The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วิไลภรณ์ วันลังกา, 2023-09-09 05:11:33

แผนการสอนวิทยาศาสตร์ชีวภาพม.4

แผนการสอนวิทย์ชีวภาพม.๔

ค ำอธิบำยรำยวิชำ ว31101 วิทยำศำสตร์ชีวภำพ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 4 เวลำ 40 ชั่วโมง ภำคเรียนที่ 1 จ ำนวน 1.0 หน่วยกิต ศึกษาเกี่ยวกับเซลล์และโครงสร้างของเซลล์ การล าเลียงสารผ่านเซลล์ กลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โครโมโซมและสารพันธุกรรม การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ พันธุวิศวกรรม วิวัฒนาการกับความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม พืชและการใช้ประโยชน์จากพืช การเจริญเติบโตของพืชและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของ พืช ระบบนิเวศ ไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ ประชากรของสิ่งมีชีวิต ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความส าคัญของความหลากหลายทางชีวภาพใน โรงเรียน หรือในชุมชน แนวทาง ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก รวมทั้ง น าความรู้ไปใช้ประโยชน์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะ หาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การจ าแนก การเปรียบเทียบ การอธิบาย การอภิปราย การส ารวจ ตรวจสอบ การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ประยุกต์ใช้ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม น าความรู้ และค่านิยมที่เหมาะสม ด าเนินชีวิตประจ าวัน โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ ระดับของการกระท าดี ปกติ ชั่ว ได้ และเปรียบเทียบระดับของคุณธรรมเชิงสัมพัทธ์ใน สถานการณ์คุณธรรมได้ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว 1.1 ม.4/1, ม.4/2, ม.4/3, ม.4/4 ว 1.2 ม.4/1, ม.4/2, ม.4/3, ม.4/4, ม.4/5, ม.4/6, ม. 4/7, ม.4/8, ม.4/9, ม.4/10, ม.4/11, ม.4/12 ว 1.3 ม.4/1, ม.4/2, ม.4/3, ม.4/4, ม.4/5, ม.4/6 รวมทั้งหมด 22 ตัวชี้วัด


โครงสร้ำงรำยวิชำ ว31101 วิทยำศำสตร์ชีวภำพ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 4 ภำคเรียนที่ 1 เวลำ 40 ชั่วโมง จ ำนวน 1.0 หน่วยกิต หน่วยที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ าหนัก คะแนน 1 การล าเลียงสารผ่าน เซลล์ ว1.2 ม.4/1 การล าเลียงสารผ่านเข้าและออกจาก เซลล์ 6 8 2 การรักษาดุลยภาพ ของร่างกายมนุษย์ ว1.2 ม.4/2,3, 4, 5,6,7 - การรักษาดุลยภาพของน้ าและสาร ในร่างกาย - การรักษาดุลยภาพของกรด–เบส ในเลือด - การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิ ในร่างกาย - ระบบภูมิคุ้มกัน กลไกการต่อต้านท าลาย สิ่ง แปลกปลอมแบบไม่จ าเพาะ กลไกการต่อต้านท าลาย สิ่ง แปลกปลอมแบบจ าเพาะ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน 10 10 3 การด ารงชีวิตของพืช ว1.2 ม.4/8,9, 10,11,12 - สารอินทรีย์ในพืช สารอินทรีย์ที่จ าเป็นต่อการ เจริญเติบโตของพืช สารอินทรีย์ที่ไม่จ าเป็นต่อการ เจริญเติบโตของพืชโดยตรง - ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ของพืช ปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน - การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้า การตอบสนองที่มีทิศทางสัมพันธ์กับ สิ่งเร้า 6 8


หน่วยที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ าหนัก คะแนน การตอบสนองที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์ กับสิ่งเร้า 4 พันธุกรรมและ วิวัฒนาการ ว1.3 ม.4/1,2 3,4,5,6 ว1.3 ม.4/6 - การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของเมนเดล - ยีนกับการควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรม - การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม - เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ - วิวัฒนาการและความหลากหลาย ของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางพันธุกรรม การคัดเลือกโดยธรรมชาติ - สืบค้นข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวกับ ความก้าวหน้าและการน าความรู้ ทางเทคโนโลยีดีเอ็นเอมาประยุกต์ ด้านต่างๆ ความปลอดภัยทางชีวภาพ และผลกระทบทางด้านสังคมใน ภูมิภาคอาเซียน 8 10 5 ชีวิตในสิ่งแวดล้อม ว1.1 ม.4/1,2 3,4 - ระบบนิเวศ ไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบ นิเวศ การเปลี่ยนแปลงขนาดของ ประชากร - มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ปัญหาและผลกระทบต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6 8


หน่วยที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ าหนัก คะแนน ว1.1 ม4/4 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม - น าเสนอแนวทางการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นและ ประเทศสมาชิกอาเซียน 4 6 เวลาเรียน 38 50 สอบกลางภาคและปลายภาค 2 50 รวมทั้งสิ้นตลอดภาคเรียน 40 100


แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชา ว31101 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การล าเลียงสารผ่านเข้า-ออกเซลล์ เรื่อง การล าเลียงสารผ่านเข้า-ออกเซลล์ เวลา……….ชั่วโมง ภาคเรียนที่…………….. ปีการศึกษา………………….. สอนวันที่…………………………………………………………………. ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มาตรฐาน ว1.2 : เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและ หน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ม.4/1 อธิบายโครสร้างและสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สัมพันธ์กับการล าเลียงสาร และเปรียบเทียบการ ล าเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์แบบต่างๆ 2. สำระส ำคัญ เซลล์จ าเป็นต้องได้รับสารต่างๆ เช่น น้ า อาหารและแก๊ส เข้าสู่เซลล์ก าจัดสารหรือของเสียต่างๆ ออกจาก เซลล์เพื่อรักษาดุลยภาพและการด ารงชีวิตของเซลล์ โดยเซลล์อาศัยการล าเลียงสารผ่านเข้า–ออกเซลล์ ซึ่งมีหลาย รูปแบบ ได้แก่ การแพร่ การแพร่แบบฟาซิลิเทต ออสโมซิส การล าเลียงสารแบบใช้พลังงาน การล าเลียงสารขนาดใหญ่ (เอนโดไซโทซิส เอกโทไซโทซิส) ซึ่งจะมีรูปแบบและกลไกที่แตกต่างกัน 3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้(K) 1) อธิบายหลักการล าเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์รูปแบบต่างๆ 2) เปรียบเทียบการล าเลียงสารแบบการแพร่ และการแพร่แบบฟาซิลิเทต 3) เปรียบเทียบการล าเลียงสารการแพร่แบบฟาซิลิเทต กับการล าเลียงโดยอาศัยพลังงาน 4) เปรียบเทียบการล าเลียงสารขนาดใหญ่กับการล าเลียงสารขนาดเล็กรูปแบบต่างๆ 3.2 ด้านทักษะ/ กระบวนการ (P) 1) เขียนล าดับขั้นการล าเลียงสารขนาดใหญ่เข้า-ออกเซลล์ได้ 2) เตรียมสไลด์ศึกษาการล าเลียงสารผ่านเซลล์พืช 3.3 คุณลักษณะ (A) 1) มีความใฝ่เรียนรู้ 2) การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ 3) ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมและการเข้าชั้นเรียน 4) ตระหนักถึงความส าคัญของการล าเลียงสารเข้า-ออกเซลล์ และการด ารงชีวิตของเซลล์


4. สำระกำรเรียนรู้ เยื่อหุ้มเซลล์มีโครงสร้างเป็นเยื่อหุ้มสองชั้นที่มีลิพิดเป็นองค์ประกอบและมีโปรตีนแทรกอยู่ สารที่ละลายได้ ในลิพิดและสารที่มีขนาดเล็กสามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้โดยตรง ส่วนสารขนาดเล็กที่มีประจุต้องล าเลียงผ่าน โปรตีนที่แทรกอยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งมี 2 แบบ คือการแพร่แบบฟาซิลิเทต และแอกทีฟทรานสปอร์ต ในกรณีสารขนาด ใหญ่ เช่นโปรตีนจะล าเลียงเข้าโดยกระบวนการเอนโดไซโทซิส และล าเลียงออกโดยกระบวนการเอกโซไซโทซิส สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต - ทักษะกระบวนการกลุ่ม 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 11. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหา 2. การสื่อสาร 3. การท างานร่วมกัน 4. การสร้างสรรค์ 5. ความเข้าใจและใช้เป็นในด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร 6. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 7. การมีผลงานและความรับผิดชอบ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตสาธารณะ 5. กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 1-2) 1) ขั้นสร้ำงควำมสนใจ (5 นำที) 1.1 ครูยกตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตประจ าวัน เช่น แม่ค้าผักจะใช้น้ าพรมและใช้ผ้าขาวบางคลุมผักไว้เพื่อ ไม่ให้ผักเหี่ยว หรืออาจตั้งค าถามกับนักเรียน ดังนี้ 1) ท าไมต้องแช่ดอกไม้สดในแจกันที่มีน้ า 2) น้ าเข้าสู่เซลล์ของพืชได้อย่างไร 3) น้ า มีความส าคัญอย่างไรต่อเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กิจกรรมพัฒนำกำรเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (55 นำที)


2.1 ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4-5 คน 2.2 ครูให้นักเรียนท ากิจกรรม เพื่อศึกษาการล าเลียงสารผ่านเซลล์พืช 2.3 ในการท ากิจกรรมครูต้องเตรียมสารละลายกลูโคสความเข้มข้น 10% ไว้ล่วงหน้าพร้อมนัดหมาย นักเรียน ให้เตรียมเนื้อเยื่อพืช เช่น หัวหอม ใบว่านกาบหอย หรือหัวใจสีม่วง 2.4 ก่อนท ากิจกรรมครูทบทวนการใช้กล้องจุลทรรศน์และสาธิตวิธีการลอกเยื่อหอมหรือเนื้อเยื่อพืช 2.5 ครูแนะน าการสังเกตเซลล์พืชว่ามีการล าเลียงสารเกิดขึ้นหรือไม่ โดยให้นักเรียนสังเกตที่เยื่อหุ้มเซลล์ของ เซลล์เยื่อหอมในสภาวะปกติเมื่ออยู่ในน้ าก่อนท าการทดลอง เพื่อเปรียบเทียบกับเซลล์เยื่อหอมเมื่ออยู่ในสภาวะที่มี กลูโคสแทนที่น้ า 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (30 นำที) 3.1 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอผลการสืบค้นและร่วมกันอภิปรายผลการทดลองตามประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1) ก่อนการทดลองลักษณะของเซลล์เมื่ออยู่ในน้ าเป็นอย่างไร (เซลล์ที่อยู่ในน้ าจะอยู่ในสภาพเซลล์เต่ง เยื่อหุ้มเซลล์และผนังเซลล์อยู่ในสภาพปกติ ) 2) ลักษณะของเซลล์ที่อยู่ในสารละลายกลูโคสกับเซลล์ที่อยู่ในน้ าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (ลักษณะ ของ เซลล์ที่อยู่ในน้ าสารละลายกลูโคสต่างจากเซลล์ที่อยู่น้ า คือเยื่อหุ้มเซลล์จะอยู่ห่างจากผนังเซลล์แสดงว่าเซลล์เริ่มเหี่ยว ลง ) 3) นักเรียนจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในกิจกรรมนี้อย่างไร ( เมื่อเซลล์อยู่ในน้ าความเข้มข้นของ สารละลาย นอกเซลล์น้อยกว่าภายในเซลล์ โมเลกุลของน้ าจากภายนอก เซลล์จะออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ท าให้เซลล์เต่ง ในทางตรงกัน ข้ามเมื่อเซลล์อยู่ในสารละลายกลูโคสความเข้มข้นของสารละลายภายนอกเซลล์เข้มข้น กว่าภายในเซลล์ท าให้น้ าจาก ภายในเซลล์ออสโมซิสออกสู่ภายนอกเซลล์จึงเหี่ยว ) กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (20 นำที) 4.1 ครูให้นักเรียนศึกษาการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดแดงในสารละลายชนิดต่างๆ และถามค าถาม ดังนี้ 1) เซลล์เม็ดเลือดแดงทั้ง 3 ภาพมีรูปร่างอย่างไร 2) ทิศทางการเคลื่อนที่เข้าและออกของน้ าเป็นอย่างไร 3) จากทั้ง 3 กรณี นักเรียนคิดว่าความเข้มข้นของสารละลายที่อยู่ภายนอกของเซลล์มีค่า เหมือนหรือต่างจากสารละลายภายในเซลล์อย่างไร 4.2 ครูเพิ่มเติมว่า - สารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากับสารละลายภายในเซลล์ เรียกว่า สารละลายไอโซโทนิก (เซลล์ปกติ) -สารละลายที่มีความเข้มข้นมากกว่าสารละลายภายในเซลล์ เรียกว่าสารละลายไฮเพอร์โทนิก(เซลล์เหี่ยว) - สารละลายที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าสารละลายภายในเซลล์ เรียกว่า สารละลายไฮเพโทนิก (เซลล์เต่ง)


การเคลื่อนที่ของน้ าผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ โดยที่เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงสภาพเมื่ออยู่ในสารละลายประเภทต่างๆ เราเรียกการเคลื่อนที่ของน้ าว่า การแพร่แบบออสโมซิส 5) ขั้นประเมินผล (10 นำที) 5.1 ด้านความรู้ (K) ประเมินจาก 1. การทดสอบความรู้ 2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลและจดบันทึก 5.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) ประเมินจาก 1. กระบวนการท างาน (การเตรียมสไลด์เพื่อศึกษาการล าเลียงสารผ่านเซลล์พืช) 2. ทักษะการน าเสนอผลงาน (การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้) 5.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์หรือจิตวิทยาศาสตร์ (A) ประเมินจาก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์ 2. การท างานร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา 4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 3) 1) ขั้นสร้ำงควำมสนใจ (10 นำที) 1.1 จากผลการท ากิจกรรมการล าเลียงสารผ่านเซลล์พืช โดยศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพของเซลล์เมื่ออยู่ใน สารละลายที่มีความเข้มข้นต่างกัน นักเรียนทราบหรือไม่ว่าเซลล์มีการล าเลียงสารเข้า-ออกจากเซลล์ได้อย่างไร 1.2 ครูสาธิตโดยใช้เกล็ดด่างทับทิมลงในบีกเกอร์ที่มีน้ าให้นักเรียนสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงพร้อมถามค าถาม ดังนี้ 1) การแพร่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของสารอย่างไร 2) สารที่แพร่มีสถานนะใดได้บ้าง 3) การแพร่จ าเป็นต้องผ่านเยื่อหุ้มเซลล์หรือไม่ 4) เมื่อถึงจุดสมดุลของการแพร่แล้ว สารที่แพร่จะหยุดการเคลื่อนที่หรือไม่ กิจกรรมพัฒนำกำรเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (30 นำที) 2.1 จัดกลุ่มนักเรียน 4-5 คน ศึกษาเกี่ยวกับการล าเลียงสารแบบต่างๆ 2.2 ให้นักเรียนสังเกตความแตกต่างระหว่างการแพร่แบบธรรมดากับการแพร่แบบฟาซิลิเทต โดยอาจตั้งค าถาม เพิ่มเติม ดังนี้ 1) การแพร่แบบฟาซิลิเทตมีลักษณะแตกต่างจากการแพร่แบบธรรมดาอย่างไร (เป็นการแพร่ของสารที่ต้อง อาศัย โปรตีนเป็นตัวพา)


2) อัตราการแพร่แบบฟาซิลิเทตต่างจากการแพร่แบบธรรมดาอย่างไร เพราะเหตุใด (มีอัตราเร็วสูงกว่าเพราะมี โปรตีน ที่เยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวพาสารเข้าสู่เซลล์) 2.3 ให้นักเรียนสังเกตความแตกต่างระหว่างการแพร่กับการล าเลียงแบบใช้พลังงาน โดยอาจตั้งค าถามเพิ่มเติม ดังนี้ 1) ทิศทางการเคลื่อนที่ของสารเหมือนหรือต่างจากการแพร่อย่างไร (ตรงกันข้ามโดยการเคลื่อนที่ของสาร แบบใช้ พลังงานเป็นการเคลื่อนที่ของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นน้อยไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นสูง) 2) หากเปรียบเทียบการแพร่ของน้ าเหมือนการปล่อยน้ าจากที่สูง การล าเลียงแบบใช้พลังงานเปรียบเทียบได้ กับ เหตุการณ์ใด (การใช้เครื่องสูบน้ าโดยพลังงานไฟฟ้าขึ้นสู่ตึกสูง) 3) พลังงานที่เซลล์ใช้ได้มาจากสารใด (ATP Adenosine triphosphate) 4) การล าเลียงสารแบบฟาซิลิเทตเหมือนหรือต่างกับการล าเลียงสารแบบใช้พลังงานอย่างไร (เหมือนกันคือต้องอาศัยโปรตีนที่แทรกอยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวพาต่างกันตรงที่การแพร่แบบฟาซิลิเทตเป็นการแพร่ ของสารแบบไม่ใช้พลังงาน สารเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปบริเวณที่มีความเข้มข้นต่ า) 2.4 ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลวิธีการน าสารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์ และวิธีการล าเลียงสารแต่ละแบบ 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (10 นำที) 3.1 สรุปการล าเลียงโดยการสร้างถุงจากเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นการล าเลียงสารขนาดใหญ่มี 3 แบบ คือ ฟาโกไซโทซิส พิโนไซ โทซิสและการน าสารเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยตัวรับ ซึ่งมีวิธีการล าเลียงสารที่แตกต่างกัน กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (10 นำที) 4.1 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการล าเลียงสารผ่านเข้า-ออกเซลล์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เปรียบเทียบ ความเหมือนและความแตกต่างกันของแต่ละวิธี 4.2 ครูขยายความรู้โดยตั้งค าถามว่า นักเรียนจะน าความรู้เกี่ยวกับออสโมซิสมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวันได้ อย่างไรบ้าง (น าความรู้เกี่ยวกับออสโมซิสมาใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น การแช่ผักในน้ า เพื่อไม่ให้ผักเหี่ยว การดองผัก และผลไม้ เพื่อเก็บรักษาและถนอมอาหาร การแช่อิ่มผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ เป็นต้น) 5) ขั้นประเมินผล (5 นำที) 5.1 ด้านความรู้ (K) ประเมินจาก 1. การทดสอบความรู้(การล าเลียงสารผ่านเข้า-ออกเซลล์) 2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูล (จดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น) 5.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) ประเมินจาก 1. ทักษะการน าเสนอผลงาน (การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้) 2. ทักษะการคิดต่างๆ ที่สังเกตจากการอภิปราย การแสดงความคิดเห็นของนักเรียน


3. ทักษะการท างานร่วมกันในกลุ่ม 4. ทักษะการน าเสนอผลงานหรือสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ 5.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือจิตวิทยาศาสตร์ (A) ประเมินจาก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์ 2. การท าง านร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา 4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ 6. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 6.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 6.2 สื่อคลิปวีดีโอเกี่ยวกับการเปลี่ยนสภาพของเซลล์ในสารละลายต่างชนิดกัน 6.3 สื่อน าเสนอ Power Point เรื่องการล าเลียงสารผ่านเข้า-ออกเซลล์ 6.4 ฐานข้อมูลจาก internet/ คลังสื่อ DLIT 7. ภำระงำน/ชิ้นงำน - แบบบันทึกเรื่อง การล าเลียงสารเข้า-ออกเซลล์ - ผังมโนทัศน์เรื่อง การล าเลียงสารเข้า-ออกเซลล์ - กิจกรรมปฏิบัติการ ศึกษาการล าเลียงสารในเซลล์พืช 8. กำรวัดและประเมินผล รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 8.1 การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน - ตรวจบันทึกการล าเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์ -ตรวจผังมโนทัศน์การล าเลียงสารผ่าน เข้า-ออกเซลล์ -แบบประเมินชิ้นงาน/ ภาระงานผังมโนทัศน์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.2 ประเมนระหว่างการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1) การล าเลียงสารเข้าออกเซลล์ ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 2) การน าเสนองาน ประเมินการน าเสนอ ผลงานที่น าเสนอ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 3) การปฏิบัติการล าเลียง สารผ่านเซลล์พืช ประเมินปฏิบัติการ แบบประเมิน การปฏิบัติการ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 4) พฤติกรรมการท างาน รายบุคคล สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายบุคคล แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์


5) พฤติกรรมการท างาน กลุ่ม สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 6)คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น ในการท างาน แบบประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.3 การประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการล าเลียงสารผ่าน เข้า-ออกเซลล์ การทดสอบหลังเรียน เรื่องการล าเลียง สารผ่านเข้า-ออกเซลล์ แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการล าเลียงสารผ่าน เข้า-ออกเซลล์ ประเมินตามสภาพ จริง ลงชื่อ…………………………………………………ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ 9. ข้อเสนอแนะ/ควำมคิดเห็นก่อนใช้แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ 9.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ………… ลงชื่อ……………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน


…………………/…………………./……………… 9.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ( ) อนุมัติ ( ) ไม่อนุมัติ เพราะ………………………………………………………………………………………………….. ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 10. บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ 10.1 ผลการสอน / ผลการเรียนรู้ ด้านความรู้ / ความเข้าใจ (K) ผ่านเกณฑ์การประเมิน…..…คน คิดเป็นร้อยละ…………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน….….คน คิดเป็นร้อยละ……….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………… ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) ผ่านเกณฑ์การประเมิน…..…คน คิดเป็นร้อยละ…………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน….….คน คิดเป็นร้อยละ……….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………… ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (A) ผ่านเกณฑ์การประเมิน…..…คน คิดเป็นร้อยละ…………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน….….คน คิดเป็นร้อยละ………..


…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………… 10.2 ปัญหา / อุปสรรค …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………… 10.3 แนวทางการแก้ไขปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………… ลงชื่อ…………………………………….ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่งครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ 11. ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 11.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………….…………….……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ……………………………… ลงชื่อ…………………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 11.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………… …………………………… ลงชื่อ………………………………………………


(นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 11.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ……………………………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… กำรประเมินชิ้นงำน/ภำระงำน แบบประเมินผังมโนทัศน์กำรล ำเลียงสำรเข้ำ-ออกเซลล์ ล ำดับ รำยกำรประเมิน ระดับ คุณภำพ 3 2 1 1 อธิบายหลักการล าเลียงสารเข้า-ออกเซลล์รูปแบบต่างๆ 2 อธิบายประเภทของสารที่ล าเลียงในการล าเลียงสารรูปแบบต่างๆ 3 อธิบายตัวอย่างการล าเลียงสารรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต รวม ลงชื่อ…………………………………………..ผู้ประเมิน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) เกณฑ์กำรประเมินกำรท ำผังมโนทัศน์


รำยกำรประเมิน ค ำอธิบำยระดับคุณภำพ / ระดับคะแนน 1. อธิบายหลักการ ล าเลียงสารเข้า-ออก เซลล์รูปแบบต่างๆ อธิบายหลักการล าเลียงสาร เข้า-ออกเซลล์รูปแบบต่างๆ ได้ถูกต้อง 3-4 รูปแบบ อธิบายหลักการล าเลียง สารเข้า-ออกเซลล์รูปแบบ ต่างๆได้ถูกต้อง 2 รูปแบบ อธิบายหลักการล าเลียงสาร เข้า-ออกเซลล์รูปแบบต่างๆ ได้ถูกต้อง 1 รูปแบบ 2.อธิบายประเภทของ สารที่ล าเลียงในการ ล าเลียงสารรูปแบบต่างๆ อธิบายประเภทของสารที่ ล าเลียงในการล าเลียงสาร รูปแบบต่างๆ ได้ถูกต้อง 3- 4 รูปแบบ อธิบายประเภทของสารที่ ล าเลียงในการล าเลียงสาร รูปแบบต่างๆ ได้ถูกต้อง 2 รูปแบบ อธิบายประเภทของสารที่ ล าเลียงในการล าเลียงสาร รูปแบบต่างๆ ได้ถูกต้อง 1 รูปแบบ 3.ยกอธิบายตัวอย่างการ ล าเลียงสารรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ยกอธิบายตัวอย่างการ ล าเลียงสารรูปแบบต่างๆ ที่ เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ได้ถูกต้อง 3-4 รูปแบบ ยกอธิบายตัวอย่างการ ล าเลียงสารรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ได้ถูกต้อง 2 รูปแบบ ยกอธิบายตัวอย่างการ ล าเลียงสารรูปแบบต่างๆ ที่ เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ได้ถูกต้อง 1 รูปแบบ เกณฑ์กำรตัดสินคุณภำพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภำพ 9 ดีมาก 7-8 ดี 5-6 พอใช้ ต่ ากว่า 5 ปรับปรุง แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 รายวิชา ว31101 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์เรื่อง การรักษาดุลยภาพของน้ าและสารในร่างกาย เวลา 4 คาบ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สอนวันที่…………………………………………………………………. ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------ 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้


มาตรฐาน ว1.2 : เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตการล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ม.4/2 อธิบายการควบคุมดุลยภาพของน้ าและสารในเลือด โดยการท างานของไต 2. สำระส ำคัญ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีโครงสร้างและอวัยวะที่แตกต่างกัน จึงมีวิธีการรักษาดุลยภาพต่างกัน ส าหรับคนและสัตว์ เลี้ยง ลูกด้วยน้ านม มีไตเป็นอวัยวะที่ท าหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ าและแร่ธาตุต่าง ๆ โดยการก าจัดของเสียที่เกิดจาก กระบวนการเมทาบอลิซึม ควบคุมความเข้มข้นของแร่ธาตุและรักษาสภาพกรด-เบสในร่างกายให้คงที่การรักษา อุณหภูมิภายในร่างกายของคนและสัตว์ มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่งท างานร่วมกับผิวหนัง ต่อม เหงื่อและหลอดเลือด ส่วนพืชมีปากใบเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สและควบคุมสมดุลน้ าภายในล าต้น 3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้(K) 1) สืบค้น อภิปราย และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการคายน้ าและการล าเลียงน้ า 2) ระบุโครงสร้างและอธิบายการท างานของไตมนุษย์ 3) อธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้ าและสารในร่างกายโดยการท างานของไต 3.2 ด้านทักษะ/ กระบวนการ (P) 1) ท าการทดลองเพื่อศึกษาอัตราการคายน้ าของพืชด้วยเครื่องมืออย่างง่าย 2) ท าการทดลองเพื่อศึกษาโครงสร้างไตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ านม 3.3 คุณลักษณะ (A) 1) มีความใฝ่เรียนรู้ 2) การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและท างานร่วมกับผู้อื่นอย่าง สร้างสรรค์ 3) การใช้วิจารณญาณและความรอบคอบ 4) ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมและการเข้าชั้นเรียน 5) ตระหนักถึงความส าคัญของการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต 4. สำระกำรเรียนรู้ พืชมีปากใบเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สและควบคุมน้ าในล าต้น ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ านมมีการรักษาดุลยภาพของ น้ าและสารในเลือด ซึ่งเกิดจากการท างานของไต เป็นอวัยวะในระบบขับถ่ายที่มีความส าคัญในการก าจัดของเสียที่มี ไนโตรเจนเป็น องค์ประกอบ รวมทั้งน้ าและสารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกาย การก าจัดของเสียโดยไต เลือดที่เข้าสู่ไตจะถูกกรองที่โกลเมอรูลัสและโบว์แมนแคปซูลของหน่วยไต สารที่เป็นประโยชน์จะถูกดูดกลับที่


ท่อหน่วยไตเข้าสู่หลอดเลือด ส่วนสารที่ไม่เป็นประโยชน์จะถูกขับออกจากเลือดเข้าสู่ท่อหน่วยไต ก่อนที่จะขับออก จากร่างกายในรูปของปัสสาวะ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน/ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต - ทักษะกระบวนการกลุ่ม 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 1. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหา 2. การสื่อสาร 3. การท างานร่วมกัน 4. การสร้างสรรค์ 5. ความเข้าใจและใช้เป็นในด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร 6. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 7. การมีผลงานและความรับผิดชอบ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตสาธารณะ 5. กิจกรรมกำรเรียนรู้ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 1-2) 1) ขั้นสร้างความสนใจ (5 นาที) 1.1 ครูทบทวนเรื่องการล าเลียงสารเข้า-ออกเซลล์ 1.2 ใช้ค าถามกับนักเรียน ดังนี้ 1) พืชและสัตว์มีกลไกในการรักษาดุลยภาพของร่างกายหรือไม่ นักเรียนทราบได้อย่างไร 1.3 ครูใช้ค าถามน าเข้าสู่กิจกรรม ดังนี้ 1) พืชต้องการน้ าหรือไม่ ถ้าพืชขาดน้ าจะเป็นอย่างไร 2) พืชมีการน าน้ าเข้าสู่ล าต้นได้อย่างไร 3) พืชมีการสูญเสียน้ าออกจากล าต้นหรือไม่ อย่างไร กิจกรรมพัฒนำกำรเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (60 นำที) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4-5 คน เพื่อท ากิจกรรม ศึกษาการคายน้ าของพืช


2.2 ครูควรแนะน านักเรียนให้เตรียมกิ่งไม้ และเครื่องมือส าหรับใช้ในการทดลอง 2.3 ก่อนท ากิจกรรมครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับเซลล์คุมที่ใบ และลักษณะการท างานของปากใบ 2.4 ตั้งกล้องสาธิตเซลล์คุมเพื่อให้นักเรียนสังเกตลักษณะของเซลล์คุมและปากใบ 2.5 นักเรียนช่วยจัดชุดอุปกรณ์โพโตมิเตอร์อย่างง่ายเพื่อศึกษาการคายน้ าของพืช บันทึกระยะทางที่ฟองอากาศ เคลื่อนที่ ครูแนะน าให้สังเกตและบันทึกระยะที่ฟองอากาศเคลื่อนที่ทุกๆ 3 นาที อย่างน้อย 18 นาที โดยท า เครื่องหมายฟองอากาศที่จุดเริ่มต้นไว้ก่อน น าไปหาค่าอัตราการคายน้ าจากสูตร π 2 d/t โดย r = รัศมีของหลอดคาปิลลารี d = ระยะทางที่ฟองอากาศ เคลื่อนที่ t = ระยะเวลา 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (35 นำที) 3.1 บันทึกการทดลองและเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางที่ฟองอากาศเคลื่อนที่กับเวลา 3.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอผลการทดลองและร่วมกันอภิปรายผลการทดลองตามประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1) นักเรียนทราบได้อย่างไรว่ามีการล าเลียงน้ าเกิดขึ้น ( สังเกตการเคลื่อนที่ของฟองอากาศในหลอดแก้วตั้งแต่ เริ่มจนครบ 18 นาที ซึ่งแสดงว่ามีการล าเลียงน้ าจากโคนกิ่งเข้าสู่เซลล์ต่างๆ การที่เซลล์บริเวณกิ่งล้าเลียงน้ าได้ต่อเนื่อง ตลอดเวลาแสดงว่าน่าจะมีน้ าบางส่วนระเหยออกไปจากใบเพื่อรักษาดุลยภาพของน้ าในพืชไว้) 2) การคายน้ าน่าจะมีความสัมพันธ์กับการล าเลียงน้ าอย่างไร ( การคายน้้ออกทางปากใบจะท าให้เกิดแรงดึง ระหว่างโมเลกุลของน้ าในเซลล์ที่อยู่ติดกับปากใบกับโมเลกุลของน้ าในเซลล์ถัดไปและเกิดต่อเนื่องจนถึงบริเวณรากที่ จะดึงน้ าในดินหรือจากแหล่งน้ าเข้าสู่พืช ) กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (10 นำที) 4.1 ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและตอบค าถามดังนี้ 1) การที่พืชทะเลทรายบางชนิดไม่มีใบ หรือมีใบขนาดเล็กจ านวนน้อย หรือมีหนามมีประโยชน์ต่อพืชอย่างไร ( เป็นการปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ การที่พืชมีใบขนาดเล็กมีปากใบน้อยและอยู่ด้านล่างใบเพื่อ หลีกเลี่ยงการรับแสงโดยตรง ลดการคายน้ า การที่เปลี่ยนใบเป็นหนามจึงไม่มีการคายน้ าเลย และมีล าต้นอวบน้ า ท า หน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสงแทนใบ ช่วยท าให้พืชรักษาดุลยภาพของน้ าในเซลล์ไว้ได้แม้อยู่ในทะเลทราย ) 3) นักเรียนจะน าความรู้เกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพของน้ าในพืชมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวันได้อย่างไร ( การเพาะช าพืช ใช้ถุงพลาสติกหุ้มส่วนของใบและกิ่งไว้เพื่อลดการคายน้ า การย้ายต้นพืช ริดใบออกเพื่อลดการคาย น้ า การให้ปุ๋ย ไม่ให้ปุ๋ยมากเกินไปเพราะถ้าน้ าในดินรอบๆ ได้รับ น้ าไม่เพียงพอ จะท าให้สูญเสียน้ าออกไปทางรากได้ เนื่องจากความเข้มข้นของน้ าในรากมากกว่าในดิน ) 5) ขั้นประเมินผล (10 นำที) 5.1 ด้านความรู้ (K) ประเมินจาก 1. การทดสอบความรู้


2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลและจดบันทึก 3. สรุปและอภิปรายผลการทดลอง 5.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) ประเมินจาก 1. กระบวนการท างาน (การทดลองเพื่อศึกษาการคายน้ าของพืช) 2. ทักษะการน าเสนอผลงาน (การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้) 5.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือจิตวิทยาศาสตร์ (A) ประเมินจาก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์ 2. การท างานร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา 4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 3-4) 1) ขั้นสร้ำงควำมสนใจ (10 นำที) 1.1 ครูใช้ค าถามน าเข้าสู่บทเรียนว่า มนุษย์และสัตว์มีกลไกการรักษาดุลภาพเหมือนกับพืชหรือไม่ 1.2 ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะออกก าลังกายและไม่ได้ออกก าลังกาย ดังนี้ 1) ขณะออกก าลังกายร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นบ้าง ( เหนื่อย หายใจหอบ มีเหงื่อออกจ านวนมาก รู้สึกร้อนและกระหายน้ า หากหยุดออกก าลังกายและดื่มน้ า ร่างกายจะ กลับสู่ภาวะปกติ) 2) ร่างกายมีการรักษาดุลยภาพให้เข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างไร กิจกรรมพัฒนำกำรเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (60 นำที) 2.1 ครูทบทวนความรู้เรื่องการก าจัดของเสียในร่างกาย โดยตั้งค าถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับของเสียที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ของมนุษย์ ดังนี้ 1) ของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกายที่ต้องถูกก าจัดออกจากร่างกายได้แก่อะไรบ้าง (เหงื่อ ปัสสาวะ CO2 ยูเรีย) 2.2 ครูทบทวนเกี่ยวกับเมทาบอลิซึมในร่างกาย สารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์จากการสลายสารอาหารระดับเซลล์โดย ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและวิเคราะห์ว่าสารต่างๆ มีประโยชน์หรือโทษต่อร่างกายอย่างไร หากร่างกายมีการสะสม สารที่เป็นโทษมากไปจะเกิดอะไรขึ้นและร่างกายมีวิธีก าจัดอย่างไร ครูตั้งค าถามว่า การถ่ายอุจจาระเป็นการขับถ่ายหรือไม่ เพราะเหตุใด ( ไม่เป็น เพราะการขับถ่ายหมายถึง การก าจัดของเสียซึ่งเกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมในเซลล์ซึ่งมี ไนโตรเจนเป็น องค์ประกอบ แต่การถ่ายอุจจาระเป็นการขับกากอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ออกจากร่างกาย ) 2.3 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลและศึกษา ปริมาณน้ าโดยเฉลี่ยที่ได้รับและสูญเสียออกจากร่างกายใน 1 วัน และใช้ ค าถามชวนคิดให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย ดังนี้


1) ถ้าปริมาณน้ าที่ร่างกายได้รับและปริมาณที่สูญเสียออกจากร่างกายไม่สมดุลกันจะมีผลอย่างไร ( จากการอภิปรายนักเรียนควรสรุปได้ว่าร่างกายมนุษย์มีน้ าเป็นองค์ประกอบประมาณร้อยละ 65-70 ของน้ าหนักตัว โดยมีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยา ล าเลียงสารอาหารและแก๊สต่างๆ ไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย หากได้รับน้ ามาก หรือน้อยเกินไปจะท าให้ความเข้มข้นของเลือดเปลี่ยนแปลง การล าเลียงสาร การเกิดปฏิกิริยาเคมีไม่เกิดขึ้นเป็น อันตรายต่อเซลล์และระบบต่างๆอาจท าให้เสียชีวิตได้) 2) ร่างกายได้รับน้ ามากสุดด้วยวิธีการใดและสูญเสียน้ าออกไปมากสุดด้วยวิธีการใด ( ได้รับมากสุดจากการดื่มเครื่องดื่มโดยประมาณ 1,600 มิลลิลิตร และสูญเสียน้ ามากสุดไปกับปัสสาวะ โดยประมาณ 1,500 มิลลิลิตร ) 2.4 ครูเชื่อมโยงการรักษาดุลยภาพของน้ าและแร่ธาตุ การก าจัดของเสียในเลือดโดยการท างานของไต ให้นักเรียน สืบค้นเกี่ยวกับอวัยวะในระบบขับถ่าย โครงสร้างของไต หน่วยไต และการท างานของหน่วยไต พร้อมตั้งค าถาม เพิ่มเติมว่า ร่างกายรู้ได้อย่างไรว่า ปริมาณน้ าที่รับเข้าและขับออกมีค่าเท่าใด จึงจะรักษาดุลยภาพของน้ าในร่างกายได้ 2.5 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพของน้ าในร่างกาย และท ากิจกรรมเรื่องการรักษาดุลย ภาพของของเหลวในร่างกาย 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (35 นำที) 3.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่การท างานของไต และร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ ค าถาม ดังนี้ 1) ระบบใดท าหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ าและแร่ธาตุหรือสารอื่นๆ ในร่างกาย 2) อวัยวะในระบบขับถ่ายมีอะไรบ้างและท าหน้าที่อย่างไร 3.2 จากกิจกรรม เรื่องการรักษาดุลยภาพของของเหลวในร่างกาย ครูให้นักเรียนน าเสนอกราฟแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างปริมาณปัสสาวะกับเวลา พร้อมอธิบายเชื่อมโยงเกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพของของเหลวในร่างกายและบทบาท ของไฮโพทาลามัส ADH ไต และหน่วยไต 3.3 ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย และสรุปกี่ยวกับกลไกการักษาดุลยภาพของน้ าในร่างกายโดยเน้นให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ ถึงการท างานของสมองส่วนไฮโพทาลามัส ADH เซลล์ที่ท่อหน่วยไตและท่อรวม กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (10 นำที) 4.1 ครูเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียน เช่น การออกก าลังกายอย่างหนักท าให้มีเหงื่อออกปริมาณมาก หรือการ อยู่ในห้องปรับอากาศแล้วปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ 4.2 ครูเสริมความรู้เรื่องโรคเบาจืด เพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึง ADH ต่อการรักษาดุลยภาพของน้ าในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น 5) ขั้นประเมินผล (5 นำที) 5.1 ด้านความรู้ (K) ประเมินจาก 1. การทดสอบความรู้จากการตอบค าถาม และการมีส่วนร่วมในการอภิปรายการท ากิจกรรม 2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูล (จดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น)


5.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) ประเมินจาก 1. ทักษะการน าเสนอผลงาน (การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้) 2. ทักษะการคิดต่างๆ ที่สังเกตจากการอภิปราย การแสดงความคิดเห็นของนักเรียน 3. ทักษะการท างานร่วมกันในกลุ่ม 4. ทักษะการน าเสนอผลงานหรือสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ 5.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือจิตวิทยาศาสตร์ (A) ประเมินจาก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์ 2. การท างานร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา 4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ 6. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 6.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ชีววิทยาพื้นฐาน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 6.2 สื่อคลิปวีดีโอเกี่ยวกับการท างานของหน่วยไตกับการรักษาดุลยภาพของน้ าาและสารในร่างกาย 6.3 สื่อน าเสนอ Power Point เรื่องการรักษาดุลยภาพของน้ าและสารในร่างกาย 6.4 ฐานข้อมูลจาก internet/ คลังสื่อ DLIT 7. ภำระงำน/ชิ้นงำน - แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง การคายน้ าของพืช - กิจกรรมปฏิบัติการ การทดลองเพื่อศึกษาอัตราการคายน้ าของพืช - แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง โครงสร้างและการท างานของไต 8. กำรวัดและประเมินผล รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 8.1 การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน - ตรวจบันทึกการทดลองเพื่อศึกษา อัตราการคายน้ าของพืช -ตรวจบันทึกโครงสร้าง หน้าที่ของไต -แบบประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.2 ประเมนระหว่างการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1) โครงสร้างและหน้าที่ ของหน่วยไต ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 2) การน าเสนองาน ประเมินการน าเสนอ ผลงานที่น าเสนอ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน


3) การปฏิบัติการเพื่อ ศึกษาอัตราการคายน้ า ของพืช ประเมินปฏิบัติการ แบบประเมิน การปฏิบัติการ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 4) พฤติกรรมการท างาน รายบุคคล สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายบุคคล แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 5) พฤติกรรมการท างาน กลุ่ม สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 6)คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น ในการท างาน แบบประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.3 การประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ ของหน่วยไต การทดสอบหลังเรียน เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ของหน่วยไต แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องโครงสร้างและ หน้าที่ของหน่วยไต ประเมินตามสภาพ จริง ลงชื่อ…………………………………………………ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ 9. ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นก่อนใช้แผนการจัดการเรียนรู้


9.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ………… ลงชื่อ……………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 9.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ( ) อนุมัติ ( ) ไม่อนุมัติ เพราะ………………………………………………………………………………………………….. ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./………………


10. บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ 10.1 ผลการสอน / ผลการเรียนรู้ ด้านความรู้ / ความเข้าใจ (K) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………… ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………… ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (A) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………… 10.2 ปัญหา / อุปสรรค …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………… 10.3 แนวทางการแก้ไขปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………… ลงชื่อ…………………………………….ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่งครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ 11. ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 11.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………….…………….……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ……………………………… ลงชื่อ…………………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 11.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………… …………………………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 11.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ………………………………


ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 รายวิชา ว31101 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์ เรื่อง การรักษาดุลยภาพของกรด – เบสของเลือด เวลา 2 คาบ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สอนวันที่…………………………………………………………………. ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -------1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มาตรฐาน ว1.2 : เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ม.4/3 อธิบายการควบคุมของกรด-เบสของเลือดโดยการท างานของไตและปอด 2. สำระส ำคัญ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีโครงสร้างและอวัยวะที่แตกต่างกัน จึงมีวิธีการรักษาดุลยภาพต่างกัน ส าหรับคนและสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยน้ านมมีไตเป็นอวัยวะที่ท าหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ าและแร่ธาตุต่าง ๆ โดยการก าจัดของเสียที่เกิดจาก กระบวนการเมทาบอลิซึม ควบคุมความเข้มข้นของแร่ธาตุและรักษาสภาพกรด-เบสในร่างกายให้คงที่การรักษา อุณหภูมิภายในร่างกายของคนและสัตว์มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่งท างานร่วมกับผิวหนัง ต่อมเหงื่อ และหลอดเลือด ส่วนพืชมี ปากใบเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สและควบคุมสมดุลน้ าภายในล าต้น 3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้(K)


1) อธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดโดยการท างานของไตและปอด 2) สืบค้นข้อมูล อธิบายสาเหตุ และแนวทางป้องกันหรือรักษาโรคไตและโรคที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ 3.2 ด้านทักษะ/ กระบวนการ (P) 1) น าความรู้ที่ศึกษามาปฏิบัติตนและแนะน าผู้อื่นในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโรคไตและโรคที่เกี่ยวกับทางเดิน ปัสสาวะ 3.3 คุณลักษณะ (A) 1) มีความใฝ่เรียนรู้ 2) การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ 3) การใช้วิจารณญาณและความรอบคอบ 4) ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมและการเข้าชั้นเรียน 5) ตระหนักถึงความส าคัญของการรักษาดุลยภาพของกรด – เบสในเลือด 4. สำระกำรเรียนรู้ การรักษาดุลยภาพของกรด – เบสในเลือดเกิดจากการท างานของไตที่ท าหน้าที่ขับหรือดูดกลับ ไฮโดรเจน ไอออน ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน และแอมโมเนียมไอออน ร่วมกับการท างานของปอดที่ท าหน้าที่ ก าจัด คาร์บอนไดออกไซด์ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน/ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต - ทักษะกระบวนการกลุ่ม 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 1. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหา 2. การสื่อสาร 3. การท างานร่วมกัน 4. การสร้างสรรค์ 5. ความเข้าใจและใช้เป็นในด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร 6. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 7. การมีผลงานและความรับผิดชอบ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตสาธารณะ


5. กิจกรรมกำรเรียนรู้ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 1-2) 1) ขั้นสร้ำงควำมสนใจ (5 นำที) 1.1 ครูทบทวนเรื่องกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์ เช่นการหายใจระดับเซลล์ การสลาย สารอาหารเพื่อให้ได้พลังงานล้วนเป็นกระบวนการเมทาบอลิซึมที่ต้องอาศัยเอนไซม์ในปฏิกิริยา 1.2 ครูใช้ค าถามเกี่ยวกับการท างานของเอนไซม์ดังนี้ 1) ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการท างานของเอนไซม์ กิจกรรมพัฒนำกำรเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (60 นำที) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4-5 คน เพื่อท ากิจกรรม 2.2 ให้นักเรียนศึกษากราฟแสดงอัตราการท างานของเอนไซม์เพปซินและเอนไซม์อะไมเลสที่ค่า pH ต่างๆ พร้อม ตอบ ค าถาม ดังนี้ 1) เอนไซม์อะไมเลสท างานดีสุดที่ค่า pH เท่าใด (ค่า pH 7) 2) จงอธิบายการท างานของเอนไซม์เพปซินและเอนไซม์อะไมเลส (เอนไซม์เพปซินท างานได้ดีสุดที่ค่า pH 2 หากค่า pH เพิ่มขึ้น จะท าให้การท างานลดประสิทธิภาพล งจนไม่สามารถท างานได้และเอนไซม์อะไมเลสท างานได้ดี สุดที่ค่า pH 7 หากค่า pH เพิ่มขึ้นหรือลดลง จะท าให้การท างานลดประสิทธิภาพลง) 2.3 ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า อัตราเมทาบอลิซึมจะเกิดขึ้นได้เร็วหรือช้าขึ้นกับการท างานของเอนไซม์ โดยอัตราการ ท างานของเอนไซม์ขึ้นกับกรด-เบสที่เหมาะสม 2.4 ครูให้นักเรียนศึกษาสมการการเกิดปฏิกิริยาของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ าในเลือดที่ท าให้เกิดไฮโดรเจน ไอออน (H + ) โดย H + มีผลท าให้ค่าความเป็นกรด-เบสเปลี่ยนแปลงไป ให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย โดยใช้ค าถาม ดังนี้ 1) ถ้าเลือดมีปริมาณ H + มากหรือน้อยกว่าปกติจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่า pH อย่างไร 2) ร่างกายมนุษย์มีแนวโน้มมีความเป็นกรด หรือเบสมากกว่ากัน เพราะเหตุใด 2.5 จากการอภิปรายนักเรียนควรสรุปได้ว่า ถ้าเลือดมีปริมาณ H + มากกว่าปกติจะท าให้ค่า pH ต่ าเกิดความเป็น กรด แต่ถ้าเลือดมี H + น้อยกว่าปกติจะท าให้เลือดมีความเป็นเบส เนื่องจากเซลล์ต่างๆ ต้องการพลังงาน ซึ่งได้มา จากการสลายสารอาหารระดับเซลล์ ท าให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจ านวนมาก ปริมาณ H + จึงเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา 2.6 ครูใช้ค าถามน าสู่เรื่องการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดว่า นักเรียนคิดว่าร่างกายรักษาดุลยภาพของ ความเป็นกรด-เบสในเลือดได้อย่างไร (การหายใจออก การท างานของไต และระบบบัฟเฟอร์ในเลือด) 2.7 ครูทบทวนเรื่องการหายใจของมนุษย์ โดยอาจใช้สื่อวีดิทัศน์เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด แล้วใช้ค าถาม ดังนี้ 1) การแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นที่อวัยวะใดและบริเวณใด (เกิดขึ้นที่ ปอดบริเวณถุงลมปอด)


2) ครูให้ทดลองกลั้นหายใจให้นานที่สุด เพราะเหตุใดนักเรียนจึงกลั้นหายใจได้ไม่นาน (ขณะกลั้นหายใจปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายจะสูงขึ้น จนถึงจุดที่ร่างกายทนไม่ได้ต้องหายใจออก เพื่อ ขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออก โดยการตอบสนองนี้อยู่นอกอ านาจจิตใจ จึงไม่สามารถกลั้นหายใจได้นาน) 3) การหายใจช่วยรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดได้อย่างไร (ถ้าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์หรือ ไฮโดรเจนไอออนสะสมอยู่ในเลือดมาก จะส่งผลให้ให้เลือดมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งสัญญาณไป กระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมอง ท าให้เพิ่มอัตราการหายใจ เพื่อขับแก๊สออกจากปอดเร็วขึ้น แต่ถ้าเลือดเป็นเบส อัตราการหายใจจะลดลง เพื่อเพิ่มไฮโดรเจนไอออนให้สูงขึ้น โดยการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ท าให้กรด-เบส เข้าสู่ภาวะสมดุล ) 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (35 นำที) 3.1 ครูให้นักเรียนสืบค้นและสรุปเกี่ยวกับกลไกการรักษาดุลยภาพความเป็นกรด-เบสในเลือด โดยการท างานของ ไต 3.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มท ากิจกรรมเสนอแนะเรื่องโรคไตและโรคที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะจาก โรงพยาบาล สถานี อนามัยในท้องถิ่นหรือบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าการรักษาโรคไตและการใช้ไตเทียม 3.3 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอข้อมูล และอภิปรายร่วมกันเพื่อสรุปเป็นข้อมูลท้องถิ่น เกี่ยวกับสถิติ สาเหตุ ตลอดจนวิธีการรักษาโรคไตและโรคที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (10 นำที) 4.1 ครูขยายความรู้โดยเชื่อมโยงเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจ าปี เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงสุขภาพของตนเอง โดยเน้นประเด็นที่ว่าการตรวจสุขภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันโรคหรือตรวจหาความเสี่ยงในการ เกิดโรค โดย วิธีการตรวจปัสสาวะซึ่งท าให้ทราบถึงการท างานของไตว่า ปกติดีหรือไม่ โดยจะตรวจความเป็นกรด-เบส ความ ถ่วงจ าเพาะ โปรตีนและกลูโคส รวมทั้งตรวจตะกอนในปัสสาวะ เพื่อตรวจหาเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เยื่อบุผิว แบคทีเรียและผลึกแคลเซียมออกซาเลต 5) ขั้นประเมินผล (10 นำที) 5.1 ด้านความรู้ (K) ประเมินจาก 1. การทดสอบความรู้ 2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลและจดบันทึก 3. สรุปและอภิปรายผลการสืบค้นข้อมูล 5.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) ประเมินจาก 1. กระบวนการท างาน (ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม) 2. ทักษะการน าเสนอผลงาน (การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้) 5.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือจิตวิทยาศาสตร์ (A) ประเมินจาก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์


2. การท างานร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา 4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ 6. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 6.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ชีววิทยาพื้นฐาน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 6.2 สื่อคลิปวีดีโอเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด 6.3 สื่อน าเสนอ Power Point เรื่องการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด 6.4 ฐานข้อมูลจาก internet/ คลังสื่อ DLIT 7. ภำระงำน/ชิ้นงำน - แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง การรักษาดุลยภาพของกรด – เบสของเลือด - แผ่นพับน าเสนอเรื่องโรคไตและโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินปัสสาวะ 8. กำรวัดและประเมินผล รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 8.1 การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน (รวบยอด) - ตรวจแผ่นพับน าเสนอเรื่องโรคไตและ โรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินปัสสาวะ -แบบประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.2 ประเมนระหว่างการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1) กลไกการรักษา ดุลยภาพของกรด-เบส ของเลือด ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 2) การน าเสนองาน ประเมินการน าเสนอ ผลงานที่น าเสนอ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 3) พฤติกรรมการท างาน รายบุคคล สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายบุคคล แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 4) พฤติกรรมการท างาน กลุ่ม สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 5)คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น ในการท างาน แบบประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์


8.3 การประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการรักษาดุลยภาพ ของกรด-เบสของเลือด การทดสอบหลังเรียนเรื่องการรักษา ดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการรักษาดุลยภาพ ของกรด-เบสของเลือด ประเมินตามสภาพ จริง ลงชื่อ…………………………………………………ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ 9. ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นก่อนใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 9.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ………… ลงชื่อ……………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


9.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 9.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ( ) อนุมัติ ( ) ไม่อนุมัติ เพราะ………………………………………………………………………………………………….. ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 10. บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ 10.1 ผลการสอน / ผลการเรียนรู้ ด้านความรู้ / ความเข้าใจ (K) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………… ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………… ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (A) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………… 10.2 ปัญหา / อุปสรรค …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………… 10.3 แนวทางการแก้ไขปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………… ลงชื่อ…………………………………….ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่งครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ 11. ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 11.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………….…………….……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………


………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ……………………………… ลงชื่อ…………………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 11.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………… …………………………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 11.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ……………………………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 4


กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 รายวิชา ว31101 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์ เรื่อง การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย เวลา 2 คาบ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สอนวันที่…………………………………………………………………. ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -------1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มาตรฐาน ว1.2 : เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ม.4/4 อธิบายการควบคุมดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกายโดยระบบหมุนเวียนเลือด ผิวหนัง และ กล้ามเนื้อโครงร่าง 2. สำระส ำคัญ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีโครงสร้างและอวัยวะที่แตกต่างกัน จึงมีวิธีการรักษาดุลยภาพต่างกัน ส าหรับคนและสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยน้ านมมีไตเป็นอวัยวะที่ท าหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ าและแร่ธาตุต่าง ๆ โดยการก าจัดของเสียที่เกิดจาก กระบวนการเมทาบอลิซึม ควบคุมความเข้มข้นของแร่ธาตุและรักษาสภาพกรด-เบสในร่างกายให้คงที่การรักษา อุณหภูมิภายในร่างกายของคนและสัตว์มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่งท างานร่วมกับผิวหนัง ต่อม เหงื่อ และหลอดเลือด ส่วนพืชมี ปากใบเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สและควบคุมสมดุลน้ าภายในล าต้น 3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้(K) 1) อธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกายโดยการท งานของหลอดเลือดฝอย ต่อมเหงื่อ เส้นขนที่ผิวหนัง และกล้ามเนื้อโครงร่าง 3.2 ด้านทักษะ/ กระบวนการ (P) 1) น าเสนอข้อมูลจากการสืบค้นและศึกษาเกี่ยวกับกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย 3.3 คุณลักษณะ (A) 1) มีความใฝ่เรียนรู้ 2) การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ 3) การใช้วิจารณญาณและความรอบคอบ


4) ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมและการเข้าชั้นเรียน 5) ตระหนักถึงความส าคัญของการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย 4. สำระกำรเรียนรู้ การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย เกิดจากการท างานของระบบหมุนเวียนเลือดที่ ควบคุม ปริมาณเลือดไปที่ผิวหนัง การท างานของต่อมเหงื่อ และกล้ามเนื้อโครงร่าง ซึ่งส่งผลต่อปริมาณความร้อนที่ถูก เก็บ หรือระบายออกจากร่างกาย สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน/ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต - ทักษะกระบวนการกลุ่ม 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 1. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหา 2. การสื่อสาร 3. การท างานร่วมกัน 4. การสร้างสรรค์ 5. ความเข้าใจและใช้เป็นในด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร 6. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 7. การมีผลงานและความรับผิดชอบ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตสาธารณะ 5. กิจกรรมกำรเรียนรู้ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 1-2) 1) ขั้นสร้างความสนใจ (5 นาที) 1.1 ครูให้นักเรียนดูคลิปวีดิโอกิ้งก่าทะเลทราย พร้อมตั้งค าถาม เพื่อน าเข้าสู่บทเรียน ดังนี้ 1) จากคลิปวีดิโอกิ้งก่าทะเลทรายแสดงพฤติกรรมอะไร (เมื่ออยู่บนผิวทะเลทรายกิ้งก่าเคลื่อนที่ด้วย ความเร็ว


และเมื่อหยุดกิ้งก่ายกขาในลักษณะสลับคือยกเท้าขวาหน้ากับเท้าซ้ายหลัง สลับกับยกเท้าซ้ายหน้ากับเท้าขวาหลัง และ กิ้งก่า ก็สามารถมุดลงใต้ผิวทราย เพื่อเคลื่อนที่ได้) 2) กิ้งก่าทะเลทรายแสดงพฤติกรรมดังกล่าว เพราะเหตุใด (การยกเท้าเป็นการระบายความร้อนลด อุณหภูมิ ของร่างกายสังเกตจากสีที่ได้จากกล้องอินฟราเรด มีการเปลี่ยนแปลง และการมุดใต้ทะเลทรายเคลื่อนที่เป็นการ ปรับตัว เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนบนผิวทราย) กิจกรรมพัฒนำกำรเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (60 นำที) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4-5 คน เพื่อท ากิจกรรม 2.2 ครูเชื่อมโยงความรู้เกี่ยวกับการท างานของเอนไซม์ที่ค่า pH ต่างๆ โดยการท างานของเอนไซม์อะไมเลส ที่ อุณหภูมิต่างกันก็ส่งผลต่อการท างานของเอนไซม์ที่แตกต่างกันด้วย พร้อมให้นักเรียนตอบค าถาม ดังนี้ 1) การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมีผลต่อการท างานของเอนไซม์อะไมเลสหรือไม่ (มีผล เมื่อพิจารณาจากกราฟที่อุณหภูมิ 10C เอนไซม์อะไมเลสไม่สามารถท างานได้ แต่เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึง 37C เอนไซม์มีอัตราการท างานสูงสุดแต่เมื่อเพิ่มอุณหภูมิการท างานของเอนไซม์จะค่อยๆลดลงจนไม่สามารถท างานได้ที่ อุณหภูมิ 50C ) 2) เอนไซม์อะไมเลสสามารถเร่งปฏิกิริยาเคมีในร่างกายของมนุษย์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด (ได้เพราะอุณหภูมิปกติของมนุษย์คือ 37C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการท างานของเอนไซม์ชนิดนี้) 2.3 ครูให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันถึงการเกิดความร้อนในร่างกาย โดยใช้ค าถามว่า กิจกรรมต่างๆ ใน ชีวิตประจ าวันท าให้เกิดความร้อนในร่างกายได้อย่างไร และร่างกายมีการรักษาอุณหภูมิให้คงที่ได้อย่างไร 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (35 นำที) 3.1 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปว่าความร้อนในร่างกายเกิดจากกระบวนการสลายสารอาหารระดับเซลล์ เพื่อให้ได้ พลังงาน ไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของร่างกาย ร่างกายจ าเป็นต้องรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิอยู่เสมอ เพื่อรักษาสภาพ การท างานของเอนไซม์ไว้ 3.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาและสืบค้นกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย แล้วตอบค าถาม เพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจ ดังนี้ 1) เหงื่อช่วยระบายความร้อนได้อย่างไร (การที่ผิวหนังขับเหงื่อออกมาและเกิดการระเหยจะระบายความร้อนที่ผิวหนังออกไปด้วย ยิ่งร่างกายขับเหงื่อจะช่วย ลดอุณหภูมิของร่างกาย แต่ก็ขึ้นกับปริมาณความชื้นในอากาศด้วย ในฤดูร้อนที่ความชื้นต่ า เหงื่อจะระเหยได้ดีจึง ระบายความร้อนออกจากร่างกายได้) 2) การขับเหงื่อปริมาณมากส่งผลต่อร่างกายอย่างไร


(เกิดการสูญเสียความร้อน ในขณะเดียวกันจะสูญเสียน้ าและแร่ธาตุบางชนิดออกจากร่างกาย หากร่างกายไสามารถ รักษา ดุลยภาพของอุณหภูมิและสารดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย ถ้าไม่ได้รับการชดเชยน้ าที่สูญเสียไป) 3) การที่ร่างกายสั่น ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้อย่างไร (การสั่นเป็นการท างานของกล้ามเนื้อโครงร่างท าให้เกิดความร้อน อาการสั่นจะเกิดเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิต่ า มากๆ) 4) เพราะเหตุใดเมื่อออกก าลังกายอย่างหนัก จะมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมาก กายใจแรงและถี่ (เมื่อออกก าลังกายร่างกายต้องใช้พลังงานมาก เมทาบอลิซึมเพิ่มมากขึ้น เกิดความร้อนในร่างกายมากกว่าปกติ ศูนย์ ควบคุมอุณหภูมิที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังขยายตัว เลือด หมุนเวียนเร็วขึ้น ท าให้มีอาการหน้าแดง ขณะเดียวกันต่อมเหงื่อมีการขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อน และกระบวนการ เมทาบอลิซึม ท าให้เกิดแก๊คาร์บอนไดออกไซด์ ร่างกายจึงขับแก๊สนี้ออกโดยการหายใจแรงและถี่ เพื่อน าแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด) กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (10 นำที) 4.1 ครูขยายความรู้โดยตั้งค าถามว่า มนุษย์มีพฤติกรรมใดอีกบ้างเพื่อช่วยรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย (ฟังค าตอบซึ่งขึ้นกับประสบการณ์ของนักเรียน เช่นสวมเสื้อผ้าหนาๆ ก่อกองไฟเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นในหน้าหนาว สวม เสื้อผ้าบางๆ ระบายเหงื่อได้ดี หลีกเลี่ยงแสดงแดดจัด ใช้พัดลมในหน้าร้อน เป็นต้น) 5) ขั้นประเมินผล (10 นำที) 5.1 ด้านความรู้ (K) ประเมินจาก 1. การทดสอบความรู้ (แบบทดสอบท้ายบทเรื่องการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต) 2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลและจดบันทึก 3. สรุปและอภิปรายผลการสืบค้นข้อมูล 5.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) ประเมินจาก 1. กระบวนการท างาน (ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม) 2. ทักษะการน าเสนอผลงาน (การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้) 5.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือจิตวิทยาศาสตร์ (A) ประเมินจาก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์ 2. การท างานร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา 4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ 6. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 6.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ชีววิทยาพื้นฐาน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6


6.2 สื่อคลิปวีดีโอ กิ้งก่าทะเลทราย 6.3 สื่อน าเสนอ Power Point เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิของร่างกาย 6.4 ฐานข้อมูลจาก internet/ คลังสื่อ DLIT 7. ภำระงำน/ชิ้นงำน - แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย 8. กำรวัดและประเมินผล รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 8.1 การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน (รวบยอด) - แบบบันทึกกลไกการรักษาดุลยภาพ ของอุณหภูมิในร่างกาย -แบบประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.2 ประเมนระหว่างการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 1) กลไกการรักษา ดุลยภาพของอุณหภูมิ ในร่างกาย ตวรจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 2) การน าเสนองาน ประเมินการน าเสนอ ผลงานที่น าเสนอ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 4) พฤติกรรมการท างาน กลุ่ม สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 5)คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น ในการท างาน แบบประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.3 การประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการรักษาดุลยภาพ ของอุณหภูมิในร่างกาย การทดสอบหลังเรียน เรื่องการรักษา ดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการรักษาดุลยภาพ ของอุณหภูมิในร่างกาย ประเมินตามสภาพ จริง ลงชื่อ…………………………………………………ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ


9. ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นก่อนใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 9.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ลงชื่อ……………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 9.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ( ) อนุมัติ ( ) ไม่อนุมัติ เพราะ………………………………………………………………………………………………….. ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./………………


10. บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ 10.1 ผลการสอน / ผลการเรียนรู้ ด้านความรู้ / ความเข้าใจ (K) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (A) ผ่านเกณฑ์การประเมิน……..…คน คิดเป็นร้อยละ……………ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน…….….คน คิดเป็นร้อยละ………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 10.2 ปัญหา / อุปสรรค …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 10.3 แนวทางการแก้ไขปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ…………………………………….ครูผู้สอน (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) ต าแหน่งครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ


11. ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 11.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………….…………….……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ลงชื่อ…………………………………………….. (นางวิไลภรณ์ วันลังกา) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 11.2 รองผู้อ านวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางกิตติมา เทพสาร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./……………… 11.3 ผู้อ านวยการสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………….………………….… ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………… ลงชื่อ……………………………………………… (นางจินตนา ทุ่งเก้า) ผู้อ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน …………………/…………………./………………


แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 รายวิชา ว31101 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์ เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เวลา 6 คาบ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สอนวันที่…………………………………………………………………. ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -------1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มาตรฐาน ว1.2 : เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ม.4/5 อธิบายและเขียนแผนผังเกี่ยวกับการตอบสนองของร่างกายแบบไม่จ าเพาะ และแบบจ าเพาะ ต่อ สิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ตัวชี้วัด ม.4/6 สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่างโรคหรืออาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบ ภูมิคุ้มกัน ตัวชี้วัด ม.4/7 อธิบายภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ HIV 2. สำระส ำคัญ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีโครงสร้างและอวัยวะที่แตกต่างกัน จึงมีวิธีการรักษาดุลยภาพต่างกัน ส าหรับคนและสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยน้ านมมีไตเป็นอวัยวะที่ท าหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ าและแร่ธาตุต่าง ๆ โดยการก าจัดของเสียที่เกิดจาก กระบวนการเมทาบอลิซึม ควบคุมความเข้มข้นของแร่ธาตุและรักษาสภาพกรด-เบสในร่างกายให้คงที่การรักษา อุณหภูมิภายในร่างกายของคนและสัตว์มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่งท างานร่วมกับผิวหนัง ต่อม เหงื่อ และหลอดเลือด ส่วนพืชมี ปากใบเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สและควบคุมสมดุลน้ าภายในล าต้น 3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 3.1 ด้ำนควำมรู้(K) 1) อธิบายบทบาทของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ท าหน้าที่ป้องกันและท าลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม 2) สืบค้นข้อมูล อธิบายสาเหตุ อาการ แนวทางป้องกัน และการรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบ ภูมิคุ้มกัน 3) สืบค้นข้อมูลอธิบายกลไกของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ HIV 4) ระบุสาเหตุและวิธีป้องกันการติดเชื้อ HIV 3.2 ด้ำนทักษะ/ กระบวนกำร (P)


1) อธิบายและเขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้านหรือท าลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จ าเพาะและแบบ จ าเพาะ 2) น าเสนอข้อมูลจากการสืบค้นและศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ แนวทางป้องกัน และการรักษาโรคที่เกิด จาก ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน 3) น าเสนอข้อมูลจากการสืบค้นและศึกษาเกี่ยวกับกลไกของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากการติด เชื้อ HIV 3.3 คุณลักษณะ (A) 1) มีความใฝ่เรียนรู้ 2) การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ 3) การใช้วิจารณญาณและความรอบคอบ 4) ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมและการเข้าชั้นเรียน 5) ตระหนักถึงความส าคัญของกลไกการต่อต้านหรือท าลายสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย 4. สำระกำรเรียนรู้ เมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกาย ร่างกายจะมีกลไกในการต่อต้านหรือท าลายสิ่ง แปลกปลอม ทั้งแบบไม่จ าเพาะและแบบจ าเพาะ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์จะมีกลไกในการต่อต้านหรือท าลายสิ่ง แปลกปลอม แบบไม่จ าเพาะ กลไกการต่อต้านหรือท าลายสิ่งแปลกปลอมแบบจ าเพาะ จะเป็นหน้าที่ของเซลล์เม็ด เลือดขาวลิมโฟไซต์ ชนิดบี และชนิดทีซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวทั้งสองชนิดจะมีตัวรับแอนติเจน ท าให้เซลล์ทั้งสอง สามารถตอบสนองแบบจ าเพาะต่อแอนติเจนนั้นๆ ได้ เซลล์บีท าหน้าที่สร้างแอนติบอดีซึ่งช่วยในการจับกับสิ่ง แปลกปลอมต่างๆ เพื่อท าลายต่อไปในระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์ทีท าหน้าที่หลากหลายเช่น กระตุ้นการท างานของเซลล์บี และเซลล์ทีชนิดอื่น ท าลายเซลล์ที่ติดไวรัสและ เซลล์ที่ผิดปกติอื่นๆ บางกรณีร่างกายอาจเกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อแอนติเจนบาง ชนิดอย่างรุนแรงมากเกินไป หรือร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแอนติเจนของตนเอง ท าให้ร่างการเกิดอาการผิดปกติ ได้ บุคคลที่ได้รับเลือด หรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ HIV ซึ่งสามารถท าลายเซลล์ทีท าให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและติด เชื้อต่างๆ ได้ง่ายขึ้น สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน/ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการรวบรวมข้อมูล 1. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหา 2. การสื่อสาร 3. การท างานร่วมกัน 4. การสร้างสรรค์


- ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต - ทักษะกระบวนการกลุ่ม 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความเข้าใจและใช้เป็นในด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร 6. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 7. การมีผลงานและความรับผิดชอบ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตสาธารณะ 5. กิจกรรมกำรเรียนรู้ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 1-3) 1) ขั้นสร้ำงควำมสนใจ (10 นำที) 1.1 ครูน าเข้าสู่บทเรียนโดยน าภาพข่าวการแพร่ระบาดของโรคที่ก าลังเป็นที่สนใจ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า (ziga virus) โรคไข้เลือดออก หรือไข้หวัดใหญ่ 1.2 ครูให้นักเรียนเกี่ยวกับสาเหตุ และการป้องกัน จากนั้นครูใช้ค าถาม ดังนี้ 1) เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่ก่อให้เกิดอันตราย ได้แก่อะไรบ้าง 2) นักเรียนเคยป่วยเป็นหวัดหรือไม่และนักเรียนมีวิธีการปฏิบัติตนอย่างไรให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติ กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (60 นำที) 2.1 จากการอภิปรายนักเรียนควรบอกได้ว่า เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งทางบาดแผล ผิวหนัง ช่องเปิดต่างๆ ในร่างกาย เช่น จมูก ปาก ตา เป็นต้น หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ าลาย น้ ามูก การ หายใจ เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย พยาธิ รา เกสรดอกไม้ ฝุ่น สารพิษ เป็นต้น ส าหรับการปฏิบัติตนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของนักเรียน 2.2 ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4-5 คน เพื่อท ากิจกรรมให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับอวัยวะและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง กับระบบภูมิคุ้มกัน จากนั้นใช้ค าถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย ดังนี้ 1) เมื่อมีเชื้อโรคเช้าสู่ร่างกาย อวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดบ้างที่มีหน้าที่ป้องกันหรือก าจัดเชื้อโรคและสิ่ง แปลกปลอม


(มีจากการอภิปรายนักเรียนจะได้แนวคิดว่าโครงสร้างระบบภูมิคุ้มกันประกอบด้วยอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ต่อม ทอนซิล ต่อมไทมัส ม้าม ต่อมน้ าเหลือง คอยดักท าลายเชื้อโรค โดยมีกลไกต่อต้านและท าลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่ จ าเพาะ และแบบจ าเพาะ ) 2.3 ครูให้นักเรียนศึกษารูปการณ์ต่อต้านท าลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จ าเพาะ และให้นักเรียนยกตัวอย่างอวัยวะ และสารที่ร่างกายสร้างขึ้นซึ่งมีสมบัติการท าลายเชื้อโรค 2.4 ครูให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผิวหนังซึ่งเป็นด่านแรกที่มีความส าคัญในการต่อต้านหรือท าลายสิ่ง แปลกปลอม เพื่อเชื่อมโยงถึงการขับของเหลวจากรูขุมขน ซึ่งท าหน้าที่ต่อต้านท าลายเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมด้วย เช่นกัน 2.5 ครูใช้ภาพบาดแผลที่มีหนอง หรือสิวอักเสบให้นักเรียนศึกษาแล้วตั้งค าถามให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นว่า แผลหรือสิวอักเสบมีลักษณะอย่างไร ของเหลวหรือหนองเกิดได้อย่างไร (แผลหรือสิวอักเสบมีลักษณะบวม แดง ร้อน และมีอาการเจ็บ ส่วนหนองเกิดจากฟาโกไซต์ที่ตายแล้วรวมตัว สะสมอยู่ บริเวณบาดแผลนั้น) 2.6 ครูให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับกระบวนการอักเสบในประเด็น ดังต่อไปนี้ - เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ - การล าเลียงสารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวด้วยวิธีฟาโกไซโทซิส - อาการที่บ่งชี้ว่ามีอาการอักเสบเกิดขึ้น 2.7 ครูใช้ค าถามเพื่อให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายแล้วเชื่อมโยงเข้าสู่กลไกการต่อต้านหรือท าลายสิ่แปลกปลอมแบบ จ าเพาะว่า ถ้าเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่เนื้อเยื่อหรือเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ร่างกายจะยังด าเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติหรือไม่ 2.8 ครูน าเข้าสู่เรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายโดยอาจน าข่าวหรือสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคให้ นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยใช้ค าถาม ดังนี้ 1) เหตุใดวัคซีนส าหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จึงต้องฉีดเป็นประจ าทุกปี 2) นักเรียนคิดว่า ไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร 3) นักเรียนจะปฏิบัติตนอย่างไรในการป้องกันไม่ให้ตนเองป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (50 นำที) 3.1 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับกระบวนการอักเสบซึ่งเป็นการตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม แบบ ไม่จ าเพาะ ซึ่งกระบวนการอักเสบเกิดขึ้นโดยการท างานของเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์ เช่น นิวโทรฟิล และโมโนไซต์เข้าจับกินเชื้อโรคจนสุดท้ายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตายแล้ว จะรวมตัวกันเป็นหนองและถูกก าจัดออกทาง บาดแผล 3.2 ครูให้นักเรียนศึกษาและสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและหน้าที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในสัตว์เลี้ยงลูกด้วย น้ านม 3.3 ครูให้นักเรียนอธิบายและเขียนแผนผังสรุปกลไกการต่อต้านและท าลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จ าเพาะ


3.4 จากการศึกษาและสืบค้นข้อมูลกลไกการต่อต้านหรือท าลายสิ่งแปลกปลอมแบบจ าเพาะ และนักเรียนได้ร่วม แสดงความคิดเห็นนักเรียนควรสรุปได้ว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เกิดจากเชื้อโรคที่สามารถติดต่อได้ง่าย สามารถอยู่ ในสารคัดหลั่งของผู้ป่วย การไอ จามของผู้ป่วยท าให้ไวรัสสามารถแพร่เข้าไปในร่างกายได้ อีกทั้งยังเป็นเชื้อไวรัสที่ สามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย จึงต้องได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์ไปเสมอ ส่วน วิธีการป้องกันได้แก่ การักษาสุขภาพด้วยการออกก าลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยง ความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (40 นำที) 4.1 ครูขยายความรู้โดยอธิบายเพิ่มเติมว่านอกจากกลไกการต่อต้านและท าลายสิ่งแปลกปลอมของร่างกายที่มีอยู่ ตามธรรมชาติแล้วมนุษย์ยังสามารถเสริมภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้อีกด้วย 4.2 ครูให้นักเรียนศึกษารูปการสร้างภูมิคุ้มกันแล้วใช้ค าถามว่า นักเรียนคิดว่าการสร้างภูมิคุ้มกันจากรูปเหมือนหรือ แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร (นักเรียนควรสรุปได้ว่า การสร้างภูมิคุ้มกันในรูปแตกต่างกัน โดยรูป ก ลูกได้รับแอนติบอดีโดยตรงจากน้ านมแม่ ส่วน รูป ข เป็นการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี แล้วน าไปสู่การสรุปว่า การสร้างภูมิคุ้มกันของ ร่างกายแบ่งเป็น 2 ประเภท คือภูมิคุ้มกันแบบรับมา และภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง) 4.3 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันแบบรับมาโดยศึกษาจากวีดิทัศน์ การผลิตเซรุ่ม อาจใช้ ค าถามเพื่อให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายว่า เพราะเหตุใดบางโรค เช่น โรคอีสุกอีใส โรคคางทูม เมื่อเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ า อีก หรือการที่นักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบางชนิด ท าให้นักเรียนไม่เป็นโรคนั้น 5) ขั้นประเมินผล (20 นำที) 5.1 ด้ำนควำมรู้ (K) ประเมินจำก 1. การทดสอบความรู้ (ค าถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน) 2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลและจดบันทึก 3. สรุปและอภิปรายผลการสืบค้นข้อมูล 5.2 ด้ำนทักษะกระบวนกำร (P) ประเมินจำก 1. กระบวนการท างาน (ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม) 2. ทักษะการน าเสนอผลงาน (การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้) 3. แผนผังสรุปกลไกการต่อต้านและท าลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม 5.3 ด้ำนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือจิตวิทยำศำสตร์ (A) ประเมินจำก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์ 2. การท างานร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา


4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ กิจกรรมน ำสู่กำรเรียน (คำบที่ 4-6) 1) ขั้นสร้ำงควำมสนใจ (10 นำที) 1.1 ครูน าเข้าสู่บทเรียนโดยทบทวนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เน้นกลไกต่อต้านหรือท าลายสิ่งแปลกปลอมแบบ จ าเพาะ ครูใช้ค าถามให้นักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันว่า นักเรียนคิดว่าระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกายสามารถเกิดความผิดปกติได้หรือไม่ อย่างไร และยกตัวอย่างโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ นักเรียนรู้จัก กิจกรรมพัฒนำกำรเรียนรู้ 2) ขั้นส ำรวจและค้นหำ (50 นำที) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4-5 คน เพื่อท ากิจกรรมการส ารวจโรคภูมิแพ้ โดยการส ารวจเพื่อนในห้องเรียน โดยมีประเด็นดังนี้ - สารก่อภูมิแพ้ - อาการแพ้ - วิธีการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ 2.2 ครูให้นักเรียนท ากิจกรรม เรื่องความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (โดยการสืบค้นข้อมูลล่วงหน้าจากแหล่ง ความรู้ที่น่าเชื่อถือ เช่น สถาบัน หรือหน่วยงานของรัฐ สถานพยาบาลต่างๆ) พร้อมน าเสนอหน้าชั้นเรียน จากนั้นตอบ ค าถามท้ายกิจกรรม ดังนี้ 1) การสัมผัสเหงื่อ น้ าลายหรือน้ าตา ซึ่งเป็นสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จะท าให้ติดเชื้อนี้หรือไม่ เพราะ เหตุใด (ไม่ เพราะปริมาณเชื้อ HIV ที่ปะปนมากับสารคัดหลั่งเหล่านี้มีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอให้เกิดการติดเชื้อได้) 3) ขั้นอธิบำยและลงข้อสรุป (60 นำที) 3.1 ครูและนักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอผลการส ารวจจากกิจกรรมการส ารวจโรคภูมิแพ้ของเพื่อนในชั้นเรียน 3.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอ เรื่องความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในรูปแบบที่หลากหลาย กิจกรรมรวบยอด 4) ขั้นขยำยควำมรู้ (40 นำที) 4.1 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายค าตอบจากค าถามท้ายบท ดังนี้ 1) เพราะเหตุใดผู้มีอาการท้องเสียแพทย์จะแนะน าให้ดื่มน้ าผสมผงละลายเกลือแร่ ORS แทนการดื่มน้ า สะอาด 2) การดื่มน้ าที่มีส่วนผสมของเกลือโซเดียมคลอไรด์ หรืออาหารรสเค็มจัดจะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร 3) Hyperventilation syndrome หรือกลุ่มอาการหายใจเร็วกว่าปกติ คือภาวะที่ผู้ป่วยจะหายใจเร็วและลึก ท าให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในหลอดเลือดลดลงเลือดจึงมีความเป็นเบส เกิดการหดตัวของหลอดเลือด ที่ไปเลี่ยงส่วน ต่างๆ ของร่างกาย เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด ตามัว หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น มือเท้าเย็น ชา ตามแขนหรือขาหรือมี


อาการเกร็งนิ้วมือจีบเข้าหากันบางรายเป็นลมหมดสติ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นท าได้ โดยใช้ถุงครอบทั้งปากและจมูก เหตุใดจึงต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่นนี้ 4) ถ้าร่างกายไม่สามารถรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิและความเป็นกรด-เบสของเลือดได้จะส่งผลต่อร่างกาย อย่างไร 5) เพราะเหตุใดผู้ที่ติดเชื้อ HIV จึงต้องรับประทานยาต้านเชื้อไวรัสและรักษาสุขภาพร่างกายอยู่เสมอ 6) พฤติกรรมใดบ้างที่ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และนักเรียนมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อให้มีสุขภาพ ร่างกาย แข็งแรงอยู่เสมอ 7) จากกราฟแสดงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโดยการสร้างแอนติบอดีในเลือด เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ โรค A 7.1) จงอธิบายการเปลี่ยนแปลงระดับแอนติบอดีในเลือดจากกราฟช่วง ข. 7.2) ถ้าได้รับเชื้อโรค B ครั้งแรกในวันที่ 35 การเปลี่ยนแปลงระดับแอนติบอดีในเลือด จะเป็นแบบช่วง กราฟช่วง ก. หรือช่วง ข. จงอธิบาย 5) ขั้นประเมินผล (10 นำที) 5.1 ด้ำนควำมรู้ (K) ประเมินจำก 1. การทดสอบความรู้ (ค าถามท้ายบท) 2. องค์ความรู้ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลและจดบันทึก 3. สรุปและอภิปรายผลการสืบค้นข้อมูล 5.2 ด้ำนทักษะกระบวนกำร (P) ประเมินจำก 1. กระบวนการท างาน (ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม) 2. ทักษะการน าเสนอผลงาน (โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันและการดูแลรักษาสุขภาพ) 5.3 ด้ำนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือจิตวิทยำศำสตร์ (A) ประเมินจำก 1. การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างสร้างสรรค์ 2. การท างานร่วมกับผู้อื่น 3. ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่หา 4. การแสดงออกถึงความคิดเห็น 5. ความรับผิดชอบ 6. สื่อและ/แหล่งเรียนรู้ 6.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ชีววิทยาพื้นฐาน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 6.2 สื่อคลิปวีดีโอ ข่าวการแพร่ระบาดของโรคที่ก าลังเป็นที่สนใจ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า (ziga virus) โรค ไข้เลือดออก หรือไข้หวัดใหญ่ 6.3 สื่อน าเสนอ Power Point เรื่องระบบภูมิคุ้มกันและการดูแลรักษาสุขภาพ 6.4 ฐานข้อมูลจาก internet/ คลังสื่อ DLIT


7. ภำระงำน/ชิ้นงำน - แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน - ชิ้นงานการสืบค้น เรื่อง โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันและการดูแลรักษาสุขภาพ 8. กำรวัดและประเมินผล รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 8.1 การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน(รวบยอด) - แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง โรคที่เกิด จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน - ชิ้นงานการสืบค้น เรื่อง โรคเกี่ยวกับ ระบบภูมิคุ้มกันและการดูแลรักษา สุขภาพ -แบบประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 8.2 ประเมินระหว่างการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1) โรคที่เกิดจากความ ผิดปกติของระบบ ภูมิคุ้มกัน ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 2) การน าเสนองาน ประเมินการน าเสนอ ผลงานที่น าเสนอ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 3) พฤติกรรมการท างาน รายบุคคล สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายบุคคล แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 4) พฤติกรรมการท างาน กลุ่ม สังเกตพฤติกรรมการท างาน รายกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานรายกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 5) คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น ในการท างาน แบบประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน 8.3 การประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกาย การทดสอบหลังเรียน เรื่องระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย - แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกาย ประเมินตามสภาพ จริง ลงชื่อ…………………………………………………ครูผู้สอน


Click to View FlipBook Version