100ที่มา ที่ไป Thailand 4.0ที่มา ที่ไป Thailand 4.0 ดร. ประเสริฐ สินเสริมสุขสกุลการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็วตามอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์และการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด บริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปขับดันให้รูปแบบการดำ เนินธุรกิจเกิดพัฒนาการใหม่ๆขึ้น ในโลกยุคใหม่นี้ผู้เล่นที่ปรับตัวไม่ทันก็จะโดนทิ้งและล้มตายไปในที่สุด การปรับตัวของประเทศไทยผลักดันให้เกิดโมเดลThailand4.0ที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมซึ่งถือเป็นเข็มทิศและเครื่องยนต์ในการนำ พาประเทศ เมื่อกล่าวถึงคนที่รวยสุดในประเทศไทย หลายท่านอาจจะนึกถึงเจ้าสัวหลายๆ ท่าน ทั้งในเครือซีพีเบียร์ช้าง กระทิงแดง หรือกลุ่มเซ็นทรัล แต่หากเอ่ยถึงบริษัทที่ใหญ่สุดในประเทศไทยคำตอบที่ได้คงไม่ได้อยู่กลุ่มบริษัทข้างต้นทั้งหมดจากมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap.) ของหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์จะพบว่า ณ วันที่21 สิงหาคม2560 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในไทย คือ ปตท. ที่มีมูลค่าหุ้นถึง1,122,526 ล้านบาท รองลงมาคือ ท่าอากาศยานไทย ที่ 732,142 ล้านบาท อันดับ 3คือ ปูนซิเมนต์ไทย ที่ 585,600 ล้านบาท อันดับ 4 คือ ซีพีออลล์ที่550,215 ล้านบาท อันดับ 5 คือ แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (AIS) ที่ 538,130 ล้านบาท อันดับ 6 คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ที่483,845 ล้านบาท อันดับ7 คือ ธนาคารกสิกรไทย ที่ 457,113 ล้านบาท อันดับ 8 คือ ธนาคารกรุงเทพที่345,501 ล้านบาท อันดับ9 คือ ปตท. สผ. ที่342,411 ล้านบาท และอันดับ 10 คือ ปตท.โกลอล เคมิคอล ที่ 333,655ล้านบาท ข้อมูลข้างต้นคงสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของแต่ละบริษัทที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากมองย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้วจะพบว่าบริษัทมหาชนที่ใหญ่ที่สุด10อันดับแรกส่วนมากจะเป็นกลุ่มธนาคารเกือบทั้งหมดในขณะที่ในปัจจุบันมีกลุ่มพลังงานและสื่อสารเข้ามามีบทบาทสำคัญสิ่งที่น่าจับตามองคือหากถามคำ ถามประเภทเดียวกันแต่มองให้กว้างขึ้นเป็นเวทีโลก ไม่จำกัดเพียงภายในประเทศไทย จะพบว่ากว่าครึ่งของสิบบริษัทมหาชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในหมวดเทคโนโลยีทั้งบริษัท Apple, Alphabet (Google),Microsoft, Facebook, และ Tencent หรือเป็นธุรกิจประเภทE-Commerceซึ่งดำ เนินธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และซื้อขายสินค้าออนไลน์เช่นAmazon และAlibaba เป็นต้นเพจลงทุนแมนได้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างบริษัท ปตท.และบริษัทApple ไว้ดังนี้ในปี2016 ปตท. เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น2.2 ล้านล้านบาท ดำ เนินธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การสำ รวจผลิตกลั่นไปจนถึงการจัดจำหน่ายถ้านับเฉพาะสินทรัพย์ถาวรที่มีตัวตน(TangibleFixedAsset)เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์เป็นต้น ปตท. จะมีFixed Asset มากถึง 1.1 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทAppleซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอเมริกาและเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้กลับมีFixedAsset เพียง 9.2 แสนล้านบาทน้อยกว่าปตท. เสียอีกแต่ถ้าพิจารณาถึงกำ ไรจะพบว่า ปตท. มีกำ ไร 9.5 หมื่นล้านบาท ในขณะที่บริษัท Appleมีกำ ไรมากถึง 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าบริษัท Appleใช้Fixed Asset ในการทำกำ ไรมากกว่า ปตท. ถึง 17 เท่ากล่าวคือทุกๆFixedAsset100 บาทของปตท. จะทำกำ ไรให้ปตท. ได้9 บาทต่อปีหรือ ผลตอบแทน 9% ต่อสินทรัพย์ที่มีแต่ทุกๆFixedAsset100 บาทของApple สามารถทำกำ ไรได้ถึง174 บาทต่อปีหรือปีละ174% แน่นอนว่าสินค้าของบริษัททั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้บริษัทด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถสร้างกำ ไรมหาศาลเกิดจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนส่งผลถึงรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากดั้งเดิม
101ที่มา ที่ไป Thailand 4.0 ดร. ประเสริฐ สินเสริมสุขสกุลโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สินค้านวัตกรรมด้านดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันสมาร์ทโฟน อินเตอร์น็ต โซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำ วัน สาเหตุของการเติบโตที่น่าทึ่งมาจากความสามารถในการเติบโตแบบทวีคูณ (exponential growth)ของสินค้าและบริการด้านดิจิทัล ซึ่งเกี่ยวพันกับกฎของมัวส์(Moore’s Law) ซึ่งให้ข้อสังเกตุว่าจำ นวนทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมจะเพิ่มเป็นเท่าตัวในทุกๆ สองปีผลลัพธ์คือความเร็วในการประมวลผลมีการเติบโตแบบทวีคูณ ดีขึ้นถึงพันเท่าทุกๆสิบปีแนวโน้มดังกล่าวยังครอบคลุมถึงความสามารถอื่นๆ ของอุปกรณ์ดิจิทัลเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ความจุของอุปกรณ์เก็บข้อมูลต่างๆ ที่เปลี่ยนจาก Cassette ไปสู่ Floppy Disk,CD, DVD, Blu-Ray และ USB flash drive ซึ่งมีหน่วยความจุสูงขึ้นตามลำดับจากระดับกิโลไบต์(พันไบต์) ไปสู่เมกะไบต์(ล้านไบต์) กิกะไบต์(พันล้านไบต์) และเทระไบต์(ล้านล้านไบต์) ความก้าวหน้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเร็วสูงขึ้นและขนาดเล็กลง สวนทางกับราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ทำ ให้การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีมากขึ้น การส่งผ่านข้อมูลทำ ได้ง่ายและรวดเร็ว เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานในยุคดิจิทัลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้ธุรกิจหลายๆอย่างปรับรูปแบบซัพพลายเชนจากลักษณะเส้นตรงเป็นลักษณะเครือข่าย (network) ธุรกิจแบบดั้งเดิมเป็นไปในลักษณะแบบท่อ(pipelines)ผู้ประกอบการทำการผลิตสินค้าขึ้นมาแล้วขายให้ผู้บริโภคการดำ เนินการจะเรียงลำ ดับเป็นขั้นตอนเป็นแบบเส้นตรงเหมือนน้ำที่ไหลไปตามท่อ การทำ ธุรกิจอิงกับการประหยัดต่อขนาดจากฝั่งอุปทาน (supply-side economies of scale) กล่าวคือ การผลิตในปริมาณที่มากขึ้นทำ ให้ต้นทุนของสินค้าต่อหน่วยลดลง ส่งผลให้บริษัทสามารถลดราคาสินค้า ตัดราคาคู่แข่ง เพื่อเพิ่มยอดขาย เกิดเป็นวงจรที่ขยายกิจการให้บริษัทใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จุดหมายคือมุ่งเน้นการบริหารจัดการวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้ราคาสามารถแข่งขันได้ ในทางตรงกันข้าม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัลมาจากการประหยัดต่อขนาดจากฝั่งอุปสงค์(demand-sideeconomiesofscale)4หรือผลลัพธ์จากระบบเครือข่าย (network effects) ซึ่งทำ ให้เกิดการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ดีขึ้นเมื่อเครือข่ายใหญ่ขึ้นก็จะดึงดูดให้มีผู้มาใช้งานมากขึ้น เกิดเป็นวงจรที่ขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องลักษณะการดำ เนินธุรกิจเป็นแบบPlatform ซึ่งในบางกรณีมีผลให้บริษัทไม่จำ เป็นต้องผลิตสินค้าแต่ทำหน้าที่จับคู่ผู้ผลิตกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของPlatform ตัวอย่างบริษัทที่ให้บริการในลักษณะนี้เช่นFacebookYoutubeUberGrabAirbnb เป็นต้นนอกจากนี้ด้วยระบบเครือข่ายผู้บริโภคสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยต่างๆ ในซัพพลายเชนได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเรียงลำดับเป็นขั้นตอน ข้อมูลผลตอบรับจากผู้บริโภคที่รวดเร็วเป็นตัวกำ หนดซัพพลายเชน ทั้งรูปแบบสินค้าและบริการ ไปจนถึงวิธีการคิดเงินและการขนส่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งมีผลต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ต่างไปจากเดิมส่งผลถึงรูปแบบการดำ เนินธุรกิจในปัจจุบันนอกจากผู้ประกอบการเอกชนภาครัฐเองก็ต้องติดตามการพัฒนาเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของโมเดลธุรกิจอย่างใกล้ชิดกว่าในอดีต ต้องสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันและพร้อมรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มิฉะนั้นคงเกิดปัญหาตามมาตัวอย่างที่เริ่มมีให้เห็นก็เช่นการบริการของUBERที่ปัจจุบันยังถือว่าผิดกฏหมายไทยอยู่ เนื่องจากเป็นการใช้รถยนต์ผิดประเภทจากที่จดทะเบียนไว้, ผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ รวมถึงไม่ใช้อัตราค่าโดยสารตามที่กฎหมายระบุไว้ปัญหาลักษณะเดียวกันคงเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ หากภาครัฐปรับตัวไม่ทันต่อการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของโลกยุคใหม่หากไม่ปรับตัว เศรษฐกิจไทยคงตายทีละส่วนอย่างช้าๆผอ.ศูนย์ให้คำปรึษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะ “วิกฤตต้มกบ” เหมือนกบที่อยู่ในน้ำที่กำลังต้ม แต่กบปรับอุณหภูมิตัวเองตามน้ำที่ร้อนขึ้นอย่างช้าๆ ไม่รู้สึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น จนในที่สุดก็ต้องตายเมื่อน้ำ เดือดทำนองเดียวกับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลงหลายอุตสาหกรรมไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้
102ที่มา ที่ไป Thailand 4.0 ดร. ประเสริฐ สินเสริมสุขสกุลเศรษฐกิจไทยจะยังไม่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติในระยะสั้นแต่ในระยะยาวเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาจทำ ให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ตายทีละส่วนอย่างช้าๆ ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาหลายครั้ง พัฒนาการของรูปแบบทางเศรษฐกิจประเทศไทยมีพื้นฐานจากโครงสร้างการผลิตและการประกอบอาชีพของคนในสังคมไทย เริ่มต้นจาก “Thailand1.0” ซึ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคเกษตรกรรม ไปสู่ “Thailand2.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา โดยใช้ประโยชน์แรงงานราคาถูกและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มุ่งเน้นการผลิตเพื่อทดแทนการนำ เข้า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้“Thailand3.0” ซึ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นสำ คัญ อย่างไรก็ดีโมเดลเศรษฐกิจ Thailand 3.0 ในปัจจุบันไม่สามารถนำ พาประเทศให้ก้าวพ้น “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ไปได้ซึ่งจะเห็นได้จากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ในช่วงแรกก่อนปี36 เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ที่7-8%ต่อปีแต่ระยะถัดมาจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตในระดับเพียง 3-4%ต่อปีเท่านั้น จนกลายเป็นnew normal ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องการที่จะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย“Thailand4.0”ผ่านการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเปลี่ยนจากการเพิ่มปริมาณเป็นการสร้างมูลค่า จากทำมากได้น้อยให้เป็นทำน้อยได้มากเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ดีขึ้นจนไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็วตามอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์และการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด บริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปขับดันให้รูปแบบการดำ เนินธุรกิจเกิดพัฒนาการใหม่ๆขึ้นในโลกยุคใหม่นี้ผู้เล่นที่ปรับตัวไม่ทันก็จะโดนทิ้งและล้มตายไปในที่สุด การปรับตัวของประเทศไทยผลักดันให้เกิดโมเดลThailand4.0 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสร้างการรับรู้ให้กับสังคมไทย ให้ทราบถึงความจำ เป็นของพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกิดการตระหนักร่วมกันว่าเศรษฐกิจไทยคงอยู่แบบเดิมไม่ได้จำ เป็นต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่หากต้องการที่จะก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันรัฐบาลมีแผนการอัดฉีดเม็ดเงินการลงทุนผ่านระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศต่อยอดถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (new S-curve) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยรัฐบาลได้เตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายกฎระเบียบ รวมถึงสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับนักลงทุน โจทย์ที่ท้าทายของโมเดล Thailand 4.0 คงอยู่ที่หนทางและกระบวนการที่จะนำ ไปสู่เป้าหมายที่ได้กำ หนดไว้อย่างยั่งยืน การสร้างนวัตกรรมพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ คงมิได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน การพัฒนาด้านนวัตกรรมเป็นปัญหาไก่กับไข่ กล่าวคือ เราต้องการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับรายได้ของประเทศ แต่จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมกลับมาจากทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งหากไร้ซึ่งรายได้ที่เพียงพอการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพก็ทำ ได้ยากขึ้นขาดโอกาสทางการศึกษาจนไม่สามารถพัฒนาคนได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากการยกระดับรายได้ของประเทศโดยรวมให้สูงขึ้น การกระจายรายได้ที่สมดุลถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญ หากเดินหน้าเศรษฐกิจโดยใช้คำ ว่ารายได้นำหน้าโดยขาดการกระจายรายได้ที่สมดุลรองรับ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วรายได้สูงแต่ก็ยังคงมีคนจนอยู่มากมายดังเห็นได้จากเหตุการณ์Occupy Wall Street ที่มีผู้คนออกมาประท้วงมากมายจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้หากมองเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมจะมีเชิงลบต่อการสร้างนวัตกรรมในระยะยาวการกระจุกตัวของความร่ำ รวยในกลุ่มคนเล็กๆ ทำ ให้เกิดความต้องการแต่สินค้าหรูราคาแพง จำนวนสินค้าที่ซื้อจำกัดอยู่ในปริมาณน้อยหลายวงการเป็นการแข่งขันสร้างแบรนด์ที่เน้นความหรูหรา แทนการเน้นพัฒนาคุณภาพสินค้าผ่านการสร้างนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง ในทางกลับกัน การกระจายตัวของรายได้ที่ดีจะส่งผลให้เกิดกำ ลังซื้อที่มากขึ้น เป็นแรงผลักดันให้บริษัทสร้างสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆออกสู่ตลาดที่ขยายตัวมีความต้องการรองรับ
103ที่มา ที่ไป Thailand 4.0 ดร. ประเสริฐ สินเสริมสุขสกุล เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเติบโตแบบกระจุกตัว ไม่สามารถกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนในชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดปัญหาช่องว่างทางรายได้ของคนไทยที่ “รวยกระจุก จนกระจาย”การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาถูกผลักดันโดยธุรกิจขนาดใหญ่สิ่งที่เกิดคือยิ่งประเทศเติบโตไปไกลเท่าไรคนชนบทยิ่งโดนทิ้งไว้เบื้องหลังมากขึ้นหลายรัฐบาลที่ผ่านมาใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการอุดหนุนภาคเกษตร ให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรสูงกว่าราคาตลาดแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการแปรรูปต่อยอดเพิ่มมูลค่าและการทำตลาดยังไม่เกิดผลสำ เร็จเท่าที่ควร นอกจากนี้ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาภาคชนบทไม่ใช่แค่ภาคเกษตรกรรมเท่านั้น ตรงกันข้าม กิจกรรมการเกษตรกลับลดความสำคัญทางเศรษฐกิจลงเรื่อยๆ ในชนบทไทย ดังนั้น การเน้นไปที่ภาคการเกษตรเพียงลำ พังจึงไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมดปัจจุบันรัฐบาลเพิ่มการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมต่อส่วนบนและส่วนล่างของฐานนวัตกรรม รวมทั้งใช้แนวทาง “ประชารัฐ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมทั้งสถาบันการศึกษา วิจัยโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะและเชื่อมโยงการตลาด ขณะที่ภาครัฐให้การสนับสนุน Thailand4.0กลายเป็นแบรนด์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จุดกระแสสังคมให้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมด้วยนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อตอบรับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วถือเป็นนโยบายที่วางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนประเทศตามวิสัยทัศน์มั่นคงมั่นคั่งยั่งยืน ของรัฐบาล อย่างไรก็ดีการจะทำความฝันให้เป็นความจริงได้นั้นคงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เข้าใจและทำตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง เราสูญเสียทศวรรษที่ผ่านมา ย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหนจากปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง การจะตามชาติอื่นให้ทันคงต้องวิ่งไปข้างหน้าให้เร็วกว่าที่เคย โดยที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเช่นเดียวกันเอกสารอ้างอิง[1] PriceWaterhouseCoopers (PwC). “Global Top100Companiesbymarketcapitalization.March2017.”[2] ลงทุนแมน. “ปตท.VSApple.” July 24 2017. http://longtunman.com/1108[3] GeoffreeParker,MarshallVanAlstyne,andSangeetChoudary. “Platform Revolution”[4] MarshallW.VanAlstyneGeoffreyG.ParkerSangeetPaul Choudary. April 2016. Harvard BusinessReview. “Pipelines, Platforms, and the New Rulesof Strategy.” https://hbr.org/2016/04/pipelinesplatforms-and-the-new-rules-of-strategy[5] WorldEconomicForum. “Thistheoryaboutinequalitymight have just been debunked.” https://www.weforum.org/agenda/2017/08/theres-an-argumentfor-inequality-its-wrong-and-this-is-why/[6] Thaipublica. “นโยบายอุดหนุนภาคชนบท: เมื่อภาคชนบทไม่ใช่ภาคเกษตรกรรม” https://thaipublica.org/2013/01/subsidy-policy-for-rural/
104ที่มา ที่ไป Thailand 4.0 ดร. ประเสริฐ สินเสริมสุขสกุลประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล ดร.ประเสริฐ สินเสริมสุขสกุลการศึกษาสูงสุด ปริญญาเอกประเภททุน ทุน พสวท.ปีที่ได้รับทุน 2545-2556สถานที่ทำ งาน สำ นักงานนโยบายและแผนพลังงานตำ แหน่งปัจจุบัน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนสถานที่ติดต่อ ที่อยู่ 3 ซ. เจริญราษฎร์ 1 แยก 5แขวงยานนาวา เขตสาทรกทม. 10120เบอร์ติดต่อ 02-612-1555 ต่อ 568e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน 2558 – ปัจจุบัน: นักวิเคราะห์นโยบายและแผน
105Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.)Who is an outcast in the Emperor’s New Cloak?Perhaps thisHans Andersen’s tale is best sum up whatThailand has gone through, and where it is going. Almostexactlyoneyearago, inanationaladdresson 29th July 2016, PM Prayut Chun-o-cha announcedthat the12th NationalEconomicandSocialDevelopmentPlan (2017-2021) be mapped out in line with the 20-year National Strategy (2017-2036) called “Thailand4.0,” thecountry’s latest model for industrializationandeconomic-catch up. Partof thisnew policycalled “SmartThailand”plancovers thelaunchofhigh-capacitydigital infrastructurefoundationnationwideinpreparationforICTuse,soastoenhanceproject-basedlearning, topreparenew labourmarketentrants for the workforce,andtostrengthenthecountry’s ICT backbone in education. This call for an immediate drastic reform ofThailand’s higher education could very well receivenational attention as in 2015 admission alone, theuniversities reportedhavingvacancies forupto150,000prospective students, and the current trend is makingapproximately 170 universities nationwide downsizing.Puttingasidethefact thatThailanditselfhasconstantlybeenamongthetopspenders ineducation(e.g.during2008-2013, its investment ineducation wasat6.42%ofits GDP, totalling Bt 805 billion in 2013), the quality ofstudent achievement has not appeared very promisingwhen compared to many peer countries, even after itsconsecutive education reforms since 2001. Regionaldisparitiesareaprimarycausethatdeepensthe chasm of quality education access, and ICT use ineducation is to close the gaps.Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak?But “Smart Thailand” is not the sole focus of “Thailand4.0 Policy.” Referredtoasthe “6-6-4plan,”this20-yearnationalwhich consists of six areas, six primary strategies, andfour supporting strategies is to fast track investmentsin targeted industries, including five First S-Curve andfive New S-Curve industries. The First S-Curve, or fiveexisting industries, are Next-Generation Automotive;SmartElectronics;Affluent,MedicalandWellnesstourism;AgricultureandBiotechnology;andFoodfortheFuture.Theother New S-Curve,or fivenew industries,areRobotics,AviationandLogistics;BiofuelsandBiochemicals;Digital;and Medical hub. At first glance, such direction this new policy isgearing towardsappears far-fetched,especially withinthecloisteredworldofacademia.Howcouldtheplummetof prospective students, for instance, possibly appearrelatedtothenew opportunities thispolicy isopening?Perhaps, the current government’s aim to promotemanufacturing technologies is because Thailand nowexperiencing labour shortage crisis?The answer is quite an opposite. First, beyond the skirmishes during 2013–2014, itwasthecountry’s300-bahtdailyminimumwagein2013thatturnedsomeexistingworkforcetodisposablelabour.Many a manufacturers started turning to machineryto replace more expensive human labour, and in lessthanayearafter theintroductionof thisnew minimumwage, at least 32 factories in Rayong province, one ofthe country’s major industrial zones, reported havingreplaced their factory workers with machines. What’s
106Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.)more to the adjustments in the wage rate is that whathappenedinRayongwasnottheonlyareawherefactoriesreplacedhuman workers withmachines tocutcosts; therise of the machines and manufacturing technologiesin reduction of labour costs had already been the caseinAyudhaya province, another major industrial zone.Second, in the automotive sector alone, more than550,000people wereemployedin2013,andthis seemsthat theloominglabourshortagecanonlybeimpending,albeit projected as impossible. While the replacement of human labour withmachinesseemstobemorearesultofthemanufacturers’intention to cut costs, and the number of existingworkforce at more than half a million workers is still farfromconsideredsmall, thesuccessofThailand4.0policyimplementationtopromotemanufacturingtechnologiesrequires a thoughtful and informed debate.On one hand, those in favour of this policy, suchasBOI,ThaiAutomotiveIndustryAssociation(TAIA),and ThailandAutomotive Institute (TAI), reported thatThailand has already attracted investments from majorcarmanufacturersincludingFord,GeneralMotors,Honda,Mazda, Mitsubishi, Nissan, SAIC, Suzuki, and Toyota,claiminghalfof thetop100autoparts manufacturers intheworld,havefactoriesinThailandwherethecountry’sproductionbaseisdiverseenoughtosupplyallnecessarycomponents, from tires to structural components. “The automotive industry has played an importantroleinThailand’seconomyfordecades,withastronglocalsupplychain,efficient infrastructures,goodcollaborationbetweengovernmentandprivatesectors,”saidMr.VichaiJirathiyut, President of ThailandAutomotive Institute.DespiteThailandbeingaworld-classmanufacturinghubfor automotive industry, the country is also the world’selectricalandelectronicsindustryinvestmentdestination,including: Bosch & Siemens, Daikin, Electrolux, Fisher& Paykel,Haier, LG, Panasonic, Samsung, and Toshiba.Apparently, Thailand is positioned well as SoutheastAsia’s electrical and electronics manufacturing hub,and has enjoyed a steady growth since 2010. In 2014,its overall trade in the electronics industry alone wasworthapproximatelyUS$59.5billion,withexportrevenuesaccounting for overUS$32 billion. Despitethisgrowth,therehasbeenanincreasinguseofautomation and robotics inThailand’s food industry,another major industry of Thailand, making Thailandone of the world’s top producers of food products suchas rice, canned tuna, frozen seafood, chicken andcannedpineapples, with80%of theraw materialsusedin domestic food manufacturing are locally available. Demandfor foodingredientandready-to-eat(RTE)packaged food which targets not only internationalmarket but also domestic consumption has made thisindustryanother fastgrowingsector, strivingtoupgradeits procedures and technologies so that all productsadheretothehighestinternationalqualityandsanitationstandards.Constantlydevelopedarethecountry’s foodmachinery and packaging equipment technologies inorder to keep up with such ever-increasing demand,andThailand4.0policyseems tobeinaccordance withthe industry’s initiatives. In 2017 Thailand’s Automation & Robotics, theBoardof Investmentof Thailand(BOI)alsoreportedanimmense potential for Thailand to remain competitiveintheglobalmanufacturingarenabydrivingupthesize
107Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.)of its industrial robot market, with it being ranked 8thin global supply of industrial robots in 2014. Thailand’s 2004 strategic policy “Medical Hub ofAsia,”whichhassolidlygroundedthecountry’spremiummedical services, qualified healthcare specialists andvarious internationally accredited medical facilities, isnow gradually entering a new stage when the countryis welcomingautomationandrobotics to maximizetheservices’ efficiencies. In 2009, the Dinsow robot wasdeveloped to take care of the elderly and patients bymonitoringbodymovementsandvitalsigns withsensorsthat serve as portals for telemedicine with doctors.Subsequently, theeducational robotFhasai wasbuilt tostimulate social skills in children withAutism SpectrumDisorder (ASD);andtherobotSensibleTab, toassist therehabilitativetrainingof thearm.Towards thecountry’sdevelopment of total automatic pharmacy robot, theautomaticpharmacyrobotB-Hiveandmedicaldispenserrobot Bumbee are now on hand.On the other hand, before these all could haveenvisaged us an overly optimistic projection of theimplementation of this 4.0 policy, those who may not be a strong supporter of this policy could voice theirconcerns toacertainextentoverother issues thatcouldexacerbate the country’s growth if left untreated, suchas its long-term struggle in poverty reduction.Last year, major newspapers such as The Nation andBangkokbiznews reported the public concern over thepolicyfor thepoor—theland-titleissuancetofarmers,thesoft loans foragriculture, thesupport foragriculturalcommodity prices, the Bt30 health programme, thesubsidised homes, the 12-year free education, the50-unit free electricity, the free public buses, and thestudent loan programmes, just to name a few—havebeenwastefulclaimingpovertyreductionhasstagnatedThailandformanydecades,yetdeeppocketsofpovertyare still prevalent. Asastonishingas it seems,onthefirstof July2011,WorldBankannouncedthatThailandhadalreadymovedup from being a lower-middle-income category to anupper-income one, offers a contrasting picture of thecountry’s success inpovertyreductionstrategy. Inspiteof the Asian crisis, its national poverty headcount fellfrom itspeakat42.83percent in2000to16.37percentin the following decade, while the number of the poordroppedfrom 25.8 millionto10.8 millionover thesameperiod.Moreimpressiveisitsremarkablerecordofpovertyreduction of the National Agenda (the Ninth NationalEconomicandSocialDevelopmentPlan,2002–2006)totake down the poverty incidence to under 12 percentby 2015; the achievement of which was reported to bemet ahead of time (Figure 1).
108Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.) Now, lookagainatthegrimpicturesofruralhouseholdsand far worse, of the extreme underprivileged living inhunger, the idea of Thailand as a veritable aging clockappears no less a far-fetched projection. Forty-three years ago, Thailand was truly crowdedand it was going to get worse, with an average ofseven children per family and a 3.3% annual increasein population. Seeing the health of Thai people couldalarmingly be in danger as the denser the population,Mr. Mechai Viravaidya launched the 1974 FamilyPlanningCampaign called Population andCommunity Figure 2. Fertility Rates in Thailand, 1984-2040Development, which effectively curbed the populationgrowth in the subsequent decades. Togeneralpeople,theideaofThailandasaveritableaging clock might sound like an exaggeration, yet it isno longer a fine myth. Today, the alarming danger in Thailand has takenan opposite turn, though no less grave. By 1984, thetotal fertilityratehadswungintofull momentum, fallingto almost below two, and just within three decades offamilyplanning campaign, theplummet infertility ratebecame steady beyond the replacement level, and thedays of large families have come to an end (Figure 2).Figure 1. Comparison of Poverty Status in Thailand and National Poverty Line
109Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.) Following the country’s victoriesagainst infectiousdiseasesandthedevelopmentofbetter livingstandards,life expectancy has significantly been improved duringthe same period, increasing from 55.2 years to 69.9years for men,and61.8 years to74.9 years for women.(Figure 3)Figure 3. Life Expectancy at Birth for Males and Females Even moredramatic is thespeedof therapidincreaseintheabsolutesizeof theolderpopulationaged60andover (Figure 4).Figure 4. Speed of Population Aging
110Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.) ClearlyseeninFigures2and4,althoughnotyet theworld’s least fecund country, while it may have takenFrance114years,USA69years,UK45yearsandJapan26yearstoshift fromhaving7percentof theirpopulationin the 65 and over age group to 14 percent, Thailandtook only 22 years to become such an aging society, amuch shorter time to adjust itself to this demographicchange, whichalso means Thailandeven went throughafertility transitionfaster than most countries, withthetotal fertility rate falling from over 6 births per womanin the mid-1960s to below the replacement level sincethe mid-1990s. SuchfertilitytransitionhasplaguedThailandduringthe past decades an ominous demographic malaise,whichisalsobeenintensifiedbythecountry’s shrinkinglabour that is not likely to be soon replenished as thegrowth of its greying population (people over 60 yearsof age) is soaring, expecting to reach 32.1% in 2040(Figure 5).Figure 5. Proportion of Working Age Population While the combat with its escalating number ofsilver lining can be another greatest threat that erodesThailand’seconomyanditscompetitiveadvantage,Thaigovernmentisquickertorealizeamoreurgentneedthanjust raising the fertility rate above replacement level:theurgent steps that respondtothechasm ofdecliningworkforcethathasnotonlyoutweighedmanycountries,but also hurt the country’s productivity growth.Despitebeingthefirstcountrywhoseeconomycollapsedfromthefinancialupheaval thatgrippedAsiancountriesin late 1997, Thailand with a market even tighter inthosedays reporteditsoilpricesbeingskyrocketedandeconomic performance being dampened due to theslowdowns in domestic consumption and investment,whileitsexports stillperformed wellandcoulddriveitseconomy to grow above 4%.The transition to 4.0 policy addresses Thailand’sprevious economic models, from “Thailand 1.0,” whichfocusedontheagricultural sector; “Thailand2.0,” whishshifted its attention to light industries; and to heavyindustries and advanced machine in “Thailand 3.0.”(Figure 6)
111Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.)Figure 6. An Overview of Thailand 4.0 Policy Following a considerable progress in becoming anupper-middle-incomecountrysince2011,Thailand4.0model aims to encourage higher-quality products andpromotetechnologyandinnovationinfocusedindustriesby integratingandfacilitatingitscurrentcapabilities tomeet theopportunitiesandchallengesofglobalmarket.Whiletheresurgenceof industrialrobotsinmanufacturingjobshavenotyet swalloweduphumanlabour, thepriceandperformanceofautomationas wellas thepaybackperiod are improving at an exponential rate. The days that the adoption of fully automatedproduction technology is a truly cost-effective way toreplace low skill human workers and a lasting remedyto an alarming decline in working-age population andthe aging of existing workforce are soon to come true. This proliferation of new technology is expected tocreatealargenumberofnewbusinessnichesmitigatingthedamagefrom thejobs thataretobeeradicated; thelow-skilled jobs will no longer be an option and thosewhose jobs at risk of automation have to adapt to thenew ways of working, by acquiring the necessary newskillsanddeepeningtheirknowledge.Inlinewiththe4.0model,asnewtechnologyisbecomingmoreskill-based,thegovernmenthasconsolidatedthenumberof schoolsand universities so that the number of properly trainedteachers and the number of teacher per classroom arewell maintained,bothof whichhavebeenconsideredamajor factorofpullingdownthequalityof thecountry’seducation and graduates.
112Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.) The five-year 12th National Economic and SocialDevelopmentPlanwillcontinuetofocusonthePhilosophyof Sufficiency Economy, whereas Thailand 4.0 policywill be achieved by boosting the industries, “the Firstand the New S-Curve,” both of which Thailand has thepotential to succeed. In many ways, “The Emperor’s New Cloak” barelymeets thedefinitionof typical fairytales. Notonlydoesit not contain the most common traits of fairy tale assuch as fairies, talking animals, quests, magic, and theendingthatisoftenblessedwithunusualhappiness; inthestory,everyonefrom theemperor, tothechamberlains,tothepeopleinthestreetsandintheir windows,actedin exactly the opposite way, pretending to be able tosee the beautiful cloak. So,whoinourstoryisanoutcastasintheEmperor’sNew Cloak? Whilemanymighthavebelievedthatthisnewpolicyis too ambitious that we would soon hit the emptinessof falsehopes, weshouldnot forget theconcrete moralof this talethathasactuallycaptivateda wideaudienceovercenturies, that theEmperor inthis storyhad walkedinthepath whicheventuallyledhim toalaughingstockin the end, not because of any single fairy, nor anytalkinganimals,noranyquest,nor magic;norbecausehehadcomeacross thetricksters whohelpedhim buildhis hope entirely around a fantasy, praising the newcloaka wonderful fit.Rather, it wasbecauseofhisownintrigues that worked his own destruction making thetaste of the invisible-cloak-tale irresistibly sweet. Wetoo could be outwitted in this way, unmindful at ourownoutcast,unlesswecaretolistentotheverymomentwhenasmallchildshoutsoutatus, “Youhavenoclotheson!” It issuchamomentwhenwetooarereadytolearn.References[1] 32 โรงงานระนองเตรียมใช้เครื่องจักรแทนคน (2013,January 6). Mental reserves keep brain agile.Bangkokbiznews. Retrieved from http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/484562[2] เอกชนปรับตัวรับค่าแรงขั้นตํ่า ลงทุนเครื่องจักรแทนแรงงาน (2012, January 6). Mental reserves keepbrainagile.Thairath.Retrievedfromhttps://www.thairath.co.th/content/252551[3] Thailand Board of Investment (2015). Thailand:Global GreenAutomotive Production Base. Retrievedfromhttp://www.boi.go.th/upload/content/BOI-brochure%202015-automotive-20150325_70298.pdf[4] Thai Automotive Industry Association (2016).Retrieved from http://www.taia.or.th/Statistics[5] Thailand Board of Investment (2015). ThailandElectrical and Electronics Industry. Retrieved from http://www.boi.go.th/upload/content/BOI-brochure%202015-E&E_67848.pdf[6] Thailand Board of Investment (2015). Thailand’sFood Industry. Retrieved from http://www.boi.go.th/upload/content/BOI_edit_9-8-58_19610.pdf [7] Dhammajai, A. (2014). นโยบายประชารัฐหรือประชานิยมเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ได้หรือไม่.Bangkokbiznews. Retrieved from http://www.bangkokbiznews.com/blog/ detail/484562[8] Waitayangkoon,C. (2015). โครงการแจกเงินของรัฐไม่ช่วยอะไร.Bangkokbiznews.Retrievedfromhttp://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/639769[9] FarEasternEconomicReview,December181997,“IMF Measures Bite in Thailand, South Korea,” pp 64-65. [10] 2008 economic downturn Thai economy in 2009(2009).Krungsri.Retrievedfromhttps://www.krungsri.com/bank/getmedia/61c34199-55a8-49ea-a189-5d892ef79b35/Research-econ-31012009.aspx
113Thailand 4.0: The Emperor’s New Cloak? Salinee Antarasena, (Ph.D.)ชื่อ – นามสกุล สาลินี อันตรเสนการศึกษา Ph.D. in English Creative Writingประเภททุนที่ได้รับ ทุน ก.พ.ปีที่ได้รับทุน 2544สถานที่ทำ งาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สถานที่ติดต่อเบอร์ติดต่อ 053-943208-9e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน พ.ศ. 2556 – ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พ.ศ. 2547 – 2555 มหาวิทยาลัยรามคำ แหงประวัติผู้เขียน
114เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูลบทคัดย่อ การศึกษาร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี(พ.ศ.2560-2579) ของรัฐบาลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาการวางยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาวว่ามีความครอบคลุมในด้านใดเพียงพอต่อการรองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงของประเทศในปัจจุบันและอนาคตหรือไม่อย่างไรและ(2) เสนอแนะเชิงนโยบายต่อร่างยุทธศาสตร์ชาติฉบับดังกล่าว โดยใช้ข้อมูลในมิติเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเชิงลึกประกอบกับข้อเสนอแนะ เพื่อเติมเต็มแนวทางการพัฒนาประเทศให้มีความครอบคลุมในทุกมิติ ผลการศึกษาพบว่า ยังมีมุมมองบางประการที่อาจเป็นประโยชน์ช่วยเสริมให้การจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติฉบับดังกล่าว หรือรวมไปถึงการจัดทำ นโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลมีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเชิงภูมิภาคนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้1) การดำ เนินนโยบายของภาครัฐควรมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคเพื่อให้แต่ละภูมิภาคของประเทศ เกิดผลิตภาพของแรงงาน(LaborProductivity)ในระดับที่ดีและมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น2)การส่งเสริมให้ประชาชนในภาคการเกษตรเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น ๆ ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานสร้างรายได้ได้มากขึ้นส่งผลให้ความเป็นอยู่โดยรวมของประชาชนในประเทศมีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น3) ช่องว่างทางนโยบายที่ขาดหายไปรัฐบาลควรส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสาขาค้าปลีกค้าส่งให้มากขึ้นโดยนำแนวทางการพัฒนาของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มาประยุกต์ใช้ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดความเหลื่อมล้ำ ไปพร้อมกันเนื่องจากมีแรงงานกระจายตัวอยู่ในสาขาดังกล่าวเป็นจำนวนมากและ4)การยกระดับความสำคัญของการส่งเสริมด้านการสาธารณสุขของประเทศ เนื่องจากการจัดอันดับขีดความสามารถทางด้านเติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสาธารณสุขของ IMD พบว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของไทยคือด้านสาธารณสุขประกอบกับการกำลังจะก้าวเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์และระดับสุดยอดในช่วง20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้การอุดช่องว่างของการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ในแต่ภูมิภาคให้ทั่วถึงและเพียงพอต่อผู้รับบริการ สุดท้ายนี้ผู้เขียนเชื่อว่า ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวและจำ เป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน(Sustainable Growth)และมีความทั่วถึง (Inclusive Growth) คำสำคัญ ยุทธศาสตร์ชาติผลิตภาพแรงงาน นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560-2579)ของรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้งและดำ เนินการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยกรอบร่างยุทธศาสตร์ฯ เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ว่า “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” อย่างไรก็ตามทางผู้เขียนเห็นว่ายังมีมุมมองบางประการที่อาจเป็นประโยชน์ช่วยเสริมให้การจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติฉบับดังกล่าวหรือรวมไปถึงการจัดทำนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลมีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเชิงภูมิภาคซึ่งจะน่าเป็นแนวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) และมีความทั่วถึง (Inclusive Growth) ดังนี้
115เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูล1. การดำ เนินนโยบายของภาครัฐควรมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เนื่องจากความสามารถหรือผลิตภาพการผลิตของแรงงาน (labor Productivity) ปี2558 ในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน แม้จะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่เมื่ออยู่ในต่างภูมิภาคกันก็มีผลิตภาพที่แตกต่างกันรูปที่1: ผลิตภาพแรงงาน(labor Productivity) ในแต่ละภาคการผลิต จำแนกตามภูมิภาค ปี2558ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประมวลผลโดยผู้เขียน ยกตัวอย่างเช่น การผลิตภาคเกษตร มีการปลูกข้าวมากในภาคกลางและอีสาน แต่การปลูกข้าวในภาคกลางก็จะมีผลิตภาพที่สูงกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยภูมิประเทศและระบบชลประทานที่ดีกว่า ในขณะที่ด้านภาคอุตสาหกรรม พบว่า ภาคกลางและภาคเหนือมีความคล้ายคลึงกันในการทำอุตสาหกรรมอาหาร แต่ภาคกลางจะมีผลิตภาพสูงกว่า ส่วนภาคบริการ โดยเฉพาะสาขาการบริการทางการเงินและการค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งผู้ประกอบการไม่แตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ แต่การประกอบธุรกิจจะมีผลิตภาพสูงกว่ามากเมื่ออยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล
116เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูล ในภาพรวมแล้วจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตรภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการ หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคกลาง จะมีแนวโน้มที่ผลิตภาพจะสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ในขณะที่หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทเดียวกันอยู่ในภาคเหนือและภาคอีสานจะพบว่ามีผลิตภาพที่ตํ่ากว่าภูมิภาคอื่น ๆอย่างเห็นได้ชัดในเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ ฉะนั้นนัยเชิงนโยบายและการพัฒนาประเทศจึงควรมุ่งการ“พัฒนาเชิงพื้นที่”มากขึ้นกว่าการพัฒนาเป็นรายสาขาหรือการพัฒนาเป็นเรื่อง ๆ แต่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ เช่น ส่งเสริมการวิจัย การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาตอบโจทย์ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีผลิตภาพสูงอยู่แล้ว เช่นภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก อาจได้รับการส่งเสริมให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อต่อยอดให้มีผลิตภาพสูงยิ่งขึ้นหรือพื้นที่ที่มีผลิตภาพตํ่าให้ได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพสูงขึ้นซึ่งจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ของประเทศอีกทางหนึ่งด้วยรูปที่2: ผลิตภาพแรงงาน(labor Productivity) ในแต่ละสาขาของภาคบริการ จำแนกตามภูมิภาค ปี2558ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประมวลผลโดยผู้เขียน2. การส่งเสริมให้ประชาชนในภาคการเกษตรเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น หากพิจารณา 5 สาขาเศรษฐกิจหลักของไทยที่มีแรงงานมากที่สุดในปี2588 เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่สาขาการเกษตรค้าปลีกค้าส่งอุตสาหกรรมโรงแรมและภัตตาคารและก่อสร้าง จะพบว่ารายได้เฉลี่ยต่อแรงงานหนึ่งคนของ 5สาขาดังกล่าวเรียงจากมากไปน้อยคือ อุตสาหกรรม ค้าปลีกค้าส่ง โรงแรมและภัตตาคาร ก่อสร้าง และการเกษตร ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ทิศทางการกระจายตัวของแรงงานค่อนข้างกระจายเข้าไปทำ งานอยู่ในสาขาที่มีรายได้สูงมากกว่ารายได้ตํ่า อย่างไรก็ตาม มีเพียงภาคเกษตรเท่านั้นที่เป็นสาขาที่มีรายได้ตํ่าที่สุด แต่กลับมีแรงงานอยู่ในภาคการเกษตรสูงที่สุด(แรงงานในภาคการเกษตรคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของกำลังแรงงานทั้งหมด)
117เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูล ดังนั้นนัยเชิงนโยบายจึงควรกระจายแรงงานออกจากภาคการเกษตร รวมถึงเพิ่มผลิตภาพให้แก่เกษตรกรที่เหลืออยู่เพื่อให้ภาคการเกษตรยังคงผลิตสินค้าได้ในจำนวนที่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการพัฒนาหรือการปรับตัวเพื่อให้ในที่สุดไม่ว่าประชาชนจะเลือกประกอบอาชีพใดก็สามารถมีโอกาสสร้างรายได้ที่ไม่แตกต่างกันมากเกินไป3.ช่องว่างทางนโยบายที่ขาดหายไป การดำ เนินนโยบายที่จะมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมากอาจพิจารณาว่านโยบายดังกล่าว กระทบต่อสาขาการผลิตใดและสาขาการผลิตนั้นมีแรงงานทำ งานอยู่เป็นจำนวนมากเพียงใด หากย้อนกลับไปพิจารณา 5 สาขาที่มีแรงงานทำ งานอยู่ในปัจจุบันมากที่สุดจะพบว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายจำนวนมากที่ส่งเสริมภาคการเกษตร(เช่นโครงการ9101 โครงการประกันภัยพืชผล และโครงการสินเชื่อเพื่อการเกษตรต่าง ๆ เป็นต้น) ภาคอุตสาหกรรม (เช่น การส่งรูปที่3: ผลิตภาพแรงงาน(labor Productivity) ใน5 สาขาหลักของภาคการผลิต ปี2558ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประมวลผลโดยผู้เขียนเสริม Thailand 4.0 การส่งเสริมอุตสาหกรรม S curve และการส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นต้น)และภาคบริการ โดยเฉพาะสาขาการท่องเที่ยว(เช่นนโยบายไทยเที่ยวไทย โครงการ 12 เมืองต้องห้าม...พลาด เป็นต้น) อย่างไรก็ตามการส่งเสริมภาคการเกษตรแม้จะมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากแต่ควรระวังว่าอาจเป็นการชักจูงให้ประชาชนหันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้นซึ่งไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ส่วนการส่งเสริมอุตสาหกรรมแม้ว่าจะมีศักยภาพช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมได้แต่อาจทำ ให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเพราะภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพและปริมณฑลอีกทั้งความแตกต่างกันค่อนข้างมากของผลิตภาพของแรงงานในแต่ภูมิภาคส่วนภาคบริการนำ โดยการท่องเที่ยว แม้ว่าจะมีการกระจายตัวสูงทำ ให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจายตัวค่อนข้างกว้างขวางแต่มีแรงงานอยู่ในสาขาดังกล่าวไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการค้าปลีกค้าส่ง
118เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูลรูปที่4: จำนวนแรงงาน(labor force) ในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ(สาขาก่อสร้าง ค้าปลีกค้าส่ง และสาขาโรงแรมและภัตตาคาร) รายจังหวัด ปี2558ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติประมวลผลโดยผู้เขียน
119เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูล จะเห็นได้ว่าสาขาค้าปลีกค้าส่ง เป็นสาขาที่ยังคงเป็นช่องว่างทางนโยบายที่ยังไม่ได้รับความสำคัญมากเท่าสาขาอื่นๆทั้งๆที่มีแรงงานอยู่ในสาขาดังกล่าวมากพอๆกับภาคอุตสาหกรรมและมีการกระจายตัวของแรงงานในภูมิภาคสูงกว่านอกจากนี้ในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจยังมีมูลค่าสูงเป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย ดังนั้น การสนับสนุนการค้าปลีกค้าส่งจึงน่าจะมีผลต่อการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ได้พร้อมกัน จากความสำคัญของสาขาค้าส่งค้าปลีกดังกล่าวนำมาซึ่งตัวอย่างแนวทางการส่งเสริมการค้าปลีกสำหรับประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น3กลุ่มตามลักษณะของสินค้าและความต้องการของผู้บริโภค ได้แก่ 1) การส่งเสริม Online Shopping โดยมีการจัดทำ National Electronic Platform เป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางเพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้ที่มีความต้องการสอดคล้องกันสามารถทำ ธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังเช่นในกรณีของประเทศจีนซึ่งมีNational E-commerce Platform สำหรับภาคการเกษตร เป็นต้น 2) การสนับสนุนการค้าแบบ Online ผสม OfflineShopping โดยมีจุดเด่นที่ลูกค้าสามารถสัมผัสตัวอย่างสินค้าได้จาก Showroom แต่ไม่มีการสำ รองสินค้าที่จุดขาย แต่จะเป็นการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ซื้อที่ได้รับความสะดวกด้านการขนส่งและผู้ขายที่ประหยัดต้นทุนพื้นที่หน้าร้านซึ่งเห็นตัวอย่างได้จากกรณีFuturisticShoppingMallในประเทศสิงคโปร์เป็นต้นซึ่งในกรณีของไทยอาจประยุกต์ให้มีShowroom กระจายหลายพื้นที่ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บกระจายและขนส่งสินค้าซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศมาเลเซียโดยสนามบิน KLIAได้จัดตั้งเป็น E-Fulfilment Hub และมีภาคเอกชนที่สนใจเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้า เช่นAlibaba และZalora เป็นต้น 3) การสนับสนุนOfflineShoppingสำหรับสินค้าที่จำ เป็นต้องขายในรูปแบบ Offline ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับบรรยากาศวัฒนธรรม หรือเอกลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ตลาดนํ้าสี่ภาค หรือการให้บริการ เช่น นวดแผนไทย เป็นต้น รัฐอาจใช้นโยบายสนับสนุนด้านการจัดหาสถานที่และการทำ Zoning เป็นต้นสำหรับในต่างประเทศยกตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษ มีการจัดประกวด the Great BritishHigh Street of the Year ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านรูปแบบตลาดค้าปลีกที่สร้างสรรค์ในแต่ละเมือง โดยผู้ชนะจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐในท้องถิ่น 4) นอกจากนี้รัฐบาลยังอาจอำนวยความสะดวกในด้านการผ่อนผันกฎระเบียบต่าง ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการค้าปลีกได้ด้วยส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เช่นถนนคนเดินและการจัดตลาดนัดเมื่อถึงเทศกาลหรือการสนับสนุนด้านการจัดหาสถานที่ผ่านหน่วยงานภาครัฐในท้องที่ต่าง ๆ เป็นต้น4. การยกระดับความสำ คัญของการส่งเสริมด้านการสาธารณสุขของประเทศ สถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย ณ ปัจจุบันมีจำนวนประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ(มีประชากรอายุ60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10.0 หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่าร้อยละ 7.0 ของประชากรทั้งประเทศ) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปัจจุบัน (ปี2559) พบว่า สัดส่วนจำ นวนประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 11.0 อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีการคาดการณ์ว่าในปี2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์หรือ Aged society (มีประชากรอายุ60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20.0 หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ14.0 ของประชากรทั้งประเทศ)1 และจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (มีประชากรอายุ65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศ) ซึ่งจะมีสัดส่วนประชากรอายุ60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ28.0 ของประชากรในประเทศ ในปี2574 นอกจากนี้องค์การสหประชาชาติระบุ1 องค์การสหประชาชาติ(United Nations) : คำนิยามสังคมผู้สูงอายุ
120เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูลว่าประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปีของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ของจำนวนประชากรทั้งหมดภายในปี2578และร้อยละ 30.0 ภายในปี2593 จากเพียงร้อยละ 10.5 ในปี2558 ในขณะที่ประชากรวัยทำ งาน(อายุ15 – 64 ปี) จะลดลงอย่างรวดเร็วถึงน้อยกว่าร้อยละ65.0 ของประชากรทั้งหมดในปี2578 และเหลือแค่ร้อยละ 57.0 ในปี2593 จากร้อยละ70.9 ในปี2558 จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว นำมาซึ่งการจัดเตรียมนโยบายภาครัฐ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทยในอนาคตโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการสาธารณสุขของคนในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้บรรจุยุทธศาสตร์เกี่ยวกับด้านนี้ไว้ในร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี(พ.ศ 2560 – 2579)เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงเนื้อหาในร่างยุทธศาสตร์ชาติฉบับดังกล่าว พบว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสาธารณสุขยังไม่ถูกหยิบยกให้ได้รับความสำ คัญมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ซึ่งหากพิจารณาจากผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งจัดทำ โดยIMDปี2560 พบว่า จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของไทยอยู่ที่ด้านการสาธารณสุข(ลำดับที่57) และเมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ปัญหาด้านสาธารณสุขของไทยส่วนหนึ่งก็เกิดจากความไม่เพียงพอในการให้บริการสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์(ลำดับที่60) โดยบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่กระจุกตัวรูปที่5: ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในแต่ละด้านของประเทศไทย ปี2560ที่มา: สถาบันIMD WorldCompetitivenessCenter รวบรวมโดยผู้เขียนหนาแน่นอยู่ในกรุงเทพมหานครมากที่สุดโดยเฉพาะแพทย์พบว่า ปี2558 เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีจำนวนประชากรต่อแพทย์1 คน เท่ากับ 716 คน ขณะที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการกระจุกตัวน้อยที่สุดของบุคลากรทางการแพทย์ส่งผลให้อัตราบุคลากรทางการแพทย์ภายในภูมิภาคดังกล่าวต้องดูแลประชากรมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะแพทย์1คนที่ต้องรับภาระในการดูแลประชากรถึง 3,207 คน จะเห็นได้ว่าปัญหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัญหาสำ คัญของการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยแต่ยังไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในร่างยุทธศาสตร์ชาติฉบับล่าสุดอย่างชัดเจนเท่าที่ควร
121เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูล ร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ20 ปี(พ.ศ.2560-2579) ของรัฐบาล ถือเป็นแนวทางที่ดีในการพัฒนาประเทศในระยะยาวครอบคลุมยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐอย่างไรก็ตามหากมีการเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเชิงภูมิภาคซึ่งภาครัฐควรดำ เนินนโยบายที่มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาครวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนในภาคการเกษตรเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น ตลอดจนการส่งเสริมนโยบายเกี่ยวกับการค้าส่งค้าปลีกภายในประเทศ ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในสาขาดังกล่าว โดยนำแบบอย่างจากประเทศอื่น ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนรูปที่6 : จำนวนประชากรต่อบุคลากรทางการแพทย์1 คน จำแนกรายภูมิภาค ปีพ.ศ.2558ที่มา : รายงานสถิติสาธารณสุขปี2558 รวบรวมโดยผู้เขียนเศรษฐกิจของประเทศ เหมือนกับในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว(Developed Country) นอกจากนี้เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีการคาดการณ์ว่าในปี2574 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ) ซึ่งจะมีสัดส่วนประชากรอายุ60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 28.0 ของประชากรในประเทศ ฉะนั้นการแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขของประเทศจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนบุคคลากรทางการแพทย์ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมในทุกภูมิภาค จะเห็นได้ว่าข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่างๆ เหล่านี้น่าจะทำ ให้ร่างยุทธศาสตร์มีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) และมีความทั่วถึง(Inclusive Growth)
122เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูลประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล นายนรพัชร์ อัศววัลลภการศึกษา Ph.D. in Economics, Texas A&M Universityประเภททุนที่ได้รับ ทุนศึกษาระดับปริญญาเอก ณ ต่างประเทศจากกองทุนพัฒนาบุคลากรของกระทรวงการคลังปีที่ได้รับทุน 2548สถานที่ทำ งาน สำ นักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำ นักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังสถานที่ติดต่อที่อยู่ 149 ซอยปากนํ้าฝั่งเหนือ 11 คลองชักพระ ตลิ่งชัน กทม 10170เบอร์ติดต่อ 022739020 ต่อ 3254e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน - ผู้อำ นวยการส่วนการวิเคราะห์เสถียรภาพเศรษฐกิจ และผู้อำ นวยการส่วนวิเทศและสถาบันสัมพันธ์ - ผู้เชี่ยวชาญประจำ ตัวสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ- กรรมการเศรษฐกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย- อาจารย์พิเศษ หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
123เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูลประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล นายสัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริการศึกษา เศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประเภททุนที่ได้รับ ทุนรัฐบาลเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงที่กำ ลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาภายในประเทศ (Undergraduate Intelligence Scholarship: UIS)ปีที่ได้รับทุน 2558สถานที่ทำ งาน สำ นักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำ นักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังสถานที่ติดต่อที่อยู่ สำ นักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ถนนพระราม 6 อารีย์สัมพันธ์ สามเสนใน พญาไท กทม.เบอร์ติดต่อ 022739020 ต่อ 3215e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน - เศรษฐกรปฏิบัติการ- ผู้ช่วยบรรณาธิการวารสารการเงินคลัง
124เติมเต็มยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. นรพัชร์ อัศววัลลภ สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ สลิล พึงวัฒนานุกูลประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล นางสาวสลิล พึงวัฒนานุกูลการศึกษา เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประเภททุนที่ได้รับปีที่ได้รับทุนสถานที่ทำ งาน สำ นักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำ นักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังที่อยู่ 502 ซอยเทอดไท 98 เขตบางแค แขวงบางแค กทม. 10160เบอร์ติดต่อ 02-273-9020 ต่อ 3271e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน - เศรษฐกร ส่วนวิเทศและสถาบันสัมพันธ์
125White-Collar Crime กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 ธีรพจน์ รังสุวรรณในช่วงเวลาที่ประเทศของเรากำ ลังจะก้าวเข้าสู่ในยุคThailand 4.0 มีอาชญากรรมประเภทหนึ่งได้มีการก่อให้เกิดขึ้นและแพร่กระจายทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาชญากรรมประเภทนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่าWhite-CollarCrimeโดยถ้าแปลความหมายตรงตามตัวอักษรหมายถึงอาชญากรคอเสื้อขาว แต่ถ้าเทียบเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการจะตรงกับคำ ว่า อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คำ ว่า White-Collar Crime บัญญัติครั้งแรกโดยนักอาชญาวิทยาชาวไอเมริกัน Edwin H. Sutherland ซึ่งท่านได้ให้ความหมายอย่างชัดเจนว่าหมายถึงการการกระทำความผิดทางอาญาที่กระทำ โดยบุคคลที่เป็นที่เคารพนับถือและเป็นบุคคลที่มีสถานะทางสังคมในการประกอบอาชีพชั้นสูง(Sutherland,1949) ต่อมาในปีพ.ศ.2524 กระทรวงยุติธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำ จำ กัดความของคำ ว่า White-CollarCrimeว่าหมายถึงอาชญากรรมที่ปราศจากความรุนแรงที่กระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินโดยการฉ้อโกงหลอกลวงกระทำ โดยบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพและทางเทคนิคเป็นพิเศษอันเกี่ยวกับธุรกิจและทางราชการ โดยไม่คำนึงว่าบุคคลเหล่านั้นประกอบอาชีพใด(TheFederalBureauof Investigation, 2010) White–Collar Crime จึงเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจระหว่างอาชญากรและเหยื่อเป็นอาชญากรรมที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความรู้ความสามารถอย่างมาก จึงเป็นอาชญากรรมที่สามารถแยกออกจากอาชญากรรมทั่วไปได้อย่างชัดเจน(Chayet,2001) White–Collar Crime มีหลายประเภท อย่างไรก็ตามอาชญากรรมประเภทนี้ที่เกิดขึ้นแพร่หลายมากที่สุดได้แก่การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้นอาจแยกออกได้เป็นหลายประเภทด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่นการฉ้อโกงในสถาบันการเงิน การฉ้อโกงโดยใช้ข้อมูลภายในการฉ้อโกงโดยการใช้เช็คการฉ้อโกงที่เป็นการการกู้ยืมและการจำนอง เป็นต้นแต่ในปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่ White-Collar Crime กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0หลายทั่วโลกจึงมีอาชญากรรมประเภทWhite–CollarCrimeที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ด้วยอาชญากรรมประเภทนี้เรียกว่าอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น การฉ้อโกงทางอินเตอร์เน็ต ที่เป็นการกระทำ โดยการใช้อีเมล์และเว็บเพจ White–CollarCrimeที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งเป็นการกระทำความผิดโดยการโอนเงินหรือการลงทุนที่ผิดกฎหมายไปยังบุคคลอื่นเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงินหรือการลงทุนนั้น กระบวนการดังกล่าวอาจจะเกี่ยวข้องกับการอำ พรางผู้เป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำ ความผิดหรือทรัพย์สินอื่นที่อาจจะถูกยึดทรัพย์ได้การฟอกเงินอาจกระทำ ได้โดยมีหรือไม่มีการรับรู้ของสถาบันการเงินหรือคู่ค้าในธุรกรรมทางการเงินแม้ว่าการกระทำที่เป็นความผิดฐานฟอกเงินต้องประกอบด้วยการรับรู้ดังกล่าวไม่ว่าอย่างแท้จริงหรือโดยนัยก็ตาม(International Monetary Fund, 2001) อาชญากรรมประเภทนี้ที่สำ คัญอีกอย่างหนึ่งคือการคอรัปชั่นBlack’sLawDictionary ได้ให้ความหมายไว้ว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายที่ประกอบไปด้วยเจตนาที่ชั่วร้ายและฉ้อฉลที่จะทำลายข้อห้ามตามกฎหมาย เป็นการกระทำ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลทรัพย์สินของรัฐโดยการใช้สถานะความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือบทบาทเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เพื่อตัวของเขาเองหรือเพื่อบุคคลอื่นโดยฝ่าฝืนหน้าที่และสิทธิอื่นๆ การคอร์รัปชั่นจึงเป็นการกระทำความผิดที่ผลประโยชน์ส่วนบุคคลทับซ้อนกับผลประโยชน์ของรัฐ ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่ตำ รวจไม่ทำการจับกุมพ่อค้ายาเสพติดเนื่องจากได้รับเงินสินบนจากพ่อค้ายาเสพติดนั้นแล้ว เป็นการก่ออาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและและความมั่นคงเป็นอย่างมาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(InternationalMonetaryFund) ได้เน้นย้ำ ให้เห็นว่าWhite-CollarCrime จะทำ ให้ระบบทางการเงินอ่อนแอลงทำ ให้เกิดความเสียหายต่อระบบทางการเงินโดยก่อให้เกิดหนี้สินเป็นจำนวนมากทำ ให้ความสามารถใน
126White-Collar Crime กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 ธีรพจน์ รังสุวรรณการดึงดูดนักลงทุนลดลงทำ ให้เกิดความไม่มั่นคงในการไหลของเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยนบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรและการกระจายของทรัพย์สิน (International Monetary Fund,2001,9)นอกจากนี้ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจทางการเงินถ้าผู้ก่ออาชญากรรมและผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นผู้มีอาชีพทางการเงิน White-Collar Crime ยังทำ ให้เกิดผลร้ายต่อความมั่นคงของชาติเนื่องจากอาชญากรจะใช้เงินและทรัพยากรในการกระทำความผิดเป็นจำนวนมหาศาลเหยื่อของอาชญากรรมประเภทนี้จะได้รับความเสียหายเช่นเดียวกับอาชญากรรมที่มีความรุนแรงประเภทอื่นเหยื่อจะประสบกับความโหดร้ายป่าเถื่อนความโกรธแค้นความกลัวความเครียดความกังวล และความซึมเศร้า White–Collar Crime ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า200 ล้านดอลล่าห์(Goldsmith,1993) ตัวอย่างคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาคือคดีการทุจริตโดยการตกแต่งบัญชีของบริษัทEnron บริษัทประกอบกิจการทางด้านพลังงานระดับโลกของประเทศสหรัฐอเมริกา ผลจากการดำ เนินคดีทำ ให้Mr.JeffreySkillingประธานกรรมการบริษัทถูกตัดสินจำคุก24 ปี4 เดือน และคดีการทุจริต ฉ้อโกง และตกแต่งบัญชีในบริษัทWorldcom บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านกิจการโทรคมนาคมในประเทศสหรัฐอเมริกา ผลการดำ เนินคดีเป็นเหตุให้Mr. Bernard Ebbers ถูกตัดสินจำคุก25 ปี สำหรับประเทศไทยWhite–CollarCrime ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากมายมหาศาลเช่นกันอย่างไรก็ตามคดีที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลและประชาชนชาวไทยจำ กันได้ดีคือคดีการทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การฯ ในช่วงปีพ.ศ.2535 จนถึงปีพ.ศ.2540ความเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ 60,000 ล้านบาท ต่อมาธนาคารแห่งนี้ถูกควบคุมโดยรัฐบาลและล้มละลายในเวลาต่อมา พนักงานของธนาคารประมาณ 6,000 คน ถูกเลิกจ้างประเทศไทยต้องประสบกับภาวะวิกฤตทางการเงินและต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปีพ.ศ.2540(สมบูรณ์ศิริประชัย และ ศิริกัญญา ตันสกุล,2548)ผลการดำ เนินคดีอาญากับผู้บริหารของธนาคารแห่งนี้ในขณะเกิดเหตุ สำหรับนายเกริกเกียรติชาลีจันทร์ ได้เสียชีวิตศาลจึงได้คำสั่งจำหน่ายคดีส่วนผู้บริหารของธนาคารคนอื่นๆหลายคนตัวอย่างเช่นนายเอกชัย อธิคมนันทะ อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ศาลได้มีคำ พิพากษาลงโทษจำคุกในหลายคดี จากที่ได้กล่าวข้างต้นWhite–CollarCrime ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลกก่อให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายต่อระบบเศรษฐกิจความมั่นคงและบุคคลทั่วไปอย่างมากมายดังนั้นในยุคการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุคThailand4.0เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับอาชญากรรมประเภทนี้ต้องพัฒนาบุคคลากรของเราให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำ รวจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการสืบสวนสอบสวน พนักงานอัยการผู้ว่าคดีผู้พิพากษาผู้พิจารณาพิพากษาคดีรวมทั้งต้องจัดเตรียมและพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าทันสมัยพร้อมที่จะรับมือกับอาชญากรประเภทนี้ซึ่งเป็นอาชญากรที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก และที่สำคัญที่สุดตัวเราเองต้องเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดในการรับมือกับอาชญากรรมประเภทนี้เอกสารอ้างอิง[1]: Chayet E.L., Weisburd D. and Waring E. (2001).White-CollarCrimeandCriminalCareers,Cambridge:CambridgeUniversity Press[2]: Golsmith G. (1993). Judicial Immunity for WhiteCollarCrime: The IronicDemise ofCivil RICO, 30Harv.J. on Legis. 2.[3]: Sutherland,E.H.(1949). WhiteCollarCrime. NewYork:Holt, Rinehart & Winston[4]: InternationalMonetaryFund.(2001).FinancialSystemAbuse,FinancialCrimeandMoneyLaundering–BackgroundPaper(International Monetary Fund, 12 February 2001)[5]: The Federal Bureau of Investigation, FinancialCrimes Report to the Public. http://www.fbi.gov/stats-services/publications/financial-crimesreport-2010-2011/financial-crimes-report-2010-2011#Financial[6]: Black’s Law Dictionary[7]: สมบูรณ์ศิริชัยและศิริกัญญาตันสกุล(2540).สาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินของไทยปี2540: วรรณกรรมปริทัศน์
127White-Collar Crime กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 ธีรพจน์ รังสุวรรณประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล ธีรพจน์ รังสุวรรณการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์LL.M. University of MinnesotaLL.M. Indiana University Bloomingtonประเภททุนที่ได้รับ ทุนรัฐบาลปีที่ได้รับทุน 2545สถานที่ทำ งาน สำ นักงานอัยการสูงสุดสถานที่ติดต่อที่อยู่ สำ นักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2สำ นักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษกแขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. 10900เบอร์ติดต่อ 0807787999e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน 2549 อัยการผู้ช่วยสำ นักงานอัยการสูงสุด2551 อัยการจังหวัดผู้ช่วย สำ นักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว สมุทรปราการ2552 อัยการประจำ สำ นักงานอัยการสูงสุดสำ นักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 32560 อัยการประจำ สำ นักงานอัยการสูงสุด สำ นักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2
128การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้างบทคัดย่อ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีมาตรฐานสากลจะต้องมีประสิทธิภาพในการพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้และจะต้องป้องกันมิให้เกิดข้อผิดพลาดในการละเมิดสิทธิประชาชนในการดำ เนินคดีต่อผู้บริสุทธิ์กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยเลวร้ายจนไม่สามารถแก้ไขแบบปะผุอีกต่อไปแต่จำ เป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ตั้งแต่รากฐานปรัชญาและแนวคิดพื้นฐานเช่นการดำ เนินคดีผู้บริสุทธิ์เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน การฟ้องคดีจะต้องกระทำ เมื่อมีพยานหลักฐานมั่นใจในการพิสูจน์ความผิดให้ศาลลงโทษระบบตรวจสอบถ่วงดุลจะต้องเริ่มกระทำ ในชั้นการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่เกิดเหตุ และจะต้องมีหน่วยงานหลากหลายที่สามารถริเริ่มดำ เนินคดีได้เป็นต้น บทความนี้นำ เสนอปัญหาในระบบยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยในชั้นการสอบสวนฟ้องร้องและแนวทางการปฏิรูปตั้งแต่การปรับเปลี่ยนปรัชญารากฐานแนวความคิดและวิธีการ ซึ่งจะทำ ให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีประสิทธิภาพ มีความเป็นอิสระ โปร่งใสตรวจสอบได้ปราศจากการแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชาหรือนักการเมืองการปฏิรูประบบการสอบสวนฟ้องร้องดำ เนินคดีอาญาให้มีระดับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลจะสร้างความเชื่อมั่นในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างแท้จริงอีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับนานาอารยะประเทศความบกพร่องล้าหลังของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นการสอบสวนฟ้องร้องดำ เนินคดีและการพิจารณาพิพากษาเป็นกระบวนการยุติธรรมทางด้านกฎหมายวิธีบัญญัติมีความแตกต่างจากกฎหมายสารบัญญัติทางอาญาอย่างสำคัญ กล่าวคือกฎหมายสารบัญญัติทางอาญาเป็นเรื่องของการตรากฎหมายเพื่อกำ หนดกฎเกณฑ์ให้การกระทำ ใดเป็นความผิดและมีโทษในทางอาญา(Criminalization)กฎหมายสารบัญญัติจึงมีความจำ เป็นอย่างการปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากลยิ่งที่จะต้องมีความสอดคล้อง กับขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละท้องถิ่นที่มีการตราและบังคับใช้กฎหมายนั้นส่วนระบบการสอบสวนฟ้องร้องดำ เนินคดีเป็นกฎหมายว่าด้วยวิธีสบัญญัติเป็นเรื่องวิธีปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ความเป็นอยู่ในวิถีชีวิตประจำ วันของประชาชน กฎหมายวิธีสบัญญัติจึงต้องการปฏิบัติที่มีมาตรฐานในระดับที่สอดคล้องกับหลักการสากลที่ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศซึ่งในอดีตความด้อยมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทยเคยนำมาซึ่งปัญหาการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตโดยที่รัฐไทยต้องให้สิทธิพิเศษทางกฎหมาย (extraterritorialright) ให้แก่รัฐต่างประเทศสามารถบังคับใช้กฎหมายของรัฐต่างประเทศต่อบุคคลของตนในดินแดนของประเทศไทยได้กล่าวได้ระบบการสอบสวนฟ้องร้องดำ เนินคดีอาญาเป็นระบบที่จำ เป็นต้องมีการควบคุมมาตรฐานให้เทียบเท่าสากลไม่อาจกล่าวอ้างว่าระบบกฎหมายแบบไทยๆเหมาะกับสังคมแบบไทยๆ หากปล่อยให้มีระบบการสอบสวนดำ เนินคดีที่ไร้มาตรฐานจะทำ ให้เกิดกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจและกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนตามอำ เภอใจการเรียกรับผลประโยชน์ในทางคดีปล่อยปละละเลยให้คดีขาดอายุความการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือเพื่อการเอาเปรียบในทางคดีก่อให้เกิดความไม่เชื่อถือกระบวนการยุติธรรมและสร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมไทยในที่สุดปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมีความบกพร่องล้าหลังอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์และกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงดังนี้ 1. การใช้กำ ลังจับกุมเอาตัวประชาชนไปทำ ร้ายบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพ หากจับผิดตัวก็ปกปิดความผิดที่จะมาถึงตนโดยการยัดเยียดข้อหาและของกลาง เช่น ยาเสพติด แก่ผู้ถูกจับถูกทำ ร้าย 2. เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเกินกว่าความผิดที่อัยการจะฟ้องดำ เนินคดีแก่ประชาชนผู้ถูกกล่าวหาทำ ให้ประชาชนผู้ถูกกล่าวหาต้องถูกจำคุกหนักเกินกว่าข้อหาที่กระทำความผิดจริง
129การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้าง 3. แจ้งข้อหาที่ไม่มีมูลเหตุพฤติการณ์และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องร้องดำ เนินคดีและภายหลังอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีทำ ให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องติดคุกเสียอิสรภาพเสียชื่อเสียงอย่างไม่เป็นธรรม 4. ส่งสำนวนเร่งด่วนวันสุดท้ายของระยะเวลาฝากขังในคดีสำคัญๆ เช่นคดียาเสพติดโดยเจตนาทำ ให้อัยการพิจารณาคดีไม่ทันเป็นเหตุให้อัยการต้องรีบฟ้องคดีไปก่อนเท่าที่พยานหลักฐานตามแนวทางที่พนักงานสอบสวนประสงค์จะให้เป็น1เพื่อให้อัยการไม่มีเวลาที่พิจารณาและสั่งสอบสวนเพิ่มเติมรวบรวมพยานหลักฐานจนสิ้นสงสัย (Beyond Reasonable Doubts)2และส่งผลเสียหายแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องถูกรัฐดำ เนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม แม้ต่อมาศาลมีคำ พิพากษายกฟ้องเพราะเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำ เลยย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ - หากจำ เลยเป็นผู้บริสุทธิ์จริง เท่ากับได้ใช้อำ นาจและบุคคลากรของรัฐรังแกละเมิดสิทธิมนุษยชนคนบริสุทธิ์และกรณีจะยิ่งเลวร้ายกว่าหากคนบริสุทธิ์นั้นต้องติดคุกสูญเสียชื่อเสียงสิทธิเสรีภาพในชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดี - หากจำ เลยคือผู้กระทำผิดตัวจริง การยกฟ้องย่อมหมายถึงการปล่อยอาชญากรลอยนวลไปก่อกรรมกับประชาชนต่อไปและใช้กระบวนการสอบสวนฟ้องร้องที่ไม่รอบคอบนี้ฟอกตัวอาชญากรเพราะไม่อาจจะดำ เนินคดีในความผิดเดิมได้อีกเพราะขัดต่อหลักการสากลว่าบุคคลย่อมไม่ถูกดำ เนินคดีในการกระทำ ใดถึงสองครั้ง (Ne bis in idem)3 5. ส่งสำนวนการสอบสวนล่าช้าจนเสียหายต่อความยุติธรรมและคดีขาดอายุความ เช่น 1) คดีลักลอบนำ ไม้พะยูงออกนอกประเทศที่จังหวัดสมุทรปราการ เกิดเหตุ 16 พฤศจิกายน 2550 ส่งสำ นวนกุมภาพันธ์2560 ภายหลังเกิดเหตุถึง10ปีอัยการไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมได้เพราะพยานหลักฐานหายหมดและบางข้อหาขาดอายุความ 2) คดีนำ เข้างาช้างที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเกิดเหตุ24 กุมภาพันธ์2553 ส่งสำนวน มกราคม2560 ภายหลังเกิดเหตุถึง 7 ปีอัยการไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมได้เพราะพยานหลักฐานหายหมดและบางข้อหาขาดอายุความ 3) คดีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเหตุลอบยิงผู้เสียชีวิตจากบริเวณนอกรั้วบ้านไม่ทราบตัวผู้ยิง ไม่มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดไม่มีตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ผู้ต้องสงสัยและส่งสำนวนเมื่อเวลาผ่านไป1ปีอัยการไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมได้เพราะพยานหลักฐานสูญหายหมดแล้ว 6. ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลและขาดทางเลือกในการริเริ่มคดีโดยคดีอาญาส่วนใหญ่จะต้องผ่านช่องทางการรวบรวมพยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำ รวจแห่งชาติเท่านั้น ทำ ให้ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่เกิดเหตุในระหว่างหน่วยงานสอบสวนขั้นต้นทำ ให้นักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลสามารถวิ่งเต้นหรือควบคุมแนวทางการรวบรวมพยานหลักฐานในการดำ เนินคดีโดยฝ่ายตำ รวจเพียงหน่วยงานเดียวได้โดยง่าย รวมถึงการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติต่างๆ เช่น ป่าไม้ศุลกากรอุตสาหกรรม ควบคุมอาคาร เป็นต้นทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัติต่างๆนั้นมีความชำนาญในกฎหมายต่างๆของตนยิ่งกว่าพนักงานสอบสวนฝ่ายตำ รวจมากแต่ไม่สามารถดำ เนินการสอบสวนได้1 McConville, M., Sanders,A. and Leng, R., TheCase for the Prosecution, London: Routledge, 1991. 2 CRSAnnotatedConstitution, “The due process clauses of the Fifth and FourteenthAmendments “[protect] the accused against conviction except upon proof beyond a reasonable doubt of every fact necessary to constitute the crime with which he is charged” Legai Information Institute, Cornell University Law School.In re Winship, 397 U.S. 358, 364 (1970) . Supplement: [P. 1761, add to n.83:] See also Sullivan v. Louisiana, 508 U.S. 275 (1993) (Sixth Amendment guarantee of trial by jury requires a jury verdict of guilty beyond a reasonable doubt). 3 VAN BOCKEL, Willem Bastiaan, The Ne Bis in Idem Principle in EULaw, Kluwer Law International, 2010 http://cadmus.eui.eu/ handle/1814/14641
130การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้าง 7. กรณี“ยืมมืออัยการสั่งไม่ฟ้อง” โดยพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนพยานหลักฐานโดยอัยการและศาลไม่มีโอกาสทราบได้เลยว่ามีพยานหลักฐานใดๆอยู่บ้างอัยการไม่สามารถสั่งสอบสวนเพิ่มเติมใดๆเพราะไม่ได้เห็นพยานทั้งหมดตั้งแต่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนสามารถแสร้งแสดงความสุจริตโดยการเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องทั้งๆที่พยานหลักฐานไม่เพียงพอกรณีเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะสร้างตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการเลย เช่นเดียวกับการแย้งคำ สั่งไม่อุทธรณ์ที่มีการสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์จำ เลยสองฝ่ายแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว อัยการจังหวัดและอัยการศาลสูงตรวจแล้วเห็นด้วยกับคำ พิพากษาศาลชั้นต้นแต่ต้องให้เจ้าหน้าที่ชั้นต้นระดับตำ รวจที่ไม่ได้พิจารณาคดีมาตรวจแย้งแนวทางปฏิรูประบบสอบสวนฟ้องร้องตามแนวทางสากล กระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยปกติจะเริ่มต้นใน2 รูปแบบคือ การจับกุมเพราะเหตุกระทำความผิดซึ่งหน้า และการดำ เนินคดีจากการร้องทุกข์กล่าวโทษการปฏิรูปจึงต้องกระทำทั้งระบบตั้งแต่เริ่มต้นคดีตั้งแต่การใช้อำนาจจับกุมการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งเป็นระบบสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั้งระบบกล่าวหาแบบCommonlaw เช่นประเทศอังกฤษ4สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น5เกาหลีใต้6 และระบบไต่สวนแบบ Civil Law เช่น ประเทศฝรั่งเศส7 เยอรมัน8 ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. เมื่อมีการใช้อำ นาจจับกุมโดยกล่าวอ้างว่าประชาชนกระทำความผิดเป็นการใช้อำนาจรัฐที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้จับในการปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบและเพื่อป้องกันประชาชนจากการใช้อำนาจตามอำ เภอใจโดยมิชอบ พนักงานผู้จับกุมจึงทำหน้าที่เพียงแจ้งข้อเท็จจริงและเหตุแห่งการจับแก่ผู้ถูกจับ (ไม่ใช่การแจ้งข้อหา)9และรีบส่งรายงานบันทึกจับกุมให้อัยการเพื่อตรวจสอบเหตุแห่งการจับ พฤติการณ์และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตรวจสถานที่มีการควบคุมตัวหากมีความจำ เป็นต้องใช้อำนาจจับควบคุมตัว10 โดยทันทีเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเร็วภายใน 48 ชั่วโมง และปัจจุบันสำนักงานอัยการทั่วประเทศมีการปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรชันสูตรในคดีที่เจ้าหน้าที่ทำ ให้บุคคลถึงแก่ความตายโดยอ้างการปฏิบัติหน้าที่ (การวิสามัญฆาตกรรม)ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว การแจ้งการจับให้อัยการทราบทันทีจึงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริงและควรกระทำอย่างยิ่งเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนผู้ถูกจับขณะยังมีชีวิตอยู่4 Brownlee, I.D., ‘TheStatutoryCharging SchemeinEnglandand Wales: TowardsaUnifiedProsecutionSystem’ (2004) Criminal Law Review, 869, at pp. 902-903. 5 Article 203, TheCode ofCriminal Procedure of Japan 6 Changwon Pyo, Prosecutor, Police andCriminal Investigation in Korea:Critical Review, (The Prosecutor’s Office Law,Cause 4, ToDirect and Supervise police regarding criminal investigation), p.196 7 Dr Despina Kyprianou, The Code of Criminal Procedure of France (CCP), “The police must report to prosecutors all offences known to them and seek instructions as to the lines of investigations. They also have the formal obligation to inform the public prosecutors of all arrests they make and of the decision to put a suspect in police custody..”University of London – LSE, 2006. 8 DrDespina Kyprianou, ComparativeAnalysis of Prosecution Systems (Part II): The Role of Prosecution Services in Investigation and Prosecution Principles and Policies, University of London – LSE, 2006, p.9 9 PaulBergman,UCLALaw School Professor, “Arrest and prosecution functions are separated primarily to protect citizens against the arbitrary exercise of police power. Police officers usually make arrests based only on whether they have good reason (prob able cause) to believe a crime has been committed. By contrast, prosecutors can file formal charges only if they believe that they can prove a suspect guilty beyond a reasonable doubt.” 10 TheCriminal ProcedureCode of the French Republic Article 41 The district prosecutor supervises police custody measures.He visits the places where persons are held whenever he considers this to be necessary….
131การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้าง2. การแจ้งข้อกล่าวหาและการใช้อำ นาจคุมขังควบคุมตัวประชาชนจะต้องเป็นข้อกล่าวหาที่บุคคลนั้นจะถูกฟ้องร้องว่ากระทำ ความผิดตามคำ ฟ้องของพนักงานอัยการเท่านั้น11เพื่อป้องกันการแจ้งข้อกล่าวหาจำนวนมากและข้อหาหนักเกินกว่าความเป็นจริงเป็นเหตุให้มีการคุมขังนานเกินกว่าข้อหาที่อัยการจะฟ้องดำ เนินคดีจริงๆ หรือโดยต่อมาอัยการกลับมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีตามข้อกล่าวหานั้นเลย จึงเป็นการคุมขังผู้บริสุทธิ์ที่นับว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เช่น ปี2559 คดีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่จับกุมเด็กสาวอายุ18 ปีเศษ และตั้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดและนำตัวไปขออำ นาจศาลฝากขังมากว่าสองเดือน จึงส่งสำ นวนให้พนักงานอัยการพิจารณาได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเด็กสาวขับรถจักรยานยนต์ออกไปซื้อของและนำ เงินที่เหลือวางไว้ในตระกร้าหน้ารถ หลังจากกลับมาแล้วเพื่อนก็ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวออกไปจำหน่ายยาบ้าคนเดียว แล้วนำ เงินจากการล่อซื้อมาวางที่ตระกร้าหน้ารถปะปนรวมกับเงินเดิมของ เด็กสาวตำ รวจไล่ติดตามมาเพื่อนทิ้งรถหลบหนีไปได้ เด็กสาวไม่ทราบว่ามีเงินล่อซื้ออยู่หน้าตระกร้าด้วยจึงรับว่าเป็นเงินของตนทำ ให้ถูกจับไม่ได้ประกันตัวจึงถูกจำคุกในความผิดที่ตนเองไม่ได้กระทำมาแล้ว2 เดือน3 วัน อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องและปล่อยตัว เด็กสาวคนนี้ต้องออกจากโรงเรียน ติดคุกสูญเสียเสรีภาพ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเพราะความบกพร่องของระบบการจับกุมสอบสวนและฝากขังของกระบวนการยุติธรรมแบบไทยๆ ดังนั้นการแจ้งข้อกล่าวหาจะกระทำ ได้โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา พยานหลักฐานโดยได้รับความรับรองของข้อหาจากพนักงานอัยการแล้วเท่านั้น12 หากอัยการไม่แจ้งข้อหาผู้ถูกจับภายในเวลา 48-72 ชั่วโมงจะต้องปล่อยตัวผู้ถูกจับทันทีหากอัยการแจ้งข้อกล่าวหาและมีการควบคุมตัวต่อไปจะต้องฟ้องร้องต่อศาลให้ทันภายในเวลา30 วัน13 (ประเทศไทยไม่ว่าอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ก็ตามผู้ต้องหาอาจถูกขังได้นานถึง 84 วัน) 3 เมื่อมีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความผิดมีอัตราโทษเท่าใดหรือทราบตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่หากคดีมีความจำ เป็นต้องดำ เนินการสืบสวนสอบสวนทันที14 พนักงานสอบสวนจะต้องรายงานต่อสำนักงานอัยการท้องที่เกิดเหตุเพื่อทราบเหตุโดยไม่ชักช้า15 พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆ และหากเป็นกรณีเป็นความตายที่ผิดธรรมชาติจะต้องแจ้งหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้สังกัดสำ นักงานตำ รวจแห่งชาติเพื่อพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จะได้ร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติตามคำ สั่งอัยการในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อหาที่จะฟ้องตามแนวทางการดำ เนินคดีของอัยการเพื่อพิสูจน์ความผิดและให้ได้มาซึ่งคำ พิพากษาลงโทษเพื่อให้อัยการได้วางแนวทางการรวบรวมพยานหลักฐานที่สำคัญตามข้อหานั้นก่อนที่พยานบุคคลหรือพยานวัตถุจะสูญหายไปหรือถูกบิดเบือนไปและป้องกันการช่วยเหลือผู้กระทำ ความผิดโดยปล่อยให้คดีขาดอายุความในความผิดที่อัยการต้องการ11 U.S. v. Batcelder,U.S. SupremeCourt.Ct. 1979. 12 TheCriminal Justice System in Japan: Prosecution,Unafei Paper, p.44 13 18U.S.Code § 3161 - Time limits and exclusions (b)Any informationor indictment charginganindividual withthecommissionofanoffenseshallbefiled withinthirtydays from the date on which such individual was arrested or served with a summons in connection with such charges. 14 Code ofCriminal Procedure of German Section 163 (Duties of the Police) (2) The authorities and officials in the police force shall transmit their records to the public prosecution office without delay. Where it appears necessary that a judicial investigation be performed promptly, transmission directly to the LocalCourt shall be possible. 15 The Criminal Procedure Code of the French Republic Article 19 Judicial police officers are required to notify the district prosecutor forthwith of the felonies, misdemeanours and petty offences of which they have knowledge. As soon as their operations are concluded, they must send him the original copy as well as a certified copy of the official records they have drafted. Any document or other instrument related to the offence is sent to him at the same time; the articles seized areheldat hisdisposal. Official records must statethecapacityasofficerof thejudicialpoliceof theperson whodrew them up.
132การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้างจะฟ้องดำ เนินคดี16 ป้องกันมิให้เกิดกรณี“ยืมมืออัยการสั่งไม่ฟ้อง” โดยทั้งพนักงานสอบสวนเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์และอัยการจะร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานในการพิสูจน์ค้นหาความจริงเพื่อประสิทธิภาพในดำ เนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดจึงไม่เกิดการทำ งานแบบขัดแข้งขัดขากันเองของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องทำความเห็นขัดแย้งกันไปมาและมีการตรวจสอบถ่วงดุลตั้งแต่การรวบรวมพยานหลักฐาน 4. หลักการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรไม่ได้ใช้แค่เพียงในขั้นตอนการพิพากษาลงโทษจำ เลยของศาลเท่านั้นในระดับสากลหลักการนี้นำมาใช้ในการสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการด้วย ดังปรากฏในCodeforCrownProsecutors ของประเทศสหราชอาณาจักร บัญญัติเป็นหลักการไว้ว่าพนักงานอัยการจะฟ้องคดีต้องพิจารณาหลัก 2 ประการคือ 1. หลักพยานหลักฐาน(theevidentialstage) และ2.หลักประโยชน์สาธารณ (the public interest stage) หลักพยานหลักฐาน (the evidential stage) นั้นบัญญัติว่า การพิจารณาสั่งฟ้องคดีนั้นอัยการจะต้องเชื่อมั่นว่ามีพยานหลักฐานที่จะนำมาซึ่งการพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาได้ในแต่ละฐานความผิด17 เนื่องจากอัยการมีภาระการนำ พยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าจำ เลยเป็นผู้กระทำผิดให้ปราศจากข้อสงสัยเพื่อให้ศาลพิพากษาลงโทษจึงต้องสร้างระบบการรวบรวมพยานหลักฐานที่อัยการมีโอกาสและเวลามากพอที่จะพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานให้สิ้นสงสัยก่อนมีคำสั่งฟ้องคดี(BeyondReasonableDoubts)18 ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ใช้ในการสั่งคดีของอัยการในประเทศ อเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯ และสถิติคดีที่ญี่ปุ่นอัยการทำ ให้ศาลลงโทษได้สูงถึง99.9%เพราะสามารถป้องกันประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องถูกดำ เนินคดีตกเป็นแพะอย่างไม่เป็นธรรมออกไปจากคดีได้ตั้งแต่เริ่มคดี 5. การมอบให้เจ้าพนักงานที่มีอำ นาจหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัติต่างๆ เช่น ป่าไม้ศุลกากร อุตสาหกรรมควบคุมอาคารฯ มีอำ นาจรับคำ ร้องทุกข์กล่าวโทษ รวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนดำ เนินคดีในความผิดตามกฎหมายที่ตนรักษาการณ์และความผิดตามกฎหมายอื่นๆด้วยหากตรวจพบในคราวเดียวโดยการแจ้งเหตุที่พบและปรึกษาข้อกฎหมายและปฏิบัติตามแนวทางการดำ เนินคดีของพนักงานอัยการ19โดยตนเองตั้งแต่ริเริ่มคดีเจ้าหน้าที่ต่างๆเหล่านี้จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานอัยการในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน20แนวทางนี้จะขจัดปัญหาความไม่ชำนาญในงานการสอบสวนของตำ รวจเพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีความรู้ความชำนาญในกฎหมายต่างๆที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนยิ่งกว่าพนักงานสอบสวนฝ่าย16 Article 193, TheCode ofCriminal Procedure of Japan<?> 17 Code forCrown ProsecutorsUK 4.4 Prosecutors must be satisfied that there is sufficient evidence to provide a realistic prospect of conviction against each suspect on each charge. They must consider what the defence case may be, and how it is likely to affect the prospects of conviction.Acase which does not pass the evidential stage must not proceed, no matter how serious or sensitive it may be. 18 TheCriminal Justice System in Japan: Prosecution,Unafei Paper, p.46 19 TheCriminal ProcedureCode of the French Republic Article 12 Judicial police operations are carried on under the direction of the district prosecutor by the officers, civil servants and agents designated by the present Title. 20 Code ofCriminal Procedure of German Section 161 [Information and Investigations] (1) For the purpose indicated in Section 160 subsections (1) to (3), the public prosecution office shall be entitled to request information from all authorities and to make investigations of any kind, either itself or through the authorities and officials in the police force provided there are no other statutory provisions specifically regulating their powers. The authorities and officials in the police force shall be obliged to comply with the request or order of the public prosecution office and shall be entitled, in such cases, to request information from all authorities.
133การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้างตำ รวจมากและในทางปฏิบัติปัจจุบันเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็เป็นฝ่ายรวบรวมพยานหลักฐานเองอยู่แล้วจึงช่วยลดขั้นตอน แต่เพิ่มประสิทธิภาพในทางคดีให้รวดเร็วยิ่งขึ้น การตรวจสอบจับกุมได้หลายหน่วยงานนี้จะขจัดปัญหาการคอรัปชั่นเพราะจะเกิดการตรวจสอบระหว่างหน่วยงานกันเองฝ่ายการเมืองหรือแม้แต่พนักงานอัยการก็ไม่สามารถควบคุมทิศทางคดีเพราะมีหลายหน่วยงานที่มีอำ นาจริเริ่มสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในทางคดีได้ด้วยตนเอง ในการนี้ไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนฝ่ายตำ รวจในการดำ เนินคดีอาญาทั้งปวง เพียงแต่หน่วยใดพบการกระทำความผิดก่อนก็มีอำนาจกล่าวโทษดำ เนินคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้จบไปในคราวเดียว เป็นการเพิ่มทางเลือกช่องทางการดำ เนินคดีอีกหลายช่องทางจากช่องทางตำ รวจที่มีอยู่เดิมจึงไม่มีปัญหาความไม่พร้อมเพราะไม่ตัดอำนาจฝ่ายตำ รวจในการปฏิบัติหน้าที่เดิมเป็นระบบที่ใช้ประสบความสำ เร็จอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้น 6. ให้พนักงานอัยการในทุกท้องที่สามารถรับคำ ร้องทุกข์กล่าวโทษและริเริ่มสอบสวนคดีได้เมื่อมีการกระทำ ความผิดทางอาญา เช่นเดียวกับประเทศ อเมริกา เกาหลีใต้ญี่ปุ่น21ฝรั่งเศส22 ในกรณีที่ประชาชนมาร้องเรียนว่าหน่วยงานอื่นปฏิเสธไม่ดำ เนินคดีหรือดำ เนินคดีโดยไม่ให้ความเป็นธรรมในทางคดีเช่น ไม่รวบรวมพยานหลักฐานบางประการ เป็นต้นหรือในกรณีที่พนักงานสอบสวนตั้งใจทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการล่าช้าเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหา พนักงานอัยการก็สามารถรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆได้ด้วยตนเองโดยมีพนักงานสอบสวนที่สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ช่วย ไม่จำต้องให้เกิดความเสียหายจากเหตุคดีขาดอายุความในมือพนักงานอัยการเพราะต้องรอการส่งสำ นวนคดีและการสอบสวนเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ตำ รวจ21 TheCriminal Procedure of Japan Article 191 Apublic prosecutor may, if he/she deems it necessary, investigate an offense him/herself. Apublic prosecutor’s assistant officer shall investigate an offense under the orders of a public prosecutor.Article 193(1)Apublicprosecutor may, withinhis/her jurisdiction,givenecessarygeneral instructions tojudicialpoliceofficials regarding their investigation. Such instructions shall be given by setting forth general standards for a fair investigation and other matters necessary for the fulfillment of prosecution. (2) A public prosecutor may, within his/her jurisdiction, also issue to judicial police officials such general orders as are necessary for them to cooperate in investigations. (3)Apublic prosecutor may, when it is necessary for the prosecutor him/herself to investigate an offence, issue orders to judi cial police officials and have them assist in the investigation. (4) In the case of the preceding three paragraphs, judicial police officials shall follow the instructions and orders of the public prosecutor.22 TheCriminal ProcedureCode of the French Republic Article 41 the district prosecutor institutes or causes to be taken any step necessary for the discovery and prosecution of violations of the criminal law.
134การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้างสรุป การแสวงผลประโยชน์ในกระบวนการปราบปรามอาชญากรรมผู้มีอิทธิพลและธุรกิจผิดกฎหมายนั้นมีมูลค่ามหาศาลการปฏิรูปย่อมได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับผลประโยชน์ทุกระดับชั้นตลอดไปจนถึงนักการเมืองซึ่งเป็นผู้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารนี้การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าจึงไม่อาจเกิดขึ้นจากการดำ เนินการของคนพวกนี้ประชาชนเท่านั้นที่จะต้องตื่นรู้และร่วมกันเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงระบบการสอบสวนตามแนวทางใหม่นี้จะเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพเพราะเป็นการปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างของระบบยุติธรรมทางอาญา ทั้งปรัชญารากฐานแนวความคิด การบูรณาการทำ งานระหว่างหน่วยงาน ที่จะช่วยตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น แทรกแซงวิ่งเต้นล้มคดีผู้มีอิทธิพลหรือผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนไม่อาจจะสั่งการหรือควบคุมผลคดีตามที่ตนต้องการได้พนักงานสอบสวนจะมีอิสระอย่างแท้จริงในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ ไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ เพียงแต่ใช้บุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่เดิมอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบตรวจสอบที่ถูกต้องประชาชนทุกคนจะได้รับความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายตามหลักนิติธรรม(TheRuleofLaw) เป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน คุ้มครองสิทธิ์เสรีภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาป้องกันการใช้อำนาจโดยไม่ชอบตามอำ เภอใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมให้ประชาชนได้อย่างแท้จริงประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล ดร. นํ้าแท้ มีบุญสล้างการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำ แหง เนติบัณฑิตไทย ประกาศนียบัตรกฎหมายภาษีอากร สำ นักอบรมฯ เนติบัณฑิตยสภาปริญญาโท M.A. (Criminal Justice), West Texas A&M University, U.S.A.(ทุน Judge Marvin Jones Scholarship)ปริญญาเอก Doctor of Juridical Science, La Trobe University, Melbourne, Australia (ทุนสำ นักงานอัยการสูงสุด 2553)ประเภททุนที่ได้รับ ทุนสำ นักงานอัยการสูงสุด ปีที่ได้รับทุน 2553
135การปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญาตามแนวทางสากล ดร.นํ้าแท้ มีบุญสล้างประวัติผู้เขียนสถานที่ทำ งาน สำ นักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดอุดรธานีสถานที่ติดต่อเบอร์ติดต่อ 0870788866, 0820201999e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน อาจารย์พิเศษบรรยายวิชากฎหมาย- มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช- ปริญญาเอก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย- ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยศรีปทุม- ปริญญาโทมหาวิทยาลัยสยาม- คณะบรรณาธิการ วารสารบทบัณฑิตย์, เนติบัณฑิตยภา 2548-2558- คณะทำ งานยกร่าง พรบ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ 2553- คณะทำ งานยกร่าง พรบ. องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556- ผู้วิจัย โครงการงานวิจัยเรื่อง Peperspray ของสำ นักงานกรรมการอาหารและยา โดยมหาวิทยาลัยมหิดล 2556- ผู้วิจัย โครงการงานวิจัยเรื่อง โทษประหารชีวิต กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 2556 - ผู้วิจัย โครงการงานวิจัยการจัดทำ ประมวลกฎหมายยาเสพติดสำ นักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม 2558- ผู้วิจัย งานวิจัยเรื่อง การรับฟังพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ 2558- คณะอนุกรรมการฯสำ นักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย 2556-2558- คณะอนุกรรมการการพิจรณาเสนอกฎหมายที่ต้องจัดทำ ใหม่เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและปฎิรูปประเทศ 2560- คณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำ รวจ) พ.ศ.2560
136เตรียมคนให้พร้อมต่อโลกแห่งหุ่นยนต์ ดร. จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียรบทนำ“Artificial intelligence is the future, not only for Russia, but for all humankind…It comes with colossal opportunities, but also threats that are difficult to predict.Whoever becomes the leader in this sphere will become the ruler of the world”– PresidentVladimir Putinเตรียมคนให้พร้อมต่อโลกแห่งหุ่นยนต์ ประธานาธิบดีวลาดิเมียปูตินแห่งสหพันธรัฐรัสเซียกล่าวกับนักเรียนและคุณครูจาก16,000 โรงเรียนผ่านการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมในวันเปิดเรียนวันแรกเมื่อวันที่1กันยายน2560ที่ผ่านมา เกี่ยวกับความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์หรือArtificialIntelligence: AI ว่า AI คืออนาคต ไม่เฉพาะสำหรับรัสเซียเท่านั้น แต่สำหรับมนุษยชาติ ที่จะนำมาซึ่งโอกาสมากมายและภัยคุกคามที่ยากเกินจะคาดเดา ใครก็ตามที่สามารถเป็นผู้นำ ในเรื่องนี้ได้จะกลายเป็นผู้คุมกฎของโลก คำ กล่าวของปูติน แม้จะมีความน่ากลัวแฝงอยู่ลึก ๆ ตามปกติของการเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่แต่แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ชัดเจนของแนวนโยบายด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะการศึกษาของรัสเซียได้เป็นอย่างดีเพราะแม้ว่ากระแสของหุ่นยนต์และAI จะมีความสำคัญเป็นอย่างมากในมุมมองของปูตินแต่เขาก็เข้าใจดีว่าหุ่นยนต์และAI เป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญด้วยกันทั้งสิ้นความสามารถที่จะเป็นผู้นำ ในด้านดังกล่าวต่างหาก ที่จะเป็นผู้ชนะและนำประเทศให้รอดพ้นจากแรงกดดันมหาศาลนี้ได้ซึ่งฟันเฟืองสำคัญที่สุดในมุมมองของปูตินคือทรัพยากรมนุษย์เขาจึงเลือกที่จะแสดงมุมมองนี้ต่อนักเรียนและคุณครูผู้เป็นรากฐานสำคัญของการนำ พาประเทศรัสเซียให้เป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์และ AI การแสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของผู้นำประเทศในครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหมีขาวรัสเซียเป็นประเทศที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงจะพัฒนาความก้าวหน้าของหุ่นยนต์และAIแต่มุ่งมั่นและพร้อมต่อการพัฒนา “คน” ทรัพยากรมนุษย์ผู้เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศอีกด้วยยุคแห่งอัจฉริยะของคนและ AI คงจะปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ โดยเฉพาะกระแสของหุ่นยนต์และAIมีบทบาทสำคัญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลกปัจจุบัน มีการคาดการณ์และตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าของหุ่นยนต์และ AI จะทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันของระบบเศรษฐกิจและสังคมทำ ให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากต่อการปรับเปลี่ยนระบบความคิด มุมมอง ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์อาชีพและการทำ งานแบบเดิมๆที่เป็นการทำ ซ้ำหรือการวิเคราะห์ประมวลผลมหาศาลจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และความสามารถของAIซึ่งเป็นการยากยิ่งที่มนุษย์จะต้านทานกระแสการแย่งงานนี้ได้ อย่างไรก็ดีการตื่นตระหนกต่อกระแสของหุ่นยนต์และAIไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆและเมื่อเราอาศัยอยู่ในโลกแห่งข้อมูลมหาศาล(BigData)การคิดและวางแผนรับมือบนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญ และยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลจะทำ ให้เราสามารถวางแผนได้อย่างถูกต้องตรงประเด็นและความต้องการมากขึ้นด้วยจากการศึกษาเรื่อง The Age of Automation (RSA, 2017)เตือนให้ฉุกคิดว่า เรามีทางเลือกในการใช้งานหุ่นยนต์และ AIและยังสามารถจัดการกับผลกระทบที่จะเกิดจากมันได้เพราะแม้ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงจะเร็วขึ้นแต่ยังพอมีเวลาสำหรับการเตรียมตัวและเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาหุ่นยนต์และAI เริ่มต้นมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่20หรือเมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้ว แม้ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีAIจะก้าวไกลมาถึงจุดที่AI สามารถเขียนโค้ด (Coding) ได้เอง
137เตรียมคนให้พร้อมต่อโลกแห่งหุ่นยนต์ ดร. จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียรแล้ว(Balog,M., Gaunt,A.L.,Brockschmidt,M., Nowozin,S. and Tarlow, D., 2017) ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งความเร็วของการพัฒนาAI และหุ่นยนต์แต่ก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นแทนที่เราจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการถูกแย่งงานการเตรียมความพร้อมสำหรับการควบคุมหุ่นยนต์ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของAI และสร้างสรรค์งานร่วมกับหุ่นยนต์เป็นแนวโน้มที่น่าสนใจและน่าจะเหมาะสมที่สุด ณ เวลานี้เพราะแม้ปัญญาประดิษฐ์(AI) จะฉลาดขึ้นมากสามารถประมวลผลจากข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถเฉพาะบุคคลที่ทำซ้ำ ได้ยาก ยังเป็นสิ่งสำคัญและยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น การเรียนรู้ที่จะพัฒนาทักษะและสมรรถนะจึงไม่เพียง “เท่าทัน” เท่านั้นแต่ต้องสามารถ “ควบคุม” และ “สร้างสรรค์” ได้ (RSA, 2017) ดังนั้น ยิ่งพัฒนาการของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ หุ่นยนต์และ AI สูงมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความอัจฉริยะของมนุษย์ผู้ควบคุมและสร้างสรรค์ยิ่งสูงมากกว่าหลายเท่า“ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ที่ใฝ่ฝัน ไม่เพียงแต่สหพันธรัฐรัสเซียเท่านั้นที่แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ โดยเฉพาะด้านหุ่นยนต์และ AI ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้นำทางด้านนี้อาทิญี่ปุ่น จีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาต่างมีนโยบายที่ชัดเจนต่อการพัฒนาหุ่นยนต์และ AI และที่สำคัญคือนโยบายด้านการศึกษาและพัฒนาสมรรถนะของคนให้พร้อมต่อการพัฒนาAIสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเป็นตัวอย่างที่ดีของการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาสมรรถนะของคนให้พร้อมต่อหุ่นยนต์และAI สหรัฐอเมริกามีการจับมือร่วมกันระหว่างภาคเอกชนชั้นนำด้านคอมพิวเตอร์เปิดเว็บไซต์Code.org สำหรับการเรียนรู้เรื่องการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ในสหราชอาณาจักรมีการนำ RaspberryPi แผงคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าบัตรเครดิตสู่โรงเรียนประถมศึกษาเพื่อให้เด็กเรียนรู้ในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆผ่านคอมพิวเตอร์จิ๋วนี้จนถึงตอนนี้น่าสนใจว่าประเทศไทยมีการเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาชาติพัฒนาคนเพื่อรับมือกับกระแสหุ่นยนต์และAI อย่างไรเมื่อเราได้รับแรงกดดันทั้งจากภายนอก กระแสโลกาภิวัฒน์ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ การปฏิรูปอุตสาหกรรมยุคที่ 4 (Industry 4.0) การเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy) ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โลกร้อนจนเกิดข้อตกลงร่วมกันในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศสมัยที่21(ConferenceofParties:COP21)การบรรลุข้อตกลงเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ(Millennium Development Goals: MDGs) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ(SustainableDevelopment Goals: SDGs) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบรรณไว้และแรงกดดันภายในจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองภายในประเทศ ที่หลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง การเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ข้างต้นได้อย่างกล้าหาญ จำ เป็นต้องมีการวางแผนเพื่อให้พร้อมต่อการรับมือและก้าวต่อไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะเป้าหมายที่ปราศจากแผนก็จะเป็นเพียงสิ่งที่จินตนาการขึ้นเท่านั้น “A goal without a plan is just a wish” ประเทศไทยจึงกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และนโยบายประเทศไทย 4.0 ขึ้น เพื่อเป็นทิศทางของการ “ซ่อม เสริม และสร้าง” ประเทศไทย ให้ก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้ำ และกับดักความไม่สมดุล ตลอดจนบรรลุเป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ได้ โดยผ่านการขับเคลื่อน6 ยุทธศาสตร์ได้แก่
138เตรียมคนให้พร้อมต่อโลกแห่งหุ่นยนต์ ดร. จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร 1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 2)ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม 5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ อีกทั้งมุ่งเน้นการเป็นประเทศไทย 4.0ด้วยการพัฒนาและยกระดับ 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เน้นอุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีทั้งสิ้น(Technology-driven Industry) อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นโยบายประเทศไทย 4.0 แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังนั้น คนไทยทั้งประเทศจะต้องร่วมมือกันนำ พาประเทศไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้การพัฒนาคนให้มีทักษะและสมรรถนะที่จำ เป็นและเหมาะสมกับคนไทยแต่ละกลุ่ม จึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไปขับเคลื่อนการพัฒนาคนด้วยแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 การเตรียมความพร้อมของคนทุกระดับและทุกช่วงวัยให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคมโลกและพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาและยกระดับประเทศไปสู่ประเทศไทย4.0ที่เน้นอุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนำ ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในที่สุดได้นั้น จำ เป็นที่จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์และความต้องการของคนในแต่ละช่วงวัย แต่ละระดับ ตลอดจนตอบโจทย์ต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก เพื่อให้มีองค์ความรู้ทักษะและสมรรถนะ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ สนับสนุนการดำ รงชีวิตท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและฉับพลันนี้ได้อย่างปลอดภัยและสามารถสร้างสรรค์อุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีตามเป้าประสงค์ของนโยบายประเทศไทย 4.0 ได้“ การพัฒนาด้านการศึกษาต้องเห็นทศวรรษเป็นเป้าหมายและศตวรรษเปลี่ยนคน”คุณมินทร์อิงค์ธเนศแห่งบริษัทSVOAจำกัดกล่าวไว้จากความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาไม่สามารถเห็นผลได้เพียงข้ามคืน ต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายและมีการปรับแผนยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับบริบทอยู่เสมอ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะเจ้าภาพหลักของการกำหนดทิศทางและวางแผนนโยบายการจัดการศึกษา ให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 ได้กำหนดแผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2560 –2579ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่14 มีนาคม 2560 เพื่อให้เป็นแผนและทิศทางของการพัฒนาคนระยะยาว 20 ปีโดยกำหนดช่วงระยะดำ เนินการของแผนเป็นระยะเร่งด่วน (พ.ศ. 2560 2561) และระยะยาว ที่มีการประเมินและทบทวนทุก 5 ปีผลลัพธ์สุดท้ายที่แผนการศึกษาแห่งชาติฯ คาดหวังไว้คือ สามารถจัดการศึกษาให้คนไทยสามารถอ่านออก เขียนได้และคิดเลขเป็น อีกทั้งยังต้องมีทักษะที่จำ เป็นสำ หรับการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ(3Rs 8Cs) เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและดำ รงชีวิตอย่างเป็นสุข โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์6 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาหลักสูตรกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในทักษะที่จำ เป็นการบริหารจัดการการผลิตใช้ประโยชน์และพัฒนาครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาที่สอดคล้องต่อความต้องการและมีการพัฒนาคุณภาพในวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง การวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนาคนให้มีสมรรถนะตรงความต้องการของตลาดงานและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ส่งเสริมกำ ลังคนให้มีความเชี่ยวชาญและเป็นเลิศเฉพาะด้าน ซึ่งกำ ลังคนผู้มีความเชี่ยวชาญและเป็นเลิศเฉพาะด้านนี้ก็คือ ผู้สามารถควบคุมและสร้างสรรค์
139เตรียมคนให้พร้อมต่อโลกแห่งหุ่นยนต์ ดร. จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียรประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ นำ ไปสู่การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม และเป็นกำ ลังสำ คัญของการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สอดรับกับนโยบายประเทศไทย4.0 ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมบนฐานเทคโนโลยีและบรรลุเป้าหมาย “ความมั่งคั่ง” ของยุทธศาสตร์ชาติในที่สุด สิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้คือ การพัฒนาคุณภาพคนทุกช่วงวัยและสังคมแห่งการเรียนรู้“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เน้นย้ำถึงการยกระดับและพัฒนาคนไทยทุกคน ไม่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แผนการศึกษาแห่งชาติฯ จึงครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพคนไทยกว่า 70 ล้านคน ไม่ใช่เพียง 10 ล้านคนในระบบการศึกษาเท่านั้น ในทุกช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนตาย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถดำ รงชีวิตอย่างเป็นสุขในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วฉับพลันอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีอัจฉริยะได้อย่างเท่าทัน นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ยังครอบคลุมถึงการยกระดับและพัฒนา “ระบบ” การศึกษาของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ผ่านระบบข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ครบถ้วนเป็นปัจจุบันและเป็นเอกภาพเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดและร่วมจัดการศึกษา และการพัฒนาระบบการเงินเพื่อการศึกษาที่เอื้อให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศึกษาให้เป็นไปตามทิศทางของการพัฒนาการศึกษา พัฒนาคนและประเทศต่อไปบทสรุป “คน” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2560 – 2579 แผนการพัฒนาการศึกษาระยะยาวที่มีทิศทาง และการดำ เนินการอย่างเป็นระบบผ่านความเห็นชอบและร่วมรับผิดรับชอบจากองค์กรหลักด้านการศึกษาและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เพื่อให้การศึกษาเป็นของทุกคน “Everyone has the right toeducation” ไม่ได้หมายความเพียงทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาเท่านั้น หากแต่ทุกคนมีสิทธิในการให้การศึกษาด้วย แผนการศึกษาแห่งชาติฯ จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะนำ พาประเทศไทยให้
140เตรียมคนให้พร้อมต่อโลกแห่งหุ่นยนต์ ดร. จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียรก้าวข้ามผ่านความท้าทายแห่งโลกศตวรรษที่21ที่ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันภายนอก จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันของกระแสโลกาภิวัฒน์และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นอัจฉริยะ และแรงกดดันภายในจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจสังคมและการเมืองและก้าวสู่ประเทศไทย4.0 เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนเอกสารอ้างอิง[1]: สำนักนายกรัฐมนตรี.(2560). ร่างยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579). กรุงเทพฯ[2]: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2560). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564). กรุงเทพฯ[3]: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กรุงเทพฯ[4]: Balog, M., Gaunt, A.L., Brockschmidt, M.,Nowozin, S. and Tarlow, D. (2017). DeepCoder: Learning to Write Programs. ICLR 2017.Retrieved from https://openreview.net/pdf?id=ByldLrqlxAccessed on 20 June 2017.[5]: Royal Society for the encouragement of Arts,Manufactures and Commerce (RSA). (2017).The Age of Automation. Retrieved from https://www.thersa.org/globalassets/pdfs/reports/rsa_the-age-of-automation-report.pdf Accessedon 21st September 2017.[6]: TheVerge.(2017). Putin says the nation that leads in AI ‘will be the ruler of the world’.Retrievedfromhttps://www.theverge.com/2017/9/4/16251226/russia-ai-putin-rule-the-world Accessed on 5thSeptember 2017.ประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียรการศึกษา ปริญญาเอกประเภททุนที่ได้รับ ทุนรัฐบาล ก.พ. ปีที่ได้รับทุน พ.ศ. 2551สถานที่ทำ งาน สำ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการสถานที่ติดต่อที่อยู่ สำ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพ 10300เบอร์ติดต่อ 094-893-1296e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน คณะกรรมการและคณะทำ งานจัดทำ และพิจารณาแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 และทีมวิชาการ ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
141ประโยชน์ของการเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กกับการพัฒนาประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0ดร. สยาม ระโสบทนำ สาหร่ายเป็นชื่อเรียกสิ่งมีชีวิตหลายชนิด มีลักษณะคล้ายพืชชั้นสูง มีการแบ่งพวกสาหร่ายแบ่งตามรูปร่างลักษณะภายนอกหรือดูตามสีจึงมีสาหร่ายสีเขียวเขียวแกมนํ้าเงินนํ้าเงินและสีแดงสาหร่ายสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศและอาศัยเพศแหล่งที่อยู่ของสาหร่าย มีต่างๆกันส่วนใหญ่อยู่ในนํ้าทั้งนํ้าจืดนํ้ากร่อยนํ้าเค็ม มีรายงานวิจัยความหลากชนิดของสาหร่ายขนาดเล็กในจังหวัดสุรินทร์[1] [3] [5] [6] และจังหวัดศรีสะเกษ[4] ที่พบในท้องถิ่น คุณค่าทางอาหารของสาหร่ายพบว่าไม่สูงมากนักคาร์โบไฮเดรตที่มีเป็นพวกที่ย่อยยากในตัวคนโปรตีนก็มีน้อยและสิ่งที่ได้จากสาหร่ายคือแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิดนอกจากเป็นอาหารควรเช่นสาหร่ายย่อยกรอบและปัจจุบันนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้วยังใช้เป็นอาหารสัตว์เป็นปุ๋ยและเป็นยารูปแบบของการเพาะเลี้ยงมีสามแบบ คือ 1. การเลี้ยงชนิดเดียวไม่มีชนิดอื่นบนอาจมีแบคทีเรียหรือโปรโตซัวอยู่ด้วย 2. การเลี้ยงชนิดเดียวหรือหลายชนิดต้องไม่มีแบคทีเรียปน 3. การเลี้ยงชนิดเดียวเท่านั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดปนเลยในปัจจุบันสามารถเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็ก ได้สองระแบบใหญ่ คือ ระบบบ่อเปิด(open pond) และระบบปิดที่เรียกว่า(photobioractor) ระบบทั้งสองมีข้อดีข้อด้อยต่อไปนี้ระบบบ่อเปิดการก่อสร้างและการเลี้ยงถูกกว่าแต่จากปัญหาที่กวนที่ไม่มีประสิทธิภาพการกระจายของแสงไม่ทั่วถึงมีการสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ทำ ให้ความเข้มข้นของเซลล์ตํ่าประมาณ0.1-0.2กรัมต่อลิตรในขณะที่ระบบปิดให้ความเข้มข้นเซลล์ถึง2-8กรัมต่อลิตรในระบบเปิดมาเกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อื่น ในระบบปิดการเจริญเติบโตของสาหร่ายที่ผนัง reactor(wall growth) นอกจากนั้นในระบบ photobioractor อาจมีปัญหาในเรื่องการขยายขนาดประโยชน์ของการเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กกับการพัฒนาประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงสาหร่ายจะเลี้ยงในระบบเปิดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการเลี้ยงโดยวิธีนี้จะทำ ให้มีสิ่งมีชีวิตจำ พวกแบคทีเรียเจือปนและไม่สามารถควบคุมคุณภาพในการผลิตได้การเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กยังเป็นวงจำกัดในในแง่การลงทุน และการเลี้ยงในระบบปิดที่ยังต้องอาศัยเงินทุนมหาศาลในการลงทุนเพื่อให้คุ้มค่าต่อผลผลิตที่เราต้องการ ปัจจุบันการวิจัยจะเน้นไปที่การวิจัยพัฒนาเพื่อการผลิตพลังงานไบโอดีเซลสาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์แสงและจับคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ในการสร้างเซลล์หรือชีวมวล(biomass)ที่ผ่านมามีการนำสาหร่ายทั้งสาหร่ายขนาดเล็ก(microalgae)และสาหร่ายขนาดใหญ่(macroalgae)มาใช้ประโยชน์ในด้านอาหารคนจัดอาหารเพื่อ สุขภาพ และ เครื่องสำอาง เป็นต้น นอกจากนั้นมีการนำไปใช้บำบัดนํ้าเสียและปัจจุบันมีการวิจัยนำ สาหร่ายมาใช้ผลิตพลังงานเช่นนํ้ามันไบโอดีเซลการนำ ชีวมวลของสาหร่ายมาผลิตไบโอก๊าซหรือใช้การ์ดสาหร่ายในการผลิตไฮโดรเจนเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายของการวิจัยพัฒนาเพื่อการผลิตพลังงานทางเลือกในยุค Thailand 4.0 การใช้สาหร่ายในการผลิตพลังงาน นอกจากใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการสังเคราะห์แสงและคาร์บอนไดออกไซด์ในการสร้างสารประกอบอินทรีย์แล้วสาหร่ายขนาดเล็กหลายชนิดที่มีลิปิด (lipid) เป็นส่วนประกอบของเซลล์นอกเหนือไปจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตปริมาณลิปิดอาจสูงถึงร้อยละ50-70 ของนํ้าหนักแห้ง การใช้สาหร่ายในการเพาะเลี้ยงเพื่อผลิตพลังงานในการที่จะก้าวไปสู่ยุคThailand4.0มีแง่คิดและประเด็นปัญหาอยู่3 ประเด็นหลักคือ ในประเด็นแรกคือเรื่องของต้นทุนการผลิตนํ้ามันจากสาหร่ายต้นทุนการผลิตนํ้ามันจากสาหร่ายประกอบด้วยต้นทุน3 ส่วนคือที่ดินที่ใช้ก่อสร้างบ่อเลี้ยง(land) เงินลงทุนก่อสร้าง(capital) และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยง(operation)การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆพบว่า นํ้ามันจากสาหร่ายมีต้นทุนการ
142ประโยชน์ของการเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กกับการพัฒนาประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0ดร. สยาม ระโสผลิตอยู่ระหว่าง S10-32 แกลลอนต่อตารางเมตรต่อวัน 15%triglyceride ต้นทุนการผลิตประมาน25 เหรียญต่อแกลลอนถ้า Productivity เพิ่มขึ้นเป็น 25 ถึง 30 กรัมต่อตารางเมตรต่อตัวต้นทุนการผลิต ต้นทุนการผลิตลดลงเหลือ7-8 และ83เหรียญต่อแกลลอนตามลำดับ(ในบ่อเปิดproductivityอยู่ราว10-15กรัมต่อตารางเมตรต่อวัน)และสองในแง่ประเด็นของปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิต(Productivity)ของสาหร่ายผลิตนํ้ามันซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่าย(characteristics,algalbiologyand physiology ) สภาวะที่ใช้เลี้ยง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเช่น อุณหภูมิความเข้มแสง ความต้องการสารอาหาร และวิธีการเพาะเลี้ยง เช่น บ่อเปิด (Raceway) หรือในระบบปิด(photobioreactor)[2] [8] [9] [10] รวมทั้งต้องมีการคัดกรองเบื้องต้นเกี่ยวกับสาหร่ายที่มีความเหมาะสมในการนำมาผลิตนํ้ามันเพื่อเป็นพลังงานมีอัตราการเจริญเติบโตสูงให้ปริมาณนํ้ามันสูง[11] (นํ้ามันเป็นองค์ประกอบหลัก)ทนต่อสภาวะแวดล้อมที่กว้าง และมีประสิทธิ์ภาพการสังเคราะห์แสงสูง และสามคือประเด็นในเรื่องของการทำการกรองหรือสกัดสาหร่ายให้ได้นํ้ามันที่บริสุทธิ์(Algaebiorefinery) ซึ่งยังจำ เป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่ของความรู้ทางด้านสาหร่าย จากการที่เลี้ยงสาหร่ายเพื่อผลิตนํ้ามันยังมีราคาแพงเพื่อให้เกิดความคุ้มทุนมากขึ้นจึงมีแนวคิดที่จะนำ By products จากสาหร่ายมาใช้ จากการที่สาหร่ายประกอบด้วย ลิปิด คาร์โบไฮเดรตและ โปรตีนดังนั้นลิปิดถูกแยกออกไปเป็นไบโอดีเซลส่วนของคาร์โบไฮเดรตนำ ไปใช้ในการผลิตเอทานอลและ โปรตีนไปเป็นอาหารสัตว์เป็นต้น มีคนเคยคำนวณถ้าชาวโลกยังคงใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นพลังงานจากฟอสซิลหรือจากซากดึกดำบรรพ์ในปริมาณเท่าที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อีกไม่เกิน40ปีโลกใบนี้จะไม่เหลือนํ้ามันให้ใช้จึงไม่แปลกที่ยามนี้หลายประเทศเริ่มตั้งหน้าค้นหาแหล่งพลังงานในประเทศของตนเท่าที่จะค้นหาได้บ้านเรานอกจากมีปาล์มนํ้ามันอ้อยมันสำปะหลังสบู่ดำ ที่พอหาได้และคนไทยนำมาผลิตเป็นพลังงานทางเลือกทดแทนนํ้ามันจากฟอสซิลทั้งในรูปแบบไบโอดีเซลและเอทานอลโชคดียังมีแหล่งเชื้อเพลิงซ่อนอยู่ในรูปแบบของพืชอีกชนิดหนึ่งซึ่งหลายประเทศกำลังให้ความสนใจศึกษาเพื่อหวังนำ องค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดนำ ไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกทดแทนนํ้ามันในอนาคตพื้นที่ว่าก็คือสาหร่ายนั่นเองนํ้ามันจากสาหร่ายและการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายขนาดเล็ก จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะราคานํ้ามันดิบปรับเพิ่มขึ้นไปถึงระดับกว่า 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลทำ ให้กระทรวงพลังงานต้องเร่งหาพลังงานทดแทนประเภทอื่นมาเสริมเพื่อลดการใช้นํ้ามันลงซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้นํ้ามันแก๊สโซฮอลซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลในนํ้ามันเบนซินโดยวัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตเอทานอลก็มาจากพืชทางเกษตรกรก็คือ มันสำปะหลัง กากนํ้าตาล โมลาส ส่วนนํ้ามันดีเซลก็ได้ส่งเสริมให้มีการใช้นํ้ามันปาล์มสบู่ดำ มาผสมเป็นนํ้ามันไบโอดีเซลและขณะนี้ก็ได้มีการคิดค้นวิจัยในการนำสาหร่ายมาผลิตเป็นนํ้ามันไบโอดีเซลเพื่อทดแทนการนำ พืชอาหารมาผลิตเป็นพืชพลังงานไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนที่ได้จากนํ้ามันและไขสัตว์เป็นหลักกรณีพืชนํ้ามันอาจกล่าวได้ว่าไม่ว่าพืชใดที่สามารถรีดนํ้ามันออกมาได้ก็สามารถนำ ไปผลิตไบโอดีเซลได้สำหรับประเทศไทยได้มีการผลิตไบโอดีเซลจากเซลล์จากส่วนต่างๆของ ปาล์ม เช่น ปาล์มดิบ นํ้ามันปาล์มบริสุทธิ์และนํ้ามันปาล์มที่ผ่านการทอดจากอาหารแล้วเป็นต้นเพื่อทดแทนนํ้ามันดีเซลกับเครื่องจักรทางการเกษตรหรือใช้ผสมนํ้ามันดีเซลเพื่อใช้ในภาคขนส่งนอกจากปาล์มนํ้ามันแล้วพืชอีกชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกในการนำมาค้นคว้าวิจัยเพื่อสรรสร้างพลังงานใหม่ในอนาคตคือสาหร่ายทั้งนี้สาหร่ายเป็นพืชที่พบได้ทั่วทั้งในนํ้าจืดนํ้าเค็มและนํ้ากร่อยสาหร่ายที่นำมาสกัดนํ้ามันได้เรียกว่า จุลสาหร่าย (microalage) เป็นคนละชนิดกับสาหร่ายที่ใช้เป็นอาหารที่เรียกว่าสาหร่ายขนาดใหญ่คือ(Macrolage) จุลสาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กคล้ายแบคทีเรียแต่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อเป็นอาหารให้กับตัวเองได้ดังนั้นการผลิตเชื้อเพลิงจากสาหร่ายจึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ
143ประโยชน์ของการเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กกับการพัฒนาประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0ดร. สยาม ระโสข้อดีของการนำ สาหร่ายขนาดเล็กมาผลิตไบโอดีเซล 1. เติบโตเร็ว 2. ได้ปริมาณนํ้ามันที่มากกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่เท่ากันกับการเพาะปลูกพืชนํ้ามันชนิดอื่นเช่น ปาล์มนํ้ามัน 3. สาหร่ายบางชนิดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวัน 4. ไบโอดีเซลจากสาหร่ายไม่มีซัลเฟอร์เจือปน 5. ลดภาวะโลกร้อนเนื่องจากสาหร่ายต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสง 6. การนำ ไปใช่เป็นเชื่อเพลิงไม่ได้ทำ ให้เกิดปัญหาในการแย่งส่วนแบ่งทางอาหารหรือเกษตรกรรมการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายกับการพัฒนาประเทศ สาหร่ายถูกนำมาใช้เป็นอาหารมนุษย์มนุษย์รู้จักนำสาหร่ายมาใช้เป็นอาหารนานนับพันปีแล้วเช่นชาวจีนญี่ปุ่นใช้สาหร่ายสีนํ้าตาล (Laminaria) สาหร่ายสีแดง (Porphyra) หรือที่เรียกว่าจีฉ่ายมาทำอาหารพวกแกงจืด สำหรับห้องปฏิบัติการสาหร่ายตามชาติคัดแยกสายพันธุ์บริสุทธิ์วิเคราะห์ปริมาณโปรตีน40-50% ศึกษาปัจจัยที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายในห้องควบคุมเพื่อใช้เป็น ข้อมูลในการเลี้ยงในอ่างขนาดใหญ่สาหร่ายขนาดเล็กมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในหลายประเด็นคือ(1) ใช้เป็นอาหารสัตว์สาหร่ายสามารถนำ ไปเลี้ยงสัตว์กระเพาะเดี่ยวเช่นหมูและสัตว์ปีกและเป็นอย่างดีนอกจากนี้สาหร่ายยังเป็นอาหารที่จำ เป็นอย่างยิ่งต่อการเลี้ยงสัตว์นํ้าวัยอ่อนที่กินพืชเป็นอาหารเช่นปลากุ้งและแพลงก์ตอนสัตว์เช่นไรแดงไรนํ้าเค็มในประเทศญี่ปุ่นใช้สาหร่ายเกลียวทองเลี้ยงปลาไหลกุ้งปลาคาร์ฟสีเป็นต้น (2) ใช้ในการกำ จัดนํ้าเสีย การใช้สาหร่ายในการบำ บัดนํ้าเสียร่วมกับแบคทีเรียโดยแบคทีเรียจะทำ การย่อยสารประกอบอินทรีย์ต่างๆที่มีอยู่ได้แก่โปรตีนคาร์โบไฮเดรตไขมันให้เป็นสารประกอบอินทรีย์เช่นแอมโมเนียมไนเตรทคาร์บอนไดออกไซด์และเกลือแร่ต่างๆในสภาพการเกิดที่มีอากาศ(aerobic)หรือไม่มีอากาศ(anaerobic)จากนั้นสาหร่ายจะใช้สารประกอบเหล่านี้ในการสร้างกระบวนการเมตาบอลิสมต่างๆสำหรับสาหร่ายที่ได้จากระบบกำ จัดนํ้าเสียนี้อาจนำมาเป็นอาหารสัตว์ปุ๋ยพืชสด หรือใช้ในการทำ แก๊สชีวภาพ(3) ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ สาหร่ายนํ้าเงินแกมเขียว (Blue Greenalgae) รู้จักกันแพร่หลายในแง่ของการใช่เป็นปุ๋ยชีวภาพ (4)ใช้ในอุสาหกรรมเครื่องสำ อาง สาหร่ายประกอบด้วยสารเคมีบางชนิดที่ช่วยในการรักษาผิวหนังชนเผ่าkanemouที่อยู่รอบทะเลสาบขาด ได้ใช้สาหร่ายเกลียวทองรักษาโรคผิวหนังบางชนิด (5) ใช่ในอุสาหกรรมยา นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์หลายท่านได้ทดลองใช้สาหร่ายเกลียวทองในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆเช่นโรคเบาหวานโรคกระเพาะอีกทั้งยังช่วยลดความเครียดและความไม่สมดุลในร่างกายในประเทศฝรั่งเศสได้ทดลองใช้ยาที่ผสมสาหร่ายเกลียวทองทาแผลทำ ให้แผลแห้งเร็วขึ้นธาตุแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์ยังมีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาแผลมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อป้องกันการเกิดของแบคทีเรียและยังช่วยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาด้วยคลอโรฟิลล์ในสาหร่ายมีโครงสร้างเหมือนสารสีแดงในเลือด(hemo-globin)การประยุกต์การเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กควรเน้นในการทำ วิจัยเพื่อนำมาพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าและพลังงานทางเลือกไบโอดีเซล [11] นำ เอาสาหร่ายขนาดเล็กที่สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ในท้องถิ่นได้และคัดกรองเบื้องต้นปริมาณไขมันสูง เพื่อตอบโจทย์เรื่องการเลี้ยงเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าและพลังงานทางเลือกไบโอดีเซลจึงเป็นอีกแง่มุมที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดก่อให้เกิดอาชีพให้กับชาวบ้านและชุมชนในท้องถิ่นของตนเอง[7] ซึ่งจะนำมาเป็นนวัตกรรมในยุคไทยแลนด์4.0ต่อไปเอกสารอ้างอิง[1] Sayam Raso & Kunapat Sonsrin (2016). Speciesdiversity of freshwater algae in Surin province,URU International Conference on Science andTechnology 2016, 1-2 August, 2016), UttaraditRajabhatUniversity.[2] SayamRaso.(2014).Effectsofoxygenconcentrationbelowsaturationonthegrowthof Nannochloropsissp. International conference on “ASEAN in TheNext decade” The 9th Surin International FolkloreFestivalon19thofJanuary,2016.SurindraRajabhatUniversity.[3] อัญญารัตน์ สุขเต็ม, สุวรรณรัตน์ นิยม, สยาม ระโส&คุณภัทรศรศิลป์.(2560).ความหลากชนิดของโปรโตซัวคลาสในแมสทิโกเฟอราและคลาสซาร์โคดินา ในอ่างเก็บ
144ประโยชน์ของการเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กกับการพัฒนาประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0ดร. สยาม ระโสนํ้าห้วยเสนง จังหวัดสุรินทร์,การประชุมวิชาการระดับชาติ“พิบูลสงครามวิจัยครั้งที่3”Thailand4.0นวัตกรรมและการวิจัยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 23-24มีนาคม2560.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามจังหวัดพิษณุโลก.[4] เจนจิรา มาสังข์, ธีระวัฒน์ปานทอง, คุณภัทร ศรศิลป์,สยามระโสและประภัสสราศิริขันธ์แสง.(2560).ความหลากชนิดของแพลงก์ตอนพืชในอ่างเก็บนํ้าหนองสิอำ เภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ.การประชุมวิชาการระดับชาติ“พิบูลสงครามวิจัยครั้งที่3”Thailand4.0นวัตกรรมและการวิจัยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 23-24มีนาคม2560.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามจังหวัดพิษณุโลก.[5] ปฐมพร มณีวรรณ, สุพัตรา บุญหนัก, คุณภัทร ปรุงเกียรติและ สยาม ระโส(2560). ความหลากชนิดของสาหร่ายยึดเกาะพืชนํ้า ดิวิชั่นคลอโรไฟต้า ในแหล่งนํ้าณ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน. วารสารวิทยาศาสตร์ คชสาส์น. ฉบับที่1.On process.[6] ธนศักดิ์สอนพรม, ธีรศักดิ์เพิ่มพร, สยาม ระโส & คุณภัทรปรุงเกียรติ(2560).ความหลากชนิดของสาหร่ายนํ้าจืดในอ่างเก็บนํ้าห้วยแก้วอำ เภอรัตนบุรีจังหวัดสุรินทร์.วารสารวิทยาศาสตร์คชสาส์น. ฉบับที่2. On process.[7] สยาม ระโส และ โยธิน สุริยพงศ์. (2558). การวิจัยและพัฒนาการประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางพระราชดำ ริที่เกี่ยวข้องบริเวณแนวชายแดนจังหวัดสุรินทร์. วารสารวิทยาศาสตร์คชสาส์น.37(1): 83-93.[8] RasoS,vanGenugtenB,VermueMandWijffelsRH.(2012)EffectofoxygenconcentrationongrowthofNannochloropsis sp. at low light intensity, J ApplPhycol 24: 863-871.[9] Raso S, Van Genugten B, Vermue M, Wijffels RH(2012)EffectofoxygenconcentrationongrowthofNannochloropsis sp. at low light intensity, J ApplPhycol, 24: 863-871.[10] สยาม ระโส. (2555). ผลของปริมาณออกซิเจนต่อการเจริญเติบโตและกระบวนการปกป้องเซลล์ของสาหร่ายขนาดเล็ก. บริษัท เซ็นจูรี่ จำกัด. สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย. 59-63 หน้า[11] สยาม ระโส และ จุฑามาส กลางประพันธ์, (2559).รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์การศึกษาสาหร่ายขนาดเล็กในจังหวัดสุรินทร์เพื่อพัฒนานำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าและพลังงานทางเลือกนํ้ามันไบโอดีเซล.ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(ว.ช.)ประจำปีงบประมาณ 2559.
145ประโยชน์ของการเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กกับการพัฒนาประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0ดร. สยาม ระโสประวัติผู้เขียนชื่อ – นามสกุล ดร. สยาม ระโสการศึกษา Ph.D. (Bioprocess Engineering), The NetherlandsM.Sc. (Aquaculture), AustraliaB.App.Sc. (Aquaculture), Australiaประเภททุนที่ได้รับ ทุนพัฒนาข้าราชการไม่ระบุสังกัดปีที่ได้รับทุน 2547สถานที่ทำ งาน สาขาวิชาชีววิทยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์สถานที่ติดต่อที่อยู่ 186 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ต.นอกเมืองอ.เมือง จ. สุรินทร์ 32000เบอร์ติดต่อ (044) 521393 or 0898445332e-mail [email protected]ประวัติการทำ งาน ตำ แหน่งบริหารประธานหลักสูตร วท.บ. (ชีววิทยา) (ปี 2554-ปัจจุบัน)ผู้อำ นวยการศูนย์วิเทศสัมพันธ์ (ปี 2545-2547) และ (ปี 2554-2555)รองผู้อำ นวยการสำ นักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ (ปี 2554-2555)รองผู้อำ นวยการสำ นักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศฝ่ายบริการการศึกษา (ปี 2555-2557)รองผู้อำ นวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ฝ่ายฝึกอบรมและบริการวิชาการ (15 สิงหาคม 2557- 20 กรกฎาคม 2559)ตำ แหน่งวิชาการอาจารย์ประจำ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้าราชการครูสถาบันราชภัฏสุรินทร์ (ปี 2554-2553)อาจารย์ประจำ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (ปี 2553-ปัจจุบัน)
146ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้าสำหรับลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน ดร. เชาวน์ นกอยู่ บทคัดย่อ (Abstract) การพัฒนาระบบคาดการณ์และเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้าโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์(Mathematical Model)เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และคาดการณ์คุณภาพนํ้าและระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DecisionSupportSystem,DSS) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในการแจ้งเตือนภัยและแก้ไขปัญหาวิกฤตคุณภาพนํ้า โดยทำการพัฒนาแบบจำ ลองสำหรับต่อยอดการคำนวณจากแบบจำลองชลศาสตร์ในลำนํ้าของคลังข้อมูลนํ้าและภูมิอากาศแห่งชาติทั้งนี้ในการพัฒนาและปรับปรุงแบบจำลองนี้เพื่อเพิ่มเติมการคำนวณด้านคุณภาพนํ้าในแม่นํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน โดยใช้ฐานการคำนวณด้านแบบจำลองชลศาสตร์ของคลังข้อมูลนํ้าและภูมิอากาศแห่งชาติมาเป็นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามจำ เป็นต้องมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงแบบจำลองบางส่วนเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ศึกษาและการคำนวณด้านคุณภาพนํ้า ระบบการคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤติคุณภาพนํ้าในลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน สามารถคาดการณ์คุณภาพนํ้ารายวันได้ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤต โดยคาดการณ์ดัชนีคุณภาพนํ้าสำคัญ 3 ดัชนีได้แก่ ความเค็ม (Salinity) ออกซิเจนละลายนํ้า (DO) และปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์(BOD) โดยแสดงผลเป็นรายชั่วโมงล่วงหน้า3 วันตลอดระยะทางลำ นํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน โดยได้กำหนดจุดเฝ้าระวังไว้จำนวน 8 จุด ในแม่นํ้าเจ้าพระยา และ 8 จุดในแม่นํ้าท่าจีนเพื่อรายงานสถานการณ์รายวันแบบอัตโนมัติคำสำคัญ (Keywords) การพัฒนาระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้า, เตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้า, ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ,แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้า สำ หรับลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีนเนื้อหาบทความ ประเทศไทยแบ่งลุ่มนํ้าหลักออกเป็น๒๕ลุ่มนํ้า จากผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพนํ้าในแม่นํ้าสายหลัก48 สาย และ4แหล่งนํ้านิ่งทั่วประเทศ พบว่าแม่นํ้าเจ้าพระยาและแม่นํ้าท่าจีนประสบปัญหาคุณภาพนํ้าไม่ได้มาตรฐานคุณภาพนํ้าในแหล่งนํ้าผิวดินที่กำหนดไว้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแม่นํ้าเจ้าพระยาตอนล่างและแม่นํ้าท่าจีนตอนล่างที่คุณภาพนํ้าอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมากมาโดยตลอดจากผลการประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษของแหล่งนํ้าโดยแบบจำ ลองคุณภาพนํ้าสำหรับการวางแผนจัดการคุณภาพนํ้า พบว่า ลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและลุ่มนํ้าท่าจีน มีการระบายมลพิษสูงเกินกว่าศักยภาพการฟอกตัวโดยธรรมชาติของแหล่งนํ้า จึงส่งผลให้คุณภาพนํ้าในแม่นํ้าเจ้าพระยาและท่าจีนไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้การฟื้นฟูคุณภาพนํ้าให้ได้มาตรฐานจะต้องลดการระบายมลพิษลงที่สู่ลงนํ้าให้ได้ร้อยละ 44 ในลุ่มนํ้าเจ้าพระยา และร้อยละ 31 ในลุ่มนํ้าท่าจีน นอกจากนี้แม่นํ้าเจ้าพระยาและแม่นํ้าท่าจีน ยังประสบเหตุมลพิษทางนํ้าบ่อยครั้ง เช่น เหตุการณ์แม่นํ้าท่าจีนเน่าเสียจากการระบายนํ้าท่วมขังจากนาข้าว เมื่อปี2543 อุบัติเหตุเรือบรรทุกนํ้าตาลล่มในแม่นํ้าเจ้าพระยาเมื่อปี2550 และปี2554และอุบัติเหตุเรือข้าวสารล่ม เมื่อปี2552 ส่งผลให้นํ้าในแม่นํ้าเน่าเสียเป็นบริเวณกว้าง เกิดสภาวะขาดออกซิเจนอย่างฉับพลันส่งผลให้สัตว์นํ้าทั้งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติและที่เพาะเลี้ยงในแม่นํ้าขาดอากาศและตายลงเป็นจำนวนมากซึ่งในการแจ้งเตือนภัยมลพิษทางนํ้ากรมควบคุมมลพิษได้มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพนํ้าอัตโนมัติในแม่นํ้าเจ้าพระยาจำนวน12แห่งและในแม่นํ้าท่าจีน 6 แห่ง ซึ่งสามารถแจ้งเตือนเมื่อคุณภาพนํ้ามี
147ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้าสำหรับลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน ดร. เชาวน์ นกอยู่ สภาวะผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังขาดระบบการคาดการณ์คุณภาพนํ้าที่สามารถทำนายคุณภาพนํ้าล่วงหน้าเพื่อแจ้งเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในบริเวณท้ายนํ้าและใช้ในการแก้ไขและฟื้นฟูคุณภาพนํ้าในสภาวะฉุกเฉิน การดำ เนินงานที่ผ่านมา จึงไม่สามารถตอบสนองเหตุการณ์วิกฤตคุณภาพนํ้าได้อย่างทันท่วงที กรมควบคุมมลพิษ จึงเห็นความจำ เป็นในการจัดทำ ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้าโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และคาดการณ์คุณภาพนํ้าและระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DecisionSupportSystem) เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในการแจ้งเตือนภัยและแก้ไขปัญหาวิกฤตคุณภาพนํ้า โดยในการคาดการณ์คุณภาพนํ้านั้น จำ เป็นต้องมีการคาดการณ์ปริมาณนํ้าเป็นพื้นฐาน โดยได้จากคลังข้อมูลนํ้าและภูมิอากาศแห่งชาติซึ่งเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลในการบริหารจัดการนํ้าอย่างบูรณาการ ระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรนํ้าและการเกษตร กับ 33 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำ แบบจำ ลองคาดการณ์ปริมาณนํ้า สำหรับคาดการณ์นํ้าท่วมในลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีนเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม คลังข้อมูลนํ้าและภูมิอากาศแห่งชาติยังขาดการจัดทำ แบบจำ ลองคาดการณ์คุณภาพนํ้าซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมควบคุมมลพิษ หากดำ เนินการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพนํ้าและผลการคาดการณ์คุณภาพนํ้าไปยังคลังข้อมูลนํ้าและภูมิอากาศแห่งชาติซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการนํ้าทั้งด้านปริมาณและคุณภาพได้อย่างแท้จริงทั้งนี้กรมควบคุมมลพิษมีแผนที่จะดำ เนินการในพื้นที่ลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีนเป็นต้นแบบ และจะขยายผลไปในลุ่มนํ้าสำคัญที่มีเหตุวิกฤตคุณภาพนํ้าบ่อยครั้ง ได้แก่ลุ่มนํ้าบางปะกงและปราจีนบุรีซึ่งอยู่ระหว่างการดำ เนินการในปีงบประมาณพ.ศ.2560 และมีแผนที่จะดำ เนินการในลุ่มนํ้าแม่กลอง ลุ่มนํ้าป่าสัก ลุ่มนํ้าย่อยลำตะคองในลุ่มนํ้ามูล และลุ่มนํ้าย่อยพองในลุ่มนํ้าชีต่อไป ข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำ ระบบนั้นเชื่อมโยงมาจากคลังข้อมูลนํ้าและภูมิอากาศแห่งชาติซึ่งเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลในการบริหารจัดการนํ้าอย่างบูรณาการระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรนํ้าและการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 33 หน่วยงาน โดยในส่วนของข้อมูลที่นำมาจัดทำ แบบจำลองคาดการณ์ปริมาณนํ้านั้นประกอบด้วย • ข้อมูลปริมาณนํ้าฝน จากกรมอุตุนิยมวิทยา • ข้อมูลการระบายนํ้าจากเขื่อน จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต • ข้อมูลการระบายนํ้าจากเขื่อนในลำนํ้าสายหลักและลำนํ้าสายรองจากกรมชลประทาน • ข้อมูลระดับนํ้าและอัตราการไหลจากระบบโทรมาตรจากกรมชลประทานกรมทรัพยากรนํ้าและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรนํ้าและการเกษตร โดยในส่วนการจัดทำ โครงข่ายลำ นํ้าและการจัดทำ แบบจำลองคาดการณ์ปริมาณนํ้านั้น ได้รับร่วมมือจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรนํ้าและการเกษตรในการนำ แบบจำ ลองคาดการณ์นํ้าท่วมนํ้าแล้งในลุ่มนํ้าเจ้าพระยาใหญ่ นำมาพัฒนาให้เหมาะสมกับการจำลองคุณภาพน้าในแม่น ํ ้าเจ้าพระยาและท่าจีน ํ ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำ แบบจำ ลองคาดการณ์คุณภาพนํ้า ประกอบด้วย • ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน จากกรมพัฒนาที่ดิน • ข้อมูลประเภทและจำ นวนโรงงานอุตสาหกรรม จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม • ข้อมูลประเภทและจำนวนปศุสัตว์จากกรมปศุสัตว์ • ข้อมูลจำนวนประชากร จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ • ข้อมูลค่าสัมประสิทธิ์ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีจากการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษและใช้ข้อมูลคุณภาพนํ้าจากสถานีตรวจวัดคุณภาพนํ้าอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษในการจัดทำ และสอบเทียบสอบทานการคาดการณ์คุณภาพนํ้ากรอบแนวคิดการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบ ประมวลผล จัดเก็บและเผยแพร่แสดงดังรูปที่1โดยข้อมูลดังกล่าวข้างต้นได้เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบประมวลผลของแบบจำลองคาดการณ์คุณภาพนํ้า ซึ่งแบ่งการปฏิบัติการออกเป็น2 รูปแบบได้แก่ 1. OnlineหรือOperationalmodeสำหรับการคาดการณ์คุณภาพนํ้ารายวันและเตือนภัยกรณีเกิดวิกฤตคุณภาพนํ้า เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤตคุณภาพนํ้าแบบเฉียบพลัน 2. Offline หรือScenario mode สำ หรับการวางแผนจัดการมลพิษทั้งระยะสั้น(กรณีฉุกเฉินวิกฤตคุณภาพนํ้า)และระยะยาว (แนวทางการฟื้นฟูคุณภาพนํ้าให้ได้มาตรฐาน)
148ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้าสำหรับลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน ดร. เชาวน์ นกอยู่ เมื่อเกิดกรณีวิกฤตคุณภาพนํ้าอย่างเช่นในอดีตที่เกิดอุบัติเหตุเรือนํ้าตาลล่มส่งผลให้นํ้าตาลปริมาณมากรั่วไหลลงสู่ลำนํ้าในปริมาณมากและส่งผลเกิดสภาวะขาดออกซิเจนในลำนํ้าอย่างเฉียบพลัน ระบบจะสามารถคาดการณ์ระดับความรุนแรงและประเมินแนวทางการป้องกันหรือบรรเทาสถานการณ์ เสนอผู้บริหารในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ภายในระยะเวลา1 ชั่วโมงที่ได้รับข้อมูลครบด้วนและประกาศแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้นํ้าได้อย่างทันท่วงทีสามารถลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น แนะแนวทางและระยะเวลาที่ต้องเร่งลำ เลียงนํ้าตาลออกจากเรือเพื่อป้องกันการรั่วไหลปริมาณที่มากจนส่งผลกระทบต่อระดับออกซิเจนในลำนํ้า เตือนระยะเวลาที่ควรเคลื่อนย้ายปลาในกระชังเมื่อมวลนํ้าเสียมาถึง หรือแจ้งเตือนประมาณการระยะเวลาที่ควรหยุดการผลิตนํ้าประปาตามที่มวลนํ้าเสียเคลื่อนผ่าน เป็นต้นรูปที่ 1: กรอบแนวคิดระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้าสำหรับลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน
149ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้าสำหรับลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน ดร. เชาวน์ นกอยู่ ระบบการคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤติคุณภาพนํ้าในลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีน สามารถคาดการณ์คุณภาพนํ้ารายวันได้ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤต โดยคาดการณ์ดัชนีคุณภาพนํ้าสำคัญ3ดัชนีได้แก่ความเค็ม(Salinity)ออกซิเจนละลายนํ้า(DO) และปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์(BOD) โดยแสดงผลเป็นรายชั่วโมงล่วงหน้า3 วันตลอดระยะทางลำนํ้าเจ้าพระยาและท่าจีนโดยกรมควบคุมมลพิษได้กำหนดจุดเฝ้าระวังไว้จำนวน8 จุดในแม่นํ้าเจ้าพระยาและ8 จุดในแม่นํ้าท่าจีน เพื่อรายงานสถานการณ์รายวันแบบอัตโนมัติ ช่องทางการเผยแพร่ผลการคาดการณ์คุณภาพนํ้ารายวันมี2 ช่องทาง ได้แก่ 1. เว็บไซด์ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้า แสดงผลการคาดการณ์รายวันทั้งในเชิงแผนที่และคุณภาพนํ้ารายจุดเฝ้าระวังรายชั่วโมง และเฉลี่ยตลอดลำนํ้าโดยแสดงแนวโน้มคุณภาพนํ้า 3 วันล่วงหน้าสามารถเข้าถึงได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและทางโทรศัพท์มือถือ จึงมีความสะดวกในการติดตามสถานการณ์โดยเฉพาะในช่วงเกิดวิกฤตคุณภาพนํ้า (แสดงดังรูปที่2 และรูปที่3)รูปที่2: เว็บไซด์ระบบคาดการณ์คุณภาพนํ้าและเตือนภัยวิกฤตคุณภาพนํ้า