แนวทางการตรวจวนิ ิจฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563 1
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แนวทางการตรวจวินิจฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวแี ละการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563 1
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แนวทางการตรวจวน� จิ ฉยั การตดิ เช�อ้ เอชไอว�
และการตรวจติดตามการรักษาป 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
2 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การตดิ เช้อื เอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ผจู้ ดั พมิ พ์
กองโรคเอดส์และโรคตดิ ต่อทางเพศสมั พนั ธ์
กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข
ถนนตวิ านนท์ อ�ำเภอเมือง จงั หวดั นนทบุรี 11000
พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1 พฤศจิกายน 2563 72 หน้า
จำ� นวน 2,000 เลม่
พมิ พท์ ่ี บริษทั พิมพด์ ี จำ� กัด
30/2 หมู่ 1 ถนนเจษฎาวิถี ต.โคกขาม
อ.เมืองสมทุ รสาคร จ.สมุทรสาคร 74000
Tel. 02-401-9401 Fax. 02-401-9417
www.pimdee.co.th
แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเช้ือเอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563 3
ค�ำน�ำGuideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ในกระบวนการตรวจวนิ ิจฉัยและดูแลรักษาผตู้ ิดเชื้อเอชไอวีและผปู้ ว่ ยเอดส์ การตรวจ
ทางห้องปฏิบัติการมีบทบาทท่ีส�ำคัญหลายด้าน ได้แก่ การตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี
การตรวจหาจ�ำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เพ่ือใช้ในการประเมินภาวะภูมิคุ้มกันของ
ผตู้ ดิ เชอื้ วา่ ควรจะเรมิ่ ยาตา้ นไวรสั หรอื เปลย่ี นแปลงการรกั ษาเมอื่ ใด การตรวจหาปรมิ าณไวรสั
ในกระแสเลอื ดเปน็ ตวั ชว้ี ดั ในการประเมนิ ประสิทธิผลของการใช้ยาต้านไวรัส หากพบว่ามี
การรักษาล้มเหลว ผลการตรวจการด้ือต่อยาต้านไวรัสจะถูกน�ำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบ
ในการปรบั สตู รยาใหเ้ หมาะสมสำ� หรบั ผปู้ ว่ ยรายนน้ั ๆ นอกจากนย้ี งั มกี ารตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
อื่นๆ ท้ังในเชิงคัดกรองวินิจฉัยและติดตามที่ส�ำคัญต่อการดูแลรักษา เช่น การตรวจระดับ
น�้ำตาลในเลือด การท�ำงานของตับ ไต ระดับไขมันในเลือด การตรวจคัดกรองโรคติดต่อ
ทางเพศสัมพันธ์ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งปากทวารหนัก เป็นต้น ซ่ึงในปัจจุบันแง่มุม
ในการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารมคี วามกา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยขี น้ึ อยา่ งรวดเรว็ มกี ารพฒั นา
เทคนคิ วธิ กี ารตรวจ ชดุ ตรวจ เครอ่ื งมอื ตรวจทที่ นั สมยั มคี วามสะดวกแมน่ ยำ� มากขนึ้ บคุ ลากร
ทางห้องปฏิบัติการต้องมีการพัฒนาในด้านความรู้ต่างๆ เพื่อให้รู้ถึงวิธีการตรวจในปัจจุบัน
การแปลผลรวมถึงข้อจ�ำกัดของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และความส�ำคัญของการตรวจ
ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ ความเชอื่ มนั่ ในผลการวเิ คราะหว์ า่ ถกู ตอ้ งและเชอ่ื ถอื ได้ อนั จะเปน็ ประโยชนโ์ ดยตรง
ตอ่ ผูร้ บั บรกิ ารตรวจทจี่ ะได้รับผลท่ีถูกต้อง
กองโรคเอดสแ์ ละโรคตดิ ตอ่ ทางเพศสมั พนั ธ์ จงึ ไดจ้ ดั พมิ พห์ นงั สอื แนวทางการตรวจ
วนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวแี ละการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563 โดยไดร้ วบรวมองคค์ วามรู้
ทจ่ี ะเปน็ แนวทางในการปฏบิ ัตงิ านและให้บริการการตรวจทางห้องปฏิบตั กิ ารทีเ่ ปน็ มาตรฐาน
แก่ผู้รับบริการ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้รับข้อมูลการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจาก
ประสบการณ์ในเชิงวิชาการจากคณะผู้เชี่ยวชาญในวงการท�ำงานด้านเอดส์และการตรวจหา
การติดเชื้อเอชไอวีทางห้องปฏิบัติการ ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณคณะคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ
และคณะทำ� งานทกุ ทา่ นทชี่ ว่ ยเรยี บเรยี งแกไ้ ขเนอื้ หา เพอื่ ใหห้ นงั สอื เลม่ นใี้ ชเ้ ปน็ การอา้ งองิ ทาง
วิชาการในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ และขอขอบคุณองค์กรภาคธุรกิจตา่ งๆ
ทใี่ ห้การสนบั สนุนการจดั พิมพ์ครง้ั นี้ส�ำเรจ็ ลลุ ่วงไปได้
กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพนั ธ์
พฤศจกิ ายน 2563
แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉัยการตดิ เชือ้ เอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
สารบญั4
คำ� แนะนำ� ที่สำ� คัญ 1
บทนำ� 3
บทท่ี 1 การให้การปรึกษาเพ่ือตรวจวินจิ ฉยั การตดิ เชื้อเอชไอวี 5
(HIV Testing and Counseling; HTC)
1.1 การให้การปรึกษาและตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีแบบรู้ผลวันเดียว 7
(Same day result)
1.2 การดำ� เนนิ การอย่างตอ่ เนือ่ งของบริการตรวจหาการตดิ เช้ือเอชไอวี 8
(HIV Testing Services continuum of care; HTS)
บทที่ 2 การตรวจวนิ ิจฉยั การตดิ เชือ้ เอชไอวที างห้องปฏบิ ตั ิการ 9
2.1 การตรวจเชือ้ เอชไอวี (HIV viral testing) 9
2.2 การตรวจหาแอนตบิ อดีตอ่ เชื้อเอชไอวี 10
2.3 กลวิธใี นการตรวจวนิ จิ ฉัยการตดิ เชอื้ เอชไอวรี ายบคุ คล 12
2.4 การเลือกชุดตรวจหาการตดิ เชือ้ เอชไอวี 13
2.5 สาเหตทุ ่พี บบอ่ ยในการเกดิ ผลปลอมของผลการตรวจเอชไอวี 14
บทท่ี 3 แนวทางการตรวจวินจิ ฉยั การตดิ เช้ือเอชไอวีส�ำหรบั ผ้ใู หญ่ 15
และเดก็ ทม่ี ีอายตุ ัง้ แต่ 24 เดือนข้นึ ไป
3.1 ระบบแจง้ เตือนผปู้ ระสานงานเอชไอวีเม่อื พบผู้ตดิ เช้ือเอชไอวี 22
จากผลทางหอ้ งปฏิบตั กิ าร
3.2 การตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวีซ้ำ� (HIV retesting) 22
บทท่ี 4 แนวทางการตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ ารเพื่อวนิ จิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวี 25
สำ� หรบั เด็ก อายตุ ำ�่ กวา่ 24 เดอื น
4.1 การสรปุ ผลว่า “ไม่ติดเชอื้ เอชไอว”ี ในเดก็ (เด็กต้องไม่ไดก้ นิ นมแม)่ 31
4.2 การส่งเลือดเด็กเพอื่ ตรวจ HIV DNA PCR 32
บทท่ี 5 การตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการส�ำหรับตรวจตดิ ตามการดูแลรกั ษา 33
ผตู้ ดิ เชอ้ื เอชไอวีและผู้ปว่ ยเอดส ์
5.1 แนวปฏิบัตกิ ารตรวจหาจำ� นวน CD4 ในผตู้ ดิ เชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส ์ 33
5.2 ปัจจยั ท่มี ีผลกระทบต่อการแปลผลการตรวจจำ� นวน CD4 34
5.3 การตรวจหาปริมาณเชอ้ื เอชไอวใี นกระแสเลือด (HIV viral load, VL) 34
5.4 ปจั จัยทีม่ ีผลกระทบต่อการแปลผลการตรวจ HIV VL 36
5.5 ระบบตรวจสอบเมอื่ ครบกำ� หนดการสง่ ตรวจ HIV VL ของผรู้ บั ยาตา้ นเอชไอว ี 37
5.6 ระบบแจง้ เตอื นเมอ่ื พบผลการตรวจ HIV VL > 1,000 copies/mL 37
5.7 การตรวจการด้อื ตอ่ ยาต้านเอชไอวี (HIV drug resistance testing) 37
แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเชื้อเอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563 5
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
5.8 ระบบแจง้ เตือนเม่ือพบการกลายพนั ธ์ทุ ม่ี ีผลตอ่ การดอ้ื ตอ่ ยาต้านเอชไอว ี 38
5.9 ปจั จัยท่ีมีผลกระทบต่อการแปลผลการตรวจหาการด้อื ต่อยาต้านเอชไอว ี 39
5.10 การแปลผลการตรวจหาเชื้อดือ้ ต่อยาตา้ นเอชไอวี 39
บทท่ี 6 การประกันคุณภาพห้องปฏิบตั ิการตรวจวนิ จิ ฉัยและตรวจตดิ ตาม 43
การติดเชือ้ เอชไอวี
สารบญั แผนภมู ิ
แผนภูมิที่ 1 รปู แบบการใหก้ ารปรกึ ษาเพ่ือตรวจวินจิ ฉยั การตดิ เชื้อเอชไอวี 6
แผนภมู ทิ ่ี 2 การด�ำเนนิ การอย่างตอ่ เน่อื งของบริการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี 8
แผนภูมิท่ี 3 แนวทางการวินิจฉยั การติดเชอ้ื เอชไอวที างหอ้ งปฏบิ ัติการ 16
สำ� หรับผ้ใู หญ่และเด็กทม่ี ีอายุ 24 เดอื นขึ้นไป โดยใช้ชดุ ตรวจ 18
ทีต่ รวจได้ทั้งแอนติเจนและแอนตบิ อดเี ปน็ ชุดตรวจกรองท่ี 1
แผนภูมทิ ่ี 4 แนวทางการวนิ จิ ฉยั การติดเช้อื เอชไอวที างห้องปฏิบตั ิการ 28
สำ� หรับผูใ้ หญ่และเดก็ ทมี่ ีอายุ 24 เดอื นขึ้นไปโดยใช้ชดุ ตรวจ 40
ที่ตรวจไดเ้ ฉพาะแอนติบอดีเป็นชดุ ตรวจกรองที่ 1
แผนภูมิท่ี 5 แนวทางการตรวจวนิ ิจฉัยการตดิ เชื้อเอชไอวที างห้องปฏบิ ตั ิการในเด็ก
ทีอ่ ายตุ �ำ่ กว่า 24 เดอื น
แผนภมู ิท่ี 6 แนวทางการเก็บตวั อย่างส่งตรวจหาการดอื้ ตอ่ ยาต้านเอชไอว ี
สารบัญตาราง
ตารางท่ี 1 การแปลผลการตรวจหาเชื้อหรอื สว่ นประกอบของเชอ้ื 10
ตารางที่ 2 แสดงคุณสมบัติของชุดตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีรนุ่ ต่างๆ (generation) 11
ตารางท่ี 3 ค่าทำ� นายความถูกตอ้ งของผลบวกและผลลบเปรียบเทียบกบั 12
ค่าความชุกทแี่ ตกตา่ งกัน
ตารางท่ี 4 หลักการเลอื กชุดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี 12
ตารางท่ี 5 สาเหตุที่พบบ่อยในการเกิดผลปลอมของผลการตรวจเอชไอวี 13
ตารางที่ 6 แนวทางการสรุปผลการตรวจวนิ จิ ฉยั การติดเช้อื เอชไอวสี �ำหรับ 19
ผู้ใหญแ่ ละเด็กทม่ี ีอายตุ ง้ั แต่ 24 เดอื นขน้ึ ไป
ตารางที่ 7 ค�ำแนะน�ำในการรายงานผลการตรวจหาการตดิ เชื้อเอชไอวี 21
ตารางที่ 8 การตรวจวนิ ิจฉยั การตดิ เชื้อเอชไอวีในหญงิ ตัง้ ครรภ์ 21
ตารางที่ 9 การตรวจหาการติดเชือ้ เอชไอวซี ้ำ� (HIV retesting) ในกรณีตา่ งๆ 22
ตารางที่ 10 การแปลผล PCR ในทารกทเ่ี สี่ยงต่อการตดิ เชื้อเอชไอวีจากแม่ 27
6 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเช้ือเอชไอวีและการตรวจติดตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ตารางท่ี 11 แนวทางการสง่ ตรวจและรายงานผลการตรวจหา CD4 33
ตารางที่ 12 แนวทางการสง่ ตรวจและรายงานผลการตรวจ HIV VL 35
ตารางที่ 13 แนวทางการสง่ ตรวจหาการด้ือตอ่ ยาตา้ นเอชไอวี 38
ตารางที่ 14 เปรียบเทยี บการรายงานผลและแปลผลการตรวจ 39
การด้ือต่อยาตา้ นเอชไอวตี ามชนดิ ของชดุ น้�ำยา
ตารางท่ี 15 แนวทางการเกบ็ และจัดสง่ ตัวอย่างสำ� หรบั 41
ส่งตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับเอชไอวี
ตารางที่ 16 ประเภทการประกนั คณุ ภาพกระบวนการตรวจวเิ คราะหท์ างหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร 43
ตารางที่ 17 การประกนั คณุ ภาพกระบวนการตรวจวเิ คราะหท์ างห้องปฏิบตั กิ าร 44
ตารางท่ี 18 ค�ำแนะนำ� การตรวจวินิจฉัยและตรวจติดตามการตดิ เช้อื เอชไอว ี 45
ทางห้องปฎิบตั ิการใหม้ ีคณุ ภาพ
ตารางที่ 19 ค�ำแนะน�ำในการพจิ ารณาเลอื กใชน้ ำ�้ ยาและเคร่อื งมือตรวจหา 46
จ�ำนวน CD4, HIV VL และ และ HIV DR
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก เทคโนโลยีการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารแนวใหม่ 49
เภสชั พนั ธุศาสตร ์ 49
การตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวีดว้ ยตนเอง (HIV self-testing) 53
การตรวจเพอื่ หาผเู้ พง่ิ ตดิ เชอื้ เอชไอวใี หมท่ างหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร (HIV incidence testing) 53
ภาคผนวก ข
รายช่อื ชุดตรวจทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการตดิ เชอ้ื เอชไอวเี พ่ือจ�ำหน่ายในประเทศไทย 55
และองค์ประกอบของโปรตนี ในชุดตรวจ
การควบคุมคณุ ภาพชดุ ตรวจหาการตดิ เช้ือเอชไอวี 58
ภาคผนวก ค 59
การเกดิ ผลบวกปลอม (false positive) 59
คณะท�ำงานพัฒนาแนวทางการตรวจวินจิ ฉัยการติดเชื้อเอชไอว ี 60
และการตรวจติดตามการรกั ษา ปี 2563
แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉัยการติดเชือ้ เอชไอวแี ละ
การตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563
(Guideline on HIV Laboratory
Testing for Diagnosis and Monitoring 2020)
8 แนวทางการตรวจวินจิ ฉัยการตดิ เชื้อเอชไอวีและการตรวจติดตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
คำ� แนะนำ� ทส่ี ำ� คญั 1
ค�ำแนะน�ำท่ีสำ� คญั
1. กระบวนการตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวตี อ้ งปฎบิ ตั ติ ามแนวทาง 5C ขององคก์ ารอนามยั โลก
คอื
• ต้องไดร้ ับความยินยอมจากผ้รู บั บริการตรวจ (Consent)
• ต้องใหค้ �ำปรกึ ษาแก่ผรู้ บั บรกิ ารตรวจทั้งก่อนและหลังการตรวจ (Counseling)
• ตอ้ งเกบ็ รกั ษาความลับของผรู้ ับบริการตรวจอยา่ งเคร่งครัด (Confidential)
• ผลการตรวจมคี วามถกู ต้องและชัดเจน (Correct Test Result)
• ส่งต่อผู้รับบริการที่ผลเป็นบวกให้เข้าระบบการดูแลรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีต่อไป
โดยเรว็ (Connection to care)
2. การตรวจวนิ จิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวีผู้ใหญแ่ ละเด็กทม่ี ีอายุตั้งแต่ 24 เดอื นขน้ึ ไป
• ใชแ้ นวทางการตรวจดว้ ยชดุ ตรวจกรอง 3 ชดุ ตรวจ โดยชดุ ตรวจกรองที่ 1 มคี วามไวสงู สดุ
ชุดตรวจกรองท่ี 2 มีความจ�ำเพาะสูงกว่าชุดตรวจกรองที่ 1 และชุดตรวจกรองที่ 3
มีความจ�ำเพาะสงู กว่าชดุ ตรวจกรองท่ี 2
• หนว่ ยงานทม่ี คี วามพรอ้ มแนะนำ� ใหเ้ รมิ่ ดว้ ยชดุ ตรวจรนุ่ ท่ี 4 ซงึ่ ตรวจไดท้ งั้ แอนตเิ จนและ
แอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี เพื่อประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยผู้ติดเช้ือเอชไอวีระยะ
เฉียบพลนั
3. กรณีตรวจตามแผนภูมิที่ 3 แล้วผลการตรวจในตัวอย่างท่ีส่งตรวจคร้ังแรกเป็น
สรุปผลไม่ได้ (inconclusive) หากประเมินว่าผู้รับบริการอาจติดเชื้อเอชไอวี
ระยะเฉียบพลนั (อยใู่ นดุลพินจิ ของแพทย์ผใู้ หก้ ารดูแลรักษา)
• ควรดำ� เนนิ การสง่ ตรวจเพมิ่ ดว้ ยวธิ ี HIV qualitative NAT หรอื หากแพทยพ์ จิ ารณาแลว้
เห็นสมควรให้ส่งตรวจหาปริมาณไวรสั (HIV VL) เพือ่ ประกอบการตดั สนิ ใจในการให้ยา
ต้านเอชไอวี; หรือ
• กรณยี งั ไมส่ ามารถวินิจฉยั ได้ ใหต้ รวจแอนติบอดีตอ่ เชือ้ เอชไอวีซ�ำ้ ในอกี 2 สัปดาห์
4. การตรวจวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวีในหญิงตั้งครรภ์ท่ีฝากครรภ์ปกติ ให้ใช้แนวทาง
การตรวจตามแผนภูมทิ ี่ 3 หรอื 4 โดยท�ำการตรวจหญิงตงั้ ครรภ์รวมทั้งสามีดว้ ย
2 แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉัยการติดเช้ือเอชไอวแี ละการตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
5. กรณีหญงิ ตัง้ ครรภ์คลอดฉุกเฉินและไมม่ ีผลตรวจเอชไอวมี ากอ่ น
• ให้ตรวจโดยชุดตรวจอย่างเร็ว (Rapid Test) ร่นุ ท่ี 4 หรือรุ่นท่ี 3 ก็ได้; และ
• รายงานผลตรวจเบ้ืองตน้ ใหแ้ พทยท์ ราบ เพือ่ ดำ� เนินการดูแลหญงิ ตง้ั ครรภ;์ และ
• ในกรณที ผี่ ลการตรวจมปี ฏกิ ริ ยิ า (reactive) ใหพ้ จิ ารณาใหย้ าตา้ นเอชไอวเี พอ่ื การปอ้ งกนั
ทารกจากการตดิ เชอ้ื จากมารดาในขณะคลอด; และ
• ต้องน�ำตัวอย่างเลือดเข้าสู่กระบวนการตรวจปกติอีกครั้งอย่างรวดเร็ว และรายงาน
ใหแ้ พทย์ทราบผลสรปุ อกี คร้ังหนึง่
6. การตรวจวินิจฉัยทารกที่คลอดจากมารดาติดเชอื้ เอชไอวี
ใหใ้ ชว้ ิธีตรวจ HIV DNA PCR ตามแผนภมู ทิ ่ี 5 แนวปฏบิ ัติในการสง่ ตรวจ HIV DNA PCR
ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 12 เดือน โดยการส่งตรวจซ�้ำครั้งท่ีสองในกรณีท่ีผลการตรวจครั้งแรก
เปน็ บวก ต้องสง่ ตรวจด้วยวธิ ตี รวจเดมิ ทีห่ ้องปฏบิ ัตกิ ารแหง่ เดมิ
บทน�ำ 3
บทนำ�
ยทุ ธศาสตรแ์ หง่ ชาตวิ า่ ดว้ ยการยตุ ปิ ญั หาเอดส์ พ.ศ. 2560-2573 ของประเทศไทย
ไดก้ �ำหนดวสิ ยั ทศั น์ คือ “การร่วมยุติปัญหาเอดส์ภายในปี พ.ศ. 2573 ทค่ี ำ� นงึ ถงึ หลักการสทิ ธิ
มนษุ ยชนและความเสมอภาคระหว่างเพศ” มีเป้าหมายหลกั 3 ประการ ไดแ้ ก่ ลดการติดเชื้อ
เอชไอวรี ายใหม่ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 ราย ลดการเสยี ชวี ติ ในผตู้ ดิ เชอื้ เอชไอวเี หลอื ปลี ะ
ไม่เกิน 4,000 ราย ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเน่ืองจากเอชไอวีและเพศภาวะ ร้อยละ 90
ซ่ึงการจะบรรลุเป้าหมายนั้น ได้ก�ำหนดการด�ำเนินการ 6 ยุทธศาสตร์ โดยยุทธศาสตร์ที่ 3
พฒั นาและเรง่ รัดการรักษา ดแู ล และช่วยเหลอื สงั คมให้มีคุณภาพรอบด้าน และยัง่ ยนื ได้วาง
ผลลพั ธ์ไว้ คอื ร้อยละ 95 ของผูต้ ิดเช้ือเอชไอวไี ด้รับทราบสถานะการติดเชอื้ ร้อยละ 95 ของ
ผู้ท่ีทราบว่าติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี และร้อยละ 95 ของผู้ท่ีได้รับยาต้าน
เอชไอวีสามารถกดปริมาณไวรัสลงได้ โดยใช้กรอบปฏิบัติงานเชิงยุทธศาสตร์ RRTTR
(Reach-Recruit-Test-Treat-Retain) ซ่ึงมุ่งเน้นการท�ำงานอย่างครอบคลุม เพ่ือส่งเสริมให้
ผู้ท่ีมีความเส่ียงต่อการติดเช้ือเอชไอวีได้รับรู้สถานะการติดเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มประชากร
กลมุ่ หลกั (Key population) การตรวจวนิ จิ ฉยั ทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารเปน็ สว่ นสำ� คญั ทจี่ ะสนบั สนนุ
งานดา้ นการตรวจวนิ จิ ฉยั และการดแู ลรกั ษา เพอื่ นำ� ไปสเู่ ปา้ หมายและกรอบแนวทางการดำ� เนนิ งาน
ใหป้ ระสบความส�ำเรจ็ ตามทกี่ ำ� หนดไว้
4 แนวทางการตรวจวินจิ ฉัยการตดิ เชื้อเอชไอวีและการตรวจติดตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
บทท่ี 1 การให้การปรึกษาเพื่อตรวจวนิ จิ ฉยั การติดเชอ้ื เอชไอวี 5
(HIV Testing and Counseling; HTC)
1บทที่ การใหก้ ารปรกึ ษาเพอื่ ตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวี
(HIV Testing and Counseling; HTC)
การใหก้ ารปรกึ ษาเปน็ กระบวนการทป่ี ระกอบดว้ ยการสรา้ งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ การให้ข้อมูลในด้านต่างๆ ช่วยให้ผู้รับบริการมีความเข้าใจ
นำ� ไปวางแผนและปรบั ตวั เขา้ กบั สภาวะความเจบ็ ปว่ ยหรอื โรคทด่ี ำ� เนนิ อยู่สำ� หรบั การใหก้ ารปรกึ ษา
เพ่อื ตรวจวนิ ิจฉยั การติดเชื้อเอชไอวี จ�ำเปน็ ต้องกระท�ำโดยความสมคั รใจของผรู้ ับบรกิ าร และ
ให้มีการลงนามในหนังสือแสดงความยินยอมหรือให้ค�ำยินยอมด้วยวาจา (verbal consent)
เช่น กรณีการให้บริการในรูปแบบนิรนาม เป็นต้น ทั้งน้ี ต้องให้การปรึกษาท้ังก่อนและหลัง
การตรวจวินิจฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวีทุกครัง้ เสมอ (pre-test/post-test counseling) การให้
การปรกึ ษากอ่ นตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวี สามารถกระทำ� เปน็ กลมุ่ ได้ (group counseling)
ส่วนการให้การปรึกษาหลังตรวจวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวีไม่สามารถกระท�ำแบบเป็นกลุ่มได้
ตอ้ งให้การปรกึ ษาแบบรายบคุ คล (individual counseling)
การใหก้ ารปรกึ ษาเพอ่ื ตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวี มคี วามสำ� คญั ตอ่ ประชาชน
ชมุ ชน และประเทศ เพอื่ สง่ เสรมิ ใหท้ ราบสถานะการตดิ เชอ้ื ของตนเองและเพมิ่ ความรเู้ กย่ี วกบั
การปอ้ งกนั การถา่ ยทอดเชอื้ เอชไอวี แบง่ เปน็ 2 รปู แบบ คอื ผรู้ บั บรกิ ารเปน็ ผเู้ รมิ่ ตน้ กระบวนการ
ตอ้ งการตรวจหาการตดิ เช้อื ด้วยตวั เอง (client-initiated testing and counselling; CITC)
และผู้ให้บริการเป็นผู้เร่ิมต้นกระบวนการ (provider-initiated testing and counseling;
PITC) กระบวนการแบบ PITC เป็นกระบวนการทอี่ งค์การอนามยั โลก (WHO) และโครงการ
เอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) สนับสนุนให้หน่วยงานที่มีความพร้อมด�ำเนินงานได้
โดยให้มีการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีส�ำหรับกลุ่มท่ีอยู่นอกเหนือจากกลุ่มท่ีได้รับค�ำแนะน�ำ
ให้ตรวจ ท้ังน้ี ผู้รับบริการสามารถปฏิเสธการรับการตรวจวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวี
ในสถานพยาบาลได้ สำ� หรบั หนว่ ยงานทใ่ี หบ้ รกิ าร ควรมคี วามสะดวกและเปน็ มติ รในการเขา้ ถงึ
บรกิ ารแกผ่ รู้ บั บรกิ าร เพมิ่ การเขา้ ถงึ การตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวใี นกลมุ่ ประชากรหลกั
ทเี่ ขา้ ถงึ ยาก เชน่ ชายทม่ี เี พศสมั พนั ธก์ บั ชาย สาวประเภทสอง เปน็ ตน้ ผใู้ หบ้ รกิ ารทางการแพทย์
สามารถร่วมมือกับองค์กรชุมชน จัดให้มีบริการการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีในชุมชนได้
ซึ่งจะเพ่ิมการเข้าถึงการตรวจในกลุ่มนี้ได้มากขึ้น โดยรูปแบบการบริการให้การปรึกษา
เพื่อตรวจวินิจฉัยการตดิ เชือ้ เอชไอวี ดังแผนภมู ทิ ่ี 1
6 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเชื้อเอชไอวีและการตรวจติดตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
การแจ้งผลตรวจเลือด ให้แจ้งเฉพาะผู้รับบริการเท่านั้น โดยผ่านกระบวนการ
ให้การปรึกษาหลงั ทราบผลการตรวจ ทงั้ น้ี ไม่ควรแจง้ ผลตรวจเลอื ดทางโทรศพั ท์หรือทางส่ือ
อืน่ ๆ ทไ่ี มเ่ หน็ หนา้ ผู้รับบรกิ ารหรอื แจ้งผา่ นผู้อ่ืน
การรักษาความลับ ให้ระมัดระวังและรักษาความลับของผู้รับบริการตรวจอย่าง
เคร่งครัด ผู้ที่เก่ียวข้องท่ีก�ำหนดไว้สามารถเข้าถึงผลการตรวจได้ และไม่แจ้งผลตรวจให้ผู้ที่
ไมเ่ กยี่ วขอ้ งทราบ เวน้ แตต่ ้องปฏบิ ตั ิหนา้ ทีต่ ามกฎหมาย
แผนภูมทิ ี่ 1 รปู แบบการใหก้ ารปรกึ ษาเพ่ือตรวจวนิ ิจฉัยการติดเช้อื เอชไอวี
การใหก้ ารปรึกษาเพอ่ื ตรวจ
วนิ จิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวี
ประเภท การให้บริการในสถานพยาบาล การใหบ้ รกิ ารในองคก์ รชุมชน
หนว่ ยงาน
การสง่ เสริมการ PITC CITC PITC CITC
เขา้ ถงึ การตรวจ
จดุ คลินกิ ฝากครรภ์, OPD, คนไข้ Walk–in ใน Drop-In Mobile
ใหบ้ รกิ าร IPD, คลินิก TB, VCT, Center Clinic
คลนิ กิ STI, คลนิ ิกโรค Anonymous
เรอ้ื รังตา่ งๆ, งานเชิงรกุ Clinic,
Mobile Clinic
PITC : provider-initiated testing and counseling ผู้ให้บรกิ ารเป็นผเู้ ริม่ ต้นกระบวนการ
CITC : client-initiated testing and counselling ผู้รบั บริการเปน็ ผเู้ ร่มิ ต้นกระบวนการตอ้ งการตรวจหา
การติดเช้อื ด้วยตัวเอง
บทที่ 1 การให้การปรึกษาเพื่อตรวจวนิ ิจฉยั การตดิ เช้อื เอชไอวี 7
(HIV Testing and Counseling; HTC)
1.1 การให้การปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีแบบรู้ผลวันเดียว
(Same day result)
ก า ร ใ ห้ บ ริ ก า ร ท่ี ต้ อ ง ทำ�ให้ผ้รู ับบริการจำ�นวนหน่งึ ไม่กลับมาฟังผลเลือดสถานพยาบาล
นัดมาฟังผลตรวจเลือด จึงควรจัดให้มีบริการให้การปรึกษาและตรวจหาการติดเช้ือ
ในวนั ถดั ไป เอชไอวแี บบรู้ผลวันเดียวกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงที่จะไม่กลับมา
ฟังผลการตรวจเลอื ด ได้แก่
l กล่มุ ชายที่มเี พศสัมพนั ธ์กับชาย
l ผใู้ ช้ยาเสพติดดว้ ยวิธีฉีด
l พนักงานบรกิ ารหญิงและชาย
l แรงงานตา่ งด้าว
l สามขี องหญิงตง้ั ครรภ์
การจัดบริการให้การ กรณรี ูปแบบการจดั บรกิ ารเชงิ รบั ในสถานบริการ
ปรึกษาและตรวจหา l ปรับกระบวนการบริหารจัดการในห้องปฏิบัติการเพื่อให้
ก า ร ติ ด เ ชื้ อ เ อ ช ไ อ วี ออกผลการตรวจเอชไอวใี หไ้ ด้ภายใน 2 ชว่ั โมง
แบบรผู้ ลวันเดยี ว กรณรี ูปแบบการจัดบรกิ ารเชิงรุก
l การใช้ชุดตรวจเรว็ (rapid test) อาจมีความเหมาะสมกวา่
การใช้ชุดตรวจท่ีเป็นเคร่ืองอตั โนมัติ (machine based assay)
l ควรคำ�นึงถึงระยะเวลาของการรายงานผลตรวจของ
ชุดตรวจที่ใช้ในลำ�ดับต่างๆ ทั้ง 3 ชุดตรวจห้องปฏิบัติการ
ควรรายงานผลตรวจได้ภายในเวลาประมาณ 1 - 2 ช่ัวโมง
การจดั บรกิ ารใหค้ ำ�นงึ ถงึ ความเปน็ สว่ นตวั ขณะฟงั ผลการตรวจ
l ควรหาพ้ืนท่ีที่มิดชิดท่ีสุดเพื่อแจ้งผลการตรวจและ
พึงระวังประเด็นอ่อนไหว เช่น การบอกผลบวกกับผู้รับบริการ
ท่อี าจมาตรวจกบั กลุ่มเพื่อน
แนวปฎิบตั ิของการให้การปรึกษาเพอื่ ตรวจวนิ ิจฉัยการตดิ เชอ้ื เอชไอวเี ป็นรายบุคคล
ต้องเปน็ การตรวจโดยสมัครใจและได้รับการยินยอมจากผรู้ ับบริการ
สถานบรกิ ารต้องให้บรกิ ารปรกึ ษากอ่ นและหลงั การตรวจทุกครัง้
ใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานและชุดตรวจท่ีใช้ต้องผ่าน
การประเมินและขน้ึ ทะเบยี นจากสำ�นักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สถานบรกิ ารทใ่ี หบ้ รกิ ารตอ้ งมมี าตรการในการปอ้ งกนั การเปดิ เผยความลบั ของผรู้ บั บรกิ าร
สถานบริการต้องจัดให้มีบริการส่งต่อผู้ติดเช้ือเอชไอวีเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษา
ด้วยยาต้านไวรสั โดยเรว็
8 แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉยั การติดเช้ือเอชไอวแี ละการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ผ้ทู คี่ วรได้รบั การตรวจวนิ จิ ฉัยการติดเชื้อเอชไอวี
1) ผู้ท่ีมอี าการหรอื อาการแสดงที่เข้าได้กบั การตดิ เชื้อเอชไอวีหรอื เอดส์
2) ผู้ท่ีมีหรือเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน รวมถึงเพศสัมพันธ์ระหว่าง
ชาย - ชาย หรือ ชาย - หญิง
3) ผู้ปว่ ยวณั โรค
4) ผู้ติดเชอ้ื โรคตดิ ต่อทางเพศสัมพนั ธ์
5) ผใู้ ชย้ าเสพติดดว้ ยวิธฉี ีดและใช้เขม็ ร่วมกนั
6) หญงิ ตัง้ ครรภแ์ ละสามี
7) ทารกท่ีเกดิ จากมารดาตดิ เชื้อเอชไอวี
8) บุคลากรทางการแพทยท์ เ่ี กิดอุบัติเหตุท่เี สยี่ งต่อการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
9) ผถู้ ูกกลา่ วหาและผถู้ กู ละเมดิ ทางเพศ
10) ผูท้ ตี่ อ้ งการตรวจเลือดก่อนแต่งงานหรอื ผูท้ ่วี างแผนมีบุตร
11) ผู้ที่อยู่ระหว่างการรับยาป้องกันก่อนและหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี
(PrEP หรอื PEP)
1.2 การด�ำเนินการอย่างต่อเนื่องของบริการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี
(HIV Testing Services continuum of care, HTS)
การดำ� เนนิ งานเพอ่ื ไปสเู่ ปา้ หมายและกรอบแนวทางในยทุ ธศาสตรย์ ตุ ปิ ญั หาเอดสน์ น้ั
ในสว่ นของการใหบ้ รกิ ารตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวตี อ้ งดำ� เนนิ งานอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ดงั แผนภมู ทิ ่ี 2
โดยผู้ให้บริการต้องมีกระบวนการที่ท�ำให้มั่นใจว่าผู้รับบริการจะไม่หายไปในแต่ละจุดของ
การด�ำเนนิ งาน (HTS Cascade)
แผนภมู ทิ ี่ 2 การด�ำเนินการอย่างต่อเน่อื งของบรกิ ารตรวจหาการตดิ เช้ือเอชไอวี
สง่ เสรมิ ใหเ้ กิด ให้ขอ้ มลู ความรู้ เข้าส่กู ระบวนการ ใหก้ ารปรกึ ษาหลงั ส่งต่อและยืนยัน
ความตอ้ งการใน HIV (Pretest ใหก้ ารปรกึ ษาและ การตรวจหา การเข้าถึงบริการ
การตรวจและส่ง information) ตรวจหาการตดิ การตดิ เช้อื ดแู ลรักษาหรอื
ต่อไปยังหนว่ ย และการคดั กรอง เอชไอวี บริการอื่น ๆ ทนั ที
เชอ้ื เอชไอวี
ตรวจ โรค STI
ท่ีมา https://www.who.int/hiv/pub/arv/arv-2016/en/
บทท่ี 2 การตรวจวนิ ิจฉยั การตดิ เชือ้ เอชไอวี 9
ทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการ
2บทท่ี การตรวจวินิจฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวี
ทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร
การตรวจวินิจฉัยการติดเช้ือเอชไอวีทางห้องปฏิบัติการมีความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยมี าก ทำ� ให้สามารถวนิ จิ ฉัยการตดิ เช้ือได้อยา่ งรวดเรว็ ขึน้
2.1 การตรวจเชื้อเอชไอวี (HIV viral testing)
การตรวจหาเชือ้ เอชไอวหี รอื ส่วนประกอบของเชือ้ ไดแ้ ก่
• การตรวจหาโปรตนี ชนดิ p24 antigen หรอื สารพนั ธกุ รรมของเชอ้ื เอชไอวี
• มีประโยชน์เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อในระยะแรกท่ียังตรวจไม่พบแอนติบอดี
จำ� เพาะ (anti-HIV) และ/หรอื ไมส่ ามารถใชแ้ อนตบิ อดแี ปลผลการตดิ เชอ้ื ไดแ้ ก่
o การตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื ในเดก็ อายนุ อ้ ยกวา่ 24 เดอื น เนอ่ื งจากอาจพบ
แอนติบอดีจ�ำเพาะของแม่ที่ผ่านรกมายังทารกและยังคงพบได้ในขณะน้ัน
ตอ้ งระมดั ระวงั ในการแปลผลและมเี กณฑจ์ ำ� เพาะในการวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้
ในทารก
o การตรวจวินิจฉัยผ้ทู ม่ี เี พศสัมพันธก์ บั ผู้ทม่ี ีเช้อื มาระยะเวลาไม่เกนิ 1 เดอื น
หรือติดตามบุคลากรทางการแพทย์หลังได้รับอุบัติเหตุสัมผัสเลือดหรือ
สารคดั หลั่งของผ้ปู ว่ ยทสี่ งสยั ว่าติดเชือ้ จากการปฏิบตั ิงาน
• การตรวจหาสารพันธุกรรมของเช้ือ เป็นการตรวจด้วยการใช้เทคนิค NAT
(nucleic acid amplification testing) แบบเชิงคุณภาพ (qualitative) สามารถตรวจได้ทงั้
RNA ของเชื้อในพลาสมา หรือ proviral DNA ในเซลล์ทต่ี ิดเชอื้ ดังตารางท่ี 1
• ไมว่ า่ ผลการตรวจเปน็ ผลบวกหรอื ผลลบ ควรตรวจแอนตบิ อดจี ำ� เพาะเพอ่ื ยนื ยนั
การติดเชือ้ เอชไอวีตอ่ ไป
• กรณตี อ้ งการตรวจสารพนั ธกุ รรมของเชอ้ื สามารถตรวจหา proviral DNA ดว้ ย
วิธี DNA PCR ในเม็ดเลอื ดขาว หรอื ตรวจหา HIV RNA จากพลาสมา สำ� หรับการตรวจ HIV
RNA ต้องเลือกใชว้ ธิ กี ารตรวจ HIV RNA เชิงคณุ ภาพ (qualitative HIV RNA) โดยรายงานเปน็
ผลบวกหรือผลลบ ไมค่ วรใช้วธิ กี ารตรวจ HIV RNA เชงิ ปริมาณ (quantitative HIV RNA)
10 แนวทางการตรวจวินจิ ฉัยการติดเชือ้ เอชไอวีและการตรวจติดตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ทรี่ ายงานผลเปน็ copies/mL เนอ่ื งจากเอกสารกำ� กบั ชดุ ตรวจระบใุ หใ้ ชห้ าปรมิ าณไวรสั ในผทู้ ่ี
ตดิ เชอื้ แลว้ เทา่ นนั้ จงึ ไมค่ วรใชช้ ดุ ตรวจนเี้ พอ่ื การวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เปน็ วธิ หี ลกั แตอ่ าจใชเ้ ปน็
ชุดตรวจเสริม (Suplemental test) ตามแผนภูมิที่ 3 ในกรณีท่ีผลเป็น “สรุปผลไม่ได้
(Inconclusive)”
• การผลิตชุดตรวจ HIV RNA เชิงคุณภาพ (qualitative HIV RNA) ของ
ห้องปฏิบัตกิ ารเพือ่ ใช้ในหน่วยงานตนเองส�ำหรบั งานบรกิ ารผปู้ ่วย หรือแจกใหใ้ ชใ้ นหน่วยงาน
ของภาครฐั ไดร้ บั การยกเวน้ ตามกฎหมายไมต่ อ้ งขออนญุ าตจากสำ� นกั งานคณะกรรมการอาหาร
และยา แตต่ อ้ งปฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ์ หากมกี ารจำ� หนา่ ยหรอื แจกจา่ ยตอ้ งปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งตาม
หลกั เกณฑว์ ิธีการและเง่ือนไขที่กฎหมายก�ำหนด
ตารางท่ี 1 การแปลผลการตรวจหาเชอ้ื หรือส่วนประกอบของเชือ้
การทดสอบ ผลบวก การแปลผลจากผลตรวจพบเป็น
ทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร ผลลบ
p24 Antigen มกี ารติดเชอื้ เอชไอวี • ไมม่ กี ารติดเช้ือเอชไอวี; หรือ
• มีการติดเชื้อเอชไอวี แต่ปริมาณ p24 Ag ต่�ำกว่า
ขีดความสามารถของเทคนคิ การทดสอบ
HIV RNA หรือ มีการตดิ เช้ือเอชไอวี • ไม่มกี ารติดเชอื้ เอชไอวี; หรือ
proviral DNA ดว้ ย • มีการติดเชือ้ เอชไอวี แต่ปริมาณสารพันธกุ รรมของเชอ้ื
HIV qualitative ต�ำ่ กวา่ ขีดความสามารถของเทคนคิ การทดสอบ; หรอื
NAT • มกี ารตดิ เชอื้ เอชไอวสี ายพนั ธอ์ุ นื่ ๆ ทว่ี ธิ กี ารตรวจไมส่ ามารถ
ครอบคลุมถงึ ได้
2.2 การตรวจหาแอนตบิ อดีต่อเชอ้ื เอชไอวี
การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี เป็นวิธีมาตรฐานส�ำหรับการวินิจฉัย
การตดิ เชอื้ เอชไอวี หลกั การทใี่ ช้ ไดแ้ ก่ Enzyme immunoassay (EIA), Chemiluminescent
immunoassay (CIA), Agglutination assay, และImmunochromatography ปัจจุบัน
ยงั มชี ดุ ตรวจทต่ี รวจได้ทง้ั แอนตเิ จนและแอนติบอดตี ่อเชือ้ ในชุดตรวจเดียวกนั ซ่งึ เพ่ิมความไว
ในการวนิ จิ ฉัยผทู้ ่ีเพง่ิ ตดิ เช้อื ใหม่หรือตดิ เชอื้ เฉียบพลนั ไดด้ ขี ้นึ ดังตารางที่ 2
บทที่ 2 การตรวจวินิจฉยั การตดิ เช้อื เอชไอวี 11
ทางห้องปฏบิ ัติการ
ตารางท่ี 2 แสดงคุณสมบตั ขิ องชดุ ตรวจหาการติดเช้อื เอชไอวรี ุน่ ตา่ งๆ (generation)
ร่นุ ของชุดตรวจ 1stGeneration 2ndGeneration 3rdGeneration 4thGeneration 5thGeneration
(Generation) Virus infected Lysate & Recombinant & Recombinant & Recombinant &
ชนิดของแอนตเิ จน cell lysate Recombinat Synthetic peptide Synthetic peptide Synthetic peptide
วัตถุประสงค์ IgG IgG anti HIV-1 & HIV-2 anti HIV-1 & HIV-2 IgG and IgM
เพื่อตรวจหา anti HIV-1 anti HIV-1 & and HIIV-1 Group O and HIIV-1 Group O anti HIV-1, HIV-2
anti HIV-2 & HIV-1 p24 Ag and HIV-1 Group O
หลักการชุดตรวจ & HIV-1 p24 Ag
ความไว Sandwich
Indirect Indirect Sandwich Sandwich
Immunoassay Immunoassay Immunoassay Immunoassay Immunoassay
99% >99.5% >99.5% >99.8% 100%
ความจำ�เพาะ 95 - 98% >99% 99.5% 99.5% 99.5%
ชว่ งเวลาทย่ี งั ตรวจไมพ่ บ 8 - 10 สปั ดาห์ 4 - 6 สปั ดาห์ 2 - 3 สปั ดาห์ 2 สปั ดาห์ 2 สปั ดาห์
(Window period) ผลรวมของ
HIV-1/HIV-2 Ab
ผลการตรวจ - ผลรวมของ ผลรวมหรอื ผลแยก ผลแยกของ HIV-1
ระหวา่ ง Ab, HIV-2 Ab และ
HIV-1/HIV-2 Ab
HIV-1/HIV-2 Ab HIV Ag*
และ HIV Ag
ทมี่ า: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4820517/
* เหมาะส�ำหรบั ประเทศท่ีมี HIV-2 แพร่ระบาด
2.3 กลวิธีในการตรวจวนิ จิ ฉยั การติดเชอื้ เอชไอวีรายบุคคล
กลวิธีการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี คือ ข้ันตอนการใช้ชุดตรวจหลายๆชุด
เพ่ือเป็นข้อมูลแปลผลตรวจหาการติดเชื้อโดยค่าท�ำนายความถูกต้องของผลการตรวจ
(predictive value) ทั้งผลเป็นบวก (positive predictive value: PPV) และผลเป็นลบ
(negative predictive value: NPV) มคี วามถกู ต้องมากท่ีสุด โดยค่า PPV และ NPV คำ� นวณ
จากค่าความไว ความจ�ำเพาะของชุดตรวจ และค่าความชุก (Prevalence) ของการติดเชื้อ
เอชไอวใี นกลมุ่ ประชากรแต่ละประเทศ ดังตารางท่ี 3 ค่าความชกุ ของการตดิ เช้ือเอชไอวจี าก
การคาดประมาณในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีข้นึ ไปของประเทศไทย พ.ศ. 2563 คอื 0.795
โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ ไดก้ �ำหนดแนวทางสำ� หรับการวินิจฉยั
การตดิ เชื้อเอชไอวรี ายบคุ คล เพื่อให้ได้ค่า PPV และ NPV ของผลการตรวจมีความถูกต้อง
ร้อยละ 99.99 โดยยึดกลวิธีการตรวจที่ 3 ซ่งึ เปน็ ขอ้ กำ� หนดแนะน�ำโดยองค์การอนามัยโลก
และ UNAIDS คอื ใช้ชดุ ตรวจคดั กรอง 3 ชดุ ตรวจในการแปลผลบวก
12 แนวทางการตรวจวินิจฉัยการตดิ เช้อื เอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ตารางท่ี 3 คา่ ทำ� นายความถกู ตอ้ งของผลบวกและผลลบเปรยี บเทยี บกบั คา่ ความชกุ ทแี่ ตกตา่ งกนั *
HIV Prevalence %PPV (1 test) %PPV (2 tests) %PPV (3 tests) %NPV (1 test)
0.05 14.2918 83.2000 99.9946 100
0.5 33.3333 98.0296 99.9798 99.9975
0.795** 44.2061 98.7474 99.9873 99.9960
1.00 67.0034 99.5075 99.9950 99.9897
5.00 83.9662 99.8085 99.9981 99.9734
10.00 91.7051 99.9092 99.9991 99.9439
หมายเหต:ุ Positive predictive value (PPV) คือ ร้อยละของคา่ ทำ� นายความถูกต้องของผลบวก
Negative predictive value (NPV) คอื รอ้ ยละของคา่ ทำ� นายความถกู ตอ้ งของผลลบ
* ชุดตรวจกรองท้งั หมดมคี วามไวรอ้ ยละ 99.5 และมคี วามจำ� เพาะรอ้ ยละ 99.0
** ขอ้ มลู จาก AEM: HIV prevalence ในประชากรอายุ 15+ ปี 2563 เทา่ กบั 0.795 (update 20 ม.ี ค. 2563)
2.4 การเลือกชดุ ตรวจหาการตดิ เช้ือเอชไอวี
ตารางที่ 4 หลกั การเลอื กชดุ ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี
หลกั การเลอื กชดุ ตรวจ
ผ่านการประเมินและ ชุดตรวจที่ใช้ต้องผ่านการประเมินและข้ึนทะเบียน
ขึ้นทะเบยี น จากส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวง
สาธารณสุข
ชุดตรวจกรองครบทั้ง ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลทุกแห่ง
3 ชุด ท่ีให้บริการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีรายบุคคล ต้องมี
ชุดตรวจกรองครบท้ัง 3 ชุดตรวจ เพ่ือสามารถรายงาน
ผลการตรวจไดใ้ นกรณผี ลบวกทันที
หากเลือกใช้ชุดตรวจกรองที่ 1 ที่สามารถตรวจได้ท้ัง
แอนติเจนและแอนติบอดีต่อเช้ือในชุดตรวจเดียวกัน
ชดุ ตรวจกรองท่ี 3 ตอ้ งเปน็ ชดุ ตรวจทต่ี รวจไดเ้ ฉพาะแอนตบิ อดี
บทท่ี 2 การตรวจวินจิ ฉยั การตดิ เช้ือเอชไอวี 13
ทางห้องปฏิบตั ิการ
มีแอนติเจนส�ำหรับตรวจ ชุดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีท้ัง 3 ชุดท่ีเลือกใช้ควรมี
หาแอนติบอดีที่แตกต่าง แอนติเจนส�ำหรับตรวจหาแอนติบอดีท่ีแตกต่างกัน
กัน โดยพิจารณาความแตกต่างของแอนติเจนจากชื่อของ
แอนตเิ จน ชนดิ ของโปรตีน/เปปไทด์ หรือแหล่งผลิตของ
แอนติเจนชนิดนั้น (ภาคผนวก ข)
ความไวและความจำ� เพาะ ชดุ ตรวจกรองที่ 1 ต้องมีความไวมากท่ีสุด
ของชดุ ตรวจกรอง ชดุ ตรวจกรองท่ี 2 และ 3 ควรมคี วามจำ� เพาะมากกวา่ ตามลำ� ดบั
ชนิดของชุดตรวจกรอง: ชุดตรวจท่ีใช้เครื่อง (machine based assay) หรือ
ชุ ด ต ร ว จ ท่ี ใช ้ เ ค รื่ อ ง ชดุ ตรวจเรว็ (rapid test) สามารถเลอื กใชเ้ ปน็ ชดุ ตรวจกรองที่ 1
(machine based assay) ชุดตรวจกรองที่ 2 หรือ ชุดตรวจกรองที่ 3 ได้ โดยพิจารณา
หรือชุดตรวจเร็ว (rapid ความเหมาะสมจากปรมิ าณตวั อย่าง
test) หากตวั อยา่ งตรวจ มจี ำ� นวนนอ้ ย การใชช้ ดุ ตรวจเรว็ อาจจะมี
ความเหมาะสมในการเลอื กใชเ้ ปน็ ชดุ ตรวจกรองที่ 1 มากกวา่
ชุดตรวจแบบใช้เครอ่ื ง
ชุดตรวจท้ังสามชุดตรวจสามารถใช้ชุดตรวจเร็วได้ทั้งหมด
โดยชดุ ตรวจทงั้ สามตอ้ งมแี อนตเิ จนทใ่ี ชใ้ นการผลติ ชดุ ตรวจ
แตกตา่ งกัน หรอื จากแหลง่ ผลิตแตกต่างกนั (ภาคผนวก ข)
อายกุ ารใชง้ านของชดุ ตรวจ ชุดตรวจควรมีอายุการใช้งานที่เหมาะสมกับภาระงาน
และความพร้อมของ ความพร้อมของสถานท่ีตรวจ ทงั้ ดา้ นอปุ กรณเ์ ครอื่ งมอื และ
หน่วยงาน ความรคู้ วามช�ำนาญของเจ้าหน้าที่
14 แนวทางการตรวจวนิ ิจฉัยการติดเชอื้ เอชไอวีและการตรวจติดตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
2.5 สาเหตทุ ี่พบบอ่ ยในการเกิดผลปลอมของผลการตรวจเอชไอวี
ตารางท่ี 5 สาเหตุทพ่ี บบอ่ ยในการเกดิ ผลปลอมของผลการตรวจเอชไอวี
สาเหตทุ (่อีFาaจlsทe�ำ-ใNหeเ้ gกaดิ tผivลeล)บปลอม สาเหตุที่อ(Fาจalทs�ำeใ-หP้เoกsิดitผivลeบ)วกปลอม
ความผิดปกตจิ ากสารในร่างกาย (biological error)
• • ตรวจอยู่ในชว่ งทเี่ ป็น Window period มีแอนติบอดีท่ีไม่จ�ำเพาะเกิดข้ึนใน
• มีสารบางอย่างในเลือดท่ียับย้ังปฏิกิริยา รา่ งกาย
•ของชดุ ตรวจ เกดิ ปฏกิ ิรยิ าขา้ มกลมุ่ ของแอนตเิ จน
• Seroreversion ในคนไขท้ ่ี Acute Infection
ที่รักษาเร็ว
ความผดิ พลาดท่ีเกิดโดยผู้ปฏบิ ัติงาน (human error)
• • ไมไ่ ดใ้ สต่ วั อยา่ ง หรอื ใสต่ วั อยา่ งนอ้ ยเกนิ ไป การเก็บรักษาชุดตรวจไม่ถูกต้องตาม
• เตมิ น�ำ้ ยามากเกินไป ค�ำแนะน�ำ
• • การเก็บรักษาชุดตรวจไม่ถูกต้องตาม การอา่ นผลผดิ พลาด กรณอี า่ นดว้ ยสายตา
•ค�ำแนะน�ำ ขาดการบำ� รุงรักษาเครอ่ื งมือ
• • ใชน้ �ำ้ ยาหมดอายุ มีการปนเปอ้ื นของตัวอยา่ งขณะตรวจ
• ความผิดพลาดท่ีเกดิ จากโรงงานผลิต (maufacturing error)
ความผดิ พลาดทเ่ี กดิ ขน้ึ ในโรงงานผลติ ชดุ ตรวจในสว่ นท่สี ง่ ผลตอ่ ระบบคณุ ภาพของชดุ ตรวจ
ท่มี า https://www.who.int/hiv/pub/arv/arv-2016/en/
บทที่ 3 แนวทางการตรวจวนิ ิจฉัยการตดิ เชื้อเอชไอวี 15
สำ� หรบั ผู้ใหญ่และเดก็ ที่มอี ายุต้งั แต่ 24 เดอื นข้นึ ไป
3บทที่ แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเช้อื เอชไอวี
ส�ำหรบั ผู้ใหญแ่ ละเดก็ ทม่ี อี ายตุ ง้ั แต่ 24 เดือนขนึ้ ไป
การตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวรี ายบคุ คลสำ� หรบั ผใู้ หญแ่ ละเดก็ อายุ 24 เดอื น
ข้ึนไป แบง่ ออกเปน็ 2 รปู แบบ ตามการเลอื กใชช้ ุดตรวจ
1. แผนภมู ิท่ี 3 ชดุ ตรวจกรองท่ี 1 (A1) ต้องเป็นชุดตรวจส�ำหรับแอนติเจนและ
แอนติบอดใี นรุน่ ที่ 4 (4th generation assay) และชดุ ตรวจกรองท่ี 3 (A3) ต้องเป็นชุดตรวจ
ในรุ่นที่ 3 (3rd generation assay) เท่านั้น
2. แผนภมู ิที่ 4 ชดุ ตรวจกรองท่ี 1 (A1) เป็นชดุ ตรวจสำ� หรบั แอนติบอดีร่นุ ที่ 3
โรงพยาบาลระดับ M2 ขน้ึ ไป หรอื หนว่ ยงานทม่ี ศี กั ยภาพหรือมีปรมิ าณการตรวจ
มากพอ แนะน�ำให้เลือกใช้แนวทางการตรวจวินิจฉัยดังแผนภูมิที่ 3 ส�ำหรับสถานพยาบาล
อื่นๆ ทีม่ ปี ริมาณการตรวจไมม่ ากพอ หรอื การให้บรกิ ารตรวจนอกสถานที่ (mobile testing)
อาจเลือกใช้แนวทางการตรวจวินิจฉัยในแผนภูมิที่ 4 ได้
16 แนวทางการตรวจวินิจฉัยการติดเชอื้ เอชไอวแี ละการตรวจติดตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แผนภมู ิท่ี 3 แนวทางการวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวีทางหอ้ งปฏิบตั กิ ารส�ำหรับผู้ใหญแ่ ละเดก็
ท่ีมีอายุ 24 เดือนข้ึนไป โดยใช้ชุดตรวจท่ีตรวจได้ท้ังแอนติเจนและแอนติบอดีเป็น
ชดุ ตรวจกรองที่ 1
ตรวจด้วยชดุ ตรวจกรองท่ี 1 (A1)(1)
(ตรวจได้ทัง้ แอนติเจนและแอนตบิ อดี)
A1- A1+
ตรวจด้วยชดุ ตรวจกรองท่ี 2 (A2)(2)
(ตรวจไดท้ ัง้ แอนติเจนและแอนติบอดี
หรอื ตรวจไดเ้ ฉพาะแอนติบอด)ี
A1+, A2- A1+, A2+
ตรวจซ้าในชุดตรวจกรอง A1 และ A2
A1- , A2- A1+, A2- A1+, A2+
ตรวจดว้ ยชุดตรวจกรองท่ี 3 (A3)(3)
(ตรวจเฉพาะแอนตบิ อดี)
A1+, A2+, A3- A1+, A2+, A3+
รายงานผลลบ ราย(Iงnาcนon“cสlรuปุ sผivลeไ)ม(5่ไ)ด”้ รายงานผลบวก(4)
(HIV Ag/Ab Negative) (Anti-HIV Positive)
สรปุ ผลการตรวจ ขนึ้ อย่กู ับดุลพินิจของแพทย์ อาจใหส้ ่งตรวจ สรปุ ผลการตรวจ
ตรวจไม่พบการตดิ เชอ้ื เอชไอวี Qualitative NAT หรือ HIV VL (6) ตรวจพบการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
บทท่ี 3 แนวทางการตรวจวินจิ ฉยั การติดเช้อื เอชไอวี 17
สำ� หรบั ผู้ใหญ่และเด็กที่มอี ายุตงั้ แต่ 24 เดอื นขึ้นไป
หมายเหตุ
(1) A1 หมายถึง ชุดตรวจกรองท่ี 1 ต้องเป็นชุดตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีที่ตรวจได้ทั้งแอนติเจนและ
แอนตบิ อดตี ่อเช้อื ในชดุ ตรวจเดยี วกัน (4th generation) และมคี วามไวสูงสดุ
(2) A2 หมายถึง ชุดตรวจกรองท่ี 2 อาจเป็นชุดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีที่ตรวจได้ทั้งแอนติเจนและ
แอนตบิ อดตี อ่ เชอ้ื ในชดุ ตรวจเดยี วกนั หรอื ตรวจไดเ้ ฉพาะแอนตบิ อดอี ยา่ งเดยี วกไ็ ดแ้ ละตอ้ งมแี อนตเิ จน
สำ� หรบั ตรวจหาแอนตบิ อดแี ตกตา่ งจาก A1 และ A3 และมคี วามจำ� เพาะสงู กวา่ ชดุ ตรวจกรองท่ี 1 (A1)
(3) A3 หมายถึง ชุดตรวจกรองที่ 3 ต้องเป็นชุดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีท่ีตรวจได้เฉพาะแอนติบอดี
อย่างเดียวและต้องมีแอนติเจนส�ำหรับตรวจหาแอนติบอดีแตกต่างจาก A1 และ A2 และมีความ
จ�ำเพาะสงู กวา่ ชดุ ตรวจกรองท่ี 2 (A2)
(4) กรณีผลบวก (positive) ใหร้ ายงานผลตรวจใหก้ ับผู้เกีย่ วขอ้ งแล้วตรวจสอบประวตั ิ หากพบว่าเป็น
ผู้ตดิ เชอื้ รายใหมห่ รอื ตรวจเป็นครัง้ แรก (newly diagnosed) ควรแนะน�ำใหเ้ จาะเลือดตวั อยา่ งที่ 2
เพอ่ื ยืนยนั ตัวบุคคล โดยใชช้ ดุ ตรวจกรองเดมิ อยา่ งน้อย 1 วธิ ี
(5) การรายงานผลสรุปผลไม่ได้ (inconclusive) ให้ติดตามผู้รับบริการมาตรวจซ�้ำท่ี 2 สัปดาห ์
โดยทดสอบใหมต่ ามลำ� ดบั ขน้ั ตอน A1, A2 และ A3 เชน่ เดมิ หากผลการตรวจคร้ังที่ 2 เปน็ “สรปุ ผล
ไม่ได้” เหมอื นเดมิ ใหส้ รุปผล ยงั ไมพ่ บการตดิ เช้อื เอชไอวี
(6) หากประเมนิ วา่ ผู้รบั บริการอาจตดิ เช้ืออยใู่ น Window period สามารถสง่ ตรวจเพ่ิมเตมิ ได้ ทง้ั นี้
ขึ้นกบั ดลุ พนิ จิ ของแพทยผ์ ใู้ หก้ ารรกั ษา โดยอาจสง่ ตรวจเพม่ิ ดว้ ยวธิ กี าร HIV qualitative NAT สำ� หรบั
การวินิจฉัยรายบุคคล หรือส่งตรวจหาปริมาณไวรัส (HIV VL) เพ่ือใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมส�ำหรับ
ให้ผ้รู บั บริการได้รบั การรักษาด้วยยาตา้ นเอชไอวอี ยา่ งรวดเรว็
18 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเชอื้ เอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แผนภมู ิท่ี 4 แนวทางการวนิ ิจฉยั การตดิ เช้อื เอชไอวที างห้องปฏิบัติการสำ� หรับผใู้ หญแ่ ละเดก็
ท่มี อี ายุ 24 เดอื นขึ้นไป โดยใชช้ ดุ ตรวจทต่ี รวจไดเ้ ฉพาะแอนตบิ อดเี ปน็ ชดุ ตรวจกรองที่ 1
ตรวจดว้ ยชดุ ตรวจกรองท่ี 1 (A1)(1)
(ตรวจเฉพาะแอนติบอดี)
A1- A1+
ตรวจด้วยชดุ ตรวจกรองท่ี 2 (A2)(1)
(ตรวจเฉพาะแอนติบอดี)
A1+, A2- A1+, A2+
ตรวจซา้ ในชดุ ตรวจกรอง A1 และ A2
A1- , A2- A1+, A2- A1+, A2+
ตรวจด้วยชดุ ตรวจกรองที่ 3 (A3)(1)
(ตรวจเฉพาะแอนติบอดี)
A1+, A2+, A3- A1+, A2+, A3+
รายงานผลลบ รายงาน “ยังสรปุ ผลไมไ่ ด”้ รายงานผลบวก(2)
(anti-HIV Negative) (Inconclusive)(3) (anti-HIV Positive)
สรปุ ผลการตรวจ สรุปผลการตรวจ
ตรวจไมพ่ บการตดิ เช้อื เอชไอวี ตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวี
บทที่ 3 แนวทางการตรวจวนิ ิจฉัยการติดเชอื้ เอชไอวี 19
ส�ำหรับผู้ใหญแ่ ละเดก็ ทม่ี ีอายตุ งั้ แต่ 24 เดือนขึ้นไป
หมายเหตุ
(1) A1, A2 และ A3 หมายถงึ ชดุ ตรวจกรองท่ี 1, 2 และ 3 ตามลำ� ดบั โดยเปน็ ชดุ ตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
ที่สามารถตรวจได้เฉพาะแอนติบอดีอย่างเดียว และต้องมีแอนติเจนส�ำหรับตรวจหาแอนติบอดี
แตกต่างกันใน A1, A2 และ A3 โดยชุดตรวจ A1 มีความไวสูงสุด และชุดตรวจ A2 และ A3
มีความจ�ำเพาะสงู ขน้ึ ตามลำ� ดบั
(2) ในกรณีผลบวก (positive) ใหร้ ายงานผลตรวจใหก้ บั ผเู้ กย่ี วขอ้ งแลว้ ตรวจสอบประวตั ิ หากพบวา่ เปน็
ผู้ติดเชื้อรายใหม่หรือตรวจเปน็ คร้ังแรก (newly diagnosed) ควรแนะน�ำให้เจาะเลอื ดตัวอยา่ งท่ี 2
เพื่อยืนยันตวั บคุ คล โดยใช้ชุดตรวจกรองเดมิ อย่างน้อย 1 วธิ ี
(3) การรายงานผลสรปุ ผลไมไ่ ด้ (inconclusive) ใหต้ ดิ ตามผรู้ บั บรกิ ารตรวจซำ�้ ที่ 2 สปั ดาห์ โดยทดสอบใหม่
ตามลำ� ดบั ขนั้ ตอน A1, A2 และ A3 เชน่ เดมิ หากผลการตรวจเปน็ “สรปุ ผลไมไ่ ด”้ เหมอื นเดมิ ใหส้ รปุ ผล
“ตรวจไมพ่ บการตดิ เชอื้ เอชไอว”ี
ตารางท่ี 6 แนวทางการสรุปผลการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีส�ำหรับผู้ใหญ่และเด็กที่
มอี ายุตงั้ แต่ 24 เดือนขนึ้ ไป
ผลการตรวจ ห้องปฏบิ ัติการรายงานผล/แนวทางดำ�เนนิ การต่อ
ชดุ ตรวจกรองท่ี 1 (A1) ให้ผลไม่เกิดปฏิกิริยา หรือ v รายงาน “HIV Ag/Ab Negative” ในกรณใี ช้
(ชดุ เดยี ว) ลบ (Non-Reactive, A1-) การตรวจในแผนภมู ทิ ่ี 3 หรอื
สรุปผลเป็น “ตรวจไม่พบ v รายงาน“Anti-HIV N egative” ในกรณใี ชก้ ารตรวจ
การติดเชื้อเอชไอวี” ในแผนภมู ทิ ่ี 4
ผลการตรวจให้ผลเป็น v ทำ�การตรวจตัวอย่างเดิมซ้ำ�ด้วยชุดตรวจที่
เกิดปฏิกิริยา หรือบวก แตกต่างกนั อีก 2 ชดุ ตรวจ โดยทีช่ ดุ ตรวจทั้งหมด
(Reactive, A1+) ต้องมีความแตกต่างกันของโปรตีนของตัวเช้ือท่ี
ยังไม่สามารถสรุปผลการ ใชใ้ นชดุ ตรวจ(antigen)เพอ่ื ปอ้ งกนั ความผดิ พลาด
ตรวจได้ ในเรอ่ื งของปฏกิ ริ ยิ าขา้ มกลมุ่ (cross-reactivity)
ของชดุ ตรวจกรองท่ี 1
ท้ังสามชุดตรวจกรอง ให้ผลเป็นเกิดปฏิกิริยา v รายงานผลเปน็ “Anti-HIV Positive”
(A1, A2 และ A3) โดย หรอื บวก (Reactive) ตรงกนั v ควรแนะนำ�ใหส้ ง่ ตวั อยา่ งท่ี 2 เพอ่ื ปอ้ งกนั การสลบั
ท่ีท้ังสามชุดตรวจทำ� สรปุ ผลเปน็ “ตรวจพบการ คนหรอื สลบั ตวั อยา่ งหรอื สลบั ผลการตรวจ
โดยห้องปฏิบัติการ ติดเชื้อเอชไอวี”
เดยี วกนั ผลการตรวจในชุดตรวจ v รราายยงงาานนผผลลเปต็น้ อ“ง รInะcบoุ ใnหc้ มlีuกsาiรvสe่ ง”ตแรลวะจใซนำ้ ก� ใานร
A1 และ A2 ขัดแย้งกัน
(A1+, A2-) v หตวัากอตยร่าวงใจหซมำ้ �ผอ่ ลีกก2ารสตปัรวดจายหงั ์ เปน็ “Inconclusive”
สรปุ ผลเปน็ “สรปุ ผลไมไ่ ด”้ ใหร้ ายงานผลเป็น “Inconclusive” และให้สรุป
ผลการตรวจในชุดตรวจ ผลการตรวจครั้งนี้เป็น “ตรวจไมพ่ บการติดเชื้อ
กรองท่ี 3 ให้ผลขดั แย้งกบั เอชไอวี” โดยต้องทำ�การแนบผลการตรวจ
ผลการตรวจในชุดตรวจ ท้ังสองคร้ัง เพอ่ื ประกอบการพิจารณาของแพทย์
กรองที่ 1 และ 2 (A1+, ผู้รกั ษาต่อไป
A2+, A3-)
สรปุ ผลเปน็ “สรปุ ผลไมไ่ ด”้
20 แนวทางการตรวจวนิ ิจฉัยการติดเชอ้ื เอชไอวีและการตรวจติดตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ผลการตรวจ ห้องปฏบิ ตั ิการรายงานผล/แนวทางดำ�เนนิ การตอ่
หากใช้แนวทางการ ผลการตรวจในตัวอย่าง v หากประเมินว่าผู้รับบริการอาจติดเชื้ออยู่ใน
ตรวจหาการติดเช้ือ ท่ีส่งตรวจครั้งแรกเป็น Window period ควรดำ�เนินการส่งตรวจ
เอชไอวีในแผนภูมิที่ 3 “สรุปผลไม่ได้” เพิ่มดว้ ยวธิ กี าร HIV qualitative NAT หรอื
(A1 เป็นชุดตรวจกรอง v หากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้ส่งการ
รนุ่ ท่ี 4) ตรวจหาปรมิ าณไวรสั (HIV VL) เพอ่ื ประกอบ
การตัดสนิ ใจในการให้ยาตา้ นเอชไอวี หรอื อาจ
ใช้การติดตามผู้รับบริการมาตรวจแอนติบอดี
ตอ่ เชอ้ื เอชไอวซี ำ้ �ในอกี 2 สปั ดาห์ ทง้ั นใ้ี หอ้ ยใู่ น
ดลุ พนิ จิ ของแพทยผ์ ใู้ หก้ ารดแู ลรกั ษา
การเก็บบนั ทกึ การรายงานผลตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี
v ต้องมีมาตรการท่ีท�ำให้เชื่อมั่นว่าผลการตรวจจะไม่ถูกเปิดเผยไปยังผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ในการใช้ผลการตรวจน้ี; และ
v ต้องบันทึกในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล โดยต้องระบุผลให้ชัดเจนในส่วนของ
การรายงานผลการตรวจเปน็ ตวั อกั ษร และในหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารตอ้ งสามารถตรวจสอบกลบั ได;้
และ
v มีการบนั ทกึ ขอ้ มูลเกี่ยวกับชดุ ตรวจอยา่ งครบถว้ น เช่น ช่ือ Lot ของการผลติ วันหมดอายุ
และผลการตรวจ เป็นต้น
v การรายงานผลการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีและการสรุปผลการตรวจข้ึนอยู่กับใช้
แผนภูมกิ ารตรวจแบบใด สามารถดไู ดใ้ นตารางที่ 7
คำ� แนะนำ� การเจาะเลือดตัวอยา่ งที่ 2
v เพอื่ เปน็ การปอ้ งกนั ความผดิ พลาดจากการกระทำ� โดยบคุ คล (human error) ทอ่ี าจเกดิ ขนึ้
ในกรณที ไ่ี มม่ มี าตรการในการปอ้ งกนั การเจาะเลอื ดสลบั คน การสลบั ตวั อยา่ งระหวา่ งขนสง่
หรอื ขณะตรวจวเิ คราะห์ หรอื สลบั ผลการตรวจ โดยหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารตอ้ งรายงานผลการตรวจ
ในตัวอยา่ งท่ี 1 โดยไมจ่ ำ� เปน็ ต้องรอให้มีตัวอย่างที่ 2 แต่ใหใ้ ส่ค�ำแนะนำ� ว่า “แนะน�ำให้
ส่งตัวอย่างท่ี 2 เพ่ือป้องกันการสลับคน” ไปพร้อมกับการแจ้งผลการตรวจตัวอย่างที่
1 ในกรณรี ายงานผลการตรวจเปน็ บวก (Anti-HIV Positive)
v การเจาะเลือดซ้�ำและส่งตัวอย่างท่ี 2 ให้ท�ำการตรวจด้วยชุดตรวจใดชุดตรวจหน่ึงเพียง
ชุดเดียว และการด�ำเนินการเจาะเลือดตัวอย่างท่ี 2 อาจด�ำเนินการไปพร้อมกับการส่ง
ตรวจหาจ�ำนวน CD4 เพ่อื ประหยดั เวลาและจำ� นวนครง้ั ทผ่ี ู้ติดเช้อื /ผู้ป่วยเอดส์ต้องมารับ
บรกิ ารท่ีสถานบริการ
บทท่ี 3 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเชื้อเอชไอวี 21
สำ� หรับผู้ใหญแ่ ละเด็กท่มี ีอายตุ งั้ แต่ 24 เดอื นข้ึนไป
1 ตตำารรำงาทง่ี ท7่ี ค7ำแคนำ� ะแนำนใะนนกำ�ำรใรนำยกงาำรนรผาลยกำงราตนรผวจลหกำากรำรตตรดิ วเชจ้ือหเอาชกไาอรวตี ิดเชอื้ เอชไอวี
ลำดบั ผลตรวจ ผลตรวจ ผลตรวจ กำรรำยงำนผลตำม กำรรำยงำนผลตำม สรปุ ผลกำรตรวจทำง
A1 A2 A3 แผนภมู ทิ ่ี 3 แผนภูมทิ ่ี 4 ห้องปฏิบัติกำร
1 Non ND ND HIV Ag/Ab Anti-HIV Negative ตรวจไม่พบการติดเชอ้ื
Reactive Negative เอชไอวี
2 Reactive Reactive Reactive Anti-HIV Positive Anti-HIV Positive ตรวจพบการตดิ เชื้อ
เอชไอวี
3 Reactive Reactive Non Inconclusive Inconclusive ยังสรุปผลไม่ได้
Reactive
4 Reactive Non ND Inconclusive Inconclusive ยงั สรปุ ผลไมไ่ ด้
Reactive
2 ND = Not done
3
4 ตตำารรำางทงี่ท8่ี ก8ำรกตารรวตจรวินวิจฉวัยินกจิ ำฉรตยั ิดกเาช้รือตเอดิ ชเไชอ้ือวีใเนอหชญไอิงตว้ังใี คนรหรภญ์ งิ ตั้งครรภ์
กคฝกรรารรณกณภีหคป์ หี ญกรญติรงิตภงิ ้ังตป์ คง้ักรครตภริ ์มราภฝม์ าาก vv จกใตต3ใชารรชแ้2กวรณ้แนจมวีใหวนาสหจทรญัป้วผดหางิลทางดตญบตใาา้งันาวคงิหขงมกรตณตแใ์รหาผภะ้ังน้มพค์รคภวลิจแรมูมอาผทรรดทิ นณง้ั่ีภ3สภา์ารรหมมู ับวรี ิทือยเมมา่ี 4ท่ือต3แ้า้ังรนหสกเรรอาบัอืชมแไีอล4วะเีมอเพา่ือื่อยแคุกรารรรกภปรไ์้อดับง้ ก3แัน2ลทสะาัปรอดกาาจหยา์กุคกรารรตภิด์ไเชด้ือ้
กรณีหญิงต้ังครรภ์คลอด v ใกห้ใรชณ้กาีผรตลรบวจวโกดยใชหุด้พตริจวาจรอณย่างาเร็วับ(ยraาpตid้าtนesเtอ) ชรุ่นไทอ่ี ว4ีเหพรื่อกรุ่นาทร่ีป3้อไดง้กแลันะทราายรงกาน
ฉกุ เฉินและไมม่ ีผลตรวจ ผจลาเบกอ้ื กงตาน้รขตอิดงชเชุดตื้อรจวจากกรมองาทร่ี ด1าใหในแ้ พขทณย์ทะรคาบลอเพด่อื ดาเนนิ การดูแลหญิงตั้งครรภ์
เกอชรไณอวี หีมาญก่อิ งนต้ั ง ค ร ร ภ์
ค ล อ ด ฉุ ก เ ฉิ น แ ล ะ v กยรตหใใาาร้อหหยตณรงแ้ง้า้ืนอใีทานพชานี่ผเรตทอ้ผกลัุว่นชลกยาอไใาทท์อหรยรว้แร่ี่ตตาีเ3พางพรรเบทว่ือลไวจยกืดอเจท์า“พด้รรโมแเปาอื่ดขีปบล้อ้ดายฏผงะสก�ำิกลชู่กรันเิสรุดนราิยทระยปุาตนิาบ”รองรกกวกีา(วนจาrคนeารกจรaกผงั้ดาอcกหรลtูแายนiตvรเล่งึรบ่eตาหว)ิดง้ือจใเญเชนตงรอ้ืชตางิ็วจุมดต้นาตป้ังก(ขรกrคมวอaตารจิรองpรกดีชกรภiาdคอุดใ์ รนงตั้ทงขtอรี่ณe1ยวsะ่าจใคtงหกล)ร้พอวรริจดดอาุ่น;เรงรแณท็วทลแาี่ะ่ี รล41ับะ
ไม่มีผลตรวจเอชไอวี
กมราณกหี อ่ ลนังการคลอดบตุ ร v แกมร้รณะหที วผี่างลตก้ังาครรตภร์จวนจถึ“งคมลีปอดฏผิกลิรกิยาราต”รว(จreหaากcาtรivตeิด)เชใื้อนเชอดชุ ไตอรววีเปจ็นกร“อลงบท”่ี แ1ต่
หใาหกพ้ ปจิระาเรมณินไาดร้วบั ่าหยญาติงตา้ ั้งนคเรอรชภไ์นอ้ันวอเีาพจอ่ืมีคกวาารมปเสอ้ ี่ยงงกตนั่อกทาารรตกิดจเชาื้อกในกชา่วรงตรดิะหเชวอื้่าง
5 v ปคตจลอ้ า้องอกกดงันมนกหา�ำารรรตือดถัว่าชายอ่วใทนงยอใข่าหดณ้งเนชเมือ้ละบหคือุตลลดงัรคอเใลขหดอ้า้ท;ดสาบแกู่ตุกลารระรตะรบววจซน้ากทาั้งรในตหรญวิงจตต้ังคารมรปภ์แกลตะิอบุีตกรคเรพ้ังื่อ
6 3.1 ระบบแจ้งเตอื นผปู้ ระสำนงำนเออชยไ่าองวรีเมวื่อดพเบรผว็ ตู้แิดลเชะ้ือรเาอยชงไอาวนีจผำกลผใลหท้แำพงหท้อยงปท์ ฏริบาตั บิกผำรลสรปุ อีกคร้งั หน่ึง
7 พเชบกบ้ือวตรุไ่าปณรมยหีผงัีหนลผ่วกู้ปลยารังงระากตสนราาทวนรจี่ทงคหาานากลกาเออารชรตดตไรอดิววจเชีvห(ือ้HาเIกอ Vาแเชรcอไมตoอชิดวo้รีเเไrปชะdอ้ือน็iหnวเผอaวีเลtชปo่าบไrอวง็)นวกตขี เนอ้ัก“งงอิดคลหกขนรบจึ้นว่าร”ยกตภงก้อแา์างจนจรตนนรดั ่หา้ันใถยหาอึงงม้ ยกาครี่านปะงลผบรรลวอบะเดแพดเเจมรอ่ื ผ้ง็วแินเลจตซไ้งือ่งึกดกรนาละ้วผับบร่าลบไตหกปแารญยรจังวต้งิงหเรจตตนวอืหจ่ว้ังนแยคาตลงรกาอ้ะนรงราคทาภรยา่ีส์นตนล่งะึงต้ันิดถเรออเึงวชยีกจาดา้ืแอจรขลปอ้ว้องผหงกู้ตาันิกด
8
9
10 การไม่เปิดเผยผลการตรวจให้กับผู้ทมี่ไคีมว่เกาี่ยมวเขส้อย่ี งงเตมอ่ื่อกผู้ปารระตสดิ าเนชงอ้ื าในนเอชชว่ ไงอรวะีทหราวบา่ ผงลคกลาอรตดรวหจรแอื ล้วชตว่ ้องงใใหหน้ ้บมริกบาตุรปรรึกษาที่
11 เกย่ี วกับการเข้าสู่กระบวนการดูแลรักใษหา้ทดว้ �ำยกยาาตรา้ นตเรอชวไจอวซีอ้�ำยทา่ งั้งรวใดนเรห็วญทั้งิงนต้ีเพั้ง่อื คใหร้กราภรด์แาเลนินะงบานุตเปร็นไเปพออ่ืยา่ปงอ้มีปงรกะันสิทธภิ าพ
12 ตอ้ งกาหนดตวั ชี้วัดเพื่อวดั ผลสัมฤทธกิ์ในากราถร่าแยจ้งทเตอือดนเเชป็นื้อรห้อลยลังะคขลอองผดู้ทบ่ีพุตบกรารติดเชื้อ ในโรงพยาบาลแล้วได้รับบริการยาต้าน
13 เอชไอวีภายใน 7 วนั
14
22 แนวทางการตรวจวินจิ ฉัยการตดิ เช้ือเอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
3.1 ระบบแจ้งเตือนผู้ประสานงานเอชไอวีเม่ือพบผู้ติดเช้ือเอชไอวีจากผลทาง
ห้องปฏบิ ัติการ
หน่วยงานที่ท�ำการตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวี นอกจากการรายงานผลเพื่อแจ้ง
กลบั ไปยงั หนว่ ยงานทส่ี ง่ ตรวจแลว้ หากพบวา่ มผี ลการตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวเี ปน็ ผลบวก
เกิดขึ้น ต้องจัดให้มีระบบแจ้งเตือนผลการตรวจและรายละเอียดของผู้ติดเชื้อไปยังผู้ประสาน
งานเอชไอวี (HIV coordinator) ของหนว่ ยงานน้ันอย่างรวดเรว็ ซึง่ ระบบแจ้งเตือนตอ้ งค�ำนงึ
ถงึ การปอ้ งกนั การไมเ่ ปดิ เผยผลการตรวจใหก้ บั ผทู้ ไี่ มเ่ กย่ี วขอ้ ง เมอื่ ผปู้ ระสานงานเอชไอวที ราบ
ผลการตรวจแล้ว ต้องใหบ้ รกิ ารปรกึ ษาท่ีเก่ยี วกบั การเขา้ สู่กระบวนการดแู ลรกั ษาด้วยยาตา้ น
เอชไอวีอย่างรวดเร็ว ท้ังนี้เพ่ือให้การด�ำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องก�ำหนด
ตัวชวี้ ดั เพอื่ วดั ผลสัมฤทธใิ์ นการแจง้ เตอื นเป็นรอ้ ยละของผ้ทู ีพ่ บการตดิ เช้ือในโรงพยาบาลแล้ว
ได้รบั บรกิ ารยาต้านเอชไอวภี ายใน 7 วัน
3.2 การตรวจหาการตดิ เชือ้ เอชไอวีซ�้ำ (HIV retesting)
การตรวจหาการติดเช้ือเอชไอวีซ้�ำ เป็นการตรวจสอบสถานะการติดเช้ือเพ่ิมเติม
จากการตรวจในครั้งแรก แนะน�ำดงั ตารางท่ี 9
ตารางที่ 9 การตรวจหาการตดิ เชอื้ เอชไอวซี ำ�้ (HIV retesting) ในกรณตี ่างๆ
กรณีผลตรวจครั้ง v บคุ คลส่วนใหญท่ ่ีมผี ลตรวจการตดิ เชอ้ื เอชไอวเี ปน็ ลบ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งมี
แรกเปน็ “ลบ” การตรวจซำ้� ถา้ สามารถปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมไมใ่ หเ้ สยี่ งตอ่ การตดิ เชอ้ื
v บคุ คลจำ� นวนหนง่ึ ทมี่ คี วามจำ� เปน็ ตอ้ งตรวจซำ้� ถงึ แมผ้ ลตรวจครงั้ แรก
จะเป็นผลลบ โดยเฉพาะบุคคลท่ียงั คงมีพฤติกรรมเสีย่ งอยู่ ไดแ้ ก่
w ประชากรกลมุ่ หลกั ทม่ี คี วามเสย่ี ง เชน่ ชายทมี่ เี พศสมั พนั ธก์ บั ชาย
ผูใ้ ชย้ าเสพติดด้วยวธิ ฉี ดี หญงิ /ชายบริการทางเพศ เป็นตน้
w คู่ทมี่ ผี ลเลอื ดตา่ ง (discordant couple)
w บุคคลท่มี ีพฤติกรรมเสยี่ งและอาจอยู่ในระยะ window period
w หญิงท่ีให้นมบุตรและมีความเสี่ยงต่อการติดเช้ือหลังคลอด เช่น
มีเพศสัมพันธ์กับสามีติดเช้ือก่อนคลอด ไม่เกิน 1 เดือน หรือ
มีเพศสัมพันธ์กับสามีที่มีประวัติเส่ียงต่อการติดเช้ือแต่ไม่มีผล
การตรวจของสามี เป็นต้น
w ผทู้ ีเ่ ข้ารับการรกั ษาซ�้ำเกี่ยวกบั โรคติดต่อทางเพศสัมพนั ธ์
w ผู้ตดิ เช้อื วัณโรคทม่ี คี วามเส่ียงต่อการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
w ผู้ป่วยทีม่ อี าการบ่งชถ้ี งึ การตดิ เชอื้ เอชไอวี
บทที่ 3 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การตดิ เช้อื เอชไอวี 23
ส�ำหรับผู้ใหญ่และเดก็ ท่มี อี ายตุ ้งั แต่ 24 เดอื นขึน้ ไป
w บคุ คลทไ่ี ดร้ บั ยาปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื หลงั การสมั ผสั (PEP) หรอื บคุ คล
ที่ได้รับยาป้องกันการติดเช้ือก่อนการสัมผัส (PrEP) ควรตรวจ
อยา่ งนอ้ ยทกุ 3 เดือนตลอดระยะเวลาท่ีรบั ยาปอ้ งกันการติดเช้อื
w บุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอย่างต่อเน่ือง
ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็น
การเฝ้าตดิ ตามสถานะการตดิ เชือ้
กรณีผลตรวจคร้ัง หากผลตรวจคร้ังแรกให้ “สรปุ ผลไม่ได”้ แนะน�ำใหต้ ิดตามผูร้ บั บรกิ าร
แรกเปน็ “สรปุ ผล มาตรวจซำ�้ ที่ 2 สปั ดาหเ์ พอื่ คน้ หา ดงั นี้
ไมไ่ ด”้ การเกดิ ผลบวกปลอม ผลตรวจซำ้ �จะเปลย่ี น รายงานผลเป็น “HIV Ag/
(false positive) จาก “สรุปผลไม่ได้” Ab Negative” หรอื “Anti-
เปน็ “ผลลบ” HIV Negative” สรุปผล
“ตรวจไม่พบการติดเช้ือ
เอชไอว”ี
มีสารบางอย่างใน ผลตรวจซำ้ � จะให้ผล รายงานผลเปน็ “สรปุ ผลไมไ่ ด”้
ร่างกายผู้รับบริการ เหมือนเดมิ คอื “สรุป และให้สรุปผลการตรวจ
ทม่ี ปี ฏกิ รยิ าขา้ มกลมุ่ ผลไมไ่ ด”้ เหมอื นเดมิ ครั้งนี้เป็น “ตรวจไม่พบ
กับชุดตรวจ (cross การตดิ เชื้อเอชไอว”ี กรณใี ช้
Reactivity) ทำ�ให้ ชุดตรวจด้วยเครื่องท่ีมีค่า
เ กิ ด ผ ล บ ว ก ป ล อ ม Signal/cutoff(S/CO)ratio
(false positive) ให้รายงานค่าทั้งสองครั้ง
แนบไปกับผลการตรวจ
เพ่อื ประกอบการพิจารณา
ของแพทยผ์ รู้ กั ษาต่อไป
กรณีผลตรวจคร้ัง ผู้รับบริการที่มีผลตรวจเป็นบวกและกำ�ลังเข้ารับการรักษาด้วยยาต้าน
แรกเปน็ “บวก” เอชไอวี เพื่อป้องกันไมใ่ ห้ผรู้ บั บรกิ าร ไดร้ บั ยาตา้ นเอชไอวโี ดยไม่จำ�เปน็
จึงให้พิจารณาตรวจเลอื ดซ้ำ�อกี คร้งั ในกรณตี ่อไปน้ี
1.1. ผทู้ ต่ี ดิ เชอ้ื รายใหมแ่ ตไ่ มพ่ บหลกั ฐานแสดงผลตรวจหาการตดิ เชอ้ื
เอชไอวีจากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
แสดงอยู่ใน OPD card ของผู้รับบริการในสถานพยาบาลนั้น ๆ
1.2. ผู้รบั บรกิ ารท่ีส่งต่อจากสถานบริการแห่งอ่ืน และต้องการมาเริ่ม
การรักษาใหม่
24 แนวทางการตรวจวินิจฉัยการติดเชอื้ เอชไอวีและการตรวจติดตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
การตรวจหาการติดเชือ้ เอชไอวีในผ้ทู รี่ ับยาตา้ นเอชไอวแี ล้ว
ไมแ่ นะน�ำให้ตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวใี นผทู้ ่รี บั ยาตา้ นเอชไอวอี ย ู่
หากจำ� เป็นตอ้ งตรวจ ใหร้ ะมดั ระวงั ในการแปลผล
หากผลการตรวจไมส่ อดคล้องกับการตรวจครัง้ กอ่ น
ใหป้ รึกษาผเู้ ชี่ยวชาญก่อนการแปลผล
บทท่ี 4 แนวทางการตรวจทางห้องปฏิบตั กิ ารเพือ่ วนิ จิ ฉัย 25
การตดิ เชือ้ เอชไอวสี �ำหรับเด็กอายุต�่ำกว่า 24 เดอื น
4บทท่ี แนวทางการตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ ารเพือ่ วินจิ ฉยั
การตดิ เชื้อเอชไอวีส�ำหรบั เดก็ อายุตำ่� กว่า 24 เดือน
นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ก�ำหนดให้เด็กท่ีเกิดจากแม่ท่ีติดเช้ือเอชไอวี
ทกุ ราย ตอ้ งตรวจหาการตดิ เชอ้ื เอชไอวี ใหเ้ รว็ ทส่ี ดุ ดว้ ยการตรวจสารพนั ธกุ รรมของเชอื้ เอชไอวี
ท่ีเรียกว่า Nucleic Acid Amplification Testing (NAT) โดยสามารถส่งตรวจเลือดเด็ก
ไดอ้ ย่างนอ้ ย 3 - 4 ครัง้ ดังแผนภมู ิที่ 5
ความจำ�เป็นและขอ้ ดีของการวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวีให้เร็วท่สี ดุ
• เพื่อประเมินประสิทธิผลการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก และติดตาม
อตั ราติดเช้อื เอชไอวีจากแม่สู่ลูก
• เพอื่ ตดิ ตามป้องกนั และการรกั ษาโรคติดเช้ือฉวยโอกาสทอี่ าจจะเกิดขน้ึ ในเดก็
• เพื่อพิจารณาการให้และการหยุดยาต้านเอชไอวีได้อย่างเหมาะสมในเด็กท่ีติด
และไมต่ ดิ เช้อื เอชไอวี
เดก็ ทอ่ี ายตุ �่ำกวา่ 12 เดือน ไมแ่ นะนำ� ให้วินิจฉยั การตดิ เชื้อเอชไอวีด้วยวิธกี าร
ตรวจหาแอนติบอดี เนื่องจากแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีของแม่สามารถส่งผ่านมาทางสายรก
และคงอยู่ในร่างกายของเด็กได้นานถึงอายุ 12 - 24 เดือน แนะน�ำให้ใช้การตรวจหาเชื้อไวรัส
หรือส่วนประกอบของไวรัส ซึ่งช่วยท�ำให้การวินิจฉัยการติดเช้ือในเด็กกลุ่มน้ีได้แม่นย�ำ และ
รวดเรว็ ขน้ึ เพื่อเกดิ ประโยชน์ ดังน้ี
• เพ่ิมโอกาสการรักษาเด็กได้อย่างรวดเร็วที่สุด พบว่าการด�ำเนินของโรคใน
เด็กทต่ี ดิ เชือ้ เอชไอวีและได้รับการรักษาชา้ จะเร็วกวา่ ผูใ้ หญ่ เดก็ ร้อยละ 30
อาจเสยี ชวี ติ ภายใน 1 ปี และร้อยละ 50 อาจเสียชีวิตภายใน 2 ปี
• ถา้ สามารถวินจิ ฉัยเด็กไดเ้ รว็ วา่ ไมต่ ิดเชอ้ื เอชไอวี แพทย์สามารถหยดุ การให้
ยาเพอ่ื ปอ้ งกนั โรคปอดอกั เสบ Pneumocystis jiroveci pneumonia (PCP)
ไดเ้ ร็วเชน่ กนั ลดการกนิ ยาโดยไม่จำ� เป็น และยงั ชว่ ยลดคา่ ใช้จา่ ยของรัฐได้
• คลายความกังวลของผู้ปกครองและมีโอกาสในการวางแผนอนาคตมากขน้ึ
26 แนวทางการตรวจวินจิ ฉัยการติดเชอ้ื เอชไอวีและการตรวจติดตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แอนตบิ อดตี อ่ เชอื้ เอชไอวขี องแมท่ ส่ี ง่ ผา่ นมาทางสายรก และยงั คงอยใู่ นรา่ งกาย
เดก็ จะค่อย ๆ ลดลง โดยพบวา่ เด็กท่ไี มต่ ิดเช้ือเอชไอวี เมือ่ อายุ 12 เดือน ประมาณรอ้ ยละ 95
จะมผี ลการตรวจของแอนตบิ อดเี ปน็ ลบ และรอ้ ยละ 99 จะมผี ลการตรวจของแอนตบิ อดเี ปน็ ลบ
ท่อี ายเุ ดก็ 18 เดอื น
ปัจจุบันห้องปฏิบัติการหลายแห่ง ใช้ชุดตรวจหาแอนติเจนและแอนติบอดี
ในชุดเดียวกัน ซึ่งมีความไวสงู มาก ทำ� ให้ในเด็กทไี่ ม่ติดเชอื้ บางรายท่อี ายุ 18 - 24 เดือน อาจ
ใหผ้ ลบวกจากชดุ ตรวจดงั กล่าวได้
เพ่ือให้เป็นการตอบสนองต่อนโยบายของกระทรวง ฯ ให้มีการตรวจหา
การติดเช้ือเอชไอวีให้ได้เร็วท่ีสุด ทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเช้ือเอชไอวี สามารถส่งตรวจหา
การติดเช้อื ด้วย DNA PCR หรือ Nucleic Acid Amplification Testing (NAT) ไดต้ ้ังแตเ่ ดก็
อายุ 0 – 7 วนั โดยเฉพาะในกลมุ่ เดก็ ทคี่ ลอดจากแมท่ ม่ี คี วามเสยี่ งสงู (high risk) และทอี่ ายเุ ดก็
1 เดอื น และ 2 - 4 เดือนในตัวอยา่ งถดั มา
เด็กอายรุ ะหวา่ ง 12 เดือนถึง 24 เดอื น หากพบผลการตรวจด้วยแอนติบอดี
เป็นบวก ในกรณีท่ีเด็กไม่เคยได้รับการตรวจด้วย HIV DNA PCR มาก่อน เม่ือตรวจพบ
แอนตบิ อดใี หผ้ ลบวกในครงั้ แรก ควรสง่ ตรวจ HIV DNA PCR โดยเรว็ เพอื่ รับการวินจิ ฉยั และ
รักษาอยา่ งเหมาะสม และแนะน�ำให้ตรวจแอนตบิ อดซี ำ�้ ท่ีเดก็ อายุ 18-24 เดอื นขึ้นไป
บทท่ี 4 แนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพ่อื วนิ ิจฉยั 27
การตดิ เชอื้ เอชไอวีสำ� หรับเด็กอายุตำ�่ กวา่ 24 เดอื น
ตารางที่ 10 การแปลผล PCR ในทารกทเี่ สีย่ งตอ่ การติดเชื้อเอชไอวีจากแม่
อายุเด็กทค่ี วรสง่ ความเส่ยี งต่อการตดิ เชอ้ื ของทารกจากแม่
ตัวอยา่ งตรวจ เสีย่ งสงู (high risk) เสย่ี งทว่ั ไป (standard risk)
แรกคลอด (อายเุ ดก็ ≤ 7 วนั ) PCR แรกคลอด -
1 เดอื น PCR ท่ี 1 เดอื น* PCR ที่ 1 เดอื น
2 เดือน PCR ท่ี 2 เดือน**
4 เดอื น PCR ท่ี 4 เดือน PCR ท่ี 2 หรือ 4 เดอื น
หมายเหตุ : การแปลผล หาก PCR แรกคลอด ไดผ้ ลลบ แสดงว่า -
เดก็ ไมไ่ ดต้ ดิ เชอื้ ตง้ั แตร่ ะยะในครรภ์ แตย่ งั
สรุปไม่ได้ว่าติดเช้ือระหว่างการคลอด
หรอื ไม่ ใหต้ รวจตดิ ตามการตดิ เชอ้ื ในเดก็
ตอ่ ที่ PCR ท่อี ายุ 1 เดือน
v * PCR ท่ีอายุ 1 เดือน เป็น ลบ v PCR ทอ่ี ายุ 1 เดอื น เปน็ ลบ ควรตรวจ
ควรตรวจ PCR ซำ�้ ท่ีอายุ 2 เดือน PCR ซำ้� ครง้ั ที่ 2 ทอ่ี ายุ 2 หรอื 4 เดอื น
v ** ถา้ ผลเป็นลบท้งั 2 ครงั้ และเด็ก v ถ้าผลเป็นลบทง้ั 2 ครั้ง ร่วมกับเดก็
อายนุ อ้ ยกวา่ 4 เดอื น ใหต้ รวจ PCR ซำ�้ ไม่มีอาการแสดงของการติดเช้ือ
เมื่อทารกอายุ > 4 เดือน หากผลการ เอชไอวี ใหแ้ ปลผลวนิ จิ ฉยั เบอื้ งตน้ วา่
ตรวจเป็นลบ ให้วินิจฉัยเบื้องต้นว่า “ไมต่ ดิ เชอ้ื เอชไอว”ี และ ให้ตรวจซ�้ำ
“ไม่ตดิ เช้ือเอชไอวี” และ ใหต้ รวจซ�ำ้ ด้วยการตรวจแอนติบอดีเมื่ออายุ
ด้วยการตรวจแอนติบอดีเม่ืออายุ 18 - 24 เดอื นขน้ึ ไป เพ่ือยืนยนั การ
18 - 24 เดือนข้ึนไป เพ่ือยืนยันการ วนิ ิจฉัย หากเด็กไม่ติดเชื้อการตรวจ
วนิ ิจฉยั หากเด็กไมต่ ดิ เชอ้ื การตรวจ แอนตบิ อดตี อ่ เอชไอวจี ะใหผ้ ลลบ
แอนติบอดตี ่อเอชไอวจี ะใหผ้ ลลบ
หาก PCR ครั้งใดครั้งหนึ่ง ได้ผลบวก แสดงว่า เดก็ นา่ จะติดเช้ือใหส้ ่งตรวจซำ้ �
ทันทหี รอื เรว็ ทส่ี ดุ เท่าท่ตี ามเด็กได้ โดยใหด้ กู ารแปลผลตามแผนภมู ิท่ี 5
กรณที ส่ี รปุ รายงานผล เดก็ ตดิ เชอ้ื เอชไอวี จากการตรวจ PCR ใหต้ รวจแอนตบิ อดี
ต่อเชื้อเอชไอวี ซ้ำ�อีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 18 - 24 เดือนขึ้นไป เพื่อเป็นหลักฐาน
ด้านการรักษา แล้วไม่ว่าผลการตรวจแอนติบอดีจะเป็นบวกหรือลบ ให้คงการ
รกั ษาเดก็ ด้วยยาตา้ นเอชไอวีต่อไป
28 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเชื้อเอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แผนภมู ทิ ่ี 5 แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวที างหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารในเดก็ ทอี่ ายตุ ำ�่ กวา่ 24 เดอื น
แนวทางการตรวจวินจิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวีทางหอ้ งปฏบิ ัติการ
ในเดก็ ทอ่ี ายุต่�ำกวา่ 24 เดอื น(1)
ทารกแรกคลอด เด็กทอ่ี ายุ > 1 สปั ดาห์ และ < 12 เดอื น
สง่ ตรวจ HIV DNA PCR สง่ ตรวจ HIV DNA PCR(2)
เม่อื ทารกอายุ 0-7 วนั (3) เม่ือเด็กอายตุ ั้งแต่ 4 สปั ดาห์ข้นึ ไป
ผลเปน็ บวก ผลเปน็ ลบ ผลเป็นบวก ผลเป็นลบ
(Positive) (Negative) (Positive) (Negative)
ส่งตรวจ DNA PCR สง่ ตรวจ DNA PCR
สง่ ตรวจ DNA PCR อีกครง้ั ทนั ที เม่ือเด็กอายุได้ 2 เดอื น
อกี ครง้ั ทันที
ผลเปน็ บวก ผลเปน็ ลบ ผลเปน็ บวก ผลเปน็ ลบ ผลเปน็ ลบ
(Positive) (Negative) (Positive) (Negative) (Negative)
ปรกึ ษาผ้เู ช่ียวชาญ ความเส่ียงใน ความเสยี่ งในการ
เพ่อื พจิ ารณาถงึ การตดิ เช้ือสงู (4) ตดิ เชอื้ ทวั่ ไป(5)
สาเหตขุ องผล สง่ ตรวจ DNA PCR
เมอ่ื เดก็ อายไุ ด้ 4 เดอื น
ขดั แย้ง
ซ่งึ อาจเกดิ จาก ผลเป็นบวก ผลเป็นลบ
ผลบวกลวง (Positive) (Negative)
หรอื การรักษา
ท่ีเรว็ ทีส่ ดุ
ตดิ เชอื้ เอชไอว(ี 6) มโี อกาสติดเชือ้ (7) ไมต่ ดิ เชอ้ื เอชไอวี
บทที่ 4 แนวทางการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการเพื่อวินจิ ฉยั 29
การตดิ เชือ้ เอชไอวสี ำ� หรบั เด็กอายตุ ่ำ� กว่า 24 เดอื น
เด็กทีอ่ ายุระหวา่ ง 12 -24 เดือน
ส่งตรวจหา Anti-HIV(8)
ผลเป็นบวก ผลเป็นลบ
(Positive) (Negative)
ส่งตรวจ
HIV DNA PCR(9)
ปรึกษาผเู้ ชีย่ วชาญ ส่งตรวจหา Anti-HIV อกี ครงั้
เพอ่ื พจิ ารณา เมื่อเดก็ อายไุ ด้ 18 เดอื น
ผลการตรวจและ
ผลเปน็ บวก ผลเป็นบวก ผลเปน็ ลบ
(Positive) เพอ่ื พจิ ารณาการรักษา (Positive) (10) (Negative) (11)
ทเี่ ร็วทสี่ ุด
ส่ง Anti-HIV
อีกครั้งเม่อื เดก็ อายุ
ได้ 24 เดอื น
ส่งตรวจ DNA PCR ผลเปน็ บวก ผลเปน็ ลบ
อีกครั้งทันที (Positive) (Negative)
ผลเป็นลบ ผลเป็นบวก รายงานผล รายงานผล
(Negative) (Positive) Anti-HIV Positive Anti-HIV Negative(12)
สรปุ ผลไมไ่ ด้ ตดิ เชอ้ื เอชไอว(ี 6) ติดเช้อื เอชไอวี ไมต่ ิดเชอื้ เอชไอวี
30 แนวทางการตรวจวินิจฉัยการติดเชือ้ เอชไอวแี ละการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
หมายเหตุ
(1) ในกรณีไม่ทราบสถานะการติดเชื้อเอชไอวีของแม่ สามารถใช้วิธีการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี
เพ่ือช่วยในการวินิจฉัย หากผลการตรวจไม่มีปฏิกิริยาแสดงว่าเด็กไม่ติดเช้ือ แต่หากผลการตรวจ
มปี ฏกิ ริ ยิ าและเดก็ มีอายุต�่ำกวา่ 24 เดือน ใหท้ �ำการตรวจหาเชื้อไวรัสโดยตรงด้วยวธิ ี DNA PCR ต่อไป
(2) วิธกี ารตรวจหาเชื้อไวรสั โดยตรงโดยวธิ ี DNA PCR หรือ NAT เชิงคุณภาพมีหลายวิธี ผู้ใชค้ วรศกึ ษาวิธี
การแปลผลให้เขา้ ใจก่อนน�ำไปใช้ในการวนิ จิ ฉัย
(3) เมื่อท�ำการตรวจเด็กอายุ 4 สัปดาห์ข้ึนไป เฉพาะเด็กท่ีคลอดจากแม่ท่ีมีความเส่ียงสูง (high risk)
ผลการตรวจ DNA PCR เม่ือเปน็ ทารกอายุ 0 - 7 วัน จะไมน่ �ำ “ผลลบ” มานับจ�ำนวนครง้ั
(4) เดก็ มคี วามเส่ียงสงู ต่อการติดเชือ้ (high risk) ได้แก่ VL ของแม่ใกล้คลอด > 50 copies/mL แมไ่ มไ่ ด้
กินยา หรือ กินยาไม่สม่ำ� เสมอ หรือ กินยาต่อเนือ่ งนอ้ ยกว่า 12 สัปดาห์ เดก็ กินนมแมท่ ต่ี ดิ เชอื้ ในระยะ
เฉยี บพลนั
(5) เด็กมีความเสยี่ งท่ัวไป (standard risk) ได้แก่ VL ของแม่ใกล้คลอด ≤ 50 copies/mL แม่กินยาสูตร
3 ตวั และกนิ ยาสม�่ำเสมอ และกนิ ยาตอ่ เนือ่ งมากกวา่ 12 สัปดาห์
(6) เดก็ ทกุ รายทีร่ ายงานผลการตดิ เชื้อเอชไอวีจากการตรวจ DNA PCR ให้ตรวจแอนตบิ อดตี อ่ เช้ือเอชไอวี
ซ�ำ้ อีกครง้ั เม่ือเด็กมีอายุ 18 - 24 เดือนข้ึนไป* เพอ่ื เปน็ หลกั ฐานดา้ นการวินจิ ฉัย และการรักษาแลว้
ไม่ว่าผลการตรวจแอนตบิ อดีจะเปน็ บวกหรอื ลบ ให้คงการรกั ษาเด็กดว้ ยยาต้านเอชไอวีต่อไป
(7) เด็กท่ีมีความเส่ียงท่ีจะติดเชื้อ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เด็กได้รับยาต้านเอชไอวี และให้ตรวจ
แอนตบิ อดตี อ่ เชอื้ เอชไอวซี ำ้� อกี ครงั้ เมอ่ื เดก็ มอี ายุ 18 - 24 เดอื นขน้ึ ไป* เพอ่ื เปน็ หลกั ฐานดา้ นการการวนิ จิ ฉยั
และการรกั ษา แลว้ ไมว่ า่ ผลการตรวจแอนตบิ อดจี ะเปน็ บวกหรอื ลบใหค้ งการรกั ษาเดก็ ดว้ ยยาตา้ นเอชไอวตี อ่ ไป
(8) หากเปน็ เดก็ อายุ 24 เดอื นขนึ้ ไป ใหใ้ ชแ้ นวทางเดยี วกนั กบั แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวี
ตามแผนภูมทิ ่ี 3 หรอื 4
(9) เดก็ อายุ 12 - 24 เดอื น ทผี่ ลการตรวจ Anti-HIV เปน็ บวก หากสงสยั วา่ มกี ารตดิ เชอื้ เอชไอวี และยงั ไมเ่ คย
ได้รับการตรวจ HIV DNA PCR มาก่อน ให้ส่งตรวจ HIV DNA PCR เพือ่ ยืนยันการวินิจฉัย ถา้ ผล PCR
เปน็ บวกแสดงว่าติดเชอ้ื ใหท้ �ำการรกั ษาโดยเร็ว ถ้าผลเปน็ ลบให้ปรึกษาผู้เช่ียวชาญ
(10) การตรวจด้วยชุดตรวจหาแอนติบอดีต่อเช้ือเอชไอวีด้วยน�้ำยาที่มีแอนติเจนต่างกัน 3 วิธี และให้ผล
มีปฏิกิรยิ าท้งั 3 วิธี รวมทั้งมีการตรวจซำ�้ ด้วยเลอื ดครง้ั ที่ 2 หากเปน็ การตรวจครง้ั แรกหรอื ยงั ไมม่ อี าการ
ตามดลุ ยพนิ จิ ของแพทย์
(11) กรณีที่ผล PCR ได้ผลบวก 2 คร้งั และเด็กได้รบั ยาสม�ำ่ เสมอ แตต่ รวจหาแอนติบอดีต่อเชอ้ื เอชไอวแี ล้ว
ไดผ้ ล “ไม่มีปฏิกิรยิ า” ให้ปรึกษาผเู้ ชีย่ วชาญ
(12) กอ่ นการแปลผลวา่ “ไม่ติดเชื้อเอชไอวี” ควรตรวจสอบวา่ เดก็ ไมไ่ ดก้ นิ นมแมม่ าแลว้ อยา่ งนอ้ ย 6 สปั ดาห์
* เนื่องจากปัจจุบันชดุ ตรวจหาการตดิ เช้ือเอชไอวมี คี วามไวเพิ่มมากขนึ้ ท�ำใหส้ ามารถตรวจปรมิ าณ
แอนตบิ อดใี นระดบั ตำ�่ ๆ ได้ ดงั นนั้ แอนตบิ อดขี องแมท่ ยี่ งั คา้ งในเลอื ดของลกู ถงึ แมจ้ ะมรี ะดบั ตำ่� แต่
อาจใหผ้ ลบวกกับชดุ ตรวจในปจั จบุ ันนี้ได้ จนเดก็ มอี ายไุ ด้ 18 – 24 เดอื น
บทที่ 4 แนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพ่ือวินิจฉัย 31
การตดิ เชื้อเอชไอวสี ำ� หรับเดก็ อายุต�่ำกว่า 24 เดือน
4.1 การสรปุ ผลวา่ “ไมต่ ดิ เชื้อเอชไอว”ี ในเดก็ (เดก็ ตอ้ งไม่ได้กินนมแม)่
(1) ไม่ตดิ เชอื้ เอชไอวแี น่นอน (definitive exclusion of HIV infection)
ได้แก่ ผลการตรวจเป็นดังข้อใดข้อหนึ่งดังข้างล่างน้ี ร่วมกับผลการตรวจ
แอนตบิ อดตี อ่ เอชไอวเี ป็นลบ เม่ือเดก็ อายุ 24 เดอื น
ก. มผี ลการตรวจหาเชอื้ หรอื สว่ นประกอบของเชอ้ื ดว้ ยวธิ ี PCR เปน็ ลบ 2 ครงั้
ติดต่อกัน โดยตรวจคร้ังที่ 2 เมื่อเด็กมีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 เดือน
ในกรณเี ดก็ ทมี่ คี วามเสยี่ งทว่ั ไป หรอื เมอ่ื อายมุ ากกวา่ 4 เดอื น ในกรณที เ่ี ดก็
มคี วามเสย่ี งสูง
ข. มีผลการตรวจแอนติบอดีต่อเอชไอวี เมื่ออายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป
เป็นลบ 2 คร้ัง โดยไม่เคยตรวจพบผล PCR บวก และได้รบั การรกั ษาดว้ ย
ยาต้านเอชไอวีมาก่อน
ค. มีผล PCR เป็นลบ 1 คร้ัง เมื่ออายุมากกว่า 4 เดือน ร่วมกับผลตรวจ
แอนตบิ อดตี ่อเอชไอวี เปน็ ลบ 1 ครงั้ เมือ่ อายมุ ากกวา่ 6 เดือน รว่ มกบั เดก็
จะตอ้ งไมเ่ คยมอี าการทางคลนิ กิ ใดๆ ทเี่ ขา้ ไดก้ บั การตดิ เชอ้ื เอชไอวี และตอ้ ง
ไมม่ ผี ลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารทผี่ ดิ ปกติ เชน่ ตอ้ งมรี ะดบั CD4 ปกติ
(2) นา่ จะไม่ติดเชื้อเอชไอวี (presumptive exclusion of HIV infection)
ไดแ้ ก่ ผลการตรวจเป็นดังขอ้ ใดข้อหนงึ่ ต่อไปน้ี
ก. มีผลการตรวจหาเชือ้ ดว้ ยวิธี PCR เป็นลบ 2 คร้งั ตดิ ต่อกัน โดยครง้ั ที่สอง
อายมุ ากกวา่ 2 เดอื นข้ึนไป
ข. มผี ลการตรวจหาเชอื้ ดว้ ยวิธี PCR เปน็ ลบ 1 คร้ังเม่อื อายุ 2 เดือนขน้ึ ไปใน
เดก็ ทมี่ คี วามเสย่ี งทวั่ ไปตอ่ การตดิ เชอ้ื จากแมส่ ลู่ กู และทอี่ ายุ 4 เดอื นขน้ึ ไป
ในเด็กท่ีมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยต้องไม่เคยตรวจพบ
ผล PCR บวกมาก่อน
ค. มีผลการตรวจแอนติบอดีเม่ือเด็กอายุ 6 เดอื นขึ้นไปเปน็ ลบ 1 ครงั้ รว่ มกับ
เดก็ จะตอ้ งไมเ่ คยมอี าการทางคลนิ กิ ใดๆ ทเ่ี ขา้ ไดก้ บั การตดิ เชอื้ เอชไอวี ไมเ่ คย
ตรวจพบผล PCR บวกมากอ่ นและตอ้ งไมม่ ผี ลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
ทผ่ี ดิ ปกติ เชน่ ตอ้ งมรี ะดบั CD4 ปกติ
32 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การตดิ เชื้อเอชไอวีและการตรวจตดิ ตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
4.2 การสง่ เลอื ดเดก็ เพือ่ ตรวจ HIV DNA PCR
ส�ำหรับประเทศไทยการตรวจหา DNA ของเช้ือเอชไอวีในเลือดด้วยวิธี PCR
เพ่ือการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี ในเด็กอายุต�่ำกว่า 24 เดือน เป็นวิธีท่ีได้รับการยอมรับ
และใชก้ ันอยา่ งแพรห่ ลาย มีการสง่ เลอื ดเด็กได้ 2 วิธี คือ
(1) การเก็บตวั อยา่ งด้วยกระดาษซับเลอื ด (dried blood spot: DBS)
โดยหยดเลือดสดลงบนกระดาษซับโดยตรง หรอื หยดเลือดจากหลอด
EDTA ลงบนกระดาษซบั เลอื ดกไ็ ด้ สามารถจดั สง่ ตวั อยา่ งตรวจทผี่ ง่ึ แหง้ แลว้ ผา่ นระบบไปรษณยี ์
ซึ่งมีความสะดวก และครอบคลุมทุกพ้ืนที่ของประเทศไทย ชุดกระดาษซับเลือด (DBS) เด็ก
ใหต้ ดิ ตอ่ ขอรับไดจ้ ากหน่วยใหบ้ รกิ ารท่ีจะส่งตรวจเท่าน้นั
ห้ามส่งสลับหน่วยให้บริการ เพราะกระดาษที่เตรียมไว้ส่งน้ันจะใช้ได้
โดยเฉพาะแห่ง และหา้ มขอจากหนว่ ยงานท่ไี มเ่ กย่ี วข้อง หรือเตรียมชุดกระดาษเกบ็ ข้ึนเอง
โดยมีหน่วยให้บริการตรวจวิเคราะห์ ที่ขึ้นทะเบียนกับกองทุนหลักประกัน
สขุ ภาพแหง่ ชาติ ดังนี้
1) เครือขา่ ยห้องปฏิบตั ิการ กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์
- ส่วนกลาง สง่ ท่สี ถาบนั ชวี วทิ ยาศาสตรท์ างการแพทย์ กรมวทิ ยาศาสตร์
การแพทย์ จ.นนทบรุ ี
- ส่วนภูมภิ าค ส่งทเี่ ครือขา่ ยห้องปฏิบัตกิ าร ศูนย์วิทยาศาสตรก์ ารแพทย์
12 แหง่
2) ศูนยบ์ รกิ ารเทคนิคการแพทยค์ ลินิก คณะเทคนคิ การแพทย์ มหาวิทยาลยั
เชียงใหม่
3) ห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล
(2) การเก็บตวั อยา่ งแบบหลอดเลอื ด
โดยเจาะเลอื ดปรมิ าณ 0.5 - 1.0 mL ใสห่ ลอดทม่ี สี ารกนั เลอื ดแขง็ ชนดิ EDTA
หรอื ACD สง่ ได้ที่
1) เครอื ขา่ ยห้องปฏบิ ัตกิ าร กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์
- ส่วนกลาง สง่ ที่สถาบนั ชีววทิ ยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวทิ ยาศาสตร์
การแพทย์ จ.นนทบรุ ี
- ส่วนภูมภิ าค ส่งท่เี ครอื ขา่ ยหอ้ งปฏบิ ตั ิการ ศนู ยว์ ทิ ยาศาสตร์การแพทย์
12 แหง่
2) ห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลยั มหิดล
บทที่ 5 การตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการสำ� หรบั ตรวจติดตาม 33
การดแู ลรักษาผูต้ ิดเชื้อเอชไอวแี ละผปู้ ่วยเอดส์
5บทที่ การตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ ารสำ� หรบั ตรวจติดตาม
การดแู ลรกั ษาผู้ติดเชอ้ื เอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์
5.1 แนวปฏบิ ัตกิ ารตรวจจำ� นวน CD4 ในผูต้ ิดเชื้อเอชไอวีและผ้ปู ว่ ยเอดส์
วตั ถปุ ระสงคก์ ารตรวจจำ� นวนเมด็ เลอื ดขาวชนดิ CD4 (CD4 count) เพอ่ื การพยากรณโ์ รค
การตัดสินใจในการให้ยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ รวมถึงการติดตามการดูแลและ
ประเมินผลการรกั ษาดว้ ยยาต้านเอชไอวี
ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจจ�ำนวน CD4 แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ การตรวจโดยใช้
เครอื่ งมอื ทมี่ หี ลกั การโฟลไซโตเมทรแ่ี ละเครอ่ื งมอื ทไี่ มใ่ ชห้ ลกั การโฟลไซโตเมทร่ี ทง้ั นี้ มเี ครอื่ งมอื
ตรวจจ�ำนวน CD4 ขนาดเล็กและราคาไม่แพง เรียกว่า point-of-care เพ่ิมขึ้นในตลาด
ซึ่งมีการน�ำเข้ามาจ�ำหน่ายในประเทศไทย เคร่ืองชนิด point-of-care นี้ มีท้ังที่ใช้และไม่ใช้
เทคโนโลยขี องโฟลไซโตเมทร่ี ควรเลอื กใชเ้ ครอื่ งมือท่ไี ด้มาตรฐานตามเกณฑก์ ารเลือกใช้น�ำ้ ยา
และเครือ่ งมอื ใหไ้ ดม้ าตรฐานที่มรี ะบบประกนั คณุ ภาพรองรับทง้ั IQC และ EQA เป็นตน้
หนว่ ยงานทตี่ รวจหาจำ� นวน CD4 ตอ้ งตอบผลกลบั ไปยงั หนว่ ยงานสง่ ตรวจโดยเรว็
ถึงแมว้ ่า CD4 จะไม่ใช้เป็นเกณฑใ์ นการใหย้ าต้านเอชไอวี แตย่ งั คงต้องใช้ในการคดั กรองโรค
ฉวยโอกาสบางชนิดกอ่ นการเริม่ ยาต้านเอชไอวี ดงั นน้ั หากผลการตรวจ CD4 ตอบกลบั ล่าช้า
อาจมผี ลทำ� ให้ผรู้ ับบรกิ ารเสียโอกาสในการเร่มิ ยาตา้ นเอชไอวีที่เรว็ ข้นึ หนว่ ยงานท่ดี ูแลรักษา
ผตู้ ดิ เชอื้ เอชไอวแี ละผปู้ ว่ ยเอดสต์ อ้ งบนั ทกึ การตรวจหาจำ� นวน CD4 ลงในระบบสารสนเทศ
ของโรงพยาบาล และมีมาตรการในการป้องกันการเปิดเผยผลการตรวจให้กับผู้ไม่เก่ียวข้อง
กบั การดแู ลรักษา
ตารางท่ี 11 แนวทางการส่งตรวจและรายงานผลการตรวจจำ� นวน CD4
การส่งตรวจ CD4 ผทู้ ที่ ราบวา่ มกี ารตดิ เชอื้ เอชไอวคี วรไดร้ บั การตรวจหาจำ� นวน CD4 โดยเรว็
ผลการตรวจต้องแสดงเป็นค่าร้อยละ (%CD4) และจ�ำนวน CD4
(absolute CD4)
หากจำ� นวน CD4 มคี า่ อยู่ ≥350 cells/mm3 อาจพจิ ารณาตรวจ CD4 ปลี ะ
1 ครั้ง
ผตู้ ิดเชือ้ เอชไอวที ่ีมี NRBC (nucleated RBC) ควรพึงระวงั ในการแปลผล
จำ� นวน CD4
9E1N-IDCICVAOVC
CVOAVCICDIN-1E9 CVOAVCICDIN-1E9
34 แนวทางการตรวจวนิ ิจฉยั การตดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละการตรวจติดตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
การใช้ %CD4 ใชใ้ นกรณกี ารประเมินผลการรกั ษาดังตอ่ ไปน้ี
ร่วมกับ CD4 o การมจี �ำนวน CD4 มากขน้ึ หรือน้อยลงผิดปกติ
o เด็กอายุต่�ำกว่า 5 ปี เนื่องจากจ�ำนวน CD4 ในเด็กกลุ่มน้ีจะมีความ
แปรปรวนสงู
การเก็บส่ิงส่งตรวจ ตัวอย่างเลือดตอ้ งใชส้ ารกันเลือดแข็งชนิด EDTA เทา่ นั้น
และการขนสง่ ตวั อยา่ ง ขณะขนส่งตัวอย่างเลือด ควรบรรจุในภาชนะที่ปลอดภัยและควบคุม
เลือดไปตรวจนอก อณุ หภมู ิอยู่ที่อณุ หภมู หิ อ้ ง
สถานพยาบาล แนะนำ� ส่งเลอื ดเพ่อื ตรวจ CD4 ภายใน 48 ช่วั โมงหลังการเจาะเลือด
การใช้ platform แนะน�ำให้ใช้ single platform เน่อื งจากหอ้ งปฏิบัติการสามารถเปลีย่ น
การตรวจ จาก Dual platform เปน็ single platform โดยใช้เครื่องมอื เดิมได้
กรณใี ช้ Dual platform ตอ้ งใชผ้ ลการตรวจ CBC ในการคำ� นวนคา่ CD4
จงึ ควรตรวจ CBC ภายใน 6 ชว่ั โมงหลังจากเจาะเลอื ดด้วย
5.2 ปจั จัยทม่ี ีผลกระทบตอ่ การแปลผลการตรวจจำ� นวน CD4
v การผ่าตัดใหญ่ การได้รับวัคซีน การติดเช้ือไวรัส และการได้รับยาในกลุ่มที่มี
steroid มีผลต่อ CD4 ดังน้ัน ควรหลีกเลี่ยงการส่งตรวจในช่วงดังกล่าวหรือแปลผลด้วย
ความระมดั ระวัง
v ความแปรปรวนจากการเปลี่ยนเครื่องมือ ชนิด และหลักการของเครื่องมือ
รวมถงึ นำ�้ ยาในการตรวจวเิ คราะห์ แนะนำ� ใหต้ รวจตดิ ตามโดยการใชเ้ ครอื่ งมอื และหลกั การเดมิ
5.3 การตรวจปริมาณเชอ้ื เอชไอวีในกระแสเลอื ด (HIV viral load, HIV VL)
การตรวจ HIV VL เป็นการตรวจปริมาณสารพันธุกรรมชนิด RNA ของไวรัสใน
พลาสมาของผู้ติดเชอื้ เอชไอวแี ละผ้ปู ่วยเอดส์ โดยใชเ้ ทคนคิ การเพ่มิ จ�ำนวนสารพันธกุ รรมของ
ไวรสั ดว้ ยหลกั การ real time nucleic amplification โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ใชต้ รวจตดิ ตาม
ประเมนิ ผลการรกั ษาในผู้ทไี่ ดร้ บั การรักษาดว้ ยยาต้านเอชไอวี
หน่วยงานท่ีตรวจ HIV VL ต้องตอบผลกลับไปยังหน่วยงานส่งตรวจโดยเร็ว
เนื่องจากผลการตรวจ HIV VL ใช้ตัดสินใจเรื่องการส่งตรวจการด้ือต่อยาต้านเอชไอวี และ
อาจมีความจำ� เป็นตอ้ งเปลี่ยนสูตรยาในผ้รู บั บริการบางรายได้ หน่วยงานทีด่ ูแลรกั ษาผตู้ ิดเชือ้
เอชไอวแี ละผปู้ ว่ ยเอดสต์ อ้ งบนั ทกึ การตรวจ HIV VL ลงในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล
และมมี าตรการในการปอ้ งกันการเปดิ เผยผลการตรวจให้กับผู้ไมเ่ กยี่ วขอ้ งกบั การดูแลรักษา
บทที่ 5 การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการสำ� หรบั ตรวจตดิ ตาม 35
การดูแลรกั ษาผตู้ ิดเชือ้ เอชไอวีและผู้ปว่ ยเอดส์
ในกรณผี ลการตรวจ HIV VL มคี ่ามากกว่า 1,000 copies/mL หนว่ ยงานบริการ
ตรวจ HIV VL ตอ้ งมรี ะบบประสานงานกบั แพทย์ พยาบาลผรู้ บั ผล เพอื่ ตรวจสอบความสมำ�่ เสมอ
ในการกนิ ยาตา้ นเอชไอวี กอ่ นพจิ ารณาสง่ ตรวจหายนี ดอื้ ยาตา้ นเอชไอวี โดยใชต้ วั อยา่ งพลาสมา
แชแ่ ขง็ ส�ำรอ งท่หี น่วยงานบริการตรวจ HIV VL ทเ่ี ก็บไว้
ตารางที่ 12 แนวทางการสง่ ตรวจและรายงานผลการตรวจ HIV VL
การสง่ ตรวจ HIV VL • สง่ ตรวจ VL ในเดอื นที่ 3 - 6 และ 12 หลงั เรม่ิ ยาตา้ นเอชไอวใี นปแี รก
• ส่งตรวจ VL ในเดือนที่ 3 หลังปรับเปล่ียนยาต้านเอชไอวีจากสูตร
ทด่ี อื้ ยา
• ส่งตรวจ VL อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพ่ือติดตามการรักษาด้วย
ยาต้านเอชไอวี
การรายงานผลการ • การรายงานผลการตรวจ VL มรี ปู แบบเปน็ copies/mL (หรอื IU/mL)
ตรวจ HIV VL และ Log10 equivalence
วธิ เี กบ็ เลือดส่งตรวจ • ใหป้ ระสานกบั หนว่ ยบรกิ ารรบั ตรวจ เพอื่ รบั ขอ้ มลู เกยี่ วกบั ชนดิ และ
HIV VL
ขนาดหลอดเลอื ด
• ต้องใช้สารกันเลือดแขง็ ชนิด EDTA หรอื ACD โดยปริมาณตัวอย่าง
เลอื ดกับสารกันเลือดแขง็ ต้องไดต้ ามสดั ส่วนที่ก�ำหนดไว้
• ควรเก็บแยกพลาสมาอย่างน้อย 2 หลอด เน่ืองจากอาจต้องมี
การตรวจหา HIV DR ต่อไป และจ�ำนวนในแต่ละหลอดต้อง
ไมน่ ้อยกวา่ 1 mL
การเกบ็ ตัวอย่างเพือ่ ตรวจ HIV VL
เจาะเก็บด้วยหลอด Whole blood ท่ีอุณหภูมิ 2 - 25 ไม่เกนิ 24 ช่วั โมง
ปราศจากเชื้อชนิด องศาเซลเซยี ส
สารกันเลือดแข็ง ปั่นแยกพลาสมาด้วย ท่อี ณุ หภูมิ 25 องศา ควรปน่ั แยกพลาสมา
EDTA เครอื่ งปน่ั ดว้ ยแรงเหวยี่ ง เซลเซียส ภายใน 6 ชวั่ โมงหลงั
800 - 1,600 g นาน 20 จากเจาะเลือด
นาที
36 แนวทางการตรวจวินจิ ฉัยการติดเช้ือเอชไอวแี ละการตรวจติดตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
เจาะเก็บด้วยหลอด ปั่นแยกพลาสมาด้วย ทอี่ ุณหภมู ิ 25 องศา ไม่เกนิ 24 ชั่วโมง
Plasma Preparation เคร่ืองปั่น ด้วยแรงเหว่ียง เซลเซยี ส
Tube (PPT) 800 - 1,600 g นาน 20 นาที หรือเก็บรักษาไว้ใน น�ำสง่ ภายใน 5 วัน
ตเู้ ยน็ อณุ หภมู ิ 2 - 8
องศาเซลเซยี ส
การแยกตัวอย่าง ต้องท�ำในตู้ชวี นิรภัยระดับ 2 นำ� ส่งท่ีอณุ หภมู ิ 2 - 8 นำ� สง่ ภายใน 5 วัน
พลาสมา (biosafety cabinet class II) องศาเซลเซียส หรือ
และใชห้ ลอดดดู พลาสตกิ ชนดิ แช่แข็งท่ี -20 องศา
ปราศจากเอนไซม์นิวคลีเอส เซลเซียส และขนส่ง
(DNase/RNase Free) ใช้ ด้วยนำ้� แข็งแหง้
หลอดดดู (transfer pipette)
ใส่หลอดพลาสติกแบบฝา
เกลยี วชนดิ polypropylene
screw-cap ซึ่งปราศจาก
เอนไซมน์ ิวคลีเอส (DNase/
RNase Free)
ข้อควรระวงั • ห้องปฏิบัติการควรมีการวางแผนการเก็บรักษาตัวอย่างพลาสมา
ที่สง่ ตรวจ HIV VL เพ่มิ อกี 1 หลอด เกบ็ แช่แขง็ ไว้ล่วงหนา้ สำ� หรับ
การตรวจหา HIV DR หากผลการสง่ ตรวจ HIV VL > 1,000 copies/mL
(ดรู ายละเอยี ดในแผนภูมทิ ี่ 6)
• ผลการตรวจ HIV VL ใชเ้ พื่อการติดตามประเมินผลการดูแลรักษา
แตอ่ าจนำ� ไปใชเ้ พอื่ ชว่ ยวนิ จิ ฉยั การตดิ เชอื้ เอชไอวใี นระยะเฉยี บพลนั
ตามดุลยพินจิ ของแพทย์
5.4 ปัจจัยทมี่ ีผลกระทบต่อการแปลผลการตรวจ HIV VL
• ผปู้ ว่ ยมอี าการไข้ มกี ารตดิ เชอื้ ตา่ งๆ หรอื ไดร้ บั วคั ซนี จะทำ� ใหร้ ะบบภมู ติ า้ นทาน
ของร่างกายถูกกระตุ้นและมีผลในการเพ่ิมปริมาณของเชื้อไวรัสได้มากกว่า 10 เท่า ดังน้ัน
ไมค่ วรสง่ ตร•ว จ HIV VL เมอื่ ผตู้ ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละผูป้ ่วยเอดส์มีภาวะดังกลา่ ว
ความแปรปรวนจากการเปลี่ยนเครื่องมือ ชนิดและหลักการของชุดตรวจ
แนะนำ� ให้ตรวจตดิ ตามโดยใชเ้ ครอ่ื งมอื และหลกั การเดิม โดยหอ้ งปฏบิ ตั ิการเดิม
บทที่ 5 การตรวจทางห้องปฏิบตั กิ ารส�ำหรบั ตรวจตดิ ตาม 37
การดแู ลรกั ษาผตู้ ิดเช้ือเอชไอวแี ละผู้ปว่ ยเอดส์
5.5 ระบบต ร วจสอบเมอื่ ครบกำ� หนดการสง่ ตรวจ HIV VL ของผรู้ บั ยาตา้ นเอชไอวี
หนว่ ยงานทด่ี ูแลรักษาผตู้ ิดเชอ้ื เอชไอวี ต้องจดั ใหม้ รี ะบบตรวจสอบและแจง้ เตอื น
เมอื่ ผู้รับยาตา้ นเอชไอวีครบก�ำหนดการส่งตรวจ HIV VL แลว้ แตย่ ังไมไ่ ด้สง่ ตรวจ HIV VL และ
ตอ้ งกำ� หนดตวั ชว้ี ดั เพอื่ วดั ผลสมั ฤทธใ์ิ นการแจง้ เตอื นเปน็ รอ้ ยละของผทู้ ไี่ ดร้ บั การสง่ ตรวจ HIV
VL ปีละ 1 คร้งั ดคู วามครอบคลุมของการตรวจใหไ้ ด้เกนิ รอ้ ยละ 90
5.6 ระบบแจ้งเตอื นเม่ือพบผลการตรวจ HIV VL > 1,000 copies/mL
หนว่ ยงานทที่ ำ� การตรวจหา HIV VL ตอ้ งจดั ใหม้ รี ะบบแจง้ เตอื นระบบใดระบบหนงึ่
เพื่อแจ้งรายละเอียดผลการตรวจ HIV VL ท่ีมีผล > 1,000 copies/mL ไปยังผู้รับผิดชอบ
ในหนว่ ยงานทสี่ ง่ ตรวจโดยเรว็ หลงั ทราบผลการตรวจแลว้ ซึ่งวิธีการแจ้งเตือนนั้น จะตอ้ งคำ� นงึ
ถึงการป้องกันและการไม่เปิดเผยผลการตรวจให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้ผู้ประสานงาน
เอชไอวีได้ประเมินการส่งตรวจหาการดื้อต่อยาต้านเอชไอวีต่อไปได้อย่างรวดเร็ว และต้อง
กำ� หนดตวั ชวี้ ดั เพอื่ วดั ผลสมั ฤทธใิ์ นการแจง้ เตอื นเปน็ รอ้ ยละของการสง่ ตรวจการดอื้ ตอ่ ยาตา้ น
เอชไอวภี ายในเวลา 14 วนั หลงั การสง่ ตรวจ HIV VL
5.7 การตรวจการด้ือตอ่ ยาตา้ นเอชไอวี (HIV drug resistance testing)
การตรวจหาเช้ือเอชไอวีดื้อยาต้านเอชไอวีใช้การตรวจจีโนไทป์ (genotype)
เพ่ือตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของล�ำดับเบสในสารพันธุกรรมของเช้ือเอชไอวี วัตถุประสงค์
ของการตรวจ เพ่ือใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาการตัดสินใจของแพทย์ในการวินิจฉัย
การรักษาล้มเหลว การติดตามการระบาดของเชื้อเอชไอวีดื้อยา การเลือกใช้และปรับเปลี่ยน
สูตรยา ปัจจุบันมีท้ังชุดตรวจส�ำเร็จรูปและชุดตรวจท่ีห้องปฏิบัติการพัฒนาข้ึนมาใช้เอง
(in-house) ชดุ ตรวจสำ� เรจ็ รปู ทใ่ี ชเ้ ทคนคิ next generation sequencing (NGS) ไดถ้ กู พฒั นาขน้ึ
และให้ผลสอดคล้องกับชุดตรวจอ่ืนๆ แม้ว่าเทคนิค NGS นี้จะตรวจพบการกลายพันธุ์ได้ใน
ระดบั ตำ่� ๆ แตย่ งั คงขาดขอ้ มลู เกยี่ วกบั ความสำ� คญั ทางคลนิ กิ ในการตรวจพบ ดงั น้นั การแปลผล
การดื้อยาต่อเชอ้ื เอชไอวดี ว้ ยวิธี NGS จงึ ควรแปลผลด้วยความระมัดระวัง
38 แนวทางการตรวจวนิ จิ ฉยั การติดเชื้อเอชไอวแี ละการตรวจติดตามการรักษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
ตารางท่ี 13 แนวทางการสง่ ตรวจหาการดอ้ื ตอ่ ยาตา้ นเอชไอวี
ขอ้ บ่งช้ีการสง่ ตรวจหา หลงั จากไดร้ บั การรกั ษาดว้ ยยาตา้ นเอชไอวแี ลว้ เม่ือแพทย์ผู้ท�ำ
การดอ้ื ตอ่ ยาตา้ นเอชไอวี การรกั ษาประเมนิ หรอื สงสยั วา่ จะเกดิ เชอื้ ดอื้ ตอ่ ยาตา้ นเอชไอวี
ควรเจาะเลือดขณะที่ผู้ติดเช้ือเอชไอวียังรับประทานยา
สตู รนั้นอย่อู ย่างตอ่ เน่อื งและสม่�ำเสมอ; หรือ
ส่งตรวจทันทีหลังจากผู้ติดเช้ือเอชไอวีหยุดยาสูตรน้ันหรือ
หยดุ ยาไมเ่ กนิ 4 สปั ดาห์
ถ้าผู้ติดเชื้อหยุดยาเกิน 4 สัปดาห์ไม่ควรส่งตรวจ เน่ืองจากมี
แนวโนม้ ที่จะไมพ่ บเชือ้ ด้ือยา
การเจาะและจัดเก็บ ควรใช้ตัวอย่างเดียวกับการตรวจ HIV VL และต้องมี
เลือดเพ่ือตรวจหาเชื้อ ผลการตรวจ VL > 1,000 copies/mL ซง่ึ เกบ็ แชแ่ ขง็ ไวล้ ว่ งหนา้ แลว้
ดื้อตอ่ ยาตา้ นเอชไอวี ดังแผนภูมิท่ี 6
หากไมส่ ามารถใชต้ วั อยา่ งเดยี วกบั ทตี่ รวจ HIV VL ไดแ้ ละจำ� เปน็
ตอ้ งเจาะเลอื ดใหม่ ตวั อยา่ งเลอื ดทส่ี ง่ ตรวจตอ้ งใชส้ ารกนั เลอื ดแขง็
ชนดิ EDTA หรอื ACD โดยปรมิ าณตวั อยา่ งเลอื ดกบั สารกนั เลอื ดแขง็
ต้องได้สัดสว่ นตามท่กี ำ� หนดไว้
ควรประสานกบั หนว่ ยบรกิ ารรบั ตรวจ เพ่ือรบั ข้อมลู เกี่ยวกบั ชนดิ
และขนาดหลอดเลอื ด
การขนสง่ ตวั อยา่ งเลอื ด ใช้แนวทางเดียวกับการเก็บตัวอย่างและการขนส่งตัวอย่าง
HIV VL
5.8 ระบบแจง้ เตอื นเมือ่ พบการกลายพนั ธทุ์ ีม่ ผี ลต่อการดอ้ื ตอ่ ยาต้านเอชไอวี
หน่วยงานท่ีท�ำการตรวจหาการดื้อต่อยาต้านเอชไอวี ต้องจัดให้มีระบบแจ้งเตือน
ระบบใดระบบหน่ึงเพ่ือแจ้งรายละเอียดผลการตรวจการด้ือต่อยาต้านเอชไอวีกรณีพบ
การกลายพนั ธุแ์ ละมผี ลตอ่ การด้อื ต่อยาต้านเอชไอวี ไปยังผู้รบั ผดิ ชอบในหนว่ ยงานที่สง่ ตรวจ
โดยเร็วหลังทราบผลการตรวจแล้ว กรณีที่ไม่พบการกลายพันธุ์ท่ีมีผลต่อการดื้อต่อยาต้าน
เอชไอวี ควรแจง้ ใหผ้ ดู้ แู ลรกั ษาตรวจสอบความสมำ่� เสมอ (Adhearance) ในการกนิ ยาของผรู้ บั
ยาต้านเอชไอวอี กี ครั้ง
บทท่ี 5 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารสำ� หรับตรวจติดตาม 39
การดูแลรักษาผูต้ ิดเชอ้ื เอชไอวแี ละผูป้ ว่ ยเอดส์
5.9 ปจั จยั ทีม่ ีผลกระทบต่อการแปลผลการตรวจหาการดือ้ ตอ่ ยาต้านเอชไอวี
• ปริมาณไวรัสในตัวอย่างที่ส่งตรวจต้องมีมากพอ หากน้อยเกินไปจะท�ำให้
ไมส่ ามารถตรวจพบได้
• ประวัติการกินยาต้านเอชไอวีของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมถึง
ความสม�่ำเสมอในการกนิ ยาต้านเอชไอวี
• ระยะเวลาในการหยดุ ยาตา้ นเอชไอวี
5.10 การแปลผลการตรวจหาเชื้อดื้อตอ่ ยาตา้ นเอชไอวี
ตารางท่ี 14 เปรียบเทียบการรายงานผลและแปลผลการตรวจการดื้อต่อยาต้านเอชไอวี
ตามชนิดของชดุ น�ำ้ ยา
การรายงานผล* การแปลผล*
(InS-thaonufoserdแ-ลbะasVeedla)
ViroSeq
None • Susceptible ไม่พบตำ�แหน่ง mutation ที่สัมพันธ์กับ
• Potential Low-level resistance การดอ้ื ต่อยาต้านเอชไอวี
Possible • Low-level resistance ตรวจพบตำ�แหน่ง mutation ที่สัมพันธ์
resistance กบั การดื้อตอ่ ยาตา้ นเอชไอวีในระดบั ตำ่ �
• Intermediate resistance ตรวจพบตำ�แหนง่ mutationทส่ี มั พนั ธก์ บั
การดอ้ื ตอ่ ยาตา้ นเอชไอวใี นระดบั ปานกลาง
Resistance • High-level resistance ตรวจพบตำ�แหน่ง mutation ที่สัมพันธ์
กบั การดอื้ ต่อยาตา้ นเอชไอวีในระดับสูง
*อ้างองิ จากฐานข้อมูลสถาบนั นัน้ ๆ ทจ่ี ดั ท�ำขน้ึ
40 แนวทางการตรวจวินิจฉยั การติดเชอ้ื เอชไอวีและการตรวจติดตามการรกั ษาปี 2563
Guideline on HIV Laboratory Testing for Diagnosis and Monitoring 2020
แผนภมู ทิ ่ี 6 แนวทางการเก็บตวั อย่างเพอื่ ส่งตรวจหาการดือ้ ต่อยาตา้ นเอชไอวี
ผตู้ ิดเชอ้ื เอชไอวีที่รบั ยาต้านเอชไอวสี ง่ ตรวจ HIV VL ตามกา้ หนด
ปนั่ แยกพลาสมา่ 2 หลอด(1)
หลอดที่ 1 หลอดที่ 2
สง่ ตรวจ HIV VL เกบ็ สา้ รองในตแู้ ชแ่ ข็ง(2)
VL <1,000 copies/mL รักษาดว้ ยยาต้านเอชไอวี
และติดตามการรกั ษาตอ่ ไป
VL >1,000 copies/mL ตรวจสอบประวัติการกนิ ยา
ตา้ นเอชไอวขี องผู้ป่วยอกี คร้ัง
กินไมย่ าสม้า่ เสมอ กนิ ยาสม่า้ เสมอ
เขา้ สกู่ ระบวนการเร่งรดั การ สง่ ตรวจ Drug Resistance โดย
กนิ ยาอย่างสม่า้ เสมอ ประสานงานกับห้องแล็บโดยเรว็
หลงั กินยาครบ 3 เดอื น สง่
ตรวจ HIV VL อีกคร้งั
หมายเหตุ
(1) ในแต่ละหลอดต้องมีพลาสมาอย่างน้อย 1 มล. และปั่นแยกด้วยเทคนิคปลอดเช้ือโดยพลาสมาเก็บใน
หลอดทเ่ี ปน็ RNAse free tube
(2) ตอ้ งเกบ็ ไว้ในตแู้ ช่แขง็ ภายใตอ้ ุณหภูมอิ ยา่ งนอ้ ย -20 องศาเซลเซียส (ห้ามเก็บไว้ในช่องแช่แข็งของ
ต้เู ยน็ ที่เก็บน�้ำยาหรอื เกบ็ ตัวอย่างตรวจในหอ้ งปฏบิ ัติการ)
ตารางที่ 15 แนวทางการเกบ็ และจดั สง่ ตัวอย่างสำ� หรับส่งตรวจทางห้องปฏิบตั ิการทีเ่ ก่ยี วข้องกบั เอชไอวี
การทด สอบ หลัก การ ชนดิ ตวั อย า่ งตรวจ ปริมาณต วั อย่าง การขนสง่ ตัวอ ย่างตรวจ(2) การเกบ็ รกั ษาตวั อยา่ ง
EIA /CMIA/ECIA, Clotted blood ตรวจ ณ หอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
agglutination test, Serum หรอื EDTA
Anti-HIV testing immunochromatography 5 มล. นำ�ส่งห้องปฏิบัติการภายใน 24 ชม. 4-8 ºC
plasma 1 มล. ทอ่ี ณุ หภูมิ 18-25 ºC นาน 7 วัน
Nucleic acid EDTA blood 4-8 ºC
HIV viral testing(1) amplification EDTA plasma 2-3 มล. นำ�ส่งห้องปฏิบัติการภายใน 24 ชม. นาน 3 วนั
testing (NAT) Dried blood spot 1 มล. ทีอ่ ุณหภูมิ 18-25 ºC 18-25 ºC
2-3 มล. หยดเลอื ดสดหรอื เลอื ดจากหลอดEDTA นาน 7 วนั
CD4 count Flow cytometry EDTA fresh whole ลงบนกระดาษซบั โดยตรงผง่ึ ใหแ้ หง้ สามารถ บทท่ี 5 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารส�ำหรับตรวจติดตาม
POCT blood จัดส่งตัวอย่างตรวจผ่านระบบไปรษณีย์ 18-25 ºC การดูแลรกั ษาผู้ติดเช้ือเอชไอวแี ละผูป้ ว่ ยเอดส์
ตามทห่ี นว่ ยบรกิ ารกำ�หนด ภายใน 1 สปั ดาห์ นาน 2 วนั
นำ�ส่งห้องปฏิบัติการภายใน 48 ชม.
ที่อุณหภมู ิ18-25ºCตามทีห่ นว่ ยบริการ
กำ�หนด
41