The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการวินิจฉัย HIV สภาเทคนิคการแพทย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tirawat Wannatung, 2020-11-24 04:20:57

คู่มือการวินิจฉัย HIV สภาเทคนิคการแพทย์

คู่มือการวินิจฉัย HIV สภาเทคนิคการแพทย์

Keywords: AIDA HIV

1

คมู ือการตรวจหาการตดิ เช้อื เอชไอวี
สําหรับเทคนิคการแพทย

2

คมู อื การตรวจหาการติดเชอื้ เอชไอวี
สาํ หรับเทคนคิ การแพทย

จัดพมิ พโ ดย :

สภาเทคนคิ การแพทย
ชน้ั 2 อาคารกองวศิ วกรรมการแพทย
กระทรวงสาธารณสุข ถนนสาธารณสขุ 8
เลขที่ 88/33 หมู 4 ถนนติวานนท ตําบลตลาดขวญั อําเภอเมอื ง จังหวัดนนทบรุ ี 11000
โทรศพั ท 0-2580-0229 โทรสาร 0-2580-0229
Email: [email protected]
Website: http://www.mtc.or.th/

พิมพค รั้งที่ 1 กมุ ภาพนั ธ 2560 จํานวน 2000 เลม
ISBN: 978-616-92843-0-7

สงวนลขิ สทิ ธิ์ตามพระราชบญั ญัติลขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. 2537 และทแี่ กไขเพม่ิ เตมิ
พมิ พท :่ี P.S.service

เลขที่ 1 ซอยปราโมทย 3 ถนนสีลม เขตบางรกั แขวงสรุ ยิ วงศ กทม.101500

3

รายชื่อผนู พิ นธ

1. ผชู วยศาสตราจารย ทนพญ. กลั ยาณี คพู ลู ทรัพย
ศูนยชนั สูตรผปู วยนอก ภาควชิ าพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวิทยาลยั มหดิ ล

2. ผูชวยศาสตราจารย ดร. ทนพญ. ธรี กุล อาภรณส วุ รรณ
ภาควิชาเทคนิคการแพทย คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

3. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร. ทนพญ. วัชนันท วงศเ สนา
ภาควิชาเทคนิคการแพทย คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร

4. ทนพญ. วิไล เฉลมิ จนั ทร
ศนู ยค วามรว มมอื ไทยสหรฐั กระทรวงสาธารณสขุ (ขาราชการบํานาญ กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย)

5. ผูชว ยศาสตราจารย ทนพ. ศักดิ์ชยั เดชตรัยรัตน
แขนงวิชาภมู คิ ุมกนั วทิ ยาคลินิก คณะเทคนคิ การแพทย มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม

6. ทนพญ. ศิรริ ัตน ลกิ านนทส กลุ
กลุม ปฏบิ ัติการเทคนคิ การแพทย และอา งองิ ดา นโรคติดเชอ้ื สถาบนั บําราศนราดูร กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสขุ

7. รองศาสตราจารย ดร. ทนพญ. สดุ า ลยุ ศริ โิ รจนกลุ
ภาควชิ าจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตรศ ิรริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล

8. ทนพ. สมบูรณ หนไู ข
ศูนยค วามรว มมือไทยสหรฐั กระทรวงสาธารณสุข

4

คาํ นํา

การจัดทําคูมือเทคนิคการแพทยเรือ่ งการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี เปนแนวคิดของสภาเทคนิค
การแพทยท่ีจะจัดทําคูมือเทคนิคการแพทยเรื่องตางๆ ขึ้น เพื่อใชเปนแหลงความรูหรอื แหลงอางอิงสําหรับ
นักเทคนิคการแพทย ผปู ฏิบัตงิ านอยูใ นหองปฏิบัตกิ ารทางการแพทย ในคูม ือฉบับนีจ้ ะประกอบไปดว ยเนือ้ หา
ดานตางๆ เชน ดานนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมและปองกันโรคเอดส ดานแนวทางการตรวจวินิจฉัยการ
ตดิ เชื้อเอชไอวี เทคโนโลยกี ารตรวจตา งๆ การควบคุมคุณภาพการตรวจ ปญหาถาม-ตอบ และดานกฎหมาย
ตา งๆ ท่คี วรรู

คณะผจู ัดทาํ คูมือเทคนิคการแพทยเร่ืองการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีหวงั เปนอยางยงิ่ วาจะเปน
ประโยชนตอ ผทู ไ่ี ดศกึ ษาและพฒั นาแนวทางการตรวจใหไ ดมาตรฐาน มีความถูกตองและแมนยํา

คณะผจู ดั ทําคูมอื เทคนคิ การแพทย

5

คาํ นยิ ม

ภาวะติดเช้ือเอชไอวี-เอดส ปรากฏรายงานครั้งเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 โรคแพรเขามาใน
ประเทศไทยคร้ังเม่อื ป พ.ศ. 2527 การแพรระบาดกย็ งั ปรากฏอยูถงึ ปจจุบนั น้ี ภาวะตดิ เชอ้ื เอชไอว-ี เอดส เปน
ภาวะที่แพรระบาดติดตอไดทางเพศสัมพันธและการรวมเข็มฉีดยาเสพติด การถายเลือดและผลิตภัณฑจาก
เลือด และติดจากแมส ลู ูก การแพรเชอ้ื ติดตอโดยใชชีวิตปกตใิ นสังคมปจจุบันถอื วาไมใชป ญหาในการแพรเชื้อ
แตก ระน้นั ก็ดี บุคคลที่ไมเขา ใจก็ยังตั้งขอรังเกียจตตี ราบาปใหแกผ ทู ี่อยูใ นภาวะดงั กลาว การที่จะวนิ ิจฉัยภาวะ
ติดเชื้อตางๆ นั้นยอมอาศัยผลการตรวจเลือดทางหองปฏิบัติการเปนหลัก การที่ใหการวินิจฉัยผิดพลาดยอม
สรา งความทุกขท รมานใหแ กผูทถ่ี ูกตีตราบาปในความผิดพลาดของหองปฏบิ ัตกิ าร ดงั นน้ั ความเท่ียงตรงและ
แมนยําของการตรวจชันสูตรจะตองเปนเร่ืองที่สําคัญมาก ท่ีจะตองเอาใจใสของผูมีหนาที่ท่ีทําการตรวจ
โดยเฉพาะอยางยิ่งนักเทคนิคการแพทย และการตรวจนั้นจะนําไปสูการที่ผูติดเช้ือจะไดรับการรักษาดวยยา
ตานไวรัสแตเนิ่นๆ ซง่ึ จะทําใหการท่ีโรคดาํ เนนิ ตอไปเปนเอดสเต็มข้ันลาชาออกไปได ทําใหผูต ิดเช้ือมีคุณภาพ
ชีวิตท่ดี ขี น้ึ

การท่ีสภาเทคนิคการแพทยไดร วบรวมผเู ชย่ี วชาญจดั ทําคูมือดานแนวทางการตรวจวินิจฉัยภาวะติด
เช้ือเอชไอวี-เอดส และเทคนิคการตรวจตางๆ การควบคุมคุณภาพในการตรวจ และปญหาดานกฎหมายตางๆ
ท่ีควรรู ในลักษณะการถามตอบ นอกจากกอประโยชนแกผูต ิดเชือ้ และผูท ่ีมหี นาที่ดูแลบริบาลผปู วยใหถูกตอ ง
แตเ น่นิ ๆ ยอ มเปนความคดิ ทดี่ ีเหมาะสมกับสภาพการในปจ จุบนั นบั วา เปนกจิ กรรมทนี่ าใหความยกยอ งชมเชย
เปนอยา งยิง่ กระผมจึงขอสนบั สนุน และขออํานวยพรใหสภาเทคนิคการแพทยจงมีความเจริญรุงเรืองสถาพร
อนั จะกอ ประโยชนอ ื่นๆตอไปในภายหนา

ศาสตราจารยเกยี รตคิ ณุ นายแพทยป ระเสรฐิ ทองเจรญิ

6

คํานิยม

คมู ือเทคนิคการแพทยเร่ืองการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี ที่คณะอนุกรรมการพัฒนาวิชาการ สภา
เทคนิคการแพทย จดั ทาํ ข้ึนโดยมีผูท รงคุณวุฒชิ ัน้ นําทางดา นนม้ี ารว มกันกลน่ั กรองประสบการณเขียนบทความ
ตางๆ ท่ีมีเน้ือหาทที่ ันสมัยท่ีสุดในขณะนี้ ประกอบดว ยดานนโยบายเกยี่ วกบั การควบคุมและปอ งกันโรคเอดส
ดานแนวทางการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี เทคโนโลยีการตรวจตางๆ การควบคุมคุณภาพการตรวจ
ปญหาถาม-ตอบ และดานกฎหมายตา งๆ ทคี่ วรรู ซึง่ คมู ือทีม่ ีคุณคาเลม น้ีจะเปนแหลง ความรู และแหลงอา งอิง
สําหรับนักเทคนิคการแพทย และผูที่ปฏิบัติงานทางดานนี้ อันจะเกิดประโยชนสูงสุดในการปฏิบัติงานเพื่อ
ผูรบั บรกิ าร รวมถงึ การศกึ ษาของนิสิตนักศกึ ษาเทคนิคการแพทยด วย

สภาเทคนิคการแพทยข อขอบพระคุณ ผูทรงคุณวุฒิทกุ ทาน และคณะอนุกรรมการพัฒนาวชิ าการ ที่
ไดรว มกันผลิตคูมือเทคนิคการแพทยทด่ี ีและมคี ณุ คา ใหแกว ิชาชีพเทคนคิ การแพทย และการสาธารณสุขของ
ประเทศ

รองศาสตราจารย ทนพ. สมชาย วริ ิยะยทุ ธกร
นายกสภาเทคนิคการแพทย

7

คาํ ยอ นิยามศพั ทและคาํ ยอ
Ab
Ag คาํ เตม็
AIDS antibody
Anti-HIV antigen
bDNA acquired immune deficiency syndrome
CDC anti-HIV antibodies
CTL branched DNA
CRF Centers for Disease Control and Prevention (USA)
CV
DNA cytotoxic T lymphocytes
EDTA circulating recombinant form
EIA coefficient of variation
env deoxyribonucleic acid
EQA ethylenediaminetetraacetic acid
gag enzyme immunoassay
gp envelope gene
HIV external quality assessment
HLA group-antigen gene
HTC glycoprotein
IgG human immunodeficiency virus
IgM human leukocyte antigen
IgA HIV testing and counseling
ISO immunoglobulin G
IUO immunoglobulin M
IVD immunoglobulin A
LoD International Organization for Standard
NASBA investigational use only
NAT in vitro diagnostic use
NPV limit of detection
PBMC nucleic acid sequence based amplification
nucleic acid testing
negative predictive value
peripheral blood mononuclear cell

8

POC point of care
POCT point of care testing
pol polymerase gene
PPV positive predictive value
PT proficiency test
QC quality control
RNA ribonucleic acid
RT reverse transcriptase
RT-PCR reverse transcription polymerase chain reaction
RUO research use only
SD standard deviation
TMA transcription-mediated amplification
URF unique recombinant form
US FDA US Food and Drug Administration
WB western blot
WHO World Health Organization

9

สารบญั หนา

บทที่ 1 บทนํา 1
สมบรู ณ หนูไข
บทที่ 2 ความรทู เี่ กี่ยวขอ งกับการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวี 3
สมบรู ณ หนูไข 7
12
บทท่ี 3 ไวรสั วิทยาและการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
สดุ า ลยุ ศิรโิ รจนกลุ 27
37
บทท่ี 4 เทคนคิ การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวที างหอ งปฏิบตั กิ ารทางการแพทย 46
ศักด์ชิ ยั เดชตรัยรตั น กัลยาณี คูพูลทรัพย ธรี กลุ อาภรณส วุ รรณ วัชนนั ท วงศเสนา 57
บทที่ 5 กลวธิ ีและวัตถปุ ระสงคของการตรวจหาการตดิ เชือ้ เอชไอวี 66
ศักดชิ์ ยั เดชตรัยรัตน ศริ ริ ตั น ลกิ านนทส กลุ สมบรู ณ หนูไข

บทท่ี 6 แนวทางการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี
กัลยาณี คูพูลทรพั ย สดุ า ลยุ ศิริโรจนกลุ สมบรู ณ หนไู ข

บทที่ 7 การประกันคุณภาพการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี
วิไล เฉลิมจนั ทร

บทท่ี 8 ถาม-ตอบท่พี บเกี่ยวกบั การติดเช้ือเอชไอวี
สดุ า ลยุ ศริ โิ รจนกลุ ศริ ริ ตั น ลกิ านนทส กุล วไิ ล เฉลิมจนั ทร กัลยาณี คูพูลทรพั ย

บทที่ 9 ขอกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ หรือขอ บงั คบั ทเี่ กยี่ วของกบั เร่ืองเอดส
สมบรู ณ หนไู ข
บรรณานุกรม 69
ภาคผนวก ก การปอ งกนั การติดเชอ้ื เอชไอวีในบคุ ลากรทางการแพทยห ลงั การสัมผสั จากการทาํ งาน 70
(HIV occupational Post-Exposure Prophylaxis: HIV oPEP)
ภาคผนวก ข 1. รายช่อื ผูรบั อนุญาตผลติ –นาํ เขาชุดตรวจทเี่ กย่ี วขอ งกบั การติดเช้ือเอชไอวเี พื่อ 74
จาํ หนายในประเทศไทย และองคประกอบโปรตนี ในชุดตรวจ
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรือ่ ง ชุดตรวจเก่ียวกบั การตดิ เชือ้ เอชไอวี พ.ศ. 2552 78
เพอื่ กําหนดคุณภาพมาตรฐานและขอกาํ หนดชุดตรวจทีเ่ ก่ียวกับการตดิ เชือ้ เอชไอวี

10

สารบญั ตาราง หนา
27
ตารางที่ 5.1 กลวธิ ีการตรวจวินจิ ฉัยการติดเชอ้ื เอชไอวที างหอ งปฏิบัตกิ ารทางการแพทย 30
ตารางท่ี 5.2 คา คาดประมาณความแมน ยาํ ของผลการตรวจเม่ือความชุกของการติดเชอ้ื เอชไอวี
47
แตกตางกนั โดยท่ีชุดตรวจทั้งหมดมคี วามไวรอยละ 99.5 และมีความจาํ เพาะรอ ยละ 99 73
ตารางที่ 7.1 แนวทางการพิจารณาและคัดเลอื กชดุ ตรวจสาํ เรจ็ รปู
ตารางท่ี ก.1 การตรวจประเมินทางหอ งปฏบิ ัติการในบุคลากรทางการแพทยท ส่ี ัมผสั เลือดหรอื

body fluids ขณะทํางาน

สารบญั รูป 11

รูปที่ 3.1 การเรยี งตัวของยนี บนสายจโี นมของเชอ้ื HIV และหนาท่ใี นการสรา งโปรตีน หนา
รปู ที่ 3.2 การจดั แบง ชนิดของ HIV 8
รูปที่ 3.3 การดาํ เนนิ โรคหลงั ตดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละการตอบสนองทางภูมคิ มุ กนั 9
รปู ที่ 4.1 Markers ท่ีตรวจพบหลงั การตดิ เช้ือเอชไอวีระยะตางๆ 12
รูปท่ี 4.2 ชุดตรวจรุนแรกสาํ หรบั ทดสอบหา anti-HIV ดวยหลักการ indirect EIA 12
รูปที่ 4.3 ชดุ ตรวจรนุ ทส่ี องสําหรบั ทดสอบหา anti-HIV ดวยหลกั การ indirect EIA 14
รูปที่ 4.4 ชดุ ตรวจรุนทส่ี ามสาํ หรับทดสอบหา anti-HIV ดวยหลกั การ double antigen 14
15
sandwich EIA 15
รปู ที่ 4.5 ชดุ ตรวจรนุ ทส่ี ส่ี าํ หรบั ทดสอบหา HIV Ag/anti-HIV ดวยหลกั การ double 16
16
antibody/antigen sandwich EIA 17
รูปท่ี 4.6 หลกั การของ immunoconcentration (flow through หรอื dot blot)
รูปที่ 4.7 หลักการของ immunochromatography
รูปที่ 4.8 หลกั การของ particle agglutination

12

สารบัญแผนภูมิ หนา

แผนภูมิท่ี 6.1 แนวทางการวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวที างหองปฏบิ ัติการทางการแพทย สาํ หรบั ผูใหญ 38
และเด็กทม่ี อี ายุ 24 เดือนขน้ึ ไป
แผนภมู ิท่ี 6.2 แนวทางการทดสอบดวยชดุ ตรวจ HIV Ag/Ab เปนชุดตรวจกรองเบอ้ื งตน สาํ หรบั ผใู หญ 40
และเด็กทมี่ อี ายุ 24 เดือนขึน้ ไป
แผนภมู ิที่ 6.3 แนวทางการทดสอบเพ่อื วนิ ิจฉยั การตดิ เชื้อเอชไอวใี นเด็กอายนุ อยกวา 24 เดือน ซ่ึงปรบั 44
ใหใ ชก บั ทางหองปฏิบัตกิ ารโดยอางอิงจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
แผนภูมิท่ี ก.1 แนวปฏิบัติเม่ือบคุ ลากรทางการแพทยส มั ผัสเลอื ดหรือ body fluids ขณะทาํ งาน 72

1

บทที่ 1
บทนาํ

ประเทศไทยไดตอสูกับการระบาดของเชื้อเอชไอวี ซึ่งกอใหเกิดโรคภูมคิ ุมกันบกพรองหรือโรคเอดส
มานานเกือบ 3 ทศวรรษแลว และยังคงตองดาํ เนนิ การตอไป เม่ือเดือนธันวาคมป พ.ศ. 2557 โครงการเอดส
แหง สหประชาชาติ (UNAIDS) ไดอ อกยุทธศาสตรเรง ดวนในการยุติการแพรร ะบาดเอดส (Ending AIDS) ในป
พ.ศ. 2573 โดยมีเปาหมายคือรอยละ 90 ของประชากรกลุมเส่ียงตองไดรับทราบสถานะการติดเชื้อ รอ ยละ
90 ของผทู ่มี ีผลบวกตอ งไดรบั การรักษา และรอยละ 90 ของผทู ่ีไดร ับยาตานไวรสั สามารถกดปริมาณไวรัสลง
ได สําหรับประเทศไทยน้ันคณะกรรมการแหงชาติวาดวยการปองกันและแกไขปญหาเอดสแหงชาติไดวาง
เปาหมายตามยุทธศาสตรปองกันและแกไขปญหาเอดสแหงชาติ พ.ศ. 2557-2559 กําหนดวิสัยทัศนสู
เปาหมายท่ีเปนศูนย (Getting to Zero) ประกอบดวย 1) การไมมีผูติดเชื้อเอชไอวีรายใหม 2) ไมมีการ
เสียชีวิตเนอ่ื งจากเอดส 3) ไมมีการตตี ราและเลอื กปฏิบัติ โดยกําหนดเปา หมายป พ.ศ. 2559 ดังน้ี
วิสยั ทศั นส ูเปาหมายทเ่ี ปน ศนู ย เปา หมายป พ.ศ. 2559
1. ไมมผี ูตดิ เช้ือเอชไอวรี ายใหม 1.1 จํานวนผูติดเช้ือฯ รายใหมลดลง 2 ใน 3 จากจํานวนท่ีคาด

ประมาณ
1.2 อตั ราการติดเช้อื ฯ เมือ่ แรกเกิดนอยกวารอ ยละ 2
2. ไมมีการเสียชีวิตเนือ่ งจากเอดส 2.1 ผูติดเชื้อฯ ทุกคนในแผนดินไทยไดรับความคุมครองทางสังคม

และเขา ถงึ การดแู ลรกั ษาท่ีมีคณุ ภาพอยางเทาเทยี มกัน
2.2 จาํ นวนผูเ สยี ชวี ติ จากเอดสล ดลงมากกวารอยละ 50
2.3 จาํ นวนผูติดเช้อื ฯ เสียชีวิตเน่อื งจากวัณโรคลดลงมากกวารอยละ

50
3. ไมม ีการตตี ราและเลือกปฏิบัติ 3.1 กฎหมายและนโยบายทเี่ ปนอุปสรรคตอ การเขาถงึ บรกิ ารปอ งกัน

รักษา ดูแล และบรกิ ารรฐั สาธารณะอื่นๆ ไดร บั การแกไข
3.2 การทํางานเอดสท กุ ดา นมปี ระเดน็ ทเ่ี ก่ยี วเนื่องกัน การเคารพสิทธิ

มนษุ ยชน และสนองตอบตอความจาํ เพาะกบั เพศภาวะ
3.3 จํานวนการถูกเลือกปฏิบัติหรือการละเมิดสิทธิของผูติดเชื้อฯ

และกลมุ ประชากรเปา หมายหลักลดลงมากกวา รอ ยละ 50
การมุงสูเปาหมายของการไมตีตราและเลือกปฏิบัติเปนแนวทางสําคัญท่ีทําใหประชากรทุกกลุม
สามารถเขาถึงบริการทั้งดานปองกันและการดูแลรักษาไดทั่วถึงและเทาเทียม และดวยยุทธศาสตรท่ีมุงเนน
ประสิทธผิ ลและประสิทธภิ าพ คาดวา นาจะสงผลสมั ฤทธใิ์ นการสูเปาหมายที่เปน ศูนยอ กี 2 ศูนย คอื การไมมีผู
ติดเชอื้ ฯ รายใหมแ ละไมมกี ารเสยี ชวี ิตเนื่องจากเอดส ขณะเดยี วกันการที่ผูต ิดเช้อื ฯ รายใหมล ดลงจํานวนมากก็
จะทาํ ใหป ระเทศสามารถสนับสนนุ ทรัพยากรในการใหก ารดแู ลรักษาไดอ ยา งทว่ั ถึง
การทจี่ ะดําเนินการใหสาํ เร็จไดมีความจาํ เปนตองใหผทู ่ีมีโอกาสเส่ียงไดรบั ทราบสถานะ การตดิ เชื้อ
ของตนเอง หากยังไมมีเช้อื เอชไอวีอยูในรางกายจะตองปรบั เปล่ียนพฤติกรรมเพื่อไมใหไปรับเชอ้ื ตอไป หรือ
หากพบวาตนเองติดเชอื้ ก็ตองไมไปแพรเชื้อใหกับผูอื่นและเขาสูการดูแลรักษาเพ่อื ไมใหปวยและตายจากโรค
เอดส และตองมกี ารปรับทัศนคตขิ องประชาชนทั่วไปท่ีเก่ยี วกบั โรคเอดสใหเ หมอื นกับการเปน โรคอ่ืนๆ ที่ตอง
ไดรับการดูแลรกั ษาตอ เน่ืองตลอดไป เชน โรคเบาหวาน ความดัน เปนตน เพื่อการไมเลอื กปฏบิ ัตติ อผูตดิ เชื้อ

2

และผูปวยเอดส จากขางตน จะเห็นวา การจะไปใหถ ึงเปา หมายของยุทธศาสตรน ี้ได การรับรูสถานะการติดเช้ือ
เอชไอวีเปนสิ่งท่ีสําคัญ ซึ่งในปจจุบันมีวิธีการเดียว คือ การตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีทางหองปฏิบัติการ
ทางการแพทย ดังนน้ั สถานพยาบาลที่มีศักยภาพจึงควรจัดใหมีบริการใหการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อ
เอชไอวี (HIV Testing and Counseling: HTC) เพ่ือใหประชาชนสามารถเขา ถึงบริการไดมากขึ้นโดยเฉพาะ
อยางยิ่งแบบรูผ ลในวันเดียว (same day result)
ขอบเขตของคมู อื

จุดมุงหมายสาํ คัญของการจัดทําหนงั สือคมู ือเทคนคิ การแพทย เรอ่ื งการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีน้ี
เพื่อเปนคูมือสําหรับนักเทคนิคการแพทยท่ีอยูในหองปฏิบัติการทางการแพทยในระดับตางๆ ใชประกอบ
องคความรใู นการพฒั นาการใหบ ริการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวีใหถกู ตอ งตามหลักวิชาการ ไดม าตรฐาน และ
มีคุณภาพ เพ่ือผลการตรวจท่ีถูกตอง แมนยํา และเกิดประโยชนตอผูมาใชบริการ โดยเนื้อหาจะกลาวถึง
ความรทู ว่ั ไปเกี่ยวกับตวั เชือ้ เอชไอวี แนวทางการใหค ําปรกึ ษาและการตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวี การตรวจหา
การตดิ เชือ้ เอชไอวที างหอ งปฏิบัตกิ ารทางการแพทย หลกั การตางๆ ของชดุ ตรวจ แนวทางการเลอื กใชชุดตรวจ
แนวทางการควบคุมคุณภาพการตรวจ แนวทางการปองกันและแกไขปญหาท่ีเกี่ยวขอ งกับผลการตรวจ รวมถึง
กฎหมายตา งๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ งและควรรู

3

บทที่ 2
ความรทู ่เี กย่ี วของกบั การตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวี

ความสําคญั ของการใหคําปรกึ ษาและการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี
การเขาถงึ การดูแลรักษาดวยยาตานไวรสั ของผูท่ตี ิดเชื้อเอชไอวี หรอื การใหการปองกันเพ่ือใหผูที่ยัง

ไมตดิ เชือ้ ยังคงไมตดิ เชื้อตอ ไป จะตองทําผานชองทางที่สําคัญคือการใหค ําปรึกษาและการตรวจหาการติดเชื้อ
เอชไอวี ปจจุบนั ผูติดเชื้อเอชไอวีสวนมากยงั ไมทราบสถานะการติดเชื้อของตนเองหรอื รับรูสถานะการตดิ เช้ือ
ของตนเองในเวลาท่ีชาจนเกินไป ตามแนวทางการตรวจรักษาและปอ งกันการติดเชื้อเอชไอวปี ระเทศไทย ป
พ.ศ. 2557 ใหผูที่ติดเชื้อฯ ทุกคนไมวามีจํานวนเซลลลิมโฟไซทชนิดซีดี 4 (CD4+ T Cell) เทาใด ก็สามารถ
ไดร ับยาตา นไวรัส แตการเขารบั บรกิ ารของผตู ดิ เชอื้ ก็ยงั ไมเ ร็วพอ โดยสงั เกตไดจ ากคา เฉลย่ี ของจาํ นวนเซลลซ ดี ี
4 ของผูต ิดเช้อื ท่ีเขา สรู ะบบบรกิ ารของสาํ นักงานหลกั ประกันสขุ ภาพแหง ชาติ ป พ.ศ. 2554 ตาํ่ กวา 100 เซลล
ตอมลิ ลลิ ติ ร เพราะหากผูท่ตี ดิ เช้อื ฯ มารับการดูแลรักษาท่ีคา เซลลซดี ี 4 ต่าํ มากจะทําใหการรักษาดวยยาตา น
ไวรสั ไมไ ดผลอยางเตม็ ท่ี อีกทงั้ การใหคําปรกึ ษาและการตรวจหาเอชไอวยี งั เปนกลไกสําคญั อนั หนง่ึ ในการชวย
ลดการแพรกระจายเชื้อจากผูท่ีติดเชื้อฯ ไปยังบุคคลอน่ื ๆ ผานการรบั รูสถานการณติดเช้ือฯ และการใหการ
ปรึกษาอยางถกู หลกั วิชาการ

สวนใหญบคุ คลทั่วไปไมรูสภาวะการตดิ เชื้อฯ ของตนเอง ความรูเก่ียวกับความเสี่ยงของการติดเชื้อฯ
และแนวทางในการปองกันการติดเชื้อฯ ยังอยใู นวงจาํ กดั ดังน้ันชอ งทางการใหคําปรึกษาและการตรวจหาการ
ติดเชื้อเอชไอวีจึงเปนชอ งทางที่มปี ระสทิ ธิภาพท่ีสดุ ในการทจี่ ะใหบคุ คลเหลานีไ้ ดร บั ความรูความเขาใจดังกลา ว
ขางตน พรอมกับปรับเปล่ียนพฤติกรรมท่ีมีโอกาสเส่ียงท่ีจะรับเชื้อเอชไอวีเขาสูรางกาย และไดเรียนรูและใช
วธิ กี ารตางๆ ในการปองกันการตดิ เชื้อเอชไอวแี ละโรคติดตอ ทางเพศสมั พันธอ น่ื ๆ ไดห ากยังไมสามารถเลย่ี งตอ
พฤตกิ รรมเส่ียงตางๆ น้นั
ความรทู ั่วไปเกยี่ วกบั การใหค าํ ปรึกษาและตรวจหาการตดิ เช้ือเอชไอวี

การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีตามหลกั สากลตองกระทําภายใตแนวคดิ การคมุ ครองสิทธิมนุษยชน
โดยที่มหี ลกั การที่ยึดปฏิบตั ใิ นเรื่องนคี้ ือ “5 C” ไดแ ก

1. Consent หมายถึง ผูรับบริการตองยินยอมดวยความสมัครใจในการตรวจซึ่งตองมีการเซ็น
ใบยินยอมเปนลายลกั ษณอักษรหรือทางวาจา

2. Confidentiality หมายถึง ผูใหบริการตองมีมาตรการในการปองกันการเปดเผยของผลการ
ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีของผมู ารบั บรกิ ารไปยังบุคคลท่ไี มเ กีย่ วขอ ง

3. Counseling หมายถึง ผูรับบริการตองไดรับการใหคําปรึกษากอนและหลังการตรวจเสมอ
โดยผูใหบ ริการท่ีผา นการอบรม

4. Correct test result หมายถึง ผูใหบริการตองจัดใหมีบริการตางๆ เพื่อใหแนใจวาผลการ
ตรวจหาการตดิ เช้อื เอชไอวีทอี่ อกไปนนั้ มีความถกู ตอ งแมน ยํา

5. Connection to care หมายถึง ผูใหบริการตองมีมาตรการหรอื แนวทางในการสงตอผูที่ติดเชื้อ
เอชไอวไี ปยงั หนว ยงานทใี่ หการดูแลรกั ษาผูต ดิ เช้ือและผปู ว ยเอดส

4

แนวปฏิบัตทิ ั่วไปของการใหคาํ ปรึกษาและตรวจวนิ จิ ฉัยการตดิ เช้ือเอชไอวีรายบุคคลในประเทศไทย
1. การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีตองกระทําโดยใชวิธีการทางหองปฏิบัติการทางการแพทยท่ีได
มาตรฐาน ตามกลวิธตี ามคําแนะนําของกระทรวงสาธารณสุข และชุดตรวจทใ่ี ชตองผา นการรบั รอง
จากสาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา
2. การใหบ รกิ าร ควรสามารถเขาถงึ ไดง าย งานบริการอาจเปน แบบนริ นามเพ่ือหลกี เลี่ยงการเปดเผย
ผลการตรวจของผใู ชบริการ
3. การตรวจการติดเชื้อเอชไอวีตองเปนการตรวจโดยสมัครใจและไดรบั การยินยอมจากผูรบั บรกิ าร
ตรวจดว ยลายลักษณอักษรหรือทางวาจา
4. ตัง้ แตป พ.ศ. 2558 ผทู ่ีมอี ายตุ ํ่ากวา 18 ปส ามารถใหค วามยินยอมเพื่อตรวจเอชไอวีไดดวยตัวเอง
โดยไมตองขออนุญาตจากผปู กครอง การยนิ ยอมอาจทําดวยลายลักษณอักษร หรืออาจดวยวาจา
แตตองลงบันทึกไวในเวชระเบียนเปนหลักฐาน การเซ็นใบยินยอมใหเปดเผยผลการตรวจแก
บคุ คลอ่ืนตอ งทาํ หลงั จากทราบผลแลว เม่อื ทราบวา มกี ารติดเชือ้ ฯ และไดร ับคาํ ปรกึ ษาแลว แพทย
จะพจิ ารณาการรักษาหรือการเขาสูระบบการรักษาอยางเปนความลบั การแจง ผลกบั ผูปกครอง
ตองพิจารณาแลว วาเปนประโยชนต อผูต ดิ เชื้อฯ และตองขออนญุ าตผตู ิดเช้อื ฯ
5. หนว ยงานน้ันตอ งมีการใหบ รกิ ารใหคําปรกึ ษากอ นและหลังการตรวจทกุ ครัง้
6. หนวยงานท่ีใหบรกิ ารตองมีมาตรการในการปองกนั การเปด เผยผลการตรวจของผูรับบริการใหกับ
ผูไมม สี วนเก่ยี วขอ ง
7. ไมแนะนําใหใชผลตรวจการติดเช้ือเอชไอวีเพ่ือใชในการกีดกันผูติดเช้ือเอชไอวใี นดานตางๆ เชน
การเขาทาํ งาน การเขาศึกษา เปน ตน
8. การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีมีความสําคัญตอสุขภาพของประชาชน ชุมชน และประเทศ
หนวยงานท่ีใหบริการควรดําเนินการใหเกิดความสะดวกเทาที่จะทําไดตอผูรับบริการ โดย
มวี ัตถุประสงคเ พือ่ เพม่ิ ความรูเก่ียวกบั สถานภาพและการปอ งกนั การตดิ เช้อื เอชไอวี

กลมุ บุคคลเหลา น้ีควรไดร ับการพิจารณาตรวจวินิจฉยั การติดเช้ือเอชไอวีทุกราย
1. ผทู ี่มีเพศสมั พันธกบั บคุ คลทม่ี ีความเสี่ยงโดยไมปองกนั
2. ชายทมี่ ีเพศสมั พนั ธก บั ชายทางทวารหนักโดยไมใชถ งุ ยาง
3. ผูติดสารเสพติดท่ใี ชเ ขม็ รว มกนั
4. หญิงตง้ั ครรภท่เี ขามาฝากครรภท ส่ี ถานพยาบาล
5. ทารกทเ่ี กิดจากมารดาตดิ เชื้อเอชไอวี
6. ผปู ว ยวณั โรค
7. ผูตดิ เช้อื โรคตดิ ตอทางเพศสัมพนั ธ
8. บุคลากรทางการแพทยท ่ีเกิดอุบัตเิ หตทุ ่ีเส่ยี งตอการติดเชอ้ื เอชไอวี

ปจจัยในการพจิ ารณาเพอื่ ความเหมาะสมในการไดร บั การตรวจวนิ ิจฉยั การติดเชอ้ื เอชไอวีซํา้
1. ชายที่มีเพศสัมพันธกับชายท่ีมีความเสยี่ งตอการติดเชื้อเอชไอวีอยางตอเนื่องควรไดรับการตรวจ
วนิ ิจฉัยอยางนอยปละ 2 ครง้ั หรือมากกวา
2. บุคคลท่ีมีโอกาสเสีย่ ง หากตรวจไมพ บการติดเชื้อภายใน 3 เดอื นเนื่องจากอาจอยูในระยะแอบแฝง
(window period) แนะนาํ ใหมกี ารตรวจซํ้าภายใน 3-6 เดือนเพ่อื ดกู ารเกิด seroconversion

5

3. บคุ คลที่มีพฤตกิ รรมเสย่ี งตอการติดเช้อื เอชไอวีอยา งตอเนอื่ ง ควรไดรบั การตรวจวนิ จิ ฉัยอยางนอย
ปละ 1 ครั้ง เพื่อเปนการเฝาตดิ ตามสถานภาพการติดเชื้อ

4. บุคคลท่ีไมม ีความเส่ียงตอการติดเชื้อฯ ควรไดรับคําปรึกษาและตรวจหาการติดเชอื้ เอชไอวีอยาง
สมคั รใจเม่อื มีการรอ งขอ

คําแนะนําเบ้อื งตนสาํ หรบั ผปู ฏิบัตงิ าน
สําหรบั นักเทคนิคการแพทยท ตี่ องการจะเปด ใหบริการตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวี หรอื เปดใหบ รกิ าร

มาแลว ควรตรวจสอบแนวทางปฏิบัตขิ องงานบรกิ ารใหไ ดค รบถวนตามหวั ขอดังตอไปนี้
1. การเลือกกลวธิ ที ดสอบและการเลือกชุดตรวจ
สําหรับการเลือกกลวิธที ดสอบนน้ั ขึ้นกับวัตถุประสงคของงานบริการและแนวทางปฏิบัติการทดสอบ

เอชไอวีของแตละประเทศ สําหรับประเทศไทยหากใชเพื่อการวินิจฉัยรายบุคคลแลวตองเปนกลวิธีที่ 3
(รายละเอียดอยูในบทท่ี 5) ซ่ึงหมายถึงตอ งใช 3 ชุดตรวจในการยืนยันผลปฏกิ ิรยิ าที่ตรวจพบเปนผลบวกจริง
ตามคําแนะนําขององคก ารอนามยั โลกและกระทรวงสาธารณสขุ ใหเ ลือกชุดตรวจที่มีคุณสมบตั ิ ดงั น้ี

1.1 ชุดตรวจตองผานการประเมินและไดรับรองจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(รายละเอียดอยูในภาคผนวก ข)

1.2 หองปฏิบัติการทางการแพทยที่ใหบริการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีรายบุคคลควรมีชุด
ตรวจหาการติดเชื้อใหครบทั้ง 3 ชุดตรวจเพื่อสามารถสรุปรายงานผลการตรวจไดในกรณี
ผลบวกทันที

1.3 ชุดตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีท้ัง 3 ชุดท่ีเลือกใชควรมีแอนติเจนท่ีแตกตางกัน แตอาจมี
หลกั การท่ีเหมือนกันได

1.4 ชดุ ตรวจทุกชนิด เชน ชุดตรวจที่ตองใชเ ครอ่ื ง (machine based assay) หรอื ชดุ ตรวจแบบ
ใหผลรวดเร็ว (rapid test) หรือชุดตรวจแบบงาย (simple test) สามารถเลือกใชเปน
ชุดตรวจที่ 1 ชุดตรวจที่ 2 หรือชุดตรวจที่ 3 ได โดยพิจารณาจากปริมาณตัวอยาง หาก
จํานวนตัวอยางนอย ชุดตรวจ simple test หรือ rapid test อาจมีความเหมาะสมในการ
เลอื กใชเปนชุดตรวจแรกมากกวาวธิ กี ารตรวจแบบใชเ ครือ่ ง

1.5 ชุดตรวจควรมีอายุการใชงานที่เหมาะสมกับภาระงาน ความพรอมของสถานที่ตรวจ
ดา นอุปกรณ เครื่องมือ และความรคู วามชํานาญของเจาหนา ที่

2. การจดั ลําดับขัน้ ตอนการใชช ุดตรวจอยางถกู ตอง (Algorithm validation)
หลงั จากเลือกกลวิธีการตรวจตามวัตถุประสงคไ ดแ ลว ขั้นตอนตอมา คอื การวางลาํ ดับการใชชดุ ตรวจ
ตามกลวธิ ี ซึง่ มีหลกั การวางชดุ ตรวจดงั น้ี

2.1 ชุดตรวจทอ่ี ยใู นลาํ ดับแรกควรเปน ชดุ ตรวจทีม่ ีความไวเชิงวนิ ิจฉัย (diagnostic sensitivity)
สูงสุดในชุดตรวจท้ังหมดที่เลือกมา ซ่ึงควรตอบสนองตอปริมาณงานในแตละวันและ
เหมาะสมกับคา ใชจ ายอยา งมีประสิทธภิ าพ

2.2 ชดุ ตรวจท่สี องควรมีความจาํ เพาะเชงิ วนิ ิจฉัย (diagnostic specificity) สูงกวาชดุ ตรวจแรก
2.3 ชุดตรวจทีส่ ามควรมีความจาํ เพาะสงู สดุ ในทั้งสามชุดตรวจ
ในปจจุบันเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจไดพัฒนากาวหนาไปอยางมาก และกฎระเบียบคุณภาพของ
ชดุ ตรวจเพ่ือข้ึนทะเบียนของสาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยาประเทศไทยกําหนดใหม ีความไวไมตํ่ากวา
รอยละ 99.5 และความจําเพาะไมต่าํ กวา รอ ยละ 99 ทําใหชดุ ตรวจที่วางจําหนายในประเทศไทยมีทง้ั ความไว

6

และความจาํ เพาะที่ใกลเ คียงกนั จงึ เห็นวา สามารถเลือกชดุ ตรวจทีเ่ ทียบเทา กนั ไดอ ยใู นระดบั เดยี วเพราะไดผาน
การประเมินวา มีความไวและความจําเพาะเชิงวินจิ ฉัยมาแลวในประเทศไทย จึงเปนการสะดวกสําหรับผูใชเพื่อ
เลือกชุดตรวจในระดับเดียวกันเปนการสนับสนนุ ซึ่งกันและกัน ถาไดยึดแนวทางปฏิบัติในการทดสอบเอชไอวี
ในระดับชาติอยา งเครงครดั และมีการควบคุมคณุ ภาพอยางดจี ะสามารถรายงานผลการตรวจไดอ ยา งถกู ตอง

3. การฝกอบรมบคุ ลากร
การฝกอบรมบุคลากรเปนสวนที่มีความสําคัญของระบบคุณภาพทางหองปฏิบัติการทางการแพทย
การเปดใหบ ริการการตรวจหาการตดิ เชื้อเอชไอวีก็มคี วามจาํ เปน ท่ีผูทีจ่ ะทาํ การตรวจจะตอ งไดรับการฝกอบรม
และเขา ใจในกระบวนการปฏิบตั ิงาน การอานผล การแปลผล และการรายงานผล รวมทั้งการบริหารจัดการ
ควบคุมคณุ ภาพอยา งตอเนื่อง การปฏิบัติงานอยา งปลอดภยั ดานชีวภาพและความปลอดภัยอาชีวอนามยั และ
สง่ิ แวดลอ มภายในหอ งปฏิบัตกิ ารเปนอกี สง่ิ หนง่ึ ที่ตอ งคํานึงถึง บคุ ลากรทางการแพทยจ ึงควรไดผา นการอบรม
ซงึ่ ตองมีการบันทึกอยใู นประวัตขิ องการฝก อบรมของพนักงาน และควรไดรบั การทบทวนอยางนอ ยปละครงั้
4. มาตรการปองกันการเปด เผยผลการตรวจ
ในปจจบุ นั ผลรายงานของการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวยี งั ถือวาเปนความลบั จงึ ควรรายงานผลแบบ
ปกปดเฉพาะแพทยและผูเกี่ยวของกับการรักษาเทานั้นที่มีสิทธิในการเปดขอมูลการรายงาน ผลการตรวจ
การติดเชื้อเอชไอวีเปนเร่ืองท่ีละเอียดออนกวาผลการตรวจทางหอ งปฏบิ ัติการทางการแพทยอื่นๆ ดังน้ันทาง
หองปฏิบัติการแตละแหง ควรจัดต้ังนโยบายในการเขาถึงขอมูลหรือมีมาตรการที่เปนลายลักษณอักษรถึง
แนวทางในการปองกนั การเปดเผยผลการตรวจหาการตดิ เช้อื เอชไอวีไมใหเ ปด เผยไปยงั ผทู ี่ไมเ กย่ี วขอ ง

7

บทท่ี 3
ไวรสั วิทยาและการตดิ เชอื้ เอชไอวี

คณุ สมบัตแิ ละการจาํ แนกชนิดของเช้อื เอชไอวี
Human immunodeficiency virus (HIV) หรือเอชไอวี เปนเช้ือในกลุมของ retrovirus จัดอยูใน

family Retroviridae มีจีโนมเปน RNA ที่มีลําดับเบสเหมือนกันสองสาย (diploid) และเปนสายบวก
ประกอบดวยยีนโครงสรา งและเอนไซม (รูปท่ี 3.1) เรยี งกนั เปน gag-pol-env โดยท่ี gag (ยอมาจาก group-
antigen) สรา งโปรตนี สวนโครงสรา งแกนกลาง; pol (polymerase) สรา งเอนไซม (reverse transcriptase,
integrase และ protease); และ env (envelope) สรา งผวิ รอบนอกของอนภุ าคไวรัส เช้ือเอชไอวีแบงออก
ไดเปน 2 ทัยป คือ HIV-1 (type 1) และ HIV-2 (type 2) ซึ่งมีสวนโปรตีนแกนกลางท่ีเหมอื นกัน (p24) แตมี
ผิวรอบนอกซ่ึงมีคุณ สมบัติเปน glycoprotein (gp) ตางกันตรงปุมผิวนอก (HIV-1: gp120, HIV-2:
gp105/125) และตรงกานซึ่งฝงอยูภายในชั้นผิวนอก (HIV-1: gp41, HIV-2: gp36/gp41) โปรตีนที่ใชในชุด
ทดสอบสําหรบั ตรวจ anti-HIV antibody สวนใหญเปนแอนตเิ จนเตรียมจาก HIV-1 และ HIV-2 โดย HIV-1
มีสว นประกอบของผวิ รอบนอก (gp160, gp120, gp41) และสว นแกนกลาง (p55, p24, p17) ซ่งึ บางชุดตรวจ
อาจมีสว นเอนไซม (p66, p51, p31) สวนแอนตเิ จนจาก HIV-2 มแี อนติเจนท่ีแตกตา งกนั ไป

ในการเขาสูเซลลเปาหมาย เช้ือไวรัสใช gp120 จับกับ CD4 ซึ่งเปน receptor ตัวแรกบนผิวเซลล
กอนแลวจึงใช receptor ตัวท่ีสองคือ CCR5 หรือ CXCR4 coreceptor ซึ่งเปน chemokine receptor บนผิว
เซลลในรางกาย หลังจากน้ันไวรัสจะใช gp41 หลอมรวม envelope ของเชื้อไวรัสเขากับ cell membrane
เม่ือเชือ้ เขาเซลลเปาหมายไดแลว ไวรสั ใช reverse transcriptase (RT) ในการสรา งรหัสยอนกลับจาก RNA
ของเชอื้ เปล่ยี นเปน DNA และอาศัย integrase ชวยใหแ ทรกเขา ไปในนวิ เคลยี สของเซลลเ ปาหมายและอยใู น
สภาพ HIV proviral DNA ในเซลลติดเช้ือ หลังจากน้ันจะเพิ่มจํานวนสรางลูกหลานโดยอาศัย protease
รวมตวั กนั เปน อนุภาคใหมต อไป เชอ้ื ไวรัสมีการเพิ่มจํานวนตลอดเวลาโดยปลอยไวรัสออกมาอยา งนอย 1010
อนุภาคตอวัน เช้ือจึงมีการแปรปรวนไดสูง (hypervariation) ซ่ึงเกิดข้ึนไดเองจากไวรัสในกระบวนการ
reverse transcription เนื่องจากเอนไซมไมมี proof reading ในแตละรอบของการเพิ่มจํานวนจะมีการ
กลายพันธุ 1 ตําแหนงในทุกครั้งที่มีการสราง DNA จากจีโนม 1 สาย จึงพบประชากรไวรัสหลากหลาย
(quasispecies) ปะปนอยูในรางกาย นอกจากนก้ี ารท่ีไวรสั มี RNA สองสายอาจทําใหเอนไซมท ํางานกระโดด
ขา มไปมาในขณะเพิ่มจาํ นวนจึงมีผลใหเ กิดการรวมตวั ของลูกผสม (recombinant) ไดส ูง

8

รูปที่ 3.1 การเรียงตัวของยีนบนสายจีโนมของเชื้อ HIV และหนาที่ในการสรางโปรตีน ประกอบดวยยีน
โครงสราง gag [สราง capsid (p24), matrix (p17) และ nucleocapsid (p7/p9)], ยีน pol [สราง reverse
transcriptase (p51/66), integrase (p32) และ protease (p11)] และยีน env [สราง surface glycoprotein
(gp120 ของ HIV-1 หรอื gp105 ของ HIV-2), transmembrane (gp41 ของ HIV-1 หรือ gp36 ของ HIV-2)]; ยีน
ควบคุม tat และ rev; และยีนสวนประกอบ vif และ vpu (HIV-1), vpr, vpx (HIV-2), และ nef (ภาพโดย
สดุ า ลุยศริ ิโรจนกลุ )

เช้ือเอชไอวี (HIV) แบงออกเปน 2 types (HIV-1 และ HIV-2) และใน HIV-1 ยังแบงออกเปน 4
กลุม (group) คือ กลุม M (major), กลุม O (outliers), กลุม N (non-M, non-O) และกลมุ P (pending for
the identification of further human cases) (รูปที่ 3.2) เชื้อที่ระบาดอยูในปจจุบันเปนเช้ือในกลุม M ซ่ึง
กลุมน้ียังแบงยอยเปน subtypes (หรือ clades) ไดอยางนอย 10 subtypes เร่ิมจาก A ถึง K (ยกเวน I)
และบางสายพนั ธุเปนไวรัสลูกผสมที่เกิดจากการติดเชื้อมากกวาหน่ึงสายพันธุซงึ่ พบในประชากรอยางนอย 3
คนขึน้ ไปเรียกวา circulating recombinant form (CRF) เชน subtype E ซ่ึงเปน CRF01_AE ทเ่ี กดิ จากการ
ตดิ เชื้อ 2 subtypes ระหวาง subtype A และ subtype E ในปจ จุบนั CRF มรี ายงานทวั่ โลกแลว อยางนอย
43 ชนดิ แลว และยงั มีชนิด unique recombinant form (URF) ทพ่ี บในกรณีลกู ผสมทเี่ พงิ่ เกดิ ใหมในคนเดียว
สําหรับการตดิ เช้อื เอชไอวี ทว่ั ไปในประเทศไทยพบ 2 subtypes คอื subtype CRF01_AE และ subtype B

9

รูปที่ 3.2 การจัดแบงชนิดของ HIV แบงออกเปน 2 types (HIV-1 และ HIV-2) สําหรับ HIV-1 ยังแบง
ออกเปน 4 groups (group M, O, N และ P) และ group M แบงยอยไดอยางนอย 10 subtypes (A-K
ยกเวน I) โดยที่ subtype E เปนลูกผสม (circulating recombinant form, CRF) ของ subtype A และ
subtype E
ธรรมชาตกิ ารติดเชื้อ

เชือ้ เอชไอวีสามารถแพรไดทางเลือดหรือสารนํา้ ตางๆ รา งกาย ทางตดิ ตอท่สี าํ คัญ ไดแก
1. ผานทางเพศสัมพนั ธ เปน ทางติดตอ แพรเชื้อฯ ท่ีพบบอยที่สดุ โดยอัตราการติดเชื้อฯ พบรอยละ 80
ของการตดิ เช้อื ฯ ท้ังหมด อัตราเส่ยี งของการตดิ เชอื้ ฯ พบไดส ูงในกลมุ บรุ ุษรกั รวมเพศ (homosexual)
2. ติดจากมารดาท่ีมีเชื้อฯ โดยเช้อื ไวรสั จากมารดาผานมายงั ทารกโดยเฉพาะอยางยงิ่ ในขณะท่มี ารดามี
ปรมิ าณไวรัสสูง กอ นยุคที่จะมีการใชยาตานไวรสั เอชไอวี พบวาการติดเชื้อฯ จากมารดาสูทารกมอี ัตราสูงรอ ย
ละ 15-30 โอกาสที่ทารกจะติดเชื้อฯ จากมารดาเกิดขนึ้ ไดตลอดระยะเวลาของการต้ังครรภ คือ 1) กอ นคลอด
ต้ังแตอ ยูใ นครรภโดยเชอ้ื จากเลอื ดของมารดาผา นรกสูท ารก; 2) ขณะคลอด ผา นทางคลอดซง่ึ สมั ผสั เช้ือในเลอื ด
และสารคดั หลัง่ ในบริเวณอวยั วะสบื พันธุ โดยสวนใหญเปน การติดเชอื้ ฯ ในไตรมาสทีส่ ามของการต้ังครรภ หรือ
สัมผัสเชื้อเม่ือมีการแตกของถุงน้ําครํ่านานเกิน 6 ชั่วโมง หรือเกิดจากหัตถการของบุคลากรทางการแพทยใน
ระหวางคลอดก็ได; และ 3) หลังคลอด ระยะเลี้ยงดู โดยทารกไดรับเช้ือฯ ทป่ี นเปอนอยูใ นน้ํานม หรอื ในเซลล
macrophages /lymphocytes ซึ่งอยูในนํ้านม แตหลังจากมีการใหยาตานไวรัสในหญิงตั้งครรภที่ติดเช้ือฯ น้ีใน
ระยะกอน และระหวา งคลอด และใหกบั ทารกแรกคลอดอีกระยะเวลาหน่ึง รวมกับการไมเลี้ยงดูทารกดว ยนม
มารดา ทาํ ใหอตั ราการตดิ เชือ้ ฯ จากมารดาสูท ารกมีแนวโนมลดลงเหลือนอยกวา รอ ยละ 1

10

3. ผานเขาทางผวิ หนัง การใชเ ข็มฉีดยารวมกันเปนวธิ ีการแพรร ะบาดทส่ี ําคัญ หรือติดจากการไดรบั เลอื ด
หรือปลูกถายอวยั วะบริจาคทีป่ นเปอ นเชื้อฯ รวมท้ังการไดรับเช้ือฯ จากอุบัติเหตุทางการแพทย โดยเฉพาะถูก
เขม็ ตําหรอื ของมคี มบาด

การดําเนนิ โรคในผูตดิ เชื้อฯ โดยทั่วไปแบงระยะการติดเชื้อฯ ตามอาการไดเปน 3 ชวง ไดแก ระยะแรก
หรือระยะเฉียบพลัน (primary/acute infection) ระยะเร้ือรังท่ีไมมีอาการ (chronic asymptomatic
infection) และระยะเอดส (AIDS) (รูปท่ี 3.3) ในชวงระยะเฉียบพลันรอยละ 40-90 พบอาการของ acute
retroviral syndrome คือ มีอาการไข เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ตอมนํ้ าเห ลืองโต ออกผื่น
(maculopapular rash) ซ่ึงคลายกับโรค mononucleosis like syndrome ในระยะน้ีตรวจพบปริมาณ
ไวรัสเพิ่มจาํ นวนมากถงึ 106 copies/ml ในเลือด อาจพบลมิ โฟซัยทต ่ําลงเล็กนอยโดยเฉพาะ CD4+ T cells
ตอมาพบการตอบสนองของ cytotoxic T lymphocytes (CTL) หรือ CD8+ T cells เพ่ิมจํานวนพรอมกับ
การลดลงของไวรัสในเลอื ด และมกี ารสรา งแอนติบอดีจาํ เพาะตอบสนองในเวลาตอ มา

เมอ่ื อาศยั การวนิ ิจฉัยการติดเชื้อฯ ทางหองปฏิบตั ิการ พบวาชว งแรกหลังตดิ เชือ้ ฯ ใหมๆประมาณ 5-10
วนั เปน ชวงที่ยังตรวจไมพบ HIV RNA ในกระแสเลือด (eclipse phase) เน่ืองจากเชอ้ื ตองใชเ วลาในการเพิ่ม
จาํ นวนโดยอาศัยพลงั งานจากเซลลเ จา บา น หลังจากนั้นตรวจพบเชอ้ื (HIV RNA หรือ HIV p24 Ag) โดยตรวจ
พบ HIV RNA กอน HIV Ag 5 วัน เพราะเทคนิคการทดสอบจโี นมเปน การเพม่ิ ขยายยนี (polymerase chain
reaction assay หรอื วิธีท่ีเทียบเทา) ซ่ึงใหความไวมากกวาการทดสอบแอนติเจนดวย immunoassay หลัง
ตรวจพบเชื้อจึงตรวจพบแอนตบิ อดีจําเพาะในเวลาอีก 5-10 วนั ตอมา โดยสรุปวา ในระยะแรกของผูติดเชอ้ื ฯ
ใหมๆประมาณ 5-10 วันจะตรวจพบ HIV RNA ในเลือดกอนตามมาดวย HIV p24 Ag อีก 5 วันตอมา (หรือ
ประมาณ 10-15 วันหลังตดิ เชื้อ) หลังจากน้ันจึงตรวจพบ anti-HIV Ab (anti-HIV) ในเวลาประมาณ 15-20
วันหลงั ตดิ เช้ือเอชไอวี

หลงั จากน้นั ผตู ดิ เชอื้ ฯ สว นใหญเ ขา มาสูระยะไมม อี าการปรากฏพบไดเ ปน เวลาหลายเดอื นจนถงึ มากกวา
15 ป เนื่องจากระบบภูมิคุมกันจําเพาะทั้งเซลลและแอนติบอดีควบคุมเชื้อฯ ใหกลับลงมาอยูที่ระดับใน
ปริมาณคงท่ี (set point) ซึ่งเปนสมดุลระหวางไวรัสและระบบภูมิคุมกันของรางกาย (steady state) เชื้อ
ไวรัสยงั คงเพม่ิ จาํ นวนไดในอตั ราตาํ่ ๆ ซึ่งสะสมอยภู ายในตอ มนาํ้ เหลืองตามสว นตางๆ ของรา งกาย หรือในตอ ม
นา้ํ เหลอื งกลายเปนแหลงรังโรค (reservoir) ในระยะทายผูตดิ เช้ือฯ พบภาวะภูมิคมุ กันบกพรองหรืออาการ
ของโรคเอดส ในระยะนเ้ี ร่มิ มีการตดิ เช้อื ฉวยโอกาสและ/หรอื เปน มะเร็งบางชนิด เชน Kaposi’s sarcoma

ระยะเวลาการดาํ เนนิ โรคไปสกู ารเปน ผปู ว ยเอดสใ นผใู หญกอนยุคท่ีมยี าตานไวรัสใช แบง ไดเปน 3 ระยะ
คือ 1) rapid progressor (พบรอ ยละ 5-10) เกิดเปน โรคเอดสภ ายใน 2-3 ป; 2) typical progressor (พบได
มากท่ีสุดรอยละ 80) เกิดขึ้นภายใน 3-10 ป; และ 3) slow progressor หรือ long term nonprogressor
(LTNP) (พบไดร อ ยละ 10) ผูตดิ เชื้อมี CD4+ T cells > 500 cells/μl และปริมาณไวรัส <104 copies/ml
สามารถดําเนินชีวิตเปนปกติอยูไดนานมากกวา 10 ป ในกลุมนี้ยังพบวารอยละ 1 จัดเปน HIV-1 elite
controllers (EC) หรือ elite suppressors โดยมีจํานวน CD4+ T cells เปนปกติ และมีปริมาณไวรัสต่ํา 500-
1,000 copies/ml หรืออาจตํ่ามากถึง <50-75 copies/ml โดยที่ไมเคยไดรับการรักษาดวยยาตานไวรัสมา
อยางนอ ย 12 เดือน และไมมีอาการแสดงการดําเนินโรคใดๆ อาจพบวาบางรายติดเชือ้ มานานถึง 25 ป

11

รูปที่ 3.3 การดําเนินโรคหลังติดเชื้อเอชไอวีและการตอบสนองทางภูมิคุมกัน หลังติดเชื้อ HIV ในระยะ
eclipse ยังไมพบเชื้อประมาณ 5-10 วัน ตอมาในระยะ window ตรวจไดแตเฉพาะเช้ือ (HIV RNA กอน
HIV p24 Ag) ยังไมพบ anti-HIV หลังจากน้ันตรวจพบ anti-HIV จนถึงระยะทายของโรค ในระยะแรก
CD8+ T cells เพิ่มจํานวนพรอมกับการลดลงของไวรัสในเลือด หลังจากนั้นระบบภูมิคุมกันควบคุมไวรัสให
อยูในสภาพคงที่ (set point) กลายเปนติดเช้ือแบบเรื้อรัง จนกระท่ังในระยะเปนเอดส ระบบภูมิคุมกันไม
สามารถคมุ ไวรัสได จาํ นวน CD4+ T cells ลดลงอยา งมากและพบปริมาณไวรสั เพ่ิมจาํ นวนมากขึ้น เริ่มติดเชื้อ
ฉวยโอกาส และ/หรอื เปนมะเร็งบางชนดิ (ภาพโดย สดุ า ลุยศริ โิ รจนกุล)

12

บทท่ี 4
เทคนคิ การตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวที างหอ งปฏบิ ตั กิ ารทางการแพทย

การตรวจวนิ ิจฉัยการติดเชือ้ เอชไอวีทางหองปฏบิ ัติการทางการแพทยท่ีใชในปจ จุบันแบงเปน 2 กลุม
คือ การตรวจหาแอนติบอดีจําเพาะ และการตรวจสวนประกอบของเชื้อเอชไอวี ไดแก สารพันธุกรรม หรือ
แอนติเจนของเช้ือ โดยการตรวจในแตละกลุมจะใชตรวจในชวงเวลาทีแ่ ตกตา งกัน ดังแสดงในรูป 4.1 โดยอาจ
แบงการวินิจฉัย การตดิ เช้อื ออกเปน 4 กลุมดังนี้

รูปท่ี 4.1 Markers ท่ีตรวจพบหลังการติดเช้ือเอชไอวีระยะตางๆ ระยะ eclipse เช้ือมีการเจริญภายใน
เซลลไมสามารถตรวจพบ marker ใดในพลาสมา สวนระยะ acute infection สามารถตรวจพบ HIV RNA,
HIV p24 Ag และ HIV Ab ตามลําดับเวลาหลังติดเช้ือ นอกจากนี้การตรวจ HIV Ab ดวยน้ํายารุนท่ี 3 (3rd
generation) ตรวจพบไดเร็วกวารุนที่ 2 และ 1 ตามลําดับ และสิ้นสุดการตรวจเพ่ือระบุระยะ recent
infection ณ 180 วันหลังจากวนั ทค่ี าดวาติดเช้อื (ดัดแปลงจาก CLSI guideline)

1. การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี (HIV p24 Ag testing) เปนวิธีการตรวจหาโปรตีนที่
จําเพาะของเช้ือเอชไอวี ใชเพอ่ื ตรวจหาการติดเชือ้ เอชไอวีในระยะแรกท่ีผูปวยยังไมมีการสรา ง anti-HIV หรือ
เพงิ่ มีการติดเชื้อไดไมนานยงั ไมสามารถตรวจพบแอนตบิ อดีได และอาจใชเพื่อวินจิ ฉยั ทารกท่ีเกดิ จากมารดาท่ี
ติดเชอ้ื ซ่ึงชวยเพ่มิ ความไวในการตรวจหาการติดเช้อื ชดุ ตรวจ HIV p24 Ag อยา งเดยี วในปจ จุบนั มีความไวเชงิ
วิเคราะห (analytical sensitivity) ในการตรวจจับ HIV p24 Ag ไดตา่ํ กวา 2 IU/ml (WHO standard)

2. การตรวจหาแอนติบอดีท่ีจําเพาะตอเชื้อเอชไอวี (anti-HIV testing) เปนการทดสอบท่ีนิยมใช
แพรหลายที่สุด สามารถตรวจพบไดหลังตดิ เช้อื ประมาณ 3-4 สปั ดาห ตรวจพบไดในเลอื ดและสารคดั หลง่ั อืน่ ๆ
โดยมีการตรวจทั้งแบบตรวจกรองเบ้ืองตน (initial tests หรือ screening tests) และการตรวจเสริม
(supplemental tests) ปจจุบันวธิ ีทดสอบสว นใหญใชหลักการ sandwich immunoassay โดยอา นผลการ

13

เกิดปฏิกิริยา enzyme substrate, chemiluminescence หรือ fluorescence เปนวิธีทดสอบท่ีใชกับ
เครื่องมือทงั้ ระบบปด (machine based assay) หรอื ระบบเปด (open system) ท่ีเปน microplate เปนตน
รวมท้งั ชุดตรวจแบบรวดเรว็ (rapid test) หรอื แบบงาย (simple assay)

3. ชุดตรวจแอนติบอดที ี่จําเพาะตอเชอ้ื เอชไอวีและแอนติเจนของเชื้อพรอ มกนั ในนํา้ ยาเดยี วกนั เปน
พัฒนาการของน้ํายาตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวี ทเ่ี ปน fourth generation ในชอื่ HIV Ag/Ab combination
assay เพื่อตรวจ anti-HIV และ/หรือ HIV p24 Ag ในคราวเดียวกนั ทําใหงา ยตอการวิเคราะห ท้ังนีเ้ ริม่ แรก
ของชุดนํ้ายามีวัตถุประสงคเพื่อใชในงานตรวจกรองเพ่ือความปลอดภัยในเลือดบริจาค แตตอมาไดมีการ
นํามาใชในงานเพอ่ื การวนิ ิจฉัยรายบุคคลทาํ ใหความไวในการตรวจวนิ ิจฉัยการติดเชื้อเพิ่มข้ึน ปจจบุ ันชดุ ตรวจ
HIV Ag/Ab combination assay ไดร ับความนิยมแพรห ลายในหองปฏบิ ตั ิการตางๆ มาต้งั แตป  พ.ศ. 2553

4. การตรวจหาสารทางพันธุกรรมของเช้ือเอชไอวี หรือ nucleic acid test (NAT) ในป พ.ศ. 2542
ประเทศสหรฐั อเมรกิ ามกี ารใชชดุ ตรวจหาสารพันธกุ รรมของเชอ้ื เอชไอวีในพลาสมาเพอื่ ตรวจกรองเลอื ดบริจาค
โดยใชหลักการ reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) ซึ่งสามารถตรวจจับผู
ตดิ เช้ือไดเร็วกวาการตรวจหา HIV p24 Ag เปนเวลา 5-10 วันและเร็วกวาการตรวจ anti-HIV ประมาณ 10-
15 วัน จึงเปนวิธีที่มีความไวและความจําเพาะสูงมาก แตเทคนิควิธีการทดสอบยังมีความซับซอนและใช
เวลานานกวาการตรวจทางภูมิคุมกันวิทยาและมีราคาแพง ดังน้ันจึงมีการนําตัวอยางมารวมกันเปน pool
plasma เพือ่ ตรวจรวมกัน
เทคนิคท่ีใชในการตรวจหาแอนตบิ อดีตอ เชอื้ เอชไอวี

ชุดตรวจรุนแรกๆ จะใชแอนติเจนบริสุทธิ์ที่เตรียมจาก viral lysate หรือ recombinant protein
หรอื เปปไทดสังเคราะห การทดสอบเร่มิ ใชครั้งแรกป พ.ศ. 2528 ซึ่งตรวจหาแอนติบอดีตอ HIV-1 เพียงอยาง
เดียว ตอมาหลังพบ HIV-2 แมจะมีปฏิกิริยาขามกลุมกับ HIV-1 แตก็จับ HIV-2 ไมไดท้ังหมด จึงมีการเพ่ิม
แอนติเจนทีจ่ ําเพาะตอ HIV-2 เชน gp36 ทําใหเ พิ่มโอกาสการตรวจพบผูติดเชื้อเอชไอวีไดมากขนึ้ โดยเฉพาะ
ในถิ่นทมี่ ี HIV-2 ตอ มาชุดตรวจไดพ ัฒนาใชท ั้งแอนติเจน HIV-1/HIV-2 และเมอื่ พบ HIV-1 group O จึงไดเพ่มิ
แอนติเจน group O ในชุดตรวจบางราย

ตัวอยางที่ใชในการทดสอบการติดเช้ือสําหรับแอนติบอดีจําเพาะ (anti-HIV) โดยท่ัวไปใชสวน
นา้ํ เหลอื ง ไดแก ซีรัมหรอื พลาสมา อยางไรก็ตามอาจใชเลอื ดครบสวน (whole blood) นํา้ จากชอ งปาก (oral
fluid) ปสสาวะ (urine) นํ้าไขสันหลัง (CSF) เลือดจากศพ (cadaveric blood) และหยดเลือดแหง (dried
spot blood) โดยควรใชชุดทดสอบท่ีไดผา นการรบั รองตอตัวอยา งตรวจดังกลา วแลวเทาน้นั

ชุดตรวจคัดกรองทางภูมคิ ุม กนั วิทยา สําหรบั anti-HIV ไดม กี ารพฒั นามาแลว 4 รนุ คอื
1) รุนแรก (first generation) (รูปที่ 4.2) จะใชหลักการ indirect enzyme immunoassay (EIA)
โดยการใช viral lysate เปนแอนติเจนท่ีเคลือบบน solid phase เพ่ือตรวจหาแอนติบอดีในตัวอยางตรวจ
จากนั้นตรวจตดิ ตามโดย anti-human IgG conjugate
2) รุน ท่ี 2 (second generation) (รูป ท่ี 4.3) ใชห ลั ก ก ารเดี ยวกั น แต ใช แอ น ติ เจ น ที่ เป น
recombinant protein หรอื เปปไทดสงั เคราะห
3) รุนท่ี 3 (third generation) (รูปที่ 4.4) ในปจจุบันยังใชทดสอบอยู หลักการเปน double
antigen sandwich EIA โดยใชแอนติเจนเคลือบบน solid phase และใชตรวจติดตามดวย antigen
conjugate ซ่ึงหลักการนี้สามารถตรวจจับไดทั้ง anti-HIV ชนิด IgG และ IgM ทําใหมีความไวในการตรวจ
ระยะ seroconversion ไดด ขี นึ้ โดยทวั่ ไปใหความไว 10-15 วันภายหลังตรวจพบเชือ้ (HIV RNA)

14

4) รุนท่ี 4 (fourth generation) (รูปท่ี 4.5) ไดมีการพัฒนาโดยการเพ่ิมการทดสอบแอนติเจน p24
เขารว มดวยทําใหตรวจไดท้ังแอนติเจนและแอนติบอดีในเวลาเดียวกัน ซ่ึงเปนการทดสอบท่ีมีความไวสูง ให
ผลบวก 5-10 วนั ภายหลังการตรวจพบไวรัส (HIV RNA) ทําใหสามารถตรวจจับผูติดเช้ือเอชไอวีในระยะแรก
(early infection หรอื ชว ง seroconversion)

รปู ท่ี 4.2 ชุดตรวจรนุ แรกสาํ หรับทดสอบหา anti-HIV ดว ยหลักการ indirect EIA (ภาพโดย ศักด์ชิ ัย เดช
ตรยั รัตน)

รปู ท่ี 4.3 ชุดตรวจรุนท่ีสองสาํ หรบั ทดสอบหา anti-HIV ดวยหลกั การ indirect EIA (ภาพโดย ศกั ดช์ิ ยั
เดชตรัยรตั น)

15

รปู ที่ 4.4 ชุดตรวจรุน ทีส่ ามสาํ หรับทดสอบหา anti-HIV ดว ยหลกั การ double antigen sandwich EIA
(ภาพโดย ศักดชิ์ ยั เดชตรยั รตั น)

รูปท่ี 4.5 ชุดตรวจรุนท่สี ่ีสาํ หรบั ทดสอบหา HIV Ag/anti-HIV ดวยหลักการ double
antibody/antigen sandwich EIA (ภาพโดย ศกั ดิช์ ยั เดชตรัยรตั น)

วธิ ตี รวจคดั กรองมหี ลากหลายรปู แบบ ไดแ ก วิธีตรวจทีอ่ านผลดวยเครอ่ื ง (Machine based
immunoassay) และวธิ ตี รวจทอ่ี า นผลดวยตา (rapid หรอื simple assay) ซ่งึ มหี ลักการดงั ตอไปน้ี

1. Machine based immunoassays (IAs)
วธิ ีตรวจคดั กรองที่อานผลดว ยเคร่อื ง (Machine based immunoassay) ไดแ ก วิธตี รวจทีใ่ ชเ อนไซม
แ ล ะ substrate ใน ก า รแ ส ด งป ฏิ กิ ริ ย าก าร เกิ ด antigen-antibody complex เช น วิ ธี enzyme
immunoassay (EIA) ซึ่งอาจใหสัญญาณเปนการเกิดสี (colorimetric) หรือการเกิดแสง (light emission)
แลวแตเทคนิคการวัดของแตละวิธี อีกวิธีหนึ่งเปน non-enzyme immunoassay เชน วิธี chemilumi-
nescent immunoassay (CIA) ซ่ึงใชสาร chemiluminescent เปนสารติดฉลากเพื่อชวยแสดงการ
เกิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า antigen-antibody complex โด ย ก าร เติ ม ส า ร ก ร ะ ตุ น ช วย จุ ด ป ฏิ กิ ริ ย า ให ส า ร
chemiluminescent เกดิ เปลง แสงไดท ันที คาสญั ญาณที่ตรวจวดั ไดไมวาจะเปน คา การดดู กลืนแสง (optical
density) หรือคาหนวยวัดแสง (relative light unit) ของสิ่งสงตรวจ จะถูกนํามาคํานวณเปรียบเทียบกับคา
ตัดสิน (Cutoff, CO) ของแตละวิธี ไดเปนคา S/CO (Sample per Cutoff) เพ่ือใชแปลผลการทดสอบวามี
ปฏกิ ิรยิ า (reactive) หรือไมม ีปฏิกริ ยิ า (non-reactive) กบั การทดสอบวธิ นี ั้นๆ ซง่ึ การอา นและการคํานวณผล
อาจทําแบบอตั โนมตั ดิ วยเครอื่ งระบบปด (เคร่อื งมืออตั โนมตั )ิ หรือระบบเปด (manual) แลวแตว ิธตี รวจทใ่ี ช
2. Rapid test และ Simple assay
Rapid test หมายถงึ การทดสอบทไี่ ดผลรวดเร็วอานผลภายใน 30 นาทแี ละ Simple assay หมายถึง
การทดสอบงา ยๆ อานผลภายใน 2 ชั่วโมง รปู แบบการทดสอบนมี้ ี 3 ชนิด ไดแก
2.1 Immunoconcentration (flow through หรอื dot blot)
เปน rapid assay (รูปที่ 4.6) ท่ีใชหลกั การ double antigen sandwich EIA โดยเติมตัวอยา งตรวจ
ลงบนเมมเบรนท่ีมีแอนติเจนเอชไอวีเคลือบอยู แลวจึงเติม biotinylated HIV antigen ใหลงไปจับกับ
แอนติบอดีที่จับกับแอนติเจนบนเมมเบรน และตรวจวัดปฏิกิริยาตอโดยใช streptavidin enzyme
conjugate และ substrate ตามลาํ ดับ

16

รูปท่ี 4.6 หลักการของ immunoconcentration (flow through หรือ dot blot) (ภาพโดย ศกั ดช์ิ ัย
เดชตรยั รตั น)

2.2 Immunochromatography หรอื lateral flow assay
เปน rapid assay (รูปท่ี 4.7) ท่ีใชหลักการ double antigen sandwich immunoassay โดยเติม
ตวั อยางตรวจลงในสว นของ sample port/pad ซึ่งมแี อนติเจนที่เคลือบดว ยสาร conjugate (เชน colloidal
gold) บรรจุอยูกอนแลว เม่ือแอนติบอดีท่ีจําเพาะในตัวอยางจับกับสาร conjugate เกิดเปน immune
complex แลวเคล่ือนที่ดว ย liquid chromatography ไปยังสวน test และ control lines บนแถบทดสอบ
หากตัวอยา งตรวจมแี อนตบิ อดีตอเอชไอวจี ะทาํ ใหเ กิดสีเกดิ ขึน้ ที่ test line ซงึ่ มกี ารเคลือบแอนตเิ จนเอชไอวไี ว
และสวน control line จะเคลือบดวย anti-HIV ไว

รูปที่ 4.7 หลกั การของ immunochromatography (ภาพโดยศกั ด์ชิ ยั เดชตรยั รัตน)
2.3 Particle agglutination (รูปท่ี 4.8)
เปน simple assay ท่ใี ชหลกั การเกาะกลุมซง่ึ มีแอนติเจนของเอชไอวเี คลือบไวบนเมด็ เจลาตนิ โดยให

ทําปฏิกิริยากับตัวอยางซีรัมในถาดหลุม หากซีรัมมีแอนติบอดีตอเอชไอวจี ะทําปฏิกริ ิยากับแอนติเจนบนเม็ด
เจลาตินเกาะกลมุ กนั เปนรางแหเกดิ ข้ึน ในขณะทีไ่ มเกาะกลมุ เม็ดเจลาตินจะตกเปน เม็ดกระดุม

17

รปู ท่ี 4.8 หลักการของ particle agglutination (ภาพโดยศกั ดชิ์ ัย เดชตรยั รตั น)
ขอ ดีของ rapid test และ simple assay คือมีข้ันตอนและวิธีการทดสอบที่งา ย รวดเร็วและสะดวก

สามารถอานผลไดดว ยตาเปลา ไมตอ งใชเ ครือ่ งมือราคาแพง เหมาะสําหรับหองปฏิบัตกิ ารทางการแพทยท่ีมี
เจาหนาที่และงบประมาณจํากัด หรือใชเปนวิธีสนับสนุนเพ่ิมเติม ขอเสียของ rapid test คือ การแปลผล
ข้ึนกบั การอา นของรายบคุ คล
ปจจยั ที่เกย่ี วของตอ การทดสอบหา Anti-HIV

1. คณุ ภาพสิ่งสงตรวจ (Quality of the specimen)
คณุ ภาพของการวิเคราะหทางหองปฏิบัติการทางการแพทย เร่มิ ดวยสิ่งสงตรวจที่เหมาะสม เปนไป
ตามขอบงช้ีที่ระบุไวในคูมือชุดน้ํายาตรวจ เชน ใชกับเลือด ซีรัม หรือพลาสมาใชสารกันเลือดแข็ง
(anticoagulant) ชนดิ ใด เปนตน และมีความถกู ตอง ถูกคน การชบ้ี ง ตัวผูป วย และการทวนสอบได
2. คุณภาพมาตรฐานของน้ํายาทดสอบทเ่ี ลือกใช (Performance of assay)
คณุ ภาพมาตรฐานของชุดน้ํายาทดสอบที่เลือกใชพิจารณาจาก performance ของชุดนํ้ายา ซง่ึ ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องชุดตรวจที่เกี่ยวของกับการติดเช้ือเอชไอวี พ.ศ. 2552 เพื่อการวินิจฉัย
รายบคุ คล กําหนดใหม ีความไวไมต ํ่ากวารอยละ 99.5 และ ความจําเพาะไมตา่ํ กวารอ ยละ 99
Assay performance indicator เปนคุณภาพมาตรฐานพ้ืนฐานท่ีใชระบุคุณภาพของชุดทดสอบ
ตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีในปจ จุบนั ประกอบดวย
2.1 ความไว (Sensitivity: true positive rate) เปน ความสามารถของชดุ ทดสอบที่จะใหผ ลเปนบวก
ในผูติดเช้ือเอชไอวี ชดุ ทดสอบทีม่ ไี วสูงจะทําใหลดการพบผลลบปลอม (false negative) แบง ไดเ ปน
ความไวเชิงวินิจฉัย (diagnostic sensitivity) คือความสามารถที่ชุดตรวจจะแสดงผลเปนบวกเม่ือ
ทดสอบกบั ตัวอยางทชี่ ุดตรวจอา งอิงใหผ ลเปน บวก
ความไวเชิงวิเคราะห (analytical sensitivity) คือขีดจํากัดของการตรวจพบ (limit of detection)
สิง่ ทีต่ อ งการตรวจในจํานวนนอยท่สี ดุ ไดอ ยา งแมน ยํา

18

2.2 ความจําเพาะ (Specificity: true negative rate) เปนความสามารถของชุดทดสอบที่ใหผ ลเปน
ลบในผูไมติดเชื้อเอชไอวี ชุดทดสอบที่มีความจําเพาะสูงจะทําใหลดการพบผลบวกปลอม (false positive)
แมน า้ํ ยาทดสอบท่ใี ชจะมคี วามไวและความจาํ เพาะสูงแตกย็ ังตองระวังการเกดิ ผลลบปลอมและผลบวกปลอม
เนอ่ื งจากแตละทอ งถิ่นจะมคี วามชุกของโรคไมเ ทา กนั ทัง้ นคี้ วามแมนยําของการทํานายผลบวกวาติดเชอื้ จะสูง
เมอ่ื มคี วามชกุ ของโรคสูง ความแมนยําของการทํานายผลบวกลดลงเมื่อความชุกของโรคตํา่ (ดูรายละเอียดใน
บทท่ี 5)

3. ขอจาํ กดั การทดสอบ (Test limitation)
ผูปว ยในระยะติดเชอื้ เฉียบพลัน อาจพบการตรวจหาแอนติบอดตี อเอชไอวีเปน ผลลบ ท้ังนีผ้ ูปว ยอาจ
อยูในระยะกอน seroconversion การตรวจหา HIV p24 Ag หรอื Ag/Ab combination assay จะสามารถ
ตรวจพบผูปว ยในระยะเฉยี บพลัน หรือ early Infection ไดเร็วกวา และยืนยนั การติดเชือ้ ดว ยการตรวจ NAT
หรือ p24 Ag neutralization
4. สารรบกวน (Interference)
สารรบกวนเปนผลกระทบของสารท่ีมีอยูในส่ิงสง ตรวจของผูปวยที่ทําใหมีการเปลี่ยนไปของผลการ
วเิ คราะหท ่ีอาจพบไดในชุดน้าํ ยาทดสอบหนง่ึ แตอาจไมพ บในอกี ชุดนา้ํ ยาทดสอบหนึ่ง แบง ไดเปน
4.1 Endogenous sources of interferences

4.1.1 Anti-animal antibodies ที่พบบอยท่ีสุดคือ human anti-mouse antibodies หรือ
HAMA เกิดจากการใช mouse monoclonal antibody ท่ีเปนสวนประกอบของยารักษาโรครักษามะเร็ง
หรือการไดรับแอนตบิ อดีทผ่ี ลติ จากสัตว เชน anti-snake venom

4.1.2 Heterophile antibodies เกิดจากการท่แี อนตบิ อดใี นสง่ิ สง ตรวจทําปฏิกริ ิยาขาม (cross
react) กับโปรตีนของสตั วท ่ีมีอยูในชุดนา้ํ ยาทดสอบ

4.1.3 สารรบกวนอื่นๆ เชนการเกิด hemolysis, lipemia, turbid, bilirubin สูงหรือมี fibrin
ปะปน เกิดการรบกวนการวดั ปฏกิ ริ ิยา

4.2 Exogenous sources of interferences ไดแ ก ยาบางชนิดสาร additive ท่ีเติมลงในหลอดเกบ็
เลือด หรือ preservative ทเ่ี ติมลงในน้าํ ยาทดสอบ

4.3 Signal interferences เปนสารรบกวนปฏิกิริยาระหวาง Ag-Ab complex ท่ีเกิดข้ึนในการ
วดั ผล เชน fluorescence ของ bilirubin ทําใหเกิด background ของปฏกิ ริ ยิ าการวัดผลสงู กวาปกติ

4.4 Matrix effect เปน สภาพแวดลอ มของสารวิเคราะห (environment of the analyte) รวมถึง
pH, ionic strength และความเขม ขนโปรตีน สภาพของส่ิงสงตรวจที่ไมตรงตามที่ระบุในคูมือ เชน ใช body
fluids อ่ืนๆ

สาเหตทุ ี่ทาํ ใหเ กิดผลลบปลอมกับวิธตี รวจเบอ้ื งตน
1. ผตู ดิ เช้อื อยูใ นระยะที่ตรวจไมพบแอนตเิ จน/แอนตบิ อดีตอ เชอ้ื เอชไอวี (window period)
2. ความผดิ พลาดทางเทคนคิ ของผูท าํ การตรวจ
3. ผูตดิ เช้อื เอชไอวี-2 (แตตรวจดวยชุดตรวจสําหรับเชอ้ื เอชไอวี-1 เพียงอยางเดียว)
4. สาเหตอุ น่ื ทีอ่ าจเปน ไปได ไดแก
- ทารกมีการสรางแอนติบอดีตอเอชไอวลี าชา หรือบุคคลท่ีไดยาตานไวรัสเพ่ือปองกันการติด
เชื้อเอชไอวีหลังสมั ผัสเชือ้ หรือมีการตดิ เชือ้ ไวรัสตบั อกั เสบชนิดซีแบบเฉียบพลนั รวมกนั
- ไมมกี ารตอบสนองของระบบภูมคิ ุมกันในผทู ีไ่ ดร ับการรักษาดว ยยากดภมู ิคุมกันเปนเวลานาน

19

- ผปู วยสรางอิมมูโนโกลบูลินไดต่ําหรือไมมกี ารสราง เนื่องจากมีความผิดปกติแตกําเนิดหรือ
จากการใชย าบางประเภท

- ผปู วยมกี ารสรางแอนตบิ อดตี อ เอชไอวไี ดต ่ํา เชน ในผูตดิ เช้ือเอชไอวีระยะทายๆ
- แอนติบอดใี นผูตดิ เชอื้ จับกับเชอ้ื เอชไอวีเปน คอมเพลก็ ซ (Ag-Ab complexes)
สาเหตทุ ท่ี าํ ใหเกิดผลบวกปลอมกบั วิธีตรวจเบอ้ื งตน
1. ชุดตรวจมคี วามไวสงู ขึ้น ทําใหความจําเพาะลดลง
2. ความผดิ พลาดทางเทคนคิ ของผทู าํ การตรวจ
3. มีแอนตบิ อดตี อเอชไอวีในผูท ่ไี ดรบั การฉีดวคั ซีนทดลองเอชไอวี
4. สาเหตุอ่ืนๆท่ีอาจเปนไปได ไดแก บุคคลน้ันมีแอนติบอดีท่ีทําปฏิกิริยาไดกับสวนประกอบของ
เซลล หรอื ไดรับการฉดี วัคซีนปองกันไขหวัดใหญ (Influenza vaccination)

สาเหตตุ า งๆ ทเี่ คยมรี ายงานการเกดิ ผลบวกปลอมในการตรวจ anti-HIV

1. Anti-carbohydrate antibodies 19. High levels of circulating immune
2. Naturally-occurring antibodies complexes
3. Passive immunization: receive of
20. Hypergammaglobulinemia (high levels
gamma globulin or immune globulin (as of antibodies)
prophylaxis against infection which
contains antibodies) 21. False positives on other tests,
4. Leprosy including RPR (rapid plasma reagin) test
5. Tuberculosis for syphilis
6. Mycobacterium avium
7. Systemic lupus erythematosus(SLE) 22. Rheumatoid arthritis
8. Renal (kidney) failure 23. Hepatitis B vaccination
9. Hemodialysis/renal failure 24. Tetanus vaccination
10. Alpha interferon therapy in 25. Organ transplantation
hemodialysis patients 26. Renal transplantation
11. Flu 27. Anti-lymphocyte antibodies
12. Flu vaccination 28. Anti-collagen antibodies (found in gay
13. Herpes simplex I
14. Herpes simplex II men, haemophiliacs, Africans of both
15. Upper respiratory tract infection (cold sexes and people with leprosy)
or flu) 29. Autoimmune diseases
16. Recent viral infection or exposure to 30. Hepatitis
viral vaccines 31. Haemophilia
17. Pregnancy in multiparous women 32. "Sticky" blood (in Africans)
18. Malaria 33. Serum-positive for rheumatoid factor,
antinuclear anti-body (both found in
rheumatoid arthritis and other
autoantibodies)

20

34. Scleroderma, connective tissue 49. Stevens-Johnson syndrome
disease, dermatomyositis, Acute viral 50. Q-fever with associated hepatitis
infections, DNA viral infections 51. Heat-treated specimens
35. Malignant neoplasms (cancers) 52. Lipemic serum (blood with high levels
36. Alcoholic hepatitis/alcoholic liver of fat or lipids)
disease 53. Haemolyzed serum (blood where
37. Primary sclerosing cholangitis haemoglobin is separated from the red
38. Antibodies with a high affinity for cells)
polystyrene (used in the test kits) 54. Hyperbilirubinemia
39. Blood transfusions, multiple blood 55. Globulins produced during polyclonal
transfusions gammopathies (which are seen in AIDS
40. Multiple myeloma risk groups)
41. HLA antibodies (to Class I and II 56. Healthy individuals as a result of
leukocyte antigens) poorly-understood cross-reactions
42. Anti-smooth muscle antibody 57. Normal human ribonucleoproteins
43. Anti-parietal cell antibody 58. Other retroviruses
44. Anti-hepatitis A IgM (antibody) 59. Anti-mitochondrial antibodies
45. Anti-HBc IgM 60. Anti-nuclear antibodies
46. Administration of human 61. Anti-microsomal antibodies
immunoglobulin preparations pooled 62. T-cell leukocyte antigen antibodies
before 1985 63. Proteins on the filter paper
47. Haematologic malignant 64. Epstein-Barr virus
disorders/lymphoma 65. Visceral leishmaniasis
48. Primary biliary cirrhosis 66. Receptive anal sex
อางอิงจาก Factors Known to Cause False Positive HIV Antibody Test Results,
Christine Johnson: Continuum Sept./Oct.1996

เทคนิคทใี่ ชในการตรวจหาสว นประกอบของเช้อื เอชไอวี
การตรวจหาสว นประกอบของเช้ือเอชไอวใี นเลือด ประกอบดวย การตรวจหาแอนตเิ จน p24 และการ

ตรวจหาสารพันธกุ รรมของเชอื้ ท้งั HIV RNA ในพลาสมา และ HIV proviral DNA ในเซลลเม็ดเลอื ดขาวชนิด
นวิ เคลยี สเดีย่ ว เพื่อทดสอบการติดเชอ้ื ในระยะแรกกอ นการสรา งแอนติบอดี (ชวง window period) หรอื การ
ตรวจในทารกแรกคลอดท่ีเกิดจากมารดาตดิ เชื้อเอชไอวใี นระยะทย่ี ังพบแอนตบิ อดีของแมในเลอื ดลกู

1. การตรวจแอนติเจน p24
จะพบแอนติเจน p24 ของเชื้อเอชไอวี ในซีรัมหรือพลาสมาภายหลังการติดเช้ือ 15-20 วันกอ นการ
ตรวจพบแอนติบอดี หลังจากนั้นแอนติเจนถูกจับดวยแอนติบอดีเปน immune complex ทําใหระดับ
แอนติเจนตํ่ากวาที่จะตรวจพบไดโดยเฉพาะการติดเช้ือในทารกแรกคลอด โดยแอนติเจนของลูกจับกับ

21

แอนติบอดีจําเพาะของมารดาท่ีผานมายังลูก ดังนั้นการทําใหแอนติเจนแยกจากแอนติบอดี (immune
complex dissociate) ดว ยความรอนหรือกรด จะเพ่มิ ความไวของการตรวจพบแอนติเจน p24 ได

เทคนิคการทดสอบแอนติเจน p24 ใชหลักการ double antibody sandwich assay โดยใช
แอนติบอดีจําเพาะตรึงไวท่ีผิว solid phase เพ่ือจับกับแอนติเจน p24 ในตัวอยางตรวจ และใชแอนติบอดี
จาํ เพาะทต่ี ิดฉลากเปนตัวบงช้ีการเกดิ ปฏิกริ ิยา

2. การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชือ้ เอชไอวี
วิธี Nucleic acid testing (NAT) สําหรับการตรวจ HIV RNA หรือ proviral DNA มีการใชอยาง
กวางขวาง โดยเฉพาะอยางยิ่งการตดิ ตามปรมิ าณไวรสั (viral load) กอนหรือหลังการรักษา วธิ ี NAT ไมน ยิ ม
นาํ มาตรวจคัดกรองสําหรับการวนิ ิจฉยั ในรายบุคคลท่วั ไป เพราะการตรวจหาแอนตบิ อดสี ะดวกและเปนการ
ทดสอบที่งายกวา ยกเวน การวนิ จิ ฉยั ในทารกแรกคลอดและการตรวจเพื่อความปลอดภยั ในเลือดผบู ริจาค
เทคนิคทางอณูท่ีใชตรวจวินิจฉัยและตรวจวัดเชิงปริมาณสารพันธุกรรมของไวรัสเอชไอวีในพลาสมา
เร่ิมมีการนํามาใชต้ังแตตนทศวรรษ 1990s และเรียกกันทั่วไปวาวิธี HIV NAT วิธีน้ีมุงเนนตรวจหาสาร
พนั ธกุ รรมของไวรัสในพลาสมา โดยมกี ารพฒั นาวิธตี รวจทง้ั ในเชงิ คณุ ภาพและเชิงปรมิ าณ จึงใชเปน วธิ ีตรวจคดั
กรองและการตรวจเสริม ในระยะแรกวิธี NAT ไดถูกนาํ มาใชต รวจวินจิ ฉยั การติดเชอ้ื เอชไอวี (เชนการติดเช้ือ
เอชไอวรี ะยะเฉียบพลนั ซ่ึงใหผลลบของแอนติบอดี และการตรวจวินิจฉัยทารกแรกเกิดท่ีเกิดจากแมที่ติดเช้ือ
เอชไอวีซึ่งไมสามารถใชแอนติบอดีแปลผล เพราะมีแอนติบอดผี านมาจากแม) วิธี NAT ที่ใชตรวจหาไวรัสใน
เชิงปริมาณ (viral load assays) เพื่อตรวจตดิ ตามประเมินผลการรักษา แตไมใชในการตรวจวินิจฉัยการติด
เชอ้ื เอชไอวี
ปจจุบันชุดตรวจ RNA NAT ในเชิงคุณภาพมีเพียง 1 ชนิดท่ีไดรับอนุญาตใชทั้งในสหภาพยุโรปและ
สหรฐั อเมริกาเพ่ือใชตรวจวินิจฉัยและตรวจยืนยันในผูติดเช้อื เอชไอวี วธิ ี HIV NAT ไดนํามาใชใ นการตรวจคัด
กรองเลอื ด/พลาสมา และเนื้อเยอื่ ไดด ว ย วธิ ี NAT ไดนํามาใชในการวนิ จิ ฉัยการติดเชื้อเอชไอวี เชน วนิ ิจฉยั การ
ติดเช้ือเอชไอวีในระยะเฉียบพลันและในทารกแรกคลอดท่ีเกิดจากแมติดเชื้อเอชไอวี ในผูที่มีความเสี่ยงสูง
เนอ่ื งจากไดรับอุบัติเหตุทางการแพทย นอกจากนี้ยงั มีชุดนาํ้ ยาตรวจหา HIV proviral DNA ท่ีกําหนดใหใชได
แตในงานวิจัย (research use only, RUO) ซึ่งไมควรนํามาใชในงานบริการ การใชนํ้ายาดังกลาวเพ่ือชวย
วินจิ ฉัยการติดเชอื้ เอชไอวตี องปฏิบตั ิตามแนวทางทก่ี ําหนดโดยหนวยงานทีก่ ํากับควบคมุ
ลําดับข้ันตอนการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีรูปแบบใหมๆ (new diagnostic algorithm for
HIV) ทง้ั ในระดับจดุ ตรวจกรองเบอื้ งตน (point of care, POC) หรอื ระดบั หอ งปฏิบัติการทางการแพทย มกี าร
พฒั นาปรับปรุงและประเมนิ ความเหมาะสมอยตู ลอดเวลา ซ่งึ วิธี NAT จะเร่มิ มีบทบาทมากขนึ้ ในลาํ ดบั ขนั้ ตอน
(algorithm) ใหมๆ น้ี (ดูรายละเอยี ดในบทที่ 6)
หลกั การของ NAT
สารพนั ธกุ รรมของเชอ้ื เอชไอวีในผตู ิดเชือ้ มอี ยู 2 รูปแบบ สารพนั ธุกรรมแบบแรก คอื viral RNA ซ่ึง
เปนอนุภาคสมบรู ณ (virion) อยูเปน อนุภาคอสิ ระในพลาสมา สารพันธกุ รรมแบบท่ีสองทพี่ บในเซลลท่ีตดิ เช้ือ
คือ proviral DNA ซ่ึงเกิดจาก viral RNA ถูกเปล่ียนไปเปน DNA โดย reverse transcriptase และเขาไป
เช่ือมตอกับสายจโี นมของเซลลท ตี่ ิดเชอื้
เทคนคิ การเพมิ่ ปริมาณ/ ขยายสัญญาณ (Amplification technique)
ในปจ จุบนั เทคโนโลยใี นการตรวจหาสารพนั ธกุ รรมของเชือ้ ไวรสั ในเลอื ด ยังตองอาศยั การเพ่มิ ปรมิ าณ
สารพันธุกรรมหรือการขยายสัญญาณรวมดวย เนื่องจากระดับสารพันธุกรรมมีตํ่าเกินกวาที่จะตรวจหาได

22

โดยตรง การเพม่ิ ปริมาณสารพันธุกรรมของไวรสั ก็เพ่ือเพิ่มปริมาณใหม ากข้ึนจนถึงระดับท่ีสามารถตรวจวดั ได
(target amplification methods) หรืออาศัยวิธีการขยายสัญญาณจนตรวจวัดได (signal amplification
methods) สําหรับแตละวิธีโดยทั่วไปจะมีอยู 3 ขั้นตอน คือ 1) preamplification step เปนขั้นตอนการ
เตรียมตัวอยาง และ/หรอื สกัดสารพันธุกรรมของไวรัส 2) amplification step เปนขั้นตอนเพ่ิมปริมาณสาร
พันธุกรรมเปาหมาย หรือขยายสัญญาณท่ีจะตรวจวัด และ 3) postamplification (back-end step) เปน
ขน้ั ตอนการตรวจหา และ/หรือ ตรวจวัดปรมิ าณสารเปา หมายทีเ่ พิ่มข้นึ

วธิ ีการของขนั้ ตอน pre-amplification กเ็ พอ่ื เตรียมสารพันธุกรรมเปาหมายเพอื่ ใชต รวจวิเคราะหโดย
การแยกเซลล การปน แยกอนุภาคไวรสั หรือการจบั สว น RNA ในพลาสมา ตามดว ยขนั้ ตอนการสกัดใหไ ดสาร
พันธุกรรมเปาหมาย ขั้นตอนเหลานีก้ ็เพ่ือทําใหอนุภาคไวรัสเขมขน ข้ึน ชวยกาํ จัดหรือทําใหโปรตีนเสียสภาพ
รวมท้งั สารอน่ื ๆ ที่อาจยับยั้งปฏกิ ิริยาการเพม่ิ ขยายในขน้ั ตอนตอไป

ข้ันตอน amplification แบงออกไดเปน 2 กลุม คือ 1) การเพ่ิมปริมาณสารเปาหมาย (target
amplification) และ 2) การขยายสัญญาณการตรวจวัด (signal amplification) วิธีการเพ่ิมปริมาณสาํ หรับ
เช้ือเอชไอวี ไดแก วิธี reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR), transcription-
mediated amplification (TMA) แ ล ะ วิ ธี nucleic acid sequence-based amplification (NASBA)
สําหรับวิธีการขยายสัญญาณ ไดแก วิธี branched DNA (bDNA) method และ hybrid capture systems
วิธีท่ีมีจําหนายและไดรับความนิยมใชแพรหลายสําหรับตรวจเช้ือเอชไอวี ไดแก วิธี RT-PCR, TMA, NASBA
และ bDNA แตละวิธีจะมีการใชสารควบคุมภายใน (internal QC reagents) เพื่อชวยตรวจวามีสารยับย้ัง
ปฏิกริ ยิ าในตวั อยางสง ตรวจหรอื ไม วธิ ที ่ตี รวจหาในเชงิ ปรมิ าณ จะตอ งมีสารมาตรฐานเพอื่ ชว ยในการตรวจวัด
ปรมิ าณ viral copies ในตวั อยา งสง ตรวจ

ขนั้ ตอน post-amplification เปนการตรวจหาหรอื ตรวจวดั ปรมิ าณสารเปาหมายที่ถูกเพมิ่ ปริมาณขึ้น
หรือตรวจวัดสัญญาณที่ถูกขยายข้ึน วิธีที่ใชตรวจวัด อาจเปนการวัดสี (colorimetric) วัดการเกิดแสงจาก
ปฏกิ ิริยาเคมี (chemiluminescence) หรอื วัดการเรอื งแสง (fluorescence) ท่เี กดิ ขนึ้ อยา งจาํ เพาะ

การแปลผล
การตรวจ NAT จะมีชุดของสารควบคมุ และสารปรบั เทียบ (negative, positive, internal) ทําควบคู
ไปดวย เพ่ือชวยใหวิธีตรวจมีความถูกตองและชวยในการแปลผล ในกรณีของวิธีตรวจเชิงคุณภาพ จะมีคา
ตัดสิน (cutoff threshold) เพื่อชวยแยกคาที่เกิดปฏกิ ริ ิยา (มสี ารพันธุกรรมของเชือ้ เอชไอวีในตวั อยางตรวจ)
หรอื ไมเกิดปฏิกิริยา (ไมมีสารพันธกุ รรมของเช้อื เอชไอวใี นตวั อยา งตรวจ) ซึง่ ข้ึนกบั สัญญาณทเี่ กดิ ข้ึนจากวิธีการ
ทดสอบ คาท่ีใชชวยตัดสินคลายกับในวิธีตรวจหาแอนติบอดี คือคา S/CO ซ่ึงจะชวยแปลผลการตรวจวา
เกิดปฏิกริ ยิ าหรอื ไมเ กดิ ปฏกิ ิริยา หรือผลไมถกู ตอง
ในกรณีของการตรวจหาปรมิ าณไวรสั จะรายงานผลปริมาณไวรสั เปน จํานวน copies ของ HIV RNA
ตอมิลลิลิตรของพลาสมาหรือแปลผลเปน log10 units วิธีตรวจหาปริมาณไวรัสจะมีชวงของการตรวจวัด
แตกตางกันไปในนํ้ายาตรวจของแตละบริษัทผูผลิต ซึ่งผูผลิตจะมีการปรับคาใหเขาสูมาตรฐานเดียวกับของ
องคการอนามัยโลกเพ่อื ใชรายงานผล (International units based on a WHO standard)
ขอจํากัดของการใช NAT สาํ หรบั ตรวจยนื ยนั
มปี จจยั หลายประการทีต่ องพิจารณากอนนาํ วธิ ี NAT มาใช ไดแ ก
1) การเกบ็ ตัวอยางสงตรวจและการเกบ็ รกั ษา

23

เทคนิค NAT เกือบทุกวิธีใชสารปองกันเลือดแข็งตัวท่ีจําเพาะเพื่อเก็บเลือด และตองปนแยกเม็ด
เลือดออกจากพลาสมาภายในเวลาท่ีกําหนด ซ่ึงจะแตกตางไปในแตละวิธตี ั้งแตระยะเวลา 6-72 ช่ัวโมงหลัง
เจาะเก็บเลือด EDTA เปนสารปองกันเลือดแข็งที่แนะนําใหใช แตบางกรณีก็สามารถใช acid citrate
dextrose ได ในตัวอยางสงตรวจจากเลอื ด EDTA ถาเก็บแชแ ขง็ ไวท ่ีต่าํ กวา -70 ºC viral RNA จะคงตัวอยาง
นอย 5 ป การแชแข็งและละลายตัวอยางหลายๆ รอบไมมีผลตอปริมาณไวรัสแตควรใหนอยครั้งท่ีสุด
ขอพิจารณาโดยท่ัวไปคอื จะใชประมาณตัวอยางคอ นขางมาก โดยใช 0.5-1 มิลลิลติ รตอ การตรวจหนึง่ ครง้ั

2) การฝก อบรม เครือ่ งมอื และสง่ิ อาํ นวยความสะดวกตางๆ
วธิ ี NAT ตอ งอาศยั ผูทําการตรวจท่ีมีความชํานาญสูงจึงตอ งมกี ารฝก อบรมเปน พเิ ศษและตอ งประเมิน
ความสามารถกอนท่ีเปดใหบริการตรวจ NAT นอกจากน้ันยงั ตองมีความพรอมดานเคร่ืองมือและส่ิงอํานวย
ความสะดวกในดา นพนื้ ทเ่ี พื่อแยกพืน้ ท่ีสําหรบั pre- และ post-amplification products ออกจากกนั เพือ่ ลด
ก ารป น เป อ น ขอ งตั วอ ย าง (specimen carryover แ ล ะ cross-contamination) ให น อ ย ท่ี สุ ด ใน
หองปฏิบัติการท่ีมีการจัดการตัวอยางสงตรวจ NAT ในพ้ืนที่สวนกลางมีโอกาสท่ีจะเกิดการปนเปอนขาม
ตวั อยางไดจึงตองคํานงึ ถึงปญ หาดังกลาว และตอ งไดร บั การฝกฝนเพอ่ื ลดการปนเปอ นใหเ หลอื นอยทส่ี ุด
3) ความไว ความจาํ เพาะ และการเปรียบเทยี บผล
คาจํากดั ของการตรวจวัด (Limit of Detection, LoD) ของวิธี NAT ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
อยูในชว ง 25-400 copies of RNA/ml
โดยทั่วไปวธิ ี NAT จะชวยวนิ ิจฉัยการติดเช้อื เอชไอวีระยะแรก แตวิธี NAT สําหรับการตรวจหาผูที่ติด
เชื้อเอชไอวกี ็ไมไดมคี วามไวรอยละ 100 เพราะวธิ ี NAT ยังใหผลลบในชว ง 5-10 วนั ได หลงั การติดเชื้อเอชไอวี
ในผูติดเชอื้ เอชไอวบี างรายท่ีไมไดรักษาอาจใหผลลบดวย NAT แตพบการติดเชือ้ ไดโดยวธิ ีตรวจหาแอนติบอดี
ในกรณนี ้ีเกดิ ไดจากหลายสาเหตุ เชน การกดการแบงตัวของไวรัสตามธรรมชาตขิ องรางกายผตู ดิ เชื้อ หรือจาก
การรักษาพบวา เปนสาเหตุหลกั ของการเกิดผลลบปลอมของวิธี NAT นอกจากนี้ยังมสี าเหตุอื่นๆ ที่เปนไปได
เชน การเก็บตัวอยางสงตรวจไมเหมาะสม การแยกตัวอยางไมเหมาะสม การเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ไม
เหมาะสม การมสี ารยับย้งั ในตัวอยา งตรวจ และวิธี NAT จะใหผลลบในชวง 5-10 วนั หลังการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
ความจาํ เพาะของชดุ ตรวจดวยวธิ ี NAT อยูร ะหวา งรอยละ 97.6 - 100 เม่อื ตรวจจากตวั อยา งผทู ไ่ี มต ดิ
เช้ือ อยางไรก็ตามมรี ายงานวา วธิ ี NAT ใหผลบวกปลอมทมี่ คี า ต่ําๆ ไดเ ม่อื คาระดับปริมาณไวรสั ใกลก ับคา จาํ กดั
ของการตรวจวัด (LoD) ในทางกลับกันถาระดับปริมาณไวรัสมีคา ต่าํ ในชว งทีท่ าํ การตรวจ วิธี NAT กอ็ าจใหผล
ลบไดเชนกัน การปนเปอนของตัวอยางตรวจ และปญหาทางเทคนิคอื่นๆ เชน ตัวอยางควบคุมภายในหรือ
ตวั อยางปรบั เทียบคา มาตรฐานไมด เี พยี งพอ ทาํ ใหคาทใี่ ชต ัดสินไมถกู ตองและเกดิ ผลบวกปลอมได
วิธี NAT เชิงปริมาณท่ีใชหลักการตรวจที่แตกตางกัน จะตรวจหาปริมาณไวรัสในพลาสมาไดผลท่ี
แตกตางกัน ดังน้ันจงึ ไมควรเปรียบเทียบผลการตรวจโดยวิธที ี่แตกตา งกันหรือเปล่ียนไปใชวิธีตรวจที่แตกตาง
กันในการตรวจตัวอยางเดียวกัน โดยปกติแลวผลการตรวจซ้ํา (reproducibility) ของการตรวจหาปริมาณ
ไวรัส จะอยูท่ี 0.3 log10/ml ที่ระดับความเช่ือมั่นรอยละ 95 ซึ่งหมายความวา ปริมาณไวรัสที่มีคา 10,000
copies/ml จะมคี า เบี่ยงเบนมาตรฐานในชว งประมาณ 5,000–20,000 copies/ml
เวลาในการตรวจและรายงานผล
วธิ ี NAT ใชเ วลาในการตรวจและรายงานผลพอๆ กับวธิ ี Western Blot (WB) จํานวนตวั อยางท่ตี รวจ
ตอ ครัง้ มผี ลตอระยะเวลาท่ีรายงานผล โดยปกติวิธี NAT ที่นิยมใช จะใชเ วลาในการรายงานผลประมาณ 5-24

24

ชั่วโมง สําหรับการตรวจตัวอยาง 20-50 ตัวอยางตอคร้ัง สําหรับคาใชจายของวิธี NAT จะสูงมากกวาวิธี
ตรวจหาแอนติบอดี
เทคนคิ ตา งๆ ทใ่ี ชในการตรวจยืนยัน

1. Western Blot (WB)
ในอดีตที่ผานมาวิธี WB ถือวาเปนวิธีมาตรฐานอางอิง (gold standard) สําหรับการวินิจฉัยการติด
เชื้อเอชไอวีและถือเปนวิธีหลักในลําดับขั้นตอนการตรวจระดับชาติหรือนานาชาติ (national or
international algorithms) ของหลายๆ สถาบนั เพื่อยืนยันการติดเชอ้ื เอชไอวี อยา งไรก็ตามวิธี WB เปน วธิ ีท่ี
มีความจาํ เพาะสูงจึงไมไดไวกวาชุดตรวจคัดกรองเบ้อื งตน และไมใชในหองปฏบิ ัติการทางการแพทยโดยทวั่ ไป
แลว เนอื่ งจากมแี นวทางสนบั สนุนการตรวจการตดิ เช้ือดว ยชดุ ตรวจเสริมอยา งนอย 3 วิธีที่ใชแ อนตเิ จนตางกนั
วิธี WB จึงเหมาะสําหรบั ใชตรวจแยกผลบวกปลอมที่เกิดจากผลปฏิกิริยาที่ไดดวยวธิ ีตรวจเบื้องตน
ออก แตวธิ ีนข้ี าดความไวสําหรับตรวจในระยะแรกของการตดิ เชือ้ เอชไอวี ใหผลตรวจที่ไมจาํ เพาะเนือ่ งจากอาจ
มีแอนติเจนจากเซลลท่ีเพาะเลี้ยงเชื้อเอชไอวีปนเปอนอยู ข้ันตอนการตรวจใชเวลานานและมีราคาสูงจึงไม
เหมาะทจ่ี ะใชเปน วิธีตรวจเบ้อื งตน
หลักการของวิธี WB
วธิ ี WB เปนการหาแอนติบอดจี ําเพาะตอโปรตีนแตล ะสวนของไวรสั จึงมีความจาํ เพาะสูงมาก โดยมี
ข้ันตอนการเตรียมโปรตีนจากการเพาะเล้ียงเช้ือกอ น แลวแยกโปรตีนสว นประกอบตางๆ ของเชื้อเอชไอวอี อก
จากกันโดยกระแสไฟฟาในตวั กลางเจลแยกออกเปนแถบตามน้ําหนักโมเลกลุ ทแ่ี ตกตางกนั โปรตนี แตล ะแถบมี
ความบรสิ ทุ ธิ์คอนขางมาก เพ่อื ใหทาํ ปฏกิ ิริยากบั แอนตบิ อดีของผตู ิดเช้อื ตอ ไป หลักการของวธิ ี WB แบงไดเ ปน
3 ขน้ั ตอนใหญๆ คือ
1. การแยกโปรตีนแอนติเจนจากการเพาะเล้ียงเช้ือไวรัส (viral lysate) ตามนํ้าหนกั โมเลกุล โดยวิธี
SDS-polyacrylamide gel electrophoresis (SDS-PAGE) ในกรณี HIV-1 จะไดแถบโปรตีนแอนติเจนของ
HIV-1 เรียงตามลําดับ (จากบนลงลาง) ดังนี้ gp160, gp120, p66, p55, p51, gp41, p31, p24, p17, และ
p15 สาํ หรบั เชือ้ HIV-2 จะมแี ถบโปรตนี แอนตเิ จนเรยี งตามลาํ ดบั ดงั น้ี gp125, gp80, p68, p56, p53, gp36
และ p26 ผูผลิตบางรายอาจมีแถบแอนติเจนของไวรัสเพิ่มข้ึนจากที่กลาวขางตน และแตละบริษัทอาจระบุ
นํ้าหนักโมเลกุลของแอนติเจนแตกตางกันไปบา ง
2. การถายเท (blotting) แอนติเจนทล่ี งบนแผน เมมเบรน หลงั จากแยกแอนติเจนดวยกระแสไฟฟา
ออกจากกันตามนํ้าหนักโมเลกุลในตัวกลางเจลแลว จะถายเทแอนติเจนลงสูแผนไนโตรเซลลูโลสหรือแผน
เมนเบรนชนิดอื่นท่ีเหมาะสมดวยกระแสไฟฟาจากตัวกลางเจล หลังจากน้ันตัดแผนเมมเบรนเปนแถบยาว
สําหรับการทําปฏิกิริยากับแอนติบอดีท่ีตองการทดสอบดวยวิธี EIA ตอไป นอกจากจะไดแอนติเจนของไวรัส
แลว ยังอาจมแี อนติเจนจากเซลลท เี่ พาะเลี้ยงเช้ือเอชไอวปี รากฏอยบู นแถบเมมเบรน ซึ่งอาจเกดิ การจับอยา งไม
จาํ เพาะกบั โปรตีนดงั กลา วในขน้ั ตอนการทดสอบ ซ่งึ จะทาํ ใหเ กิดปญหายงุ ยากในการแปลผล
3. การทดสอบตัวอยางกบั แผนเมมเบรนที่มแี อนติเจนยึดติดอยูโดยอาศัยหลักการ EIA ในขั้นตอนนี้
จะใหต ัวอยางทดสอบทําปฏิกิริยากับแถบเมมเบรน โดยจะเติมตัวอยางสง ตรวจลงในสารละลายทม่ี ีโปรตีนสูง
กอนเพ่อื ปองกันไมใหอมิ มูโนโกลบลู ินในตวั อยางสงตรวจจบั กับแถบเมมเบรนอยางไมจําเพาะ แตเกิดการจับ
ระหวางแอนติบอดีกับแอนติเจนจําเพาะเทาน้ัน หลังจากข้ันตอนการลางแอนติบอดีที่ไมจับออกไป จึงเติม
enzyme-conjugated anti-human Ig ลงไปเพื่อจับกบั Ag-Ab complexes ท่ีเกดิ ขน้ึ บนเมมเบรน หลังจาก

25

ขั้นตอนการลาง จะเติมสารละลาย substrate ท่ีจําเพาะกับเอนไซมและถูกยอยใหเกิดตะกอนสีจับบนแถบ
เมมเบรนในตําแหนงทเ่ี กิด Ag-Ab complexes เมอ่ื เปรยี บเทียบแถบสีที่เกิดข้ึนกับแถบเมมเบรนควบคุมผล
กจ็ ะสามารถแปลผลการทดสอบไดว ามแี อนตบิ อดีตอ ชนดิ ของแอนตเิ จนในตัวอยางทดสอบ

จากการทีใ่ นตัวอยางทดสอบมีแอนตบิ อดีจาํ เพาะตอโปรตีนของเช้ือเอชไอวีที่แตกตางกัน ผลรปู แบบ
ตางๆ หรือ WB profiles (จํานวนแถบสีท่ีเกิดรวมท้ังความเขมของแถบสี) จะบงช้ีวาตัวอยางนั้นใหผลบวก
(positive), ผลลบ (negative) หรือ ใหผลกํ้ากึ่ง (indeterminate) ของแอนตบิ อดตี อเชือ้ เอชไอวี

เกณฑกาํ หนดการแปลผล (Interpretative criteria)
การอานผล WB นิยมอานดวยสายตามากกวาใชเคร่ืองอานผล โดยบริษัทผูผลิตชุดตรวจจะกําหนด
ระบบการอานผลใหมาดวย โดยจะอา นทัง้ ความเขมและตําแหนงของแถบสที ่ีเกดิ ขึ้นบนแถบเมมเบรนท่ีทดสอบ
กบั ตัวอยาง เปรียบเทียบกับผลของการทดสอบกับตัวอยางควบคุมผลบวก และตัวอยางควบคุมผลบวกออน
(positive และ weakly positive controls) เพอื่ ชวยใหผอู า นผลสามารถแยกแยะผลบวกแบบออ นๆ ได
• เกณฑกาํ หนดผลบวก HIV WB
แนวทางการอานผลบวก HIV WB ของบริษัทผูผลิตแบบตางๆ ไดน ําไปใชเปนเกณฑก ําหนดการแปล
ผลระดบั ชาติ และระดบั นานาชาติ เพ่ือใหเหมาะสมกับกลุมประชากรที่ทําการตรวจสอบและตามขอกําหนด
ของหนวยงานทองถิ่นท่ีเกี่ยวของ ตัวอยางเชน เกณฑกําหนดของศูนยควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC)
และ ASTPHLD ผลบวกจะตองพบแถบสีอยา งนอย 1 แถบของแอนติเจนสว น env (gp41 และ gp120/160)
และแถบแอนติเจน p24 สวนเกณฑกําหนดของคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA)
ผลบวกจะตองพบแถบสีของแอนติเจน p24, p31, gp41 หรือ gp120/160 และเกณฑกําหนดขององคการ
อนามัยโลก (WHO) ผลบวกจะตองพบแถบสอี ยา งนอ ย 2 แถบของแอนติเจนสวน env เปนตน
แนวปฏิบัตโิ ดยทัว่ ไปสาํ หรับการแปลผลการตรวจ WB คอื เมอ่ื เลือกใชน า้ํ ยาตรวจ WB ของบรษิ ทั ใดก็
ควรจะใชเกณฑกําหนดในการแปลผลตามท่ีผูผลิตไดแนะนาํ ไว เชน นํ้ายา HIV Blot 2.2 WB ของบริษทั MP
Diagnostic แนะนําใหใชเกณฑกําหนดผลบวกเมื่อพบแถบสี 2 แถบของแอนติเจนสวน env (gp41,
gp120/160) และสว น gag (p17, p24, p55) หรือสวน pol (p31, p51, p66)
การใชเ กณฑกําหนดการแปลผลท่ีแตกตางกนั ของแตละสถาบัน/หนวยงาน ดังทกี่ ลา วขางตนจะสงผล
ใหวิธี WB มคี วามจําเพาะและความไวท่ีแตกตางกันไป ถา กําหนดวา ผลบวกตอ งมีจาํ นวนแถบสีมากวิธี WB ก็
จะมคี วามจําเพาะสูงแตความไวจะตา่ํ ลง เปน ตน
วิธี HIV-1 WB บางวิธีจะมีการเพ่ิมแถบโปรตีนท่ีจําเพาะกับเอชไอวี-2 ลงไปดวย เพ่ือใชชวยวินิจฉัย
การติดเชอ้ื เอชไอวี-2 ดว ย ในกรณนี ้จี ะตองอาศัยแนวทางการอานผลของบริษัทผผู ลติ สําหรบั การแปลผลบวก
การติดเชื้อเอชไอวี-2 บรษิ ัทหลายแหงไดผลติ ชุดตรวจ HIV-2 WB ออกจําหนายโดยใชเช้ือเอชไอวี-2 สายพนั ธุ
ท่ีแตกตางกัน ซ่ึงมีความหลากหลายของแถบโปรตีนโดยเฉพาะสวน glycoprotein bands ซ่ึงมีมากกวาใน
HIV-1 WB อยางไรก็ตามยังไมมีเกณฑกําหนดมาตรฐานสําหรับแปลผลของวิธี HIV-2 WB ศูนยควบคุมโรค
ของสหรฐั อเมริกา (CDC) ไดแ นะนาํ ใหใชเกณฑก ําหนดในการแปลผลตามทีบ่ รษิ ัทผผู ลติ ไดแ นะนาํ ไว
• เกณฑกาํ หนดผลลบ HIV WB
เกณฑกาํ หนดท่ีเขมงวดสาํ หรับการแปลผลลบของ HIV WB คือจะตองไมพบทงั้ แถบสีแอนตเิ จนของ
เชื้อไวรัสและของเซลลท่ีเพาะเล้ียงเช้ือ แตบางเกณฑอาจกําหนดเพียงไมพบแถบสีแอนติเจนของเช้ือไวรัส
เทา นั้น อยา งไรกต็ ามวิธี HIV WB สว นใหญจ ะเพมิ่ แถบ IgG band ลงไปในแถบตรวจเพอื่ ใชควบคุมในข้ันตอน
การทดสอบ การอานผลจงึ ควรปฏิบัติตามแนวทางของผผู ลติ อยางเครง ครดั

26

• เกณฑก ําหนดผลก้ํากงึ่ HIV WB: การตรวจติดตามและนยั สําคัญ
ผลการตรวจ WB ที่ถือวาเปน ผลกํา้ กึ่ง (indeterminate) คอื ผลทีไ่ มเ ขา กับเกณฑกําหนดผลบวกหรอื
ผลลบดงั ที่กลา วมา ผลการตรวจที่เปน ผลกาํ้ กง่ึ มสี าเหตจุ ากหลายประการ เชน ระยะท่ีผูติดเช้อื เอชไอวีเพงิ่ เริ่ม
สรางแอนติบอดี (seroconversion) การปนเปอ นของตวั อยางสง ตรวจจากตัวอยางท่ใี หผลบวก ปฏิกิริยาทเี่ กดิ
แบบไมจาํ เพาะกับแถบโปรตีนของไวรัสหรอื ของเซลลเพาะเล้ียงบนแถบตรวจ ผูปวยเอดสระยะสุดทา ยซ่ึงมี
การสรางแอนติบอดีลดลง การติดเช้ืออื่นๆ หรือภาวะท่ีมีความแปรปรวนของระบบภูมิคุมกันของรางกาย
สาเหตุอ่นื ท่ีทําใหเกดิ ผลกา้ํ ก่ึงของ HIV-1 WB ได คือ การติดเชื้อ HIV-1 group N, O, P หรือ HIV-2 ซง่ึ สว น
ใหญแลว มักจะตรวจพบแถบสีของโปรตีน gag (p55, p24) และ pol (p66, p51, p31) แตจะไมพบแถบสี
ของ HIV-1 env bands
ผลกํ้ากึ่งของ HIV-1 WB ควรไดรับการเจาะเลือดสงตรวจครัง้ ที่ 2 ซึ่งเก็บหาง 2-4 สัปดาหจากคร้ัง
แรกท่ใี หผลเกดิ ปฏกิ ิรยิ ากับการตรวจเบอื้ งตน เพอื่ ตรวจแอนติบอดีทีส่ รา งเพ่มิ ขน้ึ แตถ า ยังแกป ญหาไมได ก็ควร
ตรวจดว ยวิธตี รวจเสริมอ่นื ๆ เชน NAT ในกรณที ี่สงสัยวาผปู วยตดิ เช้ือเอชไอวใี นระยะเฉียบพลนั ควรตรวจโดย
วิธี NAT โดยทนั ที เพอ่ื ชวยพิสูจนวาผูป ว ยเพง่ิ เริม่ สรา งแอนตบิ อดี
ขอ จาํ กดั ของวิธี WB
WB เปน วิธที ่มี ีความไวต่ํากวา วธิ ี EIA รนุ ท่ี 3 และ รุนท่ี 4 โดยเฉพาะในระยะทีผ่ ตู ดิ เช้ือเอชไอวีเพ่ิงเรมิ่
สรา งแอนติบอดี (seroconversion) โดยจะใหผลบวกชากวาวธิ ี EIA ประมาณ 3 สปั ดาห และเมื่อผูปวยเขา สู
ระยะเอดสซ่ึงรางกายสรางแอนติบอดีลดลงก็ทําใหเกิดผลลบกับวิธี WB ได แมวา WB จะเปนวิธีท่ีมี
ความจําเพาะสูงแตก็สามารถเกิดผลก้ํากึ่งไดถาผูปวยเกิดการติดเช้ืออื่นๆ รวมดวย เชน การติดเชื้อซิฟลิส
การตดิ เชอื้ รีโทรไวรัสชนดิ อน่ื ๆ การตดิ เชอ้ื ปรสิตชนิดตางๆ และอาจเกดิ ไดใ นผทู ีไ่ มตดิ เชอื้ บางราย การตั้งครรภ
หรือการติดเช้ือเอชไอวีบางสายพันธุอาจทําใหรูปแบบของผล WB ผิดแปลกไป โดยสามารถพบปฏิกิริยากับ
แถบโปรตีนของเซลลท ีใ่ ชเ พาะเลี้ยงได
สําหรบั ประเทศไทย ในปจจบุ ันไมน ิยมใชวิธี WB เปนวิธตี รวจเสรมิ ในหองปฏิบตั ิการตรวจประจําวัน
ในโรงพยาบาลท่ัวไปเนื่องจากมีราคาแพง มีบริษัทผูผลิตจําหนายนอยราย วิธีการทํายุงยากและใชเวลานาน
แตก็มีการใชวิธี WB ในบางกรณี เชน ใชเปนวิธีตรวจเสริมในโครงการวิจัยดานโรคเอดส ใชในงานตรวจใน
โครงการประเมนิ คุณภาพการตรวจหาการตดิ เชื้อเอชไอวี หรอื อนื่ ๆ เปนตน

27

บทท่ี 5
กลวิธแี ละวตั ถุประสงคข องการตรวจหาการติดเชอ้ื เอชไอวี

ในป พ.ศ. 2540 องคการอนามัยโลก (UNAIDS and WHO) ไดแนะนํากลวิธี (strategy) หรือลําดับ
ขัน้ ตอนการทดสอบ anti-HIV ดวยชุดตรวจกรองใหเหมาะกับงานซึ่งสามารถลดคาใชจายที่ใชในการทดสอบ
เพื่อทํานายความแมนยําของผลบวกและผลลบใหไดคาสูง และไดประสิทธิผลอยางถูกตอง โดยขึ้นกับ
วตั ถุประสงคของการตรวจ (objective) และความชกุ ของโรค (prevalence of infection) โดยต้ังตนดวยชุด
ตรวจแรกเปน anti-HIV แบง ออกเปน 3 กลวธิ สี าํ หรบั การวินจิ ฉยั ในรายบคุ คลดงั ตารางท่ี 5.1
ตารางที่ 5.1 กลวธิ ีการตรวจวินิจฉยั การติดเช้อื เอชไอวที างหอ งปฏิบัติการทางการแพทย

กลวิธที ี่ 1 กลวิธที ี่ 2 กลวิธีที่ 3

(Strategy I) (Strategy II) (Strategy III)

1. ใชช ดุ ตรวจเพียงชุดเดยี ว 1. ใชชุดตรวจ 2 ชุดตรวจ* 1. ใชช ดุ ตรวจ 3 ชุดตรวจ*
2. ใชว นิ ิจฉัยการติดเชอ้ื ในกลมุ 2. ใชวนิ ิจฉัยการติดเช้ือในกลมุ 2.ใชวนิ ิจฉยั การตดิ เชอ้ื ใน
ประชากรท่มี ีความชกุ ของการ ประชากรทีม่ ีความชุกของการ กลุม ประชากรทม่ี คี วามชุก
ตดิ เช้อื มากกวารอ ยละ 30 และ ติดเช้ือนอยกวาหรอื เทา กบั รอ ยละ ของการตดิ เชอ้ื นอยกวา
มอี าการโรคสมั พันธก ับโรคเอดส 30 และมีอาการของโรค และใน รอยละ 10 และไมมอี าการ
3. ใชต ิดตามเฝา ระวงั สถานการณ กลมุ ประชากรทมี่ คี วามชกุ ของการ ของโรคเอดส
การตดิ เชอ้ื ในกลุมประชากรที่มี ตดิ เช้ือนอยกวาหรอื เทา กบั รอยละ
ความชกุ ของการติดเชอ้ื เอชไอวี 10 และไมม ีอาการของโรคเอดส
มากกวา รอยละ 10 โดยไมมีการ 3. ใชต ดิ ตามสถานการณก ารตดิ เชือ้
แจงผล ในกลมุ ประชากรท่ีมคี วามชกุ ของ
4. ใชต รวจคดั กรองเลอื ดบริจาค การติดเช้ือเอชไอวีนอยกวา
และการบรจิ าคอวยั วะในทุก รอ ยละ 10 โดยไมม กี ารแจง ผล
อัตราความชุกของการตดิ เช้ือ
5. ใชในการปอ งการการตดิ เช้อื
จากแมส ูลูกโดยตรวจคัดกรอง
หญงิ ตง้ั ครรภท ่ีมาคลอดฉกุ เฉิน
และไมม ผี ลการตรวจการติดเช้อื
ฯ ในชว งฝากครรภม าแสดง
*ชุดตรวจเสริมทม่ี ีความแตกตาง/หลากหลายของแอนตเิ จนกบั ชดุ ตรวจแรก
ดังน้ันวัตถุประสงคของการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีน้ันจะเปนเกณฑในการบงช้ีวาจะใชกลวิธีใด
ในการตรวจทางหองปฏิบัติการทางการแพทย โดยท่ีองคการอนามัยโลกไดแบงวัตถุประสงคสําหรับการ
ตรวจหาการตดิ เช้ือไว 3 วัตถุประสงคหลกั คอื การตรวจวินิจฉัย การตรวจคัดกรองเลอื ดบริจาค และการตรวจ
เพอ่ื การตรวจเฝา ระวังทางระบาดวิทยา โดยในแตละวัตถุประสงคม ีรายละเอยี ดดังน้ี

28

การตรวจเพ่ือวินิจฉัยการติดเช้อื เอชไอวี
การตรวจเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีทางหองปฏิบตั ิการทางการแพทย มีวัตถุประสงคเพื่อพิสูจน

ยนื ยันวา บคุ คลที่มีอาการแสดงและอาการปว ยทเ่ี ขากับการติดเช้ือเอชไอวีมีการตดิ เชือ้ จรงิ และตรวจหาสภาวะ
การตดิ เช้ือเอชไอวใี นบุคคลท่ีอาจสัมผัสหรือรับเชอ้ื มากอ นแตยังไมแ สดงอาการ ในปจจุบันวิธีการรักษาผูติด
เชื้อเอชไอวมี ีประสิทธิภาพสงู จึงมคี วามจาํ เปน ตอ งตรวจหาผูทต่ี ิดเช้ือเพอ่ื ใหการดูแลรักษาโดยเร็ว และยงั ชว ย
ลดการแพรกระจายเชื้อเอชไอวี เชน การมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย การใชถุงยางอนามัย หรือการลด
จํานวนคูน อน เปน ตน ในหญงิ ตัง้ ครรภท่ีตดิ เชื้อเอชไอวจี ะไดรับการดแู ลรกั ษาที่เหมาะสม ซง่ึ ชว ยลดอตั ราการ
ถา ยทอดเช้ือจากแมไปสูท ารกได และในกรณีของผูที่สัมผัสกับเลือดติดเช้ือเอชไอวีเน่อื งจากอบุ ัติเหตทุ างการ
แพทย การตรวจหาการ ติดเชอื้ ต้ังแตแรกมคี วามสาํ คัญอยา งย่งิ เพราะการใหย าตา นไวรัสตั้งแตแ รกแกผ ทู สี่ ัมผสั
เชอ้ื ชวยลดการถายทอดเชอื้ ได

การตรวจหาการตดิ เชื้อเอชไอวใี นผูท่ีมอี าการระยะเฉียบพลันจะตอ งอาศยั ทงั้ การตรวจหาแอนติบอดี
จําเพาะรวมกบั การตรวจหาสว นประกอบของเช้อื เชน สารพันธุกรรมหรอื แอนติเจนของไวรสั ท้ังน้ีเนื่องจาก
การติดเชื้อเอชไอวีตัวบงช้ีตางๆ (different HIV markers) จะปรากฏในระยะเวลาท่ีแตกตางกันหลังติดเช้ือ
เอชไอวี (ดูรายละเอียดบทท่ี 4) การเลือกวธิ กี ารตรวจเบื้องตนเพ่อื ตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวีจะตองเขาใจถึง
การเปล่ียนแปลงแบบพลวัตของเชอ้ื ไวรัสในรา งกาย การตอบสนองของภูมิคุมกันของรางกาย และคณุ ลกั ษณะ
ของวิธีตรวจท่ใี ช

โดยปกติแอนติบอดีตอเอชไอวีจะสรางขึ้นในเวลาไมก่ีสัปดาหหลังการติดเชื้อ แตเวลาที่แนนอนจะ
ข้ึนกับหลายปจจัยซึ่งรวมทั้งตัวผูที่ติดเชื้อเองและคุณลักษณะของเช้ือไวรัส วิธีการตรวจหาแอนติบดีท่ีใช
ในปจจบุ ันจะเรม่ิ ตรวจพบแอนติบอดีไดเรว็ มากขึ้นกวาเดิม ภายใน 2-3 สัปดาหห ลังการติดเชือ้ เอชไอวี แตผูต ดิ
เชอ้ื บางรายก็อาจใหผลลบไดน านหลายเดือน สวนใหญสามารถตรวจพบอารเ อ็นเอของเชื้อเอชไอวี (HIV RNA)
ไดในชวง 5-10 วนั หลังการติดเช้ือและพบไดกอ นแอนติบอดใี นเวลา 1-2 สัปดาห การตรวจหา HIV RNA ในผูท่ี
สงสยั วาตดิ เชื้อเอชไอวใี นระยะเฉยี บพลนั ซ่ึงใหผ ลลบของแอนติบอดจี ะมปี ระโยชนในการแยกผตู ิดเช้ือเอชไอวที ่ี
อยูระยะเฉียบพลนั อยางไรก็ตามอาจมีระยะท่ีตรวจไมพบตัวบงชก้ี ารติดเช้ือเอชไอวีใดๆ ดังนนั้ ผูท่ีอยูในกลุม
เส่ียงสงู เมือ่ ตรวจไมพ บตัวบงชก้ี ารติดเช้ือเอชไอวใี ดๆ จงึ ตองตรวจซา้ํ ภายใน 2-4 สปั ดาห

วิธีตรวจเบ้ืองตน (initial tests) หรือแตกอนเรียกวา วิธีตรวจคัดกรอง (screening tests) สําหรับ
ตรวจหาแอนติบอดตี อเช้ือเอชไอวี เปนวิธกี ารทม่ี คี วามสาํ คัญและมีประสทิ ธิภาพสูงในการตรวจหาการติดเชื้อ
เอชไอวีในรายบุคคล วิธตี รวจเบอ้ื งตน ทใ่ี ชอยูในปจ จบุ ันเปนวิธที ่ีมีความไวและความจําเพาะสูงมาก แตก็ไมไ ด
หมายความวาจะไมเ กดิ ปญหาผลบวกปลอมและผลลบปลอมเลย เนอ่ื งจากผูทตี่ ิดเช้ือเอชไอวอี าจอยใู นระยะท่ี
ยงั ไมพบแอนติบอดี (window period) อาจทําใหไ มพ บปฏกิ ริ ิยา (nonreactive) นอกจากนีต้ ัวอยา งสงตรวจ
บางรายอาจมีสารที่รบกวนตอการทดสอบไดทําใหเกิดผล biological false positive หรือมีความผิดพลาด
ทางเทคนิคการตรวจทําใหเกิดผล technical false positive จึงอาจใหผลไมถูกตองเมื่อตรวจไดผลวา
เกดิ ปฏิกิริยา (reactive) ทําใหการวนิ ิจฉัยผูทไี่ มติดเชื้อผิดพลาดได ดังนั้นการใชว ิธีตรวจเบื้องตน จึงตองเลือก
วิธีตรวจอยางรอบคอบสําหรับใชต รวจอยางเหมาะสม

ชุดตรวจวินจิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวีท่ีไดรบั อนุญาตใหจาํ หนายไดใ นประเทศไทย ตองขนึ้ ทะเบียนและ
ผานการประเมินคุณภาพตามเกณฑท กี่ ําหนดโดยคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
โดยชุดตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีรายบุคคลตองมีความไว (sensitivity) ไมต่ํากวารอยละ 99.5 และมี
ความจาํ เพาะ (specificity) ไมตํ่ากวา รอยละ 99 จะเห็นไดวาชุดตรวจดงั กลาวมีความไวและความจําเพาะที่

29

สูงมาก แตในการตรวจวินิจฉัยผูติดเชื้อเอชไอวีก็ไมควรที่จะใชชุดตรวจเพียงชนิดเดียวในการตรวจวินิจฉัย
เพราะคาทํานายความแมนยําของผลการตรวจเปนบวกในผูติดเช้ือเอชไอวี (positive predictive value,
PPV) จะมคี าตา่ํ เม่ืออัตราความชกุ ของการตดิ เชอ้ื เอชไอวี (HIV prevalence) ในประชากรมีคา ตาํ่

ในการคํานวณคาความไว (sensitivity) และความจําเพาะ (specificity) ของวิธีตรวจวินิจฉัยการติด
เชอื้ เอชไอวี คาทาํ นายความแมนยําของผลการตรวจเปน บวกเพอ่ื ตรวจผูตดิ เช้อื เอชไอวี (positive predictive
value, PPV) และคา ทํานายความแมนยาํ ของผลการตรวจเปน ลบเพ่ือตรวจหาผทู ไ่ี มติดเชอื้ เอชไอวี (negative
predictive value, NPV) โดยอาศยั การคํานวณจากตาราง 2x2 contingency table ดงั นี้

Test results (T) True state of infection Total

T+ HIV+ HIV- a+b
T- ab c+d
Total cd a+b+c+d
a+c b+d

เมื่อ a =True Positive (TP), b = False Positive (FP), c = False Negative (FN) และ d = True
Negative (TN) ซึง่ จะสามารถคํานวณคาตางๆ ไดดงั น้ี

- Sensitivity = a / (a+c)
- Specificity = d / (b+d)
- Positive predictive value (PPV) = a / (a+b)
- Negative predictive value (NPV) = d / (c+d)
ดงั นั้นถาใชชุดตรวจที่มีความไวรอยละ 99.5 และมีความจาํ เพาะรอยละ 99 ตรวจหาผตู ิดเชื้อเอชไอวี
ในประชากรท่ีมีอัตราความชุกของการตดิ เช้อื เอชไอวีรอยละ 0.82 จาํ นวน 10,000 ราย จะไดผ ลดังตอไปนี้

Test results (T) True state of infection Total
HIV+ HIV- a+b = 180.77
c+d = 9,819.23
T+ a = 81.59 b = 99.18
T- c = 0.41 d = 9,818.82 10,000
Total a+c = 82 b+d = 9,918
PPV = 81.59/180.77 = 45.135 %
NPV = 9,818.82/9,819.23 = >99.99 %

จะเห็นไดว าแมช ุดตรวจท่มี ีความไวสูงถึงรอ ยละ 99.5 แตเม่ือตรวจในประชากรทมี่ อี ัตราความชุกของ
การติดเชื้อเอชไอวีรอยละ 0.82 จะไดคาทํานายความแมนยําของผลการตรวจเปนบวกเพ่ือตรวจหาผูติดเช้ือ
เอชไอวี (PPV) มีเพยี งรอ ยละ 45.135 ซึ่งจะมโี อกาสตรวจวนิ จิ ฉยั ผตู ิดเช้ือเอชไอวีผดิ พลาดไดจ ึงตอ งใชชดุ ตรวจ
อน่ื ๆ ตรวจเพ่ิมเตมิ เพ่ือใหไดผลการตรวจท่ีมีความแมน ยําเพิม่ ขึ้น ในทางตรงกนั ขามคาทํานายความแมนยํา

30

ของผลการตรวจเปนลบเพ่อื ตรวจหาผูทไ่ี มตดิ เชื้อเอชไอวี (NPV) มคี า สูงมากกวา รอ ยละ 99.995 ดังนัน้ การใช
ชุดตรวจเพียงชนิดเดียวก็เพียงพอในการตรวจวินิจฉัยวาผูนั้นไมติดเช้ือเอชไอวี ตารางท่ี 5.2 แสดงการคาด
ประมาณความแมนยําของผลการตรวจท้ังคา PPV และ NPV ในการตรวจในประชากรท่ีมีอัตราความชุกของ
การตดิ เชื้อเอชไอวีแตกตางกนั และใชจ าํ นวนชุดตรวจทแี่ ตกตา งกัน

ตารางท่ี 5.2 คาคาดประมาณความแมนยําของผลการตรวจเมอ่ื ความชุกของการติดเช้ือเอชไอวแี ตกตาง
กนั โดยทช่ี ุดตรวจทงั้ หมดมคี วามไวรอ ยละ 99.5 และมีความจาํ เพาะรอยละ 99

Prevalence 1 test % PPV* 3 tests % NPV**
2 tests

0.05 4.7415 83.2000 99.7975 99.9997

0.5 33.3333 98.0296 99.9798 99.9975

0.82 45.1347 98.7930 99.9877 99.9958

2.0 67.0034 99.5075 99.9950 99.9897

5.0 83.9662 99.8085 99.9981 99.9734

10.0 91.7051 99.9092 99.9991 99.9439
*PPV = positive predictive value; **NPV = negative predictive value

เพ่ือใหไดคา PPV สงู สุดสาํ หรับการตรวจในกลมุ ประชากรไทยที่มีความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีต่ํา
กวารอ ยละ 1 จงึ จําเปนตองใชชุดตรวจเสรมิ อีก 2 ชดุ ตรวจเพ่ือใหคา PPV มีคามากกวา รอ ยละ 99.99

แมวา วิธกี ารตรวจแอนติบอดตี อเชื้อเอชไอวใี นซรี ัมหรอื พลาสมาจะเปน วธิ ีตรวจเบ้ืองตน ท่ใี ชแพรหลาย
มากที่สุด แตในปจจุบันมีวิธีตรวจอ่ืนๆ ท่ีนํามาใชได ไดแก วิธีตรวจแอนติเจน p24 อยางเดียว วิธีตรวจ
แอนติเจน p24รวมกับแอนติบอดีจําเพาะ วิธีตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ (viral RNA และ proviral DNA)
ตวั อยา งทีใ่ ชตรวจอาจมีหลายชนดิ เชน เลือดจากหลอดเลือดดํา เลอื ดจากปลายนิว้ ของเหลวจากชองปากและ
ปสสาวะ เปน ตน การเลอื กใชต วั อยา งสงตรวจชนดิ ใดจะข้นึ กบั วิธีการทส่ี ามารถใชต รวจได

วตั ถุประสงคข องการตรวจ และความสามารถของหองปฏบิ ัติการทางการแพทยท ที่ ําการตรวจ
การตรวจเพอ่ื วินจิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวี มีวตั ถุประสงคห ลายอยา งดงั ตอไปนี้
1 การตรวจเพอื่ วินจิ ฉยั การตดิ เช้ือเอชไอวีรายบุคคล
การตรวจเพอื่ วินจิ ฉัยการตดิ เชอ้ื เอชไอวรี ายบุคคลควรจะตรวจใหแกผทู ่มี อี าการแสดงทสี่ มั พันธกบั การ

ติดเชอื้ เอชไอวี หรือมีการเจ็บปวยจากโรคติดเชอื้ ฉวยโอกาสทเ่ี กย่ี วกบั โรคเอดส ผูที่มอี าการเขา กันไดกับการติด
เชอ้ื เอชไอวรี ะยะเฉยี บพลัน รวมทั้งผทู ี่มีประวัติมีพฤติกรรมทเี่ สีย่ งตอการติดเช้อื สูง รวมถึงผูท่สี มัครใจขอรับ
การตรวจโดยตนเองอีกดว ย

การตรวจเพ่ือวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวรี ายบุคคลจะตรวจดวยวิธีเบอื้ งตนเพือ่ หาแอนตบิ อดีจําเพาะ
หรือตรวจหาท้ังแอนติเจนและแอนตบิ อดพี รอมกนั (HIV Ag/HIV Ab) รวมกบั วิธตี รวจเสริม ตามลาํ ดบั ขน้ั ตอน

31

การตรวจ (algorithms) ที่เหมาะสม สําหรับการตรวจเพือ่ วนิ ิจฉยั การติดเชอื้ ระยะเฉยี บพลนั อาศัยวิธีตรวจหา
แอนตบิ อดี (และ/หรอื แอนติเจน) เบ้ืองตนและวิธีตรวจหาอารเอน็ เอของเช้ือเอชไอวีดงั ที่กลา วมาขา งตน

1.1 การตรวจเพือ่ วินจิ ฉยั การติดเชือ้ เอชไอวใี นคลนิ ิกฝากครรภ
การตรวจวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวีในคลินิกฝากครรภจะเปนประโยชนตอหญิงต้ังครรภท่ีติดเช้ือ
เอชไอวี โดยจะไดร ับการดูแลรักษาอยางเหมาะสมแตเนิ่นๆ และชวยปองกนั การถายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม
สูล ูกได หญิงต้งั ครรภท กุ คนควรไดร ับการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวีโดยเรว็ ท่ีสุดระหวา งการต้ังครรภ ซึง่ ตอง
เปน หน่ึงในกระบวนการตรวจคดั กรองตามปกติ สําหรับหญงิ ต้ังครรภท่ีผลทดสอบการติดเช้ือเอชไอวีเปนบวก
จะไดรับการดูแลสุขภาพ ไดรับคําปรึกษาในการปองกันโรคและไดรับการบริการสนับสนุนตางๆ ที่จําเปน
รวมทงั้ ไดร ับยาตานไวรสั เพ่อื ปอ งกันการแพรเชอ้ื เอชไอวจี ากแมส ูลกู หญิงต้งั ครรภทีม่ คี วามเสีย่ งตอ การติดเชื้อ
เอชไอวีสูงแตตรวจไมพบการติดเชื้อควรไดรบั การตรวจซา้ํ อีกคร้ังในชวง 3 เดือนสุดทายของการตั้งครรภ แนว
ทางการทดสอบในหญงิ ตง้ั ครรภก เ็ ชน เดยี วกับวิธีตรวจเพือ่ วนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวรี ายบุคคล
1.2 การตรวจเพื่อวินิจฉัยทารกซึ่งคลอดจากมารดาทีต่ ดิ เช้อื เอชไอวี
เนื่องจากทารกท่ีคลอดจากมารดาที่ติดเชือ้ เอชไอวจี ะไดรบั แอนติบอดีจําเพาะ (anti-HIV) ชนิด IgG
จากแมท ี่ผา นรกมา และคงอยูใ นตวั ลูกไดนานถงึ 18-24 เดอื น จึงตองใชก ารตรวจหาสารพนั ธุกรรมของไวรัส
(HIV RNA หรือ proviral DNA) ในทารก อยางไรก็ตาม anti-HIV ที่ผานมาจากมารดาสวนใหญจะลดลง
ภายใน 12 เดือน จงึ แนะนาํ ใหต รวจ anti-HIV ในทารกทีอ่ ายตุ ั้งแต 12 เดือนได สาํ หรับการทดสอบหา HIV
RNA เชิงคุณภาพ (qualitative) ซึ่งรายงานเปนบวกหรือลบ ควรคํานึงถึงเทคนิคท่ีใชและแปลผลอยาง
ระมดั ระวงั เนือ่ งจากนํ้ายาเหลานี้ไมไดมีการข้นึ ทะเบียนในประเทศไทย สวนการตรวจ HIV proviral DNA
นยิ มสงตรวจเลือดทารกแรกเกิดโดยเกบ็ ตวั อยา งดวยกระดาษซับเลือด (dried blood spot) ในรายท่ีใหผล
บวกตองเจาะเลอื ดครงั้ ที่ 2 ตรวจซ้ําทนั ทีเพ่อื ลดปญหาของผลบวกปลอม หากไดผ ลบวก HIV proviral DNA
ตรงกันแพทยจ ะพจิ ารณาใหก ารรกั ษา หากไดผ ลครงั้ ท่ีสองเปนลบขัดแยง กบั ครั้งแรกใหต รวจซาํ้ เมอ่ื เด็กอายุ 4
เดือน สาํ หรบั กรณีทีใ่ หผลลบต้งั แตใ นครั้งแรกควรตดิ ตามทารกทอ่ี ายุ 2 เดือน และ 4 เดือนกอนทสี่ รปุ ผลไม
ติดเช้ือจากผลการทดสอบทางหองปฏบิ ัติการท่ไี ด อยา งไรกต็ ามควรติดตามจนทารกครบอายุ 24 เดือน สว น
การแปลผลการติดเชื้อในทารก แพทยจะพิจารณาอาการรว มกับประวตั ิการไดรบั ยาตานไวรัสตลอดจนการ
ไดรับนมมารดาดว ย
ในทารกอายุต้ังแต 24 เดือนนย้ี ดึ เกณฑก ารทดสอบการตดิ เชอื้ เอชไอวีดวย anti-HIV เหมอื นในผใู หญ
ถา ไดผ ลลบโดยวิธีตรวจเบื้องตนจะวนิ ิจฉัยวาทารกไมมกี ารติดเชื้อเอชไอวี แตถา ผลบวกตองตรวจดวยวิธีตรวจ
เสริมอีก 2 วิธีตามลําดับขั้นตอนการตรวจ (algorithms) ที่เหมาะสมแลวก็จะวินิจฉัยไดวาทารกมีการติดเช้ือ
เอชไอวี โดยสรปุ ในกรณที ี่ตรวจพบผลบวกในทารกท่ีเกดิ จากมารดาติดเชอื้ เอชไอวตี องตรวจซ้ําอีกครงั้ แตใน
กรณีทีต่ รวจไมพบตอ งมีการสงตรวจตามระยะเวลาที่กําหนดและตดิ ตามตอจนอายุ 24 เดอื นตามแนวทางการ
ตรวจรักษาและปองกันการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทยป พ.ศ. 2559 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ดว ย
1.3 การตรวจวนิ ิจฉยั การติดเชื้อเอชไอวใี นกรณีพเิ ศษ
1.3.1 การตรวจเลือดหญงิ มาคลอดโดยไมผานการฝากครรภ
วตั ถปุ ระสงคข องการตรวจเลอื ดหญงิ มาคลอดโดยไมผ า นการฝากครรภเพือ่ การปองกันการตดิ เชอ้ื จาก
แมสูลกู และจะตองรายงานผลตรวจโดยเรว็ เพ่ือใหแ พทยจ ะไดใชผลตรวจน้ันในการพจิ ารณาใหยาตานไวรัสใน
แมและลูกในขณะคลอด ดังนั้นมักจะเลือกใชวิธีตรวจท่ีใหผลรวดเร็ว เชน rapid test หรือใชชุดทดสอบที่มี

32

ความไวสงู จะชวยลดความเส่ียงในการตดิ เชื้อของทารกไดมาก การรายงานผลเบอ้ื งตนเพียง 1 วิธีนั้นใชสําหรับ
การพิจารณาใหยาตานไวรัสในแมท นั ทกี อนคลอดและใหแ กท ารกเมอ่ื คลอดออกมาแลว เพื่อปอ งกันการติดเช้ือ
จากแมสลู ูก หลกั คิดนี้เหมือนการตรวจคัดกรองเลือดบรจิ าคที่หากพบผล reactive จะไมใชเลือดน้ันอีกตอ ไป
ดงั นั้นหองปฏิบัติการทางการแพทยตองมีวิธีการตอบผลใหเร็วที่สุดเพียงวิธีเดียวกอนเพราะเปนเรอ่ื งเรงดวน
และยังไมจําเปนตองพิสูจนผลบวกในเวลาวิกฤตชวงใกลคลอด หลงั จากท่ีรายงานผลเบ้ืองตนไปแลวตัวอยาง
เลือดของแมที่ตรวจแลวดวยวิธี rapid test หรือวิธีอื่นๆ นั้นตองมาเขาข้ันตอนการตรวจวินิจฉัยบุคคลท่ี
กําหนดไวแบบปกติ หากมีผลการตรวจเบ้ืองตนเปน reactive ตองตรวจวิเคราะหใหครบตามวิธีวินิจฉัย
รายบคุ คลตอไป เพ่อื เตรียมการรกั ษาในระยะยาวดวยยาตานไวรสั ในมารดาและเพอื่ พจิ ารณาเรอื่ งการใหน มแม
ตอไป

นอกจากการตรวจการติดเชอื้ เอชไอวีในหญิงต้ังครรภแลว ในปจจบุ ันแนะนําใหตรวจสามีหรือคนู อน
ดวยเพอ่ื คนหาหญิงตง้ั ครรภท่ีอยูในระยะ window period ซึง่ หากผลการตรวจแอนตบิ อดจี ําเพาะเปน ลบแต
สามมี ีผลตรวจ anti-HIV เปนบวก แพทยจะพิจารณาใหย าตา นไวรัสเพื่อเปนการปองกันการตดิ เชื้อแมส ูลูกไป
กอน จึงคอยตรวจตดิ ตามผลแมภายหลัง ในกรณีน้ีการตรวจหาการติดเช้ือดวยชุดตรวจ HIV Ag/Ab จะชวย
คนหาหญิงตัง้ ครรภท เ่ี พงิ่ ตดิ เชื้อได

1.3.2 การตรวจในกรณเี พ่ิงมีประวตั ิเสี่ยง (HIV sexual post exposure)
กลุมบุคคลเหลานี้ซึ่งเรียกวาผูสัมผัสจะมาพบแพทยดวยประวัติเสี่ยงในกรณีตางๆ ไดแก 1) การมี
เพศสัมพันธโดยไมปองกันกับผูมีประวัติสงสัยวาติดเช้ือ 2) การเกิดอุบัติเหตุถุงยางแตกหรือร่ัวขณะมี
เพศสัมพันธกับผูท่ีเสี่ยงตอการติดเชื้อ 3) การถูกละเมิดทางเพศหรือขมขืน และ 4) รายท่ีมีอาการ Acute
Retroviral Syndrome
การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อผูสัมผัสทั้ง 4 ประเภท ใชขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยบุคคลตามบทท่ี 6
เน่ืองจากผูสัมผสั กลุมน้จี ะมาพบแพทยในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อ การเลือกใชชุดตรวจที่เหมาะสมจะชว ย
ใหวินิจฉัยไดในระยะเร่ิมแรก เชน ในกลุมที่มีอาการ Acute Retroviral Syndrome สําหรับกลุมเส่ียงท่ีมี
ประวัติในกรณี 1-3 หากเจาะเลือดคร้ังแรกหางจากวนั ที่สัมผัสมาเพียงไมกี่วัน สว นใหญจะตรวจไมพบ anti-
HIV ตองใชชุดตรวจวินิจฉัยท่ีมีความไวสูงกวา เชน การตรวจ HIV Ag/Ab การตรวจ HIV RNA เชิงคุณภาพ
(Qualitative RNA) ซ่ึงรายงานผลเปน บวกหรือลบ
การตรวจเลือดทันทีหลังการสัมผัสจะไมพบผลการติดเช้อื เพราะเจาะเลือดเร็วเกินไปหรืออาจจะอยู
ในชวง window period แตอยางไรก็ตามแพทยตองการผลไวเพื่อเปนขอมูลพื้นฐาน (baseline) โดย
ประเมินผลการตรวจกับระยะเวลาท่ีเกิดเหตุ เม่ือไดรับการรกั ษาดวยยาตานไวรัสแลวแพทยจะสงตรวจซํ้า
เปนระยะเพื่อประเมินผลและติดตามการติดเช้ือ อยางไรก็ตามแพทยหรือผูใหคําปรึกษาจะแจงผูสัมผัสให
หลีกเล่ียงการมเี พศสัมพนั ธในขณะนัน้ ดวย
1.3.3 การตรวจเมอ่ื มีประวัตสิ ัมผสั เลือดหรือเน้ือเย่ือที่ติดเช้ือ (HIV occupational post
exposure)
การปฏิบัติตามหลัก standard precaution มีความสําคัญชวยลดการติดเช้ือจากอุบัติเหตุทาง
การแพทยท่ีอาจเกิดได เชน กรณีถูกเข็มตํามีความเส่ียงตอการติดเชื้อโดยเฉลี่ยรอยละ 0.39 ตอคร้ัง เลือด

33

กระเด็นเขาชองเยอื่ เมอื กตา งๆ หรือสมั ผสั เยอื่ บมุ ีความเสย่ี งตอ การตดิ เชือ้ โดยเฉล่ยี รอยละ 0.09 ตอ ครั้ง ดงั นนั้
สถานพยาบาลควรมีแนวทางปฏิบัติหลังไดรับอุบัติเหตุทางการแพทย (ดูภาคผนวก ก) และในกรณีทม่ี ีความ
เสี่ยงสงู ผไู ดร ับอบุ ัตเิ หตุควรไดร ับยาตา นไวรสั ปอ งกนั การตดิ เชอื้ โดยเร็วทส่ี ดุ ภายใน 1-4 ช่วั โมงหลังสมั ผัส โดย
ไมเกิน 48-72 ช่ัวโมงหลังสัมผัส ควรไดรับยาตานไวรัสใหครบ 4 สัปดาหและอยูภายใตการติดตามดูแลของ
แพทย อยางไรกต็ ามการตรวจเลอื ดผูปวยตนตอตองขออนุญาตเพอื่ ตรวจความเสี่ยงตอ การตดิ เชอ้ื เอชไอวกี อ น
ควรดาํ เนินการตรวจใหไ ดผลดวนภายใน 1-2 ช่ัวโมงเพื่อรายงานผลเบอื้ งตนใหแพทยในการพจิ ารณาการใหย า
ตานไวรัสแกบุคลากรท่ีประสบอุบัติเหตุ และควรมีขอมูลผลการตรวจพ้ืนฐานของบุคลากรทางการแพทย
เชน เดียวกนั บุคลากรท่ปี ระสบอบุ ตั เิ หตซุ ง่ึ ไมเคยตดิ เชอื้ มากอนจะมีผลเปนลบในการตรวจครง้ั แรก หากเปน ผล
การตรวจในผูปว ยตนตอสรปุ ไมได (inconclusive) แพทยอาจพิจารณาใหยาตา นไวรสั ไปกอ น

ดงั นัน้ การทดสอบควรเลอื กใชชดุ ตรวจที่มีความไวสูงและไดผลรายงานรวดเรว็ หลังการเกิดอุบตั เิ หตุ
ควรไดรบั การตรวจติดตามเปนระยะในเวลา 1-2 สปั ดาห (เพ่ือตรวจหา HIV genome และ HIV Ag/Ab)
และ 1-3 เดือนตามมา นอกจากนหี้ อ งปฏิบัตกิ ารทางการแพทยควรมีระบบการเก็บรักษาตัวอยา งเลอื ดผูป วย
ตน ตอและบุคลากรทปี่ ระสบอบุ ตั เิ หตุ เพอื่ การทวนสอบภายหลงั โดยแยกพลาสมาหรือซีรมั แชแ ข็งไวอ ยางนอย
1 ป รวมท้ังหลักฐานเอกสารท่จี ําเปนไวดวย และเพอ่ื ใหมีการรักษาความลบั จึงควรมกี ารวางแผนกําหนดเปน
รหัสแทนชื่อ-นามสกุล โดยมีการทํางานรวมกันระหวางแพทย เภสัชกร พยาบาล ผูใหคําปรึกษา และนัก
เทคนคิ การแพทยในการวางระบบใหร ดั กุม

2. การตรวจเฝาระวงั การติดเชอื้ เอชไอวที างระบาดวิทยา
2.1 ติดตามสถานการณโ รค (Epidemiological surveillance)
การตรวจเพ่ือการติดตามสถานการณโรค หรือการเฝาระวังผูติดเชื้อเอชไอวี (HIV sentinel sero-
surveillance) เปนการตรวจเพื่อหาความชุก (prevalence) ของโรคในกลุมเปาหมาย เพื่อตองการทราบ
สถานการณข องโรค โดยเฉพาะแนวโนม ของปญหาในระดบั ภาพรวมไมใ ชร ะดบั ตัวบคุ คล การเฝาระวังผูต ิดเชื้อ
เอชไอวนี ้ีจะทําการสํารวจหาอัตราการตดิ เชื้อของกลุมประชากรตางๆ เปนระยะๆ ซึ่งจัดทําโดยสํานักระบาด
วทิ ยา กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ ซง่ึ ไดเ ร่ิมทําการสํารวจมาตั้งแต ป พ.ศ. 2532 ถึงปจจบุ ัน เดมิ มี
การแบงการสํารวจเปนปล ะ 2 ครั้งคอื เดอื นมถิ นุ ายนและเดือนธนั วาคม แตใ นปจ จบุ ันการสํารวจน้ีกระทาํ ปละ
1 ครั้งในชวงเดือนมิถนุ ายนของทุกป โดยมกี ลมุ ประชากรทอี่ ยใู นกลุมท่เี ฝาระวังอยูท ัง้ หมด 8 กลมุ ไดแ ก กลุม
พนกั งานบริการทง้ั ตรงและแฝง กลุม พนกั งานบริการชาย กลุมผูใ ชสารเสพตดิ ชนดิ ฉดี เขา เสน กลุม ชายท่ีมาใช
บริการที่คลินิกกามโรค กลุมทหารเกณฑ กลุมหญิงตั้งครรภท ่ีมาใชบ รกิ ารที่คลินิก กลุม ชาวประมง และกลุม
แรงงานตา งดา ว โดยทาํ การสํารวจในจงั หวดั ท่ีมีการสมุ ตวั อยางเปนตัวแทนข้นึ มา
การตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวที มี่ วี ัตถปุ ระสงคเพื่อการเฝาระวงั น้ี มใิ ชการวินิจฉยั รายบุคคล และโดย
หลกั การของการทาํ สาํ รวจชนดิ นจ้ี ะทาํ การสาํ รวจแบบไมม กี ารระบุหลักฐานรายละเอยี ดของตัวบคุ คล (unlink
anonymous) ดงั น้นั การใชกลวิธใี นการตรวจจงึ มคี วามแตกตางจากการตรวจวินิจฉัยรายบุคคล ผลการตรวจที่
ใชกลวิธีเพ่ือการเฝาระวังความชุกไมสามารถใชบอกผลใหกับอาสาสมัครที่เขารวมแตในการสํารวจไดมีไวใช
สําหรับการคํานวณหาคาความชุกเทาน้ัน องคการอนามัยโลกไดมีขอแนะนําสําหรับการใชกลวิธีการตรวจ

34

ในการเฝาระวังไวโดยใหดทู ี่อัตราความชุกของการติดเชอื้ ในกลุมประชากรโดยพิจารณาจากอัตราความชุกที่
รอ ยละ 10 เปน เกณฑ ดังน้ี

2.1.1 หากอัตราความชุกของการติดเชื้อในกลุมประชากรสูงกวารอยละ 10 ใหใชการตรวจกรอง
เพยี ง ชดุ เดยี ว หากไดผ ลบวกกส็ ามารถรายงานเปน วา มกี ารติดเชื้อไดเ ลยโดยไมตอ งตรวจยนื ยันดว ยอื่นๆ อกี

2.1.2 ในกรณีที่ความชุกของการติดเชื้อตํ่ากวา รอยละ 10 ใหใชชุดตรวจกรอง 2 ชุดในการยนื ยัน
ผลบวก กลาวคือ เมื่อชุดตรวจกรองแรกใหผลบวกหรอื มีปฏิกิริยาใหทําการตรวจเสรมิ ดว ยชุดตรวจกรองที่ 2
หากใหผลบวกจึงรายงานวา มีการตดิ เช้อื แตห ากชดุ ตรวจกรองท่ี 2 ใหผลลบ ควรทดสอบซา้ํ ใหมทัง้ สองวธิ ีเพ่ือ
ตรวจสอบความถกู ตอง หากไดผลที่ไมส อดคลองกันเหมือนเดมิ ใหถ อื วาไมมกี ารติดเชื้อ โดยชดุ ตรวจกรองท่ี 2
ควรมีหลกั การหรอื ใชแอนติเจนตางกนั

ในประเทศไทยความชุกของการติดเชื้อในภาพรวมอยูทีต่ ํ่ากวา รอยละ 1 จึงไดประยุกตใชแนวทางของ
องคก ารอนามยั โลกท่ีแนะนําใหใ ช 2 ชุดตรวจ แตในบางพ้ืนที่การออกสาํ รวจความชุกของการติดเช้ือเอชไอวี
อาจกระทํารวมไปกันกับการทาํ โครงการเพือ่ การปองกันการติดเช้อื ในกลมุ ตา งๆ ดงั นัน้ อาจมใี ชกลวธิ ีการตรวจ
แบบการตรวจวินิจฉัยรายบุคคลคอื การใช 3 ชุดตรวจสาํ หรบั กรณใี หผลบวก ผลการตรวจทไี่ ดจะสามารถใหแ ก
อาสาสมคั รและนาํ มาทาํ รายงานในการสํารวจความชกุ ได

2.2 การคน หาผูต ดิ เชือ้ รายใหม
ประเทศไทยไดเ ร่มิ ดําเนินการเฝาระวังความชกุ ของการตดิ เชอื้ เอชไอวมี าตั้งแตป พ.ศ. 2532 ซ่งึ ขอ มูล
ทไี่ ดจากระบบเฝาระวังน้จี ะถูกนํามาใชสําหรับการกําหนดนโยบายและทิศทางในการดาํ เนนิ การ และติดตาม
ผลการดําเนินการปองกันควบคุมโรค การเฝาระวังความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถบงบอก
สถานการณการแพรร ะบาดในรปู แบบรอยละของผตู ดิ เชอื้ ในกลุมประชากรเปา หมาย ขอ มลู ท่ไี ดสามารถนาํ ไป
คาดประมาณหาจํานวนผูต ิดเช้ือท้ังหมดและเปนประโยชนต อการวางแผนการจัดบรกิ ารสําหรับผูติดเชื้อ และ
ยังสามารถนําขอมูลมาใชในการติดตามผลการดําเนินการเพ่ือลดปญหาการแพรระบาดของเช้ือในกลุม
ประชากรนั้นๆ
ประเทศไทยไดใชความชุกในการอธิบายความรนุ แรงของการแพรระบาดของปญหาเอดส เนื่องจาก
สามารถเก็บขอมูลไดงา ยในแตละกลุมประชากร แตก ารใชก็มีขอจํากัดและมีปจจยั ตางๆ ที่ตองคํานึงถงึ เชน
การเปล่ียนแปลงลกั ษณะของประชากร การอพยพเขา ออกของประชากรในพ้นื ที่ ลักษณะหรอื รปู แบบการแพร
ระบาดในพื้นท่ี ตลอดจนการเปล่ียนแปลงอายุเฉล่ียหลังจากติดเช้ือของผูปวย อยางไรก็ตามคาท่ีดีและ
เหมาะสมในการอธิบายความรุนแรงของการแพรระบาดของโรคท่ีเปนปจจุบันคือคาอุบัติการณ ซ่ึงหมายถึง
อตั ราการติดเช้ือใหมใ นชวงเวลาทก่ี ําหนด ซ่งึ การจะไดค า น้มี าจะตองแยกใหไ ดวา ผูท ่ีตดิ เช้ือทพี่ บนน้ั เปนผูทเ่ี พ่งิ
ติดเช้ือหรือติดเช้ือมานานแลว ซ่ึงในอดีตที่ผานมาไดมีความพยายามในการหาคาอุบัติการณของการติดเชื้อ
เอชไอวีดวยวิธกี ารตา งๆ ดงั ตอไปน้ี
2.2.1 การติดตามเปาหมายเชื้อรายใหมอยางตอเนื่องในชวงระยะเวลาที่กําหนด (Incidence
estimation from prospective cohort study) เปนการติดตามประชากรกลุมหนึ่งท่ีทราบวาไมมีการ
ติดเช้ือ และทําการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวเี ปน ระยะๆเพอื่ หาผตู ดิ เชอื้ รายใหม (อบุ ตั กิ ารณ หรอื incidence
case) จากนน้ั นาํ ผลท่ไี ดคาํ นวณหาคา อุบตั กิ ารณของการติดเชอื้ เอชไอวีได
2.2.2 การคาดประมาณอุบัติการณการติดเชื้อจากขอมูลการวิจัย การเฝาระวังความชุก
พฤติกรรมเส่ยี ง การสํารวจ (Estimation and projection) เปนการประยุกตวิธกี ารทางคณิตศาสตรโดย
นาํ คา พารามเิ ตอรท ีแ่ สดงแนวโนม ของการเปลีย่ นแปลงทางประชากรและพฤตกิ รรมเส่ียงทเี่ กย่ี วของ ที่ไดจาก

35

งานวิจัยและการเฝา ระวงั ตา งๆ มาพัฒนาเปน รูปแบบทางคณิตศาสตร (mathematical model) เพื่อแสดงคา
แนวโนมที่คาดการณไปขางหนารวมทัง้ คาดการณหาอุบัติการณการตดิ เช้ือในกลุมประชากรตางๆ ในปจจบุ ันมี
รปู แบบตางๆ ทไ่ี ดร ับการพฒั นาขึน้ มา เชน Spectrum workbook, Asian Epidemic Model (AEM) เปน ตน
ความแมนยําของการคาดประมาณข้ึนอยูกับปจจัยตางๆ หลายประการ เชน วิธีการหรือรูปแบบทาง
คณติ ศาสตรท่ีไดร บั การพัฒนาขึน้ ความถกู ตองของสมมติฐานตางๆ ทีน่ ํามาใช ความถกู ตอ งของคา พารามิเตอร
ที่นาํ มาใช เปนตน

2.2.3 การตรวจทางหอ งปฏิบตั ิการทางการแพทยเ พื่อคาดประมาณอบุ ัติการณของการติดเช้อื เอช
ไอวี (HIV incidence) ในทางทฤษฎีพบการเปลี่ยนแปลงระดับปริมาณไวรัสและภูมิคุมกันของรางกายท่ี
สามารถตรวจพบไดในแตละชวงของการตดิ เช้อื จึงอาศยั การตรวจดังตอไปน้ี

2.2.3.1 การตรวจหาผูติดเชื้อรายใหมโดยอาศัยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส/แอนตเิ จน
p24 (p24 antigen) ควบคูกบั การตรวจหาระดบั แอนติบอดี ในชว งแรกตรวจพบเชอื้ กอนแอนติบอดี ใน
ตัวอยางที่ตรวจใหผลบวกเฉพาะเช้ือ (HIV-1 RNA หรือ p24 antigen) โดยแอนติบอดียังใหผลลบแสดงวา
นา จะเปน ผทู ี่เพิ่งตดิ เชอ้ื ใหม ดังน้นั ชวงเวลาของการทดสอบหาผูตดิ เชื้อรายใหม คือหลังติดเช้ือประมาณ 5-10
หรือ 10-15 วันซึ่งจะตรวจพบ HIV RNA หรือ p24 antigen ในกระแสเลือดตามลําดับ แตยังไมมีการสราง
แอนติบอดี

2.2.3.2 การตรวจหาผูติดเช้ือรายใหมโดยวิธีการทางนํ้าเหลืองวิทยา (Serologic method to
detect recent infection) แนวคิดเรือ่ งการใชการตรวจทางน้ําเหลืองวทิ ยาหรอื การตรวจหาแอนตบิ อดเี พอ่ื
ใชในการตรวจหาผตู ิดเชือ้ รายใหมน ้ี มผี ทู ่ีคดิ คน วธิ กี ารในการทาํ ดา นนไี้ วห ลายวธิ ี ตัวอยางเชน

1) Serologic Testing Algorithm for Recent HIV Seroconversion (STARHS) หลักการ
ของการทดสอบโดยใชความแตกตางของความไว (sensitivity) ของแตละชุดตรวจ หรือเรียกวา
Sensitive/Less sensitive (S/LS) method โดยอาศัยความรูวาหลังติดเช้ือระดับของการสรา งแอนติบอดี
จาํ เพาะจะเรมิ่ จากระดับตา่ํ คอยๆสูงขึน้ เรื่อยๆ ในผตู ิดเชอ้ื รายใหมมักจะตรวจไมพบปฏิกริ ิยาดวยชุดตรวจที่มี
ความไวต่ํา แตสามารถตรวจพบไดดวยชดุ ตรวจที่มีความไวสูง ในขณะท่ีผูตดิ เช้ือมานานแลวแอนติบอดีอยูใน
ระดับสูง จึงใหผ ลปฏิกิริยาดวยชุดตรวจทัง้ ทมี่ ีความไวต่ําและความไวสูง โดยวิธีการนีส้ ามารถแยกผูทีเ่ พ่ิงติด
เช้ือรายใหม (ติดเช้ือไมเกิน 4 เดือน) ได อยางไรก็ตามวิธีการนี้ปจจุบันไมไดรับความนิยมใชสําหรับการ
ตรวจหาผูติดเชือ้ รายใหม เนอ่ื งจากชุดตรวจทม่ี ีความไวตํ่าน้ันไมม ีการผลิตมาขายในทอ งตลาด จงึ ตองทําการ
ดัดแปลงทําใหชุดตรวจทมี่ คี วามไวสงู ใหม ีประสิทธภิ าพความไวนอ ยลง แตผลทไี่ ดค อ นขางมคี วามแปรปรวนสงู

2) BED Capture-EIA (BED Assay) วิธีน้ีใชสําหรับผูท่ีติดเช้ือเอชไอวีสายพันธุ B, E และ D (ซ่ึง
เปนทมี่ าของชื่อชุดตรวจดว ย) หลกั การของการทดสอบ โดยดูสัดสว นของแอนตบิ อดีชนิด IgG ท่ีจําเพาะกับเชือ้
เอชไอวีตอ IgG ทง้ั หมดในตวั อยาง ในผทู ี่เพ่ิงติดเชอื้ มาใหมจ ะมีสัดสว นนอย ในขณะทใ่ี นผูที่ติดเช้อื มานานแลว
มีสดั สว นสงู สามารถบง ชีใ้ นรายทตี่ ิดเช้อื มาแลวไมเ กิน 153 วัน (95% CI146–165) ขอดอ ยของวิธกี ารนี้คือพบ
การจําแนกผิดเปนผูติดเช้ือรายใหมในผูที่ติดเช้ือมานานซ่ึงมีอาการของเอดส เน่ืองจากระบบภูมิคุมกันของ
ผูปวยเอดสน ้ันถูกทาํ ลายไปมากแลว อตั ราการสรางแอนตบิ อดีคอ นขา งตํ่า ทําใหแปลผลผดิ พลาดเปน ผูติดเชื้อ
รายใหมประมาณรอ ยละ 5-10

3) Avidity Assay ความหมายของ avidity หมายถงึ แรงในการจบั ของแอนติบอดที ่ีมีตอแอนตเิ จน
หลักการของการทดสอบจงึ อาศยั วาแอนติบอดีท่ีเพ่ิงสรางข้นึ มาใหมจ ะมี avidity ในการจบั ระหวางแอนติเจน
กับแอนติบอดีไดตํ่า ซึ่งจะถูกทําลายดวยสารเคมีไดงาย ในขณะที่ avidity จะเพิ่มขึ้นตามชวงเวลาของการ

36

ติดเชื้อ ดังนั้นในการทดสอบหาแอนติบอดีดวยวิธี ELISA จะแบงตัวอยางเปนสองสวน สวนแรกนําไปใส
สารเคมี และสวนทส่ี องไมใ สส ารเคมี แลวเปรยี บเทียบผลการทดสอบของคา optical density (OD) ระหวา ง
OD ของตัวอยางท่ใี สสารเคมีเปนตัวตง้ั หารดว ยคา OD ที่ไมไ ดใ สส ารเคมี จะไดคา Avidity index หากไดคาท่ี
ต่าํ กวาคา cutoff แสดงวาเปนผตู ดิ เช้อื รายใหม หากสงู กวาแสดงวาเปนผูท่ีตดิ เช้ือมานานแลว

ปจจุบันชุดตรวจโดยหลักการของ avidity ไดมีการพัฒนามาใชเปนการเจือจางแอนติเจนเพื่อใหมี
แอนติเจนจาํ กัดบนหลมุ ทดสอบ หรือเรยี กวา Limiting Antigen Avidity EIA แทนการใชส ารเคมี ทาํ ใหล ดคา
ความแปรปรวนของการทดสอบ โดยถาแอนติบอดีทีม่ ี avidity สูงๆ จะสามารถจับกบั แอนติเจนไดดี ในขณะที่
แอนติบอดที ี่มี avidity นอ ยจะจับแอนตเิ จนไดน อยลงหรือจับไมได ทําใหคา OD ตํา่ ซ่งึ เปน การบงชผี้ ทู ี่ตดิ เชื้อ
รายใหมไ มเ กิน 141 วัน (95 % CI119–160)

37

บทท่ี 6
แนวทางการตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวี

กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรคไดออกแนวทางสําหรับตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี
รายบุคคลมาต้ังแตป พ.ศ. 2538 โดยมีการปรับปรุงเพ่ิมเติมมาเปนระยะ คร้ังลาสุดเมื่อป พ.ศ. 2557 ไดยึด
กลวิธีการตรวจแบบที่ 3 จากคําแนะนําโดย UNAIDS และองคการอนามัยโลกซึ่งใชชุดตรวจคัดกรอง 3 ชุด
ตรวจเพ่ือวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี (แผนภูมิที่ 6.1) โดยกําหนดใหเลือกชุดตรวจกรองแรกใหมีความไวท่ีสุด
อาจใชเปน EIA หรือ simple/rapid assay ในกรณีตัวอยางตรวจท่ีไมพ บแอนติบอดีตอเอชไอวีดวยชุดตรวจ
แรก สามารถรายงานผลเปนลบไดเลย แตในกรณีตัวอยางตรวจท่ีพบแอนติบอดีตอเชื้อเอชไอวีและใหผล
สอดคลองตรงกันทั้ง 3 ชุดตรวจท่ีมีความหลากหลายของแอนติเจนทดสอบ สามารถรายงานเปนผลบวกได
เน่ืองจากตองการใหคาทํานายผลบวกมีคาสงู ทส่ี ดุ เน่ืองจากความชุกของการติดเช้ือเอชไอวีในประเทศไทยอยู
ในระดับตํ่า พรอมทั้งมีการแนะนําการตรวจสอบความถูกตองของตัวอยางตรวจวาไมมีการสลับกันในทุก
ข้ันตอน หากไมมั่นใจควรเจาะเลือดตรวจซา้ํ ครง้ั ที่ 2 โดยใชช ดุ ทดสอบเดมิ ในการตรวจสอบความถูกตอ งอยา ง
นอ ย 1 วธิ ี แตใ นกรณีท่ีไดผลการทดสอบไมส อดคลองกนั ในทางปฏิบตั ใิ หทดสอบซ้าํ ทั้งสองวิธกี อนดว ยตัวอยาง
เดมิ ถายังไดผ ลการทดสอบเชนเดมิ จึงรายงานผลเปน สรปุ ไมไ ด (inconclusive) และแนะนาํ เจาะเลือดตรวจ
ซํ้าหลงั 2 สัปดาหและตดิ ตามจนครบ 1 เดือนเพ่อื บง ชี้ผลบวกหรอื ผลบวกปลอม

ในปจ จุบนั มีชุดทดสอบไดท้ังแอนติเจนและ/หรอื แอนตบิ อดตี อเอชไอวใี นเวลาเดียวกันไดถ ูกนาํ มาใชใน
งานบริการทางการแพทยอยางแพรหลายเพิ่มมากขึ้น เพื่อเปนการเพมิ่ ความไวในการคนหาผทู ่ีเพิ่งติดเช้ือใน
ระยะเร่ิมแรกเนื่องจากสามารถทดสอบแอนติเจนและ/หรอื แอนติบอดีตอเอชไอวีไดพรอมกัน ดงั นั้นแนวทาง
หอ งปฏบิ ัตกิ ารทางการแพทยท่ีใชชุดตรวจชนิดนี้เปนชุดตรวจแรกของลําดับการทดสอบ หากผลการทดสอบ
โดยชุดตรวจอืน่ ไมสอดคลอ งกันแนะนําใหตอบผลเปน สรปุ ไมได (inconclusive) โดยแนะนาํ ใหเจาะเลอื ดตรวจ
ซํ้าหลัง 2-4 สัปดาห หรือสงตัวอยางตรวจเพิ่มเติมดวยวิธีการอื่นๆ เชน เทคนิค NAT หรือ neutralization
p24 assay เพ่ือตดิ ตามในชวงระยะแฝงสาํ หรบั ผตู ดิ เชือ้ รายใหม

สวนการทดสอบดวยชุดตรวจกรองวิธีเดียว ซง่ึ อาจเปน EIA หรอื simple/ rapid assay ใชในกรณีที่
ตองการผลดวนมากหรือในกรณีฉุกเฉิน ถาผลการทดสอบไมเกิดปฏิกิริยา (non-reactive) รายงานผลเปน
anti-HIV negative และถาเกิดปฏิกิริยารายงานผลการตรวจแอนติบอดีเปน reactive เทาน้ันและตอง
ดาํ เนนิ การทดสอบตามแนวทางปฏบิ ตั เิ พ่ือวนิ ิจฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวีรายบคุ คลตอไป

38

แผนภูมิที่ 6.1 แนวทางการวินจิ ฉัยการติดเชอ้ื เอชไอวีทางหองปฏบิ ตั กิ ารทางการแพทย สาํ หรบั ผูใหญและ
เดก็ ทม่ี อี ายุ 24 เดอื นข้ึนไป
หมายเหตุ
(1) A1, A2 และ A3 หมายถึง ชดุ ทดสอบตรวจหาแอนติบอดีตอ เชื้อเอชไอวี ชนดิ ที่ 1, 2 และ 3 ตามลําดับที่มี

แอนตเิ จนทตี่ างชนิดกัน โดยชดุ ทดสอบท่ี 1 ตอ งมีความไวมากกวาชุดทดสอบท่ี 2 และ 3 และชุดทดสอบ
ท่ี 2 และ 3 ตองมีความจําเพาะสูงข้ึน
(2) ในกรณีผลบวกใหรายงานผลตรวจใหกับผูเก่ียวของและตรวจสอบหากพบวาเปนผูติดเช้ือรายใหมหรือ
ตรวจเปนคร้ังแรก (newly diagnosed) ควรแนะนําใหเจาะเลือดตัวอยางที่ 2 เพ่ือยืนยันตัวบุคคลโดย
ตรวจดวยชุดทดสอบเดิมอยา งนอย 1 วธิ ี
(3) การรายงานผลตรวจเปน สรุปผลไมได (inconclusive) ใหติดตามตรวจซ้ําภายหลัง 2-4 สัปดาห โดย
ทดสอบใหมตามลําดับข้ันตอน A1, A2 และ A3 เชนเดิม หากยงั ไดผลสรุปผลไมไดเ หมอื นเดิมภายหลงั 1
เดือนใหร ายงานผลลบและปรึกษาผูเช่ียวชาญ อยางไรกต็ ามผูใหค ําปรึกษาควรเนนเรือ่ งการปอ งกันการ
แพรเช้ือแกผ อู ่ืนอยา งเครง ครัดดวย
(4) ในกรณีท่ีชุดตรวจแรกที่เลือกใชเปนชุดตรวจชนิดที่ตรวจไดท้ังแอนติเจนและหรือแอนติบอดีในเวลา
เดียวกันและชุดตรวจที่ 2 หรือ 3 เปนชุดตรวจท่ีตรวจไดเฉพาะแอนติบอดีอยางเดียว และผลการตรวจ


Click to View FlipBook Version