การพฒั นาบทเรียนออนไลน์รว่ มกบั ส่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
ดว้ ยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไรด้ ิน
รายวิชาพนื้ ฐานการงานอาชีพ ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นราชวินิตบางแกว้ สานักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษาสมทุ รปราการ
วชิราวธุ สอนโสภา
โรงเรียนราชวนิ ิตบางแกว้ อาเภอบางพลี จงั หวดั สมุทรปราการ
สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษาสมทุ รปราการ
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ช่อื เรือ่ ง การพฒั นาบทเรยี นออนไลนร์ ่วมกับสอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรียนร้ดู ว้ ยการจัดการเรียนรู้
ชอื่ ผู้วิจัย GPAS 5 STEPs เรอื่ ง การปลกู พชื ไรด้ ิน รายวิชาพน้ื ฐานการงานอาชพี
ตาแหน่ง
ชื่อกลุ่มสาระ ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3
ปกี ารศกึ ษา
นายวชริ าวธุ สอนโสภา
ครู
การงานอาชีพ ชอื่ วิชา การงานอาชพี รหัสวิชา ง23101
1/2565
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้มีจดุ มุ่งหมาย 1) เพ่ือหาประสิทธิภาพของสอื่ พัฒนาทักษะการเรียนรดู้ ้วยการ
จัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้วยบทเรยี นออนไลนร์ ่วมกับส่ือพัฒนาทักษะ
การเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงาน
อาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อหาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์
ร่วมกับสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน
รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชพี ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวจิ ยั คร้ังน้ี นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จานวน 25 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คัดเลือกโดยวิธีการสุ่ม
ตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก (Drawing) มีหน่วยเป็น
ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ สื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วย
การจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้
ด้วยบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs
วิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ร่วมกับส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้
ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใน
คร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยกาหนดแบบแผนการทดลองโดยใช้
รูปแบบกลุ่มเดียวสอบก่อนเรียน – หลังเรียน (One – Group Pretest – Posttest Design
ประสทิ ธภิ าพของสื่อพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ดว้ ยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่อื ง การปลูกพืช
ไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพไม่ต่ากว่าเกณฑ์
80/80 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อพัฒนา
ทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D)
ผลการวิจยั พบว่า
1. ประสิทธิภาพของสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs
เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ
E1/E2 = 87.20/88.80 สูงกวา่ เกณฑท์ ่ีต้งั ไว้ E1/E2 = 80/80
2. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนหลังการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยบทเรียนออนไลน์รว่ มกับสื่อ
พัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน สูงกว่าก่อน
เรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05
3. ความพงึ พอใจของนักเรียนทม่ี ีต่อการจัดการเรียนรู้ดว้ ยบทเรียนออนไลน์รว่ มกบั สื่อพัฒนา
ทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน ภาพรวมอยู่ในระดับ
มากทสี่ ุด ( ̅) = 4.87, S.D. = 0.38)
บทท่ี 1
บทนา
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นสถานการณ์ที่รุนแรง
ทาให้มีมาตรการท่ีสาคัญคือ การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) งดกิจกรรมนอก
ที่พานักหรือที่พักอาศัย หยุดงาน หยุดเรียน งดไปในสถานที่ชุมนุมงดใช้ขนส่งสาธารณะ (กรมควบคุม
โรค, 2563) และปิดสถานท่ีสาคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาดร้านอาหาร สถานประกอบการต่าง ๆ
รวมถึงสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างย่ิง โรงเรียนถือเป็นสถานทที่ ่มี กี ารรวมตัวกันของผู้เรยี นเปน็ จานวน
มาก ดงั นั้นเพอื่ ให้การเรยี นรู้ยังคงดาเนินต่อไปได้ กลา่ วคือโรงเรียนสามารถหยุดได้ แต่การเรยี นรู้หยุด
ไม่ได้โดยให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนด้วยการ ไม่ต้องเข้าชั้นเรียนโดยปรับการเรียนการสอน
เป็นรูปแบบออนไลน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2563) ถือว่าสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19) ทาให้กระบวนทัศนข์ องการศกึ ษาเปล่ยี นแปลงไป
จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ครูผู้สอนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนจากการพูด
บรรยายหน้าช้ันเรียนเป็นรูปแบบการสอนออนไลน์ การทาให้ผู้เรียนมีบทบาทและมีส่วนร่วมใน
กระบวนการจัดการเรียนรู้มากข้ึนถือว่าเป็นประเด็นสาคัญในการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความสนใจต่อ
การเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนการสอนด้วย GPAS 5 STEPs ซ่ึงเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้น
ผเู้ รียนเปน็ สาคัญ มีลกั ษณะคล้ายกับการสอนแก้ปญั หาดว้ ยกระบวนการ Active Learning ท่เี น้นการ
ค้นคว้าหาความรู้โดยครูเป็นผู้ที่คอยกระตุ้นและให้การสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย
ข้ันที่ 1 Gathering : การค้นหาและเลือกข้อมูล ขั้นที่ 2 Processing: การจัดกระทาข้อมูล หรือการ
จัดข้อมูลให้เป็นระบบ ขั้นที่ 3 Applying 1 (Applying and Constructing the Knowledge) :
การปฏิบัติแล ะสรุปคว ามรู้ ขั้นท่ี 4 Applying 2 (Applying and Communication Skill) :
การส่ือสารและนาเสนอ ขั้นท่ี 5 Self – Regulating : การประเมินเพิ่มคุณค่า (โครงการความรว่ มมอื
ระหว่าง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2560) การจัดการศึกษาในปัจจุบันมีการนา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้เพื่อเพ่ิมทางเลือกในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะการ
พฒั นาผูเ้ รยี นในยุคโลกาภิวัฒน์ให้มีความรู้ความสามารถในการวเิ คราะห์และสังเคราะห์ข้อมลู ข่าวสาร
ตา่ ง ๆ ไดน้ ัน้
จากเหตุผลข้างต้นจึงมีความสนใจในการศึกษาการพัฒนาบทเรี ยนออนไลน์ร่วมกับส่ื อ
พัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชา
พน้ื ฐานการงานอาชีพ ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เพอื่ หาประสทิ ธิภาพของส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้
ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธิภาพไม่ต่ากว่าเกณฑ์ 80/80 เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และเพื่อให้ผู้เรียนมีความ
พึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์และส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs
เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในการเรียนอยู่ใน
ระดับมากข้ึนไป เพอื่ ประโยชน์แก่ครูผ้สู อนได้นาแนวทางไปปรับประยุกต์ใช้ในการทาหน้าที่ในอนาคต
รวมทง้ั สง่ ผลต่อผ้เู รยี นใหม้ ีผลการพัฒนาคณุ ภาพสงู ข้นึ ต่อไป
วัตถุประสงค์
1. เพ่ือหาประสิทธิภาพของสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5
STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงาน อาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
มีประสทิ ธิภาพไม่ตา่ กว่าเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ทิ ่ีระดับ .05
3. เพ่ือให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์และสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วย
การจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ ระดับชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ในการเรยี นอยใู่ นระดบั มากขึน้ ไป
สมมตฐิ านการวิจยั
1. ประสิทธิภาพของสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs
เรือ่ ง การปลกู พชื ไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีประสทิ ธภิ าพตาม
เกณฑท์ ่กี าหนดไว้ 80/80
2. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดบั .05 มีความแตกตา่ งกัน
3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์และสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการ
จัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ในการเรียนอยใู่ นระดับมาก
ขอบเขตการวจิ ยั
1. ขอบเขตด้านเนอื้ หา
การวิจัยครั้งน้ีมุ่งศึกษาเกี่ยวกับ การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับส่ือพัฒนาทักษะการ
เรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
สมทุ รปราการ ประกอบดว้ ย
1.1 ชุดท่ี 1 เรอ่ื ง การปลูกพืชไรด้ นิ
1.2 ชุดที่ 2 เรอ่ื ง การปลูกพืชระบบไฮโดรพอนิกส์ (Hydroponics)
1.3 ชดุ ที่ 3 เร่อื ง การจดั การหลงั เก็บเกี่ยวผลผลิต
1.4 ชดุ ท่ี 4 เรื่อง การปลกู พืชผกั ระบบไฮโดรพอนิกส์แบบพอเพียง
2. ขอบเขตดา้ นกลมุ่ เป้าหมาย
ประชากร นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีเรียนภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน
ราชวินติ บางแก้ว สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาสมุทรปราการ
กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3/2 จานวน
25 คน ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple
Random Sampling) ด้วยวิธีการจบั สลาก (Drawing) มีหน่วยเปน็ ห้องเรยี น
3. ขอบเขตดา้ นตัวแปร
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ บทเรียนออนไลน์โดยใช้ Google Sites และส่ือพัฒนาทักษะการ
เรียนรู้ เรือ่ ง การปลกู พชื ไรด้ นิ รายวิชาพน้ื ฐานการงานอาชพี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3
ตัวแปรตาม ได้แก่ ประสทิ ธภิ าพของส่อื พฒั นาทักษะการเรียนรู้ 80/80 ผลสมั ฤทธท์ิ างการ
เรียน เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ และความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อ
บทเรยี นออนไลน์
บทเรยี นออนไลน์โดยใช้ Google 1. ประสทิ ธภิ าพของสือ่ พัฒนา
Sites และสือ่ พัฒนาทักษะการ ทกั ษะการเรยี นรู้การเรยี นร้จู าก
เรียนรวู้ ธิ ีการจัดการเรยี นรดู้ ้วย บทเรยี นออนไลน์
GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูก 2. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
พืชไรด้ นิ รายวชิ าพน้ื ฐานการงาน 3. ความพึงพอใจของนกั เรียน
อาชพี ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
4. ขอบเขตด้านระยะเวลา
ตลอดภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ตัง้ แต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม 2565
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
นักเรียน หมายถึง นักเรียนท่ีกาลังศึกษาในระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นราชวินิตบางแกว้ สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษาสมทุ รปราการ
บทเรียนออนไลน์ หมายถึง บทเรียนท่ีสร้างขึ้นด้วย Google Sites และนาเสนอเน้ือหา
บทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นเนื้อหารายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ รหัสวิชา ง23101
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ตามหลักสูตรโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว พุทธศักราช 2551
ประกอบด้วย เนื้อหาบทเรียน ภาพน่ิง ข้อความ แบบฝึกทักษะ วิดีโอคลิป และแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิท์ างการเรยี น
สื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ หมายถึง เครื่องมือ ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ ที่จะมาสนับสนุน
การเรียนการสอน เร้าความสนใจผู้เรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจดีขึ้น อย่างรวดเร็ว โดยมี
มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด จุดประสงค์การเรียนรู้ คาชี้แจงเก่ียวกับส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้
แบบทดสอบก่อนเรยี น ใบความรู้ แบบบันทกึ ชดุ ใบงานกจิ กรรม เฉลยชดุ ใบงานกิจกรรม แบบทดสอบ
หลังเรียน ตารางบนั ทึกผลการประเมนิ คุณภาพตามตวั ชี้วดั
การจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs หมายถึง กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ซ่ึงเป็น
เคร่ืองมืออย่างหนึ่งในการเรียนรู้แบบ Active Learning ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การค้นหาและเลือก
ข้อมูล (Gathering) ขั้นที่ 2 การจัดกระทาข้อมูลหรือการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ (Processing)
ข้ันท่ี 3 การปฏิบัติและสรุปความรู้ (Applying 1) (Applying and Constructing the Knowledge)
ขั้นท่ี 4 การส่ือสารและนาเสนอ (Applying 2) (Applying and Communication Skill) ขั้นท่ี 5
การประเมนิ เพิม่ คณุ ค่า (Self – Regulating)
ประสิทธิภาพ หมายถึง ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการภายในกลุ่ม
สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ การจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อพัฒนาทักษะการ
เรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
80/80 (E1/E2)
80 ตวั แรก หมายถงึ คะแนนจากการทากิจกรรมระหว่างเรียนในแตล่ ะชุดกจิ กรรม โดยนา
คะแนนของนักเรียนขณะทากิจกรรมระหว่างเรียนในแต่ละชุดกิจกรรมมาคานวณเป็นร้อยละของ
คะแนนเฉลี่ย เพื่อนาไปเปรยี บเทียบกับเกณฑม์ าตรฐาน 80
80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หลังจาก
การเรียนด้วยชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ร่วมกับส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้
ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน เสร็จสิ้น โดยให้นักเรียนทา
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและหาร้อยละของคะแนนเฉล่ีย เพ่ือนาไปเปรียบเทียบกับ
เกณฑม์ าตรฐาน 80
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน
ซึ่งวัดได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้นหลังจากเรียน โดย
บทเรยี นออนไลน์รว่ มกับสอื่ พัฒนาทกั ษะการเรยี นรดู้ ว้ ยการจดั การเรยี นรู้ GPAS 5 STEPs
ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกในทางบวกหรือความรู้สึกชอบหรือความรู้สึกที่ดีของ
นักเรียนท่ีมีต่อบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5
STEPs
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับ
1. ได้ทราบประสิทธิภาพของส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5
STEPs เรอ่ื ง การปลกู พืชไร้ดนิ รายวิชาพ้นื ฐานการงานอาชพี ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3
2. ได้ทราบผลการเปรียบเทียบสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน
โดยการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5
STEPs เรือ่ ง การปลูกพืชไร้ดนิ รายวชิ าพื้นฐานการงานอาชีพ ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3
3. ได้ทราบความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์และสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการ
จัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ ระดับชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
4. ได้พัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้
GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โดยมีประโยชนใ์ นแต่ละด้าน ดังน้ี
4.1 ประโยชน์ต่อผู้เรียน เน่ืองจากผู้เรียนในชั้นเรียนมีความรู้ความสามารถพื้นฐาน
แตกต่างกัน ถ้าครูใช้รูปแบบการสอนเพียงแบบเดียวกับผู้เรียนทกุ คน อาจทาให้ผู้เรยี นบางคนไม่ไดร้ บั
การพัฒนาหรือแก้ไขปัญหา ซ่ึงอาจส่งผลกระทบไปถึงปัญหาอ่ืน เช่น จากปัญหาพฤติกรรมการเรียน
ส่งผลกระทบไปถึงปัญหาความประพฤติ ส่งผลกระทบไปถึงครูวิชาอ่ืน ครูท่ีรับช่วงในช้ันต่อไป
โรงเรียน และสังคมโดยส่วนรวม จึงเป็นหน้าท่ีของครูท่ีจะต้องพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา
แลว้ คดิ หาทางแก้ปัญหาจนสามารถเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมของผเู้ รียนให้ดีขน้ึ พฒั นาผเู้ รยี นใหเ้ กิดการ
ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับท่ีน่าพอใจ และไม่มีปัญหาการเรียนอีกต่อไป ซ่ึง
สง่ ผลไปถงึ การขจดั ปญั หาและผลกระทบอ่นื ๆ ดว้ ย
4.2 ประโยชน์ต่อครู ครมู กี ารวางแผนการทางานในหน้าท่ขี องตนอย่างเป็นระบบ ไดแ้ ก่
วางแผนการเรียนการสอน ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ประเมินผลการ
ทางานเป็นระยะ โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทาอะไร กับใคร เม่ือไร เพราะอะไร และทาให้ทราบผล
การกระทาวา่ บรรลุเปา้ หมายไดอ้ ยา่ งไร เพียงใด ช่วยใหค้ รูเกิดความคดิ ริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ ในการหาทาง
แกป้ ญั หาไดอ้ ย่างเหมาะสม ได้นวตั กรรมทผ่ี า่ นการปรบั ปรุงจนเป็นทย่ี อมรบั ได้ และเกิดความม่ันใจใน
การทางานมากข้ึน สามารถอธิบายได้ว่าตนเองสามารถจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลแก่ผู้เรียนเป็นรายคน
และแตล่ ะคนอย่างไรบา้ ง
4.3 ประโยชน์ต่อโรงเรียน ครูในโรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นท้ังภายในกลุ่มสาระ
และระหวา่ งกลมุ่ สาระ มกี ารร่วมกันคิดแก้ปัญหา ตั้งแตก่ ารวเิ คราะหห์ าสาเหตุจนถงึ การเขยี นรายงาน
การศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าท่ีที่ครูรับผิดชอบอยู่ จะช่วยให้การ
บริหารงานวิชาการในโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน สามารถวิเคราะห์สาเหตุและช้ี
ประเดน็ ปัญหาไดช้ ัดเจน แกป้ ัญหาไดต้ รงจุด
4.4 ประโยชน์ต่อวงการการศึกษา ผลงานการวิจัย สามารถนามาเป็นข้อมูลในการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูเก่ียวกับวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน ที่ครูแต่ละคนดาเนินการว่ามี
ความเหมอื นกนั หรือต่างกันอยา่ งไร ครผู สู้ อนแต่ละคนจะประยุกต์นาไปใช้เพ่ือพฒั นาผู้เรยี นของตนได้
อย่างไร เป็นการสร้างสังคมทางการศึกษาและกระตุ้นให้มีการพัฒนาผลงานทางวิชาการท่ีเกิดขึ้นจาก
ประสบการณ์อันมีคุณค่าของครูอย่างไม่หยุดยั้ง ทาให้วิชาชีพครูมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของ
สังคมมากข้ึน
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวขอ้ ง
การวิจยั เรอ่ื งการพฒั นาบทเรยี นออนไลน์รว่ มกบั ส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรดู้ ว้ ยการจัดการ
เรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 3 โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5
STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3
มีประสิทธิภาพไม่ต่ากว่าเกณฑ์ 80/80 เพ่ือให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05 และเพือ่ ใหผ้ ู้เรียนมคี วามพึงพอใจต่อบทเรยี นออนไลน์และ
ส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชา
พื้นฐานการงานอาชีพ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ในการเรียนอยู่ในระดับมากข้ึนไป ในการศึกษาคร้งั
น้ผี ู้วจิ ัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง ดังนี้
1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
2. กลุ่มสาระการเรียนรกู้ ารงานอาชพี
3. แนวคดิ เกีย่ วกบั การพัฒนาบทเรียนออนไลน์
4. แนวคิดเก่ียวกับสอื่ พฒั นาทักษะการเรียนรู้
5. แนวคิดเกย่ี วกบั การเรียนรดู้ ว้ ยการจดั การเรียนรู้ GPAS 5 STEPs
6. แนวคดิ เกีย่ วกับผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
7. แนวคิดเกีย่ วกบั การหาประสทิ ธภิ าพสื่อทักษะการเรียนรู้
8. แนวคดิ เก่ยี วกบั ความพึงพอใจ
9. งานวจิ ัยที่เกีย่ วขอ้ ง
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
ความนา
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544
ให้เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยกาหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย
และกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีขีด
ความสามารถในการแข่งขันในเวทีระดับโลก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544) พร้อมกันนี้ได้ปรับ
กระบวนการพัฒนาหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่ งพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นการกระจายอานาจทาง
การศึกษาให้ท้องถิ่นและสถานศึกษาได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร เพ่ือให้
สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของท้องถน่ิ (สานกั นายกรัฐมนตรี, 2542)
จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรในช่วงระยะ 6 ปีที่ผ่านมา (สานัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2546 ก., 2546 ข., 2548 ก., 2548 ข.; สานักงานเลขาธิการสภา
การศึกษา, 2547; สานักผู้ตรวจราชการและติดตามประเมินผล, 2548; สุวิมล ว่องวาณิช และนง
ลักษณ์ วิรัชชัย, 2547; Nutravong, 2002; Kittisunthorn, 2003) พบว่า หลักสูตรการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เช่น ช่วยส่งเสริมการกระจายอานาจทางการศึกษา
ทาให้ท้องถ่ินและสถานศึกษามีส่วนร่วมและมีบทบาทสาคัญในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ
ความต้องการของท้องถ่ิน และมีแนวคิดและหลักการในการส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม
อย่างชดั เจน อยา่ งไรกต็ าม ผลการศกึ ษาดงั กลา่ วยังได้สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงประเด็นทีเ่ ปน็ ปญั หาและความ
ไม่ชัดเจนของหลักสูตรหลายประการทั้งในส่วนของเอกสารหลักสูตร กระบวนการนาหลักสูตรสู่การ
ปฏิบัติ และผลผลิตท่ีเกิดจากการใช้หลักสูตร ได้แก่ ปัญหาความสับสนของผู้ปฏิบัติในระดับ
สถานศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษาส่วนใหญ่กาหนดสาระและผลการเรยี นร้ทู ี่
คาดหวังไว้มาก ทาให้เกิดปัญหาหลักสูตรแน่น การวัดและประเมินผลไม่สะท้อนมาตรฐาน ส่งผลต่อ
ปัญหาการจัดทาเอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการเทียบโอนผลการเรียน รวมท้ังปัญหาคุณภาพ
ของผู้เรยี นในด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์อนั ยังไมเ่ ป็นที่น่าพอใจ
นอกจากนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 10 ( พ.ศ. 2550 – 2554)
ได้ชี้ให้เห็นถึงความจาเป็นในการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพคนในสังคมไทยให้
มีคุณธรรม และมีความรอบรู้อย่างเท่าทัน ให้มีความพร้อมท้ังด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และ
ศีลธรรม สามารถก้าวทันการเปล่ียนแปลงเพ่ือนาไปสู่สงั คมฐานความรู้ได้อย่างมั่นคง แนวการพัฒนา
คนดังกล่าวมุ่งเตรียมเด็กและเยาวชนให้มีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม มีจิตสาธารณะ พร้อมท้ังมีสมรรถนะ
ทกั ษะและความรู้พนื้ ฐานท่จี าเป็นในการดารงชวี ิต อันจะส่งผลตอ่ การพฒั นาประเทศแบบย่ังยืน (สภา
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2549) ซ่ึงแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ
กระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนมี
คุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ มีทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถ
ทางานร่วมกับผู้อื่น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมโลกได้อย่างสันติ (กระทรวงศึกษาธิการ,
2551)
จากข้อค้นพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2544 ท่ีผ่านมา ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับท่ี 10 เก่ียวกับแนวทางการพัฒนาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการใน
การพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 จึงเกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 เพ่ือนาไปสู่การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีความ
เหมาะสม ชัดเจน ท้ังเป้าหมายของหลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และกระบวนการนา
หลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา โดยได้มีการกาหนดวิสัยทัศน์
จุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชว้ี ดั ที่
ชัดเจน เพื่อใช้เป็นทิศทางในการจัดทาหลักสูตร การเรียนการสอนในแต่ละระดับ นอกจากน้ันได้
กาหนดโครงสร้างเวลาเรียนข้นั ต่าของแต่ละกลุ่มสาระการเรยี นร้ใู นแต่ละชั้นปีไว้ในหลกั สูตรแกนกลาง
และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพ่ิมเติมเวลาเรียนได้ตามความพร้อมและจุดเน้น อีกทั้งได้ปรับ
กระบวนการวดั และประเมนิ ผลผูเ้ รียน เกณฑ์การจบการศกึ ษาแตล่ ะระดับ และเอกสารแสดงหลกั ฐาน
ทางการศกึ ษาให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และมีความชดั เจนตอ่ การนาไปปฏบิ ัติ
เอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 น้ี จัดทาขึ้นสาหรับ
ท้องถน่ิ และสถานศึกษาได้นาไปใช้เปน็ กรอบและทิศทางในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการ
เรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาข้ันพื้นฐานให้มีคุณภาพด้าน
ความรู้ และทักษะท่จี าเปน็ สาหรับการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลย่ี นแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อ
พัฒนาตนเองอย่างตอ่ เนื่องตลอดชีวิต มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชว้ี ดั ท่กี าหนดไวใ้ นเอกสารน้ี ช่วยทา
ให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในทุกระดับเห็นผลคาดหวังท่ีต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ี
ชัดเจนตลอดแนว ซ่ึงจะสามารถช่วยให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องในระดับท้องถ่ินและสถานศึกษาร่วมกัน
พัฒนาหลักสูตรได้อย่างม่ันใจ ทาให้การจัดทาหลักสูตรในระดับสถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็น
เอกภาพยิ่งขึ้น อีกท้ังยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเร่ืองการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และช่วย
แก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังน้ันในการพัฒนาหลกั สูตรในทุกระดับต้ังแตร่ ะดับชาติ
จนกระทั่งถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดท่ีกาหนดไว้ใน
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน รวมทง้ั เป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรปู แบบ และ
ครอบคลมุ ผเู้ รยี นทุกกลมุ่ เปา้ หมายในระดบั การศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน
การจัดหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐานจะประสบความสาเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกันทางาน
อย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ในการวางแผน ดาเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจน
ปรับปรงุ แก้ไข เพื่อพฒั นาเยาวชนของชาติไปสู่คณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กาหนดไว้
วสิ ยั ทศั น์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้
เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุลท้ังดา้ นร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเปน็ พลเมืองไทยและ
เป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมท้ัง เจตคติ ท่ีจาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ
การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพ้ืนฐานความเช่ือว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศกั ยภาพ
หลักการ
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน มหี ลักการท่สี าคัญ ดังนี้
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน
พ้ืนฐานของความเปน็ ไทยควบคู่กบั ความเป็นสากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง
เสมอภาค และมคี ุณภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศกึ ษาใหส้ อดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถนิ่
4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด
การเรียนรู้
5. เป็นหลักสตู รการศกึ ษาท่เี น้นผู้เรยี นเป็นสาคัญ
6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลมุ ทกุ กล่มุ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา
มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดหมายเพ่ือให้เกิดกับ
ผูเ้ รียน เม่ือจบการศึกษาขนั้ พื้นฐาน ดังนี้
1. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมทพ่ี ึงประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มวี ินยั และปฏิบัติ
ตนตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาทตี่ นนบั ถอื ยดึ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมี
ทกั ษะชีวติ
3. มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มีสุขนสิ ยั และรกั การออกกาลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิตและ
การปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
5. มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สงิ่ แวดลอ้ ม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทาประโยชนแ์ ละสร้างสิ่งทีด่ ีงามในสงั คม และอยรู่ ่วมกันในสังคมอย่าง
มีความสุข
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ในการพัฒนาผ้เู รยี นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรยี นให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานที่กาหนด ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ ดงั น้ี
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน มุ่งให้ผเู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสาคญั 5 ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เปน็ ความสามารถในการรบั และส่งสาร มีวฒั นธรรมในการ
ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสารและประสบการณอ์ นั จะเป็นประโยชนต์ อ่ การพฒั นาตนเองและสังคม รวมทงั้ การเจรจาตอ่ รอง
เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ
ความถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลอื กใช้วิธกี ารส่อื สาร ทม่ี ีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบทีม่ ีต่อตนเอง
และสงั คม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์
ความรู้หรือสารสนเทศเพ่ือการตดั สินใจเก่ียวกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ท่ีเผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา
ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบท่ีเกิดขึน้
ตอ่ ตนเอง สังคมและสง่ิ แวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้
ในการดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทางาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ
ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม
และการร้จู กั หลกี เลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ท่ีสง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผอู้ นื่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการ
เรยี นรู้ การส่อื สาร การทางาน การแก้ปญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพอื่ ให้สามารถอยู่รว่ มกบั ผู้อน่ื ในสังคมได้อย่างมคี วามสุข ในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ดังน้ี
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสตั ยส์ ุจรติ
3. มีวินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มงุ่ ม่ันในการทางาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มีจิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพ่ิมเติมให้สอดคล้อง
ตามบรบิ ทและจดุ เนน้ ของตนเอง
มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคานึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน จงึ กาหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดังนี้
ภาษาไทย
คณติ ศาสตร์
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
ศลิ ปะ
การงานอาชพี
ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสาคัญของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุส่ิงที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และ
คา่ นยิ ม ท่พี งึ ประสงค์เม่ือจบการศึกษาขน้ั พื้นฐาน นอกจากนนั้ มาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสาคัญ
ในการขับเคล่ือนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการ
อะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพ่ือการประกัน
คุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซ่ึง
รวมถึงการทดสอบระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพ่ือ
ประกันคณุ ภาพดังกลา่ วเป็นส่ิงสาคัญท่ีช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรยี นให้มี
คุณภาพตามทม่ี าตรฐานการเรียนรกู้ าหนดเพยี งใด
ตัวช้ีวดั
ตัวชี้วัดระบสุ ง่ิ ทน่ี ักเรียนพงึ รู้และปฏบิ ัติได้ รวมทง้ั คุณลกั ษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ัน
ซ่ึงสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นาไปใช้
ในการกาหนดเนื้อหา จัดทาหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สาคัญสาหรับการ
วัดประเมินผลเพ่อื ตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน
1. ตัวช้ีวัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช้ันปีในระดับการศึกษาภาคบังคบั
(ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 – มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3)
2. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มธั ยมศึกษาปีที่ 4- 6)
หลักสูตรได้มีการกาหนดรหัสกากับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด เพ่ือความเข้าใจและ
ใหส้ ่ือสารตรงกนั ดงั นี้
ว 1.1 ป. 1/2
ป.1/2 ตัวช้วี ดั ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 ขอ้ ท่ี 2
1.1 สาระท่ี 1 มาตรฐานข้อที่ 1
ว กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
ต 2.2 ม.4-6/ 3
ม.4-6/3 ตัวช้ีวดั ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย ขอ้ ที่ 3
2.3 สาระท่ี 2 มาตรฐานขอ้ ท่ี 2
ต กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ
กลุ่มสาระการเรยี นรูก้ ารงานอาชีพ
ทาไมต้องเรยี นการงานอาชีพ
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียน มีความรู้ ความ
เข้าใจ มีทักษะพ้ืนฐานท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิต และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนาความรู้
เก่ียวกับการดารงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทางาน อย่างมีความคิด
สร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชพี รักการทางาน และ
มีเจตคติที่ดีต่อการทางาน สามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียง และมีความสุข เรียนรู้อะไร
ในการงานอาชีพ
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู้
ความสามารถ มีทักษะในการทางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ โดยมีสาระสาคัญ ดงั น้ี
การดารงชีวิตและครอบครัว เป็นสาระเก่ียวกับการทางานในชีวิตประจาวัน การช่วยเหลือ
ตนเอง ครอบครวั และสงั คมได้ในสภาพเศรษฐกิจที่พอเพียง ไม่ทาลายสิง่ แวดล้อม เนน้ การปฏิบัติจริง
จนเกิดความมั่นใจและภูมิใจในผลสาเร็จของงาน เพื่อให้ค้นพบความสามารถความถนัด และความ
สนใจของตนเอง
การอาชีพ เป็นสาระเก่ียวกับทักษะท่ีจาเป็นต่ออาชีพ เห็นความสาคัญของคุณธรรม
จริยธรรม และเจตคติที่ดีต่ออาชีพ ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม เห็นคุณค่าของอาชีพสุจริต และเห็น
แนวทางในการประกอบอาชีพ
คณุ ภาพผู้เรียน
จบชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3
เข้าใจกระบวนการทางานที่มีประสิทธิภาพ ใช้กระบวนการกลุ่มในการทางาน มีทักษะ
การแสวงหาความรู้ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาและทักษะการจัดการ มีลักษณะนิสัยการทางาน
ท่ีเสียสละ มีคุณธรรม ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและถูกต้อง และมีจิตสานึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร
และสงิ่ แวดลอ้ มอย่างประหยัดและค้มุ ค่า
เข้าใจกระบวนการเทคโนโลยีและระดับของเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์
ในการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ สร้างส่ิงของเครื่องใช้หรือวิธกี ารตามกระบวนการเทคโนโลยี
อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยถ่ายทอดความคิดเป็นภาพฉายเพื่อนาไปสู่การสร้างชิ้นงานหรือ
แบบจาลองความคดิ และการรายงานผล เลือกใชเ้ ทคโนโลยีอย่างสร้างสรรคต์ ่อชีวติ สังคม สง่ิ แวดลอ้ ม
และมีการจัดการเทคโนโลยีด้วยการลดการใช้ทรัพยากรหรือเลือกใช้เทคโนโลยี ที่ไม่มีผลกระทบกับ
สิง่ แวดลอ้ ม
เข้าใจหลักการเบ้ืองต้นของการสื่อสารข้อมูล เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หลักการและวิธี
แก้ปัญหา หรือการทาโครงงานด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มีทักษะการค้นหาข้อมูล
และการติดต่อส่ือสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม การใช้คอมพิวเตอร์
ในการแก้ปัญหา สร้างชิ้นงานหรือโครงงานจากจินตนาการ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอ
งาน
เข้าใจแนวทางการเลือกอาชีพ การมเี จตคตทิ ีด่ ีและเห็นความสาคญั ของการประกอบอาชีพ
วธิ กี ารหางานทา คณุ สมบตั ิทจ่ี าเปน็ สาหรับการมงี านทา วิเคราะหแ์ นวทางเขา้ ส่อู าชพี มีทักษะพน้ื ฐาน
ท่ีจาเป็นสาหรับการประกอบอาชีพ และประสบการณ์ต่ออาชีพที่สนใจ และประเมินทางเลือก
ในการประกอบอาชีพทสี่ อดคลอ้ งกบั ความรู้ ความถนัด และความสนใจ
จบชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
เข้าใจวิธีการทางานเพ่ือการดารงชีวิต สร้างผลงานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ
การทางานร่วมกัน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา และทักษะการแสวงหาความรู้
ทางานอยา่ งมคี ณุ ธรรม และมีจิตสานกึ ในการใชพ้ ลังงานและทรพั ยากรอยา่ งคมุ้ คา่ และยั่งยนื
เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่นๆ วิเคราะห์ระบบเทคโนโลยี
มีความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ สร้างและพัฒนาสิ่งของเครื่องใช้หรือ
วิธีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยโดยใช้ซอฟท์แวร์ช่วยในการออกแบบหรือนาเสนอ
ผลงาน วิเคราะห์และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชีวิตประจาวันอย่างสร้างสรรค์ต่อชีวิต สังคม
ส่งิ แวดล้อม และมกี ารจัดการเทคโนโลยีดว้ ยวธิ กี ารของเทคโนโลยีสะอาด
เข้าใจองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบและหลักการทางานของ
คอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารข้อมูลสาหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และ
อุปกรณ์ต่อพ่วง และมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหา เขียนโปรแกรมภาษา พัฒนาโครงงาน
คอมพิวเตอร์ ใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ติดต่อส่ือสารและค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต
ใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
นาเสนองาน และใชค้ อมพวิ เตอรส์ รา้ งช้นิ งานหรอื โครงงาน
เข้าใจแนวทางสูอ่ าชีพ การเลอื ก และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกบั อาชีพ มีประสบการณ์
ในอาชีพท่ถี นดั และสนใจ และมคี ุณลักษณะทดี่ ีตอ่ อาชีพ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 การดารงชีวิตและครอบครวั
มาตรฐาน ง1.1 เขา้ ใจการทางาน มีความคิดสร้างสรรค์ มที ักษะกระบวนการทางาน ทกั ษะ
การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทางานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มี
คุณธรรม และลกั ษณะนิสยั ในการทางาน มจี ิตสานึกในการใช้พลังงาน ทรพั ยากร และสิง่ แวดล้อมเพ่ือ
การดารงชีวติ และครอบครวั
สาระท่ี 2 การอาชพี
มาตรฐาน ง2.1 เข้าใจ มีทักษะที่จาเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชีพ ใช้
เทคโนโลยเี พ่อื พัฒนาอาชีพ มคี ุณธรรม และมเี จตคตทิ ด่ี ตี อ่ อาชีพ
แนวคิดเก่ยี วกบั การพฒั นาบทเรียนออนไลน์
ความหมายของบทเรยี นออนไลน์
ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542) ได้ให้ความหมาย การเรียนการสอนผ่านเว็บ หมายถึง การ
ผนวกคุณสมบัติไฮเปอร์มีเดียเข้ากับคุณสมบัติของเครือข่าย เวิลด์ไวด์เว็บ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมแห่ง
การเรียนในมิติท่ีไม่มีขอบเขตจากัดด้วยระยะทางและเวลาที่แตกต่างกันของผู้เรียน (Learning
without boundary)
วิชุดา รัตนเพียร (2542) กล่าวว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการนาเสนอโปรแกรม
บทเรียนบนเว็บเพจโดยนาเสนอบริการเวิลด์ไวด์เว็บ ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ออกแบบและสร้าง
โปรแกรมการสอนผ่านเว็บจะต้องคานึงถึงความสามารถและบริการท่ีหลากหลายของอินเทอร์เน็ต
และนาคุณสมบตั ิตา่ ง ๆ เหลา่ นนั้ มาใช้เพื่อประโยชน์ในการเรยี นการสอนใหม้ ากทีส่ ดุ
ถนอมพร เลาจรัสแสง (2544) ให้ความหมายว่า การสอนบนเว็บ (Web-based
instruction) เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีปัจจบุ ันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการ
สอน เพอื่ เพิม่ ประสิทธภิ าพทางการเรียนร้แู ละแก้ปญั หาในเรื่องข้อจากัดทางด้านสถานที่และเวลา โดย
การสอนบนเว็บจะประยุกต์ใช้คุณสมบัติและทรัพยากรของ เวลิ ด์ ไวด์ เวบ็ ในการจดั สภาพแวดล้อมท่ี
ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนการสอนท่ีจัดข้ึนผ่านเว็บอาจเป็นบางส่วนหรือ
ทั้งหมดของกระบวนการเรยี นการสอนกไ็ ด้
วันเพ็ญ กันสุทธิ (2561) ได้ให้ความหมายของ บทเรียนออนไลน์ คือเอกสารประกอบการ
เรียนการสอนท่ีเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นการนาเนื้อหาวิชาท่ีผู้สอนสร้างขึ้น โดยอาศัยความสามารถ
ของเทคโนโลยใี ห้เรยี นรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอรส์ ามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
ทกุ ท่ีและทกุ เวลา
Khan (1977) ได้ให้คาจากัดความของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการเรียนการ
สอนที่อาศัยโปรแกรมไฮเปอร์มีเดียที่ช่วยในการสอน โดยการใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและ
ทรัพยากรอินเทอร์เน็ต (WWW) มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยส่งเสริมและ
สนับสนุนการเรยี นรู้อยา่ งมากมาย ตลอดจนส่งเสรมิ และสนับสนนุ การเรียนรใู้ นทุกทาง
Driscoll (1977) ได้ให้ความหมายของอินเทอร์เน็ตเพ่ือการเรียนการสอนไว้ว่า เป็นการใช้
ทกั ษะหรือความรู้ตา่ ง ๆ ถา่ ยโยงไปสทู่ ีใ่ ดทห่ี นึ่ง โดยการใชเ้ วิลดไ์ วด์เวบ็ เป็นช่องทางในการเผยแพร่ส่ิง
เหลา่ นั้น
สรุปได้ว่าความหมายของบทเรียนออนไลน์ หมายถึง บทเรียนท่ีสร้างขึ้นด้วย Google
Sites และนาเสนอเน้ือหาบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นเนื้อหารายวิชาพ้ืนฐานการงาน
อาชีพ รหัสวิชา ง23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ตามหลักสูตรโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วย เนื้อหาบทเรียน ภาพนิ่ง ข้อความ แบบฝึกทักษะ วิดีโอคลิป และ
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
แนวคิดเก่ยี วกับสือ่ พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
ความหมายของสือ่ พัฒนาทักษะการเรียนรู้
นักวิชาการในวงการเทคโนโลยีทางการศึกษา โสตทัศนศึกษา และวงการการศึกษา ได้ให้
คาจากัดความของ “ส่ือการสอน” ไวอ้ ยา่ งหลากหลาย เช่น
ชอร์ส กล่าวว่า เครื่องมือที่ช่วยส่ือความหมายจัดข้ึนโดยครูและนักเรียน เพ่ือส่งเสริมการ
เรียนรู้ เครื่องมือการสอนทกุ ชนดิ จดั เปน็ สอื่ การสอน เชน่ หนังสือในห้องสมุด โสตทัศนวัสดตุ า่ ง ๆ เชน่
โทรทศั น์ วทิ ยุ สไลด์ ฟิล์มสตริป รปู ภาพ แผนท่ี ของจริง และทรพั ยากรจากแหล่งชุมชน
บราวน์ และคณะ กล่าววา่ จาพวกอปุ กรณ์ทัง้ หลายทีส่ ามารถชว่ ยเสนอความรูใ้ ห้แก่ผู้เรียน
จนเกิดผลการเรียนที่ดี ทั้งน้ีรวมถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่เฉพาะแต่ส่ิงที่เป็นวัตถุหรือเคร่ืองมือเท่าน้ัน
เชน่ การศึกษานอกสถานท่ี การแสดง บทบาทนาฏการ การสาธติ การทดลอง ตลอดจนการสมั ภาษณ์
และการสารวจเป็นต้น
เปรือ่ ง กุมุท กล่าววา่ สื่อการสอน หมายถงึ สิง่ ต่าง ๆ ทใ่ี ช้เปน็ เครือ่ งมอื หรอื ชอ่ งทางสาหรับ
ทาให้การสอนของครูถึงผู้เรียนและทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายท่ีครูวางไว้ได้
เปน็ อย่างดี
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ใหค้ วามหมาย ส่ือการสอนวา่ วสั ดุอุปกรณ์และวธิ ีการประกอบการสอน
เพ่ือใช้เป็นส่ือกลางในการส่ือความหมายท่ีผู้สอนประสงค์จะส่ง หรือถ่ายทอดไปยังผู้เรียนได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพนอกจากน้ี ยงั มีคาอืน่ ๆ ที่มีความหมายใกลเ้ คียงกบั สอื่ การสอน เปน็ ต้นวา่
ส่ือการเรียน หมายถึง เครื่องมือ ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ ที่จะมาสนับสนุนการเรียนการ
สอน เร้าความสนใจผูเ้ รียนรู้ให้เกิดการเรยี นรู้ เกดิ ความเขา้ ใจดีขน้ึ อย่างรวดเรว็
สื่อการศึกษา คือ ระบบการนาวัสดุ และวิธีการมาเป็นตัวกลางในการให้การศึกษาความรู้
แก่ผเู้ รียนโดยทว่ั ไป
โสตทศั นปู กรณ์ หมายถงึ วสั ดทุ ้งั หลายที่นามาใช้ในห้องเรยี น หรือนามาประกอบการสอน
ใด ๆ กต็ าม เพ่ือชว่ ยใหก้ ารเขยี น การพดู การอภปิ รายนน้ั เข้าใจแจม่ แจง้ ยิ่งขึ้น
สื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ หมายถึง เครื่องมือ ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ ที่จะมาสนับสนุน
การเรียนการสอน เร้าความสนใจผู้เรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจดีขึ้น อย่างรวดเร็ว โดยมี
มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด จุดประสงค์การเรียนรู้ คาช้ีแจงเกี่ยวกับสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้
แบบทดสอบก่อนเรยี น ใบความรู้ แบบบนั ทกึ ชดุ ใบงานกจิ กรรม เฉลยชดุ ใบงานกิจกรรม แบบทดสอบ
หลงั เรียน ตารางบนั ทึกผลการประเมนิ คณุ ภาพตามตัวชว้ี ัด
แนวคดิ เกย่ี วกับการเรียนรูด้ ว้ ยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs
การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps แบง่ เปน็ 5 ขน้ั ตอน ดงั นี้
1. ข้ัน Gathering : การคน้ หาและเลือกขอ้ มูล
2. ขั้น Processing: การจดั กระทาข้อมูล หรือการจดั ข้อมลู ใหเ้ ปน็ ระบบ
3. ขั้น Applying 1 (Applying and Constructing the Knowledge) : การปฏิบัติและ
สรุปความรู้
4. ขน้ั Applying 2 (Applying and Communication Skill) : การส่อื สารและนาเสนอ
5. ขน้ั Self – regulating : การประเมินเพ่มิ คุณคา่
แนวคดิ เก่ยี วกบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
พิมพันธ์ เตชะคุปต์ (2544 : 20) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
(Learning Achievement In Science) หมายถึง ความรู้ความสามารถที่ผู้เรียนได้รับหลังการเรียน
วิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทราบว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด ก็อาจจะกระทาได้โดยวัดได้จากการสอบ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2542 : 4) ได้ระบุผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนไว้ในหนังสือประมวลศัพท์
ทางการศึกษาว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสาเร็จหรือความสามารถในการกระทาใด ๆ
ทตี่ อ้ งอาศยั ทักษะหรือมฉิ ะนัน้ ก็ต้องอาศยั ความรอบรใู้ นวชิ าใดวชิ าหน่ึงโดยเฉพาะ
พรรณี ชูทัย เจนจิต (2545 : 58) ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น
คุณลักษณะและความสามารถของบุคคลที่พัฒนาการดีข้ึน อันเกิดจากการเรียนการสอน การ
ฝกึ อบรม ซึง่ ประกอบด้วย ความสามารถทางสมอง ความรู้ ทกั ษะ ความรู้สกึ และคา่ นิยมตา่ ง ๆ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Academic Achievement) หมายถึง คุณลักษณะและ
ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและ
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาอบรม หรือจากการสอบ การวัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็นการ
ตรวจสอบความสามารถหรือระดับความสัมฤทธ์ิผล (Level of Accomplishment) ของบุคคลว่า
เรียนรู้แล้วเท่าไร มีความสามารถแค่ไหน ซ่ึงสามารถวัดได้ 2 แบบ ตามจุดมุ่งหมายและลกั ษณะวิชาท่ี
สอน คือ
1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือทักษะของ
ผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถดังกล่าวในรูปการกระทาจริงให้ออกเป็นผลงาน เช่น
วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น ซ่ึงการวัดต้องใช้ “ข้อสอบภาคปฏิบัติ” (Performance
Test)
2. การวัดด้านเน้ือหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาความรู้ (Content)
อันเปน็ ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนรวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่าง ๆ สามารถวัดได้
โดยใช้ “ขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ” (ไพศาล หวังพานชิ . 2523 : 137)
จากท่ีกล่าวมาแล้วเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถงึ ผลของความสามารถของบุคคลทตี่ ้องอาศัยทักษะ ความรอบรู้ ทัศนคติทีไ่ ดจ้ ากการเรียนการ
สอน การฝกึ ฝน อบรมสง่ั สอน ทาใหเ้ กิดความสาเรจ็ หรือความสามารถในด้านต่าง ๆ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น การ
นักการศกึ ษาได้ใหค้ วามหมายของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนพอสรปุ
ไดด้ ังนี้
ศกึ ษาธกิ าร,กระทรวง (2542 : 9) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นไวว้ า่ “เปน็ แบบทดสอบท่ีมงุ่ วัดวา่ นกั เรยี นมคี วามรู้ หรือความสามารถทเ่ี กดิ จาก
เรยี นการสอนมากนอ้ ยปานใด”
วรพจน์ นวลสกลุ (2540 : 25) ได้กล่าวว่า แบบทดสอบทใี่ ชว้ ัดผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียน หมายถงึ แบบทดสอบที่ใชว้ ัดความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพทางดา้ นวิทยาศาสตร์ ท่เี กิดข้ึน
ในตัวผู้เรียน หลังจากท่ีผู้เรียนศึกษาบทเรียนน้ันจบแล้ว แบบทดสอบที่ใช้วัดจะสอดคล้องกับ
วตั ถุประสงค์ ของวิชาวทิ ยาศาสตร์
สมศักดิ์ สินธรุ ะเวชญ์ (2542 : 34) ไดใ้ หค้ วามหมายแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์วา่
เป็นแบบทดสอบท่ีวัดความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ เมื่อได้รับประสบการณ์เฉพาะอย่างไปแล้ว ซ่ึง
จะเป็นการวัดความสามารถทางวิชาการต่าง ๆ โดยมุ่งวัดว่านักเรียนมีความรู้หรือมีทักษะในวิชานั้น
มากนอ้ ยเพียงใด
ชาตรี เกดิ ธรรม (2542 : 16) ได้ใหค้ วามหมายของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธว์ิ ่า
หมายถงึ แบบทดสอบที่ใช้วดั ปริมาณความรู้ ความสามารถ ทักษะเกี่ยวกับด้านวิชาการ ท่ไี ด้เรยี นรู้มา
ในอดีตว่ารับรู้ไว้ได้มากน้อยเพียงไร โดยทั่วไปแล้วมักใช้วัดหลังจากทากิจกรรมเรียบร้อยแล้วเพ่ือ
ประเมนิ การเรียนการสอนวา่ ได้ผลอยา่ งไร
จากที่กล่าวมาแล้วเกี่ยวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่าแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความเข้าใจจาก การเรียนรู้ ซ่ึงเป็น
การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างวิชาการของผูเ้ รยี นทีไ่ ด้รบั จากการเรยี นรู้ในเน้อื หาวิชา น้นั ๆ
ลักษณะของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ ่ีดี
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2532 : 47) ได้สรุปลักษณะของแบบทดสอบวดั ผล
สัมฤทธ์ทิ ่ีดีไว้ ดังนี้
1. ความเท่ียงตรง (Validity) เป็นลักษณะท่ีสาคัญท่ีสุดท่ีทาให้เครื่องมือวัดผลนั้น
มีคุณภาพ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า เคร่ืองมือวัดนั้นสามารถวัดได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ นั่นคือวัด
ได้ตรงและครบถ้วนตามเน้ือหาท่ีต้องการวัด วัดได้ตรงตามจุดประสงค์ วัดได้ตรงตามสภาพความเป็น
จรงิ และวัดแล้วสามารถนาผลการวดั ไปพยากรณ์หรือคาดคะเนอนาคตได้
2. มีความเชื่อมั่นสูง (Reliability) เคร่ืองมือวัดผลที่ดีวัดส่ิงเดียวกันหลาย ๆ ครั้ง ผลท่ีได้
จากการวัดจะเหมอื นกนั หรอื แตกตา่ งกันน้อยมาก
3. มคี วามเปน็ ปรนัย (Objectivity) เครอื่ งมอื ท่ีมีความเป็นปรนยั จะมีความชัดเจนในตัวเอง
เช่น ข้อสอบท่ีมีความเป็นปรนัย จะมีความชัดเจนอยู่ 3 ประการ คือ คาถามชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจ
ตรงกนั คาตอบแน่นอน ใครตรวจกใ็ ห้คะแนนตรงกนั และประการสุดทา้ ยคือ แปลความหมายคะแนน
ไดต้ รงกัน
4. มีความยากง่ายพอเหมาะ (Difficulty) ไมย่ ากเกินไปและไมง่ ่ายเกนิ ไป ขอ้ สอบขอ้ ใดท่ีมี
คนตอบถูกมากแสดงว่าง่าย ข้อท่ีมีคนตอบถูกน้อยแสดงว่ายาก ค่าความยากง่ายของข้อสอบ (p) มีค่า
อยู่ระหว่าง 0 ถึง 1.00 ข้อสอบท่ีดีมีค่า p อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 ซ่ึงเป็นข้อสอบท่ีค่อนข้างยาก
ปานกลางและคอ่ นข้างงา่ ย
5. มีอานาจจาแนก (Discrimination) หมายถึง สามารถแบ่งแยกคนออกเป็นประเภทต่าง
ๆ ได้ถูกต้อง ข้อสอบที่จาแนกได้ หมายถึง ข้อสอบที่คนเก่งตอบถูก คนอ่อนตอบผิด ข้อสอบท่ีจาแนก
กลบั คนเก่งจะตอบผดิ แต่คนอ่อนจะตอบถูก และขอ้ สอบที่จาแนกไม่ได้ คนเก่งและคนอ่อนจะตอบถูก
และผิดพอ ๆ กัน ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนัก อานาจจาแนกของข้อสอบมีค่า r อยู่ระหว่าง -
1.00 ถงึ +1.00 คา่ r เปน็ เครื่องหมายลบ หมายความว่า จาแนกไมไ่ ด้ คนเก่งตอบถูกน้อยกว่าคนอ่อน
r เป็นเครื่องหมายลบ หมายความว่า จาแนกได้ คนก่งตอบถูกมากกว่าคนอ่อน ข้อสอบท่ีมีค่า r ใกล้
ศูนย์ (r = -0.19 ถึง +0.19) เป็นข้อสอบที่จาแนกไม่ได้ เพราะคนเก่งตอบถูก พอ ๆ กับคนอ่อน
ข้อสอบที่ดคี วรมคี ่า r อยรู่ ะหวา่ ง 0.20 ถึง 1.00
6. มีประสิทธิภาพ (Efficiency) คือ เคร่ืองมือที่สามารถทาให้ได้ข้อมูลท่ีดีท่ีสุดเช่ือถือได้
มากโดยใช้วิธกี ารท่สี ะดวก รวดเร็ว คลอ่ งตวั แตเ่ สยี เวลาน้อย ลงทนุ น้อยและใชแ้ รงงานน้อย
7. มีความยุติธรรม (Fair) ไม่เปิดโอกาสให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่าง ผู้ท่ีถูกวัด
ด้วยกัน
8. ใช้คาถามถามลึก (Searching) ข้อสอบที่ดีต้องการให้ผู้ตอบใช้ความสามารถในการ
คดิ ค้นกอ่ นที่จะตอบ
9. ใช้คาถามยั่วยุ (Exemplary) มีลักษณะท่ีท้าทายให้ผู้สอบอยากคิดอยากตอบและทา
ดว้ ยความเต็มใจ
10. คาถามจาเพาะเจาะจง (Definite) ไม่ถามวงกว้างเกินไป หรือถามคลุมเครือให้คิดได้
หลายแง่หลายมมุ
จากที่กล่าวมาแล้วเก่ียวกับลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิท่ีดี สรุปได้ว่า
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ท่ีดีจะต้องมีลักษณะดังน้ี มีความเที่ยงตรง มีความเชื่อม่ันสูง มีความเป็น
ปรนัย มีความยากง่ายพอเหมาะ มีอานาจจาแนก มีประสิทธิภาพ มีความยุติธรรม ใช้คาถามถามลึก
ใช้คาถามยวั่ ยุ และคาถามจาเพาะเจาะจง
จากท่ีกล่าวมาแล้วเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
เป็นผลการวัดพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด ความสามารถท้ังหลายของผู้เรียน คุณลักษณะด้านจิต
พิสัย ความสนใจ ทัศนคติต่อเน้ือหาวิชาท่ีเรียนในโรงเรียนและระบบการเรียน ความคิดเห็นเกี่ยวกับ
ตนเอง และลักษณะบุคลิกภาพ และคุณภาพการสอน การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนและการ
เสรมิ แรงของครู การแกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาด และร้ผู ลว่าตนเองกระทาได้ถกู ตอ้ งหรือไม่
ในการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ความพึงพอใจเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้
ผู้เรียนทางานที่ได้รับมอบหมาย หรือต้องการปฏิบัติให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ซึ่งในปัจจุบัน
ครผู ้สู อนเปน็ เพยี งผู้อานวยความสะดวก หรอื ให้คาแนะนาปรึกษาจึงต้องคานึงถึงความพึงพอใจในการ
เรยี นรู้
แนวคดิ เกย่ี วกับความพึงพอใจ
ความหมายของความพึงพอใจ
เดวสิ (Devis. 1981 : 83) กล่าววา่ ความพึงพอใจ หมายถงึ ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง
ความคาดหวังกับผลประโยชน์ท่ไี ด้รบั
ศิโรรตั น์ พลไชย (2546 : 54) กล่าววา่ ความพงึ พอใจ หมายถึง ความรสู้ กึ นึกคดิ หรือ
เจตคติของบุคคลที่มีต่อการทางานหรือการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอน และต้องการดาเนิน
กจิ กรรมนั้น ๆ จนบรรลผุ ลสาเร็จ
วิวัฒน์ กุศล (2547 : 33) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติ ที่
ดีของบุคคล ซึ่งมักเกดิ จากการได้รบั การตอบสนองตามที่ตนเองต้องการก็จะเกดิ ความรู้สึกดีใน สิ่งน้นั
จากความหมายที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของ
บคุ คลท่มี ีต่อการทางาน การปฏิบตั ิกิจกรรมการเรยี นการสอนหรอื บทเรียน โดยวดั จากแบบสอบถาม
ทฤษฎีเก่ยี วกบั ความพึงพอใจ
ในการปฏิบัติงานใด ๆ ก็ตาม การท่ีผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความพึงพอใจต่อการทางาน น้ัน
มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสิ่งจูงใจในการทางานท่ีมีอยู่ การสร้างสิ่งจูงใจหรือแรงกระตุ้นให้เกิดกับ
ผู้ปฏิบตั งิ านจงึ เปน็ สิง่ จาเปน็ เพ่อื ให้การปฏบิ ตั ิงานนนั้ ๆ เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีว่ างไว้
สกอ็ ตต์ (Scott. 1970 : 124) ได้เสนอแนวคิดในเร่อื งการจูงใจให้เกดิ ความพึงพอใจต่อการ
ทางานที่จะให้ผลเชิงปฏิบตั ิ มลี กั ษณะดังน้ี
1. งานควรมสี ่วนสมั พันธก์ ับความปรารถนาสว่ นตัว งานน้นั จะมีความหมายสาหรับผทู้ า
2. งานน้ันต้องมีการวางแผนและวัดความสาเรจ็ โดยใชร้ ะบบการทางานและ การควบคมุ ท่ี
มีประสิทธิภาพ
3. เพอ่ื ให้ไดผ้ ลในการจูงใจภายในเปา้ หมายของงาน จะต้องมีลกั ษณะดังน้ี คือ คนทางานมี
ส่วนในการต้ังเป้าหมาย ผู้ปฏิบัติได้รับทราบผลสาเร็จในการทางานโดยตรง งานน้ันสามารถทาให้
สาเรจ็ ได้
เฮอรซ์ เบอรก์ (Herzberg. 1959 : 113) ได้ทาการศกึ ษาค้นคว้าทฤษฎที เ่ี ปน็ มูลเหตุที่ทาให้
เกิดความพึงพอใจ เรียกวา่ The Motivation Hygiene Theory ทฤษฎีนี้ ไดก้ ลา่ วถึงปจั จยั ที่ทาให้เกิด
ความพึงพอใจในการทางาน 2 ปจั จัย คือ
1. ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors) เป็นปัจจัยท่ีเก่ียวกับการงาน ซ่ึงมีผลก่อให้เกิด
ความพึงพอใจในการทางาน เช่น ความสาเร็จของงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน
ความรบั ผดิ ชอบ ความก้าวหนา้ ในตาแหน่งการงาน
2. ปัจจัยค้าจุน (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่เก่ียวข้องกับส่ิงแวดล้อมในการทางาน
และมีหน้าที่ให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการทางาน เช่น เงินเดือน โอกาสที่จะก้าวหน้าในอนาคต
สถานะของอาชีพ สภาพการทางาน เปน็ ต้น
การประเมินผลความพงึ พอใจ
การหาความพึงพอใจหรือความพอใจ เป็นอีกวิธีหนึ่งท่ีนิยมใช้ในการประเมินผล
ด้านคุณภาพในลักษณะภาพรวมของบทเรียนท่ีไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นการสอบถามความรู้สึก หรือ
ความชอบเกี่ยวกับบทเรียนที่พัฒนาข้ึน ซ่ึงไม่มีเกณฑ์พิจารณาว่าควรสอบถามในประเด็นใดหรือ
มีกรอบของประเด็นคาถามอย่างไร เน่ืองจากเป็นการสอบถามในภาพรวม อย่างไรก็ตามแนวทาง
ทใี่ ชใ้ นการกาหนดประเดน็ คาถามท่นี ิยมใช้ มีอยู่ 2 แนวทาง (มนตช์ ัย เทยี นทอง. 2548 : 318) ดังน้ี
1. แนวทางการประเมินภาพรวมท่ัว ๆ ไป เช่น สอบถามเกี่ยวกับส่วนนาเข้า
ส่วนประมวลผล และส่วนท่ีแสดงผล โดยพิจารณารายละเอียดแต่ละส่วน ๆ ว่ามีข้อคาถามใดบ้าง
ทจี่ ะสอบถามผู้เรยี นเกย่ี วกบั ความพงึ พอใจในการใชบ้ ทเรยี น กลา่ วได้ว่าแนวทางน้เี ปน็ แนวทางท่ีมกี าร
ใช้ประเมินความพึงพอใจมากที่สดุ
2. แนวทางการใช้ทฤษฎีประเมินผล เช่น อาจประยุกต์ใช้ CIPP Model หรือ Alkin
Model เป็นต้น โดยสามารถนาทฤษฎีประเมินผลท่ีมีอยู่มากาหนดกรอบในการประเมิน ความพึง
พอใจของผู้เรียนเก่ียวกับสาระ (Context) ส่วนนาเข้า (Input) ส่วนประมวลผล (Process) และ
ผลผลิต (Product) เป็นต้น
การเก็บรวบรวมข้อมูลจะนิยมใช้แบบสอบถามมากกว่าการสัมภาษณ์ โดยการกระทากับ
กลมุ่ ตวั อยา่ งที่เป็นผู้ท่ใี ช้บทเรียนโดยตรง เพ่ือประเมินความพึงพอใจหลังจากท่ีทดลองใช้บทเรียนแล้ว
ผลที่ได้จากการประเมินจะเป็นดัชนีบ่งช้ีความพึงพอใจของผู้เรียน สาหรับสถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์
ความพึงพอใจที่ได้จากแบบสอบถาม จะใช้ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยมและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
หรือใช้สถิติเปรยี บเทียบความพงึ พอใจของผู้เรียนแตล่ ะกลุ่มก็ได้
แบบประเมินความพึงพอใจในการเรียนรู้ของผู้เรียนมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณค่า ซ่ึงมี 5 ระดับ คือ พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย พึง
พอใจนอ้ ยท่ีสุด โดยกาหนดเกณฑก์ ารประเมิน ดงั น้ี
พงึ พอใจมากท่สี ุด ให้คะแนน 5 คะแนน
พงึ พอใจมาก ให้คะแนน 4 คะแนน
พงึ พอใจปานกลาง ใหค้ ะแนน 3 คะแนน
พงึ พอใจน้อย ใหค้ ะแนน 2 คะแนน
พึงพอใจน้อยทส่ี ดุ ให้คะแนน 1 คะแนน
คา่ เฉลย่ี ทผ่ี เู้ ชีย่ วชาญประเมินแต่ละข้อแลว้ เทยี บเกณฑ์การประเมิน โดยใช้เกณฑ์ การแปล
ความหมายคะแนนของ Likert ดงั นี้
4.50 – 5.00 หมายถึง มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดับมากท่สี ุด
3.50 – 4.49 หมายถึง มีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก
2.50 – 3.49 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดับปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถึง มีความพงึ พอใจอยู่ในระดบั น้อย
ตา่ กวา่ 1.50 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจอยใู่ นระดับนอ้ ยท่ีสุด
จากหลักการทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าความพึงพอใจในการเรียนรู้เป็นสิ่งสาคัญ
ความพึงพอใจในการเรียนและผลการเรียนรู้จะมีความสัมพันธ์กันในทางบวก ในการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนร้ขู องผู้เรยี น จึงต้องคานึงถึงผลด้านความรู้สกึ ของผูเ้ รียน
ที่เกิดแก่ตัวผู้เรียนเอง เช่น ความรู้สึกต่อความสาเร็จท่ีเกิดข้ึน เพื่อเอาชนะความยุ่งยากต่าง ๆ ทาให้
เกิดความภาคภมู ใิ จ ความมนั่ ใจ ตลอดจนไดร้ บั การยกยอ่ งจากบุคคลอืน่
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่มีต่อการทางาน การปฏิบัติ
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือบทเรียน เป็นอีกวิธีหน่ึงที่นิยมใช้ในการประเมินผลด้านคุณภาพใน
ลักษณะภาพรวมของบทเรียนที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นการสอบถามความรู้สึก หรือความชอบเก่ียวกับ
บทเรยี นทพ่ี ัฒนาขึ้นโดยวดั จากแบบสอบถาม
แนวคิดเก่ยี วกบั การหาประสทิ ธภิ าพส่อื ทกั ษะการเรียนรู้
จากการศึกษาการหาประสิทธิภาพของสื่อทักษะการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้นาเสนอรายละเอียด
ในที่ได้ศึกษา ได้แก่ ความหมายของประสิทธิภาพส่ือทักษะการเรียนรู้ การกาหนดเกณฑ์การหา
ประสิทธิภาพสื่อทักษะการเรียนรู้ ข้ันตอนการหาประสิทธิภาพสื่อทักษะการเรียนรู้ และสูตรการหา
ประสิทธิภาพสือ่ ทักษะการเรียนรู้ โดยมีเน้อื หา ดงั นี้
ความหมายของประสิทธภิ าพสือ่ ทักษะการเรยี นรู้
ในการหาประสทิ ธิภาพสอ่ื ทักษะการเรียนรู้ มนี กั ศึกษาใหค้ วามหมาย ไว้ดงั นี้
กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2542 : 61) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพสื่อทักษะการ
เรียนรู้ไว้ว่า เป็นความสามารถของสื่อการเรยี นในการสรา้ งผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ตามจุดประสงค์ถึงเกณฑ์ที่คาดหวังได้ เมื่อพิจารณาบทเรียนจากความหมาย ดังกล่าว
สามารถนามาวิเคราะห์ได้ว่าการดาเนินการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ ให้มีประสิทธิภาพตรงตาม
จุดประสงค์ เนือ้ หาวิชา กระบวนการเรยี นรู้ เกณฑ์มาตรฐานและการประเมินเป็นองค์ประกอบสาคัญ
ทจี่ ะทาให้สอ่ื ทักษะการเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ
จิรพันธ์ ไตรทิพจรัส (2542 : 66) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพสื่อการเรียน
การสอน ไว้ว่า เป็นการหาประสิทธิภาพสื่อการสอนนั้นให้มีคุณภาพ คุณค่า และประสิทธิภาพ
เพียงใด สามารถช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด เพื่อนาข้อมูลที่ได้มา
แก้ไขปรับปรงุ ส่อื เพ่อื ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรียนรอู้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์ (2546 : 213) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพส่ือทักษะการ
เรียนรู้ ไว้ว่า เป็นการประเมินผลส่ือการสอนว่าเป็นส่ิงจาเป็นอย่างย่ิงเพื่อเป็นหลักประกันว่า ส่ือ
การสอนน้ีมีประสิทธิผลในการเรียนการสอน โดยจะต้องมีเกณฑ์ประสิทธิภาพของส่ือ ซ่ึงได้จากการ
ประเมินผลพฤติกรรมต่อเนื่อง เป็นกระบวนการกับพฤติกรรมขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดย
กาหนดค่าประสิทธิภาพของส่ือเป็น E1/E2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจะต้องกาหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผล
เฉลี่ยของคะแนนการทางาน หรือการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมด (E1) ต่อเปอร์เซ็นต์ของผล
การสอนหลังเรยี นของผ้เู รยี นท้ังหมด (E2)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2544 : 127) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพส่ือการเรียน
การสอน ไว้ว่า เป็นการประเมินสื่อทักษะการเรียนรู้ว่าเป็นการพิจารณาหาประสิทธภิ าพและคุณภาพ
ของส่ือทักษะการเรียนรู้ ดังน้ัน การประเมินส่ือจึงเร่ิมด้วยการกาหนดปัญหา หรือคาถามเช่นเดียวกับ
การวิจัย ด้วยเหตุนี้การประเมินสื่อจึงเป็นการวิจัยอีกแบบหน่ึงที่เรียกกว่า “การวิจัยประเมิน”
(Evaluation Research)
สุชาดา กีระนันทน์. (2544 : 32) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพสื่อทักษะการเรียนรู้
ไว้ว่า ความสามารถของบทเรียน ในการสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์ ถึงระดับเกณฑ์ท่ีคาดหวังโดยครอบคลุม ความเชื่อถือได้ ความพร้อม ความม่ันคง
ปลอดภัย และความถูกต้องสมบูรณ์ ดังนั้นประสิทธิภาพส่ือทักษะการเรียนรู้จึงต้องเริ่มจาก การ
ตรวจสอบคุณภาพ และหาค่าความเช่ือมน่ั ใหไ้ ด้มาตรฐานกอ่ นนาไปใชโ้ ดยการประเมนิ จากผู้เชย่ี วชาญ
ดงั กล่าวในเบือ้ งต้น
สรปุ ได้ว่า ความหมายของประสทิ ธิภาพการเรียนการสอน คอื ประสทิ ธิภาพของสื่อ การ
เรียนการสอนที่ประเมินได้จากผลรวมของกระบวนการข้ันสุดท้าย ไดแ้ ก่ การทดสอบหลังเรียนประจา
หน่วยการเรียน และผลลัพธ์ที่เกิดจากการสื่อทักษะการเรียนรู้ท้ัง ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนรู้
โดยเสนอในรูปแบบของร้อยละ 2 คือ ร้อยละของกระบวนการข้ันสุดท้าย/ร้อยละของผลลัพธ์ หรือ
แทนด้วย E1/E2
การกาหนดเกณฑ์การหาประสทิ ธภิ าพ
การกาหนดเกณฑ์การหาประสิทธิภาพกระทาได้โดยการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียน 2
ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกาหนดค่า
ประสิทธภิ าพ เปน็ (เผชิญ กจิ ระการ. 2544 : 46)
E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
E2 แทน ประสทิ ธภิ าพของผลลพั ธ์
E1 คือ การประเมินพฤตกิ รรมต่อเนือ่ ง (Transition Behavior) หมายถึง การประเมนิ ผล ต่อเนื่อง
ซ่งึ ประกอบกจิ กรรมกลมุ่ และรายงานบุคคลหลาย ๆ พฤตกิ รรม เรยี กวา่ “กระบวนการ” ของผเู้ รียนที่
สังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม (รายงานของกลุ่ม) ได้แก่ งานท่ีมอบหมาย และกิจกรรมอ่ืนใดที่
ผ้สู อนกาหนดไว้
E2 คือ การประเมินพฤติกรรมข้ันสุดท้าย (Terminal Behavior) หมายถึง การประเมิน
ผลลพั ธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยพจิ ารณาการสอบหลังเรยี นและการสอบไล่
ประสิทธิภาพของสอ่ื ทกั ษะการเรยี นรู้ จะกาหนดเปน็ เกณฑ์ทีผ่ ู้ศึกษาคาดหมายว่า ผเู้ รยี นจะ
เปล่ยี นพฤติกรรมเปน็ ทีน่ า่ พอใจ โดยกาหนดใหเ้ ป็นร้อยละของผลเฉล่ียของคะแนน การทางานและ
การประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมด ต่อร้อยละของผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของ
ผู้เรียนทัง้ หมด นั้นคือ E1/E2 คอื ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์
ตัวอย่าง 80/80 หมายถึง เมื่อเรียนจากส่อื ทกั ษะการเรยี นรู้นั้นแล้วผู้เรียน จะสามารถปฏิบตั ิ
แบบฝึกหัด กิจกรรม หรืองานที่ได้รับมอบหมาย ท้ังในรูปแบบรายบุคคล และ รายกลุ่มได้ ผลเฉลี่ย
ร้อยละ 80 และทาข้อสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนได้ผลเฉลีย่ ร้อยละ 80
สรุปได้ว่า การท่ีจะกาหนดเกณฑ์ E1/E2ให้มีค่าเท่าใดน้ันผู้ศึกษาเป็นผู้พิจารณาตามความ
พอใจหรือตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนด โดยปกติเน้ือหาเป็นความรู้ความจามักจะต้ังไว้ 80/80,
85/85 หรือ 90/90 ส่วนเน้ือหาท่ีเป็นทักษะหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ต้ังไว้ต่ากว่าน้ี คือ 75/75
เป็นต้น
ข้นั ตอนการหาประสทิ ธภิ าพส่อื ทกั ษะการเรียนรู้
เม่ือผลิตส่ือทักษะการเรียนรู้ชนิดหน่ึงเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนาส่ือทักษะการเรียนรู้นั้นไป
ทดสอบประสิทธิภาพ หลังจากการหาประสิทธภิ าพเชิงทฤษฎจี ากผู้เชี่ยวชาญแลว้ (เผชิญ กิจระการ.
2544 : 47)
ขั้นท่ี 1 แบบเดี่ยว (1:1)
เป็นการทดลองรายบุคคล (One to One Testing) โดยทดลองกับเด็กอ่อนเสียก่อน
จากนัน้ ก็ใชเ้ ดก็ ปานกลาง และเด็กเกง่ ตามลาดบั โดยใช้การให้เหตผุ ลของเด็กอ่อน ปานกลาง และเก่ง
เท่ากับ 1:2:1 ตามลาดับ คานวณหาประสิทธิภาพเสรจ็ แล้วปรับปรงุ ให้ดีข้ึน โดยปกติคะแนนท่ีได้จาก
การทดลองครง้ั นจ้ี ะได้คะแนนตา่ กว่าเกณฑม์ าก
ขน้ั ท่ี 2 แบบกลุ่ม (1:10)
เป็นการทดลองแบบกลุ่มย่อย (Small Group Testing) โดยเป็นกลุ่มทดลองกับผู้เรียน 6-
10 คน คละผู้เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อนตามการให้เหตุผล เท่ากับ 1:2:1 ตามลาดับ คานวณหาค่า
ประสิทธิภาพและปรบั ปรุงบทเรียนอีกครัง้
ข้นั ที่ 3 ภาคสนาม (1:100)
เป็นการทดลองในกลุ่มใหญ่ (Field Testing) โดยทดลองกับผู้เรียนประมาณ 30-100 คน
คานวณหาประสทิ ธิภาพแลว้ ทาการปรับปรุง
สรุปได้ว่า จากขั้นตอนการทดลองประสิทธิภาพส่ือทักษะการเรียนรู้ดังที่ได้กล่าวมาแล้วน้ี
จะเห็นได้ว่าเป็นการทดสอบประสิทธิภาพน้ันจะค่อย ๆ ดาเนินการไปทีละข้ันอย่างช้า ๆ และสุขุม
รอบคอบ พร้อม ๆ กับการปรับปรุงสื่อทักษะการเรียนรู้ไปด้วย ซึ่งอาจจะเป็นการปรับปรุงเน้ือหา
กิจกรรม แบบฝึก แบบทดสอบ เวลา หรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอน อย่างใดอย่างหนึ่งที่มี
ข้อบกพร่องปรากฏขึน้ ในสว่ นใด และเมือ่ ปรบั ปรงุ แลว้ ก็นาไปทดลองในข้นั ต่อไปจนถงึ ขั้นสุดท้าย
สตู รการหาประสิทธิภาพสือ่ ทักษะการเรยี นรู้
ส่ือทักษะการเรียนรู้ที่ดีน้ัน เมื่อทาการสร้างเสร็จสมบูรณ์จะต้องผ่านการทดลองใช้
(try out) ตามข้ันตอนและวิธีการท่ีกาหนด แล้วมาปรับปรุงแก้ไขให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์โดย
การนาส่ือทักษะการเรียนรู้ไปทดลองใชท้ ั้ง 3 กลุ่มจากข้ันตอนการหาประสิทธิภาพ กับกลุ่มประชากร
ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง และนาข้อมูลท่ีได้มาคานวณหาประสิทธิภาพ โดยใช้สูตร (เผชิญ กิจระการ .
2544 : 48)
สูตรการหาประสิทธภิ าพของกระบวนการ (E1) โดยคานวณจากสตู ร
X
E1= N 100
A
โดย E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหดั หรืองานข้ันสดุ ทา้ ย
ของกระบวนการยอ่ ยแต่ละกระบวนการ
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหดั หรืองานขัน้ สดุ ท้าย
ของกระบวนการยอ่ ยแตล่ ะกระบวนการ
N แทน จานวนนกั เรยี น
สตู รการหาประสทิ ธภิ าพของผลลพั ธ์ (E2) โดยคานวณจากสูตร
X
E2= N 100
B
โดย E2 แทน ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์
X แทน คะแนนรวมของผลลพั ธห์ ลังเรยี น
คะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ
B แทน คะแนนเต็มของผลลพั ธห์ ลงั เรียน
คะแนนแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
N แทน จานวนนักเรียน
สรุปได้ว่า การหาประสิทธิภาพของส่ือทักษะการเรียนรู้ มีความจาเป็นต่อการสร้างและ
พัฒนาสื่อทักษะการเรยี นรู้ ผู้วิจัยได้แนวทางการหาประสิทธิภาพดังกลา่ ว มาใช้ในการพัฒนาบทเรียน
แสวงรู้บนเว็บ ก่อนนามาใช้กับประชากรกลุ่มตัวอย่าง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ระหว่างก่อนและหลังเรียน วิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 3
งานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง
งานวจิ ยั ในประเทศ
การพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ (WebQuest) เป็นการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพ่ือ
พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ผ่านบนระบบออนไลน์ ซึ่งเหมาะท่ีจะใช้ในการจัด กิจกรรม
การเรียนการสอนเนื้อหาบทเรียนแทบทุกประเภท เพราะเป็นการใช้แหล่งความรู้ท่ีมีอยู่มากมาย
บนระบบอินเตอร์เน็ตมาจัดกิจกรรมการเรียนรู มผี ูว้ จิ ัยเก่ยี วกบั เรื่องนี้ ดงั นี้
กูอันนูวาร์ ศรีระเด่น (2549 : 68) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บหน่วยการ
จัดสภาพแวดล้อมใหม่เพ่ือการเรียนรู้ สาหรับนักศึกษาปริญญาตรี ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ หน่วยการจัดสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการ
เรยี นรู้ หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .01 และผู้เรยี นมีความพึงพอใจต่อ
บทเรยี นแสวงรูบ้ นเว็บหนว่ ยการจดั สภาพแวดล้อมใหม่ เพ่ือการเรียนรูอ้ ยใู่ น ระดบั มาก
ปิยะรัตน์ คัญทัพ (2545 : 132) ได้วิจัยเรื่องรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิด
ชั้นสูงโดยใชก้ ระบวนการเรียนการสอนแบบเวบ็ เควสท์ ในระดับประถมศึกษา และได้ดาเนิน การวิจัย
แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาต้นแบบรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะ การคิด
ช้ันสูงโดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนแบบเว็บเควสท์ สาหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ระยะท่ี 2
การปรับปรุงรูปแบบการสอนโดยใช้การวิจัยปฏิบัติการระยะท่ี 3 การประเมินผลและ การขยายผล
การใช้รูปแบบการสอน ผลการวิจัยทาให้ได้รูปแบบการสอนท่ีได้อธิบายองค์ประกอบสาคัญ ซึ่งได้แก่
ขั้นตอนการสอน ระบบสังคม หลักการตอบสนอง ระบบสนับสนุน และอธิบายแนวทาในการจัด
สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ที่จะให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ เกิดการเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาทักษะการ
คดิ ชนั้ สูง ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนในเนอ้ื หาวิชา และความสามารถในการใชค้ อมพวิ เตอร์
โอภาส เกาไศยาภรณ์ (2548 : 75) ได้พัฒนาบทเรียนการแสวงรู้บนเว็บ เรื่อง การจัด
พิพิธภัณฑ์ในสถานศึกษา พบว่ารูปแบบการเรียนด้วยบทเรียนการแสวงรู้บนเว็บนี้ช่วยเพิ่ม
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้แก่ผู้เรียน ทั้งด้านการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก
และการเรียนแบบสืบสวนสอบสวน ซ่ึงผู้เรียนจะต้องนาความรู้ท่ีได้จากการสืบค้นมาวิเคราะห์ซ่ึงเป็น
จุดหลักที่สาคัญของการศึกษาในปัจจุบัน ท่ีไม่เน้นให้ผู้เรียนท่องจา แต่เน้นความสามารถนาความรู้ท่ี
ได้มาบูรณาการ และวิเคราะห์ออกมาเป็นความรู้ของตนเอง หรือท่ีเรียกว่าการสร้างองค์ความรู้โดย
ผู้เรียนเอง ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนการแสวงรู้บน
เว็บ เรื่อง การจัดพิพิธภัณฑ์ในสถานศึกษาหลังเรียนสูงถึงร้อยละ 82.3 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน และผู้เรียนมี
ความพึงพอใจต่อบทเรียนการแสวงร้บู นเวบ็ ในระดบั มาก
จุลลดา จุลเสวก (2549 : 73) ได้ทาวิจัยเรื่องผลการเรียนแบบสืบสวนร่วมกับการใช้เว็บ
เควสท์ตอ่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ทมี่ คี วามสามารถในการ
เรียนวิทยาศาสตร์ต่างกัน ซึ่งสรุปได้ดังน้ี นักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนแบบสืบสวนร่วมกับการใช้เว็บ
เควสท์ ที่มีความสามารถในการเรียนวิทยาศาสตร์ต่างกัน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
แตกต่างกัน และมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน กลุ่มที่มีค่าเฉล่ียของ
คะแนนความร่วมมือในการปฏิบัติงานกลุ่มสูงสุด คือ กลุ่มการเรียนสูง สูง ต่า กลุ่มท่ีมีค่าเฉลี่ยของ
คะแนนสูงสุด ทั้งในด้านความรับผิดชอบและด้านการให้ความช่วยเหลือ คือ กลุ่ม การเรียนสูง สูง
ตา่ กลุ่มทม่ี ีค่าเฉล่ยี ของคะแนนสงู สดุ ทง้ั ในดา้ นการแสดงความคดิ เห็นด้านการรบั ฟังความคิดเหน็ และ
ด้านการส่ือความหมาย คือ กลุม่ การเรยี น กลาง กลาง กลาง
ชาคริต อนันตวัฒนวงศ์ (2549 : 80)ได้ศึกษาผลการใช้บทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์
ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และปฏิสัมพันธ์ในการเรียนวิชาถ่ายภาพทางการศึกษา ของนักศึกษา
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง
เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์แตกต่างกันที่ระดับนัยสาคัญ 0.01 และลักษณะ
ปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนเป็นแบบร่วมมือคือ ด้านลักษณะความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนอยู่ใน
ระดบั ปานกลาง นอกจากน้ีเจตคติต่อบทเรยี นออนไลนแ์ บบเวบ็ เควสท์อยู่ในระดับ คอ่ นขา้ งดี
จากการศึกษางานวิจัยในประเทศพบว่า นักเรียนท่ีได้รับการสอนด้วยวิธีการสอนโดยใช้
บทเรียนเว็บเควสท์สามารถนาความรู้ที่ได้มาบูรณาการและวิเคราะห์ออกมาเป็นความรู้ของ
ตนเองหรือท่ีเรียกว่าการสร้างองค์ความรู้โดยผู้เรียนเอง มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงกว่านักเรียน
ทีไ่ ด้รับการสอนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ และเกดิ ทักษะการคิดชั้นสูง
งานวจิ ยั ต่างประเทศ
บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ (WebQuest) เป็นการออกแบบนวัตกรรมการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบสาเร็จรูปใน ลักษณะ Inquiry oriented activities ที่ใช้แหล่งการเรียนรู้ส่วนใหญ่หรือ
ทั้งหมดจาก World Wide Web โดยผู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ที่กาหนดไว้ได้ใน
การออกแบบกิจกรรมการเรียนร้ใู นรูปแบบน้ี ใช้แนวความคิดที่ตอ้ งช่วยให้ผู้เรียนใชเ้ วลาในการสืบค้น
และเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพท่ีสุด สามารถเข้าไปสืบค้นได้จากแหล่งเรียนรู้น้ัน ๆ ได้เลย แทนท่ีจะ
เสยี เวลาในการสบื คน้ จากแหลง่ อืน่ ๆ ซ่ึงอาจไมม่ ีขอ้ มลู หรอื สารสนเทศทต่ี ้องการ ซึง่ เปน็ วธิ ีการเรยี นที่
เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาท่ีต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน ผ่านทางการให้โจทย์
ปัญหารูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนด้วย
WebQuest กาลงั เป็นทน่ี ยิ มอยา่ งมาก ในตา่ งประเทศ มผี ู้วจิ ัยเกีย่ วกับเร่ืองน้ี ดังนี้
Chuo, Tun-Whel Isabel (2004 : A) แห่งมหาวิทยาลัย Lasierra ได้ศึกษาผลของการ
ใช้ เว็บเควสท์ในการเรียนการสอนกับผู้เรียนหลักสูตรEFL (English as a Foreign Language) ที่มี
ต่อการปฏิบัติความเข้าใจ และการรับรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช้ันปีท่ี 2 ทางตอนใต้ของไต้หวันท่ี
เรียนด้วยภาษาตา่ งประเทศ ผลการวิจัยพบว่าการนาเว็บเควสท์มาใช้ในการเรยี นการสอนดีกว่าการ
สอนแบบปกติ และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้กับการปฏิบัติ และการรับรู้กับความเข้าใจ
Rozema (2004 : A) ได้ศึกษาแนวทางการนาส่ือแบบดิจิตอลมาใช้ในการเรียนการสอน
วรรณกรรม โดยเปรียบเทียบสอ่ื การสอนทางเว็บแบบปกติ กบั เวบ็ เควสท์ พบว่ารูปแบบการเรยี นโดย
ใชเ้ วบ็ เควสท์ ช่วยให้เรียนสามารถวิเคราะห์วรรณกรรมต่าง ๆ ได้
Lind (2001 : A) ได้ศึกษาถึงการบูรณาการเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน
โดยทดลองกับนักเรียนระดับ (Grade) 4 และ 5 Lind ได้สร้างหลักสูตรสาหรับกลุ่มตัวอย่างของ
เขา โดยใช้บทเรยี นออนไลน์แบบเว็บเควสท์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) เอ็นไซโคบีเดีย ซีดีรอม
และอินเตอร์เน็ต พบว่าผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนมาก ให้ความร่วมมือในทุก ๆ ด้านและ
เข้าใจบทบาทของตนได้เปน็ อยา่ งดี
Braun (2001 : 68) ได้กล่าวถึงการนาเว็บเควสท์ไปใช้ในงานห้องสมุด ครูบรรณารักษ์ใช้
เว็บเควสท์เพื่อสอนให้นักเรียนเกิดทักษะเรียนรู้ข้อมูล และอ่านออกเขียนได้ ( Information
literacy Skills) การรวบรวมข้อมูลในเว็บเควสท์มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ ความแตกต่างระหว่างรูปแบบ
ของงานเขียน ความแตกต่างของงานกวี และให้นักเรียนเรียนได้รับคาแนะนา ในการเขียนโคลง ฉันท์
กาพย์ กลอน โดยเว็บเควสท์จะมีแหล่งข้อมูลพิเศษเฉพาะสาหรับผู้เรียน นอกจากนี้ยังให้นักเรียน
แสดงบทบาทสมมติ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการเรียน คือ นักเรียนได้แนวคิดตามวัตถุประสงค์มีทักษะ
การทางานร่วมกัน และเกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เมื่อให้นักเรียนตัดสินใจ
ตอบปัญหาด้วยตนเอง โดยอาศัยข้อมูลหรือหลักฐานท่ีรวบรวมได้ แต่ถ้าให้นักเรียนมารายงานจะไม่
เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เว็บเควสท์ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยให้
เกิดกระบวนการวิจัยอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่นักเรียนจะตอบปัญหา นักเรียนจะต้องเลือก
แหล่งขอ้ มลู จากท่มี ีใหเ้ หมาะสมตรงกบั ปัญหา
Peterson และ Caverly (2003:38) กล่าวว่า การพัฒนาให้ผู้เรียนอ่านและเขียนได้ โดย
อาศัยการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ออกแบบให้มีปัญหาหรืองานสาหรับนักเรียนมี
การแนะนาการทางานละมีแหล่งข้อมูลที่เฉพาะ เว็บเควสท์เหมาะสาหรับการเรียนท้ังแบบส่วนบุคคล
และแบบทีม มีการใช้บทเรียนเว็บเควสท์สาหรับนักศึกษา 4 แบบ ดังน้ี 1) ใช้เพ่ือแนะนาบทเรียน
2) ใช้สาหรับการสืบสอบ 3) ใช้ในการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา (Problem-Based Learning,PBL)
4. เว็บเควสท์ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้าง (Student-Created Webquest) การสร้างเว็บเควสท์
มีดังนี้ 1) สร้างหน้าเว็บเพจ 2) วางแผนโดยให้เขียนหัวข้อหรือปัญหาที่จะให้นักเรียน สืบสอบ
ให้เขียนวัตถุประสงค์ของการสอน หรือสิ่งที่จาเป็นต้องรู้ 3) กลยุทธ์การสอนโดย เว็บเควสท์
ชว่ ยให้นกั เรยี นรู้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากเว็บ วิธีการจัดการข้อมูลโดยการแปลข้อมลู ให้อยู่ในรูปแบบ
ท่ีเหมาะสม วธิ ีการนาเสนอข้อมลู สู่ผู้อืน่
Lipscomb (2003 : 47) ได้ทาการทดลองใช้เว็บเควสท์ในการสอนหัวข้อ สงครามโลก
(Cilvil war) กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียนฟลอริดา (Florida middle school)
นักเรียนสามารถจาแนกแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บเควสท์ได้ว่า แหล่งใดคือข้อมูลบรรยายก่อน
สงครามโลก แหล่งใดคือข้อมูลบรรยายขณะเกิดสงคราม และแหล่งใดคือข้อมูลบรรยายหลังเกิด
เหตุการณ์สงครามโลก นักเรียนได้แสดงบทบาทสมมติเป็นคนท่ีอยู่ในช่วงสงครามโลกทาให้นักเรียน
กลา่ วว่า พวกเขามีความรู้สกึ สนุกกับกระบวนการเว็บเควสท์
MacGregor และ Lou (2004 : 161) ได้ทาวิจัยเกี่ยวกับการใช้เว็บเป็นฐาน งานและการ
ออกแบบเว็บไซด์สนับสนุนให้ผู้เรียนได้รับความรู้และจัดการเรียนการสอนแบบสืบสวน ร่วมกับ
การใช้บทเรียนเว็บเควสท์ในวิชาสังคม การทาผังแนวคิดในหน้าเว็บเพจช่วยให้นักเรียนเรียกความจา
ได้ง่าย ช่วยเพิ่มความเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพและมีการประยุกต์ความรู้ที่ได้รับมาโดยนักเรียน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 สร้างเว็บเควสท์ให้นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 การเพ่ิมประสิทธิผล ของเว็บ
เควสท์ ชว่ ยสง่ เสริมให้นกั เรียนคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ และชว่ ยฝกึ กลยุทธ์ในการค้นหาขอ้ มูลนักเรียน
ดว้ ยเวบ็ เควสท์มีความพึงพอใจ และตน่ื เตน้ เมอื่ ไดเ้ ห็นแหล่งข้อมลู ใหม่ ๆ
Billings (2004 : 63) ได้ใช้เว็บเควสท์ในการเรียนการสอนพยาบาล กระตุ้นให้พยาบาล
สารวจคน้ หวั ขอ้ ไดเ้ พ่ือใหเ้ กิดการเรยี นรู้อย่างมีความหมาย เฉพาะรายบุคคล ตวั อยา่ งหวั ข้อ เช่น คูม่ ือ
การฉีดยา กฎของโรงพยาบาล การควบคุมและการป้องกันโรค นอกจากนี้เว็บเควสท์ ทาให้ผู้เรียนมี
ความคิดสร้างสรรค์ และเกิดทักษะการแก้ปัญหา การค้นพบข้อมูลก่อให้สัมฤทธิ์ผลตามจุดประสงค์
การเรียนรู้ เว็บเควสท์เป็นส่ือส่งเสริมการเรยี นรู้แบบผูเ้ รยี นเป็นศูนย์กลาง (Learner centered) และ
ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับพยาบาลและพนักงาน
โรงพยาบาล
Kundu และ Bain (2006 : 15) กล่าวว่า เว็บเควสท์เป็นสื่อทางเทคโนโลยีที่อานวย
ความสะดวกในการเรยี นรอู้ ย่างมคี วามหมาย การสอนให้นักศกึ ษาฝึกสอนสร้างเว็บเควสท์ ร่วมกบั การ
เรียนรู้แบบสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivist learning) จะทาให้นักศึกษาฝึกสอนเกิดการ
เรียนรู้อย่างมีความหมายผ่านการสะท้อน และการตัดสินจากการขัดแย้งทางความคิด (Cognitive
conflict) นอกจากนี้ยังทาให้นักศึกษาฝึกสอนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา หลังจากสร้างเว็บเควสท์
พบว่า นักศึกษาฝึกสอนสามารถเชื่อมโยงสิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างผลผลิตและความเข้าใจใน การ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical
thinking) และทักษะการแกป้ ัญหา
Gaskill และคนอื่น ๆ (2006 : 88) ได้ศึกษาผลของการเรียนโดยใชบ้ ทเรียนเว็บเควสท์ ใน
การสอนวิชาสังคมและวิทยาศาสตร์ จากผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนมีค่าเท่ากัน
และผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม และครู นักเรียนมีความพึงพอใจ การ
เรียนโดยใช้บทเรียนเว็บเควสท์ โดยการสัมภาษณ์นักเรียนจานวน 20 คน มี 19 คน ท่ีมีความคิดเชิง
บวก
Ikpeze และ Bord (2007:A) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนแบบสืบสอบโดยใช้เว็บ
เปน็ ฐาน สง่ เสริมการคิดดว้ ยบทเรยี นเวบ็ เควสท์ การเรยี นโดยใช้บทเรียนเวบ็ เควสท์ในการสอนเนื้อหา
เกย่ี วกบั ส่ิงแวดล้อม ส่งผลให้นกั เรียนเกิดทักษะการคิด สามารถคิดเชื่อมโยงเรื่องราวท่ีอ่านกับโลกจริง
และอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้
จากการศึกษางานวิจัยในต่างประเทศ พบว่างานวิจัยท่ีพบนั้นมีท้ังวิจัยเชิงทดลองและ
เชงิ สารวจ ซ่งึ การวจิ ัยสว่ นใหญ่ไดท้ ดลองสอนโดยใชบ้ ทเรยี นเวบ็ เควสท์เท่าน้นั ส่วนการวิจัยเชงิ สารวจ
มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพของบทเรียนเว็บเควสท์ ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
ซึ่งผลการวิจัยส่วนใหญ่พบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนแบบเว็บเควสท์ มีความเข้าใจ
เน้ือหามากกว่านักเรียนท่ีได้รับการสอนด้วยวิธีการสอนแบบปกติและมีทักษะการคิดวิเคราะห์
สงั เคราะห์ และประเมินคา่
จากผลการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ สรุปได้ว่าบทเรียนแสวงรู้บน
เว็บจะช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น เนื่องจากบทเรียนแสวงรู้บนเว็บสนับสนุนให้
ผู้เรียนได้เข้าถึงเนื้อหา ข้อมูลความรู้อย่างกว้างขวาง ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือก ซึมซับเนื้อหาข้อมูล
นั้น ๆ ให้เหมาะกับตน ทั้งยังฝึกให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดในขั้นสูง ในระดับการวิเคราะห์
สังเคราะห์ ตลอดจนประเมินค่า อีกทั้งปฏิสัมพันธ์ ของผู้เรียนจะเป็นไปในเชิงบวก เนื่องจาก เปิด
โอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความคิดและความสามารถ ผนวกกับการ
ออกแบบบทเรยี นแสวงรู้บนเวบ็ ใหแ้ สดงออกอย่างเต็มท่ี การเรยี นแบบร่วมมือจะช่วยให้ผูเ้ รียนเข้าใจ
บทบาทของตนเองได้ชัดเจน นาไปสู่การปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสม และเป็นไปอย่างร่วมมือกัน
จากผลการศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี การเรียนการสอนแบบ
e-Learning เครือข่ายอินเตอร์เน็ต บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ (WebQuest) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ความพึงพอใจ งานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ว่า วิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บ
เพจ เป็นวิชาเพิ่มเติมของสาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ หลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 2544
ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพโรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์ จัดการเรียนการสอนสาหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการทางาน รักการทางาน
ทางานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความสามารถในการจัดการการว างแผนออกแบบการทางานสามารถ
นาเอาความรู้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้และประยุกต์ใช้ในการทางาน อย่างถูกต้อง
บทเรียนแสวงรู้บนเว็บเป็นวิธีการสอนที่เน้นการแสวงหาความรู้ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็น
ฐาน ครูผู้สอนหรือผู้ออกแบบบทเรียน ไม่ได้ทาหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็น
ผู้จัดกลุ่ม เรียบเรียง และลาดับความรู้ต่าง ๆ ให้อานวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เข้าถึงความรู้นั้น
อย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนโดยมุ่งการแก้ปัญหาเป็นสาคัญผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลการ
วัดพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด ความสามารถท้ังหลายของผู้เรียน คุณลักษณะด้านจิตพิสัย ความ
สนใจ ทัศนคติต่อเนื้อหาวิชาที่เรียนในโรงเรียน และระบบ การเรียนความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง
ลักษณะบุคลิกภาพ และคุณภาพการสอน การมีส่วนร่วม ในการเรียนการสอน ความพึงพอใจของ
ผู้เรียนเป็นการศึกษาการวัดพฤติกรรมหรือความรู้สึกทางด้านจิตใจที่มีต่อสิ่งเร้าใดสิ่งเร้าหนึ่งในทาง
สังคม รวมท้ังเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการเรียนรู้เก่ียวกับส่ิงเร้าหรือเก่ียวกับประสบการณ์ในเรื่องใด
เรื่องหนึ่ง ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่มีต่อการทางาน การปฏิบัติกิจกรรมการ
เรียนการสอนหรือบทเรียน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในการประเมินผลด้านคุณภาพในลักษณะ
ภาพรวมของบทเรียนที่ไม่ซับซ้อน ซ่ึงเป็นการสอบถามความรู้สึก หรือความชอบเก่ียวกับบทเรียนที่
พัฒนาข้ึนโดยวัดจากแบบสอบถามและศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ พบว่า
บทเรียนแสวงรู้บนเว็บช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสงู ข้ึน เนอ่ื งจากบทเรยี นแสวงรู้บนเว็บ
สนับสนุนให้ผู้เรียนได้เข้าถึงเน้ือหา ข้อมูลความรู้อย่างกว้างขวาง ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกเรียนให้
เหมาะกับตน นาไปสู่ การปฏิสัมพันธ์ท่ีเหมาะสม และเป็นไปอย่างร่วมมือกัน ผู้วิจัยจึงนาความรู้
ดังกล่าวมาสร้างบทเรียน สร้างเครื่องมือ สร้างแบบทดสอบเพื่อพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ
แก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อไป
บทที่ 3
วธิ ีดาเนินการวิจัย
การวิจัยเร่ือง การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการ
จัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
เพ่ือหาประสิทธิภาพของส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การ
ปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพไม่ต่ากว่า
เกณฑ์ 80/80 เพ่ือให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติท่ีระดับ .05 และเพ่ือให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์และส่ือพัฒนาทักษะการ
เรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพื้นฐานการงานอาชีพ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในการเรียนอยู่ในระดับมากขึ้นไป ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้กาหนด
วิธีดาเนนิ การวิจัย ดังน้ี
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการวิจัย
2. เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
2.1 เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวิจัย
2.2 การสร้างและพัฒนาเครื่องมอื
3. การตรวจสอบเครื่องมือวจิ ัย
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
5. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
6. สถิตทิ ีใ่ ชก้ ารวิเคราะห์ข้อมูล
7. เกณฑ์การวเิ คราะห์/เกณฑก์ ารประเมิน
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวจิ ยั
ประชากร
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนราชวินิต
บางแก้ว สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศึกษาสมทุ รปราการ
กลุ่มตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจยั คร้ังนี้ นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จานวน 25 คน ในภาค
เรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 คัดเลอื กโดยวธิ กี ารสุ่มตัวอย่างแบบงา่ ย (Simple Random Sampling)
ดว้ ยวธิ ีการจบั สลาก (Drawing) มหี น่วยเปน็ หอ้ งเรยี น
เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวิจัย
ศกึ ษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยท่เี ก่ียวข้องเพื่อนาข้อมูลมาใช้เปน็ แนวทางในการกาหนด
ตัวแปร และข้อคาถามในส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ จัดทาโครงสร้างสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้มี
เนือ้ หาครอบคลุมวตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ครง้ั น้ี
1. เคร่อื งมือที่ใช้ในการวจิ ยั การวิจัยครงั้ น้ีผู้วจิ ัยแบ่งเครื่องมือออกเป็น 5 ประเภท คือ
1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 2 แผน
1.2 บทเรียนออนไลน์ เรอื่ ง การปลกู พชื ไรด้ ิน
1.3 ส่ือพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ เร่ือง การปลูกพชื ไรด้ นิ
1.4 แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน จานวน 1 ชดุ 20 ข้อ
1.5 แบบสอบถามความพงึ พอใจ จานวน 10 ข้อ
2. การสร้างและพัฒนาเครอ่ื งมอื
2.1 แผนการจดั การเรียนรู้
2.2 บทเรียนออนไลน์
2.3 สื่อพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้
2.4 แบบทดสอบก่อนเรยี น – หลงั เรยี น
2.5 แบบสอบถามความพงึ พอใจ
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ สื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ท่ีสร้างข้ึน โดยมีขั้นตอน
ตามลาดบั ดังน้ี
1. ศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพื่อนาข้อมูลมาใช้เป็นแนวทางในการ
กาหนดตวั แปร และขอ้ คาถามในส่ือพฒั นาทักษะการเรียนรู้
2. จัดทาโครงสร้างของส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้มีเน้ือหาครอบคลุมวัตถุประสงค์ของ
การวจิ ยั คร้ังน้ี ส่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ มี 2 สว่ น คอื
2.1 สื่อเป็นคาถามปลายปิด (Close-ended questions) แบบให้เลือกตอบ
(Checklist) ไดแ้ ก่ ส่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ จานวน 10 ขอ้
2.2 ส่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating
scale) ของลเิ คอรท์ (Likert) (เผชิญ กิจระการ. 2544 : 46) จานวน 10 ขอ้ โดยแบ่งระดับ ดังนี้
5 หมายถงึ มรี ะดับสอื่ พัฒนาทกั ษะการเรียนรู้มากทสี่ ุด
4 หมายถงึ มรี ะดบั สือ่ พัฒนาทักษะการเรยี นรู้มาก
3 หมายถงึ มีระดับสอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ปานกลาง
2 หมายถงึ มรี ะดบั ส่อื พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้น้อย
1 หมายถึง มีระดบั สอื่ พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้น้อยท่ีสดุ
2.3 สื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้เป็นคาถามปลายเปิด (Open-ended questions)
เพ่ือให้ไดแ้ สดงความคดิ เห็นโดยอสิ ระ
การตรวจสอบเครอ่ื งมือวจิ ยั
1. การตรวจเพื่อหาค่าความเท่ียงตรงของเนื้อหา (Content Validity) โดยนาสื่อพัฒนา
ทักษะการเรียนรู้ที่สร้างข้ึน ให้อาจารย์ท่ีปรึกษาหลักการค้นคว้าอิสระตรวจความครอบคลุมของ
เน้ือหากับวัตถุประสงค์การวิจัย และให้ผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจเครื่องมือวิจัย จานวน 3 คน ตรวจ
ความสมบูรณ์ ความสอดคล้องของเนื้อหา และให้ข้อเสนอแนะ เพื่อนาไปปรับปรุงแก้ไขให้สื่อ
ความหมายได้ตรงประเดน็ และเหมาะสมยงิ่ ขนึ้ จากนั้นจึงนามาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง โดยใชส้ ูตร
การหาคา่ IOC ดงั นี้ (เผชิญ กิจระการ. 2544 : 46)
R
IOC = N
เมือ่ IOC หมายถงึ ค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง (Index of Item Congruence)
R หมายถงึ ความคิดเหน็ ของผ้ทู รงคณุ วฒุ ิทม่ี ีตอ่ ข้อคาถาม โดยที่
ค่า 1 คือ สามารถนาไปวดั ได้อย่างแนน่ อน
ค่า 0 คือ ไมแ่ นใ่ จว่าจะวัดได้
ค่า -1 คือ ไมส่ ามารถนาไปวดั ไดอ้ ย่างแน่นอน
R หมายถงึ ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผทู้ รงคณุ วุฒิแตล่ ะคน
N หมายถึง จานวนผทู้ รงคณุ วฒุ ิในการตรวจเครื่องมอื
ผลการตรวจเพ่ือหาค่าความเที่ยงตรงของเน้ือหา (Content Validity) โดยการหาค่าดัชนี
ความสอดคล้อง (IOC) พบวา่ เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการวิจยั มคี ่าดัชนีความสอดคลอ้ ง เท่ากับ .00
2. การตรวจเพื่อหาค่าความเชื่อม่ัน (Reliability) โดยนาสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ไป
ทดลองใช้กับประชากรในการวิจัยท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 00 คน เพ่ือหาค่าความเช่ือม่ัน
(Reliability) ของสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค
(Cronbach’s Alpha Coefficient) (เผชญิ กิจระการ. 2544 : 46)
= k 1 S2i
เมื่อ k 1 S2t
เปน็ สมั ประสิทธ์แิ อลฟา
k เป็นจานวนข้อคาถาม
S2i เป็นความแปรปรวนของคะแนนข้อที่ i
S2t เปน็ ความแปรปรวนของคะแนนรวม t
ผลการตรวจเพ่ือหาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา
ของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) พบว่า เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยมีค่าความเช่ือมั่น
เท่ากับ .05
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ (Example example) โดยแจกแบบสอบถาม
จานวน 25 ฉบบั กบั กลุ่มตวั อยา่ ง คือ นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3/2 จานวน 25 คน จากนัน้ ให้กลุ่ม
ตัวอย่างตอบแล้วรอรับคืนด้วยตนเอง โดยเก็บแบบสอบถาม ตั้งแต่วันท่ี 2 เดือนกันยายน พ.ศ. 2565
ถงึ วันที่ 9 เดอื นกนั ยายน พ.ศ. 2565 ไดร้ บั แบบสอบถามคืน จานวน 25 ฉบับ คดิ เปน็ ร้อยละ 100.00
การวิเคราะหข์ ้อมูล
1. สถิตทิ ีใ่ ช้การวิเคราะหข์ อ้ มลู
1.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย ความถ่ี (Frequency)
ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าที (t-
test) ค่าเอฟ (F-test) การวิเคราะหค์ วามแปรปรวน (Analysis of Variance) และเปรียบเทยี บความ
แตกตา่ งระหวา่ งคา่ เฉลี่ย (Least Significant Difference) ดงั น้ี
ความถ่ี (Frequency) (เผชิญ กิจระการ. 2544 : 46) โดยมีสตู ร ดงั น้ี
สูตร f = 1
T
เมอื่ T = การเกิดขึน้ แตล่ ะครั้ง
รอ้ ยละ (Percentage) (เผชิญ กิจระการ. 2544 : 46) โดยมีสูตร ดังน้ี
สูตร P = f 100
n
เมื่อ P = รอ้ ยละ
f = ความถี่ทตี่ ้องการแปลงให้เป็นรอ้ ยละ
n = จานวนความถ่ีทงั้ หมด
ค่าเฉลี่ย (Mean) (เผชญิ กิจระการ. 2544 : 46) โดยมสี ตู ร ดังน้ี
สตู ร X = fx
n
เมื่อ X = ค่าเฉลี่ย
fx = ผลรวมของผลคณู ระหว่างความถี่กบั คะแนน
n = จานวนกลุ่มตวั อย่าง
ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (เผชญิ กจิ ระการ. 2544 : 46) โดยมีสูตร
ดังนี้
สตู ร S.D. = fx2 fx 2
เม่ือ S.D. = n n
สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
fx = ผลรวมของผลคูณระหว่างความถีก่ ับคะแนน
fx2 = ผลรวมของผลคูณระหว่างความถ่ี กับคะแนนแต่ละจานวนท่ี
ยกกาลงั สอง
n = จานวนกลุ่มตวั อย่าง
สถติ กิ ารเปรียบเทียบทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู ได้แก่ t-test, F-test
การทดสอบความแตกตา่ งของคา่ เฉลย่ี โดยใช้คา่ ที (t-test) (เผชิญ กิจระการ. 2544 : 46)
โดยมีสตู ร ดังนี้
สูตร t = x1 x2
t s12 s22
n1 n2
= การทดสอบความแตกตา่ งของคา่ เฉล่ีย
x 1 , x 2 = ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอยา่ งท่ี 1 และกลุม่ ตัวอยา่ งที่ 2
s12 , s22 = ความแปรปรวนของกลมุ่ ตวั อยา่ งท่ี 1 และกลมุ่ ตวั อย่างที่ 2
n1 , n2 = จานวนกลุ่มตัวอย่างที่ 1 และกลมุ่ ตวั อยา่ งที่ 2
การวเิ คราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) โดยใชค้ า่ เอฟ (F-test) (เผชิญ กิจ
ระการ. 2544 : 46) โดยมีสตู ร ดังน้ี
สูตร F = Msb
Msw
F = อตั ราสว่ นของความแปรปรวน (Variance Ratio)
Msb = คา่ เฉล่ยี ความแปรปรวนระหวา่ งกล่มุ
Msw = ค่าเฉลี่ยความแปรปรวนภายในกลุ่ม
การเปรยี บเทียบความแตกตา่ งระหว่างคา่ เฉล่ยี (Least Significant Difference) (เผชิญ กจิ ระการ.
2544 : 46) โดยมสี ูตร ดงั น้ี
สูตร LSD = t MSW n1 n2
n1n2
LSD = Least Significant Difference
t = การทดสอบความแตกตา่ งของคา่ เฉลี่ย
MSW = คา่ เฉลีย่ ความแปรปรวนภายในกลมุ่
n1 , n2 = จานวนกลุ่มตัวอย่างที่ 1 และกลุ่มตัวอย่างที่ 2
สตู รการหาประสทิ ธภิ าพสอ่ื ทักษะการเรียนรู้
สื่อทักษะการเรียนรู้ที่ดีนั้น เม่ือทาการสร้างเสร็จสมบูรณ์จะต้องผ่านการทดลองใช้
(try out) ตามขั้นตอนและวิธีการที่กาหนด แล้วมาปรับปรุงแก้ไขให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์โดย
การนาสื่อทักษะการเรียนรู้ไปทดลองใช้ทั้ง 3 กลุ่มจากข้ันตอนการหาประสิทธิภาพ กับกลุ่มประชากร
ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง และนาข้อมูลท่ีได้มาคานวณหาประสิทธิภาพ โดยใช้สูตร (เผชิญ กิจระการ .
2544 : 48)
สูตรการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) โดยคานวณจากสตู ร
X
E1= N 100
A
โดย E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองานขั้นสดุ ทา้ ย
ของกระบวนการยอ่ ยแต่ละกระบวนการ
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรืองานขน้ั สุดทา้ ย
ของกระบวนการยอ่ ยแต่ละกระบวนการ
N แทน จานวนนกั เรยี น
สูตรการหาประสิทธภิ าพของผลลัพธ์ (E2) โดยคานวณจากสตู ร
X
E2= N 100
B
โดย E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลัพธ์
X แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลงั เรียน
คะแนนแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
B แทน คะแนนเต็มของผลลพั ธห์ ลังเรยี น
คะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
N แทน จานวนนกั เรยี น
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
การวจิ ยั เรื่องการพัฒนาบทเรยี นออนไลนร์ ่วมกับส่อื พฒั นาทักษะการเรียนรูด้ ้วยการจัดการ
เรยี นรู้ GPAS 5 STEPs เรื่อง การปลกู พชื ไรด้ ิน รายวิชาพน้ื ฐานการงานอาชีพ ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปี
ที่ 3 โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ เพ่ือหา
ประสิทธิภาพของสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรูด้ ้วยการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่อื ง การปลูกพืช
ไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธิภาพไม่ต่ากว่าเกณฑ์
80/80 เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 และเพื่อให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์และสื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วย
การจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs เร่ือง การปลูกพืชไร้ดิน รายวิชาพ้ืนฐานการงานอาชีพ ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ในการเรียนอยู่ในระดับมากขึ้นไป ในการศึกษาคร้ังน้ีผู้วิจัยได้กาหนดนาเสนอการ
วเิ คราะห์ขอ้ มูลการวิจัยดงั นี้
ตอนท่ี 1 ผลการพฒั นาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสือ่ พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
ตอนที่ 2 ผลการหาประสทิ ธภิ าพของบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้
ตอนท่ี 3 ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนบทเรียนออนไลน์ร่วมกับสื่อ
พัฒนาทักษะการเรยี นรู้
ตอนท่ี 4 ผลการทาแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อบทเรียนออนไลน์
รว่ มกบั ส่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
ตอนท่ี 1 ผลการพฒั นาบทเรยี นออนไลน์รว่ มกับส่อื พัฒนาทักษะการเรียนรู้
บทเรียนออนไลน์ เรื่อง การปลูกไร้ดิน โดยใช้โปรแกรม Google Site สาหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 มีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. หน้าเขา้ ส่รู ะบบ ผเู้ รียนลงทะเบยี นเข้าส่รู ะบบ โดยใสช่ ่ือผ้ใู ช้งานและรหัสผ่าน
2. หน้าหลัก ประกอบด้วย เมนูคาชี้แจงการใช้บทเรียน คู่มือการใช้บทเรียน กระดาน
สนทนา เนื้อหาแบ่งตามหน่วยการเรยี นรู้ กจิ กรรม แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน
3. คาช้แี จงการใชบ้ ทเรยี น หนา้ อธบิ ายการใช้บทเรียนใหผ้ ู้เรยี นทราบถงึ ข้ันตอนการใช้
4. คู่มอื การใช้บทเรียน อธิบายข้ันตอนการใช้งานบทเรียน
5. กระดานสนทนา เป็นการติดต่อส่ือสารระหว่างเรียน เพื่อนร่วมช้ันและผู้สอน เป็นต้น
นักเรียนสามารถฝากคาถาม ครูท้ิงคาถามไว้ ครูนัดสนทนาออนไลน์ ครูนัดสอนเสริมหรือแจกเอกสาร
ใหอ้ ่านก่อนเขา้ เรยี นกไ็ ด้
6. เน้อื หาแบง่ ออกเป็น 4 เร่อื ง ประกอบดว้ ยส่ือหลายรูปแบบ เช่น ไฟล์ PDF ไฟล์ Image
คลปิ วดิ ที ศั น์การสอนตามเน้อื หา ผ้เู รยี นสามารถ Download ไว้เรียนรูเ้ พิม่ ในภายหลังได้
7. กจิ กรรมระหว่างเรียน ให้ผู้เรียนส่งชิ้นงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย โดยการ Upload ไฟล์งาน
เข้าสรู่ ะบบ และผเู้ รียนสามารถตรวจสอบชน้ิ งานและคะแนนได้ด้วยตัวเอง
8. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เม่ือผู้เรียนทาแบบทดสอบเสร็จแล้ว จะทราบผล
คะแนน Feed Back กลบั มาทนั ที
ตอนท่ี 2 ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรยี นออนไลน์ร่วมกบั สื่อพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้
จากการศกึ ษาการหาประสิทธภิ าพของสื่อทักษะการเรยี นรู้ ผวู้ จิ ยั ไดน้ าเสนอรายละเอียดในท่ี
ได้ศึกษา ได้แก่ ความหมายของประสิทธิภาพส่ือทักษะการเรียนรู้ การกาหนดเกณฑ์การหา
ประสิทธิภาพสื่อทักษะการเรียนรู้ ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพส่ือทักษะการเรียนรู้ และสูตรการหา
ประสทิ ธภิ าพสื่อทักษะการเรยี นรู้ โดยมเี นื้อหา ดังนี้
ตารางที่ 1 ประ สทิ ธภิ าพของสื่อพฒั นาทักษะการเรียนร้ดู ้วยการจดั การเรียนรู้ GPAS 5 STEPs
กอ่ น คะแนนระหว่างกิจกรรม การหาคา่
หลัง ความตา่ ง
เลขท่ี เรยี น กิจกรรม กิจกรรม กิจกรรม กจิ กรรม รวม เรียน
ท่ี 1 ท่ี 2 ที่ 3 ที่ 4 กจิ กรรม D D^2
20 10 10 10 10 40 20
1 12 9 8 10 10 37 20 8 64
2 13 8 7 6 8 29 18 5 25
3 11 10 7 10 10 37 20 9 81
4 10 8 8 8 8 32 13 3 9
5 12 8 9 9 9 35 15 3 9
6 14 7 7 10 10 34 20 6 36
7 10 9 7 10 10 36 13 3 9
8 13 10 7 9 9 35 20 7 49
9 12 10 6 10 9 35 14 2 4
10 13 8 8 8 10 34 19 6 36
11 15 10 10 9 10 39 19 4 16
12 14 7 9 8 9 33 20 6 36
13 16 8 10 9 10 37 20 4 16
14 8 8 10 6 9 33 12 4 16
15 8 9 10 10 9 38 12 4 16
16 13 8 9 7 8 32 18 5 25
17 14 7 8 8 7 30 20 6 36
18 11 8 9 10 9 36 20 9 81