือ อาจารย์ประจำในภาควิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญตามขอบเขตเนื้อหา (Test Blueprint) รายวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ โดยการอธิบายรายละเอียดของกิจกรรมการเตรียมความพร้อมฯ และร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาอุปสรรคใน ขั้นตอนของกิจกรรม ซักถามข้อสงสัย เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน 2. ขั้นดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบรวบยอดสถาบันพระบรมราชชนกของนักศึกษา พยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 จำนวน 118 คน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีโดยรูปแบบ การเตรียมความพร้อม BSCI Model ของวาสนา หลวงพิทักษ์ และคณะ (2563) ที่มุ่งกระบวนการเรียนรู้ให้เกิด กระบวนการคิดวิเคราะห์เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้จิตใจเปิดกว้างและสามารถทำ ความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ได้ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ดังนี้


1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผสมผสานรูปแบบ การเรียนรู้ที่หลากหลาย ประกอบด้วย 1.1 กิจกรรมให้ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของ สภาการพยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL=S) เป็นกิจกรรมการฝึกทักษะ รวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลอง (SBL) ผู้วิจัยได้ออกแบบกิจกรรมการสอนโดยสร้างสถานการณ์จำลองที่มีความ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาในวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ประกอบด้วย 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) โดยเตรียมผู้สอน ผู้เรียนและทีมผู้สนับสนุน การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือและเวชภัณฑ์การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน แบ่งเป็นขั้นนำ (Pre – Brief) ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) และขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3 การสรุป 3. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา (Contemplation Education=C) เป็น กระบวนการเรียนรู้ให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้จิตใจ เปิดกว้างและสามารถทำความเข้าใจได้ประกอบด้วย 3.1 เจริญสติ/การฝึกสมาธิ 3.2 จับกลุ่มสนทนา โดยใช้คำถาม 5W1H 3.3 การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที 3.4 เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา 3.5 การอภิปรายในชั้นเรียนและแสดงการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (Innovators DNA Transplantation Process=I) เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อแก้ปัญหาหรือจุดบกพร่องขององค์ ความรู้/วิธีการเดิม ประกอบด้วย 4.1 การเชื่อมโยงความคิด 4.2 การตั้งคำถาม 4.3 การสังเกต 4.4 การปฏิสัมพันธ์การทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์ผลสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาลของสถาบันพระบรมราชชนก รายวิชาการพยาบาล ผู้ใหญ่ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีเปรียบเทียบกับค่า คะแนนเฉลี่ยในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่


2. เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้น ปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีก่อนและหลังได้รับรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI Model ด้วย สถิติ Pair t-test ขั้นตอนที่ 6 ประเมินการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL (D3) จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผล การสอบรวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 ที่เป็นข้อสอบของของสถาบันพระบรมราช ชนก ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 1 และการสนทนา กลุ่ม ขั้นตอนที่ 7 ทดลองใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ซ้ำเพื่อยืนยัน (R4) ประเมินผล โดยการสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 2 ที่เป็นข้อสอบของคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลวิเคราะห์รูปแบบเชิงโครงสร้างและกระบวนการ ในขั้นตอนนี้เครื่องมือดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ขออนุญาตนำรูปแบบ BSCI-MODEL จาก วาสนา หลวงพิทักษ์ และคณะ (2563) มาใช้ซึ่งรูปแบบ BSCI-MODEL นี้ ได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (validity) และวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องได้ เท่ากับ 0.8 เป็นรูปแบบการเตรียมความพร้อมในการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) การเรียนรู้แบบผสมผสาน 2) การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริง 3) กิจกรรมเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา และ 4) กิจกรรมเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการ ปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้เป็นแบบสอบถามคะแนนสอบรวบยอดวิชาการพยาบาล ผู้ใหญ่ ของสถาบันสมทบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2562 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี ลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบเติมคำ จำนวน 1 ข้อคำถาม โดยผู้ตอบไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเอง และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ประกอบด้วย คำถามเกี่ยวกับโครงสร้างและกระบวนการของ BSCI-MODEL และประสบการณ์ใน การสอบรวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันสมทบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยนำแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน โครงสร้าง และผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการทางด้านการวิจัย วัดประเมินผลและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการศึกษา 2 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2 ท่าน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องได้เท่ากับ 0.80 - 1.00 การเก็บรวบรวมข้อมูล


ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่เดือนมีนาคม - พฤษภาคม พ.ศ. 2563 สำหรับขั้นตอนการ วิจัยประกอบด้วย ขั้นวางแผนและเตรียมการ และขั้นเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย ดังนี้ 1. ขั้นวางแผนและเตรียมการ การเตรียมผู้ช่วยวิจัย ผู้วิจัยเตรียมความพร้อมของผู้ช่วยวิจัย คือ อาจารย์ประจำในภาควิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญตามขอบเขตเนื้อหา (test blueprint) รายวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ โดยการอธิบายรายละเอียดของกิจกรรมการเตรียมความพร้อมฯ และร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาอุปสรรคใน ขั้นตอนของกิจกรรม ซักถามข้อสงสัย เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน 2. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย ผู้วิจัยดำเนินกิจกรรมการสอบรวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันสมทบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 จำนวน 118 คน วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี โดยใช้ BSCI-MODEL (วาสนา หลวงพิทักษ์ สุภาวดี นพรุจจินดา วิรงค์รอง ชมภู มิ่ง และพิศิษฐ์ พลธนะ, 2563) ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ดังนี้ 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning, B) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผสมผสานรูปแบบ การเรียนรู้ที่หลากหลาย ประกอบด้วย 1.1) กิจกรรมให้ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.2) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้น เรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.4) การสอนเสริมโดยอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ และ 1.5) ผู้เรียนทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation-Based Learning, S) เป็นกิจกรรมการฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลอง ประกอบด้วย 2.1) การเตรียมการ (preparing process) โดยเตรียมผู้สอน ผู้เรียนและทีมผู้สนับสนุนการเตรียมสื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือและเวชภัณฑ์ การ เตรียมการประเมินผล2.2 การดำเนินการสอนแบ่งเป็นขั้นนำ (pre – brief) ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (scenario running)และขั้นสรุปการเรียนรู้ (debriefing)และ 2.3 การสรุปผล 3. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญ ญา (Contemplation Education, C)เป็น กระบวนการเรียนรู้ให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้จิตใจ


เปิดกว้างและสามารถทำความเข้าใจได้ ประกอบด้วย 3.1) เจริญสติ/การฝึกสมาธิ 3.2) จับกลุ่มสนทนา โดยใช้ คำถาม 5W1H 3.3)การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที 3.4) เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา และ 3.5) การอภิปรายในชั้นเรียนและแสดงการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (Innovators DNA Transplantation Process, I) เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อแก้ปัญหาหรือจุดบกพร่องขององค์ ความรู้/วิธีการเดิม ประกอบด้วยการสร้างทักษะของนวัตกรทั้ง 5 ทักษะ ได้แก่ 4.1) การเชื่อมโยงความคิด 4.2) การตั้งคำถาม 4.3) การสังเกต 4.4) การปฏิสัมพันธ์ และ 4.5) การทดลอง 5. เมื่อประกาศคะแนนสอบแล้ว 1 วัน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่มด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพผู้วิจัยทำการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) นำข้อมูลที่ได้จากการถอดเทปแบบคำต่อคำมาวิเคราะห์ใจความหลัก (thematic analysis) โดยการลงรหัส จัด หมวดหมู่รหัส แล้วนำมาหาแก่นของสาระเพื่อสังเคราะห์ประเด็นหลักที่สำคัญ (Krippendorff, 2013) ขั้นตอนที่ 8 ยืนยันรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODELโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (D4) ร่วมกับผล การสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 2 ที่เป็นข้อสอบของคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 2 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ได้แก่ 3.1.1 รูปแบบการเตรียมความพร้อม (BSCI Model) เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเรียนรู้แบบผสมผสาน (B) การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (S) การเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา (C) และการ เตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (I) 3.1.2 คู่มือการเตรียมความพร้อมด้วยรูปแบบ (BSCI Model) เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ประกอบด้วย คู่มืออาจารย์ และคู่มือนักศึกษา ซึ่งมี รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดกิจกรรม และการติดตามประเมินผล ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ทั้งรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI Model และคู่มือการเตรียมความพร้อม BSCI Model จากผู้ทรงคุณวุฒิ5 คน


3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 3.2.1 แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย 3.2.2 แบบบันทึกข้อมูลการทบทวนวรรณกรรม 3.2.3 แบบทดสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราช ชนก ปีการศึกษา 2561 เป็นแบบทดสอบมาตรฐานของสถาบันพระบรมราชชนก ประกอบด้วย แบบทดสอบปรนัย จำนวน 75 ข้อ 3.2.4 แบบทดสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของวิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี สำหรับใช้ในการศึกษานำร่อง ประกอบด้วย แบบทดสอบปรนัย จำนวน 75 ข้อ 3.2.5 แบบทดสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 ของสถาบันพระ บรมราชชนก เป็นแบบทดสอบมาตรฐานของสถาบันพระบรมราชชนก ประกอบด้วย แบบทดสอบปรนัย จำนวน 75 ข้อ 3.2.6 แบบทดสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 2 ของคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย แบบสอบถามแบบเติมคำ จำนวน 1 ข้อคำถาม 3.2.7 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างความคิดเห็นต่อรูปแบบการเตรียมความพร้อม 3.2.8 แบบประเมินการคิดอย่างมีวิจารณญาณใช้แบบวัดความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณ ของสถาบันพระบรมราชชนก (2546) 3.2.9 แบบประเมินเพื่อยืนยันรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI Model 3.2.10 แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตหลังได้รับรูปแบบการ เตรียมความพร้อม BSCI MODEL โดยใช้แบบวัดความพึงพอใจ Numerical Rating Scales: NRS แบ่งออกเป็น 4 ระดับคือ คะแนน 0 ไม่พึงพอใจ คะแนน 1-3 พึงพอใจน้อย คะแนน 4-6 พึงพอใจปานกลาง และคะแนน 7-10 พึง พอใจมากที่สุด 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ คือผลสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาลด้วยสถิติเชิงพรรณนา 4.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและสังเคราะห์ประเด็น หลักที่สำคัญ 5. การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง การศึกษาครั้งนี้ผ่านการพิจาณาเห็นชอบโดยสอดคล้องกับแนวปฏิญญาเฮลซิงกิจากคณะกรรมการ พิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ได้ใบรับรองเลขที่ 0010/2562 เพื่อให้ดำเนินการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่างโดยชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการเก็บ รวบรวมข้อมูล ประโยชน์หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการวิจัยในครั้งนี้ และเปิดโอกาสให้ ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยได้ซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ ก่อนลงนามยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยด้วยความเต็มใจ และ ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยสามารถถอนตัวออกจากการวิจัยได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้วิจัยทราบ โดยการ


ถอนตัวออกจากการวิจัยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อตัวเข้าร่วมโครงการวิจัยหรือญาติทั้งสิ้น นอกจากนี้ข้อมูลทั้งหมดใน การวิจัยจะนำเสนอในภาพรวมของกลุ่ม ไม่สามารถสืบค้นข้อมูลเป็นรายบุคคลได้


Click to View FlipBook Version