~ ๘๒ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๐ พุทธะชัยมงคลคาถา ( พาหุง ฯ ) พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง, ค๎รีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง, ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง, โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง, ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง, ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง, เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง, ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง, อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. *( สวดแบบ มคธ ให้เปลี่ยน มังคะลานิ เป็น มังคะลัคคัง )
~ ๘๓ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๐ กัต๎วานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา, จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ, สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง, วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง, ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง, ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต, อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง, พ๎รัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง, ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา, โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที, หิต๎วานะเนกะวิวิธานิจุปัททะวานิ, โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ. *( สวดแบบ มคธ ให้เปลี่ยน มังคะลานิ เป็น มังคะลัคคัง )
~ ๘๔ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๐ ชัยมงคลคาถา ( มหากาฯ ) มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง, ปูเรต๎วา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง. ชะยันโต โพธิยา มูเล สัก๎ยานัง นันทิวัฑฒะโน, เอวัง ต๎วัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล. อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร, อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ. สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง, สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พ๎รัหมะจาริสุ. ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง, ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา, ปะทักขิณานิ กัต๎วานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ. นักขัตตะยักขะภูตานัง นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา, ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันต๎วา เตสัง อุปัททะเว. นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา, ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันต๎วา เตสัง อุปัททะเว. นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา, ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันต๎วา เตสัง อุปัททะเว.
~ ๘๕ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๐ คาถาชินบัญชร ชะยาสะนากะตา พุทธา เชต๎วา มารัง สะวาหะนัง, จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา. ตัณ๎หังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา, สัพเพ ปะติฏฐิโต มัย๎หัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา. สีเส ปะติฏฐิโต มัย๎หัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน, สังโฆ ปะติฏฐิโต มัย๎หัง อุเร สัพพะคุณากะโร. หะทะเย เม อะนุรุทโธ จะ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ, โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัส๎มิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก. ทักขิเณ สะวะเน มัย๎หัง อาสุง อานันทะราหุโล, กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก เกสันเต ปิฏฐิภาคัส๎มิง สุริโยวะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัย๎หัง วาทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลีนันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
~ ๘๖ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๐ ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา ชินานานา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร ชินะปัญชะระมัชฌัม๎หิ วิหะรันตัง มะหีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโค สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ. ระตะนัตตะยานุภาวาทิคาถา ระตะนัตตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะ เตชะสา, ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ จุปัททะวา. อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต, ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาค๎ยัง สุขัง พะลัง. สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา, สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เต.
~ ๘๗ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๑ • ขึ้น –แรม ๑๑ ค ่า • มงคลจักรวาลใหญ่ สิริธิติมะติเตโชชะยะสิทธิมะหิทธิมะหาคุณาปะริมิตะปุญญาธิการัสสะ สัพพันตะรายะนิวาระณะสะมัตถัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ท๎วัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณานุภาเวนะ อะสีต๎ยานุ- พ๎ยัญชะนานุภาเวนะ อัฏฐุตตะระสะตะมังคะลานุภาเวนะ ฉัพพัณณะรังสิยานุภาเวนะ เกตุมาลานุภาเวนะ ทะสะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะอุปะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะปะระมัตถะปาระมิตานุภาเวนะ สีละสะมาธิปัญญานุภาเวนะ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ เตชานุภาเวนะ อิทธานุภาเวนะ พะลานุภาเวนะ เญยยะธัมมานุภาเวนะ จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ นะวะโลกุตตะระธัมมานุภาเวนะ อัฏฐังคิกะมัคคานุภาเวนะ อัฏฐะสะมาปัตติยานุภาเวนะ ฉะฬะภิญญานุภาเวนะ จะตุสัจจะญาณานุภาเวนะ ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ สัพพัญญุตะญาณานุภาเวนะ เมตตากะรุณามุทิตาอุเปกขานุภาเวนะ สัพพะปะริตตานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะสะระณานุภาเวนะ ตุย๎หัง สัพพะโรคะโสกุปัททะวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา วินัสสันตุ สัพพะอันตะรายาปิวินัสสันตุ สัพพะสังกัปปา ตุย๎หัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา ตุย๎หัง โหตุสะตะวัสสะชีเวนะสะมังคิโก โหตุ สัพพะทา อากาสะปัพพะตะวะนะภูมิคังคามะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา ตุม๎เห อะนุรักขันตุ.
~ ๘๘ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๑ จุลชัยะมงคลคาถา ( ไชยน้อย ) นะโม เม พุทธะเตชัสสา ระตะนัตตะยะธัมมิกา เตชะปะสิทธิปะสีเทวา นารายะประเมสุรา สิทธิพ๎รัหมา จะ อินทา จะ จะตุโลกา คัมภีรักขะกา สะมุททา ภูตุงคังคา จะ สะห๎รัมพะชัยะปะสิทธิ ภะวันตุ เต ชัยะ ชัยะ ธระณิธระณี อุทะธิ อุทะธี นะทิ นะที ชัยะ ชัยะ คะคนละตนละนิสัย นิรัยสัยเสนนะเมรุราชชะพลนระชี ชัยะ ชัยะ คัมภีระโสมภี นาเคนทะนาคี ปิสาจ จะ ภูตะกาลี ชัยะ ชัยะ ทุนนิมิตตะโรคี ชัยะ ชัยะ สิงคีสุทา ทานะมุขะชา ชัยะ ชัยะ วะรุณณะมุขะสาต๎รา ชัยะ ชัยะ จัมปาทินาคะกุละคันถก ชัยะ ชัยะ คัชชะคนนะตุรง สุกระภุชงสีหะพ๎ยัคฆะทีปา ชัยะ ชัยะ วะรุณณะมุขะยาต๎รา ชิตะ ชิตะ เสนารีปุนะสุทธินระดี ชัยะ ชัยะ สุขา สุขา ชีวี ชัยะ ชัยะ ธระณีตะเล สะทา สุชัยยา ชัยะ ชัยะ ธระณีสานติน สะทา ชัยะ ชัยะ มังกะราชรัญญา ภะวัคเค ชัยะ ชัยะ วะรุณณะยักเข ชัยะ ชัยะ รักขะเส สุระภูชะเตชา ชัยะ ชัยะ พ๎รัหมเมนทะคะณา ชัยะ ชัยะ ราชาธิราชสาชชัย ชัยะ ชัยะ ปะฐะวิง สัพพัง ชัยะ ชัยะ อระหันตา ปัจเจกะพุทธะสาวัง ชัยะ ชัยะ มะเหสุโร หะโรหะรินเทวา ชัยะ ชัยะ พ๎รัหมาสุรักโข ชัยะ ชัยะ นาโค วิรุฬหะโก วิรูปักโข จันทิมา ระวิ อินโท จะ เวนะเตยโย จะ กุเวโร วะรุโณปิ จะ อัคคิ วาโย จะ ปาชุณโห กุมาโร ธะตะรัฏฐะโก อัฏฐาระสะ มะหาเทวา สิทธิตาปะสะอาทะโย อิสิโน สาวะกา สัพพา ชัยะ ราโม ภะวันตุ เต ชัยะ ธัมโม จะ สังโฆ จะ ทะสะปาโล จะ ชัยะกัง
~ ๘๙ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๑ เอเตนะ ชัยะ เตเชนะ ชัยะ โสตถี ภะวันตุ เต เอเตนะ พุทธะเตเชนะ โหตุ เต ชัยะมังคะลัง ชัยโยปิ พุทธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย อุคโฆ สะยัมโพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยะ ตะทา พ๎รัหมะคะณา มะเหสิโน ชัยโยปิ พุทธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย อุคโฆ สะยัมโพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยะ ตะทา อินทะคะณา มะเหสิโน ชัยโยปิ พุทธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย อุคโฆ สะยัมโพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยะ ตะทา เทวะคะณา มะเหสิโน ชัยโยปิ พุทธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย อุคโฆ สะยัมโพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยะ ตะทา สุปัณณะคะณา มะเหสิโน ชัยโยปิ พุทธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย อุคโฆ สะยัมโพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยะ ตะทา นาคะคะณา มะเหสิโน ชัยโยปิ พุทธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย อุคโฆ สะยัมโพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยะ ตะทา สะห๎รัมพะคะณา มะเหสิโน ชะยันโต โพธิยา มูเล สัก๎ยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ต๎วัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ. สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พ๎รัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัต๎วานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ. เต อัตถะลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสาสะเน อะโรคา สุขิตา โหถะ สะหะ สัพเพหิญาติภิ
~ ๙๐ ~ ห ม ว ด ๓ ๑๑ สุณันตุ โภนโต เย เทวา อัส๎มิง ฐาเน อะธิคะตา ฑีฆายุกา สะทา โหนตุ สุขิตา โหนตุ สัพพะทา รักขันตุ สัพพะสัตตานัง รักขันตุ ชินะสาสะนัง ยา กาจิ ปัตถะนา เตสัง สัพเพ ปูเรนตุ มะโนระถา ยุตตะกาเล ปะวัสสันตุ วัสสัง วัสสา วะลาหะกา โรคา จุปัททะวา เตสัง นิวาเรนตุ จะ สัพพะทา กายะสุขัง จิตติสุขัง อระหันตุ ยะถาระหัง. **** ตัวเข้มที่ขีดเส้นใต้เช่น น บ ธ อ ให้อ่านออกเสียงว่า นอ บอ ธอ ออ **** *** ตัว ฑ ให้อ่านออกเสียง ด เช่น มัณเฑ อ่านว่า มันเด *** ** บทนี้จะสวดแบบสังโยค ไม่ต้องเปลี่ยนอักขระ ** * คำว่า พ๎รัหมะ พ๎รัหมา ในบทนี้ ให้อ่านว่า พรม-มะ พรม-มา * มงคลจักรวาลน้อย สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนัง ติณณัง ระตะนานัง อานุภาเวนะ จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ ปิฏะกัตตะยานุภาเวนะ ชินะสาวะกานุภาเวนะ สัพเพ เต โรคา สัพเพ เต ภะยา สัพเพ เต อันตะรายา สัพเพ เต อุปัททะวา สัพเพ เต ทุนนิมิตตา สัพเพ เต อะวะมังคะลา วินัสสันตุ อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก สุขะวัฑฒะโก โหตุ สัพพะทา. ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ จุปัททะวา, อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ จะ เตชะสา. ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาค๎ยัง สุขัง พะลัง, สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา, สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เต.
หมวดที่ ๔ อภิธรรม “สวดพระอภิธรรม” หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำนี้กันมาบ้างแล้วโดยเฉพาะงานศพ ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วบุคคลส่วนมากนั้นไม่เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของการสวด พระอภิธรรมนี้ โดยบางท่านก็อาจจะเข้าใจเบื้องต้นว่าพระสงฆ์ทำพิธีให้ผู้ตายเพื่อ ผู้ตายนั้นไปสู่สุคติบ้าง สวดให้ผู้ตายออกจากทุคติไปสู่สุคติบ้าง สรุปคือบุคคลส่วนใหญ่ มักจะเข้าใจว่างานศพนั้นมีศพเป็นเจ้าของงาน พระสงฆ์ท่านจึงสวดให้ศพ ผู้ที่มีความเห็น เช่นนี้จัดว่าเป็นความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาก ก็แท้จริงแล้วการที่มี พระสงฆ์สวดพระอภิธรรมในงานศพนั้นมีจุดมุ่งหมาย คือ การสาธยายธรรม เพื่อให้ ผู้ที่มาร่วมงานนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นญาติสนิทมิตรสหาย จนกระทั่งบุคคลที่มีความข้องเกี่ยว หรือไม่ก็ตาม ได้รู้ถึงความเป็นไปในเบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ต้องประสบพบเจอ โดยหลีกเลี่ยงมิได้ เพื่อให้เกิดความสลดสังเวช ทำให้เห็นว่าทรัพย์สมบัติสิ่งใดๆ ก็ดี หรือแม้กระทั่งร่างกายนั้นก็นำไปมิได้เลย แต่การกระทำใดๆ ที่ตนได้ทำแล้วนั้นแล ที่จะเป็นสิ่งติดตามตนไปในกาลภายหลัง ฉะนั้นบุคคลจึงควรสำรวมระวังไว้ทุกขณะ เพื่อให้เกิดความไม่ประมาทในการใช้ชีวิต และการใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ต่อไป. โดยหมวดนี้จัดแบ่งเป็น ๒ ค่ำ ( ๑๒ - ๑๓ ค่ำ )
๑๒ ค่ำ ๑. สวดแจง สังโยค ปฐมบทบัญญัติ (ปาราชิก สิกขาบท) ๒. พระสูตร พระสูตรที่ ปริพพาชกผู้เป็นศิษย์และอาจารย์กล่าวถึงพระพุทธเจ้า ๓. พระสังคณี บทแจงกุศลธรรม ๔. พระวิภังค์ ความเป็นรูปขันธ์ ๕. พระธาตุกถา ชื่อหมวดปรมัตถ์ธรรมว่าด้วยเรื่องธาตุ ๖. พระบุคคลบัญญัติ แจงประเภทแห่งบุคคล ๗. พระกะถาวัตถุ หมวดการถามตอบอันเป็นหลักตัดสินธรรมวินัย ๘. พระยมก คัมภีร์ใช้วินิจฉัย โดยการตั้งคำถาม - ตอบ เป็นคู่ๆ ๙. พระมหาปัฏฐาน ปรมัตถ์ธรรมในสากลอันเป็นเหตุแห่งทั้งปวงโดยพิสดาร ๑๐. บังสุกุลตาย บทพิจารณาในสิ่งที่มีอันเสื่อมสลายไป ๑๑. ธัมมะสังคะณีมาติกาปาฐะ รวมปรมัตถ์ธรรมทั้งหมด ๑๒. วิปัสสะนาภูมิ รายละเอียดสำหรับการพิจารณา โดยหมวดหมู่ ๑๓. บังสุกุลเป็น บทพิจารณาแก่สิ่งที่ยังไม่เสื่อมสลาย ๑๔. ติโรกุฑฑะกัณฑะสุตตะคาถา บทที่กล่าวถึงการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ ๑๕. อาทิยะสุตตะคาถา บทอนุโมทนา ว่าด้วยการให้ทานด้วยอาหารบริโภค ๑๓ ค่ำ ๑. ปัพพะโตปะมะคาถา บทที่กล่าวถึงสิ่งที่ควรทำไว้ในขณะที่ยังมีชีวิต ๒. อะริยะธะนะคาถา สิ่งที่เรียกว่า อริยทรัพย์ ๓. ธัมมะนิยามะสุตตัง นิยามแห่งธรรมทั้งปวง ๔. ติลักขะณาทิคาถา ทางหลีกออกจากกฏแห่งไตรลักษณ์ ๕. ภัทเทกะรัตตะคาถา บทที่ใคร่ครวญในแต่ละวัน ๖. ติอุทานะคาถา ๓ ประโยคที่พระพุทธเจ้าอุทานหลังจากตรัสรู้ ๗. พระสหัสสนัย แจงกุศลธรรม โดยนัยยะต่างๆ
~ ๙๑ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ • ขึ้น –แรม ๑๒ ค ่า • สวดแจง พระวินัย ยันเตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ, ปะฐะมัง ปาราชิกัง กัตถะ ปัญญัตตันติ. เวสาลิยัง ปัญญัตตันติ. กัง อารัพภาติ. สุทินนัง กะลันทะปุตตัง อารัพภาติ. กิส๎มิง วัตถุส๎มินติ. สุทินโน กะลันทะปุตโต ปุราณะทุติยิกายะ เมถุนัง ธัมมัง ปะฏิเสวิ, ตัส๎มิง วัตถุส๎มินติ. เตนะ สะมะเยนะ พุทโธ ภะคะวา เวรัญชายัง วิหะระติ นะเฬรุปุจิมันทะมูเล มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ, สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ. อัสโสสิ โข เวรัญโช พ๎ราหมะโณ สะมะโณ ขะลุ โภ โคตะโม สัก๎ยะปุตโต สัก๎ยะกุลา ปัพพะชิโต, เวรัญชายัง วิหะระติ นะเฬรุปุจิมันทะมูเล มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ, สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ. ตัง โข ปะนะ ภะวันตัง โคตะมัง เอวัง กัล๎ยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิสัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ. โส อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพ๎รัหมะกัง, สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัต๎วา ปะเวเทติ, โส ธัมมัง เทเสติอาทิกัล๎ยาณัง มัชเฌกัล๎ยาณัง ปะริโยสานะกัล๎ยาณัง, สาตถัง สะพ๎ยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พ๎รัหมะจะริยัง ปะกาเสติ. สาธุ โข ปะนะ ตะถารูปานัง อะระหะตัง ทัสสะนัง โหตีติ.
~ ๙๒ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ พระสูตร เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติมะหะตา ภิกขุสังเฆนะ, สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ. สุปปิโยปิ โข ปะริพพาชะโก อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติ, สัทธิง อันเตวาสินา พ๎รัหมะทัตเตนะ มาณะเวนะ. ตัต๎ระ สุทัง สุปปิโย ปะริพพาชะโก อะเนกะปะริยาเยนะ, พุทธัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, ธัมมัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, สังฆัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ. สุปปิยัสสะ ปะนะ ปะริพพาชะกัสสะ อันเตวาสี พ๎รัหมะทัตโต มาณะโว อะเนกะปะริยาเยนะ, พุทธัสสะ วัณณัง ภาสะติ, ธัมมัสสะ วัณณัง ภาสะติ, สังฆัสสะ วัณณัง ภาสะติ. อิติหะ เต อุโภ อาจะริยันเตวาสี อัญญะมัญญัสสะ อุชุวิปัจจะนิกะวาทา, ภะคะวันตัง ปิฏฐิโต ปิฏฐิโต อะนุพันธา โหนติ ภิกขุสังฆัญจะ. พระสังคณี กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพ๎ยากะตา ธัมมา. กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ, โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง, รูปารัมมะณัง วา สัททารัมมะณัง วา, คันธารัมมะณัง วา ระสารัมมะณัง วา, โผฏฐัพพารัมมะณัง วา ธัมมารัมมะณัง วา, ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ, ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, เย วา ปะนะ ตัส๎มิง สะมะเย อัญเญปิอัตถิ ปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรูปิโน ธัมมา, อิเม ธัมมา กุสะลา.
~ ๙๓ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ พระวิภังค์ ปัญจักขันธา, รูปักขันโธ, เวทะนากขันโธ, สัญญากขันโธ, สังขารักขันโธ, วิญญาณักขันโธ. ตัตถะ กะตะโม รูปักขันโธ. ยังกิญจิรูปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง, อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา, โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา, หีนัง วา ปะณีตัง วา, ยัง ทูเร วา สันติเก วา, ตะเทกัชฌัง อะภิสัญญูหิต๎วา อะภิสังขิปิต๎วา, อะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ. พระธาตุกถา สังคะโห อะสังคะโห. สังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง, อะสังคะหิเตนะ สังคะหิตัง, สังคะหิเตนะ สังคะหิตัง, อะสังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง, สัมปะโยโค วิปปะโยโค, สัมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง, วิปปะยุตเตนะ สัมปะยุตตัง, อะสังคะหิตัง. พระบุคคลบัญญัติ ฉะ ปัญญัตติโย. ขันธะปัญญัตติ, อายะตะนะปัญญัตติ, ธาตุปัญญัตติ, สัจจะปัญญัตติ, อินท๎ริยะปัญญัตติ, ปุคคะละปัญญัตติ. กิตตาวะตา ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัตติ. สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต, กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม, ปะริหานะธัมโม อะปะริหานะธัมโม, เจตะนาภัพโพ อะนุรักขะนาภัพโพ, ปุถุชชะโน โคต๎ระภู, ภะยูปะระโต อะภะยูปะระโต, ภัพพาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน, นิยะโต อะนิยะโต, ปะฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต อะระหา อะระหัตตายะ ปะฏิปันโน.
~ ๙๔ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ พระกะถาวัตถุ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ. อามันตา, โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ. นะ เหวัง วัตตัพเพ. อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ, ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ, เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ, โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ, ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ, มิจฉา. *เชิงอรรถ ( ในบาลีอักษรไทยใช้ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติเป็น สัจฉิกัฏฐะปะระมัฏเฐนาติ)* พระยมก เย เกจิกุสะลา ธัมมา, สัพเพ เต กุสะละมูลา. เย วา ปะนะ กุสะละมูลา, สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา. เย เกจิ กุสะลา ธัมมา, สัพเพ เต กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา. เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา, สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา. พระมหาปัฏฐาน เหตุปัจจะโย, อารัมมะณะปัจจะโย, อะธิปะติปัจจะโย, อะนันตะระปัจจะโย, สะมะนันตะระปัจจะโย, สะหะชาตะปัจจะโย, อัญญะมัญญะปัจจะโย, นิสสะยะปัจจะโย, อุปะนิสสะยะปัจจะโย, ปุเรชาตะปัจจะโย, ปัจฉาชาตะปัจจะโย, อาเสวะนะปัจจะโย, กัมมะปัจจะโย, วิปากะปัจจะโย, อาหาระปัจจะโย, อินท๎ริยะปัจจะโย, ฌานะปัจจะโย, มัคคะปัจจะโย, สัมปะยุตตะปัจจะโย, วิปปะยุตตะปัจจะโย, อัตถิปัจจะโย, นัตถิปัจจะโย, วิคะตะปัจจะโย, อะวิคะตะปัจจะโย.
~ ๙๕ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ บังสุกุลตาย อะนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน, อุปปัชชิต๎วา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโข. สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ มะริงสุ จะ มะริสสะเร, ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย. ธัมมะสังคะณีมาติกาปาฐะ กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพ๎ยากะตา ธัมมา. สุขายะ เวทะนายะ สัมปะยุตตา ธัมมา ทุกขายะ เวทะนายะ สัมปะยุตตา ธัมมา อะทุกขะมะสุขายะ เวทะนายะ สัมปะยุตตา ธัมมา. วิปากา ธัมมา วิปากะธัมมะธัมมา เนวะวิปากะนะวิปากะธัมมะธัมมา. อุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา อะนุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา อะนุปาทินนานุปาทานิยา ธัมมา. สังกิลิฏฐะสังกิเลสิกา ธัมมา อะสังกิลิฏฐะสังกิเลสิกา ธัมมา อะสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกา ธัมมา. สะวิตักกะสะวิจารา ธัมมา อะวิตักกะวิจาระมัตตา ธัมมา อะวิตักกาวิจารา ธัมมา. ปีติสะหะคะตา ธัมมา สุขะสะหะคะตา ธัมมา อุเปกขาสะหะคะตา ธัมมา. ทัสสะเนนะ ปะหาตัพพา ธัมมา ภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา.
~ ๙๖ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ ทัสสะเนนะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา ภาวะนายะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา. อาจะยะคามิโน ธัมมา อะปะจะยะคามิโน ธัมมา เนวาจะยะคามิโน นาปะจะยะคามิโน ธัมมา. เสกขา ธัมมา อะเสกขา ธัมมา เนวะเสกขา นาเสกขา ธัมมา. ปะริตตา ธัมมา มะหัคคะตา ธัมมา อัปปะมาณา ธัมมา. ปะริตตารัมมะณา ธัมมา มะหัคคะตารัมมะณา ธัมมา อัปปะมาณารัมมะณา ธัมมา. หีนา ธัมมา มัชฌิมา ธัมมา ปะณีตา ธัมมา. มิจฉัตตะนิยะตา ธัมมา สัมมัตตะนิยะตา ธัมมา อะนิยะตา ธัมมา. มัคคารัมมะณา ธัมมา มัคคะเหตุกา ธัมมา มัคคาธิปะติโน ธัมมา. อุปปันนา ธัมมา อะนุปปันนา ธัมมา อุปปาทิโน ธัมมา. อะตีตา ธัมมา อะนาคะตา ธัมมา ปัจจุปปันนา ธัมมา. อะตีตารัมมะณา ธัมมา อะนาคะตารัมมะณา ธัมมา ปัจจุปปันนารัมมะณา ธัมมา. อัชฌัตตา ธัมมา พะหิทธา ธัมมา อัชฌัตตะพะหิทธา ธัมมา. อัชฌัตตารัมมะณา ธัมมา พะหิทธารัมมะณา ธัมมา อัชฌัตตะพะหิทธารัมมะณา ธัมมา. สะนิทัสสะนะสัปปะฏิฆา ธัมมา อะนิทัสสะนะสัปปะฏิฆา ธัมมา อะนิทัสสะนาปปะฏิฆา ธัมมา.
~ ๙๗ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ วิปัสสะนาภูมิปาฐะ ปัญจักขันธา. รูปักขันโธ, เวทะนากขันโธ, สัญญากขันโธ, สังขารักขันโธ, วิญญาณักขันโธ. ท๎วาทะสายะตะนานิ. จักข๎วายะตะนัง รูปายะตะนัง, โสตายะตะนัง สัททายะตะนัง, ฆานายะตะนัง คันธายะตะนัง, ชิว๎หายะตะนัง ระสายะตะนัง, กายายะตะนัง โผฏฐัพพายะตะนัง, มะนายะตะนัง ธัมมายะตะนัง. อัฏฐาระสะ ธาตุโย. จักขุธาตุรูปะธาตุ จักขุวิญญาณะธาตุ, โสตะธาตุ สัททะธาตุ โสตะวิญญาณะธาตุ, ฆานะธาตุ คันธะธาตุ ฆานะวิญญาณะธาตุ, ชิว๎หาธาตุ ระสะธาตุ ชิว๎หาวิญญาณะธาตุ, กายะธาตุ โผฏฐัพพะธาตุ กายะวิญญาณะธาตุ, มะโนธาตุ ธัมมะธาตุ มะโนวิญญาณะธาตุ. พาวีสะตินท๎ริยานิ. จักขุนท๎ริยัง โสตินท๎ริยัง ฆานินท๎ริยัง ชิว๎หินท๎ริยัง กายินท๎ริยัง มะนินท๎ริยัง, อิตถินท๎ริยัง ปุริสินท๎ริยัง ชีวิตินท๎ริยัง, สุขินท๎ริยัง ทุกขินท๎ริยัง โสมะนัสสินท๎ริยัง โทมะนัสสินท๎ริยัง อุเปกขินท๎ริยัง, สัทธินท๎ริยัง วิริยินท๎ริยัง สะตินท๎ริยัง สะมาธินท๎ริยัง ปัญญินท๎ริยัง, อะนัญญะตัญญัสสามีตินท๎ริยัง อัญญินท๎ริยัง อัญญาตาวินท๎ริยัง. จัตตาริอะริยะสัจจานิ. ทุกขัง อะริยะสัจจัง, ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง, ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง, ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง.
~ ๙๘ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ อวิชชาปัจจะยา สังขารา, สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง, วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง, นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง, สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส, ผัสสะปัจจะยา เวทะนา, เวทะนาปัจจะยา ตัณ๎หา, ตัณ๎หาปัจจะยา อุปาทานัง, อุปาทานะปัจจะยา ภะโว, ภะวะปัจจะยา ชาติ, ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ. เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ, สะมุทะโย โหติ. อะวิชชายะต๎เววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ, สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ, วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ, นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ, สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ, ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ, เวทะนานิโรธา ตัณ๎หานิโรโธ, ตัณ๎หานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ, อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ, ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ, ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ. เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ, นิโรโธ โหติ. บังสุกุลเป็ น อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ, ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง.
~ ๙๙ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ ติโรกุฑฑะกัณฑะสุตตะคาถา ติโรกุฑเฑสุ ติฏฐันติ สันธิสิงฆาฏะเกสุ จะ, ท๎วาระพาหาสุ ติฏฐันติ อาคันต๎วานะ สะกัง ฆะรัง. ปะหุเต อันนะปานัม๎หิ ขัชชะโภชเช อุปัฏฐิเต, นะ เตสัง โกจิ สะระติ สัตตานัง กัมมะปัจจะยา. เอวัง ทะทันติ ญาตีนัง เย โหนติอะนุกัมปะกา, สุจิง ปะณีตัง กาเลนะ กัปปิยัง ปานะโภชะนัง. อิทัง โว ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย, เต จะ ตัตถะ สะมาคันต๎วา ญาติเปตา สะมาคะตา. ปะหุเต อันนะปานัม๎หิ สักกัจจัง อะนุโมทะเร, จิรัง ชีวันตุ โน ญาตี เยสัง เหตุ ละภามะ เส. อัม๎หากัญจะ กะตา ปูชา ทายะกา จะ อะนิปผะลา, นะ หิ ตัตถะ กะสิ อัตถิ โครักเขตถะ นะ วิชชะติ. วะณิชชา ตาทิสี นัตถิ หิรัญเญนะ กะยากะยัง, อิโต ทินเนนะ ยาเปนติ เปตา กาละกะตา ตะหิง. อุณณะเต อุทะกัง วุฏฐัง ยะถานินนัง ปะวัตตะติ, เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ. ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง, เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ.
~ ๑๐๐ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๒ อะทาสิ เม อะกาสิ เม ญาติมิตตา สะขา จะ เม, เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา ปุพเพ กะตะมะนุสสะรัง. นะ หิรุณณัง วา โสโก วา ยา วัญญา ปะริเทวะนา, นะ ตัง เปตานะมัตถายะ เอวัง ติฏฐันติ ญาตะโย. อะยัญจะ โข ทักขิณา ทินนา สังฆัม๎หิ สุปะติฏฐิตา, ทีฆะรัตตัง หิตายัสสะ ฐานะโส อุปะกัปปะติ. โส ญาติธัมโม จะ อะยัง นิทัสสิโต, เปตานะ ปูชา จะ กะตา อุฬารา, พะลัญจะ ภิกขูนะมะนุปปะทินนัง, ตุม๎เหหิ ปุญญัง ปะสุตัง อะนัปปะกันติ. อาทิยะสุตตะคาถา ภุตตา โภคา ภะฏา ภัจจา วิติณณา อาปะทาสุ เม, อุทธัคคา ทักขิณา ทินนา อะโถ ปัญจะ พะลี กะตา. อุปัฏฐิตา สีละวันโต สัญญะตา พ๎รัหมะจาริโน, ยะทัตถัง โภคะมิจเฉยยะ ปัณฑิโต ฆะระมาวะสัง. โส เม อัตโถ อะนุปปัตโต กะตัง อะนะนุตาปิยัง, เอตัง อะนุสสะรัง มัจโจ อะริยะธัมเม ฐิโต นะโร. อิเธวะ นัง ปะสังสันติ เปจจะ สัคเค ปะโมทะตีติ.
~ ๑๐๑ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ • ขึ้น –แรม ๑๓ ค ่า • ปัพพะโตปะมะคาถา ยะถาปิ เสลา วิปุลา นะภัง อาหัจจะ ปัพพะตา, สะมันตา อะนุปะริเยยยุง นิปโปเถนตา จะตุททิสา. เอวัง ชะรา จะ มัจจุ จะ อะธิวัตตันติ ปาณิโน, ขัตติเย พ๎ราหมะเณ เวสเส สุทเท จัณฑาละปุกกุเส. นะ กิญจิ ปะริวัชเชติ สัพพะเมวาภิมัททะติ, นะ ตัตถะ หัตถีนัง ภูมิ นะ ระถานัง นะ ปัตติยา. นะ จาปิ มันตะยุทเธนะ สักกา เชตุง ธะเนนะ วา, ตัส๎มา หิ ปัณฑิโต โปโส สัมปัสสัง อัตถะมัตตะโน. พุทเธ ธัมเม จะ สังเฆ จะ ธีโร สัทธัง นิเวสะเย, โย ธัมมะจารี กาเยนะ วาจายะ อุทะ เจตะสา, อิเธวะ นัง ปะสังสันติ เปจจะ สัคเค ปะโมทะติ. อะริยะธะนะคาถา ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฎฐิตา, สีลัญจะ ยัสสะ กัล๎ยาณัง อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง. สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง, อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง. ตัส๎มา สัทธัญจะ สีลัญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง, อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธานะ สาสะนันติ.
~ ๑๐๒ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ ธัมมะนิยามะสุตตัง เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, สาวัตถิยัง วิหะระติ, เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ, อาราเม. ตัต๎ระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ. ภะทันเตติเต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง. ภะคะวา เอตะทะโวจะ. อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา, สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ. ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติอะภิสะเมติ, อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วา อาจิกขะติเทเสติ, ปัญญะเปติปัฏฐะเปติ, วิวะระติ วิภะชะติอุตตานีกะโรติ, สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ. อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา, สัพเพ สังขารา ทุกขาติ. ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติอะภิสะเมติ, อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วา อาจิกขะติ เทเสติ, ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ, วิวะระติวิภะชะติ อุตตานีกะโรติ, สัพเพ สังขารา ทุกขาติ. อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา, สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ. ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติอะภิสะเมติ, อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วา อาจิกขะติ เทเสติ, ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ, วิวะระติ วิภะชะติอุตตานีกะโรติ, สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ. อิทะมะโวจะ ภะคะวา, อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติ.
~ ๑๐๓ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ ติลักขะณาทิคาถา ( ไตรลักษณ์ ) สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ, อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา. สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ, อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา. สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ, อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา. อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน, อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ. เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน, เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง. กัณ๎หัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต, โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง. ตัต๎ราภิระติมิจเฉยยะ หิต๎วา กาเม อะกิญจะโน, ปะริโยทะเปยยะ อัตตานัง จิตตัก๎เลเสหิ ปัณฑิโต. เยสัง สัมโพธิยังเคสุ สัมมา จิตตัง สุภาวิตัง, อาทานะปะฏินิสสัคเค อะนุปาทายะ เย ระตา, ขีณาสะวา ชุติมันโต เต โลเก ปะรินิพพุตาติ.
~ ๑๐๔ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ ภัทเทกะรัตตะคาถา อะตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง, ยะทะตีตัมปะหีนันตัง อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง. ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ, อะสังหิรัง อะสังกุปปัง ตัง วิทธา มะนุพ๎รูหะเย. อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว, นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา. เอวัง วิหาริมาตาปิง อะโหรัตตะมะตันทิตัง, ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สันโต อาจิกขะเต มุนีติ. ติอุทานะคาถา ( พุทธอุทาน ) ยะทา หะเว ปาตุภะวันติธัมมา, อาตาปิโน ฌายะโต พ๎ราหมะณัสสะ, อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา, ยะโต ปะชานาติสะเหตุธัมมัง. ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา, อาตาปิโน ฌายะโต พ๎ราหมะณัสสะ, อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา, ยะโต ขะยัง ปัจจะยานัง อะเวทิ. ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา, อาตาปิโน ฌายะโต พ๎ราหมะณัสสะ, วิธูปะยัง ติฏฐะติ มาระเสนัง, สูโรวะ โอภาสะยะมันตะลิกขันติ.
~ ๑๐๕ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ พระสะหัสสะนัย สุทธิกะปะฏิปะทา กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพ๎ยากะตา ธัมมา. กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา. วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา. วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยัง ฌานัง, ตะติยัง ฌานัง, จะตุตถัง ฌานัง, ปะฐะมัง ฌานัง ปัญจะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ สุญญะตะมูละกะปะฏิปะทา กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา
~ ๑๐๖ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ ปัตติยา. วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุญญะตัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุญญะตัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุญญะตัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุญญะตัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา. วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยัง ฌานัง, ตะติยัง ฌานัง, จะตุตถัง ฌานัง, ปะฐะมัง ฌานัง ปัญจะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุญญะตัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุญญะตัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุญญะตัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุญญะตัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ อัปปะณิหิตะปะฏิปะทา กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา. วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะณิหิตัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิหิตัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะณิหิตัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิหิตัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ
~ ๑๐๗ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา. วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยัง ฌานัง, ตะติยัง ฌานัง, จะตุตถัง ฌานัง, ปะฐะมัง ฌานัง ปัญจะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะณิหิตัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิหิตัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะณิหิตัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิหิตัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ อะธิปะติ กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา. วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ
~ ๑๐๘ ~ ห ม ว ด ๔ ๑๓ กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ, นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา. วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยัง ฌานัง, ตะติยัง ฌานัง, จะตุตถัง ฌานัง, ปะฐะมัง ฌานัง ปัญจะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, อะทุกขะมะสุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, อะทุกขะมะสุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง. ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ, อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ
หมวดที่ ๕ เมตตา โดยเนื้อมนต์ส่วนสุดท้ายนี้เหมาะสมอย่างยิ่งในการเจริญสมาธิภาวนาระหว่างวัน และทั้งความหมายแห่งบทก็จะเน้นในอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาภาวนาไปในตัว ทั้งเนื้อบทสวดมนต์ก็ท่องได้ไม่ยาก บุคคลโดยทั่วไปก็สามารถที่จะใช้เวลาในการ หัดท่องบ่นไม่นานนัก และสามารถใช้เป็นเครื่องระลึกระหว่างวันได้ดี ทิพย์มนต์คาถาท่านพ่อลี ธัมมะธะโร ระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย ผนวกเข้ากับธาตุต่างๆ และแผ่เมตตาไปยัง สรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีความเกี่ยวข้องกัน ให้เข้าใจถึงอานิสงส์แห่งผู้มีเมตตา ( แบบย่อใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที, สวดแจง ๖ ธาตุ ใช้เวลาประมาณ ๒๕ นาที ) บทเมตตาหลวง ( หลวงปู่มั่นนิยมใช้เจริญภาวนาโดยบทนี้) ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มักจะใช้เจริญสติภาวนาอยู่เป็นประจำ โดยผู้ที่นำมาเผยแผ่คาถานี้ต่อมาก็คือ หลวงปู่ขาว อะนาละโย วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู และผู้รับสืบต่อมาอีก คือ หลวงปู่เมตตาหลวง หรือ พระญาณสิทธาจารย์ ( สิงห์ สุนทะโร ) วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม จ.นครราชสีมา โดยข้าพเจ้าเห็นว่าบทนี้เหมาะแก่การทำสมาธิดีนัก เนื่องด้วยว่าต้องใช้ความ จดจ่อในการแจกแจงการสวดหรือบริกรรม เพื่อมิให้มีการผิดพลาด เพราะถ้าหาก เผลอสติแม้แต่น้อย ก็อาจจะทำให้หลงลืมในขณะที่สวด หรือบริกรรมขณะนั้นๆ ได้เลยทีเดียว ส่วนวิธีการท่องจำนั้นก็ไม่ยากนัก โดยช่วงแรกเปิดหนังสือท่อง และ ทำความเข้าใจก่อน จากนั้นเมื่อจำวิธีแจกแจงได้แล้ว จึงใช้เป็นคำบริกรรมได้ทุกขณะ
ท้ายบท และบทพิจารณา โดยช่วงท้ายบทนี้จะมีบทจำพวกให้พิจารณาที่เป็นทั้งบาลีและคำแปลไทย ซึ่งเป็นบทที่ให้ทำความเข้าใจได้คร่าวๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน แผ่เมตตา ความหมายของคำว่า “เมตตา” นั้นเปรียบได้กับคำว่า การคำนึงถึงใจเขาใจเรา โดยทั่วไปบุคคลส่วนมากนั้นย่อมไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการแผ่เมตตา การแผ่เมตตาก็ดี การอุทิศส่วนกุศลก็ดี หลายคนอาจจะสงสัยว่าผู้ที่รับนั้นได้รับ จริงหรือไม่ถ้าได้รับแล้วจะเป็นรูปแบบไหน ข้าพเจ้าขออธิบายและเปรียบเปรยเบื้องต้น ดังนี้ว่า ผู้ที่มีสติคำนึงถึงใจเขาใจเราก่อนกระทำการใดๆ ทุกขณะ การกระทำนั้นๆ ย่อมส่งผลให้จิตใจผู้นั้นปลอดโปร่งสบายใจ เพราะไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเลย ความรู้สึกเช่นนั้นแลในบุคคลนั้น มีความสงบสุขเพียงใด บุคคลนั้นได้กระทำการส่งต่อ ซึ่งความรู้สึกนั้นๆ ไปยังทุกสรรพสิ่งให้ได้รับรู้ว่า “การกระทำแบบเรานี้ เราได้ประสพซึ่ง ความสุข ความน่ายินดีเช่นนี้ สรรพสิ่งทั้งหลายพึงกระทำแบบนี้ เพื่อจะได้ประสพผล แบบเรานี้บ้างหนอ” หากผู้ที่รับนั้นเป็นผู้ที่เคยประสพแบบนี้มา ก็สามารถเข้าใจได้ และกระทำใจให้ร่มเย็นได้หากแต่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจความสุขจากการไม่เบียดเบียนนั้น ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะประสพและเข้าใจถึงความสุขนั้นๆ แล ฉะนั้น บุคคลควรเรียนรู้และกระทำในใจไว้ให้มากถึงความไม่เบียดเบียนเช่นนี้ เพื่อสั่งสมไว้เป็นทุนแห่งตนในขณะที่ตนนั้นยังมีโอกาสและสามารถทำได้อยู่
~ ๑๐๙ ~ ห ม ว ด ๕ ๑๔ • ขึ้น –แรม ๑๔ ค ่า • ทิพย์มนต์คาถา ท่านพ่อลี ธัมมะธะโร พุทธคุณตั้งธาตุ พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. สังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. ทุติยัมปิ พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. ทุติยัมปิ ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. ทุติยัมปิ สังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. ตะติยัมปิ พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. ตะติยัมปิธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. ตะติยัมปิสังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ. หมวดธาตุ ๖ ๑. หมวดธาตุลม ( วาโยธาตุ ) วาโยจะ พุทธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, วาโยจะ ธัมเมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, วาโยจะ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง,
~ ๑๑๐ ~ ห ม ว ด ๕ ๑๔ ๒. หมวดธาตุไฟ ( เตโชธาตุ ) เตโช จะ พุทธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, เตโช จะ ธัมเมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, เตโช จะ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ๓. หมวดธาตุน ้า ( อาโปธาตุ ) อาโป จะ พุทธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, อาโป จะ ธัมเมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, อาโป จะ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ๔. หมวดธาตุดิน ( ปฐวีธาตุ ) ปะฐะวี จะ พุทธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ปะฐะวี จะ ธัมเมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ปะฐะวี จะ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ๕. หมวดอากาศ ( อากาศธาตุ ) อากาสา จะ พุทธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, อากาสา จะ ธัมเมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, อากาสา จะ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ๖. หมวดวิญญาณ ( วิญญาณธาตุ ) วิญญาณัญจะ พุทธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิสัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.
~ ๑๑๑ ~ ห ม ว ด ๕ ๑๔ วิญญาณัญจะ ธัมเมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. วิญญาณัญจะ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิอัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ. ธาตุปะริสุทธานุภาเวนะ, สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วิมุจจันติ, อิติ อุทธะมะโธ ติริยัง สัพพะธิ สัพพัตตะตายะ สัพพาวันตัง โลกัง, เมตตา กะรุณา มุทิตา อุเปกขา สะหะคะเตนะ เจตะสา, จะตุททิสัง ผะริต๎วา วิหะระติ, สุขัง สุปะติ สุขัง ปะฏิพุชฌะติ, นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ, มะนุสสานัง ปิโย โหติ อะมะนุสานัง ปิโย โหติ, เทวะตา รักขันติ, นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ, ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ, มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ, อะสัมมุฬ๎โห กาลัง กะโรติ, อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พ๎รัหมะโลกูปะโค โหติ. อิติ อุทธะมะโธ ติริยัง อะเวรัง อะเวรา สุขะชีวิโน, กะตัง ปุญญะผะลัง มัย๎หัง สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต, ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา, สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ, โสตถี โหนตุ นิรันตะรัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง. ( หากต้องการสวดเต็ม พึงแจกทุกธาตุตามหมวดวิญญาณธาตุ )
~ ๑๑๒ ~ ห ม ว ด ๕ ๑๕ • ขึ้น –แรม ๑๕ ค ่า • บทเมตตาหลวง อะหัง สุขิโต โหมิ, นิททุกโข โหมิ, อะเวโร โหมิ, อัพ๎ยาปัชโฌ โหมิ, อะนีโฆ โหมิ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ. แบบปกติ ( A = จำแนก ) ( B = หมวด ) ๑. สัพเพ สัตตา ๑. เมตตา ( พรหมวิหาร ) ๒. สัพเพ ปาณา อะเวรา อัพ๎ยาปัชฌา อะนีฆา ๓. สัพเพ ภูตา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ. ๔. สัพเพ ปุคคะลา ๒. กะรุณา ( พรหมวิหาร ) ๕. สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ. ๖. สัพพา อิตถิโย ๓. มุทิตา ( พรหมวิหาร ) ๗. สัพเพ ปุริสา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ. ๘. สัพเพ อะริยา ๔. อุเปกขา ( พรหมวิหาร ) ๙. สัพเพ อะนะริยา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี ๑๐. สัพเพ เทวา กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสะระณา, ๑๑. สัพเพ มะนุสสา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัล๎ยาณัง วา ๑๒. สัพเพ วินิปาติกา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ.
~ ๑๑๓ ~ ห ม ว ด ๕ ๑๕ ทั่วทิศ แบบพิสดาร ( A = ทิศ ) ( B = จำแนก ) ๑. สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ๑. สัตตา ๒. สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ๒. ปาณา ๓. สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ๓. ภูตา ๔. สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ๔. ปุคคะลา ๕. สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ๕. อัตตะภาวะปะริยาปันนา ๖. สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ๖. ( สัพพา ) อิตถิโย ๗. สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ๗. ปุริสา ๘. สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ๘. อะริยา ๙. สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ๙. อะนะริยา ๑๐. สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ๑๐. เทวา ๑๑. มะนุสสา ๑๒. วินิปาติกา ( C = หมวด ) ๑. เมตตา ( พรหมวิหาร ) อะเวรา อัพ๎ยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ. ๒. กะรุณา ( พรหมวิหาร ) สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ. ๓. มุทิตา ( พรหมวิหาร ) ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ. ๔. อุเปกขา ( พรหมวิหาร ) กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสะระณา, ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ.
~ ๑๑๔ ~ ห ม ว ด ๕ ๑๕ วิธีการสวด สวดแบบปกติ เริ่มที่ A 1 ---> B 1 ( สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพ๎ยา......ปะริหะรันตุ. ) จนถึง A 12 ---> B 1 ( สัพเพ วินิปาติกา อะเวรา อัพ๎ยา...ปะริหะรันตุ. ) จากนั้น A 1 ---> B 2 ( สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ. ) จนถึง A 12 ----> B 2 ( สัพเพ วินิปาติกา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ. ) ต่อไปจนถึง A 12 ---> B 4 ( สัพเพ วินิปาติกา กัมมัสสกา.....ภะวิสสันติ. ) ( จบ แบบปกติ ) การสวดแบบพิสดาร เริ่มที่ A 1 ---> B 1 ---> C 1 ( สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวราฯ ) จนถึง A 10 ---> B 1 ---> C 1 ( สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวราฯ ) จากนั้น A 1 ---> B 2 ---> C 1 ( สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปาณา อะเวราฯ ) จนถึง A 10 ---> B 2 ---> C 1 ( สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปาณา อะเวราฯ ) ต่อไปจนถึง A 10 ---> B 12 ----> C 1 ( สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวราฯ ) ( จบ ช่วงที่ 1 ในหมวด C 1 ) โดยสวดแจกแจงแบบเดียวกันในหมวดถัดไป ( C 2,3,4 ) ** แต่ละหมวดจะใช้เวลาพอสมควร ไม่จำเป็นต้องสวดจบทั้งหมดในคราวเดียวก็ได้ ** *** ในหมวด สัพพา อิตถิโย ทั้งหมด ให้เปลี่ยน สัพเพ จากแบบปกติเป็น สัพพา *** ยกตัวอย่างเช่น สัพพา อิตถิโย สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ. สัพพา ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อิตถิโย สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ.
~ ๑๑๕ ~ • ท้ายบท • เทวะตาอุยโยชนะนะคาถา ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา, โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน. เอตตาวะตา จะ อัม๎เหหิ สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง, สัพเพ เทวานุโมทันตุ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา. ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา, ภาวะนาภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา. สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง, อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโส. อะตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐะ อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง. อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา โย ปิณฑะปาโต ปะริภุตโต, โส เนวะ ท๎วายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุปะระติยา พ๎รัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาต๎รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ. ท้าย บท ๐
~ ๑๑๖ ~ อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง. อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา โย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโต, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพ๎ยาปัชฌะปะระมะตายาติ. ๑. อะภิณ๎หะปัจจะเวกขะณะปาฐะ ( แปล ) ๑. ชะราธัมโมม๎หิ ชะรัง อะนะตีโต. เรามีความแก่เป็นธรรมดา จักล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้. ๒. พ๎ยาธิธัมโมม๎หิ พ๎ยาธิง อะนะตีโต. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จักล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้. ๓. มะระณะธัมโมม๎หิ มะระณัง อะนะตีโต. เรามีความตายเป็นธรรมดา จักล่วงพ้นความตายไปไม่ได้. ๔. สัพเพหิเม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว. เราจักละเว้นเป็นต่างๆ , คือว่าจักต้องพลัดพรากจากของรัก ของ ชอบ ( เจริญ ) ใจทั้งสิ้นไป. ท้าย บท ๑
~ ๑๑๗ ~ ๕. กัมมัสสะโกม๎หิกัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุกัมมะปะฏิสะระโณ, เรามีกรรมเป็นของของตน, เป็นผู้ได้รับผลของกรรม, มีกรรมเป็นแดนเกิด, มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย. ( เรามีกรรมเป็นของของตน, มีกรรมเป็นผู้ให้ผล, มีกรรมเป็นแดนเกิด, มีกรรมเป็นผู้ติดตาม, มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย. ) ยัง กัมมัง กะริสสามิกัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ. เราจักทำกรรมอันใดไว้, ดีหรือชั่ว , เราจักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น. ( เราจักทำกรรมอันใดไว้, เป็นบุญหรือเป็นบาป , เราจักเป็นทายาท, คือว่า จักต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป. ) เอวัง อัม๎เหหิ อะภิณ๎หัง ปัจจะเวกขิตัพพัง. เราทั้งหลาย ควรพิจารณา ทุกวันๆ อย่างนี้แล. ( เราทั้งหลาย ควรพิจารณา อย่างนี้ทุกวัน ๆ เถิด. ) * บางพื้นที่ จะสวดแปลในวงเล็บ ก็ได้ ท้าย บท ๑
~ ๑๑๘ ~ ๒. กายะคะตาสะติกัมมัฏฐานะปาฐะ ( แปล ) อะยัง โข เม กาโย, กายของเรานี้แล อุทธัง ปาทะตะลา, เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา อะโธ เกสะมัตถะกา, เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป ตะจะปะริยันโต, มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน, เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อัตถิ อิมัส๎มิง กาเย, มีอยู่ในกายนี้ ๑. เกสา คือ ผมทั้งหลาย ๒. โลมา คือ ขนทั้งหลาย ๓. นะขา คือ เล็บทั้งหลาย ๔. ทันตา คือ ฟันทั้งหลาย ๕. ตะโจ คือ หนัง ๖. มังสัง คือ เนื้อ ๗. นะหารู คือ เอ็นทั้งหลาย ๘. อัฏฐี คือ กระดูกทั้งหลาย ๙. อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก ๑๐. วักกัง ม้าม ๑๑. หะทะยัง หัวใจ ๑๒. ยะกะนัง ตับ ๑๓. กิโลมะกัง พังผืด ๑๔. ปิหะกัง ไต ๑๕. ปัปผาสัง ปอด ๑๖. อันตัง ไส้ใหญ่ ๑๗. อันตะคุณัง ไส้น้อย ๑๘. อุทะริยัง อาหารใหม่ ๑๙. กะรีสัง อาหารเก่า ๒๐. มัตถะลุงคัง มันสมอง *( มัตถะเก มัตถะลุงคัง เยื่อในสมองศีรษะ )* ๒๑. ปิตตัง น้ำดี ๒๒. เสม๎หัง น้ำเสลด ๒๓. ปุพโพ น้ำเหลือง ๒๔. โลหิตัง น้ำเลือด ๒๕. เสโท น้ำเหงื่อ ๒๖. เมโท น้ำมันข้น ๒๗. อัสสุ น้ำตา ๒๘. วะสา น้ำมันเหลว ๒๙. เขโฬ น้ำลาย ๓๐. สิงฆาณิกา น้ำมูก ๓๑. ละสิกา น้ำไขข้อ ๓๒. มุตตัง น้ำมูตร ท้าย บท ๒
~ ๑๑๙ ~ เอวะ มะยัง เม กาโย กายของเรานี้อย่างนี้ อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการ ต่างๆ อย่างนี้แล ๓. บทพิจารณา ๓.๑ ปะกิณณะกะคาถา ( แปล ) อุปะนียะติ โลโก โลกคือหมู่สัตว์อันชราต้อนไปอยู่ อัทธุโว เป็นผู้ไม่ยั่งยืน อาตาโณ โลโก โลกไม่มีผู้ต่อต้าน อะนะภิสสะโร ไม่มีผู้เป็นยิ่งใหญ่ อัสสะโก โลโก โลกไม่มีสิ่งเป็นของของตน สัพพัง ปะหายะ คะมะนียัง จำจะต้องละทิ้งสิ่งทั้งสิ้นแล้วต้องไป อูโนโลโก โลกยังพร่องอยู่ อะติตโต เป็นผู้ยังไม่อิ่มไม่เบื่อ ตัณ๎หาทาโส จึงต้องเป็นทาสแห่งตัณหา ท้าย บท ๓
~ ๑๒๐ ~ ๓.๒ ภาระสุตตะคาถา ( แปล ) ภารา หะเว ปัญจักขันธา ปัญจะขันธ์ทั้งหลายนี้เป็นภาระจริงๆ ภาราหาโร จะ ปุคคะโล แต่บุคคลก็ยังยึดถือภาระไว้ ภาราทานัง ทุกขัง โลเก แท้จริงการยึดถือภาระในโลกเป็นความทุกข์ ภาระนิกเขปะนัง สุขัง การปล่อยวางภาระเสียได้เป็นความสุข นิกขิปิต๎วา คะรุง ภารัง ครั้นปล่อยวางภาระอย่างหนักได้แล้ว อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ ไม่ยึดถือซึ่งภาระอย่างอื่นไว้ สะมูลัง ตัณ๎หัง อัพภุย๎หะ เป็นผู้รื้อถอนตัณหากับทั้งมูลรากได้แล้ว นิจฉาโต ปะรินิพพุโตติ เป็นผู้หมดอยากดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ได้แล ๓.๓ คารวะคาถา ( แปล ) สัตถุคะรุ ธัมมะคะรุ ผู้เคารพหนักแน่นในพระศาสดา ผู้เคารพหนักแน่นในพระธรรม สังเฆ จะ ติพพะคาระโว และผู้มีความเคารพแก่กล้าในพระสงฆ์ สะมาธิคะรุ อาตาปี ผู้มีความเพียรหนักแน่นในสมาธิ สิกขายะ ติพพะคาระโว ผู้มีความเคารพแก่กล้าในไตรสิกขา อัปปะมาทะคะรุ ภิกขุ ผู้เห็นภัยหนักแน่นในความไม่ประมาท ปะฏิสันถาระคาระโว มีความเคารพในการปฏิสันถาร อะภัพโพ ปะริหานายะ ย่อมเป็นผู้ไม่พอเพื่อจะเสื่อมเสีย นิพพานัสเสวะ สันติเก เป็นผู้ปฏิบัติใกล้พระนิพพานโดยแท้แล ท้าย บท ๓
~ ๑๒๑ ~ ๔. ทะสะธัมมะสุตตัง (แปล ) ทะสะ อิเม ภิกขะเว ธัมมา, ปัพพะชิเตนะ อะภิณ๎หัง ปัจจะเวกขิตัพพา. ธรรมของผู้บวชในพระศาสนาควรพิจารณาทุกวันๆ ๑๐ อย่างนี้คือ ๑. เววัณณิยัม๎หิ อัชฌูปะคะโตติ. บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว, อาการกิริยาใดๆ ของสมณะ, เราต้องทำอาการกิริยานั้นๆ. ๒. ปะระปะฏิพัทธา เม ชีวิกาติ. การเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น, เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย. ๓. อัญโญ เม อากัปโป กะระณีโยติ. อาการกาย วาจา อย่างอื่น, ที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ยังมีอยู่อีก มิใช่เพียงเท่านี้. ๔. กัจจิ นุ โข เม อัตตา สีละโต นะ อุปะวะทะตีติ. ตัวเราเองติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่. ๕. กัจจิ นุ โข มัง อะนุวิจจะ วิญญู สะพ๎รัหมะจารีสีละโต นะ อุปะวะทันตีติ. ท่านผู้รู้ใคร่ครวญแล้วติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่. ๖. สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโวติ. เราจักละเว้นเป็นต่างๆ, คือว่าจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นไป. ท้าย บท ๔
~ ๑๒๒ ~ ๗. กัมมัสสะโกม๎หิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิกัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ, ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามีติ. เรามีกรรมเป็นของของตน, เป็นผู้ได้รับผลของกรรม, มีกรรมเป็นแดนเกิด, มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย. เราจักทำกรรมอันใดไว้, ดีหรือชั่ว, เราจะต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น. ๘. กะถัมภูตัสสะ เม รัตตินทิวา วีติปะทันตีติ. วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่. ๙. กัจจิ นุ โขหัง สุญญาคาเร อะภิระมามีติ. เรายินดีในที่สงัดหรือไม่. ๑๐. อัตถินุ โข เม อุตตะริมะนุสสะธัมมา, อะละมะริยะญาณะทัสสะนะวิเสโส อะธิคะโต, โสหัง ปัจฉิเม กาเล สะพ๎รัหมะจารีหิ, ปุฏโฐ นะ มังกุ ภะวิสสามีติ. คุณธรรมอันวิเศษ โลกุตตรกุศล เกิดมีในตนหรือไม่, ที่จะทำให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน, ในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง. อิเม โข ภิกขะเว ทะสะ ธัมมา, ธรรม ๑๐ ประการนี้. ปัพพะชิเตนะ, อันบรรพชิต. อะภิณ๎หัง ปัจจะเวกขิตัพพาติ. ควรพิจารณาทุกวันๆ อย่าได้ประมาท. อิทะมะโวจะ ภะคะวา, อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติ. ท้าย บท ๔
~ ๑๒๓ ~ ๕. นมัสการรอยพระพุทธบาท ( แปล ) วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระติณณัง. ข้าพเจ้าขอนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ข้ามพ้นฝั่งแห่งภพ. ติโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง. ผู้เป็นธงชัยแห่งไตรโลก ผู้เป็นนาถะเอกของไตรภพ. โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสัง, เฉต๎วานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตัง. ผู้ประเสริฐในโลกตัดกิเลสทั้งสิ้นได้แล้ว, ช่วยปลุกชนหาที่สุดมิได้ ให้ตื่น. ( ให้ตรัสรู้มรรคผลและนิพพาน ) ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลิเน จะ ตีเร. รอยพระบาทใดอันพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้, บนหาดทรายแทบฝั่งแม่น้ำนัมมะทา. ยัง สัจจะพันธะคิริเก สุมะนา จะ ลัคเค. รอยพระบาทใดอันพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้, เหนือยอดภูเขาสัจจะพันธ์และเหนือยอดภูเขาสุมนา. ( เหนือเขาสัจจะพันธ์และเหนือยอดเขาสุมนา ) ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร มุนิโน จะ ปาทัง. รอยพระบาทใดอันพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้, ในเมืองโยนก. ตัง ปาทะลัญชะนะมะหัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้าขอนมัสการพระบาทและรอยพระบาทนั้นๆ ของพระมุนีด้วยเศียรเกล้า. ท้าย บท ๕
~ ๑๒๔ ~ สุวัณณะมาลิเก สุวัณณะปัพพะเต สุมะนะกูเฏ โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา, ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต. ข้าพเจ้าขอนมัสการสถานที่มีรอยพระบาท ( อันประเสริฐ ) ๕ สถานแต่ที่ไกล, คือ ที่ภูเขาสุวรรณมาลิก ๑, ที่ภูเขาสุวรรณบรรพต ๑, ที่ ( ยอด ) ภูเขาสุมนกูฏ ๑, ที่โยนกบุรี ๑, ที่แม่น้ำนัมมะทา ๑. อิจเจวะ มัจจันตะ นะมัสสะเนยยัง, นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง. ข้าพเจ้านมัสการอยู่ซึ่งพระรัตนตรัยใด, อันบุคคลควรไหว้โดยอย่างเดียวนี้ ด้วยประการฉะนี้. ( อันบุคคลควรไหว้โดยส่วนยิ่ง. ) ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง. ได้แล้วซึ่งห้วงแห่งบุญอันไพบูลย์. ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย. ขออานุภาพพระรัตนตรัยนั้น จงขจัดอันตรายเสียเถิด. อามันตะยามิ โว ภิกขะเว. ( อุบาสก, อุบาสิกา พึงว่า อุปาสะเก, อุปาสิกา ) ดูก่อนภิกษุ ( อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งหลาย, เราขอเตือนท่านทั้งหลาย. ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว. ( อุบาสก, อุบาสิกา พึงว่า อุปาสะเก, อุปาสิกา ) ดูก่อนภิกษุ ( อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งหลาย, เราขอให้ท่านทั้งหลายทราบไว้ว่า. ขะยะวะยะธัมมา สังขารา. สังขารทั้งหลายมีอันเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา. อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ. ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ( และ ) ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด. ( ด้วยประการฉะนี้แล. ) ท้าย บท ๕
~ ๑๒๕ ~ ๖. ปัตติทานะคาถา ( แปล ) ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม, เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา. ขอสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ, จงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้า ได้ทำในบัดนี้, แลแห่งบุญทั้งหลายอื่นที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว. เย ปิยา คุณะวันตา จะ. คือ ชนเหล่าใดเป็นที่รัก ผู้มีคุณ. มัย๎หัง มาตาปิตาทะโย. มีมารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น. ทิฏฐา เม จาป๎ยะทิฏฐา วา. ที่ข้าพเจ้าได้เห็น หรือ แม้ไม่ได้เห็น. อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน, สัตตา ติฏฐันติ โลกัส๎มิง. แลสัตว์ทั้งหลายอื่นที่เป็นกลาง แลมีเวรกันตั้งอยู่ในโลก. เตภุมมา จะตุโยนิกา. เกิดในภูมิ ๓ เกิดในกำเนิด ๔. ปัญเจกะจะตุโวการา. มีขันธ์ ๕ แลขันธ์ ๑ แลขันธ์ ๔. ท้าย บท ๖
~ ๑๒๖ ~ สังสะรันตา ภะวาภะเว. ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อย แลภพใหญ่. ญาตัง เย ปัตติทานัมเม. สัตว์เหล่าใดทราบการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้าแล้ว. อะนุโมทันตุ เต สะยัง. ขอสัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด. เย จิมัง นัปปะชานันติ. ก็สัตว์เหล่าใดย่อมไม่ทราบการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้านี้. เทวา เตสัง นิเวทะยุง. ขอเทพทั้งหลายพึงแจ้งแก่สัตว์เหล่านั้น. มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะเหตุนา. เพราะเหตุคืออนุโมทนาบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าให้แล้ว. สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน. ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีเวร อยู่เป็นสุขเสมอเถิด. เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ. แลจงถึงทางอันเกษมเถิด. เตสาสา สิชฌะตัง สุภา. ขอความหวังอันดีของสัตว์เหล่านั้นจงสำเร็จเทอญ. ท้าย บท ๖
~ ๑๒๗ ~ ๗. บทปลงสังขาร ๑ มนุษย์เราเอ๋ย เกิดมาทำไม นิพพานมีสุข อยู่ใยมิไป ตัณหาหน่วงหนัก หน่วงชักหน่วงไว้ ฉันไปไม่ได้ ตัณหาผูกพัน ห่วงนั้นพันผูก ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงทรัพย์ศฤงคาร จงละเสียเถิด จะได้ไปนิพพาน ข้ามพ้นภพสาม ยามหนุ่มสาวน้อย หน้าตาแช่มช้อย งามแล้วทุกประการ แก่เฒ่าหนังยาน แต่ล้วนเครื่องเหม็น เอ็นใหญ่เก้าร้อย เอ็นน้อยเก้าพัน มันมาทำเข็ญ ให้ร้อนให้เย็น เมื่อยขบทั้งตัว ขนคิ้วก็ขาว นัยน์ตาก็มัว เส้นผมบนหัว ดำแล้วกลับหงอก หน้าตาเว้าวอก ดูน่าบัดสี จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร จะเข้าที่นอน พึงสอนภาวนา พระอนิจจัง พระอนัตตา เราท่านเกิดมา รังแต่จะตาย ผู้ดีเข็ญใจ ก็ตายเหมือนกัน เงินทองทั้งนั้น มิติดตัวไป ตายไปเป็นผี ลูกเมียผัวรัก เขาชักหน้าหนี เขาเหม็นซากผี เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้อง เขาหามเอาไป เขาวางลงไว้ เขานั่งร้องไห้ แล้วกลับคืนมา อยู่แต่ผู้เดียว ป่าไม้ชายเขียว เหลียวไม่เห็นใคร เห็นแต่ฝูงแร้ง เห็นแต่ฝูงกา เห็นแต่ฝูงหมา ยื้อแย่งกันกิน ดูน่าสมเพช กระดูกกูเอ๋ย เรี่ยรายแผ่นดิน ท้าย บท ๗