The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นายพิศิษฐ์ พลธนะ / นางสาวชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง
นางสุภาวดี นพรุจจินดา / นางขวัญฤทัย พันธุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SNCLibrary, 2023-06-12 02:15:45

การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์

นายพิศิษฐ์ พลธนะ / นางสาวชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง
นางสุภาวดี นพรุจจินดา / นางขวัญฤทัย พันธุ

บทที่ 4 ผลการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R & D) เพื่อพัฒนารูปแบบการ เตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในรายวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพการ และความต้องการเกี่ยวการพัฒนารูปแบบการเตรียมความ พร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยผู้วิจัยเลือกใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Method) และใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพในการ สังเคราะห์แนวคิดและประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณในการยืนยันและทดลองใช้เครื่องมือ นำเสนอตาม วัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้น ทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ และสังเคราะห์ งานวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรม 1. คุณลักษณะของงานวิจัยรูปแบบการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ การศึกษาที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์พบว่าส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยที่ศึกษารูปแบบการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 55.82 งานวิจัยส่วนใหญ่ตีพิมพ์ ในช่วงปีพ.ศ. 2560 – 2563 คิดเป็นร้อยละ 53.49 ระเบียบวิธีวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบกลุ่ม เดียวทดสอบก่อนและหลังเรียนรองลงมา คือ งานวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มทดสอบก่อนและหลังเรียน และการ วิจัยแบบผสมวิธี คิดเป็นร้อยละ30.23และ 16.28 ตามลำดับ ส่วนใหญ่ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 150 คน คิด เป็นร้อยละ 30.23 ส่วนใหญ่ศึกษาในวิทยาลัยพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 51.16 ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่1 จำนวนและร้อยละของงานวิจัยจำแนกตามคุณลักษณะงานวิจัย (n=43) ลักษณะทั่วไปของงานวิจัย จำนวน ร้อยละ ประเด็นการศึกษางานวิจัย - การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนฯ - การเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองฯ - รูปแบบการเรียน :- จิตตปัญญา :- การเรียนแบบเชิงรุก :- การจัดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง :- Case base learning :- การเรียนรู้แบบทีม 13 6 24 11 2 2 1 1 30.23 13.95 55.82 25.58 4.65 4.65 2.33 2.33


ลักษณะทั่วไปของงานวิจัย จำนวน ร้อยละ :- VARK :- เนื้อหา :- ทฤษฎีการสร้างความรู้ 5 1 1 11.63 2.33 2.33 ปีพ.ศ.ที่ตีพิมพ์ 2549 - 2553 4 9.30 2554 - 2559 16 37.21 2560- 2563 23 53.49 ระเบียบวิธีวิจัย กึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน 13 30.23 กึ่งทดลองแบบ2 กลุ่ม ทดสอบก่อนและหลังเรียน 7 16.28 การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) 1 2.33 การวิจัยเชิงพรรณนา 5 11.63 การวิจัยเชิงพรรณาหาปัจจัยทำนาย/ อำนาจทำนาย 1 2.33 การวิจัยและพัฒนา 4 9.30 การวิจัยแบบผสมวิธี(mixed-method research) 7 16.28 การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ 5 11.63 การสำรวจแบบภาคตัดขวาง 1 2.33 จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 5 - 30 5 11.63 31 -60 6 13.95 61 - 90 7 16.28 91 - 120 7 16.28 121 - 150 4 9.30 ≥ 150 13 30.23 ไม่ระบุ 1 2.33 สถานที่ศึกษา มหาวิทยาลัย 12 27.91 วิทยาลัยพยาบาล 22 51.16 โรงเรียนมัธยม 4 9.30 โรงเรียนประถม 4 9.30


ลักษณะทั่วไปของงานวิจัย จำนวน ร้อยละ วิทยาลัยอาชีวะศึกษา / อนุปริญญา 1 2.33 2. ผลการวิเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2549 - 2563 จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพบมี 3ประเด็น ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้น ทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และการเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริง โดยแต่ละประเด็นมีรายละเอียด ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนรู้จำนวน 24 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 55.82 พบว่าส่วนใหญ่มีรูปแบบการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนนักศึกษาส่วนใหญ่ มีรูปแบบการเรียนรู้แบบพึ่งพาและแบบมีส่วนร่วม และนักศึกษาชอบการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ (Multimodality) 2. การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์จำนวน 13 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 30.23 พบว่ารูปแบบของการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียน ฯ ที่คล้ายกัน คือ สรุปเนื้อหาตามแผนผังการออกข้อสอบของสภาการพยาบาล (test blueprint) กิจกรรมเพื่อน ช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาตามแผนผังการออกข้อสอบของสภา การพยาบาล (test blueprint)การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญการทำข้อสอบ การเฉลยข้อสอบ และเรียนรู้ เทคนิคในการทำข้อสอบการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาในแต่รายวิชาการเสริมแรงโดยรุ่นพี่ที่สําเร็จการศึกษา และการทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 3. การเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงจำนวน 6 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 13.95 พบว่า ผล จากการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่คล้ายกัน คือนักศึกษาได้ประสบการณ์ที่เกิดจากการ ปฏิบัติการพยาบาลด้วยตนเองเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สามารถทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนที่หลากหลายทั้ง ด้านความรู้ทักษะการตัดสินใจแก้ปัญหาการสื่อสารและการทำงานเป็นทีมนอกจากนี้ในการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์ จำลองเสมือนจริงประกอบด้วยการเตรียมผู้เรียนการสร้างสถานการณ์การปฏิบัติการตามสถานการณ์ที่กำหนด การ ตัดสินทางคลินิก การอภิปรายและการสะท้อนคิดซึ่งขั้นตอนของการอภิปรายถือว่าเป็นขั้นการเรียนรู้จาก ประสบการณ์ตนเองการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ดีขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มี ความสามารถในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลพัฒนาการคิดวิจารณญาณการตัดสินทางคลินิกและความมั่นใจใน การปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์ ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ประเด็นปัญหาและแนวทางของการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการ เตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์โดยการใช้ การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) 1. การวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางของการเตรียมความพร้อมของ ผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จากนักศึกษาและอาจารย์โดยใช้แบบสอบถามแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview)ในประเด็นการ


เตรียมความพร้อมด้วยตนเองฟังบรรยายและปรึกษาจากอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการมีเพื่อนช่วยเพื่อนฝึกทักษะการทำ ข้อสอบเสมือน และการเรียนโดใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นได้ดังนี้ “อ่านหนังสือตามเนื้อหาเพื่อสรุปย่อเนื้อหาที่สำคัญเป็นความคิดรวบยอดของตนเอง โดยใช้ mind mapping และฝึกวิเคราะห์ตาม blue print สภา ช่วยให้มีแนวทางในการอ่านหนังสือ” “นักศึกษาที่เป็น keymanที่ได้ไปทำความเข้าใจเนื้อหาและสรุปพร้อมทั้งทำสื่อ ทบทวนความรู้เพื่อนำมาทบทวนความรู้ให้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียนโดยแบ่งเป็นกลุ่ม ความรู้ที่ได้จากเพื่อนที่มี ความสามารถจะทำให้เพื่อนมีความรู้ และเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะได้เรียนรู้เนื้อหาที่แตกต่างจากที่ตนเองคิด และ การทบทวนความรู้จากเพื่อนด้วยกัน ทำให้กล้าแสดงความคิดเห็นและเป็นการ empowerment เพื่อนที่เป็น keymanอีกด้วย” “กิจกรรมการสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ โดยอาจารย์วิเคราะห์ ข้อสอบอย่างมีขั้นตอนทำให้นักศึกษาทราบเทคนิคการค้นหาคำหลักในโจทย์ข้อสอบและมีการคิดตามระหว่าง วิเคราะห์ข้อเฉลยในคำตอบของชุดข้อสอบ” “การทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะมีประโยชน์ ในการที่จะช่วยให้นักศึกษานำความรู้ทั้งหมดไปใช้ฝึกทำข้อสอบเป็นการช่วยฝึกกระบวนการคิดให้ถูกต้องเป็น ประโยชน์กับนักศึกษาในการเตรียมความพร้อมในการสอบจริงและเป็นการประเมินตนเอง” “การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทำให้นักศึกษาได้เตรียม ความพร้อมเสมือนเป็นการฝึกปฏิบัติจริง ถูกกระตุ้นการคิดอยู่ตลอดเวลา อยู่นิ่งไม่ได้ ขั้นตอนสุดท้ายอาจารย์จะให้ นักศึกษาสะท้อนคิดถึงการปฏิบัติในสถานการณ์ทำให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติและ นำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์จริงที่นักศึกษาจะต้องพบเจอ” “การเตรียมความพร้อมก่อนสอบสภามีความจำเป็นเพราะนักศึกษาทุกคนจะได้ เรียนรู้ในรูปแบบการเรียนที่หลากหลายที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child center learning) โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียน มีความรู้รวมถึงทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต” “กิจกรรมการสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบเหมาะที่จะเป็น ขั้นตอนภายหลังจากที่นักศึกษาได้ทบทวนความรู้ด้วยตนเองก่อน จะทำให้นักศึกษาได้ฝึกคิดและวางแผนการ ทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเองก่อน” 2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis)จากการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งเพื่อ เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ความ คิดเห็นได้ดังแผนภาพที่ 2


S : Strengths 1.วิทยาลัยฯมีนโยบายพัฒนาบัณฑิตให้มีความ เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ 2.มีหลักสูตรที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์จาก ผู้เชี่ยวชาญเน้นผู้เรียนลงมือกระทำ (Active Learning) 3.อาจารย์มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ 4.อาจารย์มีความทุ่มเท เสียสละ เป็นแบบอย่างที่ดี 5.มีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายโดยเน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 6. วิทยาลัยฯเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL) W : Weaknesses 1.ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยการคิดเชิงวิเคราะห์ หัวข้อ เสนอ ทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายและ เชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการและสอดคล้องกับบริบท ตามสภาพจริงค่อนข้างต่ำ (คะแนน 4.01 จากคะแนน เต็ม 5) 2.ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ 3.ผู้เรียนขาดความมั่นใจ ขาดแรงบันดาลใจ ท้อแท้กับ การอ่านหนังสือ 4.เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรของผู้เรียนชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 พบเฉลี่ยคะแนนสะสมตลอด หลักสูตร 2.91 ส่วนใหญ่คะแนนเฉลี่ยสะสมระหว่าง 3.00 – 2.41 คิดเป็นร้อยละ 66.10 5.ผลการทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาล ผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 มีผู้สอบผ่านเพียง 25 คน คิดเป็นร้อย ละ 21 และไม่ผ่าน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 79 จาก ผู้เรียน 118 คน O : Opportunities 1.มีการเรียนการสอนหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป รายวิชาพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบโดย อาจารย์ผู้สอนเป็นอาจารย์ภายใน 2.มีโครงการอัตลักษณ์บัณฑิตที่ส่งเสริมผู้เรียนในด้าน ต่างๆเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี ของการเรียนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 3.มีหนังสือที่เพียงพอต่อการค้นคว้าหาความรู้ 4.มีห้องสมุดที่เอื้อต่อการเรียนตลอดเวลา 5.IT มีความพร้อมใช้ 6.หอพักเอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนมีการพักใน วิทยาลัยตลอดหลักสูตร T : Threats 1.จำนวนผู้เรียนมีมาก ค่า FTES = 301.08 2.ผู้เรียนบางคนมีความสนใจกิจกรรมอย่างอื่น มากกว่าการเรียน 3.มีการจัดกิจกรรมมากทำให้ผู้เรียนเกิดความเหนื่อย ล้า(ตลอดปีการศึกษาเฉลี่ยประมาณ 25 – 30 กิจกรรม) 4.เนื้อหารายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่มีมากและ ซับซ้อน นอกจากนี้ยังเป็นการบูรณาการรายวิชาที่ รวมเด็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เป็นวิชาการพยาบาล บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดการสับสน แผนภาพที่3 วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis)


ระยะที่ 3 การวิจัยและพัฒนา ในระยะนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพโดยนำผลการศึกษาในระยะที่ 1 และ 2 และข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอกสารมากำหนดเป็นร่าง รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ดังแสดงใน แผนภาพที่ 4 ดังนี้ แผนภาพที่ 4 รูปแบบการเตรียมความพร้อม (BS-MODEL) ขั้นตอนที่2 ร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODEL ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การเรียนรู้แบบผสมผสาน (B) 2) การฝึกทักษะรวบยอดทางการพยาบาลโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง(S) ประเมินรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODEL โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก (x= ̅ 4.11 S.D.= .79) ขั้นตอนที่ 3 ศึกษานำร่อง (pilot study) โดยศึกษาผลของการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบ ผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลรายวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนกต่อการสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาลของสถาบันพระบรม ราชชนก พบว่า 1.1 ก่อนและหลังเข้าร่วมการเตรียมความพร้อมฯ นักศึกษามีค่าเฉลี่ยคะแนนสอบรวบยอดสถาบันพระ บรมราชชนก คือ 36.52 และ 45.39 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนสอบรวบยอดสถาบันพระบรมราช รูปแบบการเตรียมความพร้อม (BS-MODEL) 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง(SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3การสรุป -การสะท้อนคิดเพื่อนำไปสู่องค์ความรู้ที่ยั่งยืน


ชนก ของนักศึกษาในการตัวเตรียมตัวสอบก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเตรียมความพร้อมฯ พบว่า นักศึกษา มีผลสอบดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .01) ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนสอบรวบยอดสถาบันพระบรมราชชนก ของนักศึกษาในการตัวเตรียมตัว สอบก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเตรียมความพร้อมฯ 1.2 การวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงจากนักศึกษาและอาจารย์โดยใช้แบบสอบถามแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) นักศึกษาและอาจารย์มีความคิดเห็นว่าโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง เป็นรูปแบบที่มีความเป็นไปได้ มีความถูกต้องเชิงทฤษฎีและสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมของวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี สุพรรณบุรี ได้ โดยสามารถสรุปผล การวิเคราะห์ความคิดเห็นได้ดังนี้ 1.2.1 ความคิดเห็นต่อโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของ สถาบันพระบรมราชชนก นักศึกษาและอาจารย์เห็นด้วยกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมว่ามีความจำเป็น “นักศึกษาที่เป็น keyman ที่ได้ไปทำความเข้าใจเนื้อหาและสรุปพร้อมทั้งทำสื่อทบทวนความรู้เพื่อนำมา ทบทวนความรู้ให้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียนโดยแบ่งเป็นกลุ่ม ความรู้ที่ได้จากเพื่อนที่มีความสามารถจะทำให้เพื่อนมี ความรู้ และเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะได้เรียนรู้เนื้อหาที่แตกต่างจากที่ตนเองคิด และการทบทวนความรู้จากเพื่อน ด้วยกัน ทำให้กล้าแสดงความคิดเห็นและเป็นการ empowerment เพื่อนที่เป็น keyman อีกด้วย” S3 “กิจกรรมการสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ เป็นขั้นตอนที่นักศึกษาจะได้ความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับเนื้อหาสาระรายวิชาซึ่งจะเป็นการช่วยยืนยันสาระความรู้ว่าถูกต้องหรือไม่”S5 “การทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะมีประโยชน์ในการที่จะช่วยให้ นักศึกษานำความรู้ทั้งหมดไปใช้ฝึกทำข้อสอบเป็นการช่วยฝึกกระบวนการคิดให้ถูกต้องเป็นประโยชน์กับนักศึกษา ในการเตรียมความพร้อมในการสอบจริง” S7 “การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทำให้นักศึกษาได้เตรียมความพร้อมเสมือน เป็นการฝึกปฏิบัติจริง ถูกกระตุ้นการคิดอยู่นิ่งไม่ได้ ขั้นตอนสุดท้ายอาจารย์จะให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงการปฏิบัติ ทำให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ตนเองช่วยให้สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติรวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ได้ อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์จริงที่นักศึกษาจะต้องพบเจอ” S9 คะแนนสอบวัดความรู้ Mean SD t p df ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Pre-test) 36.52 5 .63 -16.28 .000 63 หลังเข้าร่วมโปรแกรม (Post-test) 45.39 5.55


“โปรแกรมมีความจำเป็นเพราะนักศึกษาทุกคนจะได้เรียนรู้ในรูปแบบการเรียนที่หลากหลายที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง (Child center learning)โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้รวมถึงทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อ การศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต” T3 “กิจกรรมการสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ เหมาะสมที่จะเป็นขั้นตอนที่อยู่ภาย หลังจากที่นักศึกษาได้ทบทวนความรู้ด้วยตนเองก่อน จะทำให้นักศึกษาได้ฝึกคิดและวางแผนการทบทวนความรู้ได้ ด้วยตนเองก่อน” T6 1.2.2 ความคิดเห็นในภาพรวมของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับ การใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันพระบรมราชชนก ในภาพรวมนักศึกษาและอาจารย์คิดว่ารูปแบบการเตรียมความพร้อมสามารถช่วยให้เกิดความพร้อมใน การเตรียมตัวสอบรวบยอดได้ “การเตรียมความพร้อมของอาจารย์ดีมากค่ะ จะกระตุ้นไม่ให้ขี้เกียจ และได้เข้าซิม หนูชอบค่ะ” S5 “โปรแกรมในภาพรวมมีประโยชน์ นักศึกษาจะได้เรียนรู้ วางแผนทบทวนความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งมี อาจารยเป็นที่ปรึกษา และเข้าซิมอีกครั้งทำให้ได้ฝึกคิดเสมือนจริงด้วย” T9 1.2.3 ความเป็นไปได้ของการใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการ ใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของ สถาบันพระบรมราชชนก มีความเป็นไปได้ในการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม เพราะสามารถทำให้นักศึกษา เกิดความพร้อมและมั่นใจในตนเองในการสอบมากขึ้น “ช่วยเตรียมความรู้ได้ดีมากค่ะ ทำให้นักศึกษามีความรู้เพิ่มมากขึ้นอีกเยอะเลย มั่นใจว่าจะสอบผ่านเพิ่ม มากขึ้น”S8 “มีความเป็นไปได้ในการใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงเพราะสามารถทำให้นักศึกษาเกิดความพร้อมมีความมั่นใจในตนเองในการสอบมาก ขึ้นและสามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติได้ดีขึ้น ภายใต้การตัดสินใจที่ดีมากขึ้น” T11 1.2.4 ความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงโดยใช้แนวคิด/ทฤษฎีใดเพิ่มเติม นักศึกษาให้ความเห็นตรงกันว่าบางครั้งนักศึกษายังไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือทบทวนความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเก็บรวบรวมความรู้ ทำให้ในบางครั้งการรับรู้อาจลดลงในบางครั้ง “อยากให้ให้อาจารย์ปรับให้มีกิจกรรมที่จะสามารถพัฒนาให้นักศึกษาสามารถเตรียมความพร้อมในการ สอบได้ดีขึ้น รวมทั้งสามารถเข้าใจเนื้อหาและพร้อมรับความรู้ในทุกกิจกรรมของการเตรียมความพร้อมที่อาจารย์ จัดให้ค่ะ” S1 “อยากให้ปรับปรุงด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงเพราะ บางครั้งนักศึกษาทราบเนื้อหาสาระในรายวิชาเป็นอย่างดีแต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงความคิดในการนำความรู้ไปใช้ ในแต่ละสถานการณ์ได้ จึงอยากให้อาจารย์เพิ่มขั้นตอนหรือกิจกรรมที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงความรู้ วิเคราะห์คำตอบที่จะใช้ทำข้อสอบค่ะ” S11


“ควรใช้แนวคิดเกี่ยวกับจิตปัญญามาใช้เป็นกระบวนการในการกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ สำรวจตนเอง เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดให้คุณค่าในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจ รับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง มีจุดมุ่งหมายให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และจะพัฒนานักศึกษามีความพร้อมและมีสมดุลภายในจิตใจ ส่งผลให้มีการ พัฒนามนุษย์ให้เกิดปัญญาสูงขึ้นอย่างแท้จริง” T8 “ควรปรับเพิ่มกระบวนการกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและนำมาใช้ ในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดความสามารถเชื่อมโยงความรู้ วิเคราะห์คำตอบที่จะ นำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างได้อาจทำให้สอบผ่านมากขึ้น” T12 2. ผลจากการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวแทนนักศึกษาและอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมโปรแกรมการเตรียมความ พร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอด ทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนก โดยเพิ่มอีก 2 กิจกรรมได้แก่ กิจกรรม การเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา และกิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของ นวัตกร ซึ่งสามารถสรุปรูปแบบการเตรียมความพร้อมที่ได้รับการพัฒนา โดยใช้ชื่อว่า “BSCI Model” ดังแสดงใน ภาพที่ 5 ดังนี้


ภาพที่ 5 รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI-MODEL 3. ผลการยืนยันโปรแกรมการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอดทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรม ราชชนกมีผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2 ตอน ดังนี้ 3.1 ผลจากการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน มีความคิดเห็นว่าโปรแกรมการเตรียมความ พร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อผลการสอบความรู้รวบยอด ทางการพยาบาลรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของสถาบันพระบรมราชชนก มีความเหมาะสมของรูปแบบ มีความ เป็นไปได้ในการใช้รูปแบบ มีความถูกต้องเชิงทฤษฎีและการนำไปใช้ได้จริงในทุกกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 100 โดย 3.2 ผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นว่ารูปแบบการเตรียมความพร้อม (BSCI Model) มีความเหมาะสม การ เพิ่มกิจกรรมที่ 3 คือ กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา และกิจกรรมที่ 4 คือ กิจกรรมการเตรียม ความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร ซึ่งการใช้กิจกรรมที่ 3 จะทำให้นักศึกษาได้เตรียมความพร้อม รูปแบบการเตรียมความพร้อม (BSCI-MODEL) 1. สไตล์การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาลกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน ในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดตามระบบที่มีความสัมพันธ์กับtest blueprint ของสภาการพยาบาล ใน รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง(SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 3. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา (Comtemplation Education=C) 3.1. การเจริญสติ/การฝึกสมาธิ (Mindfulness meditation) 3.2 จับกลุ่มสนทนา โดยใช้คำถาม 5W1H 3.3 การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที (Journal Reading in Pairs: Contemplative Interaction) 3.4 เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา (Reflective Inquiry) 3.5 การอภิปรายในชั้นเรียนและแสดงการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Facilitated Class Discussions and Critical Thinking) 4. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (Innovators DNA Transplantation Process=I) 4.1 การเชื่อมโยงความคิด 4.2 การตั้งคำถาม 4.3 การสังเกต 4.4 การปฏิสัมพันธ์ 4.5 การทดลอง การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) - การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) จาก - นักศึกษา - อาจารย์


ด้านจิตใจและมีสมาธิกับปัจจุบัน ส่งผลให้การเรียนรู้ดีขึ้น ส่วนกิจกรรมที่ 4 จะสามารถพัฒนานักศึกษาให้มีมุมมอง ที่หลากหลายเพื่อค้นหาความคิดใหม่ ส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดความสามารถเชื่อมโยงความรู้ วิเคราะห์คำตอบที่จะ นำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างได้ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมที่ได้รับ การพัฒนาเพิ่มขึ้นใหม่ ระยะที่ 4 พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมจากรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODEL เป็น รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODELประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การเรียนรู้แบบผสมผสาน (B) และ 2) การฝึกทักษะรวบยอดทางการพยาบาลโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง(S) 3) กิจกรรมการเตรียม ความพร้อมด้วยจิตตปัญญา (C) 4) กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (I) และประเมินรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก (x= ̅ 4.13 S.D.= 0.81) และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า 2 กิจกรรมหลักที่เพิ่มจะส่งผลให้มีการพัฒนามนุษย์ให้ เกิดปัญญาสูงขึ้นอย่างแท้จริง จึงควรปรับเพิ่มกระบวนการกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร เพื่อพัฒนา กระบวนการคิดและนำมาใช้ในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดความสามารถเชื่อมโยง ความรู้ วิเคราะห์คำตอบที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างได้ดังแสดงในภาพที่ 6 ดังนี้


ภาพที่ 6 รูปแบบการเตรียมความพร้อม BS MODEL ที่พัฒนาเป็นรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ระยะที่ 5 ทดลองใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL กับการสอบวัดความรู้รวบยอดทางการ พยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 พบว่า ยืนยันโดยผู้เชี่ยวชาญ รูปแบบการเตรียมความพร้อม(BSCI MODEL) 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตาม ขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดตามระบบที่มีความสัมพันธ์กับ test blueprint ของสภาการพยาบาล ในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง(SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3 การสรุป 3. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา (Comtemplation Education=C) 3.1. การเจริญสติ/การฝึกสมาธิ (Mindfulness meditation) 3.2 จับกลุ่มสนทนา โดยใช้คำถาม 5W1H 3.3 การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที (Journal Reading in Pairs: Contemplative Interaction) 3.4 เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา (Reflective Inquiry) 3.5 การอภิปรายในชั้นเรียนและแสดงการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Facilitated Class Discussions and Critical Thinking) 4. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของ นวัตกร (Innovators DNA Transplantation Process=I) 4.1 การเชื่อมโยงความคิด 4.2 การตั้งคำถาม 4.3 การสังเกต 4.4 การปฏิสัมพันธ์ 4.5 การทดลอง รูปแบบการเตรียมความพร้อม(BS MODEL) 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตาม ขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดตามระบบที่มีความสัมพันธ์กับ test blueprint ของสภาการพยาบาล ในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง(SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3 การสรุป


1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 103 คน คิดเป็นร้อยละ 87.29 และเพศ ชาย จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 12.71 นักศึกษาส่วนใหญ่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 2.51 – 2.99 จำนวน 70 คน คิด เป็นร้อยละ 59.31 รองมาเกรดเฉลี่ยสะสม 3.00 ขึ้นไป จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 35.59 และเกรดเฉลี่ยสะสม ≤ 2.50 จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 5.09 ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (n=118) ตัวแปร จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ ชาย 15 12.71 หญิง 103 87.29 เกรดเฉลี่ยสะสม ≤ 2.50 6 5.09 2.51 – 2.99 70 59.31 ≥3.00 42 35.59 (เกรดเฉลี่ยสูงสุด = , ต่ำสุด = , เฉลี่ย = , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = ) 2. ค่าเฉลี่ยผลสอบรวบยอดทางการพยาบาลของสถาบันพระบรมราชชนก รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี พบว่า มีนักศึกษาสอบผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย ( = 41.73) ในรายวิชา 3. ความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณก่อนและหลัง ได้รับรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI Model แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 (t = 4.094, p = .000) โดยค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณของนักศึกษาหลังได้รับการเตรียมความ พร้อมฯ เท่ากับ 25.28 (SD = 3.13) และค่าเฉลี่ยก่อนได้รับการเตรียมความพร้อมฯ เท่ากับ 23.92 (SD = 3.56) รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณก่อนและหลังได้รับรูปแบบการเตรียม ความพร้อม BSCI Model ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี(N = 118) ตัวแปร ก่อนได้รับรูปแบบฯ หลังได้รับรูปแบบฯ t df p-value Mean SD Mean SD ความสามารถในการ คิดแบบมีวิจารณญาณ 23.92 3.562 25.28 3.127 4.094 117 .000


*p < .05 4. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี พบว่า ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษา พยาบาลศาสตรบัณฑิต โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ( = 25.28) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการกำหนดสมมติฐาน ( = 4.03) และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณด้านที่ต่ำ ที่สุดคือ การประเมินความสมเหตุสมผล ( = 2.08) ดังแสดงในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษา พยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำแนกรายด้านและภาพรวม (N = 118) ความสามารถในการคิด อย่างมีวิจารณญาณ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การแปลผล รายด้าน การระบุประเด็นปัญหา 4.01 1.148 ปานกลาง การรวบรวมข้อมูล 3.55 1.235 ปานกลาง การพิจารณาความน่าเชื่อถือ 3.71 1.043 ปานกลาง ระบุลักษณะข้อมูล 3.02 1.145 ปานกลาง การกำหนดสมมติฐาน 4.03 1.042 สูง การลงข้อสรุป 3.50 1.172 ปานกลาง การประเมินความสมเหตุสมผล 2.08 1.076 ต่ำ โดยรวม 3.41 1.123 ปานกลาง ระยะที่ 6 ประเมินการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 1 (Development: D3) จากผลการสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 พบค่าเฉลี่ยคะแนนสอบเท่ากับ 43.19 โดยมีนักศึกษาสอบผ่านเกณฑ์ จำนวน 64 คน คิดเป็นร้อยละ 54.24การประเมินรูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (x= ̅ 4.30 S.D.= .26) และความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบ การเตรียมความพร้อม BSCI MODEL อยู่ในระดับมากที่สุด เท่ากับ x̅= 8.28 S.D.= .46 ดังผลการสนทนากลุ่ม ของกลุ่มตัวอย่างในตารางที่ 5


ตารางที่ 5 ผลการสนทนากลุ่มของกลุ่มตัวอย่าง รูปแบบ เนื้อหา บทสัมภาษณ์ การจัดการ เรียนรู้แบบ ผสมผสาน 1.การเตรียมความ พร้อมอย่างเป็น ระบบ “...หนูจัดตารางในการอ่านหนังสือและไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน มีการจัดการ กำกับตัวเองในการอ่าน หนังสือและทำสรุปความรู้ตามมโนทัศน์ตาม test blueprint สภาการการพยาบาล...” “...ทำให้หนูรู้ว่าตัวเองยังไม่เข้าใจประเด็นไหนบ้าง และมีแนวทางในการอ่านหนังสือ...” 2. ฟังบรรยายและ ปรึกษาจากอาจารย์ที่ เชี่ยวชาญ “...อาจารย์วิเคราะห์แบบฝึกหัดตามระบบอย่างมีขั้นตอนทำให้นักศึกษาทราบเทคนิคการค้นหาคำหลักใน โจทย์แบบฝึกหัดตามระบบและมีการคิดตามระหว่างวิเคราะห์ข้อเฉลยในคำตอบของชุดแบบฝึกหัดตาม ระบบ...” “...ทำให้หนูเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์จากคำแนะนำของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญรู้จุดอ่อนของตัวหนูเองว่าจะ ไปอ่านตรงไหนเพิ่มค่ะ...” 3. การมีเพื่อนช่วย เพื่อน “...วิทยาลัยแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อติวระหว่างเพื่อน ทำให้หนูมีเทคนิคการช่วยจําที่ดีและใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ทํา ให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น...” 4. ฝึกทักษะการทำ แบบฝึกหัดตามระบบ ที่มีความสัมพันธ์กับ test blueprint สภา การพยาบาล “...ฝึกทำแบบฝึกหัดตามระบบทางออนไลน์เพื่อวิเคราะห์เชื่อมโยงตามผังการวิเคราะห์ข้อสอบของสภาการ พยาบาลและเป็นการประเมินตนเอง...” การฝึกทักษะ รวบยอดโดย ใช้ สถานการณ์ จำลองเสมือน จริง (SBL) 1. เกิดความมั่นใจ “...ผมได้เรียนแบบนี้มาสองครั้ง และพอมาสอบเจอสถานการณ์เดิมอีกทำให้ผมรู้สึกว่าทำได้ดีขึ้น อะไรที่เคย ทำพลาดไปคราวก่อนคราวนี้ผมก็ไม่ทำ และผมมีความมั่นใจมากขึ้นครับ มันเหมือนมีคนให้โอกาสเราได้แก้ ตัวในสิ่งที่เราพลาด และพอเราทำได้ ผมภูมิใจมากครับ...” “...การซ้อมบ่อยๆ ทำบ่อยๆ ทำให้เรามั่นใจ ...” “...ทำให้รู้จุดอ่อนของตนเองและจุดที่ต้องกลับไปอ่านเพิ่มเติม ...” 2. ส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ “...ทำให้หนูได้คิด วิเคราะห์แก้ไขปัญหาทางการพยาบาลและก็พยายามเชื่อมโยงกับสิ่งที่หนูเรียนมาไปสู่การ ปฏิบัติเสมือนจริงค่ะ...” 3. ส่งเสริมการ ตัดสินใจ “...หนูว่าการตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญเราจะต้องประเมินผู้ป่วยรวบรวมข้อมูลต่างๆและตัดสินใจที่จะรายงาน แพทย์เมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของผู้ป่วยอยู่ในมือเรา ถ้าตัดสินใจช้าไปผู้ป่วยคงแย่...” กระบวนการ จิตตปัญญา ศึกษา 1. ทำให้มีสมาธิและ สติ “...การทำสมาธิก่อนช่วยทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย มีสมาธิมากขึ้น ใจสงบในการเรียน รู้ว่าตอนนี้กำลังทำ อะไรอยู่...” 2. สรุปประเด็น สำคัญได้ “...การฟังเพื่อนอย่างลึกซึ้ง ทำให้ได้เรียนรู้การสรุปประเด็นสำคัญจากเพื่อนและเปรียบเทียบว่าเหมือนหรือ ต่างกันประเด็นไหนบ้างแล้วกลับมาทวนสรุปตามความเข้าใจของตัวเอง... ” 3. คิดวิเคราะห์และ เชื่อมโยงได้ “..การได้สรุปความคิดรวบยอด เพื่อนำความรู้ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในกลุ่ม ช่วยให้หนูเกิด กระบวนการคิดวิเคราะห์และนำไปใช้ในการสอบได้จริงๆ.. ” กระบวนการ ปลูกดีเอ็นเอ ของนวัตกร 1. พบวิธีการทบทวน ความรู้ที่เหมาะสม กับตนเอง “…หนูตก 4 เลยค่ะ แต่ลองคิดวิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนแล้วเข้าใจมากขึ้น ทำข้อสอบรวบ ยอดของ สบช.ได้ตั้ง63 คะแนนเลยค่ะ…” “…ค่อยๆ คุยและช่วยกันคิดหาคำตอบ ช่วยกันยกตัวอยากแบบนี้ ทำให้เข้าใจกว่าอ่านเองหรือนั่งแม็บเอง เยอะเลยค่ะ…” ระยะที่ 7 ทดลองใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ซ้ำกับการสอบวัดความรู้รวบยอด ทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 2 พบว่า


1. ผลการสอบรวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันสมทบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี มีคะแนนสูงสุดเท่ากับ 48 คะแนน คะแนนต่ำสุด 13 คะแนน คะแนนเฉลี่ย 34.050 (ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 6.470) นักศึกษาส่วนใหญ่มีคะแนนค่อนข้างดี โดยมีค่าความเบ้เท่ากับ -0.411 ซึ่งขัดแย้งกับ จำนวนนักศึกษาที่ผ่านที่มีเพียง 39 คน แต่เมื่อพิจารณาจากค่าความโด่งของคะแนนสอบ พบว่า มีการกระจาย มากโดยมีค่าเท่ากับ 0.484 คะแนน ดังแสดงในตารางที่ 6 ตารางที่ 6 ผลการสอบรวบยอดสถาบันสมทบมหาวิทยาลัยมหิดล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ (n=118) ค่าสังเกต คะแนน คะแนนต่ำสุด (minimum) 13.000 คะแนนสูงสุด (maximum) 48.000 พิสัย (range) 35.000 คะแนนเฉลี่ย (mean) 34.050 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (std. deviation) 6.470 ความเบ้(skewness) -0.411 ความโด่ง (kurtosis) 0.484 จำนวนนักศึกษาที่สอบผ่าน (สอบได้คะแนนมากกว่า หรือเท่ากับ 38 คะแนน) 39.000 จำนวนนักศึกษาที่สอบไม่ผ่าน (สอบได้คะแนนน้อยกว่า 38 คะแนน) 79.000 2. ผลการวิเคราะห์โครงสร้างและกระบวนการของ BSCI MODEL การวิเคราะห์โครงสร้างและกระบวนการของ BSCI MODEL จากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสนทนากลุ่ม นักศึกษา พบว่า 2.1 รูปแบบการเตรียมความพร้อม ฯ ผ่อนคลาย ไม่ทำให้รู้สึกตึงเครียด “การเตรียมความพร้อมครั้งนี้ รู้สึกผ่อนคลายกว่าครั้งก่อนๆ ไม่รีบเร่ง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ค้นและ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและอาจารย์ทำให้หนูสบายใจ และอยากเรียนมากค่ะ” S1 “...เราน่าจะคุยกันและทำกิจกรรมแบบนี้กันอีกนะคะ สนุกดีค่ะอาจารย์” S2 “สนุกและได้ทบทวนความรู้ด้วยค่ะ ไม่เครียดเลยค่ะ...” S4 2.2 การเตรียมความพร้อมครั้งนี้ รู้สึกเข้าใจและเชื่อมโยงความคิดจากเนื้อหาให้บทเรียนได้ดีขึ้น “...ถึงหนูจะสอบมหิดลไม่ผ่าน แต่การทบทวนแบบนี้ทำให้หนูเข้าใจและรู้เลยว่าทำไมสอบตก ตอน สอบสภาหนูน่าจะผ่านนะคะ” S10 2.3 นักศึกษาพบวิธีการทบทวนความรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง


“หนูตก 4 เลยค่ะ แต่ลองคิดวิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนแล้วเข้าใจมากขึ้น ทำข้อสอบเสมือน ของอาจารย์ได้ตั้ง 63 คะแนนเลยค่ะ” S5 “...ค่อยๆ คุยและช่วยกันคิดหาคำตอบ ช่วยกันยกตัวอยากแบบนี้ ทำให้เข้าใจกว่าอ่านเองหรือนั่ง แม็บเองเยอะเลยค่ะ” S7 2.4 การแบ่งกลุ่มนักศึกษามีความเหมาะสม แต่ระยะเวลาในการเข้ากลุ่ม ยังน้อยหรือบางหัวข้อก็มากเกินไป “อาจารย์แบ่งกลุ่มน้อยๆ แบบนี้ก็ดีนะคะ ของหนูมี 5 คน ทำให้ถามอาจารย์ได้ แต่หนูยังไม่เข้าใจบาง หัวข้อ อยากให้เพิ่มเวลาค่ะ”S10 “กลุ่มหนูมี 15 คนค่ะ เยอะมาก และแย่งกันพูด ทำให้เวลาดูน้อยๆ บางหัวข้อเราก็วิเคราะห์กันจนจบ ยังไม่หมดเวลาเลยค่ะ”S10 กล่าวโดยสรุป BSCI MODEL เป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมความพร้อมในการสอบรวบ ยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันสมทบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอาจเหมาะสมสำหรับ การเตรียมความพร้อมในการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ได้ ระยะที่ 8 ยืนยันรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง โดย ผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการเตรียมความพร้อมและกิจกรรมของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (x= ̅ 4.78 S.D.= .45) ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL เท่ากับ x= ̅ 9.02 S.D.= .47 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งจากการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการ เตรียมความพร้อม BSCI MODEL ทั้ง 2 ครั้ง พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อนำรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL มาใช้ซ้ำพบว่า ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 2 สูงกว่าการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(t117 = 12.15, p <.01) ดังแสดงในตารางที่ 7 ตารางที่ 7เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี (N = 118) ตัวแปร ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 t df p-value Mean SD Mean SD ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อ การใช้รูปแบบการเตรียมความ พร้อม BSCI MODEL 8.28 .47 9.02 .47 12.15 117 .000 *p < .01


บทที่ 5 สรุป และอภิปรายผลการวิจัย สรุปผลการวิจัย 1. รูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL ประกอบด้วย 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning = B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดตามระบบที่มีความสัมพันธ์กับ test blueprint ของสภาการพยาบาล ในรายวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL = S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) - การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน - การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ - การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3 การสรุป 3. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา (Comtemplation Education = C) 3.1 การเจริญสติ/การฝึกสมาธิ (Mindfulness meditation) 3.2 จับกลุ่มสนทนา โดยใช้คำถาม 5W1H 3.3 การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที (Journal Reading in Pairs: Contemplative Interaction) 3.4 เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา (Reflective Inquiry) 3.5 การอภิปรายในชั้นเรียนและแสดงการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Facilitated Class Discussions and Critical Thinking) 4. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (Innovators DNA Transplantation Process = I) 4.1 การเชื่อมโยงความคิด 4.2 การตั้งคำถาม 4.3 การสังเกต


4.4 การปฏิสัมพันธ์ 4.5 การทดลอง 2. ผลลัพธ์การใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมฯ BSCI MODELพบว่าผลการสอบรวบยอดทางการ พยาบาลวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 นักศึกษาที่สอบผ่าน คิดเป็นร้อยละ 54.24 นอกจากนี้ยังพบว่า หลังจาก ใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมนักศึกษามีค่าคะแนนเฉลี่ยของการคิดอย่างมีวิจารณญาณเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ p <.01 (t117 = 4.094, p = .000) และผลการสอบรวบยอดทางการพยาบาลวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 2 นักศึกษาสอบผ่าน คิดเป็นร้อยละ 56.78 ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น 3. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ BSCI MODEL ของนักศึกษาครั้งที่ 2 สูงกว่าครั้งที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p <.01 (t117 = 12.15, p = .000) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่า BSCI MODEL เชิงโครงสร้างของรูปแบบมีความชัดเจน เชื่อมโยงเนื้อหาสาระวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ครบถ้วน เชิง กระบวนการสามารถดำเนินการได้จริงส่งผลให้นักศึกษามีผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้น และเป็นรูปแบบที่มีความเหมาะสม สำหรับใช้ในการจัดการศึกษาทางการพยาบาล อภิปรายผลการวิจัย 1. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบ ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการ สอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ได้นำทฤษฎีระบบ ของลัดวิก วอน เบอร์ทาแลนฟี่ (Ludwig Von Bertalanffy, 1968) มาใช้ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักคือ 1. ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ 1.1 ผู้สอน 1.2 ผู้เรียน 1.3 ทรัพยากร 2. กระบวนการ โดยนำกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Tranformative Learning: TL) ซึ่ง พบว่ากระบวนการจิตตปญญาศึกษา (Contemplative Education) เปนเครื่องมือสําคัญของการเรียนรูเพื่อการ เปลี่ยนแปลง (ละเอียด แจ่มจันทร์ รวิภา บุญชูชวย และสุนีย อินทรสิงห์, 2557) มาสร้างรูปแบบการเตรียมความ พร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ กระบวนการ ประกอบด้วย 2.1 รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ได้แก่ 2.1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตาม test blueprint สภาการพยาบาลในวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่เพื่อ เป็นการฝึกทักษะการแยกแยะ การประมวลความรู้และความคิด และการมีวิจารณญาณในการตัดสินใจเป็นการ จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (active learning) โดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ความรู้โดยตรงจากการลงมือกระทำ ด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆที่หลากหลายเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2.1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้(Peer Teaching) ซึ่งวิธีการเรียนรู้แบบ เพื่อนช่วยเพื่อนจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนช่วยเหลือกัน ทํากิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง เพื่อน และมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนชวยเพื่อนเรื่องระบบโครงรางของรางกายรายวิชากายวิภาคศาสตรและสรีรวิทยา 1 ของ


นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีตรัง จันทรเพ็ญ เลิศวนวัฒนา วรารัตน ทิพยรัตน และเบญจวรรณ ชวยแกว (2558) พบว่า การสอนโดยใช้รูปแบบเพื่อนชวยเพื่อนเปนการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผูเรียนเปนศูนย กลาง มุงเนนใหผูเรียนไดมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอนสมํ่าเสมอเปนการจัดสภาพการเรียนการสอนที่กระ ตุนใหผูเรียนปฏิบัติการเรียนรูดวยตนเองมีการแสดงความคิดเห็นและทํางานทุกอยางในการเรียนรูดวยตนเองอีกทั้ง มุงเนนใหมีปฏิสัมพันธระหวางผูสอนและเพื่อนนักศึกษาดวยกันเสริมสรางความสัมพันธที่ดีในกลุมนักศึกษา เนื่องจากนักศึกษาไดมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นความรู้ที่แตละคนเขาใจชวยใหนักศึกษามีความเขาใจ บทเรียนมากขึ้นและเพิ่มความสามัคคีความสบายใจไมเครียดและมีความสุขในการเรียน และการศึกษาการเรียนรู้ แบบเพื่อนช่วยเพื่อนในกิจกรรมการสอบสาธิตย้อนกลับกลไกการคลอดของกนกอร ศรีสมพันธุ์ บังอร ศิริสกุล ไพศาล และศุภาพิชญ์ โฟน โบร์แมนน์ (2560) ศึกษาวิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนพบว่าเป็นวิธีที่ช่วยส่งเสริม ให้ผู้เรียน ช่วยเหลือทํากิจกรรมร่วมกัน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน และมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนมีผลการ เรียนที่ดีขึ้น 2.1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาตาม test blueprint สภาการพยาบาล ซึ่ง ผลการวิจัยของ The National Education Association’s Adult Education Division: NTL กล่าวถึงปิรามิด แห่งการเรียนรู้ว่า การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน (Discussion) เช่น การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่มจะช่วย ให้จำได้ถึง 50% และหากได้สอนผู้อื่น (Teaching) เช่น การติวหรือการสอนจะช่วยให้จำได้ถึง 90% 2.1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบซึ่งสอดคล้องกับจิรพงศ์ยืนยง และ นิรัช สุดสังข์(2560) ที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดคอนสตรักติวิสต์เรื่องหลักการออกแบบผ่าน บทเรียนคอมพิวเตอร์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยผู้เรียนทุกคนสามารถทําความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ด้วยตนเองโดยอาศัยประสบการณ์เดิมที่มีก่อน ทําให้เกิดการเชื่อมโยงความรู้ใหม่การที่ครูเป็นผู้ชี้นําเปรียบเสมือน เส้นทางการกระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าไปสู่กระบวนการเรียนด้วยตนเองโดยเนื้อหาที่สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้และ ความเข้าใจในทฤษฏีได้ 2.1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดตามระบบที่มีความสัมพันธ์กับ test blueprint ของสภาการพยาบาล ใน รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยได้ทดลองทำแบบทดสอบในฐานข้อมูล และให้ทำแบบทดสอบระหว่างเรียน พร้อม กับการได้รับทราบผลของคะแนนที่ผู้เรียนทำได้ ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับรู้ว่าผู้เรียนมีความสามารถในการสอบมีความ มั่นใจในการสอบ รู้สึกว่าตนเองมีความรู้และความสามารถที่จะทำข้อสอบได้ ให้ความสำคัญกับการสอบและรับรู้ว่า การสอบครั้งนี้มีความสำคัญมาก จึงต้องกระตือรือร้นในการเรียนค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม (ธนวันต์ ศรีอมรรัตนกุล และคณะ, 2560) และพบว่าการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์ช่วยลดความวิตกกังวล และเพิ่มความพร้อมให้แก่นักศึกษา


ภาพที่ 6 ระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ปัจจัยนำเข้า (Inputs: I) - ผู้สอน - ผู้เรียน - ทรัพยากร ผลผลิต (Outputs: O) - ผลการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุง ครรภ์ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback: F) การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่) กระบวนการ(Process) รูปแบบการเตรียมความพร้อม(BSCI MODEL) 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดตามระบบที่มีความสัมพันธ์กับ test blueprint ของสภาการพยาบาล ในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง(SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3 การสรุป 3. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยจิตตปัญญา (Comtemplation Education=C) 3.1. การเจริญสติ/การฝึกสมาธิ (Mindfulness meditation) 3.2 จับกลุ่มสนทนา โดยใช้คำถาม 5W1H 3.3 การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที (Journal Reading in Pairs: Contemplative Interaction) 3.4 เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา (Reflective Inquiry) 3.5 การอภิปรายในชั้นเรียนและแสดงการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Facilitated Class Discussions and Critical Thinking) 4. กิจกรรมการเตรียมความพร้อมด้วยกระบวนการปลูกดีเอ็นเอของ นวัตกร (Innovators DNA Transplantation Process=I) 4.1 การเชื่อมโยงความคิด 4.2 การตั้งคำถาม 4.3 การสังเกต 4.4 การปฏิสัมพันธ์ 4.5 การทดลอง


2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation Based Learning: SBL) ใช้ โจทย์สถานการณ์ภาวะช็อกจากการติดเชื้อโดยการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญในภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุ จัดทำโจทย์สถานการณ์ที่ประกอบด้วยทักษะพื้นฐานทางการพยาบาล และแบบประเมินทักษะทางคลินิก (OSCE) โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกวิทยาลัยฯ เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพ ประกอบด้วย 2.1 การเตรียมผู้เรียนโดยให้ผู้เรียนทบทวนความรู้ เนื้อหาตาม test blueprint ของสภาการพยาบาล และทักษะทางการพยาบาล 2.2 การเรียนในสถานการณ์โดยให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิด ตัดสินใจ แก้ไขปัญหาและเชื่อมโยงความรู้ สู่การปฏิบัติผ่านทักษะทางการพยาบาล 2.3 การสรุปการเรียนรู้โดยจะช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองเสมือนอยู่ใน สถานการณ์จริงสรุปผลการเรียนรู้โดยการสะท้อนคิดประสบการณ์จากสถานการณ์จำลองช่วยถ่ายโยงความรู้จาก ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจ วิเคราะห์ความคิด ความรู้สึกต่อกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในสถานการณ์ ได้ แนวคิดที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ ส่งเสริมทักษะการปฏิบัติการพยาบาล การให้เหตุผลทางการ พยาบาล การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การตัดสินใจทางการพยาบาล และทักษะที่ไม่ใช่การปฏิบัติการพยาบาล ได้แก่ การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร (สมจิตต์ สินธุชัย และกันยารัตน์ อุบลวรรณ, 2560) 3. กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ประกอบด้วย 3.1 การเจริญสติ/ฝึกสมาธิ(Mindfullness meditation) 3.2 จับกลุ่มสนทนา 3.3 การเขียนบันทึกแสดงความรู้สึกทันที 3.4 เข้ากลุ่มสะท้อนคิดด้วยสุนทรียสนทนา 3.5 การจัดให้อภิปรายในชั้นเรียนและแสดงความคิดเห็นอย่างมีวิจารณญาณโดยการนำแนวคิดจิตตปัญญาศึกษามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้จะช่วยพัฒนาให้นักศึกษาเรียนรู้อย่างเปิดกว้าง มีการตระหนักรู้ใน ตนเอง และผู้อื่น มีสติ สมาธิ มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เชื่อมั่นและไว้วางใจ เคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ สอดคล้องกับการศึกษาจิตตปัญญาศึกษา: กิจกรรมและการประเมินการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาพยาบาล ศาสตรบัณฑิตของ กรศศิร์ ชิดดีศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์กรรณิกา เกตุนิล มุสลินท์โตะแปเราะ และนันทา กาเลี่ยง (2562) และผลการบูรณาการจิตตปัญญาศีกษาในรายวิชาปฏิบัติการการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ3: กรณีศึกษาหอผู้ป่วยหนักโรงพยาบาลยโสธรของศิราณี อิ่มน้ำขาว และคณะ (2554) โดยการจัดกิจกรรมตาม แนวคิดจิตตปัญญาช่วยลดความวิตกกังวล ลดความเครียดของนักศึกษา การได้บอก เล่าเรื่องราวของตนเองช่วยให้ เกิดการระบายความคับข้องใจและความรู้สึก รู้จักวิเคราะห์ปัญหาของตนเองและปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น เกิด กำลังใจและพร้อมสำหรับการมุ่งมั่นในการฝึกปฏิบัติ และการศึกษาการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ปฏิบัติการพยาบาลตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์และแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อส่งเสริมความร่วม รู้สึกในการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลของนุสรา นามเดช (2559) พบว่านักศึกษาพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความ ร่วมรู้สึกในการพยาบาลสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และนักศึกษาทุกคนเกิดการ เปลี่ยนแปลงความร่วมรู้สึกในการพยาบาล


4. กระบวนการปลูกดีเอ็นเอของนวัตกร (Dyer Hal & Clayton, 2011) ประกอบด้วย 4.1 การเชื่อมโยงความคิด (Associating) 4.2 การตั้งคำถาม (Questioning) 4.3 การสังเกต (Observing) 4.4 การปฏิสัมพันธ์ (Networking) 4.5 การทดลอง (Experimenting) ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 มีการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยอย่างเป็น รูปธรรม เช่น การเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ โดยพบว่าปัจจัยที่ ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจหรือความถนัดของผู้เรียนซึ่งจะ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามที่คาดหวัง ในขณะที่กิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับความสนใจหรือความ ถนัดของผู้เรียนอาจขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ตามทฤษฎีการ เรียนรู้จากประสบการณ์ของโคล์ป (Kolb & Kolb, 2005)เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาโดย อาศัยการปฏิบัติเพื่อสั่งสมประสบการณ์ การสะท้อนคิดจากการสังเกตการณ์สร้างความคิดรวบยอด และการสร้าง แนวทางพัฒนาพบว่าการใช้การสอนโดยการสะท้อนคิด เป็นวิธีที่สามารถส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ นักศึกษาพยาบาลได้ดีสอดคล้องกับกรรณิกา วิชัยเนตร (2557) ศึกษาการสะท้อนคิด: การสอนเพื่อให้นักศึกษา พยาบาลพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลการคิดอย่างมีวิจารณญาณซึ่งมีความสําคัญ และจําเป็นสําหรับพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคและแผนการรักษาที่มีความซับซ้อนเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ได้รับประโยชน์สูงสุดดังนั้นพยาบาลจึงเป็นบุคคลสําคัญที่จะต้องคิดวางแผนตัดสินใจแก้ปัญหาทางคลินิกที่เกิด ขึ้นอยู่ตลอดเวลาการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นสมรรถนะหลักสำหรับนักศึกษาพยาบาลในการเรียนการสอนสาขา พยาบาลทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติในคลินิกเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพของนักศึกษาพยาบาลให้เป็น พยาบาลที่มีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นพื้นฐานของกระบวนการพยาบาลที่ช่วยให้มีการแก้ปัญหาอย่างเป็น ระบบ (วิจิตรา กุสุมภ์และสุลี ทองวิเชียร, 2560) และการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดเพื่อ พัฒนากระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณในนักศึกษาพยาบาลของปิยาณี ณ นครดนุลดา จามจุรีดรุณี ชุณหะวัต และมนัส บุญประกอบ (2559) พบว่าแนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสะท้อนคิดที่ได้จากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มมีความสอดคล้องกันของขั้นตอนแต่ละขั้นตอนที่สามารถส่งผลให้บุคคล ได้พัฒนาตนเองและนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และแต่ละขั้นตอนในแนวทางการจัดการ เรียนรู้สามารถส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาได้ชัดเจน ขึ้นทั้งนี้ในแต่ละขั้นตอนของรูปแบบการเตรียมความพร้อมได้จัดกระบวนการสนทนากลุ่มให้นักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำข้อเสนอแนะมาพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบ ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ (ข้อมูลป้อนกลับ: Feedback) ซึ่งสะท้อน ผลลัพธ์ของการเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ดังแสดงในตารางที่ 8 ดังนี้


ตารางที่ 8 สะท้อนผลลัพธ์ของการเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ รูปแบบ เนื้อหา บทสัมภาษณ์ การจัดการเรียนรู้แบบ ผสมผสาน 1.การเตรียมความพร้อมอย่าง เป็นระบบ 2. ฟังบรรยายและปรึกษาจาก อาจารย์ที่เชี่ยวชาญ 3. การมีเพื่อนช่วยเพื่อน 4. ฝึกทักษะการทำข้อสอบ เสมือน “...หนูจัดตารางในการอ่านหนังสือและไปแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับเพื่อน มีการจัดการ กำกับตัวเองในการอ่าน หนังสือและทำสรุปความรู้ตามมโนทัศน์ตาม test blueprint สภาการการพยาบาล...” “...ทำให้หนูรู้ว่าตัวเองยังไม่เข้าใจประเด็นไหนบ้าง และมีแนวทางในการอ่านหนังสือ...” “...อาจารย์วิเคราะห์ข้อสอบอย่างมีขั้นตอนทำให้ นักศึกษาทราบเทคนิคการค้นหาคำหลักในโจทย์ ข้อสอบและมีการคิดตามระหว่างวิเคราะห์ข้อเฉลยใน คำตอบของชุดข้อสอบ...” “...ทำให้หนูเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์จาก คำแนะนำของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญรู้จุดอ่อนของตัวหนู เองว่าจะไปอ่านตรงไหนเพิ่มค่ะ...” “...วิทยาลัยแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อติวระหว่างเพื่อน ทำให้ หนูมีเทคนิคการช่วยจําที่ดีและใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ทํา ให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น...” “...ฝึกทำข้อสอบเสมือนจริงทางออนไลน์เพื่อวิเคราะห์ เชื่อมโยงตามผังการวิเคราะห์ข้อสอบของสภาการ พยาบาลและเป็นการประเมินตนเอง...” การฝึกทักษะรวบยอด โดยใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริง (SBL) 1. เกิดความมั่นใจ 2. ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ “...ผมได้เรียนแบบนี้มาสองครั้ง และพอมาสอบเจอ สถานการณ์เดิมอีกทำให้ผมรู้สึกว่าทำได้ดีขึ้น อะไรที่ เคยทำพลาดไปคราวก่อนคราวนี้ผมก็ไม่ทำ และผมมี ความมั่นใจมากขึ้นครับ มันเหมือนมีคนให้โอกาสเราได้ แก้ตัวในสิ่งที่เราพลาด และพอเราทำได้ ผมภูมิใจมาก ครับ...” “...การซ้อมบ่อยๆ ทำบ่อยๆ ทำให้เรามั่นใจ ...” “...ทำให้รู้จุดอ่อนของตนเองและจุดที่ต้องกลับไปอ่าน เพิ่มเติม ...” “...ทำให้หนูได้คิด วิเคราะห์แก้ไขปัญหาทางการ พยาบาลและก็พยายามเชื่อมโยงกับสิ่งที่หนูเรียนมา ไปสู่การปฏิบัติเสมือนจริงค่ะ...”


รูปแบบ เนื้อหา บทสัมภาษณ์ 3. ส่งเสริมการตัดสินใจ “...หนูว่าการตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญเราจะต้องประเมิน ผู้ป่วยรวบรวมข้อมูลต่างๆและตัดสินใจที่จะรายงาน แพทย์เมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของผู้ป่วย อยู่ในมือเรา ถ้าตัดสินใจช้าไปผู้ป่วยคงแย่...” กระบวนการจิตตปัญญา ศึกษา 1. ทำให้มีสมาธิและสติ 2. สรุปประเด็นสำคัญได้ 3. คิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงได้ “...การทำสมาธิก่อนช่วยทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย มี สมาธิมากขึ้น ใจสงบในการเรียน รู้ว่าตอนนี้กำลังทำ อะไรอยู่...” “... การฟังเพื่อนอย่างลึกซึ้ง ทำให้ได้เรียนรู้การสรุป ประเด็นสำคัญจากเพื่อนและเปรียบเทียบว่าเหมือน หรือต่างกันประเด็นไหนบ้างแล้วกลับมาทวนสรุปตาม ความเข้าใจของตัวเอง... ” “..การได้สรุปความคิดรวบยอด เพื่อนำความรู้ที่ได้มา ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในกลุ่ม ช่วยให้หนูเกิด กระบวนการคิดวิเคราะห์และนำไปใช้ในการสอบได้ จริงๆ.. ” กระบวนการปลูกดีเอ็น เอของนวัตกร 1. พบวิธีการทบทวนความรู้ที่ เหมาะสมกับตนเอง “…หนูตก 4 เลยค่ะ แต่ลองคิดวิเคราะห์ และ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนแล้วเข้าใจมากขึ้น ทำข้อสอบ เสมือนของอาจารย์ได้ตั้ง 63 คะแนนเลยค่ะ…” “…ค่อยๆ คุยและช่วยกันคิดหาคำตอบ ช่วยกันยกตัว อยากแบบนี้ ทำให้เข้าใจกว่าอ่านเองหรือนั่งแม็บเอง เยอะเลยค่ะ…” 5. ผลการสอบยอดทางการพยาบาล (Output: O) หลังจากใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบ ขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 ในรายวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ เมื่อเทียบกับค่าคะแนนเฉลี่ย (x̅ = 41.73) ในรายวิชาพบว่า มีนักศึกษาสอบผ่านจำนวน 64 คน คิด เป็นร้อยละ 54.24และเมื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ พบว่าผลการสอบรวบยอดทางการพยาบาลครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้น เมื่อ เทียบกับค่าคะแนนเฉลี่ย (x̅ = 34.05) ในรายวิชามีนักศึกษาสอบผ่าน จำนวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 56.78การสอบ รวบยอดสาขาพยาบาลศาสตร์ของสถาบันมีผลต่อการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์ชั้นหนึ่งโดยสภาการพยาบาลคือมีโอกาสสอบผ่านเพราะเป็นการเตรียมความรู้เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบ ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์โดยการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาได้รับการปลูกฝังทัศนคติให้ นักศึกษา เตรียมความพร้อมด้านเนื้อหาวิชาโดยเตรียมด้วยตัวเอง เพื่อนช่วยเพื่อน และเตรียมความพร้อมอย่างเป็น ระบบอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเป็นแบบอย่างที่ดี การเสียสละทุ่มเทของอาจารย์ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการสอบรวบ


ยอดทางการพยาบาล (รัตนาภรณ์ คงคาวิชชุดา เจริญกิจการวันดีโตสุขศรีเพ็ญจันทร์ เสรีวิวัฒนา, 2555 อนุรี ชาญธวัชชัย และมนสภรณ์ วิทูรเมธา, 2560 ศิริญญา คงอยู่, 2560 ดาริณี สุวภาพ สัจจวรรณ พวงศรีเคน และพร นิรันดร์ อุดมถาวรสุข, 2561)นอกจากนี้ยังพบว่า ปจจัยที่มีผลตอความสําเร็จในการสอบไดแกความสามารถเฉพาะ บุคคลกลวิธีจัดการศึกษาอาจารย์สถานที่อยู่อาศัยและแรงจูงใจจากคนรอบข้าง (เพ็ญศิริ ดํารงภคภากร และคณะ, 2556) และระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม (วัชราภรณ์ เปาโรหิตย์, 2555) เนื่องจากความพร้อมเป็นสิ่งที่ สะท้อนถึงความสามารถในการเรียนในรายวิชาที่ต้องสอบขึ้นทะเบียน ฯ และการทบทวน ข้อเสนอแนะ 1. การนำผลวิจัยไปใช้งานบริหารหลักสูตรควรสนับสนุนให้นำรูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODELไปใช้เพื่อพัฒนาผลการสอบวัดความรู้รวบยอดทางการพยาบาลของวิทยาลัย 2. การวิจัยครั้งต่อไปจากผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการเตรียมความพร้อม BSCI MODEL สามารถพัฒนา ผลสอบรวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ จึงควรมีการนำไปศึกษาในการเตรียม ความพร้อมในการสอบรวบยอดทางการพยาบาลในรายวิชาอื่นเพิ่มเติม


Click to View FlipBook Version