The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมบทความ Proceedinga สถาปนาคณะ 67 ปี (27 ม.ค.64).doc

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ntknight478, 2021-02-02 22:28:08

รวมบทความ Proceeding สถาปนาคณะ 67 ปี

รวมบทความ Proceedinga สถาปนาคณะ 67 ปี (27 ม.ค.64).doc

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ผลกระทบตอ่ วถิ ีชมุ ชน เมือ่ โควดิ -19 แพรร่ ะบาด

150

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

แผงลอย และโรคระบาด
Street Vending and the Pandemic

รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล นิราทร1
Associate Professor Narumol Nirathron, Ph.D.2

Abstract
The paper affirms vital roles of street vending in the aspects of reduction of poverty, inequality
and entrepreneur development and the fact that street vending has been marginalized by the vendors
themselves, policy of local administration organization and the concept of city development.The
coronavirus pandemic brings along threats and opportunities for street vending. In one hand the
pandemic enormously affect the livelihoods of street vendors, but on the other hand it creates earning
opportunities as the economic impact of COVID-19 has been severe and local production and
consumption become vital to economic recovery. The paper urges the government and local
administration organization to reconsider measures that hamper the enterprising of street vending and in
the mean time act on monitoring, promotion and development of street vendors for the recovery of
local and national economy.
Keywords : Street vending, grassroot economy, the pandemic

บทคัดย่อ
บทความนำเสนอความสำคัญของอาชีพแผงลอยต่อการลดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และ การพัฒนา
ผู้ประกอบการในกลุ่มแรงงานทั้งท่มี ีและไม่มโี อกาสในการประกอบอาชพี แต่ถกู เบยี ดขับดว้ ยหลายสาเหตทุ ั้งจากผูค้ ้า นโยบาย
ของรฐั บาลทอ้ งถนิ่ และแนวคิดการพฒั นาเมือง การระบาดของโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 แมใ้ นด้านหน่ึงทำใหส้ ถานการณ์
ประกอบอาชีพของผ้คู ้าแผงลอยยากลำบากมากข้ึน แต่ในอีกดา้ นหนึ่งก็สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เน่ืองจากการชะงัก
งันของการคา้ การลงทุนระหว่างประเทศ ทำใหก้ ารสรา้ งอุปสงค์และอปุ ทานภายในประเทศมีความสำคัญ บทความเสนอใหร้ ัฐ
ทบทวนนโยบายและมาตรการท่ีจำกัดการประกอบอาชีพ ในขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการกำกับ ส่งเสริม และ พัฒนา
ผปู้ ระกอบอาชพี เพ่อื ให้การคา้ แผงลอย มีบทบาทในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจทัง้ ในระดบั ท้องถนิ่ และระดบั ประเทศ
คำสำคัญ: แผงลอย, เศรษฐกิจฐานราก, โรคระบาด

คำนำ
การค้าแผงลอยเป็นอาชีพอิสระ จัดอยู่ในกลุ่ม “วิสาหกิจรายย่อย” ตามคำจำกัดความของ สำนักงานส่งเสริม
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) “วิสาหกิจรายย่อย” ครอบคลุมทั้งการผลิต การค้า บริการ ที่มีการจ้างแรงงาน
ไม่เกิน 5 คน หรือ มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท คำจำกัดความน้ีเพ่ิงกำหนดในปี 2563 ในอีกด้านหน่ึง การค้าแผงลอย
เป็นเศรษฐกิจฐานราก การพิจารณา “หาบเร่แผงลอย” ในฐานะเศรษฐกิจฐานราก ทำให้บทบาทของหาบเร่แผงลอย
มคี วามสำคัญมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเป็นหนึง่ ในยุทธศาสตร์กระจายรายได้ แก้ไข

1 อาจารย์ประจำคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Full-time faculty member, Faculty of Social Administration, Thammasat University

151

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 67

ปัญหาความยากจน ลดความเหล่ือมล้ำในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564) และเป็น
ประเด็นหนึ่งในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2580)

แม้จะมีความสำคัญ แต่การค้าแผงลอยเป็นอาชีพที่เผชิญปัญหามากท่ีสุดอาชีพหนึ่งจากปัญหาการบริหารจัด การ
และความขดั แย้งด้านการใช้พื้นท่ีสาธารณะเนื่องจากมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ในหลายกรณีมีผลประโยชน์ขัดกัน เช่น
ภาคธุรกิจซ่ึงต้องการสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการลงทุนในเมืองมหานคร คนช้ันกลางต้องการวิถีชีวิตท่ีสะดวกสบายและ
สภาพแวดล้อมท่ีปลอดภัย ผู้มีรายได้น้อยในเมืองต้องการเข้าถึงท่ีอยู่อาศัย บริการสังคมและโอกาสในการประกอบอาชีพ
(Yap, 2017, p. 29)

บทความเร่ืองน้ีมีวัตถุประสงค์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการค้าหาบเร่แผงลอย ด้านบทบาทในการแก้ไขปัญหา
ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ และ การพัฒนาผู้ประกอบการในกลุ่มแรงงานทั้งท่ีมีและไม่มีโอกาสในการประกอบอาชีพ
พลวัตของการค้าแผงลอย ซึ่งสะท้อนการเปล่ียนแปลงในด้านอาชีพ รวมทั้งศักยภาพในการช่วยฟ้ืนฟูเศรษฐกิจท่ีตกต่ำจาก
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เนื้อหาบทความเร่ิมต้นจากการทำความเข้าใจกับการค้าแผงลอย นโยบายของรัฐ ปัญหาและ
ความท้าทายในการจัดการ ผลกระทบจากโรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 และขอ้ เสนอเพอื่ สนบั สนนุ บทบาทการค้าแผงลอยต่อ
การฟื้นฟเู ศรษฐกจิ

การค้าขนาดเล็ก แผงลอย: การเปลีย่ นผ่านของทฤษฎีทส่ี ะท้อนพลวัตของอาชีพ
วิสาหกิจรายย่อยเป็นกิจกรรมท่ีพบเห็นได้ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในซีกโลกใต้ ประกอบด้วยกิจกรรมหลาย
ประเภท หากเป็นกิจกรรมในเศรษฐกิจนอกระบบท่ีใช้พื้นท่ีสาธารณะ เช่น ทางเท้าหรือริมทาง ก็จะเรียกว่า หาบเร่ แผงลอย
หรือ รถเข็น แผงลอยเป็นรูปแบบหน่ึงของการจัดวางสินค้า ผคู้ ้าจัดวางสินค้าไว้บนแผง โต๊ะ หรือ รถเข็นท่ีต้ังอยู่กับท่ี รปู แบบ
ของแผงลอยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นท่ี แต่ปัจจุบัน แผงลอยส่วนใหญ่เป็นรถเข็น เนื่องจากความสะดวกในการเคลื่อนย้าย
รถเข็นมีขนาดและรูปร่างต่างกัน ข้ึนอยู่กับชนิดของสินค้าที่ขาย นอกจากแผงลอย การค้าขนาดเล็กยังหมายรวมถึงการ
ประกอบการในระดับกลุม่ หรอื ชุมชน หรือ การค้าในระบบออนไลน์ แตใ่ นบทความเรื่องนีจ้ ะกล่าวถึงการค้าแผงลอยเท่าน้ัน
ในบทความน้คี ำว่า “วิสาหกิจรายย่อย” “การคา้ ขนาดเลก็ ” และ “แผงลอย” มีความหมายเดียวกัน
แผงลอยเป็นกิจกรรมในเศรษฐกิจนอกระบบที่ท่ีเห็นได้ชัดเจนและแพร่หลายในเมืองหลักทุกประเทศ แม้จะพบ
มากกว่าในประเทศที่ยากจนหรือกำลังพัฒนา (Bromley, 2000) มีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนมากท่ีสุด
ท้ังในฐานะกิจกรรมสรา้ งงาน สรา้ งรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนท่มี ีทางเลือกจำกัด และ เป็นแหล่งสินค้าอุปโภคบริโภค
สำหรับผซู้ ื้อท่มี ีฐานะทางเศรษฐกจิ ทีแ่ ตกต่างกัน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ซอื้ รายได้นอ้ ย ผู้คา้ กระจุกตวั ในเขตเมอื งมากกวา่ ในชนบท
สินค้าท่ีขายมีท้ังอาหารและสินค้าท่ีมิใช่อาหารหรือเป็นบริการก็ได้ เช่น ทำกุญแจ ซ่อมของใช้ เป็นต้น โดยท่ัวไปการค้า
แผงลอยมีลกั ษณะดงั น้ี (Suharto, 2003)
1. เป็นการประกอบการคา้ ในพ้ืนท่สี าธารณะ ซึ่งโดยปกตไิ ม่ได้มีไว้เพ่อื วตั ถปุ ระสงค์ในการแสวงหากำไร
2. มสี นิ คา้ หลากหลายท้งั ท่เี ป็นอาหารและมิใช่อาหาร หรอื บริการ
3. มคี วามเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะฐานะท่ีเป็นหน่วยกระจายสนิ ค้า (Backward linkage)
ใหอ้ ุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรอื อตุ สาหกรรมในครวั เรอื นหรือ ธุรกิจขนาดเล็ก
4. ผคู้ ้าสว่ นใหญ่ประกอบการค้าโดยไม่ได้รับอนญุ าต แต่ก็ไมถ่ ือว่าเปน็ อาชญากร หากไม่ไดข้ ายสนิ ค้าทผี่ ิดกฎหมาย
5. ผคู้ ้าไม่เสียภาษี แต่อาจเสียค่าธรรมเนยี มให้หน่วยงานระดับท้องถ่ิน หรอื หรืออาจเสียค่าคุ้มครองให้กับเจา้ หน้าที่
ของรฐั หรือ
6. เปน็ ธรุ กิจระดบั ครอบครัว หากมีการจ้างงานกไ็ ม่เกิน 5 คน ใช้เทคโนโลยีตำ่ และเงินลงทุนต่ำ
7. ผู้คา้ ไมไ่ ดร้ ับการคมุ้ ครองตามกฎหมาย

152

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

8. มักขาดแคลนสง่ิ อำนวยความสะดวกดา้ นโครงสรา้ งพนื้ ฐาน
งานวิจัยที่กล่าวถึงแผงลอยในกรุงเทพมหานครย้อนหลังไปได้ถึงปี 1956 (2499) ซ่ึงผู้ค้าส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและ
เป็นผชู้ าย จนถึงปัจจุบันคือ ปี 2563 การศึกษาผู้ค้าแผงลอยในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2523 เป็นตน้ มา สะท้อนการเปล่ียน
ผา่ นของทฤษฎีทอ่ี ธบิ ายการคงอยแู่ ละขยายตัวของการค้าแผงลอยอย่างน้อย 6 ทฤษฎี ตั้งแต่สำนักทวิลักษณ์ (Dualist) สำนัก
โครงสร้าง (Structuralist) สำนักกฎหมาย (Legalist) สำนักสมัครใจ (Voluntarist) สำนักหลังสมัยใหม่ (Post-modernist)
และสำนักผนวกรวม (Inclusionist) การเปลี่ยนผ่านของทฤษฎีสะท้อนเหตุผลที่แตกต่างกันในประกอบอาชีพ รวมถึงบทบาท
ของแผงลอยต่อการลดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และ สร้างผู้ประกอบการ และที่สำคัญคืออิทธิพลของพลวัต
เศรษฐกิจโลก ซ่ึงอยู่นอกเหนือการควบคุมในระดับประเทศ ทฤษฎีเหล่านี้พิจารณาการค้าแผงลอยท้ังในด้านอุปสงค์และ
อุปทาน ต้ังแต่การเสนอว่าผู้ค้าแผงลอยเป็นผู้ท่ีมีทางเลือกจำกัดในการประกอบอาชีพ ซ่ึงเมื่อเวลาผ่านไป ก็ พบว่าการเข้าสู่
อาชีพไม่ได้เกิดจากมีทางเลือกจำกัดแต่เป็นความสมัครใจ เนื่องจากเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ แต่ผู้ค้าแผงลอยไม่ประสงค์
เป็นผู้ค้าในระบบ การค้าแผงลอยยังสนับสนุนเศรษฐกิจระบอบทุนนิยม เพราะขายสินค้าราคาถูกทำให้แรงงานสามารถยังชีพ
ได้แม้ค่าตอบแทนจากการทำงานจะต่ำ นอกจากน้ันแผงลอยไม่ได้เป็นกิจกรรมที่มีเฉพาะมิติเศรษฐกิจเท่าน้ัน แต่ยังมีมิติ
ทางสังคม วัฒนธรรมประกอบด้วย เช่น วัฒนธรรมอาหารและการบริโภคในที่สาธารณะ มิติเหล่านี้สนับสนุนการคงอยู่และ
ขยายตัวของแผงลอย และสดุ ท้ายคอื การสนับสนนุ ใหผ้ ู้คา้ รวมกลุ่มเพอ่ื ยืนยันสิทธทิ ี่จะมีส่วนร่วมในเมือง (Rights to the city)
การเปลยี่ นผา่ นของทฤษฎเี หล่าน้สี ะท้อนพฒั นาการหรอื การเปล่ียนแปลงในบทบาทของการค้าขนาดเล็ก จากการแก้ไขปัญหา
ความยากจน ไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ผู้คนท่ีเข้าสู่อาชีพทั้งด้วยมีทางเลือกจำกัด และ เพราะสมัครใจ เนื่องจาก
มองเห็นศักยภาพของการค้าแผงลอย รวมถึงการเช่ือมโยงการค้าแผงลอยเข้ากับบริบทท่ีกว้างขวางข้ึนและมีพลวัตคือ
การรวมกลุ่ม การวางแผนเมอื ง และการจัดการพนื้ ที่สาธารณะในเมือง
งานศึกษาเกย่ี วกบั ผู้ค้าแผงลอยในกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะหลังปี 2543 แสดงความหลากหลายทางเศรษฐฐานะ
ของผู้ประกอบอาชีพ มูลเหตุจูงใจในการประกอบอาชีพ ความหลากหลายของสินค้าและพ้ืนท่ีขาย ปัญหาในการประกอบ
อาชีพ ท้ังจากสภาพเศรษฐกิจ การจัดการชองรัฐ และ การสนับสนุนท่ีต้องการซ่ึงได้แก่พื้นท่ีขายและการเข้าถึงแหล่งทุน
ในการประกอบอาชีพ ข้อมูลเหล่าน้ีสะท้อนบทบาทของการค้าแผงลอย (นฤมล นิราทร, 2560; วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ
บณุ ฑริกา ชลพิทกั ษว์ งศ,์ 2563) และมนี ยั ต่อการจัดการ

มติ ขิ องการประกอบการ มูลค่าทางเศรษฐกิจ
ข้อแตกต่างประการสำคัญระหว่างการค้าแผงลอยและกิจกรรมอื่นในเศรษฐกิจนอกระบบ คือ แผงลอยมีมิติการ
ประกอบการ มิติน้ีมีความสำคัญเนื่องจากเชื่อมโยงกับการมีงานทำ การสร้างงาน สร้างรายได้ในเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์
ซึ่งอาชีพอิสระมีความสำคัญมากขึ้น การค้าประเภทน้ีมีบทบาทในการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งหากมีศักยภาพ
และได้รบั การสนับสนุนจะสามารถขยายการประกอบการได้ แผงลอยยังเชอ่ื มโยงผู้บรโิ ภค รวมท้ังผู้ผลิตระดบั ตา่ งๆ ในห่วงโซ่
มูลค่าและยังมีบทบาทในการส่งเสริมทุนทางสังคมและทุนวัฒนธรรม ซ่ึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าบทบาทในเชิงเศรษฐกิจ
(Roever, 2014; Nirathron, 2006; Cross, 2000) การประกอบการแผงลอยมีมิติที่หลากหลาย แต่ในท่ีน้ีผู้เขียนขอนำเสนอ
ใน 6 มิติ ตัวอยา่ งของมติ เิ หลา่ น้ี ไดแ้ ก่1 (นฤมล นิราทร, 2560)
1. มิติพ้ืนท่ีประกอบอาชพี การค้าแผงลอยจำแนกตามประเภทของพื้นท่ีได้ดังนี้ McGee (1970, pp. 19-21)

1.1 ท่ีชมุ ชน (Focus agglomeration) เชน่ นอกตลาด สถานขี นส่ง ในชมุ ชน
1.2 ถนนและทางเท้า (Street hawkers)

1 เนื้อหาส่วนนจี้ ากงานศกึ ษาของผูเ้ ขยี นเรือ่ ง “การบริหารจัดการการค้าข้างทางในประเทศไทย : สถานการณแ์ ละทศิ ทางทีค่ วรจะเป็น” ในปี 2560

153

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

1.3 ตลาดนัด (Bazaars) ซง่ึ ผ้คู ้าจ่ายคา่ ใช้พนื้ ท่ี
2. มิติความ (ไม่) ถูกกฎหมาย ในมิตินี้ผู้ค้าจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม (Greenburg, Topol, Sherman, &
Cooperman, 1980)

2.1 กลุ่มที่ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมาย (Legitimate vendors) คือ กลุ่มที่ประกอบอาชีพเต็มเวลา
จ่ายค่าธรรมเนียม (และภาษีประกอบการ) ให้รัฐ

2.2 กลุ่มผ้คู า้ ทีป่ ระกอบการคา้ ในลกั ษณะชั่วคราว (Ephemeral vendors) กลุ่มนไ้ี มไ่ ดป้ ระกอบอาชีพ
เตม็ เวลา แต่จะขายในพ้ืนท่ีตลาด หรอื ตลาดนัด หรือ ในเวลามเี ทศกาลพิเศษ

2.3 กลุ่มผู้ค้าท่ีประกอบการค้าโดยไม่ถูกกฏหมาย (Underground vendors) กลุ่มนี้ขายสินค้าในพื้นที่
ทไี่ มไ่ ดร้ ับอนุญาต หรอื โดยไม่ไดร้ บั อนุญาต

3. มิติความถาวรหรือช่ัวคราวในการประกอบอาชีพ จำแนกผู้ค้าข้างทางเป็น 4 กลุ่ม (Wakefield, Castillo, &
Beguin, 2007)

3.1 กล่มุ ผู้ค้าที่ประกอบอาชพี เพ่ือหารายได้พิเศษ (Sideline) ตามเทศกาล
3.2 กลุ่มผู้ค้าท่ีประกอบอาชีพถาวร แตเ่ คล่อื นยา้ ยไปตามตลาดทเี่ ปิดดำเนินการชัว่ คราว (Nomadic) เช่น ผู้ค้า
ตามตลาดนัด
3.3 กลมุ่ ผ้คู า้ ท่ปี ระกอบอาชพี ในช่วงเวลาเฉพาะ (Opportunistic) ซง่ึ ประกอบอาชีพในลกั ษณะชว่ั คราวกว่าผู้ค้า
แบบแรก
3.4 กลมุ่ ผู้ค้าแบบดั้งเดิม (Traditional transient) หมายถึง ผูค้ ้าทข่ี ายสินคา้ เปน็ อาชีพหลัก ตงั้ วางสินคา้ ทัง้ เป็น
ท่ีหรือมีการเคลอ่ื นย้าย ผู้ค้าแผงลอยในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่จัดอยใู่ นกลุ่มนี้ ผู้ค้ากลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากท่ีสุดจาก
การไลร่ อื้
4. มติ ิฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้คา้ มสี ถานภาพทางเศรษฐกจิ แตกต่างกัน มงี านศึกษาทีร่ ะบุว่าผู้ค้ามีฐานะทางเศรษฐกิจ
สามระดบั (นฤมล นิราทร, 2548)
4.1 ผูค้ ้าในระดบั ยงั ชีพ
4.2 ผคู้ า้ ท่ีมรี ายได้พ้นระดับยังชพี และไมป่ ระสงคข์ ยายการประกอบอาชพี
4.3 ผูค้ ้าที่ประสงค์ขยายการประกอบอาชีพ
ผู้ค้าแต่ละระดับเผชิญความท้าทายต่างกันและต้องการการสนับสนุนแตกต่างกัน สำหรับผู้ค้าระดับเลี้ยงชีพ
แหล่งวัตถุดิบราคาถูกเป็นปัจจัยท่ีมีความสำคัญมาก เนื่องจากผุ้ค้ามีทุนด้านอื่นๆ ต่ำ กำไรท่ีได้จึงมาจากความประหยัดด้าน
ต้นทุนมากกว่าปัจจัยอ่ืนๆ สำหรับผู้ค้าท่ีมีเงินออม การมีเครือข่ายทางสังคมซ่ึงในหลายกรณีเป็นที่มาของ “ความรู้”
ที่จำเป็น ท้ังความรู้ด้านการเงิน และการผลติ สำหรบั ผ้คู ้าทุกระดับการการมีพื้นที่ขายที่แน่นอน การสนับสนนุ จากครอบครัว
ความประหยัดและอดออม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนมีความสำคัญ ข้อมูลจากธนาคารออมสินยืนยันว่า ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย
จำนวนหน่งึ สามารถเลือ่ นฐานะจากผูค้ ้าระดบั ยังชพี เป็นผู้ค้าท่ีมเี งนิ ออม และขยายกจิ การได้ (ธนาคารออมสิน, 2556)
5. มติ ิอาชพี ตามมาตรฐานสากล (International Standard Classification of Occupation: ISCO-08) แผงลอย
ได้รับการจัดประเภทอาชีพตามมาตรฐาน ISCO-08 ไว้ในหมวดอาชีพท่ี 5 (รหัสอาชีพที่ 5211 และ 5212 : พนักงานบริการ
และจำหน่ายสินค้า ซึ่งรวมการจัดเตรียมอาหารพร้อมบริโภคไว้ด้วย) และในหมวดอาชีพที่ 9 (รหัสอาชีพ 9520: ผู้ประกอบ
อาชีพงานขั้นพื้นฐาน ซ่ึงไม่รวมการจัดเตรียมอาหารพร้อมบริโภค) การจัดประเภทอาชีพตามมาตรฐานสากล เป็นการจัด
ประเภทอาชีพโดยใช้เกณฑ์ “งาน” และ “ทักษะ” ตามองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ สาขาวิชาและความรู้ที่จำเป็นต้องใช้
เครื่องจักรและเครื่องมือท่ีใช้ วัตถุดิบท่ีใช้ และ สินค้าบริการที่ผลิต หมวดอาชีพที่ 5 ใช้ทักษะระดับที่ 2 และ หมวดที่ 9
ใชท้ กั ษะระดับท่ี 1 ตามลำดบั (ILO, pp. 246-7) ความแตกต่างทช่ี ัดเจนระหว่างทักษะทใ่ี ช้คือทกั ษะดา้ นการบรกิ าร จัดเตรียม

154

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 67

อาหารและสุขอนามัย (ILO, 2012, p. 247) จากเกณฑ์น้ีสินค้าท่ีขายก็มีความสำคัญ เพราะหากเป็นสินค้าประเภทอาหาร
สามารถจำแนกผู้คา้ ได้เปน็ ผคู้ า้ ท่เี ตรยี มอาหาร และไม่ไดเ้ ตรยี มอาหาร การจำแนกลกั ษณะนี้ทำให้เห็นความสำคญั ของประเด็น
อาหารปลอดภยั ซ่ึงเชอ่ื มโยงกับสุขาภิบาลอาหาร

6. สินค้าที่ขาย จำแนกได้เป็นสินค้าท่ีเป็นอาหาร (Food) และไม่ใช่อาหาร (Non-food) สินค้าท่ีเป็นอาหารยัง
จำแนกได้เป็นอาหารสด อาหารปรงุ อาหารปรุงสำเรจ็ อาหารสำเรจ็ รปู ความหลากหลายนี้สะท้อนวัฒนธรรมอาหารของไทย
และเปน็ ท่มี าของคำว่า “สตรีทฟดู้ ” ซ่ึงมีนัยของวฒั นธรรมและความหลากหลาย ส่วนสนิ ค้าที่ไม่ใชอ่ าหารกม็ ีความหลากหลาย
เช่นกัน

มติ ิเหล่านม้ี นี ยั ในเชิงนโยบายท้งั การจดั การและการกำกับ การสง่ เสรมิ และพฒั นา (นฤมล นิราทร, 2560) อาจกล่าว
ได้ว่าในกรุงเทพมหานคร จะพบแผงลอยในมิติต่างๆ เหล่านี้ ท้ังในด้านพ้ืนท่ี ด้านความถูกและไม่ถูกกฎหมาย ความช่ัวคราว
และถาวรในการประกอบอาชีพ ความแตกต่างในฐานะเศรษฐกิจ และ ความหลากหลายของสินค้า และความสำคัญของ
แผงลอยขายอาหาร หรือ สตรีทฟู้ด พ้ืนที่ท่ีต่างกันของการประกอบอาชีพ สะท้อนถึงรูปแบบการจัดการที่ควรจะแตกต่างกัน
ความชัว่ คราวหรือถาวรของการประกอบอาชีพ สะทอ้ นกงึ การเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสรมิ หากเป็นอาชพี หลักก็แปลว่าเป็น
ท่มี าของรายได้หลักของผูค้ ้าและครอบครัว หากไม่สามารถประกอบอาชพี ได้ ครอบครวั กข็ าดรายได้และนำไปสปู่ ญั หาสงั คมได้
ความแตกต่างในฐานะทางเศรษฐกิจสะท้อนถึงความต้องการการสนับสนุนท่ีแตกต่างกัน ผู้ค้าในระดับยังชีพหรือต่ำกว่า
จำเปน็ ต้องได้รับการสนับสนุนให้พ้นจากความยากจน ในขณะท่ีผ้คู ้าที่มเี งินออมและตอ้ งการขยายการประกอบอาชีพ ต้องการ
การสนับสนุนให้สามารถขยายการประกอบการให้สอดคล้องกับศักยภาพที่มีอยู่ ในทำนองเดียวกับผู้ค้าที่ขายอาหารก็สมควร
ได้รับการสนับสนุนด้านทักษะอาชีพ และ ข้อปฏิบัติด้านสุขาภิบาลอาหาร แต่เท่าท่ีปรากฏการจัดการให้ความสำคัญกับมิติ
พ้นื ที่และมิติกฎหมายเปน็ หลัก แม้จะมกี ารกำกบั ด้านสุขาภิบาลอาหารบา้ ง และเทา่ ที่ผ่านมายงั ขาดประสิทธิผล เมื่อพิจารณา
จากข้อร้องเรยี นจากประชาชนที่ประสบปัญหาการสัญจร และ ความไม่เป็นระเบียบจากการตั้งแผงค้า และกรุงเทพมหานคร
แก้ปัญหาโดยการไล่รื้อ ในขณะที่มีการศึกษาท่ียืนยันว่าแผงลอยไม่เป็นอุปสรรคทางเท้า คนส่วนใหญ่ชอบเดินไปในที่ที่มี
แผงลอย แผงลอยช่วยสร้างชีวิตให้กับถนนและทางเท้า และยังเป็นหูเป็นตาสร้างความรู้สึกปลอดภัย ในช่วงเวลากลางคืน
(Eyes on Streets) (Arphawan Sophontammarak. 2561) การเดินในเมืองยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจ
ขยายตัว เนื่องจากมีการจับจ่ายใช้สอย (Vanut Phutnark, 2019; กรกมล คีรีวัฒน์, 2020) หากพิจารณาจากมูลค่าทาง
เศรษฐกิจของแผงลอย รวมทงั้ บทบาทในการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กอ็ าจกลา่ วได้วา่ การจดั การทเี่ ปน็ อยู่
ยงั ขาดความเขา้ ใจในบทบาทของแผงลอยในมิตเิ ศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม

บทบาทสำคัญของแผงลอยด้านการสรา้ งงาน สร้างอาชีพ แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เป็นท่ยี อมรับ
กนั มานานแล้ว รายได้และการลงทุนในแต่ละวนั ของผู้ค้าแผงลอยมีมูลคา่ สงู มากเน่ืองจากจำนวนผูค้ ้ามีจำนวนมาก งานศึกษา
ผคู้ า้ แผงลอยสี่เขตในกรุงเทพมหานครในปี 2560 ระบุวา่ การลงทุนเฉล่ยี ในแต่ละวันคิดเปน็ 2,237.48 บาท ส่วนรายไดค้ ิดเป็น
3,208.40 บาท ผู้ค้ามีกำไรวันละ 970.92 บาท เงินลงทุนสะท้อน Backward linkage สร้างรายได้ให้ผู้ค้าวัตถุดิบประเภท
ต่างๆ ท่ีผู้ค้าจัดซื้อ เงินจำนวนน้ีกลับไปสู่แหล่งวัตถุดิบ ท้ังอาหารสด อาหารแห้ง รวมทั้งวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบการ
แต่ละวัน และโดยเฉพาะเม่ือแหล่งวัตถุมากกว่าร้อยละ 80 มาจากตลาดด้ังเดิม จึงเท่ากับเป็นการกระจายรายได้กลับสู่
เศรษฐกิจฐานรากอีกกลุ่ม ส่วนรายได้นั้นทำให้ผู้ค้าสามารถนำเงินกลับไปใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในเรื่องกำไรน้ี
คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหล่ือมล้ำ วุฒิสภา ใช้ตัวเลขประมาณการจำนวนผู้ค้าแผงลอยที่
170,000 คนในปี 2562 (ตามการประมาณการของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) คำนวณรายได้ท่ีเพ่ิมขึ้นในผลิตภัณฑ์มวล
รวมของจังหวัดและของประเทศต่อปี โดยกำหนดให้ผู้ค้ามีกำไรรายละ 1,000 บาทต่อวัน ผู้ค้าขายของ 20 วันต่อเดือน และ
12 เดือนต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 67,728 ล้านบาท (คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลด
ความเหล่ือมล้ำ วุฒิสภา, 2562, น. 105) ในประเด็นความเหล่ือมล้ำ งานศึกษาในปี 2561 ระบุว่า หากไม่มีแผงลอยอาหาร

155

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ประชาชนต้องจา่ ยเงินค่าอาหารเพิ่มขึ้นเดือนละ 357 บาท (Carrillo-Rodriguez and Reeds, 2018) ในประเด็นสังคม การมี
อาชีพ มีงาน มีรายได้ เป็นการลดปัญหาสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้าและผู้ซ้ือ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ท่ีไม่
สามารถแทนที่ได้การซ้ือของจากร้านสะดวกซื้อ2 ในด้านวัฒนธรรมนั้น ประเด็นอาหารมีความชัดเจนท่ีสุด อาหารริมทางหรือ
สตรีทฟู้ดในกรงุ เทพมหานครได้รบั การยกย่องให้เปน็ สตรีทฟู้ดท่ีดีทส่ี ุดแหง่ หน่งึ ของโลก ส่วนการค้าแผงลอยเป็นปัจจัยหนึ่งท่ี
ทำให้กรุงเทพมหานครได้รับรางวัล “เมืองท่องเที่ยวที่ดีท่ีสุดในโลก” (The World’ s Best Award 2012) ติดต่อกันสี่ปี
ในปี 2555 กรุงเทพมหานครเองจัดโครงการ “หาบเร่เสน่ห์เมือง” กำหนดนำร่องใน 5 พ้ืนที่ แต่ดำเนินการได้ใน 3 พื้นท่ี คือ
“หาบเร่ เสน่ห์ดอกไม้” เขตปทุมวัน “หาบเร่ เสน่ห์แฟช่ัน” ย่านประตูน้ำ และ “หาบเร่ เสน่ห์กรุงเก่า”เขตบางกอกใหญ่
ในปี 2554 เพอ่ื สง่ เสรมิ การทอ่ งเที่ยว (นฤมล นริ าทร, 2557)

แม้กรุงเทพมหานครมีนโยบายจำกัดหาบเร่แผงลอยมาตั้งแต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรก ด้วยเหตุผลท่ีว่า
แผงลอยทำใหบ้ า้ นเมอื งไมเ่ ป็นระเบยี บ ล้าสมยั สกปรก และ กดี ขวางทางสญั จรของประชาชน แต่ก็ไมเ่ คยประสบความสำเร็จ
ในการไล่ร้ือแผงลอยให้หมดจากกรงุ เทพมหานคร ในทางตรงข้ามแผงลอยกลับเพม่ิ ข้ึน เน่อื งจากภาวะเศรษฐกิจ และบทบาท
ของแผงลอยต่อระบบเศรษฐกิจดังได้กล่าวแล้ว เป็นท่ีน่าเสียดายว่าศักยภาพและความสำคัญของการค้าแผงลอยถูกบดบัง
ด้วยปัญหาการบริหารจัดการ และทัศนะของผู้บริหารต่อความเป็นระเบียบของเมือง เจ้าหน้าท่ีของรัฐไม่สามารถกำกับดูแล
ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งด้วยสาเหตุทางการเมืองและการขาดธรรมาภิบาล ในระดับผู้ค้า ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
ผนวกกับการขาดความรับผิดชอบ ทำให้ผู้ค้าใช้วิธีการต่างๆ เพ่ือให้ได้พื้นที่การค้า ผู้บางรายขายสินค้าไม่ถูกกฎหมาย ไม่มี
คุณภาพ ผู้ค้าไม่สามารถรวมกลุ่มและบริหารจัดการกันเอง แม้ในพ้ืนท่ีท่ีไม่ห่างกันนัก นอกจากน้ันยังมีมือที่มองไม่เห็นที่
สนับสนุนให้เกิดการละเมิดกฎหมายเพ่ือให้มีพื้นท่ีขาย และท่ีสำคัญคือ แนวคิดในการจัดการพื้นท่ีสาธารณะท่ีไม่ได้ให้
ความสำคญั ตอ่ การมสี ่วนร่วมและการใชป้ ระโยชนร์ ว่ ม (Mixed use)

ปญั หาการบริหารจดั การหาบเรแ่ ผงลอย
การจดั การแผงลอยมคี วามซบั ซอ้ น ด้วยเหตุผลหลายประการ
1. แผงลอยมีทั้งศักยภาพและประโยชน์ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แต่ก็มีโอกาสสร้างความขัดแย้งใน
สงั คมได้
2. พ้ืนท่กี ารประกอบอาชพี มีจำกัด ส่วนหน่ึงเกิดจากความเข้าใจวา่ “ทางเทา้ มีไว้สำหรบั เดินเท่าน้ัน” ไมไ่ ดพ้ ิจารณา
การใช้ประโยชนร์ ว่ ม (Mixed uses)
3. บทบาทของรฐั ตอ่ การค้าแผงลอยย้อนแย้ง เนอื่ งจากศักยภาพ ประโยชน์ ข้อจำกัด และ ผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสีย รัฐจึง
ตอ้ งทั้งสนับสนุน และ จำกดั การประกอบอาชีพ
4. มผี มู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสยี จำนวนมาก ทง้ั ผ้คู ้า ผซู้ อื้ ประชาชนที่สญั จร ธรุ กจิ ในระบบ “มือท่ีมองไมเ่ ห็น” และเจา้ หนา้ ที่
ของรฐั ท่ที ำหน้าทก่ี ำกับดแู ล
5. แผงลอยมีหลายมิติ ทั้งมิติพ้ืนที่ กฎหมาย ฐานะทางเศรษฐกิจ ประเภทสินค้า มิติเหล่านี้มีนัยเชิงนโยบายและ
การจัดการ และต้องการการจัดการที่เข้าใจและมองเห็นศักยภาพ
6. มีช่องว่างระหว่างนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ เนื่องจากประโยชน์และข้อเสียข้างต้น รวมท้ัง
ความแตกต่างของพื้นที่ การกระจายตัวของแผงลอย คุณลักษณะของผู้ค้า ในทางปฏิบัติจึงพบว่าการจัดการไม่มีประสิทธิผล
เท่าท่ีควร ท้ังในด้านจำนวนผู้คา้ คณุ ภาพสินคา้ การรกั ษาความสะอาดและความเป็นระเบยี บของเมอื ง

2 การศึกษาของมลู นธิ ีชีววิถรี ะบวุ ่า ค้าปลีกแบบด้ังเดิม ผูป้ ระกอบการรายย่อย ผู้ค้าหาบเร่ แผงลอย แม้มสี ัดส่วนตลาดไมถ่ ึง 40% แต่มกี ารจา้ งงาน
มาถึง 3.34 ล้านคน มากกว่าการจ้างงานจากค้าปลีกสมัยใหม่หลายเท่าตัว ทำให้เราพบว่า ทุก 1 สาขาของร้านสะดวกซ้ือสมัยใหม่ ซึ่งบริษัทยักษ์
ใหญ่อ้างวา่ กิจการของพวกเขาทำให้มีการจา้ งแรงงานมากทีส่ ุดในประเทศนั้น แท้ท่ีจริงแลว้ มีการจ้างงานเพียง 14-15 คน/สาขาเทา่ น้ัน ในขณะที่ใน
ขนาดตลาดเท่ากนั การค้าปลกี แบบด้งั เดิมน้นั มีการจ้างงานถงึ 287 คน (มูลนธิ ชิ วี วถิ ี, 2563)

156

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ความซับซ้อนเหล่านี้ เช่ือมโยงกับปัญหาการจัดการ เป็นความท้าทายที่ต้องการการจัดการอย่างรอบด้านและ
ต่อเนื่อง ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 การสนับสนุนหาบเร่แผงลอยเป็นทางเลือกหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังปรากฏใน
ประเทศจีน ในกรณีของประเทศไทย การพิจารณาแนวทางการสนับสนุนจึงต้องทำอย่างรัดกุม เช่น จดทะเบียน กำกับดูแล
ให้เป็นไปตามประกาศของกรุงเทพมหานคร จดั การเร่ืองขยะและส่ิงแวดล้อมอย่างเหมาะสม รวมท้งั การเชื่อมต่อกับแหลง่ ทุน
ต่างๆ สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น ในการรับและจ่ายค่าสินค้า มีแผนการทำงานระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
และประเมนิ ผล

นโยบายและมาตรการของรฐั
รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมการมีงานทำ มาต้ังแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติ ฉบับท่ี 3
(พ.ศ. 2515-2519) ส่วนนโยบายท่ีสะท้อนอยา่ งชัดเจนถึงการยอมรบั ประกอบอาชีพอิสระในฐานะเคร่อื งมือแก้ไขปัญหาความ
ยากจน ปรากฏตงั้ แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและและสงั คมแหงช่ าติ ฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2520-2524) และขยับมาเปน็ การสนับสนุน
ให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ต่อเนื่อง
มาจนถงึ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2555-2559)
ในปี 2559 รฐั บาลมีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก นโยบายน้ดี ำเนนิ ต่อเน่ืองมาจนถงึ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และ
สังคม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมใหแ้ กก่ ลมุ่ ประชากรรอ้ ยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุด
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเดือนกรกฎาคม 2562 นโยบายเร่งด่วนเร่ืองแรก คือ แก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของ
ประชาชนโดยลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของคนไทย ทบทวนรูปแบบแ ละมาตรฐานหาบเร่แผงลอยในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพ่ือยังคงเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งร้านอาหารริมถนน ทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบ
เรียบร้อยและสวยงาม แต่ดูเหมือนนโยบายของรัฐบาลกลางจะไม่ได้รับความร่วมมือมากนักจากรัฐบาลท้องถิ่น คือ
กรุงเทพมหานคร การไล่ร้ือผู้ค้าแผงลอยโดยการยกเลิกจุดผ่อนผันท่ีดำเนินมาโดยต่อเน่ืองต้ังแต่ปี 2557 ตามมาตรการ
“คืนทางเทา้ ใหป้ ระชาชน” ยังคงเป็นไปโดยตอ่ เน่ืองแมห้ ลังรัฐบาลประกาศนโยบายเรง่ ด่วน ปฏิบัติการนี้สง่ ผลโดยตรงต่อความ
ม่ันคงทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ค้า ซ่ึงส่วนใหญ่ประกอบอาชพี แผงลอยเปน็ อาชพี หลกั มีรายไดห้ ลกั จากการประกอบอาชีพ
ค้าแผงลอย ที่พอมีทางเลือกก็เปลี่ยนอาชีพ แต่ผู้ค้าจำนวนไม่น้อยยังคงประกอบอาชีพเดิม ด้วยการยอมเสียค่าปรับ หรือย้าย
พื้นทข่ี าย ผู้ค้าจำนวนหนง่ึ รวมตัวกนั จดั ตงั้ เปน็ องคก์ รของผูค้ า้ แผงลอย (นฤมล นริ าทร, 2563)
การอนุญาตใหป้ ระกอบการคา้ ใน “จุดผอ่ นผนั ” เปน็ ไปตามพระราชบญั ญัตริ กั ษาความสะอาดและความเปน็ ระเบียบ
เรียบร้อยของเมือง พ.ศ. 2535 ท่ีอนญุ าตให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศผ่อนผันให้ประกอบการค้าได้
ในระหว่างวัน เวลาท่ีกำหนดด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร จากพระราชบัญญัตินี้กรุงเทพมหานครออกประกาศ
กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และวิธีการจัดระเบียบต้ังแต่การกำหนดลักษณะของพื้นที่ที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ประกอบ
การค้า ขนาดของแผงค้า การปฏิบัติตัวของผู้ค้า การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นต้น ซ่ึงหาก
พิจารณาจากจำนวนผู้ค้าและข้อร้องเรียนจากประชาชนท่ีประสบปัญหาในการสัญจรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าในทางปฎิบัติไม่
สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล โดยหลักเกณฑ์ล่าสุดมีชื่อว่า “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขการกำหนดพ้ืนท่ีทำ
การค้าและการขายหรอื จำหน่ายสินค้าในท่ีสาธารณะ” ประกาศใช้ในเดือนมกราคม 2563 หลกั เกณฑ์น้ีมขี ้ึนตามนโยบายของ
รฐั บาล “แก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน โดยทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่-แผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร
และปริมณฑล เพอ่ื ยังคงเอกลักษณ์ของเมอื งหลวงแหง่ รา้ นอาหารริมถนน ทำให้บ้านเมืองเป็นระเบยี บเรยี บร้อยและสวยงาม”
ประเด็นสำคญั ในหลักเกณฑ์ท่สี ง่ ผลโดยตรงต่อการประกอบอาชพี แผงลอยและข้อสงั เกต ปรากฏดังตารางท่ี 1

157

รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 67

ตารางที่ 1

หลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดพ้ืนทท่ี ำการค้าและการขายหรือจำหนา่ ยสินค้าในทีส่ าธารณะและขอ้ สงั เกต

หลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเงอ่ื นไข (เฉพาะบางประเดน็ ) ข้อสงั เกต

หลักการ

1. นโยบายรัฐบาล เร่ือง การแกไ้ ขปัญหาการดำรงชวี ิตของประชาชน หลกั การสะท้อนถึงความพยายามในการประสาน

โดยทบทวนรปู แบบและมาตรฐานหาบเร่-แผงลอยในเขตกรงุ เทพมหานคร เชือ่ มโยง ระหว่างการแกไ้ ขปญั หาการดำรงชวี ติ ของ

และปรมิ ณฑล เพอ่ื ยงั คงเอกลกั ษณข์ องเมืองหลวงแหง่ รา้ นอาหารรมิ ถนน ประชาชน การลดปัญหาขอ้ รอ้ งเรยี น ปญั หาการจราจร

ทำให้บา้ นเมืองเป็นระเบียบเรียบรอ้ ยและสวยงาม และ การเปรยี บเทยี บระหวา่ งประโยชน์จากการคา้ ขาย

2. การร้องเรียนจากประชาชน และประโยชนส์ าธารณะ

3. เจา้ พนักงานจราจรประสบปัญหาในการจัดการจราจร

4. คำวินิจฉัยศาลปกครอง วา่ ทางเดินเท้าสาธารณะ มีวัตถุประสงค์ ของ

การใช้เพ่ือประโยชนส์ ำหรับสาธารณะในการสญั จร

ประกาศไมใ่ ช้บงั คบั กับพืน้ ท่ีท่ีมีอัตลักษณ์ วิถีชมุ ชน ย่านพน้ื ที่ส่งเสริม พนื้ ที่ท่มี อี ัตลกั ษณ์ วถิ ชี ุมชน และ ส่งเสริมท่องเทย่ี วมี

การท่องเท่ียว และพื้นทอี่ น่ื ที่มีลักษณะเชน่ เดียวกนั เกณฑ์เฉพาะ ในทางปฏิบัติบางพ้ืนท่ีอาจ “ยกระดับ” เป็น

พ้นื ท่สี ่งเสริมการทอ่ งเทยี่ วได้ ดงั ทเี่ คยปฏิบัตมิ าแล้ว ใน

ปี 2555

หลักเกณฑ์การพิจารณาพนื้ ท่ีทำการคา้

- มีช่องทางจราจรต้ังแต่ 4 ช่องทางจราจรขึ้นไป เม่ือจัดวางแผงค้าแล้วต้องมี - กระบวนการกำหนดให้มกี ารสร้างการมีสว่ นรว่ มจาก

ทว่ี ่างให้ประชาชนสญั จรไม่น้อยกว่า 2 เมตร ไมอ่ ยู่ใกล้สถานทีส่ ำคญั ไม่ ประชาชนในพ้ืนท่ี ต้องทำดว้ ยความระมดั ระวงั ทง้ั

กระทบการจราจร ไม่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างผคู้ ้ากับกรุงเทพมหานคร ไม่เป็น การคัดเลอื กผู้ดำเนินการ การดำเนินการ และความ

พ้ืนท่ีทม่ี ีผลกระทบต่อการจราจรและกีดขวางการจราจร ครอบคลุม เนื่องจากในแต่ละเขตอาจมีพ้นื ท่ี

- ได้รับความเห็นชอบโดยส่วนใหญ่จากประชาชนในพื้นทแ่ี ละผ้มู ีส่วนได้เสีย ทีส่ าธารณะทเ่ี ป็นไปตามเกณฑม์ ากกว่า 1 พน้ื ท่ี จงึ ควร

ในบรเิ วณนั้น หรือบริเวณใกล้เคียง โดยกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จาก ต้องดำเนินการทุกพ้ืนที่

(1) เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองอาคารทอ่ี ยู่ในพ้ืนท่ีทำการค้า (2)

ประชาชนผสู้ ัญจรและใช้ทางเท้าในบริเวณนั้น (3) ประชาชน

ผพู้ กั อาศยั ในรัศมี 500 เมตร ของพื้นท่ีทำการค้า (4) ประชาชนผมู้ ีสถานท่ี

ทำงานในรัศมี 500 เมตร ของพื้นที่ทำการค้า กระบวนการรบั ฟงั ความคิดเห็น

ให้ดำเนินการโดยสถาบันการศกึ ษาระดับอุดมศึกษาหรือสำนกั งานเขต

การจัดผังแผงคา้ ในพืน้ ท่ที ำการค้า

- แผงค้ามีขนาดไมเ่ กนิ 2 ตารางเมตร โดยความลกึ ของแผงคา้ ตอ้ งไม่เกิน - การจัดแผงค้าชิดกบั ดา้ นถนนแมจ้ ะมีข้อดีด้าน

1 เมตร ความปลอดภัย แตก่ ็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกพ้ืนที่ บางพ้ืนท่ี

- ให้จัดผังแผงค้าได้เพยี งฝง่ั เดยี ว โดยใหช้ ดิ กบั ดา้ นถนนและพ้ืนท่ีทำ ฝง่ั ตรงข้ามถนนอาจเป็นราวหรือรั้ว ซึง่ อาจเหมาะกับ

การคา้ ต้องหา่ งจากผิวการจราจรอยา่ งน้อย 50 เซนติเมตร เพอ่ื ให้มีระยะ การตั้งแผงมากกว่า และ มีความปลอดภยั กว่า

ปลอดภัยดา้ นการจราจร - การจัดผงั ค้าตามประเภทสินค้าตามหลักการ Zoning

- ให้เวน้ ระยะหา่ ง 5 เมตร ทกุ ระยะ 10 แผงค้า เพือ่ เป็นทางเข้าออกและ อาจทำให้ดเู ป็นระเบยี บ แต่ในทางปฏิบตั อิ าจสร้างปัญหา

ทางฉุกเฉิน เน่ืองจากอาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของผู้คา้ ในบางโซน

- ใหจ้ ัดผังแผงคา้ โดยจำแนกประเภท ชนดิ ของสินคา้ เช่น อาหาร เสื้อผา้ บางเวลา นอกจากน้ัน หากผู้ค้าต้องการเปล่ียนสินค้าท่ีขาย

เบ็ดเตล็ด เป็นต้น ซ่งึ ในทางปฏบิ ัติมีความเป็นไปได้สูง หากผคู้ ้าพบว่าไม่

สามารถแข่งขันกับผู้ค้ารายอ่ืนได้ กจ็ ะทำให้เกิดปัญหา

ในทางปฏิบัติ

158

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงอื่ นไข (เฉพาะบางประเด็น) ข้อสงั เกต
บริเวณที่หา้ มจดั ผงั แผงคา้ โดยเด็ดขาด
รูปแบบ ลกั ษณะแผงค้าและส่งิ ประกอบแผงค้า เชน่ รม่ หลังคาแผงคา้ - การมอบอำนาจตัดสินใจให้คณะกรรมการหาบเรแ่ ผง
เป็นต้น ต้องมีความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ยเหมาะสมกับลกั ษณะพน้ื ทนี่ ั้นๆ ลอยระดบั เขตเป็นการกระจายอำนาจการตดั สินใจ
โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจดั ระเบียบหาบเร่-แผงลอย แตอ่ าจจำเปน็ ต้องมีการทบทวนองค์ประกอบของ
ระดับเขต คณะกรรมการ ซง่ึ ปัจจบุ ันมผี แู้ ทนผู้ทำการค้าเพียงไม่
เกนิ 2 คนร่วมเป็นกรรมการ ซงึ่ สดั ส่วนของผแุ้ ทนผู้ทำ
พน้ื ท่ที ่ไี ดร้ บั การพิจารณาให้เป็นพ้ืนท่ีทำการคา้ เปน็ การอนุญาตเปน็ การค้าเทยี บไม่ได้กับจำนวนของคณะกรรมการ
การช่วั คราว โดยสำนักงานเขตทบทวนความเหมาะสมของการเป็นพ้ืนที่ โดยองค์ประกอบของกรรมการได้แก่ ผ้แู ทนจากสถานี
ให้ทำการค้าในทุกรอบระยะเวลา 1 ปี โดยผ่านคณะกรรมการจดั ระเบียบ ตำรวจในเขต ผแู้ ทนสำนักงานเขต ผู้แทนประชาคม
หาบเร่ - แผงลอย ระดบั เขต เพอื่ เสนอคณะกรรมการรักษาความเปน็ ผแู้ ทนส่วนราชการทเี่ กี่ยวข้อง
ระเบียบเรียบร้อยของกรุงเทพมหานครพิจารณายกเลกิ หรอื กำหนดเป็น - รปู แบบ ลกั ษณะแผงคา้ ไม่ควรสร้างภาระทางการเงนิ
พื้นที่ทำการค้าตอ่ ไป แลว้ แตก่ รณี โดยให้แลว้ เสรจ็ ก่อนครบกำหนด 1 ปี ให้แก่ผ้ทู ำการค้ามากเกินไป และโดยเฉพาะเมอ่ื มี
ไมน่ อ้ ยกวา่ 60 วัน การกำหนดใหผ้ ูค้ ้าเป็นผมู้ ีรายไดน้ อ้ ย
คุณสมบตั ขิ องผทู้ ำการค้าและผชู้ ่วยจำหนา่ ยสินคา้
- เป็นผูม้ ีสญั ชาติไทย - การกำหนดให้ทบทวนพื้นท่ีทำการคา้ และ
- เป็นบุคคลผู้มรี ายได้นอ้ ยหรือมีคุณสมบัติตามหลกั เกณฑ์บตั รสวัสดกิ าร ผ้ปู ระกอบการค้าทุกรอบระยะเวลา 1 ปี อาจทำใหเ้ กิด
แห่งรฐั ความไม่ม่นั คงในอาชพี และยังเป็นอปุ สรรคต่อการ
สะสมทุนเพอ่ื สร้างความม่ันคงรายได้ และหากผู้ค้าตอ้ ง
วิธีการคดั เลือกผทู้ ำการค้า มีภาระด้านการจดั หาแผงค้าตามรูปแบบท่ีกำหนด
- ประกาศให้มาลงทะเบยี นภายในเวลาท่ีกำหนดแต่ไม่ต่ำกวา่ 15 วัน
นบั ถัดจากวันท่ีประกาศ - การกำหนดให้ผู้ค้าเป็นผมู้ ีรายได้นอ้ ย แมจ้ ะเขา้ ใจไดว้ ่า
- ตรวจสอบคณุ สมบตั ิและประกาศรายช่อื ผแู้ จ้งความประสงคท์ ่ีมี ต้องการสนับสนุนผมู้ ีรายไดน้ อ้ ย แต่ในทางปฏิบตั ิเปน็
คณุ สมบัตคิ รบถว้ นพร้อมกำหนดวัน เวลา และสถานที่ ทำการคัดเลือก การตดั โอกาสผ้ทู ี่ไม่ได้มรี ายได้น้อย แต่มีความสามารถ
ในการประกอบการ ในขณะเดยี วกนั ความสำเร็จใน
การประกอบการข้ึนอย่กู ับปจั จยั หลายด้าน ดังได้กล่าว
แลว้ ข้างตน้ และต้องการเวลาในการสะสมทงั้ ดา้ นปจั จยั
และคณุ สมบัติทจ่ี ำเป็นตอ่ ความสำเร็จในการประกอบการ
และไมใ่ ช่ทกุ คนทจ่ี ะสามารถประสบความสำเร็จไดแ้ ม้จะ
ได้รบั โอกาสกต็ าม ในทางปฏบิ ัติจงึ ควรกำหนดสดั ส่วน
ระหวา่ งผ้มู รี ายได้นอ้ ยและทไ่ี มไ่ ด้มีรายได้น้อย
- หลกั เกณฑบ์ างข้อกอ่ นหนา้ ไม่ได้สนับสนนุ ผู้ค้าที่มี
รายได้น้อย ดงั ไดก้ ล่าวแล้ว

- ไม่มีการกำหนดระยะเวลาท่ชี ัดเจนว่าขัน้ ตอนทั้งหมด
ตอ้ งแล้วเสรจ็ ภายในระยะเวลาเท่าใด
- การกำหนดใหก้ ารคัดเลือกผ้ทู ำการค้าใช้วิธกี ารจบั
สลาก ไมไ่ ดค้ ำนึงถึงผู้ค้าทเี่ ป็นผู้คา้ เดิมทปี่ ระกอบการค้า

159

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

หลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเง่อื นไข (เฉพาะบางประเด็น) ข้อสงั เกต
หากไม่มีผคู้ ัดคา้ นภายใน 7 วัน ให้สำนกั งานเขตคัดเลอื กบุคคลลงตามผัง อย่กู อ่ น และ ผูค้ ้าใหม่ ซง่ึ ไม่ได้เป็นทรี่ จู้ กั ในพื้นที่
คา้ หากจำนวนผู้แจง้ ความประสงคม์ ีมากกว่าแผงค้าให้จับสลาก ย่อมไมเ่ ป็นธรรมตอ่ ผู้ประกอบอาชพี ทเ่ี ป็นผู้ค้าเดิมซ่งึ
- กรณีมีผู้คัดค้านการประกาศรายชื่อใหส้ ำนกั งานเขตพิจารณาทบทวน ประกอบการค้าอยู่ก่อนและถูกยกเลิก หรอื ได้ใช้
และวินจิ ฉัย และให้ถอื คำวินจิ ฉยั นัน้ เป็นที่สุด ความพยายามในการต่อรองกบั ภาครัฐเพ่อื ให้ได้พ้ืนที่
- ประกาศผลการคัดเลอื ก ขายกลบั มา นอกจากนน้ั การจับสลากอาจทำให้ผู้ค้าที่
ไมไ่ ด้มคี วามคนุ้ เคยกัน เข้ามาประกอบการคา้ ในพ้ืนที่
เงื่อนไขการทำการค้า เดียวกันโดยอาจส่งปญั หาต่อการกำกับดแู ล
- ทำการคา้ ได้คราวละ 1 ปี นับถัดจากวนั ประกาศผลการคัดเลือก และ
เมอื่ ครบกำหนด หากผู้ทำการค้ามีความประสงค์ทำการค้าตอ่ ต้องเข้าสู่ - การกำหนดให้ทำการคา้ ไดค้ ราวละ 1 ปี เป็นการจำกดั
กระบวนการคดั เลือกใหม่ โอกาสในการสร้างเนือ้ สรา้ งตวั โดยเฉพาะในกลมุ่ ผมู้ ี
- ไมส่ ามารถจำหนา่ ย แลกเปลย่ี น ให้เช่า โอนหรือใหบ้ ุคคลอื่น รายไดน้ ้อย และยงั ทำใหผ้ ้ทู ำการคา้
ไม่ประสงค์ที่จะลงทุนใดๆ เพอ่ื สร้างความยง่ั ยืน
ขอ้ ปฏิบตั ใิ นการขายหรือจำหน่ายสินคา้ ในพนื้ ที่ทำการค้า แตใ่ นทางกลบั กัน จะทำให้ผทู้ ำการค้าใช้ความพยายาม
- ในการขายหรือจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารจะต้องไม่กอ่ ให้เกิดมลพิษ ทกุ วิถีทางทีจ่ ะสร้างกำไร เพือ่ ให้คนื ทุนให้เร็วท่ีสุด
และความเดอื ดร้อนรำคาญ และหา้ มปรุงประกอบอาหารโดยวิธผี ัด ทอด ซึ่งอาจหมายถงึ การขายสนิ ค้าทไ่ี ม่มีคุณภาพ
หรอื ต้ม นอกจากนน้ั ยงั เป็นการตัดโอกาสในการสร้าง
มาตรการควบคุม ผู้ประกอบการทีม่ ีประสบการณใ์ นการประกอบอาชีพ
- ให้สำนักงานเขตดำเนินการคัดเลอื กผู้แทนผู้ทำการค้าในพื้นท่ีทำการค้า
จำนวนอย่างนอ้ ย 3 คน แต่ไมเ่ กิน 10 คน เพื่อควบคุมดูแลผู้ทำการค้าใน - การห้ามปรงุ ประกอบอาหารโดยวิธีผัด ทอด หรอื ต้ม
พื้นท่ีใหเ้ ป็นไปตามประกาศน้โี ดยเคร่งครดั ไม่สอดคลอ้ งกับวัฒนธรรมอาหารของไทย และอาจ
สง่ ผลกระทบต่อการท่องเท่ยี ว
ขอ้ สงวนสิทธิ
- ในกรณีที่มเี หตุจำเป็นท่ตี ้องใชพ้ ืน้ ที่น้ันเพือ่ การใดๆ หรอื มีเหตุ - การกำหนดให้สำนกั งานเขตเป็นผู้คัดเลือกผ้แู ทนผ้ทู ำ
อ่นื ใดกรงุ เทพมหานครสามารถยกเลิกพื้นท่ีทำการค้าหรอื หา้ มเข้าทำ การค้าไม่ไดเ้ ปน็ การส่งเสรมิ ให้ผู้คา้ จัดการตนเองทาง
การคา้ ในพนื้ ท่ีทำการค้าน้ัน ไมว่ ่าจะเปน็ การถาวรหรอื ชั่วคราว ปฏบิ ตั อิ าจกอ่ ให้เกิดความขดั แยง้ ดว้ ย หากผ้ทู ส่ี ำนักงาน
โดยกรุงเทพมหานคร ไม่ตอ้ งรับผดิ ชอบชดใช้คา่ เสยี หาย คา่ ขาดรายได้ เขตเลือกไม่ได้รับการยอมรบั จากผู้ค้า นอกจากน้ันไม่ได้
ค่าขาดประโยชน์ คา่ ชดเชย และ ความเสียหายใดๆ ทเี่ กิดแก่ผทู้ ำการค้า มีการกำหนดบทบาทหน้าท่ีของผแู้ ทนผู้ทำการค้า
ในที่สาธารณะท้ังสิ้น
- ข้อสงวนสิทธนิ ้ีปกป้องสิทธิของกรงุ เทพมหานคร
ทม่ี า: กรุงเทพมหานคร, 2563. รวมทง้ั ยืนยนั ว่ากรุงเทพมหานครมีสิทธ์ิขาดใน
การจดั การพน้ื ที่สาธารณะแตเ่ พยี งผูเ้ ดยี ว และไม่ได้
คำนงึ ถึงสิทธใิ นการประกอบอาชีพของประชาชน

160

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

ในภาพรวมอาจกลา่ วได้วา่ หลกั เกณฑ์ที่กำหนดขน้ึ ตามประกาศฉบับนี้จำกดั การประกอบอาชพี มากกว่าลดข้อจำกัด
ด้านอาชีพ แก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน รวมท้ังไม่ได้สนับสนุนบทบาทให้วิสาหกิจรายย่อยช่วยลดปัญหา
ความยากจน ลดความเหล่ือมล้ำ รวมทั้งสร้างผู้ประกอบการ เม่ือพิจารณาจากบทเรยี นการกำกับดูแลการค้าแผงลอยในอดีต
รวมท้ังจำนวนผู้ค้าในปัจจุบันซึ่งยังมีอยู่มากกว่าหนึ่งแสนคนดังได้กล่าวแล้ว ท้ังที่กรุงเทพมหานครอนุญาตให้มีผู้ค้าในจุดผ่อน
ผันท่ีเหลืออยู่ 175 จุด ซึ่งมีผู้คา้ ประมาณแปดพันคนเท่านั้น ทำใหค้ าดเดาไม่ยากถึงปัญหาในการบังคบั ใช้ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ รวมทั้ง
นัยตอ่ การเป็นอปุ สรรคต่อการสนับสนนุ ให้แผงลอยมีบทบาทในการฟ้ืนฟูเศรษฐกิจท่ีตกต่ำจากการระบาดของโรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา 2019

ในทางปฏิบัติ กรุงเทพมหานครได้ประกาศจุดนำร่องให้ประกอบการค้าได้ 3 จุด คือ ท่ีซอยอารีย์ (เขตพญาไท)
เขตบางขุนเทียน 69 (เขตบางขุนเทียน) และ ปากซอยอ่อนนุช 70 (เขตสวนหลวง) ต้ังแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา เขตที่มี
ความก้าวหน้าในการดำเนินการมากที่สุดคือเขตบางขุนเทียน ซึ่งกำหนดจับสลากในวันท่ี 8 ธันวาคม เนื่องจากจำนวนแผงมี
เพยี ง 45 แผง ในขณะท่ผี ู้แสดงความจำนงเข้าทำการค้ามีเกือบ 200 คน และมีท้ังผ้คู า้ ดงั้ เดิมและผู้ค้าใหม่

แผงลอยและโรคระบาด: วิกฤตและโอกาส
เชน่ เดยี วกบั แรงงานนอกระบบกลมุ่ อนื่ ผู้ค้าแผงลอยได้รบั ผลกระทบอยา่ งรนุ แรงจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส
โคโรนา 2019 ผลกระทบนี้เกิดข้ึนกับผู้ค้าแผงลอยในประเทศอ่ืนๆ ด้วย รัฐบาลแต่ละประเทศมีมาตรการเยียวยา เพ่ือลด
ผลกระทบจากวิกฤตน้ี ผู้ค้าในแต่ละประเทศมีวิธีการต่างๆ กันในการปรับตัว ในอีกด้านหน่ึงในหลายประเทศ แผงลอยได้รับ
การสนับสนนุ ให้มบี ทบาทในการฟนื้ ฟูเศรษฐกจิ
องค์การแรงงานระหว่างประเทศระบุว่าในวิกฤตนี้ แรงงานนอกระบบเผชิญผลกระทบรุนแรงที่สุด (International
Labour Organization, 2020a, p. 4) ผู้ค้าแผงลอยใด้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน (Women in Informal Employment:
Globalizing and Organizing, 2020a; 2020) ผลกระทบที่รุนแรงน้ี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนชีวิตที่ต่ำ ไม่ว่าจะเป็นรายได้
เงินออม โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ความมั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นผลจากการไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม กล่าวได้ว่า COVID-19
เป็นประเดน็ ปัญหาการพฒั นา (Development issue) ไม่น้อยกว่าประเด็นสาธารณสุข และมีบทบาทสำคัญในการ“เปิดแผล”
ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และ ความเหลื่อมล้ำที่เร้อื รังมานาน แรงงานท่ีเปราะบางอยู่แล้วเผชิญความเสี่ยงมากข้ึน
อีก (นฤมล นิราทร, 2563) ในการเยียวยาผลกระทบนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศเสนอแนวทางในการรับมือและลด
ผลกระทบ เช่น ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดูแลผู้ติดเช้ือ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพ่ือให้มีรายได้ยังชีพและให้
ความช่วยเหลือด้านอาหารในชีวิตประจำวัน เป็นต้น ส่วนการช่วยเหลือด้านการทำงานนั้น แนวทางที่สำคัญคือสร้างงาน
ลดความเสยี่ งตอ่ การตดิ เชื้อ ลดค่าใชจ้ ่าย และ สร้างความม่ันคงในชวี ิตประจำวัน จึงหมายถึงการกำหนดมาตรการรกั ษาระดับ
การจ้างงาน ใหค้ วามสำคัญกับอาชพี ท่มี ีความเปราะบาง ลดความเสยี่ งในการติดเช้ือและแพรเ่ ช้ือ ใหค้ วามช่วยเหลือด้านรายได้
และอาหาร ขยายการคุ้มครองทางสังคม ลดต้นทุนในการประกอบการให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและนายจ้าง เช่น ลดค่าน้ำ
ค่าไฟ สนับสนุนค่าใช้จ่ายบางด้าน เช่น ค่าโทรศัพท์ สนับสนุนเงินกู้ดอกเบ้ียต่ำ เป็นต้น (International Labour
Organization, 2020b) ความช่วยเหลือเหล่าน้ีจะเป็นผลในทางปฏิบัติได้ เม่ือมีข้อมูลท่ีชัดเจนของแรงงานนอกระบบกลุ่ม
ต่างๆ หรอื มีกลุม่ หรือองคก์ รซ่งึ เป็นผู้แทนของแรงงานนอกระบบ ทำหนา้ ท่ปี ระสานความชว่ ยเหลือระหวา่ งรัฐและแรงงาน
สำหรับผู้ค้าแผงลอยในกรุงเทพมหานคร ภาวะเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่ปี 2557 ความเปราะบางท่ีมีอยู่เดิมจาก
มาตรการของกรุงเทพมหานคร ผนวกกับการระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 19 ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถใน
การรบั มอื กบั ผลกระทบท่ีเกดิ ข้นึ การศกึ ษาของ สถาบนั ปว๋ ย อึง๊ ภากรณ์ ระบวุ า่ กลุ่มแรงงานท่ีมีรายไดอ้ ยู่ประมาณเกณฑค์ ่าจา้ ง
ขั้นต่ำและต่ำกว่า (กล่มุ ระดับรายได้ ต่ำกว่า 6,000-9,000 บาทต่อเดือน) และ ไม่เกิน 12,000 บาทตอ่ เดอื น ได้รับผลกระทบ
จากการปิดเมืองมากท่สี ดุ โดยเฉพาะกลุม่ ทีม่ ีรายไดไ้ มเ่ กิน 9,000 ตอ่ เดอื นนน้ั ฐานข้อมลู ระดับครัวเรอื น (household socio-

161

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 67

economic survey) ระบวุ ่าเป็นแรงงานที่มีการศกึ ษาในระดับชั้นประถมศกึ ษาหรือตำ่ กวา่ แรงงานกล่มุ นี้มักขาดสภาพคล่อง
ในการบริหารรายจ่ายท่ีจำเป็น เช่น อาหาร ค่าเช่าบ้าน โดยรวมแรงงานในกลุ่มนี้มีจำนวนกว่าร้อยละ 20 ของคนในกลุ่มที่
ได้รับกระทบโดยตรงจากมาตรการปิดเมือง (เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู, ศุภนิจ ปิยะพรมดี, พรพจน์ ปรปักษ์ขาม และ นฎา วะสี,
2020) การขาดฐานข้อมูล คือ สถิติที่ชัดเจน รวมทั้งตำแหน่งแห่งที่ของแรงงานแต่ละกลุ่ม เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึง
มาตรการเยียวยาของรัฐ ดังพบว่าในเดือนมีนาคม 2563 รัฐบาลประเมินตัวเลขแรงงานนอกระบบที่เป็น “แรงงานลูกจ้าง
ลูกจ้างช่ัวคราว ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ไม่มีประกันสังคม” ท่ีได้รับเงินเยียวยาตามโครงการ “เราไม่ท้ิงกัน” ไว้ต่ำกว่าความ
เป็นจริงมาก คือสามล้านคน จนเม่ือถูกทักท้วง จึงต้องขยายฐานผู้ได้รับการช่วยเหลือเป็น 9 ล้านคนในเวลาต่อมา ในขณะที่
ลกู จา้ งของสถานประกอบการเอกชนสามารถเข้าถงึ มาตรการช่วยเหลือผ่านระบบประกันสังคม แรงงานได้รับการคุ้มครองทาง
สังคมจากการทำงาน และมีต้นทุนด้านอ่ืนๆ จึงมีความเปราะบางน้อยกว่า สว่ นผู้ประกอบการและผู้ประกอบอาชีพอิสระและ
นายจา้ งในระบบไดร้ ับความช่วยเหลือดา้ นภาษี และส่งเสรมิ เสถยี รภาพการจา้ งงาน (นฤมล นริ าทร, 2563)

มาตรการเยยี วยาของรัฐบาลไทย นอกจากการเยียวยาเบ้ืองต้นแลว้ ยงั ประกอบด้วยมาตรการลดค่าใช้จ่าย เชน่ เงิน
ซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า 300 บาท เงินค่าโดยสารสาธารณะ รถเมล์/รถไฟฟ้า 500 บาท ผ่านระบบ e-ticket รถ บขส. รถไฟ
500 บาทต่อเดือน ส่วนลดค่าแก๊สหุงต้ม 45 บาทต่อเดือน น้ำประปา 100 บาทต่อเดือน ไฟฟ้า 100 บาทต่อเดือน มาตรการ
เหลา่ น้กี ำหนดไว้สำหรบั ผูถ้ ือบัตรสวัสดิการแห่งรฐั กล่าวไดว้ ่าแนวทางจัดการกบั วิกฤตของรัฐบาลไทย ซึง่ ดำเนินมาโดยตอ่ เนอื่ ง
เป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อเสนอขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และ สอดคล้องกับสถานการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้น
ในประเทศไทย ซงึ่ จากการศึกษาพบวา่ แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ในภาพรวมผ้คู ้าแผงลอยมีรายได้ลดลง
ร้อยละ 73 (Komin, Thepparp, Subsing, & Engstrom, 2020) แต่ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนสำหรับการค้าแผงลอย
ในกรุงเทพมหานครก็คือ นโยบายชัดเจนที่สนับสนุนการมีงานทำ ในขณะท่ีมาตรการจำกัดการประกอบอาชีพปรากฏชัดเจน
ดังไดก้ ลา่ วแลว้

อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤต ก็มีโอกาสเกิดข้ึน เม่ือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ทำให้วิกฤตเศรษฐกิจลามไปทั่วโลก
ทุกประเทศเผชิญปัญหาการว่างงาน เป็นท่ีหวน่ั เกรงกันว่าการว่างงานเป็นเวลานานจะนำไปสูป่ ัญหาสังคมและวิกฤตสังคมใน
ระยะยาว ในช่วงท่ีการค้า การท่องเที่ยวระหว่างประเทศหยุดชะงัก หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน
เศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ เช่น ประเทศจีนใช้หาบเร่แผงลอยเป็นเคร่ืองมือใน การ
ฟน้ื ฟูเศรษฐกจิ บางเมอื งในบางมลรฐั ในสหรฐั อเมริกาก็มดี ำรใิ นแนวทางเดียวกนั (Fabian, 2020)

หลังจากที่จีนเริ่มประสบความสำเร็จในการจัดการกับวิกฤตด้านสุขภาพ แต่ต้องเผชิญกับผลกระทบที่ตามมาคือ
วกิ ฤตเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรจี ีนประกาศนโยบายสนบั สนนุ ให้หาบเรแ่ ผงลอยเป็นกลไกฟน้ื ฟูเศรษฐกจิ แนวคิดนี้ในระยะแรก
ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง เนื่องจากจีนต้องการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานเทคโนโลยี และต้องการให้เมืองมีความ
เป็นระเบียบ การสนบั สนนุ การคา้ แผงลอยซงึ่ เปน็ การคา้ ดง้ั เดมิ ไม่ได้ทำให้เกดิ มูลคา่ ทางเศรษฐกจิ เท่ากบั สนับสนนุ การทำธรุ กิจ
สมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน ทั้งยังมคี วามยากในการบริหารจัดการ และการควบคุมคณุ ภาพของสินค้า โดยเฉพาะอาหาร
(Wang, 2020; Shangcong, 2020) แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาท่ีประเทศจีนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงาน
มากกว่าการสร้างเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งน้ีเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ ลดแรงกดดันทางสังคม หาบเร่แผงลอยเป็น
เศรษฐกิจฐานราก มคี วามสำคัญเช่นเดยี วกบั เศรษฐกิจขนาดใหญ่ การปิดตวั ลงของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก
ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงข้ึน สถานการณ์การว่างงานทำให้คนในวัยทำงานต้องหาอาชีพท่ีลงทุนน้อย ได้ผลตอบแทนเร็ว
(ไพจติ ร วิบูลยธ์ นสาร, 2563) ในเมอื งเฉงิ ตู แผงลอย 36,000 แผง สร้างงานถึง 100,000 งาน การค้าแผงลอยนอกจากจะช่วย
ทำให้ผคู้ า้ มีงานทำแล้ว ยังช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการผลิตมีตลาดสำหรับสินค้าดว้ ย (Allinson, 2020)

162

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

หลังการประกาศสนับสนุนชัดเจน ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Alibaba, JD.Com, Tencent และ Meituan-Dianping
ประกาศสนับสนุนผู้ค้าแผงลอยด้วยมาตรการต่างๆ เช่น สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและเงินกู้ ณ เดือน มิถุนายน 2563
เมืองใหญ่ 27 เมืองในประเทศจีนรวมเซ่ียงไฮ้หันมาใช้มาตรการนี้ ความสำเร็จในการใช้แผงลอยสร้างงานทำให้ผู้บริหารเมือง
ต่างๆ หันมาให้การสนับสนุนการค้าแผงลอย ในเดือนตุลาคม ผู้บริหารเมืองเป่ยจิงอนุญาตให้มีการค้าแผงลอยในเมืองได้
เนอ่ื งจากพบวา่ นโยบายนี้ประสบความสำเรจ็ ในการสร้างงานและกระตุน้ การบริโภคในหลายเมือง (Asianews.it, 2020)

กรณีของจีนเป็นกรณีตัวอย่างท่ีน่าสนใจสำหรับประเทศไทย เน่ืองจากลักษณะท่ีมีร่วมกันหลายด้าน เช่น ความ
จำเป็นของการขับเคล่ือนเศรษฐกิจจากการผลิตและบริโภคภายในประเทศ ทัศนะของผู้บรหิ ารเมืองต่อการค้าแผงลอยวิถีการ
บริโภคของประชาชน รวมถึงความสะดวกในการหาซ้ืออุปกรณ์ประกอบอาชีพ และโดยเฉพาะหากพิจารณ าถึงมูลค่าทาง
เศรษฐกจิ ดังได้กลา่ วแลว้

แผงลอยในกรุงเทพมหานครมีบทบาทสำคัญในการ “ฟื้นฟู” เศรษฐกิจในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันสองคร้ัง ในช่วงปี
2522-2524 เมื่อกรุงเทพมหานครท้ังผ่อนปรนและสนับสนุนการประกอบอาชีพ เพื่อลดปัญหาการว่างงานและสร้างความ
มั่นคงทางอาหาร (นฤมล, 2548) บทบาทนี้นอกจากจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนักแล้ว ยังถูกมองข้ามด้วย กรุงเทพมหานครใช้
มาตรการจดั ระเบยี บและไลร่ ้อื หาบเร่แผงลอยตง้ั แต่ปี 2557 ซึ่งเปน็ ช่วงเวลาทีเ่ ศรษฐกิจของไทยชะลอตัวจากการชะลอตัวของ
เศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตามการสนับสนุนให้แผงลอยเข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ เช่น
การส่ือสารกับสาธารณะเพื่อให้เกิดความเข้าใจ การกำกับดูแล การสนับสนุน และ การพัฒนา รวมถึงการคำนึงถึงมิติต่าง ๆ
ของแผงลอยที่ได้กลา่ วไวข้ ้างตน้ ในรายละเอียด เงอ่ื นไขเหล่านีป้ ระกอบดว้ ย

1. การสอ่ื สารกับสาธารณะอย่างชดั เจนถึงเหตุผล ความจำเป็น ประโยชนท์ ี่จะไดร้ ับ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้
พ้ืนท่ี และ มาตรการของกรงุ เทพมหานครในการกำกบั ดแู ล

2. การกำกับดูแล หมายถงึ การกำหนดพืน้ ทท่ี ำการค้า ผู้ค้า และเงือ่ นไข
2.1 พนื้ ท่ที ำการค้าไม่ได้จำกดั เฉพาะทางเทา้ เท่านน้ั แตย่ ังรวมพ้ืนท่ีท่เี ป็นชุมชนด้วย พื้นท่ที ี่เป็นทางเทา้ สามารถ

ใชเ้ กณฑต์ ามประกาศฉบับใหมไ่ ด้ แตพ่ ื้นทชี่ มุ ชนอาจจำเป็นต้องมกี ารกำหนดแนวทางท่ชี ดั เจน
2.2 รับฟงั ความคิดเหน็ จากประชาชน (ตามประกาศ)
2.3 กำหนดพืน้ ทท่ี ่ีสามารถประกอบการค้าไดใ้ นเขตตา่ งๆ ใหช้ ัดเจน ระบจุ ำนวนแผงท่ีสามารถตงั้ ได้
2.4 กำหนดแนวทางการคัดเลือกผู้ค้าทั้งเกณฑ์และวิธีการซ่ึงจำเป็นต้องมีความชัดเจน ระหว่างผู้ค้ารายได้น้อย

และรายได้ไม่น้อย ผู้ค้าที่มีทุนและต้องการทุนสนับสนุนการประกอบอชีพ ผู้ค้าที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ ผู้ค้า
ดง้ั เดมิ และผู้ค้าใหม่ และวิธีการในการคดั เลือก

2.5 จดทะเบียนผคู้ า้ และสินคา้ ท่ขี าย
2.6 กำหนดเง่อื นไขการค้า ข้อปฏบิ ัตใิ นการประกอบการขาย ซ่ึงอาจใช้แนวทางตามประกาศ ยกเวน้ บางข้อ เช่น
รูปแบบ ลกั ษณะแผง ระยะเวลาประกอบอาชพี และ ขอ้ จำกดั การขายอาหารประเภททีต่ ้องผดั ทอด และ ตม้
2.7 กำกบั ดูแลแผงค้าอาหารตามเกณฑ์สุขาภบิ าลอาหาร
2.8 กำกับดูแลด้านสง่ิ แวดลอ้ ม
3. ควบคุมการทำการค้าให้เป็นไปตามเง่ือนไข ให้ผู้ค้าคัดเลือกผู้แทนผู้ทำการค้าเอง และ กำหนดบทบาทหน้าที่
ความรบั ผิดชอบของผู้แทนผู้ทำการค้าให้ชัดเจน เชื่อมโยงกับการกำกับดูแลโดยภาครัฐและคณะกรรมการเครือข่ายแผงลอย
ระดบั เขต

163

รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

4. การสนบั สนนุ
4.1 ดำเนนิ การด้านสาธารณปู โภคพืน้ ฐานที่จำเป็นและเรง่ ดว่ น เชน่ การจัดการขยะ นำ้ ประปา และ ไฟฟา้
4.2 สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งอาจดำเนินการร่วมกับองค์กรของผู้ค้า

การรับรองสทิ ธิในการประกอบอาชีพ สำหรบั เงนิ กรู้ ะยะสน้ั
5. การพฒั นา
5.1 สนับสนุนการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพ ซ่ึงรวมถึงการผลิต การตลาด การเงิน บัญชี และ

การปรบั ตวั ใหท้ ันกับการเปลี่ยนแปลง
5.2 สนับสนุนการรวมกลมุ่ และความเขม้ แขง็ ขององคก์ รผูค้ ้า

6. ประเมนิ ผล และใชผ้ ลการประเมนิ เป็นเครือ่ งมือในการบรหิ ารจดั การโดยตอ่ เน่ือง

สรุป
การคา้ แผงลอยเป็นวิสาหกิจขนาดยอ่ มท่ีมบี ทบาทชัดเจนท้ังในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และ วฒั นธรรมมาเป็นเวลานาน
แต่ไม่ได้รบั การยอมรับเท่าทีค่ วร เนื่องจากเป็นกจิ กรรมดัง้ เดิม ทำใหเ้ มอื งดลู ้าสมัย ความซบั ซ้อนในการบริหารจดั การจากมติ ทิ ่ี
หลากหลายของแผงลอย และปัญหาการบริหารจัดการจากจำนวนผู้ค้าและปัญหาธรรมาภิบาล และ แนวคิดการใช้พื้นท่ี
สาธารณะทีม่ ุ่งเนน้ เพอ่ื การตอบโจทยว์ ตั ถุประสงค์เดียวแทนการใชป้ ระโยชน์รว่ ม ทำให้เกดิ ความขัดแย้ง และ ลดทอนศกั ยภาพ
ด้านต่างๆ ของแผงลอย วิกฤตเศรษฐกิจจากโรคระบาดน่าจะเป็นโอกาสท่ีแผงลอยจะมีบทบาทในการฟ้ินฟูเศรษฐกิจ ภายใต้
เง่อื นไขการบริหารจดั การทใี่ หค้ วามสำคญั กบั การกำกับดูแล สนบั สนุน และ พฒั นา

เอกสารอ้างอิง
กรกมล ศรีวฒั น์. (2020). ทำไมเมอื งเดินได้ถึงทำใหเ้ ศรษฐกจิ ดี. สบื ค้นจาก https://theurbanis.com/ economy

/14/10/2020/3752
กรงุ เทพมหานคร (2563). ประกาศกรงุ เทพมหานคร เร่ือง หลักเกณฑ์ วิธกี าร และเง่อื นไขการกำหนดพน้ื ทท่ี ำการคา้ และ

การหรอื จำหนา่ ยสนิ ค้าในท่สี าธารณะ. สบื ค้นจาก http://www.bangkok.go.th/upload/user
/00000109/law/act/42/42.2.pdf
ธนาคารออมสิน. (2556). เติมเตม็ . . . คนฐานราก โครงการธนาคารประชาชน. กรุงเทพฯ: ธนาคารออมสนิ .
นฤมล นริ าทร. (2548). หาบเรแ่ ผงลอยอาหาร: ความสำเรจ็ และตัวบง่ ช้.ี วิทยานพิ นธ์ดุษฎบี ัณฑติ , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
บัณฑิตวิทยาลยั .
นฤมล นิราทร. (2557). การจัดการการค้าหาบเรแ่ ผงลอยในกรุงเทพมหานคร: ข้อสงั เกตและขอ้ เสนอแนะ. วารสารสังคมวิทยา
มานษุ ยวทิ ยา. 33(2), 47-72.
นฤมล นริ าทร. (2560). การบรหิ ารจัดการการคา้ ขา้ งทาง (Street Vending) ในประเทศไทย: สถานการณแ์ ละทิศทางนโยบาย
ทีค่ วรจะเปน็ . กรงุ เทพฯ: สำนกั งานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ัย.
นฤมล นริ าทร. (2563). องค์กรของผู้ค้าแผงลอย: เส้นทางสู่การค้มุ ครองทางสงั คมแนวเปลย่ี นรปู . รายงานสืบเน่ืองการสมั มนา
วชิ าการ 66 ปี “ความทา้ ทายของงานสงั คมสงเคราะหแ์ ละนโยบายสวสั ดกิ ารสงั คมภายใต้สถานการณโ์ ควดิ -19”
25 มกราคม 2563. ณ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์. สบื คน้ จาก
https://socadmin.tu.ac.th/uploads/socadmin/file_research/research_Split/24.pdf

164

รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

นฤมล นริ าทร. (2563). แรงงานนอกระบบและความเหลือ่ มลำ้ . บทความประกอบการประชุมวิชาการสถาบนั พระปกเกลา้
ครง้ั ท่ี 22 ปี 2563 “จินตภาพใหมก่ ารกระจายอำนาจเพ่อื ลดความเหลอ่ื มลำ้ : บทเรยี นจาก COVID-19”
Reimagining Decentralization to Reduce Inequality: Lessons Learned from the COVID-19 Crisis” 6-8
พฤศจิกายน 2563 ห้องรอยลั จูบลิ ี่ บอลรมู อาคารอิมแพค็ ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี, กรงุ เทพฯ: สถาบัน
พระปกเกลา้ .

เน้ือแพร เล็กเฟอ่ื งฟ,ู ศุภนิจ ปยิ ะพรมดี, พรพจน์ ปรปักษ์ขาม และ นฎา วะส.ี (2020). เม่อื โควดิ -19 ปดิ เมอื ง: ผลกระทบตอ่
แรงงานไทยในมติ ิ supply-side. สืบคน้ จาก https://www.pier.or.th/?abridged=%E0%B9%80%
E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%
E0%B8%B4%E0%B8%94-19-%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%
A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81

ไพจิตร วิบลู ยธ์ นสาร. (2563). เมอ่ื หาบเร่แผงลอยกลายเปน็ กลไกพลกิ ฟน้ื เศรษฐกิจจีน (1). สืบคน้ จาก
https://www.thansettakij.com/content/columnist/440303

ไพจิตร วิบลู ยธ์ นสาร. (2563). เมือ่ หาบเรแ่ ผงลอยกลายเปน็ กลไกพลิกฟ้นื เศรษฐกจิ จนี (2). สืบค้นจาก
https://www.socialiststhai.com/content/5463/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88
%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%
B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%
A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0
%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%81-%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%
B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A
9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-
%E0%B8%88%E0%B8%9A

วรวรรณ ชาญดว้ ยวิทย์ และ บณุ ฑริกา ชลพทิ กั ษ์วงศ์. (2563). แรงงานนอกระบบ กรณคี า้ ขายหาบเรแ่ ผงลอย. สบื คน้ จาก
https://tdri.or.th/2020/03/informal-labor-hawker-street/

Vanut, Phutnark. (2019). ย่งิ เดนิ เมอื งยง่ิ โต ‘WALKABLE CITY’ วา่ ด้วยเรอ่ื งเมอื งเดนิ ไดก้ บั การกระตนุ้ เศรษฐกจิ .
สบื คน้ จาก https://citycracker.co/city-design/walkable-city/

Allinson, Mark. (2020). Desperate Chinese manufacturers resorting to ‘street vendor’ tactics.
Retrieved from https://roboticsandautomationnews.com/2020/07/24/desperate-chinese -
manufacturers-resorting-to-street-vendorapproach/34419/#:~:text=Desperate%20
Chinese%20manufacturers%20are%20resorting,even%20if%20they%20were%20licensed

Arphawan, Sophontammarak. (2561). 'ไดเอทถนน' ขยายทางเทา้ สเู่ มอื งเดนิ ได้ เดินดี. สบื ค้นจาก
https://www.thaihealth.or.th/Content/43115

Asianewsม it (2020). Fighting the effects of COVID-19: street vending is back in Beijing. Retrieved from
http://www.asianews.it/news-en/Fighting-the-effects-of-COVID-19:-street-vending-is-back-in-Beijing-
51332.html

Bromley, R. (2000). Street Vending and Public Policy. International Journal of Sociology and Social Policy,
20(1/2), 1-28.

165

รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

Chen, M. (2020). COVID-19, Cities and Urban Informal Workers: India in Comparative Perspective.
Retrieved from https://link.springer.com/article/10.1007/s41027-020-00254-1

Cross, J. (2000). Street Vendors, Modernity and Post-Modernity : Conflict and Compromise in the Global
Economy. International Journal of Sociology and Social Policy, 20(1/2), 30-52.

Fabian, L. (2020). COVID-19 Street Vendor Policy Goes Into Effect In Macon-Bibb. Retrieved from
https://www.gpb.org/news/2020/09/17/covid-19-street-vendor-policy-goes-effect-in-macon-bibb

International Labour Organization. (2020). COVID-19 crisis and the informal economy: Immediate responses
and policy challenges. Retrieved from https://www.ilo.org/wcmsp5/groups/public/---ed_protect/---
protrav/---travail/documents/briefingnote/wcms_743623.pdf.

Global, Times. (2020). Chinese street vendors invited to resume business to boost local street stall
economy. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/content/1190486.shtml

Greenberg, Jerome, S., E., Martin T., & Kenneth, C. (1980). The itinerant street vendor: A form of nonstore
retailing. Journal of Retailing, 56(2), 66–80.

International Labour Organization. (2020b). COVID-19 employment and labour market impact in Thailand.
Retrieved from https://www.ilo.org/wcmsp5/groups/public/---asia/---ro-bangkok/documents
/briefingnote/wcms_747944.pdf.

Komin, W., Thepparp, R., Subsing, B., & Engstrom, D. (2020). Covid-19 and its impact on informal sector:
A case study of Thailand. Asia Pacific Journal of Social Work and Development. Retrieved from
https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/02185385.2020.1832564

McGee, T. G., & Yeung, Y. M. (1977). Hawkers in Southeast Asian Cities: Planning for the Bazaar Economy.
Ottawa: International Development Research Center.

Nirathron, N. (2006). Fighting Poverty from the Streets: Survey of Street Food Vending in Bangkok.
Bangkok: ILO.

Roever, S. (2014). Informal Economy Monitoring Study Sector Report: Street Vendors. Cambridge, MA:
WIEGO.

Song, C. (2020). Street stall economy in China in the post-COVID-19 era: Dilemmas and regulatory
suggestions. Research in Globalization, 2(2020). Retrieved from
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2590051X20300198?via%3Dihub

Suharto, E. (2003). Accommodating the Urban Informal Sector in the Public Policy Process: A Case Study
of Street Enterprises in Bandung Metropolitan Region (BMR), Indonesia. Retrieved from
http://www.policy.hu/suharto/NOFRAME/final_research_paper.htm

Wakefield, M. W., Castillo, J. & Beguin, V. (2007). Transient Businesses: A Street Vendor Typology and
Exploratory Study. Journal of Business and Entrepreneurship, 19(1), 65-75.

Wang, Xiangwei. (2020). Li Keqiang’s support for street vendors has hit a nerve in Beijing. South China
Morning Post. Retrieved from https://www.scmp.com/week-asia/opinion/article/3088838/li-
keqiangs-support-street-vendors-has-hit-nerve-beijing

166

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

คุณค่าและสมรรถนะหลกั ของนกั สงั คมสงเคราะห์วิชาชีพในหนว่ ยงานรัฐ
Value and Core Competencies of Professional Social Workers in Government Agencies

รองศาสตราจารย์ ดร. จตุรงค์ บุณยรตั นสนุ ทร1
Associate Professor Jaturong Boonyarattanasoontorn, Ph.D.2

ศาสตราจารย์ ระพพี รรณ คำหอม3
Professor Rapeepan Kumhom4

เยาวเรศ คำมะนาด5
Yaowaret Khammanat6

ทองศริ ิ กำ่ แดง7
Thongsiri Kamdaeng8

Abstract
This research aims to study the value and essential core competencies of professional social
workers in the government agencies that relevant to social change and to find out the Increase of core
competency guidelines of professional social workers. The quantitative research was used to survey the
1,250 samples and the qualitative research was used to in-depth interview 15 key-informants.
The study reveals that human dignity is the most important of professional social work in
government agencies, the top five core competencies of professional social work include: 1. Cautiously in
fact-finding, 2. Knowing the updated situation including logically in thinking /analysis, 3. Evaluation of the
clients' condition, family, risk, and violation that might be happening to clients, 4. Holistic view and able
to integrate problems that related to a holistic approach, 5. Understanding of a variety of social and
cultural of clients. The most important of guidelines to increase the core competency of professional
social workers is systematical of data collection on the casework that can create the program for
developing data-based online social work services in all ministry including developing digital data. The
most important of producing professional social workers is through the dynamic of the social situation to
respond to the need of society towards professional social workers. The recommendations include the
government should promote professional social workers and pay additional compensation to the
professional social workers the same as the other professional, the Council of Social Work should train
up-skill and re-skill the professional social workers, the curriculum in academic institutions should focus
on practical training, increase the time of skill training. There should be developed the tools manual of
social work, and information systems management at the provincial, ministry, and national levels
Keywords: Value of professional social workers, core competency of professional social workers, guidelines
to increasing core competency of professional social workers.

1 ประธานหลักสตู รดุษฎบี ัณฑิต สาขาการบรหิ ารสงั คม และอาจารยป์ ระจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตรแ์ ละสวัสดิการสงั คม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลมิ พระเกียรติ
2 Chairperson of Ph.D. Program in Social Welfare Administration, and lecturer of the Faculty of Social Work and Social Welfare Huachiew Chalermprakiet University
3 คณบดคี ณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
4 Dean of the Faculty of Social Administration Thammasat University
5 หัวหน้ากล่มุ งานสงั คมสงเคราะห์ โรงพยาบาลขอนแก่น
6 Head of Social Work Department, Khon Kaen Hospital
7 เจา้ หนา้ ท่ีบริหารงานท่วั ไปปฏิบัติการ คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
8 Administrative Officer, Faculty of Social Administration, Thammasat University

167

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 67

บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าและสมรรถนะหลักของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็น ทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเพ่ือหาแนวทางการเพ่ิมสมรรถนะหลักในการทำงานสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงาน
ภาครัฐ ระเบียบวิธีวิจัยใช้แบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,250 คน ใช้การวิจัย
เชิงคณุ ภาพสัมภาษณ์เจาะลึกผูท้ รงคณุ วุฒิ จำนวน 15 คน
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อคุณค่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์
ในหน่วยงานภาครัฐมากที่สุดคือการมีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า สมรรถนะหลักของวิชาชีพ
สังคมสงเคราะห์ที่จำเป็นมากท่ีสุด 5 อันดับแรก คือ (1) การแสวงหาข้อเท็จจริงและการสืบค้นข้อมูลอย่างรอบด้าน
(2) การรู้เท่าทันสถานการณ์ สามารถคิดวิเคราะห์/คิดเชิงเหตุผล (3) การประเมินสภาวะผู้ใช้บริการ ประเมินครอบครัว
ความเสี่ยงและความรุนแรงท่ีก่อผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ (4) การเห็นภาพองค์รวมสามารถเช่ือมโยงมิติของปัญหาเชิง
บูรณาการการมองภาพองค์รวม และ (5) ความเข้าใจความหลากหลายในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ
แนวทางการเพิ่มสมรรถนะหลักในการทำงานสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐท่ีสำคัญมากท่ีสุด คือ การเก็บ
รวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถสร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์
ทกุ กระทรวง และพฒั นาข้อมูลระบบดจิ ิทัลมากทส่ี ุด ข้อเสนอแนะ รัฐควรส่งเสริมใหว้ ิชาชีพสังคมสงเคราะห์ใหม้ ีความก้าวหน้า
และได้รับค่าตอบแทนเหมือนวิชาชีพอนื่ ๆ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์และสถาบันวิชาการ ควรส่งเสรมิ การจัดอบรมทบทวน
ความรเู้ ก่าและความรู้ใหม่ๆ สม่ำเสมอ หลักสูตรการเรยี นการสอน ควรเน้นการฝึกปฏิบัติงานจริงเพม่ิ ระยะเวลาการฝึกทักษะ
มากขึ้น ควรมีการพัฒนาการใช้เคร่ืองมือทางสังคมสงเคราะห์ และการจัดทำระบบสารสนเทศ ระดับจังหวัด ระดับกระทรวง
และระดับประเทศ
คำสำคัญ: คุณค่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ศาสตร์, สมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์, การเพ่ิมสมรรถนะหลักในวิชาชีพ
สังคมสงเคราะห์

บทนำ
ประเทศไทยมีการบังคับใช้กฎหมายสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. 2556 สาระสำคัญของกฎหมายฉบับน้ีคือการนิยาม
ความหมายสังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพ (มาตรา 3) โดยผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบ
วชิ าชีพสังคมสงเคราะห์ และมีบทเฉพาะกาลให้ผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ที่ไม่มีคุณวุฒิสังคมสงเคราะห์ศาสตรก์ ่อนวันท่ี 6
มิถุนายน 2556 ต้องมาข้ึนทะเบียนและรับใบอนุญาตภายใน 4 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกำหนด ปัจจุบันมีนักสังคมสงเคราะห์ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพสังคม
สงเคราะห์ศาสตร์ประมาณ 3,200 คน
ก่อนการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้กำหนดค่างานสังคมสงเคราะห์
ถือเป็นสายงานประเภทวิชาการ ปัจจุบัน ก.พ. ยังคงกำหนดค่างานสังคมสงเคราะห์เป็นประเภทวิชาการเช่นเดิม และค่างาน
สำหรับนักสงั คมสงเคราะห์ระดับปฏิบัติการกแ็ ตกตา่ งกัน ตามระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งทมี่ ีเหตุพิเศษของ
ข้าราชการพลเรือน (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้หน่วยงานตามประกาศกำหนดค่างาน การทำงานไม่น่าอภิรมย์
ยากลำบาก เคร่งเครียด กดดัน (ค่าตอบแทนเพ่ิม 3,500-5,500 บาทต่อคน) การทำงานท่ีมีความเสี่ยง (ค่าความเสี่ยงภัย
ในเรือนจำ 6,500 บาทตอ่ คน) ปจั จบุ นั ยังข้ึนกบั แต่ละหน่วยงานเป็นหลกั
สำหรับผู้ปฏิบัติงานในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 มาตรา มาตรา
14 กำหนดให้มีคณะกรรมการวิชาชีพในสาขาการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ กายภาพบำบัด เทคนิค
การแพทย์ เป็นวิชาชีพ พระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการกำหนดอาหารเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2563

168

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

มาตรา 5 กำหนดใหม้ คี ณะกรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหาร ในขณะทผ่ี ูป้ ฏบิ ตั งิ านสาขาสังคมสงเคราะห์คลินกิ (สาขา
สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์) ไม่ถูกจัดอยู่ในกฎหมายการประกอบโรคศิลปะ จึงส่งผลให้ขาดโอกาสความก้าวหน้าทาง
วิชาชีพที่เท่าเทียมกับสายวิชาชีพอื่นๆ ในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ดังจะเห็นได้จากการบรรจุข้าราชการใหม่กระทรวง
สาธารณสุขในปี 2563 อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ไม่มีการบรรจุตำแหน่งสายงาน
สังคมสงเคราะหแ์ ตอ่ ยา่ งใด

ในทางวิชาการ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกบั สมาคมสภาการศกึ ษาสังคมสงเคราะห์
และสวัสดิการสังคมไทย (7 สถาบันการศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์ศาสตร์) ได้มีการจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี
และบัณฑิตศึกษา สาขาสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ (มคอ.1) เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการอดุ มศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยกำหนดให้หลักสูตรปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษาปรับจากประเภทวิชาการเป็น
ประเภทวชิ าชีพ

เมื่อพิจารณาความเป็นจริงของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์พบว่า มีสาขาการปฏิบัติงานกับกลุ่มเป้าหมายท่ี
หลากหลายและข้ึนกับหน่วยงานทสี่ ังกัด หน่วยงานที่มีจำนวนนักสังคมสงเคราะห์มากที่สุดคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์รองลงมาคือ กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร การถือปฏิบัติตามกฎหมายวิชาชีพ
สังคมสงเคราะห์บางหน่วยงานกำหนดให้ตำแหน่งงานใหม่นักสังคมสงเคราะห์เป็นวุฒิปิดเฉพาะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และ
ตอ้ งมีใบประกอบวิชาชพี สังคมสงเคราะห์เท่านั้น เชน่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุตธิ รรม กรุงเทพมหานคร เป็นตน้ แต่
หลายหน่วยงานยังเปิดรับผู้ท่ีไม่ได้จบสังคมสงเคราะห์เข้าไปทำงานแทนนักสังคมสงเคราะห์ จึงส่งผลให้กระทบต่อการ
ปฏบิ ตั ิงานท่มี ีความละเอียดออ่ นและมีความซับซ้อนท่ไี มค่ วรมอบหมายใหผ้ ู้ที่ไมไ่ ด้จบสังคมสงเคราะหเ์ ป็นผู้ดำเนินการ

ปัจจุบันสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ยังไม่ได้มีการกำหนดสาขา แม้ว่าพระราชบัญญัติวิชาชีพสังค มสงเคราะห์
พ.ศ. 2556 มาตรา 23 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าท่ี (4) ออกข้อบังคับว่าด้วย (ฉ) การกำหนดวิชาชีพสังคมสงเคราะห์
รบั อนญุ าตสาขาต่างๆ หลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเงือ่ นไขในการประกอบวชิ าชพี สังคมสงเคราะห์รับอนญุ าตซงึ่ ตอ้ งมีใบอนญุ าตใน
การประกอบวิชาชีพแต่ละสาขา แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินงานตามมาตราน้ีแต่อย่างใด เส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพ
สังคมสงเคราะห์จึงเป็นไปตามบริบทการทำงานของแต่ละหน่วยงานของภาครัฐและมีความแตกต่างกันมาก จึงส่งผลให้
นกั สังคมสงเคราะห์สว่ นใหญ่จำเป็นต้องเปล่ียนสายงานจากสายงานระดับปฏิบตั ิการไปเป็นระดับบริหาร ทั้งที่มีประสบการณ์
ความเช่ียวชาญ ความชำนาญมากข้ึน งานสังคมสงเคราะห์จึงเกิด “ภาวะสมองไหล” เนื่องจากเส้นทางความก้าวหน้าทาง
วชิ าชีพไมช่ ดั เจน

การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาคุณค่าและสมรรถนะหลักของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานรัฐ และ
ทางการเพิ่มสมรรถนะหลักการทำงานกับนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐท่ีควรจะเป็นในอนาคต โดยหวังว่า
ข้อค้นพบจากการวิจยั ครง้ั นีจ้ ะใช้เปน็ แนวทางในการกำหนดค่างานทเ่ี หมาะสมกบั การปฏบิ ัตงิ านสังคมสงเคราะหต์ ่อไป

วตั ถุประสงค์การศกึ ษา
1. เพ่ือศกึ ษาคุณค่าวชิ าชีพสงั คมสงเคราะห์ในการปฏิบตั ิงานสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานภาครฐั
2. เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็น ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมใน
หนว่ ยงานของรฐั
3. เพื่อศึกษาแนวทางการเพ่มิ สมรรถนะหลักการทำงานกับนกั สงั คมสงเคราะหว์ ิชาชีพในหนว่ ยงานภาครัฐ

169

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 67

การทบทวนวรรณกรรม
ผู้วิจัยได้ทำการทบทวนแนวคิดเก่ียวกับคุณค่าของนักสังคมสงเคราะห์พบว่า คุณค่าของนักสังคมสงเคราะห์
ถูกกำหนดข้ึนคร้ังแรกในปี 1960 ซึ่งเอกสารของ National Association of Social Work (NASW) กล่าวว่า “นักสังคม
สงเคราะห์คือผู้อุทิศตนเพื่อจัดบริการสวัสดิการของมนุษยชาติ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของทุกคนโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ”
NASW ได้มีการทบทวนแนวคิดนี้เป็นระยะๆ จนกระทั่งในปี 2018 สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ซึ่งเกิดจาก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงกว่า 40 ปีท่ีผ่านมาท่ีมีผลต่อการปฏิบัติด้านจริยธรรม รวมทั้งรปู แบบใหม่ของการสื่อสาร
และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล NASW จึงได้ตีพิมพ์เอกสารเรื่อง Social Work Core Values and Code of
Ethics ซึ่งกล่าวถึงคุณค่าหลักของนักสังคมสงเคราะห์ 6 ประการ ท่ีใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานประจำวันของนักสังคม
สงเคราะห์ คือ
1. การจดั บรกิ าร (Service) คอื การบริการประชาชนตามความตอ้ งการและทำงานเพอ่ื จัดการปัญหาทางสังคม
2. ความเป็นธรรมทางสังคม (Social justice) คือ การเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคม และทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลง
ทางสงั คมในนามของประชาชนกลมุ่ เปราะบางทถี่ กู กดขี่
3. ศักด์ิศรีและคุณค่าของบุคคล (Dignity and worth of the person) คือ การให้ความเคารพคนทุกคนและ
ตระหนักถงึ ความหลากหลายทางวฒั นธรรมและกลุม่ ชาติพันธ์ุ
4. ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (Importance of human relationships) คือ การตระหนักและ
ให้ความสำคัญตอ่ คุณคา่ ของความสัมพันธ์ระหวา่ งมนษุ ย์ และทำงานเพอื่ สรา้ งความเข้มแข็งเหล่าน้ีเพือ่ ที่จะทำให้การกนิ ดีอยดู่ ี
ของบคุ คลและชมุ ชนดีขนึ้
5. ความซ่ือสัตย์สุจริต (Integrity) คือ การมีความซ่ือสัตย์และส่งเสริมพันธกิจของวิชาชีพ ค่านิยม หลักจริยธรรม
และมาตรฐานทางจรยิ ธรรม
6. ความสามารถ (Competence) คือ การพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพอย่างตอ่ เน่ือง และอุทิศตน
ใหก้ บั การพฒั นาความรขู้ องวิชาชพี
อย่างไรก็ตาม จริยธรรมทางสังคมสงเคราะห์และค่านิยมหลักเป็นมากกว่าการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และพิธีสาร
(Protocol) เท่านั้น ในทางวิชาชีพท่ีผู้รบั บริการมักจะมีความเปราะบาง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักสังคมสงเคราะห์ต้องมี
ความมุ่งม่ันต้งั ใจในการเสรมิ พลังใหก้ ับผ้ทู ไ่ี มส่ ามารถปกปอ้ งตนเอง ถกู กดข่ี หรอื อับจน
สว่ นการทบทวนแนวคดิ สมรรถนะหลักของนักสงั คมสงเคราะห์วชิ าชีพ ผูว้ ิจัยพบวา่ The Council on Social Work
Education (CSWE) ได้กำหนดสมรรถนะหลกั ท่ีนกั สังคมสงเคราะหว์ ชิ าชีพตอ้ งมี 10 ประการ คอื
1. ต้องพิสจู นต์ นเองในฐานะการเปน็ นกั สังคมสงเคราะหว์ ิชาชพี และประพฤติตนอยา่ งเหมาะสม
2. มีความสามารถในการประยุกต์ใชห้ ลกั จรยิ ธรรมทางสงั คมสงเคราะห์เพือ่ เปน็ แนวทางในการปฏิบัติทางวชิ าชพี
3. มีความสามารถในการประยกุ ต์ความคิดเชิงวิพากษเ์ พอ่ื แจง้ และส่ือสารการตดั สินใจทางวิชาชีพ
4. มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ัตทิ ่แี ตกต่างและหลากหลาย
5. มคี วามสามารถในการทำให้เกิดความก้าวหน้าดา้ นสิทธิมนษุ ยชนและความเป็นธรรมทางเศรษฐกจิ สงั คม
6. มีสว่ นร่วมในการวิจัยท่สี ร้างสรรค์ และสร้างสรรค์การวจิ ยั
7. มคี วามสามารถในการประยกุ ต์ความรพู้ ฤตกิ รรมมนษุ ยแ์ ละสภาพแวดล้อมทางสงั คม
8. มีสว่ นรว่ มในการปฏิบัติทางนโยบายเพ่ือความก้าวหน้าของการอยู่ดีกินดีทางสงั คมและเศรษฐกิจ และเพื่อสง่ มอบ
บริการสงั คมสงเคราะหท์ ม่ี ปี ระสิทธิภาพ
9. มคี วามสามารถในการตอบสนองตอ่ บริบทที่มีอิทธพิ ลต่อการปฏบิ ัติ
10. มีสว่ นร่วม ประเมิน สอดแทรก และให้การศึกษาแก่ ปจั เจกบุคคล ครอบครัว กลุม่ องคก์ ร และชมุ ชน

170

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

นอกจากนี้ ผวู้ ิจยั ยังได้ทบทวนแนวคิดเกย่ี วกับสมรรถนะของข้าราชการไทยของสำนกั งานคณะกรรมการข้าราชการ
พลเรือน (2553) พบว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้กำหนดสมรรถนะหลัก (Core Competency) ของ
ข้าราชการพลเรอื นทุกตำแหน่งทั้งระบบประกอบด้วย 5 สมรรถนะ ได้แก่ (1) การมงุ่ ผลสัมฤทธิ์ (Achievement Motivation)
(2) การให้บรกิ ารดว้ ยใจ (Service Mind) (3) การมีความเชย่ี วชาญในวิชาชีพ (Expertise) (4) ความซื่อสัตย์สจุ รติ (Integrity)
และ (5) การทำงานเป็นทีม (Teamwork) ผู้วจิ ัยยังพบว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2558) ไดก้ ำหนดสาย
งานนักสังคมสงเคราะห์คลุมถึงตำแหน่งต่างๆ ท่ีนักสังคมสงเคราะห์ต้องปฏิบัติ ได้แก่ การศึกษา การสำรวจ การสัมภาษณ์
การสอบประวัติ และการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญหา ข้อเท็จจริง และ สาเหตุต่างๆ ที่เก่ียวข้อง รวมท้ังการให้คำปรึกษา แนะนำ
ให้ความรู้ การจดั บริการ ให้ความช่วยเหลือ การแก้ไขปัญหา และดำเนนิ การสังคมสงเคราะห์ในดา้ นต่างๆ ทีถ่ ูกต้องเหมาะสม
ตามหลักการสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม เช่น เด็กและเยาวชน คนพิการ คนไร้ที่พ่ึง หญิงอาชีพโสเภณี
ผู้ต้องขัง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้ประสบภัยพิบัติ และประชาชนทั่วไปท่ีไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตัวเองและครอบครัว อันจะมี
ผลกระทบต่อชุมชน และสงั คมโดยสว่ นรวม เพ่อื ให้ผูป้ ระสบปัญหาทางสังคมดงั กล่าวมคี ุณภาพชวี ติ ท่ีดีขนึ้ สามารถพึง่ ตนเองใน
สังคมได้อย่างมีความสขุ และปฏิบัตหิ นา้ ท่อี นื่ ทเี่ กีย่ วข้อง

ผู้วิจัยยังพบว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (2556) ได้กำหนดภารกิจของ
นักสังคมสงเคราะห์ว่าเป็นการจัดบริการทางสังคมซ่ึงเก่ียวกับการป้องกัน การแก้ไขปัญหา การพัฒนา และการส่งเสริม
ความม่ันคงของมนุษย์ เพื่อตอบสนองความจำเป็นข้ันพื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตท่ีดีและพึ่งตัวเองได้อย่างท่ัวถึง
เหมาะสม และเป็นธรรม และให้เปน็ ไปตามมาตรฐาน ทงั้ ทางด้านการศึกษา สขุ ภาพอนามัย ทีอ่ ยู่อาศัย การทำงานและการมี
รายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม และบริการทางสังคมทว่ั ไป ซึ่งสอดคลอ้ งกับพระราชบัญญตั ิวิชาชพี สังคมสงเคราะห์
(2556) ที่กำหนดให้สังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ความรู้และทักษะทางสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติหน้าท่ีเก่ียวกับ
การป้องกันและแก้ไขปัญหาของบุคคล ครอบครัว กลุ่มคน หรือชุมชนเพื่อให้กระทำหน้าที่ทางสังคมและดำรงชีวิตได้อย่าง
ปกตสิ ุขสำหรับแนวคดิ มาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์ ผู้วจิ ัยพบว่า สภาวิชาชพี สังคมสงเคราะห์
ได้จัดทำมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ โดยมี 6 มาตรฐาน 31 องค์ประกอบ 87 ตัวบ่งชี้
สำหรับมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชพี สังคมสงเคราะห์ 6 มาตรฐาน ประกอบด้วย (1) มาตรฐานจรรยาบรรณ
(2) มาตรฐานความเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ (3) มาตรฐานองคค์ วามรูแ้ ละการประยุกต์ใช้ในการปฏิบตั ิงาน (4) มาตรฐาน
การสอื่ สารทางวิชาชีพ (5) มาตรฐานการบนั ทึกข้อมลู เพ่อื การปฏบิ ัตงิ านสงั คมสงเคราะห์ และ (6) มาตรฐานการนเิ ทศงานเพื่อ
พฒั นาวชิ าชพี

จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวขอ้ งสรปุ ได้วา่ ประเทศไทยไดน้ ำแนวคดิ เก่ยี วกับคณุ คา่ และสมรรถนะหลกั ของนัก
สังคมสงเคราะห์วิชาชีพในระดับสากลมาปรับใช้ในประเทศไทยทั้งในการจัดการเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และ
สวัสดิการสังคมในสถาบันการศึกษา การกำหนดเกณฑ์ในการปฏิบัติงานในส่วนราชการ และการกำหนดมาตรฐานการ
ปฏบิ ตั งิ านขององคก์ รวิชาชีพ ซึง่ ผู้วจิ ัยไดน้ ำแนวคิดเหล่าน้ีไปสร้างตวั ช้ีวดั ในการทำวจิ ยั ในคร้ังน้ี

นยิ ามศัพทท์ ใี่ ช้ในการศึกษา
คณุ ค่าของนักสังคมสงเคราะห์ หมายถึง การรับรู้ของบคุ คลอ่ืนท่ีมีต่อคุณค่าการปฏิบตั ิงานของนักสังคมสงเคราะห์
ได้แก่ (1) ค่านิยมร่วมของวิชาชพี สังคมสงเคราะห์ (2) การให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ การเคารพในศักดศ์ิ รีและคณุ ค่าของความ
เป็นมนุษย์ สิทธิความเปน็ สว่ นตัว การรักษาความลบั ของผใู้ ช้บรกิ าร การเสริมพลังอำนาจ พิทกั ษแ์ ละคมุ้ ครองสิทธิ และพัฒนา
ความเป็นอยู่ท่ีดีของบุคคล กลุ่ม ชุมชน และสังคม (3) การปฏิบัติงานตามจรรยาบรรณวิชาชีพ และ (4) การให้คุณค่า
การปฏิบัติงานสงั คมสงเคราะห์ตอ่ ตนเอง ตอ่ วิชาชพี ต่อผ้รู บั บรกิ าร ต่อผู้รว่ มวชิ าชีพ ตอ่ สงั คม และตอ่ องคก์ รที่สงั กดั

171

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 67

สมรรถนะวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ หมายถึง คุณลักษณะวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เชิงพฤติกรรมท่ีเป็นผลมาจาก
การใชค้ วามรู้ ทกั ษะ ความสามารถและคณุ ลักษณะอ่ืนๆ ท่ีทำใหน้ กั สงั คมสงเคราะหไ์ ดใ้ ช้ความสามารถสร้างผลงานไดโ้ ดดเด่น
กวา่ เพือ่ นร่วมงานอ่ืนๆ ในองค์กร” ได้แก่

1. สมรรถนะด้านการบริการ คือ คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่บังคับเฉพาะตำแหน่งประเภทอำนวยการ เป็น
คุณลักษณะการให้บริการโดยตรงต่อกลุ่มเป้าหมายร่วมกันของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีเป็นข้าราชการพลเรือนทั้งระบบ
เพอ่ื เป็นการหล่อหลอมค่านิยมและพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ร่วมกัน เป็นสมรรถนะท่ีจำเป็น และสมรรถนะประจำสายงานหลัก
ในการปฏิบัตงิ านสังคมสงเคราะหไ์ ดแก (1) การม่งุ ผลสัมฤทธิ์ (Achievement Motivation (2) การให้บริการดว้ ยใจ (Service
Mind) (3) การสงั่ สมความเชย่ี วชาญในงานอาชีพ (Expertise) (4) การยึดมนั่ ในความถกู ต้องชอบธรรมและความซอื่ สัตยส์ ุจริต
(Integrity) (5) การทำงานเปน็ ทมี (Teamwork) รวมทงั้ ความสามารถในการสร้างและรกั ษาสมั พนั ธภาพกับสมาชิกในทมี และ
(6) สภาวะผนู้ ำ (Leadership) เพือ่ ทำหน้าที่ความรบั ผดิ ชอบตามจรรยาบรรณวชิ าชพี สงั คมสงเคราะห์

2. สมรรถนะดา้ นการบรหิ าร คอื คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมท่ีบังคับเฉพาะตำแหนงประเภทบรหิ าร เป็นคุณลักษณะ
การให้บริการโดยอ้อมเพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการตามหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหนงและส่งผลให้เกิดผู้นำ
ท่ีเป็นเลิศในส่วนราชการ อันไดแก (1) สภาวะผู้นำ (2) วิสัยทัศน์ (3) การวางกลยุทธ์ภาครัฐ (4) ศักยภาพเพื่อนำการ
ปรบั เปล่ยี น และ (5) การควบคมุ ตนเอง และ (6) การสอนงานและมอบหมายงาน

3. สมรรถนะด้านวิชาการ คือ คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่บังคับเฉพาะตำแหน่งประเภทวิชาการ เป็นคุณลักษณะ
การให้บริการโดยอ้อมท่ีใช้การวิจัยทางสังคมสงเคราะห์มาสนับสนุน ปรับปรุง พัฒนาการให้บริการ การบริหารองค์การ
สวัสดิการสังคม นโยบายสังคม ซึ่งเป็นการสนับสนุนการนำผลการวจิ ัยมาใช้ประโยชนท์ จี่ ะทำให้เกิดประสทิ ธภิ าพ ประสิทธิผล
และความคุ้มค่าของหน่วยงานภาครัฐ ความรับผิดชอบของตำแหน่งและส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบ กลไกในหน่วยงาน
ภาครัฐ อันไดแก (1) ความเป็นผู้นำวิจัยในระดับนานาชาติ (2) ความเป็นผู้นำวิจัยในระดับชาติ (3) ความเป็นผู้นำวจิ ัยในระดับ
ภูมิภาค (4) ความเป็นผู้นำวิจัยในระดับท้องถิ่น และ (5) ความเป็นผู้นำวิจัยในระดับชุมชน (สำนักงานคณะกรรมการ
ข้าราชการพลเรือน, 2553, 2558)

คุณลกั ษณะท่ัวไปของนักสงั คมสงเคราะห์ใน กรอบแนวคดิ ในการศึกษา

หนว่ ยงานรัฐ คณุ คา่ วิชาชพี สังคมสงเคราะห์ในการปฏิบตั งิ านสังคมสงเคราะหใ์ น
- เพศ หน่วยงานภาครฐั
- อายุ
- ระดบั การศกึ ษา - ค่านยิ มร่วมของวิชาชพี สงั คมสงเคราะห์
- การมใี บรบั อนญุ าตประกอบวิชาชพี สังคม - การให้คณุ คา่ ตอ่ ตนเอง ผใู้ ชบ้ รกิ าร หนว่ ยงานและเพอื่ นรว่ มงาน

สงเคราะห์ สว่ นรวม และสังคม
- ตำแหนง่ ในสายงาน
- ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง สมรรถนะทางวชิ าชีพสงั คมสงเคราะห์
- ลกั ษณะงานท่ีรบั ผิดชอบ - การพฒั นาความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะให้เป็นไปตาม
- บทบาทหน้าที่ มาตรฐานทีพ่ งึ ประสงค์
- ปญั หา อปุ สรรคการทำงาน - สมรรถนะด้านการบริการ การบรหิ าร วชิ าการ
- การประเมนิ ความรู้ ความสามารถและ
แนวท างการเพ่ิมส มรรถนะห ลักการท ำงานกับนักสังคม สงเคราะ ห์
สมรรถนะของนักสงั คมสงเคราะห์ วิชาชีพในหน่วยงานภาครฐั

- เกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง
- การพฒั นาพฒั นาความรู้ ความสามารถ
- การพฒั นาสมรรถนะทางวิชาชพี

172

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

สมมตฐิ านการวิจัย
1. ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อแนวทางการเพิ่มสมรรถนะหลักการ
ทำงานกับนักสงั คมสงเคราะหว์ ิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐแตกตา่ งกนั
2. ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะหท์ ่ีต่างกันทำให้ความคดิ เห็นตอ่ การผลติ นกั สังคมสงเคราะหว์ ิชาชพี ของ
สถาบันการศึกษาในปจั จุบนั แตกต่างกนั
3. ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อการประสานความร่วมมือกับศูนย์
Training center สรา้ งการเรยี นรู้เพอื่ พฒั นาอตั ลักษณท์ างวิชาชพี สกู่ ารเสรมิ ทักษะการเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21 แตกต่างกนั
4. ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อการสอนสังคมสงเคราะห์วิชาชีพให้มี
ความทันสมยั ในสถาบนั การศกึ ษาท้ังในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปรญิ ญาเอก แตกตา่ งกัน
5. การมีใบรบั อนญุ าตประกอบวิชาชพี สงั คมสงเคราะหท์ ีแ่ ตกตา่ งกนั ทำให้ความคดิ เหน็ ตอ่ แนวทางการเพ่ิมสมรรถนะ
หลักในการทำงานกบั นักสงั คมสงเคราะห์วชิ าชพี แตกตา่ งกนั
6. การมีประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์จากใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีแตกต่างกันทำให้
ความคิดเห็นต่อแนวทางการเพ่มิ สมรรถนะหลักการทำงานกบั นกั สังคมสงเคราะหว์ ชิ าชพี แตกตา่ งกัน

เครื่องมอื และวิธกี ารศกึ ษา
การศึกษาครัง้ น้ใี ช้วิธีการศึกษาแบบผสานวิธี (Mixed methods) โดยใช้การวจิ ัยเชงิ ปริมาณสำรวจความคิดเหน็ ของ
นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ จำนวน 1,250 คนเกี่ยวกับคุณค่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สมรถนะวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และ
แนวทางในการเพิ่มสมรรถนะหลัก และใชก้ ารวิจัยเชิงคณุ ภาพสัมภาษณ์ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จำนวน 15 คน ประกอบด้วย กรรมการ
สภาวิชาชพี สงั คมสงเคราะห์ จำนวน 3 คน กรรมการสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย จำนวน 1 คน และผู้บริหาร
ระดบั กรมจากทุกกระทรวงทีม่ ีนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 11 คน
เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เจาะลึกซึ่งผ่านการทดสอบความเทยี่ งตรงและความ
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ผลการทดสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถามได้ค่าแอลฟ่า 0.90 และผลการทดสอบค่าดัชนี
ความสอดคล้องของแบบสัมภาษณ์ (The Index of item Objective Congruence – IOC) ได้ค่า IOC=1.00 เครื่องมือท่ีใช้
ในการวิจัยท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพได้การขอรับรองจริยธรรมวิจัยในคน คณะอนุกรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ชุดท่ี 2 สาขาสังคมศาสตร์โดยได้อนุมัติหนังสือรับรองเลขที่ 059/2563 เม่ือวันท่ีรับรอง 21 สิงหาคม 2563 ถึง
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2564
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ การแจกแจงความถี่
(Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ในการวิเคราะห์
ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง สำหรับข้อคำถามเก่ียวกับการจำแนกระดับความคิดเห็นต่อคุณค่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ใน
การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานภาครัฐ ความคิดเห็นต่อสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็น ทันสมัย
และทนั ต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ลักษณะงานเฉพาะทจี่ ำเป็นทางสังคมสงเคราะห์ และความคดิ เห็นต่อแนวทางการเพิ่ม
สมรรถนะหลักการทำงานกับนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐ ใช้มาตรวัดของ Likert Scale โดยแบ่งออกเป็น
5 ระดับจากมากทส่ี ุดไปถงึ น้อยท่สี ดุ ไดเ้ กณฑก์ ารวัดระดับ และการแปลผลภาพรวมความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
คา่ เฉลี่ย 1.00 - 1.80 หมายถึง อยูใ่ นระดับนอ้ ยท่สี ดุ
ค่าเฉล่ีย 1.81 - 2.60 หมายถงึ อยูใ่ นระดบั น้อย
ค่าเฉลย่ี 2.61 - 3.40 หมายถงึ อย่ใู นระดับปานกลาง
คา่ เฉลยี่ 3.41 - 4.20 หมายถงึ อยู่ในระดบั มาก
ค่าเฉลย่ี 4.21 - 5.00 หมายถงึ อยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ

173

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 67

นอกจากน้ี ยังใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Analysis) คือ one-way ANOVA (F-test) ทดสอบสมมติฐาน
ตำแหน่งในสายงานที่แตกต่างกัน สามารถส่งผลต่อระดับความคิดเห็นต่อแนวทางการเพ่ิมสมรรถนะหลักการทำงานกับ
นักสงั คมสงเคราะหว์ ิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐท่ีแตกต่างกัน ใช้ t-test ทดสอบสมมติฐานการมีใบรับอนุญาตประกอบวชิ าชีพ
สังคมสงเคราะห์ และประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์ใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการทำงานสังคมสงเคราะห์
ที่แตกต่างกันสามารถส่งผลต่อระดับความคิดเห็นต่อแนวทางการเพ่ิมสมรรถนะหลักการทำงานกับนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพใน
หน่วยงานภาครัฐท่ีแตกต่างกัน และใช้ Scheffe’ ในการทดสอบความแตกต่างรายคู่ของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นต่อ
แนวทางการเพิ่มสมรรถนะหลักการทำงานกับนกั สงั คมสงเคราะห์วชิ าชพี ในหน่วยงานภาครัฐ

บทความนจ้ี ะนำเสนอเฉพาะผลการศึกษาวิจัยเชงิ ปรมิ าณเทา่ นัน้

ผลการศึกษา

ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ทว่ั ไป
ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 82.2 รองลงมาคือเพศชาย ร้อยละ 15.5 และเป็น
เพศทางเลือก ร้อยละ 2.3 ส่วนใหญ่อายุ 31-40 ปี (ร้อยละ 37.5) อายุสูงสุด 72 ปี อายุต่ำสุด 20 ปี และอายุเฉล่ีย 38 ปี
ระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบปริญญาตรีมากทสี่ ุด (รอ้ ยละ 61.1) ส่วนใหญ่สงั กัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของ
มนุษย์ (ร้อยละ 40.0) และอยู่ในสายงานตำแหน่งด้านวิชาการมากท่ีสุด (ร้อยละ 53.0) ส่วนใหญ่มีใบรับอนุญาตประกอบ
วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ (ร้อยละ 77.4) และไม่เคยใช้ประโยชน์จากใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์มากท่ีสุด
(ร้อยละ 65.1) (ตารางที่ 1)

ตารางท่ี 1

ข้อมูลทวั่ ไปของกลมุ่ ตวั อยา่ ง

ขอ้ มูลทว่ั ไป จำนวน ร้อยละ

เพศ 194 15.5
ชาย 1028 82.2
หญิง
ทางเลอื ก 28 2.3

อายุ 341 27.3
20-30 ปี 469 37.5
31-40 ปี 275 22.0
41-50 ปี 164 13.1
51 ปีขน้ึ ไป
ไม่ระบุ 1 .1

อายุสงู สดุ = 72 ปี, อายุต่ำสุด = 20 ปี และ อายุเฉลีย่ = 38 ปี 764 61.1
471 37.7
ระดบั การศึกษา 15 1.2
ปริญญาตรี
ปรญิ ญาโท 500 40.0
ปรญิ ญาเอก 313 25.1
123 9.8
หนว่ ยงานทสี่ งั กัด 49 3.9
กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย์
กระทรวงสาธารณสขุ
กรงุ เทพมหานคร
กระทรวงยตุ ธิ รรม

174

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 67

ข้อมูลทว่ั ไป จำนวน รอ้ ยละ
73 5.8
กระทรวงการอดุ มศึกษา วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม 112 9.0
กระทรวงมหาดไทย 11 0.9
กระทรวงกลาโหม 3 0.2
กระทรวงแรงงาน 6 0.5
สำนักงานตำรวจแหง่ ชาติ 54 4.3
องค์กรสาธารณประโยชน์ 6 0.5
หน่วยงานอ่นื ๆ และไม่ระบุ เช่น นักวิชาการอสิ ระ
662 53.0
ตำแหน่งในสายงาน 419 33.5
ด้านวชิ าการ 169 13.5
ด้านการวิจัย 968 77.4
ด้านการบริหาร
282 22.6
การมีใบรบั อนุญาตประกอบวิชาชพี สงั คมสงเคราะห์
มี 814 65.1
ไม่มี 436 34.9
1250 100.0
ประสบการณใ์ นการใชป้ ระโยชนใ์ บรบั อนญุ าตประกอบวิชาชีพสงั คม
สงเคราะหใ์ นการทำงานสงั คมสงเคราะห์
ไมเ่ คย
เคย

รวม

ตอนที่ 2 ความคดิ เหน็ ตอ่ คณุ ค่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการปฏบิ ตั ิงานสงั คมสงเคราะหใ์ นหน่วยงานภาครฐั
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกบั คุณค่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบตั ิงานสังคมสงเคราะห์
ในหน่วยงานภาครัฐ มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับท่ี 1 คือ การมีศักด์ิศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ อันดับท่ี 2
มี 3 ประเด็น คือ (1) หลักความยตุ ิธรรมสังคม ไม่เลอื กปฏิบัติ ยอมรับความหลากหลาย (2) นักสังคมสงเคราะห์ต้องประพฤติ
ตนภายใต้กรอบจรยิ ธรรมทางวิชาชีพเพอื่ สร้างความไวว้ างใจและการยอมรับจากผูใ้ ช้บริการ (3) นกั สังคมสงเคราะหป์ ฏิบตั งิ าน
ด้วยความซอ่ื สตั ย์ และ อันดบั ท่ี 3 คือ ความมีคณุ คา่ โดยมีค่าเฉล่ีย 4.83, 4.76 และ 4.74 ตามลำดบั (ตารางที่ 2)

ตารางท่ี 2

คุณคา่ วชิ าชีพสังคมสงเคราะหใ์ นการปฏิบตั งิ านสงั คมสงเคราะหใ์ นหน่วยงานภาครฐั

ประเด็นข้อคำถาม คา่ เฉลยี่ S.D. แปลผล

คา่ นิยมรว่ มในการให้บริการสงั คมสงเคราะหก์ ารมศี กั ดศ์ิ รแี ละคณุ ค่าความเป็นมนุษย์ 4.83 .462 มากทสี่ ดุ

หลักความยตุ ิธรรมสงั คม ไม่เลือกปฏิบตั ิ ยอมรับความหลากหลาย 4.76 .502 มากทส่ี ุด
4.76 .495 มากที่สดุ
นักสังคมสงเคราะหต์ อ้ งประพฤตติ นภายใตก้ รอบจริยธรรมทางวชิ าชพี เพ่อื สร้าง 4.76 .499 มากทส่ี ุด
ความไว้วางใจและการยอมรบั จากผู้ใชบ้ ริการ
4.74 .542 มากที่สุด
นกั สังคมสงเคราะหป์ ฏบิ ัตงิ านด้วยความซอ่ื สตั ย์ และรับผดิ ชอบในการพฒั นา
ระบบงานทางวชิ าชีพภายในองคก์ ร เพื่อเพิม่ ความตระหนกั ตอ่ ประโยชน์ของ
ประชาชนและสังคม

ความมคี ณุ ค่า

การใหบ้ รกิ ารตอ้ งท่ัวถึง เป็นธรรม 4.72 .539 มากทส่ี ดุ
ความสำคัญของการสรา้ งสมั พันธภาพทางวิชาชพี 4.71 .559 มากท่สี ุด

175

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ประเดน็ ข้อคำถาม ค่าเฉลยี่ S.D. แปลผล

นกั สงั คมสงเคราะห์พยายามเพมิ่ พนู ความรู้ และทักษะทางวชิ าชีพเพ่อื ใชใ้ นการ 4.71 .544 มากที่สุด
ปฏิบัติงานใหเ้ ทา่ ทันการเปลยี่ นแปลงทางสังคม

การมีคุณค่าของงานสังคมสงเคราะห์เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาคนและ 4.71 .517 มากทส่ี ดุ

สงั คมอย่างเทา่ เทยี มกันทจี่ ะนำไปสู่การพฒั นาอยา่ งย่งั ยืน

การมีคุณค่าของงานสังคมสงเคราะห์มุ่งส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคมและ การ 4.71 .516 มากท่ีสดุ

เปลี่ยนแปลงทางสังคม เพอ่ื ประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

นกั สงั คมสงเคราะหส์ ง่ เสริมใหผ้ ใู้ ชบ้ รกิ ารตระหนกั และเขา้ ใจปญั หาของตน และ 4.69 .558 มากทส่ี ุด
สามารถตดั สนิ ใจไดด้ ้วยตนเองอยา่ งมีส่วนร่วมและความรับผดิ ชอบ

การสร้างสัมพนั ธภาพระหว่างผู้ใชบ้ รกิ ารกับนักสังคมสงเคราะห์ถอื เป็นแนวปฏิบตั ิ 4.67 .548 มากที่สุด
สำคญั ในการเข้าถงึ เขา้ ใจ นำไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลง บคุ คล ครอบครวั กลมุ่ ชมุ ชน
และสงั คม

เป้าหมายการปฏิบตั ิงานสังคมสงเคราะห์ครอบคลมุ การแกไ้ ขปัญหาทางสังคม ฟน้ื ฟู 4.65 .580 มากทส่ี ดุ

เยยี วยาผปู้ ระสบปญั หาทม่ี ีความซบั ซอ้ นท้ังระยะสนั้ และระยะยาว

นกั สังคมสงเคราะหค์ วรสร้างโอกาสและทางเลือกเพ่ิมสมรรถนะและโอกาสเพ่ือให้ 4.65 .582 มากทส่ี ุด

ผูใ้ ชบ้ ริการสามารถแก้ไขปญั หาดว้ ยตนเอง

นักสงั คมสงเคราะหค์ วรส่งเสริมใหป้ ระชาชนมสี ่วนรว่ มตดั สนิ ใจในกระบวนการให้ 4.65 .582 มากทส่ี ุด
ความช่วยเหลือ คมุ้ ครอง พฒั นาเพอ่ื เพ่มิ ความเป็นอยู่ทด่ี ีของบคุ คล ครอบครวั กลุ่ม

ชุมชน

นกั สังคมสงเคราะหค์ วรปฏบิ ตั งิ านภายใตก้ รอบเกณฑค์ วามสามารถ พัฒนา และเพ่มิ 4.65 .577 มากท่ีสุด
ความเชย่ี วชาญทางวิชาชีพ

ความสามารถ 4.64 .582 มากทส่ี ุด

นกั สงั คมสงเคราะหต์ ้องทา้ ทายกับปัญหาความอยตุ ิธรรมในสงั คม โดยสรา้ ง 4.62 .598 มากที่สุด

หลกั ประกันในการเขา้ ถึงแหลง่ ขอ้ มูลทจ่ี ำเป็นต่อการให้บรกิ ารและความเท่าเทียม

ทางโอกาสของประชาชนทุกคนโดยเฉพาะกลมุ่ เปราะบาง

นักสังคมสงเคราะหม์ ีความรับผดิ ชอบต่อผใู้ ช้บรกิ าร ครอบครัวและตอ่ สงั คม รวมทั้ง 4.61 .591 มากที่สุด
สามารถใช้ความรใู้ นการแกป้ ญั หาความขดั แย้งระหว่างผลประโยชนข์ องผใู้ ชบ้ ริการ

หรือของสงั คมโดยรวม

รวม 4.70 .422 มากทส่ี ุด

ตอนท่ี 3 ความคิดเห็นต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงาน
ภาครฐั

ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ใน
หน่วยงานภาครัฐทงั้ 6 ด้าน มีดังน้ี

จรรยาบรรณต่อตนเอง กลมุ่ ตัวอย่างใหค้ วามสำคัญกับจรรยาบรรณต่อตนเองอย่ใู นระดับมากทีส่ ุดทั้ง 3 ตัวช้ีวัด คือ
การประพฤติตนในกรอบวัฒนธรรมและบริบทท่ีเหมาะสม และไม่ทำใหเ้ กิดความเสียหายต่อตนเอง ผู้อ่ืน และวิชาชีพ (คา่ เฉล่ีย
4.78) รองลงมา คือ การตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความรับผิดชอบขององค์กรที่สังกัด
(คา่ เฉล่ีย 4.77) และ การพัฒนาตนเอง เพม่ิ พนู ความรูแ้ ละทกั ษะการประกอบวิชาชีพ อยา่ งสม่ำเสมอ (ค่าเฉล่ยี 4.74)

จรรยาบรรณตอ่ วิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณตอ่ วิชาชีพในระดับมากท่ีสุดท้ัง 2 ตัวชี้วัด คือ
ไม่นำวิชาชีพไปแสวงหาประโยชน์ต่อตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมายและกระทำการในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่

176

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 67

วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ (ค่าเฉลี่ย 4.84) รองลงมา คือ ปฏิบัติงานโดยยึดความถูกต้องตามหลักวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์
และคำนึงถึงมาตรฐานการใหบ้ ริการของผูป้ ระกอบวิชาชพี สงั คมสงเคราะห์ (คา่ เฉล่ีย 4.76)

จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการมากที่สุดทั้ง 3 ตัวชี้วัด คือ
การเคารพ สิทธิ ศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความแตกต่าง ความหลากหลาย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของ
ผู้ใช้บริการ (ค่าเฉล่ีย 4.83) รองลงมา คือ การรักษาความลับของผู้ใช้บริการ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลตามคำส่ังศาลเพ่ือ
ประโยชนต์ ่อผใู้ ช้บริการ (คา่ เฉล่ยี 4.82) และการยดึ หลกั การทำงานอย่างมีส่วนรว่ ม เคารพในการตดั สนิ ใจ ของผู้ใชบ้ ริการและ
รกั ษาไวซ้ งึ่ สัมพนั ธภาพทางวิชาชีพในการให้บรกิ ารต่อผูใ้ ชบ้ รกิ าร (ค่าเฉล่ยี 4.80)

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณต่อผู้ร่วมวิชาชีพในระดับมากท่ีสุด คือ
การใหเ้ กียรติ เคารพในสทิ ธิ หน้าท่ี และขอบเขตความรบั ผดิ ชอบของผรู้ ว่ มวชิ าชีพ สหวิชาชีพ และภาคีเครือขา่ ยในการทำงาน
(คา่ เฉลีย่ 4.77)

จรรยาบรรณต่อสังคม กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อจรรยาบรรณต่อสังคมในระดับมากที่สุดทั้ง 3 ตัวชี้วัด คือ
การยอมรับ และเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม (ค่าเฉล่ีย 4.75) รองลงมา คือ การมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายใน
การป้องกัน แก้ไข หรือขับเคลื่อนทางสังคม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ท่ีจะมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
(คา่ เฉล่ยี 4.71) และความเขา้ ใจสถานการณ์ ปัญหา และความตอ้ งการทางสงั คม (คา่ เฉล่ยี 4.70)

จรรยาบรรณต่อองค์กรท่ีสังกัด กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณต่อองค์กรที่สังกัดในระดับมากที่สุดท้ัง
2 ตวั ชว้ี ดั คอื การมีความรับผิดชอบต่อองค์กรท่ีสังกัด (คา่ เฉลี่ย 4.72) และการส่งเสรมิ รักษา และพัฒนาองค์กรเพ่อื ประโยชน์
สงู สดุ ของผู้รับบรกิ าร (ค่าเฉลยี่ 4.70)

ตารางที่ 3

ความคดิ เหน็ ต่อจรรยาบรรณของวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์ในการปฏบิ ตั งิ านสงั คมสงเคราะหใ์ นหนว่ ยงานภาครัฐ

ประเดน็ ข้อคำถาม คา่ เฉลย่ี S.D. แปลผล
4.76 .438 มากทสี่ ดุ
จรรยาบรรณต่อตนเอง 4.78 .470 มากที่สุด
ประพฤตติ นในกรอบวัฒนธรรมและบรบิ ททีเ่ หมาะสม และไม่ทำใหเ้ กิดความเสยี หายตอ่
ตนเอง ผู้อื่น และวิชาชีพ 4.77 .483 มากทส่ี ดุ
ตระหนกั ในบทบาทหนา้ ท่ขี องตนเอง และปฏิบัตหิ นา้ ทดี่ ว้ ยความรบั ผดิ ชอบขององค์กรท่ี
สงั กัด 4.74 .501 มากทสี่ ดุ
พัฒนาตนเอง เพิม่ พูนความรู้และทกั ษะการประกอบวิชาชีพ อย่างสมำ่ เสมอ 4.80 .422 มากท่สี ดุ
4.84 .420 มากที่สุด
จรรยาบรรณต่อวชิ าชีพ
ไมน่ ำวชิ าชพี ไปแสวงหาประโยชนต์ อ่ ตนเองโดยมชิ อบดว้ ยกฎหมายและกระทำการใน 4.76 .496 มากที่สุด
ลักษณะทีก่ ่อให้เกดิ ความเสียหายแกว่ ชิ าชพี สงั คมสงเคราะห์
4.82 .395 มากที่สดุ
ปฏิบตั ิงานโดยยดึ ความถูกตอ้ งตามหลักวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์ และคำนึงถงึ 4.83 .413 มากทส่ี ุด
มาตรฐานการใหบ้ รกิ ารของผูป้ ระกอบวชิ าชีพสงั คมสงเคราะห์
4.82 .431 มากทส่ี ดุ
จรรยาบรรณตอ่ ผรู้ บั บริการ
เคารพ สทิ ธิ ศกั ดิศ์ รีและคณุ คา่ ความเป็นมนุษย์ ความแตกตา่ ง ความหลากหลาย และ 4.80 .441 มากท่ีสุด
คำนงึ ถึงประโยชน์สงู สดุ ของผู้ใชบ้ ริการ

รกั ษาความลบั ของผ้ใู ช้บรกิ าร เว้นแตก่ ารเปดิ เผยขอ้ มูลตามคำสงั่ ศาลเพื่อประโยชน์ตอ่
ผใู้ ช้บริการ

ยดึ หลกั การทำงานอยา่ งมีส่วนร่วม เคารพในการตดั สินใจ ของผู้ใชบ้ ริการและรักษาไว้
ซงึ่ สมั พันธภาพทางวชิ าชีพในการให้บรกิ ารตอ่ ผู้ใช้บริการ

177

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

ประเดน็ ข้อคำถาม ค่าเฉลยี่ S.D. แปลผล
จรรยาบรรณต่อสงั คม 4.72 .458 มากทส่ี ดุ
ยอมรบั และเคารพความหลากหลายทางวฒั นธรรม 4.75 .483 มากท่ีสุด
มสี ่วนรว่ มกับภาคเี ครอื ข่ายในการปอ้ งกนั แก้ไข หรือขบั เคลื่อนทางสังคม เพอื่ ให้เกดิ 4.71 .525 มากทส่ี ดุ
การเปลยี่ นแปลง ท่จี ะมีผลตอ่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของระชาชน
เขา้ ใจสถานการณ์ ปัญหา และความตอ้ งการทางสงั คม 4.70 .516 มากท่สี ดุ
จรรยาบรรณต่อองค์กรทส่ี ังกดั 4.71 .522 มากท่สี ดุ
มีความรบั ผิดชอบต่อองค์กรทีส่ งั กัด 4.72 .531 มากทส่ี ุด

สง่ เสริม รักษา และพัฒนาองคก์ รเพื่อประโยชนส์ งู สดุ ของผรู้ บั บริการ 4.70 .562 มากท่สี ดุ
จรรยาบรรณต่อผ้รู ่วมวิชาชีพ 4.77 .484 มากทีส่ ดุ
ใหเ้ กียรติ เคารพในสทิ ธิ หน้าท่ี และขอบเขตความรับผดิ ชอบ ของผรู้ ว่ มวชิ าชีพ สห 4.77 .484 มากทส่ี ดุ
วิชาชีพ และภาคีเครอื ข่ายในการทำงาน
4.76 .453 มากทีส่ ุด
รวม

ผลการศึกษาเปรียบเทียบภาพรวมความคิดเห็นต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสังคมสงเครา ะห์ในการปฏิบัติงาน
สงั คมสงเคราะหใ์ นหนว่ ยงานภาครัฐทั้ง 6 ด้าน มีค่าเฉลีย่ รวม 4.76 อยใู่ นระดบั มากที่สุด เมื่อแยกรายด้านพบว่า กลุม่ ตัวอยา่ ง
มีความคิดเห็นต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้านได้แก่ ต่อผู้รับบริการ ต่อวิชาชีพ
สงั คมสงเคราะห์ และต่อผู้รว่ มวชิ าชพี โดยมีค่าเฉลีย่ 4.82, 4.80, และ 4.77 ตามลำดับ (ภาพที่ 1)

ภาพที่ 1
การเปรียบเทียบความคดิ เหน็ ต่อจรรยาบรรณของวชิ าชีพสงั คมสงเคราะห์ในการปฏิบตั งิ านสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานภาครัฐ

ตอนที่ 4 ความคิดเห็นต่อสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็น ทันสมัยและทันต่อการเปล่ียนแปลง
ทางสังคมในหนว่ ยงานของรัฐ

ผลการศกึ ษาความคิดเหน็ ตอ่ สมรรถนะหลักวชิ าชพี สงั คมสงเคราะห์ท่ีจำเปน็ ทันสมัยและทนั ตอ่ การเปลยี่ นแปลงทาง
สงั คมในหน่วยงานของรัฐแบ่งออกเปน็ 3 ดา้ น มีดังนี้

1. ดา้ นการปฏบิ ัติงาน
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่าสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ที่จำเป็น ทันสมัยและทันต่อ

การเปล่ียนแปลงทางสังคมในหน่วยงานของรัฐด้านการปฏิบัติ 5 อันดับแรก คือ อันดับที่ 1 การแสวงหาข้อเท็จจริงและ

178

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 67

การสืบค้นข้อมูล อย่างรอบด้านร้อยละ 27.8 ของกลุ่มตัวอย่าง อันดับท่ี 2 การรู้เท่าทันสถานการณ์ สามารถคิดวิเคราะห์/
คิดเชิงเหตุผลร้อยละ 15.9 ของกลุ่มตัวอย่าง อันดับท่ี 3 การประเมินสภาวะผู้ใช้บริการ ประเมินครอบครัว ความเส่ียงและ
ความรุนแรงที่ก่อผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรอ้ ยละ 13.6 ของกลุม่ ตวั อยา่ ง อันดับที่ 4 การเหน็ ภาพองคร์ วมสามารถเชือ่ มโยงมิติ
ของปัญหาเชิงบูรณาการการมองภาพองค์รวมร้อยละ 11.0 ของกลุ่มตัวอย่าง และอนั ดับที่ 5 ความเข้าใจความหลากหลายใน
มิติทางสังคมและวัฒนธรรมของผใู้ ช้บริการรอ้ ยละ 6.6 ของกล่มุ ตวั อย่าง (ภาพที่ 2)
ภาพที่ 2
ความคิดเห็นต่อสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็น ทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหน่วยงาน
ของรัฐ: ดา้ นการปฏบิ ัติ

2. ดา้ นการบริหาร
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่าสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ที่จำเป็นในหน่วยงานของรัฐด้าน

การบริหาร 5 อันดับแรก คือ อันดับที่ 1 การระดม แสวงหาและบริหารทรัพยากรอย่างประหยัดคุ้มค่า และโปร่งใส ร้อยละ
19.0 ของกลุ่มตัวอย่าง อันดับที่ 2 การทำงานเป็นทีม ร้อยละ 13.1 ของกลุ่มตัวอย่าง อันดับท่ี 3 ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ใน
การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม ร้อยละ 12.4 ของกลุ่มตัวอย่าง อันดับท่ี 4 การสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของสภาวะ
แวดล้อมและวัฒนธรรมเพ่ือการเสริมสร้างวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน ร้อยละ 12.3 ของกลุ่มตัวอย่าง และ อันดับที่ 5 การผลักดันให้
เกดิ การสร้างภาคเี ครือข่ายในชมุ ชน ทอ้ งถ่นิ ทเ่ี ขม้ แขง็ และมสี ่วนรว่ มในสังคม รอ้ ยละ 11.0 ของกลมุ่ ตวั อย่าง (ภาพท่ี 3)
ภาพที่ 3
ความคิดเห็นต่อสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ที่จำเป็น ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหน่วยงานของรัฐ:
ดา้ นการบริหาร

179

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

3. ด้านการวจิ ยั
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่าสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็น ทันสมัยและทันต่อ

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหน่วยงานของรัฐด้านการวิจัย 5 อันดับแรก คือ อันดับที่ 1 การพัฒนานวัตกรรมท่ีนำมาใช้
ประโยชน์ในการทำงานได้ ร้อยละ 36.2 ของกลุ่มตัวอย่าง อันดับท่ี 2 การสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยมาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ในแต่ละระดับ รวมท้ังเชิงนโยบายสาธารณะ ร้อยละ 18.8 ของกลุ่มตัวอยา่ ง อันดับท่ี 3 การสร้างองคค์ วามรู้ใหม่จา
กกงานวิจัย ร้อยละ 17.8 ของกลุม่ ตัวอย่าง อันดับที่ 4 การจัดการองค์ความรจู้ ากงานวิจัยไปส่บู ริการใหม่ๆ ร้อยละ 12.2 ของ
กลุ่มตัวอย่าง และ อันดับท่ี 5 การส่งเสริม สนับสนุนงานวิจัยในองค์กรและร่วมมือกับภายนอกองค์กร ร้อยละ 8.2 ของ
กลมุ่ ตวั อยา่ ง (ภาพท่ี 4)
ภาพท่ี 4
ความคิดเห็นต่อสมรรถนะหลักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็น ทันสมัยและทันต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคมในหน่วยงานของรัฐ:
ด้านการวจิ ัย

ตอนท่ี 5 ลักษณะงานเฉพาะทีจ่ ำเปน็ ทางสังคมสงเคราะห์
ผลการศึกษาความคิดเห็นต่อลักษณะงานเฉพาะที่จำเป็นทางสังคมสงเคราะห์ในระดับมากท่ีสุด 5 อันดับแรก คือ
เปน็ การทำงานท่ีเคารพในสทิ ธิ ศักดศิ์ รี คณุ ค่าความเป็นมนษุ ย์ ความเสมอภาค เทา่ เทยี ม เป็นธรรม (ค่าเฉลย่ี 4.80) รองลงมา
คือ การรวบรวมข้อมูล ค้นหาข้อเท็จจริงสัมภาษณ์ สอบประวัติ เย่ียมบ้าน ติดตามสืบเสาะหาข้อเท็จจริง รวมท้ังศึกษาชุมชน
และประเมินสภาวะทางสังคมเบื้องต้น (ค่าเฉลี่ย 4.78) การคำนึงถึงความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ
หลักการมีส่วนร่วม ตระหนักถึงความเป็นธรรม การลดความเหล่ือมล้ำทางสังคมด้วยการกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงโอกาส
ทางสังคม (คา่ เฉลย่ี 4.77) การประสาน ชแ้ี จงและให้รายละเอียดเก่ยี วกับข้อมลู ข้อเท็จจริงแกบ่ คุ คลหรอื หนว่ ยงานที่เกยี่ วขอ้ ง
เพ่ือสร้างความเข้าใจหรือความร่วมมือในการดำเนินงานการประชุมรายกรณี หรือการประชุมทีมสหวิชาชีพโดยเป็นไปตาม
มาตรฐานและกฎหมายวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และความสามารถในการใช้ความรู้และทักษะทางสังคมสงเคราะห์ หลักการ
และกระบวนการสังคมสงเคราะห์ อันนำไปสู่การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธ์ิให้ประชาชนได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย
สิทธมิ นษุ ยชน สวัสดิการสงั คม (คา่ เฉลีย่ 4.73) (ตารางท่ี 5)

180

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ตารางท่ี 5

ลกั ษณะงานเฉพาะท่จี ำเปน็ ทางสงั คมสงเคราะห์

ประเด็นขอ้ คำถาม คา่ เฉล่ีย S.D. แปลผล

1. เป็นการทำงานทีเ่ คารพในสิทธิ ศักดศ์ิ รี คณุ ค่าความเปน็ มนุษย์ ความเสมอภาค 4.80 .452 มากท่ีสดุ

เท่าเทียม เป็นธรรม

2. การรวบรวมข้อมลู ค้นหาข้อเทจ็ จริง สัมภาษณ์ สอบประวตั ิ เยี่ยมบ้าน ติดตาม 4.78 .475 มากทส่ี ดุ

สืบเสาะหาขอ้ เทจ็ จรงิ รวมท้งั ศึกษาชมุ ชนและประเมินสภาวะทางสังคมเบ้อื งตน้

3. คำนึงถึงความปลอดภยั และประโยชน์สงู สดุ ของผ้ใู ชบ้ รกิ าร หลักการมสี ่วนรว่ ม 4.77 .481 มากทสี่ ุด

ตระหนักถึงความเป็นธรรม การลดความเหล่อื มลำ้ ทางสังคมดว้ ยการกระตนุ้ ให้

ผู้ใชบ้ รกิ ารเข้าถึงโอกาสทางสังคม

4. ประสาน ช้แี จงและใหร้ ายละเอยี ดเกีย่ วกับขอ้ มลู ข้อเท็จจรงิ แก่บุคคลหรือ 4.73 .502 มากท่สี ุด

หน่วยงานท่เี กย่ี วขอ้ งเพอื่ สรา้ งความเขา้ ใจหรอื ความร่วมมอื ในการดำเนนิ งาน

การประชุมรายกรณี หรอื การประชุมทีมสหวชิ าชีพโดยเปน็ ไปตามมาตรฐานและ

กฎหมายวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์

5. สามารถใชค้ วามรู้และทักษะทางสังคมสงเคราะห์ หลักการและกระบวนการ 4.73 .501 มากทส่ี ดุ

สังคมสงเคราะห์ อันนำไปสู่การคมุ้ ครองและพิทกั ษส์ ิทธิใ์ หป้ ระชาชนไดเ้ ข้าถงึ

สทิ ธปิ ระโยชน์ตามกฎหมาย สทิ ธมิ นุษยชน สวัสดิการสังคม

รวม 4.77 .419 มากท่ีสดุ

ตอนที่ 6 ความคิดเห็นต่อแนวทางการเพิ่มสมรรถนะหลกั ของนักสังคมสงเคราะหว์ ชิ าชพี
ผลการศึกษาความคิดเหน็ ต่อแนวทางการเพ่ิมสมรรถนะหลกั ของนกั สังคมสงเคราะหว์ ชิ าชีพแบ่งออกเปน็ 4 กลุ่ม คือ
นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐ นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพของสถาบันการศึกษา ความร่วมมือกับศูนย์
Training center ในการสร้างการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาอัตลักษณ์ทางวิชาชีพสู่การเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ
การสอนสังคมสงเคราะห์วิชาชีพให้มีความทันสมัยในสถาบันการศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
ผลการศกึ ษาพบว่า
การเพ่ิมสมรรถนะหลักของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญในระดับ
มากที่สุดเร่ือง การเก็บรวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถสร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคม
สงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัล (ค่าเฉลย่ี 4.69) รองลงมา คือ การสรา้ งและพัฒนาเคร่ืองมือ
ทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในการประเมิน วินิจฉัย และทบทวนเครื่องมือหรือโปรแกรมบำบัดทางสังคม เครื่องมือประเมิน
ผลลัพธ์การช่วยเหลือรายบคุ คล กลมุ่ ครอบครัว และชมุ ชน ที่ไดม้ าตรฐานสากล ทุกกระทรวง (คา่ เฉลี่ย 4.68) การจัดทำคู่มือ
แนวทางปฏิบัติ เอกสารวิชาการ ส่ือท่ีเป็นปัจจุบันเสมอ ตำราส่ือและคู่มือในรูปแบบต่างๆ เก่ียวกับการสวัสดิการสังคมและ
สังคมสงเคราะห์ แบบ E-learning ทุกกระทรวง (ค่าเฉล่ีย 4.66) การมอบหมายให้หัวหนา้ งานเป็นผูจ้ ัดการอบรมในลักษณะ
on the job training (ค่าเฉลี่ย 4.65) การทำหลักสูตรอย่างเป็นระบบให้ทุกกระทรวงและจัดอบรมรวมให้ทุกหน่วยงาน
เปน็ รุ่นๆ (ค่าเฉลย่ี 4.64)
การเพิม่ สมรรถนะหลกั ของนกั สังคมสงเคราะห์วิชาชีพของสถาบันการศึกษา กลุ่มตัวอย่างใหค้ วามสำคญั ในระดับ
มากที่สุดในเร่ือง การวางแผนการผลิตนักสังคมสงเคราะห์ ผ่านสถานการณ์ปัญหาทางสังคมที่เป็นพลวัต เพ่ือตอบสนองต่อ
ความต้องการจำเป็นของสังคมที่มีต่อวิชาชีพ (ค่าเฉล่ีย 4.68) รองลงมา คือ การออกแบบหลักสูตรเสริมสมรรถนะหลักของ
การเป็นนักสงั คมสงเคราะหว์ ิชาชพี ในสถานการณ์ฉกุ เฉนิ ตา่ งๆ เพ่ือการเตรยี มพรอ้ มในภาวะวกิ ฤต (ค่าเฉลีย่ 4.65)

181

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ความร่วมมือกับศูนย์ Training center ในการสร้างการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาอัตลักษณ์ทางวิชาชีพสู่การเสริม
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญในระดับมากที่สุด 3 อันดับ คือ การพัฒนาทักษะการเรียนรู้
และนวัตกรรม ควรสอดคล้องกับความต้องการของผ้ใู ช้บริการ และช่วยลดภาระในการใช้ชวี ิตอย่างเหมาะสม (ค่าเฉล่ีย 4.67)
รองลงมา คือ การพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือสารสนเทศ ส่ือ เทคโนโลยี เพื่อสร้างการเรียนรู้และเข้าถึง
ฐานความรู้ท่จี ำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชวี ิตของผู้ใช้บริการ และการสร้างทักษะชีวิตและอาชีพผ่านการออกแบบปฏิบัติการ
การร่วมคิด ตัดสนิ ใจในการรว่ มกิจกรรม รวมกลุม่ ผ่านรูปแบบการบรหิ ารจดั การ และการปฏิบัตจิ ากสถานการณป์ ญั หาในชีวิต
ผูใ้ ช้บรกิ าร (คา่ เฉลย่ี เท่ากัน คือ 4.66)

การสอนสังคมสงเคราะห์วิชาชพี ให้มีความทันสมัยในสถาบันการศึกษาท้ังในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และ
ปรญิ ญาเอก กลุ่มตวั อย่างให้ความสำคัญในระดับมากท่ีสดุ 3 อนั ดับ คือ Co-creator เป็นผ้รู ่วมสรา้ งสรรค์นวัตกรรม มีทักษะ
ศตวรรษท่ี 21 มีความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เพ่ือพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาสังคม มีคุณลักษณะความเป็น
ผ้ปู ระกอบการ รู้เท่าทันการเปลยี่ นแปลงของสงั คมและของโลก สามารถสรา้ ง โอกาสและเพ่ิมมลู ค่าให้กับตนเอง ชุมชน สังคม
และประเทศ และ Active citizen เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง รู้คุณค่าและ
รกั ษ์ความเป็นไทย ร่วมมือรวมพลงั เพ่ือสร้างสรรค์การพฒั นาและ เสริมสร้างสันติสุข อยา่ งยั่งยืนทั้งในระดับครอบครวั ชุมชน
สงั คม และ ประชาคมโลก (ค่าเฉล่ียเท่ากัน คือ 4.64) รองลงมา คือ Learner เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และความรอบรู้
ด้านต่างๆ ในการสร้างสัมมาอาชีพ ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม มีทักษะการเรียนรู้
ตลอดชีวิต เป็นผมู้ ีคณุ ธรรม ความเพียร มุ่งมน่ั มานะ บากบัน่ และยดึ มัน่ ในจรรยาบรรณวชิ าชพี (คา่ เฉลี่ย 4.63) (ตารางท่ี 6)

ตารางที่ 6

ความคิดเหน็ ต่อแนวทางการเพ่มิ สมรรถนะหลกั การทำงานกบั นกั สงั คมสงเคราะห์วิชาชพี

ประเดน็ ข้อคำถาม ค่าเฉล่ีย S.D. แปลผล

นักสังคมสงเคราะหว์ ชิ าชีพในหนว่ ยงานภาครฐั 4.63 .487 มากท่สี ดุ

- การเกบ็ รวบรวมข้อมลู รายกรณีใหเ้ ปน็ ระบบสามารถสร้างโปรแกรมพัฒนา 4.69 .525 มากทส่ี ดุ

ระบบฐานขอ้ มลู บริการสังคมสงเคราะหอ์ อนไลน์ ทกุ กระทรวง และพัฒนา

ขอ้ มูลระบบดจิ ทิ ลั

- สรา้ งและพฒั นาเครื่องมอื ทางวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์ ในการประเมนิ 4.68 .526 มากทส่ี ุด

วินจิ ฉัย และทบทวนเครอื่ งมือหรอื โปรแกรมบำบดั ทางสังคม เคร่อื งมอื

ประเมนิ ผลลัพธก์ ารช่วยเหลอื รายบคุ คล กลมุ่ ครอบครวั และชมุ ชนท่ีได้

มาตรฐานสากล ทกุ กระทรวง

- จดั ทำคู่มือแนวทางปฏิบัติ เอกสารวชิ าการ สอื่ ทีเ่ ปน็ ปจั จุบันเสมอ ตำราสือ่ 4.66 .558 มากที่สุด

และคมู่ อื ในรูปแบบตา่ งๆ เกยี่ วกบั การสวสั ดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์

แบบ E-learning ทุกกระทรวง

- มอบหมายให้หัวหนา้ งานเป็นผูจ้ ดั การอบรมในลกั ษณะ on the job 4.65 .572 มากท่สี ดุ

training

- ทำหลกั สูตรอยา่ งเปน็ ระบบให้ทกุ กระทรวงและจดั อบรมรวมใหท้ กุ หนว่ ยงาน 4.64 .571 มากที่สดุ

เป็นรุ่นๆ

- ทำหลกั สูตรอย่างเป็นระบบของแต่ละกระทรวงและจดั อบรมใหท้ กุ หนว่ ยงาน 4.49 .696 มากที่สุด

ในแตล่ ะกระทรวงเปน็ ร่นุ ๆ

182

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

ประเดน็ ข้อคำถาม ค่าเฉลีย่ S.D. แปลผล

นักสังคมสงเคราะหว์ ิชาชพี ของสถาบนั การศกึ ษา 4.67 .511 มากท่ีสดุ

- วางแผนการผลิตนกั สังคมสงเคราะห์ ผา่ นสถานการณ์ปัญหาทางสงั คมท่ีเป็น 4.68 .530 มากท่สี ดุ

พลวัต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการจำเปน็ ของสงั คมที่มตี ่อวชิ าชีพ

- ออกแบบหลักสูตรเสรมิ สมรรถนะหลักของการเป็นนกั สงั คมสงเคราะห์ 4.65 .564 มากทส่ี ุด

วิชาชพี ในสถานการณฉ์ กุ เฉินตา่ งๆ เพ่อื การเตรยี มพรอ้ มในภาวะวิกฤต

ความรว่ มมอื กับศนู ย์ Training center สร้างการเรยี นรู้เพอ่ื พฒั นาอตั 4.66 .498 มากทสี่ ดุ

ลักษณท์ างวชิ าชีพสกู่ ารเสริมทกั ษะการเรยี นร้ใู นศตวรรษที่ 21

- การพฒั นาทักษะการเรยี นร้แู ละนวตั กรรม ควรสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ 4.67 .520 มากทส่ี ดุ

ของผใู้ ชบ้ ริการ และช่วยลดภาระในการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

- การพฒั นาความรู้ ความเขา้ ใจในการใชเ้ คร่อื งมือสารสนเทศ สอื่ เทคโนโลยี 4.66 .546 มากท่สี ดุ

เพือ่ สร้างการเรียนรแู้ ละเข้าถึงฐานความรทู้ จ่ี ำเปน็ ตอ่ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิต

ของผใู้ ช้บรกิ าร

- การสรา้ งทกั ษะชวี ิตและอาชีพผา่ นการออกแบบปฏิบตั ิการ การร่วมคดิ 4.66 .561 มากทีส่ ดุ

ตัดสนิ ใจในการร่วมกิจกรรม รวมกลุ่ม ผา่ นรูปแบบการบรหิ ารจดั การและ

การปฏบิ ตั จิ ากสถานการณป์ ัญหาในชีวิตผใู้ ชบ้ ริการ

การสอนสงั คมสงเคราะหว์ ชิ าชพี ใหม้ ีความทันสมัยในสถาบนั การศึกษาท้ัง 4.64 .527 มากทสี่ ุด

ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

- Co-creator เป็นผรู้ ่วมสรา้ งสรรคน์ วัตกรรม มีทกั ษะศตวรรษท่ี 21 มี 4.64 .550 มากทส่ี ดุ

ความสามารถในการบรู ณาการศาสตรต์ ่างๆ เพอื่ พฒั นาหรือแกไ้ ขปญั หาสังคม

มีคุณลักษณะความเป็นผปู้ ระกอบการ รู้เท่าทนั การเปลยี่ นแปลงของสังคมและ

ของโลก สามารถสร้าง โอกาสและเพิ่มมลู ค่าให้กบั ตนเอง ชุมชน สังคม และ

ประเทศ

- Active citizen เปน็ พลเมืองที่เขม้ แขง็ มคี วามกลา้ หาญทางจรยิ ธรรม ยดึ มน่ั 4.64 .550 มากท่สี ุด

ในความถูกต้อง รคู้ ณุ คา่ และรกั ษค์ วามเป็นไทย ร่วมมอื รวมพลังเพอื่ สร้างสรรค์

การพฒั นาและ เสรมิ สรา้ งสนั ติสุข อย่างยง่ั ยนื ท้งั ในระดบั ครอบครวั ชมุ ชน

สงั คม และ ประชาคมโลก

- Learner เปน็ ผทู้ มี่ คี วามร้คู วามสามารถ และความรอบรู้ด้านตา่ งๆ ใน 4.63 .561 มากทสี่ ุด

การสร้างสมั มาอาชีพ ความมน่ั คงและคณุ ภาพชีวติ ของตนเอง ครอบครัว

ชุมชน และสงั คม มที กั ษะการเรียนรูต้ ลอดชีวติ เปน็ ผมู้ คี ุณธรรม ความเพยี ร

มุ่งม่นั มานะ บากบ่ัน และยดึ มนั่ ในจรรยาบรรณวิชาชีพ

รวม 4.65 .465 มากทีส่ ุด

ตอนท่ี 7 ผลการทดสอบสมมติฐาน
ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบสมมุติฐานการวิจัยทั้ง 6 ข้อ โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว One-way
ANOVA (F-test) ทดสอบตำแหน่งในสายงานท่ีแตกต่างกัน ใช้ t-test ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียความคิดเห็นของ

183

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 67

กลุ่มตัวอย่าง การทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่หลังจากมีการทดสอบค่าความแปรปรวน (ทดสอบค่า F) แล้วพบว่ามีนัยสำคัญทาง
สถิติ โดยนำค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างมาเปรียบเทียบกันว่ามีคู่ใดที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยวิธีของ
เชฟเฟ (Scheffe’s method) จากวิธีการทดสอบสมมุติฐานดังกล่าวพบว่า สมมุติฐานข้อท่ี 1 ข้อท่ี 2 ข้อท่ี 3 ข้อที่ 5 และ
ขอ้ ท่ี 6 เป็นจริง โดยมีรายละเอยี ด ดังนี้

สมมติฐานข้อที่ 1 ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อแนวทางการเพ่ิม
สมรรถนะหลกั การทำงานกับนักสงั คมสงเคราะห์วิชาชีพในหนว่ ยงานภาครัฐแตกต่างกันอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .005

ความแตกต่างของตำแหน่งในสายงานทำให้ความคิดเห็นต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถ
สร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัล
(p = .004*) และการสร้างและพฒั นาเครอ่ื งมอื ทางวิชาชพี สังคมสงเคราะห์ ในการประเมนิ วินิจฉัย และทบทวนเคร่ืองมอื หรือ
โปรแกรมบำบัดทางสังคม เคร่ืองมอื ประเมินผลลัพธ์การชว่ ยเหลือรายบุคคล กลุ่ม ครอบครัว และชุมชน ทไ่ี ดม้ าตรฐานสากล
ทุกกระทรวง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .004*) แสดงวา่ นักสังคมสงเคราะห์ท่ีมีตำแหน่ง
ในสายงานตา่ งกันมีความคดิ เห็นต่อการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลรายกรณใี ห้เปน็ ระบบสามารถสร้างโปรแกรมพฒั นาระบบฐานข้อมูล
บริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัล และการสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือทางวิชาชีพ
สังคมสงเคราะห์ ในการประเมิน วินิจฉัย และทบทวนเครื่องมือหรือโปรแกรมบำบัดทางสังคม เครื่องมือประเมินผลลัพธ์
การช่วยเหลอื รายบคุ คล กลมุ่ ครอบครัว และชุมชน ท่ีไดม้ าตรฐานสากล ทกุ กระทรวง แตกตา่ งกนั (ตารางที่ 7)

ตารางที่ 7

การวเิ คราะห์ความแปรปรวนทางเดยี วของความคิดเหน็ ตอ่ แนวทางการเพิม่ สมรรถนะหลกั การทำงานกับนกั สังคมสงเคราะห์

วิชาชพี ในหน่วยงานภาครัฐจำแนกตามตำแหน่งในสายงาน

แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F P

1. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู รายกรณใี ห้เปน็ ระบบสามารถสร้าง

โปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูลบรกิ ารสงั คมสงเคราะห์

ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาขอ้ มลู ระบบดจิ ิทลั :

ระหวา่ งกลมุ่ 3.489 2 1.745 5.646 .004*

ภายในกลุ่ม 385.330 1247 .309

รวม 388.819 1249

2. การสรา้ งและพฒั นาเครื่องมือทางวิชาชีพสงั คมสงเคราะห์

ในการประเมิน วนิ จิ ฉัย และทบทวนเครือ่ งมือหรอื โปรแกรม

บำบัดทางสังคม เครอ่ื งมอื ประเมนิ ผลลัพธก์ ารชว่ ยเหลือ

รายบคุ คล กลมุ่ ครอบครัว และชุมชน ท่ไี ด้มาตรฐานสากล

ทกุ กระทรวง :

ระหว่างกลมุ่ 3.637 2 1.818 5.611 .004*

ภายในกลุ่ม 404.083 1247 .324

รวม 407.719 1249

** มีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .001

* มนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .05

184

รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

เพ่ือให้ทราบว่า ตัวแปรใดทำให้ความคิดเหน็ ต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถสรา้ งโปรแกรม
พัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัล และความคิดเห็นต่อ
การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือทางวิชาชีพสงั คมสงเคราะห์ ในการประเมิน วนิ ิจฉัย และทบทวนเครื่องมือหรอื โปรแกรมบำบัด
ทางสังคม เครื่องมือประเมินผลลัพธ์การช่วยเหลือรายบุคคล กลุ่ม ครอบครัว และชุมชน ท่ีได้มาตรฐานสากล ทุกกระทรวง
แตกตา่ งกนั ผ้ศู กึ ษาจงึ ไดท้ ดสอบความแตกตา่ งเป็นรายคดู่ ว้ ยวธิ ีการทดสอบเชฟเฟ่ (Scheffe’) ระหว่างตำแหนง่ ในสายงานกับ
ความคิดเห็นต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถสร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังค ม
สงเคราะหอ์ อนไลน์ ทกุ กระทรวง และพัฒนาข้อมลู ระบบดิจทิ ลั พบวา่ ท่แี ตกต่างกันอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.05 คือ
นักสังคมสงเคราะห์ที่มีตำแหน่งในสายงานวิชาการ มีความคิดเห็นต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถ
สร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัลมากกว่า
นกั สงั คมสงเคราะหท์ ่ตี ำแหนง่ ในสายงานบริหาร (ตารางท่ี 8)

ตารางที่ 8

การเปรียบเทียบเป็นรายคู่ระหว่างตำแหนง่ ในสายงานกบั ความคดิ เห็นตอ่ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลรายกรณีให้เปน็ ระบบสามารถ

สร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมลู บรกิ ารสังคมสงเคราะหอ์ อนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาขอ้ มลู ระบบดิจิทลั

ตำแหน่งในสายงาน xˉ ดา้ นบรหิ าร ดา้ นวชิ าการ ดา้ นบริการ

4.56 4.71 4.63

ดา้ นบรหิ าร 4.56 - -.14* .06

ด้านวิชาการ 4.71 - .08

ดา้ นบรกิ าร 4.63 -

และตำแหนง่ ในสายงานกบั ความคิดเห็นตอ่ การสรา้ งและพฒั นาเครอื่ งมอื ทางวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์ ในการประเมนิ
วินิจฉัย และทบทวนเครื่องมือหรือโปรแกรมบำบัดทางสังคม เคร่ืองมือประเมินผลลัพธ์การช่วยเหลือรายบุคคล
กลุ่ม ครอบครัว และชุมชน ที่ได้มาตรฐานสากล ทกุ กระทรวง พบวา่ ท่ีแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.05 คือ
นักสังคมสงเคราะหท์ ่ีมีตำแหน่งในสายงานวชิ าการ มีความคดิ เหน็ ตอ่ การสรา้ งและพัฒนาเครือ่ งมือทางวชิ าชพี สงั คมสงเคราะห์
ในการประเมนิ วนิ ิจฉยั และทบทวนเครอื่ งมอื หรือโปรแกรมบำบดั ทางสงั คม เครื่องมือประเมนิ ผลลพั ธ์การช่วยเหลือรายบคุ คล
กลุ่ม ครอบครัว และชุมชน ท่ีได้มาตรฐานสากล ทุกกระทรวง มากกว่านักสังคมสงเคราะห์ที่ตำแหน่งในสายงานบริหาร
(ตารางที่ 9)

ตารางที่ 9

การเปรียบเทียบเป็นรายคู่ระหว่างตำแหน่งในสายงานกับความคิดเห็นต่อการสร้างและพัฒนาเครื่องมือทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์

ในการประเมิน วินิจฉัย และทบทวนเครื่องมือหรือโปรแกรมบำบัดทางสังคม เคร่ืองมือประเมินผลลัพธ์การช่วยเหลือรายบุคคล

กลมุ่ ครอบครัว และชุมชน ทไ่ี ด้มาตรฐานสากล ทุกกระทรวง

ตำแหนง่ ในสายงาน xˉ ดา้ นบรหิ าร ด้านวชิ าการ ด้านบริการ

4.53 4.69 4.61

ดา้ นบริหาร 4.53 - -.15* -.08

ด้านวิชาการ 4.69 - .07

ด้านบริการ 4.61 -

185

รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 67

สมมุติฐานข้อที่ 2 ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อการผลิตนักสังคม
สงเคราะห์วชิ าชพี ของสถาบันการศึกษาในปจั จุบนั แตกต่างกันอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05

จากผลการศึกษาวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Analysis of Variance) และการทดสอบความมี
นัยสำคัญ (ค่า F-test) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตำแหน่งในสายงานกับการผลิตนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพของ
สถาบันการศึกษาในปัจจุบัน การวิเคราะห์ความแตกต่างโดยทดสอบด้วยสถิติค่าเอฟ (F-test) พบว่า ตำแหน่งในสายงานกับ
ความคิดเห็นต่อวางแผนการผลิตนักสังคมสงเคราะห์ ผ่านสถานการณ์ปัญหาทางสังคมท่ีเป็นพลวัต เพื่อตอบสนองต่อ
ความต้องการจำเป็นของสังคมท่ีมีต่อวิชาชีพ มีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (p = .002*) แสดงว่า นักสังคมสงเคราะห์ที่มี
ตำแหน่งในสายงานต่างกันมีความคิดเห็นต่างกันในเรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถสร้างโปรแกรม
พัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง การพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัล การสร้างและพัฒนา
เครือ่ งมือทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในการประเมิน วินิจฉัย และทบทวนเคร่ืองมือหรอื โปรแกรมบำบัดทางสังคม เครือ่ งมือ
ประเมินผลลพั ธก์ ารช่วยเหลอื รายบคุ คล กลมุ่ ครอบครัว และชมุ ชน ท่ีไดม้ าตรฐานสากล ทกุ กระทรวง (ตารางที่ 10)

ตารางท่ี 10

การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดยี วของความคดิ เหน็ ต่อการผลติ นกั สงั คมสงเคราะห์วิชาชพี ของสถาบนั การศึกษาในปัจจุบัน

แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F P

1. การวางแผนการผลิตนกั สังคมสงเคราะห์ ผา่ นสถานการณ์

ปัญหาทางสงั คมที่เปน็ พลวตั เพ่อื ตอบสนองต่อความตอ้ งการ

จำเป็นของสงั คมทม่ี ีตอ่ วิชาชพี :

ระหวา่ งกลมุ่ 3.482 2 1.741 6.255 .002*

ภายในกลุ่ม 347.065 1247 .278

รวม 350.547 1249

** มนี ยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .001
* มนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05

เพอ่ื ใหท้ ราบวา่ ตวั แปรใดทำให้ความคิดเห็นตอ่ การวางแผนการผลิตนักสังคมสงเคราะห์ ผ่านสถานการณ์ปญั หาทาง
สังคมท่ีเป็นพลวัต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นของสังคมที่มีต่อวิชาชีพ แตกต่างกัน ผู้ศึกษาจึงได้ทดสอบ
ความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการทดสอบเชฟเฟ่ (Scheffe’) ระหว่างตำแหน่งในสายงานกับการวางแผนการผลิตนักสังคม
สงเคราะห์ ผ่านสถานการณ์ปัญหาทางสงั คมที่เป็นพลวัต เพอ่ื ตอบสนองต่อความต้องการจำเปน็ ของสังคมทมี่ ีตอ่ วิชาชพี พบว่า
ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ นักสังคมสงเคราะห์ท่ีมีตำแหน่งในสายงานวิชาการ มีความคิดเห็นต่อ
การวางแผนการผลิตนักสังคมสงเคราะห์ ผ่านสถานการณ์ปญั หาทางสงั คมทเี่ ปน็ พลวัต เพ่ือตอบสนองตอ่ ความต้องการจำเป็น
ของสังคมที่มีต่อวชิ าชพี มากกว่านกั สงั คมสงเคราะหท์ ีต่ ำแหน่งในสายงานบรกิ าร (ตารางท่ี 11)

186

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ตารางท่ี 11

การเปรียบเทียบเป็นรายคู่ระหว่างตำแหน่งในสายงานกับความคิดเห็นต่อการวางแผนการผลิตนักสังคมสงเคราะห์

ผ่านสถานการณป์ ญั หาทางสงั คมทีเ่ ป็นพลวตั เพือ่ ตอบสนองตอ่ ความต้องการจำเป็นของสังคมทมี่ ีตอ่ วิชาชีพ

ตำแหนง่ ในสายงาน xˉ ดา้ นบริหาร ด้านวชิ าการ ด้านบริการ

4.67 4.73 4.61

ดา้ นบริหาร 4.67 - -.06 .06

ด้านวิชาการ 4.73 - .12*

ด้านบรกิ าร 4.61 -

สมมุติฐานข้อที่ 3 คือ ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อการประสาน
ความร่วมมือกับศนู ย์ Training center สร้างการเรียนรเู้ พือ่ พัฒนาอัตลกั ษณท์ างวชิ าชีพสู่การเสรมิ ทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษ
ท่ี 21 แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05

จากผลการศึกษาวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Analysis of Variance) และการทดสอบ
ความมีนัยสำคัญ (ค่า F-test) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตำแหน่งในสายงานกับความคิดเห็นต่อการประสาน
ความร่วมมอื กับศูนย์ Training center สร้างการเรียนรเู้ พือ่ พัฒนาอัตลักษณท์ างวิชาชพี สู่การเสรมิ ทกั ษะการเรียนร้ใู นศตวรรษ
ท่ี 21 การวิเคราะห์ความแตกต่างโดยทดสอบด้วยสถิติค่าเอฟ (F-test) พบว่า ตำแหน่งในสายงานกับความคิดเห็นต่อ
การพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ควรสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และช่วยลดภาระในการใช้ชีวิต
อย่างเหมาะสม มีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (p = .023*) แสดงว่า นักสังคมสงเคราะห์ท่ีมีตำแหน่งในสายงานต่างกันมี
ความคิดเห็นต่างกันในเรื่องการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ควรสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และ
ช่วยลดภาระในการใช้ชีวติ อยา่ งเหมาะสม (ตารางท่ี 12)

ตารางที่ 12

การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวของความคิดเห็นต่อการประสานความร่วมมือกับศูนย์ Training center สร้าง

การเรียนร้เู พื่อพัฒนาอัตลักษณ์ทางวชิ าชพี สกู่ ารเสรมิ ทกั ษะการเรยี นร้ใู นศตวรรษท่ี 21

แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F P

1. การพัฒนาทกั ษะการเรยี นร้แู ละนวตั กรรม ควรสอดคล้องกับ

ความต้องการของผใู้ ชบ้ ริการ และชว่ ยลดภาระในการใช้ชีวติ อย่าง

เหมาะสม:

ระหวา่ งกลมุ่ 2.033 2 1.016 3.777 .023*

ภายในกลุ่ม 335.487 1247 .269

รวม 337.520 1249

** มนี ยั สำคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .001

* มีนัยสำคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .05

เพ่ือให้ทราบว่า ตัวแปรใดทำให้ความคิดเห็นต่อการการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ควรสอดคล้องกับ
ความต้องการของผู้ใช้บริการ และชว่ ยลดภาระในการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม แตกต่างกัน ผู้ศึกษาจึงได้ทดสอบความแตกต่าง
เป็นรายคู่ด้วยวิธีการทดสอบเชฟเฟ่ (Scheffe’) ระหว่างตำแหน่งในสายงานกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
ควรสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และช่วยลดภาระในการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม พบว่า ท่ีแตกต่างกันอย่างมี

187

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 67

นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 คือ นักสังคมสงเคราะห์ที่มีตำแหน่งในสายงานวิชาการ มีความคิดเห็นตอ่ การการพฒั นาทักษะ
การเรียนรู้และนวัตกรรม ควรสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และช่วยลดภาระในการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม
มากกวา่ นกั สังคมสงเคราะหท์ ีต่ ำแหนง่ ในสายงานบรกิ าร (ตารางท่ี 13)

ตารางที่ 13

การเปรียบเทียบเป็นรายคู่ระหว่างตำแหน่งในสายงานกับความคิดเห็นต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมควร

สอดคล้องกับความตอ้ งการของผู้ใช้บริการ และช่วยลดภาระในการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

ตำแหน่งในสายงาน xˉ ดา้ นบรหิ าร ดา้ นวชิ าการ ด้านบรกิ าร

4.63 4.71 4.63

ด้านบริหาร 4.63 - -.08 .01

ดา้ นวิชาการ 4.71 - .08*

ดา้ นบริการ 4.63 -

สำหรับสมมติฐานข้อที่ 4 คือ ตำแหน่งในสายงานของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อการสอน
สงั คมสงเคราะห์วชิ าชีพให้มีความทันสมัยในสถาบันการศึกษาท้ังในระดับปริญญาตรี ปรญิ ญาโท และปรญิ ญาเอก ไม่มีความ
แตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ

สมมติฐานข้อที่ 5 คือ การมีใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ที่ต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อ
แนวทางการเพม่ิ สมรรถนะหลักการทำงานกับนักสังคมสงเคราะหว์ ชิ าชพี แตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05

การวิเคราะห์ความแตกต่างโดยทดสอบด้วยสถิติค่าที (t-test) พบว่า การมีใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคม
สงเคราะห์กับความคิดเห็นต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลรายกรณีให้เป็นระบบสามารถสร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูล
บริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัล และความคิดเห็นต่อการพัฒนาความรู้
ความเข้าใจในการใช้เคร่ืองมือสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี เพื่อสร้างการเรียนรู้และเข้าถึงฐานความรู้ท่ีจำเป็นต่อการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .014*, p = .047* ตามลำดับ) แสดงว่านักสังคมสงเคราะห์
ทีม่ ีใบรบั อนญุ าตประกอบวิชาชพี สังคมสงเคราะห์ต่างกนั มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู รายกรณใี หเ้ ป็นระบบสามารถ
สร้างโปรแกรมพัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิทัล และ
ความคิดเห็นต่อการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี เพื่อสร้างการเรียนรู้และเข้าถึง
ฐานความร้ทู จี่ ำเป็นตอ่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผูใ้ ชบ้ รกิ ารแตกตา่ งกนั (ตารางที่ 14)

ตารางที่ 14

ความแตกต่างระหว่างการมีใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์กับความคิดเห็นต่อแนวทางการเพิ่มสมรรถนะ

หลักการทำงานกบั นักสงั คมสงเคราะห์วิชาชีพ

แหลง่ ความแปรปรวน การมใี บรับอนุญาต N ˉx S.D. t p

ประกอบวชิ าชีพ

สงั คมสงเคราะห์

1. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู รายกรณใี ห้เปน็ ระบบ ไมม่ ี 282 4.62 .593 -2.701 .014*

สามารถสรา้ งโปรแกรมพฒั นาระบบฐานข้อมูล มี 968 4.71 .502

บรกิ ารสังคมสงเคราะหอ์ อนไลน์ ทุกกระทรวง

และพัฒนาขอ้ มูลระบบดจิ ทิ ลั

188

รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

แหล่งความแปรปรวน การมใี บรับอนญุ าต N ˉx S.D. t p

ประกอบวิชาชีพ

สังคมสงเคราะห์

2. การพัฒนาความรู้ ความเขา้ ใจในการใช้ ไม่มี 282 4.60 .584 -2.095 .047*

เคร่อื งมอื สารสนเทศ สอื่ เทคโนโลยี เพอื่ สร้างการ มี 968 4.68 .534

เรยี นรู้และเขา้ ถงึ ฐานความร้ทู ่จี ำเปน็ ตอ่ การพฒั นา

คุณภาพชวี ติ ของผู้ใช้บริการ

สมมติฐานข้อที่ 6 คือ การมีประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์ใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ใน
การทำงานสังคมสงเคราะห์ที่ต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อแนวทางการเพ่ิมสมรรถนะหลักการทำงานกับนักสังคมสงเคราะห์
วิชาชพี แตกต่างกันอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05

การวิเคราะห์ความแตกต่างโดยทดสอบด้วยสถิติค่าที (t-test) พบว่า การมีประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์ใบรับ
อนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการทำงานสังคมสงเคราะห์กับความคิดเห็นต่อ Learner เป็นผู้ที่มีความรู้
ความสามารถ และความรอบรู้ด้านต่างๆ ในการสรา้ งสัมมาอาชีพ ความม่ันคงและคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน
และสงั คม มที ักษะการเรียนรู้ตลอดชีวติ เปน็ ผ้มู คี ณุ ธรรม ความเพียร มงุ่ มัน่ มานะ บาก บนั่ และยดึ มน่ั ในจรรยาบรรณวชิ าชีพ
มีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (p = .028) แสดงว่า นักสังคมสงเคราะห์ที่มีประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์ใบรับอนุญาต
ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการทำงานสังคมสงเคราะห์ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อLearner เป็นผู้ท่ีมีความรู้
ความสามารถ และความรอบรู้ด้านต่างๆ ในการสร้างสัมมาอาชีพ ความม่ันคงและคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน
และสังคม มีทักษะการเรียนรูต้ ลอดชีวติ เปน็ ผู้มคี ุณธรรม ความเพยี ร มุง่ ม่ัน มานะ บากบน่ั และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ
แตกตา่ งกัน (ตารางท่ี 15)

ตารางที่ 15

ความแตกต่างระหว่างการมีประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์ใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการทำงาน

สงั คมสงเคราะหก์ ับความคดิ เห็นต่อแนวทางการเพม่ิ สมรรถนะหลักการทำงานกับนกั สังคมสงเคราะหว์ ชิ าชพี

แหลง่ ความแปรปรวน การมีประสบการณ์ N ˉx S.D. t p
ในการใช้ประโยชน์
ในใบรบั อนญุ าตฯ

1. Learner เป็นผ้ทู ่มี คี วามร้คู วามสามารถ และ ไมม่ ี 814 4.61 .579 -2.134 .028*

ความรอบรดู้ า้ นต่างๆ ในการสรา้ งสัมมาอาชีพ มี 436 4.68 .524

ความมน่ั คงและคุณภาพชวี ติ ของตนเอง ครอบครวั

ชมุ ชน และสังคม มีทกั ษะการเรียนรู้ตลอดชวี ิต

เป็นผู้มคี ณุ ธรรม ความเพียร มงุ่ มนั่ มานะ บากบ่นั

และยดึ มั่นในจรรยาบรรณวิชาชพี

การอภิปรายผล
คุณค่าวชิ าชีพสงั คมสงเคราะห์
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับค่านิยมร่วมในการให้บริการสังคมสงเคราะห์การมีศักดิ์ศรีและ
คุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดของ National Association of Social Work (NASW) ซึ่งกล่าวถึง

189

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 67

Social Work Core Values and Code of Ethics (2018) ที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต้อง
เคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของบุคคล (Dignity and worth of the person) คือการให้ความเคารพคนทุกคนและตระหนักถึง
ความหลากหลายทางวฒั นธรรมและกล่มุ ชาตพิ ันธ์ุ

สมรรถนะหลักวิชาชีพสงั คมสงเคราะห์ท่ีจำเปน็ ทันสมัยและทันต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคมในหนว่ ยงานของ
รฐั ดา้ นการปฏิบัตงิ านมากกว่าด้านการวิจัยและด้านบริหาร

จากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อสมรรถนะหลักของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ีจำเป็นมากที่สุด
คอื การแสวงหาข้อเท็จจริงและการสืบค้นข้อมูลอย่างรอบด้าน การรู้เท่าทันสถานการณ์ สามารถคิดวิเคราะห์/คิดเชิงเหตุผล
การประเมินสภาวะผู้ใช้บริการ ประเมินครอบครัว ความเสี่ยงและความรุนแรงที่ก่อผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ การเห็นภาพ
องค์รวมสามารถเชื่อมโยงมิติของปัญหาเชิงบูรณาการการมองภาพองค์รวม และความเข้าใจความหลากหลายในมิติทาง
สังคมและวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ ผลการศึกษาคร้ังนี้สะท้อนถึงแนวคิดสมรรถนะของข้าราชการไทยของสำนักงาน
คณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น (2553) พบวา่ สำนกั งานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้กำหนดสมรรถนะหลัก (Core
competency) ของข้าราชการพลเรือนทุกตำแหน่งทั้งระบบประกอบด้วย 5 สมรรถนะ ได้แก่ (1) การมุ่งผลสัมฤทธิ์
(Achievement motivation) (2) การให้บริการด้วยใจ (Service mind) (3) การมีความเช่ียวชาญในวิชาชีพ (Expertise)
(4) ความซ่ือสัตย์สุจริต (Integrity) และ (5) การทำงานเป็นทีม (Teamwork) ผู้วิจัยยังพบว่า สำนักงานคณะกรรมการ
ข้าราชการพลเรือน (2558) ได้กำหนดสายงานนักสังคมสงเคราะห์คลุมถึงตำแหน่งต่างๆ ท่ีนักสังคมสงเคราะห์ต้องปฏิบัติ
ได้แก่ การศึกษา การสำรวจ การสัมภาษณ์ การสอบประวัติ และการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญหา ข้อเท็จจริง และสาเหตุต่าง ๆ
ท่ีเก่ียวข้อง รวมท้ังการให้คำปรึกษา แนะนำ ให้ความรู้ การจัดบริการ ให้ความช่วยเหลือ การแก้ไขปัญหา และดำเนินการ
สังคมสงเคราะห์ในด้านต่างๆ ท่ีถูกต้องเหมาะสมตามหลักการสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม เช่น เด็กและ
เยาวชน คนพิการ คนไรท้ ่ีพ่ึง หญิงอาชีพโสเภณี ผู้ต้องขัง ผู้ป่วย ผู้สงู อายุ ผู้ประสบภัยพิบัติ และประชาชนท่ัวไปท่ีไม่สามารถ
แก้ไขปัญหาของตัวเองและครอบครัว อันจะมีผลกระทบต่อชุมชน และสังคมโดยส่วนรวม เพื่อให้ผู้ประสบปัญหาทางสังคม
ดงั กล่าวมคี ณุ ภาพชวี ิตที่ดีขนึ้ สามารถพ่งึ ตนเองในสงั คมได้อยา่ งมีความสขุ และปฏบิ ัติหนา้ ท่ีอืน่ ทเ่ี กย่ี วข้อง

แม้ว่า แนวคิดและการปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานรัฐของประเทศไทยมีความสอดคล้องกับ
แนวคิดเก่ียวกับคุณค่าของนักสังคมสงเคราะห์วชิ าชพี ของ National Association of Social Work (NASW) ท้งั 6 ดา้ น และ
สอดคล้องกับแนวคิดสมรรถนะหลักของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพของ The Council on Social Work Education (2018)
ทง้ั 10 ประการ ข้อสังเกตหน่วยงานของรฐั ยังจำเปน็ ต้องกำหนดเส้นทางความก้าวหน้า ค่างานพิเศษให้ชัดเจนกับการทำงาน
กับงานทีไ่ มน่ ่าอภริ มย์และงานทม่ี ีความเส่ยี งภัยในกระบวนการยตุ ิธรรมหรอื งานท่ปี ฏิบตั ิใน 3 จงั หวดั ชายแดนใต้ เป็นตน้

การเพ่มิ สมรรถนะหลักในการทำงานสังคมสงเคราะห์วชิ าชีพทา้ ทาย
แนวทางการเพิ่มสมรรถนะหลักในการทำงานสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐท่ีสำคัญมากท่ีสุด
ในความคิดของนักสังคมสงเคราะหใ์ นหน่วยงานภาครัฐคือ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู รายกรณใี ห้เป็นระบบสามารถสรา้ งโปรแกรม
พัฒนาระบบฐานข้อมูลบริการสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ ทุกกระทรวง และพัฒนาข้อมูลระบบดิจิ ทัลมากท่ีสุด ก็มี
ความสอดคล้องกับแนวคิดเก่ียวกับสมรรถนะของข้าราชการไทยของสำนักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น (2553) ใน
ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Achievement motivation) การมีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ (Expertise) การทำงานเป็นทีม
(Teamwork) และสอดคลอ้ งกับพระราชบัญญัตวิ ชิ าชพี สงั คมสงเคราะห์ (2556) ที่กำหนดใหส้ งั คมสงเคราะห์เป็นวิชาชพี ทีต่ อ้ ง
ใชค้ วามรูแ้ ละทกั ษะทางสงั คมสงเคราะหใ์ นการปฏิบตั หิ นา้ ทเ่ี ก่ยี วกบั การปอ้ งกันและแก้ไขปญั หาของบคุ คล ครอบครวั กลุ่มคน
หรือชุมชนเพื่อให้กระทำหน้าที่ทางสังคมและดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และแนวคิดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบ
วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ผู้วิจัยพบว่า สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ได้จัดทำมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพ
สังคมสงเคราะห์โดยมี 6 มาตรฐาน 31 องค์ประกอบ 87 ตัวบ่งชี้ สำหรับมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพ

190

รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

สังคมสงเคราะห์ 6 มาตรฐาน ประกอบด้วย (1) มาตรฐานจรรยาบรรณ (2) มาตรฐานความเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์
(3) มาตรฐานองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน (4) มาตรฐานการสื่อสารทางวิชาชีพ (5) มาตรฐานการบันทึก
ขอ้ มลู เพ่อื การปฏิบตั งิ านสงั คมสงเคราะห์ และ (6) มาตรฐานการนิเทศงานเพอ่ื พฒั นาวิชาชีพ

ข้อเสนอแนะ
ผู้วจิ ัยจึงมขี อ้ เสนอแนะต่อหนว่ ยงานตา่ งๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ งดังต่อไปน้ี
1. สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ และสมาคมสภาการศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และ
สวสั ดิการสงั คมไทย ควรร่วมกนั ผลักดนั ให้มีการจ่ายเงนิ คา่ งานสำหรบั นักสังคมสงเคราะห์ระดับปฏบิ ัติการ ตามระเบียบ ก.พ.
ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการพลเรือน (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2560 ให้กับสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ
เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลงั ใจ และสร้างแรงจงู ใจให้นกั สงั คมสงเคราะห์เขา้ ส่กู ระบวนการสอบให้ได้รับใบประกอบวิชาชพี
2. สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์และสถาบันการศกึ ษาดา้ นสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดกิ ารสังคม ควรจัดอบรม
ทบทวนความรู้เก่า (Re-skill) และความรู้ใหม่ๆ (Up-skill) ให้นักสังคมสงเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ
นักสังคมสงเคราะห์ท่ียังไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพ ควรมีการกระตุ้นและส่งเสริมให้เข้าสู่กระบวนการฝึกอบรม เพ่ิมช่องทาง
การส่งข่าวสาร การติดต่อ การประชาสมั พนั ธ์ การจัดสง่ หนงั สือแจง้ ถึงหนว่ ยงานเพื่อใหน้ ักสงั คมสงเคราะห์ทราบกอ่ นล่วงหน้า
เกีย่ วกบั การเปิดรบั สมัครสอบใบประกอบวชิ าชพี
3. สถาบันการศึกษาด้านสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมควรปรับปรุงหลักสูตรให้ทนั สมัย สอดคล้องกับ
การเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยี การส่ือสาร เพ่ิมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เน้นการฝึกปฏิบัติงานจริง เพิ่มระยะเวลา
การฝกึ ทกั ษะมากขน้ึ
4. หน่วยงานของรัฐที่มีนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพปฏิบัติงานอยู่ ควรให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของ
นักสังคมสงเคราะห์ เนื่องจากสังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพท่ีมีอัตลักษณ์ มีความละเอียดอ่อนในการปฏิบัติงาน จึงไม่ควร
มอบหมายใหผ้ ู้ทไี่ ม่จบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทำงานแทนนักสังคมสงเคราะหว์ ิชาชพี
5. ควรมีการพัฒนาการใช้เครื่องมือทางสังคมสงเคราะห์ และการจัดทำระบบสารสนเทศอย่างเป็นระบบและมี
มาตรฐานท้ังในระดับจงั หวดั ระดบั กระทรวง และระดับประเทศ
6. รัฐควรส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์โดยเฉพาะพนักงานราชการ เช่นค่าตอบแทนสำหรับ
ผู้มีใบประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ หรือการได้รับการพิจารณาบรรจุเป็นข้าราชการหากมี
ใบประกอบวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์ เพอ่ื เป็นขวญั กำลังใจและความมั่นคงด้านอาชีพ

เอกสารอา้ งองิ
พระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. 2556. ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม 130 ตอนที่ 8 ก วันที่ประกาศใช้ 24

มกราคม 2556 พระราชบญั ญัตกิ ารประกอบโรคศลิ ปะ พ.ศ. 2542. สบื คน้ จาก
http://203.155.220.230/bmainfo/law/011/artdisease.pdf
สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์. (2563). มาตรฐานการให้บรกิ ารของผปู้ ระกอบวชิ าชพี สงั คมสงเคราะห์. สืบค้นจาก
http://intranet.dop.go.th/intranet_older/fls/fls_uploads/52885
พระราชกฤษฎีกา กำหนดใหส้ าขาการกำหนดอาหารเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2563. ราชกจิ จานเุ บกษา
เลม่ 137 ตอนที่ 46 ก วันทปี่ ระกาศใช้ 23 มิถนุ ายน 2563.
สำนกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น. (2551). มาตรฐานกำหนดตำแหน่งประเภทสายงานวชิ าการ ตำแหน่ง
สงั คมสงเคราะห์. สบื ค้นจาก https://www.ocsc.go.th/job/สังคมสงเคราะห์

191

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

สำนักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น. (2552). มาตรฐานและแนวทางการกำหนดความรู้ ความสามารถ ทักษะ และ
สมรรถนะทีจ่ ำเป็นสำหรบั ตำแหนง่ ขา้ ราชการพลเรอื นสามญั . สบื คน้ จาก https://www.ocsc.go.th/มาตรฐานและ
แนวทางการกำหนดความรูค้ วามสามารถ-ทกั ษะ

สำนกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น. (2553). คมู่ อื การกำหนดสมรรถนะในราชการพลเรอื น. สืบคน้ จาก
https://www.ocsc.go.th/download/2553/คู่มอื การกำหนดสมรรถนะในราชการพลเรอื น

สำนกั งานคณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น. (2560). ระเบยี บ ก.พ. ว่าดว้ ยเงนิ เพ่มิ สําหรับตําแหนง่ ท่มี เี หตพุ เิ ศษของ
ข้าราชการพลเรอื น (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560. ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 243 ง วันทป่ี ระกาศใช้ 6
ตุลาคม 2560.

National Association of Social Workers. (2018). Social Work Core Values and Code of Ethics. Retrieved from
http://socialwork.buffalo.edu/admissions/is-social-work-right-career-for-me/values ethics.html

Nedda, Gilbert. (2018) The Council on Social Work Education (CSWE) Core Competencies. Retrieved from
https://www.noodle.com/articles/social-work-core-competencies

192

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

ผลกระทบตอ่ วิถชี ีวิตของเกษตรกรผ้เู ลยี้ งก้งุ กา้ มกราม ในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรัส:
กรณศี ึกษา ชมุ ชนบา้ นสามเหลยี่ ม ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพนี่ ้อง จังหวัดสุพรรณบรุ ี

Effect of the lifestyle of lobster farmers in the situation of the coronavirus outbreak: A case
study of ban sam liam, bang ta then subdistrict, song phi nong district, Suphanburi province

รัชฎาภรณ์ ทนั บตุ ร, ภทั ร โน้ตสภุ า, สริ ินดา อนุสรณ์, ศุภกิจ มาลาวงษ์1
อาทนิ นั ท์ แซ่เหงา่ , นาวนิ บญุ นำมา, พุทธพิ งษ์ แบนใจวาง

Ratchadaporn Thanbut, Phatthara Notesupha, Sirinada Anusorn, Suphakit Malavong2
Artinun Saengow, Nawin Boonnumma, Puttipong Baenjaiwang

Abstract
In early 2020, people have faced the coronavirus pandemic worldwide. As a result, the lockdown
rules have been enforced by the governments. This caused the global economy to halt, including
Thailand where industrial and agricultural sectors had been affected. Especially, giant freshwater prawn
farming and export problems that affected shrimp prices. This research studied the effect of the
coronavirus pandemic on the livelihood of giant freshwater prawn farmers in Baan Sam Liam, Song Phi
Nong, Suphanburi, Thailand. The objectives of the research are to study the way of life of giant freshwater
prawn farmers under normal circumstances and to study the effect of the pandemic on freshwater prawn
farmers’ lives. This research is a qualitative research, and the in-depth interview is used to collect the
data from five key informants.
The research results found that the farmers had been doing rice farming regarding their traditional
way of life. However, aphid infestation in the rice fields turned rice farming into giant freshwater prawn
farming. According to the giant freshwater prawn farming, most farmers do their prawn farming in a
rotational way to balance farming and save the cost of farming. In terms of economic condition, it found
that giant freshwater prawn farming became both their main and additional incomes. Also, there were
financial loans from financial institutions for farming investment and profits from selling prawns. The
impact of the coronavirus pandemic on prawn farmers was shrimp export. Therefore, they adapted their
farming strategies and planned for their timing management in accordance with the curfew. Additionally,
most of them received social welfare and financial aid from the government.
Keywords: The traditional way of life, giant freshwater prawn farming, coronavirus

บทคัดย่อ
ช่วงต้นปี 2563 ท่ัวโลกต้องเผชิญกับการระบาดของโคโรนาไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรมและทุกมิติ
เปน็ เหตใุ หภ้ าครฐั จะต้องออกมาตรการปดิ เมือง และมาตรการหา้ มออกนอกบา้ นยามวิกาล ส่งผลให้เศรษฐกจิ ทัว่ โลกหยดุ ชะงัก
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เกษตรกรผู้เล้ยี งกุ้งก้ามกรามและปัญหาการส่งออกที่สง่ ผลต่อราคาของกงุ้ โดยการศกึ ษานจ้ี ะเป็นการศึกษา
ถึงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกรามในชุมชนบ้าน
สามเหลี่ยม ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพ่ีน้อง จงั หวัดสุพรรณบรุ ี โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือศึกษาวิถีชีวติ ของเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้ง
กา้ มกราม ในสถานการณป์ กติ และเพื่อศึกษาผลกระทบของสถานการณ์การแพรร่ ะบาดโคโรนาไวรัสต่อวิถีชีวติ ของเกษตรกร
ผเู้ ลยี้ ง กุ้งกา้ มกราม โดยใชร้ ะเบยี บวิธวี ิจยั เชงิ คณุ ภาพ และใชแ้ บบสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ โดยมกี ลุ่มผู้ให้ข้อมลู หลักจำนวน 5 คน

1 นกั ศึกษาหลักสตู รสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ย์ลำปาง
2 Bachelor’s students of Social Work Program, Faculty of Social Administration, Thammasat University Lampang Campus

193

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

ผลการศึกษา พบว่า ด้านวิถีชีวิตด้ังเดิมของเกษตรกรภายในชุมชนเคยประกอบอาชีพทำนามาก่อน แต่เกิดปัญหา
เพล้ียระบาดในนาข้าวทำให้ต้องเปล่ียนอาชีพมาเป็นการเล้ียงกุ้งก้ามกราม ด้านวิธีการเล้ียงกุ้ง พบว่า วิธีการเล้ียงกุ้งของ
เกษตรกร โดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบหมุนเวียน สลับกันจับกุ้ง เพ่ือให้เกิดความสมดุลกับต้นทุน และด้านสภาพการณ์ทาง
เศรษฐกิจ พบว่า อาชีพการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เป็นท้ังอาชีพหลักและอาชพี เสริม รวมถึงมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงิน
เพื่อนำมาใช้ลงทนุ และรายได้จากการขายกุ้งตามกลไกของตลาด และผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่า
ไวรสั พบวา่ เกษตรกรผเู้ ลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบจากการส่งออกกงุ้ มากท่ีสดุ เนือ่ งจากไม่มีการส่งออกผลผลิต โดยมกี ารปรบั ตัว
ในดา้ นการเลย้ี งกุ้ง และการวางแผนเรอ่ื งเวลาเพอ่ื ใหต้ อบรับกบั มาตรการหา้ มออกบ้านยามวกิ าล และเกษตรกรสว่ นใหญ่ได้รับ
สวสั ดิการ และเงนิ เยียวยาจากทางภาครัฐ เพื่อชดเชยรายได้ทหี่ ายไปจากมาตรการปิดเมอื งของภาครฐั
คำสำคญั : วิถีชีวติ , เกษตรกรผู้เล้ียงกงุ้ กา้ มกราม, โคโรนาไวรัส

บทนำ
ท่ามกลางสังคมที่หมุนเปล่ียนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงกระแสของโลกาภิวัตน์ทำให้โลกท้ังใบกลายเป็นโล กที่ไร้ซึ่ง
พรมแดน การติดต่อสื่อสารที่รวดเรว็ แม่นยำ และทันท่วงที ทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และวิถี
ชวี ิตชาวบ้าน มีการเปลี่ยนแปลงไปจากการเปล่ียนแปลงทางสังคม ค่านิยม วัฒนธรรม รวมถึงเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทใน
ชีวิตของท้ังในชุมชนเมืองและชุมชนห่างไกลมากยิ่งข้ึน กุ้งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และเป็นอาหารที่นิยมของคนทั่วไป ทั้งใน
ประเทศไทย และต่างประเทศ ทำให้ประเทศท่ีมีพ้ืนท่ีติดกับชายฝ่ังทะเลสามารถส่งออกอาหารทะเลไปทั่วโลกได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งกุ้งทะเลที่มีรสชาติอร่อย สามารถนำไปแปรรปู เป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ในสว่ นของประเทศทไี่ ม่มีพน้ื ทีต่ ิดกับ
ทะเลก็สามารถเล้ียงกุ้งได้ ซึ่งเป็นกุ้งน้ำจืดที่เลี้ยงในบ่อกุ้ง โดยรักษาระดับความเข้มข้นของน้ำในระดับท่ีพอดี กุ้งน้ำจืดที่นิยม
เลี้ยงมากท่ีสุดคือ กุ้งก้ามกราม ในประเทศไทยมีการส่งออกกุ้งก้ามกรามของไทยไปยังตลาดต่างประเทศของปี พ.ศ. 2562
มปี รมิ าณ 4,202.2 ตนั มูลค่า 478 ลา้ นบาท เมอื่ เทยี บกบั ปี พ.ศ. 2561 ปรมิ าณเพิ่มข้ึนรอ้ ยละ 5.8 แตม่ ูลคา่ ลดลงร้อยละ 9.5
(จันทิมา เพียรผล, 2563) สาเหตุสำคัญที่ทำให้มูลค่าของการส่งออกกุ้งลดลง คือ กำลังการผลิตมีมากกว่ากำลังการซื้อ
สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลง และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรสั ซ่ึงสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส
ที่ลุกลามไปทัว่ โลกนนั้ เป็นสาเหตหุ ลกั ทที่ ำให้ราคาและมูลค่าของกุ้งที่สง่ ออกไปตา่ งประเทศ มีราคาลดลงอยา่ งตอ่ เนอื่ ง รวมถึง
ปญั หาการเล้ยี งกุ้งก้ามกรามที่มรี ะยะเวลาส้นั ลง ทำใหเ้ กษตรกรที่เลยี้ งกุ้งต้องรีบจับกงุ้ เพือ่ ทำการส่งต่อไปยงั บ่อเล้ยี งในระดับ
ท่ีโตกว่า ทำให้กุ้งไม่มีคุณภาพ และได้ราคาที่น้อยลง อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของ
เกษตรกรผ้เู ลยี้ งกงุ้ ก้ามกรามในชุมชน และเกิดปญั หาอ่นื ๆ ตามมา
ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น จึงทำให้คณะผู้ศึกษาได้ศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส และผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม
เพ่ือทำความเข้าใจให้กระจ่างชัดมากย่ิงข้ึน ทางคณะผู้ศึกษาจึงได้เลือกพ้ืนที่ชุมชนบ้านสามเหลี่ยม ตำบลบางตาเถร
อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เน่ืองจากเป็นพื้นที่ท่ีมีการประกอบอาชีพเล้ียงกุ้งก้ามกรามคิดเป็น ร้อยละ 90
และเล้ียงกุ้งก้ามกรามมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีช่ือเสียงด้านการส่งออกกุ้งก้ามกรามมากท่ีสุดในจังหวัดสุพรรณบุรี
ทง้ั นเ้ี พ่ือนำลักษณะวถิ ีชีวติ ของเกษตรกรผเู้ ล้ียงกุง้ ก้ามกรามและผลกระทบทเี่ ปลย่ี นแปลงวิถชี ีวติ ในสถานการณ์การแพรร่ ะบาด
ของโคโรนาไวรัส มาใช้ประโยชน์ในการวางแผนจัดการหากมีสถานการณ์ฉุกเฉินต่อเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกรามและวิถีชีวิต
ท่ีเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างเหมาะสม และครอบคลุมปัญหาท่ีเคยประสบมาแล้วในอดีตเพ่ือเป็นรากฐานท่ีสำคัญต่อไป
ในอนาคต

194

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

วัตถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา
1. เพ่ือศึกษาวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในสถานการณ์ปกติของชุมชน บ้านสามเหลี่ยม ตำบลบางตา
เถร อำเภอสองพนี่ ้อง จงั หวดั สุพรรณบรุ ี
2. เพ่ือศึกษาผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม
ในชมุ ชนบา้ นสามเหลี่ยม ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพนี่ อ้ ง จังหวดั สุพรรณบุรี

การทบทวนวรรณกรรม
ทฤษฎวี ิวฒั นาการ
ทฤษฎีวิวัฒนาการในความหมายทางสังคมศาสตร์ ท่ีนักสังคมศาสตร์แขนงต่างๆ ได้นำมาปรับปรุง และประยุกต์ใช้
เพื่ออธบิ ายสังคม ซ่ึงสามารถกล่าวไดว้ า่ ลักษณะการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมมีความคล้ายคลึง กบั การเปลี่ยนแปลงของสงิ่ มชี วี ิต
กล่าวคือ สังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์จะเร่ิมจากสังคมโบราณท่ีมีความล้าหลัง มีโครงสร้างทางสังคมอย่างง่าย ไม่มีความ
ซับซอ้ น และคอ่ ยๆ เปลี่ยนแปลงไปส่สู ังคมและวัฒนธรรมท่ีมีความทันสมยั ทมี่ ีโครงสรา้ งสลบั ซับซอ้ นมากข้นึ และดำเนนิ ตอ่ ไป
โดยไมม่ ีจุดสิ้นสุด (โกวทิ ย์ พวงงาม, 2551, น. 70)
ทฤษฎีววิ ัฒนาการ สรุปได้วา่ ทฤษฎีวิวฒั นาการของ ชาลส์ ดาร์วิน และความหมายทางสังคมศาสตร์ มีความจำเป็น
ต่อการศึกษาของคณะผู้ศึกษา กล่าวคือ ด้านวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกรามในชุมชนฯ ท่ีอาจจะมีวิวัฒนาการ
บางอย่างซ่ึงนำมาสู่การเล้ียงกุ้งดังเช่นในปัจจุบัน รวมถึงวิวัฒนาการในด้านการปรับตัวเพ่ือให้สามารถอยู่รอดท่ามกลาง
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนา่ ไวรสั ได้ เพอื่ ใหส้ ังคมและชุมชนดำรงอยู่ตอ่ ไป
ทฤษฎกี ารปรับตวั
Andrews (1971) กลา่ วว่า การปรับตัวมีความเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การแข่งขัน และการวางกลยุทธ์
ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่มีผู้ประกอบการใดที่สามารถอยู่รอดได้ตลอด โดยไม่มีการปรับตัว ผู้ประกอบการ
จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคม ซึ่งระดับของการปรับตัวข้ึนอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ การปรับตัวมี
ความเก่ียวข้องกับธุรกิจในหลายๆ มิติ เช่น การผลิตสินค้า บริการ การตลาด ช่องทางการจัดจำหนา่ ย บุคลากร การเงิน และ
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นอกจากนั้นการปรับตัวนำมาซึ่ง การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเน่ืองของกิจการในบริบทของ
ผูป้ ระกอบการขนาดเลก็ แลว้ การปรับตัวขน้ึ อยู่กบั ความเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อม ซ่ึงผ้ปู ระกอบการจำเป็นตอ้ งเปลีย่ นแปลง
การจดั การหลายๆ อย่าง เช่น กลยทุ ธ์การแขง่ ขนั โครงสร้างองค์กร เปน็ ต้น (มเี ดียน จมู ะ, 2563)
Miller (1996) กล่าวว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการขนาดเล็กมีความเก่ียวข้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ขององค์กร
(Organization learning) ในบริบทของผู้ประกอบการขนาดเล็กแล้ว การเรียนรู้ หมายถึง การสรรหาความรู้ใหม่ๆ โดยสามารถใช้
ประโยชน์จากความร้เู หลา่ นัน้ ในการตดั สินใจต่างๆ (มเี ดยี น จมู ะ, 2563)
ทฤษฎีการปรับตัว สรุปได้ว่า ทฤษฎีการปรับตวั มคี วามสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงคข์ องการศึกษา กล่าวคอื การศกึ ษา
เก่ยี วกับวิถีชีวติ ของเกษตรกรผู้เลีย้ งกุ้งก้ามกรามในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรัส และผลกระทบของเกษตรกร
ผูเ้ ลยี้ งกงุ้ กา้ มกรามหลงั สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรสั ว่ามกี ารปรบั ตัว และการเปลีย่ นแปลงในด้านต่างๆ อยา่ งไร
บ้าง ทำให้ทฤษฎีการปรับตัวมีความสำคัญอยา่ งมากตอ่ การศึกษาของคณะผูศ้ กึ ษา
ทฤษฎีโดมโิ น่ในยุคสงครามโลกครง้ั ทส่ี อง
ลิขิต ธีรเวคิน (2532, น. 2-4) กล่าวว่า ทฤษฎีโดมิโน่คือทฤษฎีที่ยกอุทาหรณ์จากเกมไพ่ต่อแต้ม ซึ่งถ้ามีไพ่ล้ม
หน่ึงใบ ไพ่ใบอื่นๆ จะลม้ เป็นแถบติดต่อเป็นลูกโซ่ เกิดจากความเชื่อถอื ที่วา่ เม่ือประเทศใดตกอยู่ภายใต้ระบอบ การปกครอง
แบบคอมมิวนสิ ต์จะทำใหป้ ระเทศอืน่ ๆ กลายเป็นคอมมวิ นสิ ตไ์ ปด้วย

195

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 67

ทฤษฎีโดมิโนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 สรุปได้ว่า ทฤษฎีโดมิโนมีความจำเป็นต่อการศึกษา ของคณะผู้ศึกษา
กล่าวคือ ในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม หากเกิดสภาวะกุ้งติดโรคก็จะทำให้กุ้งตัวอ่ืนๆ ในบ่อเล้ียงติดพาหะนำโรคไปด้วยรวมถึง
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรัส หากมีประเทศใดประเทศหนงึ่ ติดไวรัส ประเทศอื่นหรอื ประเทศใกล้เคียงกจ็ ะติด
ไวรัสตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกบั ทฤษฎีดงั กล่าว ทำใหค้ ณะผ้ศู กึ ษาไดน้ ำเอาทฤษฎนี ม้ี าประกอบใช้ในการศกึ ษาครง้ั น้ดี ว้ ย

จากการทบทวนวรรณกรรมเบ้ืองต้น ทำให้เห็นองค์ความรู้และแนวคิดต่างๆ ท่ีสามารถนำมาเป็นแนวทางและ
กรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษาเรื่อง ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโคโรน่าไวรัส: กรณีศึกษา ชุมชนบ้านสามเหลี่ยม ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ท้ังแนวคิดและ
ทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับการดำเนินวิถีชีวิตในสถานการณ์ปกติของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม รวมถึงแนวคิดและทฤษฎีท่ี
เกีย่ วข้องกับการปรับเปล่ยี นวถิ ชี วี ิตในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส

การศึกษานี้จะทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในสถานการณ์ปกติ และในสถานการณ์
การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส ท่ีมีการเปล่ียนแปลงวิถีชีวิตไปจากเดิม เพ่ือปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งส่งผล
กระทบในเกือบทุกอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองท่ีส่งผลให้มูลค่าของ
กุ้งก้ามกรามมีอัตราที่ลดลง หากภาครัฐมีมาตรการท่ีช่วยเหลือให้เกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกรามได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด
จะเปน็ การชว่ ยให้เกษตรกรฯ พึง่ พาตนเองไดอ้ ย่างยัง่ ยืน

เครอื่ งมือและวิธกี ารศึกษา
วธิ กี ารศกึ ษา
งานศึกษาน้ีใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบ
เชิงลกึ (In-depth interview) และใช้วิธกี ารเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบลักษณะการสร้างเครือข่ายข้อมูล (Snowball sampling)
กบั กลุม่ ผู้ใหข้ ้อมูลหลกั
ผ้ใู หข้ ้อมูลหลกั
กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักของการศึกษาในครั้งน้ี คือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่อาศัยและมีบ่อเล้ียงกุ้งอยู่ภายในเขต
ชุนชนบ้านสามเหล่ียม ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักแบบ
ลกั ษณะการสรา้ งเครอื ข่ายขอ้ มูล (Snowball sampling) จำนวน 5 คน
เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
เครื่องมือที่คณะผู้ศึกษาใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คณะผู้ศึกษาได้ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการวิจัยเชิงคุณภาพ
เป็นเคร่อื งมอื ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล กล่าวคอื 1) คณะผู้ศึกษาในฐานะเครื่องมอื ศกึ ษาเป็นผเู้ กบ็ รวบรวมข้อมลู และสัมภาษณ์
โดยคณะผศู้ ึกษาเตรยี มความพร้อมในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ด้วยการศึกษาเอกสาร บทความวชิ าการ และงานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
กับวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกราม และผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนา ไวรัสเพื่อให้เห็น
ภาพรวมของประเด็นการศึกษา และเพือ่ นำมาใชใ้ นการพฒั นาแนวสมั ภาษณ์ 2) การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ มลี ักษณะเป็นการสนทนา
ตอบคำถามกันระหว่างผู้สัมภาษณ์ และผู้ให้สัมภาษณ์ ในประเด็นหัวข้อต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ท่ีได้กำหนดไว้ โดยมี
การจัดเรียงคำถามให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน เพื่อความต่อเน่ืองของเนื้อหาในประเด็นต่างๆ อีกท้ังคำถามในแต่ละคำถาม
ต้องได้รับเหตุผลประกอบท่ีเหมาะสมกับประเด็นนั้นๆ จากผู้ให้สัมภาษณ์ รวมไปถึงมุมมอง ทัศนคติ ความคิดเห็น
และข้อเสนอแนะ ท่ีทำให้คณะผศู้ ึกษาสามารถเชื่อมโยงเหตุผลในประเดน็ ต่างๆ ในการวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ได้ และ 3) การ
สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) นี้จะเป็นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแบบหน่ึงต่อหน่ึง โดยเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้ง
กา้ มกรามทเ่ี ป็นกล่มุ เป้าหมายน้ัน จะเลือกจากคนรู้จัก เพือ่ น ญาติและการอ้างองิ จากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามด้วยกันเอง

196

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 67

สถานทนี่ ัดหมายในการสมั ภาษณจ์ ะเป็นสถานที่ ทีส่ ะดวกต่อผใู้ ห้สมั ภาษณ์ โดยมกี ารตดิ ต่อ นดั หมายกนั ผ่านโทรศัพท์มือถือ
กอ่ นที่จะถึงวันนดั หมายจรงิ

ผลการศึกษาด้านวถิ ชี วี ติ ของเกษตรกรผเู้ ลย้ี งกงุ้ ก้ามกรามในชมุ ชนบ้านสามเหลี่ยม จงั หวดั สุพรรณบุรี
ขอ้ มูลทว่ั ไปของชุมชนบา้ นสามเหล่ยี ม จงั หวัดสุพรรณบรุ ี
1. ประวตั ศิ าสตรข์ องชุมชนบา้ นสามเหล่ียม

ชมุ ชนบ้านสามเหลี่ยมต้ังอยูท่ ่ีตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่นอ้ ง จังหวดั สุพรรณบรุ ี โดยเรม่ิ ต้นจากการที่มีคนจาก
หลากหลายพนื้ ท่อี พยพเข้ามาประกอบอาชีพในบรเิ วณน้ี โดยชอ่ื ชุมชนบ้านสามเหลี่ยมมาจากการทหี่ ม่บู า้ นนี้มีตน้ สามเหล่ียมท่ี
ใช้ทอเส่ือ จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อชุมชนบ้านสามเหลี่ยม ซ่ึงมีต้นตระกูลคือผู้ใหญ่แชมป์ ในอดีตพื้นท่ีชุมชนแห่งน้ีมี
การประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยการทำนา และทำสวน ต่อมาเม่ือปี พ.ศ. 2528 เร่ิมมีคนนำกุ้งก้ามกรามเข้ามาเลี้ยง
ณ ขณะนั้น มีเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งอยู่ไม่ก่ีคน โดยมีนายณรงค์ พุทธโอวาท เริ่มนำเอากุ้งก้ามกรามเข้ามาเลี้ยง เน่ืองจากการไป
สำรวจ และลงชมุ ชนในพื้นท่ีอ่ืนพบว่าประสบผลสำเรจ็ จึงได้ริเริ่มการนำเอากุ้งก้ามกรามมาเล้ียงท่ชี ุมชนสามเหล่ยี ม เมอ่ื เลย้ี ง
กุง้ ก้ามกรามแล้วประสบความสำเร็จ จึงเปน็ แรงผลักดนั ทำให้เกษตรกรรายอ่นื ทท่ี ำนา และทำสวนหนั มาเลี้ยงก้งุ กา้ มกรามกัน
มากขนึ้ โดยชุมชนบ้านสามเหลี่ยมฯ มปี ระชากรในชุมชนบ้านสามเหล่ียม มีท้ังหมด 275 หลังคาเรอื น จำแนกเป็น ผชู้ าย 305
คน และผูห้ ญิง 327 คน (ศกั ด์ศิ รี โน้ตสภุ า, สมั ภาษณ์, 23 กันยายน 2563)

2. ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์ของชมุ ชนบา้ นสามเหลย่ี มฯ
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชนบ้านสามเหล่ียม เป็นพื้นที่ภูมิอากาศร้อน ร้อนแห้ง เป็นที่ราบลุ่มแอ่งกระทะ

เม่อื ถึงปนี ำ้ ท่วมจะดูดนำ้ เขา้ มาในพน้ื ท่นี ี้ เป็นแหล่งเก็บนำ้ กอ่ นจะลงสูก่ รุงเทพคือเปน็ แก้มลิงเก็บน้ำ ติดกับแม่น้ำท่าจนี ออกไป
ประมาณ 30-40 กิโลเมตร คือแมน่ ำ้ เจ้าพระยา คือจากอยธุ ยาเขา้ มาสุพรรณอยทู่ ปี่ ระมาณ 30-40 กโิ ลเมตร

3. วถิ ชี วี ติ ของคนในชมุ ชนบา้ นสามเหลยี่ ม
การประกอบอาชีพของคนในชุมชน คือ การเล้ียงกุ้งคิดเป็นร้อยละ 90 และการรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 10

ในช่วงแรกมีการทำเกษตรกรรมแบบโบราณ กล่าวคือ มีการใช้สัตว์ในการไถนา เช่น วัวและกระบือ หลังจากนั้นรอถึงฤดูฝน
เพื่อใหม้ ีน้ำในการทำเกษตรกรรมในบริเวณหม่บู ้านสมัยก่อน มกี ารทำนาที่ปลูกข้าวโดยใช้ต้นกล้าท่ีหว่านไวใ้ นแปลงขนาดเล็ก
มาปักดำ เรียกว่า นาดำ แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการทำนาแบบหว่าน คือ การหว่านไม่ต้องถอนกล้าปักดำ
หลงั จากทขี่ ้าวออกรวงแล้ว กจ็ ะนำไปจำหน่ายให้กับโรงสีข้าว โดยในชว่ งน้นั มปี ัญหาสำคญั คือเพลย้ี ระบาดในนาข้าว และกำไร
จากการทำนาไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และการลงทุน ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ก็เร่ิมมีการนำกุ้งก้ามกรามเข้ามาเลี้ยง หากจะ
เลย้ี งกุ้ง ต้องทำการจัดการกบั พื้นที่เดมิ เพื่อเตรยี มเป็นบ่อเลีย้ งกุ้งกอ่ น

“ก่อนทีจ่ ะมาเลี้ยงกุ้ง พ่ีเคยเป็นชาวนามาก่อน สาเหตุของการย้ายมาเลี้ยงกุ้ง เพราะว่าการทำนามีรายได้ท่ีไม่ม่ันคง
แต่หลังจากเปลยี่ นมาเลี้ยงกุ้ง มีรายได้ทม่ี ่ันคงมากข้ึนกวา่ เดมิ พี่กเ็ ปล่ยี นมาเลี้ยงกุ้งอยา่ งถาวรจนถึงปัจจุบนั ” (ธัญธิมา บญุ ลือ
พันธภ์ ากร, สมั ภาษณ์, 7 กันยายน 2563)

กระบวนการ/ขนั้ ตอนการเล้ียงกงุ้ ของเกษตรกรในชุมชนบ้านสามเหล่ียมฯ
กระบวนการ/ขนั้ ตอนการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรในชุมชนบ้านสามเหล่ยี ม ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่นอ้ ง จังหวัด
สพุ รรณบรุ ี สามารถจำแนกได้ท้ังหมด 7 ข้ันตอน ไดแ้ ก่ (1) การแบง่ พื้นท่บี ่อเล้ียงกงุ้ (2) การเตรียมบ่อเลย้ี ง (3) การเตรียมน้ำ
(4) การเตรียมพนั ธ์กุ ้งุ (5) ความหนาแนน่ ของลกู กุง้ ทปี่ ล่อยเล้ียง (6) ระหวา่ งการเลยี้ งกุง้ และ (7) การจบั กุง้
จากวธิ ีการเล้ียงกงุ้ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ มคี วามสอดคลอ้ งกบั ผลจากการสมั ภาษณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกงุ้ ก้ามกราม ในชุมชนฯ
โดยพบว่า วธิ ีการเลยี้ งกุ้งของเกษตรกรโดยสว่ นใหญ่แลว้ จะเลี้ยงแบบหมนุ เวียนสลับกนั จับกุ้งเพอ่ื ให้เกิดความสมดุลกับต้นทุน
หากใครท่ีมีบ่อเดียวทำให้ต้องเลี้ยงกุ้งชำอย่างเดียว การหว่านอาหารจะเหมือนกันหมด คือเดินหว่านรอบบ่อ หากกุ้งตัวเล็ก

197

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 67

ก็จะพายเรือ ไม่มกี ารใช้เทคโนโลยใี นการช่วยเพ่ือหว่านอาหาร แต่จะใช้ภูมิปัญญา คือการเปดิ เครือ่ งให้ออกซิเจน หรือเครื่องตี
น้ำ โดยจะเปิดหลังจากท่ีให้อาหารประมาณ 2 – 3 ช่ัวโมง เพื่อเพ่ิมออกซิเจนให้กับกุ้งในบ่อ หากมีปัญหาหรือโรคของกุ้ง
ก็จะต้องหาปูน หรือจุลินทรีย์มาช่วยปรับสภาพและความสมดุลของดิน ในส่วนของพิธีกรรมจะมีการไหว้เจ้าที่เพื่อบอกกล่าว
ท้ังตอนปล่อยกุ้งและจับกุ้ง ตามประเพณีท่ีสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบางท่านยังได้ให้
ความคิดเห็นว่า อยากให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องคิดค้นหาวิธีการยับย้ังโรคในกุ้งให้หายขาด เนื่องจากหากมีกุ้งตัวหน่ึงติดโรค
กุ้งท้งั บ่อก็จะติดตามไปดว้ ย ทำให้เสียรายได้ และขาดทุนอย่างหนัก อีกทงั้ ทำให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวยี นในการเล้ียงกงุ้ ครง้ั ต่อไป
ได้

“วธิ กี ารเลี้ยงกุง้ ของพ่ีก็จะตอ้ งวางแผนในการเลย้ี งว่าจะปลอ่ ยก้งุ อย่างไรเพือ่ ไมใ่ หข้ าดทุน และเพอื่ ให้เกดิ ความสมดลุ
ของบอ่ กุง้ ของเราด้วย ตอ้ งคอยตรวจเชค็ คา่ pH และคา่ อัลคาไลน์ของนำ้ รวมถึงคา่ ดินใหส้ มดลุ กัน ซึง่ เรากจ็ ะต้องดูให้เปน็ ดว้ ย
ว่าตอนน้ีกุ้งต้องการอะไร อาหารพก่ี ็จะหวา่ นเองเช้ากลางวันเย็น และตอ้ งเปดิ เครื่องตีน้ำด้วย เพราะอัตราที่หนาแน่นทำให้กุ้ง
ต้องการออกซิเจน พี่จะเปิด 9 โมง ถึง 11 โมงคร่ึง เปดิ ไวป้ ระมานชั่วโมงครึ่งกอ่ นจะให้อาหารมื้อต่อไป ช่วงบ่ายกเ็ ปิดเทีย่ งปิด
บ่ายสาม ตอนนี้พี่เลี้ยงกุ้งชำอยู่ 70 วันก็ปล่อย ก็จะมีเกษตรกรจากท่ีนครปฐมเอาไปเลี้ยงต่อเพ่ือให้มันตัวใหญ่ โดยเราก็จะมี
นายหน้าที่คอยติดต่อมา เราก็เตรียมให้เขาไว้เท่าน้ัน ซึ่งพ่ีก็มีพิธีกรรมเหมือนกัน มีไหว้ตามเทศกาล เช่น ตรุษจีน , สาร์ทจีน,
วันปีใหม่ และไหว้ทุกคร้ังท่ีเราปล่อยกุ้งหรือจับกุ้ง ถวายของให้เจ้าท่ี พอทำแล้วก็รู้สึกสบายใจ และบ้านพี่ให้ความสำคัญกับ
เรือ่ งนม้ี าก” (มนชั นก หริ ัญวัฒน,์ สัมภาษณ์, 6 กนั ยายน 2563)

สภาพการณ์ทางเศรษฐกจิ
สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจของชุมชนบ้านสามเหลี่ยมฯ มีลักษณะเป็นครอบครัว กล่าวคือ สภาพเศรษฐกิจสามารถ
ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตอ่ ไปได้ ต้องเรมิ่ จากหน่วยครอบครวั ก่อน โดยหนว่ ยครอบครวั เปน็ ตวั กลางในการขบั เคลื่อนและ
ดำเนนิ กิจกรรม หากรวมหน่วยครอบครัวหลายๆ หน่วยเข้าด้วยกนั จะกลายเป็นหน่วยชุมชน ซ่ึงหน่วยครอบครัวสามารถแบ่ง
ออกได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ (1) การประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม (2) แหล่งทรัพยากรภายนอกท่ีสนับสนุนการเลี้ยงกุ้ง
และ (3) รายได้จากการขายกุ้งตามกลไกของตลาด ซงึ่ สามารถอธบิ ายไดด้ งั ต่อไปนี้
1. การประกอบอาชีพเลีย้ งกุง้ กา้ มกราม

การประกอบอาชีพเลี้ยงกงุ้ ก้ามกรามของเกษตรกรภายในชมุ ชน มีลักษณะเปน็ การดำเนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดยเร่ิมต้นจากภายในครอบครัวก่อนอันดับแรก มีการพ่ึงพาตนเองมากกว่าพ่ึงพาจากแหล่งทรัพยากรภายนอก รวมถงึ รายได้
หลักของครอบครัวหรือมีอาชีพเสริมคือการเลี้ยงกุ้ง กล่าวคือ รายได้หลักของครอบครัวมาจากอาชีพการเลี้ยงกุ้ง และอาชีพ
เล้ียงกุ้งเปน็ อาชีพเสรมิ โดยมอี าชีพประจำและมนั่ คงอยแู่ ลว้

“รายได้หลักมาจากการรับราชการ อาชพี เล้ียงก้งุ เป็นอาชีพเสรมิ ก่อนไปทำงานกใ็ หอ้ าหารเช้า หลังจากกลับมา
ก็ให้อาหารเย็น เหนื่อยแค่ตอนให้อาหารอย่างเดียว เพราะตอนท่ีล้อมกุ้งเราจ้างคนงาน” (มนตรี พุทธโอวาส , สัมภาษณ์,
7 กันยายน 2563)

2. แหล่งทรัพยากรภายนอกทส่ี นับสนุนการเลยี้ งกงุ้
สภาพเศรษฐกิจในช่วงก่อนที่เกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งจะเปลี่ยนมาเล้ียงกุ้ง คือการทำนา หรือการปลูกข้าว แต่รายได้

จากผลผลิตในการทำนานั้นไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรผู้ทำนาต้องหันไปประกอบอาชีพอ่ืน หรือ
เปลี่ยนจากการทำนาเป็นอย่างอ่ืนแทน ในระยะแรกนั้นอาจจะต้องมีการกูย้ ืมจากสถาบนั ทางการเงนิ มาก่อน เนอื่ งจากกำไรใน
การขายข้าวเกวยี นไม่ไดม้ ีมากพอถึงขนาดท่ีจะไปลงทนุ ในการประกอบอาชีพอน่ื โดยสถาบนั การเงนิ ทีเ่ กษตรกรสามารถไปกยู้ มื
เงินทุนมาก่อนได้ ในประเทศไทยมีอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ (1) ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (2) ธนาคารผลผลิต
เกษตรด้านประมง (3) ธนาคารออมสิน และ (4) สหกรณอ์ อมทรพั ย์ เพ่ือตอบสนองการดำเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจต่อไป

198

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 67

“ในตอนเปิดกุ้งครั้งแรกเลยพี่กไ็ ปกูเ้ งนิ มาจากธกส. เพราะทำนาในสมยั นั้นมันลำบาก ไม่ได้กำไรมากมาย พอเรา
เปิดบ่อแล้วถ้าเจอกับสถานการณ์ขาดทุนจากการเล้ียงกุ้งก็ต้องพ่ึงสถาบันการเงินบ้าง” (มนัชนก หิรัญวัฒน์ , สัมภาษณ์, 6
กนั ยายน 2563)

3. รายไดจ้ ากการขายก้งุ ตามกลไกของตลาด
รายได้จากการขายกุ้งตามกลไกของตลาด คือ ราคาของกุ้งจะมีความแตกต่างกันออกไปตามชว่ งระยะเวลาน้ันๆ

ซงึ่ เป็นความเส่ียงในการลงทุนของเกษตรกรผูเ้ ลย้ี งกุ้งก้ามกรามทจี่ ะต้องพบเจอทุกครัง้ หากมเี หตุการณ์ภยั พิบัติทางธรรมชาติ
หรือสถานการณอ์ ่ืนๆ ที่สง่ ผลต่อกลไกของตลาดและราคาของกุง้ ท่ีมีแตกต่างกัน

อาหารกุ้ง มีอาหารทงั้ ในรปู แบบละเอยี ด และรูปแบบเม็ด โดยเกษตรกรฯ จะต้องเลือกใช้อาหารให้เหมาะสมกับ
ลักษณะของกุ้งท่ีเล้ียงในบ่อ แต่สิ่งหนึ่งท่ีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบปัญหามาอย่างยาวนานนั้นคือ ราคาของอาหารกุ้งอยู่ใน
ระดับท่ีสูงมาก และไมม่ ีการลดราคาให้กับเกษตรกร ทำให้บางรายต้องทำสินเช่ือในการซ้ืออาหาร และเมื่อขายกุ้งในครั้งนั้นๆ
ได้แล้วก็จะนำเงินท่ีขายกุง้ ได้มาจ่ายค่าอาหารกุ้งทไี่ ด้ทำสินเช่ือไว้ แต่การทำสินเช่ืออาหารกุ้งไม่สามารถทำได้ทกุ คน เนอื่ งจาก
อาหารกุ้งมีราคาสูง ทำให้ท้ังผู้ให้สินเชื่อ และผู้สินเชื่อต้องมีความไว้วางใจกันอยู่มากพอสมควรถึงจะให้ทำสินเชื่ออาหารกุ้งได้
รวมถึงเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกรามบางท่าน ยังได้ให้ความคิดเห็นว่า ควรมีการควบคุมราคาของอาหารกุ้ง เพื่อให้สมดุลกับ
ราคาส่งออกและต้นทุน เน่ืองจากราคาอาหารพงุ่ สงู อย่างต่อเนอื่ ง ไมเ่ หมือนกบั ราคาก้งุ ท่ีเปน็ ไปตามกลไกของตลาด

“แต่ก็มีการไปเชื่ออาหารมาก่อนบ้าง พอเก็บกุ้งได้ถึงจะเอาเงินไปจ่าย ราคาอาหาร ถ้ามันขึ้นก็คือขึ้นเลย ไม่มี
ราคาลงเหมอื นกุง้ สำหรับอาชพี น้กี ็มคี วามม่ันคง เพราะไม่รู้วา่ จะเปล่ียนไปทำอาชีพอะไรแล้ว” (มนตรี พุทธโอวาส, สมั ภาษณ์,
7 กนั ยายน 2563)

จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกรามในชุมชนพบว่า สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจสามารถ แบ่งออกได้เป็น
3 ลักษณะคือ 1. การประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กล่าวคือ เป็นการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากหน่วย
ครอบครัว โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน ได้แก่ รายได้หลักของครอบครัว และอาชีพเล้ียงกุ้งเป็นอาชีพเสริม
2. แหล่งทรัพยากรภายนอกที่สนับสนุนการเล้ียงกุ้ง เป็นการพึ่งพาแหล่งทรัพยากรภายนอก เช่น การกู้ยืมเงินจากสถาบัน
การเงนิ และ 3. รายได้จากการขายกุ้งตามกลไกของตลาด สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ลกั ษณะ คอื การขายกุง้ ของเกษตรกรผู้เลยี้ ง
กุ้งฯ และ สินเช่ือในการซ้ืออาหาร โดยพบว่า อาชีพการเลี้ยงกุ้งมีท้ังเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากเป็นอาชีพหลัก
จะเล้ียงแค่กุ้งเพียงอย่างเดียว และหากเป็นอาชีพเสริมก็จะมีอาชีพหลักท่ีมั่นคง เช่น รับราชการ เป็นต้น ทำให้อาชีพเลี้ยงกุ้ง
กลายเป็นอาชีพเสริมที่เป็นสร้างรายได้เสริมรองจากอาชีพหลัก ซ่ึงมีความม่ันคงมาก เพราะเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้งก้ามกราม
ในชุมชนบ้านสามเหลี่ยมฯ ท่ีคณะผู้ศึกษาได้สัมภาษณ์ ประกอบอาชีพนี้มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่เพ่ิงเปิดบ่อกุ้ง
เปน็ คร้ังแรก แต่กเ็ คยผ่านการล้อมกงุ้ มาแลว้ และจากการล้อมกงุ้ ครั้งลา่ สดุ มที ัง้ ไดก้ ำไรและได้ทนุ คนื โดยส่วนใหญ่แล้วได้กำไร
นอ้ ยลง เนอ่ื งจากคา่ อาหารราคาเท่าเดมิ แตร่ าคาขายกุ้งลดลงเรอ่ื ยๆ

ผลการศึกษาด้านผลกระทบจากสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโคโรนาไวรสั ตอ่ เกษตรกรผู้เลีย้ งกุ้งกา้ มกราม
ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส
ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ส่งผลต่อด้านมิติเศรษฐกิจ ในส่วนของภาคประชาชน

มากทีส่ ุด โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ภาคเกษตรกรและธรุ กจิ ขนาดเล็ก ไดร้ บั ผลกระทบในเกือบทกุ ธุรกจิ และทุกอุตสาหกรรม และจาก
การสัมภาษณ์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสต่อเกษตรกรผู้เล้ียงกุ้ งก้ามกราม
ในชุมชนบา้ นสามเหล่ียมฯ พบว่า ผลกระทบท่หี นกั ทส่ี ดุ คอื ด้านเศรษฐกจิ กล่าวคือ จากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ส่งผล
ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการปิดเมืองเป็นการช่วั คราว ทำให้ไม่มีการส่งออกก้งุ ตลาดที่รบั ซ้ือกุ้งถูกปิด แรงงานข้ามชาติต้อง
กลับประเทศ และกุ้งล้นตลาดซ่งึ ส่งผลใหร้ าคาถกู ลง เปน็ ผลกระทบทสี่ ำคัญตอ่ เกษตรกรผู้เล้ียงกงุ้ กา้ มกราม

199


Click to View FlipBook Version