The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมไฟล์งานเลขที่ 11 ห้อง 6 นางสาวธัญจิรา เสวขุนทด 646550040-7

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanjiratomtam_2541, 2022-02-28 01:48:48

รวมไฟล์งานเลขที่ 11 ห้อง 6 นางสาวธัญจิรา เสวขุนทด 646550040-7

รวมไฟล์งานเลขที่ 11 ห้อง 6 นางสาวธัญจิรา เสวขุนทด 646550040-7

96

1. เร้าความสนใจ (Gain Attention) ส่ือการเรียนรู้ ต้องมีลักษณะที่เร้าความสนใจและดึงดูดความ
สนใจของผู้เรียน เพื่อเป็นการกระตุ้นและเกิดแรงจูงใจให้ผู้เรียนมีความต้องการทีจ่ ะเรียน ผู้ออกแบบจึงต้อง
กำหนดสงิ่ ที่จะดึงดดู ความสนใจ เพื่อใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมและเป้าหมายตามท่ีตอ้ งการ ส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยหน้านำ
เร่ือง ซึ่งควรมีรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหวหรอื สีสนั ต่าง ๆ เพื่อให้น่าสนใจ ซึ่งก็ตอ้ งเกี่ยวข้องกบั บทเรียนด้วย คือ
การแสดงชื่อของบทเรียน ชื่อผู้สร้างบทเรียน การแนะนำเรื่องหรือการแนะนำเนื้อหาของบทเรียน สิ่งที่ต้อง
พจิ ารณาเพื่อเร้าความสนใจของผเู้ รียน

2. บอกวตั ถุประสงค์ (Specify Objectives) การบอกวตั ถุประสงค์แกผ่ ู้เรียน เพอื่ เปน็ การให้ผู้เรียนได้
ทราบถึงเป้าหมายในการเรียนหรือสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้หลังจากที่เรียนจบบทเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น
จุดประสงค์กว้าง ๆ จนถงึ จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม การบอกจุดประสงค์จะทำให้ผู้เรยี นทำความเข้าใจเนื้อหา
ได้ดขี ้นึ สิง่ ทีต่ อ้ งพจิ ารณาในการบอกวตั ถุประสงค์ มดี งั นี้

1. ใช้คำส้นั ๆ และเขา้ ใจได้ง่าย
2. หลีกเลยี่ งคำท่ียงั ไมเ่ ป็นทร่ี จู้ ักและเปน็ ที่เข้าใจ โดยทั่วไป
3. ไม่ควรกำหนดวตั ถปุ ระสงคห์ ลายข้อเกนิ ไปในเนอื้ หาแตล่ ะสว่ น
4. ผเู้ รยี นควรมโี อกาสทจี่ ะทราบว่าหลงั จบบทเรยี นเขาสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บา้ ง
5.หากบทเรียนนั้นยังมีบทเรียนย่อย ๆ ควรบอกจุดประสงค์กว้าง ๆ และบอกจุดประสงค์
เฉพาะส่วนของบทเรียนย่อย
3. ทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge) ลักษณะของการทวนความรู้เดิมของผู้เรียน เป็น
การทบทวนหรือการเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิม เพื่อเชื่อมกับความรู้ใหม่ ซึ่งผู้เรียนจะมีพื้นฐานความรู้ท่ี
แตกต่างกันออกไป การรับรู้สิ่งใหม่ ก็ควรจะมีการประเมินความรู้เดิม คือการทดสอบก่อนการเรียน และเพ่ือ
เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการระลึกความรู้เดิมเพื่อเตรียมพร้อมในการเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ ซึ่งการ
ทดสอบจะทำให้ผู้เรียนได้รู้ตัวเองและกลับไปทบทวนในสิ่งที่เกี่ยวข้อง สำหรับคนที่รู้ในเนื้อหาบทเรียนดีแลว้
อาจข้ามบทเรียนไปยงั เนือ้ หาอ่นื ๆ ต่อไป การจะทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหรือไม่ก็ขึ้นอยกู่ ับการพิจารณาของ
บทเรยี นเพื่อให้เกดิ ความเหมาะสม สิ่งทจ่ี ะต้องพจิ ารณาในการทบทวนความรเู้ ดิม มดี งั นี้
1. ไม่ควรคาดเดาเอาว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานก่อนแล้วจึงมาศึกษาเนื้อหาใหม่ ควรมีการ
ทดสอบหรือให้ความรู้เพอ่ื เป็นการทบทวนให้พรอ้ มทจ่ี ะรับความรูใ้ หม่
2. การทดสอบหรือทบทวนควรใหก้ ระชบั และตรงตามวัตถปุ ระสงค์
3. ควรเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนออกจากแบบทดสอบหรือเน้อื หาใหม่เพอ่ื ไปทบทวนได้ตลอดเวลา
4. หากไมม่ กี ารทดสอบ ควรมกี ารกระตุน้ ให้ผูเ้ รยี นกลบั ไปทบทวนหรือศึกษาในสิง่ ที่เกยี่ วข้อง
4. การเสนอเนื้อหา (Present New Information) การเสนอเนื้อหาใหม่เป็นการนำเสนอเน้ือหาโดย
ใช้ตัวกระตุ้นทีเ่ หมาะสม เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนการสอนเพ่ือให้การเรียนรูเ้ ป็นไปอย่างมีประสิทธภิ าพ

97

รูปแบบการนำเสนอมีหลายลักษณะ ได้แก่ การใช้ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟ ตารางข้อมูล กราฟิก ตลอดจน
ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการใช้สื่อหลายรูปแบบที่เรียกว่าสื่อประสม เป็นการเร้าความสนใจของผู้เรียน สิ่งที่
จะตอ้ งพจิ ารณาในการนำเสนอเนอื้ หาใหม่ มดี ังนี้

1. ใชภ้ าพนงิ่ ประกอบการเสนอเนือ้ หา โดยเฉพาะส่วนเน้ือหาทสี่ ำคญั
2. พยายามใช้ภาพเคลือ่ นไหวในเนื้อหาทย่ี าก และทม่ี ีการเปล่ียนแปลงตามลำดับใช้แผนภูมิ
แผนภาพ แผนสถติ ิ สญั ลกั ษณ์หรือภาพเปรยี บเทยี บประกอบเน้ือหา
3. ในเนื้อหาที่ยากและซับซ้อนให้เนน้ ขอ้ ความเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นการตีกรอบ ขีดเส้นใต้
การกระพรบิ การทำสีให้เดน่
4. ไม่ควรใชก้ ราฟิกท่ีเข้าใจยากหรอื ไม่เก่ยี วกบั เน้อื หา
5. จัดรปู แบบของคำ ข้อความให้น่าอา่ น เนอื้ หาท่ยี าวให้จัดกลุม่ แบง่ ตอน
5. ชแ้ี นวทางการเรยี นรู้ (Guide Learning) การช้ีแนวทางการเรียนรู้ เป็นการใช้ในช้ันเรียนตามปกติ
ซึ่งผู้สอนจะยกตัวอย่างหรือต้ังคำถามช้ีแนะแบบกวา้ ง ๆ ให้แคบลง เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์เพื่อค้นหาคำตอบ
สำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนควรต้องใช้การสรา้ งสรรค์เทคนิคเพอ่ื กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบด้วย
ตนเอง การจัดกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อเป็นตัวชีแ้ นวทาง สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการชี้แนวทางการเรียนรู้ มี
ดงั นี้
1. แสดงใหผ้ ูเ้ รียนได้เหน็ ถงึ ความสมั พนั ธ์ของเนื้อหาและชว่ ยให้เหน็ สิ่งย่อยน้ันมคี วามสัมพันธ์
กับสิง่ ใหม่อย่างไร
2. แสดงให้เหน็ ถงึ ความสัมพนั ธข์ องสิง่ ใหมก่ บั สิง่ ทผี่ ู้เรียนมคี วามรูห้ รือประสบการณ์มาแลว้
3. พยายามให้ตัวอยา่ งท่แี ตกตา่ งกันออกไป เพือ่ ช่วยอธิบายความคดิ ใหมใ่ หช้ ดั เจนข้ึน
4. การเสนอเน้ือหาทีย่ าก ควรให้เห็นตัวอย่างที่เปน็ รปู ธรรมไปสูน่ ามธรรม ถ้าเนื้อหาไม่ยาก
ใหเ้ สนอตวั อยา่ งจากนามธรรมไปสรู่ ูปธรรม
5. กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นคิดถึงความรแู้ ละประสบการณ์เดิม
6. กระต้นุ การตอบสนอง (Elicit Responses) การกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองจากผเู้ รียน เมือ่ ผู้เรียน
ได้รับการชแ้ี นวทางการเรียนรู้แลว้ ต้องมกี ารกระตนุ้ ให้เกิดการตอบสนองโดยกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีทำให้ผู้เรียนมี
ส่วนรว่ มในการคดิ และ ปฏบิ ัตเิ ชงิ โตต้ อบ เพื่อใหบ้ รรลถุ งึ วัตถุประสงค์ในการเรียน การกระตนุ้ ต้องจัดกิจกรรม
ใหเ้ หมาะสม สง่ิ ท่ีตอ้ งพิจารณาในการกระต้นุ การตอบสนอง มีดงั นี้
1. พยายามให้ผู้เรียนได้ตอบสนองดว้ ยวธิ ีใดวิธหี น่ึงตลอดการเรยี น
2. ควรให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพิมพ์คำตอบหรือข้อความเพื่อเร้าความสนใจ แต่ก็ไม่ควรจะยาว
เกนิ ไป

98

3. ถามคำถามเป็นช่วง ๆ ตามความเหมาะสมของเนื้อหา เพื่อเร้าความคิดและจินตนาการ
ของผู้เรยี น

4. หลีกเลี่ยงการตอบสนองซ้ำ ๆ หลายครั้งเม่ือทำผิด ควรมีการเปลี่ยนกิจกรรมอย่างอ่ืน
ตอ่ ไป

5. ควรแสดงการตอบสนองของผ้เู รยี นบนเฟรมเดยี วกันกบั คำถาม รวมทง้ั การแสดงคำตอบ
7. ให้ข้อมลู ย้อนกลับ (Provide Feedback) หลังจากทผ่ี ู้เรยี นไดร้ ับการทดสอบความเข้าใจของตนใน
เนอื้ หารวมทัง้ การกระตุ้นการตอบสนองแล้ว จำเปน็ อย่างยง่ิ ทจ่ี ะต้องให้ขอ้ มลู ยอ้ นกลับหรือการใหผ้ ลกลบั ไปยัง
ผู้เรียนเกี่ยวกับความถกู ตอ้ ง การใหผ้ ลย้อนกลับถือเป็นการเสริมแรงอยา่ งหนงึ่ การใหข้ อ้ มูลย้อนกลับสามารถ
แบ่งขน้ั ตอนไดเ้ ปน็ 4 ประเภทตามลักษณะทีป่ รากฏไดด้ ังน้ี

1. แบบไม่เคลื่อนไหว หมายถึง การเสริมแรงด้วยการแสดงคำ หรือข้อความ บอกความ ถูก
หรอื ผดิ และรวมถึงการเฉลย

2. แบบเคลือ่ นไหว หมายถึงการเสริมแรงดว้ ยการแสดงกราฟกิ เชน่ ภาพหนา้ ยิ้ม หน้าเสียใจ
หรือมีขอ้ ความประกอบใหช้ ัดเจน

3. แบบโต้ตอบ หมายถึง การเสริมแรงด้วยการให้ผู้เรียนได้มีกิจกรรมเชิงโต้ตอบกบั บทเรยี น
เปน็ กจิ กรรมที่จัดเสริมหรอื เพอ่ื เกดิ การกระตนุ้ แก่ผ้เู รียน เชน่ เกมส์

4. แบบทำเครื่องหมาย หมายถึง การทำเครื่องหมายบนคำตอบของผู้เรียนเมื่อมีการตอบ
คำถาม ซงึ่ อยู่ในรปู ของวงกลม ขีดเส้นใต้ หรือใช้สที แ่ี ตกต่าง

8. ทดสอบความรู้ (Access Performance)

การทดสอบความรู้หลังเรียน เพื่อเป็นการประเมินผลว่าผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย
หรือไม่อย่างไร การทดสอบอาจทำหลังจากผู้เรียนได้เรียนจบวัตถุประสงค์หนึ่ง หรือหลังจากเรียนจบท้ั ง
บทเรียนก็ได้ กำหนดเกณฑ์ในการผ่านให้ผู้เรียนได้ทราบ ผลจากการทดสอบจะทำให้ทราบว่าผู้เรียน ควรจะ

99

เรียนเนือ้ หาบทเรยี นใหมห่ รอื วา่ ควรตอ้ งกลับไปทบทวน สิ่งทีต่ อ้ งพิจารณาในการออกแบบทดสอบหลงั บทเรียน
มีดังน้ี

1. ต้องแนใ่ จว่าสิ่งที่ตอ้ งการวดั น้ันตรงกับวัตถุประสงค์
2. ขอ้ ทดสอบ คำตอบและ Feedback อยูใ่ นเฟรมเดยี วกนั
3. หลกี เลี่ยงการใหพ้ มิ พ์คำตอบทยี่ าวเกินไป
4. ให้ผู้เรยี นตอบครั้งเดยี วในแตล่ ะคำถาม
5. อธบิ ายให้ผเู้ รียนทราบวา่ ควรจะตอบด้วยวิธใี ด
6. ควรมีรูปภาพประกอบด้วย นอกจากข้อความ
7. คำนงึ ถงึ ความแมน่ ยำและความน่าเชอื่ ถอื ของแบบทดสอบด้วย
9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer) สงิ่ สุดท้ายสำหรับการสอน การจำและ
นำไปใช้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความคงทนในการจำข้อมูลความรู้ ต้องทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าข้อมลู
ความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้ไปนั้นมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิม หรือประสบการณ์เดิม โดยการจัดกิจกรรมที่เปิด
โอกาสใหผ้ เู้ รียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ เพอ่ื การเชื่อมโยงข้อมูลความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ รวมท้ังการนำไปใช้กับ
สถานการณ์ ส่ิงทคี่ วรพจิ ารณาในการจำและนำไปใช้ มดี งั น้ี
1. ทบทวนแนวคดิ ทสี่ ำคญั และเนอ้ื หาทเี่ ป็นการสรุป
2. สรปุ ให้ผูเ้ รียนไดท้ ราบว่าความรู้ใหมม่ ีความสมั พนั ธ์กบั ความรู้เดมิ หรือประสบการณ์ท่ีผ่าน
มาอยา่ งไร
3. เสนอแนะเนอ้ื หาทีเ่ ป็นความรใู้ หมซ่ ่ึงจะนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้
4. บอกแหล่งข้อมลู ที่เปน็ ประโยชน์ในการศึกษาใหก้ บั ผเู้ รียน

3.4 การเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ เครอื ข่ายการเรยี นรู้
3.4.1 ความหมายแหลง่ เรียนรู้
Tiprapaprangmook (2017) แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และ

ประสบการณ์ ที่สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย
อย่างกวา้ งขวางและต่อเนือ่ ง เพื่อเสริมสร้างให้ผเู้ รยี นเกดิ กระบวนการเรียนรู้ และเป็นบคุ คลแห่งการเรยี นรู้

3.4.2 แหล่งเรียนรู้ทส่ี ำคัญ
- แหล่งการศึกษาตามอัธยาศยั
- แหล่งการเรียนรู้ตลอดชวี ิต
- แหล่งปลกู ฝงั นสิ ัยรักการอา่ น การศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรูด้ ้วยตนเอง
- แหลง่ สรา้ งเสริมประสบการณ์ภาคปฏบิ ัติ

100

- แหลง่ สร้างเสริมความรู้ ความคิด วิทยาการและประสบการณ์
3.4.3 ความหมายเครือข่ายการเรยี นรู้
เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสาร
ประสบการณ์ และการเรียนรู้ระหว่างบุคคล กลมุ่ บคุ คล องคก์ าร และแหล่งความรู้ทมี่ สี ่วนร่วมในกระบวนการ
เรียนรู้อยา่ งต่อเนื่อง จนเป็นระบบทีเ่ ชื่อมโยงกัน ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่และการประยกุ ตค์ วามรูใ้ หมๆ่ เพ่ือ
วตั ถปุ ระสงคท์ างวิชาชพี หรือทางสงั คม
3.4.4 ความหมาย เครอื ข่ายการเรียนรู้สว่ นบุคคล
การเรียนรู้ของบุคคลจึงเป็นกระบวนการที่แต่ละบุคคลต้องดำเนินการเอง เพราะกระบวนการสร้าง
ความหมายเปน็ กระบวนการเฉพาะตน ตระหนักถงึ ปัญหาและการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ท่เี อือ้ ต่อการสรา้ ง
เสริมประสบการณ์ การถ่ายทอดขอ้ มลู ข่าวสารซง่ึ กนั และกัน จนทำใหเ้ กดิ การเรยี นรู้
3.4.5 ประเภทแหล่งเรียนรแู้ ละเครือข่ายการเรียนรู้
1.1 แหล่งการเรียนรูต้ ามธรรมชาติ เปน็ แหลง่ การเรียนรูท้ ผี่ เู้ รียนจะหาความร้ไู ด้จากสิ่งที่มีอยู่แล้วตาม
ธรรมชาติ เชน่ แม่นา้ ภเู ขา ปา่ ไม้ ลาธาร กรวด หนิ ทราย ชายทะเล เปน็ ต้น
1.2 แหลง่ การเรียนรทู้ ่มี นษุ ยส์ รา้ งขน้ึ เพ่ือสบื ทอดศลิ ปวฒั นธรรม ตลอดจนเทคโนโลยที างการศึกษาท่ี
อานวยความสะดวกแก่มนุษย์เช่น โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดประชาชน สถาบันการศึกษา
สวนสาธารณะ ตลาด บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย สถานประกอบการ เปน็ ตน้
1.3 บุคคล เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ถ่ายทอดความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม การสืบสาน
วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิน่ ทั้งด้านประกอบอาชีพ ตลอดจนนักคิด นักประดษิ ฐ์ และผู้มีความคดิ รเิ ริม่
สร้างสรรค์
จัดตามแหลง่ ที่ต้งั ของแหลง่ การเรียนรู้
2.1 แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน เดิมมีแหล่งการเรยี นรูห้ ลัก คือ ครู อาจารย์ ต่อมามีการพัฒนาเปน็
ห้องปฏิบตั กิ ารตา่ งๆ เช่น ห้องปฏิบัตกิ ารวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบตั ิการทางภาษา ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องจริยธรรม ห้องศิลปะ ตลอดจนอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เช่น
ห้องอาหาร สนาม หอ้ งน้า สวนดอกไม้ สวนสมนุ ไพร แหล่งน้าในโรงเรยี น เป็นตน้
2.2 แหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่นครอบคลุมทั้งด้านสถานที่และบุคคล ซึ่งอาจอยู่ในท้องถิ่นใกล้เคียง
โรงเรยี น ท้องถิ่นทโ่ี รงเรียนพาผู้เรยี นไปเรียนรู้ เชน่ แม่นา้ ภเู ขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสตั ว์ ทุง่ นา สวน
ผกั สวนผลไม้ วดั ตลาด รา้ นอาหาร หอ้ งสมุดประชาชน สถานตี ำรวจ สถานอี นามยั ดนตรีพ้นื บา้ น การละเล่น
พนื้ เมอื ง แหล่งทอผ้า เทคโนโลยชี าวบ้าน เทคโนโลยใี นชีวิตประจาวัน แหล่งข้อมลู ข่าวสารตา่ งๆ

101

3.4.6 ตวั อย่างเครือขา่ ยการเรยี นรู้
- เครือขา่ ยไทยสาร เปน็ เครอื ขา่ ยเชื่อมโยงสถาบนั การศึกษาตา่ งๆ ระดับมหาวทิ ยาลัยเข้าด้วยกันกว่า
50 สถาบัน เร่มิ จัดสร้างในปพี .ศ.2535
- เครอื ขา่ ยยนู ิเน็ต (UNINET) เปน็ เครอื ขา่ ยเพื่อการเรยี นการสอนที่สำคญั ในยคุ โลกา ภวิ ัตน์ จัดทำโดย
ทบวง มหาวทิ ยาลยั ในปี พ.ศ. 2540
- สคลู เนต็ (SchoolNet) เปน็ เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์เพ่อื โรงเรยี นไทย ได้รบั การดูแลและสนับสนุนโดย
ศูนย์ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอรแ์ ห่งชาติ เครือข่ายนี้เชื่อมโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว้กว่า
100 แห่ง และเปดิ โอกาสให้โรงเรยี นอ่นื ๆ และบุคคลทสี่ นใจเรียกเข้าเครือข่ายได้
- เครอื ข่ายนนทรี เปน็ เครือขา่ ยของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ นับเป็นเครอื ข่ายที่สมบูรณ์แบบและใช้
เทคโนโลยีชั้นสูง สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสิต อาจารย์ ข้าราชการ ตลอดจนการรองรับ
ทางดา้ นทรพั ยากรเซอรเ์ วอร์อยา่ งพอเพียง
- เครือข่ายกระจายเสียงวิทยุ อสมท. จะรวมผงั รายการวทิ ยุในเครือข่าย อสมท. มีไฟล์เสยี งรับฟังทาง
อนิ เทอรเ์ น็ตได้.
- เครอื ขา่ ยสมานฉันท์เพ่ือการปฏิรูปการเมอื ง เปน็ เครอื ขา่ ยท่ใี ชแ้ ลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นต่าง
ๆ ทางการเมือง และบทวเิ คราะห์ดา้ นการเมอื ง
3.4.7 ความสำคญั ของแหลง่ เรียนรแู้ ละเครอื ขา่ ยการเรียนรู้
การเรยี นร้ตู ลอดชวี ติ ควรเริ่มจากการมีส่วนร่วมของบุคคล องค์กรและชุมชนในการตระหนักถึงปัญหา
และการสร้างบรรยากาศการเรยี นรู้ท่ีเอ้ือตอ่ การสร้างเสรมิ ประสบการณ์ การถ่ายทอดขอ้ มลู ข่าวสารซ่ึงกันและ
กัน จนทำให้เกิดการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้สรุปหลักการสำคัญของเครือข่าย
การเรยี นร้ไู ว้ ดังนี้
1. การกระตุน้ ความคดิ ความใฝ่แสวงหาความรู้ จิตสำนึกในการพฒั นาชมุ ชนท้องถิ่น และการมีสว่ น
รว่ มในการพัฒนา
2. การถ่ายทอด แลกเปลี่ยน การกระจายความรู้ทั้งในส่วนของวิทยากรสากลและภูมิปัญญาท้องถนิ่
เพอื่ สนับสนุนการสรา้ งองคค์ วามรใู้ หม่ๆ
3. การแลกเปลีย่ นข่าวสารกบั หนว่ ยงานตา่ งๆ ของทง้ั ในภาครฐั และเอกชน
4. การระดมและประสานการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อการพัฒนาและลดความซ้ำซ้อน สูญเปล่าให้
มากทส่ี ดุ

102

3.5 การจัดการเรยี นรู้บนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็
ภัทธิรา (2012) บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หมายถึง การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย

อินเทอร์เน็ตโดยมีการจัดสภาพการเรียนการสอนที่มกี ารออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยคุณสมบัติและ
ทรัพยากรของเวิล์ดไวด์เว็บมาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธิภาพ ในการจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นอาจจัดการเรียนการสอนท้ัง
กระบวนการหรือนำมาใช้เพียงส่วนใดส่วนใดส่วนหนึ่งของกระบวนการก็ได้ การเรียนการสอนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตถือเป็นวิธีการเรียนแบบใหม่ที่ช่วยพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้และช่วยขจัดปัญหาอุปสรรคของการ
เรียนในเรอื่ งของเวลาและสถานที่ เพราะในการเรยี นบนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ตนนั้ ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่
ทุกเวลา ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรยี นเท่านั้น ขอเพียงผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตได้
ผู้เรียนก็สามารถเรียนได้ โดยในการเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผู้เรียนและผูส้ อนสามารถมปี ฏิสัมพนั ธก์ นั
โดยผ่านระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ทเี่ ช่อื มโยงถึงกัน
3.5.1 องคป์ ระกอบของบทเรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต

ในการจดั ทำบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ น้นั มีองค์ประกอบในการจดั ทำบทเรียนไดแ้ ก่
1. องค์ประกอบของหนา้ เว็บ ประกอบดว้ ยข้อความ พืน้ หลงั และภาพ ข้อความทใ่ี ช้ในบทเรียนต้อง
เลือกขนาดให้เหมาะสมโดยข้อความส่วนที่เป็นหัวข้อหลักต้องมีขนาดใหญ่กว่าข้อความที่เป็นหัวข้อย่อย สี
ข้อความที่ใช้ต้องไม่กลมกลืนกับสีพื้นหลังพื้นหลังที่ใช้ไม่ควรมีลวดลายเพราะจะทำให้เป็นที่สนใจมากกว่า
ตัวหนังสือซึ่งเป็นเนื้อหา สีพื้นหลังที่ใช้ไม่ควรใช้สีเข้มเกินไป ควรใช้สีอ่อนๆ ที่ดูแล้วสบายตา ภาพที่ใช้มี
หลายชนิดทั้งภาพที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การใช้ภาพในบทเรียนจะช่วยดึงดูดให้ผุ้เรียนเกิดความ
อยากเรียนมากขึ้นแต่ไม่ควรใช้ภาพเคลื่อนไหวในหน้าของเนื้อหาเพราะจะทำให้ผู้เรียนสนใจแต่ภาพไมส่ นใจ
เน้อื หาในบทเรียน
2. องค์ประกอบเว็บเพจ ประกอบด้วย
- โฮมเพจ คือ หน้าแรกของเวบ็ ไซตเ์ ป็นหน้าทบ่ี อกให้ทราบถึงหัวขอ้ เรื่องของบทเรียน
- เว็บเพจแนะนำ คือ เวบ็ เพจท่แี นะนำวธิ กี ารใช้บทเรยี น และรายละเอียดของเนือ้ หาที่เรียน
- เว็บเพจแสดงเน้ือหา คอื เวบ็ เพจท่แี สดงเน้ือหาของแต่ละบทเรียนโดยจะมีคำอธิบาย เกย่ี วกับ
หนว่ ยการเรียน วิธกี ารเรียน วัตถปุ ระสงค์ และเนอื้ หาของบทเรียนแตล่ ะบทเรยี น
- เว็บเพจแสดงแบบฝึกหัด คือ เว็บเพจแสดงแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรวมถึงเว็บเพจ
เฉลยคำตอบของบทเรียน
- เว็บเพจสนทนา คือ เว็บเพจที่ใช้แสดงความคิดเห็นหรือใช้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่าง
ผ้เู รียนกับผู้เรยี นหรือผู้เรียนกบั ผู้สอน
- เว็บเพจแสดงประวตั ิ คอื เว็บเพจแสดงขอ้ มูลส่วนตัวผู้สอน

103

- เว็บเพจแบบประเมนิ คอื เว็บเพจท่แี สดงแบบประเมนิ เพอ่ื ให้ผ้เู รียนประเมนิ ผลการสอน
- เว็บเพจประกาศข่าว คือ เว็บเพจที่ผู้สอนใช้ในการประกาศข้อความต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้อง
หรือไม่เกย่ี วข้องกับการเรยี นก็ได้
- เวบ็ เพจคำถามคำตอบ คือ เว็บเพจที่แสดงคำถามและคำตอบที่เกีย่ วกับเนอ้ื หาวิชา โปรแกรมการ
เรยี น และเร่ืองทเี่ กี่ยวข้อง
3.5.2 ประเภทของบทเรียนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต บทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตแบง่ ได้เป็น 3
ประเภท คือ
1. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตแบบรายวิชาเดียว คือ บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มี
การบรรจเุ น้อื หาหรือเอกสารในรายวชิ าเพือ่ การสอนเพยี งอย่างเดียว มีลกั ษณะการสือ่ สารแบบทางเดยี ว
2. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบสนบั สนนุ รายวชิ า คอื บทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่
มกี ารส่ือสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์เปน็ การสอ่ื สารสองทางท่ีมปี ฏิสัมพันธ์กันระหวา่ งผู้สอนและผู้เรียน
3. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตแบบศูนย์การศึกษา คือ บทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตท่ีมี
รายละเอียดเนื้อหาทางการศึกษารวมถึงมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่นๆ และยังรวมข้อมูลเกี่ยวกั บ
สถาบนั การศกึ ษาตา่ งๆ เพ่ือใหบ้ รกิ ารกบั ผูเ้ รียนรวมถึงเป็นแหลง่ สนับสนุนกจิ กรรมต่างๆ ทางการศกึ ษาอีกดว้ ย
3.5.3 หลักการออกแบบบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการออกแบบบทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอรเ์ น็ตควรยดึ หลักการดังต่อน้ี
1. การสร้างแรงจงู ใจให้กับผู้เรียน ในการออกแบบบทเรียนบนเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ ควรออกแบบ
ให้เร้าความสนใจกับผู้เรียนโดยการใช้ ภาพเคลื่อนไหว สีและเสียงประกอบที่น่าสนใจเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียน
อยากเรยี นรู้
2. กำหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการเรียนให้ชดั เจน
3. มีการทบทวนความรู้เดิมให้กับผู้เรียนเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผูเ้ รียนสำหรับรับความรู้
ใหม่
4. กระตุ้นใหผ้ ้เู รยี นมคี วามกระตอื รือร้นท่จี ะเรียนรู้ กระต้นุ ให้ผ้เู รียนรู้จกั คิด
5. เปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมการเรยี น
6. มีการทดสอบความรูเ้ พ่ือให้แน่ใจว่าผูเ้ รียนได้รับรู้ถึงพฒั นาการทางการเรียนของตนเองและเป็น
การเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นสามารถประเมนิ ผลการเรียนของตนเอง
7. ผู้เรียนสามารถนำความรู้ทีไ่ ด้จากการเรยี นไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวันได้
3.5.4 หลักการออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ขั้นตอนในการออกแบบ
ระบบการเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตท่ีผูส้ อนตอ้ งคำนงึ ถงึ มี 5 ขัน้ ตอน คือ

104

1. ขั้นการวิเคราะห์ เป็นขั้นตอนแรกในการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตทผี่ อู้ อกแบบนควรให้ความสำคัญเน่ืองจากเปน็ พน้ื ฐานสำหรบั การวางแผนในขน้ั ตอนอนื่ ๆ ในการ
วิเคราะห์ผ้อู อกแบบตอ้ งวเิ คราะห์ ความตอ้ งการของผเู้ รยี น เนอ้ื หาทีจ่ ะเรียน รวมถึงวเิ คราะห์ทรพั ยากรตา่ งๆ
ที่เกี่ยวข้องดว้ ย

2. ข้ันการออกแบบ เป็นการนำผลที่ได้จากกรวิเคราะห์มาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบการเรียน
การสอน โดยเริ่มจากเขียนวัตถุประสงค์ กำหนดเนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน วิธีการประเมินผล
รวมถงึ วางโครงสร้างของบทเรียนให้นา่ สนใจด้วย

3. ขั้นการพัฒนา เป็นขั้นดำเนินการผลิตบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยใช้โปรแกรมต่างๆ
เช่น Macromedia Dream weaver เปน็ ต้น

4. ขั้นการนำไปใช้ เปน็ การนำบทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาแลว้ ไปใช้ในการเรียนการ
สอน
5. ขน้ั การประเมินและปรับปรงุ เป็นข้นั ตอนสุดท้ายที่จะช่วยให้บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยการประเมินจากการนำไปใช้ว่ามีประสิทธิภาพเพียงใดและยังมี
ส่วนใดบา้ งที่ตอ้ งปรับปรงุ แก้ไข
3.5.5 หลกั การพ้ืนฐานของการจัดการเรยี นการสอนผา่ นเว็บเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็

1. ในการเรียนการสอนควรสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนและผสู้ อนสามารถติดต่อสื่อสารกนั ไดต้ ลอดเวลา เพอ่ื
สนทนาแลกเปลย่ี นความรู้ซึ่งกันและกัน

2. ในการจดั การเรียนการสอน ควรสนับสนุนใหผ้ ้เู รยี นเปน็ คนกระตอื รือร้นและรู้จกั คดิ หาคำตอบ
3. ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ให้ผู้เรียนเป็นผู้ขวนขวายใฝ่หาความรู้
ต่างๆ ดว้ ยตนเอง
4. ผู้เรยี นควรทราบผลการเรียนรู้ของตนโดยทันทจี ากการทำแบบทดสอบ
5. เป็นการสนับสนุนการจดั การเรียนการสอนท่ไี มม่ ีขีดจำกดั สำหรบั ผูท้ ี่ต้องการแสวงหาความรู้
3.6 การออกแบบระบบการเรยี นการสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
ในการจดั ทำบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตอ้ งมกี ารอกแบบระบบการเรยี นการสอนของบทเรียนตาม
ขัน้ ตอน ดงั น้ี
1. ศึกษาผ้เู รยี นและเน้ือหาของบทเรียนเพือ่ กำหนดวัตถุประสงค์และหาแนวทางในการจดั การเรียน
การสอน
2. ศกึ ษาเน้ือหาของบทเรยี นเพ่ือออกแบบการเรยี นการสอนให้เหมาะสมกับเนือ้ หา
3. กำหนดโครงสร้างของบทเรยี น
4. ออกแบบการเรียนการสอน

105

5. พฒั นาบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
6. นำบทเรียนบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ไปใช้
7. ประเมนิ ผลการใช้งานบทเรยี นบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต
3.5.7 ขั้นตอนการจัดการเรยี นการสอนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เนต็
ในการจัดการเรียนการสอนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต ควรมีขั้นตอนดังน้ี
1. กำหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการเรียนการสอน
2. การวเิ คราะห์ผู้เรียน
3. การออกแบบเนือ้ หารายวชิ า
4. กำหนดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกบั เน้ือหาทจี่ ะสอน
5. เตรยี มเคร่ืองคอมพวิ เตอร์และอนิ เทอร์เน็ตใหพ้ รอ้ มใช้ในการเรยี นการสอน
6. แจง้ วัตถปุ ระสงค์ เนือ้ หา และวิธกี ารเรียนการสอนผู้เรียนทราบ
7. สำรวจความพร้อมของผู้เรียน
8. จัดการเรียนการสอนตามรูปแบบทผี่ ู้สอนกำหนดไว้
9. ประเมนิ ผลการเรียนการสอน
3.5.8 ขั้นตอนการเรยี นดว้ ยบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต
1. อ่านคำแนะนำและวิธีการใช้บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เข้าใจ ก่อนทำการเรียนใน
บทเรียน
2. คลกิ เข้าสู่ บทเรียน
3. ทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรยี น
4. คลิกเข้าสู่บทเรยี น บทท่ี 1, 2, 3, ......ไปเรือ่ ยจนจบบทเรียน
5. ทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนในบทเรียนที่กำลงั จะเรียน
6. เขา้ สู่บทเรียนเพ่ือเรยี นเน้ือหาในบทต่างๆ
7. ทำแบบทดสอบหลังเรยี นในบทเรียนท่ีเรยี นจบ
3.5.9 ประโยชน์ของการเรยี นการสอนบนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต
การเรยี นการสอนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตมีประโยชน์ ดังน้ี
1. ผู้เรียนสามารถเรียนรูไ้ ด้ทุกที่ทุกเวลา อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียนที่สามารเรียนรู้ได้ตลอด 24
ช่วั โมง
2. ในการเรียนนน้ั ไม่จำเปน็ ต้องเรยี นในหอ้ งเรียนเท่าน้ันและไมจ่ ำเป็นตอ้ งเรยี นเฉพาะในเวลาเรียน
เทา่ น้นั
3. การเรยี นการสอนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตเปน็ การเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นทอี่ ยู่หา่ งไกลไดเ้ รียน

106

4. การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันทาง
การศึกษา

5. การเรยี นการสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตเป็นการส่งเสรมิ การศกึ ษาตลอดชวี ติ
6. ผเู้ รียนสามารถแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ กันได้
7. ผู้เรียนสามารถทบทวนเนื้อหาได้เมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจโดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนเวลาเรียนของ
เพื่อนร่วมห้อง
8. สรา้ งแรงจูงใจใหผ้ ูเ้ รียนอยากเรียนรู้เพราะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรยี นการสอนทำให้
นักเรียนไม่รสู้ กึ เบือ่ กบั การเรียน
9. การสอนบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ เปดิ โอกาสใหท้ ุกคนสามารถเข้าเรยี นได้
10. ผู้เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ผ่านเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ได้
11. เกิดความสะดวกสบายกับผเู้ รียนที่เรียนไปดว้ ยทำงานไปดว้ ย
12. ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอนหรือ
ผูเ้ ชยี่ วชาญได้
13. ผู้เรยี นเกดิ ความกระตือรือร้นในการเรยี น
14. ผเู้ รียนไม่ต้องเสียค่าใชจ้ ่ายในการเดนิ ทางไปเรยี น
15. ผเู้ รียนสามารถเลือกเรียนในเนอื้ หาวชิ าท่ีตนเองสนใจได้
3.5.10 ขอ้ จำกดั ของบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
1. งบประมาณทใี่ ช้ในการสร้างบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตค่อนขา้ งสูง
2. ผู้เรยี นไมท่ ราบเทคนิควิธกี ารในการปฏสิ มั พันธ์กบั ผอู้ นื่
3. บคุ ลากรทม่ี คี วามสามารถในการพัฒนาส่ือมไี ม่เพยี งพอ
4. ความเร็วของอนิ เทอรเ์ น็ตบางสถานทีไ่ มเ่ พียงพอต่อการใช้งานบทเรียนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
5. เนื้อหาของการเรียนการสอนไมม่ ีขอบเขต
6. ขาดการวางแผนในการเรยี นการสอน
7. บทเรยี นทมี่ ีการใช้มลั ตมิ ีเดยี มากเกินไปจะทำให้เข้าเรยี นในบทเรยี นได้ช้า
3.5.11 ทฤษฎีทเี่ ก่ยี วข้องกับบทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็
ทฤษฎที เี่ ก่ียวข้องกบั การจดั ทำบทเรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตมีหลายทฤษฎีโดยมีผกู้ ล่าวถึงทฤษฎีท่ี
เกยี่ วขอ้ งกบั บทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ไว้ ดังนี้
1. ทฤษฎพี ฤตกิ รรมนยิ ม ทฤษฎนี ีเ้ ช่ือว่าพฤติกรรมของมนษุ ย์นน้ั เกดิ จากการเรยี นรู้
และเช่อื ว่าการเสรมิ แรงจะช่วยให้เกิดพฤตกิ รรมตามตอ้ งการ
2. ทฤษฎีปัญญานิยม ทฤษฎีนี้มีแนวคดิ เกย่ี วกับการเรยี นรวู้ า่ การเรยี นเปน็ การ

107

ผสมผสานระหว่างข้อมูลข่าวสารเดิมกับข้อมูลข่าวสารใหม่ ผู้เรียนมีวิธีการเรียนรู้และการนำความรู้ไปใช้
แตกตา่ งกนั

3. ทฤษฎีสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง การเรียนรู้คือการแก้ปัญหาซึ่งขึ้นอยู่กับการค้นพบของ
ผู้เรียนแต่ละบุคคล ครูจะต้องจัดให้สื่อการเรียนการสอนและจัดสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการ
อยากเรยี นรู้

4. ทฤษฎีการประมวลสารสนเทศเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่ให้ความจำกดั ความของการเรียนรู้วา่ เป็น
การเปลี่ยนความรู้ของผู้เรยี นทง้ั ปริมาณและวิธีการประมวลสารสนเทศ

5. ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ เชื่อว่ามนุษย์จะรับรู้ได้โดยการนำความรู้ใหม่มารวบกับความรู้เก่า
นอกจากนัน้ แล้วในการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ต้องอาศัยการเรียนรู้ การจำ ซึ่งในการจำนัน้
ต้องมีหลักในการจำ ครูผู้สอนต้องอาศัยการควบคุมและการถ่ายทอดความรูใ้ ห้กับนักเรียนโดยต้องคำนึงถึง
ความแตกต่างของนกั เรยี นและต้องมีแรงจูงใจทจี่ ูงใจให้ผู้เรียนสนใจทจ่ี ะเรียนดว้ ย

6. ทฤษฎีรูปแบบจำลอง S M C R Model เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการเป็น
ผูร้ บั และผสู้ ง่ ส่อื

7. ทฤษฎีการเรยี นรู้ การเรยี นรู้ของมนุษยเ์ ปน็ ส่งิ ท่ีมนุษย์เสาะแสวงหาเมื่อตนเองต้องการรู้ในเร่ือง
นั้นๆ

8. ทฤษฎีการเรยี นรู้โดยการค้นพบ ทฤษฎนี ค้ี รูจะเปน็ ผจู้ ัดสงิ่ แวดลอ้ มและให้ขอ้ มูลต่าง ๆ เก่ียวกับ
สง่ิ ที่จะใหน้ กั เรยี นเรยี นร้แู ตน่ ักเรยี นจะเปน็ ผ้คู ้นหาคำตอบด้วยตนเอง
สรปุ

การจดั การเรยี นการสอนบนระบบอนิ เทอร์เน็ตเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ผสมผสานกันอย่าง
ลงตัวและถูกนำมาช่วยในการพฒั นาระบบการศกึ ษา การพัฒนาบทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ เพ่อื นำมาใช้
ในการจัดการศึกษาทำให้การศกึ ษาของไทยมีความนา่ สนใจมากขนึ้ ผู้เรียนมคี วามสนใจเรยี นมากขนึ้

นอกจากนั้น แล้วยังทำให้ประสิทธิภาพทางการเรียนของผู้เรียนดีขึ้นอีกด้วย การเรียนการสอนบน
เครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ตเป็นการจดั การเรยี นการสอนผา่ นระบบเครือขา่ ยอย่างมรี ะบบโดยมีการนำส่อื หลายมิติมา
ใชใ้ นการถา่ ยทอดเนื้อหาความรู้ให้กับผู้เรยี นโดยอาศยั เว็บไซต์ ในการเรยี นการสอนดว้ ยบทเรยี นบนเครือข่าย
อินเทอร์เนต็ ทำใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความสะดวกสบาย รวดเร็วรวมถึงสามารถเรียนไดต้ ลอดเวลาโดยไม่จำกัดสถานที่
และเวลา ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนเท่านั้น ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ขอเพียงแต่เชื่อมต่อกับ
อินเทอร์เน็ตได้ และผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เรียนด้วยกันและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้สอนได้
นอกจากนั้นแล้วการเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนที่อยู่
ห่างไกลไดอ้ ีกด้วย ในการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต็ น้นั ผเู้ รียนสามารถเลอื กเรียนบทเรียนได้
ตามความสนใจและความความถนัดของผ้เู รียน

108

3.7 ระบบการสืบค้นผา่ นเครือข่ายเพอ่ื การเรยี นรู้
ศิรริ ัตน์ พิมณาคณุ (ม.ป.ป) ระบบการสบื คน้ ผ่านเครือขา่ ยเพอื่ การเรียนรู้ ดงั น้ี
3.6.1 รูปแบบการคน้ หาข้อมูลความรู้

3.6.1.1 การค้นหาความรู้จากที่อยขู่ องข้อมลู บนอินเทอร์เนต็ (Uniform Resource Locator :URL) เป็น
การคน้ หาข้อมลู ความรูโ้ ดยพมิ พ์ท่อี ยขู่ องข้อมูลท่ตี ้องการค้นหาลงในช่อง ทกี่ ำหนด โดยผคู้ ้นหาจะต้องทราบที่
อย่ขู องเว็บไซตก์ ่อน จากนนั้ กดปมุ่ Enter บนแผงแปน้ อกั ขระ จะไดผ้ ลลพั ธ์ตามที่ต้องการคน้ หา

3.6.1.2 การค้นหาข้อมูลความรู้โดยใช้ซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บ (web browser) เป็นการค้นหาข้อมูล
ความรูผ้ ่านเว็บไซต์ในอินเทอรเ์ นต็ โดยใช้ซอฟตแ์ วรค์ ้นผ่านเว็บ ซง่ึ มี 2 วิธี คอื

3.6.1.2.1 การสืบค้น (browse) เป็น การเปดิ ดูเอกสารทน่ี ำเสนออยบู่ นเวบ็ ไซต์ไปเรื่อยๆโดย
เอกสารเหล่านั้นมีการ เชื่อมโยง (link) กันอยู่ ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้โดยการเลือกเปิดดูเอกสาร
ตามการเชอ่ื มโยง เหลา่ นัน้

3.6.1.2.2 การคน้ หา (Search) เปน็ การคน้ หาสารสนเทศเฉพาะหวั ข้อทต่ี ้องการโดยใชร้ ะบบ
ที่เรียกว่า โปรแกรมค้นหา (search engine) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยในการค้นหาเอกสารหรือ
บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้ใช้สนใจโดยใช้คำสำคัญ (keyword) ที่ผู้ป้อนเข้าสู่ระบบ แล้วระบบจะนำคำ
สำคญั ไปเปรียบเทียบกับคำในเอกสารต่างๆทเี่ ผยแพร่ในอินเทอรเ์ น็ตจากนั้นจึงจะแสดงผลการค้นหาแก่ผใู้ ช้
3.6.2 การคน้ หาข้อมลู โดยใช้ Search Engine

กูเกิล (google) เป็นเว็บไซต์ฐานข้อมูลที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งของโลกด้วยฐานข้อมูลมากกว่า สาม
พันล้านเว็บไซตแ์ ละเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวันเป็นเว็บไซต์คน้ หาที่สนบั สนุน ภาษาต่างๆมากกว่า 80 ภาษาทั่วโลก
(รวมทั้งภาษาไทย) และมีเครื่องบริการแทน (Server) ให้บริการในส่วนต่างๆของโลกมากถึง 36 ประเทศ
(รวมทั้งในประเทศไทย)เมื่อเราพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ http://www.google.com ระบบตรวจสอบภาษาของ
เว็บไซต์กูเกิล จะเปลยี่ นเปา้ หมายมายัง http://www.google.co.th ท่ีเปน็ เว็บไซตก์ เู กิลของไทยโดยอตั โนมตั ิ

3.6.2.1 บรกิ ารของกูเกลิ แยกฐานขอ้ มูลออกเปน็ 7 หมวด ดังนี้
1. เวบ็ เปน็ การค้นหาขอ้ มูลจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆทวั่ โลก
2. รูปภาพ เป็นการค้นหารปู ภาพหลากหลายรูปแบบจากเว็บไซตต์ า่ งๆทัว่ โลก
3. แผนที่ เป็นการค้นหาแผนที่ของสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทยและแนะนำเส้นทางการ

เดนิ ทางท่ีเหมาะสม
4. แปลภาษา เปน็ การค้นหาคำของภาษาอ่นื ที่แตกต่างจากคำทป่ี ้อนลงไป
5. กูรู เปน็ การค้นหาโดยใช้คำถามเกีย่ วกับเร่ืองทีต่ ้องการและจะมคี ำตอบ
6. Gmail เป็นบริการไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์ของกเู กลิ

109

7. เพิ่มเติม เป็นบรกิ าร บลอ็ ก ปฏิทนิ ภาพถา่ ย เอกสาร ไชต์ Groups
3.6.3 เทคนิคการคน้ หาข้อมลู ความร้โู ดยใช้ Search Engine

1. บบี ประเด็นให้แคบลง
2. การใช้คำใกลเ้ คียงกนั เช่น คอมพวิ เตอร์ ใกลเ้ คยี งกบั technology, IT
3. การใชค้ ำหลกั (Keyword)
4. หลกี เล่ยี งการใช้ตัวเลข
5. ใช้เครอ่ื งหมายบวกและลบชว่ ยค้นหาขอ้ มลู

3.8 การสบื คน้ และรับส่งขอ้ มลู แฟ้มขอ้ มูล
KU.Pong (2559)การรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

(Electronic Mail) หรือที่นิยมเรียกกันว่า อีเมล (E-Mail) หมายถึง การสื่อสารหรือการส่งข้อความจาก
คอมพวิ เตอร์เครื่องหนง่ึ ผ่านไปเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อกี เครือ่ งหนึ่งโดยส่งผ่านทางระบบเครือขา่ ย (Network)
ผสู้ ่งจะต้องมเี ลขทอ่ี ยู่ (E-mail Address) ของผู้รบั และผูร้ ับสามารถเปดิ คอมพวิ เตอรเ์ รียกข่าวสารน้นั ออกมาดู
เมื่อใดก็ได้ โดยทั่วไปจัดว่าเป็นงานส่วนหนึ่งของสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automatic) ซึ่งปัจจุบันได้รับ
ความนยิ มเปน็ อยา่ งมาก
3.7.1 ประโยชนข์ องการรบั -สง่ ข้อมลู ทางจดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

การรับ-ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารบนเครือข่าย
อินเทอรเ์ นต็ ทนี่ ยิ มใช้มากทีส่ ุด เพราะมีประโยชน์มากมาย ดังน้ี

1. ทำให้การติดต่อสื่อสารทั่วโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ระยะทางไม่เป็นอปุ สรรคสำหรับอีเมลในทกุ
แหง่ ท่วั โลกท่มี ีเครือขา่ ยคอมพิวเตอรเ์ ชอื่ มตอ่ ถึงกันได้ สามารถเขา้ ไปสถานทีเ่ หล่านนั้ ไดท้ ุกท่ี ทำให้ผู้คนทั่วโลก
ตดิ ต่อถึงกนั ได้ทันที ผู้รับสามารถจะรับข่าวสารจากอีเมลไดท้ ันทีท่ีผู้ส่งจดหมายส่งข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์
เสรจ็ สิน้

2. สามารถส่งจดหมายถงึ ผู้รับที่ต้องการได้ทกุ เวลา แม้ผู้รับจะไม่ได้อยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม
จดหมายจะถูกเกบ็ ไวใ้ นต้จู ดหมายของคอมพวิ เตอรแ์ ละเป็นส่วนตัว จนกว่าเจ้าของจดหมายท่มี ีรหัสผ่านจะเปิด
ตู้จดหมายของตนเองอ่าน

3. สามารถสง่ จดหมายถงึ ผรู้ ับหลายๆคนได้ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ตอ้ งเสียเวลาส่งใหท้ ลี ะคน กรณีนี้
จะใช้กับจดหมายที่เป็นข้อความเดียวกัน เช่น หนังสือเวียนแจ้งข่าวให้สมาชิกในกลุ่มทราบหรือเป็นการนัด
หมายระหว่างสมาชิกในกล่มุ เป็นต้น

110

4. ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปส่งจดหมายที่ตู้ไปรษณีย์หรือที่ทำการไปรษณีย์ ทำให้
ประหยัดคา่ ใชจ้ ่ายในการสง่ เน่อื งจากไมต่ ้องคำนงึ ถงึ ปรมิ าณน้ำหนกั และระยะทางของจดหมายเหมือนกับการ
ส่งทางไปรษณยี ์ธรรมดา

5. ผรู้ ับจดหมายสามารถเรยี กอ่านจดหมายได้ทกุ เวลาตามสะดวก ซ่ึงจะทำใหท้ ราบวา่ ในตู้จดหมาย
ของผ้รู ับมจี ดหมายกีฉ่ บับ มจี ดหมายท่อี า่ นแล้วหรือยงั ไม่ได้เรยี กอ่านกฉี่ บบั เม่อื อ่านจดหมายฉบบั ใดแล้ว หาก
ต้องการลบทง้ิ ก็สามารถเก็บขอ้ ความไว้ในรปู ของแฟม้ ขอ้ มูลได้ หรือจะพมิ พ์ออกมาลงกระดาษก็ไดเ้ ชน่ กัน

6. สามารถถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (Transferring Flies) แนบไปกับจดหมายถึงผู้รับได้ ทำให้การ
แลกเปลี่ยนข่าวสารเป็นไปได้โดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลาและทันเหตุการณ์ จากความสำคัญของอีเมลท่ี
สามารถอำนวยประโยชนใ์ ห้กบั ผใู้ ช้อย่างคมุ้ ค่าน้ี ทำให้ในปจั จบุ นั อเี มลกลายเป็นส่วนหน่ึงของสำนกั งานทกุ แห่ง
ทวั่ โลก ทีท่ ำให้สมาชกิ ในชมุ ชนโลกสามารถตดิ ตอ่ กนั ผา่ นทางคอมพวิ เตอรไ์ ด้ในทุกท่ีทุกเวลา

3.9 สารสนเทศเพ่ือใช้ในการจดั การเรยี นรู้
Prosofthcm (2018) ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคญั กับ การลงทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

สื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนา
ประเทศท้งั ดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม และการศึกษา จนเกิดภาพความแตกต่างระหว่างประเทศท่ีมีความพร้อมทาง
ICT กบั ประเทศทีข่ าดแคลนท่เี รยี กวา่ Digital Divide

ในขณะเดียวกันประเทศทั่วโลกต่างมุง่ สรา้ งสังคมใหม่ให้เป็นสังคมท่ีใชค้ วามรู้เป็นฐาน (Knowledge
Based Society) จนเกดิ ภาพความแตกตา่ งระหว่างสังคมที่สมบรู ณ์ด้วยความรูก้ ับสังคมที่ดอ้ ยความรู้ ท่ีเรยี กวา่
Knowledge Divide ในยุคของการปฏิรูปการศึกษา เราเร่งพัฒนาการศึกษาให้การศึกษาไปพัฒนาคุณภาพ
ของคน เพ่ือให้คนไปช่วยพัฒนาประเทศ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร (ICT) จึงเป็นเครอ่ื งมือท่ีมีพลานุ
ภาพสงู ในการชว่ ยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา เชน่ ช่วยนำการศึกษาให้เข้าถงึ ประชาชน (Access)
สง่ เสริมการเรียนรู้ตอ่ เนื่องนอกระบบโรงเรียนและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ช่วยจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการ
บริหารและจัดการ ช่วยเพ่มิ ความรวดเรว็ และแม่นยำในการจัดทำขอ้ มลู และการวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บรักษา
และการเรียกใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในงานจัดการศึกษา สามารถดูแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนคตได้ที่นี่:
แนวโนม้ ของเทคโนโลยสี ารสนเทศในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยการเรียนการสอนแต่ การให้ความสนใจกับการใช้
เทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียนก็อาจหลงทางได้ ถ้าผู้บริหารสถานศึกษายึดถือการมีเทคโนโลยีเป็น
จุดหมายปลายทางของการศกึ ษา แทนทจี่ ะยึดถือผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นจุดหมาย ปรากฎการณ์ของการ
หลงทางจะพบเห็นในการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมทางระบบ คอมพิวเตอร์ การมีเครือข่ายโยงเข้า
Internet สะดวก ผู้เรียนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี และมีโอกาสใช้ได้เตม็ ที่ แต่ในบางสถานศึกษาผู้เรียนอาจใช้

111

เทคโนโลยีไม่คุ้มค่า ขาดเป้าหมายในการเรียนรู้สาระสำคัญตามหลักสูตรวิชาต่าง ๆและขาดโอกาสในการใช้
เทคโนโลยีเพือ่ พฒั นากระบวนการทางปัญญาอยา่ งแทจ้ ริง
3.8.1 เทคโนโลยที ี่เกย่ี วข้องกบั การเรียนการสอนมี 3 ลักษณะ คอื

1. การเรยี นรู้เกี่ยวกับเทคโนโลย(ี Learning about Technology) ไดแ้ ก่ เรียนรู้ระบบการทำงานของ
คอมพิวเตอร์ เรียนรู้จนสามารถใชร้ ะบบคอมพิวเตอร์ได้ ทำระบบข้อมลู สารสนเทศเป็น สื่อสารข้อมูลทางไกล
ผา่ น Email และ Internet ได้ เป็นตน้

2. การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี(Learning by Technology) ได้แก่ การเรยี นรู้ความรู้ใหม่ ๆ และฝึก
ความสามารถ ทักษะ บางประการโดยใชส้ ่ือเทคโนโลยี เชน่ ใชค้ อมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) เรียนรู้ทกั ษะใหม่ ๆ
ทางโทรทศั น์ทสี่ ่งผ่านดาวเทยี ม การคน้ คว้าเรื่องที่สนใจผ่าน Internet เป็นตน้

3. การเรียนรู้กบั เทคโนโลยี (Learning with Technology) ได้แก่ การเรียนรูด้ ้วยระบบการส่อื สาร 2
ทาง (interactive) กับเทคโนโลยี เช่น การฝึกทักษะภาษากับโปรแกรมที่ให้ข้อมูลย้อนกลับถึงความถูกต้อง
(Feedback) การฝึกการแกป้ ัญหากับสถานการณ์จำลอง (Simulation) เปน็ ตน้

การเรียนรู้ในลักษณะที่ 2 และ 3 เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ที่มีคุณค่า
มหาศาลซง่ึ แนวคิดในการเพิม่ คณุ คา่ ของเทคโนโลยชี ่วยการเรยี นรู้ มดี ังนี้

การใช้เทคโนโลยีพัฒนากระบวนการทางปัญญา กระบวนการทางปญั ญา (Intellectual Skills) คือ
กระบวนการที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ การรับรู้สิ่งเร้า (Stimulus), การจำแนกสิง่ เร้าจัดกลุ่มเป็นความคิด
รวบยอด(Concept), การเชื่อมโยงความคิดรวบยอดเป็นกฎเกณฑ์หลักการ ( Rule) ด้วยวิธีอุปนัย
(Inductive), การนำกฎเกณฑ์ หลักการไปประยุกต์ใช้ด้วยวิธีนิรนัย (Deductive) และการสรุปเป็นองค์
ความรู้ใหม่ ๆ (Generalization)

ระบบคอมพิวเตอร์มสี มรรถนะสูงที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความฉลาดในกระบวนการทาง ปัญญาน้ี
โดยครูอาจจัดข้อมลู ในเรือ่ งต่าง ๆ ในวิชาที่สอน ให้ผู้เรียนฝึกรับรู้ แสวงหาข้อมูล นำมาวิเคราะห์กำหนดเปน็
ความคดิ รวบยอดและใช้คอมพิวเตอร์ชว่ ยแสดงแผนผงั ความ คิดรวบยอด (Concept Map) โยงเป็นกฎเกณฑ์
หลักการ ซึ่งผู้สอนสามารถจัดสถานการณ์ใหผ้ ูเ้ รียนฝึกการนำกฎเกณฑ์ หลักการไปประยุกต์ จนสรุปเป็นองค์
ความร้อู ยา่ งมีเหตุผล บันทึกสะสมไว้เป็นคลงั ความรู้ของผเู้ รียนต่อไป

การใชเ้ ทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา การเรียนรู้ที่เน้นผูเ้ รียนเปน็ ศูนย์กลางหรือถือ
ว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดนั้น เราสามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีโอกาสทำโครงงานแสวงหา
ความรู้ ตามหลักสูตร หาความรู้ในเรื่องที่ผู้เรียนสนใจ หรือเพื่อแก้ปัญหา (Problem-Based Learning) การ
เรยี นรูล้ กั ษณะนีจ้ ะเร่ิมต้นดว้ ยการกำหนดประเด็นเรอื่ ง (Theme)

ตามมาด้วยการวางแผนกำหนดข้อมูลหรือสาระที่ต้องการ ผู้สอนอาจจัดบัญชีแสดงแหล่งข้อมูล
(Sources) ทัง้ จากเอกสารสิ่งพมิ พแ์ ละจาก Electronic Sources เช่น ช่อื ของ Web ต่าง ๆ ให้ผูเ้ รยี นแสวงหา

112

ข้อมลู วิเคราะห์ สังเคราะห์ เปน็ คำตอบ สร้างเป็นองค์ความรตู้ ่าง ๆ โดยใชเ้ ทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือช่วย และ
ครูช่วยกำกับผลการเรียนรู้ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่ต้องการ ทั้งนี้ครูจะมีบทบาทสำคัญในการช่วย
ช้แี นะทศิ ทางของการแสวงหาความรู้หรือแนะ นำผเู้ รยี นใหพ้ ฒั นาความรู้ความสามารถเพ่ิมขน้ึ ให้สอดคล้องกับ
มาตรฐานคณุ ภาพ ผลการเรียนรู้ท่คี วรจะเป็นการจัดปจั จัยสนบั สนนุ การใชเ้ ทคโนโลยีชว่ ยการเรียนรู้
ปัจจัยพื้นฐาน คือการสร้างความพร้อมของเคร่ืองมืออปุ กรณ์ต่าง ๆ ให้มีสมรรถนะและจำนวนเพียงตอ่ การใช้
งานของผู้เรียน รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีได้ตลอดเวลาจะเป็น ปัจจัย
เบอ้ื งต้นของการสง่ เสริมการใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ สิง่ ท่ีควรเปน็ ปัจจยั เพมิ่ เตมิ คือ ครูสร้างโอกาสในการ
ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ปัจจัยที่จะผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า คือการที่ครูออกแบบ
กระบวนการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการทำกิจกรรมประกอบการเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้กระบวนการแสวงหา
ความรู้จากแหลง่ ข้อมูลต่าง ๆ ทงั้ จากการสงั เกตในสถานการณ์จริง การทดลอง การคน้ ควา้ จากสอ่ื ส่ิงพิมพ์และ
จากสื่อ Electronic เช่น จาก Web Sites เป็นกิจกรรมที่ต้องมีการทำโครงงานอิสระสนองความสนใจ เป็น
กิจกรรมที่ต้องฝึกปฏิบัติจาก Software สำเร็จรูป เป็นกิจกรรมที่ต้องมีการบันทึก วิเคราะห์ข้อมูล และการ
นำเสนอรายงานดว้ ยคอมพิวเตอร์ เปน็ ต้น

ครูและผู้เรียนจัดทำระบบแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศเพื่อการเรยี นรู้ ปัจจัยด้านแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
(Information Sources) เปน็ ตัวเสริมท่สี ำคญั ทช่ี ว่ ยเพม่ิ คุณค่าของระบบเทคโนโลยีเพื่อการเรยี นการสอน ครู
และผู้เรียนควรชว่ ยกนั แสวงหาแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศที่มีเนื้อหาสาระตรงกบั หลักสูตรหรือสนองความสนใจ
ของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างย่ิงการรวบรวมแหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศท่ีเปน็ Software ชื่อของ Web Sites รวมถึง
การลงทนุ จัดซ้ือ Software จากแหลง่ จำหน่าย การจ้างใหผ้ ู้เชีย่ วชาญจัดทำ หรือจดั ทำพัฒนาขน้ึ มาเองโดยครู
และนักเรยี น

สถานศึกษาจัดศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ ศูนย์ขอ้ มลู สารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ (Learning
Resources Center) เป็นตัวชี้วัดสำคัญประการหนึ่งของศักยภาพของสถานศึกษาที่ จะส่งเสริมการใช้
เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ของครูและผู้เรียน ปกติมักนิยมจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของห้องสมุด จนเกิดคำศัพท์ว่า
ห้องสมุดเสมือน (Virtual Library) หรือ E – Library จะมีคุณประโยชน์ในการมีแหล่งข้อมูลสารสนเทศเพ่ือ
การศึกษาค้นคว้าในวิทยาการสาขาต่าง ๆ ทั้งในลักษณะสื่อสำเร็จ เช่น Softwares แถบบันทึก วีดิทัศน์
รวมถงึ CD – Rom และ CAI หรือ ช่ือ Web Sites ตา่ ง ๆ ซึ่งควรจัดทำระบบ Catalog และดชั นี ใหส้ ะดวกต่อ
การสืบคน้

การบริการของกรมหรือหน่วยงานกลางทางเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ กรมต้นสังกัดหรือหน่วยงาน
กลางด้านเทคโนโลยีควรส่งเสรมิ การใช้เทคโนโลยีของสถาน ศึกษาด้วยการบริการดา้ นข้อมูลสารสนเทศ เช่น
จัดทำเอกสารรายเดือนรายงาน Software ในท้องตลาด แจ้งช่ือ Web Sites ใหม่ ๆ พรอ้ มสาระเน้อื หาโดยย่อ
จดั ทำคลงั ขอ้ มลู ความรู้ Knowledge Bank เพอ่ื การเรียนรู้ในด้านตา่ ง ๆ ผ่านสือ่ Electronic หรือ สอื่ ทางไกล

113

ผ่านดาวเทียมเผยแพร่สนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนเป็น ประจำ นอกจากนี้การรวบรวม
ผลงานของครแู ละนกั เรียนในการจัดกระบวนการเรียนการสอนด้วย เทคโนโลยี ที่เรียกวา่ Best Practicesจะ
เป็นตัวอยา่ งท่ีดีสำหรบั ครูและนกั เรยี นทั่วไปที่จะใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ ชว่ ยการเรยี นการสอน

ในการจัดการเรียนการสอนให้สัมพันธ์กับเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT นั้น ซึ่งการจัด T :
Technology ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะถ้ามีงบประมาณก็จดั หาได้และสอนให้ผู้เรยี นใช้เทคโนโลยีเป็นโดยไม่
ยาก แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือ I : Information หรือ สารสนเทศ ที่จะเป็นเนื้อหาของการใช้เทคโนโลยี เพราะถ้า
ขาดข้อมูลสารสนเทศเพื่อใช้ในการเรียนรู้ และขาดการเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ให้เข้ากับเทคโนโลยี
สารสนเทศแล้ว ตวั ระบบเทคโนโลยกี ไ็ ร้ความหมาย และสูญค่าคณุ ประโยชน์

ดังนั้น จึงมีความคาดหวังว่า ในอนาคตสถานศึกษา น่าจะได้พบกับความสมบูรณ์ ของระบบข้อมูล
สารสนเทศที่หลากหลายผนวกเป็นส่วนหนึ่งของระบบเทคโนโลยี และได้พบผลงานของครูและผลการเรียนรู้
ของนักเรียนที่แสดงถงึ การใชเ้ ทคโนโลยี ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สุดในการเรยี นการสอน

3.10 การวิเคราะห์ปัญหาการจดั การเรยี นรทู้ ี่เกิดจากการใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
Krufernmaths (2018) การวิเคราะห์ปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและ

เทคโนโลยีสารสนเทศ ดงั น้ี
3.9.1 ความหมายของปญั หา
ความหมายปัญหาคอื ประเดน็ ทีเ่ ปน็ อุปสรรค ความยากลำบาก ความทา้ ทาย หรือเป็นสถานการณ์ใด

ๆ ที่ต้องมีการแก้ปัญหาซึ่งการแก้ปัญหาจะรับรู้ได้จากผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาหรือผลงานที่นำไปสู่
วตั ถุประสงค์หรอื เป้าหมาย ประเด็นปัญหาแสดงถงึ ทางออกท่ีต้องการ ควบคู่กับความบกพร่อง ข้อสงสัย หรือ
ความไมส่ อดคล้องทปี่ รากฏข้ึนซ่งึ ขดั ขวางมใิ ห้ผลลัพธป์ ระสบผลสำเร็จ

3.9.2 วธิ กี ารหรอื กระบวนการวิเคราะหป์ ญั หา
กระบวนการวิเคราะหป์ ัญหากระบวนการแกไ้ ขปญั หามขี ้ันตอนทเี่ ก่ียวขอ้ ง 5 ประการ ดังนี้
1. การกำหนดหรอื นิยามปญั หา
2. การวิเคราะห์สาเหตุ
3. การตดั สนิ ใจ
4. การลงมอื ปฏิบัติ
5. การประเมนิ ผล
3.9.3 เหตุผล ที่ครูต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้
นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ

114

ครูต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ครูจะต้องมีความเข้าใจ และผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้งานนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะมีประโยชน์มากมายใน
การพฒั นาการเรยี นการสอนแลว้ ยงั มีโทษของการใช้งานและปญั หาอื่น ๆหากใชอ้ ย่างไมเ่ หมาะสม ครูจึงต้อง
ตระหนกั และมคี วามรู้ มีคณุ ธรรมในการใชง้ าน เพ่อื ใหเ้ กดิ ผลประสิทธภิ าพท่ีดี และเพ่ือป้องกันปญั หาท่ีอาจจะ
ตามมาในการจัดการเรียนรู้

3.9.4 ปญั หา และสาเหตุ การจัดการเรยี นรทู้ เี่ กดิ จากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ

1. ด้านการกระจายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการศึกษามีคอมพิวเตอร์ยังไม่มีหรือมีไมเ่ พียงพอต่อความ
ต้องการและทีม่ ีอย่กู ข็ าดการบำรงุ รกั ษา รวมท้งั ไมอ่ ยู่ในสภาพทใ่ี ช้การได้

2. ด้านการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ พัฒนาการเรียนรู้ครูใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เพอื่ พัฒนาทักษะวชิ าชีพครนู ้อยมากและคอมพิวเตอรม์ ีจำนวนไมเ่ พียงพอกบั ความต้องการทค่ี รจู ะใช้

3. มกี ารวางแผนท่ไี ม่ดพี อวางแผนจัดการความเสี่ยงไม่ดีพอ ย่งิ สถานศกึ ษามีขนาดใหญ่มากข้ึนเท่าใด
การจดั การกับความเส่ยี งย่อมจะมีความสำคัญมากข้ึนตามลำดบั ทำให้คา่ ใชจ้ า่ ยด้านนเี้ พ่ิมสูงข้ึน

4. การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งานการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในสถานศึกษา
จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องและตรงกับลกั ษณะของแนวการสอนหรอื นโยบายของสถานศึกษา

5. การขาดการจดั การหรอื สนับสนุนจากผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาระดบั สูง
6. ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการและให้บริการ
ทางการศึกษา สถานศึกษายังขาดรูปแบบระบบสารสนเทศ และจัดให้ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในระดบั เบื้องตน้
7. ปญั หาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พบวา่ สว่ นใหญก่ ารใช้วัสดุ เครือ่ งมอื หรอื อุปกรณ์ และเทคนิค
วิธีการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนมีปัญหาด้านงบประมาณไม่เพียงพอและมีความล่าช้า วัสดุ
เคร่ืองมอื หรืออปุ กรณม์ ไี ม่เพียงพอกับความตอ้ งการ

115

3.9.5 สาเหตุ ของการเกิดปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศ แต่ละด้าน โดยใชเ้ คร่อื งมอื

5.1 ผู้บริหาร ครู และนักเรียน บุคลากรขาดความร้คู วามเขา้ ใจในการผลิตสอ่ื ประกอบการจัดกิจกรรม
บุคลากรขาดประสบการณ์ในการใชส้ อื่ นวัตกรรมทางการศึกษา

5.2 เครอื่ งมอื และอุปกรณ์ เครอ่ื งมือ และอปุ กรณ์ ขาดงบประมาณในการพัฒนานวัตกรรม อุปกรณ์
ไม่เพยี งพอกบั ผเู้ รียน

5.3 วัสดุ วัสดุขาดงบประมาณในการจดั ซื้อ ไม่มีงบประมาณและการจัดเก็บไม่มปี ระสิทธิภาพ ทำให้
วสั ดเุ กดิ ความเสียหาย

5.4 วิธีการการจัดกิจกรรม วิธีการ กิจกรรม ครูยึดวิธีการสอนแบบเดิม คือบรรยายหน้าชั้นเรียน แต่
ส่วนใหญ่มีแนวโน้มในการพัฒนาที่ดีขึ้น ครูยังไมม่ ีการนำสื่อนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่าง
ตอ่ เน่ือง

5.5 สภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมโดยท่ัวไปยังไม่เหมาะสมกับการใช้สื่อ เนื่องจากความยุ่งยากและ
ไม่คล่องตวั มสี ถานท่ีไมเ่ ปน็ สดั สว่ น ไม่มหี ้องทีใ่ ช้เพอ่ื เก็บรักษาสอื่

3.9.6 จากข้อ 5. เสนอแนวทางการแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศ แตล่ ะดา้ น

1. สร้างความตระหนัก ความรับผิดชอบในส่วนที่ยังบกพร่องทางนวัตกรรมของบุคลากร ส่งเสริมให้
เข้าร่วมการอบรมสัมมนา ส่งเสริมให้เกิดการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์ในการใช้ส่ือ
นวตั กรรมทางการศกึ ษาทีม่ ากข้นึ

2. เพิ่มงบประมาณให้เพียงพอ ให้หน่วยงานที่มีส่วนเกีย่ วข้องจดั หางบประมาณสนบั สนนุ สำนักงาน
เขตพืน้ ทต่ี ้องช่วยดูแลและให้ความชว่ ยเหลอื จดั สรรงบประมาณได้ เพ่ือใช้ในการพัฒนานวตั กรรมให้มีคุณภาพ
ดียงิ่ ข้นึ และระดมทรัพยากรทม่ี ีในทอ้ งถนิ่ มาชว่ ยสนบั สนุน

3. แนวทางการแก้ไข คือ ใช้สื่อนวัตกรรมตามความเหมาะสมของเนื้อหาวิชาตามความยากง่ายของ
เนอื้ หา แบง่ สือ่ ไปตามหอ้ งให้ครรู ับผิดชอบ ควรจัดหาหอ้ งเพอ่ื การน้ีเปน็ การเฉพาะ

4. จดั กลมุ่ ให้เพื่อนช่วยเพ่อื น คอยกำกับแนะนำช่วยเหลือ จัดครูเขา้ สอนตามประสบการณ์ความถนัด
ควรจัดอบรมเพื่อให้ความรู้ จัดทำนวัตกรรมที่มีโอกาสเป็นไปได้ และสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน สอน
เพิม่ เติมนอกเวลา

5. เนน้ การเรียนการสอนท่ีนกั เรียนไดฝ้ ึกปฏบิ ตั จิ รงิ และสร้างองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง จัดแบบทดสอบที่
หลากหลาย ทงั้ แบบปรนยั และอัตนยั และประเมนิ ผลตามสภาพจริง ประเมนิ ผลงานจากแฟ้มสะสมงาน

3.9.7 วเิ คราะห์ปญั หา ในช้ันเรียน

116

ปัญหา: ครูยังยึดวิธีการสอนแบบเดิมสอนแบบนิรนัยและแบบปรนัย คือบรรยายหน้าชั้นเรียน
เคร่อื งมอื ที่เลือกใช้: powtoon,prezi และ Socrative

117

ข้อสอบปรนยั
เรอ่ื ง พฒั นาการและความเปน็ มาของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา

1. นวัตกรรมทางการศกึ ษามคี วามหมายตรงกับข้อใด
ก. สิ่งทป่ี ระดิษฐ์ข้ึนมาใหม่
ข. การทำของเกา่ มาประดษิ ฐ์ใหมใ่ ห้ดีกวา่ เดิม
ค. การปรับปรงุ ใหม้ ีประสทิ ธิภาพมากยิง่ ขึ้น
ง. ไมม่ ขี อ้ ใดถูกต้อง

2. พนื้ ฐานของนวัตกรรมการทางการศึกษาข้อใดสำคญั
ก. การศึกษาตามความถนัดและความสนใจของผเู้ รียน
ข. มคี วามพร้อมในดา้ นการเรยี นเปน็ ส่งิ สรา้ งขน้ึ
ค. จัดบทเรียนใหเ้ หมาะกบั ระดับความสามารถของเดก็
ง. ศูนย์การเรียนรู้ แบบสำเร็จรปู

3. ระบบสารสนเทศ คอื
ก. การรวบรวมข้อมูลเพือ่ การตดั สินใจและการควบคุมในองค์กร
ข. เซ็ตขององค์ประกอบทีส่ ัมพนั ธก์ นั จดั เกบ็ และเผยแพรส่ ารสนเทศ
ค. จดั เก็บข้อมลู เพื่อการเผยแพร่เพื่อสนบั สนนุ การตดั สินใจและการควบคุมในองคก์ ร
ง. ข้อมูลท่ถี กู นำมาประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบท่มี ีความหมายแก่ผรู้ ับเพือ่ ใช้ประกอบการตดั สอบใจ

4. โครงสร้างของระบบสารสนเทศข้อใดเรียงลำดบั ถกู ตอ้ ง
ก. ขอ้ มูลนำเข้า - ผลลพั ธ์ - ขอ้ มูลยอ้ นกลับ
ข. ข้อมลู นำเข้า - การประมวลผล - ผลลัพธ - ข้อมูลย้อนกลับ
ค. การประมวลผล - ขอ้ มูลนำเขา้ - ขอ้ มลู ย้อนกลบั - ผลลพั ธ์
ง. การประมวลผล - ผลลัพธ์ - ข้อมูลนำเข้า - ข้อมูลย้อนกลบั

5. ขอ้ ใดกลา่ วถึงความสำคัญของสารสนเทศท่มี ีต่อบุคคลได้ถูกต้องทส่ี ุด
ก. สารสนเทศชว่ ยให้บคุ คลเกดิ ความเข้าใจ
ข. สารสนเทศช่วยให้บคุ คลมีความรู้
ค. สารสนเทศช่วยใหท้ ำงานดีรวดเรว็
ง. สารสนเทศชว่ ยใหบ้ ุคคลเกิดความเข้าใจ ช่วยในการประกอบอาชพี และวางแผนเพอ่ื พฒั นาตนเอง

พัฒนาคณุ ภาพของชวี ิตได้

118

6. บคุ คลทา่ นใดใหค้ วามหมายของการส่ือสารทคี่ รอบคลมุ ถึงกระบวนการทุกอยา่ งดา้ นจิตใจ คอื
ก. วิลเบอร์ ชแรมม์
ข. เจอรเ์ กน รอยซ์ และเกรกอรี เบทสนั
ค. วอร์เรน ดับเบลิ ยู วเี วอร์
ง. คาร์ล ไอ โฮฟแลนด์

7. ข้อใดคอื ความสำคัญของการส่ือสาร
ก. ความเปน็ สงั คมตอ่ ชวี ติ ประจำวนั
ข. อุตสาหกรรมและธุรกิจ
ค. การปกครองต่อการเมอื งระหว่างประเทศ
ง. ถูกทกุ ข้อ

8. การนำนวัตกรรมและระบบสารสนเทศไปใช้ในการบรกิ ารอะไรบา้ ง
ก. ใช้ในการคำนวณเก็บขอ้ มูลทวั่ ไป
ข. ใชท้ ำงานในสำนักงานท่วั ไป
ค. ใช้ในการสอ่ื สาร สอื่ มลั ตมิ เี ดีย
ง. ถกู ทกุ ขอ้

9. E – Learning มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร
ก. การเรยี นรู้แบบออนไลน์ (on – line)
ข. การเรียนรู้ผ่านดาวเทียม
ค. การเรียนร้ดู ้วยโปรแกรม
ง. การเรยี นร้แู บบไมถ่ ูกจำกดั เวลา

10. เทคโนโลยีสารสนเทศกับประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารจัดการหมายถึงขอ้ ใด
ก. ความรวดเรว็ การจัดเก็บอย่างเปน็ ระบบ
ข. คอมพิวเตอร์มาใชเ้ พ่อื เพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการ
ค. การตรวจสอบการทำงานอยา่ งเป็นระบบ
ง. จำเปน็ ต้องคิดวเิ คราะหร์ ะบบงาน

11. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง 5 เทคโนโลยที ี่ช่วยพัฒนาการศกึ ษา
ก. การเรยี นรแู้ บบไฮบรดิ
ข. การตดิ ต่อส่ือสาร
ค. เทคโนโลยีจากเกม
ง. เทคโนโลยกี ารพิมพ์ 3 มติ ิ

119

12. ข้อใดคือความหมายท่ีถูกตอ้ งที่สุดของ”นวัตกรรม”
ก.การกระทำท่ีไม่เคยมมี าก่อน
ข.การกระทำท่ีร้อื ฟนื้ มาจากของเดมิ
ค.การกระทำทเี่ อาแบบอย่างมาจากที่อ่นื
ง.การกระทำที่ใชแ้ นวคิดหรือวิธปี ฏบิ ัตใิ หมๆ่ เพอ่ื แกป้ ัญหาและพัฒนางาน

13. การจดั การเรียนรูแ้ บบโครงงานมีทั้งหมดท่ปี ระเภท
ก. 1 ประเภท โครงงานวทิ ยาศาสตร์
ข. 2 ประเภท โครงงานวิทยาศาสตร์, โครงงานอาชพี
ค. 3 ประเภท โครงงานวทิ ยาศาสตร์, โครงงานอาชีพ, โครงงานครู
ง. 4 ประเภท โครงงานวทิ ยาศาสตร์, โครงงานอาชพี , โครงงานครู, โครงงานนกั เรียน

14. ข้อใดเป็นการจดั การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน เปน็ ตัวกระตุน้ เน้นกิจกรรมของผเู้ รยี นเป็นหลัก
ก. BBL (Brain Based Learning)
ข. PBL (Problem Based Learning)
ค. Backward Design
ง. Individual Development Plan

15. เทคโนโลยสี ารสนเทศประยุกต์ใชใ้ นงานด้านการศึกษาในดา้ นใด
ก. คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
ข. ด้านการลงทะเบียนผู้ปว่ ย
ค. การสืบค้นขอ้ มลู
ง. อนิ เทอร์เนต็

16. นวตั กรรมและเทคโนโลยีมีความคล้ายคลงึ กันในดา้ นใด
ก. ความใหม่
ข. ความทันสมยั
ค. การได้รับความนิยมอยา่ งแพร่หลาย
ง. มีเปา้ หมายเพ่ือแก้ปัญหาและพัฒนางาน

17. ด้านการติดตอ่ สื่อสารระหวา่ งใช้มอี ะไรบา้ ง
ก.ใช้ภาษาสภุ าพในการตดิ ตอ่
ข.เชือ่ มโยงอินเทอรเ์ นต็
ค.ไม่นำความลับหรอื เรือ่ งส่วนตวั ของผูอ้ ื่นมาเปน็ หัวขอ้
ง.ถูกทง้ั ก. และ ค.

120

18. แนวคดิ ที่เกยี่ วกับเทคโนโลยีการศกึ ษา มีกี่ประการ อะไรบา้ ง
ก. 2 แนวคิดทางวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์
ข. 3 แนวคิดทางวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคิดทางพฤตกิ รรมศาสตร์แนวคิดทางปญั ญาทัศนศาสตร์
ค. 4 แนวคิดทางวิทยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคดิ ทางพฤตกิ รรมศาสตร์ แนวคดิ ทางปัญญาทศั นศาสตร์
แนวคดิ ทางคณิตศาสตร์
ง. ไมม่ แี นวคิดที่เกี่ยวกบั เทคโนโลยกี ารศกึ ษา

19. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ กู ต้องเกีย่ วกับเทคโนโลยีในอนาคต 10 ปี ขา้ งหนา้ จะเปน็ อยา่ งไร
ก. ปญั ญาประดษิ ฐแ์ ละระบบอตั โนมัติ เทคโนโลยีแห่งอนาคตท่ีจะพัฒนาทุกส่งิ ให้ล้ำสมยั
ข. โครงข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต 6G ความเร็วสงู
ค. เทคโนโลยี Blockchain เปล่ยี นแปลงโลก
ง. คน้ ควา้ หาความรไู้ ด้สะดวกยิง่ ขึ้น

20. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้องเกีย่ วกบั การส่ือสารขอ้ มลู สมยั ใหม่
ก. มีรากฐานมาจากความพยายามในการเชือ่ มตอ่ ระหวา่ งคอมพิวเตอรก์ ับคอมพวิ เตอร์
ข. การเชื่อมตอ่ ระหวา่ งคอมพิวเตอร์จะอาศยั ระบบสื่อสารที่มอี ยแู่ ล้ว เชน่ โทรศพั ท์
ค. การสื่อสารข้อมูลสมัยใหม่สามารถเชอ่ื มตอ่ คอมพวิ เตอร์ได้ 2 ตัวเท่านัน้
ง. การตดิ ต่อระหวา่ งคอมพิวเตอร์เรียกว่าระบบเครอื ข่าย (Network)

21. เทคโนโลยีใดมสี ่วนช่วยในการตรวจจับขโมยได้
ก. จพี เี อส (GPS)
ข. อารเ์ อฟไอดี (RFID)
ค. การประมวลผลภาพ (Image Processing)
ง. มัลติทัช (multitouch)

22. เทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญในอนาคตข้อใดถกู ตอ้ ง
ก.คอมพิวเตอร์
ข.ปญั ญาประดิษฐ์
ค.ถกู ท้ังข้อ ก และ ข
ง.ไม่มขี อ้ ถกู

23. ข้อใดต่อไปน้ีคอื บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ก. ประชาชนรับฟังข่าวสารกันไดต้ ลอดเวลา
ข. การติดตอ่ สอ่ื สารกันสามารถทำได้สะดวก รวดเรว็ ทันเวลา

121

ค. การนำผลงานการวจิ ยั ทม่ี ีการเผยแพร่ทางอนิ เทอรเ์ น็ตมาพฒั นากระบวนการผลติ สนิ ค้าใหม้ ี
คุณภาพสงู ขึน้
ง. ทุกข้อเป็นบทบาทของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
24. ข้อมลู ในการสือ่ สารแบง่ ออกเปน็ ก่ีประเภท อะไรบ้าง
ก. 2 ประเภท คอื ข้อมูล และ ข้อความ
ข. 3 ประเภท คือ ข้อมูล ภาพและเสียง
ค. 4 ประเภท คอื เสยี ง ขอ้ มูล ขอ้ ความ และ ภาพ
ง. 5 ประเภท คือ เสียง ข้อมลู ข้อความ ภาพ และ ข้อมลู สารสนเทศ
25. พฒั นาการทางเทคโนโลยกี ารศกึ ษาในปัจจุบันและแนวโนม้ ในอนาคตมีการเปลยี่ นแปลงในกี่ศตวรรษ
ก. 2 ศตวรรษ
ข. 4 ศตวรรษ
ค. 6 ศตวรรษ
ง. 8 ศตวรรษ
26. อินเทอร์เนต็ หมายถงึ อะไร
ก. การตดิ ต่อสอื่ สารผ่านคอมพวิ เตอร์
ข. google.com
ค. เครือข่ายคอมพวิ เตอรท์ ี่มีขนาดใหญ่
ง. การคน้ หาข้อมลู ในไซเบอร์
27. ขอ้ ใดเป็นประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
ก. อ่านข้อความหรอื เรยี กดภู าพท่ีไมเ่ หมาะสม
ข. การเล่นเกมส์คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ค. การแอบดขู อ้ มูลเพ่ือน
ง. คน้ หารูปภาพดารามาเปน็ ภาพประจำตวั ในเฟสบคุ๊
28. ทักษะความสามารถสำหรบั การรดู้ ิจทิ ลั นัน้ สามารถแบ่งเป็น 4 ส่วนทส่ี ำคัญ ได้แก่อะไรบ้าง
ก. การใช้ (Use) เข้าใจ (Understand) การสรา้ ง (create) เข้าถงึ (Access) เทคโนโลยีดิจทิ ัล ได้
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ข. การใช้ (Use) เข้าใจ (Understand) การส่ือสาร (comunication) เข้าถงึ (Access) เทคโนโลยี
ดิจทิ ัล ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ค. การใช้ (Use) เขา้ ใจ (Understand) การสอ่ื สาร (comunication) การค้นหา (Search)
เทคโนโลยีดิจทิ ัล ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

122

ง. การใช้ (Use) เขา้ ใจ (Understand) การสร้าง (create) การคน้ หา (Search) เทคโนโลยดี ิจิทลั ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
29. ยอ้ นรอยเทคโนโลยดี ้านการสื่อสารของโลกท่ีพบได้ในประเทศจีนและอียปิ ต์รูปแบบใดถูกต้อง

ก. จติ รกรรมบนผนังถำ้
ข. คนปา่ วประกาศราษฎร
ค. สญั ลักษณแ์ ทนคำ
ง. กำเนิดมาราธอน
30. วิวฒั นาการของเทคโนโลยีแบง่ ได้กย่ี ุค
ก. 8 ยคุ
ข. 7 ยุค
ค. 6 ยคุ
ง. 5 ยุค

123

เฉลยข้อสอบปรนยั
เรอื่ ง พัฒนาการและความเป็นมาของเทคโนโลยกี ารศึกษา

1. นวัตกรรมทางการศึกษามคี วามหมายตรงกับข้อใด
ก. สิ่งทปี่ ระดิษฐข์ ึน้ มาใหม่
ข. การทำของเกา่ มาประดิษฐ์ใหม่ให้ดกี วา่ เดิม
ค. การปรับปรงุ ให้มีประสทิ ธิภาพมากย่งิ ข้ึน
ง. ไม่มขี อ้ ใดถูกต้อง

2. พน้ื ฐานของนวตั กรรมการทางการศกึ ษาข้อใดสำคัญ
ก. การศึกษาตามความถนัดและความสนใจของผู้เรยี น
ข. มคี วามพร้อมในด้านการเรียนเปน็ สงิ่ สร้างขึน้
ค. จดั บทเรยี นใหเ้ หมาะกับระดับความสามารถของเด็ก
ง. ศูนย์การเรียนรู้ แบบสำเร็จรปู

3. ระบบสารสนเทศ คือ
ก. การรวบรวมขอ้ มูลเพ่อื การตัดสนิ ใจและการควบคุมในองค์กร
ข. เซต็ ขององคป์ ระกอบท่ีสมั พันธก์ ันจดั เก็บและเผยแพรส่ ารสนเทศ
ค. จัดเกบ็ ข้อมลู เพ่ือการเผยแพรเ่ พอื่ สนบั สนนุ การตัดสินใจและการควบคุมในองค์กร
ง. ขอ้ มูลทถ่ี กู นำมาประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบท่ีมีความหมายแก่ผรู้ ับเพือ่ ใช้ประกอบการตดั สอบใจ

4. โครงสร้างของระบบสารสนเทศขอ้ ใดเรียงลำดับถูกตอ้ ง
ก. ข้อมูลนำเขา้ - ผลลัพธ์ - ข้อมลู ย้อนกลับ
ข. ขอ้ มูลนำเข้า - การประมวลผล - ผลลัพธ - ขอ้ มูลย้อนกลับ
ค. การประมวลผล - ข้อมูลนำเข้า - ขอ้ มลู ย้อนกลบั - ผลลพั ธ์
ง. การประมวลผล - ผลลัพธ์ - ข้อมูลนำเข้า - ขอ้ มูลยอ้ นกลบั

5. ข้อใดกลา่ วถงึ ความสำคญั ของสารสนเทศทีม่ ีตอ่ บคุ คลไดถ้ กู ต้องท่สี ุด
ก. สารสนเทศชว่ ยให้บคุ คลเกดิ ความเข้าใจ
ข. สารสนเทศช่วยให้บุคคลมีความรู้
ค. สารสนเทศชว่ ยใหท้ ำงานดรี วดเรว็
ง. สารสนเทศชว่ ยให้บุคคลเกิดความเขา้ ใจ ช่วยในการประกอบอาชีพและวางแผนเพอื่ พฒั นาตนเอง

พฒั นาคณุ ภาพของชวี ติ ได้

124

6. บคุ คลทา่ นใดใหค้ วามหมายของการส่ือสารทคี่ รอบคลมุ ถึงกระบวนการทุกอยา่ งดา้ นจิตใจ คอื
ก. วิลเบอร์ ชแรมม์
ข. เจอรเ์ กน รอยซ์ และเกรกอรี เบทสนั
ค. วอร์เรน ดับเบลิ ยู วเี วอร์
ง. คาร์ล ไอ โฮฟแลนด์

7. ข้อใดคอื ความสำคัญของการส่ือสาร
ก. ความเปน็ สงั คมตอ่ ชวี ติ ประจำวนั
ข. อุตสาหกรรมและธุรกิจ
ค. การปกครองต่อการเมอื งระหว่างประเทศ
ง. ถูกทกุ ข้อ

8. การนำนวัตกรรมและระบบสารสนเทศไปใช้ในการบรกิ ารอะไรบา้ ง
ก. ใช้ในการคำนวณเก็บขอ้ มูลทวั่ ไป
ข. ใชท้ ำงานในสำนักงานท่วั ไป
ค. ใช้ในการสอ่ื สาร สอื่ มลั ตมิ เี ดีย
ง. ถกู ทกุ ขอ้

9. E – Learning มคี วามหมายว่าอยา่ งไร
ก. การเรยี นรู้แบบออนไลน์ (on – line)
ข. การเรียนรู้ผ่านดาวเทียม
ค. การเรียนรู้ด้วยโปรแกรม
ง. การเรยี นร้แู บบไมถ่ ูกจำกดั เวลา

10. เทคโนโลยีสารสนเทศกับประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารจัดการหมายถึงขอ้ ใด
ก. ความรวดเรว็ การจัดเก็บอย่างเปน็ ระบบ
ข. คอมพิวเตอร์มาใชเ้ พ่อื เพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการ
ค. การตรวจสอบการทำงานอยา่ งเป็นระบบ
ง. จำเปน็ ต้องคิดวเิ คราะห์ระบบงาน

11. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง 5 เทคโนโลยที ี่ช่วยพัฒนาการศกึ ษา
ก. การเรยี นรแู้ บบไฮบรดิ
ข. การตดิ ต่อส่ือสาร
ค. เทคโนโลยีจากเกม
ง. เทคโนโลยกี ารพิมพ์ 3 มติ ิ

125

12. ข้อใดคือความหมายท่ีถูกตอ้ งที่สุดของ”นวัตกรรม”
ก.การกระทำท่ีไม่เคยมมี าก่อน
ข.การกระทำท่ีร้อื ฟนื้ มาจากของเดมิ
ค.การกระทำทเี่ อาแบบอย่างมาจากที่อ่นื
ง.การกระทำที่ใชแ้ นวคิดหรือวิธปี ฏบิ ัตใิ หมๆ่ เพอ่ื แกป้ ัญหาและพัฒนางาน

13. การจดั การเรียนรูแ้ บบโครงงานมีทั้งหมดท่ปี ระเภท
ก. 1 ประเภท โครงงานวทิ ยาศาสตร์
ข. 2 ประเภท โครงงานวิทยาศาสตร์, โครงงานอาชพี
ค. 3 ประเภท โครงงานวทิ ยาศาสตร์, โครงงานอาชีพ, โครงงานครู
ง. 4 ประเภท โครงงานวทิ ยาศาสตร์, โครงงานอาชพี , โครงงานครู, โครงงานนกั เรียน

14. ข้อใดเป็นการจดั การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน เปน็ ตัวกระตุน้ เน้นกิจกรรมของผเู้ รยี นเป็นหลัก
ก. BBL (Brain Based Learning)
ข. PBL (Problem Based Learning)
ค. Backward Design
ง. Individual Development Plan

15. เทคโนโลยสี ารสนเทศประยุกต์ใชใ้ นงานด้านการศึกษาในดา้ นใด
ก. คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
ข. ด้านการลงทะเบียนผู้ปว่ ย
ค. การสืบค้นขอ้ มลู
ง. อนิ เทอร์เนต็

16. นวตั กรรมและเทคโนโลยีมีความคล้ายคลงึ กันในดา้ นใด
ก. ความใหม่
ข. ความทันสมยั
ค. การได้รับความนิยมอยา่ งแพร่หลาย
ง. มีเปา้ หมายเพ่ือแก้ปัญหาและพัฒนางาน

17. ด้านการติดตอ่ สื่อสารระหวา่ งใช้มอี ะไรบา้ ง
ก.ใช้ภาษาสภุ าพในการตดิ ตอ่
ข.เชือ่ มโยงอินเทอรเ์ นต็
ค.ไม่นำความลับหรอื เรือ่ งส่วนตวั ของผูอ้ ื่นมาเปน็ หัวขอ้
ง.ถูกทง้ั ก. และ ค.

126

18. แนวคดิ ที่เกยี่ วกับเทคโนโลยีการศกึ ษา มีกี่ประการ อะไรบา้ ง
ก. 2 แนวคิดทางวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์
ข. 3 แนวคิดทางวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคิดทางพฤตกิ รรมศาสตร์แนวคิดทางปญั ญาทัศนศาสตร์
ค. 4 แนวคิดทางวิทยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคดิ ทางพฤตกิ รรมศาสตร์ แนวคดิ ทางปัญญาทศั นศาสตร์
แนวคดิ ทางคณิตศาสตร์
ง. ไมม่ แี นวคิดที่เกี่ยวกบั เทคโนโลยกี ารศกึ ษา

19. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ กู ต้องเกีย่ วกับเทคโนโลยีในอนาคต 10 ปี ขา้ งหนา้ จะเปน็ อยา่ งไร
ก. ปญั ญาประดษิ ฐแ์ ละระบบอตั โนมัติ เทคโนโลยีแหง่ อนาคตท่ีจะพัฒนาทุกส่งิ ให้ล้ำสมยั
ข. โครงข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต 6G ความเร็วสงู
ค. เทคโนโลยี Blockchain เปล่ยี นแปลงโลก
ง. คน้ ควา้ หาความรไู้ ด้สะดวกยิง่ ขึ้น

20. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้องเกีย่ วกบั การส่ือสารขอ้ มลู สมยั ใหม่
ก. มีรากฐานมาจากความพยายามในการเชือ่ มตอ่ ระหวา่ งคอมพิวเตอรก์ ับคอมพวิ เตอร์
ข. การเชื่อมตอ่ ระหวา่ งคอมพิวเตอร์จะอาศยั ระบบสือ่ สารที่มอี ยแู่ ล้ว เชน่ โทรศพั ท์
ค. การสื่อสารข้อมูลสมัยใหม่สามารถเชอ่ื มตอ่ คอมพวิ เตอร์ได้ 2 ตัวเท่านัน้
ง. การตดิ ต่อระหวา่ งคอมพิวเตอร์เรียกว่าระบบเครือข่าย (Network)

21. เทคโนโลยีใดมสี ่วนช่วยในการตรวจจับขโมยได้
ก. จพี เี อส (GPS)
ข. อารเ์ อฟไอดี (RFID)
ค. การประมวลผลภาพ (Image Processing)
ง. มัลติทัช (multitouch)

22. เทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญในอนาคตข้อใดถกู ตอ้ ง
ก.คอมพิวเตอร์
ข.ปญั ญาประดิษฐ์
ค.ถกู ท้ังข้อ ก และ ข
ง.ไม่มขี อ้ ถกู

23. ข้อใดต่อไปน้ีคอื บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ก. ประชาชนรับฟังข่าวสารกันไดต้ ลอดเวลา
ข. การติดตอ่ สอ่ื สารกันสามารถทำได้สะดวก รวดเรว็ ทันเวลา

127

ค. การนำผลงานการวจิ ยั ทม่ี ีการเผยแพร่ทางอนิ เทอรเ์ น็ตมาพัฒนากระบวนการผลติ สนิ ค้าใหม้ ี
คุณภาพสงู ขึน้
ง. ทุกข้อเป็นบทบาทของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
24. ข้อมลู ในการสือ่ สารแบง่ ออกเปน็ ก่ีประเภท อะไรบ้าง
ก. 2 ประเภท คอื ข้อมูล และ ข้อความ
ข. 3 ประเภท คือ ข้อมูล ภาพและเสียง
ค. 4 ประเภท คอื เสยี ง ขอ้ มูล ขอ้ ความ และ ภาพ
ง. 5 ประเภท คือ เสียง ข้อมลู ข้อความ ภาพ และ ข้อมลู สารสนเทศ
25. พฒั นาการทางเทคโนโลยกี ารศกึ ษาในปัจจุบันและแนวโนม้ ในอนาคตมีการเปลยี่ นแปลงในกี่ศตวรรษ
ก. 2 ศตวรรษ
ข. 4 ศตวรรษ
ค. 6 ศตวรรษ
ง. 8 ศตวรรษ
26. อินเทอร์เนต็ หมายถงึ อะไร
ก. การตดิ ต่อสอื่ สารผ่านคอมพวิ เตอร์
ข. google.com
ค. เครือข่ายคอมพวิ เตอรท์ ี่มีขนาดใหญ่
ง. การคน้ หาข้อมลู ในไซเบอร์
27. ขอ้ ใดเป็นประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
ก. อ่านข้อความหรอื เรยี กดภู าพท่ีไมเ่ หมาะสม
ข. การเล่นเกมส์คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ค. การแอบดขู อ้ มูลเพ่ือน
ง. คน้ หารูปภาพดารามาเปน็ ภาพประจำตวั ในเฟสบคุ๊
28. ทักษะความสามารถสำหรบั การรดู้ ิจทิ ลั นัน้ สามารถแบ่งเป็น 4 สว่ นทส่ี ำคัญ ได้แก่อะไรบ้าง
ก. การใช้ (Use) เข้าใจ (Understand) การสรา้ ง (create) เข้าถงึ (Access) เทคโนโลยีดิจทิ ัล ได้
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ข. การใช้ (Use) เข้าใจ (Understand) การส่ือสาร (comunication) เข้าถงึ (Access) เทคโนโลยี
ดิจทิ ัล ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ค. การใช้ (Use) เขา้ ใจ (Understand) การสอ่ื สาร (comunication) การค้นหา (Search)
เทคโนโลยีดิจทิ ัล ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

128

ง. การใช้ (Use) เขา้ ใจ (Understand) การสร้าง (create) การคน้ หา (Search) เทคโนโลยดี ิจิทลั ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
29. ยอ้ นรอยเทคโนโลยดี ้านการสื่อสารของโลกท่ีพบได้ในประเทศจีนและอียปิ ต์รูปแบบใดถูกต้อง

ก. จติ รกรรมบนผนังถำ้
ข. คนปา่ วประกาศราษฎร
ค. สญั ลักษณแ์ ทนคำ
ง. กำเนิดมาราธอน
30. วิวฒั นาการของเทคโนโลยีแบง่ ได้กย่ี ุค
ก. 8 ยคุ
ข. 7 ยุค
ค. 6 ยคุ
ง. 5 ยุค

129

บรรณานกุ รม

กัลยา อดุ มวทิ ิต. (2537). บรกิ ารเสริมจากโครงขา่ ยเคเบล้ิ ใยแก้ว. Information research ปที ี่ 1, ฉบบั ท่ี 6
(Jun.-Jul.), 1-12.

กาญจนา นุชศิริ. (ม.ป.ป). เทคโนโลยสี ารสนเทศและระบบอินเตอรเ์ นต็ . สืบค้นเมอื่ 5 กมุ ภาพนั ธ์ 2565. จาก
https://sites.google.com/site/kanjanapopup/bth-thi-8 - thekhnoloyi-sarsnthes-laea-
rabb-xintexrnet.

กดิ านนั ท์ มลิทอง. (2540). เทคโนโลยกี ารศึกษาและนวัตกรรม. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เกยี รตพิ งษ์ อุดมธนะธรี ะ. (2020). Digital Literacy_องค์ประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ (Elements

information technology). สบื ค้นเมือ่ 30 มกราคม 2565 จาก
https://www.iok2u.com/index.php/article/information-technology/117-5-elements-
informationtechnology5?fbclid=IwAR2oZThlnW0BFfIh90V4B0re61WnruOHbPpVq6IvXt
W4YmgKBxKkyjDOn8w

คณาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศกึ ษา. (2539). เทคโนโลยกี ารศกึ ษา. กรงุ เทพฯ:
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สอนดสุ ติ .

ครรชติ มาลยั วงศ์. (2535). เทคโนโลยสี ารสนเทศ. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพส์ ารมวลชน.
. 2540. อ้างถึงในนวัตกรรมการศกึ ษาและเทคโนโลยที างการศกึ ษา (ออนไลน์)
สืบค้นได้จาก : http://school.obec.go.th/sup_br3/t_1.htm (15/05/2548).

จรญู วงศส์ ายันห์. (2520). นวกรรมและเทคโนโลยที างการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ รุ ุสภา.
จิตตมิ า เทียมบญุ ประเสริฐ. (2544). ระบบสารสนเทศเพ่ือการจดั การ. กรงุ เทพฯ : ว.ี เจ.พรน้ิ ตงิ้ .
ไชยยศ เรอื งสุวรรณ. (2521). หลักการทฤษฎีเทคโนโลยแี ละนวกรรมทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ :

ประสานการพิมพ์.
ใชภ้ าษาหลกั ของเว็บ. (2021). การใช้แหล่งเรยี นร้ผู ่านเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ . สืบค้นเมอ่ื 30 มกราคม 2565

จาก https://sites.google.com/a/htp.ac.th/542_phasa-thiy-3-th32101/2-1-kar-chi-
xintexrnet-pheux-kar-reiyn
ru?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1-
ณฏั ฐพันธ์ เขจรนนั ทน์ และไพบูลย์ เกยี รตโิ กมล. (2545). ระบบสารสนเทศเพ่อื การตัดสนิ ใจ.
กรุงเทพฯ : ส.เอเชยี เพรส.
ทศิ นา แขมมณี. (2547). ศาสตรก์ ารสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ :
ทิพวรรณ หล่อสวุ รรณรตั น์. (2545). ระบบสารสนเทศเพอื่ การจดั การ. กรงุ เทพฯ : สถาบัน

130

บณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร์.
ธำรงค์ บวั ศรี. (2527). เทคโนโลยีการศกึ ษาและนวัตกรรม. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
นฤมล โลห่ ท์ องคำ. (2012). สอ่ื การเรียนรู้. สบื ค้นเมื่อ 5 กุมภาพนั ธ์ 2565. จาก

https://www.gotoknow.org/posts/46879.
นภิ าภรณ์ คำเจรญิ . (2545). ระบบสารสนเทศเพ่อื การจดั การ. กรงุ เทพฯ : เอส.พี.ซี. บุ๊คส.
บญุ เก้ือ ควรหาเวช. (2543). นวตั กรรมการศึกษา (พมิ พ์ครง้ั ที่ 5). นนทบรุ ี: SR Printing.
บ้านจอมยทุ ธ. (2543). เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการใชช้ ีวติ ในสงั คมปจั จุบนั . สบื ค้นเมื่อ 30 มกราคม 2565

จาก
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension1/introduction_to_information_tech
nology/17.html
ปทปี เมธาคณุ วฒุ ิ. (2544). เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การบรหิ ารสถาบนั อุดมศึกษา. กรุงเทพฯ: สา
นกั พมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ประพนธ์ ผาสกุ ยืด. (2547). การจัดการความรฉู้ บับมือใหมห่ ดั ขับ. กรุงเทพฯ: สำนักพมิ พ์ใยไหม.
ประภาวดี สบื สนธ์. (2543). การจัดหาและการใช้หนังสือของสำนักบรรณสารการพฒั นาสถาบนั บณั ฑติ
พัฒนาบรหิ ารศาสตร์พ.ศ. 2541-2543. กรุงเทพฯ: ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สถาบนั บณั ฑติ
พฒั นาบริหารศาสตร์
ปรานอม หยวกทอง. (ม.ป.ป). ลกั ษณะของสารสนเทศทด่ี ี. สืบคน้ เมือ่ 30 มกราคม 2565
จาก https://sites.google.com/site/kroonom/laksna-khxng-sarsnthes-thi-
di?fbclid=IwAR1po7Hq8PN67x8Yr_hBP9OeUPrcaKR4NNsfRoVGb6tyHl6zESQkB9A-uBU
ไพโรจน์ คชชา. (2542). คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรบั ผู้บรหิ าร. กรุงเทพฯ :
เซ็นเตอร์ดสิ คัฟเวอรี.่
ภทั ธริ า. (2012). มารูจ้ กั กบั บทเรยี นบนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ กนั เถอะ. สืบค้นเม่ือ 5 กมุ ภาพันธ์ 2565. จาก
https://www.gotoknow.org/posts/366965
มหาวิทยาลยั รงั สติ . (2549). นวตั กรรมการเรยี นการสอน. วารสารสนับสนนุ และพฒั นา
การเรยี นการสอน, 1(3), 1-3.
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.สาขาวิชาศลิ ปศาสตร์. (2551). การพฒั นาทรัพยากรสารสนเทศ. นนทบุร:ี
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
มนตรี ดวงจิโน. (2546). เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารเพ่อื การศกึ ษา. ปตั ตานี: เพ่อื นคอม.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (2539). พจนานกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พุทธศักราช 2539. กรุงเทพฯ:
ราชบัณฑิตยสถาน.

131

ลดั ดา ศขุ ปรดี .ี (2523). การวจิ ัยและพฒั นานวัตกรรม. กรงุ เทพฯ. เอกสารอัดสำเนา.
วสนั ต์ อตศิ ัพท์ . (2523). ประวตั ินวกรรมและเทคโนโลยที างการศกึ ษาในประเทศไทย.

กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
วรวทิ ย์ นเิ ทศศิลป.์ (2551). สื่อและนวัตกรรมแหง่ การเรยี นรู้. ปทมุ ธาน:ี สกายบ๊กุ ส์.
วเิ ศษศกั ด์ิ โคตรอาษา. (2542). เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การเรียนรู้. กรุงเทพฯ : เธริ ์ดเวฟเอด

ดเู คช่ัน .
วุทธศิ กั ด์ิ โภชนกุ ูล. (2550). กระบวนการทางนวัตกรรม. สบื ค้นเมือ่ 15 เมษายน 2553,

จาก http://www.pochanukul.com/wp-tent/uploads/2007/12/innovation_process.pdf.
วุฒิศักดิ์ เกดิ เขยี ว. (2012). ความสำคัญของสารสนเทศ. สืบคน้ เมื่อ 30 มกราคม 2565. จาก

https://www.gotoknow.org/posts/340413.
ศริ ิรัตน์ พมิ ณาคุณ. (ม.ป.ป). บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เร่อื ง การส่อื สารขอ้ มลู เครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์

และอินเทอรเ์ นต็ . สบื ค้นเมอ่ื 5 กุมภาพันธ์ 2565. จาก
http://www.ks.ac.th/rung/unit_7_01.html?fbclid=IwAR1FVfl_zAVQ_8Pi32elCh53Bjq5Ulv
-omUyn8f_FUu_PZPLWtc19A4kPOk
สวัสดิ์ ปุษปาคม (2517). นวกรรมและเทคโนโลยใี นการศึกษา. กรงุ เทพฯ : หา้ งหุน้ สว่ นสนุ ทรกจิ การพิมพ์.
สคุ นธ์ สนิ ธพานนท.์ (2553). นวัตกรรมการเรยี นการสอน. เพ่อื พัฒนาคณุ ภาพของเยาวชน (พิมพค์ ร้ังที่ 4).
กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิคพรนิ้ ต้งิ .
สมจติ ร ยม้ิ สดุ . (มปป). ความหมายนวัตกรรมการศกึ ษา (ออนไลน์).
สมนึก เออื้ จิระพงษพ์ นั ธ์ และคณะ, (2553), “นวัตกรรม: ความหมาย ประเภท ความสำคัญ
ต่อการเป็นผู้ประกอบการ”, วารสารบริหารธรุ กิจ, มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ปีที่ 33, ฉบบั ท่ี 128,
ตลุ าคม-ธันวาคม 2553,
=http://www.jba.tbs.tu.ac.th/files/Jba128/Article/JBA128Somnuk.pdf
สมบรู ณ์ สงวนญาติ. (2534). เทคโนโลยีทางการเรียนการสอน. กรงุ เทพฯ: หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์ กรมการฝกึ หัด
คร.ู
สมบูรณ์ ยนิ ดีรกั ษ์. (2012). เทคโนโลยโี ทรคมนาคม. สืบค้นเมือ่ 30 มกราคม 2565. จาก
https://www.gotoknow.org/posts/342422
สำนกั งานนวตั กรรมแห่งชาติ. (2549). สดุ ยอดนวตั กรรมไทย. กรุงเทพฯ : สำนกั งานนวัตกรรมแหง่ ชาติ
กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สำนักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย. (2551). แนวทางการดําเนินการ
จัดการศกึ ษานอกโรงเรยี น. กรุงเทพฯ : ผู้แตง่

132

สำลี ทองธวิ (2526 ). นวตั กรรมการศกึ ษา. (พมิ พ์คร้ังที่ 5). นนทบุร:ี SR Printing.
สชุ าดา กีระนนั ท์. (2542). ทฤษฎีและวิธกี ารสำรวจตวั อย่าง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จฬุ าลงกรณ์

มหาวทิ ยาลัย.
สุภาภรณ์ ธรรมสรางกรู . (2014). เทคโลโยสี ารสนเทศและการส่อื สาร. สบื ค้นเมอ่ื 30 มกราคม 2565. จาก

https://korkaicomsci.wixsite.com/computer/itu1-5
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension1/introduction_to_information_tech
nology/17.html
สุนทร แกว้ ลาย. (2531). เทคโนโลยสี ารนเิ ทศ. ในสารนิเทศศาสตร์: เอกสารประกอบการสัมมนา(หน้า 284-
291). กรงุ เทพมหานคร:วิทยาลัยครบู า้ นสมเดจ็ เจ้าพระยา.
อรนุช ลิมตศิร.ิ (2543). นวตั กรรมและเทคโนโลยกี ารเรยี นการสอน. กรุงเทพฯ : ส านกั พมิ พ์
มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง.
อรรคเดช โสสองช้นั . (2563). ความหมายของ นวตั กรรมการศึกษาและเทคโนโลยีทางการศึกษา.
สบื ค้นเม่อื 25 มกราคม 2565. จาก
https://bsci2.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%
E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-
%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B
8%A3%E0%B8%A1/
อพิชญา ตาชูชาตแิ ละคณะ. (2561). การใชอ้ นิ เตอร์เน็ตเพื่อการเรยี นรู้. สืบคน้ เมอ่ื 30 มกราคม 2565 จาก
https://sites.google.com/a/htp.ac.th/512_phasa-thiy-3-th32101/1-1-kar-tang-praden-
khatham-smmtithan-learning-to-question
Alter (1996). Information Systems: A Management Perspective, 2nd ed. Menlo Park: The A
Benjamin/Cummings Publishing.
Bentley. (1998). In Managing information-avoiding overload. London: The Chartered
Institute of Management Accountants.
chetsada kakanuek. (2017). นวัตกรรมทางการศกึ ษาของไทยในปัจจุบนั . สืบคน้ เมอื่ 25 มกราคม 2565.
จาก https://sites.google.com/site/chetsadasbt/khlang-bthkhwam-1/mimichux.
Haag, Cummings and Dawkins. (2000). Management information systems for the
informationage.2 nded. New York : McGraw – Hil.
Kanjanaporjai. (2013). แนวคดิ พ้ืนฐานนวัตกรรมทางการศึกษา. สืบค้นเมอ่ื 25 มกราคม 2565. จาก
https://kanjanaporjai.wordpress.com/2013/11/22/.

133

Kroenke and Hatch. (1994). Management Information System. (3rd ed.). New York:
Mc Graw – Hill.

KU.Pong. (2559). การรบั -ส่งข้อมลู บนเครอื ข่ายอนิ เตอรเ์ นต็ . สบื คน้ เม่อื 30 มกราคม 2565 จาก
https://sites.google.com/a/bicec.ac.th/e-learning/kar-rab-sng-khx-mul-bn-kherux-khay-
xintexrnet-1

kewalin kanjanapan. (2013). การออกแบบนวตั กรรม. สบื ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2565. จาก
https://www.gotoknow.org/posts/554272.

Kittipong. (2557). เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การเรยี นร.ู้ สบื คน้ เม่อื 5 กมุ ภาพันธ์ 2565. จาก
http://technoforlearn.blogspot.com/2014/11/6_77.html

Krufernmaths. (2018). การวิเคราะหป์ ญั หาการจดั การเรียนรู้ที่เกดิ จากการใชน้ วัตกรรมและเทคโนโลยี
ส า ร ส น เ ท ศ . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ 5 ก ุ ม ภ า พ ั น ธ ์ 2565. จ า ก
https://fernnich.wordpress.com/2018/12/12/3

KU.Pong. (2559). การรบั -ส่งข้อมลู บนเครือขา่ ยอินเตอรเ์ นต็ . สืบคน้ เม่ือ 5 กมุ ภาพนั ธ์ 2565. จาก
https://sites.google.com/a/bicec.ac.th/e-learning/kar-rab-sng-khx-mul-bn-kherux-khay-
xintexrnet-1

Lukpla Boonyacharoenkul. (2554). กระบวนการสรา้ งและพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษา. สบื คน้ เมอ่ื
25 มกราคม 2565. จาก https://sites.google.com/site/lukpla8135/krabwnkar-srang-laea-
phathna-nwatkrrm-thangkar-suksa.

Laudon and Laudon. (1999). Essentials of management information system (3rd ed).
Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall.

McLeod, Jr. and Schell. (2001). Management information systems. 8th ed. Upper
Saddle River. NJ: Prentice-Hall, Inc.

Morton JA. (1973). Organizing for Innovation a Systems Approach to Technical
Management.

Nickerson. (1998). Business and Information Systems. New York: Addison-Wesley
Longman.

Nickerson (1998). Business and information systems. New York: Addison-Wesley
Longman.

O’Brien. (2001). Introduction to information systems . Boston: McGraw-Hill/Irwin.
Press, Rogers, E., & Shoemaker, F. (1971). Communication of innovation. New York : The

134

Free Press.
Prosofthcm. (2018). เทคโนโลยีกับการเรยี นรู้. สืบคน้ เมอื่ 5 กุมภาพันธ์ 2565. จาก

https://www.prosofthcm.com/Article/Detail/16798
Rogers, Everett M. (1983). Diffusion of Innovation. New York : The Free
Sukanya. (2012). ความหมายและลักษณะของนวัตกรรมการศึกษา. สืบค้นเม่ือ 25 มกราคม 2565. จาก

https://www.gotoknow.org/posts/384875.
Saracevic and Wood. (1981). Consolidation of Information: A Handbook on

Evaluation, Restructuring, and Repackaging of Scientific and Technical
Information.Paris: General Information Program and UNISIST of the United Nations
Educational, Scientific and Cultural Organization.
Schultheis and Sumner. (1998). Management information systems: the manager's view.
New York: McGraw Hill.
Stair and Reynolds. (2001). Principles of Information systems. (5 th ed.) Boston :
Course Technology.
Stair and Reynolds. (2001). Principles of Information systems. (5 th ed.) Boston :
Course Technology.
Saifun tabasa. (2015). ววิ ฒั นาการเทคโนโลยสี ารสนเทศ. สบื ค้นเมือ่ 30 มกราคม 2565. จาก
https://tabasasaifun.blogspot.com/p/6.html?fbclid=IwAR1hjyLmCzw69lmokmzb7Dzge
E4taGhlzzoRCu-gWEeHMUZdORqS7R3t1I4
Siriyakorn Thongtakorn. (2016). ประโยชน์ของระบบสารสนเทศประสทิ ธิภาพ (Efficiency). สืบคน้
เมื่อ 30 มกราคม 2565 จาก https://sites.google.com/site/fahfastfood/prayochn-khxng-
rabb-sarsnthes-prasiththiphaph-efficiency
Tiprapaprangmook. (2017). แหล่งเรียนร้แู ละเครอื ขา่ ย เพือ่ การเรียนร.ู้ สบื ค้นเม่ือ 5 กมุ ภาพนั ธ์ 2565.
จาก https://adorablenan.wordpress.com/2017/10/31/
Thomas C. Dare. (1998,March). “Perceived Levels of A Total Quality Management.
Thomas C. Dare. (1998,March). “Perceived Levels of A Total Quality Management.
Turban, McLean and Wetherbe. (2001). Information Technology for Management : Making
Connections for Strategic Advantage. (2nd ed.). New York: John Wikley & son, Inc,.
Witchutawijitnawee. (2013). เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพวิ เตอรแ์ ละอนิ เตอร์เนต็ . สืบค้นเม่อื 5

135

กุมภาพนั ธ์ 2565. จาก https://sites.google.com/site/kanjanapopup/bth-thi-8-thekhnoloyi-
sarsnthes-laea-rabb-xintexrnet.
Zwass. (1998). Structure and macro-level impacts of electronic commerce: from
technological infrastructure to electronic marketplaces.Search from
http://www.mhhe.com /business/mis/zwass/ecpaper.html.

136


Click to View FlipBook Version