The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมไฟล์งานเลขที่ 11 ห้อง 6 นางสาวธัญจิรา เสวขุนทด 646550040-7

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanjiratomtam_2541, 2022-02-28 01:48:48

รวมไฟล์งานเลขที่ 11 ห้อง 6 นางสาวธัญจิรา เสวขุนทด 646550040-7

รวมไฟล์งานเลขที่ 11 ห้อง 6 นางสาวธัญจิรา เสวขุนทด 646550040-7

46

9. สารสนเทศท่ีดตี ้องมคี วามน่าเชือ่ ถือ (Reliable) เช่น เป็นสารสนเทศที่ได้มาจากกรรมวิธีรวบรวมที่
น่าเช่ือ ถือ หรอื แหล่ง (Source) ท่ีน่าเช่ือถอื เป็นตน้

10. สารสนเทศทดี่ คี วรมีความปลอดภยั (Secure) ในการเข้าถงึ ของผ้ไู ม่มีสทิ ธิใชส้ ารสนเทศ
11. สารสนเทศที่ดีควรง่าย (Simple) ไม่สลับซับซ้อน มีรายละเอียดที่เหมาะสม (ไม่มากเกินความ
จำเป็น)
12. สารสนเทศที่ดตี อ้ งมคี วามแตกตา่ ง หรือประหลาด (Surprise) จากขอ้ มูลชนดิ อืน่ ๆ
13. สารสนเทศที่ดีต้องทันเวลา (Just in Time : JIT) หรือทันต่อความต้องการ (Timely) ของผู้ใช้
หรือสามารถส่ง ถึงผู้รบั ได้ในเวลาทผี่ ้ใู ชต้ ้องการ
14. สารสนเทศที่ดีต้องเป็นปัจจุบัน (Up to Date) หรือมีความทันสมัย ใหม่อยู่เสมอ มิเช่นนั้นจะไม่
ทันต่อการ เปลีย่ นแปลงทด่ี ำเนินไปอย่างรวดเร็ว
15. สารสนเทศทดี่ ีตอ้ งสามารถพิสจู น์ได้ (Verifiable) หรือตรวจสอบจากหลาย ๆ แหลง่ ได้ว่ามีความ
ถกู ต้อง
2.9 ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
Siriyakorn Thongtakorn (2016) ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ ดังน้ี
ประสิทธภิ าพ (Efficiency)
ระบบสารสนเทศทำใหก้ ารปฏิบัตงิ านมีความรวดเร็วมากขึน้ โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซ่ึง
จะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรบั ปรุงขอ้ มลู ให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศชว่ ย
ในการจดั เก็บขอ้ มลู ที่มขี นาดใหญ่ หรือมีปรมิ าณมากและชว่ ยทำใหก้ ารเข้าถงึ ข้อมูล (access) เหล่าน้ันมีความ
รวดเรว็ ด้วย
ช่วยลดต้นทุน การทร่ี ะบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบตั ิงานท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ขอ้ มลู ซึ่งมีปรมิ าณมากมี
ความสลบั ซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการชว่ ยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการ
ประหยดั ต้นทนุ การดำเนนิ การอยา่ งมาก
ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเปน็ ไปอย่างรวดเรว็ การใชเ้ ครือขา่ ยทางคอมพวิ เตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่ว
โลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกัน
(machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to
machine) และการติดต่อสือ่ สารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทัง้ ข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว
สามารถสง่ ไดท้ ันที
ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดโี ดยเฉพาะหากระบบ
สารสนเทศนั้นออกแบบ เพ่ือเอ้ืออำนวยให้หนว่ ยงานทงั้ ภายในและภายนอกท่ีอยใู่ นระบบของซัพพลายทั้งหมด

47

จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความ
เข้าใจเปน็ ไปได้ด้วยดีย่ิงขน้ึ

ประสทิ ธผิ ล (Effectiveness)
ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบ
สารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรับ
ผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยใหผ้ ู้บริหารมีขอ้ มูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดี
ข้นึ อนั จะส่งผลให้การดำเนนิ งานสามารถบรรลวุ ตั ถุประสงค์ไวไ้ ด้
ระบบสารสนเทศชว่ ยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วยทำใหอ้ งค์การ
ทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงาน
สามารถเลอื กผลติ สนิ ค้า/บรกิ ารท่มี ีความเหมาะสมกบั ความเชีย่ วชาญ หรือทรพั ยากรท่มี ีอยู่
ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้ การติดต่อ
ระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถ
ปรับปรงุ คุณภาพของสินคา้ /บริการใหต้ รงกบั ความต้องการของลกู ค้าไดด้ ขี น้ึ และรวดเร็วข้ึนดว้ ย
ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality o f Working
Lifeคลิก :P
2.10 คุณภาพของสารสนเทศ
Bentley (1998 : 58-59) คุณภาพของสารสนเทศ จะมีคุณภาพสูงมาก หรือน้อย พิจารณาที่ 3
ประเด็น ดงั น้ี
1. ตรงกับความต้องการ (Relevant) หรือไม่ โดยดูว่าสารสนเทศนั้นผู้ใช้สามารถนำไปใช้เพิ่ม
ประสิทธิภาพได้ มากกว่าไม่ใช้สารสนเทศ หรือไม่ คุณภาพของสารสนเทศ อาจจะดูที่มันมีผลกระทบต่อ
กจิ กรรมของผใู้ ช้ หรือไม่ อยา่ งไร
2. น่าเชื่อถือ (Reliable) เพียงใด ความน่าเชื่อถือมีหัวข้อที่จะใช้พิจารณา เช่น ความทันเวลา
(Timely) กับผู้ใช้ เมื่อ ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้มีสารสนเทศนั้น หรือไม่ สารสนเทศที่นำมาใช้ต้องมีความถูกต้อง
(Accurate) สามารถพิสจู น์ (Verifiable) ได้วา่ เปน็ ความจริง ด้วยการวิเคราะหข์ อ้ มูลทีเ่ กี่ยวข้อง เปน็ ตน้
3. สารสนเทศนั้นเข้มแข็ง (Robust) เพียงใด พิจารณาจากการทีส่ ารสนเทศสามารถเคลื่อนตัวเองไป
พร้อมกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป (Rigorous of Time) หรือพิจารณาจากความอ่อนแอของมนุษย์ (Human
Frailty) เพราะมนุษย์ อาจทำความผิดพลาดในการป้อนข้อมูล หรือการประมวลผลขอ้ มูล เพราะฉะน้ันจะต้อง
มีการควบคมุ หรอื ตรวจสอบ ไมใ่ หม้ คี วามผดิ พลาดเกิดขน้ึ หรอื พจิ ารณาจากความผิดพลาด หรือล้มเหลวของ
ระบบ (System Failure) ที่จะส่งผล เสียหายต่อสารสนเทศได้ ดังนั้นจึงต้องมีการป้องกันความผิดพลาด (ที่
เนื้อหา และไม่ทันเวลา) ที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือ พิจารณาจากการเปลี่ยนแปลง การจัดการ (ข้อมูล)

48

(Organizational Changes) ที่อาจจะสง่ ผลกระทบ (สร้างความเสยี หาย) ต่อสารสนเทศ เช่น โครงสร้าง แฟ้ม
ข้อมูล วธิ ีการเขา้ ถึงข้อมลู การรายงาน จักตอ้ งมกี ารป้องกัน หากมกี าร เปลยี่ นแปลงในเรอ่ื งดังกลา่ ว

นอกจากนน้ั ซวาสส์ (Zwass 1998 : 42) กล่าวถึง คุณภาพของสารสนเทศจะมมี ากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่
กบั การ ทนั เวลา ความสมบรู ณ์ ความกะทดั รัด ตรงกบั ความต้องการ ความถูกตอ้ ง ความเทีย่ งตรง (Precision)
และรปู แบบที่เหมาะสม ในเรอื่ งเดียวกัน โอไบร์อัน (O’Brien 2001 : 16-17) กล่าววา่ คุณภาพของสารสนเทศ
พจิ ารณาใน 3 มิติ ดงั นี้

1. มติ ิด้านเวลา (Time Dimension)
- สารสนเทศควรจะมกี ารเตรียมไว้ให้ทันเวลา (Timeliness) กบั ความตอ้ งการของผใู้ ช้
- สารสนเทศควรจะตอ้ งมีความทันสมัย หรือเป็นปัจจุบัน (Currency)
- สารสนเทศควรจะต้องมคี วามถี่ (Frequency) หรือบอ่ ย เทา่ ท่ีผูใ้ ช้ตอ้ งการ
- สารสนเทศควรมเี รอ่ื งเก่ยี วกับชว่ งเวลา (Time Period) ตั้งแต่อดีต ปจั จบุ ัน และอนาคต

2. มิตดิ า้ นเนื้อหา (Content Dimension)
- ความถูกตอ้ ง ปราศจากขอ้ ผิดพลาด
- ตรงกบั ความตอ้ งการใช้สารสนเทศ
- สมบูรณ์ สิ่งทจี่ ำเป็นจะต้องมใี นสารสนเทศ
- กะทัดรัด เฉพาะทจี่ ำเป็นเทา่ นัน้
- ครอบคลมุ (Scope) ทง้ั ดา้ นกวา้ งและด้านแคบ (ดา้ นลึก) หรอื มจี ุดเน้นทงั้ ภายในแล

ภายนอก
- มคี วามสามารถ/ศักยภาพ (Performance) ท่ีแสดงใหเ้ หน็ ไดจ้ ากการวัดค่าได้ การบ่งบอก

ถงึ การพฒั นา หรอื สามารถเพมิ่ พนู ทรัพยากร
3. มติ ดิ ้านรูปแบบ (Form Dimension)
- ชดั เจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
- แบบรายละเอียด (Detail) และแบบสรปุ ย่อ (Summary)
- การเรียบเรียง ตามลำดับ (Order)
- การนำเสนอ (Presentation) ทีห่ ลากหลาย เช่น พรรณนา/บรรยาย ตัวเลข กราฟกิ และ

อน่ื ๆ
- รปู แบบของส่อื (Media) ประเภทต่าง ๆ เช่น กระดาษ วีดิทศั น์ ฯลฯ
- ส่วนสแตรแ์ ละเรยโ์ นลด์ (Stair and Reynolds 2001 : 7) กลา่ วถงึ คุณค่าของสารสนเทศ

ข้นึ อยกู่ ับการที่

49

สารสนเทศน้นั สามารถชว่ ยให้ผู้ที่มีหน้าท่ีตัดสินใจทำให้เป้าหมายขององคก์ ารสัมฤทธ์ิผลได้มากน้อย
เพียงใด หาก สารสนเทศ สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายขององค์การได้ สารสนเทศนั้นก็จะมคี ุณค่าสูงตามไป
ดว้ ย
2.11 บทบาทของสารสนเทศ

จติ ติมา เทียมบุญประเสรฐิ (2544 : 5) การนำสารสนเทศไปใช้ 3 ดา้ น คอื
1. ด้านการวางแผน
2. ดา้ นการตัดสนิ ใจ
3. ดา้ นการดำเนนิ งาน
ประภาวดี สบื สนธ์ (2543 : 7-8) สารสนเทศยงั มบี ทบาท ในเชิงเศรษฐกจิ ดังนี้
1. ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ (Decision) หรือช่วยชี้แนวทางในการแก้ไขปัญหา (Problem
Solving)
2. ช่วย หรือสนบั สนุนการจดั การ (Management) หรือการดำเนินงานขององคก์ าร ให้มีประสิทธภิ าพ
และเกิด ประสิทธิผลมากขน้ึ
3. ใช้ทดแทนทรัพยากร (Resources) ทางกายภาพ เช่น กรณีการเรียนทางไกล ผู้เรียนที่เรียนนอก
หอ้ งเรยี น จรงิ สามารถเรยี นรเู้ รอ่ื งต่างๆ เชน่ เดียวกบั ห้องเรียนจรงิ โดยไมต่ อ้ งเดนิ ทางไปเรยี นท่ีหอ้ งเรยี นนน้ั
4. ใช้ในการกำกับ ติดตาม (Monitoring) การปฏิบัติงานและการตัดสินใจ เพื่อดูความก้าวหน้าของ
งาน
5. สารสนเทศเป็นช่องทางโนม้ น้าว หรือชักจูงใจ (Motivation) ในกรณีของการโฆษณาที่ทำให้ผู้ชม,
ผฟู้ ัง ตดั สินใจ เลอื กสนิ ค้า หรอื บรกิ ารน้นั
6. สารสนเทศเปน็ องคป์ ระกอบสำคญั ของการศึกษา (Education) สำหรบั การเรียนรู้ ผ่านส่ือประเภท
ต่างๆ
7. สารสนเทศเปน็ องคป์ ระกอบสำคัญท่ีส่งเสริมวฒั นธรรม และสนั ทนาการ (Culture & Recreation)
ในด้าน ของการเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ เชน่ วดี ทิ ัศน์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น
8. สารสนเทศเปน็ สนิ ค้าและบรกิ าร (Goods & Services) ที่สามารถซอื้ ขายได้
9. สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่ต้องลงทุน (Investment) จงึ จะไดผ้ ลผลิตและบริการ เพื่อเป็นรากฐาน
ของการ จัดการ และการดำเนนิ งาน
2.12 สาเหตทุ ที่ ำใหเ้ กดิ สารสนเทศ
1. เมือ่ มีวิทยาการความรู้ หรือสิง่ ประดษิ ฐ์ หรือผลิตภณั ฑใ์ หม่ๆ พร้อมกันนน้ั กจ็ ะเกิด สารสนเทศมา
พรอ้ มๆ กันดว้ ย จากนน้ั กจ็ ะมกี ารเผยแพร่ หรอื กระจายสารสนเทศ เกยี่ วกบั วิทยาการความรู้ หรอื สงิ่ ประดษิ ฐ์
ผลิตภัณฑ์ ชนิดนน้ั ๆไปยัง แหลง่ ต่างๆ ทเี่ กีย่ วข้อง

50

2. เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ เป็นเคร่ืองมือสำคัญในการผลติ สารสนเทศ เน่ืองจากมี ความสะดวกในการ
ป้อน ข้อมูล การปรับปรุงแก้ไข การทำซ้ำ การเพิ่มเติม ฯลฯ ทำให้มีความ สะดวกและง่ายต่อการผลิต
สารสนเทศ

3. เทคโนโลยีสอื่ สารยคุ ใหม่มคี วามเร็วในการสือ่ สารสูงขนึ้ สามารถเผยแพรส่ ารสนเทศ จากแหลง่ หนึ่ง
ไปยัง สถานที่ต่างๆ ทั่วโลกในเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งสามารถส่งผ่านข้อมูลได้อย่ าง
หลากหลาย รูปแบบ พรอ้ มๆ กันในเวลาเดียวกนั

4. เทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีความสามารถในการผลิตสารสนเทศสูงขึ้น สามารถผลิตสารสนเทศได้ครง้ั
ละจำนวน มากๆ ในเวลาสัน้ ๆ มีสีสนั เหมือนจริง ทำให้มีปรมิ าณสารสนเทศใหม่ๆ เกิดขนึ้ อยู่ตลอดเวลา

5. ผู้ใช้มีความจำเป็นต้องใช้สารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อการค้นคว้าวิจัย เพื่อการ พัฒนาคุณภาพ
ชีวิต เพื่อการ ตัดสินใจ เพื่อการแก้ไขปัญหา เพื่อการปฏิบัติงาน หรือปรับปรุง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน,
การบริหารงาน ฯลฯ

6. ผู้ใช้มีความต้องการใช้สารสนเทศ เพื่อตอบสนองความสนใจ ต้องการทราบแหล่งที่อยู่ของ
สารสนเทศ ต้องการเข้าถึงสารสนเทศ ต้องการสารสนเทศที่มาจากต่างประเทศ ต้องการสารสนเทศอย่าง
หลากหลาย หรือต้องการ สารสนเทศอยา่ งรวดเรว็ เป็นต้น
2.13 ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ (สุนทร แก้วลาย. 2531:166) พอสรุปไดด้ ังนี้
1. ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาสารในแต่ละวัน
2. ช่วยเพ่ิมประสิทธภิ าพการผลิตสารสนเทศ
3. การจัดเรยี งลำดบั สารสนเทศ ฯลฯ
4. ช่วยในการจัดเก็บสารสนเทศไว้ในรูปท่เี รยี กใชไ้ ด้ทุกคร้ังอย่างสะดวก
5. ชว่ ยในการจดั ระบบอตั โนมัติ เพ่อื การจัดเก็บ การประมวลผล และการเรยี กใช้สารสนเทศ
6. ช่วยในการเขา้ ถึงสารสนเทศไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ มีประสิทธภิ าพมากขนึ้
7. ช่วยในการสือ่ สารระหว่างกันได้อย่างสะดวก รวดเรว็ ลดอปุ สรรคเกีย่ วกบั เวลาและระยะทาง โดย
ใช้ระบบโทรศัพท์ และอนื่ ๆ

51

2.14 องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ (2020) องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Elements information
technology) ดังนี้

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หมายถึง กระบวนการและระบบงานท่ี
นำไปใชจ้ ดั การกับขอ้ มูลเพือ่ ใหไ้ ด้สารสนเทศตามท่ีตอ้ งการ เปน็ การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
สื่อสารโทรคมนาคมมาทำงานร่วมกัน โดยคอมพิวเตอร์จะทำการเก็บขอ้ มูลและประมวลผลใหเ้ ปน็ สารสนเทศ
แลว้ นำไปเกบ็ ไว้เปน็ ฐานข้อมลู เพ่ือให้ผใู้ ช้สามารถเรียกข้อมูลมาใชไ้ ด้ผ่านช่องทางระบบเครอื ข่ายต่อไป โดยใช้
ระบบการสอื่ สารโทรคมนาคมในการเช่อื มต่อเครื่องคอมพิวเตอรแ์ ละอุปกรณต์ ่าง ๆ เข้าดว้ ยกนั เพอื่ ให้สามารถ
นำข้อมูลหรือสารสนเทศที่มีมาทำจัดทำหรือเก็บข้อมูลมาทำเป็นรายงานเพื่อส่งสารสนเทศไปให้ผู้ใช้ที่อยู่ ใน
สถานที่ต่าง ๆ ห่างไกลกันได้ในทุกเวลาอย่างสะดวกรวดเร็วในการจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หาก
ต้องการให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีและเหมาะสม ควรที่จะต้องมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญในการ
ทำงาน เพือ่ ให้สามารถบรรลวุ ัตถุประสงค์ทจี่ ะนำเอาขอ้ มูลมาจัดทำสารสนเทศใชง้ านให้เกิดประโยชน์ได้เต็มท่ี
ควรจะตอ้ งมสี ว่ นประกอบท่สี ำคญั 5 สว่ นโดยอาจจัดเรียงลำดบั ตามความสำคัญ ได้แก่

องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Elements information technology) ประกอบด้วย 5
องค์ประกอบหลัก ได้แก่

- ชน้ิ สว่ นและอุปกรณต์ ่อพว่ ง (Hardware)
- โปรแกรมซอฟต์แวร์ (Software)
- บคุ ลากร (People ware)
- ข้อมูล (Data) และสารสนเทศ (Information)

52

- กระบวนการทำงาน (Procedure)
1. บุคลากรด้านไอที (Peopleware) ได้แก่ ทรัพยากรมนุษย์หรอื บุคคลากรที่มีความรู้ในงานไอที ถือ
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญซึ่งควรที่องค์กรจะให้ความสำคัญในการคัดเลือกจัดหาคนที่จะมาทำงานให้ มีความ
เหมาะสม เพราะทรัพยากรในข้อนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญที่สุดในทุกข้อ หากได้ผู้ที่มีความรู้
ความสามารถและเข้าใจวิธีการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศมาเป็นผู้ดำเนินการในการทำงาน ก็จะเป็น
โอกาสขององค์กรในการพัฒนาในส่วนต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างถูกต้อง บุคลากรด้านไอทีควรต้องมีความรูค้ วาม
เข้าใจในการทำงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดี บุคลากรไอทีจะเป็นผู้ที่จะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมให้บุคคลากร
ภายในองค์กรทุกคน ได้มีโอกาสเข้าถึงงานไอทีหรือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดระบบสารสนเทศ
ด้วยกันทุกคน ซึ่งบุคลากรที่ดำเนินการทุกคนในองค์กรตั้งแต่ ผู้บริหาร นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงาน ไปจนถึง
ลูกจา้ งพนักงานท่วั ไป ล้วนจะต้องเปน็ สว่ นประกอบทส่ี ำคัญท่ีจะทำใหเ้ กิดงานเทคโนโลยีสารสนเทศได้ หากใช้
บุคลากรที่ไม่มีความเข้าใจในงานด้านนี้จริงก็ยากที่หน่วยงานนั้นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ เพราะ
บุคคลากรไอทีจะต้องเป็นผู้ประสานเชื่อมโยงคนในองค์กรให้เข้ากับงานเทคโนโลยีสารสนเทศให้ได้มากที่สดุ
เพื่อพัฒนาตัวเองและคนทุกคนในองค์กรให้สามารถใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในงานมาใช้และทำการสร้าง
สารสนเทศที่ดีให้แก่องค์กร หากบุคลากรที่ทำหน้าที่ในงานไอทีเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในหน้าที่และ
ขน้ั ตอนการทำงานดา้ นนี้เพียงพอ กอ็ าจทำใหก้ ารพัฒนางานไอทีขององคก์ รนัน้ ไม่ประสบความสำเรจ็ อย่างไร
ก็ตามบุคคลากรในงานด้านไอทีกย็ ังแบ่งออกได้หลายระดับตามหนา้ ที่หรอื ลกั ษณะงานทต่ี ้องทำ อาจมีการแบ่ง
บุคลากรได้หลายแบบตามความเหมาะสมของงานงานแต่ละองค์กร ตัวอย่างเชน่

- ผู้จดั การระบบ (System Manager) คอื ผวู้ างนโยบายการใชค้ อมพิวเตอรใ์ ห้เป็นไปตาม
เปา้ หมายของหน่วยงาน เปน็ ผ้ทู ีม่ ีความหมายต่อความสำเรจ็ หรอื ลม้ เหลวของการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามา
ใชง้ านเปน็ อยา่ งมาก

- นักวิเคราะหแ์ ละออกแบบระบบ (Systems Analyst: SA) ทำหน้าทีศ่ กึ ษาและรวบรวม
ความต้องการของผู้ใช้ระบบ และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักเขียนโปรแกรม
(Programmer) หรือปรับปรุงคุณภาพงานเดิม นักวิเคราะห์ระบบต้องมีความรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์
พน้ื ฐานการเขยี นโปรแกรม และควรจะเปน็ ผมู้ ีความคิดริเร่ิมสรา้ งสรรคม์ มี นุษยส์ มั พันธท์ ด่ี ี

- โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือบุคคลทีท่ ำหนา้ ทีเ่ ขยี นซอฟต์แวร์ต่างๆ (Software)
หรือเขยี นโปรแกรมเพ่ือสง่ั งานให้เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตามแผนผังท่ี
นักวิเคราะห์ระบบไดเ้ ขยี นไว้

- ผูใ้ ช้ (User) เปน็ ผู้ใชร้ ะบบคอมพิวเตอร์ ซงึ่ จะเปน็ ผู้ปฏบิ ตั หิ รอื กำหนดความต้องการในการ
ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ว่าทำงานอะไรไดบ้ ้าง ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป จะต้องเรยี นรูว้ ิธีการใชเ้ ครื่อง
และวธิ กี ารใช้งานโปรแกรม เพื่อใหโ้ ปรแกรมที่มอี ยู่สามารถทำงานไดต้ ามท่ีตอ้ งการ

53

- ผู้ปฏบิ ตั ิการ (Operator) สำหรบั ระบบขนาดใหญ่ เชน่ เมนเฟรม จะต้องมเี จ้าหน้าที่
คอมพิวเตอร์ที่คอยปิดและเปิดเครื่องและเฝ้าดูจอภาพ เมื่อมีปัญหาซึ่งอาจเกิดขัดข้องจะต้องแจ้ง System
Programmer ซงึ่ เป็นผู้ดูแลตรวจสอบแกไ้ ขโปรแกรมระบบควบคมุ เครอ่ื ง (System Software) อกี ทีหนง่ึ

- ผูบ้ รหิ ารฐานขอ้ มลู (Database Administrator: DBA) คือ กลมุ่ บคุ คลท่ีทำหนา้ ทดี่ ูแล
ข้อมูลผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังทำหน้าท่ี
กำหนดสิทธกิ ารใชง้ านข้อมลู กำหนดในเรื่องความปลอดภัยของการใช้งาน พร้อมทัง้ ดูแลดาต้าเบสเซริ ฟ์ เวอร์
(Database Server) ใหท้ ำงานอย่างปกตดิ ้วยหรืออาจมกี ารแบง่ หน้าทไ่ี ด้อีกหลายแบบตามงานไอทีท่ีตอ้ งดูแล

2. กระบวนการทำงาน (Procedure) องค์ประกอบด้านนี้หมายถึง กระบวนการหรือขั้นตอนในการ
ทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ บางครั้งเรียกว่าขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Process) เป็นระเบียบวิธีการ
ปฏิบัติงาน ในการจัดการข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศ เช่น ขั้นตอนการจัดหาข้อมูล การ
จดั เกบ็ และการเรยี กใช้ จะต้องมีการกำหนดระเบยี บขน้ั ตอนการทำงานท่ีชัดเจนมมี าตรฐานและประสิทธิภาพ
ที่ดี เช่น กำหนดให้มีการป้อนข้อมูลทุกวนั ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่
เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล การทำรายงาน เปน็ ตน้ ซึง่ ในการดำเนนิ การที่ดตี ้องมีขน้ั ตอนที่ดีมีความ
ชัดเจนในการทำงาน ในส่วนนี้จึงเป็นความสำคัญอันดับ 2 เพราะหากขั้นตอนการทำงานมีปัญหาระบบหรือ
สารสนเทศก็จะมีปญั หาไปด้วย เพราะทกุ ขั้นตอนการทำงานน้ันจะมผี ลกระทบตอ่ งานระบบสารสนเทศ ในการ
ทำงานกบั คอมพวิ เตอร์ผู้ใช้จำเปน็ ตอ้ งทราบข้นั ตอนการทำงานวิธกี ารใช้ทด่ี ี เพื่อใหไ้ ดผ้ ลงานทีด่ ีมีความถูกต้อง
และมีประสิทธิภาพ ซึ่งบางงานอาจจะมีขั้นตอนสลับซับซ้อนหลายขั้นตอนมีกฎระเบียบข้อบังคับที่ต้องทำ
มากมาย ดังนั้นจึงมีความจำเปน็ ต้องมีการจัดการกระบวนการงานให้ดี อาจใช้การจัดการแบบลนี (ระบบการ
ผลิตและการจัดการแบบลีน (Lean) มาช่วยในการปรับปรุงกระบวนการให้ดีก่อน แล้วจึงนำเอาระบบ
สารสนเทศเข้ามาใช้ช่วยในการทำงาน และเมื่อทำเป็นงานระบบสารสนเทศแลว้ จะต้องมีการจัดทำคู่มือในการ
ปฏิบตั งิ านเพือ่ ใชแ้ นะนำและสอนการทำงาน เชน่ คู่มือผู้ใช้ (user manual) ทมี่ ีขน้ั ตอนการทำงานกฎระเบียบ
หรอื คูม่ ือผดู้ ูแลระบบ (operation manual) เป็นตน้

3. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เปน็ องคป์ ระกอบของตวั เครื่องทสี่ ามารถจับตอ้ งได้ กล่มุ เคร่ืองจกั รอุปกรณ์
ในงานคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศเช่น คอมพิวเตอร์จะช่วยในงานการ
ประมวลผลคัดเลอื กคำนวณหรือพิมพ์รายงานผลใหอ้ อกมาไดต้ ามที่ต้องการ คอมพวิ เตอร์เป็นอุปกรณ์ท่ีทำงาน
ได้รวดเร็ว มีความแม่นยำในการทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ จึงเป็น
องค์ประกอบหนึ่งของระบบสารสนเทศ แบง่ เป็น 4 หน่วยสำคัญคือ

- หนว่ ยรับขอ้ มลู หรืออนิ พุต ทำหนา้ ทรี่ บั ข้อมลู และโปรแกรมเข้าเคร่ืองไดแ้ ก่ คีย์บอรืดหรือ
แปน้ พิมพ์ เมาส์ เครื่องสแกน เครื่องรดู บัตร Digitize เป็นตน้

- ระบบประมวลผลกลางหรือซีพยี ู (CPU : Central Processing Unit) ทำหน้าท่ีในการ

54

ทำงานตามคำส่ังท่ีปรากฏอยู่ในโปรแกรม ปัจจุบันซีพียขู องเคร่ืองพีซี รู้จักในนามไมโครโปรเซสเซอร์ ( Micro
Processor) หรอื Chip ไมโครโปรเซสเซอร์ มีหนา้ ท่ีในการประมวลผลข้อมลู ในลกั ษณะของการคำนวณและ
เปรยี บเทยี บ โดยจะทำงานตามจงั หวะเวลาท่ีแนน่ อน เรียกวา่ สญั ญาณ Clock เม่อื มกี ารเคาะจังหวะหนง่ึ คร้ัง ก็
จะเกิดกิจกรรม 1 ครงั้ เราเรียกหน่วย ทใี่ ชใ้ นการวัดความเร็วของซีพียูว่า “เฮิร์ท”(Herzt) หมายถึงการทำงาน
ได้กีค่ ร้งั ในจำนวน 1 วินาที เชน่ ซีพยี ู Pentium4 มีความเร็ว 2.5 GHz หมายถึงทำงานเรว็ 2,500 ลา้ นคร้งั ใน
หนึ่งวินาที กรณีท่สี ัญญาณ Clock เรว็ ก็จะทำให้คอมพวิ เตอร์เคร่ืองน้นั มีความเร็วสูง และ ซีพียูท่ีทำงานเร็ว
มาก ราคาก็จะแพงขึ้นมากตามไปด้วย

- หนว่ ยเกบ็ ข้อมลู (Storage) ซึ่งสามารถแยกตามหน้าท่ไี ด้เปน็ 3 ลักษณะ คอื
1. หน่วยเกบ็ ขอ้ มลู หลักหรือความจำหลัก (Primary Storage หรอื Main

Memory) ทำหนา้ ที่เก็บโปรแกรมหรือขอ้ มลู ทีร่ บั มาจากหน่วยรบั ขอ้ มลู เพ่ือเตรียมส่งใหห้ นว่ ยประมวลผลกลาง
ทำการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเพื่อส่งออกหน่วยแสดงข้อมูลต่อไปซ่ึงอาจแยกได้
เปน็ 2 ประเภท คือ RAM (Random Access Memory) ทสี่ ามารถอา่ นและเขียนขอ้ มลู ได้ในขณะท่ีเปิดเครื่อง
อยู่ แต่เมื่อปิดเครื่องข้อมูลใน RAM จะหายไป และ ROM (Read Only Memory) จะอ่านได้อย่างเดียว
เช่น BIOS (Basic Input Output system) โปรแกรมฝังไว้ใช้ตอนสตาร์ตเครื่อง เพื่อเครื่องคอมพิวเตอร์
เร่ิมตน้ ทำงาน เป็นตน้

2. หน่วยเก็บขอ้ มูลสำรอง (Secondary Storage) เป็นหน่วยทที่ ำหนา้ ทเ่ี กบ็ ขอ้ มูล
หรือโปรแกรมท่ีจะปอ้ นเข้าสหู่ นว่ ยความจำหลักภายในเครอ่ื งกอ่ นทำการประมวลผลโดยซีพยี ู รวมทัง้ เป็นท่ีเก็บ
ผลลัพธ์จากการประมวลผลด้วย ปัจจุบันรู้จักในนามฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) หรือแผ่นฟร็อปปีดิสก์ (Floppy
Disk) ซ่งึ เม่อื ปิดเครอื่ งข้อมูลจะยังคงเกบ็ อยู่

3. หนว่ ยแสดงขอ้ มูลหรือเอาตพ์ ุต (Output Unit) ทำหนา้ ทใ่ี นการแสดงผลลัพธท์ ี่ได้
จากการประมวลผล ไดแ้ ก่ จอภาพ และเครื่องพิมพ์ เปน็ ตน้ ทั้ง 4 สว่ นจะเช่อื มตอ่ กนั ด้วยบสั (Bus)
4. โปรแกรมซอฟต์แวร์ (Software) คือ โปรแกรมหรือชุดคำส่ัง ที่ใช้เพื่อสั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน รวมไปถึงการ
ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ เป็นส่ิงทีม่ องไม่เห็นจับต้องไม่ได้แต่รบั รู้การทำงานของมันได้ ซึง่ ต่างกับฮาร์ดแวร์ที่สามารถจับต้อง
ได้ เป็นการเขียนโปรแกรมคำสั่ง ลำดับขั้นตอนการทำงาน การสั่งการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตาม
วตั ถปุ ระสงค์ท่ีวางไว้ เป็นชุดคำส่งั ทีเ่ รียงเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อสง่ั ให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลให้ได้
สารสนเทศตามทีต่ อ้ งการ แบ่งเปน็ 2 ประเภทคือ

- ซอฟตแ์ วร์ระบบ (System Software) คือโปรแกรม ท่ใี ชใ้ นการควบคุมระบบการ ทำงาน
ของเคร่ืองคอมพวิ เตอรท์ ง้ั หมด เชน่ การบูตเคร่ือง การสำเนาขอ้ มูล การจดั การระบบของดิสก์ ชุดคำสง่ั ท่ีเขียน
เป็นคำสั่งสำเร็จรูป โดยผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีมาพร้อมแล้วจากโรงงานผลิต การทำงานหรือการ

55

ประมวลผล ของซอฟตแ์ วร์เหล่าน้ี ขน้ึ กบั เครอื่ งคอมพวิ เตอรแ์ ต่ละเครื่อง ระบบของซอฟต์แวร์เหลา่ น้ี ออกแบบ
มาเพื่อการปฏิบัติควบคุม และมีความสามารถในการยืดหยุ่น การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่ง
ออกเป็น 4 ประเภทคือ

1. โปรแกรมระบบปฏบิ ตั ิการ (Operating System) เปน็ โปรแกรมท่ีใช้ควบคมุ และ
ติดต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะการจัดการระบบของดิสก์ การบริหาร
หนว่ ยความจำของระบบ กลา่ วโดยสรุปคอื หากจะทำงานใดงานหนึง่ โดยใช้คอมพวิ เตอร์เปน็ เครื่องมือ ในการ
ทำงาน แล้วจะต้องติดต่อกับซอฟต์แวร์ระบบก่อน ถ้าขาดซอฟต์แวร์ชนิดนี้ จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่
สามารถทำงานได้ ตวั อย่างของซอฟตแ์ วร์ประเภทนไี้ ด้แก่ โปรแกรมระบบปฏบิ ตั ิการ Unix, Linux, DOS และ
Windows เปน็ ตน้

2. ตัวแปลภาษา (Translator) จาก Source Code ให้เป็น Object Code แปล
จากภาษาที่มนุษย์เข้าใจ ให้เป็นภาษาที่เครื่องเข้าใจ เปรียบเสมือนล่ามแปลภาษา เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการ
แปลภาษาระดับสูง ซึ่ง เป็นภาษาใกล้เคียงภาษามนุษย์ ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่จะนำไปประมวลผล ตัว
แปลภาษาแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ Compiler และ Interpreter คอมไพเลอร์จะแปลคำสั่งในโปรแกรม
ท้ังหมดก่อน แล้วทำการ Link เพื่อให้ได้คำสั่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ ส่วนอินเตอร์พีทเตอร์จะแปลทีละ
ประโยคคำส่ัง แลว้ ทำงานตามประโยคคำส่งั นั้น การจะเลือกใชต้ วั แปลภาษาแบบใดนั้น จะขน้ึ อยู่กับภาษาที่ใช้
ในการเขียนโปรแกรมซึ่งมี 2 แบบได้แก่ ภาษาแบบโครงสร้าง เช่น ภาษาเบสิก (Basic) ภาษาปาสคาล
(Pascal) ภาษาซี (C) ภาษาจาวา (Java) ภาษาโคบอล (COBOL) ภาษา SQL ภาษา HTML เป็นต้น ภาษา
แบบเชิงวัตถุ (Visual หรือ Object Oriented Programming) เช่น Visual Basic, Visual C หรือ Delphi
เปน็ ตน้

3. ยตู ิลิต้ี โปรแกรม (Utility Program) คือ ซอฟต์แวรเ์ สรมิ ช่วยให้เครือ่ งทำงานมี
ประสิทธิภาพ มากขึ้นเช่น ช่วยในการตรวจสอบดิสก์ ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลในดิสก์ ช่วยสำเนาข้อมูล ช่วย
ซอ่ มอาการชำรุดของดิสก์ ช่วยคน้ หาและกำจัดไวรัสฯลฯ เปน็ ตน้ โปรแกรมในกลุ่มนไี้ ด้แก่ โปรแกรม Norton,
Win-zip, Scan virus, Sidekick, Scan disk, Screen Saver ฯลฯ เป็นต้น

4. ติดตั้งและปรบั ปรงุ ระบบ (Diagnostic Program) เปน็ ซอฟตแ์ วรท์ ่ใี ชใ้ นการ
ติดตั้งระบบ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดตอ่ และใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาติดตั้งระบบได้แก่ โปรแกรม
Setupและ Driver ต่างๆ เช่น โปรแกรม Setup Microsoft Office โปรแกรม Driver Sound , Driver
Printer , Driver Scanner ฯลฯ เป็นต้น

- ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟตแ์ วรห์ รือโปรแกรมทที่ ำให้
คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ผู้ใช้ต้องการไม่ว่าจะด้าน เอกสารบัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์
ประยุกต์จำแนกเปน็ 2 ประเภท คือ

56

1. ซอฟต์แวร์สำหรบั งานเฉพาะดา้ น (Special Purpose Software) คอื โปรแกรม
ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program เช่น โปรแกรมการทำ
บญั ชีจา่ ยเงนิ เดือน, โปรแกรมระบบเชา่ ซ้อื , โปรแกรมการทำสนิ ค้าคงคลงั เปน็ ตน้ ซงึ่ แตล่ ะโปรแกรมก็มักจะมี
เงื่อนไข หรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ หรือกฏเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่ใช้ ซึ่ง
สามารถดดั แปลงแก้ไขเพิม่ เติม (Modifications) ในบางสว่ นของโปรแกรมได้ เพื่อให้ตรงกบั ความตอ้ งการของ
ผใู้ ช้ และซอฟต์แวร์ประยกุ ตท์ ่เี ขียนขนึ้ นโี้ ดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดบั สูงเปน็ ตัวพัฒนา

2. ซอฟตแ์ วรส์ ำหรบั งานท่วั ไป (General Purpose Software) เปน็ โปรแกรม
ประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอื่นสามารถนำโปรแกรมนี้ไป
ประยุกตใ์ ช้กับขอ้ มูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไมจ่ ำเป็นต้องเขียน
โปรแกรมเอง ซึ่งเปน็ การประหยัดเวลา แรงงาน และคา่ ใช้จา่ ยในการเขียนโปรแกรม นอกจากน้ยี งั ไม่ต้องเวลา
มากในการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปนี้ มักจะมีการใช้งานในหน่วยงาน ซึ่งขาดบุคลากรที่มีความ
ชำนาญเป็นพิเศษในการเขียนโปรแกรม ดังนั้นการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและ
เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop,
SPSS, Internet Explorer และเกมส์ตา่ งๆ เป็นต้น

5. ข้อมูลและสารสนเทศ (Data & Information) เป็นวัตถุดิบในการจัดการสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็น
วัตถุดิบจะมีแตกต่างกันขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการใช้งานเช่น ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่มีบทบาทต่อการทำให้
เกิดเป็นสารสนเทศ

- ข้อมลู (Data) หมายถงึ ข้อเท็จจรงิ หรอื เหตุการณท์ ่เี กดิ ขึ้น แล้วใชต้ วั เลขตัวอักษร หรอื
สญั ลักษณ์ ตา่ งๆ ทำความหมายแทนสงิ่ เหล่านั้น

- สารสนเทศ (Information) หมายถึง ขอ้ สรุปต่างๆ ทไี่ ด้จากการนำขอ้ มลู มาทำการ
วิเคราะห์ หรอื ผา่ นวธิ กี ารท่ี ไดก้ ำหนดขนึ้ ทงั้ นเี้ พอ่ื นำขอ้ สรุปไปใชง้ านหรืออา้ งอิง
2.15 เทคโนโลยสี อ่ื สารโทรคมนาคม

2.15.1 เทคโนโลยโี ทรคมนาคมสมยั ใหม่
สมบูรณ์ ยินดีรักษ์ (2012) เทคโนโลยีสือ่ สารโทรคมนาคมกำลงั ไดร้ ับความสนใจอย่างยิ่ง การสื่อสาร
ถือได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีระบบสื่อสาร
โทรคมนาคมท่ที ันสมยั ขณะเดยี วกนั พฒั นาการทางเทคโนโลยีสือ่ สารโทรคมนาคมก็ได้ก้าวหน้าข้นี ไปอกี มาก มี
การให้บริการระบบสื่อสารสมัยใหม่อยู่มากมาย เทคโนโลยีเหล่านี้จึงได้รับความสนใจและคนไทยควรไดร้ ับรู้
เชน่

- การสอื่ สารผา่ นดาวเทียม
- การสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง

57

- โครงขา่ ยบริการสอื่ สารร่วมระบบดจิ ทิ ัล
- ระบบเครอื ขา่ ยสวิตชงิ
- ระบบสอ่ื สารเคลอ่ื นท่ี
ในอนาคตมีโครงการที่จะใช้ดาวเทียมเปน็ ตวั ควบคุมการสอ่ื สารประจำเซลล์ โดยพ้ืนที่ท่ัวโลกจะส่ือสาร
ถึงกันได้หมด โครงการสื่อสารแบบนี้จะใช้ดาวเทียมที่โคจรในวิถีวงโคจรที่อยู่ห่างจากพ้ืนโลกไม่เกิน 10,000
กิโลเมตร และใช้ดาวเทียมประมาณ 66 ดวง ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าตลอดเวลา ดาวเทียมเหล่านี้จะไม่อยู่ใน
ตำแหน่งคงที่ แต่โคจรไปรอบโลกตลอดเวลา ทุกขณะบนพื้นโลกจะมองเห็นดาวเทียมหลายๆดวง ดาวเทียม
เหลา่ นี้จะเป็นตัวเชอื่ มโยงสญั ญาณส่อื สารบนพนื้ โลกทม่ี กี ารแบ่งเปน็ เซลลไ์ ว้ให้ตดิ ตอ่ สื่อสารถึงกนั ไดห้ มด
2.16 ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สภุ าภรณ์ ธรรมสรางกูร (2014) ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อชวี ิตความเปน็ อยู่และสังคมมี
มาก มกี ารเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอยา่ งกวา้ งขวาง ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศกลา่ วไดด้ ังน้ี
1. การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาการใช้ระบบสื่อสาร
โทรคมนาคม เพอ่ื ติดต่อสื่อสารให้สะดวกรวดเร็ว มกี ารประยุกตม์ าใชก้ บั เครือ่ งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน
เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ใช้ควบคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน
ตัวอย่างการใชร้ ีโมทเพือ่ ความสะดวกในการควบคมุ โทรทศั น์
2. การเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การ
กระจายข่าวสารไปได้ทั่วทุกหนแห่งแม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใช้ระบบ
การเรยี นการสอนทางไกล การกระจายการเรยี นรไู้ ปยังถน่ิ ห่างไกล นอกจากน้ีมีความพยายามทจี่ ะใชร้ ะบบการ
รักษาพยาบาลผ่านเครอื ข่ายสื่อสาร
3. การเรียนการสอนในสถานศึกษา ในสถานศกึ ษามกี ารนำคอมพิวเตอรแ์ ละเครอ่ื งมอื ประกอบช่วยใน
การเรยี นรู้ เช่น วดี ิทศั น์ เครอื่ งฉายภาพ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพวิ เตอร์ชว่ ยจัดการศึกษา จัด
ตารางสอน คำนวณระดบั คะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผูบ้ ริหารไดท้ ราบถึงปัญหาและการแกป้ ญั หา
ในโรงเรียน ปจั จบุ นั มีการเรียนการสอนทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศกึ ษามากขึ้น
4. รักษาสง่ิ แวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเปน็ ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เช่น การดูแลรักษาปา่ จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การ
พยากรณอ์ ากาศ เป็นตน้
5. การป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหมล่ ้วน
แต่เก่ียวขอ้ งกบั คอมพวิ เตอร์ เช่น ระบบควบคมุ ระบบปอ้ งกันภัย และ ระบบเฝ้าระวงั
6. การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม
จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมากและมีราคาที่ถูกลง เทคโนโลยี

58

คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก นอกจากนี้ยังมีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การ
ดำเนนิ การและยงั รวมไปถงึ การใหบ้ รกิ ารกบั ลูกค้า เพื่อให้ซือ้ สนิ ค้าไดส้ ะดวกข้ึน

7. การสร้างสรรค์ เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน และมี
แนวโน้มที่จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนจึงต้องเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปพัฒนาสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยไม่ต้องพึ่งพา
เทคโนโลยหี รอื ซอฟตแ์ วรจ์ ากต่างประเทศ ทำให้มคี ่าใช้จ่ายทีถ่ ูกลง ในการนม้ี หี ลายสถาบันเชน่ สถาบนั สง่ เสริม
การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และ ศนู ย์เทคโนโลยอี ิเลก็ ทรอนกิ สแ์ ละคอมพิวเตอรแ์ ห่งชาติ ได้มีการจัด
แข่งขันการพัฒนาซอฟต์แวร์ทุกปีเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถ และเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดง
ความคิดสรา้ งสรรค์ และพัฒนาสิง่ ท่ีเป็นประโยชนต์ อ่ ท้องถิ่น

ผลกระทบในทางบวก
หากย้อนยุคไปในอดีตตั้งแต่ครั้งการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ขึ้นเมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่สอง
คอมพวิ เตอร์ในยคุ แรกเนน้ การออกแบบเพือ่ เปน็ เครือ่ งจกั รชว่ ยคำนวณ เพอ่ื ให้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่มี
ความยุง่ ยากซับซอ้ นทำได้ง่ายและรวดเร็วขน้ึ คอมพิวเตอรเ์ คร่อื งแรกๆ ของโลกสว่ นใหญส่ ร้างในมหาวิทยาลัย
มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเคร่ืองคำนวณทำให้เกดิ การ
ค้นควา้ วชิ าการเชน่ การวเิ คราะหเ์ ชงิ ตวั เลข การแกส้ มการหลายชน้ั ทม่ี ีตวั แปรจำนวนมาก การนำคอมพวิ เตอร์
ไปใช้ในการคำนวณทางสถิติ ช่วยทำให้การสำรวจสำมะโนประชากรทำได้เร็วขึ้น การใช้คอมพิวเตอรเ์ พื่อการ
คำนวณทำให้เกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวแปลภาษาที่เน้นการคำนวณเป็นหลัก เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษา
เบสกิ การใชค้ อมพวิ เตอร์เพื่อการคำนวณยงั คงดำเนินต่อมาจนถงึ ปัจจุบัน โดยเฉพาะงานคำนวณในปัจจุบันมี
ความสลบั ซบั ซ้อนยง่ิ ข้ึน เช่น การคำนวณมวลของอากาศท่ีเคล่อื นไหวบนผิวโลกทำให้เกิดการพยากรณ์อากาศ
ล่วงหนา้ ได้
อย่างไรก็ดี แมจ้ ะมีการพฒั นาใหค้ อมพวิ เตอรช์ ่วยงานตา่ งๆ ได้มากแล้วกต็ าม แต่กย็ งั ตอ้ งพัฒนาให้ใช้
งานไดด้ ียงิ่ ข้ึนอกี พัฒนาการของคอมพวิ เตอรช์ ่วยใหก้ ารทำงานของมนษุ ย์ดขี ึ้น ทำใหม้ นษุ ย์สามารถนำความรู้
และประสบการณ์ต่างๆ มารวมไว้เป็นหมวดหมู่ พัฒนาการเหล่านี้ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมอย่าง
มากมาย ทำใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงในสังคม ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสังคมในทางบวกหรือทาง
ท่ีดนี ้ันมีดงั น้ี
1. ช่วยส่งเสริมความสะดวกสบายของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำให้มนุษย์มีชีวิตความ
เปน็ อยดู่ ีข้ึน ช่วยสง่ เสรมิ ให้มปี ระสิทธภิ าพในการทำงาน ทำใหม้ นุษยร์ บั รขู้ ้อมูลข่าวสารไดม้ ากข้ึน ไม่ต้องเส่ียง
ภัยกับงานที่มอี ันตราย มีเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ทำให้ตดิ ต่อถึงกันไดส้ ะดวก มีระบบคมนาคม
ขนส่งทรี่ วดเร็ว สามารถตดิ ต่อส่ือสารไดใ้ นขณะเดนิ ทางไปยังทตี่ ่างๆ โดยใชโ้ ทรศัพทเ์ คล่ือนท่ี มอี ปุ กรณ์อำนวย
ความสะดวกทีค่ วบคมุ ด้วยคอมพิวเตอร์

59

2. ช่วยทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมดีขึ้น ระบบการผลิตสินค้าในปัจจุบันเป็นระบบที่ต้องการผลิต
สินค้าจำนวนมาก มีคุณภาพมาตรฐาน การผลิตในสมัยปัจจุบันใช้เครื่องจักรทำงานอย่างอัตโนมัติ สามารถ
ทำงานไดต้ ลอดย่สี ิบส่ีชัว่ โมง สนิ คา้ ทไี่ ดม้ ีคณุ ภาพดแี ละปรมิ าณพอเพียงกับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบัน
มคี วามพยายามท่จี ะสร้างห่นุ ยนต์เข้ามาช่วยในอตุ สาหกรรมการผลติ เทคโนโลยีสารสนเทศจงึ มีผลต่อการผลิต

3. ช่วยส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยให้มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
และระบบสื่อสาร เช่น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ช่วยให้งานค้นคว้าวิจัยมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น คอมพิวเตอร์
ชว่ ยงานคำนวณทีซ่ ับซ้อน ซง่ึ แตก่ อ่ นยากท่ีจะทำได้ เช่นงานสำรวจทางดา้ นอวกาศ งานพฒั นาคิดคน้ ผลติ ภัณฑ์
และสารเคมีตา่ งๆ ทำให้ไดส้ ูตรยารกั ษาโรคใหมๆ่ เกิดขนึ้ มากมาย ปจั จบุ นั งานคน้ คว้าวิจยั ทุกแขนงจำเป็นต้อง
ใช้คอมพิวเตอร์ชว่ ยในการคำนวณต่างๆ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอรใ์ นการจำลอง
รูปแบบของส่งิ ที่มองไม่เห็นตัว ใชใ้ นการค้นหาขอ้ มูลทม่ี ีจำนวนมากและแพรก่ ระจายอยู่ทว่ั โลก สามารถค้นหา
รายงานวิจัยที่มีผู้เคยทำไว้แล้วและที่เก็บไว้ในห้องสมุดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยด้านต่างๆ มี
ความก้าวหนา้ มากยิ่งข้นึ เพราะเทคโนโลยเี ข้าไปมีสว่ นเก่ยี วขอ้ งอยอู่ ยา่ งมาก

4. ช่วยส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
สารสนเทศทำให้กจิ การทางด้านการแพทย์เจรญิ ก้าวหนา้ ขึ้นอกี มาก ปัจจบุ ันเคร่ืองมอื เครอ่ื งใช้ทางการแพทย์
ล้วนแล้วแต่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการดำเนินการ ช่วยในการแปลผล เรามีเครื่องมือตรวจหัวใจที่ทันสมัย มี
เคร่ืองเอกซเรยภ์ าคตัดขวางท่ีสามารถตรวจดูอวยั วะต่างๆ ของร่างกายได้อยา่ งละเอียด มีเครอ่ื งมือที่ใช้ในการ
ตรวจค้นหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ทันสมัย หรือแม้แต่การผ่าตัดก็มีเครื่องมือช่วยในการผ่าตัดที่ทำให้คนไข้
ปลอดภัยมากยิ่งขนึ้ มเี ครอื่ งมอื ที่วดั และตรวจสอบสภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างละเอยี ด ระบบการ
รักษาพยาบาลจากที่ห่างไกล เช่น คนไข้อยู่ทีจ่ ังหวัดชายแดนและขาดแคลนแพทยเ์ ฉพาะทาง แพทย์ผู้ทำการ
รักษาสามารถส่งคำถามมาปรึกษาหารือกับแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะได้ มีการรวบรวมความรู้ของแพทย์
ผู้ชำนาญการจัดสร้างเป็นฐานความรอบรู้ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา
เคร่ืองมอื ชว่ ยคนพกิ ารตา่ งๆ เชน่ การสร้างแขนเทยี ม ขาเทยี ม การสรา้ งเครอ่ื งกระตนุ้ หัวใจ สรา้ งเครอื่ งชว่ ยฟัง
เสียง หรือมีการพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกถา่ ยอวยั วะสำคัญตา่ งๆ รวมทั้งการผลิตยา และวัคซีนสมัยใหม่ที่ใช้
เทคโนโลยขี น้ั สงู เข้าช่วยดว้ ย

5. ช่วยส่งเสริมสติปัญญาของมนุษย์ คอมพิวเตอร์มีจุดเด่นที่ทำให้การทำงานต่างๆ รวดเร็ว มีความ
แม่นยำ และสามารถเก็บข้อมูลต่างๆ ไวไ้ ดม้ าก การแกป้ ญั หาทซ่ี ับซ้อนบางอย่างกระทำได้ดี และรวดเร็ว งาน
บางอย่างถา้ ให้มนุษย์ทำอาจต้องเสียเวลาในการคดิ คำนวณตลอดชีวิต แต่คอมพิวเตอร์สามารถทำงานเสร็จใน
เวลาไม่กีว่ นิ าที ดังนั้นจึงมีการนำคอมพิวเตอร์มาจำลองเหตุการณต์ ่างๆ เพื่อให้มนษุ ย์หาทางศึกษาหรือแก้ไข
ปญั หา เชน่ การจำลองสภาวะของสง่ิ แวดล้อม การจำลองระบบมลภาวะ การจำลองการไหลของของเหลว การ
ควบคมุ ระบบจราจร หรือแม้แต่การนำเอาคอมพิวเตอรม์ าจำลองในสภาพที่เหมอื นจรงิ เช่น จำลองการเดินเรือ

60

จำลองการขับเครื่องบิน การขับรถยนต์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำใหเ้ หมือนจริงได้ หากมีการผิดพลาดก็ไมท่ ำให้เกดิ
อันตราย คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้ของมนุษย์ได้ดี ปัจจุบันมีการนำบทเรียนมาไว้ใน
คอมพิวเตอร์ และให้เรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted
Instruction: CAI) คอมพิวเตอร์ยังเปน็ เครื่องมอื ที่ใหน้ ักเรียน นิสิต นักศึกษาสมัยใหม่ เชื่อมโยงตดิ ต่อกันทาง
อินเทอร์เนต็ สามารถเรยี กค้นขอ้ มูลข่าวสารผา่ นทางเครือข่าย สามารถเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอรห์ รือเรยี นจาก
ท่หี า่ งไกลได้ คอมพวิ เตอร์จงึ มบี ทบาทท่ที ำใหม้ นุษยไ์ ด้รับข่าวสารมากขนึ้ กว่าเดิม และเป็นหนทางที่ทำให้เกิด
สตปิ ัญญาอย่างแท้จริง

6. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง การใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อ
อุตสาหกรรม กิจการค้าขาย ธุรกิจต่างๆ กิจการทางด้านธนาคาร ช่วยส่งเสริมงานทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้
กระแสเงินหมุนเวียนได้อย่างกว้างขวาง ผ้ผู ลิตในสายอุตสาหกรรมจะผลิตสนิ ค้าได้มาก ลดต้นทุน ธุรกิจอาศัย
การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน เกิดระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ท่ี
เรยี กวา่ อดี ไี อ (Electronic Data Interchange: EDI)

7. ช่วยใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจอันดรี ะหวา่ งกัน การสือ่ สารโทรคมนาคมสมัยใหม่ช่วยยอ่ โลกใหเ้ ลก็ ลง สังคม
โลกมสี ภาพไร้พรมแดน มีการเรียนรู้วัฒนธรรมซ่ึงกนั และกันมากขึน้ เกิดความเข้าใจซ่ึงกันและกันได้ดี ทำให้ลด
ปัญหาในเรือ่ งความขัดแย้ง

8. ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกครั้ง มีการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศเพื่อกระจายข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของระบบประชาธิปไตย แม้แต่การ
เลือกตั้งก็มีการใช้คอมพิวเตอร์รวมผลคะแนน ใช้สื่อโทรทัศน์ วิทยุแจ้งผลการนับคะแนนที่ทำให้ทราบผลได้
อยา่ งรวดเรว็

ผลกระทบในทางลบ
นับตั้งแต่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทมากในชีวิตประจำวัน การใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่าง
กว้างขวาง ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีไปในด้านต่างๆ ซึ่งแน่นอนที่ทุกสิ่งย่อมมีทั้งคุณและโทษ ภาพยนตร์
หลายเรอ่ื งได้สะท้อนความคดิ ของการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ นทางลบ ผลกระทบในทางลบเหล่าน้ี
บางอยา่ งเปน็ เพยี งการคาดคะเนเท่านน้ั อาจไมไ่ ดเ้ กดิ ขนึ้ จรงิ แต่อย่างไรกต็ ามยอ่ มมีโอกาสเกดิ ข้ึนได้ ผลกระทบ
ในทางลบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ มดี ังน้ี
1. ทำให้เกิดอาชญากรรม เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหนทางในการก่ออาชญากรรมได้ โจรผู้ร้ายอาจ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนปลน้ วางแผนโจรกรรม มีการลักลอบใช้ข้อมูลข่าวสาร มีการโจรกรรม
หรือแก้ไขตัวเลขบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ การลอบเข้าไปแก้ไขขอ้ มูลอาจทำให้เกิดปัญหาหลายอยา่ ง เช่น การ
แกไ้ ขระดับคะแนนของนกั ศกึ ษา การแก้ไขข้อมูลในโรงพยาบาลเพอ่ื ให้การรักษาพยาบาลคนไข้ผดิ ซึง่ เป็นการ
ทำร้ายหรือฆาตกรรมดังท่เี หน็ ในภาพยนตร์

61

2. ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์เสื่อมถอย การใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสาร ทำให้สามารถ
ติดต่อสอื่ สารกันได้โดยไม่ต้องเห็นตวั การใชง้ านคอมพิวเตอรห์ รือแม้แตก่ ารเล่นเกมมีลักษณะการใช้งานเพียง
คนเดยี ว ทำใหค้ วามสมั พันธ์กับผู้อื่นลดลง ผลกระทบนีท้ ำให้มีความเชื่อวา่ มนุษยสมั พันธ์ของบุคคลจะน้อยลง
สังคมใหม่จะเป็นสังคมที่ไม่ต้องพึ่งพากันมาก อย่างไรก็ดีได้มีงานวิจัยคัดค้านและแสดงความคิดเห็นที่ว่า
เทคโนโลยไี ดช้ ่วยให้มนุษย์มีการติดตอ่ สือ่ สารถึงกนั มากข้ึนและความสัมพนั ธ์ดีขน้ึ

3. ทำให้เกิดความวิตกกังวล ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มี
ความวติ กกังวลวา่ คอมพวิ เตอร์อาจทำใหเ้ กิดการว่าจ้างงานน้อยลง มีการนำเอาหนุ่ ยนต์มาใช้ในงานมากขึ้น มี
ระบบการผลิตที่อัตโนมัตมิ ากขึ้น ทำให้ผ้ใู ช้แรงงานอาจตกงาน หรือหน่วยงานอาจเลกิ วา่ จ้างได้ โดยความจริง
แล้วความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับบุคลากรบางกลุ่มเท่านั้น แต่ถ้าบุคคลนั้นมีการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี
หรือมีการพฒั นาให้มีความร้คู วามสามารถสงู ข้นึ แลว้ ปัญหานจี้ ะไมเ่ กิดขึน้

4. ทำให้เกิดการเสี่ยงภัยทางด้านธุรกิจ ธุรกิจในปัจจุบนั จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ
มากขน้ึ ข้อมลู ข่าวสารทง้ั หมดของธุรกจิ ฝากไว้ในศนู ย์ข้อมูล เชน่ ข้อมูลลกู หน้กี ารค้า ข้อมูลสินค้าและบริการ
ต่างๆ หากเกิดการสูญหายของข้อมูล อันเนื่องมาจากเหตุอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือด้วยสาเหตุใดก็
ตามท่ที ำใหข้ ้อมูลหายหมด ย่อมทำให้เกดิ ผลกระทบต่อธรุ กิจโดยตรง

5. ทำใหม้ ีการพฒั นาอาวุธท่มี ีอำนาจทำลายสงู ประเทศท่ีเปน็ เจา้ ของเทคโนโลยี สามารถนำเทคโนโลยี
มาช่วยในการสร้างอาวธุ ทีม่ อี านุภาพการทำลายสูง ทำใหเ้ สีย่ งตอ่ การเกดิ สงครามมากขนึ้

6. ทำให้เกิดการแพร่วัฒนธรรมและกระจายข่าวสารที่ไม่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์เป็น
อปุ กรณท์ ่ีทำงานตามคำส่ังอย่างเคร่งครัด การนำมาใชใ้ นทางใดจงึ ขนึ้ อยู่กับผู้ใช้ จรยิ ธรรมการใช้คอมพิวเตอร์
เป็นเรื่องสำคัญ ดังเช่นการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีผู้สร้างโฮมเพจหรือสร้างข้อมูลข่าวสารในเรื่องภาพที่ไม่
เหมาะสม เช่น ภาพอนาจาร หรือภาพที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย การดำเนินการเช่นนี้ย่อมข้ึนอยู่กับจริยธรรมของ
ผ้ดู ำเนนิ การ นอกจากนี้ยังมีการปลอมแปลงระบบจดหมาย เพือ่ สง่ จดหมายถงึ ผอู้ นื่ โดยมเี จตนากระจายข่าวที่
เปน็ เท็จ จรยิ ธรรมการใชง้ านเครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปลกู ฝังอย่างมาก

7. ทำให้ข้อมูลหรือโปรแกรมถูกทำลายได้ง่าย ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนามาก ข้อมูลก็มี
ความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย เทคโนโลยีทำใหข้ อ้ มลู ถูกทำลายได้งา่ ย อาจจะถูกทำลายดว้ ยไวรสั คอมพวิ เตอร์
ซ่งึ เปน็ โปรแกรมคอมพวิ เตอรป์ ระเภทหนึ่งที่สามารถทำสำเนาตัวเองเข้าไปอย่ใู นระบบคอมพวิ เตอรไ์ ด้ สามารถ
แพร่ไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไวรัสคอมพิวเตอร์บางชนิดทำลาย
โปรแกรมหรือข้อมูลต่างๆ บางชนิดทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง ผลกระทบต่อการทำงานของ
คอมพิวเตอร์นั้นขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์และจุดประสงค์ของผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น ว่า
ต้องการใหโ้ ปรแกรมทำงานอยา่ งไร ทั้งนี้เราก็ควรจะปลกู ฝงั ให้เยาวชนมีจิตสำนกึ ท่ีดี ไม่ให้ทำลายข้อมูลผูอ้ ื่น
ซ่ึงอาจจะทำให้เกดิ ความเสียหายได้

62

2.17 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การใชช้ ีวติ ในสงั คมปจั จบุ ัน
บ้านจอมยุทธ (2543) ในภาวะปัจจุบันนั้นสารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานปัจจัยทีห่ ้า เพิ่มจาก

ปัจจัยสี่ประการที่มนุษย์เราขาดเสียมิได้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสารสนเทศที่จำเป็น ในการ
ประกอบธุรกิจ ในการค้าขาย การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการทรัพยากรของ
ชาติ การบรหิ ารและปกครอง จนถึงเร่อื งเบา ๆ เร่ืองไร้สาระบา้ ง เช่น สภากาแฟท่ีสามารถพบได้ทุกแห่งหนใน
สังคม เรอื่ งสาระบนั เทิงในยามพกั ผ่อน ไปจนถงึ เร่ืองความเป็นความตาย เช่น ขา่ วอุทกภยั วาตภัย หรอื การทำ
รัฐประหารและปฏิวัติ เป็นต้น ในความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ตั้งแต่นักวิชาการ นักธุรกิจ นัก
สังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ จนกระทั่งผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรอง
ประธานาธิบดี Al Gore ของสหรัฐอเมริกา สารสนเทศเปน็ ทรัพยากรทสี่ ำคญั ท่ีสุดอย่างหนง่ึ ในปัจจุบนั และใน
ยคุ สังคมสารสนเทศแห่งศตวรรษที่ 21 สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรทีส่ ำคญั ท่ีสุดเหนอื สิ่งอ่ืนใด กล่าวกัน
สั้น ๆ สารสนเทศกำลงั จะกลายเปน็ ฐานแห่งอำนาจอันแทจ้ รงิ ในอนาคต ท้งั ในทางเศรษฐกิจ และทางการเมอื ง

ในสมัยสังคมเกษตรนั้น ปจั จัยพ้ืนฐานในการผลิตทส่ี ำคญั ได้แก่ ที่ดนิ แรงงาน และทุนทรพั ย์ ตอ่ มาใน
สังคมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างย่ิง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อันได้แก่ ที่ดิน
พลังงาน และวสั ดุ เป็นอยา่ งมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหลา่ นัน้ อย่างฟุ่มเฟอื ยและขาดความระมัดระวัง
ก็ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดลอ้ มที่รุนแรงมาก ซึ่งกำลังคุกคามโลกรวมทั้งประเทศไทย ตั้งแต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดินฟา้ อากาศ ภยั ธรรมชาติท่ีนับวันจะเพิ่มความถ่แี ละรุนแรงขึน้ ปญั หาการบอ่ นทำลายความสมดุล
ทางนิเวศวทิ ยาท้งั ป่าดงดบิ ปา่ ชายเลน ปา่ ตน้ นำ้ ลำธาร ความแห้งแลง้ อากาศเป็นพษิ แมน่ ้ำลำคลองท่ีเต็มไป
ด้วยสารพิษ เจอื ปน ตลอดจนถงึ ปญั หาวิกฤติทางจราจรและภัยจากควนั พษิ ในมหานครทกุ แหง่ ทั่วโลก

ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและพลังงาน
น้อยมาก และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ยิ่งกว่านั้นสารสนเทศจะสามารถช่วยให้
กิจกรรมการผลิตและการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยให้การผลิตทาง
อุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดขี ึน้ คงทนมากขึ้น ปัญหา
วิกฤติทางจราจรในบางด้านก็สามารถผ่อนปรนได้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในการช่วยตดิ ต่อสื่อสารทาง
ธุรกิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเดนิ ทางด้วยตนเองดังเชน่ แต่ก่อน จึงอาจกล่าวได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี
ส่วนอย่างมาก ในการนำสงั คม สูว่ วิ ัฒนาการอีกระดับหน่งึ ที่อาจเรยี กได้ว่าเปน็ สังคมสารสนเทศ อันเป็นสังคม
ทพ่ี ึงปรารถนาและยง่ั ยืนยงิ่ ขนึ้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าสังคมต่าง ๆ ในโลก ต่างจะต้องก้าวสู่สังคมสารสนเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เร็วก็ช้า
และนัน่ หมายความว่าสังคมจะต้องพ่งึ พาเทคโนโลยีสารสนเทศ อยา่ งแนน่ อน ไม่วา่ เราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

63

มใิ ชเ่ พยี งแต่เพือ่ สร้างขีดความสามารถในเชงิ แข่งขนั ในสนามการค้าระหว่างประเทศ แตเ่ พื่อความอยู่รอดของ
มนษุ ยชาติ และเพือ่ คณุ ภาพชีวติ ท่ีดขี ึน้ อกี ตา่ งหากดว้ ย

เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคู่โลกในต้นศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเป็นปัจจัย
รองรบั ขบวนการโลกาภวิ ตั น์ ทีก่ ำลงั ผนวกสงั คมเศรษฐกิจไทยเข้าเป็นอนั หน่งึ เดียวกนั กับสังคมโลก อันท่ีจริง
เทคโนโลยสี ารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเปน็ เวลาช้านานมาแลว้ เป็นต้นวา่ เรามีการใช้โทรศัพท์ต้ังแต่รัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2414 เพียงแตว่ ่าการใช้เทคโนโลยนี ี้ยังไม่แพร่กระจาย
ทั่วประเทศและยังไม่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอีกหลาย ๆ ประเทศในโลก กล่าวกันอย่างสั้น ๆ เทคโนโลยี
สารสนเทศ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา วิเคราะห์ ประมวล จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือ
แลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของรูป เสียง ตัวอักษร
หรือภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงการนำสารสนเทศและข้อมูลไปปฏิบัติตามเนื้อหาของสารสนเทศนั้น เพื่อให้
บรรลุเป้าหมายของผู้ใช้ การจัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจัดการกับข่าวสารข้อมูลจำนวนมหาศาล จึงขาด
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เสียมิได้ ส่วนการแสวงหาและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร อย่างรวดเร็ว ทันเวลา
ประหยดั ค่าใช้จ่าย และมีประสทิ ธภิ าพ ก็จำเป็นตอ้ งอาศัยเทคโนโลยโี ทรคมนาคม และท้ายสุดสารสนเทศที่มี
จะก่อให้เกดิ ประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอยา่ งประหยัดท่ีสุด ก็ต้องอาศัย
ทง้ั สองเทคโนโลยขี า้ งต้นในการจดั การและการสือ่ หรือขนย้ายจากแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ สูผ่ บู้ ริโภคในทสี่ ดุ

ฉะนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ทั้ง
ฮารด์ แวร์ ซอฟตแ์ วร์ และฐานขอ้ มลู โทรคมนาคมซึง่ รวมถึง เทคโนโลยรี ะบบสอ่ื สารมวลชน (ไดแ้ ก่ วิทยุ และ
โทรทัศน)์ ท้งั ระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยีดา้ นอิเลก็ ทรอนกิ ส์ตา่ ง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารกงึ่ ตวั นำ (semiconductor) ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) อปุ กรณอ์ ัตโนมัตสิ ำนักงาน (office
automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหล่านี้ เป็นต้นนอกจากการเปน็ เทคโนโลยีที่ไม่ทำลายธรรมชาติหรือสร้างมลภาวะ (ในตัวของ
มนั เอง) ต่อสิง่ แวดลอ้ มแลว้ คณุ สมบตั ิโดดเดน่ อ่ืน ๆ ทีท่ ำให้มนั กลายเปน็ เทคโนโลยี ยุทธศาสตร์สำคัญแห่งยุค
ปจั จุบนั และในอนาคตก็คอื ความสามารถในการเพ่มิ ประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ กิจกรรม อาทิ
โดย

1. การลดตน้ ทุนหรอื คา่ ใช้จา่ ย
2. การเพ่มิ คุณภาพของงาน
3. การสรา้ งกระบวนการหรือกรรมวธิ ใี หม่ ๆ
4. การสร้างผลิตภัณฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ ข้นึ

64

ฉะน้นั โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยนี ้ีมาใช้ จงึ มีหลากหลายในเกอื บทุก ๆ กจิ กรรมกว็ ่าได้ ไม่
วา่ จะเป็นการปกครอง การใหบ้ รกิ ารสงั คม การผลติ ท้งั ภาคเกษตร อตุ สาหกรรม และบรกิ าร รวมถึงการค้าทั้ง
ภายในและระหว่างประเทศอกี ด้วย โดยพอสรปุ ได้ดงั ตอ่ ไปนี้

- ภาคสงั คม การบริหารและปกครอง การใหบ้ ริการพื้นฐานของรฐั การบรกิ ารสาธารณสขุ การบริการ
การศึกษา การให้บริการข้อมูลและสาระบันเทิง การอนุรกั ษ์สิง่ แวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การ
บรรเทาสาธารณภยั การพยากรณ์อากาศและอตุ ุนยิ ม ฯลฯ

- ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติ
การสำรวจแรแ่ ละทรัพยากรธรรมชาติทงั้ บนและใตผ้ ิวโลก การกอ่ สร้าง การคมนาคมทั้งทางบก น้ำ และอากาศ
การค้าภายในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการท่องเที่ยว
การเงนิ การธนาคาร การขนสง่ และ การประกนั ภัย ฯลฯ

ผลประโยชน์ต่างๆ จากการประยุกตใ์ ช้ของเทคโนโลยีดังกล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบัติพเิ ศษหลาย ๆ
ประการของเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อันสืบเนื่องจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีที่มีอัตราสูงและอย่างตอ่ เนื่องตลอด
หลายทศวรรษที่ผ่านมา วิวัฒนาการทางเทคโนโลยนี ้ีส่งผลให้ราคาของฮาร์ดแวรแ์ ละอุปกรณ์ รวมทั้งค่าบริการ
สำหรบั การเก็บ การประมวล และการแลกเปลี่ยนเผยแพรส่ ารสนเทศมีการลดลงอย่างตอ่ เน่ืองและรวดเรว็
ทำให้สามารถนำพาอุปกรณต์ ่าง ๆ ท้งั คอมพวิ เตอร์และ โทรคมนาคมตดิ ตามตัวได้ เน่อื งจากไดม้ พี ัฒนาการการ
ย่อส่วนของชนิ้ สว่ น (miniaturization) และพัฒนาการการสือ่ สารระบบไร้สายประการทา้ ย ทจี่ ดั วา่ สำคัญท่ีสุด
ก็ว่าได้คือ ทำให้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารมุ่งเข้าสู่จุดที่ใกล้เคียงกัน
(converge) ประเทศอุตสาหกรรมในโลกได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยียุทธศาสตร์กลุ่มนี้ จึงให้
ความสำคัญตอ่ เทคโนโลยีนม้ี ากกว่าเทคโนโลยอี ื่น ๆ ที่จดั เปน็ เทคโนโลยียทุ ธศาสตร์สำคัญอกี หลายกลุ่ม ดังเชน่
ก ล ุ ่ ม ป ร ะ เ ท ศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ไ ด ้ ศ ึ ก ษา
เปรียบเทียบ ศกั ยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุ่มสำคญั ในปัจจุบัน คอื เทคโนโลยีชวี ภาพ เทคโนโลยวี สั ดใุ หม่
เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในประเด็นผลกระทบสำคัญ 5 ประเด็น
ได้แก่

(1) การสรา้ งผลติ ภณั ฑ์และบริการใหม่ ๆ
(2) การปรบั ปรงุ กระบวนการผลติ ผลิตภัณฑ์และบรกิ าร
(3) การยอมรบั จากสงั คม
(4) การนำไปใช้ประยกุ ตใ์ นภาค/สาขาอนื่ ๆ
(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการยอมรับใน
ศักยภาพสงู สดุ ในทกุ ๆ ประเด็น

65

2.18 ปจั จยั ทท่ี ำใหเ้ กดิ ความลม้ เหลวในการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้
Whittaker (1999: 23) พบว่า ปัจจยั ของความลม้ เหลวหรือความผิดพลาดทเี่ กดิ จากการนำเทคโนโลยี

สารสนเทศมาใชใ้ นองค์การ มสี าเหตหุ ลกั 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนจัดการความเส่ียงไม่ดพี อ ยิ่งองค์การมี

ขนาดใหญ่มากขนึ้ เทา่ ใด การจดั การความเส่ยี งย่อมจะมีความสำคัญมากขนึ้ เป็นเงาตามตวั ทำให้ค่าใช้จ่ายด้าน
น้เี พม่ิ สูงขน้ึ

2. การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การ
จำเปน็ ต้องพจิ ารณาให้สอดคลอ้ งกบั ลักษณะของธุรกิจหรอื งานทีอ่ งคก์ ารดำเนินอยู่ หากเลอื กใชเ้ ทคโนโลยีท่ีไม่
สอดรับกบั ความต้องการขององคก์ ารแลว้ จะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา และเป็นการส้ินเปลอื งงบประมาณ
โดยใชเ่ หตุ

3. การขาดการจัดการหรือสนบั สนนุ จากผู้บริหารระดับสงู การท่จี ะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้
งานในองค์กร หากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสงู แลว้ กถ็ ือว่าล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น การ
ได้รับความม่ันใจจากผู้บริหารระดับสูงเป็นก้าวย่างที่สำคัญและจำเปน็ ที่จะทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใช้ในองค์การประสบความสำเรจ็

สำหรับสาเหตขุ องความลม้ เหลวอ่ืน ๆ ท่ีพบจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เชน่ ใช้เวลาในการ
ดำเนนิ การมากเกินไป (Schedule overruns), นำเทคโนโลยที ีล่ ้ำสมัยหรอื ยังไมผ่ ่านการพสิ จู น์มาใชง้ าน (New
or unproven technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ถูกต้อง, ผู้จัดจำหน่าย
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ที่องค์การซื้อมาใช้งานไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ และ
ระยะเวลาของการพฒั นาหรอื นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชจ้ นเสรจ็ สมบรู ณใ์ ช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งปี นอกจากนี้
ปัจจัยอ่ืน ๆ ทท่ี ำใหก้ ารนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชไ้ มป่ ระสบความสำเร็จในด้านผู้ใช้งานนัน้ อาจสรปุ ได้ดังน้ี
คือ

1. ความกลวั การเปลี่ยนแปลง กล่าวคอื ผู้คนกลัวท่จี ะเรยี นรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งกลัว
วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสำคญั ในหน้าที่การงานทีร่ บั ผดิ ชอบของตนให้ลดน้อยลง
จนทำให้ตอ่ ต้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ

2. การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเทคโนโลยี
สารสนเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากไมม่ ัน่ ติดตามอยา่ งสม่ำเสมอแล้วจะทำใหก้ ลายเป็นคนล้าหลังและตก
ขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงนั ในการเรยี นรู้และใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ

3. โครงสร้างพนื้ ฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไมท่ ว่ั ถงึ ทำให้ขาดความเสมอภาค
ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจกุ ตัวเพียงบางพ้ืนที่ ทำให้เป็นอุปสรรคในการใช้งานด้าน
ตา่ ง ๆ ตามมา เชน่ ระบบโทรศพั ท์ อินเทอรเ์ น็ตความเรว็ สูง ฯลฯ

66

2.19. คอมพิวเตอร์และอนิ -เทอร์เน็ต
สุกญั ญา รักความซ่ือ (2554 ) เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอรเ์ นต็ ดงั น้ี
2.19.1 เครือข่ายคอมพวิ เตอร์
การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ในอดีตจะใช้วิธีบันทึกข้อมูลลงในแผ่นดิสก์และ

ส่งไปยังปลายทางโดยอาศัยผู้ส่งดิสก์ เรียกการติดต่อสื่อสารแบบนี้ว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีคนเป็นส่อื
รบั -ส่ง ขอ้ มลู

2.19.1.1 ความหมายขององค์ประกอบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเชื่อมตอ่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพว่ งเข้าด้วยกนั
โดยใช้สื่อกลางต่างๆ เช่น สายสัญญาณ คลื่นวิทยุ เป็นต้น เพื่อทำให้สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยน
ข้อมลู และใช้ทรพั ยากรรว่ มกนั ไก้
เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท
1. เครอื ข่ายเฉพาะท่ี หรอื แลนด์
2. เครอื ขา่ ยนครหลวง หรือแมน
3. เครอื ข่ายบริเวณกวา้ ง หรือแวน
4. เครอื ขา่ ยภายในองคก์ ร หรอื อนิ ทราเน็ต
5. เครอื ขา่ ยภายนอกองคก์ ร หรืออินทราเน็ต
6. เครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็
เครือขา่ ยคอมพิวเตอรม์ อี งคป์ ระกอบพ้นื ฐาน 2 ส่วนหลกั คือ
1. องคป์ ระกอบด้านฮาร์ดแวร์ หมายถงึ อปุ กรณ์ท่ใี ชง้ านและเชื่อมตอ่ ภายในเครือข่าย เช่น
เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ แปน้ พมิ พ์ สายสญั ญาณ เปน็ ต้น
2. องคป์ ระกอบดา้ นซอฟตแ์ วร์ หมายถงึ ระบบปฏิบัติการหรอื โปรแกรมต่างๆ ทใ่ี ช้สนบั สนนุ
การทำงานและใหบ้ ริการดา้ นต่างๆ เพือ่ อำนวยความสะดวกใหแ้ กผ่ ใู้ ช้ใหส้ ามารถตดิ ต่อส่อื สารผา่ นเครอื ข่ายได้
2.19.1.2 การเลือกใชฮ้ ารด์ แวรข์ องระบบเครอื ขา่ ยขนาดเลก็
การติดตง้ั เครอื ข่ายขนาดเลก็ มจี ุดประสงค์เพ่ือใช้งานภายในบ้านหรอื ในสำนักงานขนาดเล็ก
เพื่อใหส้ ามารถใชท้ รพั ยากรร่วมกันได้ เช่น ขอ้ มูล เครือ่ งพิมพ์ สแกนเนอร์ เป็นต้น
1. อปุ กรณ์ในระบบเครือขา่ ยขนาดเลก็ มีหลายชนดิ ได้แก่ การด์ แลน ฮับ สวติ ซ์ โมเด็ม เรา
เตอร์ สายสัญญาณ ซง่ึ อุปกรณ์แต่ละชนดิ มคี ณุ สมบตั ิแตกต่างกนั ดงั นี้

1.1 การ์ดแลน เปน็ อปุ กรณท์ ที่ ำหนา้ ที่ ท่ีรบั ส่งขอ้ มูลจากคอมพวิ เตอร์ เคร่ืองหนึ่ง
ไปสคู่ อมพวิ เตอร์อกี เคร่ืองหนึง่ โดยผ่านสายแลน

67

1.2 ฮบั เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าท่เี สมือนกับชมุ ทางข้อมูล หนา้ ทีเ่ ป็นตัวกลางคอยส่ง
ขอ้ มลู ใหค้ อมพวิ เตอรใ์ นเครือข่าย และเปน็ ตวั กระจายสญั ญาณ

1.3 สวทิ ช์ เป็นอุปกรณร์ วมสญั ญาณเช่นเดยี วกับฮับ แตต่ า่ งจากฮบั คือ
การรับส่งขอ้ มลู จากคอมพิวเตอรเ์ ครือ่ งหน่ึงน้ันจะไมก่ ระจายไปยังทุกเครือ่ ง เนอื่ งจากสวทิ ชจ์ ะรับกล่มุ ขอ้ มูลมา
ตรวจสอบกอ่ นวา่ เปน็ ขอ้ มูลเคร่อื งใด แลว้ สง่ ขอ้ มลู น้นั ไปยงั ปลายทางอยา่ งอตั โนมัติ

1.4 โมเด็ม เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณเพื่อใหสามารถส่งผ่าน
สายโทรศัพท์ หรือใยแกว้ นำแสงได้

1.5 อุปกรณ์จดั เสน้ ทางหรือ เราเตอร์ เปน็ อปุ กรณ์ท่ีใชใ้ นการเชอื่ มโยงเครือข่าย
หลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน การส่งข้อมูลจึงมีหลายเส้นทาง และทำหน้าเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการ
ส่งผ่านขอ้ มูล เพ่ือเปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ

1.6 สายสญั ญาณ เป็นอุปกรณท์ ่ที ำหนา้ ทเ่ี ปน็ สื่อกลางในการรับสง่ ขอ้ มูล
2.19.2 การเชอ่ื มตอ่ ระบบเครือข่ายขนาดเลก็
การเชื่อมตอ่ ระบบเครือข่ายขนาดเลก็ ท่ีใช้กันในปจั จุบันมี 2 แบบหลักๆ คือ การเชื่อมต่อเครือข่าย
ระยะใกล้ การเช่อื มตอ่ เครอื ขา่ ยระยะไกล

2.19.2.1 การเชื่อมตอ่ เครอื ข่ายระยะใกล้ หากมคี อมพิวเตอรใ์ นระบบเครือขา่ ยไมเ่ กินสอง
เครอื่ ง อปุ กรณ์ในระบบเครือขา่ ยนอกจากเครอ่ื งคอมพิวเตอรแ์ ล้ว ยังต้องมีการด์ แลนดแ์ ละสายสญั ญาณ โดย
ไม่ต้องใช้ฮับและสวิตซ์ การตัดสินใจซื้อ ฮับและสวิตซ์ มาใช้จะต้องคำนึงถึงเรื่องการขยายระบบเครือข่ายใน
อนาคตดว้ ย ควรเลอื กฮับและสวติ ซ์ท่ีสามารถรับรองจำนวนเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ไดเ้ ท่ากับจำนวนที่คาดว่าจะมี
ในอนาคต

2.19.2.2 การเชื่อมตอ่ เครือข่ายระยะไกล จากข้อจำกดั ของเครือขา่ ยท่ีใช้สายแลนด์ท่ีไม่
สามารถเดนิ สายให้มีความยาวมากกวา่ 100 เมตรได้ จงึ ต้องหาทางเลือกสำหรับระบบ เครือข่ายระยะไกล ใน
กรณีที่เครือข่ายมกี ารรบั ส่งขอ้ มูลจำนวนมาก ควรเลอื กใช้เราเตอร์เพอื่ ชว่ ยลดปญั หาความหนาแน่นของข้อมูล
ในเครือขา่ ย แต่เนอื่ งจากเราเตอร์มรี าคาแพงจงึ ต้องประเมินความคมุ้ คา่ หากตอ้ งการจัดซื้อมาใชง้ าน

แบบท่ี 1 คอื ตอ้ งตดิ ต้ังเครือ่ งทวนสัญณาณ ไว้ทกุ ๆระยะ 100
แบบที่ 2 คือ ใช้โมเด็มหมุนโทรศัพทเ์ ข้าหากันเมือ่ ตอ้ งการเชื่อมต่อ และเมื่อเสรจ็
ส้ินธรุ กิจแล้วก็ยกเลิกการเช่ือมตอ่ แต่ความเรว็ ทไ่ี ดจ้ ะไดแ้ คเ่ พียงความสามารถของสายโทรศัพท์
แบบที่ 3 คือ เป็นเทคโนโลยีระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน
สายสญั ญาณท่ีเลือกใช้คอื สายใยแก้วนำแสง สามารถส่งขอ้ มลู ได้ระยะทางไกลและมคี วามเรว็ สงู รวมถึงความ
ปลอดภยั ของข้อมลู

68

แบบที่ 4 คือ ใช้จุดเชื่อมต่อแบบไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้สัญาณวิทยุทาง
อากาศแทนการใช้สายโทรศัพท์ เพื่อลดปัญหาจากการใช้สายสัญญาณ เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ที่มี
ขนาดจำกดั

แบบที่ 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีตระกูล DSL เป็น
เทคโนโลยีโมเด็มที่ทำให้คู่สายทองแดงธรรมดากลายเป็นสื่อสัญญาณดิจิทัลความเร็วสูง โดยใช้เทคนิคการ
เข้ารหัสสัญญาณข้อมูล ในย่านความถี่ที่สูงกว่าการใช้งานโทรศัพท์โดยทั่วไป ทำให้สามารถส่งข้อมูลใน
ขณะเดียวกนั กบั การใชง้ านโทรศัพทไ์ ด้

แบบท่ี 6 คือ เทคโนโลยแี บบ ethernet overVDSLเป็นเทคโนโลยีระบบเครือข่าย
แบบลา่ สุดทสี่ ามารถติดตั้งใชง้ านไดเ้ อง จงึ ทำใหม้ ตี ้นทนุ ต่ำโยสามารถเชอ่ื มต่อกบั สายโทรศัพท์ท่วั ไป

2.19.2.3 การเลือกใชซ้ อฟตแ์ วร์ของระบบเครือขา่ ยขนาดเลก็
สามารถเลอื กใช้ระบบปฏิบตั ิการแบบเครอื ขา่ ย( Network OS ) เปน็ ระบบปฎิบัตกิ ารสำหรับ
ออกแบบและจัดการงานด้านการสื่อสารระหว่างคอมพวิ เตอร์ภายในเครอื ขา่ ยให้สามารถใชท้ รพั ยากรร่วมกนั
ได้ ปัจจุบันระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะใช้หลกั การประมวลผลแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ คือการจัดการขอ้ มูล
และโปรแกรมทำงานอยู่บนเครอ่ื งเซิร์ฟเวอร์และส่วนประกอบอ่นื ๆของระบบปฎิบัติการเครอื ขา่ ยจะทำงานอยู่
บนเครื่องไคลเอนด์ เชน่ การประมวลผล การติดตอ่ กบั ผใู้ ช้ เปน็ ตน้
ปัจจุบนั ซอฟต์แวรส์ ำหรบั ระบบเครือขา่ ยขนาดเลก็ มใี หเ้ ลอื กใช้งานหลายโปรแกรม เช่น
1. ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ เซ็นต์โอเอส เรียกย่อว่า CentOS เป็นซอฟซ์แวร์เปิดเผยโค้ด
ผู้ใชส้ ามารถดาวนโ์ หลดไปใชง้ าน หรอื แกไ้ ขไดโ้ ดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธ์ิ แตผ่ ู้ดแู ลระบบต้องเรียนรู้ระบบก่อน
ใชง้ าน สามารถเรยี นรู้ผา่ นทางเว็บไซตต์ ่างๆ
2. ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ ปัจจุบันถูกพัฒนาเปน็ Windows Server 2008
ออกแบบเพื่อสนับสนุนระบบเครือขา่ ย แอพพลิเคชั่นและบริการอื่นๆ ที่มีความทันสมัยบนเว็บไซต์ และยัง
เพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบปฏิบัติการพื้นฐาน เช่น ระบบเครื่องมือเว็บ เทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชัน เพ่ิม
คณุ ภาพความปลอดภยั เครอื่ งมอื จัดการชว่ ยประหยัดเวลาและทรพั ยากรอื่นๆ ได้มากขนึ้ โดยมคี ณุ สมบตั ดิ งั น้ี

1.สร้างโครงสร้างพ้นื ฐานที่ม่นั คงสำหรับภาระงานของเซิร์ฟเวอร์
2.เวอร์ชวลไลเซชัน ซึ้งเป็นเทคโนโลยีการสร้างระบบเสมือนจริงที่มีรากฐานจาก
ระบบ
3. มีระบบการจัดการดูแลเว็บ ระบบวิเคราะหป์ ญั หา เครอ่ื งมอื พัฒนา
4.ระบบความปลอดภัย ได้รับการพฒั นาให้มีความทนทานมากขึ้น พร้อมทั้งผสาน
การใช้เทคโนโลยดี ้าน IDA หลายชิน้

69

2.20 ระบบการสบื คน้ ผ่านเครือข่ายเพ่อื การเรยี นรู้
ใช้ภาษาหลักของเว็บ (2021) ในปัจจุบันสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมีประโยชน์ในการสืบค้นข้อมลู

และแสวงหาความรู้ให้กวา้ งขวางมากขึน้ พื้นที่ที่ใช้สืบค้นองค์ความรู้ต่างๆ มิได้จำกดั เพียงตำราและหนังสอื
เท่านั้นสื่ออินเตอร์เน็ตนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับผู้เรียนรู้กลุ่มยุคใหม่ ระบบอินเตอร์เน็ตเป็น
แหล่งข้อมูล องคค์ วามรู้ที่ผูใ้ ชส้ ามารถสบื ค้นข้อมูลได้งา่ ยดายและสะดวกรวดเรว็ ท่ีสุด ผู้สืบค้นข้อมูลสามารถ
สบื คน้ ขอ้ มูลต่างๆ ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ หน่วยงานตา่ งๆ ทงั้ ภาครัฐและเอกชน ตา่ งเห็นความสำคญั ของการติดตั้ง
ระบบอินเตอร์เนต็ กนั อยา่ งกวา้ งขวาง เพ่ือบรกิ ารบุคคลในองค์กรเพอ่ื การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ไี ดส้ ะดวกย่ิงข้ึน

2.20.1 การใช้อนิ เตอรเ์ น็ตเพื่อการเรียนรู้

อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเพื่อค้นหา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างแทบไม่มี
ขดี จำกัด การใชอ้ นิ เทอร์เน็ตเพอ่ื ประโยชน์ดงั กล่าว จำเปน็ ทเี่ ราจะต้องมีความรู้และทักษะในการค้นหาข้อมูล
(Search) รู้จักแหลง่ เรยี นรู้ และวธิ ีการนำเสนอข้อมูลความรูแ้ ละผลงานอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถ
ใช้อนิ เทอร์เนต็ เป็นเคร่อื งมอื ในการสบื คน้ ขอ้ มลู ในหวั ขอ้ เร่ืองท่ีนกั เรียนสนใจ

2.20.2 กจิ กรรมการนำเสนอ
เป็นการเปิดเวทีเพื่อนำเสนอผลงานจากการสืบค้นและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สามารถทำได้
หลายวธิ ี เช่น

70

1. การนำเสนอแบบ Online เช่น
1.1 สร้าง Web Page
1.2 สร้าง Blog
1.3 การส่งขอ้ มลู ออนไลน์

2. การนำเสนอแบบ Off line เชน่
2.1 การนำเสนอดว้ ยวาจา
2.2 ทำเอกสารรายงาน
2.3 จดั นทิ รรศการ
2.4 การสร้างช้นิ งาน

2.20.3 การนำเสนอแบบสอื่ ผสม โดยการเลือก Online และ Off line ซ่งึ ในปจั จุบนั เป็นที่นิยมอย่าง
กวา้ งขวางในทกุ วงการ

71

2.20.4 รปู แบบการใช้อินเตอร์เนต็ เพอ่ื การเรียนรู้
อพิชญา ตาชูชาติและคณะ (2561) การประยกุ ต์เนต็ เป็นเครอื ขา่ ยที่สามารถติดต่อส่ือสารกันได้กับ
แหล่งที่เชื่อมตอ่ เข้าดว้ ยกนั สามารถสืบค้นข้อมูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เช่อื ม
เครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะสืบค้นข้อมูลเพื่อนำมาศึกษาหาความรู้ได้ การนำอินเทอร์เน็ ตใช้งาน
เครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ ทางการศึกษา ดังนี้

1. การใช้เครือข่ายเพื่อการติดต่อสื่อสาร เป็นการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพื่อส่ง
รายงาน การบ้าน วิทยานิพนธ์ ในรปู แบบแฟ้มข้อมลู การเป็นสมาชกิ กลมุ่ สนทนาเพื่อเปน็ เวทแี ลกเปลี่ยนความ
คิดเหน็ เผยแพร่ผลงานวจิ ัย ชว่ ยเหลือซง่ึ กันและกันทางด้านวชิ าการ และแจ้งข่าวความเคล่ือนไหวทางวชิ าการ

2. การใช้เครือข่ายเพื่อการสืบค้นข้อมูล ซึ่งผู้เรียน นักวิจัย และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจาก
ฐานข้อมูลทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจาก
ประเทศในทวีปต่าง ๆ ทว่ั โลก

3. การใช้เครือข่ายเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปิดเป็น
หลักสูตรการสอนในระดบั ปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่า Online Program ซึ่งผู้เรียนสามารถ
สมัครและเรียนผ่านเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ ส่วนกจิ กรรมการเรียนการสอน เอกสารและการตดิ ต่อต่าง ๆ อยู่ใน
รูปของแฟ้มขอ้ มูลอิเลก็ ทรอนิกส์

การใช้ Internet ในชีวิตประจำวันส่งผลในด้านการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหา
ข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซึ่งในกรณีนี้ อินเตอร์เน็ต จะทำหน้าที่เหมือนห้องสมดุ
ขนาดยักษ์ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานของเรา ไม่กี่วินาทีจาก
แหล่งข้อมูลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความ
บันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกวา่
magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์
เหมือนกบั หนงั สือ

72

2.20.5 การสบื คน้ ข้อมลู ในการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง

เนอื่ งจากข้อมูลทอ่ี ยู่บนเครือข่ายอินเตอรเ์ น็ต ในปจั จบุ นั มีมากมายและกระจดั กระจายอยู่ตามท่ีต่างๆ
ดงั นัน้ ผ้ใู ชอ้ นิ เตอรเ์ นต็ จึงจำเปน็ ตอ้ งเรียนรูว้ ิธกี ารใช้บริการอินเตอร์เนต็ และเลือกใช้ให้เหมาะสม เพื่อการค้นหา
ข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล ศึกษา
ค้นควา้ และวจิ ยั ไดห้ ลายวิธีด้วยกนั วิธีที่เปน็ ทน่ี ยิ มมากทส่ี ุดในปจั จุบนั คือ

การสืบค้นทางเวิลด์ไวด์เว็บ เนื่องจากสามารถรองรบั ข้อมูลไดห้ ลายๆ รูปแบบ และเชื่อมโยงข้อมูลที่
เกี่ยวเนือ่ งกันให้เราได้ศึกษาอยา่ งสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บที่สมบรู ณแ์ บบมาก
การค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น (Search
engine) ซ่ึงซอฟต์แวรส์ ำหรับอ่านข้อมูลในเวบ็ (Web Browser) ส่วนใหญ่บรกิ ารเช่ือมต่อกับเครื่องมือเหล่าน้ี
ไว้ใหแ้ ล้ว ผ้ใู ชเ้ พยี งแต่กดปมุ่ สำหรบั เรียกเคร่ืองมอื น้ขี น้ึ มา พมิ พค์ ำ หรือขอ้ ความทีต่ ้องการสบื คน้ ลงไป เครือ่ งก็
จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็
สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์
เครื่องใดในโลกก็ตาม

นอกจากนี้การเข้าใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอ่ืนๆ ที่ต่ออยู่กับเครือข่าย และมีการอนุญาตให้เข้าไปใช้ได้
เชน่ การติดต่อเขา้ สู่เครื่องคอมพวิ เตอรข์ องหอ้ งสมุดเพอื่ คน้ หา ยืม ต่อเวลาการยมื หรือการจองหนงั สอื ส่งิ พมิ พ์
ต่าง ๆ ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดให้บริการบริการนี้สามารถเข้าใช้ได้โดยการ ใช้
คำสง่ั Telnet และตามดว้ ยชื่อเครื่อง หรอื หมายเลขของเคร่อื งแล้วพิมพ์ช่อื ในการขอเขา้ ใช้ (Login) บางเครื่อง
อาจต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นต้องทำตามคำสั่งท่ีปรากฏบนจอ ซึ่งจะแตกต่างกนั ไปในแต่
ละระบบของเครือ่ ง นอกจากหอ้ งสมดุ แลว้ เราอาจจะใช้คอมพิวเตอรท์ ่เี ปน็ ฐานข้อมูลต่าง ๆ ไดด้ ้วย โดยในบาง
ฐานข้อมูล นอกจากผู้ใชจ้ ะเขา้ ไปค้นหาบทความที่เคยตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้บรกิ ารพิเศษ
อื่น ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่ม

73

ลา่ สดุ โดยตอ้ งมกี ารกำหนดช่อื ของวารสารท่ีสนใจไว้ลว่ งหน้า หรอื มบี ริการส่งแฟกซ์ บทความน้ันให้แก่ผู้ใช้ที่
สนใจ

สรปุ
อนิ เทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีมีบทบาทในยคุ น้ี โดยการนำความรู้ การเชอ่ื มโยงแหลง่ ความรู้

มาประกอบกนั เพอื่ ใหผ้ ู้เรยี น ท่ีตอ้ งการเรียนร้ใู ห้เขา้ ถงึ ไดจ้ ึงนับวา่ เป็นประโยชนต์ ่อวงการศกึ ษาในการใช้สืบค้น
ขอ้ มูลตา่ งๆจากความจำเปน็ และความสำคัญของอนิ เทอร์เน็ตดงั กล่าว ผูว้ จิ ัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาพฤติกรรมการ
ใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็ เพอื่ การศึกษาของนักศึกษาสถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังผลการวิจัย
ครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันเพื่อใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการและการลงทุนด้านเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารเพือ่ เปน็ ประโยชน์สำหรบั ตวั เราเอง
2.21 การสบื คน้ และรบั สง่ ข้อมลู แฟม้ ขอ้ มลู และสารสนเทศเพอื่ ใช้ในการจัดการเรยี นรู้

KU.Pong (2559) การรบั -สง่ ข้อมูลบนเคร่อื ข่ายอินเตอร์เน็ต ดังนี้
2.21.1 ความหมายของการรบั -สง่ ข้อมลู บนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต
การรบั -ส่งข้อมลู บนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ โดยใชจ้ ดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)
หรือทนี่ ิยมเรยี กกนั ว่า อเี มล (E-Mail) หมายถึง การส่อื สารหรือการสง่ ข้อความจากคอมพิวเตอรเ์ ครือ่ งหน่ึง
ผ่านไปเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึง่ โดยสง่ ผ่านทางระบบเครือข่าย (Network) ผู้ส่งจะต้องมีเลขที่อยู่
(E-mail Address) ของผรู้ ับ และผูร้ บั สามารถเปดิ คอมพิวเตอร์เรยี กข่าวสารนั้นออกมาดูเมอ่ื ใดกไ็ ด้ โดยท่ัวไป
จัดวา่ เป็นงานสว่ นหนง่ึ ของสำนกั งานอัตโนมตั ิ (Office Automatic) ซึง่ ปัจจบุ ันไดร้ บั ความนยิ มเปน็ อยา่ งมาก

74

ประโยชน์ของการรับ-ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การรับ-ส่งข้อมูลทางจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่นิยม ใช้มากที่สุด เพราะมี
ประโยชน์มากมาย ดงั นี้

1. ทำให้การติดต่อสื่อสารทั่วโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคสำหรับอีเมลในทุก
แหง่ ท่วั โลกทม่ี ีเครอื ข่ายคอมพวิ เตอรเ์ ช่ือมตอ่ ถงึ กนั ได้ สามารถเข้าไปสถานทเ่ี หลา่ น้นั ได้ทกุ ที่ ทำให้ผู้คนทั่วโลก
ตดิ ตอ่ ถงึ กันได้ทันที ผรู้ ับสามารถจะรับข่าวสารจากอีเมลได้ทนั ทีท่ีผู้สง่ จดหมายสง่ ข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์
เสรจ็ ส้นิ

2. สามารถส่งจดหมายถงึ ผูร้ ับที่ต้องการได้ทุกเวลา แม้ผู้รบั จะไมไ่ ด้อยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม
จดหมายจะถกู เก็บไว้ในตจู้ ดหมายของคอมพวิ เตอรแ์ ละเปน็ ส่วนตัว จนกวา่ เจา้ ของจดหมายท่ีมีรหัสผ่านจะเปิด
ตจู้ ดหมายของตนเองอา่ น

3. สามารถส่งจดหมายถึงผู้รบั หลายๆคนได้ในเวลาเดียวกนั โดยไม่ต้องเสียเวลาส่งให้ทลี ะคน กรณีนี้
จะใช้กับจดหมายที่เป็นข้อความเดียวกัน เช่น หนังสือเวียนแจ้งข่าวให้สมาชิกในกลุ่มทราบหรือเป็นการนัด
หมายระหว่างสมาชกิ ในกล่มุ เป็นตน้

4. ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปส่งจดหมายที่ตู้ไปรษณีย์หรือที่ทำการไปรษณีย์ ทำให้
ประหยดั คา่ ใช้จ่ายในการส่ง เนอื่ งจากไม่ตอ้ งคำนงึ ถึงปริมาณนำ้ หนักและระยะทางของจดหมายเหมือนกับการ
สง่ ทางไปรษณีย์ธรรมดา

5. ผู้รบั จดหมายสามารถเรยี กอ่านจดหมายได้ทุกเวลาตามสะดวก ซึ่งจะทำใหท้ ราบว่าในตู้จดหมาย
ของผู้รับมีจดหมายกฉี่ บบั มจี ดหมายทอี่ า่ นแลว้ หรือยังไม่ไดเ้ รยี กอ่านก่ีฉบับ เม่อื อ่านจดหมายฉบบั ใดแล้ว หาก
ตอ้ งการลบท้ิงกส็ ามารถเกบ็ ขอ้ ความไวใ้ นรปู ของแฟม้ ขอ้ มูลได้ หรอื จะพิมพ์ออกมาลงกระดาษกไ็ ด้เชน่ กนั

6. สามารถถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (Transferring Flies) แนบไปกับจดหมายถึงผู้รับได้ ทำให้การ
แลกเปลี่ยนข่าวสารเป็นไปได้โดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลาและทันเหตุการณ์ จากความสำคัญของอีเมลที่
สามารถอำนวยประโยชนใ์ ห้กับผู้ใช้อยา่ งค้มุ ค่าน้ี ทำให้ในปจั จบุ นั อเี มลกลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานทุกแห่ง
ทว่ั โลก ที่ทำใหส้ มาชกิ ในชมุ ชนโลกสามารถตดิ ต่อกนั ผา่ นทางคอมพิวเตอร์ได้ในทุกท่ีทุกเวลา

เว็บไซต์ที่ใหบ้ ริการฟรอี ีเมล์
การรบั -ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกสม์ ีบรกิ ารทใี่ หใ้ ช้บรกิ ารไดโ้ ดยไมต่ อ้ งเสียค่าใช้จา่ ย
เวบ็ ไซตท์ ่ใี หบ้ รกิ ารน้มี จี ำนวนมาก ตวั อยา่ งเชน่

1. www.sabuyjai.com
2. www.narakmai.com
3. www.hotmail.com
4. www.yahoo.com

75

5. www.gmail.com
2.21.1.1 การใช้ฟรีอเี มลของ sabuyjai.com

2.21.1.2 การใช้ฟรีอีเมลของ narakmai.com
2.21.1.3 การใช้ฟรอี เี มลของ hotmail.com

76

2.21.1.4 การใชฟ้ รอี ีเมลของ yahoo.com

77

78

3. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การเรียนรู้
3.1 เทคโนโลยสี ารสนเทศ คอมพวิ เตอร์และอนิ เตอรเ์ น็ต

Witchutawijitnawee (2013) เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพวิ เตอรแ์ ละอนิ เตอรเ์ นต็ ดงั น้ี
3.1.1 ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
อุปกรณ์ เครือ่ งมือทีร่ วบรวม เกบ็ รักษา เผยแพร่และเกดิ เป็นการประมวลผลขึ้น
3.1.2 ความหมายของขอ้ มลู และสารสนเทศ
ข้อมูล คอื ข้อเทจ็ จรงิ เก่ยี วกบั เหตกุ ารณ์ หรือข้อมลู ดบิ ทยี่ งั ไมผ่ ่านการประมวลผล
สารสนเทศ คือ ข้อมลู ที่ได้ผา่ นการประมวลผลหรือจัดระบบแลว้
3.1.3 องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศทใ่ี ชค้ อมพวิ เตอร์
Witchutawijitnawee (2013) องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศทใี่ ชค้ อมพวิ เตอร์ ดังน้ี
1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware) อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลผล จัดเก็บและผลิตเอาท์พุท
ออกมาในระบบสารสนเทศ(อุปกรณ์อเิ ล็กทรอนิกสท์ ่สี ามารถจับตอ้ งได)้
2.ซอฟต์แวร์ (Software) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยใหฮ้ ารด์ แวร์ทำงานฐานขอ้ มลู คอื การจดั ระบบ
ของแฟม้ ขอ้ มูล ซงึ่ เกบ็ ข้อมลู ที่เกย่ี วข้องกัน
3.เครือข่าย (Network) การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
และชว่ ยในการติดตอ่ สอื่ สาร
4.กระบวนการ (procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธีการและกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบ
สารสนเทศ
5.บคุ คล (People) บุคคลท่ีเกี่ยวขอ้ งในระบบสารสนเทศ เช่น ผอู้ อกแบบ ผู้พฒั นาระบบ ผู้ดูแลระบบ
และผู้ใช้ระบบ
3.1.4 เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์
3.1.4.1 ประเภทของระบบคอมพวิ เตอร์
1. ซุปเปอรค์ อมพวิ เตอร์ (Super computer) คอมพิวเตอรข์ นาดใหญ่ มกี ำลังมากทส่ี ุด ราคาแพงท่สี ุด
สามารถประมวลผลคำสั่งไดน้ บั พันลา้ นคำส่ังในหนง่ึ วินาที มกั ใชเ้ กบ็ ขอ้ มูลขนาดใหญ่ และต้องการความเร็วสูง
มักใชใ้ นงานทางวทิ ยาศาสตร์
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer) คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่เล็กกว่า super
computer มีความจำและความเรว็ น้อยลงอนิยมใชง้ านกบั ธุรกิจขนาดใหญ่ เชน่ ธนาคาร โรงแรม
3. มินิคอมพิวเตอร์ (Mini computer) ทำงานร่วมกับอุปกรณ์รอบข้างที่มีความเร็วสูงได้ ใช้ในงาน
เชน่ กรม กอง มหาวิทยาลยั หา้ งสรรพสนิ คา้ ฯลฯ เป็นคอมพวิ เตอร์ทใ่ี ชใ้ นธรุ กิจขนาดกลาง และเลก็ ตอ้ งการ
ความสามารถในการประมวลผลสูง และราคาไม่สงู เกินไป

79

4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็ก มีส่วนของ
หน่วยความจำและความเรว็ ในการประมวลผลนอ้ ยท่ีสุด มี 2 ประเภท

1.แบบตดิ ตง้ั ใช้งานอย่กู ับทบี่ นโตะ๊ ทำงาน
2.แบบเคล่อื นย้ายได้
3.1.4.2 ววิ ัฒนาการของคอมพวิ เตอร์
- ยุคแรก ใชห้ ลอดสญุ ญากาศ ใช้กำลังไฟฟา้ สงู มีปญั หาเรื่องความรอ้ นและไส้ จึงทำใหห้ ลอดขาดบอ่ ย
- ยคุ ที่สอง เปน็ คอมพวิ เตอร์ท่ใี ช้ทรานซิสเตอร์ มแี กนเฟอรไ์ รทเ์ ปน็ หนว่ ยความจำ มีอปุ กรณเ์ ก็บข้อมูล
สำรองในรปู ของสอ่ื บนั ทกึ แม่เหล็ก มภี าษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล
- ยุคทสี่ าม เป็นคอมพวิ เตอรท์ ใ่ี ช้วงจรรวม (IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอรบ์ รรจุในวงจร
- ยุคทีส่ ่ี ใชว้ งจรรวมความจุสงู มาก (VLSI) นำ IC มารวมเขา้ ไวด้ ้วยกนั คอมพวิ เตอร์จะมีขนาดเลก็ ลง
- ยุคท่ีห้า เป็นผลจากวิชาการด้านปญั ญาประดิษฐ์ (AI) ประเทศต่างๆทั่วโลกเกบ็ ความรอบรู้ต่างๆเข้า
ไว้ในเคร่ือง สามารถเรียกคน้ และดงึ ความรูม้ าใช้ประโยชน์
3.1.4.3 อินเตอรเ์ นต็ เบื้องต้น
อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายของเครือข่าย หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ท่ี
เชอ่ื มโยงระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอรท์ ัว่ โลกเขา้ ไวด้ ว้ ยกัน
ความเปน็ มา อนิ เตอรเ์ น็ตเป็นโครงการของ ARPAnet ซ่งึ เป็นหนว่ ยงานที่สังกัดกระทรวงกลาโหมของ
สหรฐั เพ่อื การตดิ ตอ่ ทางด้านการทหาร และถูกพัฒนาเรื่อยมา โดยสถาบันตา่ งๆ เชน่ มหาวทิ ยาลยั แคลิฟอเนีย
สถาบันวจิ ยั สแตนดฟ์ อรด์
อนิ ทราเน็ต ระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ท่ีเชอ่ื มโยงภายในองคก์ ร ต้ังแต่ 2 เครอื ข่ายขนึ้ ไป
เอ็กซ์ทราเน็ต ระบบเครือข่ายที่เชื่อมระหว่างองค์กรต่างๆ ที่มีอินทราเน็ตเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ 2
เครือขา่ ยข้ึนไป
ระบบชอ่ื โดเมน มกี ารกำหนดชื่อแทนรหัส IP โดยมกี ารต้ังชือ่ สำหรบั เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์แต่ละเครื่องที่
อยู่บนเครือขา่ ย เชน่ nontri.ku.ac.th
3.1.4.4 ความหมายของอนิ เตอร์เนต็
กาญจนา นุชศิริ (ม.ป.ป) อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเคร่ืองทั่วโลก สามารถติดต่อสื่อสารถงึ กันได้ โดยใช้มาตรฐานในการรับส่งข้อมลู ที่เปน็
หน่งึ เดยี ว หรือท่ีเรียกวา่ โปรโตคอล (Protocol) ซึง่ โปรโตคอล ทีใ่ ช้บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มชี ่ือว่า ทีซี
พ/ี ไอพี (TCP/IP : Transmission Control Protocol/Internet Protocol)

80

3.1.5 พฒั นาการของอนิ เทอรเ์ น็ต
ปี พ.ศ. 2500 (1957) โซเวียดไดป้ ล่อยดาวเทียม Sputnik ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ตระหนกั ถึงปญั หาที่

อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้น ค.ศ. 2512 (1969) กองทัพสหรฐั ต้องเผชญิ หนา้ กบั ความเสี่ยงทางการทหาร และความ
เป็นไปไดใ้ นการถกู โจมตี ดว้ ยอาวธุ ปรมาณู หรอื นวิ เคลียร์ การถกู ทำลายล้าง ศนู ย์คอมพิวเตอร์ และระบบการ
สื่อสารข้อมูล อาจทำให้เกิดปัญหาทางการรบ และในยุคนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีหลากหลายมากมายหลาย
แบบ ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และโปรแกรมกันได้ จึงมีแนวความคิด ในการวิจัยระบบที่
สามารถเชื่อมโยงเครือ่ งคอมพิวเตอร์ และแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างระบบที่แตกต่างกนั ได้ ตลอดจนสามารถ
รับสง่ ขอ้ มลู ระหว่างกัน ได้อยา่ งไม่ผิดพลาด แมว้ ่าคอมพวิ เตอร์บางเครื่อง หรือสายรับสง่ สญั ญาณ เสียหายหรือ
ถูกทำลาย กระทรวงกลาโหมอเมริกัน (DoD = Department of Defense) ได้ให้ทุนที่มีชื่อว่า DARPA
(Defense Advanced Research Project Agency) ภายใต้การควบคุมของ Dr. J.C.R. Licklider ได้ทำการ
ทดลอง ระบบเครือข่ายที่มีชื่อว่า DARPA Network และต่อมาได้กลายสภาพเป็น ARPANet (Advanced
Research Projects Agency Network) และต่อมาได้พฒั นาเปน็ INTERNET ในทส่ี ุด

81

3.1.6 อนิ เทอรเ์ นต็ ในต่างประเทศ
อินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นโครงการของ ARPAnet (Advanced Research Projects Agency Network)

ซงึ่ เป็นหนว่ ยงานทส่ี งั กัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense – DoD)
- ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) ARPA ได้ถกู ก่อตง้ั และไดถ้ ูกพฒั นาเร่อื ยมา
- ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) ARPA ได้รับทุนสนนั สนนุ จากหลายฝา่ ย ซง่ึ หนงึ่ ในผูส้ นบั สนนุ ก็คือ Edward

Kenedy และเปลีย่ นชอื่ จาก ARPA เป็น DARPA(Defense Advanced Research Projects Agency) พร้อม
เปล่ียนแปลงนโยบายบางอยา่ ง และในปีค.ศ.1969(พ.ศ.2512)น้ีเองทไ่ี ดท้ ดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละ
ชนิด จาก 4 แห่งเขา้ หากนั เป็นครง้ั แรก คือ มหาวิทยาลยั แคลิฟอร์เนยี สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัย
แคลิฟอรเ์ นีย และมหาวิทยาลยั ยูทาห์ เครือขา่ ยทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปคี .ศ.1975(พ.ศ.
2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่ง DARPA ได้โอนหน้าที่รับผิดชอบ
โดยตรง ให้แก่ หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency – ปัจจุบันคือ
Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน Internet มีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหาร
เครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture
Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในInternet, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนา
มาตรฐานท่ใี ชก้ ับ Internet ซงึ่ เปน็ การทำงานโดยอาสาสมคั ร ทง้ั สิ้น

- ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet
Protocal) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย
Internet จนกระทั่งปัจจุบัน จึงสังเกตุได้ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพ่มิ
TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือขอ้ กำหนดท่ที ำให้คอมพิวเตอร์ทวั่ โลก ทกุ platform คุยกนั รู้เร่ือง และ
สอื่ สารกันไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง

- การกำหนดชื่อโดเมน (Domain Name System) มีขึ้นเมื่อ ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เพื่อสร้าง
ฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service
Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไมจ่ ำเป็นต้องมฐี านขอ้ มลู แบบรวมศูนย์ เหมอื นแต่กอ่ น เชน่ การ
เรียกเว็บ http://www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ หรือไม่ ท่ีhttp://www.thnic.co.th ซึ่งมี
ฐานข้อมูลของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด เป็นต้น- DARPA ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลระบบ internet
เรอื่ ยมาจนถงึ

- ค.ศ.1980 (พ.ศ.2533) และให้ มูลนธิ ิวทิ ยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation NSF)
เข้ามาดแู ลแทนร่วม กับอีกหลายหนว่ ย

82

3.1.7. อินเตอร์เนต็ ในประเทศไทย
- พ.ศ. 2530 ประเทศไทยได้มกี ารเช่ือมโยงเครือข่ายเตอร์เน็ตคร้ังแรก โดยมจี ดุ ประสงคเ์ พอื่ เชื่อมโยง

กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบัน
เทคโนโลยีแห่งเอเชยี (AIT) เช่อื มโยงกบั มหาวิทยาลัยเมลเบิรน์ ในออสเตรเลีย แต่ไมไ่ ด้รบั ความนิยมเท่าท่ีควร
เน่ืองจากการสง่ ขอ้ มลู ลา่ ชา้

- พ.ศ. 2535 ศูนยเ์ ทคโนโลยอี เิ ล็กทรอนิกส์และคอมพวิ เตอร์แห่งชาติ (Nectect) รว่ มกับจฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย สถาบนั เทคโนโลยแี ห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ และ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมมือกนั เช่าสายโทรศัพท์เพือ่ ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์แต่ละสถาบนั เข้าด้วยกนั โดย
เรยี กเครือขา่ ยสมัยน้ันวา่ “เครอื ข่ายไทยสาร“

- พ.ศ. 2537 เครือข่ายไทยสารเตบิ โตขึน้ เรื่อยๆ และมีหน่วยงานต่างๆของราชการเข้ามาเชือ่ มต่อใน
เครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ และต่อมาทางห น่วยงานเอกชนมีความต้องการใช้บริการมาก ขึ้น
การสือ่ สารแห่งประเทศไทย จงึ ไดร้ ว่ มมอื กบั บริษัทเอกชนเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตแกบ่ ิษัทต่างๆ หรือบุคคล
ทั่วไปที่สนใจ โดยเรียกบริษัทเอกชนที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ว่า ISP (Internet Service
Provider) ใความเปน็ จรงิ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ internet และไมม่ ใี ครมีสทิ ธิขาดแตเ่ พียงผู้เดยี ว ในการกำหนด
มาตรฐานใหมต่ า่ ง ๆ ผตู้ ดิ สนิ ว่าสิ่งไหนดี มาตรฐานไหนจะได้รับการยอมรับ คอื ผู้ใช้ ทีก่ ระจายอยทู่ ว่ั ทกุ มุมโลก
ทไ่ี ด้ทดลองใชม้ าตรฐานเหล่าน้ัน และจะใช้ตอ่ ไปหรือไมเ่ ท่านัน้ ส่วนมาตรฐานเดมิ ที่เปน็ พ้ืนฐานของระบบ เช่น
TCP/IP หรือ Domain name ก็จะต้องยึดตามนั้นต่อไป เพราะ Internet เป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การ
จะเปล่ียนแปลงระบบพ้ืนฐาน จงึ ไม่ใชเ่ รอื่ งงา่ ยนกั
3.1.8 หลักการทำงานของอินเทอร์เน็ต

การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล (Protocol) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็น
มาตรฐานของการเชื่อมตอ่ กำหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเช่ือมต่ออินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP
(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)

เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ทกุ เครื่องที่เชอื่ มต่อเขา้ กับเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตจะต้องมหี มายเลขประจำเคร่ือง ที่
เรียกว่า IP Address เพื่อเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย ซึ่ง IP ในที่นี้ก็คือ
Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP นั่นเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1
ชุดนี้จะมีตัวเลขถกู แบ่งออกเปน็ 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพ่อื
ความง่ายแล้วเขยี นโดยคนั่ แต่ละส่วนดว้ ยจุด (.) ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ไมเ่ กนิ 256 คือ ต้ังแต่ 0
จนถึง 255 เท่านนั้ เชน่ IP address ของเคร่ืองคอมพวิ เตอรข์ องสถาบันราชภฎั สวนดุสิต คือ 203.183.233.6
ซ่งึ IP Address ชดุ น้จี ะใชเ้ ปน็ ทอ่ี ยู่เพื่อตดิ ต่อกบั เครือ่ งพวิ เตอรอ์ ่ืนๆ ในเครอื ข่าย

83

3.1.9 บรกิ ารบนอนิ เตอรเ์ นต็
บริการคน้ ขอ้ มลู World Wide Web
การนำเสนอข้อมูลในระบบ WWW (World Wide Web) พัฒนาขึ้นมาในช่วงปลายปี 1989 โดย

ทีมงานจากหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารทางจลุ ภาคฟิสิกส์แหง่ ยโุ รป (European Particle Physics Labs) หรอื ทร่ี จู้ ักกัน ใน
นาม CERN (Conseil European pour la Recherche Nucleaire) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้มี การ
พัฒนาภาษาที่ใช้สนับสนุน การเผยแพร่เอกสารของนักวิจัย หรือเอกสารเว็บ (Web Document) จากเครื่อง
แม่ข่าย (Server) ไปยังสถานที่ต่างๆ ในระบบ WWW เรียกว่า ภาษา HTML (Hypertext Markup
Language) การเผยแพร่ข้อมูลทางอนิ เทอรเ์ นต็ ผา่ นสื่อประเภทเวบ็ เพจ (WebPage) เปน็ ที่นยิ มกนั อย่าง
สูงในปัจจุบัน ไม่เฉพาะข้อมูลโฆษณาสนิ ค้า ยังรวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์ การเรียน งานวิจัยต่างๆ เพราะ
เข้าถงึ กลุ่มผสู้ นใจได้ทั่วโลก ตลอดจนข้อมลู ทน่ี ำเสนอออกไป สามารถเผยแพร่ ไดท้ ั้งข้อมลู ตวั อกั ษร ขอ้ มูลภาพ
ข้อมูลเสียง และภาพเคลื่อนไหว มีลูกเล่นและเทคนิคการนาเสนอ ที่หลากหลาย อันส่งผลให้ระบบ WWW
เติบโตเป็นหนึ่ง ในรูปแบบบริการ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ ระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งลักษณะเด่นของการ
นำเสนอขอ้ มลู เว็บเพจ คือ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังจุดอนื่ ๆ บนหน้าเวบ็ ได้ ตลอดจนสามารถเชอ่ื มโยงไปยัง
เว็บอื่นๆ ในระบบเครือข่าย อันเป็นท่ีมาของคำว่า HyperText หรือข้อความที่มีความสามารถ มากกว่า
ข้อความปกตินั่นเอง จึงมีลักษณะคล้ายกับว่าผู้อ่านเอกสารเว็บ สามารถโต้ตอบกับเอกสารนั้นๆ ด้วยตนเอง
ตลอดเวลาทีม่ กี ารใชง้ าน

84

3.1.10 ศัพท์ท่ีเกย่ี วข้อง….
– Protocal
– TCP / IP
– FTP (File Transfer Protocal)
– Shareware
– Freeware
– www.
– HTTP (Hypertext Transfer Protocal)
– URL (Uniform Resource Location)
– เวบ็ ไซต์ (Website)
– เวบ็ เพจ (Webpage)
– โฮมเพจ (Homepage)
– HTML (Hypertext Markup Language)
– โปรแกรมบราวเซอร์ (Browser)

3.2 เทคโนโลยีและสารสนเทศเพ่ือการเรยี นรู้
Kittipong (2557) ความรเู้ บ้อื งตน้ เกีย่ วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ดงั นี้
สงั คมของมนุษยม์ ีการเปลย่ี นแปลงความเปน็ อยู่ไปอย่างรวดเร็ว กล่าวกนั ว่าได้เกดิ การเปล่ียนแปลงใน

ลักษณะทเ่ี รียกวา่ การปฏวิ ัติ มาแลว้ สองคร้ัง
ครั้งแรกเกิดจากการที่มนุษย์รู้จักใช้ระบบชลประทานเพื่อการเพาะปลูก สังคมของมนุษย์จึงเปลี่ยน

จากการเรร่ ่อนมาเปน็ การตัง้ หลักแหลง่ เพื่อทำการเกษตร ต่อมาเมอื่ ประมาณร้อยกว่าปที แ่ี ลว้ ก่อนสงครามโลก
ครั้งที่ 1 หลังจากที่ เจมส์ วัตต์ ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ มนุษย์นำเอาเครื่องจักรมาช่วยในอตุ สาหกรรมการ
ผลิตและการสร้างยานพาหนะเพื่อการคมนาคมขนส่ง ผลที่ตามมาทำให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม

85

ความก้าวหนา้ ทางดา้ นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เทคโนโลยไี ด้เข้ามาเสริมปัจจัยพืน้ ฐานการดำรงชีวิต
ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

- เทคโนโลยที ำให้การสร้างทพ่ี ักอาศัยมีคุณภาพ ผลิตสนิ คา้ และใหบ้ ริการต่าง ๆ เพอ่ื ตอบสนองความ
ต้องการของมนุษยม์ ากขึ้น

- เทคโนโลยที ำให้ระบบการผลติ สามารถผลติ สินค้าได้เปน็ จำนวนมากมรี าคาถูกลง สินค้าไดค้ ณุ ภาพ
- เทคโนโลยีทำใหม้ ีการตดิ ต่อส่ือสารกนั ไดส้ ะดวก การเดนิ ทางเช่อื มถงึ กันทำใหป้ ระชากรในโลกติดต่อ
รับฟงั ขา่ วสารกันได้ตลอดเวลา
- การสรา้ งเทคโนโลยีสารสนเทศมักจะสร้างโดยใชร้ ะบบคอมพวิ เตอรเ์ ปน็ หลักเนอ่ื งจากคอมพิวเตอร์มี
ความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการเก็บข้อมูลมากกว่าอุปกรณ์อย่างอืน่ รวมทั้งยังสามารถคำนวณ
ประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วถูกต้องแม่นยำแต่ไม่จำเป็นต้องสร้างมาจากระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่าง
เดียวเราสามารถใชอ้ ุปกรณช์ นิดอืน่ สรา้ งระบบสารสนเทศได้ เนอื่ งจากคอมพิวเตอร์สามารถทำงานและจัดการ
ข้อมูลได้ดีกว่าอุปกรณช์ นิดอื่น จงึ ทำใหค้ อมพิวเตอรก์ ลายเป็นอุปกรณส์ ำคัญในการสร้างระบบสารสนเทศ
- เทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อการพฒั นาประเทศให้เจรญิ ก้าวหนา้ เป็นเร่ืองท่ีเก่ียวข้องกับวิถี
ความเป็นอยู่ของสงั คมสมยั ใหมอ่ ยมู่ าก
- เทคโนโลยสี ารสนเทศมผี ลกระทบตอ่ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งทงั้ ทางการดำเนนิ ชวี ิต เศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง
การศกึ ษาและอืน่ ๆ
- เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารในรูปแบบ
ตา่ ง ๆเพ่อื ให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์
- ลกั ษณะเดน่ ท่ีสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศคอื ชว่ ยเพ่ิมผลผลิต ลดตน้ ทุนและเพ่ิมประสิทธิภาพ
การทำงาน
3.2.1 ความหมายและความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถงึ ขอ้ มูลข่าวสาร ความรูต้ ่างๆ ทไี่ ดร้ บั การสรุป คำนวณ จดั เรียง หรอื ประมวลแล้ว
จากข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ จนได้เป็นข้อความรู้ เพื่อนำมาเผยแพร่และใช้
ประโยชนใ์ นงานด้านตา่ ง ๆ
เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษา
พัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ และหาทางนำมาประยุกต์ให้เกิด
ประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเปน็ ค้าท่ีมีความหมายกวา้ งไกล เปน็ คำทเี่ ราได้พบเห็นและได้ยินอยู่ตลอดมา เม่ือรวม
คำว่าเทคโนโลยีกับสารสนเทศเข้าด้วยกัน จึงหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีท่ี

86

เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล
ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยที ที่ ำให้เกดิ ระบบการให้บริการ การใช้ และการดแู ลขอ้ มลู

3.2.2 ความสำคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแล้วย่อมมีความสำคัญต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านการเมือง การปกครอง ด้าน
การศกึ ษา ดา้ น เศรษฐกิจ ด้านสงั คม ฯลฯ ในลักษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ทำให้ผู้บริโภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ (Understanding) ในเรื่อง
ดังกลา่ วข้างตน้
2. เมื่อเรารู้และเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจ (Decision
Making) ในเรื่องตา่ งๆ ได้อยา่ งเหมาะสม
3. นอกจากน้ันสารสนเทศ ยังสามารถทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา (Solving Problem) ท่เี กิดขึ้นได้
อยา่ งถกู ต้อง แมน่ ยา และรวดเร็ว ทนั เวลากับสถานการณ์ตา่ ง ๆ ท่เี กดิ ข้ึน
3.2.3 ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร มี 6 ประการ Souter (1999) ไดแ้ ก่
ประการแรก การส่อื สารถอื เปน็ ส่ิงจำเปน็ ในการดำเนนิ กจิ กรรมต่าง ๆ ของมนษุ ย์ ส่งิ สำคญั ท่ีมสี ่วนใน
การพัฒนากิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย Communications media, การสื่อสารโทรคมนาคม
(Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักที่มากไปกว่า
โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อินเทอร์เน็ต อีเมล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพร่หรอื กระจายออกไปในที่
ตา่ งๆ ไดส้ ะดวก
ประการที่สาม เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารมีผลให้งานดา้ นต่าง ๆ มีราคาถกู ลง
ประการที่สี่ เครือข่ายสือ่ สาร (Communication networks) ได้รับประโยชนจ์ ากเครือข่ายภายนอก
เนื่องจากจานวนการใช้เครือข่าย จำนวนผู้เชือ่ มต่อ และจำนวนผู้ที่มีศกั ยภาพในการเข้าเชื่อมต่อกบั เครือข่าย
นับวันจะเพิ่มสงู ขนึ้
ประการทห่ี ้า เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารทาให้ฮาร์ดแวรค์ อมพิวเตอร์ และต้นทนุ การใช้ ICT
มีราคาถูกลงมาก
ประการทห่ี ก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนนิ การระยะยาวขึ้น อกี ท้ังยังทำให้
วิถีการตัดสินใจ หรือเลอื กทางเลอื กไดล้ ะเอยี ดข้ึน
จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกด้าน
ความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัย
และการพฒั นาตา่ งๆ

87

3.2.4 การสื่อสารดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยกี ารสอื่ สาร (Communication Technology) มีการพัฒนารูปแบบให้สามารถตดิ ต่อสือ่ สาร
ถึงกันได้ง่าย มีหลายรูปแบบ อุปกรณ์ต่างๆ ได้เพิ่มคุณสมบัติให้สามารถเช่ือมโยงถึงกันได้การเพิ่มคุณค่าของ
ระบบคอมพิวเตอร์มีมากขึ้นเมื่อมีการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาประยุกต์เข้าด้วยระบบกันที่เรียกว่า
“เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์”
อินเตอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยมี มาตรฐาน
การรบั สง่ ขอ้ มูลระหว่างกันเปน็ หนงึ่ เดียว ซ่ึงคอมพวิ เตอรแ์ ต่ละเคร่ืองสามารถรับสง่ ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้
หลายรปู แบบ เชน่ ตวั อักษร ภาพกราฟิก และ เสียงได้ รวมท้งั สามารถคน้ หาข้อมลู จากที่ต่างๆ ไดอ้ ย่างรวดเร็ว
ทำให้การติดต่อสื่อสารนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายถูกกว่าหลายเท่า นี่เป็นเหตุผล
หลักทีว่ ่าทำไมเราต้องใชอ้ ินเตอร์เน็ตซ่ึงนับเปน็ การปฏิวัติ สังคมขา่ วสารครงั้ ใหญท่ ่สี ดุ ในยคุ ของเรา
3.2.5 ประโยชนข์ องอินเตอรเ์ นต็ มีดงั น้ี
ด้านการศกึ ษาเราสามารถต่อเข้ากบั อนิ เตอร์เน็ตเพ่อื คน้ ควา้ หาขอ้ มูลได้ เหมือนห้องสมดุ ขนาดยักษ์ส่ง
ข้อมูลทีเ่ ราต้องการมาในเวลาไม่ก่ีวินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลกไมว่ ่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม
ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอื่นๆ ผู้ใช้ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ตสามารถรับส่งข้อมูลจดหมาย
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-mail) กบั ผู้ ใชค้ นอ่ืนๆ ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็วด้านธรุ กจิ และการค้าอินเตอร์เน็ตมีบริการ
ซอ้ื ขายสนิ คา้ ผา่ นคอมพิวเตอร์เราสามารถเลือกดูสนิ คา้ คุณสมบัติต่างๆ ผ่านจอคอมพวิ เตอร์ ส่งั ซื้อและจ่ายเงิน
ด้วยบัตรเครดติ ได้ทนั ทีซึ่งนับว่าสะดวกและรวดเรว็ มาก
เราสามารถสรุปได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปน็ เทคโนโลยที ุกรปู แบบท่ีนำมาประยุกต์
ในการประมวลผล การจัดเก็บ การสื่อสาร และการส่งผ่านสารสนเทศด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ระบบ
ทางกายภาพประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร และระบบเครือข่าย ขณะที่ระบบนามธรรม
เกี่ยวข้องกับการจัดรูปแบบของการมีปฏิสัมพันธ์ด้านสารสนเทศทั้งภายในและภายนอกระบบให้สามารถ
ดำเนนิ การร่วมกนั ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
3.2.6 ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารกบั การเรียนรู้
จากความเปลี่ยนแปลงนิยามของการเรียนรู้ ที่หมายถึงการที่บุคคลมีความเข้าใจ รับรู้ปัญหาหรือ
เร่อื งราวทไี่ ดป้ ระสบมา ที่มีความเกีย่ วขอ้ งกับการการเพิม่ พนู ทกั ษะ ความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาบุคคลน้ัน
ๆ เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน การเรียนรู้ยุคใหม่ต้องมีประสิทธิภาพ
และมคี วามเหมาะสมกับสภาพสังคม
ในปัจจุบันการเรียนรู้มุ่งหวังที่จะให้เกิดองค์ความรู้แก่ตัวผู้เรียน โดยมุ่งจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางการเรียนรู้ไม่ใช่แคก่ ารตกี รอบให้ผูเ้ รียนอยู่เฉพาะแต่ในส่วนที่เป็นความต้องการของครูผู้สอนเพยี ง
อย่างเดียว แต่ต้องให้ผูเ้ รยี นมีส่วนร่วมในการเรยี นรู้มากขึ้นด้วยเป้าหมายทางการศึกษาของประเทศที่พัฒนา

88

แลว้ อย่ทู ี่การใหก้ ารศกึ ษาแก่ประชาชนเขา้ สู่โลกแหง่ เทคโนโลยี โดยเน้นที่ความรอบรู้ของคนในชาติ การเรยี นรู้
กับการสร้างสังคมเป็นสิ่งที่ต้องให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ การเรียนรู้ต้องรวดเร็ว ใช้เวลาน้อย ต้นทุนต่ำ และท่ี
สำคัญ ความรจู้ ะมีบทบาทท่สี ำคญั มากข้ึนเรอ่ื ยๆ ควบค่กู บั การใช้เทคโนโลยเี พื่อการเรยี นรู้

การปฏิรูปการศกึ ษา มุ่งเน้นให้ผู้เรยี นเปน็ ศูนย์กลางการเรยี น คือการสร้างโอกาสให้แก่ผู้เรียนเขา้ ถงึ
แหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ได้มากและสะดวกขึ้น ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาจึงต้องใช้ระบบเครือข่าย
อนิ เทอรเ์ น็ตเขา้ มามบี ทบาทในการจัดการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกดิ ระบบการเรียนการสอน
ทางไกล ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนสามารถตอบโต้กันได้แม้ว่าจะอยู่ห่างกัน ผู้เรียนสามารถส่งการบ้านทาง
อินเทอร์เน็ตได้ ครูสามารถตรวจงานให้คะแนนได้ แม้กระทัง่ การชี้แนะดว้ ยไปรษณยี ์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
หรอื ใช้ระบบกระดานข่าว (Bulletin Board System)

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยชั้นนำของ
ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา การนำ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถใช้ในด้านการศึกษา จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้และอำนวยความ
สะดวกในด้านการสอนและแหล่งการเรียนรู้ไดต้ ลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ การสอนโดยใช้ระบบ
สารสนเทศจะจัดการเรียนรู้ได้ตามความแตกต่างของผู้เรียน ระบบการเรียนรู้ที่ใช้ในด้านการศึกษามีหลาย
ระบบ เช่น E-learning, e – Book, e – Library และ e – Classroom การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี
และสารสนเทศในการเรยี นรูเ้ ปน็ การเปิดโอกาสทางการศึกษาทีท่ ำให้คุณเรยี นรโู้ ดยไมม่ ขี อ้ จำกัดในประเด็นต่าง
ๆ เพียงแตผ่ เู้ รียนร้ตู อ้ งศกึ ษาวิธีการเพอ่ื เขา้ สรู่ ะบบท่ตี ้องการใหถ้ กู ต้อง

3.2.7 การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรยี นรู้
ในโลกปัจจุบัน พบว่าความต้องการเกี่ยวกับตัวผู้เรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าที่ผ่านมาอาจจะมีการ
ตอบสนองต่อการเรียนแบบท่องจำมามากแล้วการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ การเรียนการสอน
ผสู้ อนควรจะศึกษาเทคนิค วธิ ีการ เทคโนโลยตี ่างๆ ทจ่ี ะนำมาใชเ้ พอ่ื ช่วยให้ผู้เรยี นไดร้ บั ความรู้ใหม่ ซ่ึงแต่เดิม
มักเป็นการสอนให้ผู้เรียนเรียนโดยเน้นการท่องจำ และปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้เทคนิควิธีการที่จะช่วยผู้เรียน
ได้รับข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การใช้เทคนิคช่วยการจำ เช่น Mnemonics เป็นต้น ความ
ต้องการของการศึกษาในขณะนี้คือ การสอนที่ผู้เรียนควรได้รับคือ ทักษะการคิดในระดับสูง (Higher-order
thinking skills) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนการแก้ปญั หา และการถ่ายโยง (Transfer) โดย
เนน้ การใชว้ ธิ ีการตา่ ง ๆ
อาทิ สถานการณ์จาลอง การค้นพบ การแก้ปัญหา และการเรียนแบบร่วมมอื สาหรับผู้เรียนจะได้รับ
ประสบการณ์การแก้ปญั หาท่ีสอดคลอ้ งกับสภาพชีวิตจริงสำหรบั การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาบูรณาการใน
การจดั การเรยี นรู้ ผ้เู ขียนจะขอนำเสนอใน รปู แบบตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปนี้คอื

89

3.2.8 สงิ่ แวดลอ้ มทางการเรียนรู้ (Learning environment)
เปน็ การบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรยี นรู้ที่นำทฤษฎีการเรียนรมู้ าเป็นพ้ืนฐานการ
ออกแบบร่วมกับสอื่ หรือเทคโนโลยสี ารสนเทศ ซึ่งหลอมรวมทั้งสองสง่ิ เขา้ ไวด้ ว้ ยกัน ท่ปี ระกอบดว้ ยสถานการณ์
ปัญหาท่ีกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ชนิดตา่ งๆ ที่จัดเตรียมไว้สำหรับให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบ มี
ฐานการชว่ ยเหลือไว้คอยสนบั สนุนผเู้ รียนในกรณที ไ่ี ม่สามารถแก้ปญั หาได้ ตลอดจนการเรยี นรู้แบบร่วมมือกัน
แก้ปญั หาท่สี นับสนนุ ให้ผู้เรยี นขยายมุมมองแนวคิดต่างๆสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในปจั จบุ นั สามารถแยกตาม
คุณลกั ษณะของสื่อได้ 3 รปู แบบ คือ

(1) สิ่งแวดล้อมทางการเรียนร้บู นเครือขา่ ย
(2) มลั ตมิ เี ดียทพี่ ัฒนาตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
(3) ชุดการสรา้ งความรูต้ ามแนวคอนสตรคั ติวิสต์
3.2.9 การเรียนรแู้ บบออนไลน์ (E-learning)
การเรยี นรู้แบบออนไลน์ หรอื E-learning การเรยี นรู้แบบออนไลน์เป็นการศกึ ษา เรยี นรผู้ ่านเครือข่าย
คอมพวิ เตอร์อินเทอร์เนต็ (Internet) หรอื อนิ ทราเนต็ (Intranet) เปน็ การเรยี นรูด้ ว้ ยตัวเอง ตามความสามารถ
และความสนใจของตน โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ ซึ่งการให้บริการการเรียนแบบออนไลน์ มี
องค์ประกอบท่ีสำคญั 4 ส่วน โดยแตล่ ะสว่ นจะตอ้ งได้รับการออกแบบเป็นอยา่ งดี เพราะเมื่อนามาประกอบเข้า
ดว้ ยกันแลว้ ระบบท้ังหมดจะต้องทางานประสานกันได้อยา่ งลงตัวดังน้ี
1) เนื้อหาของบทเรียน
2) ระบบบริหารการเรียน ทาหนา้ ที่เป็นศูนย์กลาง กำหนดลำดบั ของเนอื้ หาในบทเรยี น เรา
เรียกระบบนี้ว่าระบบบริหารการเรียน (E-Learning Management System: LMS) ดังนั้นระบบบริหารการ
เรยี นจึงเป็นส่วนท่เี อือ้ อำนวยให้ผเู้ รียนไดศ้ กึ ษาเรียนรู้ไดด้ ้วยตนเองจนจบหลกั สตู ร
3) การตดิ ต่อสื่อสาร การเรยี นแบบ E-learning นำรปู แบบการตดิ ตอ่ สอื่ สารแบบ 2 ทาง มา
ใช้ประกอบในการเรียน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ประเภทReal-
time ได้แก่ Chat (message, voice), White board/Text slide, Real-time Annotations, Interactive
poll, Conferencing และอน่ื ๆ ส่วนอีกแบบคอื ประเภท Non real-time ไดแ้ ก่ Web-board, E-mail
3.2.10 หนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-books)
เป็นหนังสือถูกนำมาจัดพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอล ไม่บังคับการพิมพ์ และการเข้าเล่ม แผ่นซีดีรอม
สามารถจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมากในรูปแบบของตัวอักษร ทั้งลักษณะภาพ ดิจิตอล ภาพอนิเมชั่น วิดีโอ
ภาพเคลื่อนไหวตอ่ เนื่อง คำพดู เสียงดนตรี และเสยี งอืน่ ๆ ทปี่ ระกอบตวั อกั ษรเหลา่ น้ัน

90

3.2.11 ห้องสมุดอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-library)
เป็นแหล่งความรู้ที่บันทึกข้อมูลไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและให้บริการสารสนเทศทาง
อเิ ลก็ ทรอนิกส์หรือผ่านเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็
1. การจัดการเอกสารอเิ ล็กทรอนิกส์ เพอื่ ประโยชน์ในการรวบรวมและจดั เก็บสารสนเทศ และสะดวก
ในการบริการส่งสารสนเทศแก่ผู้ใช้ เป็นการเปลี่ยนรูปแบบสิ่งพิมพ์แบบเดิมให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ท่ี
เครือ่ งคอมพิวเตอรส์ ามารถอา่ นได้ ทำไดโ้ ดยการจดั เก็บในรปู ดจิ ิตลั ได้แก่ ซีดีรอม หรือจัดเกบ็ ในฮารด์ ดิสต์
2. ระบบเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายของห้องสมุดกบั ผู้ใช้และแหล่งสารสนเทศอ่ืน ๆ ทำให้ผู้ใช้
สามารถตดิ ต่อกบั หอ้ งสมุดและแหล่งสารสนเทศ อืน่ ๆไดท้ ั่วโลก
3. การส่งเอกสารสารสนเทศแก่ผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รบั สารสนเทศที่ตอ้ งการโดยไม่ตอ้ งมายงั ห้องสมุด
คือ ทางไปรษณยี ์ โทรสาร และทางอินเตอรเ์ น็ต
3.2.12 แผนการจดั การเรยี นรู้
เปน็ การบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในข้ันตอนต่างๆ ของแผนการจดั การเรียนรู้ ท่ียึดหลักการบูร
ณาการที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ซึ่งสังเคราะห์จากทฤษฎีการเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์ ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม และคุณลักษณะของ
โปรแกรมทางดา้ น ICT ดังกรอบแนวคดิ ในการจดั การเรยี นรู้ดงั น้ี

91

92

กรอบแนวคิดในการจดั กระบวนการเรยี นรู้ที่บูรณาการ ICT ที่สงั เคราะห์จากทฤษฎีการเรยี นรคู้ อนสตรัคติวิสต์
ทฤษฎพี ทุ ธปิ ัญญานยิ ม และคุณลักษณะของโปรแกรมทางดา้ น ICT

จากกรอบแนวคิดในการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ แสดงให้เห็นถึง
ความสมั พันธร์ ะหว่างวิธีการจดั การเรยี นรู้ (Method) ร่วมกบั สอื่ (Media) ซึ่งในที่นี้ก็คอื เทคโนโลยีสารสนเทศ
เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต วีดิทัศน์ ฯลฯ การการเลือกวธิ ีการจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ที่เนน้
ผู้เรียนเป็นสำคญั และเลือกใช้สื่อให้สนองต่อการรับรู้ของผู้เรยี น ดังกรอบแนวคดิ ข้างตน้ ในขั้นแรกท่ีเป็นการ
เช่ือมโยงความรูเ้ ดิมกับความรู้ใหม่ผู้สอนอาจกระตนุ้ ให้ผู้เรียนใส่ใจหรอื กระตุ้นประสบการณเ์ ดิมโดยใช้ส่ือพวก
วีดิทัศน์ และตัง้ คำถามทใี่ ห้ผเู้ รียนสามารถเรยี กกลบั ประสบการณเ์ ดมิ เหล่าน้ันมาใช้ในการเรยี นรูส้ ง่ิ ใหม่ ข้ันจัด
ประสบการณ์เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นการกระตุ้นให้เกิดปัญหาและการมอบหมายภารกิจการเรยี นรู้ การส่งเสริมการ
สร้างและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และการขยายแนวคิดที่หลากหลายเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถ
สนบั สนนุ การแสวงหาและค้นพบความรู้ เชน่ อนิ เทอรเ์ นต็ เป็นต้น ในการสรา้ งและนาเสนอผลงานผู้สอนอาจ
ให้ผู้เรียนใช้โปรแกรมประยุกต์คอมพิวเตอร์ เช่น MSWord, MSPower point เป็นต้น และอาจใช้ Social
media ในการแลกเปล่ยี นแนวคิด ติดต่อส่อื สารระหวา่ งผูเ้ รียนอนื่ ๆไดอ้ ีกด้วย

3.3 สอ่ื เพ่อื การเรียนรู้
นฤมล โล่ทองคำ (2012) คำว่า "สื่อ" (Media) เป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า "medium" แปลว่า

"ระหว่าง" หมายถงึ สิง่ ใดกต็ ามทบ่ี รรจุ
ข้อมูลเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เมื่อมีการนำสื่อมาใช้ใน

กระบวนการเรียน การสอนกเ็ รยี กสอื่ นน้ั วา่ "สื่อการเรยี นการสอน" (Instruction Media) หมายถงึ ส่ือชนิดใด
ก็ตามที่บรรจุเนื้อหา หรือสาระการเรียนรู้ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้เนื้อหา หรือ
สาระนั้น ๆ .......การเรียนการสอนในภาพลักษณ์เดิม ๆ มักจะเป็นการถ่ายทอดสาระความรู้จากผู้สอนไปยัง
ผู้เรียน โดยใช้สื่อ การเรียนการสอนเป็นตวั กลางในการถา่ ยทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์ให้
ผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ ปัจจุบันเป็นที่ยอมรบั กันโดยทั่วไปแล้วว่าการเรยี นรู้ไม่ไดจ้ ำกัด อยู่ เฉพาะในห้องเรยี น
หรือในโรงเรียน ผสู้ อนและผู้เรยี นสามารถเรยี นรู้จากส่ือตา่ ง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถเรียนรไู้ ดท้ กุ เวลาและ
ทุกสถานที่ สื่อที่นำมาใช้เพื่อการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงเรียกว่า "สื่อการเรียนรู้" ซึ่ง
หมายถึงทุกส่งิ ทุกอย่างที่มอี ย่รู อบตวั ไม่วา่ จะเปน็ วัสดุ ของจรงิ บุคคล สถานที่ เหตกุ ารณ์ หรือความคิดก็ตาม
ถือเป็น สื่อ การเรียนรู้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนรู้จากสิ่งนั้น ๆ หรือนำสิ่งนั้น ๆ ข้ามาสู่การเรียนรู้ของเรา
หรือไม่

93

3.3.1 การจำแนกประเภทของสื่อการเรียนรู้
ส่อื การเรียนรสู้ ามารถจำแนกออกตามลักษณะได้เป็น 3 ประเภท คอื
3.3.1.1 สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง หนังสือและเอกสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่แสดงหรือเรียบเรียงสาระความรู้
ต่าง ๆ โดยใช้ตัว หนังสือที่เป็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์เป็นสื่อในการแสดงความหมาย สื่อสิ่งพิมพ์มีหลายชนิด
ได้แก่ เอกสาร หนังสอื เรียน หนงั สอื พมิ พ์ นิตยสาร วารสาร บนั ทกึ รายงาน ฯลฯ
3.3.1.2 สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สื่อการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นใช้ควบคู่กับเครื่องมือโสตทัศนวัสดุ หรือ
เครื่องมือที่เป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แถบบันทึกภาพพร้อมเสียง (วิดีทัศน์) แถบบันทึกเสียง ภาพนิ่ง
สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นอกจากนี้สื่อเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำ
เทคโนโลยีมาประยุกตใ์ ช้ใน กระบวนการเรียนรู้ เชน่ การใช้อินเทอร์เน็ตเพ่อื การเรียนรู้ การศึกษาทางไกลผ่าน
ดาวเทยี ม เป็นต้น
3.3.2 สื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากสื่อ 2 ประเภทที่กล่าวไปแล้ว ยังมีสื่ออื่น ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ซึ่งมี ความสำคญั ไม่ยง่ิ หย่อนไปกวา่ สื่อส่ิงพมิ พ์และสอื่ เทคโนโลยี สื่อทีก่ ล่าวนี้ ได้แก่

3.3.2.1 บคุ คล หมายถงึ บุคคลท่มี คี วามรู้ ความสามารถ ความเชีย่ วชาญในสาขาต่าง ๆ ซงึ่
สามารถถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสบู่ ุคคลอ่นื เชน่ บุคลากรในทอ้ งถนิ่ แพทย์ ตำรวจ
นักธุรกจิ เป็นต้น

3.3.2.2 ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งมีอยู่ตามธรรมชาติและสภาพแวดล้อมตัว
ผู้เรียน
เชน่ พชื ผักผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏบิ ตั กิ าร เป็นต้น
3.3.3 กจิ กรรม / กระบวนการ หมายถึง กิจกรรม หรอื กระบวนการท่ผี ู้สอนและผู้เรยี นกำหนดข้ึนเพื่อ
สร้างเสริม ประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ การเผชิญ
สถานการณ์และ การประยุกต์ความรู้ของผู้เรียน เช่น บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ การทำ
โครงงาน เกม เพลง เป็นตน้
3.3.4 วัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้เพื่อประกอบการเรียนรู้ เช่น
หุ่นจำลอง แผนภูมิ แผนที่ ตาราง สถิติ รวมถึงสื่อประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการ
ปฏบิ ตั งิ านต่าง ๆ เช่น อปุ กรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ เคร่ืองมอื ช่าง เปน็ ต้น
3.3.5 หลกั การและแนวคดิ ของสือ่ การเรียนรู้ตามหลักสตู ร
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษา มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน
เรียนรู้ ด้วยตนเอง เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และใช้เวลาอย่างสรา้ งสรรค์ รวมทั้งมีความยืดหยุ่น สนอง
ความ ต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทกุ ประเภท รวมทั้งเครือข่าย

94

การเรยี นรู้ ต่าง ๆ ทมี่ ีอยู่ในท้องถ่ิน ชมุ ชนและแหลง่ อน่ื ๆ สอื่ ท่ีจะนำมาใชเ้ พอื่ จัดการเรยี นรู้ตามหลักสูตรจะมี
ลักษณะ ดงั นี้

1. เน้นส่ือเพอื่ การคน้ ควา้ หาความรู้ดว้ ยตนเองทั้งของผเู้ รยี นและผู้สอน
2. ผ้เู รียนและผสู้ อนสามารถจัดทำหรือพฒั นาสื่อการเรยี นรขู้ นึ้ เอง รวมทงั้ นำส่ือทีม่ อี ยูร่ อบตัว
มาใชใ้ นการเรยี นรู้
3. รปู แบบของส่อื การเรยี นรู้ควรมีความหลากหลาย เพอื่ ส่งเสริมให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมี
คุณค่า กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
ตลอดเวลา
3.3.6 สือ่ กับผเู้ รียน
1. เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหา
บทเรยี น ทีย่ ุ่งยากซับซอ้ นไดง้ ่ายข้นึ ในระยะเวลาอันสน้ั และสามารถชว่ ยใหเ้ กิดความคิดรวบยอดในเรื่องน้ันได้
อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว
2. สื่อจะช่วยกระตุ้นและสรา้ งความสนใจให้กับผู้เรยี น ทำให้เกิดความสนุกและไมร่ ู้สึกเบือ่ หนา่ ยการ
เรียน
3. การใช้ส่ือจะทำใหผ้ เู้ รียนมีความเข้าใจตรงกันและเกดิ ประสบการณร์ ่วมกนั ในวิชาทเี่ รยี น
4. ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้นทำให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดี ใน
ระหว่างผูเ้ รียนดว้ ยกนั เอง และกับผู้สอนดว้ ย
5. ช่วยสรา้ งเสริมลักษณะท่ีดีในการศึกษาค้นควา้ หาความรู้ช่วยให้ผเู้ รียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ จาก
การใชส้ อ่ื เหลา่ นน้ั
6. ชว่ ยแก้ปญั หาเรือ่ งของความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลโดยการจดั ใหม้ กี ารใช้สือ่ ในการศึกษารายบุคคล
ส่ือกับผู้สอน
1. การใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการสอน
น่าสนใจย่ิงข้ึน ทำใหผ้ สู้ อนมีความสนุกสนานในการสอนมากกว่าวิธกี ารท่ีเคยใช้การบรรยายแต่เพยี งอย่างเดียว
และเป็นการสร้าง ความเชื่อมั่นในตัวเองให้เพม่ิ ขึ้นดว้ ย
2. สื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหาเพราะบางครั้งอาจให้ผู้เรียนศึกษา
เนื้อหาจากสือ่ ไดเ้ อง
3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอน
ตลอดจนคิดคน้ เทคนคิ วธิ ีการต่าง ๆ เพื่อใหก้ ารเรยี นรู้น่าสนใจย่ิงขึน้

95

3.3.7 หลกั การออกแบบนวัตกรรมและสื่อเพ่อื การเรยี นรู้
kewalin kanjanapan (2013) นวัตกรรมการเรียนรู้ (Learning innovation) หมายถึง สิ่งใหม่ท่ี

นำมาใช้ใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้จะเหน็ ไดว้ ่านวัตกรรมการเรียนร้เู ปน็ นวตั กรรมทใ่ี ช้ในวงกว้างด้านตา่ งๆ ที่เป็น
การจัดการศึกษา มีจุดเน้นที่การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ซ่ึงนวัตกรรมการเรียนรู้มี
ความสำคัญต่อการเรียนรู้มากมายในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ประเภทสื่อการสอนผู้ออกแบบต้อง
คำนึงถึงดงั นี้คือ

1. วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
2. ลกั ษณะผ้เู รียน ความเหมาะสมกับวยั ความสนใจ ระดบั ชน้ั ความรู้ ทกั ษะ
3. พนื้ ฐาน และประสบการณข์ องผูเ้ รยี น
4. รูปแบบการเรยี นการสอน และการเรยี นรู้
5. ธรรมชาตเิ นือ้ หาสาระการเรยี นรู้ และวธิ ีการนำเสนอท่เี หมาะสม
6. สภาพการเรยี น
7. ทรพั ยากรต่าง ๆ เชน่ วสั ดุอปุ กรณ์ ครภุ ัณฑ์ งบประมาณ
8. ราคานวัตกรรมที่เหมาะสม
3.3.8 โครงสร้างของการออกแบบนวัตกรรม ดงั น้คี ือ
1. ช่ือนวัตกรรม ผพู้ ัฒนาควรตง้ั ช่ือนวัตกรรมให้สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ และเขา้ ใจง่าย
2. วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม การกำหนดวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมให้ชัดเจนส่งผลให้ การพัฒนา
นวัตกรรมน้นั รวดเร็วและมีประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ
3. ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวัตกรรม ผู้พัฒนาต้องพิจารณาทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อให้
สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ ซงึ่ ทฤษฎกี ารเรียนรูถ้ ือเปน็ สิ่งสำคัญที่จะใช้ในการพัฒนานวตั กรรมทางการศึกษา
4. ส่วนประกอบของนวัตกรรม ในการออกแบบนวัตกรรมผู้พัฒนาต้องพิจารณาส่วนประกอบของ
นวตั กรรม ว่ามอี ะไรบ้าง
5. การนำนวตั กรรมไปใช้และประเมินผล เปน็ ส่วนทแ่ี สดงความสำเรจ็ ของนวัตกรรม ประกอบด้วย วิธี
วัดผล เครื่องมือที่ใช้วัดผล และวิธีการประเมินผลประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน เมื่อการเรยี นการ
สอนมีลักษณะเป็นระบบ ประกอบด้วยตัวป้อน (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) การ
นำนวตั กรรมมาใช้จัดการเรยี นการสอนจงึ มีจุดหมายที่จะปรับปรงุ หรือเพิ่มประสิทธภิ าพให้กับระบบการเรียน
การสอน
3.3.9 หลักการออกแบบส่อื เพื่อการเรยี นรู้
หลักการออกแบบสื่อเพ่อื การเรียนรปู้ ระกอบด้วย 9 ข้ันตอน ดงั น้ี


Click to View FlipBook Version