มาตรฐาน ว 1.2
ตวั ชว้ี ดั วตั ถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ีของอวัยวะ 1. สามารถระบุอวัยวะทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในระบบหายใจ
ทเ่ี กย่ี วขอ้ งในระบบหายใจ อย่างน้อย 2 อวัยวะ
2. อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออก โดยใช้ 2. สามารถบรรยายหนา้ ท่ีของอวยั วะทเี่ ก่ยี วข้องใน
แบบจําลอง รวมทั้งอธิบายกระบวนการ ระบบหายใจได้
แลกเปลีย่ นแก๊ส 3. สามารถอธิบายกลไกการหายใจเข้าและออกโดยใช้
3. ตระหนกั ถึงความสาํ คัญของระบบหายใจ แบบจำลองได้
โดยการบอกแนวทางในการดูแลรกั ษาอวยั วะ 4. สามารถอธิบายกระบวนการแลกเปล่ียนแก๊สได้
ในระบบหายใจให้ทาํ งานเป็นปกติ 5. ตระหนกั ถึงความสำคญั ของระบบหายใจ
6. สามารถบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ
ในระบบหายใจได้
1. นางสาวจริ าภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
2. นางสาวสโรรักษ์ จันทคาม 1035
3. นางสาวสุดารัตน์ เหมอื นเหลา 1002
4. ระบอุ วยั วะและบรรยายหน้าทขี่ องอวยั วะ 1. สามารถระบุอวัยวะในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสีย
ในระบบขับถ่ายในการกาํ จัดของเสยี ทางไต ทางไตได้
5. ตระหนักถึงความสําคัญของระบบขบั ถ่าย 2. สามารถบรรยายหน้าที่ของอวยั วะในระบบขับถ่าย
ในการกําจัดของเสยี ทางไตโดยการบอก ในการกำจดั ของเสียทางไตได้
แนวทางในการปฏิบตั ิตนทีช่ ่วยให้ระบบขับถา่ ย 3. ตระหนกั ถึงความสำคัญของระบบขบั ถา่ ย
ทาํ หนา้ ท่ไี ด้อย่างปกติ ในการกำจดั ของเสียทางไตได้
4. สามารถบอกแนวทางในการปฏิบัตติ นท่ีช่วยให้
ตวั ชีว้ ัด ระบบขับถา่ ยทำหน้าท่ีได้อย่างปกติ
1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. นางสาววชั รีญาภรณ์ นริ มิตสวุ รรณ 1023
3. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสุกัน 1015
วตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม
6. บรรยายโครงสร้างและหนา้ ทขี่ องหัวใจ 1. สามารถบรรยายโครงสร้างของหัวใจ หลอดเลอื ด
หลอดเลอื ด และเลือด และเลือดได้
7. อธิบายการทํางานของระบบหมุนเวียนเลือด 2. สามารถบอกหนา้ ท่ขี องหัวใจหลอดเลือดและเลอื ดได้
โดยใช้แบบจําลอง 3. สามารถอธบิ ายการทำงานของระบบไหลเวยี นเลือด
ได้
1. นางสาวนันทนา จงใจภักดิ์ 1012
2. นางสาว จนั ทรส์ ดุ า ออ่ นงาม 2018
8. ออกแบบการทดลองและทดลอง ในการ 1. สามารถออกแบบการทดลองในการเปรยี บเทียบ
เปรียบเทยี บอัตราการเตน้ ของหัวใจ ขณะปกติ อตั ราการเตน้ ของหวั ใจขณะปกติและหลงั ทำกิจกรรมได้
และหลังทํากิจกรรม 2. สามารถทดลองการเปรียบเทยี บอตั ราการเต้น
9. ตระหนักถึงความสาํ คัญของระบบหมุน ของหัวใจ ขณะปกตแิ ละหลังทำกจิ กรรมได้
เวยี นเลือดโดยการบอกแนวทางในการดูแล 3. ตระหนักถึงความสำคญั ของระบบหมนุ เวียนเลือด
รกั ษาอวยั วะในระบบหมุนเวยี นเลอื ดใหท้ ํางาน 4. สามารถบอกแนวทางในการดแู ลรกั ษาอวัยวะใน
เปน็ ปกติ ระบบหมุนเวียนเลอื ดให้ทำงานเป็นปกตไิ ด้
1. นางสาวปติ ยาพร ปัญญา 1032
2. นางสาวอภญิ ญา กุลสอนนาม 1018
3. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
10. ระบอุ วัยวะและบรรยายหน้าที่ของ 1. สามารถระบุอวยั วะในระบบประสาทส่วนกลาง
อวยั วะในระบบประสาทส่วนกลางใน ในการควบคุมการทำงานตา่ งๆของร่างกายได้
การควบคุมการทาํ งานต่าง ๆ ของร่างกาย 2. สามารถบรรยายหน้าท่ีของอวัยวะในระบบประสาท
11. ตระหนักถึงความสําคัญของระบบประสาท ส่วนกลางในการควบคุมการทำงานตา่ งๆของร่างกายได้
โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา รวมถึง 3. ตระหนักถงึ ความสำคัญของระบบประสาท
การป้องกันการกระทบกระเทือนและอันตราย 4. สามารถบอกแนวทางในการดแู ลรกั ษารวมถึงป้องกัน
ตอ่ สมองและไขสนั หลงั การกระทบกระเทือนและอันตรายต่อสมองและ
ไขสนั หลังได้
ตัวชว้ี ัด 1. นางสาวธิดารัตน์ พังภคั ดี 1026
2. นางสาวจิราภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
3. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035
วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม
12. ระบอุ วยั วะและบรรยายหนา้ ท่ีของอวัยวะ 1. สามารถระบุอวัยวะในระบบสบื พนั ธ์ขุ องเพศชายและ
ในระบบสบื พนั ธ์ขุ องเพศชายและเพศหญงิ เพศหญงิ โดยใชแ้ บบจำลองได้
โดยใชแ้ บบจาํ ลอง 2. สามารถบรรยายหน้าท่ีของอวัยวะในระบบสืบพันธ์ุของ
13. อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศ เพศชายและเพศหญิงโดยใชแ้ บบจำลองได้
หญิงทค่ี วบคุมเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 3. สามารถอธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่
เมอื่ เขา้ สูว่ ยั หนุม่ สาว ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของรา่ งกายเม่อื เขา้ สวู่ ัยหนมุ่ สาวได้
14. ตระหนักถึงการเปล่ียนแปลงของร่างกาย 4. ตระหนกั ถงึ การเปลย่ี นแปลงของร่างกายเม่ือเข้าสู่
เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษาร่างกาย วัยหนมุ่ สาว
และจิตใจของตนเองในชว่ งที่มีการเปล่ยี นแปลง 5. บอกวธิ ีดูแลรักษารา่ งกายและจิตใจของตนเองในชว่ ง
ทมี่ กี ารเปลย่ี นแปลงได้
1. นางสาวสุดารตั น์ เหมือนเหลา 1002
2. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007
3. นางสาววัชรญี าภรณ์ นิรมิตสวุ รรณ 1023
15. อธบิ ายการตกไข่การมปี ระจําเดอื น 1. สามารถอธิบายการตกไข่การมีประจำเดือนการปฏิสนธิ
การปฏสิ นธิและการพฒั นาของไซโกตจนคลอด และการพฒั นาของไซโกตจนคลอดเปน็ ทารกได้
เปน็ ทารก 2. สามารถเลือกวธิ ีการคุมกำเนดิ ท่ีเหมาะสมกบั สถานการณ์
16. เลือกวิธีการคุมกําเนิดที่เหมาะสมกับ ที่กำหนดได้
สถานการณท์ ่กี ําหนด 3. ตระหนกั ถึงผลกระทบของการตัง้ ครรภก์ ่อนวยั อันควร
17. ตระหนักถึงผลกระทบของการต้ังครรภ์ โดยการประพฤตติ นให้เหมาะสม
ก่อนวัยอัน ควร โดยการป ระพ ฤติตน ให้
เหมาะสม 1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสุกนั 1015
2. นางสาวนันทนา จงใจภักดิ์ 1012
มาตรฐาน ว 2.1
ตวั ชวี้ ัด วตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม
1. อธิบายการแยกสารผสมโดยการระเหยแห้ง 1. สามารถอธบิ ายการแยกสารผสมใหเ้ ปน็ สารบรสิ ทุ ธิ์ โดย
การตกผลึก การกล่ันอย่างง่ายโครมาโทกราฟี ใชห้ ลกั ฐานเชิงประจกั ษไ์ ด้
แบบกระดาษ การสกดั ด้วยตัวทาํ ละลาย 2. สามารถแยกสารโดยการระเหยแหง้ การตกผลึกการ
โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ กล่นั อย่างงา่ ย โครมาโทกราฟแี บบกระดาษการสกดั ดว้ ย
2. แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตกผลกึ ตัวทำละลายได้อยา่ งถูกต้อง
การกลนั่ อย่างงา่ ย โครมาโทกราฟีแบบ
กระดาษการสกดั ดว้ ยตัวทําละลาย 1. นางสาว จันทรส์ ดุ า ออ่ นงาม 2018
2. นางสาวปิตยาพร ปญั ญา 1032
3. นําวิธกี ารแยกสารไปใชแ้ ก้ปญั หาใน 1. สามารถนำวิธีการแยกสารไปใช้แกป้ ญั หา
ชวี ติ ประจาํ วนั โดยบูรณาการวทิ ยาศาสตร์ ในชวี ติ ประจำวัน
คณติ ศาสตรเ์ ทคโนโลยีและวศิ วกรรมศาสตร์ 2. สามารถนำวิธกี ารแยกสารไปใช้ในการบรู ณาการ
ในรายวชิ าอ่ืนได้
1. นางสาวอภญิ ญา กลุ สอนนาม 1018
2. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033
4. ออกแบบการทดลอง และทดลองในการ 1. สามารถออกแบบการทดลองผลของ ชนดิ ตัวละลาย
อธิบายผลของชนิดตวั ละลาย ชนดิ ตัวทาํ ชนิดตัวทำละลายอุณหภมู ิท่มี ีต่อสภาพละลายของสารได้
ละลายอุณหภูมิท่มี ตี ่อสภาพละลายได้ ของ 2.สามารถอธบิ ายการทดลอง ผลของชนดิ ตวั ละลาย
ชนดิ ตัวทำละลายอุณหภมู ิท่ีมีต่อสภาพละลายของสารได้
สารรวมทง้ั อธบิ ายผลของความดันทม่ี ีต่อ 3. สามารถอธิบายผลของความดนั ที่มตี ่อสภาพละลาย
สภาพละลายได้ของสาร โดยใชส้ ารสนเทศ ของสารไดโ้ ดยใชส้ ารสนเทศ
1. นางสาวธิดารัตน์ พงั ภคั ดี 1026
2. นางสาวจิราภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
ตวั ชว้ี ดั วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
5. ระบุปรมิ าณตวั ละลายในสารละลาย 1. สามารถระบุปริมาณตัวละลาย ในสารละลาย
ในหน่วยความเขม้ ข้นเปน็ ร้อยละ ปรมิ าตรต่อ ในหนว่ ยความเข้มขน้ เป็นร้อยละ ปรมิ าตรตอ่ ปริมาตร
ปริมาตร มวลตอ่ มวล และมวลต่อปรมิ าตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้ อยา่ งน้อย2 หนว่ ย
6. ตระหนักถึงความสําคัญของการนําความรู้ 2. ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของการนำความรู้
เร่ืองความเข้มข้นของสารไปใช้โดยยกตัวอย่าง เรอื่ งความเขม้ ข้นของสาร
การใชส้ ารละลายในชีวติ ประจาํ วนั 3. ยกตวั อยา่ งการใชส้ ารละลายในชวี ิตประจำวนั
อยา่ งถูกต้องและปลอดภยั อย่างถูกต้องและปลอดภัย
1. นางสาวสโรรักษ์ จนั ทคาม 1035
2. นางสาวสุดารัตน์ เหมอื นเหลา 1002
มาตรฐาน ว 2.2
ตวั ชีว้ ัด วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. พยากรณก์ ารเคลือ่ นท่ีของวัตถุทเี่ ปน็ ผล 1. สามารถพยากรณ์การเคลื่อนที่ของวตั ถุทเ่ี ป็นผลของแรง
ของแรงลัพธ์ทีเ่ กิดจากแรงหลายแรงที่กระทํา ลพั ธ์ที่เกดิ จากแรงหลายแรง ทกี่ ระทำต่อวัตถไุ ด้
ต่อวัตถใุ นแนวเดยี วกนั จากหลักฐาน 2. สามารถอธิบายผลของแรงลัพธ์ทเ่ี กิดจากแรงหลายแรง
เชงิ ประจกั ษ์ โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจักษ์
2. เขยี นแผนภาพแสดงแรงและแรงลพั ธ์ 3. สามารถเขียนแผนภาพแสดงแรงลพั ธท์ ่ีเกดิ จาก
ท่ีเกดิ จากแรงหลายแรงทกี่ ระทําตอ่ วตั ถุ แรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุได้
ในแนวเดยี วกัน
1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. นางสาววชั รีญาภรณ์ นิรมติ สุวรรณ 1023
ตวั ชว้ี ัด วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
3. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวธิ ี 1. สามารถออกแบบการทดลองปจั จยั ท่มี ผี ลต่อความดนั
ทเ่ี หมาะสมในการอธบิ ายปัจจัยทีม่ ผี ลต่อความ ของของเหลวได้
ดนั ของของเหลว 2. สามารถอธบิ ายปัจจัยท่ีมผี ลต่อความดนั ของของเหลว
ด้วยวิธีการที่เหมาะสมได้
1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ ัน 1015
2. นางสาวนันทนา จงใจภักด์ิ 1012
4. วเิ คราะห์แรงพยงุ และการจม การลอย 1. สามารถวเิ คราะห์แรงพยุงและการจมได้อย่างถูกต้อง
ของวัตถใุ นของเหลวจากหลกั ฐานเชงิ 2. สามารถอธิบายการลอยของวัตถุในของเหลวจาก
ประจกั ษ์ หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ได้
5. เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทาํ ต่อวตั ถุ 3. สามารถเขยี นแผนภาพแสดงแรงที่กระทำต่อวตั ถุ
ในของเหลว ในของเหลวได้
1. นางสาวจันทร์สดุ า อ่อนงาม 2018
2. นางสาวปติ ยาพร ปญั ญา 1032
6. อธิบายแรงเสยี ดทานสถิตและ 1. สามารถอธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสียดทานจลน์
แรงเสยี ดทานจลนจ์ ากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ได้
1. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018
7. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวธิ ี 1. สามารถออกแบบการทดลองของแรงเสียดทานด้วย
ทเี่ หมาะสมในการอธบิ ายปจั จัยทม่ี ีผลต่อ วธิ ีการทเ่ี หมาะสม
ขนาดของแรงเสียดทาน 2. สามารถอธิบายปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ ขนาดของ
8. เขยี นแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและ แรงเสียดทานได้
แรงอน่ื ๆท่ีกระทําต่อวัตถุ 3. สามารถเขยี นแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและแรงอืน่ ๆ
9.ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความร้เู ร่อื ง ที่กระทำต่อวตั ถุได้อย่างถกู ต้อง
แรงเสียดทานโดยวเิ คราะห์สถานการณป์ ัญหา 4. ตระหนักถึงประโยชนข์ องความร้เู รอ่ื งแรงเสียดทานได้
และเสนอแนะวิธกี ารลดหรือเพิ่มแรงเสยี ด โดยวเิ คราะหส์ ถานการณ์
ทานทเ่ี ป็นประโยชนต์ ่อการทํากิจกรรมใน 5. เสนอแนะวิธกี ารลดหรือเพิม่ แรงเสยี ดทานที่เป็น
ชีวติ ประจาํ วัน ประโยชนต์ ่อการทำกจิ กรรมในชวี ิตประจำวนั
1. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
2. นางสาวธิดารัตน์ พังภคั ดี 1026
3. นางสาวจิราภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
ตัวชวี้ ดั วตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
10. ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวิธี 1. สามารถออกแบบการทดลองด้วยวธิ ีการทเี่ หมาะสม
ทเี่ หมาะสมในการอธิบายโมเมนตข์ องแรง ในการอธิบายโมเมนต์ของแรงได้
เม่อื วตั ถุอยใู่ นสภาพสมดุลต่อการหมุน 2. สามารถอธบิ ายโมเมนต์ของแรงเมื่อวัตถุอยใู่ นสภาพ
และคาํ นวณโดยใชส้ มการ M = Fl สมดุลตอ่ กันหมนุ และคำนวณโดยใช้สมการ M=Fl
1. นางสาวสโรรกั ษ์ จันทคาม 1035
2. นางสาวสุดารตั น์ เหมอื นเหลา 1002
11. เปรียบเทียบแหล่งของสนามแม่เหล็ก 1. สามารถเปรียบเทยี บแรงของสนามแมเ่ หลก็ สนามไฟฟา้
สนามไฟฟ้า และสนามโน้มถ่วง และทิศทาง และสนามโน้มถว่ งได้
ของแรงที่กระทําต่อวัตถุที่อยู่ในแต่ละสนาม 2. สามารถบอกทศิ ทางของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ทอี่ ยใู่ นแต่ละสนามจากข้อมลู ทร่ี วบรวมได้
12. เขียนแผนภาพแสดงแรงแมเ่ หล็ก 3. สามารถเขียนแผนภาพแสดงแรงแมเ่ หล็ก แรงไฟฟา้
แรงไฟฟ้าและแรงโนม้ ถว่ งทกี่ ระทาํ ต่อวตั ถุ และแรงโน้มถว่ งที่กระทำต่อวัตถุได้
1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. นางสาววชั รญี าภรณ์ นริ มติ สวุ รรณ 1023
13. วเิ คราะห์ความสมั พันธ์ระหวา่ งขนาด 1. สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธร์ ะหวา่ งขนาดของ
ของแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟา้ และแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหลก็ แรงไฟฟ้าและแรงโน้มถว่ งท่กี ระทำต่อวตั ถุ
ทก่ี ระทาํ ตอ่ วัตถุทอ่ี ยู่ในสนามนัน้ ๆ ทอี่ ย่ใู นสนามน้นั ๆได้
กบั ระยะห่างจากแหลง่ ของสนามถึงวตั ถุ 2. สามารถอธบิ ายแรงโน้มถว่ งทีก่ ระทำต่อวัตถุทีอ่ ยู่ใน
จากข้อมูลท่ีรวบรวมได้ ทสี่ นามนนั้ ๆกบั ระยะห่างจากแหลง่ ของสนามถึงวตั ถุจาก
ขอ้ มลู รวบรวมได้
ตวั ชว้ี ดั
1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสุกัน 1015
2. นางสาวนนั ทนา จงใจภักด์ิ 1012
3. นางสาว จนั ทร์สุดา อ่อนงาม 2018
วัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
14. อธบิ ายและคํานวณอตั ราเร็วและความเรว็ 1. สามารถอธิบายอตั ราเรว็ และความเรว็ ของ
ของการเคลอื่ นทีข่ องวตั ถโุ ดยใช้สมการ การเคลือ่ นท่ขี องวตั ถุได้
2. สามารถคำนวณอัตราเร็วและความเร็วของการเคลื่อนที่
= และ ⃑ = ⃑
วตั ถุโดยใช้สมการ = และ ⃑ = ⃑
จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์
15. เขียนแผนภาพแสดงการกระจัดและ จากหลักฐานเชิงประจักษ์ได้
ความเร็ว 3. สามารถเขยี นแผนภาพแสดงการกระจัดและความเรว็ ได้
1. นางสาว จนั ทรส์ ุดา ออ่ นงาม 2018
2. นางสาวปติ ยาพร ปญั ญา 1032
มาตรฐาน ว 2.3
ตวั ชว้ี ัด วัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. วิเคราะห์สถานการณ์และคํานวณเก่ียวกับ 1. สามารถวเิ คราะห์สถานการณท์ ่ีเกดิ จากแรงทกี่ ระทำ
งานและกําลังที่เกิดจากแรงท่ีกระทําต่อวัตถุ ต่อวัตถไุ ด้
โดยใชส้ มการ 2. สามารถคำนวณเก่ยี วกับงานและกำลงั ทเ่ี กิดจากแรง
W = Fs และ P = จากข้อมูลทรี่ วบรวมได้ ทกี่ ระทำต่อวัตถโุ ดยใชส้ มการ W=Fsและ P =
2. วิเคราะห์หลักการทํางานของเคร่ืองกล จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้
อยา่ งงา่ ยจากข้อมูลท่ีรวบรวมได้ 3. สามารถวิเคราะห์หลักการทำงานของเครื่องกลอยา่ งง่าย
3. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ จากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้
เครื่องกลอยา่ งง่าย โดยบอกประโยชนแ์ ละ 4. ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความรูข้ องเครื่องกลอย่างง่าย
การประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจาํ วนั 5. สาม ารถบ อกป ระโยชน์ และการป ระยุกต์ใช้ใน
ชีวติ ประจำวันได้
1. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018
2. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
ตัวชี้วดั วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม
4. ออกแบบและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสม 1. สามารถออกแบบวิธที เี่ หมาะสมในการอธบิ ายปจั จยั
ในการอธิบายปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ พลังงานจลน์ ทม่ี ีผลต่อพลังงานจลน์และพลังงานศกั ย์โนม้ ถ่วงได้
และพลังงานศักย์โนม้ ถ่วง 2. สามารถทดลองดว้ ยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธบิ ายปจั จัย
ทม่ี ีผลต่อพลงั งานจลนแ์ ละพลังงานศกั ยโ์ นม้ ถว่ งได้
1. นางสาวธิดารตั น์ พังภคั ดี 1026
2. นางสาวจริ าภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
5. แปลความหมายข้อมูลและอธิบายการ 1. สามารถแปลความหมายขอ้ มูลพลังงานระหว่างพลังงาน
เปล่ียนพลังงานระหว่างพลังงานศักย์โน้มถ่วง ศกั ย์โนม้ ถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุได้
และพลงั งานจลนข์ องวัตถุโดยพลังงานกล 2. สามารถอธิบายการเปล่ียนพลังงานระหว่างพลังงาน
ของวัตถุมีค่าคงตวั จากขอ้ มลู ท่รี วบรวมได้ ศกั ย์โน้มถ่วงและพลงั งานจลนข์ องวัตถไุ ด้
1. นางสาวสโรรักษ์ จันทคาม 1035
2. นางสาวสุดารัตน์ เหมอื นเหลา 1002
6. วิเคราะหส์ ถานการณแ์ ละอธิบาย 1. สามารถวิเคราะห์สถานการณ์การเปล่ียนและการถ่าย
การเปลี่ยนและการถ่ายโอนพลังงานโดยใช้ โอนพลงั งานโดยใชก้ ฎการอนรุ ักษพ์ ลังงานได้
กฎการอนรุ ักษ์พลังงาน 2. สามารถอธบิ ายการเปลี่ยนและการถ่ายโอนพลงั งาน
โดยใชก้ ฎการอนรุ กั ษพ์ ลังงานได้
1. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007
2. นางสาววัชรีญาภรณ์ นริ มิตสุวรรณ 1023
มาตรฐาน ว 3.2
ตัวชี้วัด วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม
1. เปรียบเทียบกระบวนการเกิด สมบัติและ 1. สามารถเปรยี บเทียบกระบวนการเกิด สมบตั ิ และการใช้
การใช้ประโยชน์รวมทง้ั อธบิ ายผลกระทบ ประโยชนจ์ ากการใชเ้ ชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพจ์ ากข้อมูล
จากการใช้เชอ้ื เพลิงซากดึกดําบรรพ์จากขอ้ มูล ทรี่ วบรวมได้
ทีร่ วบรวมได้ 2. สามารถอธบิ ายผลกระทบจากการใช้เช้ือเพลิง
2. แสดงความตระหนักถึงผลจากการใช้ ซากดึกดำบรรพ์จากข้อมูลท่รี วบรวมได้
เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์โดยนําเสนอแนว 3. ตระหนักถงึ ผลจากการใชเ้ ชื้อเพลิงซากดกึ ดำบรรพ์
ทางการใช้เชื้อเพลงิ ซากดึกดําบรรพ์ 4. สามารถนำเสนอแนวทางการใช้เช้ือเพลิงซากดึกดำ
บรรพ์ได้
1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสุกัน 1015
2. นางสาวนันทนา จงใจภักดิ์ 1012
3. นางสาว จนั ทรส์ ุดา อ่อนงาม 2018
3. เปรยี บเทียบขอ้ ดีและขอ้ จํากดั ของพลังงาน 1. สามารถเปรียบเทยี บขอ้ ดีและข้อจำกดั ของ
ทดแทนแตล่ ะประเภทจากการรวบรวมขอ้ มลู พลงั งานทดแทนแตล่ ะประเภทจากการรวบรวมข้อมลู ได้
และนําเสนอแนวทางการใช้พลงั งานทดแทน 2. สามารถนำเสนอแนวทางการใช้พลงั งานทดแทน
ทีเ่ หมาะสมในท้องถ่ิน ท่เี หมาะสมในท้องถ่นิ ได้
1. นางสาวปิตยาพร ปญั ญา 1032
2. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018
4. สร้างแบบจําลองท่ีอธิบายโครงสร้างภายใน 1. สามารถสร้างแบบจำลองท่ีอธิบายโครงสร้างภายในโลก
โลกตามองคป์ ระกอบทางเคมจี ากข้อมูล ตามองค์ประกอบทางเคมีจากข้อมูลทร่ี วบรวมได้
ทรี่ วบรวมได้ 2. สามารถอธบิ ายกระบวนการผพุ ังอยู่กบั ที่ การกรอ่ น
5. อธิบายกระบวนการผพุ งั อยู่กบั ที่การกร่อน และการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจำลองได้
และการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจําลอง 3. สามารถยกตัวอยา่ งผลของกระบวนการพังอยูก่ ับท่ี
รวมทัง้ ยกตัวอย่างผลของกระบวนการดงั กลา่ ว การกร่อนและการสะสมตวั ของตะกอน ทีท่ ำใหผ้ วิ โลก
ท่ีทาํ ใหผ้ วิ โลกเกดิ การเปลีย่ นแปลง เกิดการเปลย่ี นแปลง
ตวั ชี้วดั 1. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
2. นางสาวธิดารตั น์ พังภคั ดี 1026
3. นางสาวจริ าภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
วัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
6. อธิบายลักษณะของช้ันหน้าตัดดินและ 1. สามารถอธิบายลกั ษณะของช้ันหน้าตดั ดนิ
กระบวนการเกดิ ดิน จากแบบจําลอง และกระบวนการเกิดดินจากแบบจำลองได้
รวมท้งั ระบุปัจจยั ที่ทาํ ใหด้ นิ มีลกั ษณะ 2. สามารถระบปุ ัจจยั ท่ีทำใหด้ นิ มีลกั ษณะ
และสมบัตแิ ตกตา่ งกัน และสมบตั แิ ตกตา่ งกนั ได้
7. ตรวจวัดสมบัตบิ างประการของดนิ 3. สามารถตรวจวดั สมบตั ิบางประการของดิน
โดยใชเ้ ครือ่ งมือที่เหมาะสมและนาํ เสนอแนว โดยใชเ้ ครอ่ื งมือทเ่ี หมาะสมได้
ทางการใช้ประโยชนด์ นิ จากข้อมูล 4. สามารถนำเสนอแนวทางการใชป้ ระโยชน์ของดนิ
สมบัตขิ องดิน จากข้อมูลสมบัตขิ องดนิ ได้
1. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035
2. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมอื นเหลา 1002
3. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007
8. อธิบายปัจจัยและกระบวนการเกิดแหล่งน้ำ 1. สามารถอธิบายปจั จยั และกระบวนการเกดิ แหลง่ นำ้
ผิวดนิ และแหล่งน้ำใต้ดนิ จากแบบจําลอง ผิวดนิ และแหลง่ นำ้ ใต้ดินจากแบบจำลองได้
9. สร้างแบบจาํ ลองที่อธบิ ายการใช้น้ำ 2. สามารถสรา้ งแบบจำลองท่ีอธิบายการใช้น้ำได้
และนําเสนอแนวทางการใช้น้ำอย่างยงั่ ยืน 3. สามารถนำเสนอแนวทางการใชน้ ำ้ อยา่ งยัง่ ยนื
ในทอ้ งถนิ่ ของตนเอง ในทอ้ งถนิ่ ของตนเองได้
10. สร้างแบบจําลองท่ีอธิบายกระบวนการ 4. สามารถสร้างแบบจำลองที่อธิบายกระบวนการเกิดและ
เกิดและผลกระทบของน้ำท่วม การกัดเซาะ ผลกระทบของนำ้ ทว่ ม การกดั เซาะชายฝัง่ ดินถล่ม หลมุ ยุบ
ชายฝ่งั ดินถลม่ หลมุ ยบุ แผ่นดินทรดุ แผน่ ดนิ ทรุดได้
1. นางสาววชั รญี าภรณ์ นริ มิตสวุ รรณ 1023
2. นางสาวเจตจรินทร์ วะสกุ ัน 1015
3. นางสาวนันทนา จงใจภกั ด์ิ 1012
ว 1.2 ม.2/1 - ม.2/3
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม : - สามารถระบุอวยั วะทีเ่ ก่ียวข้องในระบบหายใจอย่างน้อย 2 อวยั วะ
- สามารถบรรยายหน้าทข่ี องอวยั วะที่เกี่ยวขอ้ งในระบบหายใจได้
- สามารถอธิบายกลไกการหายใจเข้าและออกโดยใช้แบบจำลองได้
- สามารถอธบิ ายกระบวนการแลกเปลีย่ นแกส๊ ได้
- ตระหนกั ถึงความสำคัญของระบบหายใจ
1. ข้อใดต่อไปน้ีระบุความสัมพนั ธ์ของระบบอวยั วะและหน้าทใ่ี นระบบหายใจไม่ถกู ตอ้ ง
ก. จมูก เปน็ ทางผ่านเขา้ ออกของอากาศ
ข. ปอด เป็นบรเิ วณทีเ่ กดิ กระบวนการแลกเปล่ียนแก๊ส
ค. ถุงลมแลกเปลีย่ นแกส๊ ระหว่างแก๊สในอากาศทถ่ี ูกลำเลียงมากับหลอดเลอื ดอาเทอร์ร่ี
ง. กระบงั ลม คล้ายลูกสูบทำให้อากาศเคล่ือนท่เี ข้า-ออก ปอด 1. นางสาวปติ ยาพร ปญั ญา 1032
เฉลย ง. กระบงั ลม คล้ายลูกสบู ทำให้อากาศเคลอื่ นท่เี ข้า-ออก ปอด 2. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมือนเหลา 1002
2. ขอ้ ใดเรยี งลำดบั การเคลื่อนทข่ี องอากาศเขา้ ปอดได้ถูกต้อง
ก. จมกู หลอดลม หลอดลมฝอย ทอ่ ลม ถุงลม
ข. จมกู หลอดลม ท่อลม ลมฝอย ถงุ ลม
ค. จมูก ทอ่ ลม หลอดลม หลอดลมฝอย ถุงลม
ง. จมกู ท่อลม หลอดลมฝอย หลอดลม ถุงลม 1. นางสาวจิราภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
เฉลย ค. จมกู ท่อลม หลอดลม หลอดลมฝอย ถุงลม 2. นางสาวนันทนา จงใจภักด์ิ 1012
3. จงระบุช่ืออวยั วะท่เี กี่ยวข้องกับระบบหายใจ
คำชี้แจง : นำคำมาเติมในช่องว่างใหถ้ กู ต้อง
จมกู หลอดลม ปอด
โพรงจมกู หลอดลมฝอย กระบังลม
ท่อลม กระดูกซีโ่ ครง
ถงุ ลม
เฉลย โพรงจมูก
หลอดลมฝอย
จมกู
ท่อลม
ปอด
หลอดลม
กระบงั ลม
1. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033
2. นางสาวธดิ ารัตน์ พังภัคดี 1026
4. ขอ้ ใดกล่าวถึงระบบหายใจได้ถูกตอ้ ง
ก. แลกเปลยี่ นแกส๊ ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ภายในถงุ ลมเทา่ นั้น
ข. เปน็ การทำงานรว่ มกันของ ปอด กะบงั ลม กระดกู ซ่ีโครง และหัวใจ
ค. เปน็ การหายใจของสง่ิ มีชีวติ โดยหายใจเม่ือร่างกายต้องการออกซิเจน
ง. แลกเปลย่ี นแกส๊ ในสิ่งมชี วี ิต นำออกซิเจนเขา้ สรู่ า่ งกายและขับของเสียออกมาในรปู ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
เฉลย ง. แลกเปล่ียนแกส๊ ในสิง่ มีชวี ติ นำออกซิเจนเข้าสรู่ า่ งกายและขบั ของเสยี ออกมาในรปู ของแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ 1. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007
2. นางสาววัชรญี าภรณ์ นิรมติ สวุ รรณ 1023
จากภาพใหต้ อบคำถามข้อ5
ลกู โปรง่
แผน่ ยาง
5. เมอื่ ดึงแผน่ ยางของแบบจำลองลงเปรยี บเสมือนอะไรและเกดิ การเปลี่ยนอย่างไร
ก. เปรียบเสมอื นการหายใจออก ลูกโปง่ จะแฟบ อากาศจะเคลื่อนที่ออกจากลูกโปง่
ข. เปรยี บเสมือนการหายใจเข้า ลกู โป่งจะแฟบ อากาศจะเคลอ่ื นทอ่ี อกจากลกู โปง่
ค. เปรียบเสมอื นการหายใจออก ลกู โป่งจะพอง อากาศจะเคลือ่ นทเ่ี ข้าสลู่ กู โป่ง
ง. เปรียบเสมอื นการหายใจเข้า ลูกโป่งจะพอง อากาศจะเคล่อื นเข้าสลู่ ูกโปง่
เฉลย ง. เปรยี บเสมือนการหายใจเข้า ลกู โปง่ จะพอง อากาศจะเคล่ือนเขา้ สู่ลูกโป่ง
1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสุกัน 1015
2. นางสาว จันทรส์ ดุ า ออ่ นงาม 2018
6. โรคถงุ ลมโป่งพองส่วนใหญ่มสี าเหตมุ าจากอะไร 1. นางสาวอภญิ ญา กุลสอนนาม 1018
ก. ฝุน่ ละออง 2. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035
ข. การสบู บุหร่ี
ค. สภาพอากาศ 1. นางสาววชั รีญาภรณ์ นิรมิตสวุ รรณ 1023
ง. เช้ือไวรสั 2. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
เฉลย ข. การสูบบุหร่ี
7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่แนวทางการดแู ลระบบหายใจ
ก. ควรอยูใ่ นสถานที่ทม่ี ีอากาศบรสิ ุทธ์ิ
ข. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ค. หลกี เลีย่ งการอยู่ใกล้ชิดผปู้ ว่ ยทีเ่ ปน็ โรคทางเดนิ หายใจ
ง. ไปในสถานทีแ่ ออัด
เฉลย ง. ไปในสถานท่แี ออัด
ว 1.2 ม.2/4 - ม.2/5
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม : - สามารถระบุอวยั วะในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไตได้
- สามารถบรรยายหนา้ ที่ของอวยั วะในระบบขับถา่ ยในการกำจัดของเสยี ทางไตได้
- ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไตได้
- สามารถบอกแนวทางในการปฏิบัติตนทีช่ ว่ ยใหร้ ะบบขับถา่ ยทำหนา้ ที่ไดอ้ ย่างปกติ
คำช้แี จง : ใหน้ กั เรียนเติมเครือ่ งหมายถูก ✅ ต้องหนา้ ขอ้ ความทีถ่ ูกตอ้ งหนา้ ข้อความที่ถูกต้องและเติม
เครอื่ งหมายผิด ❎ หนา้ ข้อความทผ่ี ิด
1. ขอ้ ใดจัดเปน็ ของเสียทร่ี า่ งกายจำเปน็ ต้องกำจดั ท้งิ
__ ยเู รยี
__ น้ำ
__ เหง่ือ
__ น้ำเหลอื ง
__ เกลอื แรส่ ว่ นเกนิ
__ วติ ามิน
__ แอมโมเนีย
__ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
เฉลย 1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสุกัน 1015
✅ ยูเรยี 2. นางสาวจิราภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
✅ น้ำ
✅ เหง่ือ
❎ นำ้ เหลือง
✅ เกลือแรส่ ่วนเกิน
✅ วติ ามนิ
✅ แอมโมเนีย
❎ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
2. ข้อใดไม่จดั เปน็ อวัยวะกำจัดของเสีย
ก. ไต
ข. ปอด
ค. กระเพาะปัสสาวะ
ง. ผิวหนงั 1. นางสาวนันทนา จงใจภกั ดิ์ 1012
เฉลย ข. ปอด 2. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
3. การกระทำในข้อใดที่เป็นอันตรายตอ่ ระบบขบั ถา่ ยปสั สาวะมากทีส่ ดุ
ก. รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
ข. กลั้นปสั สาวะไว้นานๆ
ค. ไม่รับประทานผกั
ง. พักผอ่ นไม่เพียงพอ 1. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035
เฉลย ข. กล้นั ปัสสาวะไวน้ านๆ 2. นางสาวธิดารตั น์ พังภัคดี 1026
4. ถ้าตอ้ งการใหข้ ับถา่ ยงา่ ยควรปฏบิ ตั ติ นอยา่ งไร * 1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสุกนั 1015
ก. รับประทานวิตามินเป็นประจำ 2. นางสาวนนั ทนา จงใจภกั ด์ิ 1012
ข. รับประทานอาหารรสจดั เพ่ือกระตุ้นการขับถา่ ย
ค. รบั ประทานอาหารทยี่ ่อยง่ายมีกากใยสูง
ง. รับประทานเน้อื สัตว์ให้มากๆ
เฉลย ค. รับประทานอาหารทีย่ อ่ ยงา่ ยมีกากใยสูง
ว 1.2 ม.2/6 - ม.2/7
จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม : - สามารถบรรยายโครงสรา้ งของหวั ใจ หลอดเลอื ดและเลอื ดได้
- สามารถบอกหน้าท่ขี องหวั ใจหลอดเลอื ดและเลือดได้
- สามารถอธิบายการทำงานของระบบไหลเวยี นเลือดได้
1. คำชี้แจง : ใหน้ ักเรยี นนำคำทอ่ี ยู่ในกรอบข้อความด้านลา่ ง ไปเตมิ ในช่องว่างให้ถูกต้อง
หวั ใจหอ้ งบนขวา หวั ใจหอ้ งล่างขวา หัวใจห้องบนซ้าย หัวใจห้องลา่ งซ้าย
หลอดเลือดเวน หลอดเลอื นเวนที่มาจากปอด หลอดเลอื ดอารเ์ ทอรที ี่ไปยงั ปอด หลอดเลอื ดเอออรต์ า
ล้นิ ไตรคสั ปิด ลน้ิ ไมทรลั ลิน้ พัลโมนารี ล้ินเอออรต์ กิ
เฉลย หลอดเลือดเอออร์ตา
หลอดเลือดอารเ์ ทอรีท่ีไปยังปอด
หลอดเลอื ดเวน หวั ใจหอ้ งบนซา้ ย
หลอดเลอื นเวน ล้ินไมทรัล
ที่มาจากปอด
หัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องลา่ งซา้ ย
ล้นิ ไตรคัสปิด ลน้ิ เอออร์ตกิ
หวั ใจห้องล่างขวา
1. นางสาวจริ าภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
ลน้ิ พลั โมนารี 2. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. เพราะเหตุใดกล้ามเน้ือผนังของหลอดเลือด Arteries จงึ มีลกั ษณะหนาและยืดหยนุ่ ได้ดกี ว่าหลอดเลือดVein
ก. ช่วยใหก้ ารไหลของเลือดเร็วขนึ้
ข. ป้องกันแรงดนั ของเลอื ดจากหวั ใจ
ค. ปอ้ งกนั การไหลย้อนกลบั ของเลอื ด
ง. ป้องกันแรงดนั ของแกส๊ ออกซิเจนที่มปี รมิ าณสูง 1. นางสาวอภญิ ญา กุลสอนนาม 1018
เฉลย ข. ป้องกนั แรงดนั ของเลอื ดจากหัวใจ 2. นางสาวปิตยาพร ปัญญา 1032
3. แบบจำลองการทำงานของหวั ใจนมี้ ีส่งิ ทีเ่ หมือนกับการทำงานของหวั ใจมนุษย์อยา่ งไร
ก. หวั ใจแบบจำลองหอ้ งบนอยูด่ ้านล่าง
ข. สว่ นของแบบจำลองหัวใจหอ้ งบนไม่สามารถบีบตวั ได้บบี ได้เฉพาะหัวใจหอ้ งลา่ ง
ค. ท่อน้ำพลาสตกิ ทเี่ ป็นตวั แทนของหลอดเลือดนนั้ แข็งไมส่ ามารถหดและขยายตวั ได้
ง. สว่ นของแบบจำลองหัวใจห้องลา่ งใหญ่กวา่ หวั ใจหอ้ งบน
เฉลย ข. สว่ นของแบบจำลองหวั ใจห้องบนไม่สามารถบีบตัวได้บบี ไดเ้ ฉพาะหวั ใจห้องลา่ ง
1. นางสาวสโรรักษ์ จนั ทคาม 1035
2. นางสาวจริ าภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
4. คำช้ีแจง : ให้นักเรียนจบั คขู่ อ้ ความของตัวอกั ษรที่มคี วามสัมพนั ธ์สอดคล้องกัน นำมาเตมิ
หนา้ ข้อความทกี่ ำหนดใหใ้ ห้ถูกต้อง
.........1. หวั ใจห้องบนขวา ก. สูบฉดี เลือดเพื่อไปฟอกที่ปอดผา่ นทางหลอด
.........2. หวั ใจหอ้ งล่างขวา เลอื ดพลั โมนารี
.........3. อารเ์ ทอรีหวั ใจหอ้ งบนซ้าย ข. กนั้ ระหวา่ งห้องบนขวาและลา่ งขวา
.........4. หัวใจหอ้ งลา่ งซา้ ย ค. กัน้ ระหว่างหวั ใจห้องล่างขวากับหลอดเลอื ด
.........5. ลิ้นไตรคสั พัลโมนารีเวน
.........6 .ล้นิ ไบคสั ปิด ง. กนั้ ระหว่างหัวใจหอ้ งลา่ งซ้ายกับหลอดเลือด
.........7. ล้นิ พันโมนารีเซมิลนู าร์ เอออร์ตา
.........8. ลิน้ เอออรต์ กิ เซมลิ นู าร์ จ. กั้นระหว่างหอ้ งบนซา้ ยและลา่ งซา้ ย
ฉ. สูบฉดี เลอื ดไปยงั สว่ นต่างๆของรา่ งกายเป็นหัวใจ
ห้องที่มผี นังหนาท่ีสดุ
ช. รับเลอื ดท่ฟี อกแล้วจากปอด และสง่ ไปยงั หวั ใจห้อง
ล่างซ้าย
ซ. รับเลอื ดทใ่ี ชแ้ ล้ว ส่งไปยงั หอ้ งล่างขวา
เฉลย
ซ 1. หวั ใจหอ้ งบนขวา
ก 2. หัวใจห้องล่างขวา
ช 3. อารเ์ ทอรีหัวใจห้องบนซ้าย
ฉ 4. หวั ใจหอ้ งลา่ งซ้าย
ข 5. ลิ้นไตรคัส
จ 6. ลิ้นไบคสั ปิด
ค 7. ลิ้นพันโมนารเี ซมิลูนาร์
ง 8. ลนิ้ เอออรต์ กิ เซมลิ นู าร์
1. นางสาวจันทรส์ ดุ า อ่อนงาม 2018
2. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม
1018
ว 1.2 ม.2/8 - ม.2/9
จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม : - สามารถออกแบบการทดลองในการเปรยี บเทียบอัตราการเต้นของหัวใจขณะปกตแิ ละหลัง
ทำกจิ กรรมได้
- สามารถทดลองการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหวั ใจขณะปกตแิ ละหลังทำกจิ กรรมได้
- ตระหนกั ถึงความสำคญั ของระบบหมุนเวียนเลือด
- สามารถบอกแนวทางในการดแู ลรักษาอวัยวะในระบบหมุนเวยี นเลอื ดใหท้ ำงานเป็นปกติได้
พิจารณาตารางการเปรยี บเทียบอัตราการเต้นของหวั ใจหลงั ทำกจิ กรรมตอ่ ไปน้ี
เวลาในการออกกำลงั กาย คนท่ี กิจกรรมที่ทำ
(นาท)ี
A เดิน
5 B วง่ิ
1. ข้อใดถูกต้อง 1. นางสาววชั รญี าภรณ์ นิรมติ สวุ รรณ 1023
ก. A มอี ัตราการเตน้ ของหวั ใจเรว็ กว่า B 2. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035
ข. A มีอตั ราการเตน้ ของหัวใจช้ากวา่ B
ค. A และB มีอตั ราการเต้นของหัวใจเทา่ กนั
ง. ถกู ท้ัง ก. และ ค.
เฉลย ข. A มีอตั ราการเตน้ ของหัวใจชา้ กว่า B
2. ระบบหมนุ เวยี นเลือดมีหน้าทีส่ ำคญั อยา่ งไร 1. นางสาวธิดารตั น์ พังภัคดี 1026
ก. ทำใหส้ ารท่มี ีอนภุ าคใหญ่ มีขนาดเลก็ ลง 2. นางสาวจนั ทร์สุดา อ่อนงาม 2018
ข. ควบคมุ การหมุนเวยี นสารตา่ งๆ ในร่างกาย
ค. ลำเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ไปท่วั รา่ งกาย
ง. ลำเลยี งสารทเ่ี ซลล์ตอ้ งการและลำเลียงสารที่เซลล์ไมต่ อ้ งการไปกำจดั ออก
เฉลย ง. ลำเลียงสารทเี่ ซลล์ต้องการและลำเลยี งสารทีเ่ ซลลไ์ ม่ต้องการไปกำจดั ออก
3. ข้อใดกลา่ วถงึ การวัดชีพจรด้วยตนเองทส่ี ามารถตรวจสอบระบบหมุนเวียนเลือดไดถ้ ูกตอ้ ง
ก. จำนวนคร้งั ท่ีหวั ใจเตน้
ข. ปรมิ าณออกซเิ จนในเลือด
ค. สามารถตรวจสอบความผิดปกติในเสน้ เลือดได้
ง. จดุ ท่ีวดั ชีพจรสามารถตรวจความผดิ ปกติของเสน้ เลือดแดงได้ 1. นางสาวสดุ ารตั น์ เหมอื นเหลา 1002
เฉลย ก. จำนวนครงั้ ท่ีหวั ใจเต้น 2. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018
4. การดูแลรกั ษาระบบหมนุ เวยี นเลอื ดในข้อใดควรปฏบิ ัตมิ ากทีส่ ุด 1. นางนางสาวธิดารตั น์ พงั ภคั ดี 1026
ก. งดอาหารประเภทไขมนั แอลกอฮอล์ 2. สาวนนั ทนา จงใจภักด์ิ 1012
ข. ควรเลน่ เกมหรือทำกจิ กรรมที่ตน่ื เตน้
ค. นอนพักผ่อนมาก เพ่ือใหห้ ัวใจไดห้ ยุดพัก
ง. ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ หลังจากที่ทำงานหนัก
เฉลย ก. งดอาหารประเภทไขมัน แอลกอฮอล์
ว 1.2 ม.2/10 - ม.2/11
จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม : - สามารถระบุอวัยวะในระบบประสาทสว่ นกลางในการควบคุมการทำงานต่างๆของร่างกายได้
- สามารถบรรยายหน้าทข่ี องอวัยวะในระบบประสาทสว่ นกลางในการควบคมุ การทำงานต่างๆ
ของร่างกายได้
- ตระหนกั ถึงความสำคัญของระบบประสาท
- สามารถบอกแนวทางในการดูแลรกั ษารวมถึงปอ้ งกนั การกระทบกระเทอื นและอนั ตรายต่อ
สมอง และไขสันหลงั ได้
1. คำชแ้ี จง : ให้นกั เรียนนำคำท่อี ยู่ในกรอบข้อความดา้ นลา่ ง ไปเติมในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง
เซรีบรัม ทาลามสั ไขสันหลงั
สมองส่วนกลาง
เซรีเบลลมั พอนส์ ไฮโปทาลามสั
เมดลั ลา ออบลองกาดา
เฉลย
เซรบี รัม
ไฮโปทาลามัส ทาลามสั
เซรีเบลลัม
สมองสว่ นกลาง
ไขสนั หลงั
พอนส์ 1. นางสาวสโรรกั ษ์ จันทคาม 1035
2. นางสาววัชรีญาภรณ์ นริ มติ สวุ รรณ 1023
เมดลั ลา ออบลองกาดา
1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ ัน 1015
2. เสน้ ประสาทไขสันหลังมนุษยม์ กี ่ีคู่ 2. นางสาวสุดารตั น์ เหมอื นเหลา 1002
ก. 28 คู่
ข. 29 คู่
ค. 30 คู่
ง. 31 คู่
เฉลย ง. 31 คู่
3. คำช้ีแจง : ใหน้ ักเรยี นจบั คขู่ ้อความของตวั อักษรที่มีความสัมพนั ธส์ อดคล้องกันไปใส่หนา้ ข้อความทกี่ ำหนดใหถ้ ูกต้อง
ส่วนประกอบของระบบประสาท หน้าท่ี
…….1) สมอง ก. การเคลือ่ นไหวของลกู ตาและมา่ นตา
…….2) ไขสันหลัง
…….3) สมองสว่ นหน้า ข. ครอบคลมุ การทำงานของร่างกายเชน่ การเคยี้ ว
…….4) สมองส่วนกลาง อาหารการหล่ังนำ้ ลายการเคลือ่ นไหวของกล้ามเนอ้ื
…….5) สมองส่วนทา้ ย บริเวณใบหนา้ การหายใจการฟัง
…….6) เซลล์ประสาท
…….7) เซลล์ประสาทรับความรู้สกึ ค. การถ่ายทอดกระแสประสาทระหว่างสมองกับสว่ น
…….8) เซลลป์ ระสาทส่ังการ ต่างๆของร่างกาย
…….9) เซลลป์ ระสาทประสานงาน
ง. รบั คำสง่ั จากสมองและไขสันหลังไปยังหน่วย
ปฏิบัติงาน
จ. ทำหนา้ ทเ่ี ชื่อมต่อระหวา่ งเซลล์ประสาทรบั
ความร้สู กึ กับเซลล์ประสาทสัง่ การ
ฉ. ควบคมุ การรบั รู้การทำงานของอวยั วะต่างๆใน
ร่างกาย
ช. ออกมาควบคุมการรับร้กู ารทำงานของอวัยวะต่างๆ
ของร่างกาย
ซ. รบั คำสัง่ จากระบบประสาทไปยังหนว่ ยงาน
ฌ. การรบั รแู้ ละการตอบสนอง
ญ. นำกระแสประสาทจากหน่วยรบั ความรสู้ กึ ไปยัง
ระบบประสาท
เฉลย
ช. สมอง
ค. ไขสนั หลงั
ฉ. สมองสว่ นหนา้
ก. สมองส่วนกลาง
ข. สมองส่วนทา้ ย
ฌ. เซลลป์ ระสาท
ญ. เซลลป์ ระสาทรับความรู้สึก
ง. เซลลป์ ระสาทสัง่ การ 1. นางสาวปิตยาพร ปญั ญา 1032
จ. เซลลป์ ระสาทประสานงาน 2. นางสาวนนั ทนา จงใจภักด์ิ 1012
4. คำชี้แจง : ใหน้ กั เรยี นวเิ คราะห์พฤติกรรมท่ีกำหนดให้ จากนัน้ ให้เขยี นเคร่อื งหมาย “√ ” เพื่อตอบคำถาม วา่
เกิดขึน้ ไดจ้ ากการทำงานของสมองหรอื ไขสันหลงั
พฤติกรรม สมอง ไขสนั หลัง
1. หวั ใจจะเต้นเรว็ ขณะต่นื เต้น
2. ทำการบา้ นท่ีครูมอบหมายส่ง
3. นอนหลบั เมอื่ รสู้ กึ เหน่ือย
4. ชักมือหนเี ม่ือโดนความร้อน
5. ชักเท้าออกเม่ือเหยียบตะปู
6. กะพริบตาเม่ือถูกลมพัดหน้า
7. พรวนดนิ ตน้ ไม้ท่ีปลูกไว้
8. กระตุกขาเมื่อถูกเคาะบรเิ วณเอ็นของหัวเขา่
9. ฝกึ รอ้ งเพลงกบั เพือ่ นๆ
10. มองสวนหยอ่ มท่จี ัดไว้อย่างสวยงาม
เฉลย
พฤตกิ รรม สมอง ไขสนั หลัง
1. หัวใจจะเตน้ เรว็ ขณะตน่ื เต้น √
2. ทำการบา้ นที่ครมู อบหมายสง่ √
3. นอนหลบั เม่อื รสู้ ึกเหน่ือย √
4. ชกั มอื หนเี มื่อโดนความร้อน √
5. ชักเทา้ ออกเม่ือเหยียบตะปู √
6. กะพริบตาเมื่อถูกลมพดั หน้า √
7. พรวนดนิ ตน้ ไมท้ ่ปี ลูกไว้ √
8. กระตุกขาเมื่อถูกเคาะบรเิ วณเอ็นของหวั เข่า √
9. ฝกึ ร้องเพลงกับเพอ่ื นๆ √
10. มองสวนหยอ่ มทจี่ ัดไว้อย่างสวยงาม √
1. นางสาวจริ าภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
2. นางสาวธดิ ารตั น์ พังภคั ดี 1026
แบบอตั นยั
5. คำชแี้ จง : ใหน้ ักเรียนเขียนวธิ ดี แู ลรกั ษาระบบประสาทให้ทำงานตามปกติ ทส่ี ามารถนำไปใช้ใน ชวี ิตประจำวนั ได้
1)............................................................................................................... ........................
2)............................................................................................................. .........................
3).............................................................................................................. ........................
4).............................................................................................................. ........................
5)................................................................................................... ...................................
6)........................................................................................................................... ............
แนวคำตอบ 1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. นางสาวสุดารตั น์ เหมือนเหลา 1002
1) รบั ประทานอาหารใหค้ รบ 5 หมู่
2) พักผอ่ นให้เพยี งพอ
3) ออกกำลังกายอยา่ งสม่ำเสมอ
4) สังเกตหรือสำรวจความผดิ ปกติของระบบประสาท
5) ไม่สบู บุหร่ี
6) ระมดั ระวงั การเกิดอุบัติเหตุ
.
ว 1.2 ม.2/12 - ม.2/14
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม : - สามารถระบุอวัยวะในระบบสบื พันธ์ขุ องเพศชายและเพศหญงิ โดยใช้แบบจำลองได้
- สามารถบรรยายหน้าทข่ี องอวยั วะในระบบสืบพนั ธ์ุของเพศชายและเพศหญงิ โดยใช้
แบบจำลองได้
- สามารถอธบิ ายผลของฮอรโ์ มนเพศชายและเพศหญิงท่ีควบคมุ การเปล่ยี นแปลงของรา่ งกาย
เมอื่ เขา้ สวู่ ัยหนมุ่ สาวได้
- ตระหนักถงึ การเปลี่ยนแปลงของรา่ งกายเมอ่ื เขา้ สู่วัยหนุ่มสาว
- บอกวธิ ีดูแลรกั ษาร่างกายและจิตใจของตนเองในช่วงทีม่ ีการเปล่ยี นแปลงได้
1. คำช้แี จง : ใหน้ ักเรยี นนำคำทอ่ี ยู่ในกรอบข้อความด้านล่าง ไปเตมิ ในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง
ท่อนำอสจุ ิ อัณฑะ ตอ่ มลกู หมาก
องคชาต ตอ่ มสร้างอสุจิ ตอ่ มคาวเปอร์
หลอดเกบ็ ตัวอสุจิ
เฉลย ต่อมสรา้ งน้ำอสจุ ิ
ท่อนำอสจุ ิ ตอ่ มลกู หมาก
องคชาต ตอ่ มคาวปอร์
อัณฑะ หลอดเก็บตวั อสุจิ
1. นางสาวจนั ทรส์ ดุ า ออ่ นงาม 2018
2. นางสาววัชรญี าภรณ์ นิรมติ สวุ รรณ 1023
2. คำช้แี จง : ใหน้ กั เรียนนำคำท่ีอยู่ในกรอบข้อความด้านล่าง ไปเติมในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง
ทอ่ นำไข่ ช่องคลอด รังไข่
รังไข่
ปากมดลกู มดลกู
ไขท่ ีส่ ุกแลว้ จะหลุดออกจาก
รังไขม่ าส่กู รวยทอ่ นำไข่
เฉลย
มดลกู
ทอ่ นำไข่ รงั ไข่ รังไข่
ปากมดลกู
ไข่ทส่ี ุกแล้วจะหลดุ ออก
ชอ่ งคลอด จากรังไข่มาสู่กรวยท่อไต
1. นางสาวอภิญญา กลุ สอนนาม 1018
2. นางสาวธิดารัตน์ พังภัคดี 1026
3. คำชแี้ จง : จงเขยี นหนา้ ที่ของระบบสบื พันธุ์ให้ตรงกับอวัยวะหรือโครงสรา้ งแตล่ ะชนิด ลงในตารางที่
กำหนดให้
โครงสร้างหรอื หนา้ ที่ เพศชาย เพศหญิง
1) ชนิดของเซลลส์ ืบพันธุ์
2) เซลล์สืบพนั ธ์ุถูกผลิตท่ีไหน
3) ทอ่ ทเ่ี ปน็ ทางผา่ นของเซลล์สืบพนั ธท์ อี่ อกจากแหลง่ ผลติ
4) เซลล์สบื พันธ์ุถูกปล่อยออกนอก ร่างกายท่ใี ด
5) โครงสรา้ งใดที่เปน็ แหลง่ ผลิต ฮอรโ์ มนเพศ
6) ช่อื ฮอร์โมนเพศ
7) บริเวณใดที่ไข่ไดร้ บั การปฏสิ นธิ
8) บริเวณใดท่ีไข่ปฏิสนธแิ ลว้ เจริญเตบิ โต
9) บรเิ วณใดที่มกี ารแลกเปลี่ยนสารอาหารระหวา่ งแม่กบั ทารก
เฉลย เพศชาย เพศหญิง
โครงสรา้ งหรอื หนา้ ท่ี อสุจิ ไข่
อัณฑะ รังไข่
1) ชนดิ ของเซลล์สืบพนั ธ์ุ
2) เซลลส์ บื พันธุถ์ ูกผลติ ที่ไหน ท่อนำอสจุ ิ ท่อนำไข่
3) ทอ่ ท่ีเปน็ ทางผา่ นของเซลล์สบื พนั ธท์ ี่ออกจากแหลง่ ผลติ องคชาต ช่องคลอด
4) เซลลส์ บื พนั ธ์ุถกู ปล่อยออกนอก ร่างกายที่ใด อัณฑะ
5) โครงสรา้ งใดท่เี ปน็ แหลง่ ผลติ ฮอร์โมนเพศ เทสโทสเตอโรน รังไข่
6) ชอื่ ฮอรโ์ มนเพศ เอสโตรเจน
7) บริเวณใดท่ีไข่ได้รับการปฏสิ นธิ - ท่อนำไข่
8) บรเิ วณใดที่ไข่ปฏิสนธิแล้วเจรญิ เตบิ โต -
9) บรเิ วณใดท่ีมีการแลกเปลย่ี นสารอาหารระหวา่ งแมก่ บั ทารก - มดลูก
รก
1. นางสาวปติ ยาพร ปญั ญา 1032
2. นางสาวจิราภรณ์ ยุบลเมฆ 1003
4. คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรียนนำคำที่กำหนดให้เตมิ ลงในช่องว่างใหถ้ กู ต้อง
ปฏสิ นธิ อสจุ ิ เซลล์ไข่ รงั ไข่ ผนังมดลูก
38 รก เอ็มบรโิ อ อัณฑะ ท่อนำไขห่ รือปกี มดลูก
การสืบพันธุ์ของมนุษย์อาศยั เซลล์สบื พันธข์ุ องเพศหญิง คือ………. และเซลลส์ ืบพนั ธุ์เพศชายนั่น คอื ............โดยเซลล์
สืบพันธ์เุ พศหญิงสรา้ งจาก..............สว่ นเซลล์สบื พนั ธ์ุเพศชายสร้างจาก...........เมื่อเซลล์สืบพนั ธ์ุเพศหญิงและเพศชาย
รวมตวั กันทำให้เกิดการ...........ซ่ึงจะเกดิ ข้ึนบริเวณ................................ของเพศหญงิ เซลล์ไข่ท่ีได้รับการผสมเรียกว่า ไซโกต
จากนน้ั ไซโกตจะแบ่งตัวแบบทวคี ณู กลายเป็นกลุม่ เซลล์ทเี่ รียกว่า.................ซ่งึ จะเคล่อื นทไ่ี ปฝังตวั บรเิ วณ
.............................ขณะอยู่ในครรภม์ ารดา ตัวอ่อนจะได้รบั สารอาหาร ก๊าซและขบั ถา่ ยของเสียผ่านทาง..................และ
เจรญิ เติบโตอยใู่ นครรภม์ ารดาเวลาประมาณ...................สปั ดาหจ์ งึ คลอดออกมา
เฉลย
การสืบพันธุข์ องมนุษยอ์ าศัยเซลล์สืบพนั ธ์ุของเพศหญิง คือ…เซลล์ไข่…. และเซลล์สืบพันธุ์เพศชายนั่น คือ....อสจุ ิ....โดยเซลล์
สืบพนั ธเ์ุ พศหญิงสร้างจาก....รงั ไข่.....สว่ นเซลลส์ ืบพนั ธ์ุเพศชายสร้างจาก...อัณฑะ...เมื่อเซลล์สบื พันธ์ุเพศหญงิ และเพศชาย
รวมตัวกันทำใหเ้ กิดการ...ปฏิสนธิ....ซงึ่ จะเกดิ ขึ้นบรเิ วณ....ท่อนำไขห่ รือปกี มดลูก....ของเพศหญงิ เซลล์ไข่ทไ่ี ดร้ บั การผสม
เรยี กว่า ไซโกต จากนัน้ ไซโกตจะแบง่ ตัวแบบทวคี ณู กลายเป็นกลุ่มเซลล์ทเ่ี รยี กว่า...เอม็ บริโอ....ซึ่งจะเคล่ือนที่ไปฝงั ตัวบริเวณ
....ผนังมดลกู ....ขณะอยใู่ นครรภ์มารดา ตวั อ่อนจะได้รบั สารอาหาร ก๊าซและขบั ถ่ายของเสยี ผ่านทาง....รก.....และเจรญิ เติบโต
อย่ใู นครรภม์ ารดาเวลาประมาณ....38....สัปดาหจ์ งึ คลอดออกมา
1. นางสาวสโรรักษ์ จันทคาม 1035
2. นางสาวนนั ทนา จงใจภกั ดิ์ 1012
5. ฮอร์โมนใด ในเพศชายมีการสรา้ งสม่ำเสมอทุกช่วง สว่ นเพศหญิงไม่สมำ่ เสมอช่วงมีประจำเดอื น
ก. Progesterone
ข. Estrogen
ค. FSH
ง. LH 1. นางสาวสโรรักษ์ จนั ทคาม 1035
เฉลย ค.FSH 2. นางสาวจันทรส์ ดุ า ออ่ นงาม 2018
6. ข้อใดเป็นทัศนคตทิ พ่ี วนปลูกฝังให้กบั วยั รุ่น
ก. เห็นคนอ่ืนทำกท็ ำตาม
ข. ปฏิบตั ิตามกระแสนิยมของวยั รุ่น
ค. การมีเพศสัมพันธเ์ ป็นเร่ืองไม่เสยี หาย
ง. การมเี พศสมั พนั ธ์ควรอย่ใู นความรบั ผิดชอบ 1. นางสาววัชรญี าภรณ์ นริ มติ สุวรรณ 1023
เฉลย ง. การมีเพศสัมพนั ธ์ควรอยู่ในความรบั ผิดชอบ 2. นางสาวจิราภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
ว 1.2 ม.2/15 - ม.2/17
จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม : - สามารถอธบิ ายการตกไข่การมีประจำเดือนการปฏสิ นธิและการพฒั นาของไซโกตจนคลอด
เปน็ ทารกได้
- สามารถเลอื กวิธกี ารคุมกำเนดิ ทีเ่ หมาะสมกบั สถานการณ์ที่กำหนดได้
- ตระหนกั ถงึ ผลกระทบของการต้ังครรภ์ก่อนวยั อนั ควรโดยการประพฤติตนให้เหมาะสม
ข้อสอบแบบอตั นยั
1. ถ้าประจำเดือนวันแรกมาวนั ที่ 10 กันยายน หนา้ 7 หลัง 7 คอื ช่วงวันทเ่ี ท่าใด
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวคำตอบ หน้า 7 คอื ช่วงวันที่ 3-9 หลัง 7 คอื ช่วงวันท่ี 10-16 1. นางสาวนนั ทนา จงใจภกั ด์ิ 1012
2. ไซโกตคืออะไรและมวี ธิ ีการมาอย่างไร 2. นางสาวธดิ ารตั น์ พังภัคดี 1026
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวคำตอบ ไซโกตเปน็ เซลลไ์ ขท่ ีไ่ ด้ปฏิสนธิมาจากเซลลส์ ืบพันธเ์ พศชายคืออสจุ ิ และเซลลส์ บื พันธุ์เพศหญิงคือไข่ท่มี า
หลอมรวมกัน เรยี กว่า การปฏสิ นธิ 1. นางสาววัชรีญาภรณ์ นริ มติ สวุ รรณ 1023
3. ความแตกตา่ งระหวา่ งไซโกตกบั เอ็มบรโิ อคืออะไร 2. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวคำตอบ ไซโกตเป็นไขท่ ่ีได้ปฏิสนธิบรเิ วณทอ่ นำไข่ สว่ นเอ็มบริโอเกิดจากไซโกต แบง่ ตวั เป็นก้อนกลมคล้ายลกู บอล
ไปยึดเกาะกับมดลูก 1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสกุ ัน 1015
2. นางสาวจริ าภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
2.นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018
4. วิธีการคมุ กำเนิดที่เหมาะสมท่สี ุดสำหรับวยั รนุ่ คอื ข้อใด 1. นางสาวสดุ ารตั น์ เหมือนเหลา 1002
ก. การนับวัน 2. นางสาวธดิ ารัตน์ พงั ภัคดี 1026
ข. การกนิ ยา
ค. การใช้ห่วงอนามยั 1. นางสาวจนั ทร์สุดา อ่อนงาม 2018
ง. การใช้ถงุ ยางอนามยั 2. นางสาวปติ ยาพร ปัญญา 1032
เฉลย ง. การใช้ถุงยางอนามัย
5. การคมุ กำเนิดวิธใี ดไดผ้ ลดีที่สุด
ก. วิธธี รรมชาติ
ข. คุมกำเนดิ โดยอปุ กรณ์
ค. คุมกำเนดิ โดยใช้สารเคมี
ง. การผา่ ตัดทำหมัน
เฉลย ข. คุมกำเนิดโดยอุปกรณ์
มาตรฐาน ว 2.1 ม.2/1 - ม.2/2
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม : - อธิบายการแยกสารผสมใหเ้ ป็นสารบรสิ ทุ ธิ์ โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ได้
- แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลนั่ อย่างง่าย โครมาโทกราฟแี บบกระดาษ
การสกัดด้วยตัวทำละลายได้อยา่ งถูกต้อง
1. คำชี้แจง ให้นกั เรยี นจบั คภู่ าพกบั วิธีการแยกสารผสมให้เปน็ สารบริสทุ ธ์ิให้ถูกต้อง
A. การสกัดด้วยตัวทำละลาย B. การระเหยแห้ง
C. การตกผลึก D. โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ
E. การกลัน่ อยา่ งงา่ ย
............... 1. การแยกสารผสมทเ่ี ปน็ ของแขง็ ละลายอย่ใู นของเหลว จนทำใหไ้ ด้สารผสมมีลักษณะเป็นของเหลวใส
.............. 2. การแยกของแข็งที่ละลายเป็นเนื้อเดียวกนั กับตัวทำละลายที่เปน็ ของเหลว โดยการนำสารผสมนีไ้ ปต้มให้
ตวั ทำละลายระเหยออกไปจนไดส้ ารละลายอิ่มตวั
.............. 3. การแยกของเหลวออกจากสารละลายซึ่งมตี วั ละลายทีจ่ ดุ เดือดสูงกว่าตวั ทำละลายมาก
.............. 4. การแยกสารออกจากกัน โดยอาศยั หลกั การแบ่งละลาย สว่ นคงที่คือนำ้ ที่ยึดกับตัวคำ้ จนุ ซึง่ เปน็ กระดาษ
.............. 5. การแยกสารที่เปน็ ของเหลว หรือของแข็งปนอย่กู ับของแข็ง โดยอาศยั สมบัติของการละลายของสาร
เฉลย
B 1. การแยกสารผสมที่เป็นของแข็งละลายอย่ใู นของเหลว จนทำให้ไดส้ ารผสมมีลักษณะเปน็ ของเหลวใส
C 2. การแยกของแข็งท่ลี ะลายเปน็ เนื้อเดยี วกันกับตวั ทำละลายทีเ่ ป็นของเหลว โดยการนำสารผสมนไี้ ป
ต้มใหต้ วั ทำละลายระเหยออกไปจนได้สารละลายอิม่ ตวั
E 3. การแยกของเหลวออกจากสารละลายซง่ึ มีตวั ละลายที่จดุ เดือดสงู กวา่ ตัวทำละลายมาก
D 4. การแยกสารออกจากกนั โดยอาศัยหลักการแบ่งละลาย ส่วนคงทค่ี ือน้ำที่ยึดกับตัวค้ำจนุ ซึง่ เปน็
กระดาษ
A 5. การแยกสารทเี่ ปน็ ของเหลว หรอื ของแข็งปนอยู่กับของแข็ง โดยอาศยั สมบัติของการละลายของสาร
1. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035 2. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. คำช้ีแจง ให้นักเรียนบอกการแยกสารในแต่ละข้อใหถ้ ูกต้อง
การระเหยแห้ง การตกผลกึ การกล่นั อย่างง่าย
โครมาโทกราฟแี บบกระดาษ การสกดั ด้วยตัวทำละลาย
1. การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบของสีผสมอาหาร
................................................................................................................................................................................
2. การแยกเกลือออกจากนำ้ ทะเล
................................................................................................................................................................................
3. การสกัดน้ำมนั พชื เพ่ือใช้ประกอบอาหาร
................................................................................................................................................................................
4. การแยกของเหลวออกจากสารละลายจุนสี
................................................................................................................................................................................
5. การแยกนำ้ ตาลกบั เกลือซิลเวอร์ไนเตรต
................................................................................................................................................................................
เฉลย
1. การวิเคราะห์องคป์ ระกอบของสผี สมอาหาร
โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ
2. การแยกเกลือออกจากน้ำทะเล
การระเหยแหง้
3. การสกดั น้ำมันพืชเพื่อใชป้ ระกอบอาหาร
การสกดั ดว้ ยตัวทำละลาย
4. การแยกของเหลวออกจากสารละลายจุนสี
การกล่ันอย่างงา่ ย
5. การแยกนำ้ ตาลกบั เกลือซิลเวอรไ์ นเตรต
การตกผลึก
1. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033 2. นางสาววชั รญี าภรณ์ นิรมติ สุวรรณ 1023
มาตรฐาน ว 2.1 ม.2/3
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม : - สามารถนำวิธกี ารแยกสารไปใชแ้ กป้ ญั หาในชีวิตประจำวนั
- สามารถนำวิธีการแยกสารไปใชใ้ นการบูรณาการในรายวิชาอนื่ ได้
คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนเตมิ เครื่องหมาย หนา้ ข้อความท่ีถกู ต้อง และเติมเคร่ืองหมาย หน้าขอ้ ความทผี่ ดิ
1. ข้อใดจดั เปน็ สารเน้ือเดยี ว
......... นำ้ โคลน
......... พริกเกลอื
......... น้ำกล่ัน
.......... แกงส้ม
......... นำ้ มนั พชื
......... น้ำแกง
......... นำ้ เช่ือม
......... น้ำอดั ลม
......... นม
........ น้ำตาลทราย
เฉลย
น้ำโคลน
พรกิ เกลือ
นำ้ กลนั่
แกงสม้
นำ้ มันพชื
น้ำแกง
นำ้ เชอ่ื ม
นำ้ อดั ลม
นม
นำ้ ตาลทราย
1. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมือนเหลา 1002 2. นางสาวปติ ยาพร ปญั ญา 1032
มาตรฐาน ว 2.1 ม.2/4
จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม : - สามารถออกแบบการทดลองผลของชนดิ ตัวละลายชนดิ ตัวทำละลายอุณหภมู ทิ ่ีมีต่อ
สภาพละลายของสารได้ (หมายเหตุ: ไมม่ ีข้อสอบทส่ี อดคล้องกับจดุ ประสงค์พฤติกรรม)
- สามารถอธิบายการทดลองผลของชนดิ ตัวละลายชนิดตัวทำละลายอุณหภูมิท่มี ีต่อสภาพ
ละลายของสารได้
- สามารถอธิบายผลของความดนั ที่มีต่อสภาพละลายของสารได้โดยใชส้ ารสนเทศ
1. คำช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นวิเคราะห์ตารางผลการทดลอง จากนน้ั ให้เติมเครื่องหมาย หนา้ ขอ้ ความทกี่ ลา่ วถูกต้อง
และเตมิ เครอื่ งหมาย หนา้ ข้อความท่ีกล่าวผิด
ทดลองครั้งท่ี 1 เติมสารละลายของแมกนีเซียมซลั เฟต (ตวั ละลาย) ในจำนวนสารละลายได้มากทส่ี ุดในนำ้ (ตัวทำ
ละลาย) 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร และเติมสารละลายของพิมเสน (ตวั ละลาย) ในจำนวนสารละลายได้มากท่ีสุดในน้ำ (ตวั
ทำละลาย) 5 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
ได้ผลการทดลองดงั น้ี
ตารางท่ี 1 จำนวนสารทล่ี ะลายไดม้ ากทสี่ ดุ ในน้ำ 5 ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร
สารท่ีเติม ปริมาตรของนำ้ จำนวนสารที่ละลาย
(ตวั ละลาย) (ตัวทำละลาย) ไดม้ ากทส่ี ุด
(ชอ้ น)
แมกนีเซียมซัลเฟต ( )
พิมเสน 5
5 นอ้ ยกวา่ 1
5
ทดลองคร้ังท่ี 2 เติมสารละลายของแมกนีเซียมซลั เฟต (ตวั ละลาย) ในจำนวนสารละลายได้มากท่ีสุดในสารละลาย
เอทานอล (ตัวทำละลาย) 5 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร และเตมิ สารละลายของพมิ เสน (ตัวละลาย) ในจำนวนสารละลายได้
มากทีส่ ุดในสารละลายเอทานอล (ตัวทำละลาย) 5 ลกู บาศก์เซนติเมตร
ได้ผลการทดลองดังน้ี
ตารางที่ 2 จำนวนสารท่ีละลายได้มากทสี่ ดุ ในเอทานอล 5 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร
สารทเ่ี ตมิ ปรมิ าตรของเอทานอล จำนวนสารทล่ี ะลาย
(ตวั ละลาย) (ตวั ทำละลาย) ไดม้ ากทสี่ ดุ
(ชอ้ น)
แมกนเี ซยี มซลั เฟต ( )
พิมเสน 5
5
5 17
............... 1. พิมเสนละลายได้ดกี วา่ แมกนเี ซียมซัลเฟตเมื่อตัวทำละลาย คือ นำ้
.............. 2. แมกนเี ซยี มซลั เฟตละลายไดน้ ้อยกวา่ พิมเสนเมื่อตัวทำละลาย คือ เอทานอล
.............. 3. แมกนเี ซยี มและพิมเสนละลายได้ดเี ท่ากันในตัวทำละลายทั้งสองชนิด
.............. 4. ชนิดของตัวละลายและตัวทำละลายส่งผลต่อสภาพละลายของสารได้
.............. 5. สารชนิดหนึง่ ละลายได้ดีในตัวทำละลายหนง่ึ แต่อาจจะละลายได้น้อยหรือไมล่ ะลาย เมือ่ เปล่ยี นตัวทำละลาย
.............. 6. ตวั ทำละลายสามารถละลายสารชนดิ หนึง่ ได้นั้นกต็ อ่ เมือ่ สารทั้งสองชนดิ มีสมบัติท่ีแตกตา่ งกัน
เฉลย
1. พิมเสนละลายไดด้ ีกว่าแมกนเี ซียมเม่ือตัวทำละลาย คอื นำ้
2. แมกนเี ซยี มละลายไดน้ อ้ ยกว่าพิมเสนเม่ือตวั ทำละลาย คอื เอทานอล
3. แมกนเี ซยี มและพิมเสนละลายได้ดเี ท่ากันในตัวทำละลายท้ังสองชนิด
4. ชนิดของตวั ละลายและตัวทำละลายส่งผลตอ่ สภาพละลายของสารได้
5. สารชนิดหนึ่งละลายไดด้ ีในตัวทำละลายหนึ่ง แต่อาจจะละลายได้น้อยหรือไมล่ ะลาย เม่อื เปลย่ี นตัวทำละลาย
6. ตัวทำละลายสามารถละลายสารชนดิ หนึ่งไดน้ น้ั กต็ อ่ เมือ่ สารทั้งสองชนดิ มสี มบตั ิทแี่ ตกต่างกัน
1. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007 2. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
2. ข้อใดกล่าวถูกต้องเม่ือความดันมีผลตอ่ สภาพละลายของสาร
ก. ความดันไม่มีผลตอ่ การละลายของของแขง็ และของเหลว
ข. ความสามารถในการละลายไดข้ องแกส๊ จะสูงข้ึนมากเม่อื ความดนั เพ่ิมข้นึ
ค. ความสามารถในการละลายได้ของแก๊สจะสูงขึ้นมากเมอ่ื ความดนั ลดลง
ง. ถูกทงั้ ข้อ ก. และ ข.
เฉลย ข. ความสามารถในการละลายได้ของแกส๊ จะสูงขึ้นมากเมอื่ ความดนั เพิ่มข้นึ
1. นางสาวสโรรักษ์ จนั ทคาม 1035 2. นางสาววชั รีญาภรณ์ นริ มติ สวุ รรณ 1023
มาตรฐาน ว 2.1 ม.2/5 - ม.2/6
จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม : - สามารถระบปุ ริมาณตวั ละลาย ในสารละลายในหน่วยความเข้มขน้ เปน็ รอ้ ยละ ปริมาตร
ต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลตอ่ ปริมาตรได้ อย่างน้อย 2 หน่วย
- ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของการนำความรูเ้ รื่องความเข้มขน้ ของสาร
- ยกตวั อยา่ งการใชส้ ารละลายในชวี ิตประจำวันอย่างถกู ต้องและปลอดภยั
ข้อสอบแบบอัตนยั
1. นำ้ ตาลทราย 50 g ละลายในน้ำ 200 g จงหาความเข้มข้นของสารละลายเปน็ รอ้ ยละโดยมวล
............................................................................................................................. ..............................................................
....................................................................................................................................................... ....................................
............................................................................................... ............................................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
........................................................................................................................................................................... ................
................................................................................................................... ........................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
...........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
เฉลย
วิธที ำ มวลของน้ำตาลทราย = 50 g
มวลของสารละลาย = มวลของน้ำ + มวลของน้ำตาลทราย
= 200 g + 50 g = 250 g
รอ้ ยละโดยมวล มวลของตัวละลาย
= มวลของสารละลาย × 100
= 50 × 100
250
= 20
ดงั นั้น สารละลายน้ำตาลทรายมคี วามเข้มขน้ ร้อยละ 20 โดยมวล
1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ ัน 1015 2. นางสาวนนั ทนา จงใจภกั ดิ์ 1012
2. น้ำส้มสายชู 50 กรมั มีกรดแอซตี ิก ละลายอยู่ 4 กรมั ถ้าน้ำสม้ สายชมู ีความหนาแนน่ 1.13 g/ cm3 น้ำส้มสายชูนี้
เขม้ ข้นร้อยละโดยมวลต่อปริมาตรเท่าใด
............................................................................................................................. ..............................................................
...........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
................................................................................................................................................. ..........................................
......................................................................................... ..................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
..................................................................................................................................................................... ......................
เฉลย
วธิ ที ้า น้ำสม้ สายชูมีความหนาแนน่ 1.13 g/ cm3 หมายความวา่ น้ำส้มสายชู 1.13 g มีปริมาตร 1 cm3
นำ้ สม้ สายชู 50 g = 50 cm3
1.13
= 44.25 cm3
ร้อยละโดยมวลต่อปรมิ าตร มวลของตัวละลาย
= ปริมาตรของสารละลาย × 100
= 4 × 100
44.25 cm3
= 9.04
ดงั นน้ั น้ำสม้ สายชเู ขม้ ข้นร้อยละ 9.04 โดยมวลต่อปรมิ าตร
1. นางสาวสดุ ารตั น์ เหมือนเหลา 1002 2. นางสาวปิตยาพร ปัญญา 1032