คูม่ อื การเฝ้าระวังความปลอดภยั ของโลหิต
(Guideline on Hemovigilance)
ฉบบั พิมพ์ครงั้ ท่ี 1 (1st edition)
ศนู ยบ์ ริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
ถนนอังรีดนู ังต์ เขตปทมุ วนั กรงุ เทพฯ 10330
โทร. 0 2263 9600-9, 0 2252 4106-9 โทรสาร 0 2255 5558
www.redcross.or.th, www.blooddonationthai.com
คําอธิบายภาพหนา้ ปก
ทีม่ า: Hemovigilance
An effective tool for improving transfusion safety
Edited by Rene' R.P. de Vries and Jean-Claude Faber. 2012. page 6
Figure 2.1 This picture, from an edition printed in Brussels in 1649 and kept in the library of Leiden
University, the Netherlands, is from Saavedra's Idea de un Principe Politico Christiano (Idea of a Political-
Christian Prince) (http:www.emblematica.com/en/cd01-saavedra.htm).
The lion was a symbol of vigilance because he needs little sleep. If he dose sleep, it was believed that he
was doing so with his eyes open because he knows that he is not safe in his majesty (non majestate
securus). Reproduced from Biblitotheca Thysiana with permission from Leiden University Library.
พิมพค์ รง้ั ที่ 1 พ.ศ. 2558
จาํ นวนพิมพ์ 2,000 เล่ม
ลิขสิทธิ์ ศูนยบ์ ริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
การคดั ลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเลม่ นี้ไปเผยแพร่ทกุ รูปแบบตอ้ งได้รบั อนญุ าตเปน็ ลายลักษณ์อักษรจาก
ศนู ย์บริการโลหติ แหง่ ชาติ สภากาชาดไทย ยกเวน้ การอ้างถึงขอ้ ความอันเป็นอัญพจนเ์ พอื่ การศกึ ษาหรือวจิ ารณ์
พิมพ์ที่ : ห้างหนุ้ ส่วนจํากดั อุดมศึกษา
78 ซอกตรอกไข่ ถ.บํารงุ เมอื ง แขวงสําราญราษฎร์ เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200
โทร.0 2222 2435, 0 2222 2762 โทรสาร 0 2224 8823
ออกแบบปกโดย : นายนฤพนธ์ สขุ พราหมณ์
คาํ นํา
โลหิตเป็นสิ่งจําเป็นท่ีใช้ในการรักษาผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้ ซ่ึงยังไม่มีวิวัฒนาการใดมา
แทนที่ การบริจาคโลหิตอาจพบภาวะแทรกซ้อนกับผู้บริจาค ส่วนการให้เลือดแก่ผู้ป่วยก็อาจเกิด
ภาวะแทรกซ้อนได้จากสาเหตุต่างๆ จึงจําเป็นต้องมีระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิต การ
เฝา้ ระวังความปลอดภัยของโลหติ หรือ Hemovigilance เกิดข้ึนเพื่อให้มีการเฝ้าระวังทุกๆข้ันตอนของ
งานบริการโลหิตซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็นการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิตในผู้บริจาค
โลหติ และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซอ้ นจากการรบั เลอื ดในผปู้ ว่ ย
สภากาชาดไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตแห่งชาติ
ประกอบด้วยแพทย์และนักวิชาการท่ีมีความรู้ มีประสบการณ์ด้านบริการโลหิต ร่วมกันดําเนินงาน
และผลักดันให้เกิดระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิต โดยมีศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเป็น
แกนกลาง คณะกรรมการฯได้จัดทํา “คู่มือแนวทางการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิต (Guideline
on Hemovigilance) ขึ้น ประกอบดว้ ยการกาํ หนดคาํ จํากัดความของภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาค
โลหิต ภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด กําหนดระดับความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน การจัดระดับ
ของความเกี่ยวพันกับการเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อน (Grading of imputability) จัดทําแบบ
รายงานภาวะแทรกซ้อนพร้อมคําอธิบาย และสร้างกระบวนการดําเนินงานการเฝ้าระวังความ
ปลอดภัยของโลหิต (Hemovigilance work flow process and reporting system) โดยอ้างอิง
ตามองคก์ รทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับงานบริการโลหิตระดบั สากล
ทั้งนี้ คู่มือนี้มีวัตถุประสงค์หลักให้ผู้ปฏิบัติงานได้ใช้คําจัดความในการรายงาน
ภาวะแทรกซ้อนให้สอดคล้องกันเป็นหมวดหมู่เดียวกันท่ัวประเทศ เพ่ือที่จะนํารายงาน
ภาวะแทรกซ้อนไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกันได้อย่างเป็นระบบ คู่มือน้ีจึงมิได้จัดทํารายละเอียด
เก่ียวข้องกับสาเหตุ กลไกพยาธิสภาพ ตลอดจนการรักษา ซึ่งผู้ปฏิบัติงานสามารถค้นคว้าได้จากตํารา
เวชศาสตร์บริการโลหิต (Transfusion medicine) ฉบบั อื่นๆ
คณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตแห่งชาติ จะจัดอบรมการใช้คู่มือและ
วิธีการรายงานภาวะแทรกซอ้ นตามคาํ จํากดั ความของ Hemovigilance ใหแ้ ก่โรงพยาบาล เพื่อให้เกิด
ความเข้าใจและเกิดความร่วมมือในการสร้างระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตให้เกิดข้ึนอย่าง
ย่งั ยนื ในประเทศไทย นบั เป็นอกี ก้าวหนึ่งของการของการพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุขซึ่ง
จะเป็นผลดีแกผ่ ูป้ ่วยและประชาชน
ศนู ยบ์ ริการโลหติ แหง่ ชาติ สภากาชาดไทย
มนี าคม 2558
(ก)
สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทนํา การเฝ้าระวังความปลอดภยั ของโลหิตระดบั ชาติ 1
สว่ นที่ 1 ภาวะแทรกซอ้ นจากการบรจิ าคโลหิต 9
ก) การแบ่งหมวดหมู่และคําจาํ กัดความภาวะแทรกซอ้ นของการบริจาคโลหิต 10
10
1. ภาวะแทรกซ้อนท่มี อี าการและอาการแสดงเฉพาะท่ี 12
2. ภาวะแทรกซอ้ นทม่ี อี าการและอาการแสดงท่วั ไป 13
3. ภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กดิ จากการทาํ apheresis 14
4. ภาวะแทรกซ้อนอ่ืนๆจากการบริจาคโลหติ 15
ข) การจัดระดบั ของความเกย่ี วพันกบั การเปน็ สาเหตุใหเ้ กิดภาวะแทรกซ้อน 17
ค) คาํ จํากดั ความทเี่ กย่ี วขอ้ งอน่ื ๆ 19
ส่วนที่ 2 ภาวะแทรกซอ้ นจากการรบั เลือด 20
1. เหตุการณไ์ ม่พึงประสงค์ 26
2. Hemolytic transfusion reactions
29
3. Non hemolytic transfusion reactions
33
4. Transfusion-transmitted infection
35
5. ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนและปฏิกริ ิยาจากการรับเลอื ด 37
6. การจดั ระดับของความเก่ียวพันกบั การเป็นสาเหตใุ ห้เกดิ ภาวะแทรกซ้อน
39
สว่ นที่ 3 กระบวนการดาํ เนินงานและการรายงานการเฝ้าระวังความปลอดภยั
40
ของโลหิต
41
ก) เครือขา่ ยท่ีเก่ียวข้องของประเทศไทย
42
ข) กระบวนการดําเนนิ งานตามปกติ
43
ค) การรายงานกรณเี ร่งดว่ น
47
ง) บทเฉพาะกาลและทางเลอื กในการปฏิบตั ิ 52
54
ส่วนที่ 4 แบบรายงานภาวะแทรกซอ้ น
เอกสารอ้างองิ
รายช่อื คณะกรรมการและอนกุ รรมการ
(ข)
สารบญั ตาราง แผนภูมิ และแบบรายงาน
ตารางท่ี 1 เรอ่ื ง หน้า
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse event, AE) 22
ตารางท่ี 2 Hemolytic transfusion reactions (HTR) 27
ตารางท่ี 3 Non hemolytic transfusion reactions (NHTR) 31
ตารางที่ 4 Transfusion-transmitted infection (TTIs) 34
ตารางที่ 5 การจาํ แนกระดับความรนุ แรงของภาวะแทรกซอ้ น 36
ไมพ่ งึ ประสงค์จากการรับเลือด (IHN/SHOT/BCSH)
ตารางที่ 5.1 การจัดระดบั ความรนุ แรงของปฏกิ ิรยิ าเม็ดเลือดแดงแตก 37
หลงั ได้รบั เลือด (Severity grades for hemolytic transfusion
reactions)
ตารางที่ 6 การจดั ระดับของความเกี่ยวพันกับการเป็นสาเหตุให้เกดิ ภาวะ 38
แทรกซอ้ น (Grading of imputability)
แผนภูมทิ ี่ 1 แผนภมู ิแสดงความสัมพันธ์ของ Adverse event, Incident, 21
Near miss และ Adverse reaction
แผนภูมทิ ี่ 2 ข้ันตอนการรายงานคณะกรรมการเฝา้ ระวังความปลอดภัย 45
ของโลหติ ระดบั ชาติ (workflow process)
แบบรายงานภาวะแทรกซอ้ นจากการบริจาคโลหิต (NHV1) 48
แบบรายงานภาวะแทรกซอ้ นจากการรบั เลอื ด (NHV2) 50
(ค)
บทนาํ
การเฝ้าระวงั ความปลอดภยั ของโลหติ ระดับชาติ
National Hemovigilance
1
2
การเฝา้ ระวงั ความปลอดภยั ของโลหติ ระดบั ชาติ
National Hemovigilance
โลหิตมีคุณประโยชน์ในการรักษา สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วย แต่ก็อาจทําให้เกิดอาการไม่พึง
ประสงคอ์ ย่างร้ายแรงจนเปน็ เหตทุ าํ ให้ผปู้ ว่ ยเสียชวี ติ จากการเรียนรขู้ ้อมูลในอดตี พบวา่ เหตุการณ์ไม่
พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยาสามารถควบคุมและป้องกันได้ ด้วยวิธีการสําคัญคือระบบการเฝ้า
ระวังติดตามปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยา ต้ังแต่ปี พ.ศ.2516 ได้เก็บรวบรวมอาการไม่
พึงประสงคแ์ ละอุบตั ิการณท์ ่ีพบ เพอ่ื วเิ คราะหห์ าสาเหตุ รวมท้ังพัฒนาวิธีการในการแก้ไขเยียวยาผล
ท่ีเกิดข้ึนจากการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม และหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นน้ันซ้ํา
รูปแบบการดําเนินงานดังกล่าวจึงได้พัฒนาให้เป็นต้นแบบของการเฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้
โลหติ
ในเวลา 20 ปีต่อมาบางประเทศ ได้นําระบบการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ที่ใช้กับยามา
ใช้กับงานบริการโลหิต ระบบการเฝ้าระวังน้ีซึ่งในที่นี้จะขอใช้คําว่าระบบ Hemovigilance (HV)
ระบบ HV ได้ขยายไปครอบคลุมห่วงโซ่การบริการโลหิต (blood transfusion chain) กล่าวคือ เร่ิม
ต้งั แต่ผบู้ รจิ าคโลหติ (donor vigilance) กระบวนการรับบริจาคโลหิต ผลิตภัณฑ์โลหติ กระบวนการ
การให้โลหติ และผู้ปว่ ยท่รี บั โลหติ ระบบHV นไ้ี ด้แพรห่ ลายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก
เหตุผลของการจัดทําระบบ HV ในการใช้โลหิต ส่วนประกอบโลหิตและผลิตภัณฑ์โลหิต ก็
เพ่ือเป็นการสรา้ งความตระหนักในการเกดิ เหตกุ ารณ์ท่ีไม่พึงประสงค์อันเน่ืองมาจากการให้โลหิต ทํา
ให้เพิ่มความเข้าใจในภาวะแทรกซ้อนของการให้โลหิต สามารถช้ีชัดและจัดลําดับได้ว่าจะต้อง
ปรับปรุงเปล่ียนแปลงในเร่ืองใด ซึ่งจะนําไปสู่การปรับปรุงความปลอดภัยของโลหิตอย่างต่อเน่ือง
รวมทั้งสามารถนําไปพัฒนาเป็นคําแนะนํา แนวปฏิบัติ ตลอดจนถึงการตัดสินใจ และการกําหนด
นโยบายบรกิ ารโลหิตของประเทศ
ประวตั คิ วามเปน็ มาของระบบการเฝ้าระวงั ปฏิกิรยิ าไม่พึงประสงค์ของงานบริการโลหิต
(Hemovigilance milestones)
ประเทศต่างๆได้จัดทําระบบการเฝ้าระวังปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากงานบริการโลหิตหรือ
national HV ตามลําดบั คือ
3
ตั้งแต่ พ.ศ.2536 ประเทศฝรั่งเศสเริ่มจัดทําระบบ HV เป็นประเทศแรก โดยได้กําหนดเป็น
กฎหมายเก่ียวกับความปลอดภยั ในการใหโ้ ลหติ แกผ่ ปู้ ว่ ย
พ.ศ.2539 ประเทศอังกฤษ ได้จัดทําระบบเฝ้าระวังท่ีเรียกว่า Serious Hazards of Blood
Transfusion หรือ SHOT อยา่ งเปน็ ทางการขึน้
พ.ศ.2545 กลุ่มประเทศประชาคมยุโรป จัดต้ังเครือข่ายระบบการเฝ้าระวังติดตามปฏิกิริยาไม่
พึงประสงค์หลังได้รับโลหิต (European Haemovigilance Network) ข้ึนและต่อมาได้ขยายไป
ครอบคลุมประเทศอ่ืนๆ สร้างเครือข่ายเป็นระดับสากล (International Haemovigilance
Network) โดยได้รวมประเทศ ออสเตรีย เบลเยี่ยม โครเอเชีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝร่ังเศส เยอรมนี
กรีซ ไอซ์แลนด์ อิตาลี ไอร์แลนด์ ลุกเซมเบิร์ก มอลต้า นอร์เวย์ โปรตุเกส สโลเวเนีย สวีเดน สเปน
สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา ญ่ีปุ่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์
แอฟริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา โดยมีองค์กรหลักท่ีเป็นแกนนําได้แก่ International Society
of Blood Transfusion (ISBT), European Haemovigilance Network, International
Haemovigilance Network, American Association of Blood Banks (AABB), และองค์การ
อนามยั โลก (WHO)
EU Directive 2002/98/EC ได้จัดทําข้อกําหนด สําหรบั ระบบ HV และในปเี ดียวกันไดจ้ ดั ตั้ง
เครือขา่ ยเพือ่ ทาํ กจิ กรรมรว่ มกัน รวมทง้ั กําหนดคํานยิ ามใชร้ ว่ มกนั เพ่อื ประโยชน์ในการเปรยี บเทยี บ
ขอ้ มูลในช่วงเวลาตา่ งๆ ติดตามผลการเปล่ียนแปลงข้อกาํ หนด นโยบายและรวมท้งั การเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธ์ริ ะหว่างประเทศเพื่อเป็น มาตรฐานเปรยี บเทียบในการปฏบิ ตั ิงาน
พ.ศ.2548 EU Directive 2005/61 เริ่มใช้ข้อกําหนดอย่างเป็นทางการสําหรับระบบ HV ใน
ประเทศสมาชกิ ประชาคมยุโรป
ประเทศสหรัฐอเมริกาเร่ิมจัดทําระบบน้ีในปี พ.ศ.2549 และในปีพ.ศ.2551 ได้ประกาศจัดต้ัง
ระบบ Biovigilance ซ่ึงครอบคลุมการใช้ cells และ tissues เขา้ ไปดว้ ย
การดาํ เนนิ งาน
ประเทศต่างๆได้จัดตั้งองค์กรเพ่ือทําหน้าท่ีรับผิดชอบดําเนินการระบบ HV โดยแต่ละประเทศ
จะมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรที่รับผิดชอบ
4
ระบบ HV คือองค์กรควบคุมเก่ียวกับโลหิตของประเทศ (blood regulator) ประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น
แอฟริกาใต้ และเดนมาร์ก องค์กรที่รับผิดชอบระบบ HV คือ หน่วยงานที่ผลิตและบริการโลหิต
(blood manufacturer) ประเทศเนเธอร์แลนด์และอังกฤษมีสมาคมวิชาชีพเป็นผู้รับผิดชอบ
ประเทศแคนาดา กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดระบบ
USA-Biovigilance Network ทีด่ ําเนินการโดยภาครัฐและเอกชนเปน็ ห้นุ ส่วนรบั ผดิ ชอบรว่ มกนั
สําหรับประเทศไทย ศูนยบ์ รกิ ารโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และกระทรวงสาธารณสุขเป็น
ผู้รับผิดชอบจดั สร้างและพฒั นาระบบ HV ตามนโยบายบริการโลหิตแหง่ ชาติ พ.ศ. 2553
ช่อื ระบบและการรายงานของประเทศต่างๆ
การเรียกชื่อระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของการให้โลหิตน้ัน ประเทศส่วนใหญ่ ได้แก่
ประเทศฝร่ังเศส ออสเตรยี อติ าลี เดนมาร์ก และสงิ คโปร์ เรยี กว่า Hemovigilance บางประเทศใช้
ชื่อเฉพาะ เช่น ประเทศอังกฤษ เรียกว่า SHOT (Serious Hazards of Blood Transfusion)
เนเธอร์แลนด์ เรียกว่า TRIP (Transfusion Reaction in Patient) และแคนาดา เรียกว่า TTISS
(Transfusion Transmitted Injuries Surveillance System)
เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่เกิดจากการรายงานในประเทศ การส่งรายงานส่วนใหญ่จึง
ปกปิดชอ่ื สถาบนั ทรี่ ายงาน และส่วนน้อยที่ใหส้ ง่ รายงานโดยไม่ต้องระบุช่ือสถาบัน ทุกระบบไม่มีการ
ลงโทษผู้กระทําความผิดหรือบกพร่อง การรายงานเกือบท้ังหมดเป็นแบบสมัครใจ ยกเว้นประเทศ
ฝรั่งเศสประเทศเดียวที่ใช้กฎหมายบังคับให้ต้องรายงานอุบัติการณ์ทุกราย เน่ืองจากระบบ HV เป็น
ตามความสมคั รใจ จึงพบว่ามอี ตั ราการรายงานคอ่ นข้างตํา่ ในทุกประเทศ โดยเฉพาะในระยะแรกเร่ิม
ดังนั้นการให้การศึกษา ความรู้ และความเข้าใจแก่ผู้ปฏิบัติงานจึงมีความสําคัญและจําเป็น
โดยเฉพาะอย่างย่ิง เพ่ือทําให้ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่าได้นําผลการวิเคราะห์ข้อมูลไปใช้ประโยชน์ใน
การแก้ปญั หาได้อยา่ งเป็นรปู ธรรมและมีผลดีต่องานบรกิ ารโลหติ ขององคก์ รและประเทศนั้นๆ
ประโยชนข์ องระบบ Hemovigilance
เมื่อมีการเฝ้าระวังความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่ของงานบริการให้โลหิต เราสามารถ
ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่าน้ีเพื่อช่วยในการระบุหรือกําหนดประเด็นปัญหา โดยพิจารณาจาก
ความถีแ่ ละความรนุ แรงหรือความสําคัญของเหตุการณ์ นําไปวิเคราะห์สาเหตุ ทําให้สามารถกําหนด
5
มาตรการไปพัฒนาระบบการทํางานให้มีความปลอดภัยมากข้ึน หรือกําหนดเป็นนโยบายใหม่เพื่อ
แก้ปัญหาที่ประสบอยู่รวมท้ังสามารถใช้ติดตามประสิทธิผลของการแก้ไขปรับปรุง ตัวอย่างที่เห็นได้
ชัดเจน ได้แก่ ประเทศฝร่ังเศสและแคนาดาได้แก้ไขเร่ืองการสอบกลับข้อมูล (traceability)
ของการให้เลือดผิดหมู่ (ABO mistransfusion) และการปนเป้ือนเชื้อแบคทีเรีย (bacterial
contamination) ประเทศอังกฤษได้แก้ไขเรื่อง ABO mistransfusion และ TRALI (Transfusion-
related acute lung injury) โดยประเทศอังกฤษได้กําหนดนโยบายใหม่ให้ใช้พลาสมาเฉพาะของผู้
บรจิ าคเพศชายเท่านน้ั ซ่ึงนโยบายนีส้ ามารถลดอตั ราการเกิด TRALI ได้อย่างชัดเจนเนื่องจากสาเหตุ
สว่ นใหญข่ อง TRALI เกิดจาก HLA antibody ท่ีมักพบในผหู้ ญงิ ทีเ่ คยตั้งครรภม์ าก่อน
การสรา้ งและพัฒนาระบบ Hemovigilance ระดบั ชาติ (National Hemovigilance)
ประเทศไทยมีศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยเป็นองค์กรหลักในการจัดหาโลหิต
และจดั ทําสว่ นประกอบโลหิตชนิดต่างๆ เพื่อแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลต่างๆท่ัวประเทศ นอกจากน้ี
ยังจัดทําการแปรรูปพลาสมาเป็นผลิตภัณฑ์พลาสมาเพื่อใช้กับผู้ป่วยโรคและภาวะต่างๆ จึงมีความ
จําเป็นท่ีจะต้องจัดทําระบบ HV เพื่อสามารถนําไปสู่การพัฒนาปรับปรุงด้านความปลอดภัยของ
โลหติ และงานบรกิ ารโลหิตในภาพรวมของประเทศตอ่ ไป
การริเริ่มระบบ HV ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติน้ัน ด้านผู้บริจาคโลหิต ฝ่ายเจาะเก็บโลหิต
ได้เก็บข้อมูลผู้บริจาคที่เกิดปฏิกิริยาจากการบริจาคโลหิตทุกราย ท้ังภายในศูนย์บริการโลหิต
แห่งชาติและหน่วยเคลื่อนที่ ซ่ึงได้ตีพิมพ์เผยแพร่สถิติระหว่าง พ.ศ.2552–2554 และในพ.ศ.2554-
2555 ศูนย์บริการโลหิตฯได้จัดทําโครงการนําร่องเพ่ือให้ผู้บริจาคโลหิตตอบแบบสอบถามกลับ
หลังจากบริจาคโลหิตไปแล้ว 1 สัปดาห์เพ่ือให้ได้ข้อมูลปฏิกิริยาที่เกิดข้ึนทั้งทันที ระหว่าง และหลัง
บริจาค ร่วมกับท่ีอาจเกิดล่าช้า (delayed reactions) รวมทั้งการสอบถามถึงพฤติกรรมการดื่มนํ้า
ก่อนการบริจาคโลหิต และการรับประทานธาตุเหล็กเสริมหลังการบริจาคโลหิต ผลท่ีได้จากข้อมูล
เหล่าน้ี สามารถนํามาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิผล และพัฒนาจาก
โครงการนําร่องมาเป็นโครงการถาวรต่อไป สําหรับผู้ป่วยที่รับโลหิต คณะอนุกรรมการวิชาการ ใน
คณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตของสภากาชาดไทย ได้สํารวจข้อมูลการเกิดปฏิกิริยาจาก
การรับโลหิตของโรงพยาบาลระดับต่างๆท้ังในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลได้
6
บันทึกเก็บข้อมูลเหล่าน้ีอยู่แล้วในระบบคุณภาพของโรงพยาบาล และรายงานอัตราการเกิดอาการท่ี
ไม่พึงประสงค์จากการรับเลือด รวมทั้งเหตุการณ์การติดเช้ือหลังการรับเลือดที่ได้ผ่านการตรวจตาม
มาตรฐานแล้วซึ่งพบการติดเชื้อที่อาจเกิดจากการได้รับเลือดในระยะ window period ระหว่าง
พ.ศ. 2544-2551 เป็นระยะเวลา 8 ปี
อย่างไรก็ตามการสํารวจข้อมูลท่ีผ่านมาพบว่าอัตราการตอบแบบสํารวจข้อมูลมีน้อยคือ
ประมาณร้อยละ 20–40 ของแบบสอบถามท้ังหมดที่ส่งออก ข้อมูลที่ได้จึงไม่สามารถสะท้อนความ
เป็นจริง ศนู ยบ์ ริการโลหิตแห่งชาตจิ งึ ยตุ ิการสาํ รวจข้อมูลนําร่อง แล้วพิจารณายกระดับการเฝ้าระวัง
ความปลอดภัยของโลหิตให้เป็นภารกิจระดับชาติ ท่ีต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง
ตามนโยบายบริการโลหิตแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ทร่ี ะบเุ รอ่ื งมาตรการเพ่อื ทาํ ให้ม่นั ใจในความปลอดภัย
ของโลหิตว่าต้องมีการจัดต้ังคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้โลหิต (National
hemovigilance committee) ดังนั้นสภากาชาดไทยจึงได้แต่งต้ังคณะกรรมการเม่ือวันท่ี 7
พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2555 เพือ่ สรา้ งและพัฒนาระบบ HV ตอ่ ไป
สรุป
กุญแจสําคัญที่จะทําให้ระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตสัมฤทธ์ิผล เริ่มจากต้อง
กําหนดเป็นนโยบายในทุกระดับต้ังแต่ระดับชาติ ระดับกระทรวง กรม กอง และสถาบันต่างๆที่
เก่ียวข้อง ให้ความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรท่ีเกี่ยวข้องทุกระดับในทุกองค์กร เพ่ือสร้างความ
ตระหนักถึงความเส่ียงท่ีเกิดข้ึนในห่วงโซ่ของการบริการโลหิต ท่ีต้องปลอดภัยทั้งผู้บริจาคโลหิตและ
ผู้ป่วยที่รับเลือด และสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าไม่ใช่ทําเพื่อประโยชน์ของผู้ใดหรือองค์กรใด
โดยเฉพาะ โดยจะต้องทําให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์อย่างไม่มีข้อสงสัยในการนําผลการวิเคราะห์มา
กําหนดเป็นนโยบายเพ่ือแก้ไขปัญหา และเพ่ีอความปลอดภัยของโลหิตท่ีจะให้แก่ผู้ป่วยร่วมกัน ทํา
ให้มคี วามเตม็ ใจในการนําระบบ HV ไปใช้อย่างครอบคลุมเพอื่ ให้ได้ขอ้ มลู ท่มี ากพอที่สามารถสะท้อน
ปัญหาหรือนํามาตั้งเป็นโจทย์ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์หาทางแก้ไขและป้องกัน รวมท้ังนํามาพัฒนางาน
บริการโลหิตอย่างต่อเน่ือง ผลลัพธ์คืองานบริการโลหิตของประเทศในภาพรวมมีความปลอดภัย
ย่งิ ขึ้น.
7
8
สว่ นท่ี 1
ภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต
(Complications related to blood donation)
9
ภาวะแทรกซ้อนจากการบรจิ าคโลหติ
(Complications related to blood donation)
ก) การแบง่ หมวดหมู่และคาํ จํากดั ความภาวะแทรกซอ้ นของการบริจาคโลหติ
1. ภาวะแทรกซ้อนท่ีมีอาการและอาการแสดงเฉพาะที่ (Complications mainly with local
symptoms) หมายถึงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึน้ โดยตรงจากการแทงเข็มเพื่อเจาะเก็บโลหิต ซ่ึงอาจ
แสดงอาการทม่ี ีเลอื ดออกนอกหลอดเลือด หรอื แสดงอาการเจบ็ ปวดบริเวณท่ีเจาะเกบ็
1.1 มีเลือดออกนอกหลอดเลือด
1.1.1 อาการหอ้ เลือดเขียวช้าํ (bruise), ก้อนเลือดขัง (hematoma)
หมายถึง การมเี ลือดออกทีเ่ น้ือเย่อื นอกหลอดเลอื ด ซึง่ จะมีอาการบวม แดง
หรือเขยี วคลา้ํ และเจบ็ ปวดเฉพาะท่ี
อาการห้อเลือดและก้อนเลือดขังเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้จากการ
บริจาคโลหิต ซ่ึงเกิดจากการที่มีเลือดซึมออกมานอกหลอดเลือดบริเวณท่ีเจาะเก็บ
และขังอยู่ในเนือ้ เยอื่ บรเิ วณใกล้เคยี ง หากมเี ลอื ดซึมออกมามากจะมีอาการบวม และ
มีการกดบริเวณเนื้อเยื่อรอบๆ ความรุนแรงของการกดขึ้นกับขนาดของก้อนเลือด
และความอ่อนตัวของเน้ือเย่ือ หากแรงกดกระทําต่อเส้นประสาท อาจมีอาการทาง
ระบบประสาทด้วย เช่น เจ็บปวดร้าวไปตามแขนและมือร่วมกับอาการปวดแปลบๆ
ท่ีปลายประสาท อาจมีอาการชาในกรณีที่มีก้อนเลือดขังลึกลงไปในช้ันกล้ามเนื้อและ
เอ็น อาจไม่เห็นห้อเลือดท่ีผิวหนัง การกดทับท่ีรุนแรงจะทําให้มีอาการทางระบบ
ประสาท หรืออาการของกล่มุ กล้ามเนื้อทีเ่ รยี กวา่ compartment syndrome ได้
1.1.2 การสอดเขม็ เจาะเกบ็ โลหติ พลาดเขา้ หลอดเลอื ดแดง (Arterial puncture)
หมายถึง การเจาะเก็บที่ผิดพลาดไปเข้าหลอดเลือดแดง brachial artery
หรือแขนงของหลอดเลอื ด
อาการแสดง มีอาการเจ็บท่ีบริเวณข้อพับศอก ผู้เจาะเก็บโลหิตอาจสังเกต
พบว่าเลือดท่ีเจาะเก็บมีสีแดงอ่อนกว่าปกติ และอาจมีการเต้นเป็นจังหวะตามชีพจร
เลือดจะเตม็ ถงุ เร็วกว่าปกติ บางรายอาจไม่มอี าการหอ้ เลือดให้เหน็
ภาวะแทรกซ้อนที่สําคัญหลังการเจาะเก็บพลาดเข้าหลอดเลือดแดง ได้แก่
การเกิดก้อนเลือดขังขนาดใหญ่ซึ่งเส่ียงต่อการเกิด compartment syndrome ของ
กลุ่มกล้ามเน้ือแขน และอาจเกิด bracial artery pseudoaneurysm และ arterio-
venous fistula ตามมาไดเ้ ชน่ กัน
10
1.1.3 การมเี ลือดออกภายหลังการเจาะเกบ็ เสร็จแลว้ (Delayed bleeding)
หมายถึง การมีเลือดออกจากหลอดเลือดท่ีเจาะเก็บ หลังจากเสร็จส้ินการ
บริจาคโลหิตไปแล้ว อาจเกิดข้ึนหลังเจาะเก็บไม่นานหรืออาจเกิดภายหลังเม่ือผู้
บรจิ าคโลหติ ออกไปจากสถานทีร่ ับบรจิ าคโลหิตแลว้
1.2 อาการเจ็บปวด
1.2.1 การระคายเคอื งตอ่ เส้นประสาท (Nerve irritation)
หมายถึง อาการเจ็บปวดหรือระคายเคืองต่อเส้นประสาทท่ีเนื่องมาจากมี
ก้อนเลือดขังบริเวณทีเ่ จาะเกบ็
อาการแสดง มีอาการปวดร้าว เจ็บแปลบๆ และอาจมีอาการชารวมท้ังห้อ
เลือดร่วมด้วย อาจเกิดอาการข้ึนโดยทันทีที่แทงเข็ม หรือบางคร้ังอาจไม่ปรากฏให้
เห็นในระยะแรกแต่จะมีอาการเจ็บเกิดข้ึนภายหลังจากการมีก้อนเลือดขังขนาดใหญ่
พอทีจ่ ะกดเส้นประสาท
1.2.2 การบาดเจ็บตอ่ เส้นประสาท (Nerve injury)
หมายถึง การที่เข็มเจาะเก็บโลหิตพลาดไปโดนเส้นประสาทในระหว่างการ
สอดเขม็ เข้าหรอื การดงึ ปลดเขม็ ออก
อาการแสดง มีอาการเจ็บปวดร่วมกับอาการชา (paraesthesia) โดย
เจ็บปวดอย่างรุนแรง และแผ่ร้าวไปตามท่อนแขน เกิดข้ึนทันทีที่สอดเข็มหรือปลด
เข็มออก
1.2.3 การบาดเจ็บต่อเส้นเอน็ (Tendon injury)
หมายถึง การทีเ่ ขม็ เจาะเก็บโลหติ พลาดไปโดนเส้นเอ็น
อาการแสดง มอี าการเจ็บปวดรนุ แรงมากจําเพาะท่ี โดยไม่แผ่ร้าวและเกิดข้ึน
ทันทที แ่ี ทงเขม็
1.2.4 อาการปวดแขน (Painful arm)
หมายถึง ลกั ษณะอาการปวดร้าวท่ีแขนขา้ งทีเ่ จาะเก็บ เกิดขึ้นหลังการเจาะ
เก็บไปแล้วเปน็ ช่วั โมง ท่ไี มส่ ามารถระบุรายละเอยี ดของอาการ หรืออาการแสดงได้
เพยี งพอต่อการจาํ แนกชนดิ ของภาวะแทรกซ้อนทแ่ี สดงอาการหลกั ของความ
เจบ็ ปวดตามทกี่ ล่าวแลว้ ขา้ งต้น
11
1.3 ภาวะแทรกซอ้ นทีเ่ กดิ เฉพาะที่ชนดิ อนื่ ๆ
1.3.1 การอกั เสบของหลอดเลือด (Thrombophlebitis)
หมายถงึ การอกั เสบของหลอดเลอื ดรว่ มกับการเกิดก้อนเลอื ด thrombus
อาการแสดง มีอาการอักเสบ แดง ร้อน ปวดเฉพาะที่ กดเจ็บ และบวม หาก
เป็นการอักเสบของหลอดเลือดในชั้นต้ืนจะมีอาการอักเสบแดงท่ีผิวหนัง เป็นลําและ
กดเจ็บ หากเป็นการอักเสบของหลอดเลือดดําท่ีอยู่ลึก มักมีอาการอักเสบท่ีรุนแรง
และมไี ข้ร่วมด้วย
1.3.2 การแพ้เฉพาะที่ (Local allergy)
หมายถึง การมีปฏิกิริยาภูมิแพ้เฉพาะที่ท่ีผิวหนังบริเวณท่ีเจาะเก็บโลหิตอัน
เนื่องมาจากสัมผัสสารที่แพ้ เช่น นํ้ายาทําความสะอาดผิว และอุปกรณ์อ่ืนๆท่ีใช้ใน
กระบวนการเจาะเก็บโลหติ
อาการแสดง เป็นผ่นื อาจบวม คนั บริเวณที่เจาะเก็บโลหิต
2. ภาวะแทรกซ้อนทมี่ อี าการและอาการแสดงท่ัวไป (Complications mainly with
generalized symptoms)
ปฏิกิริยา vasovagal (Vasovagal reaction) ประกอบด้วยอาการไม่สบาย อ่อนแรง
กระสับกระส่าย วิงเวียน คล่ืนไส้ จนถึงเป็นลมหมดสติ ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง จํานวนน้อยท่ี
มอี าการตอ่ เนื่องและรนุ แรงมากขึ้นจนหมดสติ ชกั กลั้นปัสสาวะไม่ได้
อาการแสดง ผู้บริจาคโลหิตมีอาการไม่สบาย อ่อนแรง กระสับกระส่าย วิงเวียน คลื่นไส้
เหงอ่ื ออก อาเจียน ซดี หายใจเรว็ ชัก หมดสติ อาการดงั กลา่ วเกดิ จากการทํางานของระบบประสาท
อัตโนมัติ และนําไปสู่การกระตุ้นปัจจัยด้านจิตประสาทอื่นๆตามมา อาจมีความสัมพันธ์กับปริมาณ
เลอื ดทเ่ี จาะเกบ็ เทียบกบั ปรมิ าณเลอื ดในร่างกาย
ปฏกิ ิรยิ า vasovagal พบได้บ่อยทสี่ ดุ ในภาวะแทรกซอ้ นของการบรจิ าคโลหิตแบบเฉียบพลัน
ภาวะแทรกซ้อนท่ีนับว่ามีความรุนแรงมากคือการเกิดปฏิกิริยา vasovagal ร่วมกับอุบัติเหตุ
โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในรายท่เี ปน็ ลมหมดสตหิ ลงั จากท่ีผู้บริจาคโลหิตออกจากบริเวณสถานที่รับบริจาค
โลหติ ไปแล้ว ปฏกิ ิริยา vasovagal อาจแบง่ ได้เปน็
2.1 ปฏิกิริยา vasovagal แบบเกิดขึ้นเฉียบพลัน (Immediate vasovagal reaction)
เกิดอาการขณะที่ผ้บู ริจาคโลหิตยังอยใู่ นบรเิ วณสถานทีร่ ับบริจาคโลหติ
2.2 ปฏิกิริยา vasovagal แบบเกิดข้ึนเฉียบพลันร่วมกับการบาดเจ็บ (Immediate
vasovagal reaction with injury) ผู้บริจาคโลหิตมีปฏิกิริยา vasovagal รุนแรงและหมดสติ
12
โดยเกิดอาการขณะท่ีผู้บริจาคโลหิตยังอยู่ในบริเวณสถานที่รับบริจาคโลหิต แล้วได้รับบาดเจ็บ
เนือ่ งจากลม้ หรือหมดสติ
2.3 ปฏิกิริยา vasovagal แบบเกิดข้ึนช้า (Delayed vasovagal reaction)เกิดอาการ
หลังจากผู้บรจิ าคโลหิตออกจากบริเวณสถานทรี่ บั บรจิ าคโลหิตไปแล้ว
2.4 ปฏิกิริยา vasovagal แบบเกิดขึ้นช้าร่วมกับการบาดเจ็บ (Delayed vasovagal
reaction with injury )ผู้บริจาคโลหิตมีปฏิกิริยา vasovagal รุนแรงและหมดสติ โดยเกิดอาการ
หลังจากผู้บริจาคโลหิตออกจากบริเวณสถานท่ีรับบริจาคโลหิตไปแล้ว แล้วได้รับบาดเจ็บเน่ืองจาก
ล้ม หรือหมดสติ
3. ภาวะแทรกซอ้ นท่ีเกดิ จากการทํา apheresis ไดแ้ ก่
3.1 ปฏกิ ริ ิยาจากสารกนั เลือดแข็งตวั ซเิ ทรต (Citrate reaction)
เกิดจากระดับแคลเซียมในเลือดตํ่าช่ัวขณะในระหว่างบริจาคส่วนประกอบเลือด ด้วยวิธี
apheresis เน่ืองจากนํ้ายากันเลือดแข็งตัว citrate ท่ีใช้ในกระบวนการ apheresis ไปจับแคลเซียม
ในกระแสเลอื ดแบบช่วั คราว
อาการแสดง มีอาการชาเล็กน้อยท่ีหน้า รอบริมฝีปาก ปลายมือ เท้าและหนาวสั่นสามารถ
แกไ้ ขโดยใหย้ าแคลเซียม และลดปรมิ าณนาํ้ ยากนั เลือดแขง็ ตัวร่วมกบั ปรับลดอัตราการไหลของเลือด
หากมีอาการมากอาจตอ้ งยุติการบรจิ าค อาการต่างๆ จะหายไปได้เอง
3.2 เม็ดเลอื ดแดงแตก (Hemolysis)
เกิดจากมกี ารแตกของเม็ดเลือดแดงเน่ืองจากกระบวนการบริจาคส่วนประกอบเลือด ด้วยวิธี
apheresis ด้วยเคร่ือง blood cell separator มีการป่ันแยกส่วนประกอบของเลือด อย่างไรก็ตาม
ภาวะดังกล่าวแทบจะไมพ่ บ เน่อื งจากเครอ่ื งมอื ได้พัฒนาใหม้ คี วามปลอดภยั สูง
อาการของ hemolysis คือ ปวดหลัง ปวดกล้ามเน้ือ แน่นหน้าอก เสียดท้อง ปัสสาวะสีคลํ้า
หายใจเหนือ่ ยหอบและอาจช็อคได้
3.3 ปฏิกิริยาภมู ิแพแ้ บบทัว่ ไป (Generalized allergic reaction)
เกิดจากการแพ้สาร ethylene oxide ท่ีใช้อบฆ่าเชื้อชุดอุปกรณ์เจาะเก็บ (set) รวมถึงอาจ
แพ้น้าํ ยาทาํ ความสะอาดผิวหนัง และพลาสเตอร์
อาการ มผี นื่ คัน แดงเฉพาะบรเิ วณทเ่ี จาะเก็บ ในรายท่ีแพอ้ ย่างรุนแรงอาจมอี าการบวมของ
ผิวหนงั บริเวณลาํ คอ หนังตา ใบหนา้ และอาการบวมของเนื้อเยอ่ื เชน่ ลนิ้ หลอดลมและเย่ือบุทางเดนิ
หายใจตอ้ งใหก้ ารรกั ษาอยา่ งเร่งด่วน
13
3.4 การเกิดฟองอากาศในหลอดเลอื ด (Air embolism)
เกิดจากมีฟองอากาศเข้าเส้นเลือดผู้บริจาคขณะคืนเลือดกลับในกระบวนการ apheresis
อาการแสดงคือเจบ็ แนน่ หน้าอก หายใจเหน่ือยหอบ แตป่ จั จุบนั แทบไม่พบอบุ ัติการณด์ ังกลา่ ว
4. ภาวะแทรกซอ้ นอื่นๆจากการบรจิ าคโลหิต
4.1 Hypovolemia คือ ภาวะท่ีมีปริมาตรเลือดไหลเวียนลดลงอย่างรวดเร็วจนทําให้เกิด
อาการเป็นลม ซ่ึงต้องวินิจฉัยแยกจาก vasovagal reactions ซ่ึงมีอาการแสดงคล้ายกันคือเป็นลม
การตรวจพบที่แตกต่างกันคือ vasovagal reactions ชีพจรจะช้า ความดันโลหิตต่ํา ส่วน
hypovolemia ชพี จรจะเร็ว การบรจิ าคโลหติ ตามปกติเสยี เลือดประมาณ 450 มล.หรอื ไม่เกนิ 10%
ของปริมาณเลือดไหลเวียนในร่างกาย ซ่ึงไม่ควรเกิด hypovelemia แต่ถ้าผู้บริจาคโลหิตมีภาวะทาง
ร่างกายที่ไม่พร้อมสําหรับการบริจาคโลหิตเช่นพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มนํ้าน้อย เสียเลือด ท้องเสีย
ขาดน้ําเป็นต้น ก็อาจเกิด hypovolemia และเป็นลมหลังการบริจาคโลหิต ซ่ึงการรักษาต้องให้สาร
น้ําเพ่อื เพิ่มปรมิ าณสารน้ําในหลอดเลอื ดและรา่ งกาย
4.2 ผู้บริจาคโลหิตอาจมีอาการแสดงออกทางร่างกายอันเป็นผลจากภาวะทางจิตใจและ
ความเครยี ด เช่น มีอาการหายใจแรงแบบ hyperventilation
14
สรุปการแบ่งหมวดหม่ภู าวะแทรกซ้อนจากการบรจิ าคโลหิต
1.1 Blood outside vessels 1.1.1 Hematoma
1.1.2 Arterial puncture
1. Local 1.2 Pain Specified as 1.1.3 Delayed bleeding
symptoms 1.3 others Or not specified 1.2.1 Nerve injury
1.2.2 Tendon injury
2. Generalized Vasovagal reaction 1.2.3 Painful arm
symptoms 1.3.1 Thrombophlebitis
1.3.2 Allergy (local)
3. Related to apheresis 2.1 Immediate
4. Others 2.2 Immediate with injury
2.3 Delayed
2.4 Delayed with injury
3.1 Citrate reaction
3.2 Hemolysis
3.3 Generalized allergic reaction
3.4 Air embolism
4.1 Hypovolemia
4.2 Hyperventilation
ข) การจัดระดบั ของความเกี่ยวพนั กับการเปน็ สาเหตใุ ห้เกิดภาวะแทรกซ้อน (Grading of
complication severity and imputability)
1. การจัดระดับความรุนแรง (Grading of severity) ภาวะแทรกซ้อนของการบริจาคโลหิตอาจ
แบ่งได้เปน็ 2 ระดับ คือ ระดับไม่รุนแรง (non-severe)และระดับรุนแรง (severe) โดยข้ึนอยู่กับ
ความจําเป็นท่ีต้องให้การบําบัดรักษาและผลลัพธ์ที่เกิดข้ึนกับผู้บริจาคโลหิตการกําหนด grading of
severity ควรสัมพันธ์กับระบบท่ีใช้ในระดับสากลของแต่ละกลุ่มประเทศ (เช่น ISBT for grading
of adverse reactions to blood transfusion, European Commission for grading of
transfusion reaction, FDA for grading of drug adverse events)
15
1.1 ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง (Non-severe complications) เม่ือผู้บริจาคโลหิต
เกดิ ภาวะแทรกซ้อน แต่ไมจ่ ําเปน็ ตอ้ งได้รับการบําบัดรักษาตามเงื่อนไขของsevere complications
ในข้อ 1.2 ให้จัดเป็น non-severe complications ทั้งนี้อาจแบ่งออกเป็น 2 ระดับย่อย คือ
ระดบั ออ่ น (mild) และระดบั ปานกลาง (moderate) ตามรายละเอยี ดดังนี้
1.1.1 อาการห้อเลือด, มกี ้อนเลือดขงั (Hematoma)
ระดับ mild: มีอาการห้อเลอื ดเขียวชํ้าปวดตงึ เลก็ น้อยหรอื มกี ้อนเลือดขังเขียวช้าํ
ขนาดเล็กกวา่ 2x2 นิว้
ระดับ moderate: มอี าการเช่นเดยี วกับระดบั mild และมอี าการไม่สามารถใชง้ าน
แขนขา้ งทีเ่ จาะเลือดได้ตามปกติ
1.1.2 การเจาะถกู หลอดเลือดแดง (Arterial puncture)
ระดับ mild: ไม่มีอาการแสดงหรืออาจมีความรู้สกึ ตงึ ๆบรเิ วณทเ่ี ข็มเจาะเลก็ น้อย
และ / หรอื มกี ้อนเลอื ดขัง
ระดับ moderate: ยังคงมีอาการตงึ ๆ หรอื มีกอ้ นเลือดขงั ต่อเนื่องไปหลังบรจิ าค
โลหติ แลว้ ระยะหน่งึ
1.1.3 อาการปวดแขน (Painful arm)
ระดับ mild: มอี าการปวดแขนนอ้ ยกว่า 2 สัปดาห์ หลงั บริจาคเลอื ด
ระดับ moderate: มีอาการปวดแขนมากกว่า 2 สัปดาห์แตน่ ้อยกวา่ 1 ปี
1.1.4 ปฏกิ ริ ยิ า vasovagal
ระดับ mild: มีอาการแสดงท่ีไม่เด่นชัดแต่ผู้บริจาคโลหิตรู้สึกได้ (subjective) ได้แก่
กระสบั กระส่าย อ่อนเพลยี วงิ เวียนศรี ษะ คลนื่ ไส้
ระดับ moderate: มีอาการแสดงท่ีชัดเจนมากขึ้น ผู้ปฏิบัติงานสามารถสังเกตหรือ
ตรวจพบได้ (objective) ได้แก่ หน้าซีด เหง่ือออก ความดันต่ําชีพจรช้า เป็นลมแต่
ยงั ไม่หมดสติ
1.2 ภาวะแทรกซ้อนท่ีรุนแรง (Severe complications) เม่ือผู้ท่ีบริจาคโลหิตที่มี
ภาวะแทรกซ้อนรายน้ันๆ ต้องได้รบั การบาํ บัดรักษา หรอื มีสภาวะอยา่ งนอ้ ย 1 ข้อ ดงั นี้
1.2.1 ได้รับการบําบัดรักษา เพ่ือป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือการทํางาน
ของอวัยวะและร่างกายอย่างถาวร หรอื เพื่อช่วยชีวิต
1.2.2 ได้เข้ารบั การรักษาในโรงพยาบาล
1.2.3 อาการแสดงของภาวะแทรกซ้อนทําให้เกิดการสูญเสียสมรรถภาพซ่ึงคงอยู่
เปน็ เวลานานมากกวา่ 1 ปี หลังการบริจาคโลหิต
16
1.2.4 เสยี ชวี ิตโดยการเสียชีวิตภายหลังการเกิดภาวะแทรกซ้อนน้ันมีความเป็นไปได้
หรืออาจเปน็ ไดว้ า่ มสี าเหตสุ ัมพันธก์ บั การบรจิ าคโลหติ
2. การจัดระดับของความเก่ียวพันกับการเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อน (Grading of
imputability) ควรพิจารณาว่าภาวะไม่พึงแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับผู้บริจาคโลหิต มีสาเหตุมาจาก
การบรจิ าคโลหติ หรือไม่ กล่าวโดยสรปุ คือ
NA = ประเมินไมไ่ ด้ หรอื มีขอ้ มูลไม่เพยี งพอสําหรบั การนาํ เข้าสู่การประเมนิ
0 = Excluded ไม่ใช่สาเหตุเก่ียวขอ้ ง
1 = Unlikely (doubtful) สงสัยว่าจะเกย่ี วข้องแต่ไมน่ า่ จะเป็นไปได้
2 = Possible มีความเป็นไปได้
3 = Probable (likely) น่าจะใช่สาเหตุเก่ียวข้อง
4 = Definite (certain) เปน็ สาเหตุเกยี่ วขอ้ งแนน่ อน
(รายละเอยี ดจะกล่าวในสว่ นท่ี 2 ภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด หัวขอ้ ที่ 6 ตารางที่ 6)
ค) คาํ จํากดั ความท่เี กี่ยวขอ้ งอนื่ ๆ
นยิ ามศัพท์
1. สถานท่ีรับบริจาคโลหิต (Donation site) หมายถึง บริเวณสถานท่ีท่ีใช้ในการรับบริจาค
โลหิตและส่วนประกอบเลือด ซึ่งผู้ปฏิบัติงานรับบริจาคโลหิตสามารถสังเกตและดูแล
รบั ผดิ ชอบในการใหก้ ารรักษาพยาบาลแก่ผู้บรจิ าคโลหติ ท่ีมภี าวะแทรกซ้อน
2. ภาวะแทรกซอ้ นจากการบรจิ าคโลหติ (Complication related to blood
donation) หมายถงึ ภาวะแทรกซ้อนหรอื เหตกุ ารณท์ ่ีไมพ่ ึงประสงค์เกิดข้นึ ชัว่ คราว
เน่ืองจากการบรจิ าคโลหติ
3. ภาวะแทรกซอ้ นทเ่ี กิดทันที (Immediate complication) หมายถึง ภาวะแทรกซ้อนท่ี
เกิดจากการบริจาคโลหิตทเ่ี กิดขน้ึ ก่อนออกจากสถานท่ีรบั บรจิ าคโลหติ
4. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขน้ึ ภายหลัง (Delayed complication) หมายถงึ
ภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กิดภายหลงั จากออกจากสถานที่รบั บรจิ าคโลหิตไปแลว้
17
18
สว่ นท่ี 2
ภาวะแทรกซอ้ นจากการรับเลือด
(Adverse transfusion reactions)
19
ภาวะแทรกซ้อนจากการรบั เลอื ด
(Adverse transfusion reactions)
คําจาํ กดั ความท่เี กย่ี วขอ้ งกับการเฝา้ ระวงั ความปลอดภัยและภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลอื ด
ไดแ้ ก่
เลือด หมายถึงเลอื ดและส่วนประกอบของเลือด
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse events, AE) หมายถึง เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือไม่
ตั้งใจให้เกิดขึ้น ก่อน ระหว่าง และหลังการให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดแก่ผู้ป่วย ซึ่งอาจเกิด
จากความผิดพลาด ความพล้ังเผลอ หรอื อุบัติเหตุ ซึง่ อาจทาํ ใหเ้ กิดหรอื ไม่เกิดปฏกิ ริ ยิ าในผู้ป่วย
อุบัติการณ์ (Incident) หมายถึง เหตุการณ์ผิดพลาดท่ีเกิดข้ึนกับผู้ป่วยที่รับเลือด โดยไม่
เป็นไปตามที่ตั้งใจ ไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีปฏิบัติ ซึ่งอาจเป็นการให้เลือดผิดคน
หรือเตรียมเลือดผิดชนิดของส่วนประกอบเลือด ผิดเวลา หรือผิดจากการสั่งการของแพทย์ ซึ่งอาจ
ทําให้เกดิ หรอื ไมเ่ กดิ ปฏกิ ิรยิ าไม่พึงประสงค์จากการรับเลอื ดในผูป้ ว่ ย
เหตุการณ์เกือบผิดพลาด (Near miss) หมายถึง ความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนจาก
นโยบาย มาตรฐาน หรือแนวทางปฏิบตั ิ แต่ไดถ้ กู คน้ พบกอ่ นที่จะดาํ เนินการใหเ้ ลือดแกผ่ ู้ป่วย ซึ่งการ
คน้ พบเหตกุ ารณ์อาจกระทําโดยเจ้าหน้าท่ีห้องปฏิบัติการ แพทย์ พยาบาล ญาติผู้ป่วย หรือตัวผู้ป่วย
เอง
ภาวะแทรกซ้อน หรือปฏิกริ ยิ าไมพ่ ึงประสงคจ์ ากการรับเลือดในผู้ป่วย (Adverse
reactions, AR) หมายถึง ผลไม่พึงประสงค์ท่ีเกิดแกผ่ ู้ป่วยทไี่ ด้รับเลอื ดหรอื ส่วนประกอบของเลอื ด
อาจเกีย่ วเนอื่ งกับอบุ ัตกิ ารณ์ (incident) หรือไมก่ ไ็ ด้
ภาวะแทรกซอ้ นจากการรบั เลอื ด อาจแบง่ เปน็ 2 กล่มุ ใหญ่ๆคอื non-infectious adverse
reactions กบั transfusion-transmitted infections (TTIs)
ความสัมพันธ์ของ Adverse events, incident, near miss และ adverse reactions ได้แสดงไว้
ในแผน
ภมู ิที่ 1
1. เหตุการณไ์ มพ่ งึ ประสงค์ Adverse events ไดแ้ ก่
1.1 การใหเ้ ลอื ดผดิ (Incorrect blood component transfused, IBCT หรือ Wrong
blood transfused)
1.2 การไม่ปฏิบตั ิตามขอ้ กําหนด (Specific requirements not met, SRNM)
20
1.3 การใหเ้ ลอื ดทไี่ ม่เหมาะสม (Inappropriate transfusion) ได้แก่ การใหเ้ ลือดโดยไม่มีข้อ
บง่ ชีห้ รือไม่จําเป็น (unnecessary transfusion) มคี วามลา่ ช้าในการให้เลอื ด (delayed
transfusion) และการใหเ้ ลือดในปรมิ าณนอ้ ยกวา่ ทีค่ วร (under transfusion)
1.4 ความผิดพลาดในการปฏิบตั เิ ก่ยี วกบั ถงุ เลอื ดและการจดั เก็บสว่ นประกอบของเลือด
(Handling and storage errors, HSE)
1.5 การใหเ้ ลือดถูกชนดิ ผู้ป่วยถูกคนแตก่ ระบวนการทาํ งานไมถ่ กู ต้อง (Right blood right
patient, RBRP)
1.6 เหตุการณท์ ่เี กือบจะเกดิ ความผดิ พลาด (Near miss)
แผนภูมิที่ 1 แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ของ Adverse event, Incident, Near miss และ
Adverse reaction
21
ตารางท่ี 1 เหตุการณไ์ มพ่ ึงประสงค์ (Adverse events, AE)
คาํ ศพั ท์ คําจํากดั ความ สิง่ ท่ีรายงาน หมายเหตแุ ละอ่นื ๆ
1.1 การให้เลอื ดผดิ ผปู้ ่วยได้รับส่วนประกอบของเลือดผิดพลาด เช่น 1.1.1 ผ้ปู ่วยท่ไี ดร้ ับส่วนประกอบของเลือดผิดพลาด ผู้ปว่ ยท่ีไมไ่ ดร้ ับเลอื ดชนิดที่ได้ระบุ
เนอื่ งจาก เงือ่ นไขตามข้อกาํ หนดเพิ่มเติม เชน่
(Incorrect blood component transfused, IBCT หรอื ก. ผปู้ ่วยไดร้ บั เลอื ดผดิ หม่เู ลือด การใหเ้ มด็ เลอื ดแดงหมพู่ เิ ศษ เลือด
ข. ให้เลือดผู้ปว่ ยผิดคนและหม่เู ลอื ดไมเ่ ข้ากนั (1) การตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ ารผิดพลาด (ยกเว้น ผ่านการฉายรงั สีแกมมา่ หรือ
Wrong blood transfused) ค. ให้เลอื ดผู้ป่วยผิดคนแตห่ ม่เู ลอื ดเข้ากนั ได้ เม่อื การให้เลอื ดนั้นเปน็ ไปอยา่ งตงั้ ใจและรู้ว่า สว่ นประกอบของเลอื ดทีม่ ผี ล CMV-
ง. ไดร้ ับส่วนประกอบของเลอื ดผดิ ชนิด เชน่ แพทย์สั่งเม็ด ไม่ตรงตามที่ควรจะเปน็ เพราะมีความรบี ดว่ น seronegativeเป็นตน้ หากเกิด
เลอื ดแดง แต่ผปู้ ว่ ยไดร้ บั เกล็ดเลอื ด จากอาการผ้ปู ว่ ย) อบุ ตั กิ ารณ์ ให้รายงานในหัวข้อ 1.2
SRNM
(2) ผดิ พลาดในการจ่ายเลือดและการใหเ้ ลอื ดผูป้ ว่ ย
22 1.1.2 ผู้ป่วยทไี่ ดร้ ับสว่ นประกอบของเลือดผิดหมู่ ซึ่ง
สาเหตอุ าจรวมถึงการเจาะเลือดผิดคน (wrong blood in
tube,WBIT) หรือเนอ่ื งจากผูป้ ่วยมีหมู่เลือดเปลย่ี นจาก
เดิมหลงั จากได้รบั การปลกู ถ่ายไขกระดูก
1.1.3 ผู้ปว่ ยที่ไดร้ ับส่วนประกอบของเลอื ดไม่ตรงชนดิ
ตามแพทย์สั่ง (เชน่ ได้รับเกล็ดเลอื ดแทนเมด็ เลอื ดแดง)
1.1.4 ผ้ปู ่วยทไี่ ดร้ ับส่วนประกอบของเลือดผิดหมู่ โดย
ความผิดพลาดเกดิ ในธนาคารเลอื ด เช่น
(1) หยิบหลอดตวั อยา่ งทดสอบผดิ
(2) ตรวจหมู่ ABO/RhDผดิ
(3) หยบิ สว่ นประกอบของเลือดมาเตรียมผิด
(4) มีความผิดพลาดของการทดสอบอ่ืนและ
ขน้ั ตอนการทดสอบผดิ พลาด อนั เป็นเหตใุ ห้
การเลือกและการจ่ายเลือดไมถ่ ูกต้อง
คาํ ศัพท์ คําจาํ กดั ความ สิ่งทีร่ ายงาน หมายเหตุและอื่นๆ
1.2 การไม่ปฏิบัติตามขอ้ กําหนด เมื่อผ้ปู ว่ ยไดร้ ับสว่ นประกอบของเลือดที่ไมเ่ ปน็ ไปตามที่
23 (Specific requirements not met, SRNM) กําหนด รายงานการใหส้ ว่ นประกอบของเลือดทไ่ี มเ่ หมาะสมตามข้อ
1.3 การให้เลอื ดทไ่ี มเ่ หมาะสม (Inappropriate transfusion) เหตกุ ารณ์ทคี่ วรหลีกเลย่ี ง ไดแ้ ก่ ควรปฏิบัติของผลติ ภณั ฑ์ชนิดน้ันหรือไมไ่ ด้ปฏบิ ัตติ ามขอ้ บง่ ชี้
ได้แก่ การให้เลือดโดยไม่มีขอ้ บง่ ชหี้ รอื ไม่จําเปน็ (unnecessary ก.เม่ือดําเนนิ การให้เลอื ดตามทแ่ี พทย์สั่ง จดั เลือด/
transfusion) มีความลา่ ชา้ ในการใหเ้ ลือด (delayed ส่วนประกอบของเลอื ดทีเ่ หมาะสมและเขา้ กันไดก้ ับผูป้ ่วย ทางการแพทย์ ตวั อย่างเชน่
transfusion) และการใหเ้ ลอื ดในปรมิ าณนอ้ ยกว่าท่คี วร(under แต่เกดิ ขอ้ บกพร่องในการตัดสินใจที่จะใหเ้ ลือดกับผูป้ ว่ ย 1.2.1 ไม่ไดใ้ ห้ส่วนประกอบเลือดท่ีผลตรวจ CMV negative
transfusion) ข. เมอ่ื มขี ้อบง่ ช้ที างคลนิ ิกท่ตี อ้ งใหเ้ ลอื ด/สว่ นประกอบเลอื ด ในผู้ปว่ ยทีม่ ีขอ้ บง่ ช้ี
แต่ไม่ได้ให้หรือให้ล่าชา้ (ทําใหเ้ กดิ ผลเสียรุนแรงต่อผปู้ ว่ ย) 1.2.2 ไม่ได้ให้ส่วนประกอบของเลือดที่ผา่ นการฉายรงั สี เม่ือ
ค.การใชเ้ ลือดหมู่ Oทใ่ี ช้กรณีฉุกเฉนิ ทั้งๆทผ่ี ู้ป่วยนน้ั มผี ลการ มขี อ้ บง่ ชี้
ตรวจหมู่เลือดหรอื มีเลอื ดที่ crossmatchedอยู่แล้ว 1.2.3 ไม่ไดใ้ ห้เกลด็ เลือดท่ีมีชนิด HLA เข้ากนั ได้ เม่ือมขี ้อ
บง่ ชี้
1.2.4 ไมไ่ ดใ้ หเ้ มด็ เลือดแดงทีต่ รวจไม่พบแอนตเิ จนในผู้ป่วยที่
รู้แล้ววา่ มีแอนติบอดี
1.2.5 ไม่ได้ใหเ้ มด็ เลอื ดแดงท่ีตรวจหมูเ่ ลอื ดพิเศษเพ่ิมเติม
สําหรับผูป้ ว่ ยบางโรคตามแนวทางกาํ หนด เชน่ ผ้ปู ่วยธาลัสซี
เมยี
1.2.6 ไม่ไดใ้ ห้สว่ นประกอบของเลอื ดตามข้อกาํ หนดในเด็ก
แรกเกดิ
1.2.7 ไม่ไดใ้ ช้เครื่องอุ่นเลือดเม่อื มีการกาํ หนดไว้
1.2.8 ใชว้ ธิ ี electronic crossmatchอย่างไมถ่ ูกตอ้ ง
เหมาะสม
รายงานขอ้ ผิดพลาดกลุ่มน้ี ได้แก่
1.3.1 การส่ังส่วนประกอบของเลอื ดที่ไมเ่ ปน็ ตามกําหนด
หรอื ไม่เหมาะสม เน่ืองจากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ผิดพลาด หรือคดั ลอกผลผดิ หรือวินจิ ฉัยโรคผดิ
1.3.2 การสง่ั ใช้เลอื ดท่ีไมม่ ีข้อบง่ ช้ีทเ่ี หมาะสม
1.3.3 การส่ังใช้เลอื ดในขนาดหรืออตั ราการให้เลือดไม่
เหมาะสมกบั ความตอ้ งการของผูป้ ว่ ย (ไมร่ วมถึงผ้ปู ่วย
Ttransfusion associated circulatory overload : TACO)
คาํ ศพั ท์ คําจาํ กดั ความ สง่ิ ที่รายงาน หมายเหตุและอนื่ ๆ
1.4 มีความผดิ พลาดในการนําส่งและจัดเกบ็ สว่ นประกอบของเลือด ให้เลือดแก่ผู้ป่วยถูกต้องตามแพทย์ส่ังและให้ถูกคน แต่เลือด 1.3.4 การไมส่ ามารถใหเ้ ลอื ดไดเ้ ม่ือมีข้อบง่ ชี้ หรอื ให้เลอื ด
(Handling and storage errors, HSE) หรือส่วนประกอบของเลือดนั้น ถูกจัดเก็บหรือนําส่งผิดพลาด ปริมาณไม่เพยี งพอหรือใหล้ า่ ช้าเกิน ไม่ว่าจะเปน็ สาเหตุจาก
จากข้อกําหนด จนมีผลเสีย ทําให้เลือดยูนิตนั้นไม่ปลอดภัย
ตอ่ ผู้ป่วย หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารหรือหอผปู้ ่วย
24 การนําส่งและการจัดเก็บเลือดและส่วนประกอบของเลือดที่
ไม่ถกู ต้อง ไดแ้ ก่
1.4.1 ความผิดพลาดของห่วงโซ่อุณหภูมิ (blood cold
chain) เช่น การวางถุงเลือดไว้นอกตู้เย็น นานเกินไป หรือ
จัดเกบ็ ไมเ่ หมาะสม หรือเครือ่ งมอื ท่ใี ช้เก็บมีปัญหา
1.4.2 ให้เลอื ดและส่วนประกอบของเลือดทีห่ มดอายุ
1.4.3 ใชเ้ วลานานมากกว่า
1.4.4 มีข้อผิดพลาดทางเทคนิค เช่นใช้ชุดให้เลือดท่ีไม่
ถกู ต้อง หรอื ใช้ infusion pump อย่างไมถ่ ูกต้อง
1.4.5 มีการให้เลือดท่ีได้ผลจากการตรวจตัวอย่างเลือดไม่
ถกู ต้อง
1.4.6 มกี ารผสมยาเขา้ ไปในถุงสว่ นประกอบของเลอื ดทใี่ ห้
หรอื ใหย้ าและสว่ นประกอบของเลอื ดทางเสน้ เดียวกัน
1.4.7 ใหส้ ่วนประกอบของเลือดท่สี งั เกตพบความผดิ ปกติ
1.5 ใหเ้ ลือดถกู ชนิดแกผ่ ปู้ ่วยถูกคน แตก่ ระบวนการปฏบิ ตั งิ าน เหตุการณ์เม่อื ผูป้ ว่ ยไดร้ บั เลอื ดที่เตรียมสาํ หรบั ผปู้ ว่ ยอย่าง กระบวนการ หรือขน้ั ตอนดําเนินงาน ท่ีอาจคลาดเคลอ่ื นจาก
คลาดเคลอื่ นจากขอ้ กําหนด(Right blood right patient, RBRP) ถกู ต้อง แต่กระบวนการ หรอื ขั้นตอนดาํ เนินงาน
เกิดคลาดเคลื่อนจากขอ้ กําหนด ได้แก่ การระบตุ ัวผูป้ ว่ ยไม่ ข้อกาํ หนด ได้แก่
ถูกต้องหรอื คาํ ส่ังให้เลือดไม่ถกู ตอ้ ง หรือมเี หตอุ ่ืนๆทอี่ าจ
นําไปสกู่ ารให้เลือดผดิ 1.5.1 ใหเ้ ลือดโดยที่ติดฉลากไมถ่ ูกต้อง ไม่สมบูรณ์ หรอื
รายละเอยี ดไม่ครบถ้วน
1.5.2 ฉลากถงุ เลอื ดสลบั กนั ในถุงเลือด ที่ประสงคจ์ ะให้
ผปู้ ว่ ยรายเดยี วกนั
1.5.3 ผูป้ ว่ ยไม่มปี ้ายระบุตวั บคุ คล (เชน่ wristband)
1.5.4 ให้ส่วนประกอบเลอื ดท่ีเตรียมสําหรบั ผู้ปว่ ยแต่ไมม่ ี
คําสัง่ จากแพทยท์ เ่ี ป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร
คาํ จาํ กัดความ สง่ิ ท่รี ายงาน หมายเหตุและอ่นื ๆ
คอื ความผดิ พลาด หรอื ส่ิงที่ไม่เปน็ ไปตามมาตรฐานหรือไม่ รายงานทุกกรณีทีเ่ กิดอบุ ัติการณ์ ที่พบขอ้ ผิดพลาดที่
คาํ ศพั ท์ เป็นไปขอ้ กําหนด ของกระบวนการหรือข้ันตอนตา่ งๆ ซงึ่ จะ เก่ียวข้องกบั มาตรฐานหรือขอ้ กําหนดทางธนาคารเลือด
1.6 เหตุการณ์ที่เกอื บจะเกดิ ความผิดพลาด (Near miss) นาํ ไปสกู่ ารใหเ้ ลือดท่ีผิด หรือเกดิ ปฏิกิริยาจากการได้รับเลือด ก่อนใหเ้ ลือดแม้ว่าจะไม่ได้ให้เลอื ด
แตต่ รวจพบได้กอ่ นท่ีจะเรมิ่ ให้เลอื ด
25
2. Hemolytic transfusion reactions (HTR)
หมายถึง ภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือดท่ีผู้ป่วยมีอาการหรืออาการแสดงของการที่มีเม็ด
เลือดแดงแตกทําลาย สัมพันธ์กับการรับเลือด มีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการสนับสนุน การแตก
ทําลายของเม็ดเลือดแดงอาจเกิดภายในหลอดเลือด (intravascular) หรือนอกหลอดเลือด
(extravascular) เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน (acute or immediate) หรือเกิดข้ึนช้า ภายหลังการรับ
เลือดระยะหน่งึ (delayed)
Hemolytic transfusion reactions (HTR) ประกอบดว้ ยปฏกิ ริ ยิ าดงั นี้
2.1 Acute hemolytic transfusion reaction (AHTR)
หมายถึง ปฏิกิริยา HTR ท่ีเกดิ ขึน้ ภายใน 24 ชั่วโมง หลังรับเลือดโดยมีอาการทางคลินิกและ
ผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการท่แี สดง hemolysis
2.2 Delayed hemolytic transfusion reaction (DHTR)
หมายถึงปฏิกริ ยิ า HTR ทีเ่ กดิ ขึน้ หลังการรับเลือดไปแล้วนานเกินกว่า 24 ช่ัวโมง โดยมี
อาการและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการแสดงว่ามี hemolysis อาจมีอาการหรืออาการแสดง
ตา่ งๆคลา้ ยคลงึ กบั AHTR แตร่ ุนแรงนอ้ ยกวา่ ผ้ปู ว่ ยบางรายอาจเกดิ อาการ DHTR หลังรับโลหิตเป็น
เวลานาน หรือหากพบว่าระดับฮีโมโกลบินหลังการให้เลือด ไม่สูงขึ้นตามท่ีควรจะเป็น ก็ควรนึกถึง
DHTR และควรไดร้ ับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพือ่ ใหก้ ารวินิจฉัยโดยละเอียด
ส่วนการตรวจพบ red cell antibodies ที่มีความสําคัญทางคลินิก มีระดับสูงข้ึนเมื่อ
เทียบกับก่อนการรับเลือดโดยไม่มีอาการทางคลินิก หรือผลการตรวจห้องปฏิบัติการไม่แสดง
hemolysis อาจเรยี กวา่ delayed serological reaction (DSTR) หรือ alloimmunization
26
ตารางที่ 2 Hemolytic reactions transfusion (HTR)
คาํ ศพั ท์ คาํ จํากดั ความ ส่ิงท่ีรายงาน หมายเหตุและอ่ืนๆ
นยิ ามของ acute hemolytic transfusion reaction 2.1.1 ผปู้ ่วยAHTR ควรรายงานอาการร่วมกนั กบั ผลการ
2.1 ปฏกิ ิรยิ าเม็ดเลอื ดแดงแตก (AHTR)คือ ผู้ป่วย มไี ข้ร่วมกับอาการ/อาการแสดงของเม็ด ตรวจทางห้องปฏิบตั ิการ อาการท่ีสําคัญของ AHTR ได้แก่
เฉยี บพลนั เลอื ดแตกทันทีหรอื ภายใน 24 ช่วั โมงหลังได้รับเลือด ซง่ึ 2.1.2 รายงานความรนุ แรงของปฏิกริ ิยาตามตารางที่ 4.1 • Fever
(Acute hemolytic transfusion หมายรวมถึง immunological และ non-immunological • Chills/rigors
reaction, AHTR) causes / reactionsโดยมีอาการ / อาการแสดง และผลการ • Facial flushing
ตรวจทางห้องปฏบิ ัติการตามรายละเอียด • Chest pain
27 • Abdominal pain
AHTR อาจเกิดจาก erythrocyte auto-antibodies หรือมภี าวะ • Back/flank pain
อ่นื ๆทไี่ มเ่ กยี่ วกับ immunological factors เช่น mechanical • Nausea/vomiting
factors ที่มผี ลใหเ้ ม็ดเลือดแตกทําลาย ได้แก่ การใช้ • Diarrhea
transfusion pump การใช้เครอื่ งปอดหัวใจเทยี มระหว่างการ • Hypotension
ผ่าตดั การอุ่นเลือด การใช้ hypotonic solution ร่วมกับการให้ • Pallor
เลอื ด เป็นตน้ • Jaundice
• Oliguria, anuria
• Diffuse bleeding
• Dark urine
ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบตั กิ ารทพ่ี บบ่อย คือ
• Hemoglobinemia
• Hemoglobinuria
• Decreased serum haptoglobin
• Unconjugated hyperbilirubinemia
• Increased LDH and AST level
• Decreased hemoglobin level
หมายเหตุ
1. ไม่จาํ เปน็ ต้องพบอาการหรือผลตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการครบทกุ รายการ
คําศพั ท์ คาํ จํากัดความ สิ่งที่รายงาน หมายเหตแุ ละอ่ืนๆ
2. ตรวจพบ direct anti-globulin test (DAT) ให้ผลบวกและ repeat
crossmatch ให้ผลบวกอย่างไรก็ตาม หากตรวจเป็นผลลบก็ไม่
สามารถตัดสาเหตจุ าก AHTR ได้
2.2 ปฏิกิรยิ าเม็ดเลอื ดแดงแตกอย่าง ผูป้ ว่ ยมอี าการ/อาการแสดงของเมด็ เลือดแดงแตก เกิดภายหลงั 2.2.1 ผู้ป่วยท่ีมีลักษณะดังนิยาม ให้รายงานร่วมกับ การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการชว่ ยสนับสนนุ การวนิ จิ ฉยั ไดแ้ ก่
ชา้ ภายหลังไดร้ บั เลอื ด จากไดร้ ับเลือดเกนิ กวา่ 24 ช่ัวโมง แต่มักไมเ่ กิน 1 เดือน รายงานผลการสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ และ
ผู้ปว่ ยอาจมีไข้หรือไมม่ ีไขร้ ว่ มดว้ ยการตรวจทาง แอนตบิ อดีทพี่ บ • ฮีโมโกลบินลดลงหรอื ไม่เพ่ิมขนึ้
(Delayed hemolytic transfusion • ค่าบิลิรูบนิ เพมิ่ ข้ึน
reaction, DHTR) หอ้ งปฏิบัตกิ ารช่วยสนับสนุนการวินจิ ฉัย DHTR 2.2.2 ความรนุ แรงของปฏกิ ิริยา และบันทึกต้องประเมิน • ตรวจพบหมเู่ ลอื ดไม่เข้ากนั ซึ่งไมพ่ บกอ่ นการให้เลอื ด
ระดับความรุนแรงของปฏิกิริยาเม็ดเลือดแดง • DAT ผลบวก และตรวจพบ unexpected antibody ซึ่งก่อนให้เลือด
แตก ดังตาราง 4.1
ตรวจไมพ่ บ
28 หมายเหตุ
• การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการอาจพบข้อใดข้อหนึ่ง
• ถ้าตรวจพบเฉพาะ DAT ให้ผลบวกและ/หรือพบ unexpected
antibody โดยไม่พบ hemolysis ใหร้ ายงาน “Alloimmunization”
3. Non hemolytic transfusion reactions (NHTR)
3.1 Febrile non hemolytic transfusion reaction (FNHTR)
หมายถึง ภาวะแทรกซ้อนหลังได้รับเลือด ที่ผู้ป่วยมีอาการไข้ มากกว่าหรือเท่ากับ 38
องศาเซลเซียส หรือมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าระดับก่อนรับเลือด มากกว่าหรือเท่ากับ
1 องศาเซลเซยี ส และ/หรอื มอี าการหนาวส่นั และอาจมอี าการปวดหวั คลน่ื ไสร้ ว่ มด้วย
อาการเกดิ ขน้ึ ภายใน 4 ชม. หลังการรบั เลอื ด โดยตัดสาเหตอุ ื่นๆออกไป เชน่ HTR ตดิ
เชอื้ แบคทเี รยี หรอื เหตุอน่ื ๆ
3.2 Allergic reaction
หมายถึง ภาวะแพ้ต่อเลือด ซึ่งแบ่งระดับความรุนแรง เป็น 4 ระดับ รายละเอียดตาม
ตารางท่ี 5
3.3 Transfusion associated graft-versus-host disease (TA-GVHD)
หมายถงึ ภาวะแทรกซอ้ นจากการรบั เลอื ดทผ่ี ู้ป่วยมีอาการ/อาการแสดงของ GVHD
ภายใน 1-6 สปั ดาห์ โดยไมม่ สี าเหตอุ ื่นรว่ มดว้ ย
3.4 Post transfusion purpura (PTP)
หมายถึง ภาวะเกล็ดเลือดต่าํ หลังการไดร้ บั เลือด
3.5 Transfusion-related acute lung injury (TRALI)
หมายถงึ ภาวะปอดได้รบั อันตรายหรืออักเสบเฉยี บพลันที่เกิดหลงั การได้รับเลอื ด
ภายใน 6 ชวั่ โมง โดยกอ่ นหน้าน้ันไมม่ ีอาการและไมม่ ีเหตชุ ักนําความเส่ยี งอน่ื ๆทอ่ี าจ
ทาํ ใหเ้ กดิ ปอดอกั เสบอย่างเฉียบพลัน (alternate risk factors for acute Ling
injury –ALI)
3.6 Transfusion associated dyspnea (TAD)
หมายถึง ภาวะการหายใจลําบากท่เี ก่ยี วข้องกบั การไดร้ บั เลือด
3.7 Transfusion associated circulatory overload (TACO)
หมายถงึ ภาวะปรมิ าณเลอื ดไหลเวยี นมากเกิน เปน็ ผลจากการไดร้ ับเลือด
3.8 Hypotensive transfusion reaction
หมายถึง ภาวะความดนั เลอื ดต่ําอย่างรวดเรว็ สมั พันธ์กบั การรับเลือด
29
3.9 Other transfusion reactions
a) Hemosiderosis
b) Hyperkalemia
c) Unclassifiable complication of transfusion (UCT)
d) การใหa้ nti-D immunoglobulin (Ig)
3.10 การใช้ cell salvage
30
ตารางท่ี 3 Non hemolytic transfusion reactions (NHTR)
คําศัพท์ คาํ จาํ กดั ความ สิ่งทร่ี ายงาน หมายเหตุและอื่นๆ
3.1 Febrile non hemolytic รายงานผปู้ ่วยท่ีมอี าการหรืออาการแสดงเข้าได้
transfusion reaction, FNHTR หมายถึง ปฏกิ ริ ิยาท่ผี ปู้ ว่ ยหลังไดร้ ับเลือด มีอาการ ไข้ มากกว่าหรือเทา่ กับ กับ FNHTR และรายงานผลการตรวจทาง
ห้องปฏบิ ตั ิการทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
3.2 Allergic reactions 38 องศาเซลเซียส หรือมีอุณหภูมริ ่างกายสงู ขนึ้ กว่าระดบั ก่อนการรบั เลอื ด
มากกวา่ หรือเทา่ กบั 1 องศาเซลเซยี ส หรอื มีอาการหนาวสัน่ และอาจมี รายงานผู้ปว่ ยท่มี ีอาการหรอื อาการแสดงเข้าได้
อาการปวดหวั คลืน่ ไส้รว่ มดว้ ย อาการเกิดข้ึนภายใน 4 ชม.หลังการรบั เลอื ด กับAllergic reactions ระดับความรุนแรง
โดยตัดสาเหตอุ ่ืนๆออกไป เชน่ HTR ตดิ เชื้อแบคทีเรยี หรอื เหตอุ นื่ ๆ และรายงานผลการตรวจทางห้องปฏบิ ัติการท่ี
เกยี่ วขอ้ ง
หมายถึง ภาวะแพ้ตอ่ เลอื ดแบง่ ความรุนแรง 4 ระดับ ดงั นี้
31 ก) ระดบั ความรุนแรง 1: non severe or minor allergic reactions
หมายถึง ปฏกิ ริ ยิ าภูมิแพห้ ลงั การรบั เลอื ด ท่ีมีอาการและอาการแสดง
ทางผวิ หนังและเยอ่ื บุ (mucocutaneous) ได้แก่
• Morbilliform rash with pruritus
• Urticaria (hives)
• Localized angioedema
• Edema of lips, tounge and uvula
• Priorbitalpriritus, erythema and edema
• Conjunctival edema
โดยอาการเกดิ ขึ้นภายใน 4 ชม.ของการใหเ้ ลือด ตอบสนองตอ่ การรักษาดว้ ย
anti-histamine หรือ steroid
ข) ระดบั ความรนุ แรง 2: severe
allergic reactionมคี วามรนุ แรงมากข้ึน มีผลต่อระบบทางเดนิ หายใจ
ทําใหห้ ายใจลาํ บาก ทางเดินหายใจอดุ ตนั ระบบหวั ใจหลอดเลือด ทําให้
ความดนั เลือดลดลง
ค) ระดบั ความรุนแรง 3: life-threatening
มปี ฏกิ ริ ิยาแบบ anaphylactic reaction
ง) ระดบั ความรนุ แรง 4: death
คําศพั ท์ คาํ จํากัดความ ส่ิงทร่ี ายงาน หมายเหตแุ ละอน่ื ๆ
3.3 Transfusion associated graft- ผู้ป่วยมอี าการหรืออาการแสดง คอื มไี ข้ ผืน่ แดง ตบั ทาํ งานผิดปกติ อจุ จาระ รายงานผปู้ ่วยทีม่ อี าการหรอื อาการแสดงเขา้ ได้ การวินิจฉยั ทําได้โดยมีข้อมูลสนบั สนุนจากผลตรวจ skin และ
versus-host disease, TA-GVHD กับTA-GVHD ระดับความรุนแรงและรายงาน bone marrow biopsies ของผู้ป่วย หรอื ยืนยันโดยผลการ
ร่วง จาํ นวนเซลลเ์ ม็ดเลอื ดทกุ ชนิดลดลง (pancytopenia) และตรวจพบไข ผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารที่เก่ยี วขอ้ ง ตรวจพบ DNA หรือ chromosome ของผู้บริจาคท่ีพบในเลือด
กระดกู ฝ่อ (bone marrow hypoplasia) เกิดขึน้ ภายใน 30 วัน หลงั จาก และ/หรือเน้อื เยอ่ื ของผู้ปว่ ย
ได้รบั เลือด สาเหตุเกิดจากมกี ารตดิ graft และเพิม่ ขยายจํานวน
lymphocyte จากเลือดผบู้ รจิ าคในรา่ งกายผู้ปว่ ย (engraftment and
clonal expansion)
3.4 Post transfusion purpura , PTP ภาวะเกล็ดเลือดต่าํ ที่เกดิ ข้นึ ใน 5-12 วันหลังจากได้รับส่วนประกอบเลือด รายงานผูป้ ว่ ยท่ีมีอาการหรืออาการแสดงเข้าได้ ผู้ป่วยที่เกล็ดเลือดลดตํ่าลงกว่า 50% หลังได้รับส่วนประกอบเลือด
เช่น เม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือด ร่วมกับการตรวจพบแอนติบอดีต่อ ควรได้รับการตรวจ serology ของเกล็ดเลือดและรายงานผลการ
กับPTP ระดับความรุนแรงและรายงานผลการ ตรวจ
เกลด็ เลอื ด (พบ alloantibodies ตอ่ human platelet antigen, HPA ตรวจทางห้องปฏิบัติการท่เี กีย่ วข้อง
alloantibody)
32 3.5 Transfusion-related acute lung ผู้ปว่ ยมีการหายใจลําบากเฉยี บพลันรว่ มกับภาวะออกซเิ จนตํา่ (lower รายงานผ้ปู ่วยทีม่ ีอาการหรืออาการแสดงเข้าได้ เกณฑ์การวินจิ ฉยั TRALI ได้แก่
injury, TRALI oxygen saturation) และมี infiltration ในปอดทง้ั สองขา้ ง ระหว่างให้เลอื ด 1. Acute onset
หรือภายใน 6 ชั่วโมงของการให้เลือด โดยไม่ไดม้ สี าเหตมุ าจากการไดร้ ับ กับTRALI ระดบั ความรนุ แรงและรายงานผล 2. Hypoxemia
ปริมาณเลอื ดมากเกนิ ในระบบไหลเวียน หรือจากสาเหตอุ ื่น การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการทเ่ี กีย่ วข้อง
a. PaO2 / FiO2 <300 mmHg or
(ศกึ ษารายละเอียดเพ่มิ เติมเรื่อง TRALI, ALI, alternative risk factors, b. oxygen saturation is < 90% on room air or
possible TRALI, Toronto TRALI Concensus Panel) c. other clinical evidence
3. Bilateral infiltrates on frontal chest radiography
4. No evidence of left atrial hypertension
5. No temporal relationship to an alternative risk
factor for ALI during 6 hrs of completed
transfusion
ผู้ปว่ ยทส่ี งสยั TRALI ให้ปรกึ ษาแพทย์ ธนาคารเลอื ดหรือ
แพทย์ transfusion medicine ผใู้ หบ้ ริการโลหิต และรายงาน
ข้อมูลสนบั สนนุ อ่ืนๆ แมว้ า่ ผลการตรวจทาง serology จะไม่
สามารถสรุปได้
4. Transfusion-transmitted infection (TTIs)
4.1 การติดเช้อื ไวรัส (Transfusion transmitted viral infection, TTVI)
ต้องทําการตรวจสืบค้นว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อหลังจากการรับเลือด โดยมีหลักฐานทางคลินิก
และการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบการติดเช้ือดังกล่าวก่อนการรับเลือด และจะต้องตรวจพบว่า
ส่วนประกอบของเลือดท่ีผู้ป่วยได้รับน้ัน ได้มาจากการบริจาคของผู้บริจาคที่ติดเชื้อชนิดเดียวกัน
หรือสว่ นประกอบของเลอื ดท่ผี ปู้ ว่ ยไดร้ บั น้นั มีการติดเช้ือไวรัสจรงิ
4.2 การตดิ เช้ือแบคทเี รยี (Transfusion transmitted bacterial infection, TTBI)
การติดเช้ือแบคทีเรียจากการรับเลือด ผู้ป่วยมักมีไข้มากกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือมีการ
เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิร่างกายท่ีวัดก่อนและหลังการรับเลือด สูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส และมี
อาการหนาวส่ัน หัวใจเต้นเร็วเกินกว่า 120 คร้ังต่อนาที หรือเปลี่ยนแปลงเพ่ิมขึ้นหลังการรับเลือด
มากกว่า 40 ครัง้ ต่อนาที ความดันโลหิต systolic เพิม่ ขึ้นหรอื ลดลง 30 มม.ปรอท ในเวลา 4 ช่ัวโมง
ทีม่ ีการรับเลอื ด ระดบั ของความเชือ่ ม่ันในการวินจิ ฉัย TTBI ได้แก่
4.2.1 เป็นไปได้ที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียจากการรับเลือด (Possible TTBI)
ประกอบด้วยหลักฐาน คือ
(a) ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียในส่วนประกอบโลหิตที่ให้ผู้ป่วย โดยใช้วิธีการตรวจท่ี
เชือ่ ถือได้ แตไ่ ม่พบในกระแสเลอื ดผู้ปว่ ย หรือ
(b) ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดผู้ป่วย แต่ไม่พบในส่วนประกอบโลหิตท่ี
ใหแ้ กผ่ ปู้ ่วย โดยไม่มเี หตผุ ลอ่นื ๆท่ีทําใหต้ รวจพบการตดิ เชื้อในผู้ป่วย
4.2.2 ยนื ยันไดว้ ่ามีการตดิ เชอ้ื แบคทีเรยี จากการรบั เลือด (Confirmed TTBI)
ประกอบด้วยหลกั ฐานการตรวจพบ แบคทีเรียสายพนั ธเ์ุ ดยี วกันในกระแสเลอื ดผปู้ ว่ ยและใน
สว่ นประกอบของเลือดท่ีให้ผปู้ ว่ ย โดยใชว้ ธิ กี ารตรวจทเี่ ช่ือถอื ได้
4.3 การติดเช้ือปรสิตจากการรับเลือด (Transfusion transmitted parasitic
infection, TTPI)
ต้องมีหลักฐานการตรวจพบเช้ือปรสิตในผู้ป่วยท่ีได้รับเลือด เป็นชนิดเดียวกันกับเชื้อปรสิต
หรือภมู ติ า้ นทานต่อปรสติ น้ันในเลือดของผู้บรจิ าค
33
ตารางท่ี 4 Transfusion-transmitted infection (TTIs)
คาํ ศพั ท์ คําจาํ กัดความ ส่งิ ท่รี ายงาน หมายเหตแุ ละอื่นๆ
4.1 การติดเช้ือไวรัส (Viral infection, TTVI) หมายถงึ การติดเชอื้ ไวรสั จากการรับเลือด รายงานผู้ป่วยท่ีรับเลือด และผูบ้ ริจาคโลหิตทตี่ ดิ เชื้อ ต้องทาํ การตรวจสบื ค้นวา่ ผปู้ ว่ ยมีการติดเชอ้ื
รวมท้ังส่วนประกอบของเลือดที่พบการติดเชอ้ื หลังจากการรับเลอื ด โดยมีหลักฐานทางคลินิกและ
34 4.2 การติดเชื้อแบคทเี รีย (Bacterial infection, TTBI) หมายถึง การติดเชือ้ แบคทเี รยี จากการรบั เลือด การตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ ารวา่ ไม่พบการตดิ เช้อื
รายงานผู้ปว่ ยทร่ี ับเลือด และผู้บริจาคโลหิตทีต่ ดิ เช้อื ดังกลา่ วก่อนการรบั เลือด และจะต้องตรวจพบว่า
ผู้ป่วยมักมไี ข้มากกวา่ 39 องศาเซลเซยี ส หรือมีการ รวมท้ังสว่ นประกอบของเลือดท่ีพบการติดเชอื้ สว่ นประกอบของเลือดทผ่ี ู้ป่วยไดร้ ับน้นั ไดม้ าจาก
เปลี่ยนแปลงอุณหภมู ริ า่ งกายวดั ก่อนและหลงั การรบั เลือด การบริจาคของผบู้ ริจาคทต่ี ิดเชื้อชนิดเดียวกนั หรือ
สูงข้ึนมากกวา่ 2 องศาเซลเซียส และมอี าการหนาวสน่ั รายงานผู้ป่วยทีร่ ับเลือด และผ้บู ริจาคโลหิตที่ตดิ เชื้อ ส่วนประกอบของเลือดที่ผู้ปว่ ยได้รบั น้นั มีการตดิ เช้ือ
หัวใจเตน้ เร็วเกนิ กว่า 120 คร้งั ตอ่ นาที หรือเปล่ียนแปลง รวมทงั้ ส่วนประกอบของเลอื ดที่พบการติดเชื้อ ไวรสั จรงิ
เพมิ่ ขน้ึ หลังการรับเลือด มากกว่า 40 ครัง้ ต่อนาที ความดัน
โลหิต systolic เพม่ิ ขึน้ หรือลดลง 30 มม.ปรอท ในเวลา 4 Possible TTBI
ชั่วโมงทีม่ กี ารรบั เลือด
• ตรวจพบเชื้อแบคทเี รียในส่วนประกอบโลหิตท่ี
4.3 การติดเชอ้ื ปรสิตจากการรับเลอื ด (TTPI) หมายถึง การติดเชื้อปรสติ จากการรับเลือด ให้ผูป้ ่วย โดยใชว้ ิธกี ารตรวจทเี่ ช่ือถอื ได้ แตไ่ ม่
พบในกระแสเลอื ดผู้ป่วย หรอื
• ตรวจพบเชอื้ แบคทีเรียในกระแสเลือดผู้ปว่ ย
แต่ไมพ่ บในสว่ นประกอบโลหติ ทใ่ี หแ้ ก่ผ้ปู ว่ ย
โดยไม่มเี หตุผลอน่ื ๆทท่ี าํ ให้ตรวจพบการตดิ เชื้อ
ในผปู้ ว่ ย
Confirmed TTBI
• การตรวจพบแบคทเี รยี สายพนั ธุเ์ ดียวกันใน
กระแสเลือดผู้ปว่ ยและในสว่ นประกอบของ
เลอื ดทีใ่ หผ้ ู้ปว่ ย โดยใช้วิธกี ารตรวจท่ีเชอื่ ถือได้
ต้องมีหลกั ฐานการตรวจพบเชอ้ื ปรสติ ในผูป้ ่วยที่
ไดร้ ับเลอื ด เปน็ ชนิดเดียวกนั กบั เชอื้ ปรสิตหรือภมู ิ
ต้านทานตอ่ ปรสิตน้ันในเลอื ดของผบู้ ริจาค
5. ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนและปฏกิ ิริยาจากการรับเลือด (Severity) อาจแบ่งออกได้
เป็น 4 ระดับดังน้ี
Grade 1: Non-severe
หมายถึง ผู้ปว่ ยทีร่ ับเลอื ด เกิดภาวะแทรกซอ้ นที่ตอ้ งไดร้ บั การบําบดั รกั ษาทางการแพทย์ ซ่ึง
เป็นการรกั ษาตามอาการ (symptomatic treatment) แตไ่ มม่ ีอันตรายอยา่ งถาวรตอ่ ระบบอวัยวะ
(non-permanent damage) หรือระบบรา่ งกายสูญเสยี การทาํ งาน
Grade 2: Severe
หมายถึง ผู้ป่วยได้รับเลือดแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อนจนต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
หรือต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานกว่าเดิม เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือดในคร้ังน้ี และ/
หรือภาวะแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์น้ัน เป็นผลให้เกิดการสูญเสีย หรือเสียความสามารถของระบบ
การทํางานของร่างกายที่เป็นอยู่นานหรือชัดเจน และ/หรือผู้ป่วยที่ได้รับเลือดและเกิด
ภาวะแทรกซ้อน จนต้องได้รับการรักษาเพ่ือป้องกันอันตรายหรือการเสียความสามารถของระบบ
ร่างกายอย่างถาวร อันเก่ยี วข้องโดยตรงกบั ภาวะแทรกซอ้ นของการรบั เลอื ดในครงั้ น้ี
Grade 3: Life-threatening
หมายถึง ผู้ป่วยได้รับเลือดแล้วมีภาวะแทรกซ้อนวิกฤต จนต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการท่ี
สําคัญเพื่อช่วยชีวิต เช่น ให้ยาช่วยเพิ่มความดันเลือด (vasopressors) ใส่ท่อช่วยการหายใจ หรือ
จาํ เปน็ ตอ้ งยา้ ยเขา้ รบั การรักษาในหอผปู้ ว่ ยหนัก ไอ ซี ยู เป็นต้น
Grade 4: Death
หมายถึง ผู้ป่วยเสียชีวิตเน่ืองจากภาวะแทรกซ้อนของการรับเลือด ทั้งน้ีการรายงานระดับ
ความรุนแรง grade 4 น้ี ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าภาวะแทรกซ้อนของการรับเลือดเป็นสาเหตุที่ทํา
ให้เสียชีวิต แต่หากผู้ป่วยที่รับเลือดน้ันมีภาวะแทรกซ้อนแล้วเสียชีวิตจากโรคท่ีเป็นหรือจากสาเหตุ
อนื่ ตอ้ งพิจารณารายงานระดบั ความรนุ แรงท่ี grade 1, 2 หรอื 3 เท่านั้น
การพิจารณาความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือดในระบบอ่ืนๆอาจพิจารณา
ตามระบบของ International haemovigilance network (IHN), Severe hazard of blood
transfusion (SHOT), และ British committee for standards in haematology (BCSH) ซ่ึง
แสดงรายละเอียดไวใ้ นตารางที่ 5
35
ตารางที่ 5 การจาํ แนกระดับความรนุ แรงของภาวะแทรกซอ้ นไมพ่ ึงประสงค์จากการรบั เลือด (IHN/SHOT/BCSH)
ชนิดปฏกิ ริ ยิ า 1. อาการรนุ แรงนอ้ ย (mild) 2. อาการรุนแรงปานกลาง (moderate) 3. อาการรุนแรงมาก (severe)
1. ปฏิกริ ยิ าไข้ (Febrile type reaction)
มีไข้ขน้ึ อณุ หภูมิ > 38°C และสูงขึ้นระหวา่ ง มีไข้ อุณหภูมิสูงข้ึน 2°Cขึ้นไป หรือมีไข้ 39°C ขึ้นไปร่วมกับมี อุณหภูมิสูงข้ึน 2° Cขึ้นไปหรือมีอาการอื่น เช่นหนาวสั่นหรือไข้
1 - 2°C เปรียบเทียบก่อนให้เลือด ไม่แสดงอาการ อาการหนาวส่ัน มีอาการ อ่ืนร่วมด้วย เช่น ปวดกล้ามเนื้อ หรือ 39°C ข้ึนไป หรอื มอี าการอย่างอ่ืนเช่น ปวดกล้ามเนื้อ หรือ คล่ืนไส้
อืน่ คล่ืนไส้ ซ่งึ ทําใหต้ อ้ งหยดุ การใหเ้ ลอื ด ซึ่งทําให้ต้องหยุดให้เลือด ทําให้ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมทันที
และ/หรอื มีผลโดยตรงใหผ้ ้ปู ว่ ยตอ้ งอย่โู รงพยาบาลนานข้ึน
2. ปฏกิ ริ ยิ าแพ้เลือด (Allergic type หน้าแดงตวั แดง ลมพิษ หรือผ่นื มหี อบหืด หรือ บวม (angioedema) อาจมหี รือไม่มีอาการหนา้ หลอดลมหดเกรง็ , มีเสียง stridor, บวม (angioedema) หรอื มี
reaction) แดง / ลมพิษ / ผน่ื แตอ่ าการทางระบบหายใจหรือความดัน ปญั หาของระบบไหลเวยี นซ่งึ ตอ้ งการรักษาเรง่ ดว่ น และ/หรือมีผลทาํ
เลือดต่ําไม่รุนแรง ใหผ้ ู้ป่วยนอนโรงพยาบาลนานข้ึน หรือมี anaphylaxis (ปฏิกิริยาภมู ไิ ว
36 3. ปฏิกริ ิยาแพเ้ ลอื ดร่วมกบั มีไข้ มปี ฏกิ ิรยิ าไข้ และแพเ้ ลอื ด เลก็ น้อย เกนิ ของร่างกาย ทั่วไป อาจรุนแรงถึงแกช่ ีวิตมกั มกี ารเปล่ยี นแปลง
(Reaction with both allergic and ปฏิกริ ยิ าแพ้เลือดและมีไข้ มีอาการรนุ แรงปานกลางอย่างน้อยหน่ึง
febrile) อาการ ทางผวิ หนังและเยื่อบุรว่ มด้วย)
4. ความดันเลอื ดตาํ่ ปฏกิ ริ ิยาแพ้เลือดและมไี ข้ มอี าการรุนแรงมาก อยา่ งน้อยหนึ่ง
(Hypotensive reaction)
อาการ
ความดันเลอื ด systolic ตํา่ อย่างเดยี ว โดยลดลง 30 mm/Hg ขึน้ ไป ความดนั เลือดต่าํ มีผลทําให้เกดิ ช็อค โดยไมม่ ีอาการแพห้ รอื อาการ
เกดิ ขน้ึ ระหวา่ งใหเ้ ลอื ดหรอื ภายใน 1 ช่วั โมงหลงั ได้รับเลอื ด และความ อ่นื ๆ ผปู้ ว่ ยตอ้ งการการรกั ษาฉกุ เฉิน
ดันเลอื ด systolic เทา่ กับ 80 mm/Hg หรือตาํ่ กว่า โดยไม่มอี าการแพ้
หรือ anaphylaxis และ ไมจ่ ําเป็นต้องรักษาเพิม่ เติมหรือตอ้ งการรักษา
เพียงเลก็ น้อย
สาํ หรบั การพจิ ารณาจัดระดบั ความรุนแรงโดยใชผ้ ลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารเป็นเกณฑ์ อาจจําแนกตามรายละเอยี ดในตารางที่ 5.1
ตารางที่ 5.1 การจดั ระดับความรุนแรงของปฏิกิริยาเมด็ เลือดแดงแตกหลังได้รับเลือด(Severity
grades for hemolytic transfusion reactions)
Grading of severity รายละเอยี ดที่ตรวจพบ
1 = DAT without haemolysis
2 = อาการเลก็ นอ้ ย (mild) ผู้ป่วยตรวจพบ DAT ให้ผลบวกอย่างเดียว ควรรายงานในกลุ่ม ‘alloimmunization’
3 = อาการปานกลาง (moderate) พบอยา่ งนอ้ ย 2 ข้อ
• ค่า Hb ลดลง
4 = อาการรนุ แรงมาก (severe) • DAT ใหผ้ ลบวก
• พบ spherocytes
• ค่าฮีโมโกลบนิ ลดลง
• คา่ บลิ ิรบู ินเพ่มิ ข้ึน
• DAT ใหผ้ ลกํ้ากง่ึ บวกลบ
• พบหรอื ไม่พบ spherocytes
• คา่ ฮโี มโกลบนิ ลดลง
• คา่ บิลิรูบินเพม่ิ ขนึ้
• DAT ให้ผลบวกหรือลบ
• การทาํ งานของไตเสียไป (Renal impairment)
• พบหรือไม่พบ spherocytes
6. การจัดระดับของความเก่ียวพันกับการเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อน (Grading of
imputability)
ก่อนท่ีการตรวจสืบค้นหาสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนหลังการรับเลือด จะสมบูรณ์และได้รับ
การสรุปว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนท่ีเกิดจากการรับเลือดหรือไม่น้ัน ควรประเมินระดับของ
ความสัมพันธ์ว่าภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยน้ัน เก่ียวข้องกับการรับเลือดมากน้อยเพียงใด เป็นลําดับ
ดงั สรปุ ในตารางที่ 6
37
ตารางท่ี 6 Grading of imputability
38 ประเมินไมไ่ ด้ ขอ้ มูลทนี่ าํ เข้าวเิ คราะห์
Excluded
ตดั ออกหรือไมน่ ่าใช่ มีขอ้ มูลไม่เพียงพอสาํ หรบั การนาํ เข้าส่กู ารประเมิน
Unlikely (doubtful) เมื่อมหี ลกั ฐานสนบั สนนุ ท่สี รปุ ได้ว่าเหตกุ ารณไ์ ม่พึงประสงค์เกดิ จากสาเหตอุ ื่นชัดเจน
สงสยั แตไ่ มน่ ่าจะเปน็ ไปได้
Possible เม่อื มหี ลกั ฐานทนี่ ่าพอใจว่าเหตกุ ารณ์ไม่พึงประสงค์เกิดจากสาเหตุอ่ืนนอกเหนอื จากการไดร้ ับเลือดหรอื ส่วนประกอบเลอื ด
เปน็ ไปได้
Probable (likely) เม่อื หลักฐานตัดสินไมไ่ ด้ว่า ปฏกิ ริ ยิ าไมพ่ งึ ประสงคเ์ กดิ จากการไดร้ บั เลือดหรือส่วนประกอบเลอื ด หรอื อาจเปน็ จากสาเหตอุ ื่น(indeterminate)
นา่ จะเปน็
Definite (certain) เมื่อหลกั ฐานบ่งชชี้ ดั ว่าปฏิกิริยาไมพ่ ึงประสงคน์ ่าจะเกดิ จากการไดร้ ับเลอื ดหรือสว่ นประกอบเลือด
แนน่ อน
เมื่อหลักฐานสรุปไดช้ ัดเจน วา่ ปฏิกริ ิยาไมพ่ ึงประสงคเ์ กิดจากการได้รบั เลอื ดหรือส่วนประกอบเลือด
ส่วนท่ี 3
กระบวนการดําเนนิ งานและการรายงาน
การเฝ้าระวงั ความปลอดภัยของโลหติ
(Hemovigilance work flow process
and reporting system)
39
กระบวนการดาํ เนนิ งานและการรายงานการเฝ้าระวังความปลอดภยั ของโลหติ
(Hemovigilance work flow process and reporting system)
ก) เครือขา่ ยทเี่ กี่ยวข้องของประเทศไทย (Thai hemovigilance network)
1. องค์กร โรงพยาบาลหรือสถาบัน ที่มีกิจกรรมการรับบริจาคโลหิต และการให้เลือดแก่
ผู้ปว่ ย
1.1 ระดับผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีธนาคารเลือด ซึ่งมีบุคลากรที่มีคุณวุฒิเหมาะสม
ปฏิบัติงาน สําหรับหอผู้ป่วยและหน่วยงานทางคลินิกที่ดูแลรักษาผู้ป่วย จะต้องมีแพทย์ พยาบาล
และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ท่ีมีคุณวุฒิเหมาะสมและได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเก่ียวกับการบริการโลหิต
บุคลากรระดับปฏิบัติการดังกล่าว เม่ือพบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือภาวะแทรกซ้อนเก่ียวกับการ
บริจาคโลหิต หรือการรับเลือดในผู้ป่วย จะต้องบําบัดแก้ไข ตรวจสืบค้น สรุปวิเคราะห์ ตาม
กระบวนการทีอ่ งคก์ ร โรงพยาบาล หรอื สถาบันกําหนดและมอบหมายหน้าที่ใหป้ ฏิบตั ิ
1.2 ระบบคุณภาพในองค์กร โรงพยาบาล หรือสถาบัน จะต้องจัดตั้งหน่วยงาน
หรือคณะกรรมการในระบบคุณภาพเพื่อการเก็บข้อมูลความเส่ียง เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และ
ภาวะแทรกซ้อน ทําการประเมิน และพัฒนาคุณภาพ ได้แก่ คณะกรรมการการใช้เลือดของ
โรงพยาบาล (Hospital transfusion committee,HTC) คณะกรรมการความเส่ียง คณะกรรมการ
ดูแลผู้ป่วย (Patient care team, PCT) และมีผู้จัดการระบบคุณภาพ เป็นต้น เม่ือมีเหตุการณ์ไม่พึง
ประสงค์ และหรือ ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับบริการโลหิตซึ่งบุคลากรระดับปฏิบัติการรายงาน
มาแล้ว คณะกรรมการข้างต้นจะพิจารณารวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ แก้ปัญหา จัดทําแนวทางการ
พัฒนาอย่างต่อเนื่อง แล้วจัดทําแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต (NHV1) และ
แบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด (NHV2) ตามกรอบระยะเวลาท่ีคณะกรรมการเฝ้า
ระวังความปลอดภัยของโลหิตระดับชาติกําหนด แล้วเสนอต่อผู้บริหารสูงสุดขององค์กร เช่น
ผ้อู าํ นวยการ ผูจ้ ดั การ หรือคณบดี
1.3 ระดบั ผู้บรหิ ารสูงสุดขององคก์ ร เชน่ ผอู้ ํานวยการผู้จัดการ หรือคณบดี เป็นผู้มี
อํานาจในการส่งแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต (NHV1) และแบบรายงาน
ภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด (NHV2) ตามกรอบระยะเวลาท่ีคณะกรรมการเฝ้าระวังความ
40
ปลอดภยั ของโลหติ ระดับชาตกิ ําหนด มายงั คณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตระดับชาติ
ต่อไป
2. ระดับชาติ สภากาชาดไทยได้แต่งตั้ง คณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิต
ระดบั ชาติ (National hemovigilance committee, NHC) ดงั นี้
2.1 องคป์ ระกอบ ประกอบด้วยผู้แทนจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย
กระทรวงสาธารณสุข ธนาคารเลือดในโรงพยาบาล และธนาคารเลือดของโรงพยาบาลมหาวทิ ยาลัย
2.2 หน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ สร้างแนวทางการเฝ้าระวังความปลอดภัยของ
โลหิตระดับชาติ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ โดยใช้องค์ความรู้และแนวทางท่ีเป็น
มาตรฐานสากล สร้างเครอื ข่ายการเฝ้าระวงั ความปลอดภยั ของโลหิตระดับชาติ ให้ครอบคลุมถ่ายทอด
องคค์ วามรู้และฝึกอบรม รวบรวมข้อมูลรายงานจากองค์กร โรงพยาบาล สถาบันที่มีงานบริการโลหิต
เพ่ือวิเคราะห์ ระดมความรู้จากนักวิชาการเพื่อแก้ปัญหาท้ังกรณีเร่งด่วนและไม่เร่งด่วนจัดทําแนว
ทางแก้ไขและป้องกันจัดทํารายงานประจําปีสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนในกระบวนการเฝ้าระวัง
ความปลอดภัยของโลหิตให้ทัดเทียมระดับนานาชาติ และมุ่งมั่นในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย
การเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตระดับนานาชาติ เช่น International hemovigilance
network, IHN เพ่อื เป็นชอ่ งทางแลกเปลยี่ นขอ้ มลู ความรู้และประสบการณ์ ให้เกิดการพัฒนาและ
ยกระดับงานบรกิ ารโลหิตของประเทศให้ไดม้ าตรฐานสากล
ข) กระบวนการดาํ เนินงานตามปกติ (Ordinary work flow)
1. ผู้ปฏิบัติงานท่เี กี่ยวข้องกับงานบรกิ ารโลหติ เม่อื พบภาวะแทรกซ้อน หรือเหตกุ ารณ์ไม่พึง
ประสงคใ์ นกระบวนการของงานบริการโลหิต จะต้องปฏิบัติตามแนวทางหรือคู่มือปฏิบัติงานที่องค์กร
โรงพยาบาล และสถาบันนั้นๆกําหนดข้ึนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซ่ึงครอบคลุมด้านการ
บําบัดรักษา การแก้ไขปัญหา การสํารวจหาสาเหตุ การตรวจวินิจฉัยผู้ประสบเหตุ การตรวจวินิจฉัย
ทางห้องปฏิบัติการ การวิเคราะห์และสรุปผล การสร้างแนวทางป้องกันปัญหาที่ได้รับการยอมรับใน
ระดับองคก์ ร
องค์กร โรงพยาบาล และสถาบันจะต้องสร้างแบบรายงาน แบบบันทึก ใบขอส่งตรวจ และ
เอกสารท่ีเก่ียวข้องไว้ใช้บันทึกกระบวนการต่างๆ และพร้อมท่ีจะรวบรวมรายงานตามแบบรายงาน
41
ภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต (NHV1) และแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด
(NHV2) ของคณะกรรมการเฝ้าระวงั ความปลอดภัยของโลหิตระดับชาตสิ ร้างขึ้น
2. คณะกรรมการในระบบคุณภาพขององค์กร โรงพยาบาล และสถาบัน เมื่อได้รับ
รายงานภาวะแทรกซอ้ น หรือเหตกุ ารณไ์ มพ่ ึงประสงคใ์ นกระบวนการของงานบริการโลหิตจากระดับ
ผู้ปฏิบัติงานแล้ว ให้ทํางานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานตามรายละเอียดในข้อ 1 แล้วรวบรวมจํานวนรายที่
เกิดข้ึนตามกรอบระยะเวลาที่กําหนด จัดทํารายงานตามแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการ
บริจาคโลหติ (NHV1) และแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลอื ด (NHV2) ของคณะกรรมการ
เฝา้ ระวงั ความปลอดภัยของโลหิตระดับชาตสิ ร้างขนึ้ เสนอต่อผบู้ รหิ ารสงู สุดขององค์กร
3. ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร เช่นผู้อํานวยการ ผู้จัดการ หรือคณบดี ส่งแบบรายงาน
ภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต (NHV1) และแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด
(NHV2) มายังคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตระดับชาติ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
สภากาชาดไทย ตามกรอบระยะเวลาทกี่ ําหนด โดยกําหนดชนั้ ความลับตามความเหมาะสม
4. คณะกรรมการเฝา้ ระวังความปลอดภัยของโลหติ ระดบั ชาติ รวบรวมรายงาน วิเคราะห์
สร้างแนวทางป้องกันแก้ไขในระดับภาพรวม สร้างนโยบาย จัดทํารายงานประจําปีท่ีไม่เปิดเผยชื่อ
ผ้รู ายงานและสถาบนั ทร่ี ายงาน
ค) ระบบการรายงานเรง่ ด่วน (Rapid alert system)
ตามปกติคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตระดับชาติ ศูนย์บริการโลหิต
แห่งชาติ สภากาชาดไทยจะกําหนดให้องค์กร โรงพยาบาล และสถาบันรวบรวมส่งแบบรายงาน
ภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต(NHV1) และแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด
(NHV2) มาท่ีคณะกรรมการตามกรอบระยะเวลาท่ีกําหนด แต่หากองค์กร โรงพยาบาล และสถาบัน
พบเหตุการณ์หรือประเด็นปัญหาที่มีความรุนแรง มีการแพร่กระจายและส่งผลกระทบอย่างรวดเร็ว
และกว้างขวาง ก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ต่อผู้บริจาคโลหิต ผู้ป่วย หรือประชาชนท่ัวไป จําเป็นต้อง
รายงานเร่งด่วนเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเช่นผู้อํานวยการ
ผู้จัดการ หรือคณบดีให้รายงานมายังประธานคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิต
ระดับชาติ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยโดยตรง
42
ง) บทเฉพาะกาลและทางเลอื กในการปฏบิ ัติ
ถึงแม้ระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตจะเป็นองค์ความรู้ท่ีผู้ปฏิบัติงานด้าน
บริการโลหิตคุ้นเคยมานานแล้ว และได้ใช้ระบบดังกล่าวในการให้บริการผู้บริจาคโลหิตและผู้ป่วยใน
โรงพยาบาลจนเกิดความปลอดภัยและมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง แต่การสร้างระบบในภาพรวมของ
ประเทศยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เพ่ือขับเคล่ือนให้เกิดระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิต
ระดบั ชาติ จงึ ควรดาํ เนินการอยา่ งคอ่ ยเป็นค่อยไป โดยกาํ หนดใหม้ ที างเลอื กในการปฏิบตั ดิ ังนี้
1. การรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต ให้รายงานทุกหัวข้อตามแบบ
รายงาน
2. การรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด ให้รายงานทุกหัวข้อตามแบบรายงาน
ยกเว้นหัวข้อท่ี1 เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ Adverse events ท่ียังไม่เกิด Adverse reactions ใน
ผู้ปว่ ย ประกอบด้วยขอ้ ยอ่ ย 1.1-1.6 ใหร้ ายงานตามความสมคั รใจ ไดแ้ ก่
การให้เลือดผิด (Incorrect blood component transfused ,IBCT หรือ
Wrong blood transfused)
การไม่ปฏิบตั ิตามข้อกาํ หนด (Specific requirements not met ,SRNM)
การให้เลือดท่ีไม่เหมาะสม (Inappropriate transfusion) ได้แก่ การให้เลือด
โดยไม่มีข้อบ่งช้ีหรือไม่จําเป็น (unnecessary transfusion) มีความล่าช้าในการ
ให้เลือด (delayed transfusion) และการให้เลือดในปริมาณน้อยกว่าท่ีควร
(under transfusion)
ความผิดพลาดในการปฏิบัติเก่ียวกับถุงเลือดและการจัดเก็บส่วนประกอบของ
เลอื ด (Handling and storage errors ,HSE)
การให้เลือดถูกชนิด ผู้ป่วยถูกคน แต่กระบวนการทํางานไม่ถูกต้อง (Right
blood right patient ,RBRP)
เหตกุ ารณ์ท่เี กอื บจะเกดิ ความผิดพลาด (Near miss)
43
3. ขอบเขตความครอบคลุมของการดําเนินงานระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิต
ระดับชาติ จะเร่ิมจากความสมัครใจ (voluntary) ไปสู่ภาคบังคับ (mandatory) โดยมีหน่วยงานนํา
รอ่ งตามลําดับคือ
โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ใช้มาตรฐาน
นานาชาติ โรงพยาบาลสงั กดั กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ
โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทว่ั ไป กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลใหญ่ที่
สังกดั กระทรวงกลาโหม
โรงพยาบาลภาครัฐท้ังหมด ทุกกระทรวง
โรงพยาบาลเอกชนทงั้ หมด
44
แผนภมู ิท่ี 2 ขน้ั ตอนการรายงานคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตระดบั ชาติ
(workflow process)
1. ผปู้ ฏบิ ัตงิ านทเี่ กี่ยวข้องกบั งานบริการโลหิต ได้แก่ แพทย์ พยาบาล ธนาคารเลอื ด
1.1 มีกระบวนการภายในเพ่ือจัดการกับภาวะแทรกซ้อน หรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในกระบวนการ
ของงานบริการโลหิต โดยจะต้องสร้างแบบรายงานภายใน เช่น แบบบันทึก ใบขอส่งตรวจ และเอกสาร
ท่ีเกย่ี วขอ้ งไวใ้ ชบ้ นั ทึกกระบวนการตา่ งๆ อย่างเหมาะสมของแตล่ ะองคก์ ร
1.2 ทําการบําบัดรักษา การแก้ไขปัญหา การสํารวจหาสาเหตุ การตรวจวินิจฉัยผู้ประสบเหตุ การตรวจ
วินิจฉยั ทางห้องปฏบิ ัติการ แลว้ บันทึกข้อมลู ลงในแบบรายงานภายใน
1.3 วิเคราะห์และสรุปผล แล้วรายงานให้คณะกรรมการในระบบคุณภาพขององค์กร โรงพยาบาล และ
สถาบันทราบ
2. คณะกรรมการในระบบคุณภาพขององคก์ ร โรงพยาบาล และสถาบัน
2.1 รับรายงานภาวะแทรกซ้อน หรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในกระบวนการของงานบริการโลหิตจาก
ระดบั ผูป้ ฏิบัตงิ าน
2.2 รวบรวมจํานวนรายที่เกิดขึ้นตามกรอบระยะเวลาที่กําหนด จัดทํารายงานตามแบบรายงาน
ภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต(NHV1) และแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการรับเลือด
(NHV2) ของคณะกรรมการเฝา้ ระวังความปลอดภยั ของโลหติ ระดบั ชาตสิ ร้างขน้ึ
2.3 เสนอต่อผูบ้ รหิ ารสูงสดุ ขององคก์ ร
3. ผบู้ รหิ ารสงู สุดขององค์กร ไดแ้ ก่ ผอู้ ํานวยการ ผู้จดั การ หรอื คณบดี
3.1 ส่งแบบรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการบริจาคโลหิต (NHV1) และแบบรายงานภาวะแทรกซ้อน
จากการรับเลือด (NHV2) มายังคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยของโลหิตระดับชาติ ศูนย์บริการ
โลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ตามกรอบระยะเวลาท่ีกําหนด โดยกําหนดช้ันความลับตามความ
เหมาะสม
4. คณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภยั ของโลหิตระดับชาติ
4.1 รวบรวมรายงาน วเิ คราะห์
4.2 รายงานให้องคก์ ร โรงพยาบาล สถาบนั ทราบ
4.3 จดั ทาํ รายงานประจาํ ปที ่ีไมเ่ ปิดเผยชื่อผ้รู ายงานและสถาบันที่รายงาน
4.4 สร้างนโยบายและแนวทางปฏิบตั ิทม่ี ีผลตอ่ การพฒั นาความปลอดภยั ของโลหิต
45