เอกสารประกอบการเรียน
หลกั การใช้ภาษาไทย
ท ๓๓๒๐๔
ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ ๖
เทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ครูชานาญการพเิ ศษ
โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา
๑ พนั ธกจิ ของภาษา
ภาษาเกดิ ขนึ้ มาได้อย่างไร
ภาษามีคู่กบั มนุษยม์ านานแลว้ นานจนไม่มีใครทราบวา่ ภาษาเกิดข้ึนมาไดอ้ ยา่ งไร มนุษยพ์ ยายามหา
คาํ ตอบเก่ียวกบั กาํ เนิดของภาษา โดยอาศยั ตาํ นาน นิทาน และโดยส่วนมากกส็ รุปวา่ ผสู้ ร้างภาษาคือพระผเู้ ป็น
เจา้ เช่น
ศาสนาคริสต์ เช่ือวา่ ผสู้ ร้างภาษา คือ เทพอาดมั
ชาวอียปิ ต์ เชื่อวา่ ผสู้ ร้างภาษา คือ เทพธอท
บาบิโลเนียน เชื่อวา่ ผสู้ ร้างภาษา คือ เทพนาบู
ชาวฮินดู เช่ือวา่ ผสู้ ร้างภาษา คือ เทพสรัสวดี มเหสีของพระพรหม
ทา้ ยท่ีสุดมนุษยเ์ ชื่อวา่ ผสู้ ร้างภาษาไมใ่ ช่เทพท่ีไหน แต่เป็ นมนุษยเ์ องเป็นผสู้ ร้างภาษาข้ึนมาโดยมีความ
เชื่อตา่ งๆ กนั เช่น
เช่ือวา่ ภาษาเกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น แมว กา ฉิ่ง ฉาบ โครม เปร้ียง ฯลฯ
เช่ือวา่ ภาษาเกิดจากการเปล่งเสียงเมื่อเกิดความรู้สึกตา่ งๆ เช่น วยุ้ วา้ ย โอย๊ เอะ๊ ฯลฯ
ปัจจุบนั นกั ภาษาศาสตร์เช่ือวา่ ภาษาพฒั นาข้ึนมาพร้อมกบั มนุษย์ โดยมนุษยใ์ ชภ้ าษาเป็น
เครื่องมือเพื่อการดาํ รงชีวติ ไมใ่ ช่ผหู้ น่ึงผใู้ ดเป็ นผสู้ ร้าง มนุษยท์ ุกคนมีความสามารถในการเรียน
ภาษามาแตก่ าํ เนิด ภาษาจึงเป็ นสมบตั ิของมนุษย์ มนุษยไ์ ดป้ ระโยชน์จากการใชภ้ าษานานปั การ
ววิ ฒั นาการของภาษา ภาษาพดู เสียงอุทาน ลายลักษณ์
เลียนเสียงธรรมชาติ ภาษาเขียน
ภาษาท่าทาง
กาหนดเสียงกาหนดความหมาย อักษร
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ความสาคญั ของภาษาต่อมนุษย์
ภาษาเป็นวฒั นธรรมท่ีสาํ คญั ที่สุดของมนุษยช์ าติ ภาษาเป็ นเคร่ืองมือท่ีใชต้ ิดต่อสื่อสารกนั และทาํ ให้
วฒั นธรรมอ่ืนๆ เจริญข้ึน ภาษาแตล่ ะภาษาจะมีระเบียบของตนเองแลว้ แตจ่ ะตกลงกนั ในกลุ่มชนในแต่ละชน
ชาติ ภาษาจึงเป็ นศนู ยก์ ลางยดึ ชนท้งั ชาติไวด้ ว้ ยกนั ความเปลี่ยนแปลงของสังคมจะมีผลกระทบถึงภาษา และ
ความเปลี่ยนแปลงของภาษากม็ ีผลต่อการเปล่ียนแปลงของสงั คมเช่นกนั
ในวนั หน่ึงๆ มนุษยเ์ ราตอ้ งมีกิจกรรมติดต่อสื่อสารกนั อยตู่ ลอดเวลา เพือ่ ถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเชื่อ ความรู้สึก และอารมณ์ระหวา่ งกนั โดยใชภ้ าษาเป็นเคร่ืองมือในการสื่อสาร ภาษาจึงเป็นสมบตั ิล้าํ คา่
ของมนุษย์ มนุษยไ์ ดป้ ระโยชนจ์ ากภาษามากมาย ภาษาจึงมีความสาํ คญั ต่อมนุษยอ์ ยา่ งยงิ่ พอประมวลไดด้ งั น้ี
๑. ภาษาช่วยธารงสังคม
ธาํ รงสงั คม หมายถึง ทาํ ใหส้ งั คมดาํ รงอยไู่ ดอ้ ยา่ งมีความสุข มนุษยใ์ ชภ้ าษาเป็นส่ือกลางท่ี
ช่วยทาํ ใหค้ นในสังคมอยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งสงบสุข ภาษาท่ีช่วยทาํ ใหส้ งั คมสงบสุขมีอยู่ ๓ ลกั ษณะ คือ
๑) ภาษาท่ีแสดงความมีไมตรีตอ่ กนั หรือเอ้ือเฟ้ื อต่อกนั จะทาํ ใหเ้ กิดความรู้สึกที่ดีต่อกนั รักกนั เป็น
ผลทาํ ใหส้ งั คมมีความสงบสุข มนุษยใ์ ชภ้ าษาแสดงไม่ตรีตอ่ กนั ในลกั ษณะต่างๆ เช่น การทกั ทาย
ปราศรัย การรู้จกั ขอบคุณ ขอโทษ หรือการยมิ้ แยม้ ใหแ้ ก่กนั
๒) การปฏิบตั ิตามกฎเกณฑแ์ ละระเบียบวนิ ยั ของสงั คม ในสังคมมนุษยจ์ ะตอ้ งกาํ หนดกฎเกณฑข์ ้ึนมา
วา่ ส่ิงใดปฏิบตั ิได้ สิ่งใดปฏิบตั ิไม่ได้ เพอ่ื ทาํ ใหค้ นในสงั คมอยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งมีความสุขไมข่ ดั แยง้
กนั กฎเกณฑเ์ หล่าน้ีลว้ นตอ้ งอาศยั ภาษาเป็นเคร่ืองมือท้งั สิ้น เช่น บา้ นตอ้ งมีกฎของบา้ น
โรงเรียนมีกฎระเบียบ บา้ นเมืองมีกฎหมาย ระหวา่ งประเทศมีสนธิสญั ญา แพทยม์ ีจรรยาแพทย์
พระมีวนิ ยั สงฆ์ ศาสนาก็มีหลกั ปฏิบตั ิหรือคาํ สอน เป็นตน้ เม่ือมนุษยป์ ฏิบตั ิตามขอ้ กาํ หนดเหล่าน้ี
สงั คมกอ็ ยไู่ ดอ้ ยา่ งมีความสุข
๓) การประพฤติตนใหเ้ หมาะแก่บทบาทและฐานะของบุคคล ในสังคมที่มนุษยอ์ ยรู่ วมกนั คนแตล่ ะ
คนจะมีสถานะตา่ งๆ กนั เช่น เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็ นครู เป็ นศิษย์ เป็นหวั หนา้ เป็น
ลูกนอ้ ง เมื่อบุคคลอยใู่ นฐานะใดกค็ วรใชภ้ าษาใหเ้ หมาะกบั ฐานะตน เช่นลูกพดู กบั พอ่ กต็ อ้ งใช้
ภาษาใหเ้ หมาะสมระหวา่ งลูกกบั พอ่ พดู กบั ครูอาจารย์ พดู กบั เพ่อื นก็ตอ้ งใหเ้ หมาะสมกบั ฐานะ
ของแต่ละคน หากใชภ้ าษาไมเ่ หมาะสมก็อาจเกิดความวนุ่ วายร้าวฉานได้
๒. ภาษาแสดงความเป็ นปัจเจกบุคคล
ปัจเจกบุคคล หมายถึง บุคคลแตล่ ะคนจะมีลกั ษณะเฉพาะตนแตกตา่ งกนั ลกั ษณะเฉพาะ
เหล่าน้ีไดแ้ ก่ อุปนิสยั อารมณ์ รสนิยม สติปัญญา ความคิด ทรรศนะ เป็นตน้ ภาษาที่มนุษยแ์ ต่ละคนใช้
จะสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงลกั ษณะเฉพาะของแต่ละคนได้ เช่น คาํ พดู ของเราสามารถบอกไดว้ า่ ขณะน้ีเรามี
อารมณ์อยา่ งไร หรือบอกไดว้ า่ เรากาํ ลงั คิดอะไรอยู่ คาํ พดู บางคาํ พดู สามารถบอกไดว้ า่ ผพู้ ดู มีสติปัญญาแค่
ไหน หรือบางคาํ พดู สามารถบอกรสนิยมของคนพดู ได้
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๒ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๓. ภาษาช่วยให้มนุษย์พฒั นา
มนุษยจ์ ะพฒั นาไดต้ อ้ งอาศยั ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ตา่ งๆ ท้งั ท่ีตนเองไดป้ ระสบมา
โดยตรง หรือจากการไดร้ ับการถ่ายทอดต่อๆ กนั มา การถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ต่างๆ ตอ้ งอาศยั
ภาษาเป็นเคร่ืองมือในการถ่ายทอด หรือการเก็บรวบรวมความรู้ท้งั หลายใหเ้ ป็นหมวดหมเู่ พ่อื จะได้
ถ่ายทอดต่อไปยงั คนรุ่นหลงั ซ่ึงจะส่งผลใหม้ ีการพฒั นาต่อๆ กนั ไป รูปแบบการใชภ้ าษาเพ่ือการพฒั นาให้
คนมีความรู้ ทาํ ไดห้ ลายรูปแบบ เช่น การบอกเล่า การสอน การสอบถาม การอภิปราย การถกเถียง
นอกจากน้ีการอ่านการบนั ทึกกเ็ ป็นส่วนหน่ึงทาํ ทาํ ใหม้ นุษยไ์ ดพ้ ฒั นาตนเองและสงั คม
๔. ภาษาช่วยกาหนดอนาคต
ภาษาช่วยกาํ หนดอนาคต หมายถึง ภาษาที่มนุษยใ์ ชใ้ นกรณีที่เก่ียวขอ้ งกบั เร่ืองราวท่ียงั ไมเ่ กิดข้ึน
เช่น ครูวางแผนการสอน นกั เรียนทาํ ตารางกาํ หนดการอ่านหนงั สือ ทหารกาํ หนดยทุ ธวธิ ี รัฐบาลกาํ หนด
นโยบาย หมอดูทาํ นายดวงชะตา เป็นตน้ นอกจากน้ีการใชภ้ าษาเพือ่ กาํ หนดอนาคตอาจมีรูปแบบอื่นๆ อีก
เช่น คาํ ส่ัง แผน สัญญา คาํ พิพากษา กาํ หนดการ สูจิบตั ร
อยา่ งไรก็ตามภาษาที่กาํ หนดอนาคต บางคร้ังผลที่เกิดอาจไมเ่ ป็นไปตามที่กาํ หนด ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั ผู้
กาํ หนดอนาคต หากผกู้ าํ หนดอนาคตเป็นตนเองโอกาสสาํ เร็จก็ยอ่ มมีมากเพราะเป็ นผลู้ งมือทาํ เองแตถ่ า้
ผอู้ ื่นเป็ นผกู้ าํ หนดอนาคต หากผกู้ าํ หนดอนาคตเป็ นผทู้ ี่มีอาํ นาจมากกวา่ หรือเป็นผทู้ ่ีผกู้ ระทาํ เคารพนบั ถือก็
ยอ่ มทาํ ใหโ้ อกาสสาํ เร็จมีมากกวา่ เช่นกนั เช่นผอู้ าํ นวยการส่ังใหน้ กั การทาํ งานยอ่ มมีโอกาสสาํ เร็จมากกวา่
ครูส่ังใหท้ าํ
๕. ภาษาช่วยจรรโลงใจ
จรรโลงใจ หมายถึง การค้าํ จุนจิตใจไวใ้ หม้ นั่ คงไม่ตกไปขา้ งอาํ นาจใฝ่ ต่าํ การจรรโลงใจมี ๒
ระดบั คือ การใหค้ วามบนั เทิงชื่นบาน กบั การยกระดบั จิตใจใหส้ ูงข้ึน มนุษยเ์ ราใชภ้ าษาเป็นเครื่องมือใน
การจรรโลงใจในรูปแบบต่างๆ เช่น บทเห่กล่อม บทเพลง นิทาน บทกวี สารคดี บทละคร คาํ อวยพร
สุนทรพจน์ คาํ ปลอบประโลมใจ คาํ กล่าวตอ้ นรับ สุภาษิต คาํ ขวญั คาํ คมสอนใจ ปริศนาคาํ ทาย ปรัชญา
ชีวติ ตลอดจนส่ือสารมวลชนแขนงตา่ งๆ รายการวทิ ยุ รายการโทรทศั น์ ภาพยนตร์ เป็นตน้
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๓ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
อทิ ธิพลของภาษาต่อมนุษย์
ภาษานอกจากจะมีความสาํ คญั กบั มนุษยด์ งั ที่กล่าวมาแลว้ บางคร้ังภาษากอ็ าจมีอิทธิพลเหนือมนุษยอ์ ีก
ดว้ ย ท้งั น้ีเพราะมนุษยไ์ มไ่ ดค้ าํ นึงวา่ ภาษาเป็นแตเ่ พียงสญั ลกั ษณ์ที่มนุษยก์ าํ หนดมาเพือ่ ใชแ้ ทนความหมาย
เทา่ น้นั สาเหตุที่ทาํ ใหม้ นุษยต์ กอยภู่ ายใตอ้ ิทธิพลของภาษามีอยู่ ๒ ประการคือ ความเชื่อ กบั ความรู้สึกพอใจ
หรือไม่พอใจของมนุษยน์ น่ั เอง เช่น คนไทยนิยมปลูกตน้ ดาวเรือง ตน้ ขนุน ตน้ มะยมไวห้ นา้ บา้ นเพราะเช่ือ
วา่ จะทาํ ใหค้ นในบา้ นมีชีวิตรุ่งเรือง มีคนคอยใหค้ วามเก้ือหนุน หรือเป็นที่นิยมชมชอบของคนทวั่ ไป หรือไม่
นิยมปลูกตน้ ลนั่ ทม ตน้ ระกาํ เพราะเชื่อวา่ จะทาํ ใหช้ ีวติ มีแต่ความระทม หรือตกระกาํ ลาํ บากเป็นตน้ ใน
ขณะเดียวกนั มนุษยก์ ็มีความรู้สึกพอใจหรือไมพ่ อใจกบั คาํ บางคาํ เช่น เรียกยาม ไม่ พอใจ ตอ้ งเรียก รปภ.
อว้ น ตอ้ งบอกวา่ สมบูรณ์ คนรับใช้ พอใจให้เรียกวา่ ลูกจา้ ง ประเทศดอ้ ยพฒั นา เป็ นประเทศกาํ ลงั พฒั นา
สลมั เป็น ชุมชนแออดั หรือไม่ชอบใหเ้ รียกวา่ ตึกแถว แตพ่ อใจใหเ้ รียกวา่ ทาวน์เฮาส์ เป็นตน้
พกั น้ีฉนั สมบูรณ์จริงๆ
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๒. ธรรมชาตขิ องภาษา
ภาษา เป็นคาํ ที่มีรากศพั ทม์ าจากภาษาสันสกฤตวา่ “ภาษ”
ภาษา โดยรูปศพั ทแ์ ปลวา่ คาํ พดู คาํ กล่าว คาํ บอก หรือถอ้ ยคาํ วาจา
ภาษา เป็นเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการสื่อสารระหวา่ งผสู้ ่งสารกบั ผรู้ ับสาร
ความหมายของภาษา
คาํ วา่ “ภาษา” มีความหมายแบง่ เป็น ๒ ความหมาย คือ
๑. ภาษาในความหมายกว้าง หมายถึงภาษาท่ีส่ือสารกนั อยา่ งมีระบบกฎเกณฑท์ ่ีเขา้ ใจกนั
ระหวา่ งผสู้ ่งสารและผรู้ ับสาร ไมว่ า่ การส่ือสารน้นั จะเป็ นการส่ือสารของมนุษยห์ รือสัตว์ จะใชเ้ สียงพดู
ท่าทาง หรือสัญลกั ษณ์ต่างๆ กเ็ รียกไดว้ า่ เป็นภาษาในความหมายกวา้ ง
๒. ภาษาในความหมายแคบ หมายถึงภาษาที่เป็นถอ้ ยคาํ ที่มนุษยใ์ ชส้ ่ือความหมาย
ระหวา่ งกนั ส่ิงท่ีใชส้ ่ือสารทาํ ความเขา้ ใจกนั ตอ้ งเป็ นเสียงพดู เทา่ น้นั จะใชก้ ริยาท่าทางหรือสัญลกั ษณ์อื่นใด
ไมไ่ ด้
ดงั น้นั ความหมายของภาษาสาํ หรับนกั ภาษาจึงหมายถึงภาษาในความหมายแคบ ซ่ึงหมายรวมเอา
ตวั อกั ษรซ่ึงเป็ นส่ิงท่ีใชแ้ ทนเสียงพดู ของมนุษยด์ ว้ ย
ประเภทของภาษา
ภาษาท่ีมนุษยใ์ ชส้ ่ือสารกนั ในชีวติ ประจาํ วนั แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. วจั นภาษา หมายถึง ภาษาท่ีสื่อความหมายดว้ ยถอ้ ยคาํ ท่ีเป็นเสียงพดู และตวั เขียนที
มนุษยต์ กลงกนั เพ่ือใชส้ ื่อสารกนั ในสงั คมของตน
๒. อวจั นภาษา หมายถึง ภาษาท่ีไม่ไดใ้ ชเ้ สียงและตวั เขียนในการสื่อความหมาย แต่จะใช้
กริยา ทา่ ทาง สญั ลกั ษณ์ตา่ งๆ ประกอบคาํ พดู ในการส่ือสารกนั
อวจั นภาษามรี ูปแบบทใี่ ช้ในการส่ือสารดงั นี้ น้าํ เสียงในการสื่อสาร
การแสดงออกทางใบหนา้ การแตง่ กายเหมาะกบั โอกาส กาลเทศะ
กริยาท่าทาง การใชม้ ือและแขน
การเคลื่อนไหวร่างกาย การใชภ้ าษาสญั ลกั ษณ์ตา่ งๆ
การใชน้ ยั นต์ า
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๕ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ลกั ษณะทวั่ ไปของภาษา
ภาษาทุกภาษาที่มนุษยใ์ ชอ้ ยใู่ นโลกน้ีมีลกั ษณะทว่ั ไปร่วมกนั ที่สาํ คญั อยู่ ๔ ประการคือ
๑. ภาษาใชเ้ สียงส่ือความหมาย
๒. ภาษาประกอบจากหน่วยเล็กเป็นหน่วยใหญ่
๓. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
๔. ภาษาต่างๆ มีลกั ษณะที่ตา่ งและคลา้ ยกนั
๑. ภาษาใช้เสียงส่ือความหมาย ทุกภาษาในโลกน้ีใชเ้ สียงในการสื่อความหมาย ดงั น้นั
องคป์ ระกอบสาํ คญั ของภาษาคือ เสียงกบั ความหมาย คนในแตล่ ะสังคมสร้างคาํ ข้ึนมาใชใ้ นกลุ่มของตน โดย
กาํ หนดเสียงแลว้ ตกลงร่วมกนั วา่ เสียงน้นั มีความหมายอยา่ งไร เช่นคาํ ท่ีใชเ้ รียกท่ีอยอู่ าศยั คนไทยใหเ้ สียงวา่
“บา้ น” ญี่ป่ ุนวา่ “คุจิ” องั กฤษวา่ “เฮาส์” ฝรั่งเศสวา่ “เมซอง” จีนวา่ “เจีย” ดว้ ยเหตุน้ีโลกของเราจึงมีหลาย
ภาษา
การที่มนุษยก์ าํ หนดเสียงแลว้ กาํ หนดความหมายข้ึนมาใชจ้ ึงเป็นผลใหภ้ าษาโดยทวั่ ไปเสียงจะไม่
สมั พนั ธ์กบั ความหมาย แตท่ ่ีเรารู้ความหมายไดเ้ นื่องจากเราไดต้ กลงกนั ในกลุ่มของตน เสียงเองไม่สามารถ
บอกความหมายได้ แต่อาจมีบา้ งท่ีเสียงมีความสมั พนั ธ์กบั ความหมายส่วนมากกจ็ ะเป็นคาํ ท่ีเกิดจากการเลียน
เสียงธรรมชาติ เช่น
เสียงวตั ถุ เช่น โครมคราม ปึ งปัง เพลง้ กรอบแกรบ กอ๊ กแก๊ก
เสียงร้องของสตั ว์ เช่น กา ตุก๊ แก อ่ึงอ่าง แมว กาเหวา่ แพะ
เสียงจากธรรมชาติเสียงลม เสียงฟ้ า เสียงทะเล เช่น หวดี หววิ หวู่ เปร้ียง ครืน ซ่า
เสียงที่เกิดจากส่ิงของ เช่น ออด กริ๊ง ตุก๊ ๆ หวดู ป๊ี ดๆ ฉิ่ง ฉาบ
เสียงอุทาน เช่น อูย! โอย๊ ! เฮอ้ ! เฮย้ !
คาํ ในภาษาไทยบางคาํ แมน้ ไมไ่ ดเ้ ลียนเสียงธรรมชาติ แต่เสียงน้นั อาจสมั พนั ธ์กบั ความหมายได้ ดงั จะ
เห็นจาก เสียงสระ และเสียงพยญั ชนะบางเสียงจะสื่อความหมายใกลเ้ คียงกนั อยเู่ ป็นจาํ นวนมาก เช่น
เสียงพยญั ชนะเดียวกันมีความหมายใกล้เคียงกนั
ขดั เคือง ข่นุ แคน้ เคียด พยญั ชนะ ค สื่อความหมายวา่ โกรธ
นุ่ม น่ิม นวล น่อมแนม้ พยญั ชนะ น สื่อความหมายวา่ น่ิม อ่อน
งุม้ งอ หงิก โงง้ ง้าํ พยญั ชนะ ง ส่ือความหมายวา่ ไมต่ รง มว้ นงอ
คลุก เคลา้ คลึง คลาํ พยญั ชนะ คล สื่อความหมายวา่ ถึงอาการสมั ผสั
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๖ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เสียงสระเดยี วกนั มีความหมายใกล้เคียงกนั
เก เซ เป๋ เห เย เหล่ เข สระ เอ ส่ือความหมายวา่ ไม่ตรง
ราบ นาบ ฉาบ ทาบ กราบ สระ -าบ ส่ือความหมายวา่ แบนราบลง
เผลอ เหม่อ เซ่อ เอ๋อ สระ เ-อ ส่ือความหมายวา่ งุนงง ไมม่ ีสติ
แกะ แคะ แงะ แซะ แหวะ สระ แ-ะ ส่ือความหมายวา่ ทาํ ใหห้ ลุดจากกนั
๒. หน่วยในภาษาประกอบกนั เป็ นหน่วยทใี่ หญ่ขนึ้ หน่วยในภาษาหมายถึงส่วนประกอบ
ของภาษา ภาษาของทุกชาติจะประกอบจากหน่วยที่เล็กเป็นหน่วยใหญ่ตามลาํ ดบั จนสามารถส่ือความเขา้ ใจกนั
ไดส้ มบูรณ์
ลาํ ดบั หน่วยภาษาจากเล็กไปหาหน่วยใหญ่
หน่วยเสียง เป็นหน่วยที่เล็กท่ีสุด ภาษาโดยทว่ั ไปมี ๒ หน่วยเสียง คือหน่วยเสียงพยญั ชนะ กบั
หน่วยเสียงสระ แต่ภาษาไทยจะมี ๓ หน่วยเสียง โดยจะมีหน่วยเสียงวรรณยกุ ตเ์ พม่ิ ข้ึนอีกหน่ึงหน่วยเสียง
พยางค์ เป็นหน่วยภาษาท่ีใหญข่ ้ึน เกิดจากการนาํ หน่วยเสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ตม์ า
ประสมกนั มีแต่เสียง ยงั ไมม่ ีความหมายจึงไมส่ ามารถสื่อสารได้
คาํ เป็นหน่วยภาษาท่ีใหญ่เพิ่มข้ึนมาจากพยางค์ โดยเพม่ิ ส่วนของความหมายใหก้ บั พยางค์
หน่วยคาํ จึงเป็ นหน่วยภาษาท่ีเร่ิมสื่อสารกนั ได้
วลี/กลุ่มคาํ เป็นหน่วยภาษาท่ีเกิดจากการนาํ คาํ หลายคาํ มารวมกนั เขา้ เป็นกลุ่ม ส่ือสารไดช้ ดั เจน
ข้ึนแต่ยงั ไม่สมบูรณ์วา่ ใคร ทาํ อะไร
ประโยค เป็นหน่วยภาษาที่ใหญข่ ้ึนจนสามารถส่ือสารไดส้ มบูรณ์ รู้วา่ ใคร ทาํ อะไร ประโยคจะ
ประกอบไปดว้ ย ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นภาคประธาน กบั ภาคแสดง
ขอ้ ความ/เรื่องราว เป็นหน่วยภาษาที่ใหญ่ท่ีสุดที่มนุษยส์ ามารถส่ือสารทาํ ความเขา้ ใจกนั ไดเ้ ป็น
เร่ืองเป็นราว เป็ นหน่วยภาษาที่สามารถนาํ มาสร้างเป็นวรรณกรรมประเภทต่างๆ ได้ ท้งั ร้อยแกว้ และร้อยกรอง
หรือนาํ มาใชส้ ื่อสารตามความตอ้ งการของมนุษย์
๓. ภาษามกี ารเปลย่ี น ภาษาทุกภาษาจะตอ้ งมีการเปลี่ยนแปลง การเปล่ียนแปลงของ
ภาษาจะค่อยเป็นค่อยไปจนเราเกือบสังเกตไมเ่ ห็นในช่วงเวลาส้ันๆ แต่หากเปรียบเทียบช่วงเวลาท่ีห่างกนั กจ็ ะ
เห็นความเปล่ียนแปลง ภาษาใดไมม่ ีการเปลี่ยนแปลงก็จะตายไปในท่ีสุดเช่น ภาษาสนั สกฤต และภาษาละติน
การเปล่ียนแปลงของภาษามีอยสู่ องลกั ษณะ คือเลิกใชก้ บั สร้างข้ึนมาใหมเ่ พราะความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาการ
ต่างๆ ท่ีมนุษยส์ ร้างข้ึน
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๗ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
การเปลยี่ นแปลงของภาษาทเ่ี ห็นได้ง่ายคือ
๑) การเปลยี่ นแปลงทางเสียงของคา การเปลี่ยนเสียงสระ เปลี่ยนจากสระเสียงส้ันเป็น
สระยาวเช่น เขา้ เป็น ขา้ ว ระใบ เป็น ระบาย หรือจากสระยาวเป็นส้ัน เช่น วเ่ี ศษ เป็ นวเิ ศษการเปล่ียนเสียง
พยญั ชนะเช่น ลางที เป็น บางที หรือเปลี่ยนเสียงพยญั ชนะทา้ ย แมก่ น /น/ เป็ น /ล/ ในคาํ วา่ ฟุตบอล
๒) การเปลย่ี นแปลงทางความหมายของคา ความหมายของคาํ อาจจะกวา้ งข้ึน แคบลง
หรือเปล่ียนแปลงไปจากเดิมมาก เช่น คาํ วา่ จริต แต่เดิมหมายถึงความประพฤติ กริยาอาการโดยทวั่ ไป แต่
ปัจจุบนั ความหมายแคบลงเป็ นไปในทางไม่ดี สาวสวยคนน้ีทาํ ตวั มีจริต คาํ วา่ เถื่อนก่อนหนา้ น้ีหมายถึง ป่ า แต่
ปัจจุบนั ความหมายกวา้ งไปกวา้ งเดิมหมายถึงผดิ กฎหมาย โหดร้าย ไมเ่ จริญ เช่นของเถื่อนคนป่ าเถ่ือนคาํ วา่
แกลง้ แตเ่ ดิมหมายความวา่ กระทาํ ดว้ ยความต้งั ใจจริง แตป่ ัจจุบนั ความหมายเปลี่ยนไปหมายถึงทาํ ดว้ ยความ
ไมต่ ้งั ใจ หรือเสแสร้ง
๓) การเปลี่ยนแปลงรูปประโยค ภาษาไทยปัจจุบนั เปลี่ยนแปลงรูปประโยคไปจากเดิมใน
หลายลกั ษณะ ไดแ้ ก่
ประโยคกรรมมีมากข้ึน เช่น วนั เดินทางผมยงั ไม่ไดก้ าํ หนด เงินของเขาถูกถอนจากธนาคาร
รถยนตจ์ าํ นวนมากถูกผลิตในเมืองไทย ความชอบธรรมถูกอา้ งเพ่ือพาตนใหพ้ น้ ผดิ
ประโยคท่ีข้ึนตน้ ดว้ ยคาํ วา่ มนั ซ่ึงไม่ไดเ้ ป็นสรรพนามแทนสัตวห์ รือสิ่งของ เช่น มนั เป็นเร่ืองยาก
ท่ีจะอภยั ใหไ้ ด้ มนั ถึงเวลาแลว้ ท่ีเราตอ้ งลุกข้ึนมาเรียกร้องสิทธิ มนั เป็นการง่ายท่ีเขาจะเขา้ ใจผดิ
ประโยคที่ข้ึนตน้ ดว้ ยคาํ วา่ เป็น ซ่ึงเป็นสาํ นวนต่างประเทศ เช่น เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เขาจะรักเธอ
เป็นการสมควรท่ีคุณจะตอ้ งรับทาํ งานน้ี เป็นความถูกตอ้ งท่ีคุณใหอ้ ภยั เขาได้
ประโยคที่มีบุพบทฟ่ ุมเฟื อย ทาํ ใหป้ ระโยคยาวข้ึน เช่น นโยบายภายใตก้ ารกาํ กบั ดูแลของรัฐบาล
ประสบความสาํ เร็จเป็นอยา่ งดี เราควรสนใจในเร่ืองราวของบา้ นเมืองเพื่อหูตาจะไดก้ วา้ งขวาง
ประโยคท่ีข้ึนตน้ ดว้ ยอาการนาม การ ความ เช่น การประกอบกิจการเกิดการสะดุดหยดุ ลงเป็นผล
ใหธ้ ุรกิจเสียหาย ความมีความรับผดิ ชอบสูงส่งผลใหเ้ ป็นที่ยอมรับของคนทว่ั ไป
ประโยคที่มีส่วนขยายมาไวต้ น้ ประโยค จากการสอบถามของผสู้ ื่อข่าวนายกยนื ยนั เรื่องทุจริตไมม่ ี
เกี่ยวกบั เรื่องน้ีขา้ พเจา้ ไมม่ ีความเห็น จากการตรวจสอบของเจา้ หนา้ ท่ีพบหลกั ฐานหลายชิ้นสองโจรร้ายควงปื น
ปลน้ ธนาคาร
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๘ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
สาเหตุการเปลี่ยนแปลงของภาษาอาจสรุปได้หลายประการดังนี้
๑) การพูดจาในชีวติ ประจาวนั ถา้ ผพู้ ดู พดู ผดิ พดู ไมช่ ดั เจน เสียงจะกลายไป อาจมีการ
กลมกลืนเสียง หรือกร่อนเสียง เช่น
การกลืนเสียง : อยา่ งไร เป็ น ยงั ไง, อยา่ งน้ี เป็น ยงั ง้ี, อยา่ งน้นั เป็ น ยงั ง้นั ,
น่ีนะ เป็น เนียะ, ดิฉนั เป็ น เด๊ียน, สิบเอด็ เป็น สิบเบด็ ฉนั ใด เป็น ไฉน
การกร่อนเสียง : หมากพร้าว เป็น มะพร้าว, ตาปู เป็ น ตะป,ู สายดือ เป็น สะดือ
อนั หน่ึง เป็น อน่ึง, ลูกอ่อน เป็น ละอ่อน, ตวั ขาบ เป็ น ตะขาบ
การตดั เสียง : รณรงค์ เป็ น ณรงค,์ อภิรมย์ เป็น ภิรมย,์ ชีพตกั ษยั เป็น ตกั ษยั
อุโบสถ เป็น โบสถ,์ อกั โขภิณี เป็น อกั โข, อุบาสิกา เป็น สีกา
๒) อทิ ธิพลจากภาษาอน่ื เกิดข้ึนเม่ือเราติดต่อส่ือสารกบั ประเทศตา่ งๆ ทาํ ใหเ้ รารับเอา
ภาษาของเขาเขา้ มาใชใ้ นภาษาของเราดว้ ย ภาษาท่ีเขา้ มามีอิทธิพลในภาษาเราท่ีสาํ คญั ได้แก่ ภาษาบาลี
สันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาองั กฤษ ภาษาดงั กล่าวทาํ ใหภ้ าษาไทยของเราเปลี่ยนแปลงหลายประการ
อิทธิพลของภาษาบาลีสนั สกฤตและเขมร เม่ือไทยเรายมื คาํ ภาษาบาลีสันสกฤตและเขมรมาใช้ ทาํ
ใหล้ กั ษณะของภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปบา้ ง เช่น
- ทาํ ใหเ้ รามีคาํ หลายพยางคใ์ ชเ้ ป็นจาํ นวนมาก เช่น เบญจรงค์ สุริยเทพ อนนั ตนาคราชซ่ึงแต่เดิม
ภาษาไทยเป็นภาษาคาํ โดดมีพยางคเ์ ดียว
- การเขียนสะกดเปล่ียนแปลงไปจากเดิมที่เคยเขียนตรงมาตรา เป็ นมีตวั สะกดไมต่ รงมาตรามากข้ึน
เช่น แม่ กด อาจ ราช กฎ ปรากฏ อิฐ ครุฑ นาถ พธุ พษิ อากาศ
- ดดั แปลงเสียงพยางคท์ า้ ยสุดมาเป็นตวั สะกด เช่น คช ออกเสียงเป็น คด วรรณ ออกเสียงเป็น วนั
พล ออกเสียงเป็น พน
- ดดั แปลงพยางคใ์ หน้ อ้ ยลงโดยใชเ้ ครื่องหมายทณั ฑฆาต เช่น กาญจน์ ลกั ษณ์ สาส์น ศิลป์ เป็นผล
ทาํ ใหม้ ีพยญั ชนะบางตวั ไม่ตอ้ งออกเสียง เช่น กาญจน์ ออกเสียง กาน พยญั ชนะ จน ไมต่ อ้ งออก
เสียง ลกั ษณ์ ออกเสียง ลกั ษณ ไม่ออกเสียง
อิทธิพลของภาษาจีน ภาษาจีนเป็นคาํ ที่มีเสียงวรรณยกุ ตเ์ หมือนภาษาไทยเรา แต่ภาษาจีนส่วนใหญ่
พยญั ชนะตน้ จะเป็นอกั ษรกลาง และจะมีเสียงวรรณยกุ ตต์ รีหรือจตั วา ต่างกบั ภาษาไทยท่ีวรรณยกุ ตก์ ลางจะไม่
ผนั วรรณยกุ ตเ์ ป็ นเสียงตรี จตั วา เมื่อเรายมื คาํ มาจากภาษาจีนกท็ าํ ใหเ้ รามีอกั ษรกลางที่เป็นเสียงตรีและจตั วา
เพมิ่ ข้ึน เช่น เก๋ง ก๋วยเตี๋ยว เก้ียมอ๋ี บุง้ กี๋ เฉาก๊วย เก๊ียว ตว๋ั โตะ๊ กยุ๊
อิทธิพลของภาษาองั กฤษ การยมื คาํ จากภาษาองั กฤษมาใชท้ าํ ใหภ้ าษาไทยเปลี่ยนแปลงไปหลาย
อยา่ ง เช่น ทาํ ใหม้ ีอกั ษรควบกล้าํ เพ่ิมข้ึน ดร ฟรบรบลฟลทร ดรัมเมเยอร์ ฟรี บรีสบลอ็ ก แฟลต เทรน ทาํ
ใหม้ ีเสียงตวั สะกดเพมิ่ ข้ึน คือ ล ส ฟ ฟุตบอล โบนสั กลอ์ ฟ ทาํ ใหม้ ีพยญั ชนะทา้ ยตามหลงั สระ ไอ หรือ
เอา ไวน์ น็อกเอาต์ หรือทาํ ใหร้ ูปแบบประโยคในภาษาไทยเปล่ียนไปเป็นสาํ นวนภาษาต่างประเทศ เช่น
เอกสารการสอน ท ๓ภ๓า๒ษ๐าอ๔งั กหฤลษกั ภาษาไทย ๙ ภาษาไทคยรูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ไทยส่งออกขา้ วเป็นอนั ดบั หน่ึง ไทยส่งขา้ วออกเป็นอนั ดบั หน่ึง
เขาจะจบการศึกษาในเวลาอนั ส้นั น้ี เขาจะจบการศึกษาในเร็วๆน้ี
เร่ืองน้ีง่ายต่อความเขา้ ใจ เรื่องน้ีเขา้ ใจง่าย
ใครตอบถูกปัญหาน้ีจะไดร้ ับรางวลั ใครตอบปัญหาน้ีถูกจะไดร้ ับรางวลั
๒ ผรู้ ้ายควงปื นปลน้ ร้านปลาแดก ผรู้ ้าย ๒ คนควงปื นปลน้ ร้ายปลาแดก
มนั เป็นเร่ืองจาํ เป็ นที่ผมตอ้ งทาํ อยา่ งน้ี ผมจาํ เป็นตอ้ งทาํ อยา่ งน้ี
แฟนเขา้ ใจผดิ ผมหลายเร่ืองท่ีเดียว แฟนเขา้ ใจผมผิดหลายเรื่องทีเทียว
เขาพาตวั เองมาข้ึนรถเมลก์ ลบั บา้ น เขามาข้ึนรถเมลก์ ลบั บา้ น
หล่อนพบตวั เองอยใู่ นหอ้ งนอนหรูเลิศ หล่อนอยใู่ นหอ้ งนอนหรูเลิศ
มนั เป็นเรื่องยากท่ี ๒ คนน้ีจะคืนดีกนั ท้งั ๒ คนน้ียากท่ีจะคืนดีกนั
นกั เรียนมาโรงเรียนสาย นกั เรียนมาโรงเรียนชา้
ในอนาคตอนั ใกลน้ ้ี ในไม่ชา้ น้ี
เขาอยใู่ นเครื่องแบบทหาร เขาแตง่ เคร่ืองแบบทหาร
เขาพลาดรถไฟ เขามาไมท่ นั รถไฟ
เร่ืองน้ีอยภู่ ายใตก้ ารดูแลของเจา้ หนา้ ที่ เจา้ หนา้ ที่ดูแลเร่ืองน้ี
๓) การเปลย่ี นแปลงของส่ิงแวดล้อม ทาํ ใหว้ ถิ ีชีวติ ของคนเปลี่ยนไป สภาพสงั คม
เปลี่ยนแปลง มีสิ่งใหมเ่ กิดข้ึน มีความคิดใหม่ กระบวนการใหมๆ่ เกิดข้ึนมาก จึงทาํ ใหเ้ กิดคาํ ใหมๆ่ ข้ึนมาเพื่อ
ใชเ้ รียกสิ่งเหล่าน้นั เช่น คอมพิวเตอร์ วซี ีดี มือถือ สะพานลอย ทางด่วน รถไฟฟ้ า รถใตด้ ิน หรือทาํ ใหเ้ กิด
สาํ นวนใหมๆ่ เช่น สาํ นวน “กระตา่ ยหมายจนั ทร์” หมายถึงผชู้ ายท่ีหมายปองหญิงท่ีมีฐานะดีกวา่ แตป่ ัจจุบนั
ใชว้ า่ “หมาเห่าเคร่ืองบิน” หรือสาํ นวนเก่าวา่ “หมาเห็นขา้ วเปลือก” หมายถึงคนท่ีอยากไดส้ ิ่งท่ีเกิน
ความสามารถ สาํ นวนใหมว่ า่ “หมาเห่าเครื่องบิน”
ในขณะเดียวกนั สิ่งแวดลอ้ มเดิมๆ ที่เปล่ียนแปลงไป เม่ือเลิกใชท้ าํ ใหค้ าํ ท่ีเรียกส่ิงน้นั ๆ เปลี่ยนแปลงไป
ดว้ ย เช่นคาํ วา่ “ศกั ดินา” แตเ่ ดิมหมายถึงอาํ นาจในการครอบครองที่นาของขนุ นาง แต่ปัจจุบนั เปล่ียนไปเป็ น
อาํ นาจในการปกครอง ดงั คาํ วา่ “ชนศกั ดินา” หรือในวถิ ีชีวติ ปัจจุบนั เรามีหมอ้ หุงขา้ วไฟฟ้ าใช้ ทาํ ใหก้ รรมวธิ ี
ในการหุงขา้ วเปลี่ยนไป คาํ บางคาํ อาจลืมเลือนไปในที่สุด เช่น ไมข้ ดั หมอ้ เช็ดน้าํ ดงขา้ ว หรือเพื่อใหท้ นั กบั
ความกา้ วหนา้ ทางวชิ าการก็มีการสร้างคาํ ใหมท่ ี่เรียกกนั วา่ ศพั ทบ์ ญั ญตั ิ หรือสภาพสงั คมเปล่ียนไป คนบาง
กลุ่มในสังคม เช่น ส่ือมวลชน วยั รุ่น มกั สร้างคาํ หรือสาํ นวนเพ่ือใหเ้ กิดความแปลกใหม่ ทาํ ใหภ้ าษาตนเอง
น่าสนใจ เช่น คาํ วา่ สตอเบอร่ี ตวั แม่ งานเขา้ แอบ๊ แบว๊
ท้งั หมดน้ีแสดงใหเ้ ห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภาษาอนั เน่ืองมาจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอ้ ม
ท้งั สิ้น
เอกสาร๔ก)ารกสาอรนเรีทยน๓ภ๓าษ๒า๐ข๔องหเดล็กกั ภเดาษก็ ตาไอ้ ทงยมีการส่ือสารกบั บุคคล๑ร๐อบขา้ ง โดยการเลียคนรเูเสทียพงพจางกษ์ ปานเพช็ ร
บุคคลใกลช้ ิด แตอ่ วยั วะในการออกเสียงและสมองเดก็ ยงั เจริญไมเ่ ตม็ ท่ี จึงทาํ ใหก้ ารออกเสียงและการเรียนรู้
ของเดก็ เพ้ียนไปได้ เช่น อ้าํ หม่าํ แทนคาํ วา่ กิน หรือเรียก พอ่ วา่ ป้ อ ปวดปัสสาวะ บอกวา่ ปวดฉี่ หรือ
การเรียงประโยคผดิ เพ้ียนไป เช่น หนุไมไ่ ดท้ าํ เป็น หนูเปล่าทาํ เป็นตน้
การเปล่ียนแปลงของภาษาดงั กล่าว ถือวา่ เป็นธรรมชาติที่ตอ้ งเกิดกบั ทุกภาษา แต่ผใู้ ชภ้ าษาควรจะตอ้ ง
คอ่ ยๆ ปรับเปล่ียนใหเ้ ขา้ กบั ลกั ษณะของภาษาไทย ไมค่ วรปล่อยใหภ้ าษาเปล่ียนแปลงไปจนเกิดความเสียหาย
จนทาํ ใหก้ ารส่ือสารผดิ พลาดได้ เช่น ไม่ควรปล่อยใหก้ ารออกเสียง ร หรือคาํ ควบกล้าํ ผดิ เพ้ียนไป เช่น ออก
เสียง รัก เป็น ลกั หรือ ออกเสียง ปลา เป็น ปา เพราะทาํ ใหค้ วามหมายเปล่ียนไปผฟู้ ังเขา้ ใจผดิ ได้
๔. ภาษาต่างๆ มีลกั ษณะทต่ี ่างกนั และคล้ายกนั ภาษาท่ีมนุษยใ์ ชอ้ ยมู่ ีหลายพนั ภาษา
มนุษยแ์ ตล่ ะสังคมเป็นคนสร้างภาษาของตนข้ึนยอ่ มทาํ ใหภ้ าษามีความแตกต่างกนั แต่ภาษากม็ ีส่วนท่ีคลา้ ยคลึง
กนั อยหู่ ลายประการเช่นกนั คือ
๑) ทุกภาษาใชเ้ สียงในการสื่อความหมาย เสียงที่ใชไ้ ดแ้ ก่เสียงพยญั ชนะและเสียงสระ
๒) ทุกภาษาสามารถสร้างคาํ ศพั ทข์ ้ึนมาใหมจ่ ากคาํ เดิม โดยเปล่ียนแปลงศพั ทเ์ ดิมหรือนาํ ศพั ทเ์ ดิมมา
ประสมกนั เช่นคาํ ประสม คาํ ซ้าํ คาํ ซอ้ น
๓) ทุกภาษามีสาํ นวน และมีการใชค้ าํ ในความหมายใหม่ เช่น“ชา้ ๆไดพ้ ร้าเล่มงาม” ภาษาองั กฤษวา่
“slow but sure” ไทยมีการใชค้ าํ วา่ “สีหนา้ ” ซ่ึงไมไ่ ดห้ มายถึง สีของหนา้ แตห่ มายถึงการ
แสดงออกทางใบหนา้
๔) ทุกภาษามีคาํ ชนิดตา่ งๆ คลา้ ยกนั เช่น คาํ นาม คาํ ขยายนาม คาํ กริยา คาํ ขยายกริยา เป็นตน้
๕) ทุกภาษามีการขยายประโยคใหย้ าวออกไปเรื่อยๆ โดยเติมส่วนขยาย
๖) ทุกภาษามีวธิ ีการแสดงความคิดคลา้ ยๆ กนั คือมีประโยคคาํ ถาม ปฏิเสธ หรือสั่ง
๗) ทุกภาษาตอ้ งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๑ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๓. เสียงและตวั อกั ษรไทย
เสียงในแต่ละภาษามีจาํ นวนจาํ กดั มนุษยไ์ ม่ไดน้ าํ เสียงทุกเสียงท่ีเปล่งออกมา มาใชเ้ ป็ น
ภาษาแตม่ นุษยแ์ ต่ละสงั คมจะเลือกใชเ้ สียงบางเสียงเทา่ น้นั มาเป็นภาษา ถึงแมเ้ สียงใน
ภาษาจะมีจาํ นวนจาํ กดั แตม่ นุษยส์ ามารถนาํ เสียงมาสร้างเป็นคาํ ไดไ้ มจ่ าํ กดั จาํ นวน
ตวั อกั ษร เป็นเคร่ืองหมายท่ีมนุษยใ์ ชเ้ ขียนแทนเสียง เคร่ืองหมายท่ีใชแ้ ทนเสียงสระ
เรียกวา่ รูปสระ เคร่ืองหมายที่เขียนแทนเสียงพยญั ชนะ เรียกวา่ รูปพยญั ชนะ และ
เครื่องหมายท่ีเขียนแทนเสียงวรรณยกุ ต์ เรียกวา่ รูปวรรณยกุ ต์
ภาษาไทยมีหน่วยเสียง ๓ หน่วยเสียง คือ
๑. เสียงแท้ หรือเสียงสระ เป็นเสียงท่ีเปล่งออกมาจากลาํ คอโดยตรง โดยไมถ่ ูกกกั ก้นั ไวท้ ่ี
ฐานใดๆ ลมที่เปล่งออกมาผา่ นเส้นเสียงทาํ ใหเ้ ส้นเสียงส่นั สะเทือน เกิดเป็นเสียงกอ้ ง
๒. เสียงแปร หรือเสียงพยญั ชนะ เป็นเสียงท่ีเปล่งออกมาจากลาํ คอแลว้ ถูกกกั ก้นั ไวใ้ นฐาน
ตา่ งๆ ก่อนจะปล่อยออกมาทาํ ใหเ้ สียงแปรเปลี่ยนไป เกิดเป็นเสียงกอ้ งและไมก่ อ้ ง
๓. เสียงดนตรี หรือเสียงวรรณยกุ ต์ เป็นเสียงที่มีระดบั สูงๆ ต่าํ ๆ เหมือนเสียงดนตรี เสียง
สูง เสียงต่าํ จะทาํ ใหค้ วามหมายของคาํ ต่างกนั ไปดว้ ย
หนเอ่วกยสเสาีรยกงสารรสะอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๒ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เสียงสระ หมายถึง เสียงท่ีเปล่งผา่ นลาํ คอออกมาโดยตรง ไม่ถูกปิ ดถูกกกั ณ ท่ีใด เรียกวา่ เสียงแท้
สระมี ๒๑ รูป ๓๒ เสียง
รูปสระภาษาไทย ๒๑ รูป
ท่ี รูปสระ ช่ือ ที่ รูปสระ ช่ือ
๑ ะ วสิ รรชนีย์ ๑๒ ใ ไมม้ ว้ น
๒ ัั ไมห้ นั อากาศ/ไมผ้ ดั ๑๓ ไ ไมม้ ลาย
๓ ั็ ไมไ้ ตค่ ู้ ๑๔ โ ไมโ้ อ
๔ า ลากขา้ ง ๑๕ ย ตวั ยอ
๕ ัิ พินทุอ์ ิ ๑๖ ว ตวั วอ
๖ ั่ ฝนทอง ๑๗ อ ตวั ออ
๗ " ฟันหนู ๑๘ ฤ ตวั รึ
๘ ัํ หยาดน้าํ คา้ ง/นฤคหิต ๑๙ ฤๅ ตวั รือ
๙ ัุ ตีนเหยยี ด ๒๐ ฦ ตวั ลึ
๑๐ ัู ตีนคู้ ๒๑ ฦๅ ตวั ลือ
๑๑ เ ไมห้ นา้
การเขียนรูปสระแทนเสียง
รูปสระท้งั ๒๑ รูป นาํ มาเขียนแทนเสียงได้ ๒ แบบดงั น้ี
๑) รูปสระ ๑ รูป แทนเสียงสระ ๑ เสียงเช่น
เสียง อะ ใชร้ ูป วสิ รรชนีย์ เสียง อา ใชร้ ูป ลากขา้ ง
เสียง อิ ใชร้ ูป พินทุอิ เสียง อุ ใชร้ ูป ตีนเหยยี ด
เสียง อู ใชร้ ูป ตีนคู้ เสียง เอ ใชร้ ูป ไมห้ นา้
เสียง โอ ใชร้ ูป ไมโ้ อ เสียง ออ ใชร้ ูป ตวั ออ
เสียง ใอ ใชร้ ูป ไมม้ ว้ น เสียง ไอ ใชร้ ูป ไมม้ ลาย
๒) สระ หลายรูป แทนเสียง ๑ เสียง เช่น
เสียง อี ใชร้ ูป พินทุอิ + ฝนทอง เสียง เอะใชร้ ูป ไมห้ นา้ + วสิ รรชนีย์
เสียง แอะใชร้ ูป ไมห้ นา้ ๒ ตวั + วสิ รรชนีย์ เสียง แอ ใชร้ ูป ไมห้ นา้ + ไมห้ นา้
เสียง อึ ใชร้ ูป พนิ ทุอิ + หยาดน้าํ คา้ ง เสียง อือ ใชร้ ูป พินทุอิ + ฝนทอง
เสียง เออะใชร้ ูป ไมห้ นา้ + ตวั ออ + วสิ รรชนีย์ เสียง เออ ใชร้ ูป ไมห้ นา้ + ตวั ออ
เสียงสระภาษาไทย ๓๒ เสียง
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๓ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เสียงสระท้งั ๓๒ เสียง เราสามารถแบ่งออกเป็ น ๓ แบบ คือ
๑) แบ่งตามระยะเวลาในการออกเสียง แบง่ เป็น ๒ ชนิด คือ
๑.๑ สระเสียงส้ัน (รัสสระ) มี ๑๘ เสียง
๑.๒ สระเสียงยาว (ทีฆสระ) มี ๑๔ เสียง
สระเสียงส้ัน (รัสสระ) สระเสียงยาว (ทีฆสระ)
อะ อา
อิ อี
อึ อื
อุ อุ
เอะ เอ
แอะ แอ
โอะ โอ
เอาะ ออ
เออะ เออ
เอียะ เอีย
เอือะ เอือ
อวั ะ อวั
อาํ -
ใอ -
ไอ -
เอา -
ฤ
ฦ
๒) แบ่งตามองค์ประกอบของเสียง แบ่งเป็ น ๒ ชนิด คือ
๒.๑ สระแท้ หรือสระเดี่ยว ออกเสียงเพยี งเสียงเดียว มี ๑๘ เสียง
๒.๒ สระประสม หรือสระเลื่อน ออกเสียงสระ ๒ เสียงประสมกนั มี ๖ เสียง
๒.๓ สระเกิน หรือสระพิเศษ ออกเสียงพยญั ชนะประกอบดว้ ย มี ๘ เสียง
๒.๑ สระแท้ หรือสระเดย่ี ว ออกเสียงเพยี งเสียงเดียว มี ๑๘ เสียง ไดแ้ ก่
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๔ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
สระแท/้ สระส้ัน อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ
เด่ียว สระยาว อา อี อื อู เอ แอ โอ ออ เออ
๒.๒ สระประสม หรือสระเล่ือน ออกเสียงสระ ๒ เสียงประสมกนั มี ๖ เสียง ไดแ้ ก่
สระประสมเสียงส้ัน สระประสมเสียงยาว
เอียะ เอีย
เอือะ เอือ
อวั ะ อวั
๒.๓ สระเกนิ หรือสระพเิ ศษ ออกเสียงพยญั ชนะประกอบดว้ ย มี ๘ เสียง ไดแ้ ก่
สระเกินเสียงส้นั (๖ เสียง) สระเกินเสียงยาว( ๒ เสียง)
อาํ ( อะ + ม) -
ใอ ( อะ + ย) -
ไอ (อะ + ย) -
เอา (อะ + ว) -
ฤ ( ร + อึ ) ( ร + อือ )
ฦ ( ลึ + อึ ) ( ล + อือ )
๓) แบ่งตามตาแหน่งทเ่ี กดิ แบ่งเป็น ๓ แบบ คือ
๓.๑ สระหนา้ เป็นสระท่ีใชล้ ิ้นส่วนหนา้ ในการออกเสียง
๓.๒ สระกลาง เป็นสระที่ใชล้ ิ้นส่วนกลางในการออกเสียง
๓.๓ สระหลงั เป็นสระท่ีใชโ้ คนลิ้นในการออกเสียง
ส่วนของลิ้น สระหนา้ สระกลาง สระหลงั การเปิ ดปาก
ระดบั ลิ้น
อุ อู ปิ ด
สระแท้ สูง อิ อี อึ อื โอะ โอ ก่ึงเปิ ดก่ึงปิ ด
เอาะ ออ
หรือ กลาง เอะ เอ เออะ เออ เปิ ด
สระเดี่ยว ต่าํ แอะแอ อะ อา
สระประสม
หรือ สูงเลื่อนลงต่าํ เอียะเอีย เอือะเอือ อวั ะอวั
ปากห่อกลม ลกั ษณะปาก
สระเลื่อน ปากเหยยี ด
การเขียนรูปสระ
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๕ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เมื่อเรานาํ สระมาประสมอกั ษร จะมีวธิ ีการเขียนสระ ๔ แบบ คือ
๑) สระคงรูป/สระเตม็ รูป เขียนตามรูปสระโดยไมม่ ีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น
เขา ชอบ กิน ขา้ ว ยาํ จะเห็นวา่ รูปสระเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
๒) สระลดรูป รูปสระจะลดลงบางส่วนเมื่อมีตวั สะกด เช่น
โอะ + ตวั สะกด ลดรูปสระท้งั หมด เช่น นก ดม ตด นง จน สลบ
ออ + ร สะกด ลดรูป อ ลง เช่น ศร จร พร มรณ์ ละคร วานร
เออ + ย สะกด ลดรูป อ ลง เช่น เกย เขย เงย เชย เฉย เตย เนย
อวั + สะกด ลดรูป ัั ลง เช่น สวย รวย ดว้ ย ช่วย หวย อวย
อะ ก่ึงเสียง ลดรูป ะ ลง เช่น ณ ธ กนก เขนย ฉลาด สบาย
๓) สระเปลี่ยนรูป รูปสระจะเปล่ียนเป็นรูปอื่นเมื่อมีตวั สะกด เช่น
อะ + สะกด เปลี่ยน อะ เป็น ัั เช่น ฉนั รัก สัตว์ ท้งั น้นั
อะ + สะกด เปลี่ยน อะ เป็น รร เช่น จรรยา วรรณคดี พรรณ ครรภ์ พรรค
เอะ + สะกด เปล่ียน เอะ เป็ น เ ั็ เช่น เร็ว เดก็ เป็ น เหน็บ เป็ด เคม็
แอะ + สะกด เปล่ียน แอะ เป็ น แ ั็ เช่น แขง็ แกร็น แม็ค แทง็ ก์
เออ + สะกดที่ไมใ่ ช่ ย เปล่ียน เออ เป็ น เ ัิ เช่น เกิด เขิน เชิญ เลิก เติบ
เอาะ + สะกด เปลี่ยน เอาะ เป็น -ั็ อ – เช่น น็อก ทอ็ ป ช็อป ลอ็ ค
๔) สระเติมรูป ไดแ้ ก่ สระ อื ที่เป็นแม่ ก กา ตอ้ งเติม อ ให้ เช่น ซ้ือ มือ ถือ
ข้อสังเกตเรื่องสระ
๑. แต่เดิมสระมี ๓๒ เสียง คือ มีสระแท้ ๑๘ เสียง สระประสม ๖ เสียง และมีสระเกินอีก ๘
เสียง คือ อาํ ใอ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ แตป่ ัจจุบนั สระมี ๒๑ เสียง โดยตดั สระเอียะเอือะอวั ะ ทิ้งไปเพราะคาํ
ไทยหาท่ีใชไ้ ม่ได้ มีแตเ่ ลียนเสียงธรรมชาติ และตดั สระเกินออกไปเพราะเสียงซ้าํ กบั สระเยวหรือสระแท้
๒. สระ อาํ ใอ ไอ เอา มีเสียงพยญั ชนะอยดู่ ว้ ย เช่น อาํ (ม ) ใอ ไอ ( ย ) เอา ( ว )
๓. สระบางตวั เสียงกบั รูปอาจไม่ตรงกนั รูปส้นั แต่ออกเสียงยาว เช่น ใต้ ออกเสียง ตา้ ย,
เกา้ ออกเสียง กา้ ว, น้าํ ออกเสียง นา้ ม หรือรูปยาวแต่ออกเสียงส้ัน เช่น น่องออกเสียงสระ เอาะ
เงิน ออกเสียงสระ เออะ เป็ นตน้
๔. สระบางตวั มีรูปแตไ่ ม่ออกเสียง ไดแ้ ก่สระ อิ อุ ที่อยทู่ ี่พยญั ชนะทา้ ย เช่น ชาติ ญาติ
ประวตั ิอนุมตั ิ พยาธิ โชติ ธาตุ เหตุ เมรุ เกตุ
หเอนก่วสยเาสรียกงาพรสยอญั นชนทะ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๖ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เสียงพยัญชนะ หมายถึง เสียงท่ีเปล่งผา่ นลาํ คอออกมาแลว้ ถูกกกั ไวท้ ่ีฐานต่างต่างๆ
แลว้ อาศยั ลิ้นกระทบกบั เพดาน ป่ ุมเหงือก ฟัน ริมฝีปาก หรือจมกู ช่วยในการดดั แปลงเสียงใหแ้ ปรเปล่ียนไป
พยญั ชนะจึงเรียกวา่ เสียงแปร พยญั ชนะมี ๔๔ รูป ๒๑ เสียง
รูปพยัญชนะไทย ๔๔ รูป
ก ข ฃค ฅ ฆง
จ ฉ ช ซ ฌญ
ฎ ฏ ฐ ฑ ฒณ
ด ต ถ ท ธน
บปผ ฝ พฟภ ม
ย ร ลว ศ ษ ส ห
ฬอฮ
เสียงพยัญชนะไทย๒๑ เสียง
เสียง รูป ตวั อยา่ งคาํ เสียง รูป ตวั อยา่ งคาํ
/ฟ/ ฝ ฟ
/ก/ ก /ม/ ม
/ร/ ร
/ค/ ข ค ฆ (ฃฅ) /ล/ ลฬ
/ว/ ว
/ง/ ง /อ/ อ
/ฮ/ ห ฮ
/จ/ จ
/ช/ ฉ ช ฌ
/ซ/ ศ ษ ส ซ
/ย/ ญ ย
/ด/ ฎ ด ฑ
/ต/ ฏ ต
/ท/ ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ
/น/ ณ น
/บ/ บ
/ป/ ป
/พ/ ผ พ ภ
ฐาเนอกเกสดิ าพรกยาัญรชสนอะนไททย๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๗ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
พยญั ชนะไทย ๔๔ รูป แบ่งตามฐานกาํ เนิดเสียงดงั น้ี
ฐานทเ่ี กดิ แถว ๑ แถว ๒ แถว ๓ แถว ๔ แถว ๕ เศษวรรค
ตา่ เดยี่ ว
อกั กลาง อกั ษรสูง ตา่ คู่
คอ (กณั ฐชะ) ก ขฃ คฅ ฆ ง หอฮ
เพดาน (ตาลชุ ะ) จ ฉ ชซ ฌ ญ ยศ
ป่ ุมเหงือก (มุทธชะ) ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ รษฬ
ฟัน (ทนั ตชะ) ดต ถ ท ธ น ล ศ
ริมฝี ปาก (โอษฐชะ) บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ มว
หฮ ย
เศษวรรค อ ศษส รลฬ
ว
ระดบั เสียงของพยญั ชนะไทย
พยญั ชนะไทยแบ่งตามระดบั เสียงออกเป็น ๓ ระดบั เรียกวา่ อกั ษร ๓ หมู่หรือไตรยางค์ ดงั น้ี
๑. อกั ษรกลาง มี ๙ ตวั ไดแ้ ก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
( วธิ ีจาํ ไก่ จิก เฎ็กฏาย เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง )
๒. อกั ษรสูง มี ๑๑ ตวั ไดแ้ ก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ สห
( วธิ ีจาํ ข้ี ฃา้ ฉนั ฐือ ถุง ผา้ ฝ้ าย หา้ ศีษด สวย )
๓. อกั ษรต่าํ มี ๒๔ ตวั แบง่ เป็ น ๒ ชนิด
อกั ษรต่าํ คู่ คืออกั ษรต่าํ ที่มีเสียงคู่กบั อกั ษรสูง มี ๑๔ ตวั ไดแ้ ก่
อกั ษรสูง ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ห ศ ษ ส
อกั ษรต่าํ ค ฅ ฆ ช ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ภ ฟ ฮ ซ
อกั ษรต่าํ เด่ียว มี ๑๐ ตวั ไดแ้ ก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ฬ ว
( วธิ ีจาํ งู ใหญ่ ณอน นิ่ง ไม่ ยอม เล้ือย ฬง รู โวย้ )
หน้าท่ขี องพยัญชนะไทย
พยญั ชนะไทยเม่ือนาํ ไปประสมอกั ษรจะทาํ หนา้ ที่ ๒ อยา่ ง คือ
๑. พยญั ชนะตน้
๒. พยญั ชนะทา้ ย
๑. พยญั ชนะต้น คือพยญั ชนะที่ออกเสียงก่อนเสียงสระ แบง่ เป็น ๒ ชนิด ดงั น้ี
๑.๑ พยญั ชนะตน้ เด่ียว จะมีตวั อกั ษรอยหู่ นา้ สระเพยี งตวั เดียว เช่น
ฉนั ชอบ อ่าน การ์ตนู ที่ มี เน้ือหา ชวน ติดตาม
๑.๒ พยญั ชนะตน้ ประสม จะมีตวั อกั ษรสองตวั เขียนอยใู่ นรูปสระเดียวกนั
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๑๘ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
แบง่ เป็น ๒ ชนิด คือ อกั ษรควบ กบั อกั ษรนาํ
อักษรควบ
อกั ษรควบ คือ พยญั ชนะ ร ล ว ออกเสียงควบหรือกล้าํ กบั พยญั ชนะอื่น มี ๒ แบบ คือ
ก. อกั ษรควบแท้ ไดแ้ ก่อกั ษร ร ล ว ควบกบั พยญั ชนะอ่ืนแลว้ ออกเสียงพร้อมกนั ท้งั สองเสียงอกั ษร
ษรแทม้ ีดงั ต่อไปน้ี
อกั ษร ตวั อย่างคา อกั ษร ตัวอย่างคา อกั ษร ตวั อย่างคา
ควบ ควบ ควบ
กร กรอบ กริ้ว แกร่ง กล กลา้ กลม แกลง้ กว กวาด กวา่ แกวง่
ขร ขรุขระ ขริบ ขล ขลงั ขลุ่ย ขลาด ขว ขวนขวาย แขวน
คร ครัว ครู ครวญ คล คลอง คลาํ คลอ คว ควาย ควา้ เควง้
ตร ตรวจ เตรียม -- --
ปร ปรับ เปรม ประ ปล ปลอบ ปลิ้น --
พร พร้อม พระ พร้า พล พลอย พลิก --
-- ผล ผลีผลาม ผลุบ --
อกั ษรควบแท้ เป็ นพยญั ชนะต้นสองเสียง
ปัจจุบนั ไทยเรามีอกั ษรควบแทเ้ พิ่มข้ึนจากการรับเอาภาษาตา่ งประเทศมาใช้ ไดแ้ ก่
ดร เช่น ดรัมเมเยอร์ ดรีมดริ้ง บล เช่น บล็อก แบลก็ บลู
บร เช่น เบรก บรั่นดี บรีส ฟล เช่น ฟลอ ฟลูออรีน ฟลุค
ฟร เช่น ฟรี เฟรม เฟรนฟราย
ทร เช่น ทรานซิสเตอร์ เทรน
ข. ควบไม่แท้ไดแ้ ก่อกั ษร ร ควบกบั พยญั ชนะอื่นแต่ไม่ออกเสียงพร้อมกนั จะออกเสียงเหมือน
พยญั ชนะเดี่ยว คือออกเสียงเดียว เป็น ๒ แบบ ดงั น้ี คือ
ร ควบ ออกเสียงเฉพาะตวั หนา้ ร ไมอ่ อกเสียง ไดแ้ ก่
จร = จริง ศร = เศร้า ศรี
สร = สร้าง สร้อย ซร=ซร้อง ไซร้
ทร = โทรฯ
เอกสารการสอนท ๓ร ๓ค๒วบ๐๔ทหอลอกั กภเาสษียางไเปท็นย “ซ” ไดแ้ ก่ ๑๙ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี
มทั รีอินทรียม์ ี เทริดนนทรีพุทราเทรา
ทรวงไทรทรัพยแ์ ทรกวดั โทรมนสั ฉะเชิงเทรา
ตวั “ทร” เหล่าน้ีเรา ออกสาํ เนียงเป็ นเสียง /ซอ/
อกั ษรควบไม่แท้ เป็ นพยญั ชนะต้นเสียงเดียว
อักษรนา
อกั ษรนาํ คือ อกั ษรสองตวั ที่เขียนอยใู่ นสระเดียวกนั มีวธิ ีอ่านออกเสียง ๓ แบบ ดงั น้ี
ก. พยางค์หน้าอ่านออกเสียง อะ ก่ึงมารตราคน่ั ระหวา่ งพยางค์ พยางคห์ ลงั ออกเสียงตามพยางคห์ นา้
เช่น
กนก อนาถ จรวจ ฉลาด ขนม สยาม ถนน ผวา ฉนดั ไสว
ข. ห นา อกั ษรต่าเดย่ี ว ง ญ น ม ย ร ล ว ตวั หลงั ผนั เสียงตามตวั หนา้ “ห” ไม่ออกเสียง เช่น
อกั ษรนาํ ตวั อยา่ งคาํ อกั ษรนาํ ตวั อยา่ งคาํ
หง หงาย แหงน เหงา หงอย หย หยกิ หยอย เหยอ่ื หยาบ
หญ หญิง หญา้ ใหญ่ หร หรือ หรอก หรูหรา หร่ี
หน หนา้ แหนง หนู แหนม หล หลาย เหล่ียม เหลา หลา้
หม หมอน หมา หมู หมี ไหม หว หวาน แหวน หวาด แหวง่
ค. อ นา ย ตวั หลงั ผนั เสียงตามตวั หนา้ ตวั “อ” ไมต่ อ้ งออกเสียง เช่น
อยา่ ออกเสียง ยา่ ตาม อ่า อยู่ ออกเสียง ยู่ ตาม อู่
อยา่ ง ออกเสียง ยา่ ง ตาม อา่ ง อยาก ออกเสียง ยาก ตาม อาก
( วธิ ีจาํ อกั ษรนาํ หนู อยาก ขนม )
อกั ษรนาํ เป็ นพยญั ชนะตน้ เสียงเดียว
๒. พยญั ชนะท้าย หรือตวั สะกด คือพยญั ชนะท่ีออกเสียงหลงั สระ เป็นเสียงทา้ ยสุดของพยางคม์ ี
เอกสารการทส้งั อหนมทด ๘ มาตรา ดงั น้ี ๒๐ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย
มาตรา พยญั ชนะทา้ ย ตวั อยา่ งคาํ มาตรา พยญั ชนะทา้ ย ตวั อยา่ งคาํ
นก สุข พรรค เมฆ /กง/ ง นอ้ ง นาง แพง
/กก/ ก ข ค ฆ อาจ คช กา๊ ซ กรกฎ /กน/ ญณน สัญญา ญาณ วนั
กบฏ รัฐ พฒั กี วดั รลฬ การ วาล กาฬ
จชซ ชาติ นาถ บาท พธุ /กม/ ม ดื่ม นม ตูม เสริม
อากาศ เศษ อาวาส /เกย/ ย สวย เลย สบาย
/กด/ ฎ ฏ ฐฑ ฒ ด /เกอว/ ว เร็ว รวย ลาว
ตถทธศษ จูบ รูป ภาพ กราฟ ววิ แวว
ลาภ
ส
/กบ/ บ ป พ ฟ ภ
ข้อสังเกตเร่ืองพยัญชนะ
๑. พยญั ชนะ ฃ ฅ ปัจจุบนั เลิกใชแ้ ลว้
๒. พยญั ชนะ ๗ ตวั เป็นตวั สะกดไม่ได้ ไดแ้ ก่ ฉ ฌ ผ ฝ ห อ ฮ
๓. พยญั ชนะบางตวั มีรูปแตไ่ ม่ออกเสียง ไดแ้ ก่
-ตวั การันต์ เช่น กานต์ สังขก์ าญจน์
-อ, ห อกั ษรนาํ ไม่ตอ้ งออกเสียงเช่น หนู อยา่
-ควบไม่แท้ ร ไม่ออกเสียง เช่น จริง เศร้า สร้อย ไซร้
-ห, ร, อยหู่ นา้ ตวั สะกดไมต่ อ้ งออกเสียง เช่น สามารถ ปรารถนา ชลมารค พรหม
-พยญั ชนะทา้ ยที่เป็นอกั ษรควบ ไม่ออกเสียงหน่ึงตวั เช่น พทุ ธ เพชร จกั ร
๔. พยญั ชนะท่ีเป็นอกั ษรควบแทน้ บั เป็นพยญั ชนะตน้ ๒ เสียง ส่วนพยญั ชนะตน้ อื่นๆ ไมว่ า่
จะเป็นควบไมแ่ ท้ หรืออกั ษรนาํ นบั เป็นพยญั ชนะตน้ เสียงเดียว
๕ คาํ บางคาํ มีเสียงพยญั ชนะทา้ ย แตไ่ มป่ รากฏรูปใหเ้ ห็น ไดแ้ ก่
คาํ ที่ใชส้ ระ อาํ เช่น จาํ คาํ นาํ จะมีเสียงแม่ กม เป็นพยญั ชนะทา้ ย
คาํ ที่ใชส้ ระ ใอ ไอ เช่น ใจ ให้ ไป ไหน จะมีเสียงแม่ เกย เป็นพยญั ชนะทา้ ย
คาํ ที่ใชส้ ระ เอา เช่น เรา เขา เมา จะมีเสียงแม่ เกอว เป็นพยญั ชนะทา้ ย
๖. คาํ หรือพยางคท์ ี่ไม่มีเสียงพยญั ชนะทา้ ย หรือไม่มีตวั สะกด เรียกวา่ แม่ ก กา และเป็น
พยางคเ์ ปิ ด หากมีเสียงพยญั ชนะทา้ ยท้งั ๘ แม่ เป็นพยางคป์ ิ ด
หเนอ่วกยสเาสรียกงาวรรสรอณนยทกุ ต๓์ ๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๒๑ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เสียงวรรณยุกต์คือ ระดบั เสียงสูงๆ ต่าํ ๆ ของคาํ ทาํ ใหค้ วามหมายตา่ งกนั เรียกวา่
เสียงดนตรี วรรณยกุ ตม์ ี ๔ รูป ๕ เสียง ดงั น้ี
รูปวรรณยุกต์ ๔ รูป
รูป ั่ เรียกวา่ ไมเ้ อก
รูป ั้ เรียกวา่ ไมโ้ ท
รูป ั๊ เรียกวา่ ไมต้ รี
รูป ั๋ เรียกวา่ ไมจ้ ตั วา
เสียงวรรณยุกต์ ๕ เสียง
เสียงสามญั เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจตั วา
การผนั อกั ษร
การผนั อกั ษรคือ การนาํ อกั ษรสามหมู่มาผนั เสียงวรรณยกุ ต์ เป็นการเปลี่ยนระดบั เสียงของพยางคห์ รือ
คาํ ทาํ ใหค้ วามหมายของคาํ แตกต่างกนั ทาํ ใหเ้ รามีคาํ ใชใ้ นภาษามากข้ึน การผนั อกั ษรตอ้ งอาศยั ความรู้พ้นื ฐาน
ดงั ต่อไปน้ี
๑. อกั ษรสามหมู่หรือไตรยางศ์ ไดแ้ ก่
อกั ษรกลาง ๙ ตวั ไดแ้ ก่ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
อกั ษรสูง ๑๑ ตวั ไดแ้ ก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ห ศ ษ ส
อกั ษรต่าํ ๒๔ ตวั ไดแ้ ก่
อกั ษรต่าํ เด่ียว ๑๐ ตวั ไดแ้ ก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ฬ ว
อกั ษรต่าํ คู่ ๑๔ ตวั ไดแ้ ก่ ค ฅ ฆ ช ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ภ ฟ ซ ฮ
๒. คาํ เป็นคาํ ตาย
คาํ เป็นมีลกั ษณะดงั น้ี
คาํ ท่ีประสมดว้ ยตวั สะกดแม่ กง กน กม เกย เกอว(นมยวง)
คาํ ท่ีประสมดว้ ยสระเสียงยาวในแม่ ก. กา
คาํ ท่ีประสมดว้ ยสระ อาํ ใอ ไอ เอา
คาํ ตายมีลกั ษณะดงั น้ี
คาํ ท่ีประสมดว้ ยตวั สะกดแม่ กก กด กบ (กบด)
คาํ ท่ีประสมดว้ ยสระเสียงส้นั ในแม่ ก. กา
เอกสา๓รก.ารคสาํ ทอนี่เป็ทนพ๓้นื ๓เส๒ีย๐ง๔คหือลพกัยภางาคษห์าไรทือยคาํ ที่ไม่มีรูปวรรณย๒กุ ต๒ก์ าํ กบั อยู่ เช่น ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
กา พ้นื เสียงสามญั ขา พ้นื เสียงจตั วา คาบ พ้ืนเสียง โท
๔. คาํ ท่ีมีรูปวรรณยกุ ตก์ าํ กบั อยู่ เช่น จ่า ป้ า นา้ ป๋ า จะ๊
ตารางการผนั อกั ษร
อกั ษร คาํ ผนั ได้ สามญั เอก โท ตรี จตั วา
กลาง เป็ น ๕ จา จา่ จา้ จา๊ จ๋า
ตาย
๔- จะ จะ้ จะ๊ จ๋ะ
สูง เป็ น ๓- ขา่ ขา้ - ขา
ตาย ๒- ขะ ขะ้ - -
เป็ น ๓ คา - ค่า คา้ -
ต่าํ ตายสระส้นั ๓ - - คะ่ คะ ค๋ะ
ตายสระยาว ๓ - - คาบ คา้ บ ค๋าบ
๑. อกั ษรกลาง
คาํ เป็นผนั ได้ ๕ เสียง พ้นื เสียงสามญั คาํ ท่ีมีรูปวรรณยกุ ตเ์ สียงตรงรูป
คาํ ตายผนั ได้ ๔ เสียง พ้ืนเสียงเอก คาํ ที่มีรูปวรรณยกุ ตเ์ สียงตรงรูป (ไม่มีรูปเอก)
รูปโท (เสียงโท) รูปตรี (เสียงตรี) รูปจตั วา (เสียงจตั วา)
๑. อกั ษรสูง
คาํ เป็นผนั ได้ ๓ เสียง พ้นื เสียงจตั วา คาํ ที่มีรูปวรรณยกุ ตเ์ สียงตรงรูป
รูปเอก (เสียงเอก) รูปโท (เสียงโท)
คาํ ตายผนั ได้ ๒ เสียง พ้นื เสียงเอก คาํ ที่มีรูปวรรณยกุ ตเ์ สียงตรงรูป
รูปเอก (เสียงเอก)
๓. อกั ษรต่าํ
คาํ เป็นผนั ได้ ๓ เสียง พ้ืนเสียงสามญั คาํ ที่มีรูปวรรณยกุ ตเ์ สียงสูงกวา่ รูป ๑ เสียง
รูปเอก (เสียงโท) รูปโท (เสียงตรี)
คาํ ตายสระส้ันผนั ได้ ๓ เสียง พ้นื เสียงตรี คาํ ที่มีรูปวรรณยกุ ตเ์ สียงสูงกวา่ รูป ๑ เสียง
รูปเอก (เสียงโท) เวน้ รูปจตั วา (เสียงจตั วา ตรงรูป)
คาํ ตายสระยาวผนั ได้ ๓ เสียง พ้นื เสียงโท คาํ ที่มีรูปวรรณยกุ ตเ์ สียงสูงกวา่ รูป ๑ เสียง
รูปโท (เสียงตรี) เวน้ รูปจตั วา เสียงจตั วาตรงรูป)
อกั ษรสูงผนั ร่วมกบั อกั ษรต่าํ คู่ผนั ไดค้ รบ ๕ เสียง อกั ษรต่าํ เดี่ยว ใช้ ห อ นาํ ผนั ไดค้ รบ ๕ เสีย
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๒๓ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๔. พยางค์และชนิดคาไทย
พยางค์
พยางค์ คือเสียงที่เปล่งออกมาคร้ังหน่ึงๆ เกิดจากการประสมอกั ษร อนั ไดแ้ ก่เสียงพยญั ชนะ เสียง
สระ และเสียงวรรณยกุ ต์ พยางคอ์ าจมีความหมายหรือไมม่ ีความหมายกไ็ ด้ เพราะอาจเป็นคาํ หน่ึงท่ีมี
ความหมายสมบรู ณ์หรือเป็นเพียงส่วนของคาํ กไ็ ด้
การประสมอกั ษร
การประสมอกั ษร คือการนาํ เอารูปและเสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์ มาประสมกนั เขา้ เป็น
พยางคห์ รือคาํ มีวธิ ีประสมดงั น้ี
๑. พยางคส์ ามส่วน ประกอบดว้ ย ๓ ส่วน ไดแ้ ก่ พยญั ชนะตน้ + สระ + วรรณยกุ ต์ เช่น
กา พยญั ชนะตน้ ก + สระอา + วรรณยกุ ตส์ ามญั
ขา้ พยญั ชนะตน้ ข + สระอา + วรรณยกุ ตโ์ ท (รูปโท)
คา พยญั ชนะตน้ ค + สระอา + วรรณยกุ ตส์ ามญั
๒. พยางคส์ ี่ส่วน ประกอบดว้ ย ๔ ส่วน ไดแ้ ก่ พยญั ชนะตน้ + สระ + พยญั ชนะทา้ ย +วรรณยกุ ต์
เช่น
กาง พยญั ชนะตน้ ก + สระอา + พยญั ชนะทา้ ย ง + วรรณยกุ ตส์ ามญั
ขาด พยญั ชนะตน้ ข + สระอา + พยญั ชนะทา้ ย ด + วรรณยกุ ตเ์ อก
คา้ น พยญั ชนะตน้ ค + สระอา + พยญั ชนะทา้ ย น + วรรณยกุ ตต์ รี(รูปโท)
๓. พยางคส์ ี่ส่วนพเิ ศษ ประกอบดว้ ย ๔ ส่วน ไดแ้ ก่ พยญั ชนะตน้ + สระ + ตวั การันต์ +วรรณยกุ ต์
เช่น
สีห์ พยญั ชนะตน้ ส + สระอี + ห การันต์ + วรรณยกุ ตจ์ ตั วา
พา่ ห์ พยญั ชนะตน้ พ + สระอา + ห การันต์ + วรรณยกุ ตโ์ ท (รูปเอก)
โชว์ พยญั ชนะตน้ ช + สระโอ + ว การันต์ + วรรณยกุ ตส์ ามญั
๔. พยางคห์ า้ ส่วน ประกอบดว้ ย ๕ ส่วนไดแ้ ก่
พยญั ชนะตน้ + สระ + พยญั ชนะทา้ ย +ตวั การันต์ + วรรณยกุ ต์ เช่น
สงฆ์ พยญั ชนะตน้ ส + สระโอะ + พยญั ชนะทา้ ย ง + ฆ การันต์ + วรรณยกุ ตจ์ ตั วา
บุษย์ พยญั ชนะตน้ บ + สรอุะ + พยญั ชนะทา้ ย ษ + ย การันต์ + วรรณยกุ ตเ์ อก
พยางค์คาเป็ นคาตาย ๒๔ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย
เมื่อนาํ หน่วยเสียงพยญั ชนะ สระ วรรณยกุ ตม์ าประสมอกั ษรเกิดเป็นพยางคห์ รือคาํ พยางคห์ รือคาํ เรา
ยงั แบง่ เป็นคาํ เป็ นคาํ ตาย
ลกั ษณะคาเป็ น ลกั ษณะคาตาย
๑.คาํ ท่ีประสมดว้ ยสระเสียงยาวในแม่ ก กา
แม่ น่า กลวั กวา่ เสือ ๑.คาํ ที่ประสมดว้ ยสระเสียงส้ันในแม่ ก กา
๒.คาํ ที่มีตวั สะกดแม่ กง กน กม เกย เกอว แกะ ดุ ปะ ทะ แพะ โก๊ะ
นาง นวล บิน วอ่ น โถม ลง กิน หนอน ๒.คาํ ท่ีมีตวั สะกดแม่ กก กด กบ
๓.คาํ ที่มีสระ อาํ ใอ ไอ เอา จาํ ใจ ไป เอา แอบ รัก นกั รบ
พยางค์เปิ ดพยางค์ปิ ด ลกั ษณะพยางค์ปิ ด
ลกั ษณะพยางค์เปิ ด ๑. คาํ ที่มีตวั สะกด(พยญั ชนะทา้ ย)ปรากฏอยทู่ า้ ยคาํ
๑. คาํ ที่เป็นแม่ ก กา หรือคาํ ท่ีไมม่ ีเสียงพยญั ชนะ ท้งั ๘ แม่ เช่น นก บิน ร่อน วน เวยี น
ทา้ ย เช่น สี มา ดู ป้ า ๒. คาํ ท่ีมีสระ อาํ ใอ ไอ เอา นบั เป็นพยางคป์ ิ ด
เพราะมีเสียงพยญั ชนะทา้ ย อาํ (ม) ใอ,ไอ(ย) เอา(ว)
วธิ ีพจิ ารณาโครงสร้างพยางค์
พยางค์ ประกอบดว้ ย พยญั ชนะตน้ สระ พยญั ชนะทา้ ย และวรรณยกุ ต์ การทาํ ขอ้ สอบ
โครงสร้างพยางคม์ ีหลกั สงั เกต ดงั น้ี
ทา้ ย ตน้ ดนตรี สระ
๑. ดูเสียงพยญั ชนะทา้ ยวา่ มีหรือไม่มี
๒. ดูเสียงพยญั ชนะตน้ วา่ เป็นพยญั ชนะตน้ เสียงเดียวหรือสองเสียง
๓. ดูเสียงวรรณยกุ ต(์ ดนตรี)วา่ เป็นเสียงใด สามญั เอก โท ตรี จตั วา
๔. ดูเสียงสระวา่ เป็นสระเสียงส้ันหรือสระเสียงยาว
เสียงหนักเบาในภาษาไทย ๒๕ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เอกสารภกาาษรสาไอทนยมทีก๓าร๓ล๒งเ๐ส๔ียงหหลนกั กั ภเบาษาดาไงั ทน้ีย
๑. คาครุ–ลหุ
คาํ ครุ คือคาํ ที่ออกเสียงหนกั คาํ ครุใชเ้ คร่ืองหมาย ัั แทนมีลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี
คาํ ท่ีประสมดว้ ยสรเสียงยาวในแม่ ก. กา เช่น นา มี ปู ขา เก
คาํ ท่ีมีตวั สะกดทุกตวั เช่น นอ้ ง หุง ขา้ ว ดิบ กิน กุบ กบั จน แกม้ ตุย่
คาํ ท่ีประสมดว้ ยสระ อาํ ใอ ไอ เอา เช่น จาํ นาํ ใย ไหม เอา ไป ใช้
คาํ ลหุ คือคาํ ที่ออกเสียงเบา ใชเ้ คร่ืองหมาย ัุ แทนมีลกั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
คาํ ท่ีประสมดว้ ยสระเสียงส้นั ในแม่ ก. กา เช่น กระทะ เกะกะ นะคะ กะทิ เอะอะ
๒. ตาแหน่งของพยางค์ในคา
คาํ ๒ พยางค์ ลงเสียงหนกั ทีพ่ ยางคส์ ุดทา้ ยของคาํ เช่น
กระดูก สติ น้าํ แขง็ ขา้ วผดั คดี สมุดมะม่วง
คาํ ๓พยางค์
ลงเสียงหนกั ท่ีพยางคส์ ุดทา้ ย เช่น มะละกอ โทรทศั น์ จะละเม็ด มรกต
ลงเสียงหนกั ที่พยางคท์ ี่ ๒ และ ๓ เช่น สถติ ิสุภาษติ สโมสร ประชาชน
คาํ ๔ พยางคล์ งเสียงหนกั ไดห้ ลายตาํ แหน่ง สุดแลว้ แตค่ าํ ที่พดู เช่น
อเมริกานมัสการ มหรสพอนั ตรธานปาฐกถาวทิ ยาศาสตร์อุปการะ
วรรณคดวี ทิ ยาลยั สาธารณะสุข
ชนิดของคา
ภาษาไทยแบง่ คาํ ออกเป็ น ๗ ชนิด ดงั น้ี
๑. คานาม คาํ บอกช่ือคน สตั ว์ สิ่งของ และสถานท่ี แบง่ ออกเป็น ๕ ชนิด
๑.๑ สามานยนาม นามทว่ั ไป เช่น คน บา้ น เมือง ใจ ลม ขนม เวลา อายุ ฟ้ า
๑.๒ วสิ ามานยนาม นามเป็นช่ือเฉพาะ เช่นประเทศไทย จงั หวดั เชียงใหม่ วนั จนั ทร์
๑.๓ สหมุหนาม นามท่ีอยรู่ วมเป็นหมวดหมู่ เช่นทีมฟุตบอล กองทหาร วงดนตรี
๑.๔ ลกั ษณะนาม นามบอกลกั ษณะ เช่น กระจกเงา ๒ บาน กระดุม ๕ เมด็ ชอ้ น ๑ คนั
๑.๕ อาการนาม นามที่มี การ ความ นาํ หนา้ คาํ กริยาหรือวเิ ศษณ์ เช่น การกิน การเรียน
การสอน การรักษาความสะอาด ความดี ความรัก ความยาว ความเหงา
เอกสา๒รก.ารคสาสอรนรทพน๓า๓ม๒ค๐าํ ๔ที่ใหชลแ้ กัทภนาคษาํานไทามย แบ่งเป็น ๖ ชนิด๒๖ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๒.๑ บุรุษสรรพนาม มี ๓ ชนิด
- สรรพนามบุรุษท่ี ๑ แทนผพู้ ดู เช่นฉนั ขา้ พเจา้ ดิฉนั ผม อาตมา เกลา้ กระหม่อม
- สรรพนามบุรุษที่ ๒ แทนผฟู้ ัง เช่นเธอ คุณ ทา่ น ใตเ้ ทา้ พระคุณเจา้ ใตฝ้ ่ าพระบาท
- สรรพนามบุรุษท่ี ๓ แทนผทู้ ี่พดู ถึง เช่นเขา มนั ท่าน พระองค์ พวกมนั แก
๒.๒ ประพนั ธสรรพนาม สรรพนามที่ใชแ้ ทนคาํ ท่ีอยขู่ า้ งหนา้ และใชเ้ ชื่อมประโยคไดแ้ ก่
ท่ี ซ่ึง อนั เช่น คนท่ีนงั่ แถวหนา้ น่ารักทุกคน ผซู้ ่ึงต้งั ใจฟังจะทาํ งานไดถ้ ูกตอ้ ง
ปากกาอนั น้ีราคาถูก
๒.๓ วภิ าคสรรพนาม สรรพนามแสดงวา่ แยกเป็นส่วนๆ ไดแ้ ก่ บา้ ง ตา่ ง กนั เช่น
เด็กๆ ต่างเล่นกนั สนุกสนาน รถชนกนั หนา้ โรงเรียน คนงานบา้ งก็ทาํ งานบา้ งกค็ ุยกนั
๒.๔ นิยมสรรพนาม สรรพนามช้ีเฉพาะเจาะจง ไดแ้ ก่ นี่ นน่ั โน่น เช่น
น่ีหนงั สือเล่มใหม่ นน่ั หนงั สือเล่มเก่า โน่นหนงั สือแปล
๒.๕ อนิยมสรรพนาม สรรพนามไม่ช้ีเฉพาะเจาะจงไดแ้ ก่ ใคร อะไร ไหน ใด
(ไมเ่ ป็นคาํ ถาม) เช่นใครหรือจะมาเห็นใจ ใครๆ ก็ไมร่ ักผม อะไรก็ไม่จีรัง
อะไรๆฉนั กินไดท้ ้งั น้นั ใดๆในโลกน้ี
๒.๖ ปฤจฉาสรรพนาม สรรพนามท่ีเป็นคาํ ถาม ไดแ้ ก่ ใคร อะไร ไหน เช่น
อะไรอยกู่ ล่อง ใครจะไปดูหนงั บา้ ง เราจะไปดูหนงั ที่ไหนดี
๓. คากริยา คาํ แสดงอาการของนามและสรรพนาม แบ่งเป็น ๕ ชนิด
๓.๑ อกรรมกริยา กริยาไมต่ อ้ งมีกรรม เช่น กิน วง่ิ เดิน ยนื ร้องไห้ นอน เห่า ขนั
๓.๒ สกรรมกริยา กริยาตอ้ งมีกรรมรองรับ เช่น กินขา้ ว ขายขนม แจกรางวลั
๓.๓ วกิ ตรรถกริยา กริยาท่ีตอ้ งมีส่วนเติมเตม็ เช่น เป็น คือ คลา้ ย เท่า เหมือน ดุจ
๓.๔ กริยานุเคราะห์ กริยาช่วยบอกเวลา เช่น กาํ ลงั จะ แลว้ เคย คง อาจ ตอ้ ง ถูก ควร
๓.๕ กริยาสภาวมาลา กริยาที่ทาํ หนา้ ที่เหมือนนาม เช่น
ออกกาํ ลงั กายทาํ ใหร้ ่างกายแขง็ แรงเขาทาํ ดีกบั คนทุกคน
รับประทานอาหารตรงเวลาทาํ ใหส้ ุขภาพจะสมบูรณ์
๔. คาวเิ ศษณ์ คาํ ขยายบอกลกั ษณะ เวลา สถานที่ แบ่งเป็น ๑๐ ชนิด
๔.๑ ลกั ษณะวเิ ศษณ์ บอกลกั ษณะเช่น สูง ต่าํ ดาํ ขาว สวย หล่อ กลม แบน ดี
๔.๒ สถานวเิ ศษณ์ บอกสถานท่ีเช่น เหนือ ใต้ ออก ตก บน ล่าง ซา้ ย ขวา หนา้ หลงั
๔.๓ กาลวเิ ศษณ์ บอกเวลา เช่น เชา้ สาย บ่าย เยน็ อดีต ปัจจุบนั อนาคต วนั น้ี เมื่อวาน
๔.๔ ประมาณวเิ ศษณ์ บอกจาํ นวน เช่น หน่ึง สอง สาม มาก นอ้ ย ท้งั หลาย ลน้ เหลือ
๔.๕ นิยมวเิ ศษณ์ บอกความช้ีเฉพาะ เช่น น้ี น้นั โนน้ ท้งั น้ี ท้งั น้นั เอง เฉพาะ
ตวั อยา่ งเช่นเขาชอบรถคนั น้ีมากกวา่ คนั น้นั
เอกสารกเาธรอสเอองนทท่ีช่ว๓ย๓เข๒าไ๐ว๔้ เรห่ือลงกันภ้ีเปา็ษนาหไนทา้ยที่ฉนั ท้งั น้นั ๒๗ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๔.๖ อนิยมวเิ ศษณ์ บอกความไม่ช้ีเฉพาะ เช่น ไหน อะไร ใด อยา่ งไร กี่ อื่นๆ
ตวั อยา่ งเช่น เธออ่านหนงั สือเร่ืองอะไรกไ็ ด้ หนงั สืออื่นๆฉนั ไม่สนใจ
คาํ หวานก่ีคาํ ๆ กไ็ มท่ าํ ใหฉ้ นั ดีข้ึน
๔.๗ ปฤจฉาวเิ ศษณ์ แสดงคาํ ถาม เช่น ใคร อะไร ท่ีไหน เมื่อไหร่ อยา่ งไร ทาํ ไม
ตวั อยา่ งเช่น คุณยมื หนงั สือจากหอ้ งสมุดที่ไหน
เธอไปดูหนงั เรื่องอะไร ลูกกลบั บา้ นเมื่อไหร่
๔๘. ประติเษธวเิ ศษณ์ บอกความปฏิเสธหา้ ม เช่น ไม่ ไมใ่ ช่ หาไม่ หามิได้ ไม่ได้ ไม่มี
เดก็ ๆ ไม่ชอบกินผกั ไมม่ ีใครรู้จกั เขา อนั น้ีไม่ใช่ของเธอ ผมไม่ไดเ้ ป็นคนทาํ
๔.๙ ประติชญาวเิ ศษณ์ บอกการตอบรับ เช่น ครับ คะ่ คะ จะ๊ จ๋า ขอรับ ขา โวย้
๔.๑๐ ประพนั ธ์วิเศษณ์ ขยายกริยา และเช่ือมประโยค เช่น ที่ ซ่ึง อนั อยา่ งที่
ตวั อยา่ ง คนขยนั ท่ีอ่านหนงั สือมากมกั พดู นอ้ ย
ของชิ้นน้ีมีค่ามากซ่ึงมิอาจประมาณได้
๕. คาบุพบท คาํ ที่เช่ือมคาํ และวลีเขา้ ดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ ที่ ซ่ึง ของ แห่ง ตาม กบั แก่ แด่ ต่อ เม่ือ
สาํ หรับ เพ่ือ โดย ดว้ ยบน ล่าง ใน นอก เพราะ ดูกร ดูรา ขา้ แต่
๖. คาสันธาน คาํ เช่ือมขอ้ ความหรือประโยค
๖.๑ เช่ือมความคลอ้ ยตามกนั ไดแ้ ก่ และ คร้ัน...ก็ ท้งั ...และ แลว้ ...ก็ตวั อยา่ ง
เด็กและผหู้ ญิงมีสิทธิเทา่ กนั คร้ันอา่ นหนงั สือจบเขาก็เกบ็ หนงั สือ
ท้งั เธอและเขาสอบได้
๖.๒ เช่ือมความขดั แยง้ ไดแ้ ก่ แต่ แตว่ า่ ถึง...ก็ กวา่ ...ก็ ฝ่ าย ส่วน ตวั อยา่ ง
มะนาวเปร้ียวแตส่ ้มหวาน ถึงเธอพยายามกท็ าํ ไมส่ าํ เร็จ
นอ้ งแตง่ ชุดหนงั ส่วนฉนั สวมชุดไทย
๖.๓ เชื่อมความให้เลือก ไดแ้ ก่ หรือ หรือไม่ก็ มิฉะน้นั ไม.่ ..ก็ ตวั อยา่ ง
คุณชอบเพลงไทยหรือเพลงสากล ไม่เธอก็ฉนั ตอ้ งทาํ งานน้ี
ลูกกวาดบา้ นหรือไม่ก็ลา้ งจาน
๖.๔ เชื่อมความที่เป็นเหตุผลกนั ไดแ้ ก่ จึง ฉะน้นั เพราะ เพ่อื ตวั อยา่ ง
ฝนตกหนงั ร่มจึงขายดี เขาต้งั ใจฝึกฉะน้นั จึงชนะในการแข่งขนั บา้ นสวยเพราะสีดี
๗. คาอุทาน คาํ แสดงอารมณ์ ความรู้สึก แบ่งเป็น ๒ ชนิด
๗.๑ อุทานบอกอาการ ดีใจ เสียใจ ตกใจ ตื่นเตน้ ไดแ้ ก่ โอโ้ ฮ โอย๊ เฮย้ วา้ ย คุณพระช่วย
ตาเถร พทุ โธ่ อนิจจา เอะ๊ อะ๊ ฮา้ บะ๊ เอ
๗.๒ อุทานเสริมบท คาํ อุทานที่เพม่ิ ถอ้ ยคาํ ไมใ่ หห้ ว้ น ไดแ้ ก่ ลูกเตา้ เลขผา ตาํ รับตาํ รา
อาบน้าํ อาบทา่ ผมเผา้ กระดูกกระเด้ียวฟงแฟน ชิมเชิม ไม่กินไม่แกน
๕. การสร้างคาและการเพมิ่ คาเอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย
๒๘ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
การสร้างคาํ ข้ึนมาใชใ้ นภาษาไทยของเรามีหลายวธิ ี ต้งั แต่การสร้างคาํ ข้ึนมาโดยกาํ หนดเสียงและ
กาํ หนดความหมายให้ การนาํ คาํ เดิมท่ีมีอยแู่ ลว้ มาเพมิ่ คาํ ใหม่ หรือการยมื คาํ มาจากภาษาอื่น จากวธิ ีการไก่
ดงั กล่าวจึงทาํ ใหเ้ กิดคาํ หลายชนิดข้ึนในภาษาไทยดงั น้ี
คามูล
๑. ลกั ษณะของคาํ มลู
คือคาํ คาํ เดียวท่ีสร้างข้ึนมาแต่เดิมโดยเฉพาะ ไมไ่ ดเ้ กิดจากการนาํ คาํ มารวมกนั เช่น
กิน เดิน นงั่ นอน ถว้ ย ชาม จาน ชอ้ น ววั ควาย เป็ ด ไก่ จอบ เสียม คราด ไถ พี่ นอ้ ง พอ่ แม่
ลุง ป้ า นา้ อา กระบุง กระทะ มะม่วง มะนาว มะพร้าว กางเกง เส้ือ กระเป๋ า
๒. วธิ ีสงั เกตคาํ มูล
๒.๑ คาํ พยางคเ์ ดียวเป็นคาํ มลู ทุกคาํ
๒.๒ คาํ หลายพยางค์ ตอ้ งแยกพยางค์ หากแยกแลว้ แตล่ ะพยางคไ์ ม่มีความหมาย หรือมี
ความหมายแต่ไมค่ รบทุกพยางค์ หรือมีความหมายครบทุกพยางคแ์ ต่ความหมายของคาํ ไม่
เกี่ยวขอ้ งกบั พยางคเ์ ดิม นนั่ คือคาํ มูล แต่หากคาํ ใหม่มีความหมายเก่ียวขอ้ งกบั พยางคเ์ ดิมไมใ่ ช่คาํ
มลู ตวั อยา่ งเช่น
คามูล ไม่ใช่คามูล
คาํ ไมเ่ ก่ียวกบั พยางคเ์ ดิม คาํ เกี่ยวกบั พยางคเ์ ดิม
นารี นา + รี นากุง้ นา + กงุ้
ตาราง ตา + ราง ตากลอ้ ง ตา + กลอ้ ง
ทพั พี ทพั + พี ทพั เรือ ทพั + เรือ
กนั ดาร กนั + ดาร กนั ชน กนั + ชน
กาแฟ กา + แฟ กาชาด กา + ชาด
คาํ นบั คาํ + นบั คาํ คม คาํ + คม
คูปอง คู + ปอง คูเมือง คู + เมือง
จบั ปิ้ ง จบั + ปิ้ ง จบั กมุ จบั + กุม
ชิงชา้ ชิง + ชา้ ชิงชยั ชิง + ชดั
ดีบุก ดี + บุก ดีแตก ดี + แตก
ตอแหล ตอ + แหล ตอไม้ ตอ + ไม้
คาเปอกระสสารม๑ก. ารลสกั อษนณทะค๓าป๓ร๒ะ๐ส๔ม หลกั ภาษาไทย ๒๙ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
คือวธิ ีสร้างคาํ ข้ึนมาใชใ้ หมใ่ นภาษาไทย โดยนาํ คาํ มลู ที่มีความหมายต่างกนั ต้งั แตส่ องคาํ ข้ึน
ไปมารวมกนั เกิดเป็นคาํ ใหม่ อาจมีความหมายคงเคา้ เดิม มีความหมายเปล่ียนแปลงไป หรืออาจมีความหมาย
เป็นอุปมา(เป็นการเพ่มิ คาํ )
คาประสมทม่ี คี วามหมายคงเค้าเดิม เช่น
แปรงสีฟัน น้าํ หวาน ขา้ วตาก การรถไฟ น้าํ พุ หมอฟัน
ปลายา่ ง เคร่ืองเขียน ตูเ้ ส้ือผา้ ไขท่ อด นากงุ้ ยงุ ลาย
ราวตากผา้ กล่องดินสอ รถทวั ร์ บา้ นเช่า แกงเผด็ เรือประมง
คาประสมทม่ี ีความหมายเปลย่ี นแปลงไป
แมย่ าย พอ่ คา้ ลูกเสือ คอหอย ลูกนอ้ ง แมย่ ก
นกหวดี แมท่ พั พิมพด์ ีด ห่อหมก แม่แรง ทางมา้ ลาย
ปากตลาด ส้มตาํ มือถือ ยาบา้ ลูกน้าํ กุง้ ยงิ
คาประสมทม่ี คี วามหมายเป็ นอปุ มาเปรียบเทียบ
ตีนแมว หวั สูง มือสะอาด หมาวดั มือกาว ไก่อ่อน
ใจดาํ หวั หมุน ยกหาง เล่นตวั ตีนผี หนา้ มา้
ปากตลาด ไข่แดง หวั หมอ แมวมอง คอตก ใตด้ ิน
๒.วธิ ีสังเกตคาประสม
๒.๑ คาํ มลู ท่ีมาประสมกนั ตอ้ งมีความหมายต่างกนั เป็ นภาษาเดียวกนั หรือตา่ งภาษกนั ก็ได้ เช่น
ก) สร้างจากคาํ ไทยทุกคาํ เช่นหมอความ ของสูง แมย่ าย บา้ นเช่า กินที่ วง่ิ ผลดั
ข) สร้างจากคาํ ไทยกบั ภาษาตา่ งประเทศ เช่น
ไทย + เขมร : ของขลงั นายตรวจ ของโปรด ทะเลสาบ
ตรัสรู้ ปราศจาก เคร่ืองปรุง น้าํ ตาลกรวด
ไทย + จีน : กินโตะ๊ เขา้ หุน้ บะหมี่แหง้ ขา้ วตม้ กุ๊ยเส้นก๋วยเตี๋ยว
นายหา้ ง ค่าต๋ง ตีตว๋ั เสียยหี่ อ้ ของเก๊ รองเทา้ เกี๊ยะ
ไทย + บาลี,สันสกฤต :รถไฟ เคร่ืองคิดเลข ตนู้ ิรภยั แม่พมิ พล์ ูกศิษย์
ครูใหญ่ เคร่ืองกล ข้ีโรค แขกยามประกนั ภยั ไทย + องั กฤษ : เรียง
เบอร์ สมุดโนต้ ท่อแป๊ บ น้าํ ก๊อก พวงหรีดตูโ้ ชว์
กางเกงยนี เขา้ คิว ตูเ้ ซฟ ซุปววั หมวกกนั น็อก
ค) สร้างจากคาํ ภาษาตา่ งประเทศท้งั หมด เช่น
เอกสารการสอน ท ๓๓ร๒ถเ๐ม๔ล์ หรลถกั ทภวั ารษ์ าไรทถแยทก็ ซี่ ศาสนาคร๓ิส๐ต์ รถเก๋ง เมรุมาศครูเนทพพมพางศษ์ เผปดาน็จกเพารช็ ร
เจตจาํ นง ภาพลกั ษณ์ ยานอวกาศ ภาพพจน์ จนั ทร์เพญ็ ตรวจการณ์
๒.๒ คาํ ท่ีเกิดใหม่ตอ้ งมีความหมายเก่ียวขอ้ งกบั คาํ เดิมท่ีเอามาประสมกนั เช่น
แกงส้ม คาํ ใหม่เกี่ยวขอ้ งกบั คาํ วา่ แกง, ส้ม
น้าํ อดั ลม คาํ ใหม่เก่ียวขอ้ งกบั คาํ วา่ น้าํ , อดั , ลม
ดาวเทียม คาํ ใหม่เก่ียวขอ้ งกบั คาํ วา่ ดาว, เทียม
ตูเ้ ยน็ คาํ ใหม่เก่ียวขอ้ งกบั คาํ วา่ ต,ู้ เยน็
๒.๓ คาํ ที่เกิดตอ้ งมีความหมายใหมใ่ ชเ้ รียกชื่อคน สตั ว์ ส่ิงของ สถานที่ อาการ วธิ ีการใหมเ่ ป็น
ชนิดหน่ึง ท่ีหน่ึง อยา่ ง อาการหน่ึง ประเภทหน่ึง เช่น
ส้มตาํ (อาหารชนิดหน่ึง) พดั ลม (เคร่ืองใชช้ นิดหน่ึง)
มวยปล้าํ (กีฬาชนิดหน่ึง) หมอฟัน (อาชีพอยา่ งหน่ึง)
กนั ชน (อุปกรณ์รถยนตอ์ ยา่ งหน่ึง) รถไฟฟ้ า (รถชนิดหน่ึง)
มดแดง (สตั วช์ นิดหน่ึง) ดีใจ (ความรู้สึกอยา่ งหน่ึง)
ท่าเรือ (สถานท่ีหน่ึง) คอตก (อาการอยา่ งหน่ึง)
๒.๔ คาํ ที่เกิดใหม่เป็นคาํ เดียวกนั ไม่ใช่คาํ ที่มาขยาย หากมาขยายไม่ใช่คาํ ประสม เช่น
มะม่วงกวน มะมว่ งแช่อิ่ม มะม่วงแกว้ มะมว่ งอกร่อง : เป็นคาํ ประสม
มะมว่ งดิบ มะมว่ งเน่า มะมว่ งอ่อน มะมว่ งเธอ : ไม่ใช่คาํ ประสม
แม่บา้ น แมค่ รัว แม่ทพั แมย่ าย แมย่ ก แม่แรง : เป็ นคาํ ประสม
แม่ปู แม่ววั แมฉ่ นั แม่แม่เธอ แม่ป่ วย แมย่ มิ้ : ไมใ่ ช่คาํ ประสม
๒.๕ คาํ มูลหลกั อยหู่ นา้ คาํ มลู เพ่ิมอยหู่ ลงั ความหมาย เช่น
คาํ ประสม คาํ มูลหลกั คาํ มลู เพิ่มเพ่อื ขยาย
สภา
ประธานสภา ประธาน เช่า
ไฟ
บา้ นเช่า บา้ น เบ้ีย
ลอย
โคมไฟ โคม
ดอกเบ้ีย ดอก
สะพานลอย สะพาน
๒.๖ คาํ ที่ประกอบดว้ ยคาํ วา่ ชาว ช่าง นกั ผู้ การ ความ เคร่ือง ที่ ของ ซ่ึงเป็ นคาํ มูลท่ีไม่อิสระ
นาํ หนาเ้ อเปก็ นสคาราํ กปารระสสอมนเทช่น๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๓๑ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ชาว : ชาวนา ชาวสวน ชาวไทย ชาวบา้ น ชาวเมือง ชาวเขา
ช่าง : ช่างยนต์ ช่างไม้ ช่างไฟฟ้ า ช่างเหล็ก ช่างแอร์ ช่างฟิ ต
(ช่างท่ีเป็นอาชีพ แต่ช่างพดู ช่างทาํ ช่างกิน ไม่ใช่คาํ ประสม)
นกั : นกั เรียน นกั มวย นกั ร้อง นกั ดนตรี นกั การเมือง
ผู้ : ผดู้ ี ผวู้ า่ ผใู้ หญ่ ผชู้ าย ผหู้ ญิง ผเู้ ยาว์ ผกู้ ่อการร้าย
การ : การบา้ น การเมือง การคลงั การเงิน การก่อสร้าง การบิน
ความ : ความดี ความสุข ความทุกข์ ความรู้ ความหวงั ความกลวั
เคร่ือง : เคร่ืองบิน เคร่ืองกระป๋ อง เคร่ืองมือ เคร่ืองเรือน เครื่องเงิน
ที่ : ที่นอน ที่เข่ียบุหร่ี ท่ีเปิ ดขวด ท่ีรัก ท่ีโกยขยะ ท่ีดกั ยงุ
ของ : ของขวญั ของกิน ของเล่น ของสูง ของตอ้ งหา้ ม
๒.๗ คาํ ประสมที่มีคาํ วา่ พระ, ราช นาํ หนา้ คาํ ที่ไม่ใช่คาํ บาลีสนั สกฤต เป็นคาํ ประสม เช่น
พระดาํ รัส (ข) พระเกา้ อ้ี (จ) พระโธรน (อ)
พระเขนย (ข) พระอู่ (ข) พระเจา้ (ท)
ราชวงั (ท) ราชดาํ เนิน (ข) ราชดาํ ริ (ข)
๓. แบบสร้างคาประสม
๓.๑ คาํ ประสมที่มีคาํ นามเป็ นหลกั
นาม + นาม : โรงรถ เรืออวน น้าํ ปลา กลว้ ยแขก ขนมจีน คนงาน ตีนกา ขนั หมาก
สวนสัตว์ รถมา้ ไฟฟ้ า นาเกลือ ดอกฟ้ า บตั รโทรศพั ท์ หนา้ มา้ แมน่ ้าํ
นาม + กริยา : มือถือ ทองมว้ น คานหาม หอนอน ขา้ วตาก ไมส้ อย รถเขน็ ยาถ่าย
เรือแจว ไข่เจียว มา้ นง่ั หมยู า่ ง ปลาน่ึง นกหวดี ส้มตาํ หวั หมุน
นาม + วเิ ศษณ์ : น้าํ หวาน แกงจืด ขา้ วสวย ใจดาํ ใจแคบ หนา้ หนา้ ปลาเคม็ เรือเร็ว
รถด่วน ปากเสีย ยาขม หวั ด้ือ ตูเ้ ยน็ น้าํ แขง็ ดาวเทียม
นาม + บุพบท : ภาคใต้ ภาคเหนือ คนกลาง เมืองนอก วงใน เมืองเหนือมา้ ตา่ ง
คนนอก เบ้ียล่าง เบ้ืองบน บา้ นนอก
๓.๒ คาํ ประสมท่ีมีคาํ กริยาเป็นหลกั
กริยา + กริยา : พดั โบก รวบรวม รวบรัด บุกเบิก แกไ้ ข ขนส่ง ร้องเรียนห่อหมก
จบั ไข้ กนั ชน กนั สาด วงิ่ ผลดั บ่งช้ี เขา้ ล็อก
กริยา + นาม : แกงไก่ เขา้ ใจ วางตวั ชกั ดาบ บาดแผล ค้าํ กาํ ป้ัน ออกตวั ขายเสียง
ซ้ือเสียง ยกเมฆ ปิ ดปาก รําพดั ตีหนา้ ยกั ษ์ ใหท้ า้ ย
เอกสาร๓ก.๓ารสคอาํ นปกรรทิยะาส๓+ม๓ทว๒ี่มเิ ศ๐ีคษ๔าํ ณวหเิ์ศ:ลษกั ณภย์เมิ้าปษห็นาวหไาทลนยกั คุยโต บินสูง รู้ดี ๓รู้ช๒วั่ อวดเก่ง วงิ่ วบิ ากครถูเทอพยฉพางกษเด์ ปินาสนาเยพช็ ร
วเิ ศษณ์ + นาม :หลายใจ แขง็ ใจ นอ้ ยหนา้ แขง็ ขอ้ หมดตวั เสียใจ
วเิ ศษณ์ + กริยา : ป้ อยอ ปรีด์ิเปรม ผพุ งั แขง็ ขืน ดีแตก เสียหาย อ่อนซอ้ ม
วเิ ศษณ์ + วเิ ศษณ์ : เปร้ียวหวาน หวานเยน็ สุกดิบ สูงส่ง เสียเหลี่ยม บานเยน็
๓.๔.คาํ ประสมท่ีมีคาํ บุพบทเป็นหลกั
นอกใจ กลางบา้ น นอ้ ยหนา้ ตามมีตามเกิด จนแลว้ จนรอด นอกคอก
กลางคน ในใจ ในหลวง ใตเ้ ทา้ หลงั บา้ น หนา้ บา้ น ใตด้ ิน นอกชาน
๔.หน้าทข่ี องคาประสม
๔.๑ ทาํ หนา้ ที่เป็ นคาํ นาม เช่น
พอ่ บา้ น พอ่ นครัว พอ่ มด พ่อตา พอ่ เล้ียง พอ่ คา้ แมย่ าย แม่ยก มีนมแม่ทพั แม่แรง
ลูกเสือ ลูกตุม้ ลูกนอ้ ง น้าํ ตา น้าํ ตก น้าํ ตาล น้าํ หวาน เครื่องบิน เครื่องเรือน หวั ใจ
เคร่ืองเขิน เครื่องป้ัน หวั หนา้ หวั โขนดาวเทียม ขนั หมาก ห่อหมก น้าํ แขง็ หมอฟัน
๔.๒ ทาํ หนา้ ท่ีเป็นคาํ กริยา เช่น
เสียเด็ก เสียเปรียบ เสียรู้ เสียแรง เสียหนา้ ยกเมฆ ยกหาง ยกเคา้ กินเมือง กินแรง
กินโตะ๊ นอกใจ ต้งั ใจ ดีใจ เป็นใจ ต้งั ตวั ถือตวั ลืมตวั เล่นตวั หกั หนา้ ไดห้ นา้ ไวห้ นา้
ออกหนา้ ถือดี อวดดี ลองดีซกั ฟอก ผสมเทียม ขายเสียง ซ้ือเสียง ตีบทแตก ปิ ดปาก
๔.๓ ทาํ หนา้ ที่เป็ นคาํ วเิ ศษณ์ เช่น
กินใจ กินขาด กินเมีย กินหาง กินเปล่า ใจดี ใจร้าย ใจฝ่ อ ใจจืดใจปลาซิว ใจเพชร
ใจแตก ใจง่าย ใจนอ้ ย ใจเด็ด หลายใจ สองใจคอแขง็ นอกคอ ใตด้ ิน กลางแปลง
เผาขน เดินตลาด นอกครู หวั นอก หวั ไม้ หวั แขง็ หนา้ เป็น ปากฉลาม ปากแขง็
นอนใจ ตายใจมือหนกั ถูกหู หวั เสีย หวั สูง หูเบา ตาต่าํ ตาขวาง
๕.ข้อสังเกตเกยี่ วกบั คาประสม
๕.๑ คาํ ประสมตอ้ งเกิดเป็ นคาํ ใหม่ หากมีความหมายเท่าคาํ มลู เดิมไมใ่ ช่คาํ ประสม
คาํ ประสม ความหมายใหม่ กลุ่มคาํ ความหมายเท่าเดิม
พอ่ ครัว ชายผมู้ ีหนา้ ท่ีประกอบอาหาร พอ่ ววั พอ่ ของลูกววั
แม่ทพั ผเู้ ป็นหวั หนา้ ในการนาํ ทพั แม่ปู แมข่ องลูกปู
หางเสือ เครื่องมือใชบ้ งั คบั ทิศทางเรือ หางเสือ หางของเสือ
ตเู้ ยน็ ตทู้ ี่ใหค้ วามเยน็ ตเู้ หลก็ ตทู้ ่ีทาํ จากเหล็ก
เอกสารก๕าร.๒สอคนาํ ทที่เก๓ิด๓จ๒าก๐ค๔าํ มหูลลทกั ่ีมภีคาวษาามไหทมยายเหมือนกนั คลา้๓ย๓กนั หรือตรงขา้ มกคนัรูเทไพมพ่ใชง่คษาํ์ ปปราะนสเพมช็แร
คาํ ประสม โครงสร้าง คาํ ซอ้ น โครงสร้าง
กฎหมาย กฎ + หมาย กฎเกณฑ์ กฎ + เกณฑ์
เรือใบ เรือ + ใบ เรือแพ เรือ + แพ
ชกั ใย ชกั + ใย ชกั จูง ชกั + จงู
อ่อนหดั อ่อน + หดั อ่อน + นอ้ ม
ขดั ตา ขดั + ตา ออ่ นนอ้ ม ขดั + ขอ้ ง
ขดั ขอ้ ง
๕.๓ คาํ ประสมท่ีเกิดจากคาํ ภาษาบาลีสนั สกฤต คาํ หลกั ตอ้ งอยหู่ นา้ ถา้ คาํ หลกั อยหู่ ลงั ไม่ใช่
คาํ ประสม แต่จะเป็ นคาํ สมาส
คาํ ประสม คาํ หลกั คาํ ขยาย คาํ สมาส คาํ ขยาย คาํ หลกั
ผลผลิต ผล + ผลิต ผลิตผล ผลิต + ผล
การยทุ ธ์ การ + ยทุ ธ์ ยทุ ธการ ยทุ ธ + การ
๕.๔ คาํ ประสมบางคาํ อาจจะมีความหมายเป็นสองอยา่ ง เช่น ความหมายเปรียบเทียบกบั
ความหมายคงเดิม หรือความหมายคงเดิมกบั ความหมายเฉพาะ
คาํ ประสม ความหมาย หมายเหตุ
หมาวดั หมาท่ีอาศยั อยใู่ นวดั ความหมายคงเดิม
ชายท่ีต่าํ ศกั ด์ิกวา่ หญิง ความหมายเปรียบเทียบ
ไขแ่ ดง ส่วนประกอบของไข่ที่มีสีเหลือง ความหมายเฉพาะ
คนท่ีเด่นอยทู่ า่ มกลางเพศตรงขา้ ม ความหมายเปรียบเทียบ
งูพษิ งูท่ีมีพิษในตวั ความหมายคงเดิม
คนท่ีมีอนั ตรายเล้ียงไม่เช่ือง ความหมายเปรียบเทียบ
หมาบา้ หมาที่เป็นโรคสุนขั บา้ ความหมายเฉพาะ
คนท่ีมีอาการไร้สติคลา้ ยหมาบา้ ความหมายเปรียบเทียบ
ตาบอด คนที่มองไมเ่ ห็นเพราะตาบอด ความหมายคงเดิม
มองไมเ่ ห็นคุณค่าของส่ิงใกลต้ วั ความหมายเปรียบเทียบ
๕.๖ คาํ ประสมบางคาํ มีลกั ษณะคลา้ ยคาํ สมาส แต่ใชค้ าํ ไทยหรือคาํ ภาษาอ่ืนท่ีไมใ่ ช่ภาษาบาลี
เอกสารสกนั าสรสกฤอตน ทเช๓่น๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๓๔ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
พลเรือน พลเมือง พลขบั ผลไม้ คุณคา่ เทพเจา้ มูลค่า
พลความ สรรพสิ่ง ทุนทรัพย์ สรรพสินคา้ กรมท่า เคมีภณั ฑ์
๕.๗ คาํ ประสมจาํ นวนหน่ึงมีคาํ แรกซ้าํ กนั ถือเป็นคาํ ต้งั แลว้ มีคาํ ตา่ ง ๆ มาช่วยเสริมความหมาย
คนใช้ คนทรง คาํ นาํ ทาง คนเกบ็ ขยะ คนสวน คนขบั รถ คนต่างชาติ คนส่งของ
รถยนต์ รถตู้ รถจกั รยาน รถสามลอ้ รถเก๋ง รถซาเลง้ รถบรรทุก รถเขน็ รถเมล์
ใจร้อน ใจเร็ว ใจแคบ ใจออ่ น ใจกวา้ ง ใจดี ใจง่าย ใจเพชร ใจแตก ใจปลาซิว
กินโตะ๊ กินเปล่า กินใจ กินดิบ กินขาด กินเมือง กินแรง กินเส้น กินผวั กินรังแตน
ของกลาง ของขลงั ของขวญั ของชาํ ของหลวง ของแหง้ ของวา่ ง ของเล่น ของดี
ขา้ วกลอ้ ง ขา้ วเกรียบ ขา้ วแกง ขา้ วเจา้ ขา้ วเหนียว ขา้ วตงั ขา้ วหมแู ดง ขา้ วซอย
ตีกิน ตีไก่ ตีความ ตีจาก ตีตวั๋ ตีต้ืน ตีโต้ ตีทา้ ยครัว ตีปี ก ตีหนา้ ตาย ตีฝีปาก
คาซ้อน/คาคู่
หมายถึงการนาํ คาํ มูลที่มีความหมายเหมือนกนั คลา้ ยกนั หรือตรงขา้ มกนั ต้งั แต่ ๒ คาํ ข้ึนไปมา
ประกอบกนั เป็ นคาํ ใหม่ เช่น
คาํ ท่ีมีความหมายเหมือนกนั
บา้ นเรือน เร็วไว ดูแล เส่ือสาด พดั วี อว้ นพี
จิตใจ สูญหาย นุ่มนิ่ม ทรัพยส์ ิน ขา้ ทาส ใหญโ่ ต
คาํ ท่ีเป็นพวกเดียวกนั
หนา้ ตา ไร่นา ขดั ถู เล็กนอ้ ย ช่องทาง ใจคอ
ขา้ วปลา ถว้ ยชาม เงินทอง แขง้ ขา ทุบตี ขวากหนาม
คาํ ที่มีความหมายตรงขา้ มกนั
ดาํ ขาว เทจ็ จริง ร้ายดี ผดิ ถูก เป็นตาย แพช้ นะ
ไดเ้ สีย ยากง่าย ชา้ เร็ว มีจน ดีชว่ั เหตุผล
ลกั ษณะคาซ้อน
๑. คาํ ซอ้ นมีจาํ นวนคาํ เป็นคาํ คู่ คือ ๒ ๔ ๖ มาซอ้ นกนั บางคร้ังเราจึงเรียกคาํ ซอ้ นวา่ คาํ คู่ เช่น
คาํ ซอ้ น ๒ คาํ
ชา้ งมา้ ทิ่มตาํ ค้าํ จุน ปากคอ รูปโฉม โคตรเหงา้
ด่าทอ สาปแช่ง ฝนฟ้ า บา้ นเรือน ดูดด่ืม เฟื่ องฟู
เอกสารกาคราํสซออ้ นนท๔๓๓คาํ๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๓๕ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ชา้ งมา้ ววั ควาย แกว้ แหวนเงินทอง กุง้ หอยปูปลา เรือกสวนไร่นา
ต้ืนลึกหนาบาง โกหกมดเทจ็ ยากดีมีจน ขา้ วยากหมากแพง
เยบ็ ปักถกั ร้อย ถนนหนทาง ทุกขโ์ ศกโรคภยั รูปฉมโนมพรรณ
คาํ ซอ้ น ๖, ๘ คาํ
คดในขอ้ งอในกระดูก จบั ไม่ไดไ้ ล่ไม่ทนั กาํ แพงมีหูประตูมีช่อง
ขิงก็ราข่าก็แรง อดตาหลบั ขบั ตานอน สวรรคใ์ นอกนรกในใจ
หวั ไม่วางหางไมเ่ วน้ ชว่ั เจ็ดทีดีเจด็ หน นอนกลางดินกินกลางทราย
๒. คาํ ซอ้ นเกิดจากการนาํ คาํ จากภาษาใดมาซอ้ นกนั กไ็ ด้ เช่น
คาํ ไทยซอ้ นคาํ ไทย
ผสี าง บา้ นช่อง เดือดร้อน เชื่อมตอ่ หลบั นอน หยบิ จบั
คน้ หา ก่อสร้าง เปลี่ยนแปลง ตดั สิน แก่เฒ่า ข่มเหง พดั วี
แปดเป้ื อน อดทน ภูเขา เก็บงาํ ปกป้ อง คบั แคบ อบรม
คาํ ไทยซอ้ นกบั คาํ ภาษาอ่ืน
บาลีสนั สกฤต ขา้ ทาส ภตู ผี ทุกขย์ าก ซากศพ ชา้ งสาร รูปร่างสร้างสรรค์
ศูนยก์ ลาง ทรัพยส์ ิน โจรผรู้ ้าย แก่นสาร เช้ือชาติ
เขมร ลา้ งผลาญ ยกเลิก โง่เขลา พรมแดน เงียบสงบ ด่าทอ กลา้ หาญ
ฝาผนงั ครบถว้ น ทรวงอก เขียวขจี ซื่อตรง แมกไม้
จีน หุน้ ส่วน หา้ งร้าน ช่ือแซ่ ตม้ ตุ๋น กกั ตุน ถวั เฉลี่ย เกก๊ ทา่
องั กฤษ แบบแปลน แบบฟอร์ม ท่อแป๊ บ รุมสะกรัม ปูนซีเมนต์
คาํ ตา่ งประเทศซอ้ นคาํ ต่างประเทศ
รูปภาพ กิจธุระ รสชาติ ทุกขท์ รมาน ภาษีอากร ประชาชน เวรกรรม
ยกั ษม์ าร สบถสาบาน ภยั อนั ตราย อุดมสมบรู ณ์ ฤทธ์ิเดชรูปทรง สุขสงบ
พละกาํ ลงั ภมู ิลาํ เนา เสกสรร วติ กกงั วล โขลนทวาร สรงสนาน วจิ ิตรบรรจง
สนุกสนาน สงบเสง่ียม เลอเลิศ เดินเหิน เสนียดจญั ไร ตรวจปรู๊ฟ เฮงซวย
๓. คาํ ที่นาํ มาซอ้ นกนั เป็ นคาํ ชนิดเดียวกนั เช่นนาม + นาม กริยา + กริยา วเิ ศษณ์ +วเิ ศษณ์
นาม + นาม :เรือนหอ เส้ือผา้ บา้ นเรือน หนา้ ตา ลูกหลาน โตะ๊ ตู้ ปากคอ
กริยา + กริยา : ปิ ดบงั ผกู พนั ข่มเหง อบรม รีดไถ ตบตี ยมิ้ แยม้ เก็บงาํ บีบค้นั ตดั สิน
วเิ ศษณ์ + วเิ ศษณ์ : เลก็ นอ้ ย ดีชว่ั เขียวขจี โง่เขลา อ้ือฉาว เหมน็ คาว ฉาวโฉ่
เอกสา๔รก. าครวสาอมนหมทาย๓ข๓อ๒งค๐าํ ๔ซอ้ หนลมกั ี ภ๒าษลาไกั ทษยณะ คือ ๓๖ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๔.๑ ความหมายจะอยเู่ พียงคาํ ใดคาํ หน่ึงอาจอยหู่ นา้ อยหู่ ลงั หรืออยคู่ าํ หนา้ คาํ หลงั รวมกนั
แก่เฒ่า แก่ชรา สูญหาย จิตใจ ซ่ือสัตย์ ขม่ เหง วา่ งเปล่า มากหลาย
ห่างไกล เลวทราม เลือกเฟ้ น คอยท่า พดั วี ซากศพ เคา้ มูล ปลุกเสก
ใจคอ หนา้ ตา ขดั ถู ด้ือดึง เน้ือตวั หยบิ ยมื แขง้ ขา บาดแผล เช่ือมต่อ
ญาติโยม เดียวดาย คลา้ ยคลึง จดั จา้ น ประเทศชาติ เขตแดน อบรม
ผลหมากรากไม้ ฤกษง์ ามยามดี ขา้ วยากหมากแพง ชว่ั ดี ผดิ ชอบ เทจ็ จริง ขาวดาํ
บาปบุญ ยากง่าย ไดเ้ สีย ชา้ เร็ว แพช้ นะ
๔.๒ ความหมายเปล่ียนไป เป็นเชิงอุปมา เช่น
อยกู่ ิน อุม้ ชู ค้าํ จุน เหลียวแล อ่อนหวาน ขวากหนาม ดูดด่ืม ทิ่มตาํ
น่ิมนวล หนกั แน่น คบั แคบ เดือดร้อน ยงุ่ ยาก วง่ิ เตน้ กดขี่ อบรม
ดูแล เสียดสี แง่มุม บากบนั่ ลู่ทาง เหลวแหลก ตดั สิน
๕.คาํ ซอ้ นเพื่อเสียง คือ คาํ ซอ้ นที่มีเสียงใกลเ้ คียงหรือคลอ้ งจองกนั จะมีพยางคไ์ มม่ ีความหมายอยา่ ง
นอ้ ย ๑ พยางค์ เช่น
แก่งแยง่ แก่นแกว้ ขบขนั แขนแมน งงงวย งอมแงม ชิงชงั เด๋อด๋ามิดชิด
โยกเยกเยยิ ยอ โป้ ปด งุนงง ดีเด่ ฟงแฟน กินแกน กวาดแกวด กระดูกกระเด้ียว ง่องแง่ง
งอดแงด ปอดแปด ง่อนแง่น ด๋ึงดง๋ั ดุง้ ดิ้ง ดุบดิบ ดู๋ดี๋ โดกเดกโทนโท่
ข้อสังเกตคาซ้อน
๑. คาํ ซอ้ นบางคาํ สลบั ท่ีของคาํ กนั ไดแ้ ตค่ วามหมายไมเ่ ปล่ียนแปลง เช่น
เก่ียวขอ้ ง - ขอ้ งเก่ียว แจกจา่ ย - จา่ ยแจก
แกร่งกลา้ - กลา้ แกร่ง ขดั ขอ้ ง - ขอ้ งขดั
ร้างรา - ราร้าง เปล่าเปลี่ยว - เปล่ียวเปล่า
วา้ เหว่ - เหวว่ า้ หงอยเหงา - เหงาหงอย
๒. คาํ ซอ้ นบางคาํ สลบั ที่ของคาํ กนั ไดแ้ ตค่ วามหมายตา่ งกนั เช่น
หนาแน่น - คบั คงั่ แออดั แน่นหนา - มน่ั คง แขง็ แรง
อยกู่ ิน - ใชช้ ีวติ เป็นสามีภรรยา กินอยู่ - พกั อาศยั อยดู่ ว้ ย
แหลกเหลว - ละเอียดไม่มีชิ้นดี เหลวแหลก - ความประพฤติไมด่ ี
โตต้ อบ - พดู ตอบกนั ไปมา ตอบโต้ - แกแ้ คน้ กลบั คืน
เบิกบาน - แจ่มใสร่าเริง บานเบิก - มากมาย
หมองมวั - ไม่แจม่ ใส มวั หมอง - มีมลทินไมบ่ ริสุทธ์ิ
เหยยี ดยาว - เหยยี ดตวั ใหย้ าว ยาวเหยยี ด - ยาวมาก
หลบั นอน - มีเพศสมั พนั ธ์ นอนหลบั - หลบั
เอกส๓า.รคกาํ าซรอ้สนอบนาทงค๓าํ ม๓ีส๒ีย๐งใ๔กหลเ้ลคกัียภงกาษนั าแไตทม่ ยีความหมายตา่ งกนั๓๗จึงตอ้ งระมดั ระวงั คในรูเกทาพรพใชง้ษ์ ปานเพช็ ร
เขาจวนเจียนจะไดช้ ยั ชนะอยแู่ ลว้ (เกือบจะ)
จวบจวนพระสุริยาจะลาลบั เหลียมเขา (จนกระทง่ั )
อยา่ ทาํ ใหเ้ รื่องลุกลามมากไปกวา่ น้ี (แผก่ วา้ งขยายออกไปโดยเร็ว)
ชาวบา้ นลุกฮือข้ึนตอ่ ตา้ นนายทุนคดโกง (รวมกลุ่มกนั เขา้ ต่อสู้)
เธอไมค่ วรพูดจาลามปามถึงผใู้ หญ่ (ตอ่ เน่ืองไปถึง)
เด็กผชู้ ายอยา่ ลวนลามเด็กผหู้ ญิง (ล่วงเกินในลกั ษณะไม่สุภาพ)
แมเ่ ปรียบเทียบราคาสิ้นคา้ ที่ซ้ือมา (เปรียบ)
เขาชอบเปรียบเปรยวา่ ฉนั เป็ นคนไม่ดี (พดู วา่ อยา่ งไม่เจาะจง)
ชาวเขาต้งั ถ่ินฐานอยตู่ ามยอดดอย (ท่ีอยทู่ ่ีอาศยั )
เขาทาํ งานจนสร้างหลกั ฐานไดม้ น่ั คง (ฐานะ)
๔.คาํ ซอ้ นบางคาํ อาจมีคาํ ท่ีมาซอ้ นบางไม่ไดใ้ ชโ้ ดยทว่ั แต่ใชเ้ ฉพาะภาษาถิ่น หรือเป็ นภาษาอ่ืนอาจ
ทาํ ใหส้ งั เกตไดย้ าก เช่น
เส่ือสาด คาํ วา่ สาด เป็นภาษาถ่ิน หมายถึง เสื่อ
ทองคาํ คาํ วา่ คาํ เป็นภาษาถิ่น หมายถึง ทอง
อว้ นพี คาํ วา่ พี เป็นภาษาถิ่น หมายถึง อว้ น
พดั วี คาํ วา่ วี เป็นภาษาถ่ิน หมายถึง พดั
กลา้ หาญ คาํ วา่ หาญ เป็นภาษาเขมร หมายถึง กลา้
ลูกเตา้ คาํ วา่ เตา้ เป็นภาษาจีน หมายถึง ลูก
ร้ายกาจ คาํ วา่ กาจ เป็นภาษาเขมร หมายถึง ร้าย
สร้างสรรค์ คาํ วา่ สรรค์ เป็นภาษาถ่ิน หมายถึง สร้าง
๕.คาํ พยางคเ์ ดียวซอ้ นกบั คาํ ๒ พยางค์ มกั มีการเติมอีก ๑ พยางค์ เพือ่ ใหก้ ลายเป็นคาํ ซอ้ น ๔
พยางค์ เช่น
ขโมยขโจร สงบงบเงียบ ส้มสูกลูกไม้
คาซ้า
คือ การนาํ คาํ คาํ เดียวกนั มากล่าวซ้าํ กนั ทาํ ใหค้ วามหายเนน้ หนกั หรือเบาลงต่างไปจากความหมายของ
คาํ คาํ เดียว ในการเขียนคาํ ซ้าํ จะใชเ้ คร่ืองหมายไมย้ มกแทนคาํ ซ้าํ
๑. ชนิดของคาทน่ี ามาซ้า มีดงั นี้
๑) คาํ นาม : พๆ่ี นอ้ งๆ ลูกๆ หลานๆ เดก็ ๆ หนุ่มๆ สาวๆ
๒) คาํ สรรพนาม : เราๆ ท่านๆ ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ
๓) ลกั ษณะนาม มกั จะมีคาํ วา่ เป็นนาํ หนา้ อยดู่ ว้ ย : เป็นชิ้นๆ เป็นถุงๆ เป็นแผน่ ๆ
๔) คาํ กริยา : นง่ั ๆ นอนๆ เดินๆ ยนื ๆ กินๆ จา่ ยๆ มองๆ ยมิ้ ๆ เขียนๆ
เอกสารการ๕ส)อคนาํ ชท่ว๓ยก๓ร๒ิยา๐๔: เหกืลอกบั ภๆาษคา่อไทยๆย จวนๆ ๓๘ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๖) คาํ บุพบท มกั เป็นบุพบทบอกสถานที่ : แถวๆ ในๆ ขา้ งๆ บนๆ ริมๆ
๗) คาํ วเิ ศษณ์ : บ่ายๆ สวยๆ ดีๆ ชา้ ๆ บอ่ ยๆ นุ่มๆ ขาวๆ สบายๆลา้ นๆ แสนๆ
๒.ความหมายของคาซ้า เมื่อซ้าํ แลว้ จะทาํ ใหม้ ีความหมายในลกั ษณะต่างๆ ดงั น้ี
๑) ความหมายแสดงความเป็นพหูพจน์ เช่น
เพ่อื นๆ มาเยย่ี มฉนั ท่ีบา้ น
เดก็ ๆ ไดร้ ับของแจกในวนั เด็ก
เขากินขา้ วเป็ นจานๆ
เขาหายหนา้ หายตาไปเป็นปี ๆ
๒) ความหมายเนน้ น้าํ หนกั ใหเ้ ด่นชดั ข้ึน เช่น
เส้ือตวั น้ียงั ดีๆ อยเู่ ลย
แมค่ รัวใชห้ มูเน้ือๆ ทาํ อาหาร
เขานอนป่ วยอยู่ ๒ อาทิตยเ์ ตม็ ๆ
กินๆ เขา้ ไปอยา่ มวั ชกั ชา้
เธอออกกาํ ลงั กายเสมอๆ รูปร่างจึงดี
สามารถเนน้ น้าํ หนกั โดยเปล่ียนระดบั เสียงคาํ หนา้ เป็นเสียงวรรณยกุ ตต์ รี เช่น
เธอสวมเส้ือสีคา้ วขาว ผหู้ ญิงคนน้นั ซว้ ยสวย เพอ่ื นเธอคนน้นั นิสัยด๊ีดี
๓) ความหมายบอกเป็ นคาํ สง่ั มกั เป็นคาํ ท่ีขยายกริยา เช่น
นง่ั ในๆ หน่อย
เดินเร็วๆ เขา้ ใกลจ้ ะถึงท่ีหมายแลว้
เยบ็ ตรงริมๆ นน่ั แหละดีแลว้
ตอบดงั ๆ หน่อยครูไม่ไดย้ นิ
๔) ความหมายบอกความตอ่ เนื่องทาํ ซ้าํ ๆ หรือบอกความไมต่ ้งั ใจ เช่น
ฉนั เดินๆ อยเู่ ขากว็ งิ่ เขา้ มาหา
คุณยายพดู ๆ อยกู่ ็เป็นลมลม้ ลง
เขานง่ั ทาํ ตาปริบๆ เมื่อถูกแม่ดุ
ฝนตกปรอยๆ ท้งั วนั
ปลาดิ้นกระแด่วๆ อยใู่ นขอ้ ง
การกระทาํ ซ้าํ รวมถึงคาํ ซ้าํ ที่เลียนเสียงธรรมชาติดว้ ย เช่น
แมวร้องเหมียวๆ แม่ไก่ส่งเสียงกุ๊กๆ เด็กร้องดงั อุแวๆ้
เอกสารการ๕ส)อคนว-ไทามม๓หเ่ จ๓มาะา๒ยจ๐บงแ๔อตกห่เคปลว็นกัากมภาไารษมบา่เจอไากทะแยจบงบหรวรือมไๆมเ่แชน่น่นอน๓๙ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เราๆ ท่านๆ ตอ้ งรวมมือกนั ทาํ งานน้ี
อะไรๆ หล่อนก็ไมถ่ ูกใจท้งั น้นั
เจา้ แตม้ มนั เลือกกินแต่ของดีๆ
- สถานท่ีไมเ่ จาะจง ไม่แน่นอน เช่น
บา้ นเขาอยแู่ ถวๆ ถนนศรีบาํ รุง
นกั เรียนผชู้ ายชอบนงั่ แถวกลางๆ
สมุดเธอครูวางไวบ้ นๆ นน่ั แหละ
- เวลาไมแ่ น่นอน เช่น
พรุ่งน้ีพบกนั ตอนบ่ายๆ นะ
งานชิ้นน้ีใชเ้ วลาทาํ ราวๆ ชวั่ โมง
ปี ท่ีผา่ นๆ มาฝนตกนอ้ ยน้าํ ไม่ท่วม
๖) ความหายเบาลง หรือลดน้าํ หนกั ความหมาย เช่น
เขาใส่เส้ือสีแดงๆ
แมย่ งั โกรธๆ อยอู่ ีก
เขาซ้ือสมุดเล่มบางๆ มาใชเ้ ขียน
นอ้ งเกือบๆ จะถูกหมากดั แลว้
ผมกช็ อบๆเขาอยเู่ หมือนกนั
ผมกค็ ิดๆ อยวู่ า่ จะลองทาํ ดูสักหน่อย
๗) คาํ หมายเป็ นพหูพจน์และแยกเป็นส่วนๆ เช่น
นกั เรียนเดินมาเป็นแถวๆ
นอ้ งดูหนงั เป็ นเร่ืองๆ
ครูตรวจขอ้ สอบเป็นขอ้ ๆ
เธอมีเส้ือผา้ เป็นตูๆ้
ฉนั กินลูกชิ้นเป็นไมๆ้
แมค่ า้ ชง่ั ผกั เป็นกิโลๆ
๘) ความหมายเปลี่ยนไปเป็นความหมายเฉพาะหรือเป็ นสาํ นวน เช่น
ไปๆมาๆ หมายความวา่ ในท่ีสุด
ดีๆชวั่ ๆ “ อยา่ งไรก็
งูๆปลาๆ “ รู้แต่ไม่สนั ทดั
พ้นื ๆ “ ธรรมดา
หมูๆ กลว้ ยๆ “ ง่าย
เอกสารการสอนนทอ้ ง๓ๆ๓๒๐๔ หลกั ภาษาไท“ย ๔๐ เกือบจะ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
ไล่ๆ “ ใกลเ้ คียง
ลวกๆ “ ขอไปท่ี ไม่พถิ ีพิถนั
เล่นๆ “ ไม่จริงจงั
ทาํ ส่งๆ “ พอใหพ้ น้ ตวั
ข้อสังเกต
๑. คาํ ซ้าํ ตอ้ งเป็นคาํ เดียวกนั อ่านออกเสียงติดกนั หากออกเสียงคนละส่วนทาํ หนา้ ท่ีต่างกนั ไม่ใช่คาํ ซ้าํ
เขาเก็บของไวใ้ นที่/ที่ปลอดภยั (ขอ้ ความคนละส่วนคนละความหมาย)
เขาเก็บของไวเ้ ป็นที่ๆ (เป็นคาํ ซ้าํ )
เขาออกกาํ ลงั กายทุกวนั /วนั ละชว่ั โมง (ขอ้ ความคนละส่วนกนั )
เขาออกกาํ ลงั กายเป็นวนั ๆ (เป็นคาํ ซ้าํ )
นกั เรียนแบ่งกลุ่ม/กลุ่มละ ๔ คน (ขอ้ ความคนละส่วนกนั )
นกั เรียนแบ่งกนั เป็นกลุ่มๆ (เป็นคาํ ซ้าํ )
๒) คาํ มลู ท่ีประกอบดว้ ยเสียงที่ซ้าํ กนั ไม่จดั เป็นคาํ ซ้าํ แต่เป็ นคาํ มลู หลายพยางค์ เช่น
เขาเห็นจะจะตา (เห็นชดั เจน)
นานาประเทศต่างใหค้ วามร่วมมือ (ตา่ งๆ)
เขากินไวไว (บะหม่ีก่ึงสาํ เร็จรูป)
คเอาสกมสาาสรการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔๐ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
คือการสร้างคาํ ใหมท่ ี่ไทยรับมาจากภาษาบาลีสันสกฤต เป็นการนาํ คาํ มลู เฉพาะภาษาบาลีสันสกฤต
ต้งั แต่ ๒ คาํ ข้ึนไปมารวมกนั ทาํ ใหเ้ กิดเป็นคาํ ใหม่
คาํ สมาสแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ
๑. คาํ สมาสแบบไม่กลมกลืนเสียง (สมาสชน)
๒. คาํ สมาสแบบกลมกลืนเสียง (สนธิเชื่อม)
๑. สมาสแบบไม่กลมกลนื เสียง(สมาสชน)
หลกั การสมาส
๑) ตอ้ งเป็นคาํ มลู จากภาษาบาลีสนั สกฤตเท่าน้นั หา้ มภาษาอื่น เช่น
บาลี + บาลี - อคั คีภยั ขตั ติยมานะ อริยสจั โจรภยั
สันสกฤต + สันสกฤต - วรี บุรุษ วทิ ยาศาสตร์ ศิลปกรรม
บาลี + สนั สกฤต - หตั ถกรรม นาฏศิลปะ สัจธรรม สามญั ศึกษา
๒) คาํ ใหมไ่ ม่มีการเปล่ียนแปลงรูปคาํ เพียงแต่นาํ คาํ มาเรียงต่อเขา้ ดว้ ยกนั
วฒั น + ธรรม วฒั นธรรม
สาร + คดี สารคดี
หตั ถ + ศิลป์ หตั ถศิลป์
มีขอ้ ยกเวน้ กลางคาํ หา้ มประวสิ รรชนียะ์ และตวั การันต์
ธุระ + กิจ ธุรกิจ
อาชีวะ + ศึกษา อาชีวศึกษา
พละ + ศึกษา พลศึกษา
ยทุ ธ์ + ศาสตร์ ยทุ ธศาสตร์
มีสมาสบางคาํ ที่ไม่ออกเสียง อะ กลางคาํ แตใ่ ชเ้ คร่ืองหมายทณั ฑฆาต
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั พพิ ฒั น์สัตยาประจกั ษส์ ัมผสั
นารายณ์หตั ถป์ ระโยชน์นิยมพยากรณ์ศาสตร์
คาํ วา่ พระ + คาํ บาลีสนั สกฤต แมป้ ระวสิ รรชนียก์ ็เป็ นคาํ สมาส เช่น
พระเนตร พระกรรณ พระโอษฐ์ พระคฑา พระฉวี พระหตั ถ์
พระบิดา พระขรรค์ พระหฤทยั พระเศียร พระราชโอวาท
๓) สมาสอา่ นออกเสียงได้ ๓ วธิ ี
- ออกเสียงสระต่อเน่ืองกลางคาํ มกั เป็นเสียง /อะ/ /อิ/ /อุ/ เช่น
เทพบุตร - เทพ – พะ –บุด
อุดมศึกษา - อุ – ดม – มะ – สึก – สา
เกียรติบตั ร - เกียด – ติ – บดั
เอกสารการสอนเทมร๓ุม๓าศ๒๐๔ หลกั -ภาษาไทเมย – รุ – มาด ๔๑ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เกตุมาลา - เกด – ตุ – มา – ลา
- ไมอ่ อกเสียงต่อเน่ืองกลางคาํ เช่น
ชาตินิยม เกียรตินิยม รสนิยม นามบตั ร นามสกุลบทบาท บาทยคุ ลปรากฏการณ์
มงคลกาล สามญั ชน สมยั นิยม สุภาพชน ธนบุรี อุดรธานี เพชรบุรี สุภาพบุรุษ ภาพพจน์
- ออกเสียงกลางคาํ หรือไมอ่ อกเสียงกลางคาํ ก็ได้ เช่น
ประวตั ิศาสตร์ ประ- หวดั – ติ – สาด หรือ ประ – หวดั – สาด
แพทยสภา แพด– ทะ – ยะ – สะ – พา หรือ แพด– สะ – พา
รัฐวสิ าหกิจ รัด – ถะ – วิ – สา – หะ –กิด หรือ รัด – วิ – สา – หะ –กิด
๔) สมาสคาํ หลกั อยหู่ ลงั คาํ ขยายอยหู่ นา้ (ตรงขา้ มคาํ ประสมของไทย) แปลความจากหลงั ไปหนา้ เช่น
ยทุ ธภมู ิ ยทุ ธ์ (รบ) + ภูมิ (แผน่ ดิน) - สนามรบ
ราชการ ราช (ราชา) + การ(งาน) - งานหลวง
หตั ถกรรม หตั ถ(์ มือ) + กรรม(ทาํ ) - งานที่ทาํ ดว้ ยมือ
วรี ชน วรี (กลา้ ) + ชน(คน) - ผกู้ ลา้
อดีตกาล อดีต(ผา่ นมา) + กาล(เวลา) - เวลาท่ีผา่ นไปแลว้
สวรรคโลก สวรรค์ + โลก - โลกอนั เป็นสวรรค์
เทวทูต เทว + ทูต - ทตู ของเทพ
ศุภวรรณ ศุภ(งาม) + วรรณ(ผวิ ) - ผมู้ ีผวิ งาม
- สมาสท่ีมีน้าํ หนกั คาํ ท้งั ๒ เสมอกนั ใหแ้ ปลเรียงลาํ ดบั โดยใช้ “และ” เป็นคาํ เชื่อม เช่น
ธรรมวนิ ยั (ธรรมและวนิ ยั ) ศีลธรรม (ศีลและธรรม) สมณพราหมณ์ (สมณและพราหมณ์)
บุตรธิดา (บุตรและธิดา) ทาสกรรมกร (ทาสและกรรมกร)
- สมาสที่ลงทา้ ยดว้ ยคาํ วา่ ชาติ ประเทศ แปลตวั หนา้ คาํ วา่ ชาติ ประเทศไม่ตอ้ งแปล เช่น
มนุษยชาติ (มนุษย)์ พฤกษชาติ (ตน้ ไม)้ ภูมิประเทศ (พ้ืนแผน่ ดิน) อรัญประเทศ (ป่ า)
ข้อสังเกต
๑) คาํ หลกั อยหู่ นา้ แปลจากหนา้ ไปหลงั ไม่ใช่คาํ สมาสเป็นคาํ ประสม เช่น
การแพทย์ (งานของแพทย)์ การยทุ ธ์ (การสู้รบ) คดีโลก (เร่ืองราวของโลก)
วบิ ากกรรม (ผลกรรม) ผลผลิต (ผลของการผลิต)
๒) คาํ สมาสตอ้ งเป็นบาลีสนั สกฤตเทา่ น้นั มีคาํ อื่นมารวมไม่ใช่สมาส เช่น
พลเรือน ราชวงั ทุนทรัพย์ สรรพสินคา้ ภูมิลาํ เนา เคมีภณั ฑ์ ทุนนิยม อนุกาชาด คุณคา่
พระเจา้ ผลไม้ พลความ พระที่นง่ั พลเมือง ราชดาํ เนิน บนั เทิงสถาน ชาํ นาญศิลป์
กระยาหาร พลงั งาน สรรพส่ิง
๓) คาํ ไหนมี “ะ” หรือ “ ั์ “ วรรณยกุ ต์ กลางคาํ ไมใ่ ช่คาํ สมาส
๒.สมาสแบบกลมกลนื เสียง (สนธิเชื่อม) ๔๒ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย
คือ การนาํ คาํ บาลีสันสกฤตมาประสมกนั โดยมีการกลมกลืนเสียงระหวา่ งพยางคท์ า้ ยคาํ หนา้ กบั พยางค์
หนา้ คาํ หลงั คาํ ใหมจ่ ะมีการเปล่ียนแปลงรูปตรงกลางคาํ
สมาสกลมกลืนเสียงแบ่งเป็น ๓ ชนิด คือ
๑) กลมกลืนเสียงสระ
๒) กลมกลืนเสียงพยญั ชนะ
๓) กลมกลืนเสียงนิคหิต
๑) กลมกลืนเสียงสระ (สระสนธิ)
เป็นการกลมกลืนเสียงสระกลางคาํ มี ๓ ลกั ษณะดงั น้ี
๑.๑ ลบสระทา้ ยคาํ หนา้ ใชส้ ระหนา้ คาํ หลงั เช่น
ธน+ อาคาร =ธนาคาร สต+องค์ = สตางค์
มุนี+ อินทร์ = มุนินทร์ โกสี+อินทร์= โกสินทร์
ครุ+ อุปกรณ์ = ครุปกรณ์ พหุ+อุปการ=พหุปการ
มหา+ โอสถ =มโหสถอน+ เอก= อเนก
มหา+ ไอศวรรย์ =มไหสวรรยม์ หา+โอฬาร= มโหฬาร
วน+ อาราม = วนาราม สุนทร+ อาภรณ์ = สุนทราภรณ์
เทพ+ อารักษ์ = เทพารักษ์ พน+ อนั ตร= พนนั ดร
๑.๒ ลบสระทา้ ยคาํ หนา้ เปลี่ยนสระหนา้ คาํ หลงั จากสระส้ันเป็นสระยาว อะ เป็น อา,
อิ เป็น เอ และ อุ เป็ น อู โอ
ศวรรย+อธิเบศ=ศวรรยาธิเบศพงศ+อวตา= พงศาวดาร
รัตน +อธิเบศร =รัตนาธิเบศร รัชต +อภิเษก = รัชดาภิเษก
ราช +อนุญาต= ราชานุญาตนร +อินทร์=นเรนทร์
นร +อิศวร= นเรศวร ปรม +อินทร์= ปรเมนทร์
คช +อินทร์= คเชนทร์ ราช +อินทร์= ราเชนทร์
ราช +อุปถมั ภ=์ ราชูปถมั ภ์ อรุณ +อุทยั = อรุโณทยั
นย +อุบาย= นโยบาย สุข +อุทยั =สุโขทยั
๑.๓ เปล่ียนสระทา้ ยคาํ หนา้ จาก อิ อี เป็น ย, อุ อู เป็ น ว แลว้ ใชส้ ระหลงั
สามคั ี +อาจารย=์ สามคั ยาจารยม์ ติ+อธิบาย=มตยาธิบาย
รังสี +โอภาส=รังสโยภาส รังสี +อากร =รังสยากร
กิตติ +อากร= กิตติยา สิริ +อากร=สิรยากร
ธาตุ +อากร= ธาตวากร สินธุ+อานนท=์ สินธวานนท์
ธนู +อาคม= ธนั วาคม จกั ข+ุ อาพาธ=จกั ขวาพาธ
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔๓ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
แตม่ ีบางคาํ ไม่ตอ้ งเปลี่ยนสระ อิ อี ทา้ ยคาํ หนา้ เป็นตวั ย แตใ่ หต้ ดั สระ อิ อี ทิ้งไปก่อนกลมกลืนกบั สระ
หนา้ คาํ หลงั เช่น ราชินี + อุปถมั ภ์ = ราชินูปถมั ภ์ ศกั ดิ + อานุภาพ = ศกั ดานุภาพ
หสั ดี + อาภรณ์ = หสั ดาภรณ์
๒) กลมกลนื เสียงพยญั ชนะ(พยญั ชนะสนธิ)
เป็นการเชื่อมคาํ ระหวา่ งพยญั ชนะทา้ ยคาํ หนา้ กบั พยญั ชนะหนา้ คาํ หลงั มีใชใ้ นภาษาไทยนอ้ ยมาก
ทา้ ยคาํ หนา้ มี ส เป็นตวั สะกด พยญั ชนะตน้ คาํ หนา้ ไม่ใช่ อ เม่ือนาํ มาเชื่อมกนั ใหต้ ดั ส แลว้ ลงอาคม โอ
หรือเปลี่ยน ส เป็น ร แลว้ นาํ ไปชนต่อกบั คาํ หลงั
รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน มนสั ฺ + ภาว = มโนภาพ
มนสฺ + รถ = มโนรถ มนสฺ + รมย์ = มโนรมย์
มนสฺ + คณะ = มโนคณะ สรสฺ + ช = สโรช
ปิ ยสฺ + ธร = ปิ โยธร ตปส + ธน = ตโปธน
ศิรสฺ + เวฐน์ = ศิโรเวฐน์ วยสฺ + คุล = วโยคุล
เตชสฺ + ชยั = เดโชชยั ยศั สฺ + ธรา = ยโศธรา
อยสฺ + ฆน = อโยฆน ทุสฺ + ชน = ทรชน
ทุสฺ + ลกั ษณ์ = ทรลกั ษณ์ นิสฺ + ภยั = นิรภยั
นิสฺ + เทศ = เนรเทศ นิส + คุณ = เนรคุณ
๓) กลมกลนื เสียงนิคหิต (นิคหติ สนธิ)
เป็นการเชื่อมทา้ ยคาํ หนา้ ที่เป็ น นิคหิต (ส)ํ กบั หนา้ คาํ หลงั ท่ีเป็นพยญั ชนะและสระ มีหลกั เกณฑด์ งั น้ี
๓.๑ นิคหิต กลมกลืนกบั พยญั ชนะวรรค ใหเ้ ปล่ียนนิคหิต (ส)ํ เป็ นพยญั ชนะทา้ ยวรรคของคาํ หลงั
นิคหิต (ส)ํ + วรรค ก เปล่ียนนิคหิต (ส)ํ เป็น ง
สํ + เกต= สงั เกต สํ + ขยา= สังขยา
สํ + ขีป= สงั เขป สํ + คม = สงั คม
สํ + กรานต=์ สงกรานต์ สํ + เคราะห=สังเคราะห์/สงเคราะห์
นิคหิต (ส)ํ + วรรค จ เปล่ียนนิคหิต (ส)ํ เป็น ญ
สํ + จร= สัญจร สํ + ชาติ =สัญชาติ
สํ + ญา= สัญญา สํ + ญาณ =สญั ญาณ
สํ + ชยั =สัญชยั สํ + ญี= สญั ญี
นิคหิต (ส)ํ + วรรค ฎ เปลี่ยนนิคหิต (ส)ํ เป็น ณ
สํ + ฐาน = สณั ฐาน สํ + ฐิติ=สัณฐิติ
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔๔ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
นิคหิต (ส)ํ + วรรค ต เปล่ียนนิคหิต (ส)ํ เป็น น
สํ + ดาน = สนั ดาน สํ + ดาป =สนั ดาป
สํ + โดษ = สนั โดษ สํ + ธาน =สนั ธาน
สํ + นิวาส =สันนิวาส สํ + นิบาต=สันนิบาต
นิคหิต (ส)ํ + วรรค ป เปล่ียนนิคหิต (ส)ํ เป็น ม
สํ + บรู ณ์ = สมบรู ณ์ สํ + ปทาน= สมั ปทาน
สํ + ผสั = สัมผส้ สํ + พนั ธ์=สัมพนั ธ์
สํ + ภพ = สมภพ สํ + พทุ ธ =สัมพทุ ธ
สํ + ภาร = สมภาร สํ + ภาษณ์=สมั ภาษณ์
๓.๒ นคหิต (ส)ํ กลมกลืนกบั พยญั ชนะเศษวรรค เปล่ียนนิคหิต (ส)ํ เป็น ง
สํ + โยค = สงั โยค สํ + วร=สังวร
สํ + วาล = สังวาล สํ + วาส=สังวาส
สํ + เวช = สังเวช สํ + หรณ์=สังหรณ์
สํ + หาร = สังหาร สํ + สรรค์ =สงั สรรค์
๓.๓ นิคหิต(ส)ํ กลมกลืนกบั สระ เปลี่ยน นิคหิต (ส)ํ เป็ น ม แลว้ เชื่อมกบั สระหนา้ คาํ หลงั
สํ + อุทยั = สมุหยั สํ + อาคม =สมาคม
สํ + อาจาร = สมาจาร สํ + โอสร =สโมสร
สํ + อาส = สมาส สํ + อาทาน=สมาทาน
สํ + อิทธ์ิ = สมิทธ์ิ สํ + อุจเฉท=สมุจเฉท
สํ + อุฏฐาน = สมุฎฐาน สํ + อาบตั ิ =สมาบตั ิ
ข้อสังเกต
๑) คาํ สมาสแยกคาํ ออกจากกนั ไดเ้ ลย คาํ สนธิแยกแลว้ ตวั หลงั ไม่สมบรู ณ์ตอ้ งเติมตวั “อ” ก่อนเช่น
คาํ สมาส คาํ สนธิ
ธนบตั ร = ธน + บตั ร ธนาคาร = ธน + .........คาร
วทิ ยาเขต = วทิ ยา + เขต วทิ ยาลยั = วทิ ยา + ...........ลยั
เกษตรกร = เกษตร + กร ทรัพยากร = ทรัพย์ + ..........กร
๒) คาํ ท่ีข้ึนตน้ ดว้ ยคาํ วา่ สงั สัญ สัณ สนั สัม สง สม เป็นคาํ สนธิ (นิคหิตสนธิ)
๓) คาํ ท่ีข้ึนตน้ ดว้ ยคาํ วา่ ทุร ทร นิร เนร เป็นคาํ สนธิ (พยญั ชนะสนธิ)
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔๕ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๖. การร้อยเรียงประโยค
ประโยค หมายถึงขอ้ ความท่ีมีความหมายสมบูรณ์ สามารถสื่อสารไดว้ า่ ใครเป็นผกู้ ระทาํ และกระทาํ
อะไร ฉะน้นั ประโยคหน่ึงๆ จึงตอ้ งประกอบดว้ ยภาคประธาน และภาคแสดง
ส่ วนประกอบของประโยค
ประโยคแบ่งออกเป็ น ๒ ลกั ษณะ แตล่ ะลกั ษณะมีองคป์ ระกอบดงั น้ี
๑.ประโยค ๒ ส่วน คือประโยคท่ีประกอบดว้ ยบทประธาน และบทกริยา เช่น
บทประธาน บทกริยา
พ่ี หวั เราะ
ภูเขาไฟ ระเบิด
นอ้ งแหม่ม ยมิ้ สวย
นกเขา ขนั เสียงดงั
๒. ประโยค ๓ ส่วน คือประโยคที่ประกอบดว้ ยบทประธาน บทกริยา และตอ้ งมีบทกรรมหรือส่วนเติมเตม็ เช่น
บทประธาน บทกริยา บทกรรม / ส่วนเติมเตม็
เท่ง อ่าน จดหมาย -
แม่ สอน ลูก -
ววั ไถ นา -
โหน่ง เป็น - ทหาร
ฉนั คือ - หวั หนา้ ช้นั
หล่อน เหมือน - ดารา
รูปประโยค ๕ รูปแบบ ดงั นี้
๑. ประโยคประธาน มีผกู้ ระทาํ อยตู่ น้ ประโยค ตามดว้ ยกริยา และกรรมหรือส่วนเติมเตม็ เรียกวา่
ประโยคกรรตุ เช่น
น้าํ ประปา / ไหลรัฐบาล / เก็บ /ภาษีมูลคา่ เพิม่ นางสาวยงิ่ ลกั ษณ์ / คือ / นายกรัฐมนตรี
๒. ประโยคกรรมมีผถู้ ูกกระทาํ อยตู่ น้ ประโยค เรียกวา่ ประโยคกรรม มี ๓ ลกั ษณะ ดงั น้ี
ผรู้ ้ายถูกตาํ รวจจบั นกั เรียนไดร้ ับคาํ ชมจากครู
สะพานสร้างหลงั ไดร้ ับงบประมาณรัฐธรรมนูญฉบบั ใหม่ประกาศใชเ้ ม่ือพ.ศ. ๒๕๕๐
อบต.คลองขลุงสร้างสะพานหลงั ไดร้ ับงบประมาณ
รัฐบาลประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญฉบบั ใหมเ่ ม่ือพ.ศ. ๒๕๕๐
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔๖ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๓. ประโยคกริยา
มีกริยา “เกิด มี ปรากฏ” ข้ึนตน้ ประโยค มี ๒ ลกั ษณะ ดงั น้ี
เกิดการชุมนุมเรียกร้องเงินค่าชดเชย
มีเพอ่ื นเราหลายคนสอบเรียนต่อมหาวทิ ยาลยั ได้
ปรากฏจานผลี ึกลบั บินเหนือทอ้ งฟ้ าเมืองยะลา
ข้ึนตน้ กริยาเป็นคาํ สง่ั ขอร้อง วงิ วอน โดยละผกู้ ระทาํ ไว้ เช่น
งดสูบบุหร่ีโปรดถอดรองเทา้ หา้ มเดินลดั สนาม
๔. ประโยคการิต มีผรู้ ับใชแ้ ทรกอยใู่ นประโยคดว้ ย เช่น
ครูใชน้ กั เรียนใหท้ าํ ความสะอาดห้องเรียน
หนงั สือเล่มน้ีใหผ้ มเอาไปเกบ็ เขา้ ท่ี
แม่ซ้ือเส้ือผา้ สวยๆใหน้ อ้ ง
๕. ประโยคสภาวมาลา มีกริยาหรือกริยาวลีท่ีกล่าวข้ึนมาลอยๆ อยหู่ นา้ ประโยค ทาํ หนา้ ท่ีคลา้ ย
ประธานท่ีเป็นอาการนาม เช่น
ร้องเพลงทาํ ใหอ้ ารมณ์ดี (การร้องเพลง)
นง่ั นานๆทาํ ใหป้ วดหลงั (การนง่ั นานๆ)
สวดมนตก์ ่อนนอนทาํ ใหจ้ ิตใจสงบ (การสวดมนตก์ ่อนนอน)
กินอาหารถูกหลกั ช่วยใหร้ ่างกายแขง็ แรง (การกินอาหารถูกหลกั )
เจตนาของผ้สู ่งสารทแ่ี สดงในประโยค
เน้ือความของประโยคท่ีเราใชส้ ื่อสารกนั แบ่งตามเจตนาของผสู้ ่งสารได้ ๓ ลกั ษณะ ดงั น้ี
๑. ประโยคบอกเล่า มีเน้ือความเพื่อแจง้ ใหผ้ รู้ ับสารทราบวา่ ประธานทาํ กริยาอะไร ที่ไหน อยา่ งไร
เมื่อไร หรือประธานมีสภาพลกั ษณะเป็นอยา่ งไร เช่น
อาํ นาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย
ประชาชนเลือกสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรท่ีตนพอใจ
เกิดเป็นคนท้งั ทีตอ้ งทาํ ดีใหม้ าก
การอดออมทาํ ใหค้ นมง่ั มีได้
คนทาํ ผดิ รู้จกั แกไ้ ขนบั เป็ นคนดีได้
ประโยคบอกเล่ามีเน้ือความบอกปฏิเสธ มกั มีคาํ วา่ ไม่ ไมใ่ ช่ ไม่ได้ หามิได้ มิได้ ใช่วา่ เช่น
โรงเรียนไม่ไดเ้ ป็นผปู้ ระกาศ
ฉนั ไมช่ อบผลไมช้ นิดน้ี
เธอไมใ่ ช่คนท่ีฉนั สนใจ
เรื่องน้ีใช่วา่ ผมจะเห็นดีเห็นงามดว้ ย
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔๗ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร
๒. ประโยคคาํ ถาม มีเน้ือความเป็นคาํ ถามเพ่อื ใหผ้ รู้ ับสารตอบ แบง่ เป็น ๒ ลกั ษณะ ดงั น้ี
ถามเพื่อใหต้ อบเป็นเน้ือความ เช่น
เธอชอบกินอะไรบา้ ง
เม่ือไรเศรษฐกิจบา้ นเราจะฟ้ื นตวั
ทาํ ไมนกั เรียนมาโรงเรียนสาย
เม่ือไรบา้ นเมืองจะสงบเสียที
ถามเพอ่ื ใหต้ อบรับหรือปฏิเสธ เช่น
เธอชอบเตน้ ราํ ไหม
คุณจะไปพร้อมกบั ฉนั หรือไม่
ลูกทาํ แกว้ แตกหรือเปล่า
๓. ประโยคบอกใหท้ าํ มีเน้ือความทาํ นองสัง่ ขอร้อง หรือชกั ชวน เช่น
นกั เรียนทุกคนเงียบแลว้ ฟังทางน้ี
หา้ มส่งเสียงดงั ในหอ้ งสมุด
อยา่ นาํ อาหารข้ึนมากินบนอาคารเรียน
จงเลือกคาํ ตอบที่ถูกตอ้ งที่สุดเพยี งขอ้ เดียว
ลูกช่วยหยบิ แกว้ น้าํ มาใหแ้ ม่ใบซิ
คุณครับกรุณาหลีกทางหน่อยครับ
โปรดนาํ บตั รประชาชนติดตวั ตลอดเวลา
ขออภยั ใหใ้ ชท้ างเบี่ยง เครื่องกลงั ทาํ งาน
นกั เรียนลองทาํ ดูใหม่อีกคร้ังสิ
เราไปดูหนงั ดว้ ยกนั นะ
คุณลองออกกาํ ลงั กายดูสิอาการคงจะดีข้ึนนะ
การขยายส่ วนของประโยค
ประโยคที่ใชส้ ่ือสารเราสามารถขยายส่วนตา่ งๆ เพื่อความชดั เจนได้ เช่น ขยายประธาน ขยายกริยา
ขยายกรรม โดยใชค้ าํ และกลุ่มคาํ ขยาย หรือประโยคก็ได้ การขยายจะทาํ ใหป้ ระโยคยาวข้ึน ดงั น้ี
การขยายประธาน
ขยายประธานดว้ ยคาํ
เดก็ ดีตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบียบเสมอ
นกั เรียนชายสวมกางเกงสีดาํ เสือขาว
ครูภาษาไทยบน่ ไดท้ ุกเรื่องเลย
เอกสารการสอน ท ๓๓๒๐๔ หลกั ภาษาไทย ๔๘ ครูเทพพงษ์ ปานเพช็ ร