1
คมู ือการตรวจหาการตดิ เช้อื เอชไอวี
สําหรับเทคนิคการแพทย
2
คมู อื การตรวจหาการติดเชอื้ เอชไอวี
สาํ หรับเทคนคิ การแพทย
จัดพมิ พโ ดย :
สภาเทคนคิ การแพทย
ชน้ั 2 อาคารกองวศิ วกรรมการแพทย
กระทรวงสาธารณสุข ถนนสาธารณสขุ 8
เลขที่ 88/33 หมู 4 ถนนติวานนท ตําบลตลาดขวญั อําเภอเมอื ง จังหวัดนนทบรุ ี 11000
โทรศพั ท 0-2580-0229 โทรสาร 0-2580-0229
Email: [email protected]
Website: http://www.mtc.or.th/
พิมพค รั้งที่ 1 กมุ ภาพนั ธ 2560 จํานวน 2000 เลม
ISBN: 978-616-92843-0-7
สงวนลขิ สทิ ธิ์ตามพระราชบญั ญัติลขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. 2537 และทแี่ กไขเพม่ิ เตมิ
พมิ พท :่ี P.S.service
เลขที่ 1 ซอยปราโมทย 3 ถนนสีลม เขตบางรกั แขวงสรุ ยิ วงศ กทม.101500
3
รายชื่อผนู พิ นธ
1. ผชู วยศาสตราจารย ทนพญ. กลั ยาณี คพู ลู ทรัพย
ศูนยชนั สูตรผปู วยนอก ภาควชิ าพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวิทยาลยั มหดิ ล
2. ผูชวยศาสตราจารย ดร. ทนพญ. ธรี กุล อาภรณส วุ รรณ
ภาควิชาเทคนิคการแพทย คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
3. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร. ทนพญ. วัชนันท วงศเ สนา
ภาควิชาเทคนิคการแพทย คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร
4. ทนพญ. วิไล เฉลมิ จนั ทร
ศนู ยค วามรว มมอื ไทยสหรฐั กระทรวงสาธารณสขุ (ขาราชการบํานาญ กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย)
5. ผูชว ยศาสตราจารย ทนพ. ศักดิ์ชยั เดชตรัยรัตน
แขนงวิชาภมู คิ ุมกนั วทิ ยาคลินิก คณะเทคนคิ การแพทย มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม
6. ทนพญ. ศิรริ ัตน ลกิ านนทส กลุ
กลุม ปฏบิ ัติการเทคนคิ การแพทย และอา งองิ ดา นโรคติดเชอ้ื สถาบนั บําราศนราดูร กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสขุ
7. รองศาสตราจารย ดร. ทนพญ. สดุ า ลยุ ศริ โิ รจนกลุ
ภาควชิ าจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตรศ ิรริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล
8. ทนพ. สมบูรณ หนไู ข
ศูนยค วามรว มมือไทยสหรฐั กระทรวงสาธารณสุข
4
คาํ นํา
การจัดทําคูมือเทคนิคการแพทยเรือ่ งการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี เปนแนวคิดของสภาเทคนิค
การแพทยท่ีจะจัดทําคูมือเทคนิคการแพทยเรื่องตางๆ ขึ้น เพื่อใชเปนแหลงความรูหรอื แหลงอางอิงสําหรับ
นักเทคนิคการแพทย ผปู ฏิบัตงิ านอยูใ นหองปฏิบัตกิ ารทางการแพทย ในคูม ือฉบับนีจ้ ะประกอบไปดว ยเนือ้ หา
ดานตางๆ เชน ดานนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมและปองกันโรคเอดส ดานแนวทางการตรวจวินิจฉัยการ
ตดิ เชื้อเอชไอวี เทคโนโลยกี ารตรวจตา งๆ การควบคุมคุณภาพการตรวจ ปญหาถาม-ตอบ และดานกฎหมาย
ตา งๆ ท่คี วรรู
คณะผจู ัดทาํ คูมือเทคนิคการแพทยเร่ืองการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีหวงั เปนอยางยงิ่ วาจะเปน
ประโยชนตอ ผทู ไ่ี ดศกึ ษาและพฒั นาแนวทางการตรวจใหไ ดมาตรฐาน มีความถูกตองและแมนยํา
คณะผจู ดั ทําคูมอื เทคนคิ การแพทย
5
คาํ นยิ ม
ภาวะติดเช้ือเอชไอวี-เอดส ปรากฏรายงานครั้งเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 โรคแพรเขามาใน
ประเทศไทยคร้ังเม่อื ป พ.ศ. 2527 การแพรระบาดกย็ งั ปรากฏอยูถงึ ปจจุบนั น้ี ภาวะตดิ เชอ้ื เอชไอว-ี เอดส เปน
ภาวะที่แพรระบาดติดตอไดทางเพศสัมพันธและการรวมเข็มฉีดยาเสพติด การถายเลือดและผลิตภัณฑจาก
เลือด และติดจากแมส ลู ูก การแพรเชอ้ื ติดตอโดยใชชีวิตปกตใิ นสังคมปจจุบันถอื วาไมใชป ญหาในการแพรเชื้อ
แตก ระน้นั ก็ดี บุคคลที่ไมเขา ใจก็ยังตั้งขอรังเกียจตตี ราบาปใหแกผ ทู ี่อยูใ นภาวะดงั กลาว การที่จะวนิ ิจฉัยภาวะ
ติดเชื้อตางๆ นั้นยอมอาศัยผลการตรวจเลือดทางหองปฏิบัติการเปนหลัก การที่ใหการวินิจฉัยผิดพลาดยอม
สรา งความทุกขท รมานใหแ กผูทถ่ี ูกตีตราบาปในความผิดพลาดของหองปฏบิ ัตกิ าร ดงั นน้ั ความเท่ียงตรงและ
แมนยําของการตรวจชันสูตรจะตองเปนเร่ืองที่สําคัญมาก ท่ีจะตองเอาใจใสของผูมีหนาที่ท่ีทําการตรวจ
โดยเฉพาะอยางยิ่งนักเทคนิคการแพทย และการตรวจนั้นจะนําไปสูการที่ผูติดเช้ือจะไดรับการรักษาดวยยา
ตานไวรัสแตเนิ่นๆ ซง่ึ จะทําใหการท่ีโรคดาํ เนนิ ตอไปเปนเอดสเต็มข้ันลาชาออกไปได ทําใหผูต ิดเช้ือมีคุณภาพ
ชีวิตท่ดี ขี น้ึ
การท่ีสภาเทคนิคการแพทยไดร วบรวมผเู ชย่ี วชาญจดั ทําคูมือดานแนวทางการตรวจวินิจฉัยภาวะติด
เช้ือเอชไอวี-เอดส และเทคนิคการตรวจตางๆ การควบคุมคุณภาพในการตรวจ และปญหาดานกฎหมายตางๆ
ท่ีควรรู ในลักษณะการถามตอบ นอกจากกอประโยชนแกผูต ิดเชือ้ และผูท ่ีมหี นาที่ดูแลบริบาลผปู วยใหถูกตอ ง
แตเ น่นิ ๆ ยอ มเปนความคดิ ทดี่ ีเหมาะสมกับสภาพการในปจ จุบนั นบั วา เปนกจิ กรรมทนี่ าใหความยกยอ งชมเชย
เปนอยา งยิง่ กระผมจึงขอสนบั สนุน และขออํานวยพรใหสภาเทคนิคการแพทยจงมีความเจริญรุงเรืองสถาพร
อนั จะกอ ประโยชนอ ื่นๆตอไปในภายหนา
ศาสตราจารยเกยี รตคิ ณุ นายแพทยป ระเสรฐิ ทองเจรญิ
6
คํานิยม
คมู ือเทคนิคการแพทยเร่ืองการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี ที่คณะอนุกรรมการพัฒนาวิชาการ สภา
เทคนิคการแพทย จดั ทาํ ข้ึนโดยมีผูท รงคุณวุฒชิ ัน้ นําทางดา นนม้ี ารว มกันกลน่ั กรองประสบการณเขียนบทความ
ตางๆ ท่ีมีเน้ือหาทที่ ันสมัยท่ีสุดในขณะนี้ ประกอบดว ยดานนโยบายเกยี่ วกบั การควบคุมและปอ งกันโรคเอดส
ดานแนวทางการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี เทคโนโลยีการตรวจตางๆ การควบคุมคุณภาพการตรวจ
ปญหาถาม-ตอบ และดานกฎหมายตา งๆ ทคี่ วรรู ซึง่ คมู ือทีม่ ีคุณคาเลม น้ีจะเปนแหลง ความรู และแหลงอา งอิง
สําหรับนักเทคนิคการแพทย และผูที่ปฏิบัติงานทางดานนี้ อันจะเกิดประโยชนสูงสุดในการปฏิบัติงานเพื่อ
ผูรบั บรกิ าร รวมถงึ การศกึ ษาของนิสิตนักศกึ ษาเทคนิคการแพทยด วย
สภาเทคนิคการแพทยข อขอบพระคุณ ผูทรงคุณวุฒิทกุ ทาน และคณะอนุกรรมการพัฒนาวชิ าการ ที่
ไดรว มกันผลิตคูมือเทคนิคการแพทยทด่ี ีและมคี ณุ คา ใหแกว ิชาชีพเทคนคิ การแพทย และการสาธารณสุขของ
ประเทศ
รองศาสตราจารย ทนพ. สมชาย วริ ิยะยทุ ธกร
นายกสภาเทคนิคการแพทย
7
คาํ ยอ นิยามศพั ทและคาํ ยอ
Ab
Ag คาํ เตม็
AIDS antibody
Anti-HIV antigen
bDNA acquired immune deficiency syndrome
CDC anti-HIV antibodies
CTL branched DNA
CRF Centers for Disease Control and Prevention (USA)
CV
DNA cytotoxic T lymphocytes
EDTA circulating recombinant form
EIA coefficient of variation
env deoxyribonucleic acid
EQA ethylenediaminetetraacetic acid
gag enzyme immunoassay
gp envelope gene
HIV external quality assessment
HLA group-antigen gene
HTC glycoprotein
IgG human immunodeficiency virus
IgM human leukocyte antigen
IgA HIV testing and counseling
ISO immunoglobulin G
IUO immunoglobulin M
IVD immunoglobulin A
LoD International Organization for Standard
NASBA investigational use only
NAT in vitro diagnostic use
NPV limit of detection
PBMC nucleic acid sequence based amplification
nucleic acid testing
negative predictive value
peripheral blood mononuclear cell
8
POC point of care
POCT point of care testing
pol polymerase gene
PPV positive predictive value
PT proficiency test
QC quality control
RNA ribonucleic acid
RT reverse transcriptase
RT-PCR reverse transcription polymerase chain reaction
RUO research use only
SD standard deviation
TMA transcription-mediated amplification
URF unique recombinant form
US FDA US Food and Drug Administration
WB western blot
WHO World Health Organization
9
สารบญั หนา
บทที่ 1 บทนํา 1
สมบรู ณ หนูไข
บทที่ 2 ความรทู เี่ กี่ยวขอ งกับการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวี 3
สมบรู ณ หนูไข 7
12
บทท่ี 3 ไวรสั วิทยาและการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
สดุ า ลยุ ศิรโิ รจนกลุ 27
37
บทท่ี 4 เทคนคิ การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวที างหอ งปฏิบตั กิ ารทางการแพทย 46
ศักด์ชิ ยั เดชตรัยรตั น กัลยาณี คูพูลทรัพย ธรี กลุ อาภรณส วุ รรณ วัชนนั ท วงศเสนา 57
บทที่ 5 กลวธิ ีและวัตถปุ ระสงคของการตรวจหาการตดิ เชือ้ เอชไอวี 66
ศักดชิ์ ยั เดชตรัยรัตน ศริ ริ ตั น ลกิ านนทส กลุ สมบรู ณ หนูไข
บทท่ี 6 แนวทางการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี
กัลยาณี คูพูลทรพั ย สดุ า ลยุ ศิริโรจนกลุ สมบรู ณ หนไู ข
บทที่ 7 การประกันคุณภาพการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี
วิไล เฉลิมจนั ทร
บทท่ี 8 ถาม-ตอบท่พี บเกี่ยวกบั การติดเช้ือเอชไอวี
สดุ า ลยุ ศริ โิ รจนกลุ ศริ ริ ตั น ลกิ านนทส กุล วไิ ล เฉลิมจนั ทร กัลยาณี คูพูลทรพั ย
บทที่ 9 ขอกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ หรือขอ บงั คบั ทเี่ กยี่ วของกบั เร่ืองเอดส
สมบรู ณ หนไู ข
บรรณานุกรม 69
ภาคผนวก ก การปอ งกนั การติดเชอ้ื เอชไอวีในบคุ ลากรทางการแพทยห ลงั การสัมผสั จากการทาํ งาน 70
(HIV occupational Post-Exposure Prophylaxis: HIV oPEP)
ภาคผนวก ข 1. รายช่อื ผูรบั อนุญาตผลติ –นาํ เขาชุดตรวจทเี่ กย่ี วขอ งกบั การติดเช้ือเอชไอวเี พื่อ 74
จาํ หนายในประเทศไทย และองคประกอบโปรตนี ในชุดตรวจ
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรือ่ ง ชุดตรวจเก่ียวกบั การตดิ เชือ้ เอชไอวี พ.ศ. 2552 78
เพอื่ กําหนดคุณภาพมาตรฐานและขอกาํ หนดชุดตรวจทีเ่ ก่ียวกับการตดิ เชือ้ เอชไอวี
10
สารบญั ตาราง หนา
27
ตารางที่ 5.1 กลวธิ ีการตรวจวินจิ ฉัยการติดเชอ้ื เอชไอวที างหอ งปฏิบัตกิ ารทางการแพทย 30
ตารางท่ี 5.2 คา คาดประมาณความแมน ยาํ ของผลการตรวจเม่ือความชุกของการติดเชอ้ื เอชไอวี
47
แตกตางกนั โดยท่ีชุดตรวจทั้งหมดมคี วามไวรอยละ 99.5 และมีความจาํ เพาะรอ ยละ 99 73
ตารางที่ 7.1 แนวทางการพิจารณาและคัดเลอื กชดุ ตรวจสาํ เรจ็ รปู
ตารางท่ี ก.1 การตรวจประเมินทางหอ งปฏบิ ัติการในบุคลากรทางการแพทยท ส่ี ัมผสั เลือดหรอื
body fluids ขณะทํางาน
สารบญั รูป 11
รูปที่ 3.1 การเรยี งตัวของยนี บนสายจโี นมของเชอ้ื HIV และหนาท่ใี นการสรา งโปรตีน หนา
รปู ที่ 3.2 การจดั แบง ชนิดของ HIV 8
รูปที่ 3.3 การดาํ เนนิ โรคหลงั ตดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละการตอบสนองทางภูมคิ มุ กนั 9
รปู ที่ 4.1 Markers ท่ีตรวจพบหลงั การตดิ เช้ือเอชไอวีระยะตางๆ 12
รูปท่ี 4.2 ชุดตรวจรุนแรกสาํ หรบั ทดสอบหา anti-HIV ดวยหลักการ indirect EIA 12
รูปที่ 4.3 ชดุ ตรวจรนุ ทส่ี องสําหรบั ทดสอบหา anti-HIV ดวยหลกั การ indirect EIA 14
รูปที่ 4.4 ชดุ ตรวจรุนทส่ี ามสาํ หรับทดสอบหา anti-HIV ดวยหลกั การ double antigen 14
15
sandwich EIA 15
รปู ที่ 4.5 ชดุ ตรวจรนุ ทส่ี ส่ี าํ หรบั ทดสอบหา HIV Ag/anti-HIV ดวยหลกั การ double 16
16
antibody/antigen sandwich EIA 17
รูปท่ี 4.6 หลกั การของ immunoconcentration (flow through หรอื dot blot)
รูปที่ 4.7 หลักการของ immunochromatography
รูปที่ 4.8 หลกั การของ particle agglutination
12
สารบัญแผนภูมิ หนา
แผนภูมิท่ี 6.1 แนวทางการวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวที างหองปฏบิ ัติการทางการแพทย สาํ หรบั ผูใหญ 38
และเด็กทม่ี อี ายุ 24 เดือนขน้ึ ไป
แผนภมู ิท่ี 6.2 แนวทางการทดสอบดวยชดุ ตรวจ HIV Ag/Ab เปนชุดตรวจกรองเบอ้ื งตน สาํ หรบั ผใู หญ 40
และเด็กทมี่ อี ายุ 24 เดือนขึน้ ไป
แผนภมู ิที่ 6.3 แนวทางการทดสอบเพ่อื วนิ ิจฉยั การตดิ เชื้อเอชไอวใี นเด็กอายนุ อยกวา 24 เดือน ซ่ึงปรบั 44
ใหใ ชก บั ทางหองปฏิบัตกิ ารโดยอางอิงจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
แผนภูมิท่ี ก.1 แนวปฏิบัติเม่ือบคุ ลากรทางการแพทยส มั ผัสเลอื ดหรือ body fluids ขณะทาํ งาน 72
1
บทที่ 1
บทนาํ
ประเทศไทยไดตอสูกับการระบาดของเชื้อเอชไอวี ซึ่งกอใหเกิดโรคภูมคิ ุมกันบกพรองหรือโรคเอดส
มานานเกือบ 3 ทศวรรษแลว และยังคงตองดาํ เนนิ การตอไป เม่ือเดือนธันวาคมป พ.ศ. 2557 โครงการเอดส
แหง สหประชาชาติ (UNAIDS) ไดอ อกยุทธศาสตรเรง ดวนในการยุติการแพรร ะบาดเอดส (Ending AIDS) ในป
พ.ศ. 2573 โดยมีเปาหมายคือรอยละ 90 ของประชากรกลุมเส่ียงตองไดรับทราบสถานะการติดเชื้อ รอ ยละ
90 ของผทู ่มี ีผลบวกตอ งไดรบั การรักษา และรอยละ 90 ของผทู ่ีไดร ับยาตานไวรสั สามารถกดปริมาณไวรัสลง
ได สําหรับประเทศไทยน้ันคณะกรรมการแหงชาติวาดวยการปองกันและแกไขปญหาเอดสแหงชาติไดวาง
เปาหมายตามยุทธศาสตรปองกันและแกไขปญหาเอดสแหงชาติ พ.ศ. 2557-2559 กําหนดวิสัยทัศนสู
เปาหมายท่ีเปนศูนย (Getting to Zero) ประกอบดวย 1) การไมมีผูติดเชื้อเอชไอวีรายใหม 2) ไมมีการ
เสียชีวิตเนอ่ื งจากเอดส 3) ไมมีการตตี ราและเลอื กปฏิบัติ โดยกําหนดเปา หมายป พ.ศ. 2559 ดังน้ี
วิสยั ทศั นส ูเปาหมายทเ่ี ปน ศนู ย เปา หมายป พ.ศ. 2559
1. ไมมผี ูตดิ เช้ือเอชไอวรี ายใหม 1.1 จํานวนผูติดเช้ือฯ รายใหมลดลง 2 ใน 3 จากจํานวนท่ีคาด
ประมาณ
1.2 อตั ราการติดเช้อื ฯ เมือ่ แรกเกิดนอยกวารอ ยละ 2
2. ไมมีการเสียชีวิตเนือ่ งจากเอดส 2.1 ผูติดเชื้อฯ ทุกคนในแผนดินไทยไดรับความคุมครองทางสังคม
และเขา ถงึ การดแู ลรกั ษาท่ีมีคณุ ภาพอยางเทาเทยี มกัน
2.2 จาํ นวนผูเ สยี ชวี ติ จากเอดสล ดลงมากกวารอยละ 50
2.3 จาํ นวนผูติดเช้อื ฯ เสียชีวิตเน่อื งจากวัณโรคลดลงมากกวารอยละ
50
3. ไมม ีการตตี ราและเลือกปฏิบัติ 3.1 กฎหมายและนโยบายทเี่ ปนอุปสรรคตอ การเขาถงึ บรกิ ารปอ งกัน
รักษา ดูแล และบรกิ ารรฐั สาธารณะอื่นๆ ไดร บั การแกไข
3.2 การทํางานเอดสท กุ ดา นมปี ระเดน็ ทเ่ี ก่ยี วเนื่องกัน การเคารพสิทธิ
มนษุ ยชน และสนองตอบตอความจาํ เพาะกบั เพศภาวะ
3.3 จํานวนการถูกเลือกปฏิบัติหรือการละเมิดสิทธิของผูติดเชื้อฯ
และกลมุ ประชากรเปา หมายหลักลดลงมากกวา รอ ยละ 50
การมุงสูเปาหมายของการไมตีตราและเลือกปฏิบัติเปนแนวทางสําคัญท่ีทําใหประชากรทุกกลุม
สามารถเขาถึงบริการทั้งดานปองกันและการดูแลรักษาไดทั่วถึงและเทาเทียม และดวยยุทธศาสตรท่ีมุงเนน
ประสิทธผิ ลและประสิทธภิ าพ คาดวา นาจะสงผลสมั ฤทธใิ์ นการสูเปาหมายที่เปน ศูนยอ กี 2 ศูนย คอื การไมมีผู
ติดเชอื้ ฯ รายใหมแ ละไมมกี ารเสยี ชวี ิตเนื่องจากเอดส ขณะเดยี วกันการที่ผูต ิดเช้อื ฯ รายใหมล ดลงจํานวนมากก็
จะทาํ ใหป ระเทศสามารถสนับสนนุ ทรัพยากรในการใหก ารดแู ลรักษาไดอ ยา งทว่ั ถึง
การทจี่ ะดําเนินการใหสาํ เร็จไดมีความจาํ เปนตองใหผทู ่ีมีโอกาสเส่ียงไดรบั ทราบสถานะ การตดิ เชื้อ
ของตนเอง หากยังไมมีเช้อื เอชไอวีอยูในรางกายจะตองปรบั เปล่ียนพฤติกรรมเพื่อไมใหไปรับเชอ้ื ตอไป หรือ
หากพบวาตนเองติดเชอื้ ก็ตองไมไปแพรเชื้อใหกับผูอื่นและเขาสูการดูแลรักษาเพ่อื ไมใหปวยและตายจากโรค
เอดส และตองมกี ารปรับทัศนคตขิ องประชาชนทั่วไปท่ีเก่ยี วกบั โรคเอดสใหเ หมอื นกับการเปน โรคอ่ืนๆ ที่ตอง
ไดรับการดูแลรกั ษาตอ เน่ืองตลอดไป เชน โรคเบาหวาน ความดัน เปนตน เพื่อการไมเลอื กปฏบิ ัตติ อผูตดิ เชื้อ
2
และผูปวยเอดส จากขางตน จะเห็นวา การจะไปใหถ ึงเปา หมายของยุทธศาสตรน ี้ได การรับรูสถานะการติดเช้ือ
เอชไอวีเปนสิ่งท่ีสําคัญ ซึ่งในปจจุบันมีวิธีการเดียว คือ การตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีทางหองปฏิบัติการ
ทางการแพทย ดังนน้ั สถานพยาบาลที่มีศักยภาพจึงควรจัดใหมีบริการใหการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อ
เอชไอวี (HIV Testing and Counseling: HTC) เพ่ือใหประชาชนสามารถเขา ถึงบริการไดมากขึ้นโดยเฉพาะ
อยางยิ่งแบบรูผ ลในวันเดียว (same day result)
ขอบเขตของคมู อื
จุดมุงหมายสาํ คัญของการจัดทําหนงั สือคมู ือเทคนคิ การแพทย เรอ่ื งการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีน้ี
เพื่อเปนคูมือสําหรับนักเทคนิคการแพทยท่ีอยูในหองปฏิบัติการทางการแพทยในระดับตางๆ ใชประกอบ
องคความรใู นการพฒั นาการใหบ ริการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวีใหถกู ตอ งตามหลักวิชาการ ไดม าตรฐาน และ
มีคุณภาพ เพ่ือผลการตรวจท่ีถูกตอง แมนยํา และเกิดประโยชนตอผูมาใชบริการ โดยเนื้อหาจะกลาวถึง
ความรทู ว่ั ไปเกี่ยวกับตวั เชือ้ เอชไอวี แนวทางการใหค ําปรกึ ษาและการตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวี การตรวจหา
การตดิ เชือ้ เอชไอวที างหอ งปฏิบัตกิ ารทางการแพทย หลกั การตางๆ ของชดุ ตรวจ แนวทางการเลอื กใชชุดตรวจ
แนวทางการควบคุมคุณภาพการตรวจ แนวทางการปองกันและแกไขปญหาท่ีเกี่ยวขอ งกับผลการตรวจ รวมถึง
กฎหมายตา งๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ งและควรรู
3
บทที่ 2
ความรทู ่เี กย่ี วของกบั การตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
ความสําคญั ของการใหคําปรกึ ษาและการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี
การเขาถงึ การดูแลรักษาดวยยาตานไวรสั ของผูท่ตี ิดเชื้อเอชไอวี หรอื การใหการปองกันเพ่ือใหผูที่ยัง
ไมตดิ เชือ้ ยังคงไมตดิ เชื้อตอ ไป จะตองทําผานชองทางที่สําคัญคือการใหค ําปรึกษาและการตรวจหาการติดเชื้อ
เอชไอวี ปจจุบนั ผูติดเชื้อเอชไอวีสวนมากยงั ไมทราบสถานะการติดเชื้อของตนเองหรอื รับรูสถานะการตดิ เช้ือ
ของตนเองในเวลาท่ีชาจนเกินไป ตามแนวทางการตรวจรักษาและปอ งกันการติดเชื้อเอชไอวปี ระเทศไทย ป
พ.ศ. 2557 ใหผูที่ติดเชื้อฯ ทุกคนไมวามีจํานวนเซลลลิมโฟไซทชนิดซีดี 4 (CD4+ T Cell) เทาใด ก็สามารถ
ไดร ับยาตา นไวรัส แตการเขารบั บรกิ ารของผตู ดิ เชอื้ ก็ยงั ไมเ ร็วพอ โดยสงั เกตไดจ ากคา เฉลย่ี ของจาํ นวนเซลลซ ดี ี
4 ของผูต ิดเช้อื ท่ีเขา สรู ะบบบรกิ ารของสาํ นักงานหลกั ประกันสขุ ภาพแหง ชาติ ป พ.ศ. 2554 ตาํ่ กวา 100 เซลล
ตอมลิ ลลิ ติ ร เพราะหากผูท่ตี ดิ เช้อื ฯ มารับการดูแลรักษาท่ีคา เซลลซดี ี 4 ต่าํ มากจะทําใหการรักษาดวยยาตา น
ไวรสั ไมไ ดผลอยางเตม็ ท่ี อีกทงั้ การใหคําปรกึ ษาและการตรวจหาเอชไอวยี งั เปนกลไกสําคญั อนั หนง่ึ ในการชวย
ลดการแพรกระจายเชื้อจากผูท่ีติดเชื้อฯ ไปยังบุคคลอน่ื ๆ ผานการรบั รูสถานการณติดเช้ือฯ และการใหการ
ปรึกษาอยางถกู หลกั วิชาการ
สวนใหญบคุ คลทั่วไปไมรูสภาวะการตดิ เชื้อฯ ของตนเอง ความรูเก่ียวกับความเสี่ยงของการติดเชื้อฯ
และแนวทางในการปองกันการติดเชื้อฯ ยังอยใู นวงจาํ กดั ดังน้ันชอ งทางการใหคําปรึกษาและการตรวจหาการ
ติดเชื้อเอชไอวีจึงเปนชอ งทางที่มปี ระสทิ ธิภาพท่ีสดุ ในการทจี่ ะใหบคุ คลเหลานีไ้ ดร บั ความรูความเขาใจดังกลา ว
ขางตน พรอมกับปรับเปล่ียนพฤติกรรมท่ีมีโอกาสเส่ียงท่ีจะรับเชื้อเอชไอวีเขาสูรางกาย และไดเรียนรูและใช
วธิ กี ารตางๆ ในการปองกันการตดิ เชื้อเอชไอวแี ละโรคติดตอ ทางเพศสมั พันธอ น่ื ๆ ไดห ากยังไมสามารถเลย่ี งตอ
พฤตกิ รรมเส่ียงตางๆ น้นั
ความรทู ั่วไปเกยี่ วกบั การใหค าํ ปรึกษาและตรวจหาการตดิ เช้ือเอชไอวี
การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีตามหลกั สากลตองกระทําภายใตแนวคดิ การคมุ ครองสิทธิมนุษยชน
โดยที่มหี ลกั การที่ยึดปฏิบตั ใิ นเรื่องนคี้ ือ “5 C” ไดแ ก
1. Consent หมายถึง ผูรับบริการตองยินยอมดวยความสมัครใจในการตรวจซึ่งตองมีการเซ็น
ใบยินยอมเปนลายลกั ษณอักษรหรือทางวาจา
2. Confidentiality หมายถึง ผูใหบริการตองมีมาตรการในการปองกันการเปดเผยของผลการ
ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีของผมู ารบั บรกิ ารไปยังบุคคลท่ไี มเ กีย่ วขอ ง
3. Counseling หมายถึง ผูรับบริการตองไดรับการใหคําปรึกษากอนและหลังการตรวจเสมอ
โดยผูใหบ ริการท่ีผา นการอบรม
4. Correct test result หมายถึง ผูใหบริการตองจัดใหมีบริการตางๆ เพื่อใหแนใจวาผลการ
ตรวจหาการตดิ เช้อื เอชไอวีทอี่ อกไปนนั้ มีความถกู ตอ งแมน ยํา
5. Connection to care หมายถึง ผูใหบริการตองมีมาตรการหรอื แนวทางในการสงตอผูที่ติดเชื้อ
เอชไอวไี ปยงั หนว ยงานทใี่ หการดูแลรกั ษาผูต ดิ เช้ือและผปู ว ยเอดส
4
แนวปฏิบัตทิ ั่วไปของการใหคาํ ปรึกษาและตรวจวนิ จิ ฉัยการตดิ เช้ือเอชไอวีรายบุคคลในประเทศไทย
1. การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีตองกระทําโดยใชวิธีการทางหองปฏิบัติการทางการแพทยท่ีได
มาตรฐาน ตามกลวิธตี ามคําแนะนําของกระทรวงสาธารณสุข และชุดตรวจทใ่ี ชตองผา นการรบั รอง
จากสาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา
2. การใหบ รกิ าร ควรสามารถเขาถงึ ไดง าย งานบริการอาจเปน แบบนริ นามเพ่ือหลกี เลี่ยงการเปดเผย
ผลการตรวจของผใู ชบริการ
3. การตรวจการติดเชื้อเอชไอวีตองเปนการตรวจโดยสมัครใจและไดรบั การยินยอมจากผูรบั บรกิ าร
ตรวจดว ยลายลักษณอักษรหรือทางวาจา
4. ตัง้ แตป พ.ศ. 2558 ผทู ่ีมอี ายตุ ํ่ากวา 18 ปส ามารถใหค วามยินยอมเพื่อตรวจเอชไอวีไดดวยตัวเอง
โดยไมตองขออนุญาตจากผปู กครอง การยนิ ยอมอาจทําดวยลายลักษณอักษร หรืออาจดวยวาจา
แตตองลงบันทึกไวในเวชระเบียนเปนหลักฐาน การเซ็นใบยินยอมใหเปดเผยผลการตรวจแก
บคุ คลอ่ืนตอ งทาํ หลงั จากทราบผลแลว เม่อื ทราบวา มกี ารติดเชือ้ ฯ และไดร ับคาํ ปรกึ ษาแลว แพทย
จะพจิ ารณาการรักษาหรือการเขาสูระบบการรักษาอยางเปนความลบั การแจง ผลกบั ผูปกครอง
ตองพิจารณาแลว วาเปนประโยชนต อผูต ดิ เชื้อฯ และตองขออนญุ าตผตู ิดเช้อื ฯ
5. หนว ยงานน้ันตอ งมีการใหบ รกิ ารใหคําปรกึ ษากอ นและหลังการตรวจทกุ ครัง้
6. หนวยงานท่ีใหบรกิ ารตองมีมาตรการในการปองกนั การเปด เผยผลการตรวจของผูรับบริการใหกับ
ผูไมม สี วนเก่ยี วขอ ง
7. ไมแนะนําใหใชผลตรวจการติดเช้ือเอชไอวีเพ่ือใชในการกีดกันผูติดเช้ือเอชไอวใี นดานตางๆ เชน
การเขาทาํ งาน การเขาศึกษา เปน ตน
8. การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีมีความสําคัญตอสุขภาพของประชาชน ชุมชน และประเทศ
หนวยงานท่ีใหบริการควรดําเนินการใหเกิดความสะดวกเทาที่จะทําไดตอผูรับบริการ โดย
มวี ัตถุประสงคเ พือ่ เพม่ิ ความรูเก่ียวกบั สถานภาพและการปอ งกนั การตดิ เช้อื เอชไอวี
กลมุ บุคคลเหลา น้ีควรไดร ับการพิจารณาตรวจวินิจฉยั การติดเช้ือเอชไอวีทุกราย
1. ผทู ี่มีเพศสมั พันธกบั บคุ คลทม่ี ีความเสี่ยงโดยไมปองกนั
2. ชายทมี่ ีเพศสมั พนั ธก บั ชายทางทวารหนักโดยไมใชถ งุ ยาง
3. ผูติดสารเสพติดท่ใี ชเ ขม็ รว มกนั
4. หญิงตง้ั ครรภท่เี ขามาฝากครรภท ส่ี ถานพยาบาล
5. ทารกทเ่ี กิดจากมารดาตดิ เชื้อเอชไอวี
6. ผปู ว ยวณั โรค
7. ผูตดิ เช้อื โรคตดิ ตอทางเพศสัมพนั ธ
8. บุคลากรทางการแพทยท ่ีเกิดอุบัตเิ หตทุ ่ีเส่ยี งตอการติดเชอ้ื เอชไอวี
ปจจัยในการพจิ ารณาเพอื่ ความเหมาะสมในการไดร บั การตรวจวนิ ิจฉยั การติดเชอ้ื เอชไอวีซํา้
1. ชายที่มีเพศสัมพันธกับชายท่ีมีความเสยี่ งตอการติดเชื้อเอชไอวีอยางตอเนื่องควรไดรับการตรวจ
วนิ ิจฉัยอยางนอยปละ 2 ครง้ั หรือมากกวา
2. บุคคลท่ีมีโอกาสเสีย่ ง หากตรวจไมพ บการติดเชื้อภายใน 3 เดอื นเนื่องจากอาจอยูในระยะแอบแฝง
(window period) แนะนาํ ใหมกี ารตรวจซํ้าภายใน 3-6 เดือนเพ่อื ดกู ารเกิด seroconversion
5
3. บคุ คลที่มีพฤตกิ รรมเสย่ี งตอการติดเช้อื เอชไอวีอยา งตอเนอื่ ง ควรไดรบั การตรวจวนิ จิ ฉัยอยางนอย
ปละ 1 ครั้ง เพื่อเปนการเฝาตดิ ตามสถานภาพการติดเชื้อ
4. บุคคลท่ีไมม ีความเส่ียงตอการติดเชื้อฯ ควรไดรับคําปรึกษาและตรวจหาการติดเชอื้ เอชไอวีอยาง
สมคั รใจเม่อื มีการรอ งขอ
คําแนะนําเบ้อื งตนสาํ หรบั ผปู ฏิบัตงิ าน
สําหรบั นักเทคนิคการแพทยท ตี่ องการจะเปด ใหบริการตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวี หรอื เปดใหบ รกิ าร
มาแลว ควรตรวจสอบแนวทางปฏิบัตขิ องงานบรกิ ารใหไ ดค รบถวนตามหวั ขอดังตอไปนี้
1. การเลือกกลวธิ ที ดสอบและการเลือกชุดตรวจ
สําหรับการเลือกกลวิธที ดสอบนน้ั ขึ้นกับวัตถุประสงคของงานบริการและแนวทางปฏิบัติการทดสอบ
เอชไอวีของแตละประเทศ สําหรับประเทศไทยหากใชเพื่อการวินิจฉัยรายบุคคลแลวตองเปนกลวิธีที่ 3
(รายละเอียดอยูในบทท่ี 5) ซ่ึงหมายถึงตอ งใช 3 ชุดตรวจในการยืนยันผลปฏกิ ิรยิ าที่ตรวจพบเปนผลบวกจริง
ตามคําแนะนําขององคก ารอนามยั โลกและกระทรวงสาธารณสขุ ใหเ ลือกชุดตรวจที่มีคุณสมบตั ิ ดงั น้ี
1.1 ชุดตรวจตองผานการประเมินและไดรับรองจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(รายละเอียดอยูในภาคผนวก ข)
1.2 หองปฏิบัติการทางการแพทยที่ใหบริการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีรายบุคคลควรมีชุด
ตรวจหาการติดเชื้อใหครบทั้ง 3 ชุดตรวจเพื่อสามารถสรุปรายงานผลการตรวจไดในกรณี
ผลบวกทันที
1.3 ชุดตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีท้ัง 3 ชุดท่ีเลือกใชควรมีแอนติเจนท่ีแตกตางกัน แตอาจมี
หลกั การท่ีเหมือนกันได
1.4 ชดุ ตรวจทุกชนิด เชน ชุดตรวจที่ตองใชเ ครอ่ื ง (machine based assay) หรอื ชดุ ตรวจแบบ
ใหผลรวดเร็ว (rapid test) หรือชุดตรวจแบบงาย (simple test) สามารถเลือกใชเปน
ชุดตรวจที่ 1 ชุดตรวจที่ 2 หรือชุดตรวจที่ 3 ได โดยพิจารณาจากปริมาณตัวอยาง หาก
จํานวนตัวอยางนอย ชุดตรวจ simple test หรือ rapid test อาจมีความเหมาะสมในการ
เลอื กใชเปนชุดตรวจแรกมากกวาวธิ กี ารตรวจแบบใชเ ครือ่ ง
1.5 ชุดตรวจควรมีอายุการใชงานที่เหมาะสมกับภาระงาน ความพรอมของสถานที่ตรวจ
ดา นอุปกรณ เครื่องมือ และความรคู วามชํานาญของเจาหนา ที่
2. การจดั ลําดับขัน้ ตอนการใชช ุดตรวจอยางถกู ตอง (Algorithm validation)
หลงั จากเลือกกลวิธีการตรวจตามวัตถุประสงคไ ดแ ลว ขั้นตอนตอมา คอื การวางลาํ ดับการใชชดุ ตรวจ
ตามกลวธิ ี ซึง่ มีหลกั การวางชดุ ตรวจดงั น้ี
2.1 ชุดตรวจทอ่ี ยใู นลาํ ดับแรกควรเปน ชดุ ตรวจทีม่ ีความไวเชิงวนิ ิจฉัย (diagnostic sensitivity)
สูงสุดในชุดตรวจท้ังหมดที่เลือกมา ซ่ึงควรตอบสนองตอปริมาณงานในแตละวันและ
เหมาะสมกับคา ใชจ ายอยา งมีประสิทธภิ าพ
2.2 ชดุ ตรวจท่สี องควรมีความจาํ เพาะเชงิ วนิ ิจฉัย (diagnostic specificity) สูงกวาชดุ ตรวจแรก
2.3 ชุดตรวจทีส่ ามควรมีความจาํ เพาะสงู สดุ ในทั้งสามชุดตรวจ
ในปจจุบันเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจไดพัฒนากาวหนาไปอยางมาก และกฎระเบียบคุณภาพของ
ชดุ ตรวจเพ่ือข้ึนทะเบียนของสาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยาประเทศไทยกําหนดใหม ีความไวไมตํ่ากวา
รอยละ 99.5 และความจําเพาะไมต่าํ กวา รอ ยละ 99 ทําใหชดุ ตรวจที่วางจําหนายในประเทศไทยมีทง้ั ความไว
6
และความจาํ เพาะที่ใกลเ คียงกนั จงึ เห็นวา สามารถเลือกชดุ ตรวจทีเ่ ทียบเทา กนั ไดอ ยใู นระดบั เดยี วเพราะไดผาน
การประเมินวา มีความไวและความจําเพาะเชิงวินจิ ฉัยมาแลวในประเทศไทย จึงเปนการสะดวกสําหรับผูใชเพื่อ
เลือกชุดตรวจในระดับเดียวกันเปนการสนับสนนุ ซึ่งกันและกัน ถาไดยึดแนวทางปฏิบัติในการทดสอบเอชไอวี
ในระดับชาติอยา งเครงครดั และมีการควบคุมคณุ ภาพอยางดจี ะสามารถรายงานผลการตรวจไดอ ยา งถกู ตอง
3. การฝกอบรมบคุ ลากร
การฝกอบรมบุคลากรเปนสวนที่มีความสําคัญของระบบคุณภาพทางหองปฏิบัติการทางการแพทย
การเปดใหบ ริการการตรวจหาการตดิ เชื้อเอชไอวีก็มคี วามจาํ เปน ท่ีผูทีจ่ ะทาํ การตรวจจะตอ งไดรับการฝกอบรม
และเขา ใจในกระบวนการปฏิบตั ิงาน การอานผล การแปลผล และการรายงานผล รวมทั้งการบริหารจัดการ
ควบคุมคณุ ภาพอยา งตอเนื่อง การปฏิบัติงานอยา งปลอดภยั ดานชีวภาพและความปลอดภัยอาชีวอนามยั และ
สง่ิ แวดลอ มภายในหอ งปฏิบัตกิ ารเปนอกี สง่ิ หนง่ึ ที่ตอ งคํานึงถึง บคุ ลากรทางการแพทยจ ึงควรไดผา นการอบรม
ซงึ่ ตองมีการบันทึกอยใู นประวัตขิ องการฝก อบรมของพนักงาน และควรไดรบั การทบทวนอยางนอ ยปละครงั้
4. มาตรการปองกันการเปด เผยผลการตรวจ
ในปจจบุ นั ผลรายงานของการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวยี งั ถือวาเปนความลบั จงึ ควรรายงานผลแบบ
ปกปดเฉพาะแพทยและผูเกี่ยวของกับการรักษาเทานั้นที่มีสิทธิในการเปดขอมูลการรายงาน ผลการตรวจ
การติดเชื้อเอชไอวีเปนเร่ืองท่ีละเอียดออนกวาผลการตรวจทางหอ งปฏบิ ัติการทางการแพทยอื่นๆ ดังน้ันทาง
หองปฏิบัติการแตละแหง ควรจัดต้ังนโยบายในการเขาถึงขอมูลหรือมีมาตรการที่เปนลายลักษณอักษรถึง
แนวทางในการปองกนั การเปดเผยผลการตรวจหาการตดิ เช้อื เอชไอวีไมใหเ ปด เผยไปยงั ผทู ี่ไมเ กย่ี วขอ ง
7
บทท่ี 3
ไวรสั วิทยาและการตดิ เชอื้ เอชไอวี
คณุ สมบัตแิ ละการจาํ แนกชนิดของเช้อื เอชไอวี
Human immunodeficiency virus (HIV) หรือเอชไอวี เปนเช้ือในกลุมของ retrovirus จัดอยูใน
family Retroviridae มีจีโนมเปน RNA ที่มีลําดับเบสเหมือนกันสองสาย (diploid) และเปนสายบวก
ประกอบดวยยีนโครงสรา งและเอนไซม (รูปท่ี 3.1) เรยี งกนั เปน gag-pol-env โดยท่ี gag (ยอมาจาก group-
antigen) สรา งโปรตนี สวนโครงสรา งแกนกลาง; pol (polymerase) สรา งเอนไซม (reverse transcriptase,
integrase และ protease); และ env (envelope) สรา งผวิ รอบนอกของอนภุ าคไวรัส เช้ือเอชไอวีแบงออก
ไดเปน 2 ทัยป คือ HIV-1 (type 1) และ HIV-2 (type 2) ซึ่งมีสวนโปรตีนแกนกลางท่ีเหมอื นกัน (p24) แตมี
ผิวรอบนอกซ่ึงมีคุณ สมบัติเปน glycoprotein (gp) ตางกันตรงปุมผิวนอก (HIV-1: gp120, HIV-2:
gp105/125) และตรงกานซึ่งฝงอยูภายในชั้นผิวนอก (HIV-1: gp41, HIV-2: gp36/gp41) โปรตีนที่ใชในชุด
ทดสอบสําหรบั ตรวจ anti-HIV antibody สวนใหญเปนแอนตเิ จนเตรียมจาก HIV-1 และ HIV-2 โดย HIV-1
มีสว นประกอบของผวิ รอบนอก (gp160, gp120, gp41) และสว นแกนกลาง (p55, p24, p17) ซ่งึ บางชุดตรวจ
อาจมีสว นเอนไซม (p66, p51, p31) สวนแอนตเิ จนจาก HIV-2 มแี อนติเจนท่ีแตกตา งกนั ไป
ในการเขาสูเซลลเปาหมาย เช้ือไวรัสใช gp120 จับกับ CD4 ซึ่งเปน receptor ตัวแรกบนผิวเซลล
กอนแลวจึงใช receptor ตัวท่ีสองคือ CCR5 หรือ CXCR4 coreceptor ซึ่งเปน chemokine receptor บนผิว
เซลลในรางกาย หลังจากน้ันไวรัสจะใช gp41 หลอมรวม envelope ของเชื้อไวรัสเขากับ cell membrane
เม่ือเชือ้ เขาเซลลเปาหมายไดแลว ไวรสั ใช reverse transcriptase (RT) ในการสรา งรหัสยอนกลับจาก RNA
ของเชอื้ เปล่ยี นเปน DNA และอาศัย integrase ชวยใหแ ทรกเขา ไปในนวิ เคลยี สของเซลลเ ปาหมายและอยใู น
สภาพ HIV proviral DNA ในเซลลติดเช้ือ หลังจากน้ันจะเพิ่มจํานวนสรางลูกหลานโดยอาศัย protease
รวมตวั กนั เปน อนุภาคใหมต อไป เชอ้ื ไวรัสมีการเพิ่มจํานวนตลอดเวลาโดยปลอยไวรัสออกมาอยา งนอย 1010
อนุภาคตอวัน เช้ือจึงมีการแปรปรวนไดสูง (hypervariation) ซ่ึงเกิดข้ึนไดเองจากไวรัสในกระบวนการ
reverse transcription เนื่องจากเอนไซมไมมี proof reading ในแตละรอบของการเพิ่มจํานวนจะมีการ
กลายพันธุ 1 ตําแหนงในทุกครั้งที่มีการสราง DNA จากจีโนม 1 สาย จึงพบประชากรไวรัสหลากหลาย
(quasispecies) ปะปนอยูในรางกาย นอกจากนก้ี ารท่ีไวรสั มี RNA สองสายอาจทําใหเอนไซมท ํางานกระโดด
ขา มไปมาในขณะเพิ่มจาํ นวนจึงมีผลใหเ กิดการรวมตวั ของลูกผสม (recombinant) ไดส ูง
8
รูปที่ 3.1 การเรียงตัวของยีนบนสายจีโนมของเชื้อ HIV และหนาที่ในการสรางโปรตีน ประกอบดวยยีน
โครงสราง gag [สราง capsid (p24), matrix (p17) และ nucleocapsid (p7/p9)], ยีน pol [สราง reverse
transcriptase (p51/66), integrase (p32) และ protease (p11)] และยีน env [สราง surface glycoprotein
(gp120 ของ HIV-1 หรอื gp105 ของ HIV-2), transmembrane (gp41 ของ HIV-1 หรือ gp36 ของ HIV-2)]; ยีน
ควบคุม tat และ rev; และยีนสวนประกอบ vif และ vpu (HIV-1), vpr, vpx (HIV-2), และ nef (ภาพโดย
สดุ า ลุยศริ ิโรจนกลุ )
เช้ือเอชไอวี (HIV) แบงออกเปน 2 types (HIV-1 และ HIV-2) และใน HIV-1 ยังแบงออกเปน 4
กลุม (group) คือ กลุม M (major), กลุม O (outliers), กลุม N (non-M, non-O) และกลมุ P (pending for
the identification of further human cases) (รูปที่ 3.2) เชื้อที่ระบาดอยูในปจจุบันเปนเช้ือในกลุม M ซ่ึง
กลุมน้ียังแบงยอยเปน subtypes (หรือ clades) ไดอยางนอย 10 subtypes เร่ิมจาก A ถึง K (ยกเวน I)
และบางสายพนั ธุเปนไวรัสลูกผสมที่เกิดจากการติดเชื้อมากกวาหน่ึงสายพันธุซงึ่ พบในประชากรอยางนอย 3
คนขึน้ ไปเรียกวา circulating recombinant form (CRF) เชน subtype E ซ่ึงเปน CRF01_AE ทเ่ี กดิ จากการ
ตดิ เชื้อ 2 subtypes ระหวาง subtype A และ subtype E ในปจ จุบนั CRF มรี ายงานทวั่ โลกแลว อยางนอย
43 ชนดิ แลว และยงั มีชนิด unique recombinant form (URF) ทพ่ี บในกรณีลกู ผสมทเี่ พงิ่ เกดิ ใหมในคนเดียว
สําหรับการตดิ เช้อื เอชไอวี ทว่ั ไปในประเทศไทยพบ 2 subtypes คอื subtype CRF01_AE และ subtype B
9
รูปที่ 3.2 การจัดแบงชนิดของ HIV แบงออกเปน 2 types (HIV-1 และ HIV-2) สําหรับ HIV-1 ยังแบง
ออกเปน 4 groups (group M, O, N และ P) และ group M แบงยอยไดอยางนอย 10 subtypes (A-K
ยกเวน I) โดยที่ subtype E เปนลูกผสม (circulating recombinant form, CRF) ของ subtype A และ
subtype E
ธรรมชาตกิ ารติดเชื้อ
เชือ้ เอชไอวีสามารถแพรไดทางเลือดหรือสารนํา้ ตางๆ รา งกาย ทางตดิ ตอท่สี าํ คัญ ไดแก
1. ผานทางเพศสัมพนั ธ เปน ทางติดตอ แพรเชื้อฯ ท่ีพบบอยที่สดุ โดยอัตราการติดเชื้อฯ พบรอยละ 80
ของการตดิ เช้อื ฯ ท้ังหมด อัตราเส่ยี งของการตดิ เชอื้ ฯ พบไดส ูงในกลมุ บรุ ุษรกั รวมเพศ (homosexual)
2. ติดจากมารดาท่ีมีเชื้อฯ โดยเช้อื ไวรสั จากมารดาผานมายงั ทารกโดยเฉพาะอยางยงิ่ ในขณะท่มี ารดามี
ปรมิ าณไวรัสสูง กอ นยุคที่จะมีการใชยาตานไวรสั เอชไอวี พบวาการติดเชื้อฯ จากมารดาสูทารกมอี ัตราสูงรอ ย
ละ 15-30 โอกาสที่ทารกจะติดเชื้อฯ จากมารดาเกิดขนึ้ ไดตลอดระยะเวลาของการต้ังครรภ คือ 1) กอ นคลอด
ต้ังแตอ ยูใ นครรภโดยเชอ้ื จากเลอื ดของมารดาผา นรกสูท ารก; 2) ขณะคลอด ผา นทางคลอดซง่ึ สมั ผสั เช้ือในเลอื ด
และสารคดั หลัง่ ในบริเวณอวยั วะสบื พันธุ โดยสวนใหญเปน การติดเชอื้ ฯ ในไตรมาสทีส่ ามของการต้ังครรภ หรือ
สัมผัสเชื้อเม่ือมีการแตกของถุงน้ําครํ่านานเกิน 6 ชั่วโมง หรือเกิดจากหัตถการของบุคลากรทางการแพทยใน
ระหวางคลอดก็ได; และ 3) หลังคลอด ระยะเลี้ยงดู โดยทารกไดรับเช้ือฯ ทป่ี นเปอนอยูใ นน้ํานม หรอื ในเซลล
macrophages /lymphocytes ซึ่งอยูในนํ้านม แตหลังจากมีการใหยาตานไวรัสในหญิงตั้งครรภที่ติดเช้ือฯ น้ีใน
ระยะกอน และระหวา งคลอด และใหกบั ทารกแรกคลอดอีกระยะเวลาหน่ึง รวมกับการไมเลี้ยงดูทารกดว ยนม
มารดา ทาํ ใหอตั ราการตดิ เชือ้ ฯ จากมารดาสูท ารกมีแนวโนมลดลงเหลือนอยกวา รอ ยละ 1
10
3. ผานเขาทางผวิ หนัง การใชเ ข็มฉีดยารวมกันเปนวธิ ีการแพรร ะบาดทส่ี ําคัญ หรือติดจากการไดรบั เลอื ด
หรือปลูกถายอวยั วะบริจาคทีป่ นเปอ นเชื้อฯ รวมท้ังการไดรับเช้ือฯ จากอุบัติเหตุทางการแพทย โดยเฉพาะถูก
เขม็ ตําหรอื ของมคี มบาด
การดําเนนิ โรคในผูตดิ เชื้อฯ โดยทั่วไปแบงระยะการติดเชื้อฯ ตามอาการไดเปน 3 ชวง ไดแก ระยะแรก
หรือระยะเฉียบพลัน (primary/acute infection) ระยะเร้ือรังท่ีไมมีอาการ (chronic asymptomatic
infection) และระยะเอดส (AIDS) (รูปท่ี 3.3) ในชวงระยะเฉียบพลันรอยละ 40-90 พบอาการของ acute
retroviral syndrome คือ มีอาการไข เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ตอมนํ้ าเห ลืองโต ออกผื่น
(maculopapular rash) ซ่ึงคลายกับโรค mononucleosis like syndrome ในระยะน้ีตรวจพบปริมาณ
ไวรัสเพิ่มจาํ นวนมากถงึ 106 copies/ml ในเลือด อาจพบลมิ โฟซัยทต ่ําลงเล็กนอยโดยเฉพาะ CD4+ T cells
ตอมาพบการตอบสนองของ cytotoxic T lymphocytes (CTL) หรือ CD8+ T cells เพ่ิมจํานวนพรอมกับ
การลดลงของไวรัสในเลอื ด และมกี ารสรา งแอนติบอดีจาํ เพาะตอบสนองในเวลาตอ มา
เมอ่ื อาศยั การวนิ ิจฉัยการติดเชื้อฯ ทางหองปฏิบตั ิการ พบวาชว งแรกหลังตดิ เชือ้ ฯ ใหมๆประมาณ 5-10
วนั เปน ชวงที่ยังตรวจไมพบ HIV RNA ในกระแสเลือด (eclipse phase) เน่ืองจากเชอ้ื ตองใชเ วลาในการเพิ่ม
จาํ นวนโดยอาศัยพลงั งานจากเซลลเ จา บา น หลังจากนั้นตรวจพบเชอ้ื (HIV RNA หรือ HIV p24 Ag) โดยตรวจ
พบ HIV RNA กอน HIV Ag 5 วัน เพราะเทคนิคการทดสอบจโี นมเปน การเพม่ิ ขยายยนี (polymerase chain
reaction assay หรอื วิธีท่ีเทียบเทา) ซ่ึงใหความไวมากกวาการทดสอบแอนติเจนดวย immunoassay หลัง
ตรวจพบเชื้อจึงตรวจพบแอนตบิ อดีจําเพาะในเวลาอีก 5-10 วนั ตอมา โดยสรุปวา ในระยะแรกของผูติดเชอ้ื ฯ
ใหมๆประมาณ 5-10 วันจะตรวจพบ HIV RNA ในเลือดกอนตามมาดวย HIV p24 Ag อีก 5 วันตอมา (หรือ
ประมาณ 10-15 วันหลังตดิ เชื้อ) หลังจากน้ันจึงตรวจพบ anti-HIV Ab (anti-HIV) ในเวลาประมาณ 15-20
วันหลงั ตดิ เช้ือเอชไอวี
หลงั จากน้นั ผตู ดิ เชอื้ ฯ สว นใหญเ ขา มาสูระยะไมม อี าการปรากฏพบไดเ ปน เวลาหลายเดอื นจนถงึ มากกวา
15 ป เนื่องจากระบบภูมิคุมกันจําเพาะทั้งเซลลและแอนติบอดีควบคุมเชื้อฯ ใหกลับลงมาอยูที่ระดับใน
ปริมาณคงท่ี (set point) ซึ่งเปนสมดุลระหวางไวรัสและระบบภูมิคุมกันของรางกาย (steady state) เชื้อ
ไวรัสยงั คงเพม่ิ จาํ นวนไดในอตั ราตาํ่ ๆ ซึ่งสะสมอยภู ายในตอ มนาํ้ เหลืองตามสว นตางๆ ของรา งกาย หรือในตอ ม
นา้ํ เหลอื งกลายเปนแหลงรังโรค (reservoir) ในระยะทายผูตดิ เช้ือฯ พบภาวะภูมิคมุ กันบกพรองหรืออาการ
ของโรคเอดส ในระยะนเ้ี ร่มิ มีการตดิ เช้อื ฉวยโอกาสและ/หรอื เปน มะเร็งบางชนิด เชน Kaposi’s sarcoma
ระยะเวลาการดาํ เนนิ โรคไปสกู ารเปน ผปู ว ยเอดสใ นผใู หญกอนยุคท่ีมยี าตานไวรัสใช แบง ไดเปน 3 ระยะ
คือ 1) rapid progressor (พบรอ ยละ 5-10) เกิดเปน โรคเอดสภ ายใน 2-3 ป; 2) typical progressor (พบได
มากท่ีสุดรอยละ 80) เกิดขึ้นภายใน 3-10 ป; และ 3) slow progressor หรือ long term nonprogressor
(LTNP) (พบไดร อ ยละ 10) ผูตดิ เชื้อมี CD4+ T cells > 500 cells/μl และปริมาณไวรัส <104 copies/ml
สามารถดําเนินชีวิตเปนปกติอยูไดนานมากกวา 10 ป ในกลุมนี้ยังพบวารอยละ 1 จัดเปน HIV-1 elite
controllers (EC) หรือ elite suppressors โดยมีจํานวน CD4+ T cells เปนปกติ และมีปริมาณไวรัสต่ํา 500-
1,000 copies/ml หรืออาจตํ่ามากถึง <50-75 copies/ml โดยที่ไมเคยไดรับการรักษาดวยยาตานไวรัสมา
อยางนอ ย 12 เดือน และไมมีอาการแสดงการดําเนินโรคใดๆ อาจพบวาบางรายติดเชือ้ มานานถึง 25 ป
11
รูปที่ 3.3 การดําเนินโรคหลังติดเชื้อเอชไอวีและการตอบสนองทางภูมิคุมกัน หลังติดเชื้อ HIV ในระยะ
eclipse ยังไมพบเชื้อประมาณ 5-10 วัน ตอมาในระยะ window ตรวจไดแตเฉพาะเช้ือ (HIV RNA กอน
HIV p24 Ag) ยังไมพบ anti-HIV หลังจากน้ันตรวจพบ anti-HIV จนถึงระยะทายของโรค ในระยะแรก
CD8+ T cells เพิ่มจํานวนพรอมกับการลดลงของไวรัสในเลือด หลังจากนั้นระบบภูมิคุมกันควบคุมไวรัสให
อยูในสภาพคงที่ (set point) กลายเปนติดเช้ือแบบเรื้อรัง จนกระท่ังในระยะเปนเอดส ระบบภูมิคุมกันไม
สามารถคมุ ไวรัสได จาํ นวน CD4+ T cells ลดลงอยา งมากและพบปริมาณไวรสั เพ่ิมจาํ นวนมากขึ้น เริ่มติดเชื้อ
ฉวยโอกาส และ/หรอื เปนมะเร็งบางชนดิ (ภาพโดย สดุ า ลุยศริ โิ รจนกุล)
12
บทท่ี 4
เทคนคิ การตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวที างหอ งปฏบิ ตั กิ ารทางการแพทย
การตรวจวนิ ิจฉัยการติดเชือ้ เอชไอวีทางหองปฏบิ ัติการทางการแพทยท่ีใชในปจ จุบันแบงเปน 2 กลุม
คือ การตรวจหาแอนติบอดีจําเพาะ และการตรวจสวนประกอบของเชื้อเอชไอวี ไดแก สารพันธุกรรม หรือ
แอนติเจนของเช้ือ โดยการตรวจในแตละกลุมจะใชตรวจในชวงเวลาทีแ่ ตกตา งกัน ดังแสดงในรูป 4.1 โดยอาจ
แบงการวินิจฉัย การตดิ เช้อื ออกเปน 4 กลุมดังนี้
รูปท่ี 4.1 Markers ท่ีตรวจพบหลังการติดเช้ือเอชไอวีระยะตางๆ ระยะ eclipse เช้ือมีการเจริญภายใน
เซลลไมสามารถตรวจพบ marker ใดในพลาสมา สวนระยะ acute infection สามารถตรวจพบ HIV RNA,
HIV p24 Ag และ HIV Ab ตามลําดับเวลาหลังติดเช้ือ นอกจากนี้การตรวจ HIV Ab ดวยน้ํายารุนท่ี 3 (3rd
generation) ตรวจพบไดเร็วกวารุนที่ 2 และ 1 ตามลําดับ และสิ้นสุดการตรวจเพ่ือระบุระยะ recent
infection ณ 180 วันหลังจากวนั ทค่ี าดวาติดเช้อื (ดัดแปลงจาก CLSI guideline)
1. การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี (HIV p24 Ag testing) เปนวิธีการตรวจหาโปรตีนที่
จําเพาะของเช้ือเอชไอวี ใชเพอ่ื ตรวจหาการติดเชือ้ เอชไอวีในระยะแรกท่ีผูปวยยังไมมีการสรา ง anti-HIV หรือ
เพงิ่ มีการติดเชื้อไดไมนานยงั ไมสามารถตรวจพบแอนตบิ อดีได และอาจใชเพื่อวินจิ ฉยั ทารกท่ีเกดิ จากมารดาท่ี
ติดเชอ้ื ซ่ึงชวยเพ่มิ ความไวในการตรวจหาการติดเช้อื ชดุ ตรวจ HIV p24 Ag อยา งเดยี วในปจ จุบนั มีความไวเชงิ
วิเคราะห (analytical sensitivity) ในการตรวจจับ HIV p24 Ag ไดตา่ํ กวา 2 IU/ml (WHO standard)
2. การตรวจหาแอนติบอดีท่ีจําเพาะตอเชื้อเอชไอวี (anti-HIV testing) เปนการทดสอบท่ีนิยมใช
แพรหลายที่สุด สามารถตรวจพบไดหลังตดิ เช้อื ประมาณ 3-4 สปั ดาห ตรวจพบไดในเลอื ดและสารคดั หลง่ั อืน่ ๆ
โดยมีการตรวจทั้งแบบตรวจกรองเบ้ืองตน (initial tests หรือ screening tests) และการตรวจเสริม
(supplemental tests) ปจจุบันวธิ ีทดสอบสว นใหญใชหลักการ sandwich immunoassay โดยอา นผลการ
13
เกิดปฏิกิริยา enzyme substrate, chemiluminescence หรือ fluorescence เปนวิธีทดสอบท่ีใชกับ
เครื่องมือทงั้ ระบบปด (machine based assay) หรอื ระบบเปด (open system) ท่ีเปน microplate เปนตน
รวมท้งั ชุดตรวจแบบรวดเรว็ (rapid test) หรอื แบบงาย (simple assay)
3. ชุดตรวจแอนติบอดที ี่จําเพาะตอเชอ้ื เอชไอวีและแอนติเจนของเชื้อพรอ มกนั ในนํา้ ยาเดยี วกนั เปน
พัฒนาการของน้ํายาตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวี ทเ่ี ปน fourth generation ในชอื่ HIV Ag/Ab combination
assay เพื่อตรวจ anti-HIV และ/หรือ HIV p24 Ag ในคราวเดียวกนั ทําใหงา ยตอการวิเคราะห ท้ังนีเ้ ริม่ แรก
ของชุดนํ้ายามีวัตถุประสงคเพื่อใชในงานตรวจกรองเพ่ือความปลอดภัยในเลือดบริจาค แตตอมาไดมีการ
นํามาใชในงานเพอ่ื การวนิ ิจฉัยรายบุคคลทาํ ใหความไวในการตรวจวนิ ิจฉัยการติดเชื้อเพิ่มข้ึน ปจจบุ ันชดุ ตรวจ
HIV Ag/Ab combination assay ไดร ับความนิยมแพรห ลายในหองปฏบิ ตั ิการตางๆ มาต้งั แตป พ.ศ. 2553
4. การตรวจหาสารทางพันธุกรรมของเช้ือเอชไอวี หรือ nucleic acid test (NAT) ในป พ.ศ. 2542
ประเทศสหรฐั อเมรกิ ามกี ารใชชดุ ตรวจหาสารพันธกุ รรมของเชอ้ื เอชไอวีในพลาสมาเพอื่ ตรวจกรองเลอื ดบริจาค
โดยใชหลักการ reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) ซึ่งสามารถตรวจจับผู
ตดิ เช้ือไดเร็วกวาการตรวจหา HIV p24 Ag เปนเวลา 5-10 วันและเร็วกวาการตรวจ anti-HIV ประมาณ 10-
15 วัน จึงเปนวิธีที่มีความไวและความจําเพาะสูงมาก แตเทคนิควิธีการทดสอบยังมีความซับซอนและใช
เวลานานกวาการตรวจทางภูมิคุมกันวิทยาและมีราคาแพง ดังน้ันจึงมีการนําตัวอยางมารวมกันเปน pool
plasma เพือ่ ตรวจรวมกัน
เทคนิคท่ีใชในการตรวจหาแอนตบิ อดีตอ เชอื้ เอชไอวี
ชุดตรวจรุนแรกๆ จะใชแอนติเจนบริสุทธิ์ที่เตรียมจาก viral lysate หรือ recombinant protein
หรอื เปปไทดสังเคราะห การทดสอบเร่มิ ใชครั้งแรกป พ.ศ. 2528 ซึ่งตรวจหาแอนติบอดีตอ HIV-1 เพียงอยาง
เดียว ตอมาหลังพบ HIV-2 แมจะมีปฏิกิริยาขามกลุมกับ HIV-1 แตก็จับ HIV-2 ไมไดท้ังหมด จึงมีการเพ่ิม
แอนติเจนทีจ่ ําเพาะตอ HIV-2 เชน gp36 ทําใหเ พิ่มโอกาสการตรวจพบผูติดเชื้อเอชไอวีไดมากขนึ้ โดยเฉพาะ
ในถิ่นทมี่ ี HIV-2 ตอ มาชุดตรวจไดพ ัฒนาใชท ั้งแอนติเจน HIV-1/HIV-2 และเมอื่ พบ HIV-1 group O จึงไดเพ่มิ
แอนติเจน group O ในชุดตรวจบางราย
ตัวอยางที่ใชในการทดสอบการติดเช้ือสําหรับแอนติบอดีจําเพาะ (anti-HIV) โดยท่ัวไปใชสวน
นา้ํ เหลอื ง ไดแก ซีรัมหรอื พลาสมา อยางไรก็ตามอาจใชเลอื ดครบสวน (whole blood) นํา้ จากชอ งปาก (oral
fluid) ปสสาวะ (urine) นํ้าไขสันหลัง (CSF) เลือดจากศพ (cadaveric blood) และหยดเลือดแหง (dried
spot blood) โดยควรใชชุดทดสอบท่ีไดผา นการรบั รองตอตัวอยา งตรวจดังกลา วแลวเทาน้นั
ชุดตรวจคัดกรองทางภูมคิ ุม กนั วิทยา สําหรบั anti-HIV ไดม กี ารพฒั นามาแลว 4 รนุ คอื
1) รุนแรก (first generation) (รูปที่ 4.2) จะใชหลักการ indirect enzyme immunoassay (EIA)
โดยการใช viral lysate เปนแอนติเจนท่ีเคลือบบน solid phase เพ่ือตรวจหาแอนติบอดีในตัวอยางตรวจ
จากนั้นตรวจตดิ ตามโดย anti-human IgG conjugate
2) รุน ท่ี 2 (second generation) (รูป ท่ี 4.3) ใชห ลั ก ก ารเดี ยวกั น แต ใช แอ น ติ เจ น ที่ เป น
recombinant protein หรอื เปปไทดสงั เคราะห
3) รุนท่ี 3 (third generation) (รูปที่ 4.4) ในปจจุบันยังใชทดสอบอยู หลักการเปน double
antigen sandwich EIA โดยใชแอนติเจนเคลือบบน solid phase และใชตรวจติดตามดวย antigen
conjugate ซ่ึงหลักการนี้สามารถตรวจจับไดทั้ง anti-HIV ชนิด IgG และ IgM ทําใหมีความไวในการตรวจ
ระยะ seroconversion ไดด ขี นึ้ โดยทวั่ ไปใหความไว 10-15 วันภายหลังตรวจพบเชือ้ (HIV RNA)
14
4) รุนท่ี 4 (fourth generation) (รูปท่ี 4.5) ไดมีการพัฒนาโดยการเพ่ิมการทดสอบแอนติเจน p24
เขารว มดวยทําใหตรวจไดท้ังแอนติเจนและแอนติบอดีในเวลาเดียวกัน ซ่ึงเปนการทดสอบท่ีมีความไวสูง ให
ผลบวก 5-10 วนั ภายหลังการตรวจพบไวรัส (HIV RNA) ทําใหสามารถตรวจจับผูติดเช้ือเอชไอวีในระยะแรก
(early infection หรอื ชว ง seroconversion)
รปู ท่ี 4.2 ชุดตรวจรนุ แรกสาํ หรับทดสอบหา anti-HIV ดว ยหลักการ indirect EIA (ภาพโดย ศักด์ชิ ัย เดช
ตรยั รัตน)
รปู ท่ี 4.3 ชุดตรวจรุนท่ีสองสาํ หรบั ทดสอบหา anti-HIV ดวยหลกั การ indirect EIA (ภาพโดย ศกั ดช์ิ ยั
เดชตรัยรตั น)
15
รปู ที่ 4.4 ชุดตรวจรุน ทีส่ ามสาํ หรับทดสอบหา anti-HIV ดว ยหลกั การ double antigen sandwich EIA
(ภาพโดย ศักดชิ์ ยั เดชตรยั รตั น)
รูปท่ี 4.5 ชุดตรวจรุนท่สี ่ีสาํ หรบั ทดสอบหา HIV Ag/anti-HIV ดวยหลักการ double
antibody/antigen sandwich EIA (ภาพโดย ศกั ดิช์ ยั เดชตรัยรตั น)
วธิ ตี รวจคดั กรองมหี ลากหลายรปู แบบ ไดแ ก วิธีตรวจทีอ่ านผลดวยเครอ่ื ง (Machine based
immunoassay) และวธิ ตี รวจทอ่ี า นผลดวยตา (rapid หรอื simple assay) ซ่งึ มหี ลักการดงั ตอไปน้ี
1. Machine based immunoassays (IAs)
วธิ ีตรวจคดั กรองที่อานผลดว ยเคร่อื ง (Machine based immunoassay) ไดแ ก วิธตี รวจทีใ่ ชเ อนไซม
แ ล ะ substrate ใน ก า รแ ส ด งป ฏิ กิ ริ ย าก าร เกิ ด antigen-antibody complex เช น วิ ธี enzyme
immunoassay (EIA) ซึ่งอาจใหสัญญาณเปนการเกิดสี (colorimetric) หรือการเกิดแสง (light emission)
แลวแตเทคนิคการวัดของแตละวิธี อีกวิธีหนึ่งเปน non-enzyme immunoassay เชน วิธี chemilumi-
nescent immunoassay (CIA) ซ่ึงใชสาร chemiluminescent เปนสารติดฉลากเพื่อชวยแสดงการ
เกิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า antigen-antibody complex โด ย ก าร เติ ม ส า ร ก ร ะ ตุ น ช วย จุ ด ป ฏิ กิ ริ ย า ให ส า ร
chemiluminescent เกดิ เปลง แสงไดท ันที คาสญั ญาณที่ตรวจวดั ไดไมวาจะเปน คา การดดู กลืนแสง (optical
density) หรือคาหนวยวัดแสง (relative light unit) ของสิ่งสงตรวจ จะถูกนํามาคํานวณเปรียบเทียบกับคา
ตัดสิน (Cutoff, CO) ของแตละวิธี ไดเปนคา S/CO (Sample per Cutoff) เพ่ือใชแปลผลการทดสอบวามี
ปฏกิ ิรยิ า (reactive) หรือไมม ีปฏิกริ ยิ า (non-reactive) กบั การทดสอบวธิ นี ั้นๆ ซง่ึ การอา นและการคํานวณผล
อาจทําแบบอตั โนมตั ดิ วยเครอื่ งระบบปด (เคร่อื งมืออตั โนมตั )ิ หรือระบบเปด (manual) แลวแตว ิธตี รวจทใ่ี ช
2. Rapid test และ Simple assay
Rapid test หมายถงึ การทดสอบทไี่ ดผลรวดเร็วอานผลภายใน 30 นาทแี ละ Simple assay หมายถึง
การทดสอบงา ยๆ อานผลภายใน 2 ชั่วโมง รปู แบบการทดสอบนมี้ ี 3 ชนิด ไดแก
2.1 Immunoconcentration (flow through หรอื dot blot)
เปน rapid assay (รูปที่ 4.6) ท่ีใชหลกั การ double antigen sandwich EIA โดยเติมตัวอยา งตรวจ
ลงบนเมมเบรนท่ีมีแอนติเจนเอชไอวีเคลือบอยู แลวจึงเติม biotinylated HIV antigen ใหลงไปจับกับ
แอนติบอดีที่จับกับแอนติเจนบนเมมเบรน และตรวจวัดปฏิกิริยาตอโดยใช streptavidin enzyme
conjugate และ substrate ตามลาํ ดับ
16
รูปท่ี 4.6 หลักการของ immunoconcentration (flow through หรือ dot blot) (ภาพโดย ศกั ดช์ิ ัย
เดชตรยั รตั น)
2.2 Immunochromatography หรอื lateral flow assay
เปน rapid assay (รูปท่ี 4.7) ท่ีใชหลักการ double antigen sandwich immunoassay โดยเติม
ตวั อยางตรวจลงในสว นของ sample port/pad ซึ่งมแี อนติเจนที่เคลือบดว ยสาร conjugate (เชน colloidal
gold) บรรจุอยูกอนแลว เม่ือแอนติบอดีท่ีจําเพาะในตัวอยางจับกับสาร conjugate เกิดเปน immune
complex แลวเคล่ือนที่ดว ย liquid chromatography ไปยังสวน test และ control lines บนแถบทดสอบ
หากตัวอยา งตรวจมแี อนตบิ อดีตอเอชไอวจี ะทาํ ใหเ กิดสีเกดิ ขึน้ ที่ test line ซงึ่ มกี ารเคลือบแอนตเิ จนเอชไอวไี ว
และสวน control line จะเคลือบดวย anti-HIV ไว
รูปที่ 4.7 หลกั การของ immunochromatography (ภาพโดยศกั ด์ชิ ยั เดชตรยั รัตน)
2.3 Particle agglutination (รูปท่ี 4.8)
เปน simple assay ท่ใี ชหลกั การเกาะกลุมซง่ึ มีแอนติเจนของเอชไอวเี คลือบไวบนเมด็ เจลาตนิ โดยให
ทําปฏิกิริยากับตัวอยางซีรัมในถาดหลุม หากซีรัมมีแอนติบอดีตอเอชไอวจี ะทําปฏิกริ ิยากับแอนติเจนบนเม็ด
เจลาตินเกาะกลมุ กนั เปนรางแหเกดิ ข้ึน ในขณะทีไ่ มเกาะกลมุ เม็ดเจลาตินจะตกเปน เม็ดกระดุม
17
รปู ท่ี 4.8 หลักการของ particle agglutination (ภาพโดยศกั ดชิ์ ัย เดชตรยั รตั น)
ขอ ดีของ rapid test และ simple assay คือมีข้ันตอนและวิธีการทดสอบที่งา ย รวดเร็วและสะดวก
สามารถอานผลไดดว ยตาเปลา ไมตอ งใชเ ครือ่ งมือราคาแพง เหมาะสําหรับหองปฏิบัตกิ ารทางการแพทยท่ีมี
เจาหนาที่และงบประมาณจํากัด หรือใชเปนวิธีสนับสนุนเพ่ิมเติม ขอเสียของ rapid test คือ การแปลผล
ข้ึนกบั การอา นของรายบคุ คล
ปจจยั ที่เกย่ี วของตอ การทดสอบหา Anti-HIV
1. คณุ ภาพสิ่งสงตรวจ (Quality of the specimen)
คณุ ภาพของการวิเคราะหทางหองปฏิบัติการทางการแพทย เร่มิ ดวยสิ่งสงตรวจที่เหมาะสม เปนไป
ตามขอบงช้ีที่ระบุไวในคูมือชุดน้ํายาตรวจ เชน ใชกับเลือด ซีรัม หรือพลาสมาใชสารกันเลือดแข็ง
(anticoagulant) ชนดิ ใด เปนตน และมีความถกู ตอง ถูกคน การชบ้ี ง ตัวผูป วย และการทวนสอบได
2. คุณภาพมาตรฐานของน้ํายาทดสอบทเ่ี ลือกใช (Performance of assay)
คณุ ภาพมาตรฐานของชุดน้ํายาทดสอบที่เลือกใชพิจารณาจาก performance ของชุดนํ้ายา ซง่ึ ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องชุดตรวจที่เกี่ยวของกับการติดเช้ือเอชไอวี พ.ศ. 2552 เพื่อการวินิจฉัย
รายบคุ คล กําหนดใหม ีความไวไมต ํ่ากวารอยละ 99.5 และ ความจําเพาะไมตา่ํ กวารอ ยละ 99
Assay performance indicator เปนคุณภาพมาตรฐานพ้ืนฐานท่ีใชระบุคุณภาพของชุดทดสอบ
ตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีในปจ จุบนั ประกอบดวย
2.1 ความไว (Sensitivity: true positive rate) เปน ความสามารถของชดุ ทดสอบที่จะใหผ ลเปนบวก
ในผูติดเช้ือเอชไอวี ชดุ ทดสอบทีม่ ไี วสูงจะทําใหลดการพบผลลบปลอม (false negative) แบง ไดเ ปน
ความไวเชิงวินิจฉัย (diagnostic sensitivity) คือความสามารถที่ชุดตรวจจะแสดงผลเปนบวกเม่ือ
ทดสอบกบั ตัวอยางทชี่ ุดตรวจอา งอิงใหผ ลเปน บวก
ความไวเชิงวิเคราะห (analytical sensitivity) คือขีดจํากัดของการตรวจพบ (limit of detection)
สิง่ ทีต่ อ งการตรวจในจํานวนนอยท่สี ดุ ไดอ ยา งแมน ยํา
18
2.2 ความจําเพาะ (Specificity: true negative rate) เปนความสามารถของชุดทดสอบที่ใหผ ลเปน
ลบในผูไมติดเชื้อเอชไอวี ชุดทดสอบที่มีความจําเพาะสูงจะทําใหลดการพบผลบวกปลอม (false positive)
แมน า้ํ ยาทดสอบท่ใี ชจะมคี วามไวและความจาํ เพาะสูงแตกย็ ังตองระวังการเกดิ ผลลบปลอมและผลบวกปลอม
เนอ่ื งจากแตละทอ งถิ่นจะมคี วามชุกของโรคไมเ ทา กนั ทัง้ นคี้ วามแมนยําของการทํานายผลบวกวาติดเชอื้ จะสูง
เมอ่ื มคี วามชกุ ของโรคสูง ความแมนยําของการทํานายผลบวกลดลงเมื่อความชุกของโรคตํา่ (ดูรายละเอียดใน
บทท่ี 5)
3. ขอจาํ กดั การทดสอบ (Test limitation)
ผูปว ยในระยะติดเชอื้ เฉียบพลัน อาจพบการตรวจหาแอนติบอดตี อเอชไอวีเปน ผลลบ ท้ังนีผ้ ูปว ยอาจ
อยูในระยะกอน seroconversion การตรวจหา HIV p24 Ag หรอื Ag/Ab combination assay จะสามารถ
ตรวจพบผูปว ยในระยะเฉยี บพลัน หรือ early Infection ไดเร็วกวา และยืนยนั การติดเชือ้ ดว ยการตรวจ NAT
หรือ p24 Ag neutralization
4. สารรบกวน (Interference)
สารรบกวนเปนผลกระทบของสารท่ีมีอยูในส่ิงสง ตรวจของผูปวยที่ทําใหมีการเปลี่ยนไปของผลการ
วเิ คราะหท ่ีอาจพบไดในชุดน้าํ ยาทดสอบหนง่ึ แตอาจไมพ บในอกี ชุดนา้ํ ยาทดสอบหนึ่ง แบง ไดเปน
4.1 Endogenous sources of interferences
4.1.1 Anti-animal antibodies ที่พบบอยท่ีสุดคือ human anti-mouse antibodies หรือ
HAMA เกิดจากการใช mouse monoclonal antibody ท่ีเปนสวนประกอบของยารักษาโรครักษามะเร็ง
หรือการไดรับแอนตบิ อดีทผ่ี ลติ จากสัตว เชน anti-snake venom
4.1.2 Heterophile antibodies เกิดจากการท่แี อนตบิ อดใี นสง่ิ สง ตรวจทําปฏิกริ ิยาขาม (cross
react) กับโปรตีนของสตั วท ่ีมีอยูในชุดนา้ํ ยาทดสอบ
4.1.3 สารรบกวนอื่นๆ เชนการเกิด hemolysis, lipemia, turbid, bilirubin สูงหรือมี fibrin
ปะปน เกิดการรบกวนการวดั ปฏกิ ริ ิยา
4.2 Exogenous sources of interferences ไดแ ก ยาบางชนิดสาร additive ท่ีเติมลงในหลอดเกบ็
เลือด หรือ preservative ทเ่ี ติมลงในน้าํ ยาทดสอบ
4.3 Signal interferences เปนสารรบกวนปฏิกิริยาระหวาง Ag-Ab complex ท่ีเกิดข้ึนในการ
วดั ผล เชน fluorescence ของ bilirubin ทําใหเกิด background ของปฏกิ ริ ยิ าการวัดผลสงู กวาปกติ
4.4 Matrix effect เปน สภาพแวดลอ มของสารวิเคราะห (environment of the analyte) รวมถึง
pH, ionic strength และความเขม ขนโปรตีน สภาพของส่ิงสงตรวจที่ไมตรงตามที่ระบุในคูมือ เชน ใช body
fluids อ่ืนๆ
สาเหตทุ ี่ทาํ ใหเ กิดผลลบปลอมกับวิธตี รวจเบอ้ื งตน
1. ผตู ดิ เช้อื อยูใ นระยะที่ตรวจไมพบแอนตเิ จน/แอนตบิ อดีตอ เชอ้ื เอชไอวี (window period)
2. ความผดิ พลาดทางเทคนคิ ของผูท าํ การตรวจ
3. ผูตดิ เช้อื เอชไอวี-2 (แตตรวจดวยชุดตรวจสําหรับเชอ้ื เอชไอวี-1 เพียงอยางเดียว)
4. สาเหตอุ น่ื ทีอ่ าจเปน ไปได ไดแก
- ทารกมีการสรางแอนติบอดีตอเอชไอวลี าชา หรือบุคคลท่ีไดยาตานไวรัสเพ่ือปองกันการติด
เชื้อเอชไอวีหลังสมั ผัสเชือ้ หรือมีการตดิ เชือ้ ไวรัสตบั อกั เสบชนิดซีแบบเฉียบพลนั รวมกนั
- ไมมกี ารตอบสนองของระบบภูมคิ ุมกันในผทู ีไ่ ดร ับการรักษาดว ยยากดภมู ิคุมกันเปนเวลานาน
19
- ผปู วยสรางอิมมูโนโกลบูลินไดต่ําหรือไมมกี ารสราง เนื่องจากมีความผิดปกติแตกําเนิดหรือ
จากการใชย าบางประเภท
- ผปู วยมกี ารสรางแอนตบิ อดตี อ เอชไอวไี ดต ่ํา เชน ในผูตดิ เช้ือเอชไอวีระยะทายๆ
- แอนติบอดใี นผูตดิ เชอื้ จับกับเชอ้ื เอชไอวีเปน คอมเพลก็ ซ (Ag-Ab complexes)
สาเหตทุ ท่ี าํ ใหเกิดผลบวกปลอมกบั วิธีตรวจเบอ้ื งตน
1. ชุดตรวจมคี วามไวสงู ขึ้น ทําใหความจําเพาะลดลง
2. ความผดิ พลาดทางเทคนคิ ของผทู าํ การตรวจ
3. มีแอนตบิ อดตี อเอชไอวีในผูท ่ไี ดรบั การฉีดวคั ซีนทดลองเอชไอวี
4. สาเหตุอ่ืนๆท่ีอาจเปนไปได ไดแก บุคคลน้ันมีแอนติบอดีท่ีทําปฏิกิริยาไดกับสวนประกอบของ
เซลล หรอื ไดรับการฉดี วัคซีนปองกันไขหวัดใหญ (Influenza vaccination)
สาเหตตุ า งๆ ทเี่ คยมรี ายงานการเกดิ ผลบวกปลอมในการตรวจ anti-HIV
1. Anti-carbohydrate antibodies 19. High levels of circulating immune
2. Naturally-occurring antibodies complexes
3. Passive immunization: receive of
20. Hypergammaglobulinemia (high levels
gamma globulin or immune globulin (as of antibodies)
prophylaxis against infection which
contains antibodies) 21. False positives on other tests,
4. Leprosy including RPR (rapid plasma reagin) test
5. Tuberculosis for syphilis
6. Mycobacterium avium
7. Systemic lupus erythematosus(SLE) 22. Rheumatoid arthritis
8. Renal (kidney) failure 23. Hepatitis B vaccination
9. Hemodialysis/renal failure 24. Tetanus vaccination
10. Alpha interferon therapy in 25. Organ transplantation
hemodialysis patients 26. Renal transplantation
11. Flu 27. Anti-lymphocyte antibodies
12. Flu vaccination 28. Anti-collagen antibodies (found in gay
13. Herpes simplex I
14. Herpes simplex II men, haemophiliacs, Africans of both
15. Upper respiratory tract infection (cold sexes and people with leprosy)
or flu) 29. Autoimmune diseases
16. Recent viral infection or exposure to 30. Hepatitis
viral vaccines 31. Haemophilia
17. Pregnancy in multiparous women 32. "Sticky" blood (in Africans)
18. Malaria 33. Serum-positive for rheumatoid factor,
antinuclear anti-body (both found in
rheumatoid arthritis and other
autoantibodies)
20
34. Scleroderma, connective tissue 49. Stevens-Johnson syndrome
disease, dermatomyositis, Acute viral 50. Q-fever with associated hepatitis
infections, DNA viral infections 51. Heat-treated specimens
35. Malignant neoplasms (cancers) 52. Lipemic serum (blood with high levels
36. Alcoholic hepatitis/alcoholic liver of fat or lipids)
disease 53. Haemolyzed serum (blood where
37. Primary sclerosing cholangitis haemoglobin is separated from the red
38. Antibodies with a high affinity for cells)
polystyrene (used in the test kits) 54. Hyperbilirubinemia
39. Blood transfusions, multiple blood 55. Globulins produced during polyclonal
transfusions gammopathies (which are seen in AIDS
40. Multiple myeloma risk groups)
41. HLA antibodies (to Class I and II 56. Healthy individuals as a result of
leukocyte antigens) poorly-understood cross-reactions
42. Anti-smooth muscle antibody 57. Normal human ribonucleoproteins
43. Anti-parietal cell antibody 58. Other retroviruses
44. Anti-hepatitis A IgM (antibody) 59. Anti-mitochondrial antibodies
45. Anti-HBc IgM 60. Anti-nuclear antibodies
46. Administration of human 61. Anti-microsomal antibodies
immunoglobulin preparations pooled 62. T-cell leukocyte antigen antibodies
before 1985 63. Proteins on the filter paper
47. Haematologic malignant 64. Epstein-Barr virus
disorders/lymphoma 65. Visceral leishmaniasis
48. Primary biliary cirrhosis 66. Receptive anal sex
อางอิงจาก Factors Known to Cause False Positive HIV Antibody Test Results,
Christine Johnson: Continuum Sept./Oct.1996
เทคนิคทใี่ ชในการตรวจหาสว นประกอบของเช้อื เอชไอวี
การตรวจหาสว นประกอบของเช้ือเอชไอวใี นเลือด ประกอบดวย การตรวจหาแอนตเิ จน p24 และการ
ตรวจหาสารพันธกุ รรมของเชอื้ ท้งั HIV RNA ในพลาสมา และ HIV proviral DNA ในเซลลเม็ดเลอื ดขาวชนิด
นวิ เคลยี สเดีย่ ว เพื่อทดสอบการติดเชอ้ื ในระยะแรกกอ นการสรา งแอนติบอดี (ชวง window period) หรอื การ
ตรวจในทารกแรกคลอดท่ีเกิดจากมารดาตดิ เชื้อเอชไอวใี นระยะทย่ี ังพบแอนตบิ อดีของแมในเลอื ดลกู
1. การตรวจแอนติเจน p24
จะพบแอนติเจน p24 ของเชื้อเอชไอวี ในซีรัมหรือพลาสมาภายหลังการติดเช้ือ 15-20 วันกอ นการ
ตรวจพบแอนติบอดี หลังจากนั้นแอนติเจนถูกจับดวยแอนติบอดีเปน immune complex ทําใหระดับ
แอนติเจนตํ่ากวาที่จะตรวจพบไดโดยเฉพาะการติดเช้ือในทารกแรกคลอด โดยแอนติเจนของลูกจับกับ
21
แอนติบอดีจําเพาะของมารดาท่ีผานมายังลูก ดังนั้นการทําใหแอนติเจนแยกจากแอนติบอดี (immune
complex dissociate) ดว ยความรอนหรือกรด จะเพ่มิ ความไวของการตรวจพบแอนติเจน p24 ได
เทคนิคการทดสอบแอนติเจน p24 ใชหลักการ double antibody sandwich assay โดยใช
แอนติบอดีจําเพาะตรึงไวท่ีผิว solid phase เพ่ือจับกับแอนติเจน p24 ในตัวอยางตรวจ และใชแอนติบอดี
จาํ เพาะทต่ี ิดฉลากเปนตัวบงช้ีการเกดิ ปฏิกริ ิยา
2. การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชือ้ เอชไอวี
วิธี Nucleic acid testing (NAT) สําหรับการตรวจ HIV RNA หรือ proviral DNA มีการใชอยาง
กวางขวาง โดยเฉพาะอยางยิ่งการตดิ ตามปรมิ าณไวรสั (viral load) กอนหรือหลังการรักษา วธิ ี NAT ไมน ยิ ม
นาํ มาตรวจคัดกรองสําหรับการวนิ ิจฉยั ในรายบุคคลท่วั ไป เพราะการตรวจหาแอนตบิ อดสี ะดวกและเปนการ
ทดสอบที่งายกวา ยกเวน การวนิ จิ ฉยั ในทารกแรกคลอดและการตรวจเพื่อความปลอดภยั ในเลือดผบู ริจาค
เทคนิคทางอณูท่ีใชตรวจวินิจฉัยและตรวจวัดเชิงปริมาณสารพันธุกรรมของไวรัสเอชไอวีในพลาสมา
เร่ิมมีการนํามาใชต้ังแตตนทศวรรษ 1990s และเรียกกันทั่วไปวาวิธี HIV NAT วิธีน้ีมุงเนนตรวจหาสาร
พนั ธกุ รรมของไวรัสในพลาสมา โดยมกี ารพฒั นาวิธตี รวจทง้ั ในเชงิ คณุ ภาพและเชิงปรมิ าณ จึงใชเปน วธิ ีตรวจคดั
กรองและการตรวจเสริม ในระยะแรกวิธี NAT ไดถูกนาํ มาใชต รวจวินจิ ฉยั การติดเชอ้ื เอชไอวี (เชนการติดเช้ือ
เอชไอวรี ะยะเฉียบพลนั ซ่ึงใหผลลบของแอนติบอดี และการตรวจวินิจฉัยทารกแรกเกิดท่ีเกิดจากแมที่ติดเช้ือ
เอชไอวีซึ่งไมสามารถใชแอนติบอดีแปลผล เพราะมีแอนติบอดผี านมาจากแม) วิธี NAT ที่ใชตรวจหาไวรัสใน
เชิงปริมาณ (viral load assays) เพื่อตรวจตดิ ตามประเมินผลการรักษา แตไมใชในการตรวจวินิจฉัยการติด
เชอ้ื เอชไอวี
ปจจุบันชุดตรวจ RNA NAT ในเชิงคุณภาพมีเพียง 1 ชนิดท่ีไดรับอนุญาตใชทั้งในสหภาพยุโรปและ
สหรฐั อเมริกาเพ่ือใชตรวจวินิจฉัยและตรวจยืนยันในผูติดเช้อื เอชไอวี วธิ ี HIV NAT ไดนํามาใชใ นการตรวจคัด
กรองเลอื ด/พลาสมา และเนื้อเยอื่ ไดด ว ย วธิ ี NAT ไดนํามาใชในการวนิ จิ ฉัยการติดเชื้อเอชไอวี เชน วนิ ิจฉยั การ
ติดเช้ือเอชไอวีในระยะเฉียบพลันและในทารกแรกคลอดท่ีเกิดจากแมติดเชื้อเอชไอวี ในผูที่มีความเสี่ยงสูง
เนอ่ื งจากไดรับอุบัติเหตุทางการแพทย นอกจากนี้ยงั มีชุดนาํ้ ยาตรวจหา HIV proviral DNA ท่ีกําหนดใหใชได
แตในงานวิจัย (research use only, RUO) ซึ่งไมควรนํามาใชในงานบริการ การใชนํ้ายาดังกลาวเพ่ือชวย
วินจิ ฉัยการติดเชอื้ เอชไอวตี องปฏิบตั ิตามแนวทางทก่ี ําหนดโดยหนวยงานทีก่ ํากับควบคมุ
ลําดับข้ันตอนการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีรูปแบบใหมๆ (new diagnostic algorithm for
HIV) ทง้ั ในระดับจดุ ตรวจกรองเบอื้ งตน (point of care, POC) หรอื ระดบั หอ งปฏิบัติการทางการแพทย มกี าร
พฒั นาปรับปรุงและประเมนิ ความเหมาะสมอยตู ลอดเวลา ซ่งึ วิธี NAT จะเร่มิ มีบทบาทมากขนึ้ ในลาํ ดบั ขนั้ ตอน
(algorithm) ใหมๆ น้ี (ดูรายละเอยี ดในบทที่ 6)
หลกั การของ NAT
สารพนั ธกุ รรมของเชอ้ื เอชไอวีในผตู ิดเชือ้ มอี ยู 2 รูปแบบ สารพนั ธุกรรมแบบแรก คอื viral RNA ซ่ึง
เปนอนุภาคสมบรู ณ (virion) อยูเปน อนุภาคอสิ ระในพลาสมา สารพันธกุ รรมแบบท่ีสองทพี่ บในเซลลท่ีตดิ เช้ือ
คือ proviral DNA ซ่ึงเกิดจาก viral RNA ถูกเปล่ียนไปเปน DNA โดย reverse transcriptase และเขาไป
เช่ือมตอกับสายจโี นมของเซลลท ตี่ ิดเชอื้
เทคนคิ การเพมิ่ ปริมาณ/ ขยายสัญญาณ (Amplification technique)
ในปจ จุบนั เทคโนโลยใี นการตรวจหาสารพนั ธกุ รรมของเชือ้ ไวรสั ในเลอื ด ยังตองอาศยั การเพ่มิ ปรมิ าณ
สารพันธุกรรมหรือการขยายสัญญาณรวมดวย เนื่องจากระดับสารพันธุกรรมมีตํ่าเกินกวาที่จะตรวจหาได
22
โดยตรง การเพม่ิ ปริมาณสารพันธุกรรมของไวรสั ก็เพ่ือเพิ่มปริมาณใหม ากข้ึนจนถึงระดับท่ีสามารถตรวจวดั ได
(target amplification methods) หรืออาศัยวิธีการขยายสัญญาณจนตรวจวัดได (signal amplification
methods) สําหรับแตละวิธีโดยทั่วไปจะมีอยู 3 ขั้นตอน คือ 1) preamplification step เปนขั้นตอนการ
เตรียมตัวอยาง และ/หรอื สกัดสารพันธุกรรมของไวรัส 2) amplification step เปนขั้นตอนเพ่ิมปริมาณสาร
พันธุกรรมเปาหมาย หรือขยายสัญญาณท่ีจะตรวจวัด และ 3) postamplification (back-end step) เปน
ขน้ั ตอนการตรวจหา และ/หรือ ตรวจวัดปรมิ าณสารเปา หมายทีเ่ พิ่มข้นึ
วธิ ีการของขนั้ ตอน pre-amplification กเ็ พอ่ื เตรียมสารพันธุกรรมเปาหมายเพอื่ ใชต รวจวิเคราะหโดย
การแยกเซลล การปน แยกอนุภาคไวรสั หรือการจบั สว น RNA ในพลาสมา ตามดว ยขนั้ ตอนการสกัดใหไ ดสาร
พันธุกรรมเปาหมาย ขั้นตอนเหลานีก้ ็เพ่ือทําใหอนุภาคไวรัสเขมขน ข้ึน ชวยกาํ จัดหรือทําใหโปรตีนเสียสภาพ
รวมท้งั สารอน่ื ๆ ที่อาจยับยั้งปฏกิ ิริยาการเพม่ิ ขยายในขน้ั ตอนตอไป
ข้ันตอน amplification แบงออกไดเปน 2 กลุม คือ 1) การเพ่ิมปริมาณสารเปาหมาย (target
amplification) และ 2) การขยายสัญญาณการตรวจวัด (signal amplification) วิธีการเพ่ิมปริมาณสาํ หรับ
เช้ือเอชไอวี ไดแก วิธี reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR), transcription-
mediated amplification (TMA) แ ล ะ วิ ธี nucleic acid sequence-based amplification (NASBA)
สําหรับวิธีการขยายสัญญาณ ไดแก วิธี branched DNA (bDNA) method และ hybrid capture systems
วิธีท่ีมีจําหนายและไดรับความนิยมใชแพรหลายสําหรับตรวจเช้ือเอชไอวี ไดแก วิธี RT-PCR, TMA, NASBA
และ bDNA แตละวิธีจะมีการใชสารควบคุมภายใน (internal QC reagents) เพื่อชวยตรวจวามีสารยับย้ัง
ปฏิกริ ยิ าในตวั อยางสง ตรวจหรอื ไม วธิ ที ่ตี รวจหาในเชงิ ปรมิ าณ จะตอ งมีสารมาตรฐานเพอื่ ชว ยในการตรวจวัด
ปรมิ าณ viral copies ในตวั อยา งสง ตรวจ
ขนั้ ตอน post-amplification เปนการตรวจหาหรอื ตรวจวดั ปรมิ าณสารเปาหมายที่ถูกเพมิ่ ปริมาณขึ้น
หรือตรวจวัดสัญญาณที่ถูกขยายข้ึน วิธีที่ใชตรวจวัด อาจเปนการวัดสี (colorimetric) วัดการเกิดแสงจาก
ปฏกิ ิริยาเคมี (chemiluminescence) หรอื วัดการเรอื งแสง (fluorescence) ท่เี กดิ ขนึ้ อยา งจาํ เพาะ
การแปลผล
การตรวจ NAT จะมีชุดของสารควบคมุ และสารปรบั เทียบ (negative, positive, internal) ทําควบคู
ไปดวย เพ่ือชวยใหวิธีตรวจมีความถูกตองและชวยในการแปลผล ในกรณีของวิธีตรวจเชิงคุณภาพ จะมีคา
ตัดสิน (cutoff threshold) เพื่อชวยแยกคาที่เกิดปฏกิ ริ ิยา (มสี ารพันธุกรรมของเชือ้ เอชไอวีในตวั อยางตรวจ)
หรอื ไมเกิดปฏิกิริยา (ไมมีสารพันธกุ รรมของเช้อื เอชไอวใี นตวั อยา งตรวจ) ซึง่ ข้ึนกบั สัญญาณทเี่ กดิ ข้ึนจากวิธีการ
ทดสอบ คาท่ีใชชวยตัดสินคลายกับในวิธีตรวจหาแอนติบอดี คือคา S/CO ซ่ึงจะชวยแปลผลการตรวจวา
เกิดปฏิกริ ยิ าหรอื ไมเ กดิ ปฏกิ ิริยา หรือผลไมถกู ตอง
ในกรณีของการตรวจหาปรมิ าณไวรสั จะรายงานผลปริมาณไวรสั เปน จํานวน copies ของ HIV RNA
ตอมิลลิลิตรของพลาสมาหรือแปลผลเปน log10 units วิธีตรวจหาปริมาณไวรัสจะมีชวงของการตรวจวัด
แตกตางกันไปในนํ้ายาตรวจของแตละบริษัทผูผลิต ซึ่งผูผลิตจะมีการปรับคาใหเขาสูมาตรฐานเดียวกับของ
องคการอนามัยโลกเพ่อื ใชรายงานผล (International units based on a WHO standard)
ขอจํากัดของการใช NAT สาํ หรบั ตรวจยนื ยนั
มปี จจยั หลายประการทีต่ องพิจารณากอนนาํ วธิ ี NAT มาใช ไดแ ก
1) การเกบ็ ตัวอยางสงตรวจและการเกบ็ รกั ษา
23
เทคนิค NAT เกือบทุกวิธีใชสารปองกันเลือดแข็งตัวท่ีจําเพาะเพื่อเก็บเลือด และตองปนแยกเม็ด
เลือดออกจากพลาสมาภายในเวลาท่ีกําหนด ซ่ึงจะแตกตางไปในแตละวิธตี ั้งแตระยะเวลา 6-72 ช่ัวโมงหลัง
เจาะเก็บเลือด EDTA เปนสารปองกันเลือดแข็งที่แนะนําใหใช แตบางกรณีก็สามารถใช acid citrate
dextrose ได ในตัวอยางสงตรวจจากเลอื ด EDTA ถาเก็บแชแ ขง็ ไวท ่ีต่าํ กวา -70 ºC viral RNA จะคงตัวอยาง
นอย 5 ป การแชแข็งและละลายตัวอยางหลายๆ รอบไมมีผลตอปริมาณไวรัสแตควรใหนอยครั้งท่ีสุด
ขอพิจารณาโดยท่ัวไปคอื จะใชประมาณตัวอยางคอ นขางมาก โดยใช 0.5-1 มิลลิลติ รตอ การตรวจหนึง่ ครง้ั
2) การฝก อบรม เครือ่ งมอื และสง่ิ อาํ นวยความสะดวกตางๆ
วธิ ี NAT ตอ งอาศยั ผูทําการตรวจท่ีมีความชํานาญสูงจึงตอ งมกี ารฝก อบรมเปน พเิ ศษและตอ งประเมิน
ความสามารถกอนท่ีเปดใหบริการตรวจ NAT นอกจากน้ันยงั ตองมีความพรอมดานเคร่ืองมือและส่ิงอํานวย
ความสะดวกในดา นพนื้ ทเ่ี พื่อแยกพืน้ ท่ีสําหรบั pre- และ post-amplification products ออกจากกนั เพือ่ ลด
ก ารป น เป อ น ขอ งตั วอ ย าง (specimen carryover แ ล ะ cross-contamination) ให น อ ย ท่ี สุ ด ใน
หองปฏิบัติการท่ีมีการจัดการตัวอยางสงตรวจ NAT ในพ้ืนที่สวนกลางมีโอกาสท่ีจะเกิดการปนเปอนขาม
ตวั อยางไดจึงตองคํานงึ ถึงปญ หาดังกลาว และตอ งไดร บั การฝกฝนเพอ่ื ลดการปนเปอ นใหเ หลอื นอยทส่ี ุด
3) ความไว ความจาํ เพาะ และการเปรียบเทยี บผล
คาจํากดั ของการตรวจวัด (Limit of Detection, LoD) ของวิธี NAT ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
อยูในชว ง 25-400 copies of RNA/ml
โดยทั่วไปวธิ ี NAT จะชวยวนิ ิจฉัยการติดเช้อื เอชไอวีระยะแรก แตวิธี NAT สําหรับการตรวจหาผูที่ติด
เชื้อเอชไอวกี ็ไมไดมคี วามไวรอยละ 100 เพราะวธิ ี NAT ยังใหผลลบในชว ง 5-10 วนั ได หลงั การติดเชื้อเอชไอวี
ในผูติดเชอื้ เอชไอวบี างรายท่ีไมไดรักษาอาจใหผลลบดวย NAT แตพบการติดเชือ้ ไดโดยวธิ ีตรวจหาแอนติบอดี
ในกรณนี ้ีเกดิ ไดจากหลายสาเหตุ เชน การกดการแบงตัวของไวรัสตามธรรมชาตขิ องรางกายผตู ดิ เชื้อ หรือจาก
การรักษาพบวา เปนสาเหตุหลกั ของการเกิดผลลบปลอมของวิธี NAT นอกจากนี้ยังมสี าเหตุอื่นๆ ที่เปนไปได
เชน การเก็บตัวอยางสงตรวจไมเหมาะสม การแยกตัวอยางไมเหมาะสม การเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ไม
เหมาะสม การมสี ารยับย้งั ในตัวอยา งตรวจ และวิธี NAT จะใหผลลบในชวง 5-10 วนั หลังการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
ความจาํ เพาะของชดุ ตรวจดวยวธิ ี NAT อยูร ะหวา งรอยละ 97.6 - 100 เม่อื ตรวจจากตวั อยา งผทู ไ่ี มต ดิ
เช้ือ อยางไรก็ตามมรี ายงานวา วธิ ี NAT ใหผลบวกปลอมทมี่ คี า ต่ําๆ ไดเ ม่อื คาระดับปริมาณไวรสั ใกลก ับคา จาํ กดั
ของการตรวจวัด (LoD) ในทางกลับกันถาระดับปริมาณไวรัสมีคา ต่าํ ในชว งทีท่ าํ การตรวจ วิธี NAT กอ็ าจใหผล
ลบไดเชนกัน การปนเปอนของตัวอยางตรวจ และปญหาทางเทคนิคอื่นๆ เชน ตัวอยางควบคุมภายในหรือ
ตวั อยางปรบั เทียบคา มาตรฐานไมด เี พยี งพอ ทาํ ใหคาทใี่ ชต ัดสินไมถกู ตองและเกดิ ผลบวกปลอมได
วิธี NAT เชิงปริมาณท่ีใชหลักการตรวจที่แตกตางกัน จะตรวจหาปริมาณไวรัสในพลาสมาไดผลท่ี
แตกตางกัน ดังน้ันจงึ ไมควรเปรียบเทียบผลการตรวจโดยวิธที ี่แตกตา งกันหรือเปล่ียนไปใชวิธีตรวจที่แตกตาง
กันในการตรวจตัวอยางเดียวกัน โดยปกติแลวผลการตรวจซ้ํา (reproducibility) ของการตรวจหาปริมาณ
ไวรัส จะอยูท่ี 0.3 log10/ml ที่ระดับความเช่ือมั่นรอยละ 95 ซึ่งหมายความวา ปริมาณไวรัสที่มีคา 10,000
copies/ml จะมคี า เบี่ยงเบนมาตรฐานในชว งประมาณ 5,000–20,000 copies/ml
เวลาในการตรวจและรายงานผล
วธิ ี NAT ใชเ วลาในการตรวจและรายงานผลพอๆ กับวธิ ี Western Blot (WB) จํานวนตวั อยางท่ตี รวจ
ตอ ครัง้ มผี ลตอระยะเวลาท่ีรายงานผล โดยปกติวิธี NAT ที่นิยมใช จะใชเ วลาในการรายงานผลประมาณ 5-24
24
ชั่วโมง สําหรับการตรวจตัวอยาง 20-50 ตัวอยางตอคร้ัง สําหรับคาใชจายของวิธี NAT จะสูงมากกวาวิธี
ตรวจหาแอนติบอดี
เทคนคิ ตา งๆ ทใ่ี ชในการตรวจยืนยัน
1. Western Blot (WB)
ในอดีตที่ผานมาวิธี WB ถือวาเปนวิธีมาตรฐานอางอิง (gold standard) สําหรับการวินิจฉัยการติด
เชื้อเอชไอวีและถือเปนวิธีหลักในลําดับขั้นตอนการตรวจระดับชาติหรือนานาชาติ (national or
international algorithms) ของหลายๆ สถาบนั เพื่อยืนยันการติดเชอ้ื เอชไอวี อยา งไรก็ตามวิธี WB เปน วธิ ีท่ี
มีความจาํ เพาะสูงจึงไมไดไวกวาชุดตรวจคัดกรองเบ้อื งตน และไมใชในหองปฏบิ ัติการทางการแพทยโดยทวั่ ไป
แลว เนอื่ งจากมแี นวทางสนบั สนุนการตรวจการตดิ เช้ือดว ยชดุ ตรวจเสริมอยา งนอย 3 วิธีที่ใชแ อนตเิ จนตางกนั
วิธี WB จึงเหมาะสําหรบั ใชตรวจแยกผลบวกปลอมที่เกิดจากผลปฏิกิริยาที่ไดดวยวธิ ีตรวจเบื้องตน
ออก แตวธิ ีนข้ี าดความไวสําหรับตรวจในระยะแรกของการตดิ เชือ้ เอชไอวี ใหผลตรวจที่ไมจาํ เพาะเนือ่ งจากอาจ
มีแอนติเจนจากเซลลท่ีเพาะเลี้ยงเชื้อเอชไอวีปนเปอนอยู ข้ันตอนการตรวจใชเวลานานและมีราคาสูงจึงไม
เหมาะทจ่ี ะใชเปน วิธีตรวจเบ้อื งตน
หลักการของวิธี WB
วธิ ี WB เปนการหาแอนติบอดจี ําเพาะตอโปรตีนแตล ะสวนของไวรสั จึงมีความจาํ เพาะสูงมาก โดยมี
ข้ันตอนการเตรียมโปรตีนจากการเพาะเล้ียงเช้ือกอ น แลวแยกโปรตีนสว นประกอบตางๆ ของเชื้อเอชไอวอี อก
จากกันโดยกระแสไฟฟาในตวั กลางเจลแยกออกเปนแถบตามน้ําหนักโมเลกลุ ทแ่ี ตกตางกนั โปรตนี แตล ะแถบมี
ความบรสิ ทุ ธิ์คอนขางมาก เพ่อื ใหทาํ ปฏกิ ิริยากบั แอนตบิ อดีของผตู ิดเช้อื ตอ ไป หลักการของวธิ ี WB แบงไดเ ปน
3 ขน้ั ตอนใหญๆ คือ
1. การแยกโปรตีนแอนติเจนจากการเพาะเล้ียงเช้ือไวรัส (viral lysate) ตามนํ้าหนกั โมเลกุล โดยวิธี
SDS-polyacrylamide gel electrophoresis (SDS-PAGE) ในกรณี HIV-1 จะไดแถบโปรตีนแอนติเจนของ
HIV-1 เรียงตามลําดับ (จากบนลงลาง) ดังนี้ gp160, gp120, p66, p55, p51, gp41, p31, p24, p17, และ
p15 สาํ หรบั เชือ้ HIV-2 จะมแี ถบโปรตนี แอนตเิ จนเรยี งตามลาํ ดบั ดงั น้ี gp125, gp80, p68, p56, p53, gp36
และ p26 ผูผลิตบางรายอาจมีแถบแอนติเจนของไวรัสเพิ่มข้ึนจากที่กลาวขางตน และแตละบริษัทอาจระบุ
นํ้าหนักโมเลกุลของแอนติเจนแตกตางกันไปบา ง
2. การถายเท (blotting) แอนติเจนทล่ี งบนแผน เมมเบรน หลงั จากแยกแอนติเจนดวยกระแสไฟฟา
ออกจากกันตามนํ้าหนักโมเลกุลในตัวกลางเจลแลว จะถายเทแอนติเจนลงสูแผนไนโตรเซลลูโลสหรือแผน
เมนเบรนชนิดอื่นท่ีเหมาะสมดวยกระแสไฟฟาจากตัวกลางเจล หลังจากน้ันตัดแผนเมมเบรนเปนแถบยาว
สําหรับการทําปฏิกิริยากับแอนติบอดีท่ีตองการทดสอบดวยวิธี EIA ตอไป นอกจากจะไดแอนติเจนของไวรัส
แลว ยังอาจมแี อนติเจนจากเซลลท เี่ พาะเลี้ยงเช้ือเอชไอวปี รากฏอยบู นแถบเมมเบรน ซึ่งอาจเกดิ การจับอยา งไม
จาํ เพาะกบั โปรตีนดงั กลา วในขน้ั ตอนการทดสอบ ซ่งึ จะทาํ ใหเ กิดปญหายงุ ยากในการแปลผล
3. การทดสอบตัวอยางกบั แผนเมมเบรนที่มแี อนติเจนยึดติดอยูโดยอาศัยหลักการ EIA ในขั้นตอนนี้
จะใหต ัวอยางทดสอบทําปฏิกิริยากับแถบเมมเบรน โดยจะเติมตัวอยางสง ตรวจลงในสารละลายทม่ี ีโปรตีนสูง
กอนเพ่อื ปองกันไมใหอมิ มูโนโกลบลู ินในตวั อยางสงตรวจจบั กับแถบเมมเบรนอยางไมจําเพาะ แตเกิดการจับ
ระหวางแอนติบอดีกับแอนติเจนจําเพาะเทาน้ัน หลังจากข้ันตอนการลางแอนติบอดีที่ไมจับออกไป จึงเติม
enzyme-conjugated anti-human Ig ลงไปเพื่อจับกบั Ag-Ab complexes ท่ีเกดิ ขน้ึ บนเมมเบรน หลังจาก
25
ขั้นตอนการลาง จะเติมสารละลาย substrate ท่ีจําเพาะกับเอนไซมและถูกยอยใหเกิดตะกอนสีจับบนแถบ
เมมเบรนในตําแหนงทเ่ี กิด Ag-Ab complexes เมอ่ื เปรยี บเทียบแถบสีที่เกิดข้ึนกับแถบเมมเบรนควบคุมผล
กจ็ ะสามารถแปลผลการทดสอบไดว ามแี อนตบิ อดีตอ ชนดิ ของแอนตเิ จนในตัวอยางทดสอบ
จากการทีใ่ นตัวอยางทดสอบมีแอนตบิ อดีจาํ เพาะตอโปรตีนของเช้ือเอชไอวีที่แตกตางกัน ผลรปู แบบ
ตางๆ หรือ WB profiles (จํานวนแถบสีท่ีเกิดรวมท้ังความเขมของแถบสี) จะบงช้ีวาตัวอยางนั้นใหผลบวก
(positive), ผลลบ (negative) หรือ ใหผลกํ้ากึ่ง (indeterminate) ของแอนตบิ อดตี อเชือ้ เอชไอวี
เกณฑกาํ หนดการแปลผล (Interpretative criteria)
การอานผล WB นิยมอานดวยสายตามากกวาใชเคร่ืองอานผล โดยบริษัทผูผลิตชุดตรวจจะกําหนด
ระบบการอานผลใหมาดวย โดยจะอา นทัง้ ความเขมและตําแหนงของแถบสที ่ีเกดิ ขึ้นบนแถบเมมเบรนท่ีทดสอบ
กบั ตัวอยาง เปรียบเทียบกับผลของการทดสอบกับตัวอยางควบคุมผลบวก และตัวอยางควบคุมผลบวกออน
(positive และ weakly positive controls) เพอื่ ชวยใหผอู า นผลสามารถแยกแยะผลบวกแบบออ นๆ ได
• เกณฑกาํ หนดผลบวก HIV WB
แนวทางการอานผลบวก HIV WB ของบริษัทผูผลิตแบบตางๆ ไดน ําไปใชเปนเกณฑก ําหนดการแปล
ผลระดบั ชาติ และระดบั นานาชาติ เพ่ือใหเหมาะสมกับกลุมประชากรที่ทําการตรวจสอบและตามขอกําหนด
ของหนวยงานทองถิ่นท่ีเกี่ยวของ ตัวอยางเชน เกณฑกําหนดของศูนยควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC)
และ ASTPHLD ผลบวกจะตองพบแถบสีอยา งนอย 1 แถบของแอนติเจนสว น env (gp41 และ gp120/160)
และแถบแอนติเจน p24 สวนเกณฑกําหนดของคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA)
ผลบวกจะตองพบแถบสีของแอนติเจน p24, p31, gp41 หรือ gp120/160 และเกณฑกําหนดขององคการ
อนามัยโลก (WHO) ผลบวกจะตองพบแถบสอี ยา งนอ ย 2 แถบของแอนติเจนสวน env เปนตน
แนวปฏิบัตโิ ดยทัว่ ไปสาํ หรับการแปลผลการตรวจ WB คอื เมอ่ื เลือกใชน า้ํ ยาตรวจ WB ของบรษิ ทั ใดก็
ควรจะใชเกณฑกําหนดในการแปลผลตามท่ีผูผลิตไดแนะนาํ ไว เชน นํ้ายา HIV Blot 2.2 WB ของบริษทั MP
Diagnostic แนะนําใหใชเกณฑกําหนดผลบวกเมื่อพบแถบสี 2 แถบของแอนติเจนสวน env (gp41,
gp120/160) และสว น gag (p17, p24, p55) หรือสวน pol (p31, p51, p66)
การใชเ กณฑกําหนดการแปลผลท่ีแตกตางกนั ของแตละสถาบัน/หนวยงาน ดังทกี่ ลา วขางตนจะสงผล
ใหวิธี WB มคี วามจําเพาะและความไวท่ีแตกตางกันไป ถา กําหนดวา ผลบวกตอ งมีจาํ นวนแถบสีมากวิธี WB ก็
จะมคี วามจําเพาะสูงแตความไวจะตา่ํ ลง เปน ตน
วิธี HIV-1 WB บางวิธีจะมีการเพ่ิมแถบโปรตีนท่ีจําเพาะกับเอชไอวี-2 ลงไปดวย เพ่ือใชชวยวินิจฉัย
การติดเชอ้ื เอชไอวี-2 ดว ย ในกรณนี ้จี ะตองอาศัยแนวทางการอานผลของบริษัทผผู ลติ สําหรบั การแปลผลบวก
การติดเชื้อเอชไอวี-2 บรษิ ัทหลายแหงไดผลติ ชุดตรวจ HIV-2 WB ออกจําหนายโดยใชเช้ือเอชไอวี-2 สายพนั ธุ
ท่ีแตกตางกัน ซ่ึงมีความหลากหลายของแถบโปรตีนโดยเฉพาะสวน glycoprotein bands ซ่ึงมีมากกวาใน
HIV-1 WB อยางไรก็ตามยังไมมีเกณฑกําหนดมาตรฐานสําหรับแปลผลของวิธี HIV-2 WB ศูนยควบคุมโรค
ของสหรฐั อเมริกา (CDC) ไดแ นะนาํ ใหใชเกณฑก ําหนดในการแปลผลตามทีบ่ รษิ ัทผผู ลติ ไดแ นะนาํ ไว
• เกณฑกาํ หนดผลลบ HIV WB
เกณฑกาํ หนดท่ีเขมงวดสาํ หรับการแปลผลลบของ HIV WB คือจะตองไมพบทงั้ แถบสีแอนตเิ จนของ
เชื้อไวรัสและของเซลลท่ีเพาะเล้ียงเช้ือ แตบางเกณฑอาจกําหนดเพียงไมพบแถบสีแอนติเจนของเช้ือไวรัส
เทา นั้น อยา งไรกต็ ามวิธี HIV WB สว นใหญจ ะเพมิ่ แถบ IgG band ลงไปในแถบตรวจเพอื่ ใชควบคุมในข้ันตอน
การทดสอบ การอานผลจงึ ควรปฏิบัติตามแนวทางของผผู ลติ อยางเครง ครดั
26
• เกณฑก ําหนดผลก้ํากงึ่ HIV WB: การตรวจติดตามและนยั สําคัญ
ผลการตรวจ WB ที่ถือวาเปน ผลกํา้ กึ่ง (indeterminate) คอื ผลทีไ่ มเ ขา กับเกณฑกําหนดผลบวกหรอื
ผลลบดงั ที่กลา วมา ผลการตรวจที่เปน ผลกาํ้ กง่ึ มสี าเหตจุ ากหลายประการ เชน ระยะท่ีผูติดเช้อื เอชไอวีเพงิ่ เริ่ม
สรางแอนติบอดี (seroconversion) การปนเปอ นของตวั อยางสง ตรวจจากตัวอยางท่ใี หผลบวก ปฏิกิริยาทเี่ กดิ
แบบไมจาํ เพาะกับแถบโปรตีนของไวรัสหรอื ของเซลลเพาะเล้ียงบนแถบตรวจ ผูปวยเอดสระยะสุดทา ยซ่ึงมี
การสรางแอนติบอดีลดลง การติดเช้ืออื่นๆ หรือภาวะท่ีมีความแปรปรวนของระบบภูมิคุมกันของรางกาย
สาเหตุอ่นื ท่ีทําใหเกดิ ผลกา้ํ ก่ึงของ HIV-1 WB ได คือ การติดเชื้อ HIV-1 group N, O, P หรือ HIV-2 ซง่ึ สว น
ใหญแลว มักจะตรวจพบแถบสีของโปรตีน gag (p55, p24) และ pol (p66, p51, p31) แตจะไมพบแถบสี
ของ HIV-1 env bands
ผลกํ้ากึ่งของ HIV-1 WB ควรไดรับการเจาะเลือดสงตรวจครัง้ ที่ 2 ซึ่งเก็บหาง 2-4 สัปดาหจากคร้ัง
แรกท่ใี หผลเกดิ ปฏกิ ิรยิ ากับการตรวจเบอื้ งตน เพอื่ ตรวจแอนติบอดีทีส่ รา งเพ่มิ ขน้ึ แตถ า ยังแกป ญหาไมได ก็ควร
ตรวจดว ยวิธตี รวจเสริมอ่นื ๆ เชน NAT ในกรณที ี่สงสัยวาผปู วยตดิ เช้ือเอชไอวใี นระยะเฉียบพลนั ควรตรวจโดย
วิธี NAT โดยทนั ที เพอ่ื ชวยพิสูจนวาผูป ว ยเพง่ิ เริม่ สรา งแอนตบิ อดี
ขอ จาํ กดั ของวิธี WB
WB เปน วิธที ่มี ีความไวต่ํากวา วธิ ี EIA รนุ ท่ี 3 และ รุนท่ี 4 โดยเฉพาะในระยะทีผ่ ตู ดิ เช้ือเอชไอวีเพ่ิงเรมิ่
สรา งแอนติบอดี (seroconversion) โดยจะใหผลบวกชากวาวธิ ี EIA ประมาณ 3 สปั ดาห และเมื่อผูปวยเขา สู
ระยะเอดสซ่ึงรางกายสรางแอนติบอดีลดลงก็ทําใหเกิดผลลบกับวิธี WB ได แมวา WB จะเปนวิธีท่ีมี
ความจําเพาะสูงแตก็สามารถเกิดผลก้ํากึ่งไดถาผูปวยเกิดการติดเช้ืออื่นๆ รวมดวย เชน การติดเชื้อซิฟลิส
การตดิ เชอื้ รีโทรไวรัสชนดิ อน่ื ๆ การตดิ เชอ้ื ปรสิตชนิดตางๆ และอาจเกดิ ไดใ นผทู ีไ่ มตดิ เชอื้ บางราย การตั้งครรภ
หรือการติดเช้ือเอชไอวีบางสายพันธุอาจทําใหรูปแบบของผล WB ผิดแปลกไป โดยสามารถพบปฏิกิริยากับ
แถบโปรตีนของเซลลท ีใ่ ชเ พาะเลี้ยงได
สําหรบั ประเทศไทย ในปจจบุ ันไมน ิยมใชวิธี WB เปนวิธตี รวจเสรมิ ในหองปฏิบตั ิการตรวจประจําวัน
ในโรงพยาบาลท่ัวไปเนื่องจากมีราคาแพง มีบริษัทผูผลิตจําหนายนอยราย วิธีการทํายุงยากและใชเวลานาน
แตก็มีการใชวิธี WB ในบางกรณี เชน ใชเปนวิธีตรวจเสริมในโครงการวิจัยดานโรคเอดส ใชในงานตรวจใน
โครงการประเมนิ คุณภาพการตรวจหาการตดิ เชื้อเอชไอวี หรอื อนื่ ๆ เปนตน
27
บทท่ี 5
กลวิธแี ละวตั ถุประสงคข องการตรวจหาการติดเชอ้ื เอชไอวี
ในป พ.ศ. 2540 องคการอนามัยโลก (UNAIDS and WHO) ไดแนะนํากลวิธี (strategy) หรือลําดับ
ขัน้ ตอนการทดสอบ anti-HIV ดวยชุดตรวจกรองใหเหมาะกับงานซึ่งสามารถลดคาใชจายที่ใชในการทดสอบ
เพื่อทํานายความแมนยําของผลบวกและผลลบใหไดคาสูง และไดประสิทธิผลอยางถูกตอง โดยขึ้นกับ
วตั ถุประสงคของการตรวจ (objective) และความชกุ ของโรค (prevalence of infection) โดยต้ังตนดวยชุด
ตรวจแรกเปน anti-HIV แบง ออกเปน 3 กลวธิ สี าํ หรบั การวินจิ ฉยั ในรายบคุ คลดงั ตารางท่ี 5.1
ตารางที่ 5.1 กลวธิ ีการตรวจวินิจฉยั การติดเช้อื เอชไอวที างหอ งปฏิบัติการทางการแพทย
กลวิธที ี่ 1 กลวิธที ี่ 2 กลวิธีที่ 3
(Strategy I) (Strategy II) (Strategy III)
1. ใชช ดุ ตรวจเพียงชุดเดยี ว 1. ใชชุดตรวจ 2 ชุดตรวจ* 1. ใชช ดุ ตรวจ 3 ชุดตรวจ*
2. ใชว นิ ิจฉัยการติดเชอ้ื ในกลมุ 2. ใชวนิ ิจฉัยการติดเช้ือในกลมุ 2.ใชวนิ ิจฉยั การตดิ เชอ้ื ใน
ประชากรท่มี ีความชกุ ของการ ประชากรทีม่ ีความชุกของการ กลุม ประชากรทม่ี คี วามชุก
ตดิ เช้อื มากกวารอ ยละ 30 และ ติดเช้ือนอยกวาหรอื เทา กบั รอ ยละ ของการตดิ เชอ้ื นอยกวา
มอี าการโรคสมั พันธก ับโรคเอดส 30 และมีอาการของโรค และใน รอยละ 10 และไมมอี าการ
3. ใชต ิดตามเฝา ระวงั สถานการณ กลมุ ประชากรทมี่ คี วามชกุ ของการ ของโรคเอดส
การตดิ เชอ้ื ในกลุมประชากรที่มี ตดิ เช้ือนอยกวาหรอื เทา กบั รอยละ
ความชกุ ของการติดเชอ้ื เอชไอวี 10 และไมม ีอาการของโรคเอดส
มากกวา รอยละ 10 โดยไมมีการ 3. ใชต ดิ ตามสถานการณก ารตดิ เชือ้
แจงผล ในกลมุ ประชากรท่ีมคี วามชกุ ของ
4. ใชต รวจคดั กรองเลอื ดบริจาค การติดเช้ือเอชไอวีนอยกวา
และการบรจิ าคอวยั วะในทุก รอ ยละ 10 โดยไมม กี ารแจง ผล
อัตราความชุกของการตดิ เช้ือ
5. ใชในการปอ งการการตดิ เช้อื
จากแมส ูลูกโดยตรวจคัดกรอง
หญงิ ตง้ั ครรภท ่ีมาคลอดฉกุ เฉิน
และไมม ผี ลการตรวจการติดเช้อื
ฯ ในชว งฝากครรภม าแสดง
*ชุดตรวจเสริมทม่ี ีความแตกตาง/หลากหลายของแอนตเิ จนกบั ชดุ ตรวจแรก
ดังน้ันวัตถุประสงคของการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีน้ันจะเปนเกณฑในการบงช้ีวาจะใชกลวิธีใด
ในการตรวจทางหองปฏิบัติการทางการแพทย โดยท่ีองคการอนามัยโลกไดแบงวัตถุประสงคสําหรับการ
ตรวจหาการตดิ เช้ือไว 3 วัตถุประสงคหลกั คอื การตรวจวินิจฉัย การตรวจคัดกรองเลอื ดบริจาค และการตรวจ
เพอ่ื การตรวจเฝา ระวังทางระบาดวิทยา โดยในแตละวัตถุประสงคม ีรายละเอยี ดดังน้ี
28
การตรวจเพ่ือวินิจฉัยการติดเช้อื เอชไอวี
การตรวจเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีทางหองปฏิบตั ิการทางการแพทย มีวัตถุประสงคเพื่อพิสูจน
ยนื ยันวา บคุ คลที่มีอาการแสดงและอาการปว ยทเ่ี ขากับการติดเช้ือเอชไอวีมีการตดิ เชือ้ จรงิ และตรวจหาสภาวะ
การตดิ เช้ือเอชไอวใี นบุคคลท่ีอาจสัมผัสหรือรับเชอ้ื มากอ นแตยังไมแ สดงอาการ ในปจจุบันวิธีการรักษาผูติด
เชื้อเอชไอวมี ีประสิทธิภาพสงู จึงมคี วามจาํ เปน ตอ งตรวจหาผูทต่ี ิดเช้ือเพอ่ื ใหการดูแลรักษาโดยเร็ว และยงั ชว ย
ลดการแพรกระจายเชื้อเอชไอวี เชน การมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย การใชถุงยางอนามัย หรือการลด
จํานวนคูน อน เปน ตน ในหญงิ ตัง้ ครรภท่ีตดิ เชื้อเอชไอวจี ะไดรับการดแู ลรกั ษาที่เหมาะสม ซง่ึ ชว ยลดอตั ราการ
ถา ยทอดเช้ือจากแมไปสูท ารกได และในกรณีของผูที่สัมผัสกับเลือดติดเช้ือเอชไอวีเน่อื งจากอบุ ัติเหตทุ างการ
แพทย การตรวจหาการ ติดเชอื้ ต้ังแตแรกมคี วามสาํ คัญอยา งย่งิ เพราะการใหย าตา นไวรัสตั้งแตแ รกแกผ ทู สี่ ัมผสั
เชอ้ื ชวยลดการถายทอดเชอื้ ได
การตรวจหาการตดิ เชื้อเอชไอวใี นผูท่ีมอี าการระยะเฉียบพลันจะตอ งอาศยั ทงั้ การตรวจหาแอนติบอดี
จําเพาะรวมกบั การตรวจหาสว นประกอบของเช้อื เชน สารพันธุกรรมหรอื แอนติเจนของไวรสั ท้ังน้ีเนื่องจาก
การติดเชื้อเอชไอวีตัวบงช้ีตางๆ (different HIV markers) จะปรากฏในระยะเวลาท่ีแตกตางกันหลังติดเช้ือ
เอชไอวี (ดูรายละเอียดบทท่ี 4) การเลือกวธิ กี ารตรวจเบื้องตนเพ่อื ตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวีจะตองเขาใจถึง
การเปล่ียนแปลงแบบพลวัตของเชอ้ื ไวรัสในรา งกาย การตอบสนองของภูมิคุมกันของรางกาย และคณุ ลกั ษณะ
ของวิธีตรวจท่ใี ช
โดยปกติแอนติบอดีตอเอชไอวีจะสรางขึ้นในเวลาไมก่ีสัปดาหหลังการติดเชื้อ แตเวลาที่แนนอนจะ
ข้ึนกับหลายปจจัยซึ่งรวมทั้งตัวผูที่ติดเชื้อเองและคุณลักษณะของเช้ือไวรัส วิธีการตรวจหาแอนติบดีท่ีใช
ในปจจบุ ันจะเรม่ิ ตรวจพบแอนติบอดีไดเรว็ มากขึ้นกวาเดิม ภายใน 2-3 สัปดาหห ลังการติดเชือ้ เอชไอวี แตผูต ดิ
เชอ้ื บางรายก็อาจใหผลลบไดน านหลายเดือน สวนใหญสามารถตรวจพบอารเ อ็นเอของเชื้อเอชไอวี (HIV RNA)
ไดในชวง 5-10 วนั หลังการติดเช้ือและพบไดกอ นแอนติบอดใี นเวลา 1-2 สัปดาห การตรวจหา HIV RNA ในผูท่ี
สงสยั วาตดิ เชื้อเอชไอวใี นระยะเฉยี บพลนั ซ่ึงใหผ ลลบของแอนติบอดจี ะมปี ระโยชนในการแยกผตู ิดเช้ือเอชไอวที ่ี
อยูระยะเฉียบพลนั อยางไรก็ตามอาจมีระยะท่ีตรวจไมพบตัวบงชก้ี ารติดเช้ือเอชไอวีใดๆ ดังนนั้ ผูท่ีอยูในกลุม
เส่ียงสงู เมือ่ ตรวจไมพ บตัวบงชก้ี ารติดเช้ือเอชไอวใี ดๆ จงึ ตองตรวจซา้ํ ภายใน 2-4 สปั ดาห
วิธีตรวจเบ้ืองตน (initial tests) หรือแตกอนเรียกวา วิธีตรวจคัดกรอง (screening tests) สําหรับ
ตรวจหาแอนติบอดตี อเช้ือเอชไอวี เปนวิธกี ารทม่ี คี วามสาํ คัญและมีประสทิ ธิภาพสูงในการตรวจหาการติดเชื้อ
เอชไอวีในรายบุคคล วิธตี รวจเบอ้ื งตน ทใ่ี ชอยูในปจ จบุ ันเปนวิธที ่ีมีความไวและความจําเพาะสูงมาก แตก็ไมไ ด
หมายความวาจะไมเ กดิ ปญหาผลบวกปลอมและผลลบปลอมเลย เนอ่ื งจากผูทตี่ ิดเช้ือเอชไอวอี าจอยใู นระยะท่ี
ยงั ไมพบแอนติบอดี (window period) อาจทําใหไ มพ บปฏกิ ริ ิยา (nonreactive) นอกจากนีต้ ัวอยา งสงตรวจ
บางรายอาจมีสารที่รบกวนตอการทดสอบไดทําใหเกิดผล biological false positive หรือมีความผิดพลาด
ทางเทคนิคการตรวจทําใหเกิดผล technical false positive จึงอาจใหผลไมถูกตองเมื่อตรวจไดผลวา
เกดิ ปฏิกิริยา (reactive) ทําใหการวนิ ิจฉัยผูทไี่ มติดเชื้อผิดพลาดได ดังนั้นการใชว ิธีตรวจเบื้องตน จึงตองเลือก
วิธีตรวจอยางรอบคอบสําหรับใชต รวจอยางเหมาะสม
ชุดตรวจวินจิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวีท่ีไดรบั อนุญาตใหจาํ หนายไดใ นประเทศไทย ตองขนึ้ ทะเบียนและ
ผานการประเมินคุณภาพตามเกณฑท กี่ ําหนดโดยคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
โดยชุดตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีรายบุคคลตองมีความไว (sensitivity) ไมต่ํากวารอยละ 99.5 และมี
ความจาํ เพาะ (specificity) ไมตํ่ากวา รอยละ 99 จะเห็นไดวาชุดตรวจดงั กลาวมีความไวและความจําเพาะที่
29
สูงมาก แตในการตรวจวินิจฉัยผูติดเชื้อเอชไอวีก็ไมควรที่จะใชชุดตรวจเพียงชนิดเดียวในการตรวจวินิจฉัย
เพราะคาทํานายความแมนยําของผลการตรวจเปนบวกในผูติดเช้ือเอชไอวี (positive predictive value,
PPV) จะมคี าตา่ํ เม่ืออัตราความชกุ ของการตดิ เชอ้ื เอชไอวี (HIV prevalence) ในประชากรมีคา ตาํ่
ในการคํานวณคาความไว (sensitivity) และความจําเพาะ (specificity) ของวิธีตรวจวินิจฉัยการติด
เชอื้ เอชไอวี คาทาํ นายความแมนยําของผลการตรวจเปน บวกเพอ่ื ตรวจผูตดิ เช้อื เอชไอวี (positive predictive
value, PPV) และคา ทํานายความแมนยาํ ของผลการตรวจเปน ลบเพ่ือตรวจหาผทู ไ่ี มติดเชอื้ เอชไอวี (negative
predictive value, NPV) โดยอาศยั การคํานวณจากตาราง 2x2 contingency table ดงั นี้
Test results (T) True state of infection Total
T+ HIV+ HIV- a+b
T- ab c+d
Total cd a+b+c+d
a+c b+d
เมื่อ a =True Positive (TP), b = False Positive (FP), c = False Negative (FN) และ d = True
Negative (TN) ซึง่ จะสามารถคํานวณคาตางๆ ไดดงั น้ี
- Sensitivity = a / (a+c)
- Specificity = d / (b+d)
- Positive predictive value (PPV) = a / (a+b)
- Negative predictive value (NPV) = d / (c+d)
ดงั นั้นถาใชชุดตรวจที่มีความไวรอยละ 99.5 และมีความจาํ เพาะรอยละ 99 ตรวจหาผตู ิดเชื้อเอชไอวี
ในประชากรท่ีมีอัตราความชุกของการตดิ เช้อื เอชไอวีรอยละ 0.82 จาํ นวน 10,000 ราย จะไดผ ลดังตอไปนี้
Test results (T) True state of infection Total
HIV+ HIV- a+b = 180.77
c+d = 9,819.23
T+ a = 81.59 b = 99.18
T- c = 0.41 d = 9,818.82 10,000
Total a+c = 82 b+d = 9,918
PPV = 81.59/180.77 = 45.135 %
NPV = 9,818.82/9,819.23 = >99.99 %
จะเห็นไดว าแมช ุดตรวจท่มี ีความไวสูงถึงรอ ยละ 99.5 แตเม่ือตรวจในประชากรทมี่ อี ัตราความชุกของ
การติดเชื้อเอชไอวีรอยละ 0.82 จะไดคาทํานายความแมนยําของผลการตรวจเปนบวกเพ่ือตรวจหาผูติดเช้ือ
เอชไอวี (PPV) มีเพยี งรอ ยละ 45.135 ซึ่งจะมโี อกาสตรวจวนิ จิ ฉยั ผตู ิดเช้ือเอชไอวีผดิ พลาดไดจ ึงตอ งใชชดุ ตรวจ
อน่ื ๆ ตรวจเพ่ิมเตมิ เพ่ือใหไดผลการตรวจท่ีมีความแมน ยําเพิม่ ขึ้น ในทางตรงกนั ขามคาทํานายความแมนยํา
30
ของผลการตรวจเปนลบเพ่อื ตรวจหาผูทไ่ี มตดิ เชื้อเอชไอวี (NPV) มคี า สูงมากกวา รอ ยละ 99.995 ดังนัน้ การใช
ชุดตรวจเพียงชนิดเดียวก็เพียงพอในการตรวจวินิจฉัยวาผูนั้นไมติดเช้ือเอชไอวี ตารางท่ี 5.2 แสดงการคาด
ประมาณความแมนยําของผลการตรวจท้ังคา PPV และ NPV ในการตรวจในประชากรท่ีมีอัตราความชุกของ
การตดิ เชื้อเอชไอวีแตกตางกนั และใชจ าํ นวนชุดตรวจทแี่ ตกตา งกัน
ตารางท่ี 5.2 คาคาดประมาณความแมนยําของผลการตรวจเมอ่ื ความชุกของการติดเช้ือเอชไอวแี ตกตาง
กนั โดยทช่ี ุดตรวจทงั้ หมดมคี วามไวรอ ยละ 99.5 และมีความจาํ เพาะรอยละ 99
Prevalence 1 test % PPV* 3 tests % NPV**
2 tests
0.05 4.7415 83.2000 99.7975 99.9997
0.5 33.3333 98.0296 99.9798 99.9975
0.82 45.1347 98.7930 99.9877 99.9958
2.0 67.0034 99.5075 99.9950 99.9897
5.0 83.9662 99.8085 99.9981 99.9734
10.0 91.7051 99.9092 99.9991 99.9439
*PPV = positive predictive value; **NPV = negative predictive value
เพ่ือใหไดคา PPV สงู สุดสาํ หรับการตรวจในกลมุ ประชากรไทยที่มีความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีต่ํา
กวารอ ยละ 1 จงึ จําเปนตองใชชุดตรวจเสรมิ อีก 2 ชดุ ตรวจเพ่ือใหคา PPV มีคามากกวา รอ ยละ 99.99
แมวา วิธกี ารตรวจแอนติบอดตี อเชื้อเอชไอวใี นซรี ัมหรอื พลาสมาจะเปน วธิ ีตรวจเบ้ืองตน ท่ใี ชแพรหลาย
มากที่สุด แตในปจจุบันมีวิธีตรวจอ่ืนๆ ท่ีนํามาใชได ไดแก วิธีตรวจแอนติเจน p24 อยางเดียว วิธีตรวจ
แอนติเจน p24รวมกับแอนติบอดีจําเพาะ วิธีตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ (viral RNA และ proviral DNA)
ตวั อยา งทีใ่ ชตรวจอาจมีหลายชนดิ เชน เลือดจากหลอดเลือดดํา เลอื ดจากปลายนิว้ ของเหลวจากชองปากและ
ปสสาวะ เปน ตน การเลอื กใชต วั อยา งสงตรวจชนดิ ใดจะข้นึ กบั วิธีการทส่ี ามารถใชต รวจได
วตั ถุประสงคข องการตรวจ และความสามารถของหองปฏบิ ัติการทางการแพทยท ที่ ําการตรวจ
การตรวจเพอ่ื วินจิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวี มีวตั ถุประสงคห ลายอยา งดงั ตอไปนี้
1 การตรวจเพอื่ วินจิ ฉยั การตดิ เช้ือเอชไอวีรายบุคคล
การตรวจเพอื่ วินจิ ฉัยการตดิ เชอ้ื เอชไอวรี ายบุคคลควรจะตรวจใหแกผทู ่มี อี าการแสดงทสี่ มั พันธกบั การ
ติดเชอื้ เอชไอวี หรือมีการเจ็บปวยจากโรคติดเชอื้ ฉวยโอกาสทเ่ี กย่ี วกบั โรคเอดส ผูที่มอี าการเขา กันไดกับการติด
เชอ้ื เอชไอวรี ะยะเฉยี บพลัน รวมทั้งผทู ี่มีประวัติมีพฤติกรรมทเี่ สีย่ งตอการติดเช้อื สูง รวมถึงผูท่สี มัครใจขอรับ
การตรวจโดยตนเองอีกดว ย
การตรวจเพ่ือวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวรี ายบุคคลจะตรวจดวยวิธีเบอื้ งตนเพือ่ หาแอนตบิ อดีจําเพาะ
หรือตรวจหาท้ังแอนติเจนและแอนตบิ อดพี รอมกนั (HIV Ag/HIV Ab) รวมกบั วิธตี รวจเสริม ตามลาํ ดบั ขน้ั ตอน
31
การตรวจ (algorithms) ที่เหมาะสม สําหรับการตรวจเพือ่ วนิ ิจฉยั การติดเชอื้ ระยะเฉยี บพลนั อาศัยวิธีตรวจหา
แอนตบิ อดี (และ/หรอื แอนติเจน) เบ้ืองตนและวิธีตรวจหาอารเอน็ เอของเช้ือเอชไอวีดงั ที่กลา วมาขา งตน
1.1 การตรวจเพือ่ วินจิ ฉยั การติดเชือ้ เอชไอวใี นคลนิ ิกฝากครรภ
การตรวจวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวีในคลินิกฝากครรภจะเปนประโยชนตอหญิงต้ังครรภท่ีติดเช้ือ
เอชไอวี โดยจะไดร ับการดูแลรักษาอยางเหมาะสมแตเนิ่นๆ และชวยปองกนั การถายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม
สูล ูกได หญิงต้งั ครรภท กุ คนควรไดร ับการตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวีโดยเรว็ ท่ีสุดระหวา งการต้ังครรภ ซึง่ ตอง
เปน หน่ึงในกระบวนการตรวจคดั กรองตามปกติ สําหรับหญงิ ต้ังครรภท่ีผลทดสอบการติดเช้ือเอชไอวีเปนบวก
จะไดรับการดูแลสุขภาพ ไดรับคําปรึกษาในการปองกันโรคและไดรับการบริการสนับสนุนตางๆ ที่จําเปน
รวมทงั้ ไดร ับยาตานไวรสั เพ่อื ปอ งกันการแพรเชอ้ื เอชไอวจี ากแมส ูลกู หญิงต้งั ครรภทีม่ คี วามเสีย่ งตอ การติดเชื้อ
เอชไอวีสูงแตตรวจไมพบการติดเชื้อควรไดรบั การตรวจซา้ํ อีกคร้ังในชวง 3 เดือนสุดทายของการตั้งครรภ แนว
ทางการทดสอบในหญงิ ตง้ั ครรภก เ็ ชน เดยี วกับวิธีตรวจเพือ่ วนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวรี ายบุคคล
1.2 การตรวจเพื่อวินิจฉัยทารกซึ่งคลอดจากมารดาทีต่ ดิ เช้อื เอชไอวี
เนื่องจากทารกท่ีคลอดจากมารดาที่ติดเชือ้ เอชไอวจี ะไดรบั แอนติบอดีจําเพาะ (anti-HIV) ชนิด IgG
จากแมท ี่ผา นรกมา และคงอยูใ นตวั ลูกไดนานถงึ 18-24 เดอื น จึงตองใชก ารตรวจหาสารพนั ธุกรรมของไวรัส
(HIV RNA หรือ proviral DNA) ในทารก อยางไรก็ตาม anti-HIV ที่ผานมาจากมารดาสวนใหญจะลดลง
ภายใน 12 เดือน จงึ แนะนาํ ใหต รวจ anti-HIV ในทารกทีอ่ ายตุ ั้งแต 12 เดือนได สาํ หรับการทดสอบหา HIV
RNA เชิงคุณภาพ (qualitative) ซึ่งรายงานเปนบวกหรือลบ ควรคํานึงถึงเทคนิคท่ีใชและแปลผลอยาง
ระมดั ระวงั เนือ่ งจากนํ้ายาเหลานี้ไมไดมีการข้นึ ทะเบียนในประเทศไทย สวนการตรวจ HIV proviral DNA
นยิ มสงตรวจเลือดทารกแรกเกิดโดยเกบ็ ตวั อยา งดวยกระดาษซับเลือด (dried blood spot) ในรายท่ีใหผล
บวกตองเจาะเลอื ดครงั้ ที่ 2 ตรวจซ้ําทนั ทีเพ่อื ลดปญหาของผลบวกปลอม หากไดผ ลบวก HIV proviral DNA
ตรงกันแพทยจ ะพจิ ารณาใหก ารรกั ษา หากไดผ ลครงั้ ท่ีสองเปนลบขัดแยง กบั ครั้งแรกใหต รวจซาํ้ เมอ่ื เด็กอายุ 4
เดือน สาํ หรบั กรณีทีใ่ หผลลบต้งั แตใ นครั้งแรกควรตดิ ตามทารกทอ่ี ายุ 2 เดือน และ 4 เดือนกอนทสี่ รปุ ผลไม
ติดเช้ือจากผลการทดสอบทางหองปฏบิ ัติการท่ไี ด อยา งไรกต็ ามควรติดตามจนทารกครบอายุ 24 เดือน สว น
การแปลผลการติดเชื้อในทารก แพทยจะพิจารณาอาการรว มกับประวตั ิการไดรบั ยาตานไวรัสตลอดจนการ
ไดรับนมมารดาดว ย
ในทารกอายุต้ังแต 24 เดือนนย้ี ดึ เกณฑก ารทดสอบการตดิ เชอื้ เอชไอวีดวย anti-HIV เหมอื นในผใู หญ
ถา ไดผ ลลบโดยวิธีตรวจเบื้องตนจะวนิ ิจฉัยวาทารกไมมกี ารติดเชื้อเอชไอวี แตถา ผลบวกตองตรวจดวยวิธีตรวจ
เสริมอีก 2 วิธีตามลําดับขั้นตอนการตรวจ (algorithms) ที่เหมาะสมแลวก็จะวินิจฉัยไดวาทารกมีการติดเช้ือ
เอชไอวี โดยสรปุ ในกรณที ี่ตรวจพบผลบวกในทารกท่ีเกดิ จากมารดาติดเชอื้ เอชไอวตี องตรวจซ้ําอีกครงั้ แตใน
กรณีทีต่ รวจไมพบตอ งมีการสงตรวจตามระยะเวลาที่กําหนดและตดิ ตามตอจนอายุ 24 เดอื นตามแนวทางการ
ตรวจรักษาและปองกันการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทยป พ.ศ. 2559 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ดว ย
1.3 การตรวจวนิ ิจฉยั การติดเชื้อเอชไอวใี นกรณีพเิ ศษ
1.3.1 การตรวจเลือดหญงิ มาคลอดโดยไมผานการฝากครรภ
วตั ถปุ ระสงคข องการตรวจเลอื ดหญงิ มาคลอดโดยไมผ า นการฝากครรภเพือ่ การปองกันการตดิ เชอ้ื จาก
แมสูลกู และจะตองรายงานผลตรวจโดยเรว็ เพ่ือใหแ พทยจ ะไดใชผลตรวจน้ันในการพจิ ารณาใหยาตานไวรัสใน
แมและลูกในขณะคลอด ดังนั้นมักจะเลือกใชวิธีตรวจท่ีใหผลรวดเร็ว เชน rapid test หรือใชชุดทดสอบที่มี
32
ความไวสงู จะชวยลดความเส่ียงในการตดิ เชื้อของทารกไดมาก การรายงานผลเบอ้ื งตนเพียง 1 วิธีนั้นใชสําหรับ
การพิจารณาใหยาตานไวรัสในแมท นั ทกี อนคลอดและใหแ กท ารกเมอ่ื คลอดออกมาแลว เพื่อปอ งกันการติดเช้ือ
จากแมสลู ูก หลกั คิดนี้เหมือนการตรวจคัดกรองเลือดบรจิ าคที่หากพบผล reactive จะไมใชเลือดน้ันอีกตอ ไป
ดงั นั้นหองปฏิบัติการทางการแพทยตองมีวิธีการตอบผลใหเร็วที่สุดเพียงวิธีเดียวกอนเพราะเปนเรอ่ื งเรงดวน
และยังไมจําเปนตองพิสูจนผลบวกในเวลาวิกฤตชวงใกลคลอด หลงั จากท่ีรายงานผลเบ้ืองตนไปแลวตัวอยาง
เลือดของแมที่ตรวจแลวดวยวิธี rapid test หรือวิธีอื่นๆ นั้นตองมาเขาข้ันตอนการตรวจวินิจฉัยบุคคลท่ี
กําหนดไวแบบปกติ หากมีผลการตรวจเบ้ืองตนเปน reactive ตองตรวจวิเคราะหใหครบตามวิธีวินิจฉัย
รายบคุ คลตอไป เพ่อื เตรียมการรกั ษาในระยะยาวดวยยาตานไวรสั ในมารดาและเพอื่ พจิ ารณาเรอื่ งการใหน มแม
ตอไป
นอกจากการตรวจการติดเชอื้ เอชไอวีในหญิงต้ังครรภแลว ในปจจบุ ันแนะนําใหตรวจสามีหรือคนู อน
ดวยเพอ่ื คนหาหญิงตง้ั ครรภท่ีอยูในระยะ window period ซึง่ หากผลการตรวจแอนตบิ อดจี ําเพาะเปน ลบแต
สามมี ีผลตรวจ anti-HIV เปนบวก แพทยจะพิจารณาใหย าตา นไวรัสเพื่อเปนการปองกันการตดิ เชื้อแมส ูลูกไป
กอน จึงคอยตรวจตดิ ตามผลแมภายหลัง ในกรณีน้ีการตรวจหาการติดเช้ือดวยชุดตรวจ HIV Ag/Ab จะชวย
คนหาหญิงตัง้ ครรภท เ่ี พงิ่ ตดิ เชื้อได
1.3.2 การตรวจในกรณเี พ่ิงมีประวตั ิเสี่ยง (HIV sexual post exposure)
กลุมบุคคลเหลานี้ซึ่งเรียกวาผูสัมผัสจะมาพบแพทยดวยประวัติเสี่ยงในกรณีตางๆ ไดแก 1) การมี
เพศสัมพันธโดยไมปองกันกับผูมีประวัติสงสัยวาติดเช้ือ 2) การเกิดอุบัติเหตุถุงยางแตกหรือร่ัวขณะมี
เพศสัมพันธกับผูท่ีเสี่ยงตอการติดเชื้อ 3) การถูกละเมิดทางเพศหรือขมขืน และ 4) รายท่ีมีอาการ Acute
Retroviral Syndrome
การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อผูสัมผัสทั้ง 4 ประเภท ใชขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยบุคคลตามบทท่ี 6
เน่ืองจากผูสัมผสั กลุมน้จี ะมาพบแพทยในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อ การเลือกใชชุดตรวจที่เหมาะสมจะชว ย
ใหวินิจฉัยไดในระยะเร่ิมแรก เชน ในกลุมที่มีอาการ Acute Retroviral Syndrome สําหรับกลุมเส่ียงท่ีมี
ประวัติในกรณี 1-3 หากเจาะเลือดคร้ังแรกหางจากวนั ที่สัมผัสมาเพียงไมกี่วัน สว นใหญจะตรวจไมพบ anti-
HIV ตองใชชุดตรวจวินิจฉัยท่ีมีความไวสูงกวา เชน การตรวจ HIV Ag/Ab การตรวจ HIV RNA เชิงคุณภาพ
(Qualitative RNA) ซ่ึงรายงานผลเปน บวกหรือลบ
การตรวจเลือดทันทีหลังการสัมผัสจะไมพบผลการติดเช้อื เพราะเจาะเลือดเร็วเกินไปหรืออาจจะอยู
ในชวง window period แตอยางไรก็ตามแพทยตองการผลไวเพื่อเปนขอมูลพื้นฐาน (baseline) โดย
ประเมินผลการตรวจกับระยะเวลาท่ีเกิดเหตุ เม่ือไดรับการรกั ษาดวยยาตานไวรัสแลวแพทยจะสงตรวจซํ้า
เปนระยะเพื่อประเมินผลและติดตามการติดเช้ือ อยางไรก็ตามแพทยหรือผูใหคําปรึกษาจะแจงผูสัมผัสให
หลีกเล่ียงการมเี พศสัมพนั ธในขณะนัน้ ดวย
1.3.3 การตรวจเมอ่ื มีประวัตสิ ัมผสั เลือดหรือเน้ือเย่ือที่ติดเช้ือ (HIV occupational post
exposure)
การปฏิบัติตามหลัก standard precaution มีความสําคัญชวยลดการติดเช้ือจากอุบัติเหตุทาง
การแพทยท่ีอาจเกิดได เชน กรณีถูกเข็มตํามีความเส่ียงตอการติดเชื้อโดยเฉลี่ยรอยละ 0.39 ตอคร้ัง เลือด
33
กระเด็นเขาชองเยอื่ เมอื กตา งๆ หรือสมั ผสั เยอื่ บมุ ีความเสย่ี งตอ การตดิ เชือ้ โดยเฉล่ยี รอยละ 0.09 ตอ ครั้ง ดงั นนั้
สถานพยาบาลควรมีแนวทางปฏิบัติหลังไดรับอุบัติเหตุทางการแพทย (ดูภาคผนวก ก) และในกรณีทม่ี ีความ
เสี่ยงสงู ผไู ดร ับอบุ ัตเิ หตุควรไดร ับยาตา นไวรสั ปอ งกนั การตดิ เชอื้ โดยเร็วทส่ี ดุ ภายใน 1-4 ช่วั โมงหลังสมั ผัส โดย
ไมเกิน 48-72 ช่ัวโมงหลังสัมผัส ควรไดรับยาตานไวรัสใหครบ 4 สัปดาหและอยูภายใตการติดตามดูแลของ
แพทย อยางไรกต็ ามการตรวจเลอื ดผูปวยตนตอตองขออนุญาตเพอื่ ตรวจความเสี่ยงตอ การตดิ เชอ้ื เอชไอวกี อ น
ควรดาํ เนินการตรวจใหไ ดผลดวนภายใน 1-2 ช่ัวโมงเพื่อรายงานผลเบอื้ งตนใหแพทยในการพจิ ารณาการใหย า
ตานไวรัสแกบุคลากรท่ีประสบอุบัติเหตุ และควรมีขอมูลผลการตรวจพ้ืนฐานของบุคลากรทางการแพทย
เชน เดียวกนั บุคลากรท่ปี ระสบอบุ ตั เิ หตซุ ง่ึ ไมเคยตดิ เชอื้ มากอนจะมีผลเปนลบในการตรวจครง้ั แรก หากเปน ผล
การตรวจในผูปว ยตนตอสรปุ ไมได (inconclusive) แพทยอาจพิจารณาใหยาตา นไวรสั ไปกอ น
ดงั นัน้ การทดสอบควรเลอื กใชชดุ ตรวจที่มีความไวสูงและไดผลรายงานรวดเรว็ หลังการเกิดอุบตั เิ หตุ
ควรไดรบั การตรวจติดตามเปนระยะในเวลา 1-2 สปั ดาห (เพ่ือตรวจหา HIV genome และ HIV Ag/Ab)
และ 1-3 เดือนตามมา นอกจากนหี้ อ งปฏิบัตกิ ารทางการแพทยควรมีระบบการเก็บรักษาตัวอยา งเลอื ดผูป วย
ตน ตอและบุคลากรทปี่ ระสบอบุ ตั เิ หตุ เพอื่ การทวนสอบภายหลงั โดยแยกพลาสมาหรือซีรมั แชแ ข็งไวอ ยางนอย
1 ป รวมท้ังหลักฐานเอกสารท่จี ําเปนไวดวย และเพอ่ื ใหมีการรักษาความลบั จึงควรมกี ารวางแผนกําหนดเปน
รหัสแทนชื่อ-นามสกุล โดยมีการทํางานรวมกันระหวางแพทย เภสัชกร พยาบาล ผูใหคําปรึกษา และนัก
เทคนคิ การแพทยในการวางระบบใหร ดั กุม
2. การตรวจเฝาระวงั การติดเชอื้ เอชไอวที างระบาดวิทยา
2.1 ติดตามสถานการณโ รค (Epidemiological surveillance)
การตรวจเพ่ือการติดตามสถานการณโรค หรือการเฝาระวังผูติดเชื้อเอชไอวี (HIV sentinel sero-
surveillance) เปนการตรวจเพื่อหาความชุก (prevalence) ของโรคในกลุมเปาหมาย เพื่อตองการทราบ
สถานการณข องโรค โดยเฉพาะแนวโนม ของปญหาในระดบั ภาพรวมไมใ ชร ะดบั ตัวบคุ คล การเฝาระวังผูต ิดเชื้อ
เอชไอวนี ้ีจะทําการสํารวจหาอัตราการตดิ เชื้อของกลุมประชากรตางๆ เปนระยะๆ ซึ่งจัดทําโดยสํานักระบาด
วทิ ยา กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ ซง่ึ ไดเ ร่ิมทําการสํารวจมาตั้งแต ป พ.ศ. 2532 ถึงปจจบุ ัน เดมิ มี
การแบงการสํารวจเปนปล ะ 2 ครั้งคอื เดอื นมถิ นุ ายนและเดือนธนั วาคม แตใ นปจ จบุ ันการสํารวจน้ีกระทาํ ปละ
1 ครั้งในชวงเดือนมิถนุ ายนของทุกป โดยมกี ลมุ ประชากรทอี่ ยใู นกลุมท่เี ฝาระวังอยูท ัง้ หมด 8 กลมุ ไดแ ก กลุม
พนกั งานบริการทง้ั ตรงและแฝง กลุม พนกั งานบริการชาย กลุมผูใ ชสารเสพตดิ ชนดิ ฉดี เขา เสน กลุม ชายท่ีมาใช
บริการที่คลินิกกามโรค กลุมทหารเกณฑ กลุมหญิงตั้งครรภท ่ีมาใชบ รกิ ารที่คลินิก กลุม ชาวประมง และกลุม
แรงงานตา งดา ว โดยทาํ การสํารวจในจงั หวดั ท่ีมีการสมุ ตวั อยางเปนตัวแทนข้นึ มา
การตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวที มี่ วี ัตถปุ ระสงคเพื่อการเฝาระวงั น้ี มใิ ชการวินิจฉยั รายบุคคล และโดย
หลกั การของการทาํ สาํ รวจชนดิ นจ้ี ะทาํ การสาํ รวจแบบไมม กี ารระบุหลักฐานรายละเอยี ดของตัวบคุ คล (unlink
anonymous) ดงั น้นั การใชกลวิธใี นการตรวจจงึ มคี วามแตกตางจากการตรวจวินิจฉัยรายบุคคล ผลการตรวจที่
ใชกลวิธีเพ่ือการเฝาระวังความชุกไมสามารถใชบอกผลใหกับอาสาสมัครที่เขารวมแตในการสํารวจไดมีไวใช
สําหรับการคํานวณหาคาความชุกเทาน้ัน องคการอนามัยโลกไดมีขอแนะนําสําหรับการใชกลวิธีการตรวจ
34
ในการเฝาระวังไวโดยใหดทู ี่อัตราความชุกของการติดเชอื้ ในกลุมประชากรโดยพิจารณาจากอัตราความชุกที่
รอ ยละ 10 เปน เกณฑ ดังน้ี
2.1.1 หากอัตราความชุกของการติดเชื้อในกลุมประชากรสูงกวารอยละ 10 ใหใชการตรวจกรอง
เพยี ง ชดุ เดยี ว หากไดผ ลบวกกส็ ามารถรายงานเปน วา มกี ารติดเชื้อไดเ ลยโดยไมตอ งตรวจยนื ยันดว ยอื่นๆ อกี
2.1.2 ในกรณีที่ความชุกของการติดเชื้อตํ่ากวา รอยละ 10 ใหใชชุดตรวจกรอง 2 ชุดในการยนื ยัน
ผลบวก กลาวคือ เมื่อชุดตรวจกรองแรกใหผลบวกหรอื มีปฏิกิริยาใหทําการตรวจเสรมิ ดว ยชุดตรวจกรองที่ 2
หากใหผลบวกจึงรายงานวา มีการตดิ เช้อื แตห ากชดุ ตรวจกรองท่ี 2 ใหผลลบ ควรทดสอบซา้ํ ใหมทัง้ สองวธิ ีเพ่ือ
ตรวจสอบความถกู ตอง หากไดผลที่ไมส อดคลองกันเหมือนเดมิ ใหถ อื วาไมมกี ารติดเชื้อ โดยชดุ ตรวจกรองท่ี 2
ควรมีหลกั การหรอื ใชแอนติเจนตางกนั
ในประเทศไทยความชุกของการติดเชื้อในภาพรวมอยูทีต่ ํ่ากวา รอยละ 1 จึงไดประยุกตใชแนวทางของ
องคก ารอนามยั โลกท่ีแนะนําใหใ ช 2 ชุดตรวจ แตในบางพ้ืนที่การออกสาํ รวจความชุกของการติดเช้ือเอชไอวี
อาจกระทํารวมไปกันกับการทาํ โครงการเพือ่ การปองกันการติดเช้อื ในกลมุ ตา งๆ ดงั นัน้ อาจมใี ชกลวธิ ีการตรวจ
แบบการตรวจวินิจฉัยรายบุคคลคอื การใช 3 ชุดตรวจสาํ หรบั กรณใี หผลบวก ผลการตรวจทไี่ ดจะสามารถใหแ ก
อาสาสมคั รและนาํ มาทาํ รายงานในการสํารวจความชกุ ได
2.2 การคน หาผูต ดิ เชือ้ รายใหม
ประเทศไทยไดเ ร่มิ ดําเนินการเฝาระวังความชกุ ของการตดิ เชอื้ เอชไอวมี าตั้งแตป พ.ศ. 2532 ซ่งึ ขอ มูล
ทไี่ ดจากระบบเฝาระวังน้จี ะถูกนํามาใชสําหรับการกําหนดนโยบายและทิศทางในการดาํ เนนิ การ และติดตาม
ผลการดําเนินการปองกันควบคุมโรค การเฝาระวังความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถบงบอก
สถานการณการแพรร ะบาดในรปู แบบรอยละของผตู ดิ เชอื้ ในกลุมประชากรเปา หมาย ขอ มลู ท่ไี ดสามารถนาํ ไป
คาดประมาณหาจํานวนผูต ิดเช้ือท้ังหมดและเปนประโยชนต อการวางแผนการจัดบรกิ ารสําหรับผูติดเชื้อ และ
ยังสามารถนําขอมูลมาใชในการติดตามผลการดําเนินการเพ่ือลดปญหาการแพรระบาดของเช้ือในกลุม
ประชากรนั้นๆ
ประเทศไทยไดใชความชุกในการอธิบายความรนุ แรงของการแพรระบาดของปญหาเอดส เนื่องจาก
สามารถเก็บขอมูลไดงา ยในแตละกลุมประชากร แตก ารใชก็มีขอจํากัดและมีปจจยั ตางๆ ที่ตองคํานึงถงึ เชน
การเปล่ียนแปลงลกั ษณะของประชากร การอพยพเขา ออกของประชากรในพ้นื ที่ ลักษณะหรอื รปู แบบการแพร
ระบาดในพื้นท่ี ตลอดจนการเปล่ียนแปลงอายุเฉล่ียหลังจากติดเช้ือของผูปวย อยางไรก็ตามคาท่ีดีและ
เหมาะสมในการอธิบายความรุนแรงของการแพรระบาดของโรคท่ีเปนปจจุบันคือคาอุบัติการณ ซ่ึงหมายถึง
อตั ราการติดเช้ือใหมใ นชวงเวลาทก่ี ําหนด ซ่งึ การจะไดค า น้มี าจะตองแยกใหไ ดวา ผูท ่ีตดิ เช้ือทพี่ บนน้ั เปนผูทเ่ี พ่งิ
ติดเช้ือหรือติดเช้ือมานานแลว ซ่ึงในอดีตที่ผานมาไดมีความพยายามในการหาคาอุบัติการณของการติดเชื้อ
เอชไอวีดวยวิธกี ารตา งๆ ดงั ตอไปน้ี
2.2.1 การติดตามเปาหมายเชื้อรายใหมอยางตอเนื่องในชวงระยะเวลาที่กําหนด (Incidence
estimation from prospective cohort study) เปนการติดตามประชากรกลุมหนึ่งท่ีทราบวาไมมีการ
ติดเช้ือ และทําการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวเี ปน ระยะๆเพอื่ หาผตู ดิ เชอื้ รายใหม (อบุ ตั กิ ารณ หรอื incidence
case) จากนน้ั นาํ ผลท่ไี ดคาํ นวณหาคา อุบตั กิ ารณของการติดเชอื้ เอชไอวีได
2.2.2 การคาดประมาณอุบัติการณการติดเชื้อจากขอมูลการวิจัย การเฝาระวังความชุก
พฤติกรรมเส่ยี ง การสํารวจ (Estimation and projection) เปนการประยุกตวิธกี ารทางคณิตศาสตรโดย
นาํ คา พารามเิ ตอรท ีแ่ สดงแนวโนม ของการเปลีย่ นแปลงทางประชากรและพฤตกิ รรมเส่ียงทเี่ กย่ี วของ ที่ไดจาก
35
งานวิจัยและการเฝา ระวงั ตา งๆ มาพัฒนาเปน รูปแบบทางคณิตศาสตร (mathematical model) เพื่อแสดงคา
แนวโนมที่คาดการณไปขางหนารวมทัง้ คาดการณหาอุบัติการณการตดิ เช้ือในกลุมประชากรตางๆ ในปจจบุ ันมี
รปู แบบตางๆ ทไ่ี ดร ับการพฒั นาขึน้ มา เชน Spectrum workbook, Asian Epidemic Model (AEM) เปน ตน
ความแมนยําของการคาดประมาณข้ึนอยูกับปจจัยตางๆ หลายประการ เชน วิธีการหรือรูปแบบทาง
คณติ ศาสตรท่ีไดร บั การพัฒนาขึน้ ความถกู ตองของสมมติฐานตางๆ ทีน่ ํามาใช ความถกู ตอ งของคา พารามิเตอร
ที่นาํ มาใช เปนตน
2.2.3 การตรวจทางหอ งปฏิบตั ิการทางการแพทยเ พื่อคาดประมาณอบุ ัติการณของการติดเช้อื เอช
ไอวี (HIV incidence) ในทางทฤษฎีพบการเปลี่ยนแปลงระดับปริมาณไวรัสและภูมิคุมกันของรางกายท่ี
สามารถตรวจพบไดในแตละชวงของการตดิ เช้อื จึงอาศยั การตรวจดังตอไปน้ี
2.2.3.1 การตรวจหาผูติดเชื้อรายใหมโดยอาศัยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส/แอนตเิ จน
p24 (p24 antigen) ควบคูกบั การตรวจหาระดบั แอนติบอดี ในชว งแรกตรวจพบเชอื้ กอนแอนติบอดี ใน
ตัวอยางที่ตรวจใหผลบวกเฉพาะเช้ือ (HIV-1 RNA หรือ p24 antigen) โดยแอนติบอดียังใหผลลบแสดงวา
นา จะเปน ผทู ี่เพิ่งตดิ เชอ้ื ใหม ดังน้นั ชวงเวลาของการทดสอบหาผูตดิ เชื้อรายใหม คือหลังติดเช้ือประมาณ 5-10
หรือ 10-15 วันซึ่งจะตรวจพบ HIV RNA หรือ p24 antigen ในกระแสเลือดตามลําดับ แตยังไมมีการสราง
แอนติบอดี
2.2.3.2 การตรวจหาผูติดเช้ือรายใหมโดยวิธีการทางนํ้าเหลืองวิทยา (Serologic method to
detect recent infection) แนวคิดเรือ่ งการใชการตรวจทางน้ําเหลืองวทิ ยาหรอื การตรวจหาแอนตบิ อดเี พอ่ื
ใชในการตรวจหาผตู ิดเชือ้ รายใหมน ้ี มผี ทู ่ีคดิ คน วธิ กี ารในการทาํ ดา นนไี้ วห ลายวธิ ี ตัวอยางเชน
1) Serologic Testing Algorithm for Recent HIV Seroconversion (STARHS) หลักการ
ของการทดสอบโดยใชความแตกตางของความไว (sensitivity) ของแตละชุดตรวจ หรือเรียกวา
Sensitive/Less sensitive (S/LS) method โดยอาศัยความรูวาหลังติดเช้ือระดับของการสรา งแอนติบอดี
จาํ เพาะจะเรมิ่ จากระดับตา่ํ คอยๆสูงขึน้ เรื่อยๆ ในผตู ิดเชอ้ื รายใหมมักจะตรวจไมพบปฏิกริ ิยาดวยชุดตรวจที่มี
ความไวต่ํา แตสามารถตรวจพบไดดวยชดุ ตรวจที่มีความไวสูง ในขณะท่ีผูตดิ เช้ือมานานแลวแอนติบอดีอยูใน
ระดับสูง จึงใหผ ลปฏิกิริยาดวยชุดตรวจทัง้ ทมี่ ีความไวต่ําและความไวสูง โดยวิธีการนีส้ ามารถแยกผูทีเ่ พ่ิงติด
เช้ือรายใหม (ติดเช้ือไมเกิน 4 เดือน) ได อยางไรก็ตามวิธีการนี้ปจจุบันไมไดรับความนิยมใชสําหรับการ
ตรวจหาผูติดเชือ้ รายใหม เนอ่ื งจากชุดตรวจทม่ี ีความไวตํ่าน้ันไมม ีการผลิตมาขายในทอ งตลาด จงึ ตองทําการ
ดัดแปลงทําใหชุดตรวจทมี่ คี วามไวสงู ใหม ีประสิทธภิ าพความไวนอ ยลง แตผลทไี่ ดค อ นขางมคี วามแปรปรวนสงู
2) BED Capture-EIA (BED Assay) วิธีน้ีใชสําหรับผูท่ีติดเช้ือเอชไอวีสายพันธุ B, E และ D (ซ่ึง
เปนทมี่ าของชื่อชุดตรวจดว ย) หลกั การของการทดสอบ โดยดูสัดสว นของแอนตบิ อดีชนิด IgG ท่ีจําเพาะกับเชือ้
เอชไอวีตอ IgG ทง้ั หมดในตวั อยาง ในผทู ี่เพ่ิงติดเชอื้ มาใหมจ ะมีสัดสว นนอย ในขณะทใ่ี นผูที่ติดเช้อื มานานแลว
มีสดั สว นสงู สามารถบง ชีใ้ นรายทตี่ ิดเช้อื มาแลวไมเ กิน 153 วัน (95% CI146–165) ขอดอ ยของวิธกี ารนี้คือพบ
การจําแนกผิดเปนผูติดเช้ือรายใหมในผูที่ติดเช้ือมานานซ่ึงมีอาการของเอดส เน่ืองจากระบบภูมิคุมกันของ
ผูปวยเอดสน ้ันถูกทาํ ลายไปมากแลว อตั ราการสรางแอนตบิ อดีคอ นขา งตํ่า ทําใหแปลผลผดิ พลาดเปน ผูติดเชื้อ
รายใหมประมาณรอ ยละ 5-10
3) Avidity Assay ความหมายของ avidity หมายถงึ แรงในการจบั ของแอนติบอดที ่ีมีตอแอนตเิ จน
หลักการของการทดสอบจงึ อาศยั วาแอนติบอดีท่ีเพ่ิงสรางข้นึ มาใหมจ ะมี avidity ในการจบั ระหวางแอนติเจน
กับแอนติบอดีไดตํ่า ซึ่งจะถูกทําลายดวยสารเคมีไดงาย ในขณะที่ avidity จะเพิ่มขึ้นตามชวงเวลาของการ
36
ติดเชื้อ ดังนั้นในการทดสอบหาแอนติบอดีดวยวิธี ELISA จะแบงตัวอยางเปนสองสวน สวนแรกนําไปใส
สารเคมี และสวนทส่ี องไมใ สส ารเคมี แลวเปรยี บเทียบผลการทดสอบของคา optical density (OD) ระหวา ง
OD ของตัวอยางท่ใี สสารเคมีเปนตัวตง้ั หารดว ยคา OD ที่ไมไ ดใ สส ารเคมี จะไดคา Avidity index หากไดคาท่ี
ต่าํ กวาคา cutoff แสดงวาเปนผตู ดิ เช้อื รายใหม หากสงู กวาแสดงวาเปนผูท่ีตดิ เช้ือมานานแลว
ปจจุบันชุดตรวจโดยหลักการของ avidity ไดมีการพัฒนามาใชเปนการเจือจางแอนติเจนเพื่อใหมี
แอนติเจนจาํ กัดบนหลมุ ทดสอบ หรือเรยี กวา Limiting Antigen Avidity EIA แทนการใชส ารเคมี ทาํ ใหล ดคา
ความแปรปรวนของการทดสอบ โดยถาแอนติบอดีทีม่ ี avidity สูงๆ จะสามารถจับกบั แอนติเจนไดดี ในขณะที่
แอนติบอดที ี่มี avidity นอ ยจะจับแอนตเิ จนไดน อยลงหรือจับไมได ทําใหคา OD ตํา่ ซ่งึ เปน การบงชผี้ ทู ี่ตดิ เชื้อ
รายใหมไ มเ กิน 141 วัน (95 % CI119–160)
37
บทท่ี 6
แนวทางการตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรคไดออกแนวทางสําหรับตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี
รายบุคคลมาต้ังแตป พ.ศ. 2538 โดยมีการปรับปรุงเพ่ิมเติมมาเปนระยะ คร้ังลาสุดเมื่อป พ.ศ. 2557 ไดยึด
กลวิธีการตรวจแบบที่ 3 จากคําแนะนําโดย UNAIDS และองคการอนามัยโลกซึ่งใชชุดตรวจคัดกรอง 3 ชุด
ตรวจเพ่ือวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี (แผนภูมิที่ 6.1) โดยกําหนดใหเลือกชุดตรวจกรองแรกใหมีความไวท่ีสุด
อาจใชเปน EIA หรือ simple/rapid assay ในกรณีตัวอยางตรวจท่ีไมพ บแอนติบอดีตอเอชไอวีดวยชุดตรวจ
แรก สามารถรายงานผลเปนลบไดเลย แตในกรณีตัวอยางตรวจท่ีพบแอนติบอดีตอเชื้อเอชไอวีและใหผล
สอดคลองตรงกันทั้ง 3 ชุดตรวจท่ีมีความหลากหลายของแอนติเจนทดสอบ สามารถรายงานเปนผลบวกได
เน่ืองจากตองการใหคาทํานายผลบวกมีคาสงู ทส่ี ดุ เน่ืองจากความชุกของการติดเช้ือเอชไอวีในประเทศไทยอยู
ในระดับตํ่า พรอมทั้งมีการแนะนําการตรวจสอบความถูกตองของตัวอยางตรวจวาไมมีการสลับกันในทุก
ข้ันตอน หากไมมั่นใจควรเจาะเลือดตรวจซา้ํ ครง้ั ที่ 2 โดยใชช ดุ ทดสอบเดมิ ในการตรวจสอบความถูกตอ งอยา ง
นอ ย 1 วธิ ี แตใ นกรณีท่ีไดผลการทดสอบไมส อดคลองกนั ในทางปฏิบตั ใิ หทดสอบซ้าํ ทั้งสองวิธกี อนดว ยตัวอยาง
เดมิ ถายังไดผ ลการทดสอบเชนเดมิ จึงรายงานผลเปน สรปุ ไมไ ด (inconclusive) และแนะนาํ เจาะเลือดตรวจ
ซํ้าหลงั 2 สัปดาหและตดิ ตามจนครบ 1 เดือนเพ่อื บง ชี้ผลบวกหรอื ผลบวกปลอม
ในปจ จุบนั มีชุดทดสอบไดท้ังแอนติเจนและ/หรอื แอนตบิ อดตี อเอชไอวใี นเวลาเดียวกันไดถ ูกนาํ มาใชใน
งานบริการทางการแพทยอยางแพรหลายเพิ่มมากขึ้น เพื่อเปนการเพมิ่ ความไวในการคนหาผทู ่ีเพิ่งติดเช้ือใน
ระยะเร่ิมแรกเนื่องจากสามารถทดสอบแอนติเจนและ/หรอื แอนติบอดีตอเอชไอวีไดพรอมกัน ดงั นั้นแนวทาง
หอ งปฏบิ ัตกิ ารทางการแพทยท่ีใชชุดตรวจชนิดนี้เปนชุดตรวจแรกของลําดับการทดสอบ หากผลการทดสอบ
โดยชุดตรวจอืน่ ไมสอดคลอ งกันแนะนําใหตอบผลเปน สรปุ ไมได (inconclusive) โดยแนะนาํ ใหเจาะเลอื ดตรวจ
ซํ้าหลัง 2-4 สัปดาห หรือสงตัวอยางตรวจเพิ่มเติมดวยวิธีการอื่นๆ เชน เทคนิค NAT หรือ neutralization
p24 assay เพ่ือตดิ ตามในชวงระยะแฝงสาํ หรบั ผตู ดิ เชือ้ รายใหม
สวนการทดสอบดวยชุดตรวจกรองวิธีเดียว ซง่ึ อาจเปน EIA หรอื simple/ rapid assay ใชในกรณีที่
ตองการผลดวนมากหรือในกรณีฉุกเฉิน ถาผลการทดสอบไมเกิดปฏิกิริยา (non-reactive) รายงานผลเปน
anti-HIV negative และถาเกิดปฏิกิริยารายงานผลการตรวจแอนติบอดีเปน reactive เทาน้ันและตอง
ดาํ เนนิ การทดสอบตามแนวทางปฏบิ ตั เิ พ่ือวนิ ิจฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวีรายบคุ คลตอไป
38
แผนภูมิที่ 6.1 แนวทางการวินจิ ฉัยการติดเชอ้ื เอชไอวีทางหองปฏบิ ตั กิ ารทางการแพทย สาํ หรบั ผูใหญและ
เดก็ ทม่ี อี ายุ 24 เดอื นข้ึนไป
หมายเหตุ
(1) A1, A2 และ A3 หมายถึง ชดุ ทดสอบตรวจหาแอนติบอดีตอ เชื้อเอชไอวี ชนดิ ที่ 1, 2 และ 3 ตามลําดับที่มี
แอนตเิ จนทตี่ างชนิดกัน โดยชดุ ทดสอบท่ี 1 ตอ งมีความไวมากกวาชุดทดสอบท่ี 2 และ 3 และชุดทดสอบ
ท่ี 2 และ 3 ตองมีความจําเพาะสูงข้ึน
(2) ในกรณีผลบวกใหรายงานผลตรวจใหกับผูเก่ียวของและตรวจสอบหากพบวาเปนผูติดเช้ือรายใหมหรือ
ตรวจเปนคร้ังแรก (newly diagnosed) ควรแนะนําใหเจาะเลือดตัวอยางที่ 2 เพ่ือยืนยันตัวบุคคลโดย
ตรวจดวยชุดทดสอบเดิมอยา งนอย 1 วธิ ี
(3) การรายงานผลตรวจเปน สรุปผลไมได (inconclusive) ใหติดตามตรวจซ้ําภายหลัง 2-4 สัปดาห โดย
ทดสอบใหมตามลําดับข้ันตอน A1, A2 และ A3 เชนเดิม หากยงั ไดผลสรุปผลไมไดเ หมอื นเดิมภายหลงั 1
เดือนใหร ายงานผลลบและปรึกษาผูเช่ียวชาญ อยางไรกต็ ามผูใหค ําปรึกษาควรเนนเรือ่ งการปอ งกันการ
แพรเช้ือแกผ อู ่ืนอยา งเครง ครัดดวย
(4) ในกรณีท่ีชุดตรวจแรกที่เลือกใชเปนชุดตรวจชนิดที่ตรวจไดท้ังแอนติเจนและหรือแอนติบอดีในเวลา
เดียวกันและชุดตรวจที่ 2 หรือ 3 เปนชุดตรวจท่ีตรวจไดเฉพาะแอนติบอดีอยางเดียว และผลการตรวจ