ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 915
9. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ความเป็นมาของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 255
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เป็นหลัก
สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้า
หมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีขีด
ความสามารถในการแข่งขั้นในเวทีระดับโลก พร้อมกันนี้ได้ปรับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรให้มี
ความสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นการกระจ่ายอำนาจทางการศึกษาให้ท้องถิ่นและสถานศึกษาได้มี
บทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของท้องถิ่น
จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรที่ผ่านมา พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้น
ฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เช่น ช่วยส่งเสริมการกระจ่ายอำนาจทางการศึกษาให้ท้อง
ถิ่นและสถานศึกษามีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความ
ต้องการตนเอง และมีแนวคิดและหลักการในการส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นปัญหาและความไม่
ชัดเจนของหลักสูตรหลายประการทั้งในส่วนของเอกสารหลักสูตร กระบวนการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ
และผลผลิตที่เกิดจากการใช้หลักสูตร ได้แก่ ปัญหาความสับสนของผู้ปฏิบัติในระดับสถานศึกษาใน
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษา ส่วนใหญ่กำหนดสาระและและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาหลักสูตรแน่น การวัดและประเมินผลไม่สะท้อนมาตรฐาน ส่งผลต่อปัญหา
การจัดทำเอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการเทียบโอนผลการเรียน รวมทั้งปัญหาคุณภาพของผู้
เรียนในด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์อันยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
นอกจากนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) ได้ชี้ให้
เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพคนในสังคมไทยให้ มีคุณธรรมและ
มีความรอบรู้อย่างเท่าทัน ให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และศีลธรรม สามารถ
ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สังคมฐานความรู้ได้อย่างมั่นคง แนวการพัฒนาคนดังกล่าวมุ่งเต
รียมเด็กและเยาวชนให้มีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งมีสมรรถนะทักษะความรู้พื้นฐาน
ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้อง
กับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โด
ยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีคุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ มีทักษะด้าน
เทคโนโลยี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติ
จากข้อค้นพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช
2544 ที่ผ่านมา ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เกี่ยวกับแนว
ทางพัฒนาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21
จึงเกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีความเหมาะสม ชัดเจน ทั้งเป้าหมายของ
หลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่
การศึกษาและสถานศึกษาโดยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลัก
ษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นทิศทางในการจัดทำหลักสูต
รสถานศึกษา และการจัดการเรียนการสอน นอกจากนั้นได้กำหนดโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำของแต่
ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในแต่ละชั้นปีไว้ในหลักสูตรแกนกลางโดยเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพิ่มเติม
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 916
เวลาเรียนได้ตามความพร้อมและจุดเน้นอีกทั้งได้ปรับกระบวนการวัดและประเมินผล เกณฑ์การจบการ
ศึกษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดงหลักฐานทางการศึกษา ให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการ
เรียนรู้ และมีความชัดเจนต่อการนำไปปฏิบัติ
เอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จัดทำขึ้นสำหรับท้องถิ่น
และสถานศึกษาได้นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียน
การสอน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้
และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนา
ตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับเห็นผลที่คาดหวังในการพัฒนาผู้เรียนที่
ชัดเจนตลอดแนว ซึ่งสามารถช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกัน
พัฒนาหลักสูตรได้อย่างมั่นใจ ทำให้การจัดทำหลักสูตรในระดับสถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็น
เอกภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และช่วยแก้
ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังนั้นในการพัฒนาหลักสูตรทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติ จนกระ
ทั่งถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรแกนกลางฯเป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ
และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วม
กันทำงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในการวางแผน ดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบตลอด
จนปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาเยาวชนชาติไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กับแนวคิดหลักสูตรอิงมาตรฐาน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ยึดหลักการและแนวคิดสำคัญคือ
มีมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน (Standards-based curriculum) โดยสำนัก
งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ขึ้น
มาตรฐานการเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผู้เรียน - มาตรฐานการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนทราบถึงสิ่งที่ตนต้องรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลัก
ษณะ สำคัญซึ่งเป็นสิ่งท้าทายกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะก้าวไปให้ถึงจุดนั้น
ผู้สอน - มาตรฐานการเรียนรู้เป็นกรอบและแนวทางในการสร้างหลักสูตร ออกแบบการเรียน
การสอน และการประเมินผล ทำให้ทราบว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่นักเรียนควรจะรู้ และปฏิบัติได้
ชุมชน ท้องถิ่น และระดับชาติ - มาตรฐานการเรียนรู้เป็นความคาดหวังทางการศึกษาที่ตั้งไว้
ร่วมกัน ช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสื่อสารเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับหลักสูตร ทำให้บุคคล และ ส่วนต่าง
ๆในระบบการศึกษาทำงานร่วมกันในการวางแผนพัฒนาการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและมีทิศทางที่ชัด
เจนยิ่งขึ้น
ลักษณะสำคัญของหลักสูตรอิงมาตรฐาน
การกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญแต่
มาตรฐานการเรียนรู้จะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆได้เลย หากไม่มีการเชื่อมโยงมาตรฐานไปสู่
การปฏิบัติอย่างจริงจัง การสร้างหลักสูตรที่สัมพันธ์หรืออิงกับมาตรฐานการเรียนรู้อย่างชัดเจน จะช่วย
พัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็น ในการจัดทำหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา
ผู้เรียนไปสู่มาตรฐาน ครูผู้สอนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตร จำเป็นต้องเข้าใจ แนวคิด
หลักการ และแนวปฏิบัติของหลักสูตรอิงมาตรฐานซึ่งมีลักษณะที่สำคัญ คือ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 917
1. มาตรฐานเป็นจุดเน้นของการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับ
ในระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานเป็นเป้าหมายนั้น กระบวนการพัฒนาหลักสูตรตลอดแนวตั้งแต่
ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ระดับสถานศึกษา ตลอดจนถึงระดับชั้นเรียนจะต้องเน้นและยึดมาตรฐานการ
เรียนรู้เป็นหลักและเป้าหมายสำคัญ นักการศึกษา และนักพัฒนาหลักสูตรในยุคปัจจุบันเชื่อว่าการนำ
มาตรฐานการเรียนรู้ไปสู่หลักสูตรสถานศึกษา และการเรียนการสอนใน ชั้นเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เพราะเป็นขั้นตอนของการนำสิ่งที่คาดหวังในระดับชาติ ไปก่อให้เกิดผลในการพัฒนาผู้เรียน ดังนั้น
การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนให้เชื่อมโยงกับมาตรฐาน จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้ ความ
สนใจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้น
มีผลโดยตรงต่อผู้เรียน จำเป็นที่ครูผู้สอนต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษว่าเป้าหมาย กิจกรรมการเรียนการ
สอน สื่อการเรียนการสอน หรือวิธีการประเมินผล เชื่อมโยงสัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้หรือไม่
เพียงไร
2. องค์ประกอบของหลักสูตรเชื่อมโยงกับมาตรฐาน
การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนให้เชื่อมโยงกับมาตรฐาน ทุกองค์ประกอบของหลักสูตร
ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาสาระที่ส่อน กิจกรรมการเรียนรู้ ชิ้นงาน/ภาระงานที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติเกณฑ์การวัด
และประเมินผล สื่อการเรียนรู้ ต้องเชื่อมโยงและสะท้อนสิ่งที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนที่ระบุไว้ในมาตรฐาน
การเรียนรู้ ในการออกแบบหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ผู้เกี่ยวข้องและครูผู้สอนต้อง
วิเคราะห์คำสำคัญ (Key word) ว่ามาตรฐานและตัวชี้วัดนั้นระบุว่านักเรียนควรรู้อะไร และทำอะไรได้
หรือต้องการให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะ เจตคติ คุณธรรมจริยธรรมอะไร ข้อมูลจากการวิเคราะห์นี้จะเป็น
ข้อมูลสำคัญในการกำหนดองค์ประกอบของหลักสูตรดังกล่าวต่อไป
3. หน่วยการเรียนรู้คือหัวใจของหลักสูตร
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญของการจัดทำหลักสูตรอิงมาตรฐานเพ
ราะหน่วยการเรียนรู้จะมีรายละเอียดของเนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียน การวัดและ
ประเมินผล ซึ่งจะนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติในในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างแท้จริง
ปรัชญาการศึกษาในยุคที่ผ่านมานั้นมักจะเน้นการสอนเนื้อหาสาระ ดังนั้นรูปแบบหลักสูตรการเรียน
การสอนในยุคก่อนจึงมีลักษณะเป็นหลักสูตรอิงเนื้อหา (Content-based curriculum) การวัดประเมิน
ผลในหลักสูตรรูปแบบนี้ก็เน้นที่การจดจำเนื้อหาให้ได้มากที่สุด และเกณฑ์การวัดประเมินผลก็กำ
หนดเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives)การจัดทำหลักสูตรลักษณะนี้ให้ความ
สำคัญกับการเรียนรู้เนื้อหา และการท่องจำ
หลักสูตรแบบอิงมาตรฐานเน้นการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานเป็นเป้าหมาย มี
การกำหนดแก่นเรื่องของหน่วย (Theme) ซึ่งเอื้อต่อการหลอมรวมเนื้อหาของศาสตร์สาขาต่าง ๆ เข้า
ด้วยกันเป็นหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ และกำหนดงานให้ผู้เรียนปฏิบัติเพื่อฝึกฝนและเป็นร่องรอย
สำหรับประเมินว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถถึงระดับที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานหรือไม่ ดังนั้นมาตร
ฐานที่เป็นเป้าหมายในแต่ละหน่วยการเรียนรู้อาจมีได้หลายมาตรฐาน และอาจมาจากหลากหลาย
สาขาวิชา การจัดการเรียนรู้เป็นหน่วยลักษณะนี้ เนื้อหาสาระ และกิจกรรมจึงเป็นเพียงสื่อที่จะนำพาผู้
เรียนไปถึงหลักชัย คือมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ผู้เรียนอาจบรรลุถึงมาตรฐานเดียวกันด้วยเนื้อหา
และวิธีการที่แตกต่างกันได้
4. กระบวนการ และขั้นตอนการจัดทำหลักสูตรมีความยืดหยุ่น
ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนอิงมาตรฐานนั้น สามารถทำได้หลายรูปแบบเพื่อ
พัฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงเป้าหมายเดียวกัน มิได้มีการกำหนดหรือจัดลำดับขั้นตอนที่แน่นอนตายตัวขึ้น
อยู่กับเหตุผล วัตถุประสงค์ และความจำเป็นของแต่ละบริบทเช่น อาจเริ่มต้นจากการวิเคราะห์
มาตรฐานการเรียนรู้ หรืออาจเริ่มจากการกำหนดหัวข้อ/ประเด็นปัญหาที่น่าสนใจ หรือเริ่มจากบทเรียน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 918
ที่มีอยู่เดิมแล้ว โดยเชื่อมโยงหัวข้อหรือบทเรียนนั้น ๆ ว่าสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ใดบ้าง
การเริ่มต้นแต่ละวิธีมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ครูผู้สอนจึงควรใช้วิธีการที่หลากหลายและพิจารณาตาม
ความเหมาะสม
5. การประเมินผลสะท้อนมาตรฐานอย่างชัดเจน
มาตรฐานและการประเมินผลมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด การวัดและประเมินผลถือว่าเป็น
จุดที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งของการจัดทำหลักสูตรแบบอิงมาตรฐานแนวคิดด้านการศึกษาในยุคปัจ
จุบันได้ปรับเปลี่ยนจากยุคที่เน้นพฤติกรรมนิยมซึ่งวัดประเมินผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ย่อยเป็นยุค
ที่ให้ความสำคัญแก่การประเมินในองค์รวมโดยเทียบเคียงกับมาตรฐานเป็นสำคัญนักวิชาการในยุค
ของการปฏิรูปการศึกษาที่มีมาตรฐานเป็นเป้าหมายต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการจะพัฒนาคุณ
ภาพการศึกษาได้อย่างประสบความสำเร็จนั้นมาตรฐานต้องเป็นตัวเทียบเคียงที่สำคัญในการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับท้องถิ่นหรือเขตพื้นที่การศึกษาและที่
สำคัญที่สุดคือ ระดับสถานศึกษา และระดับชั้นเรียน ดังนั้นเกณฑ์ต่ำง ๆ หรือร่องรอยหลักฐานในการ
ประเมินผลการเรียนจะต้องเชื่อมโยงและสะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้อย่างชัดเจน และมีความชัดเจน
ในการที่จะบ่งชี้ได้ว่าผู้เรียนบรรลุถึงมาตรฐานหรือไม่ เพียงใด หากยังไม่บรรลุมีจุดใดบ้างที่จะต้อง
พัฒนา ข้อมูลจากการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนี้ นับเป็นข้อมูลสำคัญมากในการประกัน
คุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชนของชาติให้มีคุณภาพตามที่มุ่งหวังต่อไป
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นปัญหาและค
วามไม่ชัดเจนของหลักสูตรจึงเกิดการทบทวน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีความเหมาะสม ชัดเจน ทั้งเป้าหมายของหลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน และกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา มีมาตร
ฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน (Standards-based curriculum) โดยการจัดการ
ศึกษามุ่งเน้นความสำคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และค
วามรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาคนให้มีความสมดุล โดยยึดหลักผู้เรียนสำคัญที่สุด ทุกคนมีความ
สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
ให้ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว
ชุมชน ชาติ และสังคมโลกรวมทั้งความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของสังคมไทย และระบบ
การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความรู้และทักษะ
ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรู้ความเข้าใจและ ประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุง
รักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน ความรู้เกี่ยวกับ
ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา ความรู้ และทักษะ
ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ความรู้และทักษะในการประกอ
บอาชีพ การดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข
ประเด็นเปลี่ยนแปลงสำคัญของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ประเด็น หลักสูตรการศึกษาขั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักร
เปลี่ยนแปลง าช 2551
พื้นฐาน พุทธศักราช
2544
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 919
1. มาตรฐานการ • การกำหนด • การกำหนดตัวชี้วัด
เรียนรู้/มาตรฐาน ตัวชี้วัด (มาตรฐานการ - ตัวชี้วัดชั้นปี ในการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.
การเรียนรู้ช่วงชั้น เรียนรู้ช่วงชั้น) 3)
- กำหนดไว้กว้าง ๆ - ตัวชี้วัดช่วงชั้น ในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย
เป็นช่วง ๆ ทุก 3 ปี (ม.4-6)
ในระดับชั้นสำคัญ • ลักษณะตัวชี้วัด
(Key stage) ป.3 ป. รูปแบบและลักษณะการเขียนตัวชี้วัดแต่ละกลุ่ม
6 ม.3 ม. 6 สาระ
- โรงเรียนแต่ละแห่ง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ต้องนำมาตรฐานช่วง - ใช้ภาษาง่าย ๆ ชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติ
ชั้น ซึ่งกำหนดไว้ ไม่
กว้างๆ ในแต่ละช่วง ซ้ำซ้อน เหมาะสมกับระดับชั้น
ไปจัดทำเป็นผลการ - ท้าทาย นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่พัฒนา
เรียนรู้ที่คาดหวัง ศักยภาพการคิดวิเคราะห์
เพื่อใช้เป้าหมายใน
การจัดการเรียนการ
สอนของแต่ระดับชั้น
เอง
• ลักษณะมาตรฐาน
ช่วงชั้น
- แตกต่างกัน
หลากหลายรูปแบบ
ไม่เป็นไปใน ทิศทาง
เดียวกันในแต่ละกลุ่ม
สาระ
- ขาดความชัดเจน
ซ้ำซ้อน ความยาก
ง่ายไม่เหมาะสมกับ
ระดับชั้น ไม่นำไปสู่
การพัฒนาทักษะ
การคิดวิเคราะห์
แก้ปัญหา
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 920
2. โครงสร้าง • กำหนดกรอบ • ส่วนกลางกำหนดสาระการเรียนรู้ แก่นกลาง
หลักสูตร หลักสูตรกว้าง ๆ ในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับตัวชี้
ขาดหลักสูตร วัด
แก่นกลางที่แท้จริง
• สาระการเรียนรู้ที่ระบุ
ไว้เป็นเพียงตัวอย่างใน
แต่ละช่วงชั้น โรงเรียน
ต้องพิจารณาจัดทำ
สาระการเรียนรู้ในแต่
ละระดับชั้นเอง
• สาระการเรียนรู้ที่ให้ไว้
แน่น และมีความ
ซ้ำซ้อนกันมากในแต่
ละช่วงชั้น
• แต่ละโรงเรียนจัดทำ • เขตพื้นที่การศึกษาจัดทำสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น
สาระการเรียนรู้ เพื่อให้สถานศึกษาในเขตใช้ในการจัดการเรียน
ท้องถิ่นเอง ทำให้การ การสอน
จัดการเรียนการสอน
เกี่ยวกับท้องถิ่นขาด • หลักสูตรแกนกลางกำหนดเวลาเรียนพื้นฐาน
ความชัดเจน ของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในแต่ละปี สถาน
• โครงสร้างเวลาเรียน ศึกษาสามารถกำหนดเพิ่มเติมตามความต้องการ
ส่วนกลาง หรือส่วนที่ต้องการเน้นได้
กำหนดเวลาเรียน
รวมในแต่ละปีเป็น
ช่วงกว้าง ๆ ให้
สถานศึกษาจัดแบ่ง
เวลาเรียนสำหรับแต่
ละกลุ่มสาระการ
เรียนรู้เอง
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 921
3. การวัด • วัดประเมินผล และ • วัดประเมินผลการเรียนตามมาตรฐาน/ตัวชี้วัด
ประเมินผลและ รายงานผลการเรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายในการประเมินทุกระดับ ทั้งระดับ
จบหลักสูตร ตามผลการเรียนรู้ที่ ชาติ เขตพื้นที่ สถานศึกษา และระดับชั้นเรียน
คาดหวังย่อย • ระดับชั้น ป.1-ป.6 ตัดสินผลการเรียนเป็นรายปี
• ตัดสินผลการเรียน และ ในระดับชั้น ม.1-ม.6 ตัดสินผลการเรียน เป็น
เป็นรายปีในระดับ รายภาค
ชั้น ป.1-ม.3 และเป็น • กำหนดเกณฑ์กลางซึ่งเป็นminimum
รายภาคในระดับชั้น requirement ในการจบหลักสูตร
ม.4-ม.6 • เอกสารรายงานผลการเรียน (ป.พ.)ตาม
• เกณฑ์การผ่านช่วง มาตรฐาน/
ชั้น และจบหลักสูตร
ให้เป็นไปตามที่ ตัวชี้วัด
สถานศึกษากำหนด
• เอกสารรายงานผล
การเรียน (ป.พ.)
รายงานตาม ผลการ
เรียนรู้ที่คาดหวังไม่
รายงานตาม
มาตรฐาน
4. กระบวนการ • ในกระบวนการในการ • ส่วนกลางให้กรอบแนวคิดและแนวปฏิบัติใน
จัดทำหลักสูตร
สถานศึกษา จัดทำหลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาซึ่งสถานศึกษาสา
สถานศึกษา และ มารถปรับ
ออกแบบการเรียน ยืดหยุ่นได้ ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้อง
การสอนระดับชั้น ทำตาม
เรียน มีการกระจ่าย ขั้นตอนที่ตายตัว แต่มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรียนรู้ เป็น
ช่วงชั้น เป็นผลการ เป้าหมายที่ชัดเจนในการออกแบบหลักสูตร การ
เรียนรู้ที่คาดหวังซึ่ง เรียน
เป็นเป้าหมายในการ การสอน และการประเมินผล
จัดการเรียนการสอน
และประเมินผล
ส่งผลให้การจัดการ
เรียนรู้และวัด
ประเมินผล และ
รายงานผลการเรียนไม่
สะท้อนมาตรฐาน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 922
5. กำหนด • ไม่มีการกำหนด • กำหนดบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร
บทบาทหน้าที่ บทบาทหน้าที่ของ ของ
หน่วยงานที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ
เกี่ยวข้อง ในการพัฒนา เขต
หลักสูตรในแต่ละ พื้นที่การศึกษา สถานศึกษา
ระดับ ไว้อย่างชัดเจน • เขตพื้นที่การศึกษามีบทบาทสำคัญในการ
• เขตพื้นที่การศึกษา พัฒนา
ขาดบทบาทสำคัญใน หลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับท้องถิ่นโดยจัดทำเอก
การพัฒนาหลักสูตร สาร
ในส่วนที่เกี่ยวกับ กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น
ท้องถิ่น
6. การสร้างความ • เอกสาร คู่มือ และ • จัดทำเอกสาร คู่มือ และจัดการฝึกอบรม
เข้าใจ/พัฒนา การฝึกอบรมเพื่อ บุคลากรให้
บุคลากร พัฒนาบุคลากรที่ผ่าน เข้าใจแนวคิด หลักการ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ
มา ขาดการให้ความรู้ Standards-based curriculum เพื่อให้เข้าใจ
ความเข้าใจเกี่ยวกับ กระบวนการพัฒนาหลักสูตรในลักษณะดังกล่าว
หลักการแนวคิด แนว ทั้ง
ปฏิบัติในการพัฒนา ระบบ
หลักสูตรอิงมาตรฐาน
• การพัฒนาบุคลากร
มักเป็นการให้ความรู้
แบบแยกส่วน เป็น
เรื่อง ๆ ของแต่ละ
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ขาดการให้เห็น
ภาพรวมของการ
พัฒนาหลักสูตรทั้ง
ระบบ
ประเด็นเปลี่ยนแปลงที่ใช้ในการเปรียบเทียบ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544
และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบไปด้วยประเด็นหลักที่สำคัญ
ดังต่อไปนี้ 1.มาตรฐานการเรียนรู้/มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น 2.โครงสร้างหลักสูตร 3.การวัด
ประเมินผลและจบหลักสูตร 4.กระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา 5.กำหนดบทบาทหน้าที่หน่วย
งานที่เกี่ยวข้อง 6.การสร้างความเข้าใจ/พัฒนาบุคลากร และเพื่อให้การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้น
ฐานบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ สถานศึกษาต้องมีการประสานสัมพันธ์ และร่วมมือกับบิดามารดา
ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชน ให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้นกระทรวงศึกษาธิการยังจำเป็นต้องสนับสนุน ส่งเสริมด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทั้งใน
สถานศึกษา และนอกสถานศึกษา ให้ครอบคลุมหลักสูตรและกว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อการพัฒนาไปสู่
ความเป็นสากล ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการจะได้จัดทำเอกสารประกอบหลักสูตร เช่น คู่มือการใช้หลัก
สูตร แนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา คู่มือครู เอกสารประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระต่าง ๆ แนว
ทางการวัดและประเมินผล การจัดระบบแนะแนวในสถานศึกษา การวิจัยในสถานศึกษาและการใช้กระ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 923
บวนการวิจัยในการพัฒนาการเรียนรู้ ตลอดจนเอกสารประชาสัมพันธ์หลักสูตรให้ประชาชนทั่วไป ผู้
ปกครอง และนักเรียน มีความเข้าใจและรับทราบบทบาทของตนเองในการพัฒนาตนเองและสังคม
ความเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรแกนกลางระดับชาติกับกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น และหลักสูตร
สถานศึกษา
สถานศึกษามีหน้าที่สำคัญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งต้องมีการวางแผนและดำเนิน
การอย่างมีระบบ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ อีกทั้งควรมีการวิจัย ปรับปรุงและ
พัฒนาหลักสูตรเป็นระยะ ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษานั้น จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับหลัก
สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความต้องการของท้องถิ่นซึ่งระบุเป็นแนวทางไว้ในกรอบหลัก
สูตรระดับท้องถิ่น รวมทั้ง สถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพ จุดเน้นและความต้อง
การของผู้เรียนซึ่งอาจแตกต่างกันไปในสถานศึกษาแต่ละแห่ง
ในระบบการศึกษาที่มีการกระจ่ายอำนาจให้ท้องถิ่นและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนา
หลักสูตรนั้น หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละระดับชาติ ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับสถานศึกษามี
บทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในการพัฒนา สนับสนุน ส่งเสริม การพัฒนาและใช้หลักสูตรให้เป็น
ไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และการจัดการเรียนการสอ
นของสถานศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนบรรลุตามาตรฐานการ
เรียนรู้ที่กำหนดเป็นมาตรฐานไว้ในระดับชาติ
ระดับท้องถิ่น ได้แก่ สำนักเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัดอื่น ๆ มีบทบาทในการ
ขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา เป็นตัวกลางเชื่อมโยงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่
กำหนดในระดับชาติ ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การจัดทำหลัก
สูตรของสถานศึกษา นอกจากนั้นยังมีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนการใช้และพัฒนาหลักสูตรใน
ระดับสถานศึกษา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การจัดการศึกษาที่เกี่ยวกับท้องถิ่นมีความ
ชัดเจน มีคุณภาพ เขตพื้นที่การศึกษามีภารกิจสำคัญในการจัดทำเอกสารกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น
ซึ่งสะท้อนให้เห็นเป้าหมายและจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับท้องถิ่น สาระการเรียนรู้ท้อง
ถิ่น และการประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับท้องถิ่น รวมทั้งแนวทางในการเพิ่มพูนคุณภาพการ
ศึกษาในระดับท้องถิ่น การสนับสนุน ส่งเสริม ติดตามผล ประเมินผล วิเคราะห์ และรายงานผลคุณภาพ
ของผู้เรียน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 924
การบรรลุมาตรฐานในเรื่องความสัมพันธ์เชื่อมโยงของมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติ กับกา
รพัฒนาหลักสูตรในระดับท้องถิ่น สถานศึกษา และการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน ประกอบไป
ด้วย มาตรฐานการเรียนรู้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ กรอบหลักสูตรและการ
ประเมินผลการเรียนรู้ระดับท้องถิ่น หลักสูตร และการประเมินผลการเรียนรู้ระดับสถานศึกษา โด
ยการเรียนการสอนในชั้นเรียนหลักฐานและร่องรอยของการเรียนรู้ เป็นตัวช่วยชี้วัดผล
คำศัพท์ทางการศึกษา
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 925
มาตรฐานการเรียนรู้ (Content standards/Academic standards/Learning standards)
คุณภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนเป็นสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้เมื่อจบการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ความรู้ความสามารถ ทักษะและคุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ถือเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับผู้เรียนทุกคน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาทั้งระดับชาติ เขตพื้นที่การศึกษาและส
ถานศึกษามีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุคุณภาพตาม
ที่มาตรฐานกำหนด มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการขับเคลื่อน
และพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา ทั้งใน
ระบบนอกระบบตามอัธยาศัย และใช้สำหรับผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แนวคิดดัง
กล่าวอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกันได้
ตัวชี้วัด (Indicators)
สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด มีลักษณะเฉพาะ
เจาะจงและมีความเป็นรูปธรรมในการนำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา การเรียนการสอนและเป็นเกณฑ์
สำคัญสำหรับการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน โดยทั่วไปจะมีการกำหนดตัวชี้วัด
เพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้เรียนเป็นระยะ ๆ ในการพัฒนาไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ การกำหนดตัวชี้วัด
ดังกล่าวนั้น ในระบบการศึกษาบางแห่งอาจกำหนดไว้เป็นช่วง ๆ ทุก 3-4 ปี แต่บางแห่งอาจกำหนด
ทุกระดับชั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับบริบทการศึกษาแต่ละแห่ง
* หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กำหนดตัวชี้วัดชั้นปีในระดับการศึกษา
ภาคบังคับ (ป.1-ม.3) ตัวชี้วัดช่วงชั้นในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6)
ตัวชี้วัดชั้นปี (Grade-level Indicators/Grade-level expectations)
สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ในแต่ละระดับชั้น เป็นตัวชี้วัดพัฒนาการของผู้เรียนไปสู่
มาตรฐานการเรียนรู้ มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนด ตัวชี้วัดชั้นปีมีความ
ชัดเจน มีความเฉพาะเจาะจง และมีความเป็นรูปธรรมในการนำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา จัดการ
เรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนใน
แต่ละระดับชั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดตัวชี้วัดชั้นปีในระดับการ
ศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) เพื่อเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ตัวชี้วัดช่วงชั้น (Interval indicators)
หมายถึง สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้เมื่อเรียนจบแต่ละช่วงชั้นเป็นตัวชี้วัดพัฒนาการของผู้
เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดช่วงชั้นจึงมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ แต่
มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดตัวชี้วัด
ช่วงชั้นเพื่อใช้สำหรับเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการจัดทำหลักสูตร กำหนดเนื้อหา การเรียน
การสอน และการวัดและประเมินผลในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
หลักสูตร (Curriculum)
ประมวลความรู้และประสบการณ์ที่จัดขึ้น เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถ ทักษะ
และคุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรจึงเป็นเสมือนแผนที่กำหนดทิศทาง
ในการพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมาย และมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
เพื่อให้ทราบความก้าวหน้าของผู้เรียนในการพัฒนาไปสู่มาตรฐานที่กำหนด
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Basic education curriculum)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 926
หลักสูตรที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าอุดมศึก
ษา โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความสมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา อีกทั้งมีความรู้และทักษะ
ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและมีคุณภาพได้มาตรฐานสากลเพื่อการแข่งขันในยุคปัจจุบัน หลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วยส่วนที่เป็นแกนกลาง ซึ่งกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึก
ษาขั้นพื้นฐานส่วนที่เกี่ยวกับสภาพชุมชนและท้องถิ่นซึ่งพัฒนาโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและส่วนที่สถานศึกษาพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับความ
สนใจ ความต้องการ และความถนัดของผู้เรียน
หลักสูตรแกนกลาง (Core curriculum)
หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตรในส่วนที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำ
หนดเพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรแกนกลางมีองค์ประกอบ
สำคัญ ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง โครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน
ซึ่งระบุการจัดเวลาเรียนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและเกณฑ์กลางในการ
จบหลักสูตรหลักสูตรแกนกลาง เป็นกรอบทิศทาง ในการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นและหลัก
สูตรสถานศึกษา เป็นส่วนจำเป็นสำหรับพัฒนาเยาวชนไทยทุกคนให้เป็นพลเมืองดีของชาติ และ
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญ
ทางวิทยาการในโลกยุคปัจจุบัน
กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น (Local curriculum framework)
กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่ง
จัดทำโดยเขตพื้นที่การศึกษาหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในระดับท้องถิ่นมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
เป้าหมาย/จุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนในท้องถิ่น สาระการเรียนรู้ท้องถิ่นและการประเมินคุณภาพผู้
เรียนระดับท้องถิ่น สถานศึกษาในเขตพื้นที่นั้น ๆ จะใช้ข้อมูลในกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นเป็น
แนวทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้
และเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน มีความรักและหวงแหนมรดกทางสังคม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
ปัญหา การแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพในชุมชน
หลักสูตรสถานศึกษา (School curriculum)
แผนหรือแนวทาง ในการจัดประมวลความรู้และประสบการณ์ซึ่งจัดทำโดยคณะบุคคลในระดับ
สถานศึกษา เพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ และส่ง
เสริมให้ผู้เรียนรู้จักตนเองมีชีวิตอยู่ในโรงเรียนชุมชนและสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาหลักสูตรส
ถานศึกษาพิจารณาจากหลักสูตรแกนกลางและกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น นอกจากนั้นสถานศึกษาแต่
ละแห่งสามารถพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่สอดคล้องเหมาะสมกับบริบท และจุดเน้นของสถานศึกษา
ตลอดจนความต้องการ ความถนัดและความสามารถของผู้เรียน
หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standards-based curriculum)
หลักสูตรที่มีมาตรฐานเป็นเป้าหมาย ในการพัฒนาผู้เรียนคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นคุณภาพที่คาดหวังให้เกิดในตัวผู้เรียนขึ้น ดังนั้นการพัฒนาหลัก
สูตรตลอดแนวตั้งแต่ระดับชาติ ระดับท้องถิ่นระดับสถานศึกษา ตลอดจนถึงระดับชั้นเรียนจะมีลักษณะ
เป็นหลักสูตรอิงมาตรฐานคือยึดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและเป็นกรอบทิศทางในการกำ
หนดโครงสร้าง เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ กล่าวโดย
รวมก็คือ การกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standards-
based curriculum) การเรียนการสอนอิงมาตรฐาน (Standards based instruction) และการประเมิน
ผลอิงมาตรฐาน(Standards-based assessment)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 927
วิสัยทัศน์ (Vision)
คำอธิบายเกี่ยวกับความคาดหวังของหน่วยงานหรือสถานศึกษา เพื่อเป็นทิศ ทางในการ
วางแผนจัดการศึกษาออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนและการดำเนิน งานในการพัฒนาคุณภาพผู้
เรียนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ตามเวลาที่กำหนด
สมรรถนะสำคัญ (Key competencies)
ความสามารถและทักษะสำคัญที่ผู้เรียนทุกคนพึงมี เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตในโลกยุค
ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวิทยาการ สังคม และสิ่งแวดล้อมอีกทั้งมีการสื่อ
สารสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างกว้างขวาง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดสมรรถนะ
สำคัญของผู้เรียน 5 ประการ ได้แก่
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Desired characteristics)
คุณภาพของผู้เรียนด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่กำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากสภาพปัญหา
ของสังคม และการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้มีความจำเป็นที่ต้องเน้นและปลูกฝังลัก
ษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนทุกคน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในองค์รวมทั้งด้านสติ
ปัญญาและคุณธรรม อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงสงบสุขในสังคมโดยรวม หลัก
สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการได้แก่
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
พันธกิจ (Mission)
ภารกิจความรับผิดชอบในการดำเนินงานจัดการศึกษาของหน่วยงานหรือสถานศึกษา เพื่อให้
เกิดผลตามที่มุ่งหวังไว้ในวิสัยทัศน์
สาระการเรียนรู้ (Topics/Content)
องค์ความรู้ ทักษะ และค่านิยมที่ผู้เรียนควรเรียนรู้ เพื่อจะช่วยนำพาให้บรรลุคุณภาพตามเป้า
หมายที่กำหนด
กลุ่มสาระการเรียนรู้ (Learning areas)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 928
กลุ่มขององค์ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่เกี่ยว
ข้องสัมพันธ์กันตามศาสตร์ต่าง ๆ โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดแบ่งกลุ่มสาระการ
เรียนรู้เป็น 8 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาษาไทย 2) คณิตศาสตร์ 3) วิทยาศาสตร์ 4) สังคม ศาสนาและ
วัฒนธรรม 5) สุขศึกษาและพลศึกษา 6) ศิลปะ 7) การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8) ภาษาต่างประเทศ
สาระ (Strands)
กลุ่มย่อยภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประกอบด้วย 6
สาระ ได้แก่ 1) จำนวนและการดำเนินการ 2) การวัด 3) เรขาคณิต 4) พีชคณิต 5) การวิเคราะห์ข้อมูล
และความน่าจะเป็น 6) ทักษะ/กระบวนการทำงคณิตศาสตร์
สาระการเรียนรู้แกนกลาง (Core content)
องค์ความรู้และทักษะ รวมทั้งเจตคติและค่านิยมที่จำเป็นซึ่งผู้เรียนทุกคนควรเรียนรู้ เพื่อพัฒนา
ผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น (Local-related content)
องค์ความรู้และทักษะที่เขตพื้นที่การศึกษาหรือหน่วยงานระดับท้องถิ่นพัฒนำขึ้น โดยพิจารณา
จากสภาพภูมิศาสตร์ประวัติความเป็นมา สภาพปัญหาชุมชน วัฒนธรรม เศรษฐกิจการงานอาชีพ ภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ปลูกฝังผู้เรียนให้มีความรักและหวงแหนมรดกทางสังคมของบรรพบุรุษ มีความ
เป็นไทย เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม และสามารถดำรงชีวิตประกอบอาชีพ แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตใน
ชุมชน
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (Activities)
กิจกรรมที่สถานศึกษาจัดขึ้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8
กลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพอย่างรอบด้านเพื่อความเป็นมนุษย์
ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบ
วินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคมสามารถจัดการตนเองได้ และอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นอย่างมีความสุขผู้เรียนสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามความถนัด และความสนใจ กิจกรรม
พัฒนาผู้เรียนแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) กิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมนักเรียน เช่น ลูกเสือเนตรนารี
ชมรม ชุมนุมวิชาการ ฯลฯ 3) กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
รายวิชา (Courses)
กลุ่มของประมวลความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จัดรวมขึ้นอย่างมีระบบแบบแผน เพื่อใช้ใน
การพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพและมีศักยภาพตามเป้าหมายที่กำหนด มีการวางแผนกำหนดระยะเวลา
สำหรับจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลไว้อย่างชัดเจน จากองค์ความรู้ ทักษะและคุณ
ลักษณะต่าง ๆ ที่ระบุในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ นั้นสถานศึกษาสามารถนำไปจัดทำเป็นรายวิชาได้
ตามความเหมาะสม โดยจะต้องกำหนดรหัสและชื่อสำหรับเรียกแต่ละรายวิชา ขึ้นตามแนวปฏิบัติที่ส่วน
กลางกำหนดไว้ และมีความชัดเจนในการรายงานผล เพื่อให้เกิดความสะดวกและมีความชัดเจนใน
การสื่อสารระหว่างกัน
รายวิชาพื้นฐาน (Core courses)
รายวิชาที่เปิดสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกน
กลางที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานต้อง
เรียนรู้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 929
รายวิชาเพิ่มเติม (Selective courses)
รายวิชาที่พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ทักษะนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง
สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถเปิดสอนรายวิชาเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับจุดเน้นความต้องการ
และความถนัดของผู้เรียนหรือความต้องการของท้องถิ่นโดยมีการกำหนดผลการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย
ของการพัฒนาผู้เรียน
ผลการเรียนรู้ (Learning outcome)
เป้าหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในรายวิชาเพิ่มเติมที่สถานศึกษาแต่
ละแห่งกำหนดขึ้น
รหัสวิชา (Course code)
ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่สถานศึกษากำหนดขึ้นกำกับแต่ละรายวิชาตามหลักการที่ส่วนกลางกำ
หนดไว้ เพื่อใช้ประโยชน์และอำนวยความสะดวกในการจำแนก บันทึก รายงานผลและการเทียบโอน
ผลการเรียนรายวิชาต่าง ๆ สัญลักษณ์แต่ละตัวของรหัสวิชาจะบ่งบอกถึงคุณสมบัติและสถานภาพของ
รายวิชา ซึ่งช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนตรงกันเกี่ยวกับรายวิชานั้น
ๆ
คำอธิบายรายวิชา (Course description)
ข้อมูลรายละเอียดของแต่ละรายวิชา ประกอบด้วย มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด เนื้อหาสาระ
เวลาเรียน รหัส ชื่อรายวิชา จำนวนหน่วยกิต ระดับชั้น เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางที่ผู้สอนใช้ในการวาง
แผนและออกแบบการเรียนการสอน
* ในกรณีของรายวิชาเพิ่มเติม กำหนดผลการเรียนรู้แทนมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
โครงสร้างรายวิชา (Course outline)
ข้อมูลที่แสดง ให้เห็นโครงสร้างของรายวิชาใดรายวิชาหนึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ ได้แก่ ชื่อ
รายวิชา รายชื่อหน่วยการเรียนรู้ของรายวิชานั้น รวมทั้งจำนวนเวลาเรียนและมาตรฐาน/ตัวชี้วัดหรือ
ผลการเรียนรู้ที่เป็นเป้าหมายของแต่ละหน่วย ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของรายวิชา
นั้น เพื่อใช้ในการวางแผนและออกแบบการจัดการเรียนรู้และการประเมินผล
* ในกรณีของรายวิชาเพิ่มเติม ใช้ผลการเรียนรู้แทนมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
หน่วยการเรียนรู้ (Unit plan)
แผนหรือแนวทางที่ครูผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน หน่วยการเรียนรู้แต่
ละหน่วยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่เป็นเป้าหมายของหน่วยนั้น สา
ระการเรียนรู้ซึ่งเป็นองค์ความรู้/ทักษะสำคัญ ชิ้นงานหรือภาระงานที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติ กิจกรรมการเรียน
การสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated unit)
การจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับหัวข้อเรื่องหรือ
ประเด็นที่สอดคล้องกัน ผู้สอนสามารถเชื่อมโยงสาระและกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น การอ่าน เขียน
คิดคำนวณเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในองค์รวม เป็นธรรมชาติ โดยเชื่อมโยง
สอดคล้องกับสภาพและปัญหาที่เกิดในวิถีชีวิตจริง หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ มีองค์ประกอบของ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 930
หน่วยเช่นเดียวกับหน่วยการเรียนรู้ทั่วไป รวมทั้งมีการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดเป็นเป้า
หมายของหน่วยด้วย แต่มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดในหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการนี้ มักจะมา
จากหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ การเรียนการสอน
กระบวนการเรียนรู้ (Learning process)
กระบวนการที่ผู้เรียนใช้ในการแสวงหาความรู้ สร้างความเข้าใจ สร้างองค์ความรู้ และพัฒนา
ตนเองให้มีความรู้ความสามารถ และศักยภาพตามที่มุ่งหวังในหลักสูตร
วิธีการเรียนรู้ (Learning style)
รูปแบบหรือวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการแสวงหาความรู้ สร้างความเข้าใจ หรือมีปฏิกิริยาสนอง
ตอบต่อสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ของการเรียนรู้ ผู้เรียนแต่ละคนอาจใช้วิธีการแตก
ต่างกันไปเพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบ ความถนัด ภูมิหลัง
ด้านสังคม วัฒนธรรม หรือพัฒนาการของแต่ละบุคคล
สื่อการเรียนรู้ (Learning materials)
สื่อที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ มีความเข้าใจเกิดการเรียนรู้ และช่วยส่งเสริ
มการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้มีหลายรูปแบบ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์สื่อเทคโนโลยี
สื่อธรรมชาติ การเลือกสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนควรคำนึงถึงความน่าสนใจ ชวนคิด ชวนติดตาม
เป็นสื่อที่เข้าใจง่าย กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักวิธีแสวงหาความรู้และที่สำคัญคือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
ของการเรียนวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน และความแตกต่างระหว่างบุคคล
แหล่งการเรียนรู้ (Learning resource)
สถานที่หรือแหล่งข้อมูลทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษาที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษา
แสวงหาประสบการณ์ ความรู้เพื่อช่วยพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง
กิจกรรมการเรียนรู้ (Learning activities)
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจ เข้าใจ เกิดการเรียนรู้
และมีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายของหลักสูตร
การเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-centeredness)
การจัดการเรียนการสอนที่ ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ บทบาท
ของครูจะเปลี่ยนแปลงจากการเป็นผู้ชี้นำ หรือผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวก
ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหาความรู้และลงมือปฏิบัติ และสร้างสรรค์ความรู้โดยใช้วิธีการ
ต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความความถนัด ความสนใจ และความแตกต่างระหว่า
งบุคคลเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการสร้างสรรค์ความรู้ และนำความรู้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงงาน (Project)
ภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบัติ ซึ่งอาจเป็นลักษณะการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม เปิดโอ
กาสให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ดัดแปลง และบูรณาการความรู้ไปใช้อย่างกว้างขวางในการปฏิบัติงาน
โดยมีการกำหนดเป้าหมายและวางแผนขั้นตอนการดำเนินงาน การจัดการอย่างเป็นระบบ มีการ
บันทึกและรายงานผลการปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอน ใช้เอกสารอ้างอิงหรือแหล่งค้นคว้าต่าง ๆ เพื่อ
ให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 931
การสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism)
แนวคิดทางการศึกษาที่เชื่อว่าองค์ความรู้เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจากผู้เรียนเอง เพราะ
เป็นสิ่งที่มีอยู่ในสติปัญญาของแต่ละคน มิใช่จากภายนอกที่ครูเป็นผู้บอกหรือจัดสรรให้ผู้เรียนพัฒนา
และสร้างความรู้ด้วยตัวเองด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ครูมีบทบาทในการสนับสนุนการเรียน
จัดบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนคิด เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักย
ภาพ กรอบแนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการออกแบบการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง
การเอื้อตามสภาพผู้เรียน (Accommodation)
การปรับวิธีการเรียนการสอน สื่อการเรียน และรูปแบบวิธีการวัดและประเมินผล ให้สอดคล้อง
เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อเอื้ออำนวยให้ผู้เรียน
พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ และบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป เช่น ใช้สื่อ
อักษรเบรลกับผู้เรียนตาบอด การปรับเวลาในการเรียนหรือการทดสอบเป็นช่วงสั้น ๆ สำหรับผู้เรียนที่
มีสมาธิสั้น เป็นต้น
การวัดและประเมินผล (Assessment)
เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล ร่องรอย หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ ความก้าว
หน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้
เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้สามารถจัดให้
มีขึ้นทั้งระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ
การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment)
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ที่ต้องการให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ความ สามารถด้วยการ
ปฏิบัติ หรือผลิตผลงานรูปแบบที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติมีหลายรูปแบบ เช่นการอภิปราย การ
ออกแบบ การทดลอง การทำโครงงานการทำชิ้นงาน ภาระงาน การสาธิต เป็นต้น
การประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment)
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกา
รนำความรู้และทักษะที่เรียนไปใช้ในสภาพและสถานการณ์จริง หรือเชื่อมโยงใกล้เคียงกับสถานกา
รณ์จริงมากที่สุด การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงมักมีการกำหนดชิ้นงานหรือภาระงานให้ผู้เรียน
ปฏิบัติ และมีการใช้เครื่องมือการวัดและประเมินผลที่มีเกณฑ์ พร้อมทั้งคำอธิบายคุณภาพงานตาม
เกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน
* การประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment) มักจะเป็นการประเมินการปฏิบัติ แต่
การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) บางครั้งอาจไม่เป็นการประเมินตามสภาพจริง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ให้ผู้เรียนปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาพจริงหรือไม่
การประเมินผลย่อย (Formative assessment)
เป็นการประเมินผลระหว่างการเรียน ช่วยให้ทราบว่าพัฒนาการของผู้เรียนอยู่ในขั้นใด มีจุด
ดีหรือบกพร่องใดที่ต้องเสริมสร้างให้ดีขึ้น การประเมินผลลักษณะนี้ควรกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาปรับปรุงการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ
และพัฒนาไปสู่คุณภาพตามมาตรฐาน
การประเมินผลรวม (Summative assessment) 097-180-7936
ทิชเชอร์ ติวเตอร์
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 932
การประเมินผลการเรียนรู้เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยหรือแต่ละรายวิชา เพื่อศึก
ษาว่านักเรียนมีความรู้เพียงใด หรือมีจุดอ่อนที่ใดจะต้องปรับปรุงแก้ไขโดยเทียบเคียงกับระดับ
คุณภาพตามที่มาตรฐานกำหนด
แนวการให้คะแนน (Scoring guide)
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินชิ้นงานหรือภาระงาน ที่มอบหมายให้นักเรียนปฏิบัติ แนวการให้
คะแนนนี้จะระบุเกณฑ์และคำอธิบายคุณภาพงานที่รับการประเมิน แนวการให้คะแนนที่ใช้กันโดยมา
กมักเขียนในรูปของรูบริค
รูบริค (Rubric)
แนวการให้คะแนนซึ่งสามารถแยกแยะระดับต่ำง ๆ ของความสำเร็จในการเรียน หรือการปฏิ
บัติงานของนักเรียนได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่คุณภาพที่ต้องแก้ไขปรับปรุง ถึงระดับดีมากโดยประกอบ
ด้วยเกณฑ์ ซึ่งมีระดับสเกลชัดเจนในการให้คะแนน ช่วยให้การประเมินผลมีความชัดเจนเที่ยงตรง
และเชื่อมโยงสัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้
การวัดและประเมินผลอิงมาตรฐาน (Standards-based assessment)
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการความก้าวหน้าและความสำเร็จ
ทางการเรียน โดยเทียบเคียงกับคุณภาพที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ ในระบบการศึกษาที่มี
มาตรฐานเป็นเป้าหมายนั้น การวัดและประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งระดับชั้นเรียน
ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติต้องเชื่อมโยงและสะท้อนให้เห็นถึงความก้าว
หน้าของผู้เรียนเมื่อเทียบเคียงกับมาตรฐานอย่างชัดเจน
หน่วยกิต (Credit)
ค่าน้ำหนักที่กำหนดสำหรับการเรียนแต่ละรายวิชา โดยคิดจากระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนกา
รสอน เพื่อบรรลุมาตรฐานหรือผลการเรียนรู้ที่ตั้งไว้สำหรับรายวิชานั้น โดยรายวิชาที่ใช้เวลา ในการ
เรียนการสอน 40 ชั่วโมงต่อภาคเรียน มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต
การประเมินผลระดับชั้นเรียน (Classroom assessment)
การวัดและประเมินผล ที่ควบคู่ไปในกระบวนการการเรียนการสอนครูผู้สอนเป็นผู้มีบทบาท
สำคัญในการดำเนินการ มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการหาคำตอบว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าด้านความรู้
ทักษะ คุณธรรม ค่านิยม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่เพียงใด ดังนั้น
การวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียนควรเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาและประเมินตามสภาพจริง โดยใช้
วิธีการที่หลากหลาย และมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง
การประเมินผลระดับสถานศึกษา (School assessment)
การวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบและตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค
นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
ตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการประเมินเป็นข้อมูลสา
รสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการหรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อ
การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา
การประเมินผลระดับเขตพื้นที่การศึกษา (Local assessment)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 933
การวัดและประเมินผลที่ ดำเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนในโรง
เรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละแห่ง โดยมีการรายงานผลแก่สถานศึกษา
และชุมชนได้รับทราบ ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าสถานศึกษาแต่ละแห่ง สามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อ
พัฒนาผู้เรียนได้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดหรือไม่เพียงใด และมีข้อบกพร่องใดที่ต้อ
งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขต่อไป
การประเมินคุณภาพระดับชาติ (O-Net)
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ที่ดำเนินการโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ
หน่วยงานที่รับผิดชอบระดับชาติ โดยประเมินผู้เรียนที่เรียนอยู่ในชั้นปีสุดท้ายของแต่ละช่วงชั้น ได้แก่
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้
ทราบว่าสถานศึกษาแต่ละแห่ง สามารถจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนได้บรรลุคุณภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กำหนดหรือไม่ และมีสิ่งใดจะต้องปรับปรุงแก้ไขข้อมูลที่ได้จากการประ
เมินจะนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละ
แห่งต่อไป
การเทียบโอนผลการเรียน (Credit transfer)
การนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ หรือจากการ
ประกอบอาชีพมาเทียบเป็นผลการเรียนของหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง ทั้งนี้การเทียบโอนผลการเรียน
สามารถทำได้ทั้งจากการศึกษารูปแบบเดียวกันหรือระหว่างการศึกษาต่างรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผลการ
เรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือต่างสถานศึกษา รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย
การฝึกอาชีพหรือจากประสบการณ์การทำงาน โดยดำเนินการตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการว่า
ด้วยแนวดำเนินเทียบโอนผลการเรียนระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา
การประกันคุณภาพ (Quality assurance)
กระบวนการที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องว่าผู้เรียนได้รับการ
ศึกษาอย่างทั่วถึงเท่าเทียมและมีคุณภาพได้มาตรฐานที่กำหนดไว้ การประกันคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งขอ
งกระบวน การพัฒนาการศึกษา ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกระบวนการดังกล่าว ประกอบด้ว
ยการพัฒนาคุณภาพ การติดตามตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินคุณภาพ มีการจัดทำรายงาน
เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา (Internal quality assurance)
การที่สถานศึกษาดำเนินการอย่างมีแบบแผนเป็นระบบในการพัฒนา ติดตามตรวจสอบ และ
ประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษา ที่กำหนดจากกระทรวง
ศึกษาธิการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระบุถึงการประกันคุณภาพภายในว่าดำเนิน
การโดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง หรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษา
นั้น
การประกันคุณภาพภายนอก (External quality assurance)
การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจาก
ภายนอก โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (ส.ม.ศ.) หรือบุคคลหรือ
หน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพ
และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยมีการเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ
สาธารณชน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 934
การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Action Research)
การบูรณาการกระบวนการวิจัย ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการ
สอน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนและเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็ม
ศักยภาพ เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา วางแผนในการแก้ปัญหาหรือพัฒนา การดำเนินการแก้ปัญหา
หรือพัฒนา การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการดำเนินการ การสรุปผลการแก้ปัญหาและรายงานผล และ
นำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้
การศึกษาในระบบ (Formal education)
การศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย มาตรฐาน วิธีการจัดการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอน
ระยะเวลาของการศึกษาและการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการศึกษาไว้อย่าง
แน่นอน ชัดเจน การศึกษาที่จัดอยู่ในโรงเรียนทั่วไปมักเป็นการศึกษาในระบบ อย่างไรก็ตามหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ ได้ ทั้ง
รูปแบบการศึกษาในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย
การศึกษานอกระบบ (Non-formal education)
การศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลา
ของการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา เนื้อหาหลักสูตรการ
ศึกษานอกระบบจะเน้นถึงความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
โดยใช้มาตรฐานการเรียนรู้ และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นแนวทางในการจัดการศึก
ษา
การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal education)
การศึกษาที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส
โดยอาจเป็นการเรียนรู้หรือศึกษาจากบุคคล สังคม ประสบการณ์ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียนรู้ หรือ
แหล่งความรู้อื่น ๆ
การศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Education for special target group)
การศึกษาที่จัดขึ้นสำหรับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้แก่ การศึกษาทางด้านศาสนา
ดนตรี นาฏศิลป์ กีฬาการศึกษาส่งเสริมความเป็นเลิศด้านต่าง ๆ หรือการศึกษาสำหรับผู้พิการ ด้อย
โอกาส ผู้บกพร่องด้านต่าง ๆ และรวมทั้งการศึกษาทางเลือกที่จัดโดยครอบครัวและองค์กรต่าง ๆ หลัก
สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนที่เป็นกลุ่ม เป้าหมายเฉพาะนี้ได้
รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพได้มาตรฐานเท่าเทียมกับผู้ที่ศึกษาในระบบปรก
ติโดยทั่วไป
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Basic education commission)
คณะบุคคล ซึ่งประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอ
กชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่พิจารณาเสนอน
โยบายแผนพัฒนามาตรฐานการเรียนรู้และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับ
แผนการศึกษาแห่งชาติ และให้การสนับสนุนทรัพยากรการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการ
จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (Area committee/School district board)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 935
คณะบุคคล ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทน
สมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่
ในการกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบรวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษา ประสาน ส่ง
เสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย ในเขตพื้นที่การศึกษาให้สามารถจัดการ
ศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา
คณะกรรมการสถานศึกษา (School council)
คณะบุคคล ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าผู้แทนพระภิกษุ และ/หรือผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในพื้นที่และผู้ทรง
คุณวุฒิ ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และกิจการของ
สถานศึกษาให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการ (School academic board)
คณะบุคคล ประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอาทิเช่น ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้แทนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้แทนฝ่ายวิชาการ ฝ่ายวัดและประเมินผลการเรียนรู้แนะแนว ฯลฯ ทำหน้า
ที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านวิชาการ หลักสูตร การเรียนการสอนของสถานศึกษาให้
เป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
ผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากผลลัพธ์ อันเกิดจากการดำเนิน
การจัดการศึกษา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ได้แก่ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน ชุมชน
องค์กรต่าง ๆ ในชุมชน เจ้าของธุรกิจหรือกิจการต่าง ๆ ที่รองรับแรงงานจากผู้ที่สำเร็จการศึกษา
การมีส่วนร่วม (Participation)
การที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) และฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทและความ
รับผิดชอบในการร่วมคิด ร่วมวางแผนจัดการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา
และการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพ และมีประสิทธิภา
พบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
การพัฒนาบุคลากร (Professional development)
กระบวนการที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และ
ทักษะของบุคลากรในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้บุคลากรมีศักยภาพ
และเกิดความมั่นใจในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ
การนิเทศ (Supervision)
กระบวนการที่สนับสนุนส่งเสริม กระตุ้นให้ครูและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการจัดการศึกษาร่วม
มือร่วมใจกันพิจารณาวางแผนและดำเนินการร่วมกัน เพื่อจะช่วยแก้ไขปรับปรุงส่วนที่บกพร่อง ให้มี
การพัฒนาและเกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้ได้ผลดียิ่งขึ้น อันจะยังผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์อันสูง
สุดในการเรียนของผู้เรียน
การนิเทศภายใน (Internal supervision)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 936
การนิเทศที่ดำเนินการภายในสถานศึกษา ซึ่งมีครู ผู้บริหารและบุคคลภายในสถานศึกษาร่วม
มือกันเพื่อปรับปรุงงานด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอน
อันจะนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนและความสำเร็จตามมาตรฐานที่กำหนด บุคลากร
ในโรงเรียนเป็นผู้ใกล้ชิดกับนักเรียนจึงย่อมทราบปัญหาต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนภายนอก เพราะ ฉะนั้นกา
รนิเทศภายในโรงเรียนจะสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของบุคลากรในโรงเรียนได้อย่างดี
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 937
สาระสำคัญหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ปรับปรุงและพัฒนาจากหลักสูตรการศึก
ษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการใช้หลักสูตรที่ผ่านมาและเพื่อช่วย
ให้การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ยึดหลักการและแนวคิดสำคัญคือมี
มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน (STANDARDS-BASED CURRICULUM)
โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้
ขึ้น มาตรฐานการเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผู้เรียน
- มาตรฐานการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนทราบถึงสิ่งที่ตนต้องรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะ
สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งทำทาย กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะก้าวไปให้ถึงจุดนั้น
ผู้สอน
- มาตรฐานการเรียนรู้เป็นกรอบและแนวทางในการสร้างหลักสูตร ออกแบบการเรียนกา
รสอนและการประเมินผล ทำให้ทราบว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่นักเรียน ควรจะรู้ และปฏิบัติ
ได้ชุมชน ท้องถิ่น และระดับชาติ
- มาตรฐานการเรียนรู้เป็นความคาดหวังทางการศึกษาที่ตั้งไว้ร่วมกัน ช่วยให้ทุกฝ่ายที่
เกี่ยวข้องสื่อสารเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับหลักสูตร ทำให้บุคคลและ ส่วนต่าง ๆในระบบการ
ศึกษาทำงานร่วมกันในการวางแผนพัฒนาการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและมีทิศทางที่ชัด
เจนยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐาน ครูผู้สอน
และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตรจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ เรื่องมาตรฐานและ
กระบวนการ พัฒนาหลักสูตรอิงมาตรฐานเป็นอย่างดี
การพัฒนามาตรฐานการเรียนรู้และหลักสูตรแกนกลาง เป็นหน้าที่รับผิดชอบของ สพฐ.ตาม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งได้ระบุในมาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ
การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้น
ฐานนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะใช้เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาเยาวชนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ของชาติ สถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่งในประเทศ ไม่ว่าจะอยู่แห่งใด ภูมิภาคใด
หรือไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ จะต้องใช้หลักสูตรแกนกลางในการจัดการเรียน
การสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ตามที่กำหนดในหลักสูตร
วิสัยทัศน์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น
มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็น
พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้
และทักษะพื้นฐานรวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต
โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม
ศักยภาพ
หลักการ 097-180-7936
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 938
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน
ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง
เสมอภาค และมีคุณภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการ
ศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ
จัดการเรียนรู้
4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
5. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์
จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี
ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิ
บัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี
และมีทักษะชีวิต
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวด
ล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี
ความสุขสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ในการพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณ
ภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ดังนี้
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม
ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิดความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะ ของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน
ข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง และสังคม รวมทั้งการเจรจา
ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุ
ผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มี
ต่อตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ค
วามรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 939
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง
ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้า
ใจความ สัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้
มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิด
ขึ้นต่อ ตนเอง สังคมและสิ่ง แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวน การต่าง ๆ
ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และกา
รอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ
ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม
และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทค
โนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทำงเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้าน
การเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณ ลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อ
ให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติม ให้สอดคล้องตาม
บริบทและจุดเน้นของตนเอง
มาตรฐานการเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทำงสมองและพหุปัญญา
หลัก สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วิทยาศาสตร์
4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศึกษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8. ภาษาต่างประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญ ของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่า
นิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานนอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ ยังเป็นกลไกสำคัญ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 940
ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องกา
รอะไร จะสอนอย่างไรและประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือใน การตรวจสอบเพื่อการประกันคุณ
ภาพการศึกษา โดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึง
การทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกัน
คุณภาพดังกล่าว เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณ
ภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด
ตัวชี้วัด
ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ซึ่ง
สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำ
หนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมิน
ผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน
1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภา
คบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3)
2. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มัธยม ศึกษาปีที่ 4- 6)
หลักสูตรได้มีการกำหนดรหัสกำกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด เพื่อความเข้าใจและให้สื่อ
สารตรงกัน ดังนี้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 941
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
จำนวน 67 มาตรฐาน ดังนี้
ภาษาไทย
สาระที่ 1 การอ่าน
มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่าน สร้างความรู้ และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ
แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน
สาระที่ 2 การเขียน
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และ
เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆเขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมี
ประสิทธิภาพ
สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณและพูดแสดงความรู้ ความ
คิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์
สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ
ภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษา ภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทย
อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
คณิตศาสตร์
สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ
มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจถึงความหลากหลายของการแสดงจำนวนและการใช้จำนวน
ในชีวิตจริง
มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของจำนวนและความสัมพันธ์
ระหว่าง การดำเนินการต่าง ๆ และใช้การดำเนินการในการแก้ปัญหา
มาตรฐาน ค 1.3 ใช้การประมาณค่าในการคำนวณและแก้ปัญหา
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 942
มาตรฐาน ค 1.4 เข้าใจระบบจำนวนและนำสมบัติเกี่ยวกับจำนวนไปใช้
สาระที่ 2 การวัด
มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้อ
งการวัด
มาตรฐาน ค 2.2 แก้ปัญหาเกี่ยวกับการวัด
สาระที่ 3 เรขาคณิต
มาตรฐาน ค 3.1 อธิบายและวิเคราะห์รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ
มาตรฐาน ค 3.2 ใช้การนึกภาพ (visualization) ใช้เหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ (spatial
reasoning) และใช้แบบจำลองทางเรขาคณิต (geometric model) ในการแก้ปัญหา
สาระที่ 4 พีชคณิต
มาตรฐาน ค 4.1 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป (pattern) ความสัมพันธ์ และฟังก์ชัน
มาตรฐาน ค 4.2 ใช้นิพจน์ สมการ อสมการ กราฟ และตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์
(mathematical model) อื่น ๆ แทนสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนแปลความหมายและนำไปใช้แก้
ปัญหา
สาระที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
มาตรฐาน ค 5.1 เข้าใจและใช้วิธีการทำงสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล
มาตรฐาน ค 5.2 ใช้วิธีการทำงสถิติและความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดกา
รณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล
มาตรฐาน ค 5.3 ใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นช่วยในการตัดสินใจและแก้
ปัญหา
สาระที่ 6 ทักษะและกระบวนการทำงคณิตศาสตร์
มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร กา
รสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และ
เชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
วิทยาศาสตร์
สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และ
หน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทำงานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่
เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุ
กรรม วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่มีผลกระทบ
ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสาร สิ่งที่เรียนรู้
และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่ง
มีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรู้และจิต
วิทยาศาสตร์สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรธรรม
ชาติในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลกนำความรู้ไปใช้ในในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด
ล้อมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 943
สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับ
โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์สื่อ
สารสิ่งที่เรียนรู้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร
การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่
เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง และแรงนิวเคลียร์
มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องและมีคุณ
ธรรม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุในธรรมชาติมีกระบวน
การ สืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ 5 พลังงาน
มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยนรูป
พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวน
การสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ 6 : กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
มาตรฐาน ว 6.1 เข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความ
สัมพันธ์ของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐานของโลก
มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ
มาตรฐาน ว 7.1 เข้าใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซีและเอกภพการปฏิสัมพันธ์
ภายในระบบสุริยะและผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์
การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 7.2 เข้าใจความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ ที่นำมาใช้ในการสำรวจ
อวกาศ และทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการเกษตรและการสื่อสาร มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรู้และ
จิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างมีคุณธรรมต่อชีวิตและสิ่ง
แวดล้อม
สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 8.1 ใช้กระบวนการทำงวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะ
หาความรู้ การแก้ปัญหารู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบ ที่แน่นอน
สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่า วิทยา
ศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยว ข้องสัมพันธ์กัน
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 944
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธ
ศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่อ
อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษา
พระพุทธ ศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ
สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม¬
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดี
งาม และธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ สังคมโลก
อย่างสันติสุข
มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา
และธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ
บริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของ
เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ
มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐ
กิจ และความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติ
ศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทำงประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความ
สัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความ สำคัญและสามารถวิเครา
ะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความ
รัก ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย
สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่ง
มีผล ต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหา วิเครา
ะห์ สรุป และใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อ
ให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
สุขศึกษาและพลศึกษา
สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
มาตรฐาน พ 1.1 เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว 097-180-7936
ทิชเชอร์ ติวเตอร์
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 945
มาตรฐาน พ 2.1 เข้าใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะใน
การดำเนินชีวิต
สาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล
มาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และ
กีฬา
มาตรฐาน พ 3.2 รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็นประ
จำอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแข่งขันและชื่น
ชมในสุนทรียภาพของการกีฬา
สาระที่ 4 การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค
มาตรฐาน พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ
การป้องกันโรคและการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ
สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต
มาตรฐาน พ 5.1 ป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ
การใช้ยาสารเสพติด และความรุนแรง
ศิลปะ
สาระที่ 1 ทัศนศิลป์
มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิ
เคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่น
ชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
สาระที่ 2 ดนตรี
มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์
วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิต
ประจำวัน
มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็น
คุณค่าของดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
สาระที่ 3 นาฏศิลป์
มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์
วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำ
วัน
มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 946
มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทำงานมีความคิดสร้างสรรค์มีทักษะกระบวนการทำงาน
ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะ การแสวงหาความรู้
มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการทำงาน มีจิตสำนึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
เพื่อการดำรงชีวิตและครอบครัว
สาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ง 2.1 เข้าใจเทคโนโลยีและกระบวนการเทคโนโลยีออกแบบและสร้าง
สิ่งของเครื่องใช้หรือวิธีการตามกระบวนการเทคโนโลยีอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ เลือกใช้เทคโน
โลยีในทางสร้างสรรค์ต่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการจัดการเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
มาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจเห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในกา
รสืบค้นข้อมูล การเรียนรู้ การสื่อสาร การแก้ปัญหาการทำงานและอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิ
ผล และมีคุณธรรม
สาระที่ 4 การอาชีพ
มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ มีทักษะที่จำเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชีพ ใช้
เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอาชีพ มีคุณธรรมและมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ
ภาษาต่างประเทศ
สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร
มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแส
ดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสาร ทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แส
ดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง
ต่าง ๆ โดยการพูดและการเขียน
สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
และนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่าง ระหว่างภาษาและวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้
อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน
สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน
และสังคม
มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการ
ประกอบอาชีพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 947
ระดับการศึกษา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดระดับการศึกษาเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. ระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6) การศึกษาระดับนี้เป็นช่วงแรกของ
การศึกษาภาคบังคับมุ่งเน้นทักษะพื้นฐานด้านการอ่านการเขียน การคิดคำนวณ ทักษะการคิดพื้นฐาน
การติดต่อสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและพื้นฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิต
อย่างสมบูรณ์และสมดุลทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และวัฒนธรรม โดยเน้น จัดการ
เรียนรู้แบบบูรณาการ
2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3) เป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษา
ภาคบังคับ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิก
ภาพส่วนตน มีทักษะในการคิดวิจารณญาณคิดสร้างสรรค์และคิดแก้ปัญหา มีทักษะในการดำเนินชีวิต
มีทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความสมดุลทั้ง
ด้านความรู้ ความคิด ความดีงามและมีความภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการ
ประกอบอาชีพหรือการศึกษาต่อ
3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6) การศึกษาระดับนี้เน้นการ
เพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน
แต่ละคนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ มีทักษะในการใช้วิทยาการและเทคโนโลยี ทักษะกระบวนการคิด
ขั้นสูง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มุ่ง
พัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำและผู้ให้บริการชุมชนในด้านต่าง ๆ
การจัดเวลาเรียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำสำหรับ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมได้ตามความ
พร้อมและจุดเน้น โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสภาพของผู้เรียน ดังนี้
1. ระดับชั้นประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายปี โด
ยมีเวลาเรียนวันละ ไม่เกิน 5 ชั่วโมง
2. ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3) ให้จัดเวลาเรียนเป็นราย
ภาค มีเวลาเรียนวันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชั่ว
โมงต่อภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชา เท่ากับ 1 หน่วยกิต (นก.)
3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6) ให้จัดเวลาเรียนเป็นราย
ภาค มีเวลาเรียน วันละไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40
ชั่วโมง ต่อภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชา เท่ากับ 1 หน่วยกิต (นก.)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 948
โครงสร้างเวลาเรียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียน ดังนี้
เวลาเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้/ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยม
กิจกรรม ศึกษา
ตอนปลาย
ป. 1 ป. 2 ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป. 6 ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 – 6
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย 120 120 120 240
(3 (3 นก.) (3 (6 นก.)
200 200 200 160 160 160 นก.) นก.)
คณิตศาสตร์ 120 120 120 240
(3 (3 นก.) (3 (6 นก.)
200 200 200 160 160 160 นก.) นก.)
วิทยาศาสตร์ 120 120 120 240
(3 (3 นก.) (3 (6 นก.)
80 80 80 80 80 80 นก.) นก.)
สังคมศึกษา ศาสนา 80 80 80 80 80 80 120 120 120 240
และวัฒนธรรม (3 (3 นก.) (3 (6 นก.)
นก.) นก.)
สุขศึกษาและพลศึกษา 80 80 80 80 80 80 80 80 120
80 (2นก.) (2 นก.) (2 (3นก.)
นก.)
ศิลปะ 80 80 80 120
(2นก.) (2 นก.) (2 (3 นก.)
80 80 80 80 80 80 นก.)
การงานอาชีพและ 40 40 40 80 80 80 80 80 80 120
เทคโนโลยี (2นก.) (2 นก.) (2 (3 นก.)
นก.)
ภาษาต่างประเทศ 120 120 120 240
(3 (3 (6 นก.)
40 40 40 80 80 80 นก.) (3 นก.) นก.)
รวมเวลาเรียน (พื้น 800 800 800 800 800 800 840 840 840 1,560
ฐาน) (21 (21 (21
นก.) นก.) (39 นก.)
นก.)
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 120 120 120 120 120 120 120 120 120 360
รายวิชา /กิจกรรมที่ ปีละไม่เกิน 80 ชั่วโมง ปีละไม่เกิน 240 ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า
สถานศึกษาจัดเพิ่ม 1,560ชั่วโม
เติม ตามความพร้อม
ง
และจุดเน้น
รวมเวลาเรียนทั้งหมด ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง/ปี ไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง/ปี รวม 3 ปี
ไม่น้อยกว่า
3,600
ชั่วโมง
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 949
การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และเพิ่มเติม สถานศึกษาสามารถดำเนินการ ดังนี้
ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ตามความ
เหมาะสมทั้งนี้ ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานและผู้เรียนต้องมี
คุณภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนด
ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไปตามที่กำหนดและสอดคล้อง
กับเกณฑ์การจบหลักสูตร
สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติมทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม
หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อม จุดเน้นของสถานศึกษาและ
เกณฑ์การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สถานศึกษาอาจจัดให้เป็นเวลาสำหรับ
สาระ การเรียนรู้พื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120
ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 360 ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนวกิจ
กรรมนักเรียนและกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณ
ประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้
1. ระดับประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) รวม 3 ปี จำนวน 45 ชั่วโมง
3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
การจัดการศึกษาบางประเภทสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษา
สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส การศึกษาตามอัธ
ยาศัย สามารถนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมกับสภาพ
และบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมายโดยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลัก
เกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 950
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างค
วามเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุรการงานและดำรงชีวิตร่วมกัน ใน
สังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อ
มูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้
ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้
ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุ
รุษด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสาน
ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
เรียนรู้อะไรในภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้
อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง
การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆการอ่าน
ในใจเพื่อสร้างความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่านเพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิต
ประจำวัน
การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่าง ๆ
ของการเขียนซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ
วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์
การฟังการดูและการพูดการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก
พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและ ไม่เป็นทา
งการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ
หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะ
สมกับโอกาสและบุคคลการแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆและอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษา
ไทย วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูลแนวความคิดคุณค่า
ของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็กเพลง
พื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม
ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจ
ในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรร
ค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน
รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูก
ต้อง เหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และ
สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์มุ่งให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่องตาม
ศักยภาพ โดยกำหนดสาระหลักที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคนดังนี้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 951
1. จำนวนและการดำเนินการ ความคิดรวบยอดและความรู้สึกเชิงจำนวน ระบบจำนวนจริง สมบัติ
เกี่ยวกับจำนวนจริง การดำเนินการของจำนวน อัตราส่วน ร้อยละ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน
และการใช้จำนวนในชีวิตจริง
2. การวัด ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง
ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการวัดและกา
รนำความรู้เกี่ยวกับการวัดไปใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ
3. เรขาคณิต รูปเรขาคณิตและสมบัติของรูปเรขาคณิตหนึ่งมิติ สองมิติและสามมิติ การนึกภาพ
แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิต (geometric
transformation)ในเรื่องการเลื่อนขนาน (translation) การสะท้อน (reflection) และการหมุน
(rotation)
4. พีชคณิต แบบรูป (pattern) ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซตและการดำเนินการของเซต การให้เห
ตุผล นิพจน์ สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ลำดับเลขคณิต ลำดับเรขาคณิต อนุกรมเลข
คณิต และอนุกรมเรขาคณิต
5. การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น การกำหนดประเด็น การเขียนข้อคำถาม การกำหนดวิธี
การศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดระบบข้อมูล การนำเสนอข้อมูล ค่ากลางและการก
ระจายของข้อมูล การวิเคราะห์และการแปลความข้อมูล การสำรวจความคิดเห็น ความน่าจะ
เป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ และช่วย
ในการตัดสินใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน
6. ทักษะและกระบวนการทำงคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย การให้เหตุผล
การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ
ทางคณิตศาสตร์ และการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อ
งกับทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้และ
ผลผลิตต่ำง ๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงานเหล่านี้ล้วนเป็นผลของ
ความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์
ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการ
ค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่
หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็น
สังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้
วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามา
รถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม
เรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์
1. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อม
โยงความรู้กับกระบวนการมีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้โดยใช้
กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย
เหมาะสมกับระดับชั้น โดยได้กำหนดสาระสำคัญ ไว้ดังนี้
2. สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิตสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้า
ที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตและกระบวนการดำรงชีวิตความหลากหลายทางชีวภาพ
การถ่ายทอดทางพันธุกรรมการทำงานของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการและความ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 952
หลากหลายของสิ่งมีชีวิตและเทคโนโลยีชีวภาพชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย
รอบตัว ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
ในระบบนิเวศ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใช้และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลก ปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในสภาพ
แวดล้อมต่าง ๆ
3. สารและสมบัติของสาร สมบัติของวัสดุและสาร แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค การเปลี่ยน
สถานะ การเกิดสารละลายและการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสาร สมการเคมีและการแยกสาร
4. แรงและการเคลื่อนที่ ธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง แรงนิวเคลียร์ การอ
อกแรงกระทำต่อวัตถุ การเคลื่อนที่ของวัตถุ แรงเสียดทาน โมเมนต์การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ
ในชีวิตประจำวัน
5. พลังงาน พลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน สมบัติและปรากฏการณ์ของ
แสง เสียงและวงจรไฟฟ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กัมมันตภาพรังสีและปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิ
สัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงานการอนุรักษ์พลังงานผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่ง
แวดล้อม
6. กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก โครงสร้างและองค์ประกอบของโลก ทรัพยากรทาง
ธรณี สมบัติทางกายภาพของดิน หิน น้ำ อากาศ สมบัติของผิวโลก และบรรยากาศ
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ปรากฏการณ์ทางธรณี ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยน
แปลงของบรรยากาศ
7. ดาราศาสตร์และอวกาศ วิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี เอกภพ ปฏิสัมพันธ์และผล
ต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก ความสำคัญของ
เทคโนโลยีอวกาศ
8. ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการทำงวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะ
หาความรู้ การแก้ปัญหา และจิตวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ
การดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพ
แวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาล
เวลา ตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความ
แตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศ
ชาติ และสังคมโลก
เรียนรู้อะไรในสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
1. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่
มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับ
ตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม
และค่านิยมที่เหมาะสม โดยได้กำหนดสาระต่าง ๆไว้ ดังนี้
2. ศาสนาศีลธรรมและจริยธรรมแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนาศีลธรรม จริยธรรม หลักธร
รมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือการนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการ
พัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม
พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 953
3. หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตระบบการเมืองการปกครอง ในสังคมปัจจุบัน
การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขลักษณะและความ
สำคัญการเป็นพลเมืองดีความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความ
เชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เส
รีภาพการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก
4. เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่ายและการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และกา
รนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน
5. ประวัติศาสตร์เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทำงประวัติ ศาสตร์ พัฒนาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ
ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง
ต่าง ๆในอดีต ความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยะธร
รมที่สำคัญของโลก
6. ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และภูมิ
อากาศของประเทศไทยและภูมิภาคต่าง ๆของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิ
ศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพ
แวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรัก
ษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ทำไมต้องเรียนสุขศึกษาและพลศึกษา
สุขภาพหรือสุขภาวะ หมายถึงภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และ
ทางปัญญาหรือจิตวิญญาณ สุขภาพหรือสุขภาวะจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะเกี่ยวโยงกับทุกมิติของชีวิต
ซึ่งทุกคนควรจะได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อจะได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีเจตคติ คุณธรรมและ
ค่านิยมที่เหมาะสมรวมทั้งมีทักษะปฏิบัติด้านสุขภาพจนเป็นกิจนิสัยอันจะส่งผลให้สังคมโดยรวมมีคุณ
ภาพ
เรียนรู้อะไรในสุขศึกษาและพลศึกษา
สุขศึกษาและพลศึกษาเป็นการศึกษาด้านสุขภาพที่มีเป้าหมาย เพื่อการดำรงสุขภาพ การสร้าง
เสริมสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล ครอบครัวและชุมชนให้ยั่งยืน
สุขศึกษามุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาพฤติกรรมด้านความรู้เจตคติ คุณธรรม ค่านิยมและการปฏิบัติ
เกี่ยวกับสุขภาพควบคู่ไปด้วยกัน
พลศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกมและกีฬา
เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโดยรวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้ง
สมรรถภาพเพื่อสุขภาพและกีฬา
สาระที่เป็นกรอบเนื้อหาหรือขอบข่ายองค์ความรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ประกอบด้วย
1. การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติของการเจริญ
เติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ความสัมพันธ์เชื่อมโยง
ในการทำงานของระบบต่าง ๆของร่างกาย รวมถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อให้เจริญเติบโตและมี
พัฒนา การที่สมวัย
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 954
2. ชีวิตและครอบครัว ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องคุณค่าของตนเองและครอบครัว การปรับตัวต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจิตใจ อารมณ์ความรู้สึกทางเพศ การสร้างและรักษาสัมพันธ
ภาพกับผู้อื่น สุขปฏิบัติทางเพศและทักษะในการดำเนินชีวิต
3. การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล ผู้เรียนได้เรียนรู้
เรื่องการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ การเข้าร่วมกิจกรรมทางกายและกีฬา ทั้งประเภท
บุคคลและประเภททีมอย่างหลาก หลายทั้งไทยและสากลการปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบ
ข้อตกลงในการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายและกีฬาและความมีน้ำใจนักกีฬา
4. การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลัก
และวิธีการเลือกบริโภคอาหาร ผลิตภัณฑ์และบริการ สุขภาพ การสร้างเสริมสมรรถภาพ
เพื่อสุขภาพและการป้องกันโรคทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ
5. ความปลอดภัยในชีวิตผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องการป้องกันตนเองจากพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ
ทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ ความรุนแรง อันตรายจากการใช้ยาและสารเสพติด
รวมถึงแนวทางในการสร้างเสริมความปลอดภัยในชีวิต
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
ทำไมต้องเรียนศิลปะ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มี
จินตนาการทำงศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่าซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์
กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนำ
ไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อ
หรือประกอบอาชีพได้
เรียนรู้อะไรในศิลปะ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทำงศิลปะ
เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนงต่าง ๆ
ประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ
1. ทัศนศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอผลงานทำงทัศน
ศิลป์จากจินตนาการโดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมรวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการของ
ศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์
เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็น
มรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากลชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประ
จำวัน
2. ดนตรี มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์
วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า
ดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล ร้องเพลง และเล่น
ดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรี แสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรี
ในเชิงสุนทรี เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ในประวัติ
ศาสตร์
3. นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์
ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก
ความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิต
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 955
ประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ
นาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ทำไมต้องเรียนการงานอาชีพและเทคโนโลยี
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียน มีความ
รู้ ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนำความ
รู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิต การอาชีพและเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทำงานอย่างมีความคิดสร้าง
สรรค์และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทำงานและมีเจตคติ
ที่ดีต่อการทำงาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียงและมีความสุข
เรียนรู้อะไรในการงานอาชีพและเทคโนโลยี
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพื่อให้มีค
วามรู้ความสามารถมีทักษะในการทำงานเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อได้อย่า
งมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. การดำรงชีวิตและครอบครัวเป็นสาระเกี่ยวกับการทำงานในชีวิตประจำวัน การช่วยเหลือตนเอง
ครอบครัวและสังคมได้ในสภาพเศรษฐกิจที่พอเพียง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเน้นการปฏิบัติจริง
จนเกิดความมั่นใจและภูมิใจในผลสำเร็จของงาน เพื่อให้ค้นพบความสามารถ ความถนัด
และความสนใจของตนเอง
2. การออกแบบและเทคโนโลยี เป็นสาระเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของมนุษย์อย่างสร้าง
สรรค์ โดยนำความรู้มาใช้กับกระบวนการเทคโนโลยีสร้างสิ่งของเครื่องใช้ วิธีการ หรือเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต
3. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นสาระเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูล การใช้ข้อมูลและสารสนเทศการแก้ปัญหาหรือการสร้างงาน
คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
4. การอาชีพ เป็นสาระเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพ เห็นความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม
และเจตคติที่ดีต่ออาชีพ ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม เห็นคุณค่าของอาชีพสุจริต และเห็น
แนวทางในการประกอบอาชีพ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประ
จำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารการศึกษาการแสวงหาความรู้การประกอ
บอาชีพ การสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลกและตระหนักถึงความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเท
ศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้นเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของ
ภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจต
คติที่ดีต่อการใช้ภาษา ต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์
ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้นและมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต
ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บา
ลีและภาษากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทำราย
วิชาและจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม
เรียนรู้อะไรในภาษาต่างประเทศ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 956
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ
สามารถใช้ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษา
ต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของ
ประชาคมโลก และสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลก ได้อย่างสร้างสรรค์
ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้
1. ภาษาเพื่อการสื่อสารการใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียนแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าว
สาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความ นำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอดและความคิด
เห็นในเรื่องต่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม
2. ภาษาและวัฒนธรรมการใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาความสัมพันธ์
ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาภาษา และวัฒน
ธรรมของเจ้าของภาษากับวัฒนธรรมไทย และนำไปใช้อย่างเหมาะสม
3. ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นการใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงค
วามรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น เป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์
ของตน
4. ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้ง
ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชนและสังคมโลกเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ
ประกอบอาชีพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก
การจัดทำกรอบหลักสูตรท้องถิ่น
เขตพื้นที่การศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรในส่วนที่สอดคล้องกับสภาพ
และความต้องการของท้องถิ่น ดังนั้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเป็นตัวกลางในการประสาน
ความร่วมมือกับโรงเรียนและชุมชน ในการร่วมกันคิดและจัดทำกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นเพื่อให้ส
ถานศึกษาภายในเขตพื้นที่ ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่นในแง่
มุมต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวของชุม
ชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงของตนเอง ทำให้เกิดความรักความผูกพันกับท้องถิ่น มีค
วามภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอน เป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน ตลอดจนสามารถแก้ปัญหา พัฒนาชี
วิตตนเอง พัฒนาอาชีพ ครอบครัวและสังคมของตนเองได้
ขั้นตอนการจัดทำกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น
1. แต่งตั้งคณะกรรมการ/ คณะทำงาน: คณะกรรมการชุดนี้ควรประกอบ ด้วยผู้อำนวย
การเขตพื้นที่การศึกษา/ ผู้บริหารส่วนราชการระดับท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษาในท้องถิ่นทั้งระดับประ
ถมศึกษาและมัธยมศึกษา ครูผู้สอน ผู้แทนชุมชน เป็นต้น
2. วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ อาทิ หลักสูตรแกน
กลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 รวมทั้งศึกษาสภาพ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง บริบท สภาพ
ปัญหา ความต้องการของท้องถิ่น ชุมชน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในพื้นที่ เป็นต้น
3. ดำเนินการจัดทำกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น: ในการดำเนินการจัดทำกรอบ
หลักสูตรระดับท้องถิ่นให้มีคุณภาพจะต้องมีการวางแผนงานที่ชัดเจนเพื่อให้เห็นภาพการทำงานตล
อดแนวด้วยกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม
4. รับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ปราชญ์ในชุมชน และ
หน่วยงานธุรกิจ ฯลฯ เพื่อนำข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ มาปรับปรุงกรอบหลักสูตรให้มีความเหมาะสม
ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 957
5. เสนอคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา/ คณะกรรมการระดับท้องถิ่นเพื่อให้ความ
เห็นชอบองค์ประกอบสำคัญของกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น
กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น
1. เป้าหมาย/จุดเน้น:
เขตพื้นที่การศึกษาอาจกำหนเป้าหมาย/จุดเน้น ที่ต้องการให้เด่นชัดเป็นการเฉพาะ เพื่อให้
สถานศึกษาได้เล็งเห็นทิศทางในการพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่น เช่น การพัฒนาด้านการอ่านออก
เขียนได้ การคิดวิเคราะห์ เป็นต้น เป้าหมาย/จุดเน้นนั้น ควรกำหนดเป็นคุณภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้น
ในตัวผู้เรียนมิควรกำหนดในสิ่งที่ก่อให้เกิดข้อจำกัดต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับสถานศึกษา
2. สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น:
การกำหนดสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นควรกำหนดในขอบเขตประเด็นสำคัญ พร้อมทั้งมีคำ
อธิบายประกอบในแต่ละประเด็นพอสังเขป เพื่อครูผู้สอนใช้เป็นแนวทางในการจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
ในเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่น เช่น ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ เศรษฐกิจ
สังคม วิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น สภาพปัญหา และเหตุการณ์สำคัญใน
ชุมชนและสังคมนั้น ๆ รวมทั้งข้อมูลแนวโน้มการพัฒนาท้องถิ่น เป็นต้น
การจัดทำสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นอาจได้จากการวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ
เช่น วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระตามหลักสูตร
แกนกลาง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและท้องถิ่น รวมทั้งข้อมูลจากการศึกษา สำรวจสภาพ ปัญหา
การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆที่เกิดขึ้นในสังคม/ชุมชน เพื่อนำมาสังเคราะห์จัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อสถานศึกษา
ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ต่อไป
3. การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับท้องถิ่น:
ควรมีการระบุเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพผู้เรียนไว้ในกรอบหลักสูตระดับท้องถิ่น ให้
โรงเรียนต่าง ๆได้รับทราบข้อมูลว่าเขตพื้นที่การศึกษา จะจัดการประเมินคุณภาพในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ใดบ้าง ระดับชั้นใดบ้าง และประเมินเมื่อไร ด้วยวิธีการหรือเครื่องมืออะไร มีเกณฑ์การประเมิน
เป็นอย่างไรและโรงเรียน ที่มีผลการประเมินไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นต้น
การจัดทำหลักสูตรโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับท้องถิ่นนั้น สิ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน
คือ
-หลักสูตรที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับสถานศึกษาคือ“หลักสูตรสถานศึกษา”
-สิ่งที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นสามารถสอดแทรกเข้าไปในรายวิชาพื้นฐานทั้ง 8 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ได้ หรือหากสถานศึกษาเห็นว่ามีสิ่งสำคัญที่ต้องการจะเน้นและแยกสอนเป็นการเฉพาะ
เช่น การสอนจักสาน เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็สามารถเปิดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมได้ แต่ไม่ว่าจะ
เป็นลักษณะใดก็อยู่ในหลักสูตรสถานศึกษาทั้งสิ้นมิใช่แยกเป็นหลักสูตรสถานศึกษา และหลักสูตรท้อง
ถิ่นจากกัน เพราะการกระจายอำนาจให้โรงเรียนจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ก็เพื่อให้สอดคล้องกับ
สภาพและความต้องการของท้องถิ่นซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป
-กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น ที่เขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในระดับท้อง
ถิ่นจัดทำนั้นเป็นกรอบแนวทางกว้างๆ ที่ระบุเป้าหมาย/จุดเน้นของท้องถิ่น สาระการเรียนรู้หรือเรื่องต่าง
ๆ เกี่ยวกับท้องถิ่น และแนวทางการประเมินคุณภาพผู้เรียนในท้องถิ่น สถานศึกษาสามารถนำไปเป็น
แนวทางจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเหล่านั้นในฐานะที่เป็นสมาชิก
ในสังคมนั้น ๆ ในเอกสารกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นอาจนำเสนอตัวอย่างของรายวิชาเพิ่มเติมเกี่ยว
กับท้องถิ่นได้ แต่รายวิชาที่นำเสนอนั้นเป็นเพียงแนวทาง มิใช่สิ่งที่กำหนดให้โรงเรียนต้องสอน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 958
การนำหลักสูตรแกนกลางสู่การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
การนำหลักสูตรแกนกลางสู่การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
สถานศึกษามีภารกิจหลักในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตาม
ศักยภาพ สถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและดำเนินการนำหลักสูต
รสู่การปฏิบัติในการ จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องสร้างความมั่นใจ
ต่อ พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชนว่าผู้เรียนจะมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด และเกิด
สมรรถนะสำคัญ ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร เพื่อให้บรรลุเจ
ตนารมณ์ดังกล่าว สถานศึกษาจะต้องออกแบบหลักสูตรให้ครอบคลุมส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้เพื่อ พัฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงคุณภาพ
ตามมาตรฐาน อันเป็นความคาดหวังที่กำหนดไว้ร่วมกันในการพัฒนาเยาวชนทุกคนในชาติ
นอกจากนั้นหลักสูตรสถานศึกษายังต้องสอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการของชุม
ชน และท้องถิ่น เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน สามารถอยู่ในสังคมแวดล้อมได้อย่า
งมีความสุขและเกิดความรักความผูกพันในบ้านเกิดเมืองนอน มีบทบาทในการร่วมพัฒนาชุมชนกา
รนำหลักสูตรแกนกลางสู่การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาการจัดทำลักสูตรสถานศึกษาเป็นกระบวนการ
ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่าง ๆ อาทิ ฝ่ายบริหาร ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ชุมชน โดยทั่วไปนั้น
มีการดำเนินการใน 2 ส่วน คือ
1. การดำเนินการระดับสถานศึกษา: ดำเนินการโดยองค์คณะบุคคลในระดับสถาน
ศึกษาได้แก่คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ เพื่อพิจารณาจัด
ทำหลักสูตรสถานศึกษา รวมทั้งแนวปฏิบัติต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบการวัดประเมินผลการเรียน
รวมทั้งพิจารณาเกี่ยวกับเอกสารบันทึกและรายงานผลการเรียน ซึ่งต้องใช้ร่วมกันในสถานศึกษานั้น ๆ
2.การดำเนินการระดับชั้นเรียน: ดำเนินการโดยครูผู้สอนแต่ละคน ในการออกแบบ
หน่วยการเรียนรู้และจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้อง เหมาะสมกับกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งอา
จมีความแตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ครูผู้สอนรายวิชาเดียวกัน ระดับชั้นเดียวกันอาจพิจาร
ณาออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่แตกต่างกันได้ เพราะผู้เรียนที่ครูแต่ละคนรับผิดชอบนั้นอาจมีความต้อ
งการและความสามารถแตกต่างกัน ดังนั้น กิจกรรมการเรียนรู้ หรืองานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติ
สื่อการสอน หรือวิธีการวัดประเมินผลอาจต้องปรับให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม
ขั้นตอนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โดยทั่วไปนั้นดำเนินการโดยคณะกรรมการ หรือคณะทำงานซึ่ง
มีขั้นตอนการดำเนินการโดยสังเขป ดังนี้
1.แต่งตั้งคณะกรรมการ/ คณะทำงาน: คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ
ของสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน และบุคคลที่สถานศึกษาแต่ละแห่ง
พิจารณาตามความเหมาะสม
2.วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ: มีแหล่งข้อมูลสำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการ
จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา อาทิ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กรอบหลัก
สูตรระดับท้องถิ่น ข้อมูลจากการวิเคราะห์ สภาพ ปัญหา จุดเน้น ความต้องการของชุมชน และของ
สถานศึกษาแต่ละแห่ง ตลอดจนความต้องการของผู้เรียน
3.จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา: พิจารณาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาซึ่งมีองค์ประกอบ
สำคัญได้แก่ วิสัยทัศน์ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้างหลักสูตร
สถานศึกษา (เวลาเรียน รายวิชาพื้นฐาน/เพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) คำอธิบายรายวิชา และ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 959
เกณฑ์การจบหลักสูตร พร้อมกันนี้สถานศึกษาจะต้องจัดทำเอกสารระเบียบการวัดผลประเมินผล เพื่อ
ใช้ควบคู่กับหลักสูตรสถานศึกษา
4.ตรวจพิจารณาคุณภาพหลักสูตร: เมื่อจัดทำร่างหลักสูตรสถานศึกษาเสร็จเรียบร้อย
แล้วก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปในการเสนอคณะกรรมการสถานศึกษา ควรจะมีการพิจารณา
คุณภาพ ความถูกต้อง เหมาะสม โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ หรือ
การรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
5.คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบ: นำเสนอร่างเอกสารหลักสูต
รสถานศึกษา และระเบียบการวัดประเมินผล ต่อคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็น
ชอบ หากมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ ก็นำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุงร่างหลักสูต
รสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม ชัดเจนยิ่งขึ้นก่อนการอนุมัติใช้หลักสูตร เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก
คณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว ให้จัดทำเป็นประกาศหรือคำสั่งเรื่องให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้
บริหารสถานศึกษาและประธานกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้ลงนาม 6.ใช้หลักสูตรสถานศึกษา: ครูผู้
สอนนำหลักสูตรสถานศึกษาไปกำหนดโครงสร้างรายวิชาและออกแบบหน่วยการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้
เรียนให้มีคุณภาพตามเป้าหมาย
7. วิจัยและ ติดตามผลการใช้หลักสูตร: ดำเนินการติดตามผลการใช้หลักสูตรอย่างต่อ
เนื่องเป็นระยะๆ เพื่อนำผลจากการติดตามมาใช้เป็นข้อมูลพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพ
และมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
องค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา
เอกสารหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเอกสารสำคัญที่ครูจะใช้สำหรับการจัดทำหน่วยการเรียนรู้จัด
การเรียนการสอน และการประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ดังนั้นเอกสารหลักสูตรสถานศึกษาควรมีข้อมูล
ที่ชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติ องค์ประกอบที่สำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา ได้แก่
1. ส่วนนำ: ข้อมูลในส่วนนี้ช่วยให้ครูผู้สอนทราบถึงเป้าหมายโดยรวมของสถานศึกษา
ในการพัฒนาผู้เรียน เช่น วิสัยทัศน์ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตาม
หลักสูตรแก่นกลาง เป็นต้น
2. โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา: เป็นส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดรายวิชาที่
จัดสอนในแต่ละปี/ ภาคเรียน ซึ่งประกอบด้วยรายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
พร้อมทั้งจำนวนเวลาเรียน หรือหน่วยกิตของรายวิชาเหล่านั้น
3. คำอธิบายรายวิชา: ส่วนนี้เป็นรายละเอียดที่ช่วยให้ทราบว่าผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรจา
กรายวิชานั้นๆในคำอธิบายรายวิชาจะประกอบด้วยรหัสวิชาชื่อรายวิชาประเภทรายวิชา (พื้นฐาน/เพิ่ม
เติม) กลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นที่ส่อน พร้อมทั้งคำอธิบายให้ทราบว่าเมื่อเรียนรายวิชานั้นแล้วผู้
เรียนจะมีความรู้ ทักษะ คุณลักษณะหรือเจตคติอะไร ซึ่งอาจระบุให้ทราบถึงกระบวนการเรียนรู้หรือประ
สบการณ์สำคัญที่ผู้เรียนจะได้รับด้วยก็ได้รายวิชาพื้นฐานควรระบุตัวชี้วัดที่ใช้เป็นเป้าหมายในการ
พัฒนาผู้เรียน สำหรับรายวิชาเพิ่มเติมควรระบุ “ผลการเรียนรู้” กำกับไว้ด้วย เพื่อให้ทราบว่าเมื่อเรียน
จบวิชานั้นแล้วผู้เรียนจะมีคุณภาพอย่างไร
4.เกณฑ์การวัดประเมินผลและจบหลักสูตร: เป็นส่วนที่สถานศึกษากำหนดคุณสมบัติ
ของผู้ที่จะจบการศึกษาในแต่ละระดับ โดยพัฒนาเกณฑ์ดังกล่าวให้สอดคล้องสัมพันธ์กับเกณฑ์การ
จบหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลาง
การกำหนดวิสัยทัศน์ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 960
• วิสัยทัศน์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ได้กำหนดวิสัยทัศน์หลัก
สูตรไว้ในระดับชาติ เพื่อให้สถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่งใช้เป็นทิศทางในการจัด
การศึกษาของตน เพื่อพัฒนาไปสู่เป้าหมายเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากสถานศึกษามีความต้องการ
หรือจุดที่ต้องการเน้นเพิ่มเติม ก็สามารถปรับเพื่อแสดงจุดเน้นเพิ่มเติมให้ชัดเจนในวิสัยทัศน์ของสถาน
ศึกษาได้
• สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนเป็นสมรรถนะจำเป็นพื้นฐาน 5 ประการที่ผู้เรียนพึงมี ซึ่งกำหนดไว้
ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สมรรถนะเหล่านี้ได้หลอมรวมอยู่ในมาตรฐานการเรียนรู้
และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ได้
แก่
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
• คุณลักษณะอันพึงประสงค์คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแก่น
กลางนั้น เป็นคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้แก่
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. อยู่อย่างพอเพียง
3. ซื่อสัตย์สุจริต
4. มุ่งมั่นในการทำงาน
5. มีวินัย
6. รักความเป็นไทย
7. ใฝ่เรียนรู้
8. มีจิตสาธารณะ
หากวิเคราะห์มาตรฐาน/ตัวชี้วัดของหลักสูตร อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่าคุณลักษณะ
เหล่านี้ได้สอดแทรกหลอมรวมอยู่ในมาตรฐานและตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามครูผู้สอนอาจเน้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาต่าง ๆ และสามารถพัฒนา
ผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียนก็ได้ เช่นโครงการประกวดมารยาทโค
รงการยกย่องประกาศเกียรติคุณผู้ประพฤติตนดีงาม เป็นต้น โรงเรียนอาจกำหนดคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์เพิ่มเติมได้ แต่หากเห็นว่าคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่กำหนดในหลักสูตรแกนกลางครอบคลุม
คุณลักษณะที่จำเป็นเพียงพอแล้ว ก็สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดเพิ่ม
เติมอีกก็ได้
การกำหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา
องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของหลักสูตรสถานศึกษาคือโครงสร้างหลักสูตรสถานศึก
ษา ในการกำหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาควรพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้
• การกำหนดรายวิชา: หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้จัดแบ่ง
องค์ความรู้และทักษะตามมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 961
3. วิทยาศาสตร์
4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศึกษาและพลศึกษา
6. ศิลปะภาษาต่างประเทศ
7. การงานอาชีพ และเทคโนโลยี
8. ภาษาต่างประเทศ
จากโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางระดับชาติได้กำหนดโครงสร้างเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
พร้อมทั้งเวลาเรียนของแต่ละกลุ่ม สถานศึกษามีบทบาทในการนำโครงสร้างของทั้ง 8 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้(Learning areas) ไปจัดทำเป็นรายวิชา (Courses) โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับบริบท ความ
พร้อม และผู้เรียนของแต่ละสถานศึกษา
ประเภทรายวิชา
รายวิชาพื้นฐาน: เป็นรายวิชาที่เปิดสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดและ
สาระการเรียนรู้แก่นกลางที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางซึ่งเป็นสิ่งซึ่งผู้เรียนทุกคนในระดับการ
ศึกษาขั้นพื้นฐานต้องเรียนรู้
รายวิชาเพิ่มเติม:เป็นรายวิชาที่สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถเปิดสอนเพิ่มเติมจากสิ่งที่กำ
หนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง เพื่อให้สอดคล้องกับจุดเน้น ความต้องการและความถนัดของผู้เรียนหรือ
ความต้องการของท้องถิ่นโดยมีการกำหนด“ผลการเรียนรู้” เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนรายวิ
ชาเพิ่มเติมต่าง ๆ
สถานศึกษาสามารถพิจารณาเปิดสอนรายวิชาเพิ่มเติมได้ตามความพร้อม จุดเน้นของสถานศึก
ษาและเกณฑ์การจบหลักสูตรโดยอยู่ภายใต้โครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด สำหรับชื่อรายวิชาเพิ่มเติม
นั้นสามารถตั้งได้ตามความเหมาะสม
การจัดรายวิชา
ระดับประถมศึกษา
รายวิชาพื้นฐาน: การจัดรายวิชาพื้นฐานในระดับประถมศึกษาให้พิจารณาดำเนินการดังนี้
-ให้สถานศึกษาจัดรายวิชาพื้นฐานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ กลุ่มละ1 รายวิชาต่อปี
ยกเว้นกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กำหนดเป็นรายวิชา สังคมศึกษา และ
รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยรายวิชาประวัติศาสตร์ให้จัดการเรียนการสอน 40 ชั่วโมงต่อปี
-สถานศึกษาสามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตาม
ความเหมาะสมกับจุดเน้นของสถานศึกษาทั้งนี้เมื่อรวมเวลาเรียนของรายวิชาพื้นฐานทั้ง8 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้แล้วต้องมีเวลาเรียนรวม 840 ชั่วโมงต่อปี
รายวิชาเพิ่มเติม:สถานศึกษาสามารถกำหนดรายวิชาเพิ่มเติมตามความต้องการ โดยจัดเป็น
รายปี ตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด และมีการกำหนดผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ เมื่อรวม
เวลาเรียนรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติมแล้ว ไม่เกิน 1000 ชั่วโมงต่อปี
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
รายวิชาพื้นฐาน: การจัดรายวิชาพื้นฐานในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้พิจารณาดำเนินกา
รดังนี้
- สถานศึกษาสามารถจัดรายวิชาพื้นฐานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะ
สมในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้อาจจัดได้มากกว่า 1 รายวิชาในแต่ละภาค/ปี
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 962
-สถานศึกษาสามารถจัดรายวิชาพื้นฐานใน 1 ภาคเรียน ให้เรียนครบ/ ไม่ครบทั้ง 8
กลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ แต่เมื่อจบหนึ่งปีการศึกษา สถานศึกษาต้องจัดให้เรียนรายวิชาพื้นฐานครบทั้ง
8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
-กำหนดให้ 1 รายวิชามีค่าน้ำหนัก ไม่น้อยกว่า 0.5 หน่วยกิต (1 หน่วยกิตคิดเป็น 40
ชั่วโมง/ภาคเรียน) และเมื่อรวมจำนวนหน่วยกิตของรายวิชาพื้นฐานในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว
ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักร
าช 2551
-สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมให้จัดสาระประวัติ
ศาสตร์เป็นรายวิชาเฉพาะภาคเรียนละ 1 รายวิชา (0.5 หน่วยกิต) ทุกภาคเรียนรวม 6 รายวิชา (3.0
หน่วยกิต)
รายวิชาเพิ่มเติม:สถานศึกษาสามารถกำหนดรายวิชาเพิ่มเติมตามความต้องการโดยจัดเป็น
รายภาคตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด และมีการกำหนดผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้นๆเมื่อรวม
เวลาเรียนรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติมแล้ว ไม่เกิน 1200 ชั่วโมงต่อปี
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวิชาพื้นฐาน:การจัดรายวิชาพื้นฐานในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้พิจารณาดำเนินกา
รดังนี้
-สถานศึกษาสามารถจัดรายวิชาพื้นฐานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะ
สมในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้อาจจัดได้มากกว่า 1 รายวิชาโดยภายใน 3 ปี ต้องครบทุกตัวชี้วัดที่
กำหนดในกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นๆ
-กำหนดให้ 1 รายวิชามีค่าน้ำหนักไม่น้อยกว่า0.5หน่วยกิต (1 หน่วยกิตคิดเป็น 40 ชั่ว
โมง/ภาคเรียน) และเมื่อรวมจำนวนหน่วยกิตของรายวิชาพื้นฐานในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว
ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักร
าช 2551
-สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมให้จัดรายวิชาประวัติ
ศาสตร์ให้ครบ2 หน่วยกิต ภายใน3ปี
รายวิชาเพิ่มเติม:สถานศึกษาสามารถกำหนดรายวิชาเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ โดยจัด
เป็นรายภาค และมีการกำหนดผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ ทั้งนี้เมื่อรวมเวลาเรียนของรายวิชาเพิ่ม
เติมทั้งหมดแล้ว สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้น
ฐาน พุทธศักราช 2551
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) กิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมนักเรียนและ3)
กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ โดยพิจารณาจากโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนดไว้ในหลัก
สูตรแกนกลาง และเป้าหมาย/จุดเน้นของท้องถิ่น พร้อมทั้งพิจารณาความต้องการและจุดเน้นของสถาน
ศึกษา เพื่อจัดเวลาเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่ง
หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตรในส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
เพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรแกนกลางมีองค์ประกอบ
สำคัญ ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แก่นกลาง โครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน
ซึ่งระบุการจัดเวลาเรียนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเกณฑ์กลางในการ
จบหลักสูตร การจัดทำลักสูตรสถานศึกษาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของการดำเนิน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 963
การระดับสถานศึกษาและการดำเนินการระดับชั้นเรียน โดยต้องพิจารณาถึงขั้นตอนการจัดทำหลักสูต
รสถานศึกษา องค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา การกำหนดวิสัยทัศน์ สมรรถนะสำคัญของ
ผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การกำหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา ประเภทรายวิชา
และการจัดรายวิชา
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 964
การจัดการเรียนรู้และวัดประเมินผลให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญของการจัดทำหลักสูตรอิงมาตรฐาน
เพราะหน่วยการเรียนรู้จะมีรายละเอียดของเนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอนสื่อการเรียนการวัดและ
ประเมินผล ซึ่งจะนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างแท้จริง
ปรัชญาการศึกษาในยุคที่ผ่านมานั้นมักจะเน้นการสอนเนื้อหาสาระดังนั้นรูปแบบหลักสูตรการเรียนกา
รสอนในยุคก่อนจึงมีลักษณะเป็นหลักสูตรอิงเนื้อหา (Content-based curriculum) การวัดประเมิน
ผลในหลักสูตรรูปแบบนี้ก็เน้นที่การจดจำเนื้อหาให้ได้มากที่สุด และเกณฑ์การวัดประเมินผลก็กำ
หนดเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) การจัดทำหลักสูตรลักษณะนี้ให้ความ
สำคัญกับการเรียนรู้เนื้อหา และการท่องจำ
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน
ห ลั ก สู ต ร แ บ บ อิ ง ม า ต ร ฐ า น เ น้ น ก า ร อ อ ก แ บ บ ห น่ ว ย ก า ร เ รี ย น รู้ ที่ มี ม า ต ร ฐ า น เ ป็ น เ ป้ า
หมาย(Standards-based Unit) มีการกำหนดแก่นเรื่องของหน่วย (Theme) ซึ่งเอื้อต่อการหลอมรวม
เนื้อหาของศาสตร์สาขาต่าง ๆเข้าด้วยกันเป็นหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ และกำหนดงานให้ผู้เรียนปฏิ
บัติเพื่อฝึกฝนและเป็นร่องรอย สำหรับประเมินว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถถึงระดับที่กำหนดไว้เป็น
มาตรฐานหรือไม่ ดังนั้น มาตรฐานที่เป็นเป้าหมายในแต่ละหน่วยการเรียนรู้อาจมีได้หลายมาตรฐาน
และอาจมาจากหลากหลายสาขาวิชา และอาจมีทั้งมาตรฐานที่เป็นเนื้อหา มาตรฐานที่เน้นทักษะ
กระบวนการ การจัดการเรียนรู้เป็นหน่วยลักษณะนี้ เนื้อหาสาระและกิจกรรมจึงเป็นเพียงหนทาง ที่จะ
นำพาผู้เรียนไปถึงหลักชัย คือมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ผู้เรียนอาจบรรลุถึงมาตรฐานเดียวกันด้วย
เนื้อหาและวิธีการที่แตกต่างกันได้นักวิชาการ และนักพัฒนาหลักสูตรในยุคปัจจุบันเชื่อว่า หลักสูตรลัก
ษณะนี้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง
กระบวนการ และขั้นตอนการจัดทำหลักสูตรมีความยืดหยุ่น
ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนอิงมาตรฐานนั้น สามารถทำได้หลายรูปแบบเพื่อ
พัฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงเป้าหมายเดียวกัน มิได้มีการกำหนดหรือจัดลำดับขั้นตอนที่แน่นอนตายตัว
ขึ้นอยู่กับเหตุผล วัตถุประสงค์ และความจำเป็นของแต่ละบริบท เช่น อาจเริ่มต้นจากการวิเคราะห์มาตร
ฐานการเรียนรู้หรืออาจเริ่มจากการกำหนดหัวข้อ/ประเด็นปัญหาที่น่าสนใจ หรือเริ่มจากบทเรียนที่มีอยู่
เดิมแล้ว โดยเชื่อมโยงหัวข้อหรือบทเรียนนั้น ๆ ว่าสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ใดบ้าง อย่างไร
ก็ตามรูปแบบที่เป็นที่รู้จักและใช้อย่างแพร่หลายที่สุดคือการออกแบบย้อนกลับ ( Backward design )
ซึ่ ง เ ป็ น รู ป แ บ บ ห นึ่ ง ที่ ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ ด้ า น ห ลั ก สู ต ร จำ น ว น ม า ก เ ส น อ แ น ะ ว่ า เ ป็ น ก า ร อ อ ก แ บ บ ที่ มี
ประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐานโดยการเอาผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการ การออกแบบ
หลักสูตรลักษณะนี้จะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กำหนดเป็นเป้าหมายของ
หน่วยการเรียนการสอนแล้วจึงกำหนดชิ้นงานหรือภาระงานที่ต้องการให้ผู้เรียนปฏิบัติ และกำหนด
เกณฑ์ในการประเมินงานก่อนการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนการเริ่มต้นแต่ละวิธีมีทั้งข้อดีและ
ข้อจำกัดครูผู้สอนจึงควรใช้วิธีการที่หลากหลายและพิจารณาตามความเหมาะสม
แนวการจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบอิงมาตรฐาน
กระบวนการจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบอิงมาตรฐานมีความยืดหยุ่น สามารถปรับลำดับโดย
เริ่มจากจุดใดก่อน-หลังได้ตามความเหมาะสมเช่น อาจเริ่มจากการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัว
ชี้วัดและวิเคราะห์คำสำคัญในมาตรฐานและตัวชี้วัดเพื่อกำหนดสาระหลักหรือกิจกรรม หรืออาจเริ่มจาก
ประเด็นปัญหาสำคัญในท้องถิ่นหรือสิ่งที่นักเรียนสนใจแล้วจึงพิจารณาว่าประเด็นปัญหาดังกล่าวเชื่อม
โยงกับมาตรฐานข้อใดแนวทางการจัดจำหน่ายการเรียนรู้ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเพียงแนวทาง
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936