การสวดมนต์ ปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ล้วนไม่เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายและอานิสงส์ อันแท้จริงแห่งการสวดมนต์ภาวนา บางบุคคลก็อาจเข้าใจว่าเป็นการเสริมมงคล แก่ตนเองเพื่อตนจะได้ประสพแต่สิ่งที่ดีที่พึงใจโดยส่วนเดียวบ้าง บางบุคคลก็ อาจเข้าใจว่า เพื่อมิให้อันตรายต่างๆ นั้นย่างกรายมาสู่ตนเองบ้าง บางบุคคลก็ อาจเข้าใจว่าเป็นการเสริมดวง, สิริมงคล, ขอพรเพื่อให้สมหวังในสิ่งที่หวัง ทำนองเดียวกับการบนบาน, การแก้บน หรือแม้กระทั่งจะเป็นการเรียกขวัญ กำลังใจก็ตาม นั้นเป็นความเห็นเบื้องต้นที่ไม่ควรเลย กับบุคคลที่เรียกตนเองว่า เป็นชาวพุทธ ด้วยเหตุนี้ผู้จัดทำมีความประสงค์ให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ทราบ และเข้าใจอานิสงส์แท้จริงเป็นอย่างไร โดยจะลำดับความละเอียดดังต่อไปนี้. การสวดมนต์นั้น เบื้องต้นที่เป็นจุดประสงค์หลัก คือ ทำให้ผู้ที่กำลังสวดมนต์ ในขณะนั้นๆ กระทำความรู้สึกเฉพาะตน ระหว่างความคิดและตัวหนังสือ ให้สัมพันธ์กันตลอดโดยจดจ่อมิให้เผลอสติเพราะถ้าหากผู้สวดเผลอสติแม้แต่น้อย ก็อาจจะทำให้สวดผิดได้ ดังนี้จึงเป็นการฝึกสติตนเองในระหว่างการสวดมนต์ ขณะนั้นๆ จัดเป็นอานิสงส์ภายในประการหนึ่ง การสวดมนต์ดังกล่าวในประการก่อน หากแต่ผู้สวดมีความมั่นคงมากขึ้น พึงยินดีที่จะกระทำต่อเนื่องได้นานขึ้น ไม่วอกแวกมากขึ้น ดังนี้เป็นการยังสมาธิ แห่งบุคคลนั้นๆ ได้ต่อเนื่องขึ้น เช่นนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายในอีกประการหนึ่ง การสวดมนต์นี้ถึงแม้หลายบุคคลมิเข้าใจในความหมายเพราะตัวบทเป็นภาษา บาลี ถึงแม้กระนั้นผู้ที่สวดมนต์ยังมีความยินดี มีความอิ่มเอิบใจและเข้าใจ เบื้องต้นว่า ตนกระทำสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ควร ในขณะที่ระลึกถึงแล้ว ย่อมส่งผล ให้ผู้ที่ระลึกได้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่มีทิศทางไปที่ควรยินดีว่าเคยกระทำในสิ่งที่ ไม่ส่งผลไปในทางเดือดร้อนใจภายหลัง เพียงเท่านี้ก็จัดเป็นอานิสงส์ภายในอีก ประการหนึ่ง
ผู้ที่สวดมนต์บ่อยขึ้น มีความสนใจ มีความยินดี ย่อมส่งผลให้ทรงจำในบท สวดมนต์ได้ ตั้งแต่น้อยไปจนมากตามแต่กำลังความสามารถของตน ส่วนนี้ย่อม ทำให้เป็นผู้มีเครื่องระลึกในขณะที่ใจขุ่นมัว กังวล หรือ กำลังจะนึกคิดถึงเรื่องที่ ไม่เป็นประโยชน์ เช่นนี้ก็จัดเป็นอานิสงส์ภายในอีกประการหนึ่ง ต่อมาหากแต่ผู้ที่สวดมนต์นั้นเริ่มเข้าใจในคำแปล และพยายามกระทำใน ความหมายนั้นๆ เปรียบได้เท่ากับว่า การนึกคิดนั้นๆ เป็นการสาธยายธรรมแก่ตน อยู่เนืองๆ โดยใช้ความหมายเหล่านี้หักห้ามใจตน เมื่อต้องเจอสิ่งใดๆ ที่มากระทบ จิตใจ เพียงเช่นนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายในอีกประการหนึ่ง ผู้สวดมนต์ที่เริ่มเข้าใจความหมายบทสวดมนต์บ้างแล้วและผู้นั้นได้หมั่นทำ ภายในใจต่อไปเรื่อยๆ ย่อมจะมีการพิจารณา,สาธยายอรรถธรรมแก่ตนเพื่อเพิ่มพูน ความรู้ความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้น เช่นนี้จัดเป็นการฝึกใช้ปัญญาพิจารณาทำให้เป็นผู้ที่มี ความรู้สึกทันในอารมณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ( พึงระวังใจตนไว้ เมื่อผู้ที่หมั่นพิจารณา บ่อยๆ มักเข้าใจว่าตนเองนั้นมีปัญญามากพอ มิควรเข้าใจในทางที่ว่าตนเองนั้นมี ปัญญาดียิ่งกว่าบุคคลอื่นหรือคอยดูแคลนบุคคลอื่น ซึ่งมีความสามารถไม่เท่าตน หมั่นสำรวจความเห็นตนเองไม่ให้ดำเนินไปในทิศทางที่ทำให้ตนเองมีความรู้สึก อึดอัดใจหรือกระทบผู้อื่นมิได้) ดังนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายในอีกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลมีปัญญาที่ละเอียดขึ้น มีเครื่องระลึกอยู่เป็นนิจ ยินดีซึ่งการกระทำ แห่งตนในทิศทางนี้ ย่อมส่งผลในทิศทางที่ทำให้กิเลสอาสวะในตนเบาบางลงไป ตั้งแต่น้อยไปจนถึงที่สุดได้ นี้แลจัดเป็นอานิสงส์ภายในอย่างสูงสุด. ( ผู้พิมพ์ จัดพิมพ์เฉพาะคำไทย - บาลี หากใช้อักษรบาลี หลายบุคคลจะอ่านยาก และที่ไม่ลงคำแปลด้วย เพราะจะทำให้ขนาดเล่มหนาขึ้นมากอีกทั้งแต่ละสำนักนั้น มีวิธีแปลไทยได้ไม่เหมือนกันไม่ตรงกันนัก ผู้ที่ต้องการศึกษาควรหาคำแปลซึ่ง มีอยู่มากทาง internet เช่น www.84000.org เป็นต้น )
ทางผู้จัดทำมุ่งเน้นให้บุคคลเข้าใจในอานิสงส์ภายในก็จริงอยู่ แต่จะไม่กล่าวถึง อานิสงส์ภายนอกเลยก็มิได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีควบคู่กันไป เพียงแต่บุคคลทั่วไปนั้น ย่อมไม่ทราบทั่วถึงแจ่มแจ้งดีนัก ซึ่งอานิสงส์ภายนอกนั้นก็ไม่พึงเกิดขึ้นแก่บุคคล ทุกจำพวก แต่กลับเกิดขึ้นแก่บุคคลบางจำพวกเท่านั้นตามแต่เหตุเฉพาะตน. การสวดมนต์โดยออกเสียงนั้น ย่อมทำให้ผู้อื่นที่ได้ประสบ หรือได้ยินได้ฟังนั้น ( บุคคลที่ได้ยินได้ฟังมักจะมีความเข้าใจเบื้องต้นว่า การสวดมนต์นั้นเกี่ยวข้องกับ การประพฤติ ปฏิบัติในทิศทางที่ดี ) เกิดความเกรงใจ และ วางใจในบุคคลที่ สวดมนต์นั้นในระดับหนึ่ง เช่นนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายนอกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลที่ได้ฟังนั้นเป็นผู้ที่สนใจใฝ่ในทางเดียวกันนี้ด้วยแล้ว ก็อาจจะนำพา มาซึ่งความเป็นสหธรรมมิกช่วยเหลือเกื้อกูล ประคับประคองไปทิศทางเดียวกันต่อไป เพื่อผลทางจิตใจ เช่นนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายนอกประการหนึ่ง การสวดมนต์โดยปกตินั้นย่อมทำให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังเกิดความสงบร่มเย็นใจ ( แม้ภพนี้ หรือภพอื่นๆ ก็ตาม ) ดังนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายนอกประการหนึ่ง เมื่อผู้ใดที่มีความไม่สงบใจ หรือมีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น แต่ผู้นั้นเคยได้ยินได้ฟัง บทสวดมนต์มาบ้าง คือ พระสูตรต่างๆ และพอจะเข้าใจความหมายมาบ้างแล้ว ผู้นั้นได้กระทำการพิจารณาตามจนระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านได้ ย่อมเกิดปีติปราโมทย์ แก่บุคคลนั้นได้ อย่างนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายนอกประการหนึ่ง ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังบางบทสวดมนต์ที่ตนไม่เคยรู้จัก แต่บุคคลนั้นเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ สนใจต่อการปฏิบัติ ย่อมเข้ามาไต่ถามเพื่อเพิ่มพูนแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เช่นนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายนอกอีกประการหนึ่ง ผู้ที่เข้าใจในความหมายบทสวดมนต์( แม้ในภพนี้ หรือภพอื่นๆ ก็ตาม ) เมื่อได้ฟังแล้วมีการพิจารณาตามจนกระทั่งถอดถอนกิเลสอาสวะแม้เพียงเล็กน้อย ไปจนถึงที่สุดได้ ประการนี้จัดเป็นอานิสงส์ภายนอกอย่างสูงสุด.
บุคคลควรกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ในขณะที่ตนยังสามารถกระทำได้ การฝึกท่องมนต์ในใจนั้น หากแต่คฤหัสถ์ผู้ใฝ่ในประโยชน์ย่อมเห็นผลในที่สุด เปรียบเปรยดั่งผู้ที่ฝักใฝ่ในการดูหนังละคร ฟังเพลง หรือสิ่งรื่นเริงต่างๆ สิ่งเหล่านั้น ถึงแม้จะทำให้ผู้ที่เสพประสบสุขได้บ้างก็จริง แต่ในทางกลับกันก็ย่อมทำให้ผู้เสพมีความ โหยหารำพึงถึงสิ่งเหล่านั้นอยู่ตลอด เท่ากับว่าจิตใจของผู้นั้นต้องการจะเสพแต่สิ่งนั้นๆ จิตใจผู้นั้นก็จะจดจำแต่เรื่องเหล่านั้นอยู่ตลอด ก็ต่อเมื่อถึงเหตุที่สุด วาระสุดวิสัยต่างๆ ย่างกรายมาถึงบุคคลเหล่านั้น แต่กลับหาประโยชน์ใดๆ มิได้เลยจากสิ่งที่ตนเองนั้น ได้เสพได้จดจำมา กล่าวคือ บุคคลควรจะฝึกฝนสิ่งที่เป็นประโยชน์ไว้บ้าง ถึงแม้บุคคล เหล่านั้นจะมิได้ปรารถนาทางพ้นทุกข์ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ฝึกฝนจิตใจ ตนเองให้ได้ประสพสุขเพื่อเป็นทุนในภายภาคหน้าไว้บ้าง มิควรมองข้ามเลย หนังสือเล่มนี้ พระจักรพันธ์ อโสโก ( ผู้จัดทำและเรียบเรียงเองทั้งหมด ) ใช้อักษรคำอ่านบาลีเพื่อให้สะดวกต่อการอ่าน ผู้จัดทำและพระวัดพิชัยพัฒนาราม ( เขาน้อยสามผาน จ.จันทบุรี ) ได้ร่วมกันตรวจทานอย่างละเอียดโดยอักขระและ พยัญชนะ เพื่อให้เนื้อความบทสวดออกมาสมบูรณ์ที่สุด หากแต่มีจุดบกพร่องหรือ ประการใด ทางผู้จัดทำขอน้อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ท้ายที่สุดนี้ ผู้จัดทำขออนุโมทนาทุกบุคคลที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนหนังสือนี้ และผู้ที่ตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติในทางที่ควร เพื่อท่านเหล่านั้นจักเป็นผู้หนึ่งที่เข้าใจถึง ประโยชน์และแก่นแท้ในพุทธศาสนานี้ เพื่อที่จะสามารถเป็นประโยชน์แก่ตนเองและ ชนรุ่นหลังต่อไป.
สารบัญ สวดมนต์เช้า นมัสการพระรัตนตรัย ๑ บทขมาพระรัตนตรัย ๒ ปุพพะภาคะนะมะการะ ๒ พุทธาภิถุติ ๒ ธัมมาภิถุติ ๓ สังฆาภิถุติ ๓ ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา ๔ สังเวคะปะริทีปะกะปาฐะ ๕ ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐะ ๖ สวดมนต์ค ่า นมัสการพระรัตนตรัย ๗ บทขมาพระรัตนตรัย ๘ ปุพพะภาคะนะมะการะ ๘ พุทธานุสสะติ ๘ พุทธาภิคีติ ๙ ธัมมานุสสะติ ๑๐ ธัมมาภิคีติ ๑๐ สังฆานุสสะติ ๑๑ สังฆาภิคีติ ๑๑ ชุมนุมเทวดา ๑๒ ปุพพะภาคะนะมะการะ ๑๓ สะระณะคะมะนะปาฐะ ๑๓ สัจจะกิริยาคาถา ๑๓
มะหาการุณิโกนาโถติอาทิกาคาถา ๑๔ เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะริทีปิ กาคาถา ๑๔ ขึ้น -แรม ๑ ค ่า นะมะการะสิทธิคาถา ( โย จักขุมา ) ๑๕ นะโมการะอัฏฐะกะ ( นะโม ๘) ๑๖ มังคะละสุตตัง ( มงคลสูตร ) ๑๖ - ๑๗ ระตะนะสุตตัง ( ยานีธะ -ยังกิญจิ ) ๑๘ - ๒๑ กะระณียะเมตตะสุตตัง ๒๒ ขันธะปะริตตัง ( วิรูปักเข ) ๒๓ อะภะยะปะริตตัง ( ยันทุน ) ๒๓ เกณิยานุโมทะนาคาถา ( อัคคิ หุตตัง ) ๒๔ อุณหิสสะวิชะยะคาถา ( อัตถิ อุณหิสสะ ) ๒๔ ขึ้น -แรม ๒ ค ่า สัมพุทเธ ๒๕ อาฏานาติยะปะริตตัง ( วิปัสสิสสะ ) ๒๖ - ๒๙ โมระปะริตตัง ( อุเทตะยัญ ) ๓๐ อังคุลิมาละปะริตตัง ( โพชฌังโค ) ๓๐ - ๓๑ วัฏฏะกะปะริตตัง ( อัตถิ โลเก ) ๓๑ มัจฉะราชะจะริยาคาถา ( สัจจะ พญาปลาช่อน ) ๓๒ ขึ้น -แรม ๓ ค ่า ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง ( ธรรมจักร ) ๓๓ - ๓๖ สาราณียะธัมมะสุตตัง ( สาราณีย์ ๖) ๓๗ - ๓๘ กาละทานะสุตตะคาถา ( กาเล ทะทันติ ) ๓๘
ขึ้น -แรม ๔ ค ่า อะนัตตะลักขะณะสุตตัง ๓๙ - ๔๒ นิธิกัณฑะสุตตะคาถา ( นิธิง นิเธติ ) ๔๒ - ๔๔ สังคะหะวัตถุคาถา ( ทานัญจะ ) ๔๔ ขึ้น -แรม ๕ ค ่า อาทิตตะปะริยายะสุตตัง ๔๕ - ๔๗ สะติปัฏฐานะปาโฐ ๔๘ - ๔๙ วิหาระทานะคาถา ( สีตัง อุณหัง ) ๕๐ ขึ้น -แรม ๖ ค ่า โอวาทะปาฏิโมกขาทิปาโฐ ( ขันตี ปะระมัง + ไตรสิกขา ) ๕๑ - ๕๓ สีลุทเทสะปาฐะ ( ภาสิตะมิทัง ) ๕๔ ตายะนะคาถา ( ฉินทะ โสตัง ) ๕๔ โมกขุปายะคาถา ( สัพพะวัตถุตตะมัง นัตวา ) ๕๕ - ๕๖ อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา ๕๖ ขึ้น -แรม ๗ ค ่า มัคคะวิภังคะสุตตัง ( แจง มรรค ๘ ) ๕๗ - ๕๙ อัฏฐังคิกะมัคคะคาถา ( มัคคานัฏฐังคิโก ) ๕๙ ธัมมะคาระวาทิคาถา ( เย จะ อะตีตา สัมพุทธา ) ๖๐ - ๖๑ โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา ( อายุโท ) ๖๑ สุขาภิยาจะนะคาถา ( ยัง ยัง เทวะ ) ๖๒ ขึ้น -แรม ๘ ค ่า มะหาสะมะยะสุตตัง ( มหาสมัย ) ๖๓ - ๗๑ เทวะตาภิสัมมันตะนะคาถา ( ยานีธะ อีกแบบ ) ๗๒
ขึ้น -แรม ๙ ค ่า คิริมานันทะสุตตะปาโฐ ( สัญญา ๑๐ ) ๗๓ - ๗๗ เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา ( ยัสมิง ปะเทเส ) ๗๗ ระตะนัตตะยัปปะภาวาภิยาจะนะคาถา ๗๘ ขึ้น -แรม ๑๐ ค ่า ธะชัคคะปะริตตัง ( ธงชัย ) ๗๙ - ๘๑ ถวายพรพระ ( อิติปิ โส - สุปะฏิปันโน ) ๘๑ พุทธชัยมงคลคาถา ( พาหุงฯ ) ๘๒ - ๘๓ ชัยมงคลคาถา ( มหากาฯ ชะยันโต ) ๘๔ นักขัตตะยักขะภูตานัง ๘๔ ชินบัญชร ๘๕ - ๘๖ ระตะนัตตะยานุภาวาทิคาถา (ระตะนัตตะยา ) ๘๖ ขึ้น -แรม ๑๑ ค ่า มงคลจักรวาลใหญ่ ๘๗ จุลชัยมงคลคาถา ( ไชยน้อย นะโม เม ) ๘๘ - ๙๐ มงคลจักรวาลน้อย ๙๐ ขึ้น -แรม ๑๒ ค ่า แจงพระวินัย ( ปฐมบัญญัติ ) ๙๑ พระสูตร ๙๒ อภิธรรม ๗ คัมภีร์ ๙๒ - ๙๔ บังสุกุลตาย ๙๕ ธัมมะสังคะณีมาติกาปาฐะ ( มาติกา ) ๙๕ - ๙๖ วิปัสสะนาภูมิ ๙๗ - ๙๘ บังสุกุลเป็ น ๙๘ ติโรกุฑฑะกัณฑะสุตตะคาถา ( อทาสิเม บทเต็ม ) ๙๙ - ๑๐๐
อาทิยะสุตตะคาถา ( ภุตตา โภคา ) ๑๐๐ ขึ้น -แรม ๑๓ ค ่า ปัพพะโตปะมะคาถา ( ยะถาปิ เสลา ) ๑๐๑ อะริยะธะนะคาถา ( ยัสสะ สัทธา ) ๑๐๑ ธัมมะนิยามะสุตตัง ๑๐๒ ติลักขะณาทิคาถา ( ไตรลักษณ์ ) ๑๐๓ ภัทเทกะรัตตะคาถา ( อะตีตัง ) ๑๐๔ ติอุทานะคาถา ( พุทธะอุทาน ) ๑๐๔ พระสหัสสะนัย ๑๐๕ - ๑๐๘ ขึ้น -แรม ๑๔ ค ่า สวดธาตุ ทิพย์มนต์คาถาท่านพ่อลี ธัมมะธะโร ๑๐๙ - ๑๑๑ ขึ้น -แรม ๑๕ ค ่า บทเมตตาหลวง ( เมตตาใหญ่ ) ๑๑๒ - ๑๑๓ วิธีสวดเมตตาหลวง ๑๑๔ ช่วงท้ายสวดมนต์ เทวะตาอุยโยชะนะคาถา ( ทุกขัปปัตตา ) ๑๑๕ อะตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐะ ( อัชชะ มะยา ) ๑๑๕ - ๑๑๖ ๑. อะภิณหะปัจจะเวกขณะปาฐะแปล ( ชะรา ธัมโม ) ๑๑๖ - ๑๑๗ ๒. พิจารณากาย แปล ( อะยัง โข เม กาโย ) ๑๑๘ - ๑๑๙ ๓.๑ ปะกิณณะกะคาถา แปล ( อุปะนียะติ โลโก ) ๑๑๙ ๓.๒ ภาระสุตตะคาถา แปล ( ภาราหะเว ) ๑๒๐ ๓.๓ คารวะคาถา แปล ( สัตถุ คะรุ ) ๑๒๐ ๔. ทะสะธัมมะสุตตัง แปล ( ธรรม ๑๐ ประการ ) ๑๒๑ - ๑๒๒ ๕. นมัสการรอยพระบาท แปล ( วันทามิ พุทธัง ) ๑๒๓ - ๑๒๔ ๖. ปัตติทานะคาถา แปล ( ปุญญัสสิ ทานิ ) ๑๒๕ - ๑๒๖
๗. บทปลงสังขาร ๑ ( มนุษย์เราเอ๋ย ) ๑๒๗ - ๑๒๘ ๘. บทปลงสังขาร ๒ ( สังขารร่างกาย ) ๑๒๘ - ๑๒๙ บทแผ่เมตตา ๑. จะตุรัปปะมัญญาปาโฐ ( อัปปะมัญญา ๔ ) ๑๓๐ ๒. ปัตติทานะคาถา ๑ ( ยา เทวะตา ) ๑๓๑ ๓. ปัตติทานะคาถา ๒ ( ปุญญัสสิทานิ ) ๑๓๒ ๔.อุททิสสะนาธิฏฐานะคาถา (กรวดน ้ า อิมินา ) ๑๓๓ ๕. พรหมวิหารผรณา ( อะหัง สุขิโต ) ๑๓๔ อุทิศส่วนกุศล ( สัพเพ สัตตา ) ๑๓๔ อนุโมทนาพิธี ยถา สัพพี ๑๓๕ สังคะหะวัตถุคาถา ( ทานัญจะ ) ๑๓๕ อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา ( อัคคะโต เว ) ๑๓๖ มงคลจักรวาลน้อย ๑๓๖ ท้าย ติโรกุฑฑะกัณฑะสุตตะคาถา ( อะทาสิ เม ) ๑๓๗ อาทิยะสุตตะคาถา ( ภุตตา โภคา ) ๑๓๗ อะริยะธะนะคาถา ( ยัสสะ สัทธา ) ๑๓๘ เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา ( ยัสมิง ) ๑๓๘ โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา ( อายุโท ) ๑๓๘ กาละทานะสุตตะคาถา ( กาเล ทะทันติ ) ๑๓๙ วิหาระทานะคาถา ( สีตัง อุณหัง ) ๑๓๙ โส อัตถะลัทโธ( โส สา เตฯ ) ๑๔๐ เกณิยานุโมทะนาคาถา ( อัคคิ หุตตัง ) ๑๔๐ สิทธะ มัตถุ ๑๔๐ ระตะนัตตะยานุภาวาทิคาถา ๑๔๑ ท้ายรตนสูตร ( ยานีธะ ภูตา ) ๑๔๑
ลำดับและขั้นตอนการสวดมนต์ โดยทั่วไปแล้วบุคคลที่มีความประสงค์จะสวดมนต์อาจสงสัยเกี่ยวกับ ลำดับขั้นตอนการสวดมนต์ว่าควรจะสวดอย่างไร บทไหนก่อน หรือหลังสามารถ สลับกันได้ไหม หรือถ้าหากตนมีเวลาไม่มากนักอยากจะสวดแค่ย่อๆ ได้แค่ไหน สามารถทำได้ไหม โดยแท้จริง การสวดมนต์หรือแม้กระทั่งระลึกบทสวดมนต์ในใจนั้น หากแต่เข้าใจว่าเป็นการสำรวมระวังใจตน พึงประสงค์ที่จะสวดบทไหนก่อนหลัง ก็ตามที่ตนถนัด ถึงแม้กระนั้นจะเรียกว่าจะไม่มีแบบแผนแบบฉบับอะไรเลยก็มิได้ โดยสามารถแจงคร่าวๆ ได้ดังนี้ สวดมนต์เช้า หน้า ๑ - ๖ จะใช้เวลาโดยประมาณ ๑๐ - ๑๕ นาทีโดยช่วงเช้าหลายบุคคล จำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมตัวในกิจการงาน การสวดมนต์ช่วงเช้าจึงกระชับ แต่หาก ประสงค์จะสวดมากขึ้น มักจะนิยมสวดจำพวกบทมงคลทั้งหลายเพื่อให้เป็นการ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยในระหว่างวัน สวดมนต์ค่ำ โดยปกติทั่วไป จะใช้เวลาสวดมนต์ค่ำประมาณ ๔๐ - ๕๐ นาทีโดยเริ่มจาก ต้นบทหน้า ๗ - ๑๔ ( ประมาณ ๑๕ - ๑๗ นาที ) จากนั้น จะเป็นช่วงกลาง โดยผู้จัดทำแบ่งเป็น ๑๕ ช่วง ( ๑ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ ) โดยสวดเรียงไปตามลำดับวัน โดยเฉลี่ยช่วงกลางนี้จะใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีหลังจากจบช่วงกลาง จะเข้าสู่ช่วงท้ายบท จำพวกบทพิจารณา หน้า ๑๑๕ เป็นต้นไป โดยผู้สวดนั้น สามารถเลือกสวดบทพิจารณาตามแต่ตนต้องการ ๑ - ๒ บท แต่ถ้าหากผู้ที่สวดนั้น ประสงค์จะสวดบทใดก็ได้ตามแต่ผู้สวดต้องการสวดจนพอใจ ลำดับสุดท้ายจะเป็นหมวดแผ่เมตตา จะเลือกสวดบทไหนก็ได้ สามารถใช้แทนกันได้
จากนี้จะยกตัวอย่างพอเป็นแนวทาง เช่น ปัจจุบัน ขึ้น ๑ ค่ำ โดยเริ่มต้นจาก หน้า ๗ - ๑๔ จากนั้น ๑ ค่ำ หน้า ๑๕ - ๒๔ จากนั้น เปิดท้ายบทหน้า ๑๑๕ - ๑๑๖ และบทพิจารณา ๑ และ ๒ หน้า ๑๑๖ - ๑๑๙ และบทแผ่เมตตา ๑ หน้า ๑๓๐ หากปัจจุบัน ขึ้น ๒ ค่ำ โดยเริ่มจาก หน้า ๗ - ๑๔ จากนั้น ๒ ค่ำ หน้า ๒๕ - ๓๒ เปิดท้ายบทหน้า ๑๑๕ - ๑๑๖ และบทพิจารณา ๓ ๑๑๙ - ๑๒๐ และแผ่เมตตา ๒, ๕ หน้า ๑๓๑ และ ๑๓๔ ( หากแต่ผู้สวดเป็น คฤหัสถ์พึงข้ามหน้า ๑๑๕ - ๑๑๖ ก็ได้ ) ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวในเบื้องต้นนั้น ก็มิได้ตายตัวแก่ทุกบุคคลแต่อย่างใด โดยบางบทที่ได้จัดเรียงไว้ให้ บางบุคคลอาจจะไม่ถนัดเพราะยาวบ้าง หรือเพราะสะกดยากบ้าง ผู้ที่มีความตั้งใจจริงควรจะหัดท่องหรือสะกดในคำที่ยาก เหล่านั้นเพื่อที่เวลาสวดจริงจะได้ลื่นไหล ทั้งนี้ข้าพเจ้ามั่นใจว่าไม่เกินกำลังความสามารถของแต่ละบุคคลที่ตั้งใจจริง ท้ายที่สุดนี้ บุคคลพึงประสงค์ที่จะสวดบทใด เพิ่ม, ลด หรือชอบบทใดเป็นพิเศษ พึงสวดตามใจตนประสงค์เถิด
~ ๑ ~ ต้น บท เช้า • สวดมนต์เช้า • นมัสการพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองชอบ. ตัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทกราบไหว้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ( กราบ ) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมที่พระผู้มีพระภาค ตรัสดีแล้ว. ตัง ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการกราบไหว้พระธรรมนั้น. ( กราบ ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคที่ท่านปฏิบัติดีแล้ว. ตัง สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมกราบไหว้พระสงฆ์นั้น. ( กราบ )
~ ๒ ~ ต้น บท เช้า บทขมาพระรัตนตรัย อุกาสะ, ท๎วารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต, วันทามิ ภันเต เจติยัง, สัพพัง สัพพัตถะ ฐาเน, สุปะติฏฐิตัง สารีรังกะธาตุง, มะหาโพธิง พุทธะรูปัง, สักการัตถัง, อะหัง วันทามิ ธาตุโย, อะหัง วันทามิ สัพพะโส, อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง, อะหัง วันทามิ สัพพะทา, พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต, ธัมมะปูชา มะหัปปัญโญ, สังฆะปูชา มะหาโภคาวะโห, พุทธัง ธัมมัง สังฆัง, ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง, พุทโธ ธัมโม สังโฆ ธาเรตุ. ปุพพะภาคะนะมะการะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ. ( ๓ หน ) พุทธาภิถุติ โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิสัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา; โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพ๎รัหมะกัง, สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัต๎วา ปะเวเทสิ, โย ธัมมัง เทเสสิอาทิกัล๎ยาณัง มัชเฌกัล๎ยาณัง ปะริโยสานะกัล๎ยาณัง, สาตถัง สะพ๎ยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พ๎รัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ. ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ. ( กราบ )
~ ๓ ~ ต้น บท เช้า ธัมมาภิถุติ โย โส ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ; ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง ธัมมัง สิริสา นะมามิ. ( กราบ ) สังฆาภิถุติ โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ; ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ. ( กราบ )
~ ๔ ~ ต้น บท เช้า ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว, โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน, โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก, วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง. ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน, โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก, โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน, วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง. สังโฆ สุเขตตาภ๎ยะติเขตตะสัญญิโต, โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก, โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส, วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง. อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา.
~ ๕ ~ ต้น บท เช้า สังเวคะปริทีปะกะปาฐะ อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต, มะยันตัง ธัมมัง สุต๎วา เอวัง ชานามะ, ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิวิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, เสยยะถีทัง, รูปูปาทานักขันโธ, เวทะนูปาทานักขันโธ, สัญญูปาทานักขันโธ, สังขารูปาทานักขันโธ, วิญญาณูปาทานักขันโธ, เยสัง ปะริญญายะ, ธะระมาโน โส ภะคะวา, เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ, เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี, พะหุลา ปะวัตตะติ, รูปัง อะนิจจัง, เวทะนา อะนิจจา, สัญญา อะนิจจา, สังขารา อะนิจจา, วิญญาณัง อะนิจจัง, รูปัง อะนัตตา, เวทะนา อะนัตตา, สัญญา อะนัตตา, สังขารา อะนัตตา, วิญญาณัง อะนัตตา, สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ, เต มะยัง ( สตรีพึงว่า ตา ), โอติณณาม๎หะ ชาติยา ชะรามะระเณนะ, โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ, ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา, อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ. * ภิกษุ สามเณรพึงว่าต่อ * * จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง, สัทธา อะคารัส๎มา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, ตัส๎มิง ภะคะวะติพ๎รัหมะจะริยัง จะรามะ, ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา ( สามเณรพึงเว้น ), ตัง โน พ๎รัหมะจะริยัง, อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.
~ ๖ ~ ต้น บท เช้า ** คฤหัสถ์พึงว่าต่อ ** ** จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ, อะนุปะฏิปัชชามะ, สา สา โน ปะฏิปัตติ, อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐะ ปะฏิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง. ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เนวะ ท๎วายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุปะระติยา พ๎รัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาต๎รา จะ เม ภะวิสสะติอะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ. ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง. ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพ๎ยาปัชฌะปะระมะตายาติ.
~ ๗ ~ ต้น บท ค่ำ • สวดมนต์ค ่า • นมัสการพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองชอบ. ตัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทกราบไหว้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ( กราบ ) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมที่พระผู้มีพระภาค ตรัสดีแล้ว. ตัง ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการกราบไหว้พระธรรมนั้น. ( กราบ ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคที่ท่านปฏิบัติดีแล้ว. ตัง สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมกราบไหว้พระสงฆ์นั้น. ( กราบ )
~ ๘ ~ ต้น บท ค่ำ บทขมาพระรัตนตรัย อุกาสะ, ท๎วารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต, วันทามิ ภันเต เจติยัง, สัพพัง สัพพัตถะ ฐาเน, สุปะติฏฐิตัง สารีรังกะธาตุง, มะหาโพธิง พุทธะรูปัง, สักการัตถัง, อะหัง วันทามิ ธาตุโย, อะหัง วันทามิ สัพพะโส, อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง, อะหัง วันทามิ สัพพะทา, พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต, ธัมมะปูชา มะหัปปัญโญ, สังฆะปูชา มะหาโภคาวะโห, พุทธัง ธัมมัง สังฆัง, ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง, พุทโธ ธัมโม สังโฆ ธาเรตุ. ปุพพะภาคะนะมะการะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ. ( ๓ หน ) พุทธานุสสะติ ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัล๎ยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต. อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิสัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.
~ ๙ ~ ต้น บท ค่ำ พุทธาภิคีติ พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต, สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต, โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร, วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง. พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง. พุทธัสสาหัส๎มิ ทาโส ( สี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร, พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม. พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, วันทันโตหัง ( ตี) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน. พุทธัง เม วันทะมาเนนะ ( นายะ ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. ( หมอบกราบลงว่า ) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, พุทโธ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ. * สตรีพึงสวดในวงเล็บ
~ ๑๐ ~ ต้น บท ค่ำ ธัมมานุสสะติ ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. ธัมมาภิคีติ ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย, โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท, ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง. ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง. ธัมมัสสาหัส๎มิ ทาโส ( สี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร, ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม. ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, วันทันโตหัง ( ตี) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน. ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ ( นายะ ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. ( หมอบกราบลงว่า )
~ ๑๑ ~ ต้น บท ค่ำ กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, ธัมโม ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. สังฆานุสสะติ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิอัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ. สังฆาภิคีติ สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต, โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ, สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต, วันทามะหัง ตะมะริยานะ คะณัง สุสุทธัง. สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง. สังฆัสสาหัส๎มิทาโส ( สี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร, สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม. สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
~ ๑๒ ~ ต้น บท ค่ำ วันทันโตหัง ( ตี) จะริสสามิ สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน. สังฆัง เม วันทะมาเนนะ ( นายะ ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. ( หมอบกราบลงว่า ) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, สังโฆ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. ชุมนุมเทวดา * สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง, ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ, ** ผริต๎วานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา, อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ. *** สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัต๎ราคัจฉันตุ เทวะตา, สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง. สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน, ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุม๎หิ เขตเต, ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา, ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ. ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา, ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา, ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา.
~ ๑๓ ~ ต้น บท ค่ำ ปุพพะภาคะนะมะการะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ. ( ๓ หน ) สะระณะคะมะนะปาฐะ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. สัจจะกิริยาคาถา นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม ( เต ) โหตุ สัพพะทา. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม ( เต ) โหตุ สัพพะทา. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม ( เต ) โหตุ สัพพะทา. * สวดให้ผู้อื่นพึงใช้ เต
~ ๑๔ ~ ต้น บท ค่ำ มะหาการุณิโกนาโถติอาทิกาคาถา มะหาการุณิโก นาโถ อัตถายะ สัพพะปาณินัง, ปูเรต๎วา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ มา โหนตุ สัพพุปัททะวา. มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง, ปูเรต๎วา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ มา โหนตุ สัพพุปัททะวา. มะหาการุณิโก นาโถ สุขายะ สัพพะปาณินัง, ปูเรต๎วา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ มา โหนตุ สัพพุปัททะวา. เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะริทีปิ กาคาถา พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ, อารามะรุกขะเจต๎ยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา. เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง, เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ. โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต. จัตตาริ อะริยะสัจจานิ สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ. ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง, อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง ทุกขูปะสะมะคามินัง. เอตัง โข สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง, เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะตีติ.
หมวดที่ ๑ พระปริตร ความหมายของคำว่า พระปริตร ( บาลีว่า ปริตฺตํ ) นั้นแปลให้เข้าใจง่ายๆ ว่า การคุ้มครอง หรือ ป้องกันภัย โดยปัจจุบันมักจะใช้ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญตามสถานที่เนื่องด้วยเหตุต่างๆ มักจะเรียกบทเหล่านี้ว่า การเจริญพุทธมนต์ ซึ่งบุคคลส่วนมากล้วนไม่เข้าใจในสาเหตุของการนิมนต์พระสงฆ์ เพื่อมาเจริญพุทธมนต์เหล่านี้ โดยอาจเข้าใจว่า เพื่อปัดเป่าเคราะห์บ้าง เพื่อเสริม สิริมงคลแก่สถานที่บ้าง เป็นต้น ดังนี้ไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริงแห่งการมีพิธีเหล่านั้น โดยแท้จริงแล้ว การเจริญพุทธมนต์นั้นเป็นการที่พระสงฆ์ท่านมาสาธยายธรรมต่างๆ อันคฤหัสถ์พึงสามารถเข้าใจและพอที่จะประพฤติตามเพื่อโสตถิผลแห่งบุคคลนั้นๆ ทั้งที่มองเห็นหรือแม้มิได้เห็นก็ตาม ( ภพนี้หรือภพอื่นก็ตาม ) และอีกประการก็คือ ณ สถานที่แห่งนี้ ได้มีการถวายทานแด่พระสงฆ์ก็ดี ได้ฟังเสียงพระสงฆ์เจริญ พุทธมนต์ก็ดี ฟังพระธรรมเทศนาก็ดี เหล่านี้นั้นแลได้เป็นที่กระทำแล้ว เป็นที่ประจักษ์แล้วในใจแก่บุคคลเหล่านั้น นี่แลเป็นสิ่งที่ควรจะทำความเข้าใจ หมวดที่ ๑ นี้ จัดแบ่งได้ ๒ ค่ำ มีดังนี้ ๑ ค่ำ ๑. นะมะการะสิทธิคาถา บทน้อมนำคุณพระรัตนตรัย ๒. นะโมการะอัฏฐะกะ บทนมัสการพระรัตนตรัย ๓. มังคะละสุตตัง บทที่พระพุทธเจ้าตรัสแจกแจงว่า มงคลมีสิ่งใดบ้าง ๔. ระตะนะสุตตัง บทที่กล่าวถึงคุณอันยอดเยี่ยมแห่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
๕. กะระณียะเมตตะสุตตัง บทที่อธิบายวิธีการเจริญเมตตาภาวนา ๖. ขันธะปะริตตัง บทเจริญเมตตาและผลที่ควรจะเป็น ๗. อะภะยะปะริตตัง บทที่กล่าวถึงผู้ที่มีไตรสรณะถึงพร้อมในตน ๘. เกณิยานุโมทนาคาถา บทที่มีการเปรียบเทียบที่สุดของสิ่งต่างๆ และที่สุดควรทำทานแก่บุคคลใด ๙. อุณหิสสะวิชะยะคาถา บทที่ว่าด้วยเหตุแห่งการมีอายุยืน ๒ ค่ำ ๑. สัมพุทเธ บทนมัสการพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๒. อาฏานาติยะปะริตตัง บทสรรเสริญคุณแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์ โดยย่อ ๓. โมระปะริตตัง บทที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น นกยูงทอง ๔. อังคุลิมาละปะริตตัง บทโพชฌงค์ ๗ โดยพระองคุลิมาล ๕. วัฏฏะกะปะริตตัง บทที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น นกคุ่ม ว่าด้วยอานิสงส์แห่งบุคคลที่รักษาสัจจะโดยมั่น ๖. มัจฉะราชะจะริยาคาถา บทที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพญาปลา ว่าด้วยอานิสงส์แห่งบุคคลที่รักษาสัจจะโดยมั่น
~ ๑๕ ~ หมวด๑๑ • ขึ้น –แรม ๑ ค ่า • นะมะการะสิทธิคาถา โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ, สามัง วะ พุทโธ สุคะโต วิมุตโต. มารัสสะ ปาสา วินิโมจะยันโต, ปาเปสิ เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง. พุทธัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ. ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. ธัมโม ธะโช โย วิยะ ตัสสะ สัตถุ, ทัสเสสิ โลกัสสะ วิสุทธิมัคคัง. นิยยานิโก ธัมมะธะรัสสะ ธารี, สาตาวะโห สันติกะโร สุจิณโณ. ธัมมัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, โมหัปปะทาลัง อุปะสันตะทาหัง. ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. สัทธัมมะเสนา สุคะตานุโค โย, โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะเชตา. สันโต สะยัง สันตินิโยชะโก จะ, ส๎วากขาตะธัมมัง วิทิตัง กะโรติ.
~ ๑๖ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ สังฆัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง. ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. นะโมการะอัฏฐะกะ ( นะโม ๘ ) นะโม อะระหะโต สัมมา- สัมพุทธัสสะ มะเหสิโน, นะโม อุตตะมะธัมมัสสะ ส๎วากขาตัสเสวะ เตนิธะ. นะโม มะหาสังฆัสสาปิ วิสุทธะสีละทิฏฐิโน, นะโม โอมาต๎ยารัทธัสสะ ระตะนัตตะยัสสะ สาธุกัง. นะโม โอมะกาตีตัสสะ ตัสสะ วัตถุตตะยัสสะปิ, นะโมการัปปะภาเวนะ วิคัจฉันตุ อุปัททะวา. นะโมการานุภาเวนะ สุวัตถิโหตุ สัพพะทา, นะโมการัสสะ เตเชนะ วิธิม๎หิ โหมิ เตชะวา. มังคะละสุตตัง ( มงคลสูตร ) เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, สาวัตถิยัง วิหะระติ, เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ, อาราเม. อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา, อะภิกกันตายะ รัตติยา อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสต๎วา, เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ, อุปะสังกะมิต๎วา ภะคะวันตัง อะภิวาเทต๎วา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ. เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ.
~ ๑๗ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ พะหู เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง, อากังขะมานา โสตถานัง พ๎รูหิ มังคะละมุตตะมัง. * อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา, ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา, อัตตะสัมมาปะณิธิจะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง. พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต, สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง. มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห, อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห, อะนะวัชชานิกัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง. อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม, อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมัง. คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา, กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ขันตีจะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง, กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ตะโป จะ พ๎รัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง, นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ, อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง. เอตาทิสานิกัต๎วานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา, สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ.
~ ๑๘ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ ระตะนะสุตตัง ยานีธะ ภูตานิสะมาคะตานิ, ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข. สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ, อะโถปิสักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง. ตัส๎มา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ, เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ. ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง, ตัส๎มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา. * ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา, สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง, นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ. อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง, ยะทัชฌะคา สัก๎ยะมุนีสะมาหิโต, นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ. อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง, สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ, สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ.
~ ๑๙ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ อิทัมปิธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถา, จัตตาริ เอตานิยุคานิ โหนติ, เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา, เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ. อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬ๎เหนะ, นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัม๎หิ, เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัย๎หะ, ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา. อิทัมปิสังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. * ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา, จะตุพภิ วาเตภิอะสัมปะกัมปิโย, ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ, โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ. อิทัมปิสังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. เย อะริยะสัจจานิวิภาวะยันติ, คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ, กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา, นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ.
~ ๒๐ ~ หมวด๑๑ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ. สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ, ต๎ยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ, สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ, สีลัพพะตัง วาปิยะทัตถิ กิญจิ. จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต, ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง. อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง, กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา, อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ, อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา. อิทัมปิสังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค, คิม๎หานะมาเส ปะฐะมัส๎มิง คิม๎เห, ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ, นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ. อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.
~ ๒๑ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร, อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ. อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ** ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง, วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัส๎มิง, เต ขีณะพีชา อะวิรุฬ๎หิฉันทา, นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป. อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ** ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ, ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข. ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง, พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ, ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข. ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง, ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ, ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข. ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง, สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ.
~ ๒๒ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ กะระณียะเมตตะสุตตัง กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ, สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี. สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ, สันตินท๎ริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ. นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง, สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา. เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา, ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา. ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติอะวิทูเร, ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา. นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ, พ๎ยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ. มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข, เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง. * เมตตัญจะ สัพพะโลกัส๎มิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง, อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง. ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ, เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พ๎รัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ. ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน, กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ.
~ ๒๓ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ ขันธะปะริตตัง วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม, ฉัพ๎ยาปุตเตหิเม เมตตัง เมตตัง กัณ๎หาโคตะมะเกหิจะ. อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม, จะตุปปะเทหิเม เมตตัง เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม. มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก, มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท. สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา, สัพเพ ภัท๎รานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา. * อัปปะมาโณ พุทโธ, อัปปะมาโณ ธัมโม, อัปปะมาโณ สังโฆ, ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ, อะหิวิจฉิกา สะตะปะทีอุณณานาภี สะระพู มูสิกา, กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา, ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ, โสหัง นะโม ภะคะวะโต, นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง. อะภะยะปะริตตัง ( ยันทุน ) ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท, ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ. ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท, ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ. ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท, ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ.
~ ๒๔ ~ ห ม ว ด ๑ ๑ เกณิยานุโมทะนาคาถา อัคคิหุตตัง มุขา ยัญญา สาวิตติ ฉันทะโส มุขัง, ราชา มุขัง มะนุสสานัง นะทีนัง สาคะโร มุขัง. นักขัตตานัง มุขัง จันโท อาทิจโจ ตะปะตัง มุขัง, ปุญญะมากังขะมานานัง สังโฆ เว ยะชะตัง มุขัง. ภะณิสสามะ มะยัง คาถา กาละทานัปปะทีปิกา, เอตา สุณันตุ สักกัจจัง ทายะกา ปุญญะกามิโน. อุณ๎หิสสะวิชะยะคาถา อัตถิอุณ๎หิสสะ วิชะโย ธัมโม โลเก อะนุตตะโร, สัพพะสัตตะหิตัตถายะ ตัง ต๎วัง คัณ๎หาหิ เทวะเต. ปะริวัชเช ราชะทัณเฑ อะมะนุสเสหิ ปาวะเก, พ๎ยัคเฆ นาเค วิเส ภูเต อะกาละมะระเณนะ วา. สัพพัส๎มา มะระณา มุตโต ฐะเปต๎วา กาละมาริตัง, ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา. สุทธะสีลัง สะมาทายะ ธัมมัง สุจะริตัง จะเร, ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา. ลิกขิตัง จินติตัง ปูชัง ธาระณัง วาจะนัง คะรุง, ปะเรสัง เทสะนัง สุต๎วา ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติ ฯ
~ ๒๕ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ • ขึ้น –แรม ๒ ค ่า • สัมพุทเธ สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ท๎วาทะสัญจะ สะหัสสะเก, ปัญจะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง. เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง, นะมะการานุภาเวนะ หันต๎วา สัพเพ อุปัททะเว, อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต. สัมพุทเธ ปัญจะปัญญาสัญจะ จะตุวีสะติสะหัสสะเก, ทะสะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง. เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง, นะมะการานุภาเวนะ หันต๎วา สัพเพ อุปัททะเว, อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต. สัมพุทเธ นะวุตตะระสะเต อัฏฐะจัตตาฬีสะสะหัสสะเก, วีสะติสะตะสะหัสสานิ นะมามิสิระสา อะหัง. เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง, นะมะการานุภาเวนะ หันต๎วา สัพเพ อุปัททะเว, อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต.
~ ๒๖ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ อาฏานาฏิยะปะริตตัง วิปัสสิสสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต, สิขิสสะปิ นะมัตถุ สัพพะภูตานุกัมปิโน. เวสสะภุสสะ นะมัตถุ น๎หาตะกัสสะ ตะปัสสิโน, นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระเสนัปปะมัททิโน. โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พ๎ราหมะณัสสะ วุสีมะโต, กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ. อังคีระสัสสะ นะมัตถุ สัก๎ยะปุตตัสสะ สิรีมะโต, โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง. เย จาปิ นิพพุตา โลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง, เต ชะนา อะปิสุณา มะหันตา วีตะสาระทา. หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง, วิชชาจะระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทัง. ( วิชชาจะระณะสัมปันนัง พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ.) นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง, ตัณ๎หังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส. สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร, โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ. สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต ระติวัฑฒะโน, โสภิโต คุณะสัมปันโน อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม. ปะทุโม โลกะปัชโชโต นาระโท วะระสาระถี, ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล. สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ,
~ ๒๗ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ อัตถะทัสสี การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท. สิทธัตโถ อะสะโม โลเก ติสโส จะ วะทะตัง วะโร, ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ วิปัสสี จะ อะนูปะโม. สิขี สัพพะหิโต สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก, กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห, กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สัก๎ยะปุงคะโว. เอเต จัญเญ จะ สัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏะโย, สัพเพ พุทธา อะสะมะสะมา สัพเพ พุทธา มะหิทธิกา. สัพเพ ทะสะพะลูเปตา เวสารัชเชหุปาคะตา, สัพเพ เต ปะฏิชานันติ อาสะภัณฐานะมุตตะมัง. สีหะนาทัง นะทันเต เต ปะริสาสุ วิสาระทา, พ๎รัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ โลเก อัปปะฏิวัตติยัง. อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา, ท๎วัตติงสะลักขะณูเปตา- สีต๎ยานุพ๎ยัญชะนาธะรา. พ๎ยามัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ เต มุนิกุญชะรา, พุทธา สัพพัญญุโน เอเต สัพเพ ขีณาสะวา ชินา. มะหัปปะภา มะหาเตชา มะหาปัญญา มะหัพพะลา, มะหาการุณิกา ธีรา สัพเพสานัง สุขาวะหา. ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ ตาณา เลณา จะ ปาณินัง, คะตี พันธู มะหัสสาสา สะระณา จะ หิเตสิโน. สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ สัพเพ เอเต ปะรายะนา, เตสาหัง สิระสา ปาเท วันทามิ ปุริสุตตะเม. วะจะสา มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต,
~ ๒๘ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาปิ สัพพะทา. สะทา สุเขนะ รักขันตุ พุทธา สันติกะรา ตุวัง, เตหิ ต๎วัง รักขิโต สันโต มุตโต สัพพะภะเยนะ จะ. สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตาปะวัชชิโต, สัพพะเวระมะติกกันโต นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ. เตสัง สัจเจนะ สีเลนะ ขันติเมตตาพะเลนะ จะ, เตปิ ตุม๎เห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ. ปุรัตถิมัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ ภูตา มะหิทธิกา, เตปิ ตุม๎เห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ. ทักขิณัส๎มิง ทิสาภาเค สันติเทวา มะหิทธิกา, เตปิ ตุม๎เห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ. ปัจฉิมัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ นาคา มะหิทธิกา, เตปิ ตุม๎เห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ. อุตตะรัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ ยักขา มะหิทธิกา, เตปิ ตุม๎เห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ. ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬ๎หะโก, ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง. จัตตาโร เต มะหาราชา โลกะปาลา ยะสัสสิโน, เตปิ ตุม๎เห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ. อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มะหิทธิกา, เตปิ ตุม๎เห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ. *( หากสวดเพื่อตน พึงเปลี่ยน ตุม๎เห เป็น อัม๎เห )
~ ๒๙ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ นัตถิเม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง. นัตถิเม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง. ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ, ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต. ยังกิญจิระตะนัง โลเก วิชชะติวิวิธัง ปุถุ, ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต. ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติวิวิธัง ปุถุ, ระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต. สักกัต๎วา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง, หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา, นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต. สักกัต๎วา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง, ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา, นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เต. สักกัต๎วา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง, อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา, นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เต. *( หากสวดเพื่อตน พึงเปลี่ยน เต เป็น เม )
~ ๓๐ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ โมระปะริตตัง อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส, ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง, ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุทิวะสัง. เย พ๎ราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม, เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ. นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา, นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา. อิมัง โส ปะริตตัง กัต๎วา โมโร จะระติ เอสะนา. อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส, ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง, ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุรัตติง. เย พ๎ราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม, เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ. นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา, นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา. อิมัง โส ปะริตตัง กัต๎วา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ. อังคุลิมาละปะริตตัง ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต, นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา. เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ. * โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา, วิริยัมปีติปัสสัทธิ- โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร. สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเตเต สัพพะทัสสินา, มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา. สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิเต โหตุ สัพพะทา.
~ ๓๑ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ เอกัส๎มิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง, คิลาเน ทุกขิเต ทิส๎วา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ. เต จะ ตัง อะภินันทิต๎วา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิเต โหตุ สัพพะทา. เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต, จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปต๎วานะ สาทะรัง. สัมโมทิต๎วา จะ อาพาธา ตัม๎หา วุฏฐาสิ ฐานะโส, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา. ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง, มัคคาหะตะกิเลสา วะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา. วัฏฏะกะปะริตตัง อัตถิโลเก สีละคุโณ สัจจัง โสเจยยะนุททะยา, เตนะ สัจเจนะ กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง. อาวัชชิต๎วา ธัมมะพะลัง สะริต๎วา ปุพพะเก ชิเน, สัจจะพะละมะวัสสายะ สัจจะกิริยะมะกาสะหัง. สันติ ปักขา อะปัตตะนา สันติ ปาทา อะวัญจะนา, มาตา ปิตา จะ นิกขันตา ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ. สะหะ สัจเจ กะเต มัย๎หัง มะหาปัชชะลิโต สิขี, วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกัง ปัต๎วา ยะถา สิขี, สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติ.
~ ๓๒ ~ ห ม ว ด ๑ ๒ มัจฉะราชะจะริยาคาถา ปุนาปะรัง ยะทา โหมิ มัจฉะราชา มะหาสะเร, อุณ๎เห สุริยะสันตาเป สะเร อุทะกัง ขียะถะ. ตะโต กากา จะ คิชฌา จะ กังกา กุละละเสนะกา, ภักขะยันติ ทิวา รัตติง มัจเฉ อุปะนิสีทิยะ. เอวัง จินเตสะหัง ตัตถะ สะหะ ญาตีหิ ปีฬิโต, เกนะ นุ โข อุปาเยนะ ญาตี ทุกขา ปะโมจะเย. จินตะยิต๎วานะ ธัมมัตถัง สัจจัง อัททะสัง ปัสสะยัง, สัจเจ ฐัต๎วา ปะโมเจสิง ญาตีนัง ตัง อะติกขะยัง. อะนุสสะริต๎วา สะตัง ธัมมัง ปะระมัตถัง วิจินตะยัง, อะกาสิง สัจจะกิริยัง ยัง โลเก ธุวะสัสสะตัง. ยะโต สะรามิ อัตตานัง ยะโต ปัตโตส๎มิ วิญญุตัง, นาภิชานามิ สัญจิจจะ เอกะปาณังปิ หิงสิตัง. เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ปัชชุนโน อะภิวัสสะตุ, อะภิตถะนะยะ ปัชชุนนะ นิธิง กากัสสะ นาสะยะ. กากัง โสกายะ รันเธหิ มัจเฉ โสกา ปะโมจะยะ, สะหะ กะเต สัจจะวะเร ปัชชุนโน อะภิคัชชิยะ. ถะลัง นินนัญจะ ปูเรนโต ขะเณนะ อะภิวัสสะถะ, เอวะรูปัง สัจจะวะรัง กัต๎วา วิริยะมุตตะมัง. วัสสาเปสิง มะหาเมฆัง สัจจะเตชะพะลัสสิโต, สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติ.
หมวดที่ ๒ พระสูตรทั่วไป หมวดนี้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นพระสูตรที่ควรศึกษาและควรค่าแก่การพิจารณาเพื่อ ประโยชน์แห่งตนได้มาก เป็นเครื่องระลึกเพื่อสำรวมระวังได้ดี โดยหมวดนี้จัดแบ่งได้ทั้งหมด ๗ ค่ำ ( ๓ - ๙ ค่ำ ) ๓ ค่ำ ๑. ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง บทที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่ปัญจะวัคคีย์ ๒. สาราณียะธัมมะสุตตัง ธรรม ๖ ประการ แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ๓. กาละทานะสุตตะคาถา บทที่กล่าวถึงผู้มีปัญญาในการให้ทาน ๔ ค่ำ ๑. อะนัตตะลักขะณะสุตตัง บทที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่ปัญจะวัคคีย์ ว่าด้วยเรื่องความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕ ๒. นิธิกัณฑะสุตตะคาถา บทที่ว่าด้วยกระทำการฝังขุมทรัพย์เช่นไรจึงควร ๓. สังคะหะวัตถุคาถา ธรรมในการสงเคราะห์ ๔ ประการ ๕ ค่ำ ๑. อาทิตตะปะริยายะสุตตัง บทที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่ชฎิล ๓ พี่น้อง โดยเปรียบเปรยว่าด้วยของร้อน ๒. สะติปัฏฐานะปาโฐ บทที่สรุปสติปัฏฐาน ๔ โดยย่อ ๓. วิหาระทานะคาถา บทที่ว่าด้วยการสร้างที่พักให้สงฆ์ได้อาศัย ๖ ค่ำ ๑. โอวาทะปาฏิโมกขาทิปาโฐ บทที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ และแจง ลักษณะแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ที่พระองค์ทรงปรารภ แนะนำให้ดำเนินไป จนประสพผลในเบื้องปลาย
๒. สีลุทเทสะปาฐะ บทปาฏิโมกข์สังวรศีล ๓. ตายะนะคาถา บทระลึกถึงสิ่งที่ควรทำและควรเว้น ๔.โมกขุปายะคาถา อุบายในการพิจารณา ๕. อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา บทที่กล่าวสิ่งที่เลิศทั้งหลาย ๗ ค่ำ ๑. มัคคะวิภังคะสุตตัง บทแจงมรรค ๘ ๒. อัฏฐังคิกะมัคคะคาถา บทที่กล่าวถึงบุคคลผู้ตั้งในมรรค ๘ ๓. ธัมมะคาระวาทิคาถา บทที่กล่าวถึงผู้ที่เคารพในธรรมและอานิสงส์ ๔. โภชะนานุโมทะนาทานะคาถา บทอนุโมทนาทาน ๕. สุขาภิยาจะนะคาถา บทที่อธิบายการกระทำใดๆ จึงอยู่เป็นสุข ๘ ค่ำ ๑. มหาสมัย สมัยที่เทวดาทั้งหลายจำนวนมากมารวมกันเพื่อได้เห็นพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวก เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทั้งในอดีตและอนาคต ๒. เทวะตาภิสัมมันตะนะคาถา วิสัยแห่งเทวดาพึงกระทำ ๙ ค่ำ ๑. คิริมานันทะสุตตะปาโฐ บทที่อธิบายถึง สัญญา ๑๐ ประการ ๒. เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา บทอนุโมทนา ๓. ระตะนัตตะยัปปะภาวาภิยาจะนะคาถา บทอานิสงส์ผู้ระลึกในพระรัตนตรัย
~ ๓๓ ~ ห ม ว ด ๒ ๓ • ขึ้น –แรม ๓ ค ่า • ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, พาราณะสิยัง วิหะระติ, อิสิปะตะเน มิคะทาเย. ตัต๎ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ. ท๎เวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา, โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค, หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญ๎หิโต, โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค, ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญ๎หิโต. เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ, มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ. กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, จักขุกะระณีญาณะกะระณีอุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ. อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค, เสยยะถีทัง. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ. อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ. อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง. ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิวิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา.