The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สังคมสงเคราะห์กับการรับมือสถานการณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ntknight478, 2022-10-30 10:55:42

สังคมสงเคราะห์กับการรับมือสถานการณ์

สังคมสงเคราะห์กับการรับมือสถานการณ์

เอกสารประกอบการประชมุ วชิ าการ

โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะห ์
เนื่องในวนั สงั คมสงเคราะหแ์ ห่งชาติ ปี 2565

สงั คมสงเคราะหก์ บั การรบั มอื สถานการณ์
ความรนุ แรงในสงั คมไทย

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ

โครงการพัฒนาสมรรถนะนกั สงั คมสงเคราะห์เนอื่ งใน
วนั สงั คมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

สงั คมสงเคราะหก์ บั การรบั มอื สถานการณ์
ความรุนแรงในสังคมไทย

จดั โดย

สำนักงานกองทนุ สนับสนนุ การสร้างเสริมสขุ ภาพ (สสส.)
สมาคมสภาการศึกษาสงั คมสงเคราะหศ์ าสตรแ์ ละสวสั ดิการสังคมไทย (TASWE)

สมาคมนักสงั คมสงเคราะหท์ างการแพทย์ไทย
สมาคมนักศึกษาเกา่ สงั คมสงเคราะหศ์ าสตรม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ศูนยแ์ ห่งความเป็นเลิศทางวชิ าการด้านสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์และนโยบายสงั คม

แห่งมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์



สงั คมสงเคราะหก์ บั การรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

“สงั คมสงเคราะห์กบั การรับมือสถานการณค์ วามรุนแรงในสงั คมไทย”

กองบรรณาธกิ าร คำหอม ท่ปี รึกษา
ศาสตราจารยร์ ะพีพรรณ บณุ ยรตั นสุนทร บรรณาธกิ าร
รองศาสตราจารย์ ดร.จตุรงค์ ภทั รานุกรม กองบรรณาธิการ
รองศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญประภา วัฒนกูล กองบรรณาธกิ าร
อาจารย์ นวลใย

คณะผจู้ ดั ทำ

1. สำนักงานกองทุนสนบั สนนุ การสรา้ งเสริมสขุ ภาพ (สสส.)
2. สมาคมสภาการศึกษาสงั คมสงเคราะห์และสวัสดิการสงั คมไทย (TASWE)
3. สมาคมนกั สงั คมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย
4. สมาคมนักศึกษาเกา่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5. ศูนย์ความเป็นเลิศทางวชิ าการดา้ นสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์และนโยบายสงั คม

แห่งมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์



เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะหเ์ น่ืองในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

คำนำ

สืบเนื่องจากการที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันสังคมสงเคราะห์
แห่งชาติ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเป็นการรำลึก
ทีพ่ ระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกายและสละเวลาให้แก่ประชาชนตลอดมา สำนกั งานกองทุกสนับสนนุ สร้างเสริม
สุขภาพ (สสส.) สมาคมสภาการศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมไทย (TASWE) สมาคมนัก
สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย สมาคมนักศึกษาเก่าสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และนโยบายสังคมแห่ง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงร่วมกันจัดทำ “โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เนื่องใน
วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565” โดยมีกิจกรรมจัดประชุมวิชาการ จัดประกวดบทความในหัวข้อ
“สังคมสงเคราะห์กับการรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษา
นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการ ผู้สนใจได้ นำเสนอบทความวิชาการ
สังคมสงเคราะห์ที่ตอบสนองต่อบริบทของสังคมไทยในการรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทยที่
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้การทำงานใหม่ๆ ของวิชาชีพจากหน่วยงานต่างๆ
เพื่อการผลักดันให้เกิดแนวทางการทำงานสังคมสงเคราะห์กับการรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย
ตอ่ ไปในอนาคต

เอกสารนี้ เป็นการรวบรวมเอกสารการบรรยายพิเศษและบทความจำนวน 8 เรื่อง เรื่องแรกเป็น
การบรรยายพิเศษโดย คุณสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ นักพัฒนาอาวุโสขององค์กรพัฒนาเอกชนที่มี
ความเชี่ยวชาญในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว สิทธิชุมชน
ฯลฯ ท่านเป็นกรรมการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้าหญิงและเด็ก ระดับชาติ กรรมการส่งเสริมสถานภาพ
สตรีและสถาบันครอบครัว คณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนษุ ย์ อนุกรรมการฝา่ ยกฎหมายคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวยั แห่งชาติ

การบรรยายพิเศษของคุณสรรพสิทธิ์ กล่าวถึง การใช้ความรุนแรงในครอบครัว ชุมชนและสังคม
มีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ โดยผู้ใช้ความรุนแรงมักจะมาจากกลุ่มที่มีปัญหาทางจิตใจ
ซ่งึ มสี าเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต หรือสมองเสยี หายจากการใชส้ ารเสพติดติดต่อกันยาวนาน คุณสรรพสิทธ์ิ
เสนอให้ดำเนินการหลายอย่าง “แบบบูรณาการ” ทั้งในลักษณะทีมสหวิชาชีพด้วยการตั้งผู้จัดการรายกรณี
(Case Manager) มาดำเนินการประสานความร่วมมือในการค้นหาข้อเท็จจริง ประเมินสภาวะต่างๆ ประเมิน
ความต้องการจำเป็นในการรับบริการและวางแผนให้บริการร่วมกันโดยจัดระบบจำแนกคัดกรองระดับชุมชน
ด้วยการใช้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
(อพม.) เพอื่ ดึงผู้มีปัญหาสุขภาพจิตหรือสมองเสยี หายจากการใช้สารเสพติดมารับการบำบัด มหี น่วยงานบำบัด
รองรับที่เน้นการทำกิจกรรมจิตบำบัด ร่วมกับบุคลากรจากกรมสุขภาพจิตหรือคณะจิตวิทยา และ
คณะแพทยศาสตร์ จากสถาบันการศึกษา พัฒนานักจิตบำบัดที่ไม่จำเป็นต้องเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา
ทีส่ ามารถนำผูป้ ว่ ยทำกิจกรรมบำบัด โดยดึงครอบครัวและชุมชน รวมท้งั สถานศึกษาถ้ากลุ่มเป้าหมายยังอยู่ใน
วัยเรียน เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานของรัฐระดับจังหวัดจดั ให้
มีผู้ให้คำปรึกษาแนะนำไม่ว่าจะเป็น Social counselors และ Psychological counselors ให้กระจายอยู่ใน
เขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในโครงการนำร่อง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนตัวหรือครอบครัวและ
เป็นที่พึ่งทางใจให้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากในแต่ละเขตพื้นที่ ช่วยฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ตนเองสามารถยับย้ัง



สงั คมสงเคราะหก์ บั การรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสงั คมไทย
ชั่งใจไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดสรรงบประมาณให้ชุมชนและครอบครัว
ในเขตอำนาจของตนทำกิจกรรมสร้างสรรค์สันทนาการต่างๆ เป็นระยะๆ ส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนและ
สถานศกึ ษาในเขตปกครองสว่ นท้องถิน่ จัดให้มีกิจกรรมในการแนะแนวให้คำปรึกษาแกน่ ักเรียน นกั ศกึ ษา และ
ผู้ปกครอง จัดทำ Safety zone ไม่ให้เด็กอยู่ปะปนกับผู้ใหญ่ มีกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าสังเกตความผิดปกติ
ที่อาจมีการข่มเหงรังแกกันหรือมีการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก พัฒนานักสังคมสงเคราะห์ในสังกัดขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความรู้ความสามารถในการดำเนินการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงใน
ครอบครัว รวมทั้งยกระดับมาตรฐาน ผ่านการฝึกอบรม การนิเทศงาน การประชุมสัมมนา การดูงานฝึกงาน
งานวิจัยพัฒนา รวมทั้งจัดทำโครงการนำร่อง (เช่น การจัดตั้งสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ โครงการจัดหา
ครอบครวั อุปถมั ภ์) ในเขตจงั หวดั

อีก 8 บทความเป็นบทความที่ได้รับรางวัลในการประกวดบทความครั้งนี้ ซึ่งเขียนโดย นักศึกษา
สังคมสงเคราะห์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา ผู้จบการศึกษาสังคมสงเคราะห์และเป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ
นกั วชิ าการอสิ ระ และผปู้ ฏิบัติงานในภาคประชาสังคม สาระสำคัญของบทความท้ัง 8 เรือ่ ง สะท้อนมุมมองต่อ
ความขดั แย้งที่หลากหลายท่เี กดิ ในสังคมไทยมานาน ไดแ้ ก่ ความรุนแรงที่เกดิ จากการกระทำของบุคคลท่ีส่งผล
กระทบโดยตรงต่อกายภาพหรือจิตใจ ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กดทับผ่านกลไกทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ
ผ่านนโยบายหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมที่ทำให้ปัจเจกบุคคลรู้สึกด้อยคุณค่า หรือรู้สึกว่าตนเองถูกเลือก
ปฏิบัติ ไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม ความรุนแรงทางวัฒนธรรม เป็นความรุนแรงที่เกิดจากการ
ปลูกฝังความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีที่กดทับให้เกิดวิถีปฏิบัติที่รุนแรงต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องยอมรับ
การถูกกระทำด้วยความรุนแรงโดยดุษฎี ความรุนแรงที่เกิดจากการเสพยาเสพติดจนควบคุมตนเองไม่ได้ แล้ว
ไปทำร้ายผอู้ ื่น ความรนุ แรงที่เกิดจากความเห็นต่างในทางการเมือง ความรุนแรงทางสุขภาวะ คือการใช้อำนาจ
พละกำลัง คำพูด การสร้างวาทกรรม การกระทำที่ลดคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ นำไปสู่การเกิดความรุนแรง
ที่บุคคลกระทำต่อตนเอง เช่น การฆ่าตัวตาย ความรุนแรงระหว่างบุคคล และระหว่างกลุ่ม เช่น การทะเลาะ
ววิ าท การยกพวกตีกนั ของวยั รุ่น เปน็ ตน้

ผู้เขียนบทความทั้ง 8 คน พยายามเสนอทางออกในการแก้ไขความจัดแย้งในสังคมไทย
ทั้งในระดับจุลภาค และระดับมหภาค มีการนำเสนอวิธีการ นโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเสนอแนะต่องานสังคมสงเคราะห์ และนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งหากนำไปสู่การปฏิบัติได้
จรงิ ก็นา่ จะทำให้ความขัดแย้งและความรนุ แรงในสังคมไทยลดน้อยลง

อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดและข้อเสนอแนะจากการประชุมวิชาการวันนี้ อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ
สังคมไทยได้เคยมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงมานานแล้ว จึงอาจนับได้ว่า นี่เป็นอีก
ก้าวหนง่ึ ที่สังคมไทยกำลังตืน่ ตวั กับการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ซง่ึ ไมใ่ ชเ่ ป็นภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
แต่เป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกัน รวมพลังกันอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อให้สังคมไทยหลุดพ้น
จากความรนุ แรงให้ได้ในอนาคต

จตรุ งค์ บณุ ยรตั นสุนทร
บรรณาธิการ
30 ตลุ าคม 2565



เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะห์เนื่องในวนั สงั คมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565

สารบัญ

หน้า
คำนำ ค

สารบญั จ

กำหนดการประชมุ วิชาการ ช

การบรรยายพิเศษจากผ้ทู รงคุณวุฒิ 2
“โครงการจัดระบบและกลไกแกไ้ ขปอ้ งกันการกระทำดว้ ยความรนุ แรงในครอบครัวและ
ค้มุ ครองผถู้ ูกกระทำด้วยความรนุ แรงในครอบครวั ขนึ้ ในระดบั ชมุ ชน”

สรรพสิทธ์ิ คุมพ์ประพันธ์

บทความที่ไดร้ บั รางวลั 7
ความรนุ แรงเชิงโครงสรา้ ง: ภาพสะท้อนความไม่เปน็ ธรรมและการทำความเข้าใจพฤตกิ รรมของ
บุคคลผ่านมุมมองทางสังคมสงเคราะห์

นาวิน บุญนำมา

ถอดบทเรยี น: ศูนย์ชว่ ยเหลือเด็กและผูห้ ญิงในภาวะวิกฤตจากความรนุ แรง (One Stop Crisis 17
Center: OSCC) กระทรวงสาธารณสขุ สูก่ ารจัดตั้งศูนยบ์ ำบดั สารเสพติดสุขภาพจติ ชมุ ชน

เยาวเรศ คำมะนาด

สังคมสงเคราะหก์ บั การรับมือสถานการณ์ความรนุ แรงในสงั คมไทย: กรณศี ึกษาแนวทางการ 33
แก้ไขปัญหาความรนุ แรงในสงั คมตามหลักการสงั คมสงเคราะห์ตามแนวพทุ ธศาสนา

หนงึ่ ฤทยั ผาระกรรณ์

ป้องกันสังคมท่เี สย่ี งด้วยความรนุ แรง ดว้ ยความอ่อนโยนแห่งรกั 41
พทั ธยาพร สงั ขรัตน์ 48

สงั คมสงเคราะหก์ ับการรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย
พิทพชิ ัย หรรษอดุ ม



สังคมสงเคราะหก์ บั การรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสงั คมไทย

ปญั หาและความรนุ แรงในอาชญากรรมท่ีเกิดข้ึนในสงั คมไทย 63
สามเณร ปวรศิ ร์ จันทอง

ศูนย์ประสานงานด้านเดก็ และสตรีในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ตอ่ การตรวจสารพันธุกรรมเด็ก 72
(DNA)ในพน้ื ทจ่ี ังหวัดชายแดนภาคใต้

ผศ .ดร. กลั ยา ดาราหะ

สังคมสงเคราะห์กบั การรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย: บรู ณาการทุกฝ่าย 81
เสริมความแข็งแกร่ง ป้องกนั ความรนุ แรงทว่ั ไทย

สมศรี หาญอนันทสขุ

ภาคผนวก 88

โครงการประกวดบทความวชิ าการเนือ่ งในวันสังคมสงเคราะหแ์ หง่ ชาติ ปี 2565 93
หวั ขอ้ “สงั คมสงเคราะห์กับการรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย” 95
ประกาศผลการประกวดบทความเนอ่ื งในวนั สงั คมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565
รายชอ่ื ผลู้ งทะเบยี นเขา้ ร่วมการประชุม



เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เน่ืองในวนั สงั คมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

กำหนดการประชุมวชิ าการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เนือ่ งในวนั สังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

หวั ข้อ “สังคมสงเคราะหก์ ับการรบั มอื สถานการณ์ความรนุ แรงในสงั คมไทย”

เวลา กจิ กรรม
8.30-9.00 น.
9.00-11.30 น. ลงทะเบียนเข้ารว่ มประชุม

การอภปิ ราย หัวข้อ “สังคมสงเคราะห์กับการรบั มอื สถานการณ์ความ
รนุ แรงในสงั คมไทย”
โดย 1. นางสาวแรมร้งุ วรวธั

นายกสมาคมนักศึกษาเก่าคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรห์ รือผู้แทน
2. นางกนกรัตน์ เก้ือกิจ
ผชู้ ่วยเลขาธกิ ารศนู ยอ์ ำนวยการบริหารจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
3. นางสาวลลติ า นุชเจริญ
นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ โรงพยาบาลหนองบัวลำภู
ดำเนินรายการโดย
รองศาสตราจารย์ ดร.จตุรงค์ บุณยรตั นสนุ ทร
ฝ่ายวชิ าการสมาคมสภาการศึกษาสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์และ
สวัสดิการสงั คมไทย

11.30-12.00 น. เปดิ เวทีแลกเปลยี่ นเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานขององค์กรเครือขา่ ย
12.00-13.00 น. พกั รบั ประทานอาหารกลางวนั
13.00-14.00 น. การบรรยายพเิ ศษหัวข้อ
“มาตรการทางสังคมกบั การใช้ความรุนแรงในครอบครัวและชมุ ชน”
14.00-16.00 น. โดย นายสรรพสทิ ธ์ิ คุมพป์ ระพันธ์

ผู้ทรงคณุ วุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ
การนำเสนอบทความทีไ่ ดร้ บั รางวัล



สังคมสงเคราะหก์ บั การรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย
14.00-16.00 น. การนำเสนอบทความท่ไี ดร้ บั รางวลั 8 บทความ

หอ้ งท่ี 1

ดำเนนิ รายการโดย อ.สนธิญาณ รกั ษาภักดี

วพิ ากษ์โดย ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม นำเสนอโดย

บทความ 1 ความรนุ แรงเชิงโครงสรา้ ง: ภาพสะท้อนความไมเ่ ปน็ ธรรม นาวนิ บญุ นำมา

และการทำความเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลผ่านมุมมองทาง

สังคมสงเคราะห์

บทความ 2 ปญั หาและความรนุ แรงในอาชญากรรมท่เี กิดขึ้นในสังคมไทย สามเณร ปวริศร์ จันทอง

บทความ 3 สังคมสงเคราะหก์ บั การรบั มือสถานการณ์ความรนุ แรงใน หนง่ึ ฤทยั ผาระกรรณ์

สงั คมไทย: กรณีศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาความรนุ แรง

ในสังคมตามหลกั การสงั คมสงเคราะห์ตามแนวพุทธศาสนา

บทความ 4 ป้องกนั สงั คมทีเ่ สีย่ งดว้ ยความรุนแรง ด้วยความอ่อนโยน พัทธยาพร สงั ขรัตน์

แห่งรกั

หอ้ งที่ 2

ดำเนินรายการโดย คณุ วรรภา ลำเจียกเทศ

วพิ ากษ์โดย นางสโรทร ม่วงเกลีย้ ง และ ดร.ขนษิ ฐา บูรณพนั ศกั ดิ์ นำเสนอโดย

บทความ 5 สงั คมสงเคราะห์กับการรับมือสถานการณ์ความรุนแรงใน พทิ พิชัย หรรษอดุ ม

สงั คมไทย

บทความ 6 ถอดบทเรียน: ศนู ยช์ ว่ ยเหลือเด็กและผหู้ ญงิ ในภาวะวิกฤต เยาวเรศ คำมะนาด

จากความรนุ แรง (One Stop Crisis Center: OSCC)

กระทรวงสาธารณสขุ สู่การจัดตัง้ ศนู ย์บำบดั สารเสพตดิ

สขุ ภาพจติ ชุมชน

บทความ 7 ศนู ยป์ ระสานงานด้านเดก็ และสตรใี นจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ผศ.ดร.กลั ยา ดาราหะ

ตอ่ การตรวจสารพันธุกรรมเด็ก (DNA) ในพื้นทจ่ี ังหวดั

ชายแดนภาคใต้

บทความ 8 สงั คมสงเคราะห์กับการรบั มือสถานการณ์ความรนุ แรงใน สมศรี หาญอนันทสุข

สังคมไทย: บรู ณาการทุกฝา่ ย เสริมความแข็งแกรง่ ป้องกนั

ความรุนแรงทั่วไทย

หมายเหตุ - กำหนดการอาจมกี ารปรบั เปลีย่ นตามความเหมาะสม

โดยผเู้ ข้ารว่ มการประชุมมกี ารขอหน่วยคะแนนจากสภาวิชาชีพสงั คมสงเคราะห์และสภาวชิ าชีพทเ่ี ก่ยี วข้อง

1

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะหเ์ นื่องในวันสังคมสงเคราะหแ์ ห่งชาติ ปี 2565

การบรรยายพิเศษโดยผทู้ รงคณุ วุฒิ

2

สังคมสงเคราะหก์ บั การรบั มือสถานการณ์ความรนุ แรงในสงั คมไทย

โครงการจัดระบบและกลไกแก้ไขป้องกนั การกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและ
คุ้มครองผู้ถกู กระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวข้นึ ในระดับชมุ ชน

สรรพสทิ ธิ์ คมุ พ์ประพันธ์1

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว ชุมชนและสังคมมีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ
โดยผู้ใช้ความรุนแรงมักจะมาจากกลุ่มที่มีปัญหาทางจิตใจและไม่สามารถควบคุมตนเอง โดยมีสาเหตุมา
จากปัญหาสุขภาพจิต หรือสมองเสียหายจากการใช้สารเสพติดติดต่อกันยาวนาน ทั้งปัญหาสุขภาพจิต
และอาการเสพติดสารเสพติดเกิดจากปัญหาส่วนตัวปัญหาครอบครัวหรือปัญหาชุมชน ทั้งนี้บุคคลกลุ่มนี้
มักมีพฤติกรรมรุนแรงในระดับไม่มากในช่วงเริ่มมีปัญหาทางจิตใจและเริ่มใช้สารเสพติด โดยอาจ
แสดงออกด้วยการด่าทอ ทำลายข้าวของหรือทำร้ายทุบตีบุคคลแวดล้อม พฤติกรรมดังกล่าวสามารถพบ
เห็นได้โดย อสม. หรือ อพม. ภายในชุมชน บุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล บุคลากรทางการศึกษา
ทส่ี ถานศกึ ษา (กรณเี ด็กถูกใช้ความรุนแรงจากผูป้ กครองหรือคร)ู รวมทงั้ พนักงานตำรวจเมื่อมีผแู้ จ้งเหตุร้าย

ประเด็นคือ เกิดช่องว่างระหว่างผู้พบเหตุการณ์ทีใ่ ช้ความรุนแรงกับเจา้ หน้าที่ของรัฐท่ีมหี น้าที่
เกี่ยวข้อง เช่น เมื่อ อสม. หรือ อพม. พบเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงปัญหาทางจิตใจและไม่สามารถ
ควบคุมตนเอง ตามปกติแล้วควรจะมีบุคลากรตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ดำเนินการนำ
ตัวบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์อันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตซึ่ งมีภาวะอันตรายนั้น
ไปยังสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาซึ่งอยู่ใกล้โดยไม่ชักช้า แต่ในทางปฏิบัติไม่มีกลไกตาม
กฎหมายนค้ี รอบคลมุ ทกุ พื้นที่

บุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการศึกษาที่สถานศึกษา รวมท้ัง
พนักงานตำรวจ มีโอกาสได้พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว แตข่ าดกลไกรับช่วงความรับผิดชอบ
ที่จะดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว คุ้มครองและช่วยเหลือ
ครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ครอบครัวนั้นต้องรับผิดชอบในการดูแลให้การศึกษาแก่สมาชิก
ที่เป็นผู้เยาว์เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงใน
ครอบครวั พ.ศ. 2550 แตใ่ นทางปฏบิ ัตไิ ม่มีกลไกตามกฎหมายนีค้ รอบคลมุ ทุกพ้นื ท่ี

ดังนั้นจึงเกิดความจำเป็นต้อง พัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็น
นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) เป็น
ผู้บริหารจัดการให้กลุ่มเป้าหมายได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยจัดตั้ง
โครงการนำรอ่ งในเขตพ้นื ท่ขี ององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นท่สี มัครใจเข้ารว่ มโครงการ ทัง้ องคก์ ารบรหิ าร
ส่วนจงั หวดั เทศบาลและองคก์ ารบริหารสว่ นตำบล

1 ผูท้ รงคุณวุฒใิ นคณะกรรมการคมุ้ ครองเด็กแห่งชาติ

3

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เนื่องในวนั สงั คมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565

วิธีการดำเนนิ งาน
จัดผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ดำเนินการทั้งในลักษณะทีมสหวชิ าชีพ ทีมสหหน่วยงาน ด้วยการต้ัง

ผู้จดั การรายกรณี (Case Manager) มาดำเนนิ การประสานความรว่ มมอื ในการคน้ หาข้อเท็จจริง ประเมิน
สภาวะตา่ งๆ ประเมินความตอ้ งการจำเปน็ ในการรับบรกิ ารและวางแผนใหบ้ ริการร่วมกันโดย

1) จัดระบบจำแนกคัดกรองระดับชุมชนด้วยการใช้ อสม. อพม. เพื่อดึงผู้มีปัญหาสุขภาพจิต
หรือสมองเสียหายจากการใช้สารเสพติดติดต่อกันยาวนาน มารับการบำบัด มีหน่วยงานบำบัดรองรับที่
เน้นการทำ(กจิ กรรม)จิตบำบัด

2) ร่วมกับบุคลากรจากกรมสุขภาพจิต หรือคณะจิตวิทยา และ คณะแพทยศาตร์ จาก
สถาบันการศึกษา พัฒนานักจิตบำบัดที่ไม่จำเป็นต้องเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่สามารถนำผู้ป่วย
ทำกิจกรรมบำบัด โดยดึงครอบครัวและชุมชน รวมทั้งสถานศึกษาถ้ากลุ่มเป้าหมายยังอยู่ในวัยเรียน
มีส่วนร่วม ทั้งนี้จิตแพทย์จะต้องวิเคราะห์พยาธิสภาพทางจิตของผู้ป่วยเพื่อนำมาใช้ออกแบบกิจกรรมบำบัด
หากผู้ป่วยต้องกินยาขณะพักรกั ษาตัวทีบ่ ้าน ต้องมีบุคลากรเช่น อสม. ติดตามดูแลให้กินยาตามแพทยส์ ั่ง
และพาผู้ป่วยมาทำกิจกรรมทำจิตบำบัดและสามารถดึงครอบครัว ชุมชนและสถานศึกษา(หากยังอยู่ใน
วัยเรียน) เขา้ มามีสว่ นรว่ มทำกจิ กรรมบำบัดในระดับชุมชน

3) ผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) เป็นผู้รับเรื่องส่งต่อความรับผิดชอบจาก อสม. อพม.
ท่คี ้นพบผตู้ ้องการความช่วยเหลือให้คำแนะนำปรึกษา (Counseling) ปัญหาสว่ นตัวหรือครอบครัว ไม่ให้
คนตอ้ งพง่ึ ยาเสพตดิ ทมี่ ีฤทธ์ิทำลายสมองจนอาจเกดิ ความคลุ้มคลั่งใดๆ

ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานของรัฐระดับจังหวัด ต้องจัดให้มีผู้ให้
คำปรึกษาแนะนำไม่ว่าจะเป็น Social counselors และ Psychological counselors ให้กระจายอยู่ใน
เขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในโครงการนำร่อง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนตัวหรือครอบครัว
และเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากในแต่ละเขตพื้นที่ ช่วยฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ตนเองสามารถ
ยับยั้งชั่งใจไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น หากรู้ตัวว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ก็ให้สามารถขอความ
ช่วยเหลือจากผอู้ ื่น โดยเฉพาะจากผปู้ ระกอบวิชาชีพทเี่ กย่ี วข้อง

4) จัดกิจกรรมป้องกัน เช่น ช่วยฝึกหรือเสริมทักษะในการจัดการปัญหา ทักษะในการแก้ไข
ความขัดแย้ง ทักษะในการคลายเครียด ทักษะเลี้ยงลูก ทักษะในการบริหารรายได้รายจ่ายการออม
การลงทุน การบริหารหนี้ ตั้งเป้าหมายชีวิตและการพัฒนาตนเอง ฯลฯ ฝึกสติของกลุ่มเสี่ยงให้รู้เท่าทัน
อารมณ์ของตนเองและฝึกทกั ษะในการขอความชว่ ยเหลือจากผู้อ่ืน หากไมส่ ามารถจัดการกับอารมณ์ของ
ตนได้

5) เสนอแนะต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้จัดสรรงบประมาณให้ชุมชนและครอบครัวใน
เขตอำนาจของตนทำกจิ กรรมสร้างสรรค์สันทนาการตา่ งๆ เปน็ ระยะๆ

6) สำหรับกรณีเด็กถูกกระทำทารุณกรรม ถูกเลี้ยงดูโดยมิชอบ Cyber bullying และ Child
Exploitation นอกจากการพัฒนาให้ อสม. อพม. สามารถให้ความคุ้มครองช่วยเหลือเฉพาะหน้าและส่ง
เด็กเข้ารับการคุ้มครองสวัสดิภาพแล้ว ยังต้องกำหนดกิจกรรมแก้ไขป้องกันทั้งในชุมชนและสถานศึกษา
ด้วยการฝึกให้เด็กรู้จักขอความช่วยเหลือและต้องมีบริการให้ความช่วยเหลือแบบสายเด็ก (Child line)
ให้กระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวางทั่วถึงมากที่สุด โดยเฉพาะผู้รับคำขอความช่วยเหลือต้องมี

4

สังคมสงเคราะหก์ ับการรับมือสถานการณ์ความรนุ แรงในสังคมไทย

ความสามารถด้าน Crisis Intervention และ Psychological First aid รวมทั้งสามารถ Refer case
ไปให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และจำเป็นต้องมีหน่วยรับเรื่องไปดำเนินการต่ออย่างทั่วถึง
ครอบคลุมกลุ่มเปา้ หมายได้ทง้ั หมด

จ่ายงานคุ้มครองเด็กแต่ละกรณีให้สอดคล้องเหมาะสมกับศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าท่ี
และนักสังคมสงเคราะห์ในสังกัดที่ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็กในเขตปกครองขององค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถน่ิ นนั้ ๆ

7) ส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนและสถานศึกษาในเขตปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินการ คือ
ก) จัดให้มีระบบงาน(ซึ่งก็คือระบบดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียน) ข) จัดให้มีกิจกรรมในการแนะแนวให้
คำปรึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ค) จัดฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ง) ส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสมมคี วามรับผิดชอบต่อสังคมของนักเรียนและ
นักศกึ ษา และ จ) สรา้ งหลกั ประกนั วา่ นกั เรยี นและนกั ศกึ ษาจะมีความปลอดภยั ท้งั ทโ่ี รงเรยี น สถานศึกษา
และครอบครวั ทัง้ นีต้ ามบทบญั ญตั ิ มาตรา 63 แหง่ พระราชบญั ญัตคิ มุ้ ครองเดก็ พ.ศ. 2546

8) จัดทำ Safety zone ไม่ให้เด็กอยู่ปะปนกับผู้ใหญ่ มีกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าสังเกตความ
ผิดปกติที่อาจมีการข่มเหงรังแกกันหรือมีการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก โดยผู้เฝ้าสังเกตต้องเข้าไปหยุดย้ัง
แทรกแซงทันทีเม่ือพบแนวโน้มทจี่ ะใช้ความรุนแรงต่างๆต่อเด็กนักเรยี นนักศึกษา กำหนดกฎเกณฑ์แห่งความ
ปลอดภัย (safety rules) เชน่ ห้ามไมใ่ หค้ รเู รียกเด็กไปพบตามลำพงั ในทีร่ โหฐานและห้ามผู้ท่ีไม่เก่ียวข้อง
กับสุขภาพเข้าไปในห้องพยาบาล ห้ามผู้ใหญ่ใช้ห้องน้ำห้องส้วมร่วมกับเด็ก ควบคุมการเข้าออกห้องน้ำ
ของเด็กด้วยการตดิ ต้ังกลอ้ งวงจรปิดหน้าห้องนำ้ ห้ามผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษาเข้าไปยุ่งเกีย่ วกบั
เด็กโดยลำพังแม้จะอยู่ในที่เปิดเผย ห้ามครูกระทำการใดๆต่อเนื้อตัวร่างกายของเด็กหรือแตะต้องสัมผัส
รา่ งกายของเดก็ เวน้ แตจ่ ำเป็นเพือ่ ช่วยเหลือเด็กผู้นน้ั ผ้รู ับผิดชอบโครงการดแู ลช่วยเหลือเดก็ นกั เรียน ต้อง
แทรกแซงทันทีเมื่อผู้ใหญ่คนใดกระทำการใดๆต่อเนื้อตัวรา่ งกายของเด็กหรอื แตะต้องตัวเดก็ โดยไม่มีเหตุ
จำเปน็

9) จัดกิจกรรมสร้างจิตอาสาให้แก่เด็กนักเรียนนักศึกษาโดยอาศัยสภานักเรียนนักศึกษาเป็น
แกนประสานงาน โดยเฉพาะจัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง ให้เด็กนักเรียนนักศึกษาเกิด
ความรู้สึกหนาวร้อนไปกับความทุกข์ของผู้อื่นที่เรียกว่า Empathy ระหว่างกัน รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุน
กิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชนในโรงเรียนที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนควรเข้ามาช่วยประสาน
ช่วยเหลือสภาเดก็ และเยาวชนหรือสภานักเรียนใหเ้ กดิ การทำกจิ กรรมพฒั นาตนของเดก็ และเยาวชน

การประสานความร่วมมือระหว่างโครงการกับผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการจังหวดั

1) บริหารและกำกับดูแลระบบคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและสมาชิก
ครอบครัว รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในประเทศท่ีเกี่ยวข้องใหส้ ามารถคุ้มครองผู้ถกู กระทำ
ดว้ ยความรุนแรงในครอบครัว กรณีเปน็ บุคคลตา่ งชาติ

2) จัดทำฐานข้อมลู เกี่ยวกับผูถ้ ูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและสมาชิกครอบครัวใน
เขตจังหวัดเชื่อมโยงกับแผนให้บริการต่างๆแก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและสมาชิก
ครอบครัว

5

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เนื่องในวนั สังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

3) รวบรวม วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลการปฏิบัตติ ามนโยบาย รวมทั้งแผนงานใน
การใหบ้ รกิ ารแก่ผถู้ ูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและสมาชิกครอบครวั ของหนว่ ยงานของรัฐและ
เอกชนทเ่ี กี่ยวข้อง ในเขตจังหวดั โดยเฉพาะประเมินผล ทบทวนการดำเนินงานคุ้มครองเด็กระดับจังหวัด
ว่าสามารถกระจายการให้บริการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรมหรือไม่เพื่อใช้เป็น
ฐานข้อมลู กำหนดแผนให้บริการต่างๆแก่เดก็ และบุคคลในครอบครัว

4) พัฒนานักสังคมสงเคราะห์ในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความรู้
ความสามารถในการดำเนินการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งยกระดับ
มาตรฐาน ผ่านการฝึกอบรม การนิเทศงาน การประชุมสัมมนา การดูงานฝึกงาน งานวิจัยพัฒนา รวมท้ัง
จัดทำโครงการนำร่อง (เช่น การจัดตั้งสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ โครงการจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์)
ในเขตจงั หวดั

6

สังคมสงเคราะหก์ ับการรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

บทความที่ได้รับรางวัล

7

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะห์เน่ืองในวันสงั คมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565

ความรุนแรงเชงิ โครงสร้าง: ภาพสะทอ้ นความไม่เปน็ ธรรมและการทำความเข้าใจ
พฤตกิ รรมของบคุ คลผ่านมุมมองทางสงั คมสงเคราะห์

นาวนิ บุญนำมา1

บทนำ
สถานการณค์ วามรุนแรงปัจจบุ นั ของสังคมไทยมีแนวโน้มเพ่ิมสงู ขน้ึ อย่างต่อเนื่อง นับตัง้ แต่เหตุ

กราดยิง 5 ครง้ั ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทซี่ งึ่ นับได้ว่าเปน็ ระเบิดเวลาของชนชนั้ ผู้น้อยหลังจากการถูก
กดทับเชิงโครงสร้าง และการรู้สึกไร้ค่าจากกระบวนการเบียดขับทางสังคมที่รู้สึกได้ว่าตนเองนั้นแปลก
แยกไปจากบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุด อย่างการกราดยิงศูนย์เด็กเล็ก
แห่งหนึ่งที่จังหวัดหนองบัวลำภู นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโศกเศร้าให้กับสังคมเป็นอย่างมาก
การสูญเสียเด็กและผู้บริสุทธิ์โดยพฤติกรรมความรุนแรงของบุคคลที่เป็นความปลอดภัยของชาติยิ่งสร้าง
ความบาดหมางและความเคลือบแคลงใจของประชาชนต่ออาชีพนี้มากยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ทุกพฤติกรรม
ของมนุษยล์ ้วนมีสาเหตุมาจากแรงขบั เคลอ่ื นบางอยา่ ง ไมว่ ่าทางใดก็ทางหน่ึง

อาจกล่าวได้อีกว่า เหตกุ ารณท์ ั้ง 4 ดังกลา่ วลว้ นเป็นภาพสะท้อนความไมเ่ ป็นธรรมทางสังคมท่ี
ตนเองได้รับ ผ่านการแสดงออกหรือพฤติกรรมบางประการที่ช่วยตอบสนองความต้องการในด้านที่ลึก
ที่สุดของศีลธรรมและจริยธรรม หรืออาจเป็นระเบิดเวลาของอารมณ์อ่อนไหวของมนุษย์ ซึ่งในที่สุดแล้ว
การแสดงออกมักจะไม่เหมือนกัน จากการสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ปี ทั้งในประเทศ
ไทยและต่างประเทศเองจะพบว่า การแสดงออกของพฤติกรรมที่ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป มักจะเป็น
ความรุนแรง รวมถึงเป็นผลเชื่อมโยงจากโครงสร้างของระบบและสังคมที่บีบบังคับให้บุคคลต้องแสดงออก
ซ่งึ พฤติกรรมเช่นนั้น ในบทความนี้จะเป็นการกล่าวถึง ความรนุ แรงเชงิ โครงสร้างทีส่ ่งผลต่อการแสดงออก
ของพฤติกรรมบุคคล ภาพสะท้อนความไม่เป็นธรรมของระบบเชิงโครงสร้างที่มีปัญหา รวมถึงการทำ
ความเข้าใจพฤติกรรมท่ีบคุ คลแสดงออกมาภายหลังจากการอดทนทางความรสู้ ึกทะลุขีดจำกัด อันนำไปสู่
แนวทางการซอ่ มสร้างสังคมให้ปลอดภยั ไร้ความรนุ แรงผา่ นมุมมองกระบวนการทางสังคมสงเคราะห์ และ
อาจเป็นข้อเสนอแนะในเชิงโครงสร้างและระบบได้บ้าง ในด้านของการทำความเข้าใจมนุษย์ด้วยกันเอง
อย่างถอ่ งแท้ เพอ่ื ยกระดับสังคมใหม้ ีความเปน็ อยทู่ ่ีดยี งิ่ ขึ้น

สถานการณค์ วามรุนแรงทางสังคมในปัจจบุ ัน
หากกล่าวถึงความรุนแรง บุคคลมักจะนึกถึงความรุนแรงเชิงกายภาพ และส่วนใหญ่เป็น

การแสดงออกทางพฤติกรรมเชิงก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และใช้กำลังกายในการรวบรวมพละกำลัง
เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการทางจิตใจที่ถูกเก็บสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยความรุนแรงดังกล่าว
มักเป็นการแสดงออกของผู้ที่รู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่าย อาทิ สามีและภรรยา อันนำไปสู่

1 เจ้าหนา้ ท่โี ครงการส่งเสริมและพฒั นาทกั ษะชีวิตเดก็ และเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 กลุ่มการคุ้มครองและพทิ กั ษ์สทิ ธิ
กองคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
Email: [email protected] โทร. 09-5295-9765 ID Line: toontylandner

8

สังคมสงเคราะห์กับการรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

ความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความรุนแรง หมายถึง การกระทำทั้งที่เจตนา
และไม่เจตนาต่ออีกฝ่ายที่สร้างปฏิสัมพันธ์ทางลบในการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทุกข์ใจ ซึ่งหมายรวมถึง
ความรุนแรงทางธรรมชาติต่อมนุษย์หรือมนุษย์ต่อธรรมชาติ ความรุนแรงมนุษย์ต่อมนุษย์ และ
ความรุนแรงมนุษย์ต่อสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีจิตใจ อาทิ สัตว์ป่า ถึงอย่างนั้น คำว่า ความรุนแรง มักจะนำมาใช้
นิยามสำหรับมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเองเสียมากกว่า เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนของอีกฝ่ายเพื่อให้
ได้มาซึ่งการทำให้ทุกข์ทรมาน เสียซึ่งทรัพย์ และลดทอนศักดิ์ศรีหรือคุณค่าของความเป็นมนุษย์
(Dehumanization) โดยความรุนแรงที่กล่าวไปข้างต้นนั้นมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นตามยุคสมัย และ
มนุษย์อาจตอ้ งเผชิญกบั ความรนุ แรงรอบดา้ นตอ่ ไปอีกหลายศตวรรษ

การทวีความรุนแรงของมูลค่าความเสียหายที่ทั้งประเมินได้และประเมินไม่ได้ อันเป็นผลจาก
สถานการณ์ความรุนแรงของมนุษย์นั้นมีมากมายหลายประการ ตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
สงครามเย็นหรือสงครามตัวแทน รวมถึงสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นมากมายหลายต่อหลายคร้ัง
โดยชนวนเหตุมักเป็นเหตุผลและค่านิยมทางการเมืองที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกัน นำไปสู่ความขัดแย้ง
ภายในและความรุนแรงในเวลาต่อมา ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือได้ว่ามีการผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่
อดีตจนถึงปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลจากความรุนแรงเหล่านั้นมักมีมูลเหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดวัฒนาการทาง
ความคิด และสิง่ ประดษิ ฐ์ทีเ่ กิดขน้ึ จากสภาวะกดดันภายใตค้ วามต้องการเอาชนะ แต่หากมองยอ้ นกลับไป
ในมิติด้านความเสียหายทางสังคม หรือผลกระทบต่อมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ยังถือได้ว่าเป็นการลงทุนท่ี
ขาดทนุ อยา่ งย่อยยบั ในประวตั ิศาสตร์ของมนุษยชาติ

จากสถิติความรุนแรงของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า
ความรุนแรงเป็น 1 ใน 10 สาเหตุของการเสียชีวิต โดยผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายของความรุนแรงในประเภท
ต่างๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เช่น เด็กและเยาวชน
สตรี ผสู้ ูงอายุ รวมไปถึงกลมุ่ ผู้เปราะบางทางสงั คมต่างๆ ที่ตอ้ งเผชิญกับความรุนแรงทางสังคมในลักษณะ
ต่างๆ อีกทั้งการถูกกระตุ้นเสริมจากยุคโลกาภิวัตน์ หรือช่วงเวลาของการสื่อสารไร้สายผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้สะดวกรวดเร็วกว่าในอดีต พบว่ามีประเภทของความรุนแรงทางสังคมที่ส่งผลกระทบ
ในหลายมิติเพิ่มมากยิ่งขึ้น พฤติกรรมทางสังคมในการนิยมบริโภคสื่อหรือวัตถุนิยมเป็นอีกแรงเสริมหนึ่ง
ที่ช่วยขับเน้นให้มีรูปแบบของความรุนแรงทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น เป็นแรงหนุนสำคัญในการผลักให้บุคคล
เขา้ ไปอยู่ในวฏั จกั รความรุนแรงทางสงั คมโดยไมร่ ้ตู วั

ประเภทของความรนุ แรงทางสังคม
ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า รูปแบบของความรุนแรงมีความเป็นพลวัตสูง และได้รับอิทธิพล

การเปลี่ยนแปลงมาจากมนุษย์โดยตรง ส่งผลให้ความรุนแรงทวีความซับซ้อนของปัญหา อีกทั้งขยายวงกว้าง
ของการได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เช่น มิติด้านการเมือง มิติด้าน
เศรษฐกิจ มิติด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะมิติสุขภาพซึ่งเป็นส่วนย่อยแต่กลับส่งผลกระทบ
มหาศาลต่อระบบเศรษฐกจิ ระบบการเมือง และวิถีชวี ิตของผ้คู นทวั่ โลก ด้วยเพยี งไวรสั ที่มองไม่เห็น และ
เป็นแรงกระตุ้นสำคัญท่ีทำใหร้ ูปแบบของความรุนแรงสร้างผลกระทบต่อมนุษย์มากย่ิงข้นึ ทัง้ นี้การยกตัวอย่าง
ดังกล่าวเป็นเพียงประเภทของความรุนแรงเพียงเท่านั้น ในบทความนี้จะพิจารณาประเภทของความรุนแรง
โดยสามารถสรปุ รวบยอดใจความสำคญั ไดด้ งั น้ี

9

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะหเ์ น่ืองในวันสงั คมสงเคราะหแ์ หง่ ชาติ ปี 2565

1) ความรนุ แรงทางสงั คมของ Johan Galtung (1995, pp. 35-40)
John Galtung นักทฤษฎีด้านสันติภาพได้จำแนกความรุนแรงทางสังคมออกเป็น 3

ประเภท ดังน้ี
1.1 ความรุนแรงทางตรง (Direct Violence)
ความรุนแรงทางตรง หมายถึง การกระทำของบุคคลที่ส่งผลกระทบโดยตรงตอ่ กายภาพหรอื

จิตใจ เป็นความรุนแรงประเภทแรกที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน และอาจนับได้ว่าเป็นความรุนแรง
โดยธรรมชาติ กล่าวคือ ความรุนแรงทางตรงเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ในการตอบสนองต่อสิง่ เร้า หรือ
การอธบิ ายความรสู้ ึกของตนเองผา่ นพฤติกรรมที่แสดงออกมา เช่น สามโี กรธจงึ ตบหนา้ ภรรยา เป็นต้น

1.2 ความรุนแรงเชงิ โครงสรา้ ง (Structural Violence / Systematic Violence)
การถูกกดทับผ่านกลไกทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ ผ่านนโยบายหรือกฎหมายที่

ไม่เป็นธรรม ถูกลิดรอนสิทธิในด้านต่างๆ ที่ทำให้ตนเองรูส้ กึ ด้อยคุณคา่ หรือรู้สึกว่าตนเองถูกเลือกปฏิบตั ิ ไม่ได้
รบั ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทยี ม จำกัดการเข้าถึงทรัพยากร หรือการต่อสู้กับอำนาจที่มองไม่เห็น รวมไปถงึ
การถูกผู้ที่มีอำนาจมากกว่ากล่ันแกล้งผา่ นระบบการทำงาน จนทำให้ตนเองรู้สึกกดดันและไม่สามารถอยู่
ภายใต้ขอบเขตการปกครองโดยผู้มีอำนาจมากกว่าได้อีก โดยที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นคือความรุนแรง
เชิงโครงสร้าง เป็นความรุนแรงที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เป็นในรูปแบบของความรู้สึก
อารมณ์ หรือสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสภาวะกดดัน มองไม่เห็นทางออกของปัญหา และการพยายาม
จำกัดขอบเขตการรับรู้ของบุคคล สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือนความอันตราย
ของผลกระทบที่จะตามมา อีกทั้งเป็นสาเหตุของความรุนแรงทางสังคมที่สามารถพบเห็นได้บ่อยคร้ัง
ในปจั จบุ นั เชน่ การเรยี กรอ้ งสิทธทิ างการเมืองของประชาชนที่ถูกลดิ รอนคุณคา่ ความเปน็ มนุษย์ผ่านการปลูกฝัง
อัตมโนทัศนใ์ หมท่ ่ขี ัดแย้งกบั อุดมการณ์เดมิ (Brainwash)

1.3 ความรุนแรงทางวัฒนธรรม (Culture Violence)
การผสานกลืนคุณค่าความเชื่อให้ควบแน่นไปกับสังคม (Social Integration) ราวกับ

ว่าเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน หรือชุดความคิดเดียวกันภายในชุมชน ผ่านการส่งต่อ ถ่ายทอด และปลูกฝัง
ตามแนวปฏบิ ตั ิ ผ่านวิถีชีวิตที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน เช่น การสืบทอดพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น หรือ
ในบางกรณีอาจหมายรวมถึงสัญชาตญาณบางประการของมนุษย์ที่ได้รับการยอมรับได้ ถึงแม้ว่าจะเป็น
การควบรวมกันของความรุนแรงทางตรงและความรุนแรงเชิงโครงสร้าง อาทิ รัฐสามารถใช้อำนาจกับ
ประชาชนที่เห็นต่างได้ เพราะรัฐเป็นผู้ปกครองที่มาจากประชาชน โดยในบางบริบทหรือบางประเทศ
ความรุนแรงทางวฒั นธรรมดังกลา่ วเป็นสิ่งท่ีสามารถละเวน้ ไดต้ ามความเหมาะสมและน้ำหนักของเหตุผล
ในการใหก้ ารยกเวน้ รายกรณี เพอ่ื สามารถดำเนนิ การตอ่ ไปได้ถงึ แมว้ า่ จะเกิดความรนุ แรงทางสังคม

ประเภทความรุนแรงตามความหมายของ Galtung มีความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่
ไมส่ ามารถแยกจากกนั ได้ กลา่ วคือ การยอมรับในความรนุ แรงบางประเภทจะช่วยใหส้ งั คมสามารถดำเนิน
ต่อไปได้ หรือความรุนแรงประเภทใดประเภทหนึ่งสามารถเป็นประเภทของความรุนแรงทั้งหมดได้ ตาม
สถานการณ์และบริบทในขณะทีเ่ กิดความรุนแรงขน้ึ

10

สังคมสงเคราะหก์ บั การรับมือสถานการณ์ความรนุ แรงในสงั คมไทย

2) ความรนุ แรงทางสุขภาวะ
คำนิยามของ World Report on Violence and Health โดยองค์กรอนามัยโลก

(Etienne G. Krug, Linda L. Dahlberg, James A. Mercy, Anthony B. Zwi and Rafael Lozano,
2002, pp. 3-18) ให้ความหมายของความรุนแรงทางสุขภาวะว่า เป็นการใช้อำนาจหรือพละกำลังต่อ
บุคคลอย่างมเี จตนา โดยมงุ่ หวงั การลดิ รอนคุณค่าความเปน็ มนุษย์ อนั นำไปสผู่ ลกระทบทางกายภาพและ
จิตใจของผู้ที่ได้รับความรุนแรง หมายรวมถึงคำพูด การกระทำ หรือการกดดันสภาพแวดล้อมอันนำไปสู่
ผลของการได้รับความรุนแรง จากการให้คำนิยามดังกล่าว อาจทำความเข้าใจได้ว่า ความรุนแรงทาง
สุขภาวะ คือ ความรุนแรงทุกประเภท ทั้งในด้านทางตรงและทางอ้อม โดยมีวัตถุประสงค์เดียวคือ
การมุ่งร้ายและตั้งใจละเมิดสิทธิมนุษยชนในการดำรงชีวิต ผ่านกระบวนการทุกรูปแบบ เช่น คำพูด
การขู่คุกคาม การกระทำที่ทำให้ได้รับความบาดเจ็บทั้งทางกายภาพและจิตใจ และที่สำคัญคือการสร้าง
สภาวะกดดันอันนำไปสู่ความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อตนเองและสภาพแวดล้อม สิ่งเหล่านี้คือความรุนแรง
ทางสุขภาวะ

3) ความรนุ แรงทางสังคม
ความรุนแรงทางสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสามารถพิจารณาจำแนกได้เป็น 3 ประเภท

ดงั นี้ (วิชัย รปู ขำดี 2554, น. 93-94)
3.1 ความรุนแรงต่อตนเอง เป็นการกระทำใดๆ ที่ทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย

ร้ายแรงถึงชีวิต เช่น การฆ่าตัวตาย โดยอาจมีความรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจเป็นตัวกระตุ้นสำคัญใน
การทำใหเ้ กดิ ความรนุ แรงต่อตนเอง

3.2 ความรุนแรงระหว่างบุคคล เป็นการกระทำที่มากกว่า 1 บุคคลขึ้นไป เช่น การทะเลาะ
วิวาท เป็นต้น โดยอาจมีทั้งความรุนแรงต่อร่างกาย ต่อจิตใจ การลิดรอนสิทธิ์ และความรุนแรงทางเพศ
เขา้ มามสี ว่ นเกี่ยวข้องในการทำใหเ้ กดิ ความรนุ แรงระหว่างบุคคล

3.3 ความรุนแรงระหว่างกลุ่มชน เป็นการกระทำในวงกว้าง หรือในระดับสังคม เช่น
การก่อการร้ายระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยอาจมุ่งเน้นไปที่การลิดรอนสิทธิ์ที่นำไปสู่สาเหตุของการเกิด
ความรนุ แรงระหว่างกลุ่มชน

จากการแบง่ ประเภท การใหน้ ยิ าม และการพิจารณารูปแบบของความรุนแรงทางสังคม
ดังกล่าว ทำให้ได้เข้าใจว่า ความรุนแรงมี 4 ประเภท ได้แก่ 1) ความรุนแรงทางตรง 2) ความรุนแรงเชิง
โครงสร้าง 3) ความรุนแรงทางวฒั นธรรม และ 4) ความรนุ แรงทางสขุ ภาวะ โดยมจี ดุ มุ่งหมายเดยี วกัน คือ
การทำให้รู้สึกได้รับผลกระทบทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมไปถึงการกระตุ้นให้เกิดการลิดรอนคุณค่า
ของความเป็นมนุษย์ อันนำไปสู่สาเหตุของการเกิดความรุนแรงทางสังคมในหลากหลายรูปแบบที่มี
ความสลับซบั ซอ้ นมากยงิ่ ขึ้นในปจั จบุ ัน

ความรนุ แรงเชงิ โครงสร้างท่ีส่งผลต่อการแสดงออกของพฤตกิ รรมบุคคล
ความรุนแรงทางสังคมที่เป็นภาพสะท้อนของสภาพบริบทยุคปัจจุบันได้ดีมากที่สุด คือ

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Violence/Systematic Violence เป็นการที่บุคคลต้อง
เผชิญกับสภาวะกดดันอันนำไปสู่การจำยอมบางประการ ผ่านกระบวนการทั้งที่เป็นความรุนแรงทางตรง
และทางอ้อมโดยได้รับการเสริมแรงอย่างต่อเน่ือง จนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่บุคคลไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป

11

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะหเ์ นื่องในวนั สังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

การปลดเปลื้องอารมณ์ที่ถูกกดดันมาอย่างขีดสุดได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระผ่านการแสดงออก
ทางพฤติกรรม และบ่อยครั้งมักจะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวที่นำไปสู่การส่งต่อในวัฏจกั รความรุนแรงท่ีอาจ
กระตนุ้ ใหเ้ กิดพฤตกิ รรมการเลยี นแบบได้

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในบางบริบท อาจมีสาเหตุมาจากกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการเกิด
ความรนุ แรงทางสงั คมได้ง่าย เชน่ กฎหมายการครอบครองอาวุธปืนของประเทศสหรัฐอเมรกิ าที่มีการบัญญัติให้
เข้าถึงและครอบครองอาวธุ ปนื ค่อนขา้ งอสิ ระและหาได้ง่ายโดยทว่ั ไป สง่ ผลใหเ้ กิดปญั หาการใช้ความรุนแรง
ทางสังคมโดยอาวุธปืน รวมถึงอาชญากรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การปล้นทรัพย์ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า
ระบบหรือโครงสรา้ งทีห่ ละหลวมอาจเอื้อประโยชน์ใหบ้ ุคคลบางกลุม่ ก่อเหตุความรุนแรงทางสงั คมได้งา่ ย
กว่าในบริบทสังคมอืน่

สถิติเหตุกราดยิงในประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3-5 มิถุนายน 2565 พบว่า มีเหตุ
กราดยิงอย่างน้อย 15 ครั้งทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บถึง 74 ราย
ในระยะเวลาเพียง 3 วัน หากนับสถิติจากยอดผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2560-2565 พบวา่ มผี ู้เสียชวี ิตสะสมอยา่ งน้อย 94,833 ราย และบาดเจ็บสะสมอย่างนอ้ ย 185,480
ราย (เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล, 2565 ออนไลน์) จากสถิติดังกล่าวจะเหน็ ได้ว่า การเข้าถึงอาวุธปืนไดอ้ ยา่ ง
เสรภี าพและไมถ่ กู จำกดั ขอบเขตการครอบครองอาวุธปืน ทำใหย้ อดสะสมของผูเ้ สยี ชีวติ และได้รับบาดเจ็บ
จากอาวุธปืนในประเทศสหรัฐอเมริกามยี อดท่สี ูงขึน้ อย่างต่อเน่ืองทุกปี และมแี นวโน้มว่าอาจจะสูงเพ่ิมขึ้น
อีกในอนาคต หากรัฐต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ยอมเปลี่ยนข้อกฎหมายในการจำกัดขอบเขต
การครอบครองอาวุธปืน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงทางสังคมอันเนื่องมาจากผลพวงสะท้อนของ
ระบบและโครงสรา้ งที่ไม่รดั กุม

ความรุนแรงในประเทศไทยเกี่ยวกับเหตุกราดยิงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-
พ.ศ. 2565 พบว่า มีเหตุกราดยิง 5 ครั้ง ใน 5 พื้นที่ แต่มาจาก 2 อาชีพหลักที่เกี่ยวเนื่องกับความ
ปลอดภัยและความม่นั คงของชาติ โดยเหตกุ ราดยิงคร้งั แรกที่สร้างความสะเทือนขวญั คนไทยมากทส่ี ุด คือ
เหตุกราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 โดยผู้ก่อเหตุใช้ปืนยิงผู้บังคับบัญชาและ
ญาติถึงแก่ชีวิต หลังจากนั้นหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางเมืองนครราชสีมา
มกี ารจับบุคคลที่อยู่ในห้างเป็นตัวประกนั และถา่ ยทอดสดตนเองขณะก่อเหตลุ งบนแอปพลเิ คชันออนไลน์
ในท้ายที่สุดถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในเช้าวันถัดมา จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 31 คน
บาดเจ็บ 58 คน ซึ่งพบว่า ปัญหาการกราดยิงในครั้งนี้มาจากการตกลงในสัญญาทางธุรกิจเกี่ยวกับ
อสงั หารมิ ทรพั ยผ์ า่ นวาจาไมส่ ำเร็จ จนลกุ ลามไปสูเ่ หตุทะเลาะววิ าท และการกอ่ เหตุดังกลา่ วในเวลาต่อมา
(Wasawat Lukharang, 2020, ออนไลน์)

ในปีต่อมา เหตุกราดยิงที่โรงพยาบาลสนามในจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564
ผกู้ อ่ เหตุใชอ้ าวุธปืนยิงภายในโรงพยาบาลสนามแหง่ หนึ่งในจังหวัดปทมุ ธานี ทำให้ผูป้ ่วยที่ตดิ เชือ้ โควิด-19
ที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่เสียชีวิต 1 ราย โดยก่อนหน้านี้ผู้ก่อเหตุได้ยิงพนักงานร้านสะดวกซื้อ
ย่านลาดพร้าว เสียชีวิต 1 ราย โดยสาเหตุมาจากการไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และมีการพกอาวุธปืน
เมื่อได้รับความไม่พึงพอใจจึงทำการปลดเปลื้องความกดดันภายในจิตใจผ่านการยิงโดยใช้อาวุธปืน
(กรุงเทพธุรกจิ , 2565, ออนไลน)์

12

สงั คมสงเคราะหก์ ับการรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสงั คมไทย

เหตุกราดยิงที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุบริเวณ
ลานตลาดอุบลสแควร์ ข้างห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 6 ราย และ
ยังพบรถกระบะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย 5 คัน โดยเหตุกราดยิงในครั้งนี้เกิดจาก
ความคึกคะนอง รวมถึงเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น และปัญหาการครอบครองอาวุธปืนอย่างผิด
กฎหมาย อนั นำไปสปู่ ัญหาความรนุ แรง (กรงุ เทพธุรกิจ, 2565, ออนไลน)์

เหตกุ ราดยงิ หวั รถจักร รถเรว็ กรงุ เทพ-สุไหงโก-ลก เม่ือวันที่ 4 สิงหาคม 2565 แต่ไม่มีรายงาน
ผไู้ ด้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวติ โดยผ้กู ่อเหตมุ ุ่งทำร้ายพนักงานขับรถโดยตรง เบอ้ื งต้นจงึ ไดห้ ยุดเดนิ ขบวนรถ
ดงั กล่าวทุกขบวน (กรุงเทพธุรกจิ , 2565, ออนไลน)์

และเหตุกราดยิงที่สะเทือนขวัญที่สุดและเกิดขึน้ ล่าสดุ คือ เหตุกราดยิงที่จังหวัดหนองบัวลำภู
โดยผู้ก่อเหตุเข้าไปกราดยิงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 37 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย
10 ราย โดยเหตุกราดยิงในครั้งน้ีถือได้ว่าสะเทือนขวัญต่อผู้คนทั่วโลก เนื่องเพราะผู้ก่อเหตุกระทำตอ่ เด็ก
ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ภายหลังได้รับการยืนยันว่าไม่พบสารเสพติดในร่างผู้ก่อเหตุ คาดว่าสาเหตุ
ของการก่อเหตุมาจากภาวะความเครียดสะสมที่ตนเองตกงาน และทะเลาะกับภรรยา (บีบีซีไทย, 2565,
ออนไลน์)

จากเหตกุ ารณก์ ราดยิงทง้ั 5 เหตุการณ์ในชว่ งระยะเวลา 2 ปที ผ่ี ่านมาของประเทศไทย สะทอ้ น
ถึงระบบโครงสรา้ งท่ีไม่มกี ารเตรยี มแผนรับมือในสภาวะวกิ ฤติทร่ี ัดกุมหรอื เหมาะสมเพยี งพอ อีกทงั้ ในด้าน
กฎหมาย ไม่มีการควบคุมการครอบครองอาวุธปืนทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่งผลให้เกิดเหตุกราดยิงที่บ่อยครั้งมากยิ่งขึ้น และมาจากอาชีพที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความมั่นคง
ของประเทศ จึงอาจกล่าวได้อีกว่า ภายในระบบเชิงโครงสร้างดังกล่าวต้องได้รับการปฏิวัติโครงสร้างภายใน
ใหม่เพือ่ แสดงออกถงึ ความโปร่งใสขององค์กร ในการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน

หากจะมองในมุมทางสังคมสงเคราะห์ การกระทำของผู้ก่อเหตุมักไดร้ ับแรงกดดันภายในอย่าง
ยง่ิ ยวดโดยผู้มีอำนาจสงู กว่า ท้งั การกล่ันแกลง้ ทางวาจา จติ ใจ และกายภาพ การใช้อำนาจทีม่ องไม่เห็นใน
การบีบคั้นสภาวะของมนุษย์ให้เกิดเป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นสำคัญทำให้
ผู้ก่อเหตุต้องหาทางระบายออกของความตึงเครียดและอารมณ์ที่ไม่มีเสถียรภาพในการควบคุม ดังนั้น
นอกเหนือจากการส่งเสริมให้บริบทแวดล้อมของกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคมให้มีความปลอดภัย มนุษย์
คนหน่ึงในฐานะผู้ที่มสี ิทธิ์ใชช้ วี ติ ก็ควรได้รับการส่งเสริมให้เกิดการปรับความคดิ และกระตุ้นสร้างการปรับ
มุมมองจากภายในให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เนื่องเพราะการขาดสติ อันเนื่องมาจากสภาวะบีบคั้นทาง
อารมณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากถูกปลดปล่อยออกมาแล้วมักจะมีความรุนแรงทางตรงแฝงอยู่
เสมอ การเสริมสร้างการปรับมุมมองจะช่วยให้บุคคลลดอาการตึงเครียดลง สร้างพลังอันมหาศาล
ในกาพยายามควบคมุ อารมณ์ของตนเองไม่ให้ระเบิดออกมา อีกทงั้ สงั คมสงเคราะหม์ ีความเชื่อทีว่ ่า มนุษย์
สามารถปรบั ตัวและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ตลอดเวลา เพียงต้องเปิดพื้นท่ีและมอบโอกาสในการให้
บุคคลได้ทดลองการพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะถูกหรือผิด นักสังคมสงเคราะห์และบุคคลแวดล้อมควรสร้าง
แรงเสรมิ เชิงบวกในการเป็นกำลังใจเพือ่ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ตนเองในอกี รูปแบบหน่งึ ทด่ี ีกว่า

13

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะหเ์ น่ืองในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

ภาพสะทอ้ นความไม่เปน็ ธรรมของระบบเชิงโครงสร้างที่มีปัญหา
จากการถูกบีบคั้นทางอารมณ์ด้วยวิธีการที่หลากหลายของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า อันนำไปสู่

การระเบิดของอารมณ์นั้น เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมความรุนแรงภายใน
ระบบใหญ่ที่ดีมักจะมีระบบย่อยที่ดีกว่า การส่งเสริมระบบย่อยที่ดีกว่ามักจะทำให้กระบวนการทั้งระบบ
มีความเป็นระเบียบและมีการควบคุมทางสังคมแบบอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลไกอื่นใด หรือ
แนวทางเลือกอื่นมาปรับปรุงระบบ เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ความรุนแรงทางสังคมในปัจจุบัน
หากโครงสร้างให้ความสำคญั กับทรัพยากรมนุษยเ์ ป็นสำคัญ ปัญหาอืน่ จะเกิดขึ้นน้อยลง จนอาจถึงขั้นการ
เป็นสงั คมไร้ความรุนแรง เน่อื งเพราะมนุษย์ในสังคมนั้นไม่เห็นความสำคัญของการสร้างความรนุ แรงทางสังคม
ให้เกิดขึ้น เป็นเพราะบุคคลรู้สึกว่าระบบหรือโครงสร้างเป็นธรรมต่อตนเอง อีกทั้งบุคคลรู้สึกปลอดภัยต่อ
โครงสร้าง การต่อต้านหรือเหตุการณ์ความรุนแรงจะไม่เกิดข้ึนหากมนุษย์รูส้ ึกปลอดภัยในสภาพแวดล้อม
ที่ตนเองอยู่ การกระทำใดๆ ที่เป็นการตั้งคำถาม หรือต่อต้านระบบและโครงสร้างเป็นเรื่องปกติจาก
สญั ชาตญาณของมนุษยใ์ นการเอาตวั รอด และเพม่ิ ความรูส้ ึกปลอดภยั ให้กบั ตนเอง

หากระบบสามารถสังคายนาตนเองได้ จะเป็นเรื่องดี การสังคายนาหรือชำระล้างทุกสิ่งอย่าง
และดำเนินการเริ่มต้นใหม่จากรากฐานเดิม จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง การซ่อมเสริม
ส่วนที่ต้องได้รับการซ่อมแซมจะช่วยให้ระบบยิ่งมีพลังในการดำเนินการมากขึ้น แต่หากส่วนต่างๆ ของ
โครงสร้างภายในระบบเกิดการสึกกร่อนจากความรุนแรงภายใน ในไม่นานระบบนั้นอาจถูกทำลายจาก
ภายในสู่ภายนอกได้ การเริ่มต้นชำระล้างระบบโดยผู้มีอำนาจก่อนจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ควา มสำคัญ
หากระบบโครงสร้างสามารถถูกเริ่มต้นใหม่ได้ การมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์จึงเป็นลำดับรองท่ี
ระบบควรพึงกระทำ เพอ่ื ลดความรนุ แรงทุกประเภทที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมในระยะยาวได้ต่อไป

การทำความเข้าใจพฤติกรรมทบี่ คุ คลผ่านมุมมองทางสังคมสงเคราะห์
ทุกการกระทำโดยมนุษย์มักมีที่มาและสาเหตุอย่างมีเหตุผล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางครั้งอาจ

มีเหตุผลมากหรือน้อยตามบริบทและความรู้สึกของมนุษย์เป็นสลักสำคัญ จึงทำให้พฤติกรรมมนุษย์ล้วน
มคี วามพิศวงและมีความปฏิทรรศน์ทางธรรมชาติสงู ความขดั แยง้ ท่เี กิดขึ้นบางประการอาจนำไปสู่หนทาง
รอดของมนุษยชาติได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถตัดสินใจเพียงผู้เดียวได้
มุมมองทางสังคมสงเคราะห์จึงเข้ามามีส่วนสำคัญในการพยายามทำความเข้าใจความขัดแย้งของมนุษย์
ที่ไม่สามารถถูกอธิบายด้วยตัวอักษร คำพูด หรือภาพวาดได้ แต่เป็นการทำความเข้าใจระบบคิด คุณค่า
ความเชื่อ โดยสามารถทำไปพร้อมกับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยไ์ ด้

มุมมองทางสังคมสงเคราะหใ์ นลำดับแรก เป็นการมองผา่ นทีว่ า่ “เขาคิดอย่างไรจึงทำเชน่ นัน้ ”
โดยปราศจากอคติและการตีตราบุคคล การพยายามหาเหตุผลประกอบพฤติกรรมที่แสดงออกมาเป็น
สิ่งแรกเริ่มของการสืบเสาะข้อเท็จจริง ในบางเหตุการณ์อาจมีผู้ก่อเหตุที่สามารถค้นหาข้อเท็จจริงใน
มุมมองของผ้กู อ่ เหตุได้ แต่เหตกุ ารณส์ ะเทือนขวัญสว่ นใหญ่ นักสงั คมสงเคราะห์ไมส่ ามารถเขา้ ไปถามผู้ก่อ
เหตุได้ว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่ถึงแสดงพฤติกรรมออกมา ดังนั้นหากระบบจะสามารถสร้างการชำระล้าง
และสร้างเสรมิ ในการให้คณุ ค่าต่อทรัพยากรมนษุ ย์ ต้องมีการตั้งคำถามในมุมมองของบุคคลตรงขา้ มก่อน
โดยปราศจากการตีตราและไมโ่ ยนความผดิ ในทนั ที

14

สงั คมสงเคราะห์กับการรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

ต่อมาคือ การสำรวจถึงสภาพแวดล้อมของผู้ก่อเหตุเพื่อทำความเข้าใจที่มาหรือต้นเหตุของ
ความคิดของพฤติกรรม เนื่องจากพฤติกรรมอาจเกิดขึ้นมาจากการมองเห็น สู่ความคิด สู่การผลิตซ้ำและ
วาดภาพในจินตนาการ สู่การพูดถึงในชีวิตประจำวัน และนำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมที่อาจเกิด
การเลียนแบบ หรือผลิตซ้ำได้ การเยี่ยมบ้านหรือลงพื้นที่จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากว่า ปัจจัยใดที่หล่อ
หลอมให้บุคคลมีความคิดหรือพฤติกรรมเช่นนั้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องปราศจากการตีตราและกล่าวโทษ
บคุ คลเปน็ สำคัญ

ภายหลังจากการทำความเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์ผ่านมุมมองของบุคคลและสภาพแวดล้อม
แล้ว การวางแผนให้ความช่วยเหลือ ทั้งในระยะวิกฤติ ระยะสั้น และระยะยาว ก่อนที่จะไม่สามารถกลับมา
แก้ไขได้ เป็นอีกเรื่องที่สำคัญในการที่ต้องรบั ฟังทั้งสองฝ่ายว่า กระบวนการในการแกไ้ ขปญั หาของตนเอง
ควรเป็นไปในทิศทางใด รูปแบบใด หรือลักษณะใด เหมาะสมกับบริบทของตนเองหรือไม่ ซึ่งเสน่ห์ของ
สังคมสงเคราะห์ คือ การออกแบบการให้ความช่วยเหลือร่วมกับผู้ใช้บริการหรือผู้ประสบปัญหา
โดยนักสังคมสงเคราะห์เป็นตัวกลางในการให้คำแนะนำ สร้างทางเลือกใหม่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งยึดความ
ต้องการของบุคคลเป็นสำคัญ มใิ ช่ความคดิ เหน็ ท่ีมาจากทศั นะของตนเองเท่านนั้

การตดิ ตามประเมินผลภายหลังจากการให้ความชว่ ยเหลือ เป็นการตดิ ตามผลการดำเนินงานท่ี
ตนเองได้รับ การมองในมุมลักษณะนี้มักจะเป็นการสืบต่อว่าบุคคลมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
เป็นผลมาจากความเชื่อท่ีสำคัญที่สดุ คอื มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้ หากได้รับโอกาสและพื้นท่ี
ในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงตนเอง นักสังคมสงเคราะห์ควรมองบุคคลที่ได้รับความช่วยเหลือ เป็น
บุคคลหนึ่งที่กำลังทดลองเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้โอกาสบุคคลได้ลองถูกผิด เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง
อนั จะนำไปสกู่ ารยกระดับภายในของตนเองอย่างย่ังยนื

จากมุมมองทางสังคมสงเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น อาจทำให้เข้าใจได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีเหตุผล
ในการแสดงออกพฤติกรรมของตนเอง การนำมุมมองทางสังคมสงเคราะห์ผ่านกระบวนการปฏิบัติงาน
มักเป็นสิ่งที่ประชาชน บุคคล องค์กร หรือแม้แต่ระบบโครงสร้างเองควรให้ความสำคัญในการนำไป
ประยุกต์เพื่อสร้างพื้นที่ และมอบโอกาสในการเปลี่ยนแปลงตนเอง อีกทั้งเป็นการสร้างแนวทางเพ่ือ
การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนได้ต่อไป

แนวทางการซอ่ มสรา้ งสังคมไทยให้ปลอดภยั ไรค้ วามรุนแรง
แนวทางการซ่อมสร้างสังคมให้ปลอดภัยไร้ความรุนแรงตามทัศนะของข้าพเจ้า โดยหลักรวม

มที ้ังสน้ิ 5 แนวทาง ดงั น้ี
1) การเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน
การเปลย่ี นแปลงตนเองจากภายใน อาจหมายรวมได้ถึงการสังคายนาระบบหรือโครงสรา้ งดังท่ี

ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งขั้นตอนแรกสุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงคือความเชื่อภายในตนเองก่อนว่า
สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งขั้นตอนดังกล่าวก็เป็นขั้นตอนที่มีความยาก
ที่สุดเช่นเดียวกัน ปัจจุบันบุคคลและองค์กรอาจมีความไม่เชื่อนับถือในตนเองสูง การเสริมสร้างคุณค่า
ในตนเอง (Self-Esteem) จึงเปน็ อกี เร่ืองท่สี ำคัญในการกระตนุ้ ตนเองให้เกิดการพฒั นาไปในทางท่ีดีได้

15

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะหเ์ น่ืองในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

2) การกระจายอำนาจอย่างเป็นธรรมและเท่าเทยี ม
หลักการของการกระจายอำนาจ มิได้หมายถึงความหมายทางรัฐศาสตร์ในการกระจาย

อำนาจคืนสู่ท้องถิ่นเพื่อการปกครองตนเอง แต่หมายถึงการกระจายอำนาจในความรู้สึกเป็นเจ้าของ
พลังภายในของตนเอง การเสริมแรงขับทางบวกในการเชื่อมั่นและทำให้เกิดการวางแผนเพ่ือ
การเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างสุดซึ้ง เพื่อให้พันธะเชิงอำนาจถูกลดลง เสริมสร้างความเท่าเทียมและเป็น
ธรรมต่อบุคคลให้มากขึ้น หากอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่ง มักจะทำให้สังคมหรือเขตการปกครองน้ัน
เกิดพัฒนาการที่ล่าช้า แต่หากทุกคนในสังคมหรือภายในระบบมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของอำนาจ
เท่าเทียมกัน รสู้ กึ ปลอดภยั ในการเป็นเจา้ ของอำนาจ จะช่วยลดการต่อตา้ นระบบโครงสรา้ งมากกว่าการท่ี
ลิดรอนสิทธิและรวบอำนาจมาไว้ที่ส่วนกลาง ดังนั้น กระบวนการนีจ้ งึ เป็นอีกส่วนสำคัญท่ีจะช่วยให้ทำให้
เกดิ กระบวนการตอ่ ไป

3) การเตรียมแผนและการซกั ซอ้ มเพอ่ื รบั มือกับสถานการณว์ กิ ฤติ
มนุษย์ที่จะสามารถอยู่รอดได้ จำเป็นจะต้องมีการตื่นตัว และมีแผนสำรองในการรับมือกับ

สถานการณ์ที่เกิดความผกผันทางสังคมอยู่ตลอดเวลา การซักซ้อมเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่
ไม่อาจคาดคิดได้ เป็นกลไกการป้องกันตัวอยา่ งหนึ่งท่ีควรสง่ เสริมให้มีการเรยี นการสอน หรือบรรจุอยู่ใน
หลักสูตรขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยให้มีการซักซ้อมและสามารถรับมือกับเหตุการณ์วิกฤติได้โดยปราศจาก
อันตราย ทั้งนี้ การซักซ้อมดังกล่าวเป็นเหมือนการซ้อมหนีเหตุไฟไหม้ ถึงอาจจะไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นจริง
แต่หากเด็กและเยาวชนมีความรูต้ ิดตวั ไว้กเ็ ป็นเรื่องที่ดใี นการสร้างภูมิคุ้มกนั ต้ังแตว่ ัยเยาว์

4) การส่งเสรมิ ทรพั ยากรมนุษยเ์ ป็นสำคญั
ภายหลังจากการเสริมพลังอำนาจในตน และความรู้สึกได้รับอำนาจในตนอย่างเป็นธรรม

และเท่าเทียมแล้ว จะถือเป็นความสำเร็จขั้นต้นในการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมดังกล่าว
สามารถจำแนกได้หลายประเภท แต่หนึ่งในใจความสำคัญคือการเสริมสร้างและเสริมแรงให้มนุษย์เกิด
ชุดความคดิ เชิงบวกเดียวกันในการสรา้ งการเปลยี่ นแปลงตอ่ ตนเอง เพื่อสงั คม และเพอื่ ระบบได้

5) การพัฒนาระบบ ตอ้ งทำร่วมกันเปน็ ระบบ
การพัฒนาหรือพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงมหภาคเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการร่วมแรง

ร่วมใจของทุกภาคส่วนในสังคมนั้น ร่วมกันขับเคลื่อนผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือใน
มุมมองทางสังคมสงเคราะห์ นั่นคือ การทำงานร่วมกันแบบทีมสหวิชาชีพ เป็นการขับเคลื่อนงานไปพร้อม
กันตามหน้าที่ของตนเอง เน้นการวางแผนร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามทักษะวิชาชีพและความถนัด
ของตน หากการปฏิบัติงานไม่เป็นระบบกจ็ ะไมส่ ามารถสร้างการพัฒนาระบบภายในได้

บทสรปุ
สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ล้วนไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดข้ึน

นอกจากความเสียหายทางกายภาพทพ่ี ึงไดร้ บั แลว้ ยังตอ้ งเผชิญกับผลกระทบทางจติ ใจ ความสะเทือนขวัญ
ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมอง ดังนั้น ความรุนแรงทางสังคมจึงเป็นปัญหาสำคัญท่ี
ทกุ ภาคสว่ นต้องร่วมมือรว่ มใจในการพยายามคิดคน้ หรือออกแบบวิธีการแก้ไขปัญหา เพราะหากปล่อยให้
ความรนุ แรงทวีความเข้มข้นและอาศัยการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เปน็ พลวตั พัฒนาความสลับซับซ้อน

16

สังคมสงเคราะห์กบั การรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

ของรูปแบบหรือประเภทความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การจะแก้ไขปัญหาในจุดนั้น อาจไม่สามารถกระทำ
การได้ในทันที โดยจุดเรมิ่ ตน้ แรกของการพยายามแก้ไขปัญหาความรนุ แรง คือการเข้าใจมนุษย์ก่อน มิใช่
การเข้าข้างหรือพยายามลดความผิดให้กับผู้กระทำความผิด แต่เป็นการทำความเข้าใจความรู้สึกของ
เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ถึงเหตุผล แรงจูงใจ และสาเหตุของการแสดงพฤติกรรม เพราะเมื่อเข้าใจ
ความร้สู กึ ของเพอื่ นมนุษย์แล้ว จะสามารถยับย้ังมิใหเ้ กดิ การแสดงพฤติกรรมความรนุ แรงออกมาได้ ลำดบั
ถัดมาจึงเป็นการพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในระบบ หรือสังคายนาโครงสร้างภายในให้มีความ
โปร่งใส คืนความยุติธรรมให้บุคคลรู้สึกว่าเป็นเจ้าของอำนาจในตน หากระบบยินยอมที่จะให้
ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงมนุษย์ด้วยกันเอง สิ่งที่บุคคลภายนอกจะทำได้คือ การสร้าง
พื้นที่และมอบโอกาสให้กับบุคคลและระบบในการทดลองเปลีย่ นแปลงตามกระบวนการในแบบฉบับของ
ตน ซึ่งแนวทางในเบื้องต้นก็เป็นการมองในมุมทางสังคมสงเคราะห์ การที่จะมองในมุมดังกล่าวเป็น
การพยายามทำความเข้าใจความรูส้ กึ ของบุคคล ข้อจำกัดของทรัพยากร และการหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
หากมีหนง่ึ บคุ คลที่พยายามทำการเปลี่ยนแปลงตนเอง แตไ่ ม่ได้รับพ้นื ทีห่ รือโอกาสในการทดลองทำถูกผิด
กจ็ ะกลบั ไปวนเวยี นในวัฏจักรความรุนแรงที่ไม่รจู้ บ ดังนัน้ บคุ คลภายนอกรวมทั้งโครงสร้างเองก็ควรท่ีจะ
มองมมุ กลับและปรับมุมมองในการเขา้ ใจเพื่อนมนษุ ย์และข้อจำกดั ในตนเองมากข้ึน เพราะเมื่อใดที่บุคคล
ในสังคมเกิดความรู้สึกปลอดภัยต่อระบบ และระบบเกิดความไว้วางใจที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว
เมื่อนั้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและยกระดับสังคมให้มีความปลอดภัยและไร้ความรุนแรงทางสังคมใน
ทุกรปู แบบได้ อนั จะนำไปส่กู ารขบั เคลื่อนสังคมท่ปี ลอดภยั ตอ่ ทกุ สิ่งอยา่ งยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง
กรงุ เทพธุรกิจ. (2565). จาก “กราดยิงอบุ ล” สูย่ อ้ นรอยเหตกุ ราดยิงในไทย และโทษ “ครอบครองปนื

เถอ่ื น”. สืบคน้ จาก https://www.bangkokbiznews.com/social/1019179
บบี ซี ไี ทย. (2565). กราดยิงหนองบวั ลำภู. สบื คน้ จาก https://www.bbc.com/thai/thailand-63155949
บีบซี ีไทย. (2565). กราดยิงโคราช. สบื ค้นจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-51435700
วชิ ยั รปู ขำดี. (2554). บทบาทของท้องถิ่นกบั การแก้ไขความรุนแรงทางสงั คม. วารสารสถาบนั พระปกเกล้า, 9,

89-100.
เทยี นจรัส วงศ์พิเศษกุล. (2565). เปิดสถิติน่าสนใจ เหตุกราดยิงในสหรัฐอเมริกา 2022. สืบค้นจาก

https://thestandard.co/usa-shooting-incident-2022/
Etienne, G. Krug, Linda, L. Dahlberg, James, A. Mercy, Anthony, B. Zwi, and Rafael

Lozano. (2002). World report on violence and health. Riveted from
https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/42495/9241545615_eng.pdf
Hans, Gunter Brauch. (2013). Johan Galtung Pioneer of Peace Research. Riveted from
http://ndl.ethernet.edu.et/bitstream/123456789/70602/1/Johan%20Galtung.pdf

17

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะหเ์ น่ืองในวนั สังคมสงเคราะหแ์ ห่งชาติ ปี 2565

ถอดบทเรียน: ศนู ย์ชว่ ยเหลือเดก็ และผู้หญิงในภาวะวิกฤตจากความรนุ แรง
(One Stop Crisis Center: OSCC) กระทรวงสาธารณสขุ
สู่การจัดต้งั ศนู ย์บำบัดสารเสพตดิ สุขภาพจิตชุมชน

เยาวเรศ คำมะนาด1

บทนำ
ปัญหาความรุนแรง รวมทั้งปัญหาการใชส้ ารเสพตดิ จากปัญหาสุขภาพจิต เปน็ ปัญหาท่ดี ำรงอยู่

มาช้านาน เมื่อเหตุปัจจัยสุกงอมก็ประทุรุนแรงขึ้นมา เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวน ก่อให้เกิด
ความรุนแรงต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม เป็นอย่างมาก ดังเช่นเหตุกราดยิงที่จังหวัดหนองบัวลำภู
ซึ่งยังเป็นฝันร้ายของคนไทยทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีเหตุความรุนแรงรายวัน ปรากฏเป็นข่าวทั่ว
ทกุ ภูมิภาค ผคู้ นจำนวนไม่น้อยทไี่ ดร้ ับผลกระทบจากความรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ทุกภาคส่วนใน
สังคมก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ต่างเร่งถอดบทเรียน เพื่อหาทางออกจากวิกฤตการณ์นี้ด้วยกัน รั ฐบาลโดยท่าน
นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหานี้ โดยได้ยกระดับการบำบัดสารเสพติดสุขภาพจิต
เปน็ วาระแห่งชาติ ดงั ท่ีทราบจากสอ่ื มวลชนโดยท่วั ไป

ปัญหาความรุนแรงและการกระทำรุนแรงเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชนตาม
รัฐธรรมนูญของประเทศไทย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและลิดรอนสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกาย
เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเป็นปัญหาสำคัญเพราะคนกลุ่มนี้ต้อง
ทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ แม้บาดแผลทางร่างกายจะหายแต่บาดแผลทาง
จิตใจก็ยากจะเยียวยาฟื้นฟูให้กลับคืนมาดังเดิมได้ ทำให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระที่ยาวนานใน
การบำบดั ฟน้ื ฟู

ปัญหาการกระทำความรุนแรงในเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว คงมีอยู่ในสังคมไทยและ
นับวันจะยิ่งทวีความรนุ แรงมากขึ้น รูปแบบของความรุนแรงมีหลากหลาย และผลของความรุนแรงท่ีเกดิ
ขึ้นกับผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ และคนในครอบครัว จะส่งผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อสุขภาพ
กาย สุขภาพจิต ปัญหาทางสงั คม การเสพยาเสพติด การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และความรุนแรงอื่นๆ ที่
จะตามมา แล้วยังมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม และรัฐสูญเสียงบประมาณในการแก้ปัญหา
ส่งผลให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยรัฐต้องสูญเสียงบประมาณค่าใช้จ่ายใน
การดูแลรักษาอาการบาดเจ็บ เยยี ยาและฟืน้ ฟูจากความรนุ แรง และใหก้ ารสงเคราะห์ผทู้ ่ีได้รับผลกระทบ
จากความรนุ แรงเปน็ จำนวนมาก อา้ งจาก แนวทางปฏบิ ัตเิ พื่อชว่ ยเหลือเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว
ที่ถกู กระทำรนุ แรง กระทรวงสาธารณสขุ

จากสถิติของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2549 ถึง ปี 2565 เด็กและสตรีถูกกระทำ
ความรุนแรง เพ่ิมขึ้นจาก 15,882 ราย เป็น 31,481 ราย เฉลี่ย 87 ราย/วัน โดยทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีเด็ก

1 นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ สถาบันโรคทรวงอก จังหวัดนนทบุรี
เบอรม์ อื ถือ 081-2624546 ID line yao_mawkkh

18

สงั คมสงเคราะหก์ บั การรับมือสถานการณ์ความรนุ แรงในสังคมไทย

และสตรีถูกทำร้าย 3 คน แม้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่พิทักษ์ คุ้มครองสิทธิเด็กและสตรีท่ี
ถูกกระทำรุนแรง แต่การบังคับใช้ไมเ่ ขม้ งวด และการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบไมเ่ พียงพอ สังคม
มักมองว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายควรปกปิดไว้เป็นความลับ เพราะนำความเสื่อมเสียมาสู่ตนเองและ
ครอบครัว นอกจากนี้ พบว่า ความรุนแรงส่วนใหญ่สาเหตุมาจากบุคคลในครอบครัว สตรีที่ถูกกระทำ
รนุ แรง รอ้ ยละ 95 อยู่ในวัยแรงงานและวัยเจริญพันธ์ุ เมอื่ มกี ารบาดเจ็บหรือพิการ ไม่กล้าที่จะเผชิญและ
แก้ไขปัญหาด้วยตนเองต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจที่ฝังลึกยากที่จะแก้ไข ผู้หญิงจะขาดงาน
หรือลางานส่งผลต่ออาชีพและรายได้ ครอบครวั ต้องแบกรับภาระท่ยี าวนานในการบำบดั ฟ้ืนฟู แม้ว่าจะมี
กองทุนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและสตรีในภาวะวิกฤต แต่ก็เข้าถึงได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งไม่ครอบคลุม
ความช่วยเหลอื ตา่ งๆ ทจ่ี ำเป็น หลายองค์กรท่ที ำงานด้านนี้มีการทำงานแยกสว่ น นอกจากนีก้ ารให้บริการ
ตรวจร่างกาย ซักประวัติไม่เป็นส่วนตัวและไม่เป็นความลับ การช่วยเหลือล่าช้าเพราะมีหลายจุดใน
การให้บริการและบางครั้งต้องส่งต่อหน่วยงานอื่น เช่น ด้านกฎหมาย ด้านสังคมสงเคราะห์เพื่อ
ช่วยกระบวนการฟื้นฟูในระยะยาว การบันทึกข้อมูลและเก็บสถิติอุบัติการณ์ความรุนแรงที่เรารับรู้
เปรียบเสมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำในมหาสมุทร ความพร้อมของโรงพยาบาลในแต่ละพื้นที่
ไม่เท่าเทียมกัน จงึ เปน็ ปัญหาอปุ สรรคในการทำงาน ระยะยาว ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผหู้ ญงิ กลับไปใช้ชีวิต
การเรียนหนังสือ การทำงาน และอน่ื ๆ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกตสิ ุข ครอบครวั ชมุ ชน สังคม เข้าใจ
ปญั หาและร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือเด็กและสตรตี ่อไป

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรุนแรง พบว่า สัมพันธภาพในครอบครัวจำนวน 11,559 ราย
คิดเป็นร้อยละ 36.71 รองลงมา จากสารเสพติด 7,421 ราย ได้แก่ สุรา จำนวน 5,262 ราย สารเสพติด
จำนวน 2,159 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.90 และ 29.08 ส่วนปัญหาสุขภาพจิต(ป่วยโรคจิต ปัญหาทาง
พฤติกรรม ปัญหาความเครียด ปัญหาอารมณ์จิตใจ ) มีจำนวน2,957 ราย คิดเป็น ร้อยละ 11.32
ตามลำดบั

อย่างไรกต็ ามปัญหา สารเสพติด สขุ ภาพจิต และความรุนแรง เกดิ ขน้ึ ตลอดเวลา ทกุ วัน ในช่วง
ระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2552-2561) ประมาณ 269 ล้านคนทั่วโลก หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลก
พันล้านคน ‘ใช้ยาเสพติด’ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 และมากกว่า 35.6 ล้านคนต้องทุกข์ทรมานจากการ
เสพติดหรือ ‘ความผิดปกติจากการใช้ยาเสพติด’ (drug use disorders) ประเทศไทยได้มีการสำรวจ
ครัวเรือนเพื่อคาดประมาณจำนวนประชากรผู้ใช้สารเสพติดของประเทศ สำนักระบาดวิทยา ในปี
พ.ศ. 2558 รายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข พบว่าผู้ติด
สารเสพติดที่เข้ารับการบำบัดรักษาจะพบโรคทางจิตเวชร่วมด้วยถึงร้อยละ 53.1 พบผู้ป่วยจิตเภท
ที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดร่วมในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 50 และสิ่งเสพติดที่ใช้มากที่สุด คือ สุราและ
แอมเฟตามีน ในดา้ นสังคม จากการสำรวจในปี 2556 สำนกั งานสถติ ิพบวา่ ประชาชนไดร้ ับความเดือดร้อนจาก
ยาเสพติด ร้อยละ 34.2 การสำรวจติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด
โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ พบว่าปัญหายาเสพติดสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน ร้อยละ 35.9
นอกจากนั้น ยังพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ถึง 127,481 ราย คิดเป็นร้อยละ 18 ที่ไปก่ออาชญากรรม
ต่างๆ ด้านเศรษฐกิจมีการสูญเสียทางเศรษฐกิจ เกิดความสูญเสียด้านงบประมาณจำนวนมาก โดยไม่สามารถ
ลดการแพรร่ ะบาดของยาเสพติดลงได้แต่อย่างใด

19

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะห์เนื่องในวันสงั คมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

จากศูนยพ์ ง่ึ ได้สูก่ ารจัดตง้ั ศนู ยบ์ ำบดั สารเสพตดิ สขุ ภาพจิตชมุ ชน
มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 มีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการ

ช่วยเหลอื เดก็ และผหู้ ญงิ ในภาวะจากความรนุ แรงข้ึนในโรงพยาบาลจงั หวัดทกุ จังหวัด ต่อมา ใช้ช่ือ “ศูนย์
พึ่งได้” ศูนย์พึ่งได้ หรือศูนย์บริการช่วยเหลือเด็กและผู้หญิงในภาวะวิกฤตจากความรุนแรง (One Stop
Crisis Center: OSCC) เป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาล บริการแบบ จุดเดียวเบ็ดเสร็จ เป็นสถานท่ี
ที่เป็นสัดส่วน ที่เด็กและผู้หญิง บุคคลในครอบครัว ประสบปัญหาความรุนแรงสามารถเดินมาหา และ
ขอรับบริการ ด้วยความรู้สึก ปลอดภัย สะดวกฉับไว ผ่อนคลาย ไว้วางใจ รักษาพยาบาลตามมาตรฐาน
วิชาชีพ และการช่วยเหลือด้านสังคมจิตใจ และประสานส่งต่อระหว่างสหวิชาชีพ ด้านสังคมสงเคราะห์
คุ้มครองสวัสดิภาพและด้านกฎหมายรูปแบบการดำเนินงานส่วนใหญ่ ผู้รับบริการมาที่แผนกฉุกเฉิน
รองลง จัดบริการประจำที่คลินิก ศูนย์พึ่งได้ และแผนกผู้ป่วยนอกตามลำดับ “การทำงานในรูปแบบ
สหวชิ าชพี ” เนือ่ งจากเดก็ และผู้หญิงท่ีถกู ทำรนุ แรงมปี ญั หาซับซ้อน ตอ้ งได้รับการดแู ลจากบุคลากรหลาย
สาขาวิชาชีพในหลายหน่วยงานในลักษณะของรูปแบบสหวิชาชีพ ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม บทเรียนการทำงานที่ผ่านมาพบว่า ด้านการให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำ
รุนแรง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีความซับซ้อน จำเป็นต้องทำงานร่วมกันแบบสหวิชาชีพ และต้องทำให้
ครบวงจรตั้งแต่การค้นหา การเยียวยา การเฝ้าระวัง การป้องกันการการกระทำรุนแรงซ้ำ การให้บริการ
ยงั มปี ญั หาอปุ สรรค และมปี ระเด็นท่ีตอ้ งเรียนรู้อีกมาก เช่น ในแง่ของการประสานงานระหว่างสหวิชาชีพ
ทำอย่างไรจึงจะดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาร่วม ได้แก่ ฝ่ายกฎหมาย เช่น ศาล อัยการ ทนาย ตำรวจ
ฝา่ ยพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ เช่น นกั สงั คมสงเคราะห์ ฝ่ายบริการให้ความชว่ ยเหลือ เช่น แพทย์ พยาบาล
นักชันสูตรโรค นักจิตวิทยา และต้องทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ เช่น โรงเรียน ชุมชน สถานประกอบการ
เป็นต้น นอกจากนี้ ในแต่ละวิชาชพี ยังจำเป็นต้องศึกษา และพัฒนาความรู้ องค์ความรู้เหล่านี้ควรจะได้มี
การสังเคราะห์จากผู้ที่มีประสบการณ์ เพราะเป็นองค์ความรู้ที่เฉพาะ และสอดคล้องกับบริบทของ
สังคมไทย จำเป็นต้องมีการจัดการความรู้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติใหม่ และเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ
ท่ดี ี (Best practice) เพ่ือให้การบรกิ ารให้ความช่วยเหลือมีประสทิ ธิภาพ

บทเรียนการทำงานเครอื ข่าย ในโรงเรียนและชุมชน เยาวชน และสตรีแกนนำ ทีม่ สี ว่ นร่วมเป็น
ผู้ปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กและสตรี ในโรงเรียน และชุมชน ในประเทศไทย ยังไม่มีรูปแบบการทำงาน
ที่ชัดเจน ดังนั้น การทำงานจึงมีการออกแบบ และการทดลอง และประเมินผลการทำงานไปพร้อมกัน
จังหวัดขอนแก่นได้ดำเนินงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง จึงได้ผลักดันโรงพยาบาลจังหวัด
นำแนวคิดการทำงานแบบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตลอดจนนำกลยุทธ์ นำนโยบายการช่วยเหลือเดก็
และสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงไปสู่การปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 ถึง
ปัจจุบัน บทเรียนภายใต้ทรัพยากรจำกัด แต่ละแห่งสามารถประยุกต์นโยบายไปปฏิบัติได้เข้ากับบริบท
ของแต่ละที่ได้ อาทิเช่น ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งเป็นต้นแบบได้แสดงเป็นตัวอย่างที่ดีของ
การเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังชมุ ชน ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สามารถนำ
การให้บริการแบบองค์รวม และ Case Management มาใช้ในการดแู ลและคุ้มครองผู้เสียหาย และศูนย์
พึ่งได้ โรงพยาบาลมหาสารคาม สามารถผลักดันให้ศูนย์พึ่งได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานอนามัยแม่และ
เด็ก ซงึ่ ทำให้เกดิ ความต่อเนื่อง และ 3 จงั หวัด นอกจากน้ีนโยบายเรอ่ื งการคุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรงนั้น

20

สังคมสงเคราะหก์ ับการรับมือสถานการณ์ความรนุ แรงในสังคมไทย

ยังมีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างภาคี กระทรวงหลัก เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทวงยุติธรรม จะทำให้การดำเนินงาน
มีประสิทธิภาพและยั่งยืน การพัฒนาการดำเนินงานผลักดันให้มีรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นมาตรฐาน
มีแนวทางในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกระดับชั้น เน้นการสร้างเครือข่ายและการทำงานเป็นทีม
มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผน การทำงานป้องกันปัญหา ควรมีการประเมินผล
การดำเนินงานอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้มี
ความต่อเนื่องและย่ังยืน

บทเรยี นการทำงานด้านการทำข้อมลู สารสนเทศ และการประชาสัมพันธฐ์ านข้อมูลข้างต้นเป็น
เพียงข้อมูลที่ทำให้มองเห็นภาพรวมของปัญหา เพื่อเป็นพื้นฐานในการวางแผนการทำงานที่มุ่งไปสู่
เป้าหมายคือ การเฝ้าระวัง ป้องกันและยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก โดยการตัดวงจรด้านลบ
ที่สนับสนุนให้เกิดความรุนแรง โดยการสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมให้ทุกคนเข้ามารบั ผิดชอบ
เปน็ เจา้ ของปญั หา ดว้ ยการเริ่มต้นป้องกันท่ีตนเอง จากความตระหนกั ถึงพษิ ภัยของความรุนแรงและไม่ใช้
ความรนุ แรงในการแก้ปัญหา และการเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพดา้ นบวก มุ่งเนน้ การอยู่รว่ มกนั ด้วยรกั และสนั ติ
ระหว่างบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม ผ่านกิจกรรมต่างๆ ไปยังทุกเครือข่ายที่มีอยู่ และทุกช่องทาง
การสื่อสาร เพื่อขยายผลแนวคิดดังกล่าวไปสู่สังคมวงกว้างให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ให้สังคมอยู่ร่วมกัน
อย่างสงบสันติสุขและยั่งยืน บทเรียนด้านการจัดการความรู้ เครือข่ายศูนย์พึ่งได้ร้อยแก่นสารสินธุ์ ได้สั่ง
สมประสบการณ์การให้บริการแก่เด็กและสตรีท่ีถูกกระทำรนุ แรงโดยทีมสหวิชาชีพมาแล้วระยะหน่ึง และ
ได้ทำงานแบบเครือข่ายที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ดังกล่าวเป็น
ความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge) ของผู้มีประสบการณ์ในแต่ละวิชาชีพ เป็นความรู้ที่ทรงคุณค่าที่เกิด
จากประสบการณ์ตรงในการทำงานเป็น 10 ปี การใช้กลยุทธ์การจัดการความรู้เพื่อสกัด และรวบรวม
ความรู้ฝังลึกเพื่อให้เป็นองค์ความรู้เชิงประจักษ์ (Explicit knowledge) จึงนับเป็นการสร้างองค์ความรู้
การให้การดูแลเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงท่ีสั่งสมมาจากสังคม วัฒนธรรมไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ
และน่าจะนำไปใช้ประโยชนใ์ นการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรงไดเ้ ป็นอย่างดี อีกท้ังองค์ความรู้น้ี
จะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best practice) ผู้ปฏิบัติมือใหม่ในวิชาชีพนั้นๆ เพื่อการบริการที่มีคุณภาพ
และการจัดการความรู้ช่วยในการพัฒนางานของหน่วยงาน พัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถ และ
พฒั นาฐานความรู้หรือองค์ความร้ขู ององค์กรที่ทำใหอ้ งค์กรมศี ักยภาพในการแขง่ ขนั สงู ขน้ึ

บทเรียนการทำงานต่อสังคม ความรนุ แรงต่อเดก็ และสตรีเป็นปัญหาสังคมทเ่ี กิดขึ้นต่อเนื่องมา
เป็นระยะเวลานานและพบได้ในทุกระดับชั้นของสังคม นับเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไขและมี
ความละเอยี ดอ่อนในการดำเนนิ งานเพ่ิมมากข้นึ ทง้ั ยงั กอ่ ใหเ้ กิดวฏั จักรแห่งความรุนแรงอย่างไม่มีที่ส้ินสุด
ปัญหาความรุนแรงในเด็กและสตรีเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันในสังคมไทยและทวีความรุนแรงมากขึ้นใน
ปจั จุบนั และเกิดกระจายทั่วไปท้ังในเขตเมืองและชนบท ปจั จยั ทท่ี ำให้เกดิ ความรุนแรงอาจเกิดจากปัญหา
ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การใช้สุราสารเสพติด วัฒนธรรมความเชือ่ ค่านิยม เจตคติ
ของคนในสังคมเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาย หญิง และความเชื่อที่ว่าความรุนแรงใน
ครอบครัวเป็นเร่ืองส่วนตัว รวมทั้งส่ือต่างๆ ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารความรุนแรงทำให้เกิดการเลียนแบบ
แก่ผู้ชมได้ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแก่เป็นตัวเพิ่มภาวะความรุนแรงให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหา
ที่บุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น บุคลากรในสายงานด้านการปกครอง ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

21

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เน่ืองในวนั สงั คมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565

ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการศึกษา ด้านกฎหมาย ทั้งภาครัฐและเอกชนตลอดจนภาคประชาสังคมและ
รวมถึงประชาชนทั่วไป มีโครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กและสตรีกลุ่มนี้ เข้าถึงบริการ อย่างไร
กต็ าม จดุ ออ่ นของระบบบริการของศูนย์พึ่งได้ พบว่า การบำบัดผกู้ ระทำรุนแรง ยงั ไม่เป็นปัญหาอุปสรรค
ของคนทำงานช่วยเหลอื เดก็ และสตรี โดยเฉพาะกล่มุ ทต่ี ิดสารเสพตดิ สขุ ภาพจติ เปน็ กรณีท่ยี งุ่ ยากซับซ้อน
ต้องอาศัย ทรัพยากรบุคคล หน่วยงาน ระบบ และโครงสร้างอกี มากมาย ที่ต้องบรณู าการทุกภาคสว่ นมา
ร่วมกัน

วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สาขาสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์กับการบูรณาการการช่วยเหลือผู้ป่วย
สารเสพติดสขุ ภาพจติ กับเครอื ข่ายสหวิชาชีพดา้ นสขุ ภาพ

จากพระราชดำรัสของสมเดจ็ ย่า เปน็ แนวทางของชาวธัญญารักษ์ ท่ที รงรับสงั่ ว่า “คน ที่ติดยา
เขาเป็นคนหรือเปล่า ในเมื่อเขาเป็นคน เรามีการช่วยเหลือเขาได้ไหม ถ้าช่วยเหลือเขาได้ เท่ากับชุบชีวติ
ใหม่ให้เขา ... เราก็ควรทำ” อ้างจาก ประวัติสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรม
ราชชนนี (สบยช.)

แม้ว่าจะมีกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ดีเพียงใดก็ตาม
หากหลังการบำบัดฟื้นฟูแล้ว กลุ่มผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูฯ เหล่านี้ กลับเข้าไปใช้ชีวิตแบบเดิมในชุมชน
รวมถงึ คนในชุมชน ยงั มเี จตคติเชงิ ลบกับผ้มู ีปัญหาการใช้ยาเสพติด และขาดโอกาสท่ีพึงได้รับ เพื่อบรรเทา
และแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ การเชื่อมประสานกระบวนการทำงานด้านการดูแลทางสังคม ให้เข้ามาบูรณา
การร่วมกัน โดยการประสานการทำงานร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนต่างๆ เข้ามาดำเนินการใน
รูปของการให้ความช่วยเหลือแบบ “เครือข่าย” เพื่อเป็นการดำเนินงานที่มีเป้าหมายในการส่งเสริม
สนบั สนนุ และสร้างโอกาสที่ดใี นการดำเนนิ ชวี ิตให้กับผู้มีปัญหาการใชย้ าเสพติดทผ่ี ่านกระบวนการบำบัด
ฟืน้ ฟโู ดยใช้ชมุ ชนเป็นศูนยก์ ลาง โดยหน่วยงานทมี่ ีภารกจิ เกยี่ วข้องกับการชว่ ยเหลอื ภายในจังหวดั อำเภอ
และตำบล ให้เป็นไปในทิศทางเดยี วกนั ซ่งึ ต้องมีการประสานเชื่อมโยงในการทำงาน เพือ่ ใหผ้ ู้ผา่ นการบำบัด
ฟื้นฟู ได้รับการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีขอบเขตการให้ความช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการ
ทางสงั คม

นอกจากน้ี ผู้มีปัญหาการใช้ยาเสพติด ที่ได้รับการบำบัดฟื้นฟูแล้ว มักประสบปัญหาการถูกเลือก
ปฏิบัติและไม่ไดร้ ับการยอมรับ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในสังคมยังมีทัศนคติเชิงลบต่อบุคคลเหล่านี้ ส่งผล
ให้ผู้ผ่านการบำบัดฟ้ืนฟู ขาดโอกาสในการดำรงชีวิตและทำงานในระบบปกติ ไมส่ ามารถหารายได้เลี้ยงดู
ตนเองและครอบครัว รวมถึงไม่สามารถปรับตัวกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ กลายเป็นความกดดันที่
ผลักดันให้ผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูบางรายกลับไปใช้ยาเสพติดหรือกระทำความผิดซ้ำ ภาครัฐตระหนักถึง
ความสำคัญในการช่วยเหลือแก่ผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู จึงมอบหมายให้ศูนย์เพื่อประสานการดูแล
ผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ดูแลช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู โดยการรวบรวม วิเคราะห์ และจัดสรร
ความช่วยเหลือให้แก่ผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของ
แต่ละบุคคล เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูมีความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ ลดอัตรา
การกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ สามารถกลับไปอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชวี ิต
ที่ดีศูนย์เพื่อประสานการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู มีหน้าที่ในการอำนวยการให้ความช่วยเหลือผู้ผ่าน

22

สังคมสงเคราะหก์ บั การรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

การบำบัดฟื้นฟู โดยรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ความต้องการช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดในด้านต่างๆ ทั้งท่ี
เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การศึกษา อาชีพ สุขภาพ และความช่วยเหลืออื่นๆ จากนั้นประสานส่ง
ต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป และแจ้งชุมชนโดยผ่านทางผู้นำ
ชมุ ชน กำนนั ผใู้ หญ่บา้ น เพอื่ ประคับประคอง เฝา้ ระวังและตดิ ตามในชุมชนถิน่ ทีอ่ ยู่ต่อไป

กลไกการให้ความชว่ ยเหลือทางสังคม ยาเสพติดไมใ่ ช่เปน็ ปัญหาเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง
โดยเฉพาะ แต่เป็นปัญหาของทุกประเทศในโลก เพราะอันตรายร้ายแรงมิใช่จะเกิดมีแต่เฉพาะผู้ติดยา
เสพติดเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยอันตรายอย่างใหญ่ยิ่งต่อความสงบสุขของสังคมสำหรับประเทศไทยได้มี
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 37 ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ห้ามการขายฝิ่นและสูบฝ่ิน
โดยเด็ดขาด ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผลอันเกิดจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 37 ได้มีคำสั่งให้
กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข จดั ต้งั สถานพยาบาล และสถานพกั ฟนื้ ให้การรักษาแก่ผู้ติด
ฝิ่นขึ้นเป็นครัง้ แรกในประเทศไทย ที่คลอง 5 ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี มีชื่อว่า “สถาน
สงเคราะห์คนติดฝิ่น ของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข” (The Government Opium
Treatment Centre) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2502 การดำเนินงานระยะเริ่มแรกโดย กรมการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่รับผิดชอบให้การรักษาผู้ติดฝิ่นขั้นถอนยา รับผู้ป่วยได้ 1,000 คน ส่วน
กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่รักษาขั้นฟื้นฟู รับผู้ป่วยได้ 3,000 คน เนื่องจาก
การปฏิบัติงานโดยแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 2 ฝ่ายนั้น ทำให้การดำเนินงานบำบัดรักษาไม่ได้ผลดี
การบังคับบัญชารับผิดชอบงาน ควรจะขึ้นอยู่กับหน่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่ฝ่ายเดียว กรมการแพทย์จึงได้
โอนกิจการความรับผิดชอบการรักษาขัน้ ถอนพิษยา ให้แก่กรมประชาสงเคราะห์ รับไปดำเนินงานแต่ฝ่าย
เดียว เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2503 ต่อมากรมประชาสงเคราะห์ ได้พิจารณาเห็นว่าการรักษาขั้นถอน
ยาของสถานพยาบาล เปน็ การบำบัดรกั ษาที่ต้องใช้เทคนคิ ทางการแพทย์ กรมประชาสงเคราะหจ์ งึ ได้มอบ
การรักษาขน้ั ถอนพิษยาของสถานพยาบาลให้กรมการแพทยด์ ำเนินการรับผดิ ชอบพร้อมงบประมาณ เมื่อ
วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2505 โดยตั้งชื่อสถานพยาบาลน้ีว่า “โรงพยาบาลยาเสพติด” และเพื่อให้ถูกต้อง
ตามหลักวิชาการอันได้ผลตามที่ต่างประเทศปฏิบัติกัน กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย จึงได้
โอนการดำเนินงาน การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดขั้นฟื้นฟู มาอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข แต่ฝ่ายเดียว เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2507 และ พ.ศ. 2514 เปลี่ยนการบำบัดรักษา
ยาเสพติดจาก 3 ขั้นตอนเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการก่อนรักษา ขั้นถอนพิษยา ขั้นฟื้นฟู
สมรรถภาพ ขน้ั ตดิ ตามหลังรักษา มีการทำงานแบบสหวิชาสาขา สาขาสงั คมสงเคราะห์ เป็นสาขาหน่ึงทำ
หน้าที่บำบัดทางจิตสังคม นอกจากการดำเนินงานด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาและสารเสพติดแล้ว
สถาบันธัญญารักษ์ จังหวัดปทุมธานี ได้มุ่งเน้นพัฒนางานด้านวิชาการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนา
องค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์การเสพติด ศึกษาและพัฒนารูปแบบ
การบำบัดรักษา จงึ ทำหลกั สูตร การอบรมการใชร้ ูปแบบ Matrix Program ซงึ่ เป็นการบำบัด โดยปัญญา
พฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavior Therapy, CBT) เปน็ รปู แบบสำคญั ในการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด
ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในปี 2530 สำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้เปิดคีลนิคยาเสพติด
จำนวน 15 แห่ง และกำหนดให้นักสังคมสงเคราะห์ เป็นหนึ่งในสหสาขา ในดูแลหลัก ในการขั้นแรกรับ
การประเมิน ผู้ป่วย และ การฟื้นฟูสภาพและการติดตาม ตลอดจนทำหน้าที่หน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย
การปอ้ งกนั สง่ เสรมิ และพฒั นาสุขภาพอนามยั ปี 2532-2539 นกั สังคมสงเคราะห์ที่อยู่ในสังกัด กลุ่มงาน

23

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะหเ์ น่ืองในวนั สงั คมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565

เวชกรรมสังคม โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วไปประเทศ อบรมการใช้รูปแบบ Matrix Program และ
นำมาดำเนินการเปิดบริการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ต่อมา มีการจัดตั้งกลุ่มงานจิตเวช งานบำบัดยาเสพติด
จึงได้ย้ายมารวมกับกลุ่มงานจิตเวช รูปแบบการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม จึงมีบางโรงพยาบาล
เท่านั้น ที่นำไปเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มงานจิตเวช กับกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ ในโรงพยาบาล จึงขาด
ความต่อเนื่อง ต่อมา ปี 2533 กรมการแพทย์ ได้มีการจัดตั้งศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดภาคเหนือ
จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดภาคใต้ จังหวัดสงขลา ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดจังหวัดปัตตานี ศูนย์บำบัดรักษายา
เสพติดจังหวัดแม่ฮ่องสอน รับมาอยู่ในความดูแล ในปี 2538 เปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลธัญญารักษ์
สำหรบั นักสงั คมสงเคราะห์ทางจติ เวช กรมสุขภาพจิต เริ่มขนึ้ ทโี่ รงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเป็นแห่งแรก
ในปี 2496 ในขณะนั้นเรียกตำแหน่งนี้ว่า “สังคมกร” เป็นหนึ่งในทีมรักษา ทำหน้าที่รวบรวม ข้อมูล
ปัญหาด้านอารมณ์สังคมและพฤติกรรม ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวช มีผลยาการใช้ยาเสพติด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
โรงพยาบาลในสงั กัดกรมสุขภาพจิต ปัจจบุ ันรวมทงั้ หมด 19 แหง่ ตอ่ มาปี 2545 ไดม้ ีพระราชบัญญตั ิฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 กำหนดบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบตาม
พระราชบัญญัตินี้ (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (2) กำหนดให้มีคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ซ่ึงมปี ลดั กระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน และหัวหน้าส่วนราชการทีเ่ กยี่ วข้องเป็นกรรมการ
โดยมีอธิบดีกรมคุมประพฤติเป็นกรรมการ และเลขานุการ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม
พระราชบัญญัตินี้ (มาตรา 6 และมาตรา 7) (3) กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด
ยาเสพติดในทุกพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน แพทย์ นักจิตวิทยา
นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ทรงคุณวุฒิตามกฎกระทรวงไม่เกิน 2 คน โดยมีผู้แทนกรมคุมประพฤติ เป็น
อนุกรรมการและเลขานุการ ทำหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติฟ้ืนฟูฯ (มาตรา 12 และมาตรา 13)
(4) พนกั งานสอบสวน (5) พนักงานอยั การ (6) ศาล (7) ผ้อู ำนวยการศนู ย์ฟื้นฟสู มรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(8) พนักงานเจา้ หนา้ ที่ (9) พนกั งานคุมประพฤติ ในปี 2562

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักสังคมสงเคราะห์ ปฏิบัติตาม พรบ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์
พ.ศ.2556 ได้กำหนดให้วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ หมายถึง วิชาชีพที่ต้องใช้ความรู้และทักษะทางสังคม
สงเคราะห์ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาของบุคคล ครอบครัว กลุ่มคน หรือ
ชุมชน เพ่อื ให้กระทำหน้าทีท่ างสงั คมและดำรงชีวิตได้อย่างปกติสขุ

ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต หมายถึง บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับ
ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตจากสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์
และมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ หมายถึง มาตรฐานกลางสำหรับ
การควบคุมและกำกับการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพของ
ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ นำไปสู่การประกันคุณภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการโดย
มีเป้าหมายเพื่อการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ใช้บริการให้เข้าถึงสิทธิและบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่ วถึง
เปน็ ธรรมและสง่ ผลตอ่ ความเชอื่ ม่ันในระบบบรกิ าร (สภาวชิ าชพี สงั คมสงเคราะห์, 2563)

24

สงั คมสงเคราะห์กับการรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสงั คมไทย

ดังนั้น นักสังคมสงเคราะห์ที่จัดบริการสังคมด้านสุขภาพ (Social Care) จึงต้องทำงานที่
เกี่ยวเนื่องกับปัญหาสังคม จิตใจและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยและครอบครัว จัดบริการสุขภาพให้
ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ปฏิบัติงานร่วมกันกับทีมบริการสุขภาพใน
แต่ละวิชาชีพ ซึ่งต้องใช้ความรู้และทักษะทางสังคมสงเคราะห์ ในการปฏิบัติงานกับผู้ใช้บริการโดยตรง
ด้านการบำบัดทางสังคม การฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาทักษะทางสังคม การจัดการ เฝ้าระวัง ป้องกัน
และแก้ไขปัญหาทางสังคม ทั้งในระดับบุคคล กลุ่มชน ครอบครัว และชุมชน ตามจรรยาบรรณและ
มาตรฐานทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน
มีเป้าหมายเพื่อลดการเกิดปัญหาทางสังคมที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพและทำให้ผู้ป่วยและครอบครัว
มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งจัดบริการที่สอดรับกับนโยบายกระทรวงสาธารณสุข นโยบายโรงพยาบาล
ในประเด็นการลดความแออัด ลดระยะเวลาครองเตียงนาน (Length of stay) การจัดบริการคุณภาพที่
สอดคล้องกับปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อลดปัญหาการจำหน่ายยากในผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน
และปอ้ งกนั ปญั หากลบั มารักษาซ้ำ (Readmit) ด้วยปัญหาทางสังคมเดมิ โดยมีกลมุ่ เป้าหมายท่ดี ูแล ได้แก่
ผูป้ ่วยด้อยโอกาส ผูป้ ว่ ยทีเ่ ข้าไมถ่ ึงทรัพยากรทางสังคม และสวัสดกิ ารจากรัฐ รวมท้ังผูป้ ่วยกลุ่มเปราะบาง
ซ่ึงหมายถึง ผปู้ ว่ ยท่ตี ้องไดร้ ับการสงเคราะห์และคุ้มครอง ดูแลเปน็ พเิ ศษ และผปู้ ว่ ยทีป่ ระสบปัญหาสังคม
ทั้งทเ่ี กิดจากตนเอง บคุ คลหรือสิ่งแวดลอ้ ม ระบบโครงสรา้ งทางสงั คมและนโยบายการจดั สวัสดิการสังคม

แผนพัฒนาระบบริการสุขภาพ (Service plan) หลายสาขาได้กำหนดให้นักสังคมสงเคราะห์มี
บทบาทในการปฏิบัติงานด้านการจัดบริการสุขภาพในมิติทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย อาทิ
สาขาสุภาพจิตและจิตเวช สาขายาเสพติด และได้กำหนดกำลังคนด้านสุขภาพไว้ในโรงพยาบาลในแต่ละ
ระดับ บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ใน Service Plan สาขาสุขภาพจิตและจิตเวช และสอดคล้องกับ
เป้าหมายของ Service Plan คือ ลดอุบัติการณ์การเกิดโรค กลุ่มผู้ป่วยรับการวนิ ิจฉัยและดูแลชว่ ยเหลอื
กลุ่มเสี่ยงมีระบบการเฝ้าระวัง ลดพฤติกรรมเสี่ยงของทุกวัย ลดความซับซ้อนของปัญหา Service Plan
สาขายาเสพติด ได้กำหนดเป้าหมายให้ผู้ป่วยยาเสพติดและสารเสพติด ได้รับบริการบำบัดฟื้นฟูที่ได้
มาตรฐาน มีคุณภาพครอบคลุมบริการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดฟื้นฟู และการติดตามดูแลช่วยเหลืออย่าง
ต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเสพติดซ้ำ รวมถึงมาตรการลดอันตรายจากยาเสพติด (Harm Reduction)
ประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง แต่งตั้งพักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยา
เสพติด พ.ศ. 2545 (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2560 ใหข้ า้ ราชการและเจ้าหน้าที่ในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ได้แก่
แพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล (ด้านจิตเวชยาเสพติด) นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการ
สาธารณสุข นักกิจกรรมบำบดั นักวิชาการคอมพวิ เตอร์ เจา้ หน้าทว่ี เิ คราะห์ เจ้าพนกั งานบนั ทกึ ข้อมูล

สำหรับการจัดบริการบำบัดทางสังคม (social care) ฟื้นฟูสมรรถภาพ และการติดตามผู้ป่วย
ยาเสพติดหลังจากบำบัดในสถานบำบัดยาเสพติด 813 แห่งประเทศไทย มีผู้ป่วยติดยาเสพติด 1.3
ล้านคน กำหนดให้มีนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 2 คน ในโรงพยาบาลทุกระดับ 813 โรงพยาบาลชุมชน
ทุกแห่ง และนอกจากนย้ี ังรับผู้ปว่ ยพ้นวิกฤตมาดูแล เพ่ือส่งเสริม การกลับมาใชช้ วี ิตได้ตามเดิมของผู้ป่วย
ลดความแออัดในโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป และเป็นการยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพ
ของโรงพยาบาลชุมชน เป้าหมายคือการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน
ลดปญั หาสขุ ภาพจิต และปญั หาทางสังคม ส่วนหนึ่งสามารถกลบั มาชว่ ยเหลือตนเองและกลบั มาทำงานได้

25

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะหเ์ นื่องในวันสงั คมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

หลักการสำคญั การดูแลด้านสังคม (Social Care)
หลักการสำคัญการดูแลดา้ นสงั คม (Social Care) ประกอบดว้ ย 12 หลักการดงั ต่อไปนี้
1. หลักการยอมรับ การยอมรับว่าคนทุกคนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เข้าใจและ

ยอมรบั ในสภาพทผ่ี ใู้ ช้ยาเสพติดเป็นอยู่ ยอมรบั ในความร้สู ึกและท่าทที ี่เขาแสดงออก เขา้ ใจในความหมาย
และสาเหตุและความคดิ ในการกระทำของเขาอยา่ งไม่มีอคติ

2. หลกั สิทธมิ นุษยชน สิทธิมนษุ ยชนเปน็ หลักการพน้ื ฐานทผี่ ู้ปฏิบตั ิงานด้านสังคมเชื่อมั่นและ
ยดึ ถอื โดยเชือ่ ว่ามนษุ ยท์ กุ คนมสี ิทธิข้ันพืน้ ฐาน ที่จะต้องได้รบั การพทิ ักษค์ ุ้มครอง

3. หลักการตัดสินใจด้วยตนเองของผู้ใช้บริการ ผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมต้องเคารพสิทธิใน
การตัดสินใจด้วยตนเองของผู้ใช้บริการ ส่งเสริมโอกาสและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการ
ผูป้ ฏิบตั ิงานด้านสังคม ปฏบิ ัตติ อ่ ผใู้ ช้บริการโดยคำนึงถงึ สิทธิข้ันพน้ื ฐานตามหลักสิทธิมนษุ ยชน

4. หลักการเคารพในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี
และมีคุณค่า ให้การ ยอมรับความเป็นปัจเจกบุคคล ที่มีความแตกต่างและมีอัตลักษณ์เฉพาะบุคคล
กลุ่ม และชุมชน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีอคติ ไม่ตำหนิติเตียน และเสริมสร้างหลักประกันในการพิทักษ์
และคมุ้ ครองศกั ด์ิศรีความเปน็ มนุษย์ของบุคคลและเชอื่ ในความเป็น มนุษยท์ เ่ี ท่าเทียมกนั ของทุกคน

5. หลักเป็นธรรมทางสังคม เชื่อมั่นและส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม และ
ดำเนนิ การเพ่ือความเทา่ เทยี มในการเข้าถึงโอกาสทางสังคม สง่ เสรมิ ความเปน็ ธรรมทางสังคมในทุกระดับ
ทั้งในระดับปัจเจกและระดับโครงสร้าง รวมทั้งคัดค้านการเลือกปฏิบัติหรือการปฏิบัติที่ก่อให้เกิด
ความไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบ ทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย มาตรการ กลไก การจัดสรร และกระจาย
ทรพั ยากร บูรณภาพทางวชิ าชพี

6. หลกั การความเป็นอยู่ทด่ี ี มนุษยท์ ุกคนมสี ิทธทิ ่ีจะได้รบั โอกาสและตอบสนองความต้องการ
เพอ่ื ความเป็นอยทู่ ่ีดที างร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคม และจติ วิญญาณ และเช่ือว่าภาวะความยากจนและ
ความยากลำบากที่เป็นผลกระทบจากสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นสภาวะที่สามารถ
เปลยี่ นแปลงได้

7. หลักปัจเจกบุคคล คือ เข้าใจว่าคนแต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ในความหมายนี้จะ
หมายรวมความแตกต่างของกลุ่มและชมุ ชนดว้ ย

8. หลักการไม่ตำหนิ การไม่ตำหนิหรือประณามผู้ใช้ยาเสพติด แต่มีการประเมินในเรื่อง
ทศั นคติ หรอื การกระทำ เพ่อื สะทอ้ นให้เขาเข้าใจตนเองและบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาของตนเอง
ควรมองพฤติกรรมสังคมแบบกระทำหน้าท่ีได้หรอื ไมไ่ ดม้ ากกวา่ จะมองวา่ ถูกผดิ ดีเลว

9. หลักการมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ยาเสพติดมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ
เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงตามปัญหาความตอ้ งการ เกิดความรู้สึกภาคภมู ิใจในตนเอง มั่นใจ
ในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองมากยง่ิ ข้ึน

10. หลักการรักษาความลับเพื่อสร้างความไว้วางใจรักษาความเป็นส่วนตัวและความลับส่วน
บุคคล

11. หลักการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิ เพื่อลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในผู้ใช้ยาเสพติดให้
สามารถเขา้ ถึงบรกิ ารสวัสดิการสงั คมและหลกั ประกนั สุขภาพตา่ งๆ ตามสทิ ธิประโยชน์ท่พี งึ ไดร้ ับ

26

สงั คมสงเคราะห์กบั การรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

12. หลักการช่วยเหลือให้ช่วยตนเองได้ มนุษย์มีความสามารถและพัฒนาตนเองได้
เปลยี่ นแปลงตนเองได้ หากไดร้ ับการชว่ ยเหลือ และพัฒนาการเขา้ ถงึ บริการ สามารถช่วยตนเองได้

การบรณู าการ และ ดแู ลด้านสังคม (Social Care) เปน็ ทางออกหนึง่ ของความรุนแรงกับยาเสพติด
การทำงานแบบบูรณาการกับเครือข่ายทางสังคม (Social network) สนับสนุนทางสังคม

(Social support) และการสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคม (Social participate) เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ในการปฏบิ ัติงานดา้ นสังคม โดยเครือขา่ ยทางสงั คม หมายถึงรปู แบบและลกั ษณะความสัมพันธข์ องมนุษย์
ในสังคม ได้แก่ บุคคลในครอบครัว บิดา มารดา ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนนักเรียน ครูอาจารย์ คนใน
ชุมชน บุคลากรในวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีลักษณะของการประสานกันโดยมี
เปา้ หมายหรอื อุดมการณ์เดยี ว รว่ มกันทจี่ ะปฏิบตั ิงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย ส่วนการสนับสนุนทางสังคมจะ
เปน็ การเกอื้ กูลกนั ช่วยเหลือกัน ประกอบด้วย การเชื่องโยงประเด็นงาน การสร้างกลไกการทำงาน การจดั
กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเชื่อมโยงคน และหน่วยงาน การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน
การประสานทรัพยากรร่วมกนั และการทำกิจกรรมรว่ มกันอย่างตอ่ เนอื่ ง

แผนภาพแสดงการทำงานภาคเี ครอื ขา่ ยกับการบรณู าการการทำงานดา้ นสงั คม
ผ้ใู ชย้ าเสพติดในชมุ ชน ตามแนวคิด การทำงานแบบบูรณาการ

การเช่ือมโยง
ประเด็นงาน

การทากิจกรรม การสร้ างกลไก
ร่วมกนั อยา่ งตอ่ เนื่อง การทางาน

การประสาน การทางาน การจดั กจิ กรรม
ทรัพยากรร่วมกนั แบบบูรณา แลกเปล่ียนเรียนรู้

การ

สร้างวสิ ยั ทศั น์และ การเชื่อมโยงคน/
เปา้ หมายหลกั ร่วมกนั หนว่ ยงาน

การบรณู าการการทำงานดา้ นสังคมผูใ้ ช้ยาเสพติด ในชุมชน
มกี ารดำเนนิ การดงั น้ี
1. เชอื่ มโยงประเดน็ งานรว่ มกันในระดบั พ้ืนท่ีในชุมชน ตำบล อำเภอ จงั หวัด กำหนดประเด็น

งานหลักในการทำงาน แบบบรณู าการกบั ประเด็นกบั กลมุ่ อน่ื ในชมุ ชน อาทิ วัยรนุ่ ในชมุ ชนไม่เสพ ไม่ท้อง

27

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เนื่องในวนั สังคมสงเคราะหแ์ หง่ ชาติ ปี 2565

ไม่รุนแรง ไมต่ ิดเช้ือเอดส์ ด้านการป้องกนั ส่งเสริม การบำบัดในชุมชน การฟน้ื ฟูสภาพ การติดตาม ดูแล
ทางสังคม ครอบครัว รวบรวมและให้ขอ้ มูลเบือ้ งต้น ประสานงานกบั หนว่ ยงานท่ีบริการชว่ ยเหลือภายใน
และภายนอกชุมชน (นักบริหารสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคม โรงเรียน ปกครอง
ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เอกชน) กำหนดประเด็นเรื่องที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ร่วมกันในชุมชน การรุกสู่โรงเรียน
และชมุ ชน การสร้างทศั นคติเชงิ บวกและการพฒั นาระบบฐานขอ้ มลู และใช้ประโยชนร์ ว่ มกนั

2. สร้างกลไกการทำงานร่วมกันไปในทิศทางเดียวกัน ในระดับชุมชน เช่น ร่วมประชุม
คณะกรรมชุมชน ประชุมคณะกรรมการระดับอำเภอ ประชุมคณะทำงาน ทีมผู้ปฏิบัติงานจากตัวแทน
สหวิชาชีพ ประชุมกำหนดนโยบายการทำงานในหน่วยงานหลัก กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กระทรวงศกึ ษาธิการ กระทรวงแรงงาน องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน ฯลฯ

3. จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอในชุมชน จัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
การถอดบทเรียนการทำงาน จากการทำงานช่วยเหลือรายบุคคลและครอบครัว บทเรียนการทำงานใน
ระดับชุมชนการถอดบทเรียนการทำงานจากประสบการณ์นักวิชาชีพต่างๆ บทเรียนการทำงานของ
ทีมสหวิชาชพี บทเรียนการทำงานของภาคเี ครือขา่ ยทุกภาคสว่ น

4. เชื่อมโยงคน/หน่วยงาน ให้สามารถปฏิบัติงานได้ กำหนดรูปแบบการส่งต่อภารกิจการ
ช่วยเหลือ ตลอดจนกำหนดภารกิจรับผิดชอบ หน่วยงานหลักในชุมชน ส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น
อาสาสมัครในชุมชน การติดตามดูแลเบื้องต้น หากปัญหาซับซ้อนส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปฎิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในชุมชน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับ
จังหวัด ส่วนผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมาย พรบ. ที่เกี่ยวข้องด้านสังคม อาทิ เช่น พรบ. สุขภาพจิต
พรบ.ส่งเสริมสวสั ดกิ ารสงั คม พรบ. คมุ้ ครองเด็ก พรบ. คมุ้ ครองผูถ้ กู กระทำรนุ แรงในครอบครวั ฯลฯ

5. สร้างวสิ ยั ทัศนแ์ ละเปา้ หมายหลักรว่ มกัน ดงั นี้
การทำงานช่วยเหลือผู้ใช้ยาเสพติดและครอบครัว แบบบูรณาการในชุมชน กำหนดเป้าหมาย

หลกั ครอบคลมุ ได้แก่
(1) การปอ้ งกนั และเฝา้ ระวงั ปัญหาและปจั จัยเสี่ยงทางสงั คมอนั มผี ลใหเ้ กดิ ปัญหายาเสพติด

ในชุมชน เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พร้อม ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหา
การติดเชื้อเอดส์ โดยเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนโรงเรียน วัด หรือศาสนสถาน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
อาสาสมคั รในชุมชน ผูน้ ำ แกนนำ นักวิชาชพี ต่างๆ ในชมุ ชนฯลฯ

(2) พัฒนาศักยภาพคนทำงานให้มีสมรรถนะด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านทัศนคติเชิงบวก
ในการดูแลผู้ใช้ยาเสพติดและครอบครัวในชุมชน เพื่อลดการตีตราของคนในชมุชนและสังคม ตลอดจน
ฝึกฝนทักษะด้านการให้คำปรึกษาเบ้ืองต้นการช่วยเหลือด้านสังคม ให้มีคุณภาพและครอบคลุมในทุกมิติ
ทางด้านกาย จิต สังคม จิตวิญญาณ รวมถึงองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และค่านิยม
ความเชือ่

(3) ฟื้นฟูและเยียวยาในชุมชน และการติดตามโดยแนวทางจากการสร้างกลไกการทำงาน
รว่ มกนั ในระดบั ชุมชน

28

สังคมสงเคราะหก์ ับการรบั มือสถานการณ์ความรนุ แรงในสังคมไทย

6. การประสานงานทรัพยากร งบประมาณ คน วัสดุอุปกรณ์ ยานพานะ สถานที่ เครือข่าย
สนับสนุนการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาคีเครือข่ายหลักในชุมชน สถานบริการ
สาธารณสุขทุกระดับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนสถานศึกษาองค์กร
เอกชนทีมสหวิชาชีพองค์กรภาคประชาชนสภาเด็กและเยาวชนตำบล บ้านพักเด็กและครอบครัว พัฒนา
สังคมและม่ันคงของมนษุ ย์ฯลฯ

7. การทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกิจกรรมบริการรายบุคคล กิจกรรมการประชุม
กลุ่ม กิจกรรมระดับชุมชน ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด (การทำ RAOD SHOW) จัดทำ
ศูนย์ข้อมูลเครอื ข่ายระดับจังหวัด ที่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การขยายผลไป
ยังพนื้ ที่อ่ืน

การตดิ ตามและดูแลชว่ ยเหลือทางสงั คมเปน็ สว่ นหนึ่งของระบบบำบดั สารเสพติดสขุ ภาพจติ
การติดตามผู้ติดยาเสพติดเปน็ เร่ืองของการติดทางสงั คมและ จติ ใจมากกว่าการติดทางร่างกาย

แม้ว่าผู้ติดยาเสพติดจะได้รับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพมาอย่างดีแล้ว แต่เมื่อกลับไปสู่สังคม
และสิ่งแวดล้อมเดิม ก็อาจทำให้เขาหวนกลับไปใช้ยาเสพติดได้อีก จึงควรมีการส่งเสริมให้ผู้ผ่าน
การบำบัดรักษายาเสพติด กลับเข้าสู่ชุมชนและสังคมที่ปลอดภัยต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่
ในสงั คมได้อย่างปกตสิ ุข โดยชุมชนและสังคมเข้าประคับประคองและเฝา้ ระวัง จะชว่ ยให้ผู้ผ่านการบำบัดฯ
มีความเข้มแข็งและมีกำลังใจที่จะเลิกยาเสพติดได้อย่างถาวร ซึ่งกลุ่มประคับประคองทางสังคมสามารถ
ดำเนินการโดยคนในชุมชน ได้แก่ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานภาคเอกชน (NGO) ในพื้นที่
โดยเชื่อมต่อประสานกับกลไกหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ติดตาม ดูแล ช่วยเหลือ ผู้ผ่านการบำบัดผู้ผ่าน
การบำบัด โดยภาครัฐ ได้แก่ ศูนย์เพื่อประสานฯ ระดับอำเภอ/เขตต้องปฏิบัติหน้าที่ในการส่งต่อผู้ผ่าน
การบำบัดรักษาตามเกณฑ์ที่กำหนดให้กับชุมชนโดยผ่านทางผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเมื่อกลับ
เข้าสู่สังคมแล้ว ชุมชนเองก็ต้องไม่ตีตราผู้ผ่านการบำบัดให้โอกาสในการกลับเข้าสู่ชุมชนและสังคม
การติดตาม และการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม และจิตใจ หลังบำบัดรักษา เป็นการสร้างความเข้มแข็ง
ภายใน สร้างเสริมศักยภาพ พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของผู้ป่วยยาเสพติดเพิ่มพลังทาง ปัญญา
แกผ่ ู้รบั บรกิ าร โดยผู้รับบริการมีความเป็นตัวของตวั เองและเป็นผู้ดูแลความมปี ระสิทธิภาพ สามารถดูแล
ตนเองและเรียกร้องสิทธิ์ได้ รวมถึง การสนับสนุนทางสังคม ปัจจัยพื้นฐานที่มีความ การติดตามยังเป็น
การเพิ่มทักษะทางสังคม เพิ่มศักยภาพทางสังคม การเผชิญปัญหาทางด้านสังคมและด้านจิตใจ และ
ความสามารถในดำเนินชีวิต ในครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดตีตราบาปและ
การแบ่งแยกในสังคม และการลดอาการข้างเคียง โดยการลดหรือขจัดทางกายหรือพฤติกรรมที่เกิดจาก
การแก้ไขอาการที่เกิดขึ้น

ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บำบัดสารเสพติดสุขภาพจิตชุมชนเป็นทางออกหนึ่ง ของการทำงานกับ
เครือข่ายสหวิชาชีพสุขภาพผู้รับผิดชอบบำบัดสารเสพติดสุขภาพจิต ปัญหาสุขภาพจิตจากสารเสพติด
รวมทั้งปัญหาการใช้สารเสพติดจากปัญหาสุขภาพจิต เป็นปัญหาที่ดำรงอยู่มาช้านาน เมื่อเหตุปัจจัย
สุกงอมก็ประทุรุนแรงขึ้นมา เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวน ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อตนเอง
ครอบครัว และสังคม เป็นอย่างมาก ดังเช่นเหตุกราดยิงที่จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งยังเป็นฝันร้ายของ

29

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะหเ์ น่ืองในวนั สังคมสงเคราะหแ์ หง่ ชาติ ปี 2565

คนไทยทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีเหตุความรุนแรงรายวัน ปรากฎเป็นข่าวทั่วทุกภูมิภาค ผู้คนจำนวน
ไมน่ อ้ ยทไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากความรุนแรงทง้ั ทางตรงและทางอ้อม ต่างร้สู ึกหมดหวงั ทจ่ี ะเหน็ ทางแก้

ทุกภาคส่วนในสังคมก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ต่างเร่งถอดบทเรียน เพื่อหาทางออกจากวิกฤตการณ์น้ี
ด้วยกัน รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหานี้ โดยได้ยกระดับการบำบัด
สารเสพตดิ สุขภาพจิตเปน็ วาระแห่งชาติ ดังทท่ี ราบจากสื่อมวลชนโดยทัว่ ไป

บทสรุป
การบูรณาการการทำเครือขา่ ยสหวิชาชีพสุขภาพผู้รับผิดชอบบำบัดสารเสพติดสุขภาพจิต

กับชุมชน ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บำบัดสารเสพติดสุขภาพจิตชุมชน ที่มีคุณภาพในทุกชุมชน ทุกท้องถ่ิน
ทั่วประเทศ โดยการบูรณาการอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคประชาสังคม
ซึ่งศูนย์บำบัดนี้หากเป็นการทำงาน การบูรณาการการทำเครือข่ายสหวิชาชีพสุขภาพผู้รับผิดชอบบำบัด
สารเสพติดสุขภาพจิต และเครือขา่ ยชุมชน ผู้รับการบำบัดจะไดร้ บั การสงเคราะห์และสวสั ดิการท้งั 7 ดา้ น
ได้แก่

1) ไดร้ บั ทีพ่ กั พงิ ทปี่ ลอดภัย
2) ได้รับการบำบัดสารเสพติดฟื้นฟูสุขภาพจิต และการให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาการใช้
ยาเสพติดเป็นรายบุคคล เพื่อให้เข้าใจตนเองพร้อมทั้งยอมรับปญั หานั้นๆ โดยพร้อมท่ีจะแก้ไขปัญหาด้วย
ตนเองโดยวิธีที่ถูกต้อง จัดกิจกรรมให้คำปรึกษาครอบครัว รายครอบครัว เพื่อลดปัญหาด้านสัมพันธภาพ
และพฤติกรรมท่ีขัดแย้งระหว่างบุคคลในครอบครวั และผู้มปี ัญหาการใช้ยาเสพติด ลดความตึงเครียดใน
ครอบครัว ส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพิ่มความ
ตระหนักในปัญหาร่วมกัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี นอกจากนี้ การให้ความรู้กับผู้มีปัญหาการใช้
ยาเสพติดและครอบครัวในเรื่องต่างๆ เช่น บทบาทของครอบครัวกับการช่วยเหลือผู้ใช้บริการในการเลกิ
ยาปฏิกิริยาของครอบครัวในการเลิกยา เส้นทางการเลิกยา การป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ การจัดการ
ตวั กระตนุ้ ฯลฯ และกระตุน้ ใหค้ รอบครัวและผมู้ ปี ัญหาการใชย้ าเสพติดเหน็ ความสำคัญของการติดตามผล
หลังการบำบัดรักษา จัดกลุ่มปัญญาสังคม/กลุ่มสนับสนุนทางสังคม เพื่อให้ผู้มีปัญหาการใช้ยาเสพติด
ที่ผ่านการบำบัดรักษาได้พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยเหลือ ประคับประคองซึ่งกันและกัน
ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เสริมกำลังใจแก่ผู้มีปัญหาการใช้ยาเสพติด เพื่อให้เขาเชื่อมั่นในตนเองว่าจะ
สามารถเลิกยาเสพติดได้ ในกรณีผู้มีปัญหาการใช้ยาเสพติดกลับไปเสพซ้ำ (Relapse) ผู้ปฏิบัติงานสังคม
ต้องร่วมมือกับผู้ใช้บริการ ครอบครัว เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่ทำให้กลับไปเสพซ้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้
ผู้ใช้บริการกลับไปติดยาซ้ำ ประสานงาน ส่งต่อข้อมูลทางสังคมกับแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา
ในหน่วยงาน ระหว่างการติดตามผลการบำบัดรกั ษา
3) ไดร้ บั การฝึกอาชพี เพื่อจะได้มีรายได้
4) ได้รบั การศึกษาเพอ่ื การดำรงชวี ติ
5) ได้รับความปลอดภยั จากกระบวนการยตุ ธิ รรม
6) มพี น้ื ท่สี รา้ งสรรคเ์ พ่ือกิจกรรมนนั ทนาการ
7) มีบริการทางสงั คมต่างๆ เพ่ือพฒั นาคณุ ภาพชีวิตเตรยี มพรอ้ มกลับคืนสู่ครอบครวั และสงั คม

30

สงั คมสงเคราะห์กบั การรบั มือสถานการณ์ความรุนแรงในสงั คมไทย

นอกจากนั้นศูนย์บำบัดสารเสพติดสุขภาพจิตชุมชน ยังทำหน้าที่รองรับระบบการคัดกรอง
ผู้เสพ และผู้มีอาการทางจิตจากสารเสพติดในชุมชน ซึ่งสามารถรองรับผู้ต้องการบำบัดทั้งโดยสมัครใจ
บังคับบำบดั ได้ทกุ คน การคัดกรอง และการใชเครื่องมอื ในระบบดจิ ิทัล platform รวมถึงระบบการฟื้นฟู
สมรรถภาพทางสังคม (Social Rehabilitation) เป็นกระบวนการในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคมของ
ผู้ป่วยที่มีความเสื่อมหรือความบกพร่องทางสังคมเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ทางสังคมใช้ชีวิตด้วยตนเองใน
ครอบครัวและชุมชนได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพ กระบวนการที่สำคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพทาง
สังคม ได้แก่

(1) การฟื้นฟูทักษะพื้นฐานการดำรงชีวิต เช่น พื้นฐานการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน ทักษะ
ทางสงั คม

(2) การฟ้นื ฟสู มรรถภาพทางสงั คม จติ ใจ รายบคุ คลและครอบครวั
(3) การฟนื้ ฟูสมรรถภาพทางสงั คม จติ ใจ รายกลมุ่ เช่น กลุ่มเพื่อนช่วยเพ่ือน กลุ่มแก้ไขปัญหา
ทางสงั คม กลมุ่ ทกั ษะทางสงั คม กลุ่มทักษะพน้ื ฐานในการทำงาน ฯลฯ
(4) สนับสนนุ เครือขา่ ยทางสงั คมให้มีส่วนรว่ มในการฟน้ื ฟสู มรรถภาพทางจติ สังคม

ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
1. ควรมีการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เช่น การจัดโปรแกรม ระบบดิจิทัล platform

บันทึกออนไลน์ การสร้างพัฒนาแอปพลิเคชั่นในการตรวจและคัดกรองครอบครัวเพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง
การพัฒนาคูม่ ือตรวจสอบและพฒั นาตัวชี้วดั ที่ช่วยตรวจกรองการทารณุ กรรมและทอดทิ้งเด็กที่เจา้ หน้าท่ี
สาธารณสุขสามารถใช้ได้ง่ายการจัดระบบคัดกรองกลุม่ เสย่ี งในชุมชนและโรงเรียน

2. ควรการพัฒนาจัดทำทะเบียนกลุ่มเฝ้าระวังและการทำแผนที่ภูมิศาสตร์สารสนเทศ (GIS)
เพื่อเฝ้าระวังและทำฐานข้อมูลหน่วยที่บริการและช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมในแผนที่และข้อมูล
ระยะห่างจากชุมชน และบูรณาการกับงานคัดกรองสุขภาพในระบบริการปฐมภูมิ โดยบูรณาการกับงาน
คัดกรองสุขภาวะอนามัยวัยเจริญพนั ธุ์ การร่วมกันทำงาน หรือทำ Work Shop เพื่อออกแบบและพัฒนา
เครื่องมือคัดกรองสุขภาพวัยรุ่นและสร้างแบบคัดกรองสุขภาวะวัยรุ่นและเยาวชน วิเคราะห์ข้อมูลและ
จำแนกกล่มุ วยั รุ่นและเยาวชน (ปกติ เส่ียง)

กลไก
1) ควรจัดทำแผนและมาตรการการการดำเนินการและส่งต่อผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
ดำเนนิ การ รวมท้ังให้บรกิ ารท่ีเหมาะสมกับบรบิ ทพ้นื ที่ ออกแบบการทำงานตามมาตรฐานการทำงานของ
ผปู้ ระกอบวิชาชพี ใหค้ รอบคลมุ ทง้ั รายกรณี กลุ่ม ครอบครัว และชุมชน
2) จัดให้มีมีกลไกขับเคลื่อน และมีการบูรณาการการทำงานกับคณะกรรมการคุณภาพชีวิต
และสุขภาพระดับอำเภอ (District Health Broad: DHB) ร่วมผลักดันให้เป็นนโยบายที่สำคัญของ
ประเทศและจังหวัด โดยให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการในระดับจังหวัดและระดับเขต กลุ่มเป้าหมายน้ี
สู่ระดับจังหวัด
ระเบยี บ
กำหนดการคุ้มครองสิทธิด้านการรักษาพยาบาล อยู่ในสิทธิประโยชน์ของทุกสิทธิในระบบ
ประกันสุขภาพของประเทศไทย

31

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะห์เนื่องในวนั สังคมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565

กฎหมาย
และการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ ผู้ที่ถูกกระทำและผู้กระทำอย่างเหมาะสม และ สนับสนุน
การบริการ การจัดการรายกรณี ผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ในท่ีนี้หมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล
และการผดงุ ครรภ์ ผู้ประกอบวิชาชีพสงั คมสงเคราะห์รับอนุญาต นกั จติ วทิ ยา หรอื นกั วชิ าการสาธารณสุข
ซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาลของรฐั หรือเอกชน หรือเป็นผู้ปฏิบตั ิงานเกี่ยวกับการปรึกษาและนักบำบัด
ในองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรภาคประชา สังคม รวมถึงศูนย์ให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีท่ี
ถูกกระทำรุนแรงและตั้งครรภ์ไม่พร้อมในภาวะวิกฤตหรือ One Stop Crisis Center: OSCC มีอยู่ใน
โรงพยาบาลสงั กดั กระทรวงสาธารณสุขทว่ั ประเทศ
ระดบั จงั หวัด อำเภอและตำบล
ควรมีการบูรณาการการทำงานกับคณะกรรมการคุณภาพชีวิตและสุขภาพระดับอำเภอ
(District Health Broad: DHB) ร่วมผลักดัน ให้เป็นนโยบายที่สำคัญของจังหวัด โดยให้เกิดการทำงาน
แบบ บูรณาการในระดับจังหวัดและระดับเขต นอกจากนี้ในประเด็นการทำงานทำงาน เชิงนโยบาย
การทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง ให้บูรณาการการทำงานกับคณะกรรมการ
คุณภาพชีวิตและสุขภาพระดับอำเภอ (District Health Broad: DHB) ซึ่งโครงสร้างคณะกรรมการชุด
ดังกล่าวได้บูรณาการทุกภาคส่วน โดยมีนายอำเภอเป็นประธาน สาธารณสุขอำเภอเป็นเลขานุการ
มีตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนและตัวแทนภาครัฐ
มาร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามสภาพปัญหาของแต่ละอำเภอ และสามารถขยายผลกลุ่ม
เปราะบางอนื่ ๆ เช่น ผู้สงู อายุ ผูพ้ ิการ ผยู้ ากไร้ เดก็ ปฐมวัย วยั รนุ่ อบุ ตั เิ หตุและโรคไม่ตดิ ต่อเร้ือรังให้ได้รับ
การดูแลและเข้าถึงบรกิ ารของรัฐ
ระดบั กระทรวงสาธารณสุข
ทำให้เกดิ การพัฒนาระบบฐานขอ้ มลู และมีการพฒั นาระบบบรกิ ารดา้ นคลนิ ิก
ระดับองคก์ ร
การเปลี่ยนแปลงระดับองค์กรที่เป็นแนวร่วมการทำงานทุกระดับ เกิดความร่วมมือการทำงาน
เชิงระบบแบบบูรณาการมากขึ้น โดยร่วมเป็นคณะกรรมการเครือข่ายการทำงานเครือข่ายระดับจังหวัด
ทุกองค์กรมีการส่งตัวแทนผู้รับผิดชอบประสานงาน (Contact person) และดำเนินกิจกรรมด้านบริการ
ด้านบำบัดเยียวยา ป้องกัน และด้านพื้นฟู เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพในการทำงานกับเครือข่าย กำหนด
บทบาทที่รับผิดชอบชัดเจน สามารถเชื่อมโยงและประสานงานกับเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วและ
มีประสิทธภิ าพ
ระดบั วิชาชพี และทีมสหสาขาวิชาชีพ
การทำงานครอบคลุมเชิงรุกและเชิงรับ ทั้งระบบพัฒนาระบบบริการศูนย์พึ่งได้ ซึ่งมีลักษณะ
เป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service Crisis Center) ซึ่งใช้แนวคิดบูรณาการ
โดยทีมสหวิชาชีพโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำบล อำเภอ จังหวัด มีการพัฒนารูปแบบการบริการเข้าสู่
ระบบงานประจำ สามารถจัดทำคมู่ ือหรอื แนวทางระบบสง่ ต่อในเครือข่าย ในกรณที ่มี คี วามยงุ่ ยากซับซ้อน
มีการบริการโดยจัดสถานที่ให้บริการเป็นสัดส่วนเข้าถึงง่าย และบุคลากรผู้ให้บริการมีความพร้อมใน
การให้บรกิ าร

32

สังคมสงเคราะห์กบั การรบั มือสถานการณ์ความรนุ แรงในสงั คมไทย

เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงยตุ ธิ รรม, สำนักงานคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามยาเสพติด. (2546). รายงานผล

การดำเนนิ งานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประจำ ปงี บประมาณ พ.ศ. 2546. สืบค้นจาก
https://www.oncb.go.th/Home/Pages/ITA/report.aspx
กระทรวงสาธารณสขุ , เครือข่ายวชิ าชพี สงั คมสงเคราะหท์ างการแพทยแ์ ละสำนกั งานหลักประกันสุขภาพ
แหง่ ชาต.ิ (2560). คู่มือแนวทางการทำงานการจัดการรายกรณขี องนกั สังคมสงเคราะห์ทาง
การแพทย์กับกลุ่มเปราะบางเพอื่ สนบั สนนุ ทีมหมอครอบครัว. (อัดสำเนา).
เครือข่ายตนื่ รสู้ ู้ภัยสารเสพตดิ สขุ ภาพจิตภาคปคะชาชน. (2565). สืบคน้ จาก
https://siamrath.co.th/n/391717
พระราชบญั ญตั ิวิชาชีพสงั คมสงเคราะห์ พ.ศ. 2546. (2546). สบื คน้ จาก
http://web1.dep.go.th/?q=th/node/447
เยาวเรศ คำมะนาด, อัจฉรา วิไลสกลุ ยง และ ณฐั พงษ์ คุณฟอง (บรรณาธธิการ). (2562). แนวปฏิบัตงิ าน
สำหรับนกั สงั คมสงเคราะห์กบั ผู้ป่วยยาเสพตดิ . สมุทรสาคร: บริษัท บอรน์ ทู บี พับลชิ ช่งิ จำกัด.
สถาบนั บำบัดรกั ษาและฟืน้ ฟูผตู้ ดิ ยาเสพตดิ แห่งชาตบิ รมราชชนน.ี (2565). ประวัตสิ ถาบันบำบดั รักษา
และฟ้นื ฟูผ้ตู ดิ ยาเสพตดิ แห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.). สืบค้นจาก
http://www.pmnidat.go.th/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=6
&Itemid=66
สำนกั งานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กองบริหารการสาธารณสุข. (2564) สถติ ิผมู้ ารับบริการในศนู ย์พึ่งได้
(อัดสำเนา).
สำนกั นโยบายและยุทธศาสตร์ และ มหาวิทยาลยั มหดิ ล, คณะสังคมศาสตรแ์ ละมนุษยศ์ าสตร์. (2545)
เครอื ข่ายสหวชิ าชพี สุขภาพผู้รบั ผิดชอบบำบัดสารเสพตดิ สุขภาพจิต. สืบคน้ จาก
https://www.hfocus.org/content/2022/10/26200
อัครพล ครุ ุศาสตรา (บรรณาธกิ าร). (2561). แนวทางการบำบดั ฟ้ืนฟูผูใ้ ช้ยาเสพตดิ โดยใช้ชมุ ชนเป็น
ศูนย์กลาง (Community Based Treatment and care) สมุทรสาคร: บรษิ ทั บอรน์ ทู บี
พับลชิ ช่ิง จำกัด.
SDG Updates ภาพรวมสถานการณ์ยาเสพตดิ โลกกบั ผลกระทบที่มีต่อ SDGs. (2565). สบื ค้นจาก
https://www.sdgmove.com/2021/05/20/recap-world-drugs-situation-and-
implication-on-sdgs/

33

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะห์เนื่องในวนั สงั คมสงเคราะหแ์ หง่ ชาติ ปี 2565

สงั คมสงเคราะห์กบั การรับมอื สถานการณค์ วามรุนแรงในสงั คมไทย: กรณศี ึกษา
แนวทางการแก้ไขปญั หาความรนุ แรงในสังคมตามหลัก
การสงั คมสงเคราะห์ตามแนวพทุ ธศาสนา

หนึ่งฤทัย ผาระกรรณ์1

บทนำ
“ความรนุ แรง” เปน็ เร่ืองทคี่ นในสังคมเขา้ ใจขีดจำกัดของมันแตกต่างกันออกไป ด้วยสาเหตุนี้

เองทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกบั บคุ คลหน่งึ น้นั อาจมีอีกหลายคนท่มี องมันเป็นเพียงเรื่องธรรมดา มีเหยื่อ
จำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้ถูกกระทำแต่ไม่รู้ตัวเพียงเพราะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเผชิญว่าเ ป็นปัญหา สาเหตุ
ส่วนหนึ่งมาจากการขาดความเข้าใจและประสบการณ์ และอีกส่วนมาจากการที่สังคมเพิกเฉยปัญหาของ
เหยื่อเพียงเพราะความเคยชิน จากการประกอบสร้างวาทะกรรมหล่อหลอมว่า “เป็นเรื่องปกติ…ใครๆ
ก็เคยโดน”

“ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เลือดตกยางออกตรงไหน จะเรียกว่าความรุนแรงได้อย่างไร…
ฉันสบายด”ี

คนในสังคมไทยจำนวนมากนั้นยังเข้าใจว่าผลของ “ความรุนแรง” จำเป็นต้องเห็นเลือด
รอยฟกช้ำ รอยแผล หรือความเสียหายที่เป็นรูปธรรม แต่ผู้คนมักมองข้ามบาดแผลทางใจที่มองไม่เห็น
บาดแผลที่ถูกหลงลืมซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้และส่งผลกระทบต่อเหยื่อไม่แพ้ความเจ็บปวดทางร่างกาย
(Thaiconsent, 2564)

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าความรุนแรงได้เกิดขึน้ กับมนุษย์มาโดยตลอด และมีทีท่า
ว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความรุนแรง
สามารถเกดิ ไดก้ บั ทุกคนบนโลกใบนี้ ไมว่ า่ จะเกิดขึ้นกบั ใคร ทไี่ หน และการเกดิ ความรุนแรงจะเปน็ อย่างไร
ความรุนแรงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ต้ังแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม และใหญ่ไปจนถงึ ระดับโลก
ยิ่งการรับรู้ข่าวสารในยุคปัจจุบันไม่ว่าใครจะทำอะไร เหตุเกิดที่ไหน มนุษย์ทุกคนสามารถรับรู้ข่าวสารได้
รวดเร็ว ทุกวนั นขี้ ่าวทีไ่ ด้รับฟังส่วนใหญม่ ีแต่ขา่ วของความรุนแรง สลดหดห่ใู จกบั เร่ืองท่ีเกิดขึน้ พฤติกรรม
ความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือวาจา การทำร้ายร่างกาย การด่าทอเสียดสี ล้วนนำมาซ่ึงผลเสีย
หลายอย่าง ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น พฤติกรรมความรุนแรงยังก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
อีกด้วย คำถามที่ทุกคนในสังคมสงสัยคือเกิดอะไรขึ้นในสังคม ทำไมความรุนแรงถึงได้เกิดมากขึ้น หรือ
การปล่อยให้ความขัดแย้งมาเป็นชนวนในการเข่นฆ่าทำร้ายกัน นี่หรือคือการกระทำของมนุษย์ที่เรียก
ตวั เองว่าเปน็ สตั ว์ประเสริฐแต่กลบั ใช้กำลังทำร้ายกนั อยา่ งไม่มเี หตุผล สาเหตุของความขัดแย้งมาจากไหน
การคิดต่างเห็นต่าง ความรุนแรงที่เกิดขึ้น คนเหล่านี้ขาดการควบคุมสติและวิเคราะห์ปัญหา ไม่สามารถ
ยับยั้งตนเองได้ ผลที่ตามมาก็คือสังคมเดือดร้อน เริ่มมีความหวาดระแวงในความปลอดภัยของชีวิตและ
ทรัพย์สิน เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อความรุนแรงในสังคม ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงการทำร้ายร่างกาย เช่น

1 นิสิตสาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ ช้นั ปที ่ี 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
E-mail: [email protected] 088 318 3068 Pink..2537

34

สังคมสงเคราะห์กบั การรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย

การทะเลาะวิวาท การทุบตีต่อยเตะ ซึ่งมีให้เห็นแทบทุกวันตามสถานบันเทิง ท้องถนนหรือแม้แต่
สถานศึกษา ความรุนแรงอีกประเภทที่พบเห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ได้แก่ การล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะ
เป็น พ่อข่มขืนลูก ปู่หรือลุงข่มขืนหลาน หรือครูข่มขนื ลกู ศิษย์ ที่น่าตกใจก็คอื สถานที่เกิดเหตุมักจะเป็นที่
บ้านหรือภายในโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานท่ีท่ีควรจะปลอดภัยที่สุด และที่น่ากลวั กค็ ือข้อกล่าวหาขา้ งต้นเป็น
การกระทำของคนในครอบครัวและคนใกลต้ วั แทบทงั้ สน้ิ

เมอ่ื มาพิจารณาถึงสาเหตุหรือปัจจยั ท่ีทำให้เกิดปัญหาความรนุ แรงในสังคมมากท่สี ุด นา่ จะเป็น
เรื่องของการเมาสุราทำให้ขาดสติ และเรื่องของยาเสพติดที่หาซื้อได้ง่ายเหมือนซื้อลูกอม ซึ่งเป็นปัญหา
ใหญ่ปราบอย่างไรก็ไม่หมดเพราะยาเสพติดกลายเป็นระบบขายตรงที่ได้กำไรงามทำรายได้ดีแบบไม่ต้อง
ออกแรงมากมาย การอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานและการคบเพื่อนก็เป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดปัญหา
ความรุนแรง เด็กรุ่นนี้เกิดมาท่ามกลางเทคโนโลยี ทำให้ไวต่อสิ่งเร้าและขาดการสื่อสารหรือสัมผัสกับ
ธรรมชาติ ทำให้มีจิตใจที่หยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก้าวร้าวและขาดความ
ยับยั้งชั่งใจ เด็กที่เกิดมาโดยไม่ตั้งใจและความไม่พร้อมในการเลี้ยงดูอบรม หรือเด็กที่เกิดมาแต่ขาด
การอบรมเลี้ยงดูเนื่องจากพ่อแม่ต้องทำมาหากิน ทำให้เด็กโตมาแบบไร้คุณภาพ โรงเรียนเองก็มุ่งแต่สอน
ด้านวิชาการทำให้เด็กขาดทักษะในการดำเนินชีวิต และขาดทักษะในการแก้ปัญหาเมื่อเผชิญกับ
สถานการณค์ วามรุนแรงทเี่ กดิ ขึ้นในชวี ิตจริง (จิตติมา กุลประเสรฐิ รัตน์, 2562, ออนไลน์)

"การให้" หรือเรียกตามศัพท์ทางวิชาการว่า "การสงเคราะห์" การสงเคราะห์เกิดมานานแล้ว
ควบคู่ไปกับการเกิดของปัญหาและความต้องการถ้าพิจารณาดูสิ่งใกล้ตัวโดยเฉพาะครอบครัว จะพบว่า
บิดามารดาจะปรึกษาหารือกันเมื่อมีปัญหาเช่นเดียวกับบุตรจะปรึกษาหารือกับบิดามารดาเมื่อมีปัญหา
เพื่อนบ้านจะให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อมีปัญหา รวมทั้งคนในชาติจะช่วยเหลือคนในชุมชนเมื่อมี
ปัญหา เป็นต้น ปัญหาอาจจะเกิดกับบุคคล กลุ่ม ชุมชนหรือสังคมก็ได้ ปัญหาเกิดจากสาเหตุหลายด้าน
คือ สุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจการเมือง และอื่นๆ ปัญหาปัญหาหนึ่งอาจมีสาเหตุจากหลายๆ ด้าน
ซึ่งสามารถพูดได้ว่าสาเหตุของปัญหาผูกพันกันแบบลูกโซ่ เช่น เด็กหนีโรงเรียน มีสาเหตุจากการไม่มีเงิน
ค่าอาหาร สาเหตุที่ไม่มีเงินค่าอาหารเพราะบิดาไม่ให้ บิดามารดาไม่ให้เงินลูกเพราะไม่มีเงิน บิดาไม่มีเงิน
เพราะถูกไล่ออกจากงาน เนื่องจากชอบดื่มเหล้า เล่นการพนัน มีหน้ีสินมากมาย ที่บิดาชอบดื่มเหล้า
เพราะไม่มีความสุขในบ้าน แม่บ้านเจ็บออดๆ แอดๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลเสมอๆ ประกอบกับบิดามีบุตร
หลายคนที่ต้องหาเงินมาให้เรียนหนังสือ บิดาชอบเล่นการพนัน เพราะคิดว่าจะเอาเงินที่ได้จากการพนัน
เลย้ี งครอบครัว พอเล่นการพนนั เสียกต็ ้องขอยืมเงินเพ่ือน ทำให้มีหน้สี นิ รงุ รัง เป็นตน้ จากปัญหานี้จะเห็น
ว่ามีสาเหตุทั้งปัญหาทางด้านสังคม ด้านสุขภาพอนามัย และด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวข้องกัน
แบบลูกโซ่ การแก้ไขปัญหาควรจะทำได้ในหลายๆ วิธี ผู้ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาแล้วโดยใช้หลัก
ทางวิชาการ เรียกว่า "นักสังคมสงเคราะห์" และผู้ที่จะใช้บริการเรียกว่า "ผู้ใช้บริการ" "การสงเคราะห์"
หรือ "การสังคมสงเคราะห์" มีผู้ให้ความหมายต่างๆ กัน โดยความเข้าใจทั่วๆ ไปแล้ว เข้าใจว่าเป็น
การชว่ ยเหลอื การสงเคราะห์เพอื่ ให้คนในสังคมมีความรม่ เย็นเปน็ สขุ เปน็ การแบ่งปันระหวา่ งผู้ให้และผู้รับ
ผู้ให้ได้รับความสบายใจและผู้รับก็ได้รับประโยชน์มีหลายคนเข้าใจว่า การสังคมสงเคราะห์ คือ การแจก
เงนิ แจกสิ่งของ การสังคมสงเคราะห์ คือ การกุศล ซ่งึ ความจรงิ แลว้ การสังคมสงเคราะหม์ ีรากฐานมาจาก
การกุศล แตก่ ารกุศลไม่ใชก่ ารสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์กับการกุศลมขี ้อแตกตา่ งทีเ่ ห็นเด่นชัด
คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนางานสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ให้ความหมายไว้ว่า การสังคมสงเคราะห์

35

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะหเ์ นื่องในวนั สงั คมสงเคราะห์แห่งชาติ ปี 2565

หมายถึงศาสตร์และศิลป์ในการปอ้ งกัน แก้ไข ฟื้นฟู และพัฒนาบุคคล กลุ่ม และชุมชน ทั้งที่ประสบและ
ไม่ประสบปญั หาความเดือดร้อน ใหส้ ามารถช่วยเหลือตนเองและสงั คมได้ (สงั คมสงเคราะห์, ม.ป.ป.)

จากความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสงั คมไทย วิธีการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพระพุทธศาสนา
สอนว่ามนุษย์เราและมวลสรรพสง่ิ ทัง้ หลายในโลกนี้ เปน็ ทกุ ขห์ รือมีทกุ ข์มปี ัญหา และในทางปฏิบัติปัญหา
น้นั มนุษย์เราสามารถแก้ไขได้ และพระพุทธศาสนากม็ ุ่งไปสู่การแก้ปญั หาน้ัน ในด้านการสงั คมสงเคราะห์
เราสามารถที่จะนำเอาหลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพระพุทธศาสนามาปฏิบัติแก้ปัญหานั้นได้
(สำราญ ก้านพลูกลาง, 2559, น. 2)

ประเทศไทยเป็นสังคมหนึง่ ซึ่งยอมรับพระพุทธศาสนา และได้รับการหล่อหลอมจากหลักธรรม
คำสอนในพระพุทธศาสนามายาวนาน วิถีชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่กำเนิดจนถึงตาย จึงเกี่ยวโยง
สมั พันธเ์ ปน็ อันหน่ึงอันเดยี วกนั กบั พระพุทธศาสนา แต่เมอื่ สังคมโลกเปดิ กวา้ งขึน้ ทง้ั ในดา้ นส่ือสารมวลชน
เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่นำพาให้สังคมไทยก้าวเข้าไปสู่กระแสแห่งยุค
โลกาภิวัฒน์ ส่งผลให้สังคมไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติในหลายๆ ด้าน กล่าวคือ วิกฤติการเมือง วิกฤติ
ด้านเศรษฐกิจ วิกฤติด้านสังคม วิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม พระพุทธศาสนา จึงเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะ
สามารถนำหลักการสำคัญที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกมาประยุกต์ใชใ้ นการแก้ปัญหาในแบบองค์รวม เพ่ือจะทำ
ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างครบวงจร อันจะส่งผลดีกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ของสังคมไทยต่อไป
วิกฤติต่างๆ ทเี่ กดิ ข้นึ ลว้ นโยงใยถึงกันเป็นลูกโซ่ เป็นปัจจยั เกือ้ หนนุ ซ่งึ กนั และกัน เม่อื เกิดวิกฤติขึ้นในด้าน
ใดด้านหนึ่งของสังคมนั้นหมายถึงว่า ผลพวงจากวิกฤตินั้นย่อมกระทบต่อระบบในสังคมนั้นด้วย เช่น
บ้านเมืองปัจจุบันเกิดภาวะวิกฤติ เพราะเป็นผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจทรุดตัว นักการเมือง
บุคคลในสังคมหวังเพื่อจะกอบโกยผลประโยชน์เป็นส่วนตัวมากขึ้น ประชาชนอดอยากมากขึ้น จึงเป็น
ภาวะวกิ ฤติทางสังคม เม่อื บุคคลในสังคมมมี ากข้นึ ความเห็นแก่ตัวมากข้นึ สภาพสิ่งแวดลอ้ มรอบตวั จึงไม่มี
คนเอาใจใส่ดูแลจนเกิดเป็นภาวะวิกฤติทางสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องนำกระบวนทัศน์
ทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ในขณะนี้ (อุเทน นุตรกลาง,
2553, ออนไลน)์

เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ดังนั้นบทความนี้ผู้เขียนจะเน้น 2 ประเด็น ได้แก่ 1) สาเหตุ
ของการเกิดปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคม 2) แนวทางแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงโดยหลักสังคม
สงเคราะห์ตามแนวพระพุทธศาสนา โดย 2 ประเด็นดังกล่าวจะส่งผล ให้ผู้ทเี่ ขา้ มาอา่ นบทความน้ีได้ทราบ
ถึงสาเหตุของการเกดิ ปัญหาและได้ทราบถึงวธิ ีการและแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงให้เกิด
น้อยลงในอนาคต โดยผู้เขียนจะนำเสนอ แนวคิด ทฤษฎีและวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงความคิดเห็นของ
ผ้เู ขียนมานำเสนอโดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ โดยมเี นื้อหาดังน้ี

สาเหตขุ องปัญหาการใชค้ วามรุนแรงในสังคมไทย
โดยทั่วๆ ไป ความรุนแรงก็คือการทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวติ และทรัพย์สิน ซึ่งอาจจะเกิด

จากธรรมชาติ อุบัติเหตุหรือจากน้ำมอื มนุษย์ก็ได้ ส่วนในอีกความหมายหนึ่ง ความรุนแรงคือสิง่ ที่มาสกดั
กั้นศักยภาพของชีวิต สมมุติว่ามีหญิงสาวคน หนึ่ง เดินกลับบ้าน ระหว่างทางมีผู้รา้ ยดักชิงทรัพย์แล้วฆ่า

36

สงั คมสงเคราะห์กบั การรับมือสถานการณ์ความรนุ แรงในสังคมไทย

ก็หมายความว่าหากไม่เกิดเหตุความรุนแรงน้ี หญิงสาวคนนั้น ก็จะยังมีศักยภาพในการดำเนินชีวิตได้
ตอ่ ไป

นอกจากความรุนแรงจะสกัดกั้นศักยภาพชีวิตอย่างที่มันเป็นอยู่ (หากหญิงสาวผู้นั้นไม่ถูกฆ่า
เธอก็ยังคงไปทำงานได้ตามปกติ) แล้ว ความ รุนแรงยังสกัดกั้นศักยภาพชีวิตในอีกแง่หนึ่งด้วย กล่าวคือ
ศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่เดิม เช่น สมมุติหญิงสาวคน นั้นกำลังจะเรียนต่อและเธอ
รอดตายอย่างปาฏิหาริย์แต่กลายเป็น เจ้าหญิงนิทรา ศักยภาพด้านการศึกษาของเธอที่จะเกิดขึ้น
ในอนาคต กถ็ กู สกดั จนต้องสะดุดหยดุ ลง (ชยั วฒั น์ สถาอานันท์, 2533)

ความรนุ แรง ความขดั แยง้ และอำนาจ
คนส่วนใหญม่ ักคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องเดียวกับความขัดแย้งและอำนาจ แต่ในความเข้าใจ

ของผม ความรุนแรงไม่ใช่อำนาจ ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นจุดจบของสิ่งเหล่านั้น ความขัดแย้งเป็นเรื่อง
ธรรมชาติ เมื่อผู้คนที่มาอยู่ร่วมกันในสังคมมีความปรารถนาที่แตกต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งได้
เป็น เรื่องธรรมดา ซึ่งบางครั้งมนุษย์เลือกใช้ความรุนแรงมายุติความขัดแย้ง เป็นเหตุให้เกิดความคิดว่า
ความรุนแรงคือความขัดแย้ง หรือหนักกว่านั้นคือเกิดความเข้าใจว่าความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมชาติไป
ด้วย จึงอยากชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความรุนแรง
ไม่ใช่ เพราะความขัดแย้งอาจคลีค่ ลายลงดว้ ยวิธีอ่ืนท่ีไม่ใช้ความรุนแรงไดใ้ นทำนองเดียวกัน ความรุนแรง
ก็ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งเดียวกับอำนาจ หากอำนาจหมายถงึ ความสามารถท่ีจะทำให้อีกฝ่ายหนึง่ ทำตามความต้องการ
ของเราได้ อำนาจก็ไม่จำเป็นต้องได้มาจากความรุนแรง เช่น ความรักก็เป็นพลังอำนาจแบบหนึ่ง
เป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เรา ยอมเสียสละบางอย่างเพื่อคนที่เรารกั (ดูได้จากเวลาที่สังคมต้องการให้เรา
ทำอะไรสักอย่าง ก็มักอ้างในนามของความรักต่อ เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่สิ่งที่ต้องการได้ เป็นต้น) คิดว่า
ความรุนแรงเป็นจุดจบของอำนาจเสียด้วยซ้ำ เพราะการต้องใช้ความรุนแรงบังคับนั้น มักหมายความว่า
เราไม่มอี ำนาจ (หมดความสามารถทีจ่ ะทำใหอ้ กี ฝ่ายทำตามความต้องการของเราได้) แลว้

การกระทำรุนแรงในสังคมไทยเกิดข้ึนได้ด้วยสาเหตุต่างๆ กัน ความรุนแรงบางอย่างเป็นผลมา
จากความคิดความเชื่อของคนในสังคมที่กระทำระหว่างกัน บางอย่างเกิดจากภาวะจิตใจที่ผิดปกติของ
คนในสังคม บางอย่างเป็นความรุนแรงที่กระทำระหว่างคนใกล้ชิด และบางอย่างเป็นภัยทางสังคม
ซึ่งพบเห็นได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน การกระทำรุนแรงอันเกิดจากความคิดความเชื่อของคนในสังคม เป็น
สิ่งละเอียดอ่อน บางอย่างแฝงมากับความเชื่อในรูปแบบของค่านิยม หรือสืบทอดผ่านทางวัฒนธรรม
ประเพณีในแต่ละสังคม จนเกิดการยอมรับ และมักมองข้ามลักษณะความรุนแรงที่ปรากฏ เช่น การนิยม
เจาะหใู ห้แก่ลูกผู้หญิง การนยิ มมีรอยสักแกผ่ ิวหนงั ของตนเอง สง่ิ เหล่านใ้ี นสงั คมมองเหน็ เปน็ เรื่องธรรมดา
ทง้ั ๆ ท่เี ปน็ ความรุนแรงที่กระทำขึน้ ระหว่างแมต่ อ่ ลกู หรือกระทำกับตนเอง

การกระทำรุนแรงระหว่างกันตามความเชื่อของไทยโดยทั่วไป แม้จะไม่รุนแรงถึงขนาดทุบตี
และยิงทิ้งกันต่อหน้าต่อตาผู้อื่น อันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนกฎหรือลวงมาฆ่าหมู่อย่างลัทธิบางลัทธิใน
ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แต่ความเชื่อบางอย่างในภูมิภาคต่างๆ ของไทย ก็มีลักษณะการกระทำรุนแรงจาก
ผลของความเชื่อมิใช่น้อย ในอดีตเวลาก่อสร้างเจดีย์หรือพระธาตุบางแห่งต้องฝังคนเป็นๆ ข้างใต้
แท่น ฐาน หรือบางแห่งมีวิธีการรักษาคนเป็นโรคจิตด้วยวิธีการทางไสยศาสตร์ มีการไล่ผีให้ออกจากตัว
โดยการเฆี่ยนตีหรือราดด้วยน้ำร้อน บางแห่งมีพิธีเลี้ยงผีอารักษ์เมือง และมีการฆ่าสัตว์สังเวยแสดง

37

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เน่ืองในวนั สงั คมสงเคราะหแ์ หง่ ชาติ ปี 2565

ความรุนแรง หรือตัวอย่างการขับไล่ผู้สงสัยว่าเป็นผีปอบไปอยู่นอก เมืองหรือที่ห่างไกลผู้ คน ใช้วิธีการ
ท่รี นุ แรง เชน่ ขวา้ งปา รมุ ทำรา้ ย หรือร้ือถอนบา้ น ซ่งึ เกดิ ผลรา้ ยต่อผู้ถกู กลา่ วหาท้ังรา่ งกายและจติ ใจ

การกระทำรุนแรงที่เกิดจากภาวะจิตใจที่ผิดปกติ การกระทำรุนแรงเช่นนี้มักเกิดจากคน
ที่มีจิตใจไม่ปกติซึ่งปะปนอยู่ในสังคม มีทั้งที่เราสังเกตเห็นและไม่เห็นระดับความรุนแรง ขึ้นอยู่กับระดับ
ความผิดปกติของภาวะจิตใจ เช่น คนเป็นโรคจิตประเภทคล่ังสลับซมึ ที่ก่อเหตุทำร้ายแก่คนรอบข้างหรือ
คนในครอบครัวจนเป็นข่าวให้เห็นอยู่เสมอ คนที่คับข้องใจและแสดงความก้าวร้าวต่อภาวะคับข้องใจ
ด้วยการกระทำรุนแรงต่อตนเองโดยการฆ่าตวั ตายในสังคมไทยก็มีแนวโน้มเพ่ิมมากขึ้น จากข้อมูลท่ีศึกษา
พบว่า คนไทยใช้วิธีฆ่าตัวตาย โดยการกินยามากถึง 70% รองลงมาคือแทงตัวเอง กระโดดจากที่สูง
ยิงตัวตาย และผูกคอตาย นอกจากนั้นยังมีการกระทำรุนแรง อันเกิดจากภาวะจิตใจที่ผิดปกติให้เห็นอีก
มากมาย เช่น คนเป็นเอดส์แพร่เชื้อโดยใช้เข็มวิ่งไล่แทงคนอื่น คนวิปริตทางเพศโชว์อวัยวะเพศต่อหน้า
ดาราท่ีตนคล่ังไคลจ้ นเกิดความหวาดกลัว เปน็ ต้น

การกระทำรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างคนใกล้ชิด ปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ซึ่งความ
รุนแรงที่เกิดขั้นส่วนใหญ่จะเกิดในครอบครัว โรงเรียน หรือชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกัน ลักษณะความรุนแรง
มีตั้งแต่ดุด่าด้วยถ้อยคำ ลงโทษด้วยวิธีการแปลกๆ ทำร้ายร่างกาย และคุกคามทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดกับ
เด็กและผหู้ ญงิ

ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมคำสอนมากมายที่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์
และในขณะเดียวกันยังมพี ระสูตรหน่ึงท่ีน่าสนใจมาก คือ “พหุการสูตร”พระพุทธเจ้าทรงตรัส เตือนภิกษุ
สงฆ์ไว้ว่า ให้ระลึกตระหนักถึงการอุปถัมภ์ของชาวบ้านและการพึ่งพาอาศัยของกันและกันระหว่างภิกษุ
สงฆ์กับชาวบ้านซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่ายมีใจความว่า “ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์ และคหบดี
ทั้งหลายผู้บำรุงอุปถัมภ์เธอทั้งหลายด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลาน ปัจจัยบริขาร ชื่อว่า เป็น
ผู้อุปการะมากแก่เธอทั้งหลาย ข้อที่เธอแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มี ความงามในท่ามกลางและมี
ความงามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ครบถ้วนแก่
พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้น ชื่อว่าเธอทั้งหลายก็มีอุปการะมากแก่ พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ภิกษุ
ทั้งหลาย คฤหัสถ์และบรรพชิตต่างพึ่งพาอาศัยกนั และกันอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อตอ้ งการสลดั โอฆะ
ออกให้ได้ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ด้วยประการ ดังกล่าวนี้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดและ
หลักธรรมที่สนับสนุนเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์ คือในด้านนามธรรมเป็นการยึดเหนี่ยวผูกจิตใจให้
รวมกันไวใ้ ห้เป็นหน่ึง ส่วนในรูปธรรม คือ ให้คนมา รวมกนั มีแนวคิดวถิ ีชีวติ ประเพณี ค่านิยมที่สอดคล้อง
ประสานเข้าด้วยกันได้ ดังนั้นสังคมสงเคราะห์ตามหลักพระพุทธศาสนาจึงเรียกได้ว่าเป็นการทำให้คนใน
สังคม อาศัยร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังป้องกันและแก้ไขช่วยเหลือผู้ที่ประสบความเดือดร้อนต่าง ๆ ที่
ไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองได้ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของตน
ทั้งนี้โดยการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยบรรเทาความต้องการและปัญหาทั้งของ
บุคคล กลุ่มชน และชุมชนโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วย
ตนเองได้

38

สงั คมสงเคราะหก์ ับการรับมือสถานการณ์ความรนุ แรงในสังคมไทย

แนวทางแกไ้ ขปัญหาการใชค้ วามรนุ แรงโดยหลักสังคมสงเคราะหต์ ามแนวพระพทุ ธศาสนา
สังคมไทยในปัจจุบัน ไม่มีปัญหาใดยิ่งใหญ่และรุนแรงเท่ากับปัญหาความรุนแรง ยิ่งสถานการณ์

ความรุนแรงในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาความรุนแรงก็ยังไม่ได้ลดน้อยลงไป
ในทางตรงกันข้ามกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างเช่น การใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ โดยการใช้
อาวธุ ปนื หรอื การใชส้ ารเสพติดแล้วเกิดอาการคลุ้มคล่ังอาละวาดทำร้ายร่างกายคนรอบข้าง การใช้ความ
รุนแรงในครอบครัว ฯลฯ ผู้เขียนจึงอยากเสนอแนวทางในการนำหลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธ
ศาสนามาประยุกต์ใช้ในการลดความรุนแรง โดยพระพุทธศาสนามองว่ามนุษย์และสรรพสิ่งต่างๆ
ทั้งหลายเป็นทุกข์ หรือปัญหา และปัญหานั้นมนุษย์สามารถแก้ไขได้ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
มุ่งไปส่กู ารแก้ไข โดยนำหลกั การสังคมสงเคราะห์ตามแนวพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติ โดยผู้เขียน
จะยกตัวอย่าง หลักธรรมที่ต้องคำนึงถึงหลักเหตุผลเป็นสำคัญเพราะสิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างมีเหตุมีผล
ดังเช่นหลักธรรมอริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค
ให้พิจารณารู้ชัดถึงอริยสัจ 4 ประการนี้ในแต่ละอย่างว่าการแก้ไขปัญหาในโลกปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ ปัญหา
ความรุนแรง 3 ระดับ คือ ความรุนแรงอย่างเบา ความรุนแรงอย่างกลาง ความรุนแรงอย่างหนัก สามารถทำ
ได้นั้นคือการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 และเมื่อใดที่สังคมปราศจากความรุนแรงดังกล่าวแล้ว
นั่นหมายถงึ การบรรลเุ ป็นสงั คมสนั ติสุข ซ่ึงจะมีคณุ สมบัติดังนี้

1) เป็นสังคมที่มีสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ มีวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ที่ถูกต้องตามทำนอง
คลองธรรม ไม่มีความยดึ มน่ั ทางความคิดจนทำให้เกิดความววิ าทบาดหมาง อนั เนื่องมาจากการเป็นสังคม
แหง่ การเรยี นรู้ ท่มี แี หลง่ ขอ้ มลู ขา่ วสารทเี่ ป้นกลั ยาณมติ รและมีวธิ คี ิดถูกต้องดีงาม

2) เป็นสังคมท่มี ีสมั มาสังกปั ปะ กลา่ วคอื มีแนวนโยบาย หรือกฎหมายตา่ งๆ ท่ีไมเ่ ป็นไปในทาง
ที่มุ่งตอบสนอง และกระตุ้นความอยากได้ใคร่มี ไม่สร้างความคิดมุ่งร้าย หรือความเกลียดชังแบ่งแยก
ไม่เบียดเบียนเอาเปรียบผู้อื่น แต่ให้เป็นไปเพื่อไม่ตกเป็นทาสหรือหมกมุ่นในความสุขจากสิ่งปรนเปรอ
ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อความรักความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนในสังคมและช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากห รือด้อย
โอกาส

3) เป็นสังคมที่มีสัมมาวาจา กล่าวคือ เป้นสังคมที่มีการสื่อสารความจริงอย่างปราศจากอคติ
ไมใ่ ห้ร้ายใส่ความผู้อ่นื หรือสร้างความแตกแยก ไมน่ ำเสนอดว้ ยท่าทีทแี่ ข็งกรา้ วและไมน่ ำเสนอสง่ิ ท่ีไร้สาระ
แต่จะต้องนำเสนอสิง่ ทีม่ ีเน้ือหาสาระมปี ระโยชน์ เพื่อสร้างความรักความสามัคคีในสังคมอย่างสุภาพและ
ละเอยี ดอ่อน

4) เป็นสังคมที่มีสัมมากัมมันตะ กล่าวคือ เป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานศีลธรรมอันดี
มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สนิ มีสถาบันครอบครวั ที่เข้มแขง็

5) เป็นสังคมที่มีสัมมาอาชีวะ กล่าวคือ เป็นสังคมที่สมาชิกประกอบอาชีพที่สุจริตและ
มีการแบง่ ปันเสยี สละชว่ ยเหลอื ซึ่งกนั และกัน

6) เป็นสังคมท่มีสัมมาวายามะ กล่าวคือ เป็นสังคมที่สามารถพึ่งตนเองได้ มีความเพียร
พยายามในการกระทำสิง่ ต่างๆ อยา่ งไม่ยอ่ ทอ้ ตอ่ อุปสรรค

7) เป็นสังคมที่มีสัมมาสติ กล่าวคือ เป็นสังคมที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทปลอดจากอบายมุข
และยาเสพตดิ ให้โทษ ท่เี ป็นตวั บั่นทอนสตสิ ัมปชัญญะและความสามารถของคนในสังคมรวมทั้งรูจ้ ักเรียนรู้
แกไ้ ขข้อผิดพลาด เพอื่ พฒั นาตนเองอยู่เสมอ

39

เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ
โครงการพฒั นาสมรรถนะนักสังคมสงเคราะห์เนื่องในวันสังคมสงเคราะห์แหง่ ชาติ ปี 2565

8) เป็นสังคมที่มีสัมมาสมาธิ กล่าวคือ เป็นสังคมที่ประชาสังคมเขม้ แข็ง มีความสามัคคีเป็นนำ้
หนงึ่ ใจเดียว มีสำนกึ สาธารณะและแขง็ ขนั ในการมีสว่ นรว่ มในเรอ่ื งของสังคมอย่างดงี ามและเหมาะสม

พระพุทธศาสนามีหลักธรรมคำสอนอยู่มากมายทเ่ี ป็นคำสอนทางพระพุทธศาสนาให้ศาสนิกชน
ยึดถอื ประพฤติปฏิบตั ิอยู่ในหลักธรรมคำสั่งสอน ดังเชน่ อรยิ สจั 4 ถือวา่ เป็นคำสอนหลักหรือเป็น “หัวใจ
พระพุทธศาสนา” เป็นเรื่องที่แนบสนิทกับชีวิตของคนเราในทุกแง่ทุกมุมเพราะอริยสัจ 4 เป็นเรื่อง
เกย่ี วกับทกุ ข์ หรอื ปญั หาของชวี ิตและการแก้ไขผ่อนคลายปัญหานัน้ โดยอาศัยหลกั เหตุผลและสติปัญญา
โดยตรง อริยสัจ 4 เป้นธรรมอันประเสริฐจริง สมควรได้รับการเอาใจใส่ศึกษาอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบ
และปฏบิ ัตติ ามเทา่ ท่จี ะสามารถทำได(้ จิระกร เกตปุ ระยูร, 2556)

สรุป
ความรุนแรงในสังคมไทย โดยภาพรวมของสาเหตุความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมา

จากการกระทำความรุนแรงของคนที่ติดยาเสพติด เมาสุรา นิสัยส่วนตัวเป็นคนหงุดหงิดอารมณ์ร้อน
ความหึงหวง ความเครียด ความกดดัน ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ มีอาการป่วยทางจิต เจตคติ ความคิด
ค่านิยมและความเชือ่ การอบรมเลี้ยงดู ลักษณะความรุนแรงในสังคมเกดิ จากความขดั แยง้ ของประชาชน
ในเรื่องสิทธิ มนุษย์ชน ด้านมนุษยธรรมและความเป็นพลเมือง การนำเสนอเรื่องที่ใช้ความรุนแรงจาก
สอ่ื มวลชน เชน่ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ต ซง่ึ สอื่ ทกี่ ลา่ วมาล้วนมีส่วนกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงใน
สังคมได้ รูปแบบของการพนัน เช่น สลากกินแบ่ง (หวยบนดิน) บ่อน การพนัน ฟุตบอลและมวย เป็นตน้
ซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรง ได้แก่ การอยากรวยโดยไม่ต้องประกอบอาชีพ และการแสวงหาความสนุก
เพลิดเพลินโดยปราศจากความสำนึกผิดชอบ มีพฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมความรุนแรง มีพฤติกรรม
ต่อต้านสังคม การทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย โดยมีการกระทำผิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อ่ืน
แนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมนั้น หลักการสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธศาสนาน้ัน
มีความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าทุกวันนี้การใช้
ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป คนส่วนใหญ่ไม่เกรงกลัวต่อการกระทำความรุนแรง ขาดสติใน
การไตร่ตรอง ไม่เกรงกลัวต่อผลที่จะตามมาภายหลัง ก็เพราะคนในสังคมขาดศีลธรรมในการประพฤติ
ปฏิบัติตน กระบวนการแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยการนำเอาหลัก อริยสัจ 4 มาแก้ปัญหาสามารถ
นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตามกระบวนการของอริยสัจ ประการแรก ให้กำหนดรู้ปัญหาหรือทุ กข์ท่ี
เกิดขึน้ ใหช้ ัดเจน ประการท่สี อง คน้ หาสาเหตุของความทุกข์ที่เกิดข้ึนให้ได้ พิจารณาหาสาเหตุท่ีแท้จริงให้
ได้ ประการที่สามกำหนดหรือเข้าใจเป้าหมายของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนและถูกต้อง ทำเพื่ออะไร
ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร และประการที่สี่ ต้องปฏิบัติตามแนวการแก้ปัญหาอย่างถูกต้องตามหลักมรรคมี
องค์ 8 กระบวนการทงั้ 4 น้ี เม่อื มคี วามเหน็ ผดิ ประพฤตปิ ฏิบตั ิออกจากมรรคมีองค์ 8 เมอื่ ไร้ ความรนุ แรง
ในสังคมไทยก็เกิดขึ้น แต่ถ้ามีความเห็นถูกต้องประพฤตปิ ฏิบัติถูกต้องตามมรรคมอี งค์ 8 ชีวิตของคนก็จะ
มีความสุข ความเจริญ ความขัดแย้งความรุนแรงในสังคมไทยก็จะหมดไปหรือลดน้อยลง ความทุกข์จะ
ไม่เกิดเป็นวิธีการนำหลักการทางสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธศาสนามาปรับใช้ เพื่อให้คนในสังคม
ประพฤตปิ ฏิบัตแิ ต่สง่ิ ทด่ี งี าม

40

สังคมสงเคราะหก์ บั การรบั มือสถานการณ์ความรนุ แรงในสังคมไทย

เอกสารอา้ งองิ
ชยั วัฒน์ สถาอานันท.์ (2533). ทา้ ทา้ ยทางเลือก: ความรนุ แรงและการไม่ใช้ความรุนแรง. กรุงเทพฯ:

ศูนย์ขา่ วสารสันติภาพ.
จิตตมิ า กลุ ประเสริฐรัตน์. (2562). ความรุนแรงในสังคม. สบื ค้นจาก https://www.thaipost.net/main/

detail/50206
จริ ะเดช เกตปุ ระยูร. (2556). วธิ ีระงบั ความรนุ แรงตามแนวคิดในทางพุทธศาสนาเถรวาท.
สังคมสงเคราะห์. สบื คน้ จาก https://sites.google.com/site/socialworkofpsu/

sangkhmsngkheraah-khux
สำราญ ก้านพลูกลาง. (2559). การสงั คมสงเคราะหแ์ นวพุทธ. มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

วทิ ยาเขตนครราชสมี า.
อเุ ทน นตุ รกลาง. (2565). พทุ ธศาสนากบั การแก้ปญั หาสังคม.แหลง่ ขอ้ มลู . สบื ค้นจาก

http://oknation.nationtv.tv/blog/autan/2011/11/11/entry-2
Thaiconsent. (2564). เสน้ ทางสู่ความช่วยเหลือกรณเี หยื่อความรุนแรงในประเทศไทย.

สืบคน้ จาก https://www.thaiconsent.in.th/solution/roadtojustice01/

41

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โครงการพัฒนาสมรรถนะนักสงั คมสงเคราะห์เน่ืองในวนั สงั คมสงเคราะหแ์ หง่ ชาติ ปี 2565

ปอ้ งกันสงั คมท่เี ส่ียงดว้ ยความรนุ แรง ดว้ ยความอ่อนโยนแหง่ รกั

พทั ธยาพร สงั ขรตั น์1

บทนํา
ทุกวันของชีวิตมีความเส่ียงมากมายที่จะเสพสื่อความรุนแรงโดยที่ตั้งตวั รับไม่ทัน ก่อนที่จะลืม

ตา เราสามารถรับสื่อแบบทีส่ มองยงั ไม่ตนื่ และยังไม่สามารถกรอง เพราะการก้าวไปข้างหนา้ อย่างรวดเร็ว
เกินคาดของเทคโนโลยี ยุคดิจิทัล ประกอบกับผลกระทบมากมายอันเนื่องมาจากโควิด 19 ที่เปลี่ยนวิถี
ชีวิตของเราทุกคนอย่างยากที่จะคาดเดาทิศทาง เราต้องติดต่อกันแบบ New normal ในโลกเสมือนจริง
เพราะระยะห่างที่ถูกบังคับจากการป้องกันการติด Pandemic โควิด 19 ความสับสน กอร์ปกับ
ความกลัวและการบีบคั้นทางเศรษฐกิจโลก “เพราะฉะนั้น สำหรับนักสังคมสงเคราะห์ ที่ต้องทำงานกับ
กลุ่มเป้าหมายที่ด้อยโอกาส จึงต้องมีการออกแบบกระบวนการทำงานโดยกำหนดทิศทางในการทำงาน
เกาะตดิ เชิงลกึ กับกลุ่มเปา้ หมายทเ่ี ป็นเจ้าของปัญหาโดยตรง และตอ้ งเปลี่ยนแปลงวิธคี ิดทเ่ี น้นการค้นหา”
พลังเชิงบวก”และผลักดันให้ผู้ใช้บริการเปลี่ยนมุมมองไปสู่ด้านบวกของชีวิต (อภิญญา เวชชัย, 2559,
น. 27) นกั สังคมสงเคราะห์ มองความเปล่ียนแปลงขา้ งหนา้ ด้วยความทา้ ทายและความรับผิดชอบ ซ่ึงเป็น
พลังผลักดันให้กา้ วไปอยา่ งมศี กั ยภาพเพ่ือผ้รู บั บรกิ ารจะได้มีคณุ ภาพชีวิตทด่ี ีขึน้

ด.ช. กอลี (นามสมมติ) อาย1ุ 1 ขวบ ของเด็กชายไรส้ ญั ชาติ ท่อี าศัยชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก
แมข่ องกอลี คอื นาง นามี เป็นหญงิ ไรส้ ญั ชาติ อายุ 33 ปี ติดเหลา้ ไม่มงี านทำ นาง นามี มลี กู 5 คน ไม่มี
สามีเป็นตัวเป็นตน เพราะความเมาจึงถูกแสวงประโยชน์เรื่องเพศ และประกอบกบั ความโดดเดีย่ ว ว้าเหว่
ความต้องการความรัก และตัวนางเองก็ต้องการเงินไปซื้อเหล้าจึงมีเพศสัมพันธก์ ับผู้ชายที่เข้ามาข้องแวะ
ลูกๆ ของนางไม่ได้มีพ่อคนเดียวกัน ลูกๆ ของนางจึงมีชีวิตที่ลำบาก เพื่อปากท้องพี่ๆ ไปขโมยอาหาร
มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถูกจับได้ ก็โดนซ้อมอย่างป่าเถื่อน เหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปร ก็ทำความผิด
ซ้ำ และนางเองไม่มีความสามารถเลี้ยงดูลูก แต่ไม่ยอมให้ทางเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กนำไปดูแลที่บ้านพัก
เด็ก

สภาพของบ้านสกปรก ไม่มีระเบียบ มีขยะเรี่ยราดที่พื้น ที่นอน ผ้าห่ม สกปรก เหม็น และ
ขาดวิ่น เด็กๆ แต่งตัวมอมแมม สุขภาพไม่ดี ป่วยเพราะบ้านไม่มิดชิดเป็นเพิง หลังคารั่ว ไม่มีห้องส้วม
ที่ถูกสขุ ลักษณะ

เมื่อนางเมากลับมาและประกอบกับความรู้สึกกดดันจากสภาพที่เป็นอยู่ นางนามี อาละวาด
และทำร้ายลูก ร่างกายของนางสกปรกเสื้อผ้าสีหม่น เป็นรอยสกปรก มีกลื่นเหม็นเพราะการปล่อยปละ
ละเลย เมาแล้วนอนไปทั่ว โทรม แต่เมื่อสร่างเมา สภาพโดยธรรมชาติ ในความเป็นแม่นั้นรักและหวงลูก
แต่ขาดสตเิ พราะสารเสพติดท่ี ใช้ จงึ กระทำความรนุ แรง ทำรา้ ยรา่ งกาย ตี ด่า ตวาด ขาดความย้งั คิด

เวลาได้ยินเสียงแม่กลับมาเมา อาละวาด บางครั้ง ลากกันมากับชายคู่นอนที่เจอกันตอนเมา
มาต่อท่บี ้าน เดก็ ๆ ร้ถู งึ ความไมป่ ลอดภยั วิ่งหนกี นั จา้ ละหวนั่ กอลี รบี พานอ้ งๆ หนอี อกจากบ้านไปหลบใน

1 นกั สงั คมสงเคราะห์ พน้ื ท่พี ักพงิ ผหู้ นีภยั ส้รู บ บ้านแม่หละ องคก์ รโคเออร์ บา้ นเลขที่ 5 ถนน ราษฎรอ์ ุทิศ ต.แมส่ อด อ.แม่สอด จ.ตาก
63110 โทรศพั ทม์ อื ถือ: 091-0120107/ E-mail address: [email protected] / ID line 0819516026


Click to View FlipBook Version