The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ.2560 สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by TGS Thaigovscholars, 2026-01-23 10:40:42

หนังสือการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ.2560 สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย

หนังสือการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ.2560 สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย

50 ดร. อธิชา มหาโยธา การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0กับภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นโครงการเทศบาลเล็กในเทศบาลใหญ่ โครงการเทศบาลดิจิตอลโครงการระบบร้องทุกข์you pee (อยู่พี่) โครงการ Lora KKM ชิปอัจฉริยะ (7)Smart Education คือ เมืองที่มีการพัฒนาการจัดการศึกษาให้ทั่วถึง ครอบคลุมทุกกลุ่มทุกวัย อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตจากการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองมุ่งสู่การเป็น Khon KaenSmart City ของจังหวัดขอนแก่นจำ เป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ได้รับการประสานความร่วมมือจากเทศบาลนครขอนแก่นในการขับเคลื่อน Khon KaenSmart City ดังนั้น การจัดทำ โครงการ Smart WORKS inSmart City นอกจากจะสอดรับ Thailand 4.0 แล้ว ยังเป็นแนวทางสำหรับการเข้าร่วมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในพื้นที่ด้วย โดยการนำ เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ประกอบการดำ เนินการ มีเป้าหมาย 5 ประการ ได้แก่ (1)Smart willing service คือ การให้บริการด้วยจิตมุ่งบริการมีความรวดเร็ว ยึดความต้องการของประชาชนหรือผู้มารับบริการเป็นศูนย์กลาง(2) Smart operation network คือการสร้างเครือข่ายการทำ งานทั้งงานในบทบาทหน้าที่และตามยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดประสิทธิผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน (3) Smart rapid responds คือ การให้การบริการที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ทั้งในงานปกติและงานในภาวะฉุกเฉิน (4)Smart knowledge Information คือ การให้บริการข้อมูลข่าวสาร และการฝึกอบรม ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ด้วยระบบดิจิตอลที่รวดเร็วทันกาลและเชื่อถือได้(5)Smartstaffsคือบุคลากรมีศักยภาพในการปฏิบัติงานและมีความพร้อมกับการทำ งานในยุคดิจิตอล แผนการดำ เนินโครงการเป็นเวลา 10 ปี(พ.ศ. 2561 -2570) และแบ่งการดำ เนินงานเป็น3 ระยะ ดังแสดงในรูปที่1และมีรายละเอียดของแผนงาน/โครงการในแต่ละระยะอธิบายดังนี้ระยะที่ 1 ปีงบประมาณ 2561 - 2563 (3 ปี) แผนงาน/โครงการ ประกอบด้วย 2 เรื่อง 1.แผนงาน/โครงการพัฒนาการให้บริการรายงานผลด้วยระบบดิจิตอล (Digital reports) เพื่อให้หน่วยงานหรือลูกค้าที่ส่งตัวอย่างตรวจ ได้รับความสะดวก รวดเร็วในทุกขั้นตอนของการส่งตัวอย่างและการรับรายงานผลการทดสอบ รวมทั้งให้บริการจัดทำบัตรเฉพาะบุคคลหรือหน่วยงาน(Securedpasswordcard)สำหรับการลงทะเบียนเข้าระบบการรายงานผลDigital reportsแผนการ/โครงการพัฒนานี้จะสามารถลดปริมาณการใช้ค่าใช้จ่ายของการรับและส่งตัวอย่างอาทิเช่นลดการใช้กระดาษลดค่าส่งรายงานทางโทรสาร และ ลดระยะเวลาการรอคอยการจัดส่งผลทางไปรษณีย์ 2.การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมของบุคลากรเพื่อส่งเสริมการพัฒนางานขององค์กร ประกอบด้วย 2 โปรแกรม คือ 2.1การพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคลและกลุ่มงานเพื่อส่งเสริมงานประจำ (Reskilltraining)ด้วยโปรแกรมการพัฒนาบุคลากร (Development program of Human resource;DPHR) โดยให้ผู้ปฏิบัติงานได้ประเมินตนเองและเสนอหัวข้อที่จะต้องรับการฝึกอบรมรวมทั้งงบประมาณที่ต้องใช้ในแต่ละครั้งลงโปรแกรมDPHR โดยที่หัวข้องการฝึกอบรมมีได้ทั้งส่วนของงานประจำและงานที่จะเปิดให้บริการใหม่และลงข้อมูลของผลการประเมินหลังจากการฝึกอบรมในโปรแกรมดังกล่าวด้วยเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาในปีถัดไป 2.2การพัฒนาสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษของบุคลากรโดยการนำหลักสูตรของ แอพพลิเคชั่นEchoEnglish มาปรับใช้ในการพัฒนาคนในองค์กรได้ทุกระดับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษให้บุคลากรในหน่วยงานนำ ไปสู่การสนับสนุนงานเชิงรุกและเตรียมความพร้อมสำหรับการประสานงานในระดับสากล(Englishskill improvement)


51 ดร. อธิชา มหาโยธา การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0ระยะที่ 2 ปีงบประมาณ 2564 - 2566 (3 ปี) แผนงาน/โครงการ ประกอบด้วย 2 เรื่อง 1.การจัดทำ ระบบบริการข้อมูลข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และ การฝึกอบรมสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ในระบบดิจิตอล (Digital knowledge information) 2. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขชุมชน(Thailand R&Dnetwork and innovation system) แผนงาน/โครงการ ระยะที่2นี้ส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงงานที่มีอยู่เดิมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการบริการที่รวดเร็วและตอบสนองความต้องการของผู้มารับบริการทั้งภายในและภายนอก และในด้านบุคลากรจะได้รับการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การก้าวสู่ยุคดิจิตอลและการทำ งานวิจัยมุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในระดับภูมิภาคและภายในประเทศรูปที่1: แผนการดำ เนินโครงการ Smart WORKS in SmartCityระหว่างปีงบประมาณ 2560 - 2573 ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่7 ขอนแก่น


52 ดร. อธิชา มหาโยธา การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0ระยะที่ 3 ปีงบประมาณ 2567 – 2570 (4 ปี) แผนงาน/โครงการ ประกอบด้วย 3 เรื่อง 1. การจัดทำ ระบบบริการตอบรับข้อมูล ข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ด้วยระบบดิจิตอล(Digital feedbackresponds) ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข 2. การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมของบุคลากรเพื่อส่งเสริมการพัฒนางานขององค์กร (Adapt & Grow programfor staffs) ประกอบด้วย 2 โปรแกรม คือ 2.1 การพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคลและกลุ่มงาน เพื่อส่งเสริมให้สามารถสร้างงานวิจัย และนวัตกรรม นำ ไปสู่ความก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการ และสายงาน 2.2 การสร้างเสริมศักยภาพของบุคลากรด้านภาษาอังกฤษ เพื่อเข้าสู่โครงการ/ทุนรัฐบาล ของสำ นักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)หรือทุนพัฒนาต่างๆ ของหน่วยงาน 3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขระหว่างประเทศ(OverseasR&Dnetworkandinnovationsystem)แผนงาน/โครงการ สุดท้ายของโครงการ Smart WORKS inSmartCity เป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับการทำ งานในยุคดิจิตอลที่ครบวงจร ระบบทุกระบบจะตอบสนองความต้องการของผู้มารับบริการด้วยดิจิตอลและบุคลากรมีศักยภาพทั้งการทำ งานประจำ และการสร้างงานใหม่ เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่ และลดการนำ เข้าผลิตภัณฑ์ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์จากต่างประเทศนอกจากนี้การส่งเสริมให้บุคลากรสามารถเข้าร่วมโครงการต่างๆของก.พ. จะเป็นการเพิ่มโอกาสบุคคลกลุ่มดังกล่าวได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากข้าราชการต่างกรม ต่างกระทรวง ทำ ให้เกิดความเข้าใจ และเข้าถึงบทบาทของกันและกันมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการทำ งานร่วมกันอย่างบูรณาการ รวมทั้งได้มีประสบการณ์ตรงจากการไปอบรม ณ ต่างประเทศ ทำ ให้เกิดแนวคิดที่ริเริ่มสร้างสรรค์สำ หรับการพัฒนาตน องค์กร และประเทศไทยอย่างมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืนเอกสารอ้างอิง[1]: จินางกูล โรจนนันต์(2560). Thailand4.0. แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ20ปี.แหล่งที่มา:http://bpsmoph.go.th/new_bps/Nationalstrategicplan20years_260760.pdf[2]: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข(2560).แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี(ด้านสาธารณสุข).แหล่งที่มา:http://hospital.moph.go.th/phangnga/News/info/ยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข20ปี.pdf[3]: ปิยสกลสกลสัตยาทร(2560).การปฏิรูประบบสาธารณสุข(MOPH4.0) กระทรวงสาธารณสุข 2560. แหล่งที่มา:http://www.srbr.in.th:81/Web/newpage2013/menu05.section_07/04/MOPH%204.0.pdf[4]: สุขุม กาญจนพิมาย (2560). DMSc 4.0, Action PlanMOPH 4.0. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข2560.แหล่งที่มา:http://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/12.Biotech.pdf[5]: เทศบาลนครขอนแก่น (2560). รายงานความคืบหน้าเมืองอัจฉริยะ Khon Kaen SmartCity. แหล่งที่มา:http://www.kkmuni.go.th/2017/article/news/769/รายงานความคืบหน้าเมืองอัจฉริยะ-KhonKaen-Smart-City


53 ดร. อธิชา มหาโยธา การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0ประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล อธิชา มหาโยธาการศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวรประเภททุนที่ได้รับ ทุนฝึกอบรมสำ หรับข้าราชการระดับชำ นาญการปีที่ได้รับทุน 2560สถานที่ทำ งาน ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ขอนแก่น สังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขสถานที่ติดต่อที่อยู่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ขอนแก่น เลขที่ 394 หมู่ 19 ตำ บลศิลา อำ เภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000เบอร์ติดต่อ 043 240800 ต่อ 107e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน ปี 2538 - 2540ทำ งานในตำ แหน่งนักเทคนิคการแพทย์ ณ ห้องปฏิบัติการชีวโมเลกุล โรงพยาบาลกรุงเทพ กรุงเทพฯปี 2541 - 2547ทำ งานในตำ แหน่งนักเทคนิคการแพทย์ ระดับ 3 - 6 ณ งานพยาธิวิทยาคลินิก กลุ่มชันสูตรสาธารณสุขศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 8 อุดรธานี จังหวัดอุดรธานีปี 2548 - ปัจจุบัน ทำ งานในตำ แหน่งนักเทคนิคการแพทย์ ระดับชำ นาญการ ห้องปฏิบัติอณูวิทยาชั้นสูง กลุ่มชันสูตรสาธารณสุข ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น


54 ดนุ วิโรจน์อุไรเรือง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.01. นำ เรื่อง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand4.0 เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายเพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งต้องผ่านยุคเกษตรกรรม(1.0) อุตสาหกรรมเบา(2.0) อุตสาหกรรมหนัก(3.0) อันเป็นยุคปัจจุบัน การเข้าสู่Thailand 4.0 นั้นก็เพื่อให้ประเทศไทยเราก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ปัจจุบันในความเป็นยุคอุตสาหกรรมหนักเราใช้เทคโนโลยีต่างประเทศในการพัฒนาการส่งออก ทำ ให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระดับ3-4%ต่อปีช่วยทำ ให้ประเทศไทยเราตกอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางมายาวนานกว่า 20 ปีที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเราผลิตสินค้าได้เฉพาะประเภทโภคภัณฑ์ซึ่งทำมาก แต่ได้น้อย การแก้ไขให้ทำน้อยแต่ได้มากเรามีความจำ เป็นต้องผลิตสินค้าเชิงนวัตกรรมให้ได้ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านหลัก3 ด้านที่ต้องทำมีดังนี้: ก. ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ (รวมไปถึงอุตสาหกรรมบริการฯ) จะต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ข. ภาคเกษตรกรรมจะต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นเกษตรกรรมสมัยใหม่ ซึ่งต้องเน้นที่ การบริหารจัดการ หรือ SmartFarming เกษตรกรจะต้องร่ำ รวยขึ้น และเป็นผู้ประกอบการ(Entrepreneur) ค. SMEs หรือ Small and Medium Enterprises จะต้องปรับเปลี่ยนจากแบบเดิมไปสู่ Smart Enterprises และStartups ที่มีศักยภาพสูง เปลี่ยนรูปแบบการบริหารแบบเดิมที่สร้างมูลค่าได้ต่ำ ไปสู่การบริการที่มีมูลค่าสูง เปลี่ยนแรงงานทักษะต่ำสู่แรงงานที่มีความรู้มีทักษะสูง แบบจำ ลอง Thailand 4.0: กระบวนทัศน์ (ConceptParadigm) ของ Thailand 4.0 มีดังนี้:มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน(Steadiness) (Prosperity) (Sustainability)นั่นคือในที่สุดแล้ว เมื่อสิ้นสุดยุคThailand4.0ประเทศไทยของเราจะมีความมั่นคงในทุกด้านทั้งเศรษฐกิจการเมืองและสังคมอันเป็นดัชนีบ่งชี้ความสำ เร็จในการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจรายได้ประชาชาติจะสูงอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูงนั่นคือ ประเทศไทยของเราจะมั่งคั่ง และมั่นคง ยั่งยืนตลอดไป จะไม่ล้มลุกคลุกคลานเช่นในอดีตที่ผ่านมา2. ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุค Thailand 4.01. สานพลังประชารัฐ เน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนราชการประชาชนสถาบันการศึกษาสถาบันวิจัยประกอบกับการสนับสนุนส่งเสริม SMEs และ Startups เพื่อให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ 2. มีโครงสร้างเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมที่มีคุณภาพ มีระบบอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมประชากรให้มากที่สุด เพื่อให้เชื่อมโยงกันได้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรมภาคอุตสาหกรรม ภาค SMEs ตลอดจนส่วนราชการ องค์กรภาคเอกชน สถานศึกษา และประชาชน สอดรับกับการสานพลังประชารัฐในข้อ 1 ได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุด โครงสร้างICT(Internet-Communication-Transportation) เป็นปัจจัยความสำ เร็จที่สำคัญยิ่งที่จะทำ ให้เราก้าวข้ามกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงได้ตามวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0


55 ดนุ วิโรจน์อุไรเรือง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0เชิงนโยบายThailand4.0ดังกล่าว และการจะให้วิสัยทัศน์เชิงนโยบายนี้ประสบความสำ เร็จได้จะต้องมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าสูง จะต้องมีการผลักดันสนับสนุน ส่งเสริมคนกลุ่มนี้ทั้งด้านเงินทุน และกำลังใจ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป3. ปัจจัยหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุคThailand 4.0กรอบความคิดในการวัด ประเมินการพัฒนาประเทศ เราวัดที่ดัชนีบ่งชี้ทางการเมืองทางเศรษฐกิจและทางสังคมเป็นหลักทั้งสามตัวบ่งชี้นี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นจะมองเพียงมิติใดมิติหนึ่งหรือสองมิติไม่ได้จะต้องดูดุลยภาพของทั้งสามมิติครบคู่กันปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาทั้งสามมิตินี้คือคนหรือที่เรียกทรัพยากรมนุษย์นั่นเองประชากรของประเทศจะต้องมีคุณภาพ มีความรู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือคิดนอกกรอบได้แบบจำลองในการพัฒนาประเทศคนย่อมได้จากการศึกษาที่มีคุณภาพ การศึกษาที่มีคุณภาพ ย่อมสร้างคนที่มีคุณภาพเข้าสู่มิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทำ ให้เกิดการพัฒนาได้อย่างมีดุลยภาพและคุณภาพThailand4.0 เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ จากประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลาง มุ่งให้ก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงนั้นย่อมเป็นการมองมิติเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว! ถ้าเราสร้างคนที่มีคุณภาพสูงไม่ได้แล้วเราจะได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าสูงได้อย่างไร SmartFarming ในภาคเกษตรกรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรSMEs และStartups จะเดินหน้าสู่SmartEnterprises ได้อย่างไร การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์จะเป็นไปได้อย่างไร การสานพลังประชารัฐ การสร้างเครือข่าย การสื่อสารโทรคมนาคม จะเกิดขึ้น อย่างมีคุณภาพ และศักยภาพได้อย่างไร? ปัจจัยที่สำ คัญที่สุดในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง คือ คน หรือทรัพยากรมนุษย์ซึ่ง Thailand4.0 ก็อยู่ในภาคเศรษฐกิจของวัฏจักรการพัฒนาประเทศในองค์รวมนี้เท่านั้นเอง “คนจะมีคุณภาพย่อมต้องมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ”การพัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพสูง จึงเป็นปัจจัยที่จะผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพสูงไปขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ของประเทศให้เดินหน้าไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนได้และแน่นอน Thailand 4.0 ก็เป็นส่วนหนึ่งในดัชนีบ่งชี้ทั้งสามนี้การศึกษาของประเทศไทย หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศญี่ปุ่นยับเยินทั้งประเทศ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ย่ำ แย่ไปหมด ต้องใช้ค่าปฏิกรรมสงครามด้วย แล้วปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้วชั้นนำ ของโลกได้อย่างไร เยอรมัน อิตาลีก็เช่นเดียวกันแพ้ภัยสงครามแต่พลิกฟื้นพัฒนาจนกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วชั้นนำ ของโลกได้อย่างไร ในอาเซียน สิงค์โปร์ที่แทบจะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลย มหาวิทยาลัยเขามีคุณภาพติดอันดับโลก เศรษฐกิจดีเยี่ยม ประเทศมั่นคง มั่งคั่งสังคมก็มีระเบียบที่ดีเขาทำ ได้อย่างไร ในแบบจำลองนี้จะเห็นได้ว่าคนหรือทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้เดินหน้า-พัฒนาไปอย่างมีดุลยภาพ ทั้งเศรษฐกิจสังคม และการเมือง โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีชีวิต ต้องใช้คนเป็นตัวขับเคลื่อน และคนที่ขับเคลื่อนจะต้องมีคุณภาพ เมื่อพิจารณาปัจจัยสัมพันธ์ในการพัฒนาประเทศจะเห็นว่าทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษา มีความสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างแนบแน่นสังคมเศรษฐกิจการเมืองต้องมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพจึงจะขับเคลื่อนไปได้คุณภาพของบการสนับสนุนส ั ่งเสริม SMEs และ Startups ัข. มีโครงสร้างเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมที่มีคุณภาพ มีระบบอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมนได้ทุกภาคส ั ่วน ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาค SMEs บการสานพลังประชารัฐในข้อ 1 ั สะดุด โครงสร้าง ICT (Internet-Communication-Transportation) เป็ นปัจจัยความสําเร็จที่ าวข้ามกลุ ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงได้ ตามวิสัยทัศน์เชิง ดังกล่าว และการจะให้วิสัยทัศน์เชิงนโยบายนี้ประสบความสําเร็จได้จะต้องมีการคิดค้นๆ ที่มีคุณค่าสูง จะต้องมีการผลักดันสนับสนุน ส่งเสริมคนกลุ่มนี้งด้านเงินทุน และกาลังใจ ํ ่อไปุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0กรอบความคิดในการวัด ประเมินการพัฒนาประเทศ เราวัดที่ดัชนีบ่งชีทางการเมือง ทางเศรษฐกิจงสามตัวบ่งชี้นี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกนอยัางแนบแน่ น จะมองเพียงมิติใดมิติหนึ่ง ได้ จะต้องดูดุลยภาพของทั้งสามมิติครบคู่กน ปัจจัยหลักที่จะเป็ นตัวขับเคลื่อนพัฒนาทั ั้งสามมิตินี้นันเอง ประชากรของประเทศจะต้องมีคุณภาพ มีความรู้ มีความคิดริเริ ่ ่มแบบจําลองในการพัฒนาประเทศในแบบจําลองนี้จะเห็นได้วาคน หรือทรัพยากรมนุษย์ เป็ นปัจจัยหลักในการพัฒนาขับเคลื่อนภา ่ค-พัฒนาไปอยางมีดุลยภาพ ทั ่้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเนื้อเศรษฐกิจการเมือง สังคมการศึกษาสร้างคน


56 ดนุ วิโรจน์อุไรเรือง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 ประเทศเหล่านี้เขามุ่งพัฒนาคนก่อน ด้วยความเชื่อมั่นว่า คนจะเป็นพลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาคนต้องพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ แน่นอนนอกจากจะต้องพัฒนาระบบการศึกษาทั้งระบบแล้ว ในระบบทั้งหมดนี้“ครู”สำคัญที่สุด ถ้าครูไม่มีคุณภาพจะสร้างคนที่มีคุณภาพได้อย่างไรถ้าคนไร้คุณภาพแล้วจะทำ ให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าได้อย่างไรทั้งภาคเกษตรกรรมที่มุ่งจะให้เป็นSmartFarmingภาคอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมSMEsที่จะปรับสู่SmartEnterprisesและStartupsที่มีศักยภาพสูง รูปแบบการบริหารที่เพิ่มมูลค่าสูงขึ้น แรงงานมีความรู้มีทักษะสูง ย่อมไม่มีทางสำ เร็จได้ถ้าไม่พัฒนาเรื่อง การศึกษาก่อน ในที่สุด Thailand 4.0 ก็จะเป็นเพียงวาทะกรรมสวย ๆแล้วลืมเลือนหายไปในที่สุด ประเทศฟินแลนด์ที่การศึกษามีคุณภาพสูงแทบจะที่สุดในโลกนั้น คนที่จะมาเป็นครูโดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จะต้องรักอาชีพครูอย่างแท้จริง มุ่งประกอบอาชีพครู เรียนเก่ง มีความรู้รอบด้าน (Versatile) ระบบการเรียนการสอนของเขาส่งเสริมให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์คนที่จะมาเป็นครูจะมีเงินเดือนสูงกว่าเกือบทุกอาชีพ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือคุณภาพสูง ที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนสูงเศรษฐกิจของเขาจึงดีความเป็นอยู่ของประชาชนในสังคมสงบสุข การเมืองก็นิ่งสงบในระบอบประชาธิปไตย ญี่ปุ่นก็เช่นกันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาก็มุ่งพัฒนาคนของเขาโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนตำราวิชาการต่างๆของประเทศตะวันตกนักวิชาการของเขาจะแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นเพื่อให้ครูอาจารย์นักเรียนนักศึกษา ได้เรียนรู้ในภาษาของตนเองซึ่งน่าจะเข้าใจได้ดีกว่าเป็นภาษาอังกฤษเพียงประมาณ40ปีต่อมา ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งระดับโลกคนของเขามีระเบียบวินัยสูง สินค้าโภคภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆ มีคุณภาพสูง ได้รับการยอมรับทั่วโลก แรก ๆ นั้นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และคนญี่ปุ่นโดยทั่วไปแทบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ปัจจุบัน เขาใช้ภาษาอังกฤษได้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรุ่นใหม่ สิงค์โปร์ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เป็นประเทศเล็กๆแทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลยแต่คนของเขามีคุณภาพสูง ระบบการศึกษาที่ดีเยี่ยม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของเขาจึงมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยในสิงค์โปร์ติดอันดับโลกสูง ๆ ทั้งนั้น รายได้ประชาชาติก็สูงมากประเทศไทยเราเทียบไม่ติด เขาทำ ได้อย่างไร เขาเน้นที่ “ครู”ครูของเขาเงินเดือนสูงกว่าทุกอาชีพ เพราะเขาเชื่อมั่นว่า “ครูสร้างคนคนสร้างชาติ” เมื่ออาชีพครูมีรายได้สูง ได้รับการยอมรับสูงคนที่มาเป็นครูจึงได้รับการคัดสรรมาอย่างดีจึงได้ครูที่มีคุณภาพแน่นอนย่อมสร้างคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติประเทศของเขาจึงเจริญก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รายได้ประชาชาติ(GDP) จึงสูงยิ่ง ประเทศสิงค์โปร์จึงอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ปัจจุบันประเทศไทยเรานั้นอาชีพครูตามค่านิยาของสังคมดูจะต่ำต้อยกว่าอาชีพอื่น ๆ เช่น แพทย์วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมาย ฯลฯ คนเก่งจึงเลือกเรียนสาขาวิชาชีพแพทย์วิศวกรกันไปแทบทั้งหมด คนที่มาเรียนครู จึงประมาณว่า ค่าเฉลี่ยเป็นกลุ่มหางแถว และไม่ใช่หัวกะทิไม่ใช่คนเก่ง มาเรียนครูเพราะสอบเข้าเรียนอย่างอื่นไม่ได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะหวังว่าจะได้ครูเก่ง ครูดีที่มีคุณภาพสูงได้อย่างไรการจะพัฒนาคุณภาพครูนั้นมีแนวทางดำ เนินการดังนี้ 1. ระบบการรับคนเข้าเรียนสายวิชาชีพครู: จะต้องรับคนที่มุ่งจะเป็นครูอย่างแท้จริง รักอาชีพครูรักการสอน และต้องเป็นคนดีคนเก่ง สำ เร็จมัธยมศึกษาด้วยเกรดสูง 2. ระบบการคัดเลือกคนประกอบวิชาชีพครู: วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงเหมือนแพทย์ วิศวกร พยาบาล ฯลฯ ผู้ที่จะเป็นครูจะต้องเรียนวิชาชีพครูมาโดยตรงหรือถ้าจบมาทางสายอื่นประสงค์จะมาเป็นครูจะต้องเข้ารับการอบรมและสอบได้ใบประกอบวิชาชีพครูจึงจะเป็นครูได้ 3. ระบบการตรวจสอบ ประเมินผล การทำ งาน: ต้องรัดกุม และทำ เป็นระยะต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ครูเก่ง ครูดีมีจิตวิญญาณความเป็นครูเท่านั้นที่จะอยู่ในระบบได้


57 ดนุ วิโรจน์อุไรเรือง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 4. ระบบเงินเดือน-ค่าตอบแทนและสวัสดิการ: รัฐต้องทำ ให้เป็นกรณีพิเศษและน่าจะสูงกว่าทุกอาชีพ ประเด็นนี้เป็นปัจจัยหลักที่จะได้คนเก่ง คนดีมาเรียนครูและอาชีพครูจะได้รับการยอมรับสูง ค่านิยมในการเรียนครูก็จะสูงขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็ต้องยอมรับว่า “ครูสร้างคน คนสร้างชาติ” 5. ระบบการเรียนการสอน:ควรลดเวลาสอนในชั้นเรียนให้น้อยลง ลดการให้การบ้านลง ให้เวลาการเล่น การสัมผัสสภาพแวดล้อมธรรมชาติการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้มากขึ้น 6. ระบบการวัดประเมินผลการเรียนการสอน: ไม่ใช้ข้อสอบปรนัย-เลือกตอบ หรือกาถูกผิด ถ้าจำ เป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ให้น้อยที่สุด ต้องเน้นที่ข้อสอบอัตนัย เพราะฝึกคนให้คิด เขียน มีระบบขั้นตอนความคิดที่ดีการใช้ข้อสอบปรนัยเป็นตัวนำ ไปสู่ความล้มเหลวของการศึกษาอย่างยิ่ง 7. ครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ในทุกๆด้านทั้งความตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์ความมัธยัสถ์และความใฝ่รู้ใฝ่เรียน ดังนั้นจึงต้องมีคณะกรรมการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบครูอย่างต่อเนื่อง* อาชีพครู เป็นได้ แต่เป็นยากมีเพียงปาก ใช่ว่า จะสอนได้ต้องใจรัก ดูแลศิษย์ มิเสื่อมคลายหวังสบาย ก็อย่าหมาย มาเป็นครู * 8. ความสำ เร็จในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุคThailand 4.0 ยุทธศาสตร์Thailand4.0 เป็นเพียงหนึ่งมิติใน3มิติของการพัฒนาประเทศ ซึ่งต้องใช้กำลังคนที่มีคุณภาพ กำลังคนที่มีคุณภาพมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพ และครูเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาการศึกษา ถ้าจะประสบความสำ เร็จในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 จึงต้องพัฒนาระบบการศึกษา พัฒนาครูให้มีคุณภาพ แล้วครูที่มีคุณภาพย่อมผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ แน่นอน กำลังคนที่มีคุณภาพ มีศักยภาพเหล่านี้คือประชารัฐนั่นเองประชารัฐนี้จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์Thailand 4.0 เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมได้และประเทศไทยของเราก็จะก้าวผ่านยุคอุตสาหกรรมหนัก (3.0)ที่อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง เข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงได้ในที่สุดSmartFarming,Smartenterprises และStartups ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและศักยภาพสูงประเทศไทยของเราก็จะมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนทั้งสามมิติทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ด้านเศรษฐกิจอันเป็นเป้าหมายหลักของ Thailand 4.0 ก็จะทำ ให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้ในที่สุด ด้วยการพัฒนาระบบการศึกษา พัฒนาครูทั้งระบบ


58 ดนุ วิโรจน์อุไรเรือง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0ประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล นายดนุ วิโรจน์อุไรเรืองการศึกษา วิศวกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าแขนง วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ประเภททุนที่ได้รับ ทุนโครงการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในสถาบันราชภัฏ (พวส.) ระดับปริญญาโท สาขา Computer Scienceปีที่ได้รับทุน 2541สถานที่ทำ งาน คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีตำ แหน่งปัจจุบัน อาจารย์ประจำ หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีสถานที่ติดต่อ ที่อยู่ 999/8 ม.23 ถนน อุบล-ตระการ ตำ บลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000เบอร์ติดต่อ 089-7171782e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน เริ่มรับราชการตำ แหน่งอาจารย์ประจำ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันราชภัฏสุรินทร์ (พ.ศ.2546) ปัจจุบันโอนย้ายมารับตำ แหน่งอาจารย์ประจำ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีเมื่อปี พ.ศ.2554 ปัจจุบันดำ รงตำ แหน่งวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ โดยรับผิดชอบเป็นอาจารย์ผู้สอนในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเป็นอาจารย์ประจำ หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี


59ดร. อรทัย ยศอินต๊ะ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0และสร้างความเชื่อถือไว้วางใจได้อย่างแท้จริง คำ ถามคือThailand4.0คืออะไรทำ ไมประเทศไทยจำ เป็นต้องขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์Thailand4.0และจะเตรียมความพร้อมระบบราชการอย่างไรเพื่อรองรับThailand 4.0 ประเทศไทย4.0(Thailand4.0) เป็นแนวคิดในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อนำประเทศไทยหลุดพ้นจากการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางเข้าสู่ประเทศรายได้สูง(รูปที่1) ซึ่งการที่จะปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้จำ เป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมและเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ ดังนั้น แนวทางใหม่ของประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 จึงเป็นการมุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยดิจิทัลเทคโนโลยีความเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจและสังคมโลกอันเป็นผลมาจากอิทธิพลของโลกาภิวัตน์และดิจิทัลเทคโนโลยีในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาส่งผลให้ภาคธุรกิจภาคประชาสังคมและภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันของประเทศและตอบโจทย์ความคาดหวังของประเทศ ภาครัฐจึงไม่อาจปฏิเสธความจำ เป็นที่จะต้องปรับตัวอย่างจริงจังต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้อันเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0(Thailand4.0)ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญที่กำหนดการก้าวเดินของประเทศให้มุ่งสู่เป้าหมายในทิศทางเดียวกันด้วยเหตุนี้ภาครัฐหรือระบบราชการจึงจำ เป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำ งานใหม่เพื่อพลิกโฉม(Transform) สู่แนวทางระบบราชการ 4.0 (Government 4.0) เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชน “ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงอุบัติขึ้นอย่างฉับพลันและไม่อาจคาดเดาได้แก่นแท้ของการปรับตัวหาใช่การรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการตระหนักรู้อย่างรวดเร็วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรละทิ้ง ความเต็มใจที่จะก้าวออกจากสิ่งที่คุ้นเคยคือวิถีแห่งการดำ รงอยู่”ปีเตอร์ดรักเกอร์บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่ [1]รูปที่1: โมเดลประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0)การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0


60การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0ดร. อรทัย ยศอินต๊ะ สาเหตุที่ประเทศไทยต้องพัฒนาประเทศตามแนวทางThailand4.0อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุสาเหตุสำคัญหนึ่งคือประสิทธิภาพของภาครัฐที่ต่ำกว่าความคาดหวังของประชาชนเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้ทรัพยากรกับผลิตภาพการผลิต(Productivity)ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้จ่ายมากแต่ประสิทธิภาพการใช้จ่ายต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper Middle IncomeCountries) ตามนิยามของธนาคารโลก(WorldBank) ในปีพ.ศ. 2557 (รูปที่2) ดังนั้นประเทศไทยจึงจำ เป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยใช้นวัตกรรมเป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบและวิธีการผลิตเช่นการทำ เกษตรแบบดั้งเดิมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแบบเดิม(SMEs) งานบริการมูลค่าต่ำ และแรงงานทักษะต่ำ เป็นต้นเพื่อให้สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า“ทำน้อยได้มาก”นอกจากนี้การพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์Thailand 4.0 ยังมีแรงผลักดันจากสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับให้ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนตนเอง อาทิอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชากรมูลค่าเพิ่มจากการผลิตในแต่ละภาคส่วนไม่เปลี่ยนแปลงมากนักและมลภาวะที่เพิ่มขึ้น เป็นต้นรูปที่2 ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐกับประเทศใกล้เคียง


61ดร. อรทัย ยศอินต๊ะ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0การพัฒนาประเทศตามแนวทาง Thailand 4.0 กลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การสร้างความคิดสร้างสรรค์การสร้างนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยอาศัยดิจิทัลเทคโนโลยีรวมทั้งการขับเคลื่อนด้วยประชารัฐ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน โดยมุ่งเน้น 5กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1) อาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2) สาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์3) หุ่นยนต์ เครื่องกล และเทคโนโลยีควบคุม 4) ดิจิทัลเทคโนโลยีและ 5) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นอกจากกลยุทธ์และเป้าหมายที่ต้องชัดเจนแล้ว การเตรียมความพร้อมบุคลากรและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องก็มีความจำ เป็นต่อการบรรลุเป้าหมายThailand 4.0 ซึ่งบุคลากร ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการมุ่งสู่ Thailand 4.0 บุคคลากรทุกระดับมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อน กล่าวคือ บุคลากรต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ต้องสามารถทำ งานเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร้ปัญหา ต้องรู้จักองค์กรของตนเองเพื่อปรับเปลี่ยนและเพิ่มขีดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีรวมถึงเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมได้ ภาครัฐหรือระบบราชการเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความเป็น Thailand 4.0 ดังนั้นการปฏิรูประบบราชการเพื่อรองรับ Thailand 4.0 จึงจำ เป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมสู่ระบบราชการ 4.0 (Government 4.0) กล่าวคือ ระบบราชการต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำ งาน โดยการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่มุ่งเน้นความซื่อสัตย์และประโยชน์ส่วนรวมระบบราชการต้องจัดระเบียบโครงสร้างใหม่ เพื่อสร้างความสมดุลและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกลไกภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่นๆให้เป็นไปอย่างเหมาะสมรวมทั้งออกแบบโครงสร้างภายในภาครัฐเองให้กระชับและไม่เกิดความซ้ำ ซ้อนและที่สำคัญ คือระบบราชการต้องปรับเปลี่ยนระบบและวิธีการทำ งานใหม่ โดยยึดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการบริหารงานภาครัฐหรือหลักบริหารราชการแผ่นดินที่ดี(รูปที่3)รูปที่3 การวางระบบและวิธีการทำ งานใหม่เพื่อรองรับระบบราชการ 4.0


62การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0ดร. อรทัย ยศอินต๊ะการพัฒนาประเทศไทยตามยุทธศาสตร์Thailand4.0 เป็นการพลิกโฉมภาครัฐของไทยครั้งใหญ่ โดยอาจต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistance change) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนั้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงเป็นกุญแจสำ คัญแห่งความสำ เร็จ ซึ่งผู้บริหารภาครัฐควรมีบทบาทในการเป็นผู้นำ แห่งการเปลี่ยนแปลงโดยการเป็นแบบอย่างและสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง อาทิการสร้างสภาพแวดล้อมการทำ งานที่เอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำ งานของสมาชิกขององค์การ เป็นต้น ในส่วนของผู้ปฏิบัติงานควรเปิดมุมมองใหม่เพื่อสร้างโอกาสในการเปลี่ยนแปลงด้วยการพัฒนารูปแบบและวิธีการทำ งาน พัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้มีทักษะในการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและให้ความร่วมมือภายใต้สภาพแวดล้อมการทำ งานรูปแบบใหม่ สำหรับภาคประชาสังคมควรตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาครัฐหากสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการเหล่านี้ได้เชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถนำ พาประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์Thailand 4.0 เป็นผลสำ เร็จ อันจะนำ ไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนเอกสารอ้างอิง[1]: สำนักงานก.พ.ร.(2559).Theintelligentgovernment:พลิกโฉมการทำ งานภาครัฐสู่ความฉลาดในยุคดิจิทัล.


63ดร. อรทัย ยศอินต๊ะ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0ประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล นางสาวอรทัย ยศอินต๊ะการศึกษา ปริญญาเอก (University of Birmingham)ประเภททุนที่ได้รับ ทุน ก.พ. (ทุนพัฒนาข้าราชการ)ปีที่ได้รับทุน 2555สถานที่ทำ งาน สำ นักงาน ก.พ.ร.สถานที่ติดต่อที่อยู่ สำ นักงาน ก.พ.ร. 59/1 ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300เบอร์ติดต่อ 02-3569999 ต่อ 8939e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน ปัจจุบัน นักพัฒนาระบบราชการชำ นาญการ กลุ่มมาตรฐานการติดตามประเมินผล ส่วนราชการ และสถาบันอุดมศึกษา สำ นักงาน ก.พ.ร.2559 นักพัฒนาระบบราชการปฏิบัติการ กลุ่มมาตรฐานการติดตามประเมินผล ส่วนราชการ และสถาบันอุดมศึกษา สำ นักงาน ก.พ.ร.2551 นักพัฒนาระบบราชการปฏิบัติการกลุ่มมาตรฐานการติดตามประเมินผลของจังหวัด สำ นักงาน ก.พ.ร.2551 นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำ นักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย2549 นักวิชาการข้อมูล สถาบันอาหาร


64การเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ดร. จรสพร เฉลิมเตียรณ ปัจจุบันทั่วโลกได้เข้าสู่ยุคดิจิทัลมีการนำ เทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนในการประกอบธุรกิจกันอย่างกว้างขวางซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งมีการสร้างระบบต่าง ๆเพื่อใช้ในการดำ เนินธุรกิจในหลากหลายสาขาบทความนี้จะขอเสนอภาพโดยรวมของระบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ รวมทั้งแนวทางการพัฒนาในอนาคตอันใกล้นี้1. ระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน 1.1 National Single Window (NSW) ในการนำ เข้าและส่งออกสินค้า จะเป็นประตูในการเชื่อมโยง ณ จุดเดียวกับต่างประเทศซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำ เข้า-ส่งออก36หน่วยงานจะส่งข้อมูลเข้าระบบของกรมศุลกากรทั้งนี้สำหรับผู้ประกอบการที่มีการดำ เนินการใดๆภายในประเทศยังจะต้องมีการติดต่อแต่ละหน่วยงานด้วยตัวเอง 1.2 ระบบบูรณาการศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ (Biz Portal) ระบบดังกล่าวเป็นระบบกลางในการขอเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทยให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน โดยผู้ประกอบการที่ยื่นขอจดทะเบียนธุรกิจที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้รับ Username และ password ที่จะใช้ในการเข้าระบบBiz Portal เพื่อกรอกแบบฟอร์ม ยื่นเอกสาร โดยไม่ต้องเข้าระบบของแต่ละหน่วยงานอีกอย่างไรก็ตามการsynchronizeข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังมีความล่าช้า ไม่เป็นปัจจุบัน(Realtime)และมีประเด็นระดับข้อมูลที่ต้องการจะเปิดเผย(share)ต่อกัน 1.3 Know your Customers (KYC) เป็นข้อบังคับของสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำ ธุรกรรมทางการเงิน โดยในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักจึงไม่มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ มีค่าใช้จ่ายและมีโอกาสผิดพลาดสูงการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล2. การใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลในประเทศต่าง ๆ 2.1 สหราชอาณาจักร: มีแนวทางการจัดทำ platformเพื่อเก็บข้อมูลภาครัฐปัจจุบันมีการใช้ในการบริหารจัดการเพื่อติดตามการเบิกจ่ายเงินของภาครัฐ เช่น การให้เงินช่วยเหลือและการกู้ยืมเพื่อการศึกษา รวมถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเบิกจ่ายดังกล่าว 2.2สหรัฐอเมริกา: รัฐบาลสหรัฐฯประกาศใช้งบประมาณ3.1ล้านเหรียญสหรัฐในการวิจัยเพื่อพัฒนาด้านต่าง ๆ10ด้านโดยในจำนวนนี้มีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูล โดยเฉพาะเทคโนโลยีBlockchain8 ด้านได้แก่l Applicability of Blockchain Technology to IdentityManagementandPrivacyProtectionl Malware Prediction for Preemptive Cyber Defensel AutonomousIndoor NavigationandTracking of First Respondersl Internet of Things (IoT) Low-Cost Flood Inundation Sensorl Low-Cost, Real-Time Data Analytics for Underserved EMSAgenciesl Real-Time Assessment of Resilience and Preparednessl BlockchainApplicationsforHomelandSecurity Analyticsl Remote Identity Proofing Alternatives to KnowledgeBasedAuthenticationandVerification


65การเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ดร. จรสพร เฉลิมเตียรณ 2.3 สหภาพยุโรป: มีการจัดตั้งFinTechTaskForce เพื่อศึกษาประโยชน์และความท้าทายในการใช้เทคโนโลยีDistributedLedger (เทคโนโลยีBlockchain) เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน ปัจจุบัน มีการให้เงินสนับสนุนในโครงการเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีDistributed Ledger โดยเริ่มจากความเป็นไปได้ที่จะนำ เทคโนโลยีดังกล่าวมาพัฒนาการให้บริการภาครัฐ 2.4 เขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง:มีการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐHongKongAppliedScienceandTechnologyResearchInstitute(ASTRI) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขยายการให้บริการทางการเงินให้สามารถครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องมากกว่า2 ฝ่าย จำลองการแก้ปัญหาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทดสอบระบบที่ Hong Kong Monetary Authority (HKMA)จะนำมาใช้และจัดการฝึกอบรมให้กับภาคเอกชน ในส่วนของHKMAมีการตั้งศูนย์ทดสอบนวัตกรรม(FintechSupervisorySandbox:FSS)ขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน นอกจากนี้HKMA และ ASTRI ได้ร่วมมือกับ Bank ofChina ในการพัฒนาระบบต้นแบบ(Proof-of-concept) บนเทคโนโลยีBlockchain สำหรับการทำ mortgage financeและการตีราคาอสังหาริมทรัพย์ร่วมมือกับธนาคารHSBC ในการทำ trade finance 2.5 สิงคโปร์: ให้ความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะปฏิวัติระบบการเงินเช่นการเคลื่อนย้ายและเชื่อมโยงธุรกรรมทางการเงินการชำ ระเงินผ่านระบบดิจิทัลเทคโนโลยีBlockchainและการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) โดยริเริ่มให้มีสถานที่สำหรับความร่วมมือและทดลอง (collaboration andexperimentation) สร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำ ระเงิน ทางอิเล็กทรอนิกส์จัดทำมาตรฐาน KYC ของประเทศ(National KYC Utility) โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีBlockchain ในการชำ ระเงินระหว่างธนาคารข้ามประเทศ(cross-borderinter-bankpayments)และ โครงสร้างสำหรับOpenAPI เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีร่วมมือกับบริษัทR3ที่เป็นบริษัทเอกชนผู้พัฒนา platform ของเทคโนโลยีBlockchainในการเปิดศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ด้านเทคโนโลยีBlockchain แห่งแรกในเอเชีย3. แนวทางการพัฒนาและการนำ เทคโนโลยีเพื่อให้บริการทางการเงินในประเทศไทย บริการทางการเงินที่เริ่มมีการนำ เทคโนโลยีมาใช้4บริการหลัก ได้แก่ การชำ ระเงิน (Payment) สินเชื่อ (Credit) เงินฝาก (Saving) และประกัน (Insurance) โดยที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างเห็นความสำคัญในการนำ เทคโนโลยีมาใช้เช่น การทำ Smart Contract การเก็บข้อมูล KYC และการใช้เทคโนโลยีRegtech มาช่วยในการติดตามและกำกับดูแลการใช้Electronics Platform สำหรับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมโยงตลาดทุนและผู้ประกอบการในรูปแบบ People-to-People (P2P) ลดข้อจำกัดทั้งในอุปสงค์และอุปทาน และลดปัญหาการโกง (Fraud) มีปัญหาในการทำ KYC ขาดข้อมูลสินเชื่อของลูกค้า และการดึงดูดให้มาใช้Platform นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (OpenSharing of Data and Big Data Analysis) เพื่อใช้ในการติดตามและกำกับดูแล(Monitoring and Supervision) ด้วยระบบRegulatoryTechnology(Regtech)การบริหารจัดการความเสี่ยง และการควบคุมดูแลการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐก็เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ เป็นอย่างมาก การใช้เทคโนโลยีไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำ ให้การให้บริการทางการเงินประสบความสำ เร็จสิ่งที่สำคัญกว่าคือรูปแบบธุรกิจ(BusinessModel)ที่จะทำ ให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจและเชื่อถือในบริการ ทั้งนี้ในการนำ เทคโนโลยีมาใช้ควรหาแนวทางที่จะดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการก่อนที่จะกำหนดวิธีการกำกับดูแลเพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ4. ระบบการยืนยันตัวตนและพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์(Digital Identity) ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายที่16.9 ของSustainableDevelopment Goals(SDGs) ขององค์การสหประชาชาติที่ต้องการให้บรรลุภายในปีค.ศ2020 ซึ่งในการนำ Digital Identity มาใช้ไม่ควรมองเฉพาะ ในด้านของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวเนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ


66การเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ดร. จรสพร เฉลิมเตียรณเป็นช่องทางในการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผู้เชี่ยวชาญจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งมีความเห็นว่าการสร้างระบบDigitalIdentityควรคำนึงถึงความซับซ้อนและระดับของรายละเอียดในการใช้DigitalIdentityความแตกต่างของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของข้อมูลในระบบและผู้ที่ต้องการใช้ระบบและเนื่องจากระบบดังกล่าวเกิดขึ้นจากนวัตกรรมจึงต้องมีการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์(CyberSecurity) ด้วย ทั้งนี้Digital Identityยังจะเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานและผู้ลี้ภัยอย่างไรก็ตาม การนำ Digital Identity มาใช้มีความท้าทาย ต่าง ๆเช่น ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ความปลอดภัย (Security)และการลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ(Registration)สำหรับประเทศไทย อยู่ระหว่างการดำ เนินการพัฒนาระบบที่จะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กรต่างๆ เพื่อให้บริการ ยืนยันตัวตน และดูแลรักษาความถูกต้องของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รูปแบบของระบบที่จะพัฒนาจะเป็นPlatform เชื่อมโยงผู้เล่น 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ขอรับบริการ ผู้ให้บริการ ผู้ยืนยันตัวตน และผู้มีอำนาจในการให้ข้อมูล ประกอบด้วย Identity2 ประเภท คือ Specific Identity ที่เกิดจากวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Username-password, QR code,PKI, Biometrics เป็นต้น และ Universal Identity (UID)เป็น Identity กลางที่ใช้แทน Specific ID หลาย ๆ ตัว หรือใช้แทนในที่กรณีของการยืนยันตัวตนต้องมาจากข้อมูลของผู้ยืนยันตัวตนหลายแห่ง โดยไม่จำ เป็นต้องใช้Specific ID ที่ลงทะเบียนไว้กับผู้ยืนยันตัวตนในแต่ละแห่ง ในประเด็นระดับของความปลอดภัย (Level of Assurance) ที่ต้องใช้ในการพิสูจน์ตัวตน ผู้ให้บริการจะสามารถกำหนดตามความจำ เป็นด้านความปลอดภัยของการให้บริการในแต่ละบริการได้ ตัวอย่างเช่นนายกต้องการทำการใช้บริการธุรกรรมOnlineจากบริษัทAสิ่งที่นายกต้องทำคือการสร้างDigitalIdentityก่อน ซึ่งอาจจะทำผ่านอินเทอเน็ต หรือ มือถือ smartphoneที่เชื่อมโยงกับระบบโดยลงทะเบียนขอสร้าง Digital Identityผ่านผู้มีอำ นาจในการให้ข้อมูลผู้ยืนยันตัวตนรายใดรายหนึ่งระบบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องจาก นาย ก แล้วไปทำการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูล เช่น กรมการปกครองหรือจากผู้มีอำนาจในการให้ข้อมูลผ่านระบบโดยตรง เพื่อตรวจสอบและยืนยัน ความถูกต้องข้างต้นได้เองเมื่อนายกมีDigitalIdentityแล้วก็สามารถติดต่อไปยังระบบของบริษัทA(เช่นmobileapp หรือ webapplication)เพื่อทำ ธุรกรรมได้โดยแจ้งdigital ID ของตนเองให้ระบบดังกล่าว ซึ่งระบบของบริษัทA จะทำการตรวจสอบID ดังกล่าวกับระบบ ขณะเดียวกันระบบจะเปิดโอกาสให้นาย ก ยืนยันอนุญาตให้บริษัทAทำการตรวจสอบผ่านอินเทอเน็ตหรือมือถือ smartphone ของตนเอง เมื่อยืนยันว่าข้อมูลถูกต้องแล้วระบบจะแจ้งบริษัทA ทราบ ทำ ให้บริษัทA สามารถให้บริการแก่นาย ก ได้อย่างมั่นใจได้ว่ากำลังให้บริการกับ นาย ก จริงโดยที่นาย ก ไม่จำ เป็นต้องเดินทางไปติดต่อแต่อย่างใด ทั้งนี้เทคโนโลยีต่าง ๆที่จะนำมาใช้ควรตั้งอยู่บนแนวคิดที่จะใช้ระบบในการช่วยพัฒนาธุรกิจเพื่อให้เกิดการเติบโต ซึ่งจะเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่าการที่จะเน้นด้าน การช่วยลดต้นทุนที่จะเหมาะสำ หรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพอยู่แล้ว


67การเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ดร. จรสพร เฉลิมเตียรณประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล ดร. จรสพร เฉลิมเตียรณ การศึกษา ปริญญาเอก ด้าน International Economics (Waseda University)ประเภททุนที่ได้รับ ทุนพัฒนาข้าราชการ ปีที่ได้รับทุน 2550สถานที่ทำ งาน กระทรวงการคลังประวัติการทำ งาน เศรษฐกร สังกัด สศค. รับผิดชอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหาภาค และการร่วมมืออาเซียนด้านการเงิน การคลัง การเจรจา FTA Thai – EU ในฐานะผู้เชี่ยวชาญหัวหน้าคณะเจราจาปัจจุบัน ช่วยราชการกองงานผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ กระทรวงการคลังรับผิดชอบโครงการระบบการพิสูจน์ตัวตนและยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ การอำ นวยความสะดวก (Ease of Doing Business)


68จุดเปลี่ยนของธุรกิจบริการในยุคประเทศไทย 4.0 ดร. ฤทัยชนก จริงจิตร นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีความโดดเด่นและมีการกล่าวถึงมากที่สุดในปัจจุบันคือนโยบายการปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ยุคThailand4.0ซึ่งคาดว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปในทิศทางใหม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจและธุรกิจซึ่งจะต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวเพื่อให้นโยบายประเทศไทย4.0 สามารถบรรลุผลได้อย่างแท้จริง เนื่องจากนโยบายดังกล่าวเป็นแนวคิดใหม่ บทความฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความเข้าใจถึงประเด็นหลักของการดำ เนินนโยบาย รวมทั้งวิเคราะห์ตัวอย่างผู้ประกอบการที่ดำ เนินธุรกิจบริการในรูปแบบที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย4.0และสามารถเป็นแนวคิดต้นแบบสำหรับนำ ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจประเภทอื่นได้ต่อไปจุดเปลี่ยนของธุรกิจบริการในยุคประเทศไทย 4.0ประเทศไทย 4.0• 1.0 – 3.0 ที่ผ่านมาคืออะไร ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ยุคที่เน้นการทำ เกษตรกรรมเป็นหลักอาทิการทำนา ทำ ไร่ เลี้ยงสัตว์ซึ่งผลผลิตส่วนหนึ่งใช้สำหรับบริโภคและอีกส่วนหนึ่งมีการส่งจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้การพัฒนาเศรษฐกิจในยุคดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นประเทศไทย 1.0 จนกระทั่งในระยะต่อมาประเทศไทยมีการพัฒนาศักยภาพมากขึ้นจึงมีการให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเบาอาทิเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ในการผลิตสินค้าในรูปแบบอุตสาหกรรมซึ่งยุคดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นประเทศไทย 2.0 สำหรับช่วงหลังสุดหรือในปัจจุบันประเทศไทยเน้นพัฒนาการผลิตในอุตสาหกรรมหนักเพื่อส่งออกอาทิรถยนต์ก๊าซธรรมชาติโดยมีการใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิต ซึ่งในยุคนี้เรียกว่าเป็นประเทศไทย 3.0 สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจและธุรกิจซึ่งจะต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกบนโยบายดังกล ั ่าวเพื่อให้นโยบายประเทศไทย 4.0 สามารถบรรลุผลได้อย่างแท้จริง เนื่องจากนโยบายดังกล่าวเป็ นแนวคิดใหม่ บทความฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความเข้าใจถึงประเด็นหลักการดําเนินนโยบาย รวมทั้งวิเคราะห์ตัวอย่างผู้ประกอบการที่ดําเนินธุรกิจบริการในรูปแบบที่สอดคล้องกนโยบายประเทศไทย 4.0 และสามารถเป็ นแนวคิดต้นแบบสําหรับนําไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจประเภทอื่นอไป• ประเทศไทย 4.0o 1.0 – 3.0 ที่ผ่านมาคืออะไรในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ยุคที่เน้นการทําเกษตรกรรมเป็ นหลัก อาทิ การทํานา ทําไร่ เลี้ยงสัตว์ ซึ่งผลผลิตส่วนหนึ่งใช้สําหรับบริโภคและอีกสการส่งจําหน่ายเพื่อสร้างรายได้ การพัฒนาเศรษฐกิจในยุคดังกล่าวอาจเรี ยกได้ว่าเป็ น ประเทศไทย จนกระทั่งในระยะต่อมาประเทศไทยมีการพัฒนาศักยภาพมากขึ้น จึงมีการให้ความสําคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเบา อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋ า เครื่ องประดับ โดยใช้เครื่ องมือต่างๆ ในการผลิตสินค้าในรูปแบบ ประเทศไทย 2.0 สําหรับช่วงหลังสุดหรือในปัจจุบัน ประเทศไทยรถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ โดยมีการใช้เทคโนโลยีจาก ประเทศไทย 3.0o จุดม่งหมายของประเทศไทย 4.0ุการพัฒนาตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 นั้นเกิดจากการเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคประเทศไทย ซึ่งเศรษฐกิจไทยที่เคยมีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 7 – 8 ต่อปี ในช่วงระหวางปี พ.ศ. 2500 ่ – 2536 ได้ลดลงมาถึงครึ่ งหนึ่งคือเหลืออัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 3 – 4 ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็ นต้นมา สถานการณ์ประเทศไทย 1.0• เกษตรกรรมเปนหลักประเทศไทย 2.0• อุตสาหกรรมเบาประเทศไทย 3.0 • การผลิตในอุตสาหกรรมหนัก• จุดมุ่งหมายของประเทศไทย 4.0 การพัฒนาตามแนวคิดประเทศไทย4.0นั้นเกิดจากการเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคประเทศไทย 3.0 ซึ่งเศรษฐกิจไทยที่เคยมีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ7 – 8 ต่อปีในช่วงระหว่างปีพ.ศ.2500 – 2536 ได้ลดลงมาถึงครึ่งหนึ่งคือเหลืออัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 3 – 4 ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา สถานการณ์ดังกล่าวจึงนำ ไปสู่ความจำ เป็นในการปฏิรูปวิธีการพัฒนาเศรษฐกิจจากประเทศไทย 3.0 ไปสู่รูปแบบใหม่ที่เรียกว่าประเทศไทย 4.0 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายหลักในการแก้ปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบเดิม


69o หัวใจของนโยบายประเทศไทย 4.0ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาภาคส่วนต่างๆ อาจมีการกล่าวถึงส่วนประกอบและมิติที่หลากหลายของนโยประเทศไทย 4.0 แต่สาระสําคัญที่เป็ นแก่นแท้ของแนวคิดนี้คือการมุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเปลี่ยนจาแบบเดิมซึ่ งเน้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่เน้นการนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และการหันไปให้ความสําคัญกบภาคบริการ ั ารถอธิบายได้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจตามรูปแบบเดิมเป็ นการ “ทํามากแต่ได้น้อย” ซึ่ งหมายถึงการสินค้าในภาคอุตสาหกรรมจํานวนมากแต่มีมูลค่าตํ่า ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจตามรูปแบบใหม่เน้น น้อยแต่ได้มาก” ซึ่งหมายถึงการเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้นวัตกรรมและภาคบริการo องค์ประกอบหลักเมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบวา การดําเนินนโยบายประเทศไทย 4.0 ผ่านการสร้างนวัตกรรมใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์นั้น ประกอบไปด้วย 4 มิติหลัก มิติแรกที่สําคัญมากเนื่องจากนโยบายนี้จะหันไปให้ความสําคัญกบภาคบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐก ั ิจ โดยเปลี่ยนจากการดําจบริการแบบดั้งเดิม (Traditional Service) ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างตํ่า ไปสู่บริการที่มีมูลคValue Service) มิติที่สองคือการเปลี่ยนผู้ประกอบการรายย่อยแบบดั้งเดิม (Traditional SMEผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง (Smart Enterprise และ Startup) โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี การเปลี่ยนจากการทําเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ไปสู่การเกษตรรูปแบบใหม่ซึ่งมีการบรจัดการโดยใช้เทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเน้นการสร้างให้เกษตรกรเป็ นผู้ประกอบการ (และมีรายได้สูงขึ้น ส่วนมิติที่สี่คือการเปลี่ยนจากแรงงานทักษะตํ่าเพื่อกาว้ ไปสู่การเป็ นแรงงานที่มีความรู้ คเชี่ยวชาญ และมีทักษะสูงประเทศไทย 4.0สรางนวัตกรรมโดยใชเทคโนโลยี ความคิดสรางสรรค และใหความสําคัญกับภาคบริการ ทํานอยแตไดมากประเทศไทย 3.0การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ทํามากแตไดนอยจุดเปลี่ยนของธุรกิจบริการในยุคประเทศไทย 4.0 ดร. ฤทัยชนก จริงจิตร• หัวใจของนโยบายประเทศไทย 4.0 ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาภาคส่วนต่างๆ อาจมีการกล่าวถึงส่วนประกอบและมิติที่หลากหลายของนโยบายประเทศไทย4.0แต่สาระสำคัญที่เป็นแก่นแท้ของแนวคิดนี้คือการมุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมซึ่งเน้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และการหันไปให้ความสำ คัญกับภาคบริการ หรืออีกนัยหนึ่งสามารถอธิบายได้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจตามรูปแบบเดิมเป็นการ “ทำมากแต่ได้น้อย”ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากแต่มีมูลค่าต่ำ ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจตามรูปแบบใหม่เน้นแนวคิด “ทำน้อยแต่ได้มาก” ซึ่งหมายถึงการเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้นวัตกรรมและภาคบริการ• องค์ประกอบหลัก เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าการดำ เนินนโยบายประเทศไทย4.0ผ่านการสร้างนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์นั้น ประกอบไปด้วย 4 มิติหลัก มิติแรกที่สำคัญมากคือภาคบริการ เนื่องจากนโยบายนี้จะหันไปให้ความสำ คัญกับภาคบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการดำ เนินธุรกิจบริการแบบดั้งเดิม(TraditionalService)ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง(HighValueService)มิติที่สองคือการเปลี่ยนผู้ประกอบการรายย่อยแบบดั้งเดิม(Traditional SME) ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง (Smart Enterprise และ Startup) โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมิติที่สามคือการเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ไปสู่การเกษตรรูปแบบใหม่ซึ่งมีการบริหารจัดการโดยใช้เทคโนโลยี(SmartFarming) โดยเน้นการสร้างให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ(Entrepreneur) และมีรายได้สูงขึ้น ส่วนมิติที่สี่คือการเปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นแรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และมีทักษะสูงo อุตสาหกรรมเป้ าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบายประเทศไทย 4.0 นั้น ได้มีการกาหนดกลุํ ่มอุตสาหกรรมเป้ าหมาย5 กลุ่ม ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาสามารถดําเนินการได้อย่างเป็ นรูปธรรม รวมทั้งเพื่อช่วยในการระบุอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งเสริมการสร้างและพัฒนา Startup โดยกล่มแรกุที่มีความเกี่ยวข้องกบภาคบริการคือ ัจากธุรกิจบริการแบบดั้งเดิม (Traditional Services) ไปสูบริการที่มีมูลคาสูง (High Value Services)จากผูประกอบการรายยอยแบบดั้งเดิม (Traditional SMEs) ไปสูการเปนผูประกอบการที่มีศักยภาพสูงจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ไปสูการเกษตรแบบใหมซึ่งบริหารจัดการโดยใชเทคโนโลยี (Smart Farming)จากแรงงานทักษะต่ําไปสูการเปนแรงงานที่มีความรู ความเชี่ยวชาญ มีทักษะสูง


70จุดเปลี่ยนของธุรกิจบริการในยุคประเทศไทย 4.0 ดร. ฤทัยชนก จริงจิตร• อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบายประเทศไทย4.0นั้นได้มีการกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย5 กลุ่มไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาสามารถดำ เนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมรวมทั้งเพื่อช่วยในการระบุอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งเสริมการสร้างและพัฒนาStartup โดยกลุ่มแรกที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคบริการคือกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High ValueServices) ซึ่งจะมีการส่งเสริมStartup ในด้านเทคโนโลยีการออกแบบ(Designtech) ธุรกิจไลฟ์สไตล์(LifestyleBusiness)เทคโนโลยีการท่องเที่ยว(Traveltech)และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing) เป็นต้น กลุ่มที่สองคืออาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture& Bio-Tech) ซึ่งจะมีการส่งเสริมStartup ในด้านเทคโนโลยีการเกษตร(Agritech)และเทคโนโลยีอาหาร(Foodtech) เป็นต้นกลุ่มที่สามคือสาธารณสุขสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์(Health,Wellness & Bio-Med) ซึ่งจะมีการส่งเสริมStartupในด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เทคโนโลยีการแพทย์(Meditech) เป็นต้น กลุ่มที่สี่คือเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะหุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม(SmartDevices,Robotics & Mechatronics) ซึ่งจะมีการส่งเสริมStartup ในด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์(Robotech) เป็นต้นกลุ่มที่ห้าคือดิจิทัลเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว(Digital, Internet of Things: IoT, Artificial Intelligence& EmbeddedTechnology) ซึ่งจะมีการส่งเสริมStartup ในเทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (Internet of Things: IoT) เทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(E-commerce) กลุ่ม ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาสามารถดําเนินการได้อย่างเป็ นรูปธรรม รวมทั้งเพื่อช่วยในการระบุอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งเสริมการสร้างและพัฒนา Startup โดยกล่มแรกุที่มีความเกี่ยวข้องกบภาคบริการคือ ักลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services) ซึ่งจะมีการส่งเสริม Startup ในด้านเทคโนโลยีการออกแบบ (Designtech) ธุรกิจไลฟ์ สไตล์ (Lifestyle Business) เทคโนโลยีการท่องเที่ยว (Traveltech) และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing) เป็ นต้น กลุสองคืออาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) ซึ่งจะมีการส่งเสริม Startup ด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) และเทคโนโลยีอาหาร (Foodtech) เป็ นต้น กล่มที่สามุคือสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med) ซึ่งจะมีการส่งเสริม Startup ในด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เทคโนโลยีการแพทย์ (Meditech) เป็ นต้น กล่มที่สีุ่คือเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechatronics) จะมีการส่งเสริ ม Startup ในด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) เป็ นต้น กล่มที่ห้าุคือดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital, Internet of Things: IoT, Artificial Intelligence & Embedded Technology) ซึ่งจะมีการส่งเสริม Startup ในเทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (Internet of Things: IoT) เทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(E-commerce)อุตสาหกรรมเปาหมายอุตสาหกรรมสรางสรรค วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลคาสูง อาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ สาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทยเครื่องมืออุปกรณอัจฉริยะ หุนยนต และระบบเครื่องกลที่ใชระบบอิเล็กทรอนิกสควบคุมดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอรเน็ตที่เชื่อมตอและบังคับอุปกรณตางๆ ปญญาประดิษฐและเทคโนโลยีสมองกลฝงตัวบริการไทย 4.0 จากการอธิบายประเด็นหลักภายใต้นโยบายประเทศไทย4.0 ข้างต้นจะเห็นได้ว่า หัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิดนี้คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และการหันไปให้ความสำ คัญกับภาคบริการ ซึ่งนโยบายประเทศไทย4.0 ในส่วนของภาคบริการนั้นตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าควรมีการเปลี่ยนจากการดำ เนินธุรกิจบริการแบบดั้งเดิม (TraditionalService)ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง(High-Value Service) โดยเน้นแนวคิด “ทำน้อยแต่ได้มาก”ที่ได้อธิบายไปข้างต้น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าแนวคิดดังกล่าวมีการดำ เนินการอย่างไรในทางปฏิบัติบทความนี้จะวิเคราะห์ตัวอย่างของบริการไทยที่มีรูปแบบการดำ เนินธุรกิจ(Businessmodel) สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย4.0 โดยใช้บริษัทDrivemate ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่ได้รับรางวัลแผนธุรกิจดีเด่นในโครงการ “TheAngelBizChallenge”1สำหรับทำการวิเคราะห์เพื่อเป็นกรณีศึกษา1 โครงการนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กับบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมและบ่มเพาะผู้ประกอบการในประเทศไทย รวมทั้งเป็นเวทีในการนำ เสนอความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจใหม่ที่ใช้นวัตกรรมต่อนักลงทุน


71จุดเปลี่ยนของธุรกิจบริการในยุคประเทศไทย 4.0 ดร. ฤทัยชนก จริงจิตร• ธุรกิจบริการแนวใหม่ของไทย : Drivemate Drivemate เป็นธุรกิจบริการให้เช่ารถรูปแบบใหม่ของไทยที่แตกต่างจากธุรกิจให้เช่ารถแบบดั้งเดิมเนื่องจากในการให้เช่ารถแบบดั้งเดิมนั้นบริษัทที่ให้เช่ามักจะเป็นเจ้าของรถยนต์สำหรับให้บริการแก่ผู้เช่า ส่วน Drivemate นั้นเน้นให้บริการโดยเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเช่ารถออนไลน์และทำหน้าที่เสมือนMarketplace ให้ผู้ที่ต้องการให้เช่ารถและผู้ที่ต้องการเช่ารถมาพบกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านระบบออนไลน์รวมทั้งมีการจัดหาประกันภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆมารองรับการบริการเช่ารถ สำหรับผู้ที่ต้องการให้เช่ารถนั้น จะต้องมีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกของบริษัท และนำ รถไปให้บริษัทตรวจสอบสภาพรวมทั้งบันทึกข้อมูลต่างๆ ของรถและเจ้าของรถเพื่อบรรจุลงบนเว็บไซต์สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถก็จะต้องมีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกเช่นกันโดยเมื่อต้องการที่จะเช่ารถก็จะต้องทำการจองโดยใส่ข้อมูลใบขับขี่และบัตรเครดิตสำหรับชำ ระเงินออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์และมีการลงนามในสัญญาเช่ารถ ณ วันที่ส่งมอบ ในส่วนของค่าเช่านั้น เจ้าของรถจะได้รับเงิน 75% จากค่าเช่าทั้งหมดเนื่องจากทางบริษัทจะหักค่าบริหารจัดการ25%ซึ่งครอบคลุมค่าประกันภัยชั้น1 สำหรับการเช่ารถทุกครั้งทั้งนี้Drivemate เป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ก่อตั้งบริษัทได้เจอสถิติว่าในปัจจุบันผู้ที่มีรถยนต์มักใช้รถเฉลี่ยเพียง5 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ดังนั้นผู้ก่อตั้งจึงต้องการตอบโจทย์ในการเพิ่มมูลค่าให้กับรถโดยใช้เวลาที่เหลือซึ่งรถมักถูกจอดทิ้งไว้ให้เป็นประโยชน์ นอกจากนั้นเจ้าของรถบางส่วนยังประสบปัญหาด้านการเงินในการผ่อนรถทำ ให้ต้องการหาช่องทางเพื่อสร้างรายได้เสริม Drivemate จึงเป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสให้มีการนำ รถเหล่านี้มาให้เช่าเพื่อเพิ่มรายได้นอกจากนั้นDrivemate ยังต้องการตอบโจทย์เรื่องค่าเช่ารถในปัจจุบันซึ่งมีอัตราค่อนข้างสูง และไม่มียี่ห้อ/รูปแบบรถที่หลากหลายให้ผู้เช่าได้เลือกตามความต้องการ โดยบริษัทสามารถให้เช่ารถในราคาที่ต่ำกว่าเนื่องจากไม่ต้องลงทุนในการซื้อรถจึงมีต้นทุนที่น้อยกว่าธุรกิจให้เช่ารถแบบดั้งเดิม และมีตัวเลือกรถจำนวนมากให้กับผู้เช่า โดยครอบคลุมตั้งแต่ Eco Car, Luxury Carไปจนถึงรถยนต์ระดับSuperCar BusinessModel ของDrivemateนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดในการนำบ้านมาให้เช่าของ “Airbnb” ซึ่งเป็นธุรกิจออนไลน์เกี่ยวกับการแบ่งปันที่พักที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกในปัจจุบัน โดยเป็นแนวคิดในการทำ ธุรกิจที่ให้เจ้าของที่พักอาศัยซึ่งมีห้องว่างสามารถเปิดให้ผู้อื่นมาเช่าเพื่อสร้างรายได้เสริมและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการพักโรงแรมซึ่งมีราคาสูง นอกจากนั้นAirbnb ยังมีรูปแบบที่พักให้เลือกอย่างหลากหลาย โดย Airbnb มีรายได้มาจากการเก็บค่าบริหารจัดการจากค่าเช่าที่พัก ในปัจจุบัน Airbnb มีการให้บริการทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ• ประเภทของบริการ Drivemate นั้นเป็นธุรกิจบริการให้เช่ารถ ซึ่งตามการกำหนดสาขาสำหรับการค้าบริการโดยองค์การการค้าโลก(WorldTradeOrganization)ที่แบ่งการค้าบริการออกเป็น12สาขาหลักนั้น(ProvisionalCentralProductClassification:CPC) การเช่ารถอยู่ภายใต้สาขาเช่า/เช่าซื้อโดยไม่มีผู้ดำ เนินงาน (Rental/Leasing Services without Operators) ไทยมีการส่งออกบริการสาขานี้ไปยังต่างประเทศคิดเป็นร้อยละ14 จากการส่งออกบริการทั้งหมด และมีการนำ เข้าร้อยละ22จากการนำ เข้าบริการทั้งหมดจากต่างประเทศ (World TradeOrganization & WorldBank,2017) ธุรกิจบริการในสาขานี้จึงนับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจพอสมควร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำ เข้าบริการในสาขาเช่า/เช่าซื้อจากต่างประเทศมากกว่าการส่งออกบริการสาขานี้ไปยังต่างประเทศมาโดยตลอด สถิติดังกล่าวจึงอาจแสดงให้เห็นว่าธุรกิจบริการสาขานี้ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ใช่จุดแข็งของไทย แต่ก็มีโอกาสในการพัฒนาเพื่อให้สามารถขยายตัวต่อไปได้อีกมากในอนาคต


72จุดเปลี่ยนของธุรกิจบริการในยุคประเทศไทย 4.0 ดร. ฤทัยชนก จริงจิตรปริมาณการส่งออกและนำ เข้าบริการในสาขาเช่า/เช่าซื้อของประเทศไทย (หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐ)ปัจจุบันอาจจะยังไม่ใช่จุดแข็งของไทย แต่ก็สามารถขยายตัวต่อไปได้อีกมาอนาคตปริมาณการส่งออกและนําเข้าบริการในสาขาเช่า/เช่าซื้อของประเทศไทย(หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐ)ที่มา : ผู้เขียนประมวณจากข้อมูลของ World Trade Organization & World Bank (2017)05,00010,00015,0002013 2014 2015ExportsImportsที่มา : ผู้เขียนประมวณจากข้อมูลของ World Trade Organization & World Bank (2017)• มีความเป็น 4.0 อย่างไร รูปแบบธุรกิจของDrivemateสามารถสะท้อนแนวคิดตามนโยบายประเทศไทย4.0 ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมสำหรับธุรกิจให้เช่ารถที่แตกต่างจากรูปแบบการดำ เนินธุรกิจแบบดั้งเดิมและที่สำคัญคือมีการใช้เทคโนโลยีโดยการสร้างแพลตฟอร์มในรูปแบบMarketplace ออนไลน์สำหรับการเช่ารถ ดังนั้น Drivemateจึงไม่ต้องลงทุนในการจัดซื้อรถจำนวนมากมาให้เช่าตามรูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิมซึ่งสะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนจาก“ทำมากแต่ได้น้อย” ไปสู่การดำ เนินธุรกิจแบบ “ทำน้อยแต่ได้มาก”ดังนั้นจึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าDrivemate ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการรายย่อยแบบดั้งเดิม(TraditionalSME)แต่สามารถเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงหรือStartup ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ(ServiceEnhancing) ซึ่งอยู่ในกลุ่มเป้าหมายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์วัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services)ตามที่ได้อธิบายข้างต้น ทั้งนี้Drivemate มีลักษณะที่สำคัญของ Startup อย่างครบถ้วนคือ เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาหรือ “Pain point” และมีการนำ เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการดำ เนินธุรกิจรูปแบบใหม่รวมทั้งมีการสร้างBusinessmodelที่สามารถขยายขนาดได้(Scalable)ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างรายได้จากการขยายธุรกิจต่อไปได้อย่างรวดเร็วบทสรุป การดำ เนินนโยบายประเทศไทย4.0ของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นแนวคิดใหม่ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ภาคส่วนต่างๆควรมีการทำความเข้าใจถึงการนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงในทางปฏิบัติธุรกิจบริการรูปแบบใหม่อย่างDrivemate เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในภาคปฏิบัติของการดำ เนินธุรกิจตามนโยบายประเทศไทย4.0และนอกจากจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแล้วStartupอย่างDrivemateยังมีโอกาสในการเติบโตต่อไปได้อีกมากทั้งภายในประเทศรวมถึงอาจจะมีโอกาสในการส่งออกบริการนี้สู่ต่างประเทศในอนาคต เนื่องจากสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบรับกับความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจนเอกสารอ้างอิง[1]: การบรรยายของ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ในงาน สปช.รายงานประชาชน: เปลี่ยนประเทศไทยกับสปช. จัดโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอทเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่13 สิงหาคม2559[2]: Techsauce (2016) Drivemate สตาร์ทอัพไทย กับโมเดลAirbnb สำหรับรถเช่าออนไลน์[3]: World Trade Organization & World Bank (2017)I-TIP Services


73จุดเปลี่ยนของธุรกิจบริการในยุคประเทศไทย 4.0 ดร. ฤทัยชนก จริงจิตรประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล ดร. ฤทัยชนก จริงจิตร (ป๊อบ)การศึกษา ปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจและการจัดการDoctor of Philosophy in Business and Management(ได้รับทุนรัฐบาล ก.พ.) จาก Manchester Business School, University of Manchester ประเทศอังกฤษประเภททุนที่ได้รับ ทุนรัฐบาล ก.พ. กลาง (ตรี-โท-เอก)ปีที่ได้รับทุน 2541-2552สถานที่ทำ งาน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์สถานที่ติดต่อ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ที่อยู่ 563 ถ.นนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000เบอร์ติดต่อ 02-5076827e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน § ปัจจุบัน ช่วยราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์§ 2556 ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นข้าราชการผู้ถือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน จากสำ นักงาน ก.พ.§ 2556 โอนไปรับราชการที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (สำ นักยุโรป และสำ นักการค้าบริการและการลงทุน)§ 2555 ได้รับเลื่อนตำ แหน่งเป็นนักวิชาการพาณิชย์ชำ นาญการ ที่สำ นักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า§ 1 ก.พ. 2553 บรรจุเข้ารับราชการในตำ แหน่งนักวิชาการพาณิชย์ปฏิบัติการ ที่กลุ่มงานพัฒนาระบบบริหาร สำ นักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์


74การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยม จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคประเทศไทย4.0ที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กร4.0ทำ ให้องค์กรต่าง ๆทั้งภาครัฐและเอกชนต้องค้นหากลยุทธ์ใหม่ๆในการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กรสำหรับองค์กรภาคเอกชน ได้เกิดทฤษฎีการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่หลากหลายทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรภาคเอกชนและถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กรและสามารถสะท้อนสถานการณ์ของการดำ เนินงานคือ แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์(พ.ศ. 2538) (Kotter’s 8 stepChange Model, 1995) กรมอนามัย ซึ่งเป็นหน่ายงานภาครัฐ จำ เป็นต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่ออภิบาลระบบการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสังคมไทยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และได้นำแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์มาประยุกต์ใช้อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงและความเข้าใจต่อสภาพการณ์ของการเปลี่ยนแปลงในองค์กรภาครัฐตามแนวคิดของจอห์น ค็อตเตอร์ยังมีอยู่จำกัด การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขโดยเทียบเคียงความสำ เร็จ(Benchmarksofsuccess) ของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในกรมอนามัยกับแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์นค็อตเตอร์ผ่านสำ รวจความเห็นของเจ้าหน้าที่กรมอนามัยการศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจำนวน1,587คน(ร้อยละ41 ของจำนวนบุคลากรกรมอนามัยทั้งหมด) ด้วยแบบสำ รวจความเห็นออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ (Smartphone) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depthinterviews)และการสนทนากลุ่ม(Focusgroupdiscussions)กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงในแต่ละหน่วยงานผลการศึกษาพบว่าการเทียบเคียงกับแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8 ขั้นตอนของจอห์นค็อตเตอร์ทำ ให้ทราบระดับความสำ เร็จและมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานของเจ้าหน้าที่กรมอนามัยตลอดจนสามารถชี้ประเด็นสำ คัญที่จำ เป็นต้องได้รับการออกแบบวางแผน และดำ เนินการอย่างแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมุ่งสู่องค์กรภาครัฐ 4.0 และยุทธศาสตร์ประเทศให้ราบรื่นมากยิ่งขึ้นKey Words: Kotter’s 8 stepChange ManagementThailand 4.0 กรมอนามัย DOH Change การบริหารการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานภาครัฐ1. บทนำ การเปลี่ยนแปลงในองค์กรถือได้ว่าเป็นสิ่งจำ เป็นยิ่งอย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรไม่ได้ดำ เนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป การศึกษาหนึ่งได้ทำการสำ รวจความเห็นของผู้บริหารจำนวน 1,536 คน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร พบว่า มีเพียงร้อยละ 38เท่านั้นที่คิดว่านโยบายการเปลี่ยนแปลง(Changeinitiative)ขององค์กรประสบความสำ เร็จตามที่คาดหวังไว้(Isern &Pung, 2007) อุปสรรคที่สำคัญต่อความสำ เร็จที่มักถูกกล่าว


75การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยมถึงอยู่บ่อยครั้งคือ แรงต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistance tochange) (Waldersee & Griffiths,1997,Erwin & Garman,2009) ถึงแม้ว่า จะมีทฤษฏีใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย การบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กรยังเป็นความท้าทาย โดยมีแรงต้านการเปลี่ยนแปลงจากคนในองค์กรเป็นอุปสรรคที่สำคัญสำหรับประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมุ่งสู่ประเทศไทย4.0 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง (Change Initiative)ลักษณะหนึ่งและแน่นอนว่าแรงต้านการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นอุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงจำ เป็นต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม ทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรภาคเอกชนและถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กรและสามารถสะท้อนสถานการณ์ของการดำ เนินงานคือแนวคิดการเปลี่ยนแปลงองค์กร8 ขั้นตอนของจอห์นค็อตเตอร์(พ.ศ.2538) (Kotter’s8stepChange Model,1995) การศึกษานี้มุ่งเน้นผลการนำ แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8ขั้นตอนตามแนวคิดของจอห์นค็อตเตอร์มาเป็นแนวทางในการลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลงในองค์กรภาครัฐ โดยศึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นกรณีตัวอย่าง1.1 การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนตามแนวคิดของจอห์น ค็อตเตอร์ (Kotter’s 8 step Change Model) จอห์น ค็อตเตอร์ (John Kotter) พัฒนาขั้นตอนการดำ เนินการสู่การเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนจากการศึกษาองค์กรภาคเอกชนขนาดเล็กและใหญ่มากกว่า100องค์กรอาทิFordLandmarkCommunicationsGeneralMotorsBritishAirways และBristol-MyersSquibb(Kotter,1995)ค็อตเตอร์ได้อธิบายในบทความเรื่องLeadingchange:whytransformationeffortsfail ว่า8 ขั้นตอนดังกล่าวจำ เป็นต้องถูกปฏิบัติให้สมบูรณ์ ก่อนที่จะขยับไปสู่ขั้นตอนถัดไปแต่ละขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานให้กับขั้นตอนถัดไป หากมีการกระโดดข้ามหรือปฏิบัติไม่สมบูรณ์ อาจส่งผลด้านลบต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรในอนาคตได้ (Kotter, 1996, p. 83) 8ขั้นตอนข้างต้น มีดังนี้ขั้นตอนที่ 1 สร้างการรับรู้ความสำคัญและความเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลง (ผู้ศึกษา) (Establish a sense of urgency) ประมาณร้อยละ 50 ขององค์กรที่ดำ เนินการเปลี่ยนแปลงมักจะสร้างความรู้สึก/ความจำ เป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไม่เพียงพอและล้มเหลวในที่สุด ค็อตเตอร์พบว่า เกิดจากบางครั้งผู้บริหารคิดว่าการดำ เนินงานตามขั้นตอนแรกนี้เป็นเรื่องไม่ยาก และมักคิดว่าสิ่งที่ตนเองดำ เนินการไปแล้วนั้นประสบความสำ เร็จแล้ว และใจร้อนเกินไป (“Enough with this preliminaries, Let ‘s get on withit”) (Kotter, 1995)ขั้นตอนที่ 2 สร้างทีมที่เข้มแข็งเพื่อร่วมดำ เนินการเปลี่ยนแปลงองค์กร (ผู้ศึกษา) (Form a powerful guiding coalition) ค็อตเตอร์แนะนำ ว่าทีมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกควรประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง และคณะทำ งานประมาณ3-4คนก่อนโดยมีลักษณะดังนี้1)มีตำ แหน่งหน้าที่การงานที่สูง 2) มีข้อมูลและความเชี่ยวชาญมากพอ 3) มีชื่อเสียง 4) มีความสัมพันธ์อันดีกับคนในองค์กร จากนั้นจึงค่อยๆ สร้างทีมงานให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ในช่วง 20 - 50 คน ก่อนที่จะขยับไปขั้นตอนที่3ขั้นตอนที่ 3 สร้างวิสัยทัศน์สู่การเปลี่ยนแปลง (ผู้ศึกษา)(Create a vision) ในขั้นตอนนี้ทีมงานจะค่อย ๆ พัฒนาวิสัยทัศน์เพื่อกำหนดทิศทางในการเดินทางขององค์กร ซึ่งโดยปกติแล้ว ยังไม่ชัดเจนนักในช่วงแรก ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 3 - 12 เดือนภายใต้การคิดเชิงวิเคราะห์(Analytical thinking) และความฝัน(Dreaming) วิสัยทัศน์และแนวทางไปข้างหน้าก็จะมีความชัดเจนขึ้นขั้นตอนที่ 4 ถ่ายทอดข้อมูลและสร้างความเข้าใจต่อวิสัยทัศน์เพื่อการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (ผู้ศึกษา) (Communicate the vision)การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับวิสัยทัศน์ขององค์กร ถึงแม้ว่าทีมงานจะพัฒนาวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแล้วดังนั้นการสื่อสารให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าวิสัยทัศน์องค์กรจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อตนถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากและ


76การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยมท้าทายเป็นอย่างยิ่งค็อตเตอร์แนะนำ ให้ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติมีส่วนร่วมในการอภิปรายปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา (Walk the talk) และนำมาปรับปรุงเป้าหมายให้ดีขึ้นขั้นตอนที่ 5 พัฒนาศักยภาพและขจัดอุปสรรคต่อการดำ เนินการเปลี่ยนแปลงองค์กร (ผู้ศึกษา) (Empower others to act on the vision) เมื่อทีมงานได้พยายามสื่อสารวิสัยทัศน์องค์กร การสื่อสารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งผู้ปฏิบัติเข้าใจวิสัยทัศน์และยินดีที่จะร่วมมือ แต่ในกระบวนการทำ งานของตนมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่ และผู้บริหารและผู้ปฏิบัติอาจมองอุปสรรคแตกต่างกัน บางอุปสรรคอาจเป็นเรื่องของโครงสร้างการบริหารขององค์กร กรอบบทบาทของงานที่แคบเกินไปที่ไม่เอื้อต่อการเพิ่มผลิตผล (productivity) หรือแม้แต่ผู้บริหารบางคนที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงและมักสั่งให้ทำ งานในเรื่องที่ไม่สร้างคุณค่าต่อองค์กร หรือแม้แต่ไม่ยอมกระตุ้นเพื่อสร้างกำ ลังใจในการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาขั้นตอนที่ 6 วางแผนการสะท้อนและสร้างความสำ เร็จระยะสั้น (ผู้ศึกษา) (Plan for and Create short – term wins) การเปลี่ยนแปลงจำ เป็นต้องสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมและมีแรงจูงใจที่เหมาะสมสำ หรับการบรรลุเป้าหมายระยะสั้นคนในองค์กรจะรู้สึกอ่อนล้าและไม่กล้าที่จะเดินหน้าหากไม่มีการสะท้อนและฉลองความสำ เร็จในการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการภายใน12-24 เดือน คนส่วนใหญ่จะถอนตัวและไปร่วมขบวนกับกลุ่มคนที่ต้านการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เดิมผู้บริหารมักรอช้าเกินไปที่จะสะท้อนความสำ เร็จและมักไม่ให้ความสำ คัญกับการมองย้อนกลับไปว่า การมาถึงจุดนี้ได้นั้นองค์กรได้ทำอะไรบ้างขั้นตอนที่ 7 ใช้ความสำ เร็จกระตุ้นคนในองค์กรให้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้น (ผู้ศึกษา) (Consolidate improvements and Produce still more change) ค็อตเตอร์กล่าวว่าการฉลองชัยชนะนั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่การคิดพิจารณาไตร่ตรองและอธิบายให้ได้ว่าชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างนั้นสำคัญยิ่งกว่า ซึ่งจะสามารถนำบทเรียนและความมั่นใจจากการบรรลุความสำ เร็จที่ได้นั้นไปวางแผนเพื่อจัดการกับปัญหาที่ใหญ่กว่าได้(“Successfuleffortsusethecredibilityaffordedbyshort-term wins totackle even bigger problems”) (Kotter, 1995, pg. 66).ขั้นตอนที่ 8 ผลักการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติขององค์กร (ผู้ศึกษา) (Institutionalize new approaches) การเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งหากไม่ถูกทำ ให้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมองค์กรแล้วจะมีโอกาสที่จะย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ทุกขณะทีมงานจะต้องแสดงให้ทุกคนในองค์กรทุกระดับเห็นว่าธรรมเนียมปฏิบัติใหม่ช่วยให้เกิดประโยชน์อะไรบ้างต่อองค์กรแผนก และบุคคล จากนั้น มีการกำกับและติดตามพฤติกรรมของผู้บริหารที่มาใหม่ว่า ธรรมเนียมปฏิบัติใหม่ดังกล่าวได้ถูกนำ ไปปฏิบัติจริงการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้บริหารที่มาใหม่อาจทำ ให้ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงที่ใช้เวลาอันแสนยาวนานไร้ความหมาย1.2 การบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐ การบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐพบข้อจำกัดหลายประการ อาทิงบประมาณที่จำกัดและการประเมินผลการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เป็นตัวเงินหรือเวลาอย่างตรงไปตรงมาเฉกเช่นหน่วยงานภาเคเอกชน(Medley& Aken, 2008) ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐในต่างประเทศยังคงเห็นความจำ เป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม รูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐยังคงมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จำกัดสำ หรับประเทศไทย สำ นักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ได้เผยแพร่คู่มือการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานภาครัฐ พ.ศ.2550ซึ่งได้ใช้แนวคิดของจอห์นค็อตเตอร์ เป็นฐานเช่นกัน ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการถึงประสิทธิผลในการนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในหน่วยงานภาครัฐ ในประเทศไทย


77การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยม 1.3 นโยบายการเปลี่ยนแปลง (DOH Change) และการบริหารการเปลี่ยนแปลงกรมอนามัย กรมอนามัยได้พัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม หรือเรียกว่าA2IA โดยประกอบด้วย การประเมินสถานการณ์ (Assessment) การชี้นำด้วยข้อมูลและความรู้และเป็นปากเป็นเสียง(Advocacy)การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม (Intervention)และการบริหารจัดการด้วยการอภิบาลระบบ(Management/Governance) เพื่อให้ระบบดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงและสร้างผลกระทบวงกว้างกรมอนามัยมีแนวทางในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กลยุทธ์3 L โดยประกาศให้มีการขับเคลื่อนการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559กลยุทธ์3L ประกอบด้วย(สำนักงานบริหารการเปลี่ยนแปลง,2559) 1. LEAD การกำหนดประเด็นนำที่ชัดเจนและเป็นภารกิจหลักของหน่วยงาน 2.LEAN การปรับปรุงกระบวนการทำ งานให้สอดคล้องกับ LEAD โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบผลงานที่มีคุณค่าให้กับกลุ่มเป้าหมาย 3. LEARN การพัฒนาตนเองและองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อตอบสนองต่อการLEAN และLEAD สำหรับการบริหารการเปลี่ยนแปลง กรมอนามัยได้จัดตั้งสำนักงานบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อรับผิดชอบโดยตรงโดยมีกลยุทธ์ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถน้อมนำการเปลี่ยนแปลงไปปรับใช้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ทั้งระบบการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม(A2IM) และ3L ที่เรียกว่า2C2E M & E ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้(สำนักงานบริหารการเปลี่ยนแปลง, 2559)2 C: Communication & Capacity Building ซึ่งเป็นการดำ เนินการเพื่อสร้างความรู้สึกของความจำ เป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง โดยสื่อสารผ่านหลากหลายช่องทางทั้งเสียงตามสาย เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานLINE และการประชุมต่าง ๆ อีกทั้งยังได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำ เป็นในการนำ A2IM และ 3 L ไปใช้ในงานประจำของตนเองอย่างต่อเนื่อง2 E: Empowerment & Engagement เมื่อมีการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ระดับหนึ่งแล้ว จึงถึงเวลาที่จะต้องสร้างการมีส่วนร่วมโดยดึงกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่อาสาเป็นทีมนำ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับหน่วยงานของตนเองต่อไป ทั้งนี้กรมอนามัยได้กำหนดรายชื่อบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นChiefChange Officer (CCO) และChangeOfficer(CO)ประจำหน่วยงานเพื่อการสื่อสารระหว่างสำนักงานบริหารการเปลี่ยนแปลงและหน่วยงานอื่น ๆM&E: Monitoring & Evaluation เป็นการเฝ้าดูรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในหน่วยงานของกรมอนามัยและภาพรวมของกรม แนวทางการเฝ้าดู รู้การเปลี่ยนแปลง มีหลากหลายรูปแบบ อาทิการสำ รวจความเห็นของเจ้าหน้าที่ การสัมภาษณ์CCO และ CO การจัดประชุมถอดบทเรียน และการเชิญให้หน่วยงานที่มีการดำ เนินการที่ดีเข้ามานำ เสนอผลงานและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการประชุมประจำ เดือนของกรมอนามัย ในส่วนกลาง2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาพบว่า นโยบายการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มักจะไม่ประสบความสำ เร็จ โดยมีอัตราความล้มเหลวสูงถึงร้อยละ 70 (Beer &Nohria,2000)ดังนั้นการติดตามเพื่อเฝ้าดูรู้การเปลี่ยนแปลงของกรมอนามัยอย่างใกล้ชิด จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำ ให้ได้ข้อมูลเพื่อการพัฒนาต่อยอดในอนาคต การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้• เพื่อสะท้อนผลการดำ เนินงานและความเห็นของเจ้าหน้าที่กรมอนามัยต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงจากนโยบาย DOHChange โดยเทียบเคียงกับแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์


78การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยม3. คำ ถามในการศึกษา ผู้ศึกษาได้กำหนดแนวคำถามเพื่อศึกษาผลการดำ เนินงานตามนโยบายการเปลี่ยนแปลงของกรมอนามัยและมุมมองของเจ้าหน้าที่กรมอนามัยต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนี้ 1. เจ้าหน้าที่กรมอนามัยมีความเห็นต่อสถานการณ์การบริหารการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานของตนเองอย่างไร 2. ระดับความสำ เร็จของการบริหารการเปลี่ยนแปลงของกรมอนามัยอยู่ระดับใดเมื่อเทียงเคียงกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8ขั้นตอนตามแนวคิดของจอห์นค็อตเตอร์ 3. การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8 ขั้นตอนตามแนวคิดของจอห์นค็อตเตอร์สามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐได้อย่างไร4. ระเบียบวิธีการศึกษา การเก็บข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารการเปลี่ยนแปลงM& E:Monitoring & Evaluation ของสำนักงานบริหารการเปลี่ยนแปลง กรมอนามัย4.1 แบบสำรวจความคิดเห็น แบบสำ รวจความเห็นถูกพัฒนาขึ้นโดยสำ นักงานบริหารการเปลี่ยนแปลง และเทียบเคียงกับแนวคำ ถามจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Kevin Scheid (N.A), JacquelineAuguste. 2013) และที่ปรึกษากรมอนามัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา (ContentValidity) กรอบเนื้อหาของแบบสำ รวจจะสะท้อนความเห็นต่อการดำ เนินการบริหารการเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 10 ข้อโดยในแต่ละข้อคำถามจะมีระดับตัวเลือกตามความเห็นได้แก่1หมายถึงมีการความคืบหน้าน้อยที่สุด และ 10 หมายถึง มีความคืบหน้ามากที่สุด4.2 การเก็บข้อมูลความเห็น แบบสำ รวจความเห็นถูกทำ ให้เป็นระบบการสำ รวจออนไลน์โดยสามารถเข้าถึงได้จากลิงค์และ QR-code เพื่อความสะดวกและความเป็นอิสระในการตอบแบบสำ รวจผ่านSmartphone ทั้งนี้ก่อนการเปิดระบบให้กรอกแบบสำ รวจความเห็น สำ นักงานบริหารการเปลี่ยนแปลงได้ทำ หนังสือแจ้งผู้บริหารหน่วยงานของกรมอนามัยเพื่อขอความร่วมมือในการกรอกแบบสำ รวจความเห็น ระหว่างวันที่17 สิงหาคม ถึง5 ตุลาคม2559 และได้ระบุด้วยแล้วว่า การกรอกแบบสำ รวจความเห็นจะไม่สามารถระบุความเป็นตัวตนของผู้กรอกได้อีกทั้งการกรอกแบบสำ รวจความเห็นเป็นการอาสาของแต่ละคนซึ่งทุกความเห็นมีความสำ คัญต่อการเข้าใจสถานการณ์การบริหารการเปลี่ยนแปลงขององค์กรและกรมอนามัย เพื่อใช้ในการออกแบบและวางแผนขับเคลื่อนการบริหารการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงสำหรับข้อมูลอื่น ๆ สำนักงานบริหารการเปลี่ยนแปลงได้เก็บจากการสัมภาษณ์เชิงลึก(In – depth interviews) และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussions) กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงในแต่ละหน่วยงาน4.3 การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์และประชุมกลุ่มสนทนา โดยเทียบกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์5. ผลการศึกษา เจ้าหน้าที่กรมอนามัยจำนวน1,587คน(ร้อยละ41 ของจำนวนเจ้าหน้าที่กรมอนามัยทั้งหมด)สะท้อนความเห็นผ่านแบบสำ รวจความเห็นออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ (Smartphone)ข้อมูลคุณภาพอื่น ๆ ถูกเก็บเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์เชิงลึก(In –depthinterviews) และการสนทนากลุ่ม(Focusgroupdiscussions) กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงในแต่ละหน่วยงาน เมื่อเทียบเคียงข้อมูลจากการสำ รวจความเห็นกับแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ได้ผลการศึกษา (เฉพาะที่เป็นข้อสังเกตที่สำคัญ) ดังนี้


79การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยมขั้นตอนที่ 2 สร้างทีมที่เข้มแข็งเพื่อร่วมดำ เนินการเปลี่ยนแปลงองค์กร (ผู้ศึกษา) (Form a powerful guiding coalition) ค็อตเตอร์แนะนำ ว่าทีมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกควรประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง และคณะทำ งานประมาณ 3 -4 คน ความล้มเหลวมักจะเกิดขึ้นในขั้นตอนที่ 2เมื่อผู้บริหารไม่ให้ความสำ คัญกับการสร้างทีมงานที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กร หรือทีมงานดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปฏิบัติ(Trust) ผลการสำ รวจความเห็นฯ พบว่า เจ้าหน้าที่ร้อยละ51.65เห็นด้วยว่าได้มีการสร้างทีมนำที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับจากผู้ปฏิบัติในหน่วยงาน ทั้งนี้การสื่อสารและให้ข้อมูลที่เพียงพอของทีมนำ ให้เข้าถึงเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานในทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับช่องทางการรับสารของเจ้าหน้าที่จะช่วยให้การน้อมนำการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น(Richesin,Anna Lora, 2011) จากการสัมภาษณ์พบว่าการคัดเลือกสมาชิกเข้าสู่ทีมนำ ผู้บริหารจะใช้ความสมัครใจ ระดับตำแหน่งและความเกี่ยวข้องกับงานในการคัดเลือกอาทิChiefChangeOfficer ของแต่ละหน่วยงานคือ ผู้อำนวยการหน่วยงาน Change Officer คือหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์54.8 51.65 53.9 57.4 52.2 46.459.3 58.930.2 34.7 34.5 30.8 3839.230.8 29.115.1 13.75 11.6 11.75 9.8 14.4 9.9 120102030405060708090100แผนภูมิ 1: จํานวนเจ้าหน้าที่กรมอนามัย (ร้อยละ) ที่คิดว่ามีการดําเนินงานตามขั้นตอนของ Kotter's 8 step Change Model ใน 3 ระดับคืบหน้าเพียงระดับ 1 -3คืบหน้าระหว่างระดับ 4 - 6คืบหน้าไปมากกว่าระดับ 7 ใน 102 (ผู้ศึกษา)(Form a powerful guiding coalition)ค็อตเตอร์แนะนําวา ทีมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในช ่ ่วงแรกควรประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง และคณะทํางานประมาณ 3 -4 คน ความล้มเหลวมักจะเกิดขึ้นในขั้นตอนที่ 2 เมื่อผู้บริหารไม่ให้ความสําคัญกบการสร้างทีมงานที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กร หรือที ั มงานดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปฏิบัติ (Trust)ผลการสํารวจความเห็นฯ พบวา เจ้าหน้าที่ร้อยละ ่51.65 เห็นด้วยวาได้มีการสร้างทีมนําที่เข้มแข็งและ ่เป็ นที่ยอมรับจากผู้ปฏิบัติในหน่วยงาน ทั้งนี้ การสื่อสารและให้ข้อมูลที่เพียงพอของทีมนําให้เข้าถึงเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานในทุกกลุ่มอยางต่ ่อเนื่องและสอดคล้องกบชั ่องทางการรับสารของเจ้าหน้าที่จะช่วยให้การน้อมนําการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น (Richesin, Anna Lora, 2011)จากการสัมภาษณ์พบวา การคัดเลือกสมาชิกเข้าสู ่ ่ทีมนํา ผู้บริหารจะใช้ความสมัครใจ ระดับตําแหน่ง และความเกี่ยวข้องกบงานในการคัดเลือก อาทิ ัChief Change Officer ของแต่ละหน่วยงานคือ ผู้อํานวยการหน่วยงาน Change Officer คือหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ขั้ นตอนที่ 5 พัฒนาศักยภาพและขจัดอุปสรรคต่ อการดําเนินการเปลี่ยนแปลงองค์ กร (ผู้ศึกษา)(Empower others to act on the vision)


80การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยมขั้นตอนที่ 5 พัฒนาศักยภาพและขจัดอุปสรรคต่อการดำ เนินการเปลี่ยนแปลงองค์กร (ผู้ศึกษา) (Empower others to act on the vision) เจ้าหน้าที่ร้อยละ 52.2 มองว่าได้มีการดำ เนินการเพื่อขัดอุปสรรคต่อการดำ เนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรระดับ 7 – 10 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังได้รับการเสริมสร้างความรู้และทักษะเพื่อน้อมนำ การเปลี่ยนแปลงไปปรับใช้กับงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง อาทิการประชุมปฏิบัติการเรื่อง LEANกระบวนการ ระหว่างวันที่ 3 – 5 มิถุนายน 2559 และ 17–18 สิงหาคม2559 ค็อตเตอร์ให้ความเห็นว่า ไม่มีองค์กรได้ที่จะสามารถขจัดปัญหาหรืออุปสรรคได้ทุกอย่าง แต่ปัญหาหรืออุปสรรคที่เป็นตัวขัดขวางการขับเคลื่อนองค์กรหลัก ควรต้องได้รับการสะท้อนและขจัดออกไปโดยเร็วขั้นตอนที่ 6 วางแผนการสะท้อนและสร้างความสำ เร็จระยะสั้น (ผู้ศึกษา) (Plan for and Create short – term wins) การเปลี่ยนแปลงจำ เป็นต้องสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมและมีแรงจูงใจที่เหมาะสมสำ หรับการบรรลุเป้าหมายระยะสั้นคนในองค์กรจะรู้สึกอ่อนล้าและไม่กล้าที่จะเดินหน้า หากไม่มีการสะท้อนและฉลองความสำ เร็จในการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการภายใน12 - 24 เดือน จากการสำ รวจความเห็นพบว่า เจ้าหน้าที่ร้อยละ 46.4เห็นว่าการดำ เนินการสะท้อนและสร้างความสำ เร็จระยะสั้นมีความคืบหน้าระดับ7 – 10การสะท้อนความสำคัญระยะสั้นจำ เป็นต้องมีการออกแบบและวางแผนตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์สู่การเปลี่ยนแปลงขององค์กรขั้นตอนนี้มักจะเป็นจุดอ่อนเมื่อทีมนำกำหนดวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติที่ไม่ชัดเจน ทำ ให้ผู้ปฏิบัติไม่เห็นภาพความสำ เร็จหรือไม่ทราบว่าได้เกิดความสำ เร็จระยะสั้นแล้ว (Richesin, AnnaLora, 2011)6. อภิปรายผลการศึกษา ผลการสำ รวจความเห็นของเจ้าหน้าที่กรมอนามัยต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงของกรมอนามัยตามแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8ขั้นตอนของจอห์นค็อตเตอร์สะท้อนให้เห็นว่า กรมอนามัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลง (ช่วงปีแรกของนโยบายการเปลี่ยนแปลง) ความสำ เร็จของแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลง8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ คือการนำ ลงสู่การปฏิบัติ(implementation) โดยใช้แต่ละขั้นตอนเป็นเพียแนวทางเท่านั้น(guide) และควรทำขั้นตอนแรกๆ เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงให้กับขั้นตอนต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดว่าขั้นตอนใดสำ คัญกว่าขั้นตอนใด แต่การศึกษาหลาย ๆชิ้นแนะนำ ว่า (Kotter, 1995 & 1996, Richesin,Anna Lora.2011) ไม่ควรกระโดดข้ามขั้นตอน หรือรีบเร่ง เช่น ในขั้นตอนที่ 1 การสื่อสารเหตุผลความจำ เป็นที่องค์กรจำ เป็นต้องเปลี่ยนแปลง สัดส่วนเจ้าหน้าที่ที่ควรเห็นด้วยควรมีประมาณร้อยละ 75 ซึ่งจะช่วยการันตีความสำ เร็จในขั้นตอนต่อไปมากขึ้น เป็นต้น การนำ แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลง 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์มาปรับใช้ในหน่วยงานภาครัฐ สามารถสะท้อนสถานการณ์การขับเคลื่อนการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อบรรลุการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายได้(Change Initiative)แนวคิดข้างต้นเป็นเครื่องมือสะท้อนจุดอ่อนและจุดแข็งที่มีผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารและทีมนำสามารถจัดลำดับความสำคัญและปรับปรุงกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ขั้นตอนที่ 2 5 และ 6จำ เป็นต้องได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ในขั้นตอนที่ 2 เจ้าหน้าที่เพียงร้อยละ 51.65 เห็นว่าหน่วยงานของตนเองมีทีมนำที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับจากผู้ปฏิบัติในหน่วยงาน ในขั้นตอนที่ 5 เจ้าหน้าที่ร้อยละ 52.2 มองว่าได้มี


81การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยมการดำ เนินการเพื่อขจัดอุปสรรคต่อการดำ เนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรระดับ7 – 10 และในขั้นตอนที่6 มีเพียงร้อยละ 46.4ที่เห็นว่าการสะท้อนความสำ เร็จระยะสั้นมีความคืบหน้าระดับ7 – 10 จากแนวคิดของจอห์น ค็อตเตอร์ (Kotter, 1995)สถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่กำ ลังเตือนว่าคนส่วนใหญ่อาจจะถอนตัวและไปร่วมขบวนกับกลุ่มคนที่ต้านการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเคียงสัดส่วนของขั้นตอนที่6(ร้อยละ46.4) ถึงขั้นตอนที่8(ร้อยละ58.9)พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำ ให้ตีความได้ว่าอาจเป็นการเร่งรัดให้การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่งานประจำ เร็วเกินไป ขณะที่ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ยังคงไม่สามารถสัมผัสกับความรู้สึกของการบรรลุเป้าหมายระยะสั้นเท่าที่ควรการรักษาระดับความเร็วในการเปลี่ยนแปลงจึงอาจขึ้นอยู่กับข้อกำหนดหรือข้อบังคับของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ทุกคนจำ เป็นต้องปฏิบัติแทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากความสำ เร็จระยะสั้นที่ถูกสะท้อนขึ้นมา (ขั้นตอนที่ 6) และผู้ปฏิบัติมีแรงขับเคลื่อนออกมาด้วยตนเอง ผลการศึกษานี้มีความสอดคล้องกับผลการศึกษาของRichesin, Anna Lora (2011) และจอห์น ค็อตเตอร์(1996)ที่สนับสนุนว่า การบริหารการเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดของจอห์น ค็อตเตอร์จำ เป็นต้องสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง โดยเริ่มจากขั้นตอนที่1 และขั้นตอนต่อ ๆ มา ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนขยับขึ้นไปสู่ขั้นตอนต่อไป หากเร่งรัดเกินไป การบริหารการเปลี่ยนแปลงจะประสบปัญหามากขึ้น การบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำ เร็จและยั่งยืนจำ เป็นต้องใช้เวลา ซึ่งยังไม่มีสูตรสำ เร็จว่า จะต้องใช้เวลานานเพียงใด (Kotter, 1996) การขับเคลื่อนการบริหารการเปลี่ยนแปลงของกรมอนามัยสะท้อนให้เห็นว่า ระยะเวลาเพียง5 เดือนการบริหารการเปลี่ยนแปลง8ขั้นตอนของจอห์นค็อตเตอร์ยังไม่สมบูรณ์อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับหน่วยงานในลักษณะเดียวกัน (ไม่แสวงผลกำ ไร) จากต่างประเทศที่ได้ดำ เนินการมาแล้วประมาณหนึ่งปี(Richesin,AnnaLora,2011)พบว่า ในขั้นตอนที่1 และ 2 กรมอนามัยมีการขับเคลื่อนการบริหารการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าเล็กน้อย (ร้อยละ 54.8 ต่อร้อยละ 60 และร้อยละ 51.65 ต่อร้อยละ 55 ตามลำดับ)สำหรับการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในระบบราชการในอนาคต การนำ แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8ขั้นตอนของจอห์นค็อตเตอร์ไปปรับใช้ในหน่วยงานภาครัฐต่างๆ จำ เป็นต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งเชิงระบบความเชื่อและวัฒนธรรมของหน่วยงาน การศึกษาวิจัยด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงสามารถมุ่งเน้นที่การค้นหาระดับความก้าวหน้าของแต่ละขั้นตอนที่มีความจำ เพาะและเหมาะสมสำหรับหน่วยงานภาครัฐเพื่อเป็นการกระชับเวลาและช่วยวางแผนการดำ เนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายของแต่ละขั้นตอนต่อไป7. สรุปและข้อเสนอแนะ การศึกษานี้สะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขซึ่งช่วยให้ผู้ดำ เนินการบริหารการเปลี่ยนแปลงเฝ้าดูรู้การเปลี่ยนแปลงได้อีกทั้งยังช่วยสะท้อนประเด็นที่เป็นจุดอ่อนและจุดแข็งที่ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงในระดับหน่วยงานและกรม และพัฒนาแนวทางเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเด็นที่เป็นจุดอ่อนได้อย่างทันท่วงทีการใช้แต่ละขั้นตอนเป็นแนวทาง(Guide) เพื่อสร้างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรงก่อนขยับสู่ขั้นตอนต่อไปช่วยเพิ่มโอกาสความสำ เร็จและความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตสำหรับกรมอนามัยหลังจากประกาศนโยบายการเปลี่ยนแปลงได้5 เดือน การบริหารการเปลี่ยนแปลง8 ขั้นตอน ของจอห์นค็อตเตอร์ สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กรมอนามัยประมาณร้อยละ 50 เห็นว่าหน่วยงานตนเองได้ดำ เนินการบริหารการ


82การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยมเปลี่ยนแปลงในระดับ 7 – 10 หากมองในภาพรวมแล้ว การบริหารการเปลี่ยนแปลงของกรมอนามัยตามแนวคิดของจอห์นค็อตเตอร์ ยังไม่สมบูรณ์ โดยสามารถให้ความสำ คัญกับขั้นตอนที่ยังคงเป็นจุดอ่อนอยู่ ได้แก่ ขั้นตอนที่2 5 และ 6 ทั้งนี้เนื่องจากกรมอนามัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ชี้ให้เห็นว่ากรมอนามัยยังสามารถพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้อีกมากสำหรับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ สามารถใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลง(ChangeInitiative) เช่น องค์กรภาครัฐ 4.0 เพื่อตอบสนองต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ในยุคThailand 4.0 เป็นต้นเอกสารอ้างอิงBeer, M., & Nohria, N. (2000). Cracking the code ofchange.Harvard Business Review, 78(3), 133.Erwin, D.G., & Garman, A.N. (2010). Resistanceto organizational change: linking researchand practice. Leadership and OrganizationDevelopment Journal, 31(1), 39-56.Isern, J., & Pung,C. (2007).Harnessingenergy todriveorganizational change. The McKinseyQuarterly, 1, 16-19.JacquelineAuguste.2013.ApplyingKotter’s8-StepProcessforLeadingChangetotheDigitalTransformationofan OrthopedicSurgicalPractice GroupinToronto,CanadaJournalofHealthandMedicalInformatics2013,4:3http://dx.doi.org/10.4172/2157-7420.1000129Kevin Scheid .Moving Your Organization Ahead. BestChristianWorkplacesinstitute[ออนไลน์] เข้าถึงข้อมูลได้ที่http://www.bcwinstitute.com/resources/Press/rp_change_process.pdfKotter, J. (1995). Leading change: why transformationefforts fail.Harvard Business Review,73(2), 55-67.Kotter,J.(1996).Leadingchange.Boston,Massachusetts:Harvard Business School Press.Medley,B., & Akan, O.(2008).Creatingpositivechangein community organizations: a case forrediscovering lewin. Nonprofit Management andLeadership, 18(4), 485-496.Richesin,AnnaLora.2011.AssessingtheImplementationof a Non-profit Organizational Change InitiativeUsing Kotter’ s (1995) 8 Step Change Model.Undergraduate Honors Theses. Paper 10. http://dc.etsu.edu/honors/10THE8-STEPPROCESSFORLEADINGCHANGE.Dr.Kotter’smethodology of change leadership[ออนไลน์] เข้าถึงข้อมูลได้ที่THE_8-STEP_PROCESS_FOR_LEADING_CHANGE.pdfWaldersee, R., Griffiths, A., & AustralianGraduate School of Management. (1997).Thechangingfaceoforganizationalchange.Centrefor Corporate Change Paper No. 65.AustralianGraduateSchoolofManagementUniversityofNewSouth Wales, Sydneyสำนักงาน ก.พ.ร. คู่มือการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศในการ ปฏิบัติราชการของหน่วยงานภาครัฐ, กรุงเทพฯ, สํานักงาน ก.พ.ร., 2550. 70 หน้า.สำนักงานบริหารการเปลี่ยนแปลง.2559. รวมพลัง เปลี่ยนกรมอนามัยกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขหน้า21 –23


83การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์น ค็อตเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 กรณีศึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยมประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล สายชล คล้อยเอี่ยม การศึกษา ปริญญาโท สาขากิจกรรมทางกายประยุกต์ประเภททุนที่ได้รับ หนึ่งอำ เภอหนึ่งทุน (One District One Scholarship: ODOS) รุ่นที่ 1ปีที่ได้รับทุน พ.ศ. 2547สถานที่ทำ งาน สำ นักงานโครงการขับเคลื่อนกรมอนามัย 4.0 เพื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน (สขรส.) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสถานที่ติดต่อที่อยู่ 85/454 หมู่ 3 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110เบอร์ติดต่อ 088 323 4265e-mail ประวัติการทำ งาน l นักวิจัยพื้นที่ในโครงการพัฒนาเครื่องมือการวัดความแตกฉานทางสุขภาพ ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกับมหาวิทยาลัยเดกิ่น ประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. 2556l ผู้ประสานงานวิชาการประเด็นสุขภาพคนพิการ สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.) พ.ศ. 2553-2556l ผู้ประสานงานและผู้เข้าร่วมประชุม CBR Asia-Pacific Convention, Kualalumpur, Malaysia, 2010l ผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร ภาวะการนำ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพ พ.ศ. 2555-2556


ประวัติผู้เขียนประวัติการทำ งาน l กระบวนกรและอำ นวยกร กระบวนการสุนทรียสนทนา Disability Awareness Dialogue กับนักสื่อสารสาธารณะ นักวิชาการสาธาณสุข นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล นักกายภาพบำ บัด นักกิจกรรมบำ บัด พ.ศ. 2553-2556l คณะทำ งานยกร่างยุทธศาสตร์จ้างงานคนพิการ สำ นักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พก.) พ.ศ. 2557l ผู้ช่วยกระบวนกร ในงาน Disability awareness training, UNESCAP, Bangkok Thailand, 2014l นักเก็บข้อมูลในงานวิจัยการเข้าถึงการบริการของผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา พ.ศ. 2556-2557l ผู้จัดทำ รายงานสถานการณ์กิจกรรมทางกายและการออกกำ ลังกายของประชาชนไทยในรอบ 10 ปี สำ นักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2557l หัวหน้าโครงการนักวิ่งจิตอาสา WE FOR ONE โดยนำ ผู้ด้อยโอกาสและคนที่มีความพิการเข้าร่วมกิจกรรมออกกำ ลังกายกับคนไม่พิการ พ.ศ. 2557l ข้าราชการในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) รุ่นที่ 8 พ.ศ. 2557 - 255984การศึกษาเรื่องการสะท้อนผลการดำ เนินงานการบริหารการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐโดยใช้แนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กร 8 ขั้นตอนของจอห์นค็อตเตอร์เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุคThailand 4.0กรณีศึกษากรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขสายชล คล้อยเอี่ยม


85กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสิน แนวคิด“Thailand4.0” เป็นแนวคิดที่จะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเพื่อให้ประเทศไทยข้ามผ่าน“กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” “กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง”และ“กับดักความไม่สมดุลในการพัฒนา” ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง3กับดักดังกล่าวทำ ให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปยังกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงได้ดังนั้นการที่จะก้าวข้ามกับดักดังกล่าว จะต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจและสร้างกลไกในการขับเคลื่อนได้แก่กลไกการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมกลไกการขับเคลื่อนด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive growth)และ กลไกการขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (GreenGrowthEngine) ซึ่งทั้งสามกลไกจะนำ พาให้ประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบเศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเป็น “ประเทศโลกที่หนึ่ง” ได้ บทความนี้มุ่งชี้กรณีศึกษาจากประเทศต่างๆในบริบทของการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยจะกล่าวถึงกรณีศึกษาจากสามประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเอสโตเนีย และประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำ ข้อมูลจากกรณีศึกษามาเปรียบเทียบ และวิเคราะห์เพื่อปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่ประเทศไทยในยุค“Thailand4.0” ได้อย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพสูงสุดกรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0”กรณีศึกษา 1. Japan’s Society 5.0: การยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาสังคม แผนSociety5.0 ของประเทศญี่ปุ่น เป็นแผนงานที่ระบุอยู่ในแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งที่5(The5th ScienceandTechnologyBasicPlan) ของพรรครัฐบาลนายชินโซอาเบะมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เทคโนโลยีเช่นInternetof Things (IoT), Robot, Artificial Intelligence (AI), BigData, 3DPrinting, และVirsual Reality (VR) ในการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคนและคุณภาพชีวิตของประชาชนนอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสังคมที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ อันได้แก่(1) การแก้ปัญหาการลดลงของประชากร โดยการใช้เทคโนโลยีสร้างธุรกิจใหม่ๆ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของสังคม เพื่อรองรับจำนวนประชากรที่ลดลง(2) การแก้ปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุและความไม่เท่าเทียมในตลาดแรงงานโดยการสร้างอาชีพที่ประชากรผู้สูงอายุและแรงงานสตรีสามารถทำ ได้และใช้เทคโนโลยีเช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรสูงอายุ


86กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสิน(3) การแก้ปัญหาภัยธรรมชาติและความมั่นคง เช่นการใช้เทคโนโลยีมาฟื้นฟูบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติการแก้ไขปัญหาCyber Security เป็นต้น(4) การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีการตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีในการช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม(รูปที่1)หลักการของ “Society 5.0”แผนการดำ เนินงานตาม แนวคิด “Society 5.0” จะใช้หลักการเชื่อมโยงโลกแห่งความเป็นจริง (Physical Space) และ โลกไซเบอร์ (Cyber Space) ด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้PhysicalSpace และCyberSpaceสามารถเกื้อกูลกันได้มากยิ่งขึ้น และยังเป็นการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสภาพแวดล้อมของสังคมโดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้(รูปที่2)§ กระบวนการเก็บข้อมูล (Data Collection) โดยใช้เซ็นเซอร์และเครื่องมือต่าง ๆ เก็บข้อมูลการทำ งานของเครื่องจักร และข้อมูลเกี่ยวกับการดำ เนินชีวิตของประชากร ที่อยู่ใน Physical Space และทำการส่งต่อข้อมูลไปยังCyber Spaceเชไข้ ปัญหา Cyber Security เป็ นต้น (4) การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีการตระหนักถึงการแกไขปัญหาสิ ้ ่งแวดล้อมอยูเสมอ รวมท่่วยป้ องกนและแกั ไขปัญหาสิ ้ ่งแวดล้อม (รูปที่1)แผนภูมิแสดงปัญหาสังคมของญี่ปุ่ น และเป้ าหมายของการแกไขปัญหา ้ (ที่มา: รวบรวมและสรุปโดหลักการของ “Society 5.0”แผนการดําเนินงานตาม แนวคิด “Society 5.0”จะใช้หลักการเชื่อมโยงโลกแห่งความเป็ นจริง (Cyber Space) ด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้Physical Space และ Cyber Space น และยังเป็ นการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสภาพแวดล้อมของ่อไปนี้(รูปที่2) กระบวนการเก็บข้อมูล (Data Collection) โดยใช้เซ็นเซอร์และเครื่องมือต่าง ๆ เกทํางานของเครื่องจักร และข้อมูลเกี่ยวกบการดําเนินชีวิตของประชากร ที่อยู ั ใน ่ และทําการส่งต่อข้อมูลไปยัง Cyber Space กระบวนการรวบรวมข้อมูล (Data Accumulation) รวบรวมข้อมูลที่เก็บได้จาก โดยใช้ฐานข้อมูล Big Dataรูปที่1 : แผนภูมิแสดงปัญหาสังคมของญี่ปุ่น และเป้าหมายของการแก้ไขปัญหา (ที่มา: รวบรวมและสรุปโดยผู้เขียน)§ กระบวนการรวบรวมข้อมูล (Data Accumulation) รวบรวมข้อมูลที่เก็บได้จากPhysicalSpace โดยใช้ฐานข้อมูล BigData§ กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) วิเคราะห์และแปรผลข้อมูลที่รวบรวมมาได้โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่นArtificial Intelligence(AI) และส่งข้อมูลที่วิเคราะห์ได้กลับไปยัง Physical Space§ กระบวนการประยุกต์ใช้ (Implementation and Materialization) โดยนำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้มาปรับปรุงเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ที่อยู่ในPhysicalSpaceและอาจสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเช่น3DPrinting§ กระบวนการเชื่อมโยง (Integration) มนุษย์ที่อยู่ในPhysicalSpace จะสามารถเชื่อมโยงกับCyberSpaceได้ผ่านVirtualReality(VR)หรือAugmentedReality(AR) เช่น การใช้VR ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบวัตถุก่อนที่จะพิมพ์ด้วย 3Dprinting เป็นต้น


87กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสินรูปที่2 : หลักการเบื้องต้นของ “Society 5.0” (ที่มา: รวบรวมและสรุปโดยผู้เขียน) Cyber Space ได้ผาน ่ Virtual Reality (VR) หรือ Augmented Reality (AR) เช่น การใช้ VR ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบวัตถุก่อนที่จะพิมพ์ด้วย 3D printing เป็ นต้น รูปที่ 2 : หลักการเบื้องต้นของ “Society 5.0”(ที่มา: รวบรวมและสรุปโดยผู้เขียน)• ความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ ตามนโยบาย “Society 5.0”และปัญหาอุปสรรคในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่ นมีการสร้างสภาพแวดล้อมการดําเนินธุรกิจแบบใหม่เพื่อมุ่งสู่ความเป็ น Society 5.0 โดยได้ดําเนินการ (1) การส่งเสริมความร่วมมือกนระหว างองค์กรต ่ ่าง ๆ ได้แก่ บริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจ SME และ Startup เพื่อสร้าง “พื้นที่ไร้การแข่งขัน (Non-Competitive Area)” (2) กาหนดนโยบายสนับสนุน ํการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการให้ผู้บริหารชั้นนําของประเทศจากองค์กรตาง ๆ ไปให้ความรู้แก่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของสตรี และ (3) การสร้างความเข้าใจแก่องค์กร ในการจัดสรรบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลาย เพื่อรองรับ Society 5.0ความร่วมมือขององค์กรต่างๆตามนโยบาย“Society5.0”และปัญหาอุปสรรค ในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีการสร้างสภาพแวดล้อมการดำ เนินธุรกิจแบบใหม่เพื่อมุ่งสู่ความเป็นSociety5.0 โดยได้ดำ เนินการ(1) การส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างองค์กรต่าง ๆ ได้แก่บริษัทขนาดใหญ่ธุรกิจSMEและStartupเพื่อสร้าง “พื้นที่ไร้การแข่งขัน(Non-CompetitiveArea)”(2)กำหนดนโยบายสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการให้ผู้บริหารชั้นนำ ของประเทศจากองค์กรต่าง ๆ ไปให้ความรู้แก่เยาวชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของสตรีและ (3) การสร้างความเข้าใจแก่องค์กร ในการจัดสรรบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลาย เพื่อรองรับSociety 5.0 อย่างไรก็ตามสมาคมอุตสาหกรรมญี่ปุ่น(JapanKeidanren)ได้ระบุถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากวัฒนธรรมการดำ เนินธุรกิจแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นโดยระบุว่าประเทศญี่ปุ่นยังมีกำแพงที่เกิดจากระบบราชการและข้อกฎหมายที่ทำ ให้การดำ เนินการเกิดความล่าช้ามากขึ้นจึงแนะนำ ให้มีการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อให้ง่ายต่อการดำ เนินการ เช่น การปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตามแผนSociety5.0และเพื่อรองรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้การสร้างความยอมรับและความเข้าใจของผู้คนในสังคม ก็เป็นข้อท้าทายที่สำคัญ ซึ่งต้องปลูกฝังให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และหมั่นเรียนรู้ เพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่2. e-Estonia: การสร้างสังคมยุคสารสนเทศ ระบบe-Estonia เป็นระบบการสร้างสังคมยุคสารสนเทศของรัฐบาลเอสโตเนียโดยใช้หลักการบูรณาการบริการออนไลน์เข้ากับการบริการภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐและดำ เนินธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์ที่รัฐบาลเอสโตเนียออกแบบมาให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์โดยในปัจจุบันประเทศเอสโตเนียได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบe-Estoniaก็ได้ชื่อว่าเป็นระบบที่มีโครงสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(e-Government) ที่ดีที่สุดในโลกวิวัฒนาการของการปฏิวัติระบบดิจิทัลในเอสโตเนีย เนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. 2530 เอสโตเนียได้ประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากร แรงงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รัฐบาลเอสโตรเนียจึงได้ดำ เนินนโยบายการปฏิวัติระบบดิจิทัล โดยในเบื้องต้นจะเน้นเพียงการปฏิวัติเพื่อใช้นวัตกรรมในการชดเชยแรงงานที่มีจำนวนจำกัดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และหลังจากนั้นในปี พ.ศ.


88กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสิน2540 รัฐบาลเอสโตเนียได้มีการต่อยอดการปฏิวัติดังกล่าวโดยมีการวางแผนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ “รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(e-Government)”อย่างเต็มรูปแบบซึ่งผลลัพธ์ของการปฏิวัติดังกล่าวส่งผลให้ประเทศเล็ก ๆ อย่างเอสโตเนีย กลายเป็นประเทศที่มีความสำ เร็จด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ(Measure of Information Technology Achievement)สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปในปัจจุบันโดยจะเห็นได้จากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ ที่ช่วยให้ประชาชนเอสโตเนียสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง รวดเร็วและ สร้างความโปร่งใสในการทำ งานภาครัฐและลดการคอร์รัปชั่นภายในประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการประหยัดงบประมาณได้จำนวนมหาศาลโดยรัฐบาลเอสโตเนียเปิดเผยว่าระบบ e-Estonia ใช้งบประมาณเพียง 50-60 ล้านยูโร หรือ1,900-2,400 ล้านบาทต่อปีระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(E-Government) ในปัจจุบันระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สร้างความสะดวกสบายให้ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและประชาชนของเอสโตเนียเป็นอย่างมากโดยมีการนำ เอานวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกภาคส่วนอย่างหลากหลายอาทิเช่น (1) ระบบการเลือกตั้งออนไลน์(i-Voting) ที่ทำ ให้ประชาชนสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้จากบ้าน (2) การจ่ายภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Board) ซึ่งใช้เวลาดำ เนินการในการยื่นแบบภาษีเงินได้เพียง 5 นาที(3) การดำ เนินธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์(e-Business) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนธุรกิจได้ภายในเวลา 18 นาที(4) การทำ ธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Banking) (5) การออกตั๋วอิเล็กทรอนิกส์(e-Ticket)(6) การศึกษาออนไลน์(e-SchoolandUniversityviainternet)(7)การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์(e-Government Academy)และ(8)การใช้แอปพลิเคชันอื่นๆผ่านสมาร์ทโฟนเพื่ออำนวยความสะดวก เป็นต้น ระบบของ e-Estonia จะทำ การเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เข้ากับภาคเอกชนและประชาชน โดยการทำ งานของระบบe-Estonia จะเชื่อมโยงระบบต่าง ๆด้วยถนนออนไลน์(Backbone) ที่เรียกว่า “X-Road” ซึ่งX-Roadจะทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ระบบต่างๆผ่านตัวแปลง (Adapter) นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ทุกระบบจะต้องมีเซิร์ฟเวอร์ที่มีความปลอดภัยสูง (Secure Server) เพื่อความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลในส่วนต่าง ๆ (รูปที่3)• ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(E-Government)ในปัจจุบัน ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สร้างความสะดวกสบายให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนของเอสโตเนียเป็ นอยางมาก โดยมีการนําเอานวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ เพื่ออํานวยความสะดวกให้ก ่บัทุกภาคส่วนอยางหลากหลาย อาทิเช ่ ่น (1) ระบบการเลือกตั้งออนไลน์ (i-Voting) ที่ทําให้ประชาชนสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้จากบ้าน (2) การจ่ายภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Board) ซึ่งใช้เวลาดําเนินการในการยื่นแบบภาษีเงินได้เพียง 5 นาที (3) การดําเนินธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนธุรกิจได้ภายในเวลา 18 นาที (4) การทําธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Banking) (5) การออกตัวอิเล็กทรอนิกส์ ๋(eTicket) (6) การศึกษาออนไลน์(e-School and University via internet) (7) การเชื่อมโยงข้อมูลกบหนั ่วยงานภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Academy) และ (8) การใช้แอปพลิเคชันอื่น ๆ ผานสมาร์ทโฟนเพื่ออํานวยความ ่สะดวก เป็ นต้นระบบของ e-Estonia จะทําการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เข้ากบภาคเอกชนและประชาชน โดย ัการทํางานของระบบ e-Estonia จะเชื่อมโยงระบบต่าง ๆด้วย ถนนออนไลน์(Backbone) ที่เรียกวา ่ “X-Road” ซึ่ง XRoad จะทําหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ระบบต่าง านตัวแปลง ( Adapter) นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ทุกระบบจะต้องมีเซิร์ฟเวอร์ที่มีความปลอดภัยสูง (Secure Server เพื่อความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลในส่วนต่าง ๆ รูปที่3)รูปที่ 3 : ระบบ X-Road ของ “E-Estonia”(ที่มา: รวบรวมและสรุปโดยผู้เขียน) รูปที่3 : ระบบX-Road ของ “E-Estonia” (ที่มา: รวบรวมและสรุปโดยผู้เขียน)


89กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสินระบบพลเมืองเสมือน(E-Residency) ภายใต้แนวคิดของการก้าวข้ามไปสู่ประเทศที่ไร้พรมแดนในปีพ.ศ.2558รัฐบาลเอสโตเนียได้ประกาศถึงความร่วมมือกับบริษัทบิตเนชั่น(Bitnation)ซึ่งเป็นบริษัทFintechที่เชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ระดับแนวหน้าของโลก โดยรัฐบาลเอสโตเนียมุ่งหวังที่จะใช้บล็อกเชนและระบบกระจายศูนย์มาใช้พัฒนาระบบ e-Estonia เดิม โดยการเพิ่มเติมระบบ “e-Residency” หรือระบบ“พลเมืองเสมือน”ซึ่งเป็นระบบพลเมืองดิจิทัลที่เอสโตเนียนำมาใช้เป็นประเทศแรกในโลกโดยภายใต้ระบบพลเมืองเสมือนจะทำ ให้ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเอสโตเนียสามารถถือครองบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์(Digital ID) และส่งผลให้ผู้ที่มีสถานะเป็นพลเมืองเสมือนสามารถเข้าถึงบริการอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของรัฐบาลเอสโตเนียได้จากภายนอกประเทศเช่นเดียวกับประชากรที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในเอสโตเนีย ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลเอสโตเนียตั้งขึ้นเพื่อความปลอดภัย เช่น พลเมืองเสมือนสามารถลงนามในเอกสารด้วยลายเซ็นดิจิทัล(DigitalSignature) ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือสามารถจัดตั้งและบริหารกิจการของเอสโตเนียผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้ทั้งหมดโดยไม่จำ เป็นต้องเดินทางเข้าไปในประเทศเอสโตเนีย แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยผู้ที่เป็นพลเมืองเสมือนจะไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศเอสโตเนียโดยใช้เพียงแค่บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์แต่ยังคงต้องแสดงพาสปอร์ตของประเทศที่ตนเป็นพลเมืองจริงและการเปิดบัญชีธนาคารของของพลเมืองเสมือนจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย “การยืนยันตัวตนของลูกค้า”หรือ “Know Your Client (KYC)” ซึ่งจะมีขั้นตอนการตรวจสอบที่รอบคอบกว่าพลเมืองเอสโตเนียที่แท้จริง3. Singapore’s Smart Nation: สังคมแห่งการเชื่อมโยง นโยบายSmart Nation เป็นนโยบายที่ผู้นำสิงคโปร์ประกาศใช้เป็นแผนเดินหน้าหลักของประเทศตั้งแต่ปี2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศก้าวสู่การเป็นประเทศอัจฉริยะ เป็นเมืองที่น่าอยู่ระดับโลก ผู้คนมีความสุขและสมดุลด้วยการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีภายใต้แนวคิด “มิติแห่งการเชื่อมโยง (Connectivity)” โดยจะใช้การเชื่อมโยงแบบE3A(Everyone,Everything,Everywhere,All theTime) ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงที่อำนวยความสะดวกให้ทุกคนในสังคมทุกที่ทุกเวลาและตลอดเวลา เพื่อทำ ให้ภาครัฐภาคเอกชนและประชาชนสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เช่น ผู้ประกอบการของบริษัทเอกชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจากภาครัฐผ่านช่องทางออนไลน์(Electronic Government) เพื่อนำ ไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำ เนินธุรกิจและองค์กรด้านการขนส่งสามารถให้ข้อมูลบริการขนส่งมวลชนแก่ประชาชนได้แบบRealTime เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เป็นต้น โดยแผน Smart Nation ได้วางแผนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ด้านสุขภาพ สิงคโปร์ตระหนักถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ในปี2030 จะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเป็น 900,000 คน ซึ่งนับเป็นสามเท่าของผู้สูงอายุปัจจุบันแนวคิดSmartNation จะเน้นการใช้เทคโนโลยีในการสนับสนุนสวัสดิการด้านสุขภาพและรองรับสังคมผู้สูงอายุโดยมีการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชากรเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของอุตสาหกรรมทางการแพทย์และพัฒนาวิถีการดูแลผู้ป่วยโดยมีแผนการพัฒนาในภาพรวมดังนี้§ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย และการพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับผู้สูงอายุ เช่นการใช้โดรนและพาหนะลำ เลียงสินค้าอัตโนมัติ(Automatedguidedvehicles;AGV) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์การใช้เทคโนโลยีDataAnalysisและ Augmented Reality (AR) เพื่อให้แพทย์สามารถวิเคราะห์การรักษาในขั้นตอนต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้นและการพัฒนาหุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วยหรือRoboCoachซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวอัตโนมัติ(MotionSensingTechnology) เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยที่ต้องมีการฟื้นฟูร่างกาย ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ยังมีหน้าจอเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นต้น(รูปที่4)


90กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสินรูปที่4 : RoboCoach (ที่มา: ภาพจาก Govtech)§ การสร้างศูนย์รวมข้อมูลด้านสุขภาพและการแพทย์ (Health Hub and TeleHealth) โดยการสร้าง Smartphone Application เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ และยังมีฟังก์ชันการวิเคราะห์สุขภาพ เพื่อแนะนำ วิธีการออกกำ ลังกายหรือวิธีการกินที่เหมาะสมกับของแต่ละคน โดยแอปพลิเคชันและเว็บไซต์เพื่อสุขภาพของทางรัฐบาลสิงคโปร์ได้เริ่มมีการเปิดใช้เมื่อเดือนมกราคม ปี2016ซึ่งในปัจจุบันมีประชากรสิงคโปร์กว่า 56,000 คนได้ใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีบริการการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านทางช่องทางออนไลน์(TeleHealth) โดยมีการให้บริการคำปรึกษาทางออนไลน์ผ่านวีดีโอคอล ให้แก่ผู้ป่วยในสาขาต่าง ๆ เช่น ผู้ป่วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้ป่วยทางจิตเวช เป็นต้นรูปที่ 4 : RoboCoach (ที่มา: ภาพจาก Govtech)นย์รวมข้อมูลด้านสุขภาพและการแพทย์ (Health Hub and Tเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภด้านชีวิตประจำ วัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แผน SmartNation จึงมีนโยบายเปิดกว้างให้นักวิจัยและบริษัทต่าง ๆสามารถทำการทดลองเสมือนจริง (Living Laboratory) ในการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technologies) อันได้แก่เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) Internet of Things (IoT) และเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล(BigData)มายกระดับการใช้ชีวิตประจำ วันให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นและสร้าง “เมืองอัจฉริยะ”หรือ “Smart Cities” ซึ่งมีการออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อตอบโจทย์ถึงความสะดวกสบาย และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในบริเวณต่าง ๆ ของประเทศสิงคโปร์


91กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสิน ่่าง ๆ ของประเทศรูปที่ 5 : Singapore’s Living Laboratory (ที่มา: Smart Nation Singapore) Smart Planning การใช้เทคโนโลยีเพื่อการออกแบบอยางรอบคอบ โดยการเก ่ ็บข้อมูลดิบ (Raw Data) จากบริเวณต่าง ๆ ของเมือง เช่น ข้อมูลการใช้พลังงาน ปริมาณสิ่งปฏิกูล ทิศทางแสงอาทิตย์ ความชื้นในอากาศ และนําข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อให้สถาปนิกสามารถออกแบบปรับเปลี่ยนผังเมืองได้อยางตอบโจทย์ก ่ บสภาพภูมิศาสตร์และการใช้ ังานของประชากรมากที่สุด โดยบริเวณตัวอยางที่ปรับใช้ Smart Technologies เพื่อรูปที่5 : Singapore’s Living Laboratory (ที่มา: Smart Nation Singapore)§ SmartPlanningการใช้เทคโนโลยีเพื่อการออกแบบอย่างรอบคอบโดยการเก็บข้อมูลดิบ(RawData) จากบริเวณต่าง ๆ ของเมือง เช่น ข้อมูลการใช้พลังงาน ปริมาณสิ่งปฏิกูลทิศทางแสงอาทิตย์ความชื้นในอากาศและนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อให้สถาปนิกสามารถออกแบบปรับเปลี่ยนผังเมืองได้อย่างตอบโจทย์กับสภาพภูมิศาสตร์และการใช้งานของประชากรมากที่สุดโดยบริเวณตัวอย่างที่ปรับใช้SmartTechnologies เพื่อการออกแบบผังเมือง ได้แก่ Yuhua Jurong ซึ่งเป็นบริเวณเมืองเก่าของสิงคโปร์และPublicHousing และPunggolNorthshore ซึ่งเป็นบริเวณที่ประชากรสิงคโปร์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่§ SmartEstateอาคารและเคหสถานอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีในการตอบโจทย์ Lifestyle ของผู้อยู่อาศัย เช่น (1)เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (SmartHome technologies)ที่มีฟังก์ชันการทำ งานต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอาทิเช่น(1) ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะซึ่งจะเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติตามการคำนวณการเคลื่อนไหวของคนและปรับเปลี่ยนระดับความสว่างตามLifestyle ของผู้อยู่อาศัยในแต่ละบ้าน(2) เซ็นเซอร์ตรวจสอบการทำ งานของลิฟต์ โดยจะตรวจจับการสั่นสะเทือน อุณหภูมิและทำการทดสอบประสิทธิภาพการทำ งานโดยอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย(3) ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะเพื่อผู้สูงอายุ(Smart Elderly MonitoringandAlert System: SEMAS) โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและคำนวณรูปแบบการดำ เนินชีวิตของผู้สูงอายุ และเมื่อผู้สูงอายุแสดงอาการผิดปกติเซ็นเซอร์จะสามารถรายงานผลไปยังผู้ดูแลได้อย่างทันท่วงทีเป็นต้น§ Smart Mobility สามารถคาดการณ์การเดินทางล่วงหน้าได้โดยการดู Real Time Dataของบริการขนส่งมวลชนจากสมาร์ทโฟนเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจร นอกจากนี้ยังมีการวางแผนการสร้างถนนและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับยานพาหนะที่วิ่งได้ด้วยตนเอง (AutonomousVehicles) อีกด้วยด้านการวิจัยการทำธุรกิจ และบริการอื่นๆ ในปี2016 รัฐบาลสิงคโปร์ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน19 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในแผน “ResearchInnovation Enterprise 2020 Plan” หรือ “RIE 2020” เพื่อการพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อมุ่งสู่ความเป็น Smart Nation โดยดำ เนินการ (1) พัฒนา R&D


92กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสินในศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรม อาทิเช่น กลศาสตร์ควอนตั้ม(Quantum Technology) และ จักษุวิทยา (Ophthalmology) (2) จัดสรรงบประมาณเพื่อดึงดูดนักวิจัยจากทั่วโลกจนทำ ให้ปัจจุบันสิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางR&D ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก (3) อำนวยความสะดวกแก่นักวิจัยโดยการเปิด Open Data และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยInternetofThings(IoT)ซึ่งทำ ให้นักวิจัยสามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาใช้ในการศึกษาได้ง่ายยิ่งขึ้น และ(4) ดำ เนินการเรื่องความปลอดภัยออนไลน์(Cybersecurity) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy) และการเพิ่มศักยภาพของระบบคอมพิวเตอร์ ในด้านของการดำ เนินธุรกิจและการให้บริการแก่ประชาชนแผน Smart Nation จะมุ่งสร้าสภาพแวดล้อมที่อำนวยความสะดวกการทำ ธุรกิจ (Startup Ecosystem) ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมในภาคธุรกิจ(Innovativebusiness)และใช้นวัตกรรมพัฒนาการบริการภาคประชาชนเพื่อให้มีการดำ เนินการที่ง่ายสร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การส่งเสริมEase of Doing Business การใช้เทคโนโลยีFintech เพื่อมุ่งสู่ความเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และการใช้ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(e-Government) เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายมากขึ้น เป็นต้นสรุป จากกรณีศึกษาจากต่างประเทศ จะเห็นได้ว่า ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเอสโตเนีย และประเทศสิงคโปร์กำ ลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคแห่งการใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนประเทศกล่าวคือประเทศญี่ปุ่นมีการใช้นวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรประเทศเอสโตเนียมีการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาองค์กรหรือการให้บริการภาครัฐและประเทศสิงคโปร์นอกจากจะใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาคนและรัฐบาลแล้ว ยังสนับสนุนให้ประเทศเป็น ResearchHub ในการเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไปจึงกล่าวได้ว่าประเทศต่าง ๆ ได้เน้นการพัฒนาประเทศใน3 มิติได้แก่ (1) การพัฒนาเทคโนโลยี(TechnologyDevelopment)(2)การพัฒนาองค์กร(ภาครัฐ)และ(OrganizationDevelopment) (3) การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตประชากร (PersonalDevelopment) ดังนั้นนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ “Thailand 4.0” จึงควรอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาทั้งสามด้านดังกล่าว เพื่อเป้าหมายในการดำ เนินภารกิจของตนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย และส่งผลให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้าม ความเหลื่อมล้ำ ความไม่สมดุล และกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวไปสู่ประเทศไทยยุค4.0 อย่างเต็มรูปแบบได้เอกสารอ้างอิงบทบรรยาย ของ ดร.สุวิทย์เมษินทรีย์“Thailand4.0 โมเดลขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน”สืบค้นเมื่อ20มี.ค.60 จากwww.thaifta.com/thaifta/Portals/0/file/vol4Ch_10 _electronic.doc Keidanren, “Towardrealizationof theneweconomyandsociety”.Retrivedat31Mar2017fromhttp://www.keidanren.or.jp/en/policy/2016/029_outline.pdfe-Estonia, “e-Estonia.com:TheDigitalSociety”.Retrivedat 10Apr 2017 from https://e-estonia.com/TheWorldBank, “e-Estonia:TheMakingofAnInformationAgeSociety”.Retrivedat17Apr2017from http://www.worldbank.org/en/events/2014/05/20/eestonia-the-making-of-an-information-age-societyAsia-PacificEconomicCooperation, “Singapore’sSmartNation Initiative”. Retrived at 31 Mar 2017 fromhttp://mddb.apec.org/Documents/2016/MM/SMEMM/16_smemm_011.pdfBusiness Sweden, “SINGAPORE”S SMART NATIONINITIATIVE”. Retrived at 5 Apr 2017 from http://www.business-sweden.se/contentassets/e458e7e4d98b44ccb5f593f187fcb41b/ smartnation-singapore.pdf


93กรณีศึกษาแนวนโยบายจากต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จริยา จิริยะสินSmart Nation Singapore, “Smart Nation SINGAPORE”.Retrived at 7 Apr 2017 from https://www.smartnation.sg/TEDxSingapore, “How we design and build a smartcity and nation byCheong KoonHean”. Retrivedat 18 Apr 2017 from https://www.youtube.com/watch?list=PLsRNoUx8w3rOK5s6BiSzeK0l0Q_4oUAp&v=m45SshJqOP4Research Innovation and Enterprise 2020, “ResearchInnovationandEnterprise2020Plan:WinningtheFuturethroughScienceandTechnology”.Retrivedat18Apr2017fromhttp://www.diplomatie.gouv.fr/IMG/pdf/20160216_rie2020-overview_cle069773.pdfประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล นางสาวจริยา จิริยะสินการศึกษา Msc in Economics (University of Warwick)ประเภททุนที่ได้รับ ทุนไทยพัฒน์ (ภาคกลาง)ปีที่ได้รับทุน 2552สถานที่ทำ งาน สำ นักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังสถานที่ติดต่อที่อยู่ 169 หมู่บ้านร่มรื่น (ราชพฤกษ์ 28) ซอย 6 ถ.ราชพฤกษ์ ตลิ่งชัน กทม. 10170เบอร์ติดต่อ 095-2480579e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน สำ นักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง (กุมภาพันธ์ 2560 – ปัจจุบัน)ตำ แหน่งปัจจุบัน : เศรษฐกรปฏิบัติการ


94การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทาน กิตติศักดิ์ พิทักษ์วงศ์บทคัดย่อ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทานมีเป้าหมาย คือ การปรับเปลี่ยนองค์กรเป็น ”องค์กรอัจฉริยะ” เพื่อก้าวไปสู่ กรมชลประทาน4.0 ดั่งวิสัยทัศน์ของกรมชลประทานคือ“กรมชลประทานเป็นองค์กรอัจฉริยะที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (WaterSecurity) เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการ ภายในปี2579” โดยมีการปรับเปลี่ยนองค์กรและบุคลากร ให้ทันสมัย มีการทำ งานที่ตั้งอยู่บนฐานดิจิทัล ที่มีการนำ เทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ภายในองค์กรเพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยต่อบริบทและสถานการณ์ในอนาคตรวมทั้งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านน้ำ ตัวอย่างเช่นการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water OperationCenter:SWOC)ที่ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีความรวดเร็วถูกต้องแม่นยำขึ้นจากการการปรับเปลี่ยนองค์กรเป็น”องค์กรอัจฉริยะ” ของกรมชลประทานจะทำ ให้ภารกิจหลัก คือ การจัดหาแหล่งน้ำ และตอบสนองต่อความต้องการน้ำ ของภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ ทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค และสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติและสอดคล้อง เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทยตามที่ยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีตั้งไว้คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยังยืนคำสำคัญ องค์กรอัจฉริยะ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ SWOCการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน 4.0 RID 4.0 ภัยพิบัติอุทกภัย ภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำ แล้ง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมสามารถกล่าวได้ว่ามีการส่งออกสินค้าเกษตร เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เช่นข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทานการทำ ให้ผลผลิตทางการเกษตรจะมากหรือน้อย คือ น้ำ จากอดีตถึงปัจจุบันประเทศไทยเผชิญทั้งอุทกภัยและภัยแล้งมามากมายในแต่ละปีส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรที่ได้กรมชลประทาน ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักด้านน้ำ คือ พัฒนาแหล่งน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพของลุ่มน้ำ ให้เกิดความสมดุลบริหารจัดการน้ำ อย่างบูรณาการให้เพียงพอ ทั่วถึง และเป็นธรรมดำ เนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำและการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและจัดการน้ำ จากภารกิจดั่งกล่าวจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำ ได้อย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน20ปี(2560-2579) โดยขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติและสอดคล้อง เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560 - 2579) ให้ได้ดั่งวิสัยทัศน์ของกรมชลประทาน คือ “กรมชลประทานเป็นองค์กรอัจฉริยะที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (WaterSecurity) เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการ ภายในปี2579” โดยกรมชลประทานจะเป็นองค์กรอัจฉริยะแก้ไขปัญหาด้านน้ำ ด้วยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุคThailand4.0 ซึ่งมีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการทำ งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทย ให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีตั้งไว้คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน กรมชลประทานประกอบด้วยหน่วยงานหลักๆแบ่งเป็น4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านการก่อสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำ ด้านการบำ รุงรักษาโครงการชลประทานและสุดท้ายด้านการบริหาร โดยการจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุคThailand4.0ต้องใช้หน่วยงานหลักๆดังกล่าวของกรมเพื่อช่วยกันทำ ให้สำ เร็จตามเป้าหมายเช่นการสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็น Smart


95การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทาน กิตติศักดิ์ พิทักษ์วงศ์Farmer, Smart Group และ Smart Enterprise การพัฒนางานวิจัยและสารสนเทศให้ไปสู่เชิงพาณิชย์ การนำ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชลประทานรูปแบบใหม่มาปรับใช้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแหล่งน้ำ รูปแบบใหม่ และปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำ อัจฉริยะ(SmartWaterOperationCenter:SWOC) จัดทำ แผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทั้งระบบ โดยจัดการน้ำตามแนวทาง IWRM(IntegratedWaterResource Management) การปรับปรุงระบบการจัดการข้อมูลด้านน้ำ ให้ทันสมัยและเป็นแบบระบบเวลาจริง(RealTimeSystem) เพื่อการพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์น้ำ ของลุ่มน้ำ (RIDModel) เพื่อปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัย เป็นต้น การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทานมียุทธศาสตร์และแผนที่เกี่ยวข้องคือการปรับเปลี่ยนองค์กรเป็น”องค์กรอัจฉริยะ” โดยการปรับเปลี่ยนองค์กรและบุคลากรให้ทันสมัยมีการทำ งานที่ตั้งอยู่บนฐานดิจิทัล(DigitalPlatform)ที่มีการนำ เทคโนโลยีสมัยใหม่(เทคโนโลยีสารสนเทศเทคโนโลยีก่อสร้างหรือเทคโนโลยีด้านการจัดการ)มาปรับใช้ภายในองค์กรเพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยต่อบริบทและสถานการณ์ในอนาคตทั้งในมิติของระบบการทำ งาน กระบวนการทำ งาน การจัดการองค์ความรู้ขององค์กร และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ซึ่งจะส่งผลให้การจัดหาแหล่งน้ำและตอบสนองต่อความต้องการน้ำของภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างเพียงพอไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตรอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคและสิ่งแวดล้อมรวมถึงการสร้างความยั่งยืน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้น้ำ ได้ตามเป้าหมายและทิศทางยุทธศาสตร์ของแผนชาติโดยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุคThailand4.0 ของกรมชลประทานมีการทั้งในส่วนของการพัฒนาคน องค์ความรู้และวิธีการทำ งานบนฐานดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะ โดยจะมีการพัฒนาและปรับปรุงภายในกรมชลประทานดังนี้ 1. การพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ โดยองค์กรจะต้องมีการพัฒนาฐานองค์ความรู้ที่จะสามารถนำมาต่อยอดในเรื่องต่างๆ ทั้งในมิติขององค์ความรู้ทางเทคนิคเฉพาะขององค์กร เช่น องค์ความรู้ในเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ ผ่านการพัฒนาคลังสมองสำหรับองค์กรและในมิติขององค์ความรู้ทางด้านการจัดการที่จะเข้ามาช่วยให้การทำ งานต่างๆ ให้พัฒนามากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการศึกษาและนำนวัตกรรมเข้ามาใช้อย่างเป็นระบบด้วยการมีฐานของนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่เข้มแข็งนี้จะช่วยผลักดันการทำ งานในส่วนอื่นๆขององค์กรต่อไปได้ 2. พัฒนาระบบและวิธีการทำ งานภายใต้ฐานนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่องค์กรได้มีการพัฒนาแล้ว องค์กรจะต้องมีการต่อยอดและใช้ประโยชน์มากขึ้น ผ่านการสร้างระบบการทำ งานและกระบวนการที่ทันสมัยบนฐานดิจิทัล (DigitalPlatform) ที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล และองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่ได้มีการพัฒนาแล้วให้เป็นไปแบบข้อมูลเวลาจริง (Real Time) ให้มีประสิทธิภาพและบุคลากรทั้งหมดสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและสะดวก นอกจากนี้ต้องมีการพัฒนาระบบการทำ งานให้มีความยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำ งานได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ รวมถึงการมีกระบวนการที่สนับสนุนให้บุคลากรสามารถทำ งานข้ามสายงานได้และส่งเสริมให้เกิดการทำ งานในลักษณะของเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันในด้านต่างๆ ได้ 3. การพัฒนาเทคโนโลยีโดยภายใต้ฐานนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่มีอยู่ องค์กรจะต้องมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนการวิจัยและต่อยอดการพัฒนาต่างๆ ให้สามารถนำ เทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้กับการทำ งานทั้งหมดภายในองค์กรได้ทั้งในส่วนของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ที่จะช่วยในการประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีเพื่อการชลประทานสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะสามารถขยายผลและกลายมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำ หรือป้องกันภัยต่อไปได้ 4. พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ทักษะ กรอบแนวคิดและความสามารถ(SmartWorker)ปรับปรุงระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดรับกับบริบทและทิศทางขององค์กรในอนาคต ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการ และการสร้างแรงจูงใจ พร้อมส่งเสริมกระบวนการและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในด้านต่างๆตั้งแต่


96การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทาน กิตติศักดิ์ พิทักษ์วงศ์การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำ งาน (Mindsets) อาทิการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องความคิดริเริ่มความคิดสร้างสรรค์มีการทำ งานเชิงรุก และมีทักษะที่เหมาะสมกับงาน ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทักษะทางด้านชลประทานทักษะการบริหารจัดการทักษะการสอนงาน การมีส่วนร่วมและทักษะการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเสริมสร้างคุณค่าในการทำ งานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโครงการที่สำคัญดังนี้ - โครงการพัฒนาทักษะบุคลากรสู่การเป็นบุคลากรที่มีความรู้องค์ความรู้ทางด้านชลประทาน/ทักษะการบริหารจัดการ/ภาษา/ทักษะการ/ทักษะการวิเคราะห์เชิงตรรกะ - โครงการพัฒนาบุคลากรสู่การเป็นบุคลากรอัจฉริยะ(Intelligent Worker) 5. สรรหาบุคลากรรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนสู่องค์กรอัจฉริยะ พัฒนาแนวทางการกำหนดสมรรถนะขององค์กร และบุคลากรที่พึงประสงค์เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการปรับเปลี่ยนไปสู่องค์กรอัจฉริยะ พร้อมมุ่งสรรหาคัดเลือกบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายในอนาคตซึ่งมีโครงการที่สำคัญดังนี้ - โครงการปรับปรุงสมรรถนะองค์กรและบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนสู่องค์กรอัจฉริยะ - โครงการสรรหาบุคลากรรุ่นใหม่เพื่อรองรับการขับเคลื่อนสู่องค์กรอัจฉริยะ 6. ส่งเสริมระบบการจัดการองค์ความรู้(KnowledgeManagement: KM) มุ่งเน้นการพัฒนาแนวทางการจัดเก็บสร้าง และใช้ประโยชน์องค์ความรู้ขององค์กรอย่างเป็นระบบโดยครอบคลุมทั้งในด้านของการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ในด้านต่างๆ (Knowledge Management System) การดึงองค์ความรู้ที่อยู่เฉพาะบุคคล (Tacit Knowledge) มาสู่การเป็นองค์ความรู้ขององค์กร(ExplicitKnowledge) ที่สามารถให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้และใช้ประโยชน์องค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีโครงการที่สำคัญดังนี้ - โครงการพัฒนาระบบและการจัดการองค์ความรู้ทั้งองค์กร - โครงการประเมินองค์กรเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะ 7. พัฒนาระบบการบริหารงานบนพื้นฐานดิจิทัล(DigitalPlatform) และการจัดการงานชลประทานในภาวะวิกฤติโดยพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการทำ งาน ระบบงานเพื่อให้เอื้อต่อวัฒนธรรมการทำ งานโดยใช้ระบบดิจิทัล(DigitalSystem)และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การนำ เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาปรับปรุงระบบงานสู่ฐานดิจิทัลที่จะเอื้อการทำ งานในส่วนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากขึ้น การพัฒนาApplicationเพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆการหาแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำ งานในอนาคตต่อไป รวมถึงการคาดการณ์และการวางแนวทางการทำ งานเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในอนาคต โดยมุ่งเน้นการวางแผนการจัดการความเสี่ยงเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆและวางแนวทางการทำ งานให้สามารถดำ เนินงานได้อย่างปกติต่อไป ซึ่งมีโครงการที่สำคัญดังนี้ - โครงการจัดระบบการทำ งานบนพื้นฐานดิจิทัลเช่นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศฐานข้อมูลด้านน้ำ และองค์กร ระบบงานการพัสดุงานบริหารบุคคล งานสารบรรณ การรายงาน เป็นต้น - โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์(ApplicationSoftware) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำ งานบนพื้นฐานของดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ - โครงการพัฒนาระบบป้องกันความปลอดภัยข้อมูลและไซเบอร์(Data andCyber Security) - โครงการพัฒนาแนวทางการบริหารความเสี่ยง(RiskManagement) 8. พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการน้ำ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานที่สอดคล้องกับแผนแม่บทและพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงการดำ เนินงานตามแผนการศึกษาต่างๆ ทั้งนี้การดำ เนินงานในส่วนนี้จะมุ่งเน้นไปที่การนำ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชลประทานรูปแบบใหม่มาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแหล่งน้ำ รูปแบบใหม่และปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ อันจะนำมาสู่การพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานในอนาคตได้ซึ่งมีโครงการที่สำคัญดังนี้


97การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทาน กิตติศักดิ์ พิทักษ์วงศ์ - โครงการพัฒนาระบบชลประทานด้วยนวัตกรรมชั้นสูง มีงานศึกษาวิจัยและต่อยอดงานวิจัยอย่างเป็นระบบ เช่น เขื่อนใต้ดิน การอัดน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดินเพื่อการเกษตร การต่อยอดนวัตกรรมด้านชลประทานระดับชุมชนเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรมหรือนวัตกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต - โครงการพัฒนาการสื่อสารหลากหลายช่องทาง(RIDMulti - Platform Communication) - โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการควบคุมระยะไกลเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำ และการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ - โครงการประยุกต์ใช้เครื่องจักรกลสมองกลในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการชลประทาน 9. พัฒนาประสิทธิภาพอาคารชลประทานด้วยระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการน้ำ ที่ทันสมัย มุ่งเน้นการวางแผนและดำ เนินการพัฒนาประสิทธิภาพอาคารชลประทานที่เหมาะสมตามผลการประเมินโครงการชลประทาน พร้อมดำ เนินการบำ รุงรักษาอาคารชลประทานและระบบส่งน้ำที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ เทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้กับการบริหารจัดการน้ำให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งและการระบายน้ำ ซึ่งมีโครงการที่สำคัญดังนี้ - โครงการติดตั้งระบบเทคโนโลยี(เช่นIOT/botและอื่นๆ) เพื่อการบริหารจัดการน้ำ - โครงการยกระดับประสิทธิภาพเครื่องมือและขยายพื้นที่ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ด้วยเทคโนโลยีควบคุมระยะไกล (Remote Sensing) 10. พัฒนาระบบป้องกันความเสียหายและสนับสนุนการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ต้องมีการปรับปรุงระบบการจัดการข้อมูลด้านน้ำ ให้ทันสมัยและเป็นแบบข้อมูลแบบเวลาจริง(RealTime) เพื่อการพัฒนาแบบจำลองการคาดการณ์น้ำ ของลุ่มน้ำ (RID Model) และปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัย พัฒนาระบบข้อมูลและศูนย์ปฏิบัติการน้ำ อัจฉริยะทางด้านการจัดการน้ำที่จะเป็นหน่วยงานสำคัญในการตรวจสอบวิเคราะห์คาดการณ์และแจ้งเตือนสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงในระดับพื้นที่ ซึ่งมีโครงการที่สำคัญ ดังนี้ - โครงการปรับปรุงฐานข้อมูลทางด้านน้ำ และเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั่วทั้งประเทศ - โครงการพัฒนาเครือข่ายสื่อสาร และการส่งข้อมูลที่เป็นข้อมูลแบบเวลาจริง (Real Time) - โครงการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SmartWater OperationCenter: SWOC) - โครงการพัฒนาระบบการวิเคราะห์และคาดการณ์ข้อมูลผ่านแบบจำลอง (Model) - โครงการปรับปรุงระบบประมวลผล รายงานผลและประเมินความเสี่ยงระดับพื้นที่ - โครงการพัฒนาระบบคาดการณ์และแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ ระดับครัวเรือน (ระบบรับส่งApplication/Internet/SMS) สำหรับโครงการเด่นของกรมชลประทานในปัจจุบันที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในยุคThailand 4.0 ที่เห็นเป็นรูปธรรมคือศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SmartWaterOperationCenter:SWOC)ที่ทำ พิธีเปิดไปเมื่อ13มิถุนายน2560 โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะนั้นเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของกรมชลประทานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้มีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ของไทย เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ การประปานครหลวงการประปาส่วนภูมิภาค เป็นต้น โดยเชื่อมโยงและจัดทำ เป็นฐานข้อมูลกลาง เป็นส่วนช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ของผู้บริหารประเทศได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็วและน่าเชื่อถือ รวมทั้งใช้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการบริหารจัดการน้ำ ของไทยด้วยสำหรับส่วนประกอบของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1. ระบบข้อมูลบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางได้แก่ ข้อมูลโทรมาตรปริมาณน้ำ ฝน ปริมาณน้ำ ในลำ น้ำธรรมชาติปริมาณน้ำ ในอ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ ข้อมูลระบบส่งน้ำ /ระบบระบายน้ำทั้งประเทศ ทั้งที่เป็นสถิติและข้อมูลแบบเวลาจริง (Real Time) รวมไปถึงฐานข้อมูลระบบ


98การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทาน กิตติศักดิ์ พิทักษ์วงศ์แผนที่เกษตร (Agri-Map) 2. ระบบวิเคราะห์ข้อมูล โดยการประยุกต์แบบจำ ลองคณิตศาสตร์(RIDModel)กับระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร(ManagementInformationSystem:MIS)และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System: DSS) โดยทั้ง 2ระบบ จะพยากรณ์และให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจแก่ผู้บริหารทั้งในด้านสถานการณ์น้ำ และการจัดการความเสี่ยงที่มีผลกับเขื่อนและการบริหารจัดการน้ำ ให้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ 3 ระบบการนำ เสนอข้อมูลแบบบูรณาการประกอบด้วย2ส่วนแสดงผลคือส่วนแสดงผลการติดตามสถานการณ์น้ำข้อมูลแบบเวลาจริง (Real Time) จากกล้องวงจรปิดจากโครงการชลประทานทั่วประเทศ และส่วนแสดงข้อมูลจากระบบโทรมาตรทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องด้านการบริหารจัดการน้ำ และสำนักงานชลประทานที่1-17ของกรมชลประทานเข้าด้วยกันด้วยระบบการจัดการวิดีโอแสดงผลขนาดใหญ่(VideoWallManagement)และ ระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (VideoConference)เพื่อช่วยให้การนำ เสนอข้อมูลและสั่งการในการบริหารจัดการน้ำ สามารถดำ เนินไปได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ รวดเร็วและทันสถานการณ์ตลอดเวลาเมื่อมีอุทกภัยหรือภัยแล้ง การทำ งานของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะนั้นเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะจะทำการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนภัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลไปแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเพื่อรับมือป้องกันหรืออพยพต่อไปโดยมีขบวนการปฏิบัติงาน5 ขั้นตอนดังนี้ 1. ติดตามข้อมูลสภาพปริมาณน้ำฝน น้ำท่าและปริมาณน้ำ ในอ่างเก็บน้ำ ที่มีจุดตรวจวัดทั้งประเทศ 2. วิเคราะห์และพยากรณ์น้ำท่าเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำ ในลำน้ำสายหลักและอ่างเก็บน้ำ จากแบบจำลองคณิตศาสตร์(RID Model) 3. ประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง 4. วางแผนเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรและเครื่องมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในการสั่งการให้หน่วยปฏิบัติลงพื้นที่ 5. ประเมินความเสียหายและวางแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดน้ำท่วมและภัยแล้งแล้ว ศูนย์ปฏิบัติการน้ำ อัจฉริยะ ถือเป็นก้าวสำ คัญที่จะนำ ไปสู่กรมชลประทาน 4.0 (RID 4.0) โดยเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ให้สำ เร็จ เพราะจะช่วยให้มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการน้ำมีความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ขึ้น สามารถพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสุดท้ายจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยดั่งความตั้งใจของยุทธศาสตร์ของประเทศที่ว่า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนบรรณานุกรม1. กรมชลประทาน (2560) ยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20ปี(พ.ศ. 2560 - 2579)2. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำ เนียบรัฐบาล (2560).ก.เกษตรฯ เปิดตัวศูนย์ปฏิบัติการน้ำ อัจฉริยะ. Website: http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/4555


99การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศในยุค Thailand 4.0 ของกรมชลประทาน กิตติศักดิ์ พิทักษ์วงศ์ประวัติผู้เขียนนายกิตติศักดิ์ พิทักษ์วงศ์ระดับการศึกษา ปริญญาโท Msc.in Engineering (Earthquake and Civil Engineering Dynamics), University Of Sheffield, UKทุนที่ได้รับ ทุนรัฐบาลไทย ทุนสนับสนุนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศประจำ ปีพุทธศักราช 2555 ระดับปริญญาโทตำ แหน่ง วิศวกรโยธาชำ นาญการ สำ นักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ประวัติการทำ งาน ทำ หน้าที่ ศึกษา วิเคราะห์ คำ นวณออกแบบของโครงการด้านวิศวกรรมชลประทาน วิศวกรรมโยธาและวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานของกรมชลประทานรวมทั้งโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น ปรับปรุงกำ แพงป้องกันตลิ่ง โครงการประตูระบายน้ำ คลองลัดโพธิ์ เป็นต้น สถานที่ติดต่อ 55/151 ถ.พิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร 095-901-7543


Click to View FlipBook Version