The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by noey45210, 2022-03-18 11:27:48

ข้อสอบ1

ข้อสอบ1

3. จงบอกประโยชนข์ องสารท่ีกำหนดให้ดังต่อไปนี้
นำ้ ตาล……….................................................................................................................... ..............................................
สบู่……………………….......................................................................................................................................................
เปลือกสม้ .....……………………….................................................................................................................... ...................

1. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033 2. นางสาววชั รีญาภรณ์ นริ มติ สุวรรณ 1023

4. จงยกตัวอย่างการใช้สารละลายในชวี ิตประจำวัน
………............................................................................................................................. .................................................
..………............................................................................................................................................................. ...............
......................................………........................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................

1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสุกนั 1015 2. นางสาวนันทนา จงใจภักดิ์ 1012

แนวคำตอบ ข้อที่ 3 น้ำตาล ใช้ปรงุ หรือประกอบอาหาร
สบู่ ใช้เพอ่ื ทำความสะอาดรา่ งกาย
เปลอื กส้ม ใชส้ ำหรับไล่ยุง

ข้อที่ 4 ใชส้ ารปรุงแต่งในการทำอาหาร ใช้สารกำจัดแมลงในการกำจัดศตั รูพชื ใช้ในการทำความ
สะอาดสง่ิ ต่างๆ

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/1 - ม.2/2
จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม : - สามารถพยากรณ์การเคล่ือนท่ขี องวตั ถุท่เี ป็นผลของแรงลัพธ์ทเี่ กิดจากแรงหลายแรง

ทก่ี ระทำต่อวัตถุได้
- สามารถอธิบายผลของแรงลพั ธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงโดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจกั ษ์
- สามารถเขียนแผนภาพแสดงแรงลัพธท์ ่เี กิดจากแรงหลายแรงทีก่ ระทำต่อวตั ถุได้

1. จากภาพ แรง และ กระทำตอ่ วัตถุ แลว้ ทำให้วตั ถุหยุดนิ่ง

ก. F1=F2 =F3 = F4 1. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033 2. นางสาวปติ ยาพร ปัญญา
ข.F1 = F2และ F3= F4 1032
ค. F1=F3 และ F2=F4
ง. F1=F4 และ F2=F3
เฉลย ค. F1=F3 และ F2=F4

2. คำชี้แจง จงจบั ครู่ ูปภาพของแรงลัพธ์ใหส้ อดคล้องกับผลของแรงลัพธท์ ่ีเกิดขึ้น

1. 2.

3. 4.

ก. มีแรง F̅1 และ F̅2 กระทำต่อวตั ถใุ นแนวดง่ิ วัตถหุ ยุดนงิ่ F̅1 = F̅2 แรงลัพธ์ = 0 วัตถยุ ังหยุดนิ่ง

ข. มแี รง F̅1 และ F̅2 กระทำตอ่ วตั ถุในแนวด่ิง วตั ถุเคลื่อนทีด่ ้วยความเร็วคงตวั F̅1 = F̅2 แรงลัพธ์ = 0 วัตถยุ ัง
เคลื่อนทด่ี ว้ ยความเรว็ คงตวั

ค. มแี รง F̅1 และ F̅2 กระทำตอ่ วตั ถใุ นแนวดิง่ มแี รง F̅3 และ F̅4 กระทำต่อวตั ถุในแนวระดับ วัตถหุ ยุดนิ่ง
F̅1 = F̅2 , F̅3 = F̅4 แรงลัพธ์ = 0 วตั ถยุ งั หยุดน่ิง

ง. มแี รง F̅1 และ F̅2 กระทำต่อวัตถใุ นแนวดิง่ มแี รง F̅3 และ F̅4 กระทำต่อวัตถุในแนวระดบั วัตถเุ คลือ่ นทด่ี ว้ ย
ความเร็วคงตวั F̅1 = F̅2 , F̅3 = F̅4 แรงลพั ธ์ = 0 วตั ถุยังเคล่ือนที่ด้วยความเรว็ คงตัว

3. เดก็ ชายชนาธร ออกแรงดงึ วตั ถทุ อ่ี ยบู่ นพืน้ ล่นื ไปทางขวามอื ดว้ ยแรง 8 นวิ ตนั ถา้ เด็กหญงิ ชลติ าต้องการใหว้ ัตถนุ ้ี
อยนู่ ่ิง เด็กหญิงชลิตาตอ้ งออกแรงดงึ วัตถุนีด้ ้วยแรงขนาดเท่าใดและในทิศทางใด เขียนแผนภาพแสดงขนาดและ
ทศิ ทางของแรงท้ังหมดทเี่ ดก็ กระทำต่อวัตถนุ ไี้ ดอ้ ยา่ งไร

1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007 2. นางสาวอภิญญา กลุ สอนนาม 1018

ถา้ ตอ้ งการใหว้ ตั ถอุ ยนู่ ่งิ เดก็ หญิงชลิตาตอ้ งออกแรงเทา่ กบั .....................................................................
ไปในทิศทาง.........................................................................................................................................

จงเขยี นแผนภาพแสดงขนาดและทศิ ทางของแรงทงั้ หมดทเ่ี ด็กกระทำต่อวัตถุ
ซ้ายมอื ขวามอื

เฉลย

ถา้ ตอ้ งการให้วัตถุอย่นู ง่ิ เด็กหญิงชาลิตาต้องออกแรงเท่ากบั 8 นิวตนั
ไปในทิศทาง ไปทางซา้ ยมือ

ซา้ ยมือ ขวามอื

8 นวิ ตนั 8 นิวตัน
ชลติ า วตั ถุ ชนาธร

1. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035 2. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/3
จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม : - สามารถออกแบบการทดลองปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ ความดันของของเหลวได้

(หมายเหตุ: ไมม่ ขี ้อสอบท่ีสอดคล้องกับจุดประสงค์พฤติกรรม)
- สามารถอธิบายปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อความดันของของเหลวดว้ ยวธิ ีการที่เหมาะสมได้

1. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ปัจจยั ทมี่ ีผลตอ่ ความดนั ของของเหลว
ก. ของเหลวไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะรปู ร่างใดก็ตาม ถา้ ทรี่ ะดับความลึกเดียวกัน ความดนั ของของเหลวจะเท่ากนั
ข. แต่ถา้ ระดับความลกึ ต่างกัน ของเหลวที่อยู่ระดบั ลกึ กว่า จะมีความดันมากกวา่
ค .ของเหลวต่างชนิดกันจะมีความดันต่างกนั
ง. ของเหลวท่มี คี วามหนาแน่นมากจะมีความดันตำ่ กวา่ ของเหลวที่มคี วามหนาแน่นน้อย
เฉลย ง. ของเหลวท่ีมีความหนาแน่นมากจะมีความดนั ต่ำกว่าของเหลวท่ีมคี วามหนาแน่นน้อย
เพราะ ของเหลวท่ีมคี วามหนาแนน่ มากจะมคี วามดนั สงู กวา่ ของเหลวที่มคี วามหนาแน่นน้อย

1. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมือนเหลา 1002 2. นางสาวปติ ยาพร ปัญญา 1032

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/4 - ม.2/5

จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม : - สามารถวิเคราะห์แรงพยุงและการจมได้อย่างถูกต้อง
- สามารถอธิบายการลอยของวัตถใุ นของเหลวจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ได้
- สามารถเขียนแผนภาพแสดงแรงทกี่ ระทำตอ่ วตั ถุในของเหลวได้

1. วางวตั ถชุ ้ินหนึ่งลงในของเหลว 4 ชนิด ได้ผลดังภาพ จากภาพแรงพยุงของของเหลวชนดิ ใดเม่ือกระทำตอวัตถแุ ล้ว

มคี ามากทสี่ ดุ

ก. ของเหลว A

ข. ของเหลว B

ค. ของเหลว C

ง. ของเหลว D 1. นางสาวจนั ทรส์ ดุ า อ่อนงาม 2018 2. นางสาวนันทนา จงใจภักด์ิ 1012

เฉลย ง. ของเหลว D

2. คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนสังเกตรปู ภาพและเขยี นอธิบายลกั ษณะของการลอยของวตั ถุในของเหลวใหถ้ ูกตอ้ ง

รปู ภาพประกอบ ลักษณะท่ีลอย

รูปภาพประกอบ ลกั ษณะที่ลอย

แนวคำตอบ ลักษณะที่ลอย
รปู ภาพประกอบ 1.วัตถุลอย เน่ืองจากวตั ถนุ ัน้ มีความหนาแน่นนอยกวา
ความหนาแนน่ ของของเหลว และแรงพยุงของของเหลว
จะทำใหวัตถลุ อยข้ึนไปยงั ผิวน้ำ

2. วตั ถุลอยปรม่ิ เนอื่ งจากวัตถุน้นั มีความหนาแนน่
เทากับความหนาแนนของของเหลว และแรงพยงุ ของ
ของเหลวเทากับความหนาแนของวตั ถุพอดที ำใหวัตถุ
ลอยปรมิ่ ในของเหลวนน้ั ๆ

3. เม่อื วตั ถุทีจ่ มในของเหลว ทกุ รูปแบบ วตั ถจุ ะมีความ

หนาแนน่ มากกวาของเหลวเสมอ

1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสุกัน 1015 2. นางสาวนนั ทนา จงใจภกั ด์ิ 1012

3. คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนเตมิ เคร่อื งหมาย หน้ารปู ภาพที่ถูกต้อง และเติมเครื่องหมาย หนา้ รูปภาพท่ี
ผดิ ของการแสดงแรงทก่ี ระทำตอ่ วัตถใุ นของเหลว

เฉลย

2. นางสาวธิดารตั น์ พงั ภัคดี 1026 3. นางสาวจิราภรณ์ ยุบลเมฆ 1003

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/6
จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม : - สามารถอธบิ ายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสียดทานจลน์จากหลกั ฐานเชิงประจักษไ์ ด้
1. ภาพต่อไปนี้ เกีย่ วข้องกับแรงเสยี ดทานประเภทใด

แรงเสยี ดทานสถิต
แรงเสยี ดทานจลน์

แรงเสยี ดทานสถิต
แรงเสยี ดทานจลน์

แรงเสยี ดทานสถติ
แรงเสยี ดทานจลน์

แรงเสยี ดทานสถติ
แรงเสยี ดทานจลน์

เฉลย

แรงเสียดทานสถิต
เพราะ แรงเสยี ดทานท่เี กดิ ขึน้ ระหว่างผวิ สมั ผสั ของวตั ถยุ งั ไม่
เคลื่อนท่ี

แรงเสยี ดทานจลน์
เพราะ แรงเสียดทานท่เี กดิ ขึน้ ระหว่างผิวสมั ผสั ของรถจกั รยาน
กาลงั เคลอ่ื นท่ดี ว้ ยความเรว็ คงท่ี

แรงเสียดทานจลน์
เพราะ แรงเสยี ดทานท่เี กดิ ขึน้ ระหว่างผวิ สมั ผสั ของรถยนตก์ าลงั
เคลื่อนท่ดี ว้ ยความเรว็ คงท่ี

แรงเสยี ดทานสถติ
เพราะ แรงเสียดทานท่เี กดิ ขึน้ ระหว่างผวิ สมั ผสั ของนกั เรยี นยงั ไม่
เคลอ่ื นท่ี

1 .นางสาวอภญิ ญา กลุ สอนนาม 1018 2. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/7 - ม.2/9
จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม : - สามารถออกแบบการทดลองของแรงเสียดทานดว้ ยวธิ กี ารที่เหมาะสม

(หมายเหตุ: ไมม่ ขี ้อสอบที่สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์พฤติกรรม)
- สามารถอธิบายปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ ขนาดของแรงเสียดทานได้
- สามารถเขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอ่ืนๆท่กี ระทาต่อวตั ถไุ ดอ้ ยา่ ง
ถกู ตอ้ ง
- ตระหนกั ถงึ ประโยชนข์ องความรูเ้ รอ่ื งแรงเสียดทานไดโ้ ดยวิเคราะหส์ ถานการณ์
- เสนอแนะวิธีการลดหรอื เพมิ่ แรงเสียดทานท่เี ป็นประโยชนต์ ่อการทากิจกรรมใน
ชีวิตประจาวนั

1. ขอ้ ใดตอ่ ไปนกี้ ลา่ วถงึ ปัจจยั ท่มี ีผลต่อขนาดของแรงเสยี ดทานไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
ก. ลกั ษณะของพนื้ ผิวท่ขี รุขระจะเกดิ แรงเสยี ดทานมากกว่าพืน้ ผิวเรยี บ
ข. ลกั ษณะของพนื้ ผิวท่ขี รุขระจะเกดิ แรงเสียดทานนอ้ ยกวา่ พนื้ ผิวเรียบ
ค. นา้ หนกั หรือแรงกดของวตั ถมุ าก จะเกิดแรงเสียดทานนอ้ ย
ง. ถกู ทงั้ ขอ้ ข. และ ค.
เฉลย ก. ลกั ษณะของพื้นผิวทขี่ รขุ ระจะเกิดแรงเสียดทานมากกว่าพนื้ ผิวเรียบ

1. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018 2. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033

2. จงพจิ ารณาว่าข้อใดต่อไปนี้เป็นการเพิ่มแรงเสียดทานหรือลดแรงเสยี ดทาน

2.1 ด้ามของแปรงสีฟัน 2.2 จาระบี

2.2 ลงขี้ผง้ึ บนผิวพืน้ หอ้ ง 2.4 รองเทา้ วง่ิ

เฉลย 2.2 จาระบี
2.1 ด้ามของแปรงสีฟัน
ลดแรงเสียดทาน
เพม่ิ แรงเสียดทาน
2.2 จาระบี
2.2 จาระบี
2.4 รองเทา้ วิ่ง
2.2 ลงข้ีผงึ้ บนผิวพ้ืนหอ้ ง
2.2 ลงขผี้ งึ้ บนผิวพนื้ หอ้ ง
2.2 ลงขผี้ งึ้ บนผวิ พนื้ หอ้ ง 2.4 รองเทา้ วงิ่
2.4 รองเทา้ วงิ่
เพิ่มแรงเสียดทาน
ลดแรงเสียดทาน
2.2 ลงขผี้ งึ้ บนผิวพนื้ หอ้ ง
2.2 จาระบี

1. นางสาวจันทรส์ ุดา ออ่ นงาม 2018 2. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ ัน 1015

3. ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้องเกี่ยวกบั ประโยชนข์ องแรงเสียดทาน
ก. บรเิ วณทมี่ ีพนื้ ผวิ เรยี บและลน่ื จะเดินไดป้ ลอดภยั กวา่
ข. การผลิตลอ้ รถยนต์ควรมีดอกยางเพื่อใหล้ อ้ ยดึ เกาะถนนได้ดี
ค. การสวมรองเท้าทีม่ ีพ้นื รองเทา้ เรียบจะเกดิ ความปลอดภยั มากทส่ี ุด
ง. ถา้ ต้องเดินลุยน้ำควรใส่รองเทา้ ท่ีพ้ืนผิวเรยี บ เพราะจะทำให้เดนิ ง่าย
เฉลย ข. การผลิตล้อรถยนต์ควรมดี อกยางเพ่ือใหล้ ้อยดึ เกาะถนนได้ดี

1. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมือนเหลา 1002 2. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/10
จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม : - สามารถออกแบบการทดลองดว้ ยวิธีการทีเ่ หมาะสมในการอธิบายโมเมนตข์ องแรงได้

(หมายเหตุ: ไม่มขี ้อสอบที่สอดคล้องกับจดุ ประสงค์พฤติกรรม)
- สามารถอธบิ ายโมเมนตข์ องแรงเมื่อวตั ถุอยใู่ นสภาพสมดุลตอ่ กันหมนุ และคำนวณ
โดยใช้สมการ M=Fl

1. คานอนั หน่งึ เบามากมีวตั ถุน้ำหนัก 30 นวิ ตัน แขวนทีป่ ลายคานขา้ งหนึ่ง และอยู่หา่ งจุดหมุน 5 เมตร จงหาวา่
จะต้องแขวนนำ้ หนัก 15 นวิ ตนั ไวอ้ กี ด้านหน่ึงของคานหา่ งจากจุดหมุนกี่เมตร คานจงึ จะสมดุล

ก. 5 เมตร
ข. 10 เมตร
ค. 15 เมตร
ง. 20 เมตร
เฉลย ข. 10 เมตร

วิธที ำ ผลรวมของโมเมนต์ทวนเขม็ นาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ทวนเขม็ นาฬิกา
จากสตู ร M = F × S

= 30 × 5 m
15

= 10 m

ดังนน้ั ตอ้ งแขวนนำ้ หนกั 15 นวิ ตัน ห่างจากจดุ หมุน 10 เมตร

1. นางสาวจนั ทร์สุดา อ่อนงาม 2018 2. นางสาวเจตจรินทร์ วะสกุ นั 1015

2. ภาวะสมดุลของโมเมนตค์ ือขอ้ ใด
ก. คานอยูน่ ิง่ ในแนวระนาบ
ข. จดุ หมนุ ของคานอยูท่ ก่ี ่ึงกลางคาน
ค. คานมลี กั ษณะตรงและโตสม่ำเสมอ
ง. เมือ่ เปน็ โมเมนต์ทห่ี มนุ ตามเขม็ นาฬิกา
เฉลย ก. คานอยูน่ ิง่ ในแนวระนาบ

2. นางสาวธดิ ารตั น์ พงั ภคั ดี 1026 3. นางสาวจิราภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/11 - ม.2/12
จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม : - เปรียบเทียบแรงของสนามแมเ่ หล็กสนามไฟฟ้าและสนามโน้มถว่ งได้

- สามารถบอกทิศทางของแรงทก่ี ระทำต่อวัตถุท่ีอยู่ในแตล่ ะสนามจากข้อมลู ที่
รวบรวมได้
- สามารถเขยี นแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้าและแรงโนม้ ถ่วงท่กี ระทำต่อ
วตั ถไุ ด้
ขอ้ สอบอัตนัย
1. จงเปรยี บเทียบแรงของสนามแม่เหลก็ สนามไฟฟ้าและสนามโนม้ ถ่วง
............................................................................................................................. ........................................................
............................................................................................................................. ........................................................
......................................................................................................................................................... ............................
1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007 2. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018

2. จงวาดภาพแสดงทิศทางของแรงท่ีเกดิ จากประจุบวก และประจลุ บในสนามไฟฟา้

1. นางสาวสดุ ารตั น์ เหมอื นเหลา 1002 2. นางสาวปติ ยาพร ปญั ญา 1032

3. จงวาดภาพแสดงทศิ ทางของแรงจากสนามแมเ่ หล็กท่เี กิดจากแทง่ แมเ่ หลก็ ทม่ี ขี ้วั เหนือและขัว้ ใต้

2.นางสาวธิดารัตน์ พังภคั ดี 1026 3.นางสาวจริ าภรณ์ ยุบลเมฆ 1003

4. จงวาดภาพปรากฎการณท์ ี่เก่ยี วขอ้ งแรงโนม้ ถ่วงท่ีพบเจอในชีวิตประจำวนั

แนวคำตอบขอ้ ที่ 1
สนามโน้มถว่ ง (Gravitation Field) เป็นบรเิ วณท่มี ีแรงดงึ ดูดระหว่างวัตถุ เนอื่ งจากวัตถุมีมวล
สว่ น สนามไฟฟ้า (Electric Field) เป็นบรเิ วณท่ีมีแรงดงึ ดูดระหวา่ งวัตถุ เน่ืองจากวัตถมุ ีประจไุ ฟฟ้า
และ สนามแม่เหล็ก (Magnatic Field) เปน็ บรเิ วณทมี่ แี รงดึงดูดระหวา่ งวตั ถุ เนื่องจากวัตถุมีสารแม่เหลก็

1. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033 2. นางสาววัชรญี าภรณ์ นริ มติ สุวรรณ
1023

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/13
จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม : - สามารถวเิ คราะห์ความสมั พันธร์ ะหว่างขนาดของแรงแม่เหล็กแรงไฟฟ้าและแรงโนม้ ถว่ ง

ถว่ งทก่ี ระทำต่อวตั ถทุ ี่อยู่ในสนามนน้ั ๆได้
- สามารถอธบิ ายแรงโน้มถ่วงทก่ี ระทำต่อวตั ถทุ ี่อย่ใู นสนามนน้ั ๆกับระยะหา่ งจากแหล่ง
ของสนาม ถึงวัตถจุ ากข้อมูลที่รวบรวมได้
คำช้ีแจง จงพิจารณาผลการทดลองจากรูปถาพต่อไปนี้และตอบคำถามให้ถูกต้อง
วางกลอ่ งผงเหลก็ บนกระดาษขาวจากนน้ั วางแท่งแมเ่ หล็กด้านบน สังเกตและวาดเสน้ ระหว่างข้ัวเหนือ - ใตต้ ามแนวการ
เรยี งตัวของผงเหล็กทั้ง 2 ขา้ ง ได้ผลการทดลองดงั ภาพ

หากเรานำเข็มทิศมาวางใกล้แทง่ แม่เหล็กจะเกิดผลดังภาพ

1. ข้อใดต่อไปน้ีกล่าวถกู ตอ้ ง
ก. ผงเหล็กเรยี งตัวเป็นเสน้ โค้งตอ่ เน่ือง ไม่ตัดกัน
จากข้วั แมเ่ หลก็ ดา้ นหนึง่ ไปยังข้วั แม่เหลก็ อีกดา้ นหน่ึง
ข. การเรียงตวั ของผงเหล็กโดยขวั้ เหนือของเข็มทิศชี้ไปยัง
ขว้ั เหนือของแท่งแม่เหล็ก
ค.บรเิ วณข้วั แมเ่ หล็กจะมีการเรียงตัวของผงเหล็ก
หนาแนน่ กวา่ บริเวณอืน่

ก. ขอ้ ก. และ ข. ถูก
ข. ข้อ ก. และ ค. ถูก
ค. ขอ้ ข. และ ค. ถูก
ง. ถกู ท้งั ข้อ ก. ข. และ ค.
เฉลย ข. ข้อ ก. และ ค. ถกู

1. นางสาวจนั ทร์สดุ า ออ่ นงาม 2018 2. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ ัน 1015

ข้อสอบแบบอตั นยั

1. จงอธิบายความสมั พันธ์ระหว่างแรงและการเคล่อื นที่ของอนุภาคในสนามแม่เหลก็ ตามความเข้าใจของนักเรยี น

............................................................................................................................. .............................................................
..........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................

แนวคำตอบ การเคล่ือนท่ขี องอนภุ าคใดๆ ในสนามแมเ่ หลก็ นั้น อนภุ าคท่ีไม่มปี ระจุไฟฟ้า จะไม่มแี รงเน่ืองจาก
สนามแมเ่ หลก็ กระทำตอ่ อนุภาคนั้นๆ ส่วนอนภุ าคท่มี ปี ระจุไฟฟา้ จะมีผลของแรงเน่ืองจากสนามแม่เหลก็ กระทำ ผล
ทีเ่ กดิ ขึ้นจะทำใหก้ ารเคลอื่ นที่เป็นแนวโค้งแบบวงกลม

1. นางสาวสุดารัตน์ เหมือนเหลา 1002 2. นางสาวปติ ยาพร ปัญญา 1032

2. ใหน้ กั เรียนอธิบายเกย่ี วกับแรงโนม้ ถว่ งของโลก

............................................................................................................................. .............................................................
..........................................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .............................................................

แนวคำตอบ แรงโนม้ ถว่ งของโลก (Gravity) คือ แรงดึงดูดของโลกหรือแรงของโลกท่ีกระทำต่อมวลของวัตถุทุกชนดิ
บนโลกและวัตถทุ ่ีอยูใ่ กล้ผิวโลก มีทศิ พงุ่ ลงพ้ืนดิน

2. นางสาวธิดารตั น์ พงั ภคั ดี 1026 3. นางสาวจิราภรณ์ ยุบลเมฆ 1003

มาตรฐาน ว 2.2 ม.2/14 - 15

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม : - สามารถอธิบายอตั ราเรว็ และความเรว็ ของการเคล่ือนที่ของวตั ถไุ ด้

- สามารถคำนวณอัตราเร็วและความเรว็ ของการเคล่ือนทีว่ ตั ถุโดยใชส้ มการ V=


และ v̅ = s̅ จากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ได้
t

- สามารถเขยี นแผนภาพแสดงการกระจดั และความเร็วได้

1. คำชแี้ จง จงนำข้อความต่อไปน้ี เติมลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกต้อง

อตั ราสว่ นระหว่างระยะทางกบั เวลา อตั ราสว่ นระหว่างการกระจดั กบั เวลา

เวกเตอร์ สเกลา่ ร์ V= v̅ = s̅

t

ความเร็ว คือ................................................................เปน็ ปริมาณ........................มหี นว่ ยเมตรต่อวินาที
หาความเรว็ ได้จากสตู ร...............................สว่ นอตั ราเร็ว คือ....................................................................
เป็นปริมาณ..................................มหี นว่ ยเปน็ เมตรต่อวนิ าที หาอัตราเร็วไดจ้ ากสูตร..................................

เฉลย
ความเรว็ คือ อตั ราสว่ นระหว่างการกระจดั กบั เวลา เป็นปรมิ าณ เวกเตอร์ มหี นว่ ยเมตรตอ่ วินาที
หาความความเรว็ ไดจ้ ากสตู ร v̅ = s̅ สว่ นอตั ราเรว็ คอื อตั ราส่วนระหวา่ งระยะทางกบั เวลา

t

เป็นปรมิ าณ สเกลา่ ร์ มหี น่วยเป็นเมตรต่อวนิ าที หาอตั ราเรว็ ไดจ้ ากสตู ร V =



1. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033 2. นางสาววัชรีญาภรณ์ นิรมติ สุวรรณ 1023

2. สนุ ัขตวั หน่ึงเดินไปทางทศิ ใตไ้ ดร้ ะยะทาง 30 m จากน้นั เดนิ ไปทางทศิ ตะวนั ตกไดร้ ะยะทาง 40 m ใช้เวลาเดิน
ทงั้ หมด 50 s

จงแสดงวธิ ีการหา

A. อตั ราเรว็ เฉล่ยี ของสนุ ขั

B. ความเร็วเฉลย่ี ของสนุ ขั

............................................................................................................................. ............................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
......................................................................................................................................................... ................................
................................................................................................... ......................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
...................................................................................................................... ...................................................................
.................................................................................... .....................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.................................................................................... .....................................................................................................
...................................................................................................................................................................... ...................
................................................................................................................ .........................................................................
.................................................................................... ................................................................................................... ..
............................................................................................................................. ............................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
....................................................................................................................................................... ..................................

เฉลย

วาดภาพแสดงการเคล่อื นที่และใส่ปริมาณท่ีเก่ียวข้อง

หาอัตราเร็วเฉลย่ี โจทย์กำหนด

โจทย์กำหนดให้ S = 30 + 40 = 70 m , t = 50 s

ต้องการหา = ?

จากสมการ =


แทนคา่ ปริมาณต่างๆ = 70

50

 = 1.4 m/s

ตอบ นัน่ คือ สนุ ัขตวั น้ีเดนิ ด้วยอัตราเรว็ เฉลี่ยมีค่าเท่ากบั 1.4 m/s

หาความเร็วเฉลี่ย

เน่ืองจากขนาด ̅ = √302 + 402 = 50 m

จากสมการ ̅ =


= 50
50

 = 1 m/s

ตอบ น่ันคือ สุนขั ตัวน้ีเดนิ ด้วยความเรว็ เฉลี่ยมคี า่ เทา่ กับ 1 m/s ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใตh

1. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035 2. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007

คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนวเิ คราะห์ข้อความและวาดภาพแสดงการกระจดั และความเรว็ ดังต่อไปนี้
3. กำหนดใหว้ ตั ถเุ คล่ือนท่ีจากจุด A ผา่ นจดุ B ไปยงั จุด C ระยะทาง = AB + BC การกระจดั = AC ทิศจาก A ไป C

เฉลย

1. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ นั 1015 2. นางสาวนนั ทนา จงใจภักด์ิ 1012

มาตรฐาน ว 2.3 ม.2/1 - ม.2/3
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม : - สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทเี่ กดิ จากแรงที่กระทำต่อวัตถุได้

- สามารถคำนวณเก่ียวกบั งานและกำลงั ที่เกดิ จากแรงที่กระทำต่อวตั ถุโดยใชส้ มการ
W=Fs
และ P = จากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้



- สามารถวิเคราะห์หลักการทำงานของเครื่องกลอยา่ งงา่ ยจากข้อมลู ท่รี วบรวมได้
- ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความรู้ของเครื่องกลอยา่ งงา่ ย
- สามารถบอกประโยชนแ์ ละการประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจำวัน
คำช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นวิเคราะห์สถานการณ์ท่ีเกิดจากแรงท่ีกระทำต่อวัตถุและตอบคำถามใหถ้ กู ต้อง

1. 2.

3. 4.

5. 6.

ข้อสอบแบบอัตนัย
1. สถานการณ์ใดบ้างท่เี กิดงานตามความหมายทางวทิ ยาศาสตร์ เพราะเหตุใด
............................................................................................................................. .............................................................
.................................................................................................................................... ......................................................
..........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .............................................................
........................................................................................................................................................................... ...............
..................................................................................................... .....................................................................................

1. นางสาวจันทร์สดุ า ออ่ นงาม 2018 2. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ นั 1015

2. สถานการณใ์ ดบ้างที่ไม่เกดิ งานตามความหมายทางวทิ ยาศาสตร์ เพราะเหตุใด
............................................................................................................................. .............................................................
..........................................................................................................................................................................................
.................................................................................. .......................................................... ..............................................
............................................................................................................................. .............................................................
..................................................................................................................................................... .....................................
..........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................
. 1 .นางสาวอภิญญา กลุ สอนนาม 1018 2.นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033

3. จากการวเิ คราะห์สถานการณ์ท้ังหมด สามารถสรปุ ได้ว่าอย่างไร
............................................................................................................................. .............................................................
..........................................................................................................................................................................................
.................................................................................. .......................................................... ..............................................
............................................................................................................................. .............................................................
..................................................................................................................................................... .....................................
..........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................

1. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมือนเหลา 1002 2. นางสาวปิตยาพร ปญั ญา 1032

แนวคำตอบ
ขอ้ ท่ี 1 สถานการณ์ที่ 2 , 3 , 5 และ 6 เกิดงาน เน่ืองจากมีแรงกระทำต่อวัตถแุ ละวตั ถเุ คลอ่ื นทไี่ ปในแนวเดยี วกบั

ทศิ ทางของแรง

ขอ้ ท่ี 2 สถานการณท์ ่ี 1 ไม่เกิดงาน เนื่องจากมแี รงกระทำต่อวัตถุ แตว่ ตั ถุไมเ่ คลือ่ นท่ี
สถานการณ์ท่ี 6 ไม่เกดิ งาน เนื่องจากมแี รงกระทำต่อวัตถุต้ังฉากกบั ทิศทางการเคลื่อนท่ี

ขอ้ ที่ 3 งานเกิดจากแรงท่ีกระทำตอ่ วตั ถุแล้วทำใหว้ ตั ถุเคลื่อนทไ่ี ปในแนวเดียวกบั ทิศทางของแรง หากวัตถุไม่มกี าร
เคลอ่ื นที่หรือมีแรงมากระทำในทศิ ต้งั ฉากกับการเคลื่อนท่จี ะไม่ทำใหเ้ กดิ งาน

4. ออกแรงยกป้ันจั่น 1500 นิวตนั ข้นึ สูง 10 เมตร ในเวลา 20 วนิ าที จงหางานทเ่ี กิดและกำลงั ของปั้นจ่นั
ก. 150 จูล และ 7.5 วตั ต์
ข. 1,500 จลู และ 75 วตั ต์
ค. 15,000 จูล และ 750 วัตต์
ง. 15,000 จลู และ750 วตั ต์
เฉลย ง. 15,000 จูล และ 750 วัตต์

วิธที ำ จากสูตร W = FS
= 1,500(10)
= 15,000 Nm

จากสตู ร W = PT

P=W

T

= 15,000 Nm
20 s

= 750 W

ดังนน้ั งานท่ีเกิดมีคา่ เทา่ กบั 15,000 จูล และกำลงั ของปน้ั จ่ันมคี ่าเท่ากบั 750 วัตต์

1. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007 2. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา 1033

5. คำช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นจับคู่ภาพเครื่องกลอย่าง่ายใหส้ อดคล้องกับหลักการทำงานของเคร่ืองกลอย่างงา่ ย

1) ..............................เปน็ เครือ่ งกลที่ชว่ ยผ่อนแรงในการยกวัตถโุ ดยการยกวัตถุข้ึนในแนวดิง่ และลากวัตถุไปตามพน้ื
2) ..............................ออกแรงท่ีปลายด้านหนง่ึ เพื่อใหว้ ตั ถุปลายอีกดา้ นหนึ่งเคล่ือนที่
3) ..............................เมื่อดงึ เชอื กให้เคลื่อนทล่ี งด้วยระยะทางคา่ หนง่ึ วัตถุจะเคล่ือนทข่ี น้ึ ด้วยระยะทางท่เี ท่ากนั แล้ว
ทีก่ ระทำต่อวัตถจุ ะเท่ากับน้ำหนกั ของวัตถุ
4) ..............................เมื่อออกแรงกระทำต่อลอ้ หมนุ จะทำใหเ้ พาหมนุ พร้อมกันและทำให้วัตถุติดกระเพราเคลอื่ นท่ี
ไปด้วย
5) ..............................เป็นเคร่ืองกลที่ออกแรงปลายคานเพื่อทำใหเ้ กียวหมุนเมือ่ หมุนครบ 1 รอบจะทำใหเ้ กียวหมุน
ได้ 1 รอบ
6) ..............................มีลักษณะเป็นสามเหลยี่ มใชส้ ำหรับแยกวัตถุออกจากกัน

เฉลย

1) พน้ื เอียง เปน็ เคร่ืองกลที่ชว่ ยผอ่ นแรงในการยกวัตถุโดยการยกวตั ถุขน้ึ ในแนวดิ่งและลากวัตถุไปตามพ้นื
2) คาน ออกแรงท่ปี ลายด้านหน่ึงเพ่ือใหว้ ัตถุปลายอีกด้านหนึ่งเคล่ือนที่
3) รอก เมือ่ ดึงเชอื กให้เคลือ่ นทล่ี งดว้ ยระยะทางค่าหนึง่ วัตถุจะเคลอ่ื นที่ขึ้นด้วยระยะทางทเี่ ท่ากันแล้วที่กระทำต่อวัตถุ
จะเท่ากับน้ำหนกั ของวตั ถุ
4) ล้อและเพลา เมื่อออกแรงกระทำต่อล้อหมนุ จะทำใหเ้ พาหมุนพร้อมกนั และทำให้วัตถุตดิ กระเพราเคลื่อนท่ีไปด้วย
5) สกรู เป็นเคร่ืองกลท่ีออกแรงปลายคานเพื่อทำใหเ้ กียวหมนุ เมื่อหมุนครบ 1 รอบจะทำใหเ้ กียวหมนุ ได้ 1 รอบ
6) ลม่ิ มีลักษณะเปน็ สามเหลี่ยมใชส้ ำหรบั แยกวัตถุออกจากกัน

6. ข้อใดกล่าวถกู ต้องเกย่ี วกบั ประโยชน์และความสำคัญของเครือ่ งกลอย่างง่าย
ก. บางชนดิ ชว่ ยผอ่ นแรงได้
ข. สามารถทำงานเดียวกันโดยใชแ้ รงน้อยกวา่ ได้
ค. ชว่ ยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนทิศทางการเคล่ือนท่โี ดยเฉพาะการยกวัตถุขึ้นทส่ี ูง
ง. ทกุ ขอ้
เฉลย ง. ถกู ทกุ ข้อ

1. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007 2. นางสาวอภิญญา กลุ สอนนาม 1018

ว 1.2 ม.2/1 - ม.2/3

จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม : - สามารถออกแบบวธิ ที เี่ หมาะสมในการอธบิ ายปัจจยั ทมี่ ีผลต่อพลงั งานจลน์และ

พลังงานศักยโ์ นม้ ถว่ งได้ (หมายเหตุ : ไม่มขี ้อสอบทีส่ อดคล้องกบั วัตถปุ ระสงค)์
- สามารถทดลองด้วยวธิ ที ่ีเหมาะสมในการอธิบายปจั จัยท่ีมีผลตอ่ พลงั งานจลน์และ
พลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วงได้ (หมายเหตุ : ไม่มขี ้อสอบทีส่ อดคล้องกับวัตถุประสงค)์
ว 1.2 ม.2/1 - ม.2/3

จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม : - สามารถแปลความหมายข้อมูลพลังงานระหว่างพลังงานศกั ย์โนม้ ถว่ งและ
พลงั งานจลน์ของวัตถุได้
- สามารถอธบิ ายการเปล่ียนพลังงานระหวา่ งพลังงานศักยโ์ น้มถว่ งและพลังงาน
จลนข์ องวตั ถุได้

1. ในวัตถุก้อนหนงึ่ ความเปล่ียนแปลงของพลงั งานศกั ย์และพลังงานจลนเ์ ป็นไปตามคำกล่าวใด

ก. เมอื่ พลังงานศักยล์ ดลงพลังงานจลน์จะเพิ่มข้นึ

ข. เมอื่ พลงั งานศักยเ์ พิ่มขึ้นพลงั งานจลน์จะลดลง

ค. ศักยร์ วมกับพลงั งานจลนม์ ีค่าคงท่ีทุกตำแหน่ง

ง. ถูกทุกข้อ 1. นางสาววชั รีญาภรณ์ นริ มติ สุวรรณ 1023
เฉลย ง. ถูกทุกข้อ 2. นางสาวธดิ ารตั น์ พงั ภัคดี 1026
2. พลังงานศกั ยโ์ น้มถว่ งจะมากหรอื น้อยขึน้ อยกู่ บั สิ่งใด

ก. ความเร็วของมวลสาร

ข. แรงต้านของอากาศ

ค. ความสงู

ง. สรุปไม่ได้ 1. นางสาวนนั ทนา จงใจภกั ดิ์ 1012
เฉลย ค. ความสูง 2. นางสาวอภิญญา กุลสอนนาม 1018

3. การเคลอ่ื นที่ในข้อใดท่ี มกี ารเปลี่ยนรูปพลงั งานจลน์เปน็ พลงั งานศักย์โน้มถว่ ง

ก. ลูกบอลถกู โยนขึน้ ถึงจดุ สงู สุด

ข. การทำให้อากาศในบอลลนู รอ้ นขึ้น

ค. ลกู ปงิ ปองกลิ้งบนพน้ื โต๊ะแล้วชนกำแพง

ง. นกั กีฬานง่ั พักผ่อน 1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสกุ นั 1015
เฉลย ก. ลกู บอลถูกโยนขน้ึ ถงึ จุดสงู สุด 2. นางสาวจริ าภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003

4. ขณะท่ีลูกมะพร้าวกำลังหลน่ จากตน้ ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ ง

A. ตำแหนง่ ที่ 1 ลูกมะพร้าวมีพลงั งานศักย์โนม้ ถว่ งไมม่ ีพลงั งานจลน์
B. ตำแหน่งที่ 2 ลูกมะพร้าวมีพลงั งานจลนแ์ ละพลังงานศกั ยเ์ พมิ่ ขึ้น
C. ตำแหน่งท่ี 3 ลูกมะพร้าวมีพลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วงลดลงพลงั งานจลน์
เพ่มิ ขึ้น
D. พลังงานศักยโ์ น้มถว่ งทตี่ ำแหน่ง 1 เท่ากบั พลังงานจลน์ท่ตี ำแหนง่ 4

ก. ขอ้ 1 และ 2 ถกู ข. ขอ้ 1 และ 3 ถูก
ค. ข้อ2 และ 4 ถกู ง. ขอ้ 1, 3 และ 4 ถกู
เฉลย ข. ข้อ1 และ 3 ถกู
1. นางสาวอทติ ยา ทองดี 1007
2. นางสาวจันทร์สดุ า ออ่ นงาม 2018

5. คำช้ีแจง : ให้นักเรียนนำขอ้ ความที่กำหนดให้เตมิ หน้าข้อทีส่ มั พันธ์กัน

พลงั งานไฟฟา้ พลงั งานกล เสียง พลงั งานความรอ้ น
ความรอ้ น
พลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถว่ ง พลงั งานจลน์ ถา่ ยโอน

1. พลงั งานความร้อนสามารถ..........................วัตถหุ นง่ึ ไปอีกวตั ถหุ นึ่งได้
2. งานในการยกลูกตุม้ ปนั้ จนั่ ขึน้ ในแนวดง่ิ ทำให.้ ....................................ของลกู ตุ้มป้ันจ่ันมคี า่ เพิ่ม
3. เมือ่ วตั ถเุ คลื่อนทบ่ี นพนื้ ฝืดงานจากแรงเสียดทานทำให้................................ของวัตถุมีค่าลดลง
4. พัดลมเป็นอปุ กรณ์ไฟฟ้าท่ีทำหนา้ ที่เปลีย่ น...........................เปน็ ..............................ของการหมุนของใบพัด
แตก่ ารทำงานของพดั ลมอาจมกี ารสญู เสียพลังงานไปโดยเปลี่ยนเปน็ ..............................หรอื .....................

เฉลย
1. พลงั งานความร้อนสามารถ ถา่ ยโอน วตั ถหุ น่ึงไปอีกวตั ถุหนง่ึ ได้
2. งานในการยกลูกตุม้ ปัน้ จั่นขน้ึ ในแนวด่ิงทำให้ พลังงานศักยโ์ น้มถว่ ง ของลกู ตุ้มปน้ั จนั่ มีคา่ เพ่มิ
3. เมื่อวตั ถเุ คลื่อนทบี่ นพ้นื ฝืดงานจากแรงเสยี ดทานทำให้ พลงั งานจลน์ ของวตั ถุมีค่าลดลง
4. พดั ลมเป็นอุปกรณ์ไฟฟา้ ท่ีทำหนา้ ที่เปลย่ี น พลังงานไฟฟ้า เป็น พลังงานกล ของการหมนุ ของใบพัดแต่การ
ทำงานของพดั ลมอาจมีการสญู เสยี พลังงานไปโดยเปลยี่ นเปน็ พลังงานความร้อน หรือ เสยี ง

1. นางสาวจริ าภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
2. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007

6. คำชี้แจง : เตมิ เครอื่ งหมาย หน้าขอ้ ความทถี่ ูกต้องและเติมเคร่ืองหมาย หน้าขอ้ ความท่ผี ิด
……1. วัตถทุ ว่ี างนงิ่ อยู่กบั พน้ื มพี ลังงานศกั ยแ์ ละพลงั งานจลนส์ ะสมอยูภ่ ายในวัตถุ
……2. พลงั งานศักย์โนม้ ถ่วงมีคา่ สูงสดุ เม่อื วัตถตุ กลงสู่พื้น
……3. พลังงานจลนข์ องวัตถุจะสะสมอยู่ในวัตถุทเี่ คลอ่ื นที่
……4. พลังงานไม่มวี นั สูญหาย และพลังงานสามารถเปล่ียนรูปไปเป็นพลังงานอื่นได้
……5. แผงเซลลส์ รุ ยิ ะสามารถเปลยี่ นพลงั งานแสงให้เปน็ พลังงานไฟฟ้าได้

เฉลย
1. วตั ถทุ ี่วางน่ิงอยู่กบั พ้ืนมพี ลังงานศักยแ์ ละพลังงานจลนส์ ะสมอยภู่ ายในวตั ถุ
2. พลังงานศักย์โนม้ ถว่ งมีค่าสงู สุดเมื่อวัตถตุ กลงสู่พ้นื
3. พลังงานจลนข์ องวัตถจุ ะสะสมอยู่ในวัตถทุ ่เี คลื่อนที่
4. พลงั งานไม่มีวนั สูญหาย และพลงั งานสามารถเปล่ยี นรปู ไปเป็นพลงั งานอนื่ ได้
5. แผงเซลล์สรุ ยิ ะสามารถเปลีย่ นพลงั งานแสงให้เป็นพลงั งานไฟฟ้าได้

1. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
2. นางสาวเจตจรินทร์ วะสกุ นั 1015

7. ลูกฟตุ บอลกลิ้งไปตามพ้ืนที่มคี วามลาดชนั จากสูงไปต่ำลูกฟตุ บอลมกี ารเปลยี่ นรูปพลังงานอยา่ งไร

ก. พลงั งานศักย์เปลี่ยนเปน็ พลังงานกล

ข. พลังงานจลน์เปล่ยี นเป็นพลงั งานกล

ค. พลงั งานศักยเ์ ปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์

ง. พลงั งานจลน์เปล่ียนเปน็ พลงั งานศกั ย์ 1. นางสาวจนั ทร์สดุ า ออ่ นงาม 2018
เฉลย ค. พลงั งานศักย์เปลย่ี นเป็นพลังงานจลน์ 2. นางสาวนนั ทนา จงใจภักด์ิ 1012

8. พลังงานจลนท์ ีส่ ะสมอย่ใู นกอ้ นหนิ ซง่ึ ตกจากหนา้ ผาสงู พรอ้ มกนั จะมีค่ามากหรือนอ้ ยขึน้ อยกู่ ับสงิ่ ใด

ก. ความเร่ง

ข. ความดันอากาศ

ค. มวลของก้อนหิน

ง. ความสงู ของหนา้ ผา

เฉลย ค. มวลของก้อนหนิ 1. นางสาวปิตยาพร ปญั ญา 1032
9. โยนวตั ถขุ น้ึ ในแนวดิ่งท่ีจุดสูงสุดปริมาณใดเปน็ ศนู ย์ 2. นางสาวอภิญญา กลุ สอนนาม 1018

ก. แรง

ข. ความเรง่

ค. พลังงานจลน์

ง. พลังงานศกั ย์โน้มถว่ ง 1. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมอื นเหลา 1002
เฉลย ค. พลังงานจลน์ 2. นางสาวธดิ ารัตน์ พงั ภัคดี 1026

2.นางสาวนันทนา จงใจภักดิ์ 1012

10. การใช้ถังน้ำขนาดใหญ่ใส่น้ำเตม็ ถงั ตัง้ ไวใ้ นทสี่ งู แล้วต่อท่อให้ไหลไปหมุนกังหันซึ่งมีแกนตอ่ เข้ากบั ขดลวด
ทอี่ ยรู่ ะหวา่ งแทง่ แม่เหล็ก และต่อวงจรเข้ากับหลอดไฟจนสว่าง การเปล่ียนรูปพลงั งานเป็นแบบใด ตามลำดับ

ก. พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ พลงั งานกล พลงั งานไฟฟา้

ข. พลังงานศักย์ พลังงานกล พลังงานจลน์ พลงั งานไฟฟา้

ค. พลังงานจลน์ พลงั งานศักย์ พลังงานกล พลังงานไฟฟา้

ง. พลังงานจลน์ พลงั งานกล พลังงานไฟฟ้า พลงั งานศกั ย์

เฉลย ก. พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ พลงั งานกล พลังงานไฟฟา้ 1. นางสาวสโรรกั ษ์ จนั ทคาม 1035
2. นางสาววัชรีญาภรณ์ นิรมติ สุวรรณ 1023
3. นางสาวปติ ยาพร ปัญญา 1032

ว 3.2 ม.2/1 - ม.2/2
จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม : - สามารถเปรียบเทยี บกระบวนการเกดิ สมบตั ิ และการใช้ประโยชน์จากการ

ใช้เช้อื เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์จากขอ้ มูลท่รี วบรวมได้
- สามารถอธิบายผลกระทบจากการใช้เชอื้ เพลงิ ซากดึกดำบรรพจ์ ากข้อมูลที่
รวบรวมได้
- ตระหนกั ถึงผลจากการใช้เชอ้ื เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์
- สามารถนำเสนอแนวทางการใช้เชือ้ เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์ได้

1. คำชแ้ี จง : ให้นกั เรียนเตมิ เครือ่ งหมาย ✅ หน้าขอ้ ความทถี่ ูกตอ้ ง
ข้อใดต่อไปนเี้ กย่ี วข้องกบั ถ่านหิน
........1) เกดิ จากการทบั ถมของขยะและสารเคมี
........2) ประกอบไปด้วยธาตสุ ำคญั 4 อย่าง ได้แก่ คารบ์ อน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และออกซิเจน
........3) ทำใหเ้ กิดก๊าซเรอื นกระจก
........4) เกิดจากการทับถมของซากพืช
........5) เป็นเช้ือเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟา้
เฉลย

....❎ 1) เกดิ จากการทบั ถมของขยะและสารเคมี

....✅ 2) ประกอบไปดว้ ยธาตสุ ำคญั 4 อยา่ ง ไดแ้ ก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และออกซิเจน

....✅ 3) ทำใหเ้ กิดก๊าซเรือนกระจก

....✅ 4) เกดิ จากการทบั ถมของซากพชื

....✅ 5) เป็นเช้ือเพลิงสำหรบั การผลติ ไฟฟา้

1. นางสาวสโรรักษ์ จนั ทคาม 1035
2. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007

2. คำช้แี จง : ใหน้ ักเรียนจบั คขู่ อ้ ความโดยโยงเส้นทีม่ ีความสัมพนั ธก์ ันข้อใดต่อไปนคี้ ือ

1. พตี มีท้งั ผิวมนั และผวิ ด้าน มีทั้งเน้ือแขง็ และเน้ืออ่อน
2. ลิกไนต์ ความชื้นตำ่
3. ซับบทิ มู นิ ัส สนี ำ้ ตาลจนถงึ ดำ ความช้นื สูง กำมะถันตำ่
4. บทิ ูมนิ ัส
5. แอนทราไซด์ มีปรมิ าณคารบ์ อนสูงกวา่ ถ่านหนิ ชนิดอ่นื ติดไฟ
แล้วมีควันน้อย
เนอ้ื เหนียว ผวิ ดา้ น สีนำ้ ตาลเข้ม ผลติ กระแสไฟฟา้
บม่ ใบยาสูบ
มคี ารบ์ อนสูงกวา่ ซับบิทูมินัส เน้อื แน่นแขง็ สดี ำ
สนทิ เปน็ มันวาว

เฉลย

1. พีต มที ้ังผวิ มนั และผวิ ด้าน มีทง้ั เนื้อแขง็ และเนื้ออ่อน
2. ลกิ ไนต์ ความชื้นตำ่
สีน้ำตาลจนถึงดำ ความชน้ื สูง กำมะถนั ตำ่

3. ซบั บิทูมนิ ัส มปี ริมาณคาร์บอนสูงกวา่ ถา่ นหนิ ชนดิ อืน่ ตดิ ไฟ
4. บทิ มู นิ ัส แลว้ มคี วนั น้อย
5. แอนทราไซด์ เน้ือเหนยี ว ผิวด้าน สีนำ้ ตาลเข้ม ผลติ กระแสไฟฟ้า
บม่ ใบยาสบู
3. ขอ้ ใดคือความแตกตา่ งระหวา่ งถ่านหินและหนิ น้ำมัน มีคาร์บอนสงู กวา่ ซบั บิทูมินัส เน้ือแน่นแข็ง สีดำ
สนิทเปน็ มันวาว

1. นางสาวจนั ทร์สดุ า ออ่ นงาม 2018

2. นางสาวเจตจรนิ ทร์ วะสกุ ัน 1015

ก. วตั ถุตน้ กำเนิด ข. ระยะเวลาในการเกิด

ค. การนำไปใช้ประโยชน์ ง. ความร้อนและแรงกดดันที่ได้รบั

เฉลย ก. วัตถตุ น้ กำเนดิ 1. นางสาวสโรรักษ์ จันทคาม 1035
2. นางสาวพรรณธิภา พลอาษา
1033

4. หินนำ้ มันมสี ารใดเปน็ องคป์ ระกอบหลัก 1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
ก. เคอโรเจน 2. นางสาววชั รญี าภรณ์ นริ มติ สุวรรณ 1023
ข. ไฮโดรเจน
ค. คาร์บอน
ง. ออกซิเจน
เฉลย ก. เคอโรเจน

5. ขอ้ ความต่อไปนีเ้ กี่ยวข้องกับหินน้ำมัน ยกเวน้ ข้อใด

ก. มสี ถานะเป็นของแขง็

ข. บางประเภทมีสีน้ำตาล

ค. สกดั นำ้ มนั ออกมาได้

ง. สามารถใช้ประโยชนเ์ ปน็ เชือ้ เพลงิ ไดโ้ ดยตรง

เฉลย ง. สามารถใช้ประโยชนเ์ ปน็ เชอ้ื เพลิงไดโ้ ดยตรง เพราะ หนิ นำ้ มนั คอื หนิ ดนิ ดานทม่ี นี ้ำมนั แทรกอยู่

ในเนอื้ หิน มสี ถานะเป็นของแข็ง ส่วนใหญ่มีสดี ำ แต่บางประเภทมสี นี ้ำตาล ไมส่ ามารถนำปใชป้ ระโยชน์

เป็นเช้อื เพลิงได้โดยตรง หารนำไปใชต้ ้องนำไปสกัดเอาน้ำมนั ทอ่ี ยใู่ นเนื้อหนิ ออกมา

1. นางสาวธิดารตั น์ พงั ภคั ดี 1026

6. จงอธิบายกระบวนการเกิดและองค์ประกอบของปิโตรเลียม 2. นางสาวจริ าภรณ์ ยุบลเมฆ 1003

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แนวคำตอบ ปโิ ตรเลียมเกิดจากการทพี่ ชื และสัตวต์ ายลงและถูกทับถมกนั เปน็ เวลานาน ภายใตอ้ ุณหภูมิ
และความดนั สูง จนเกิดการเปล่ยี นสภาพได้เปน็ น้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาตแิ ทรกอยใู่ นชน้ั หนิ น้ำมันดบิ มี
ลักษณะเปน็ ของเหลวขน้ สีดำหรอื สนี ำ้ ตาลเข้ม เป็นสารผสมของไฮโดรคารบ์ อนหลายชนิด

1. นางสาวนันทนา จงใจภักดิ์ 1012
2. นางสาวสุดารัตน์ เหมือนเหลา 1002

7. ขอ้ ใดคือต้นกำเนิดของปโิ ตรเลียม 1. นางสาวปติ ยาพร ปัญญา 1032
ก. หินอคั นี 2. นางสาวอภญิ ญา กุลสอนนาม 1018
ข. อุกกาบาต
ค. ซากสง่ิ มชี ีวิต 1. นางสาวนนั ทนา จงใจภักด์ิ 1012
ง. ลาวาจากภเู ขาไฟ 2. นางสาวเจตจรินทร์ วะสุกัน 1015
เฉลย ค. ซากสงิ่ มีชีวิต
8. ปิโตรเลียมจดั เป็นเช้อื เพลิงอะไร 1. นางสาวธิดารตั น์ พงั ภคั ดี 1026
ก. เชื้อเพลงิ อินทรยี ์ 2. นางสาวสโรรักษ์ จันทคาม 1035
ข. เชอื้ เพลิงอนนิ ทรยี ์
ค. เช้ือเพลิงฟอสซิล
ง. เช้อื เพลงิ ดกึ ดำบรรพ์
เฉลย ค. เชื้อเพลิงฟอสซิล
9. ปโิ ตรเลยี มสว่ นใหญเ่ ปน็ สารประกอบประเภทใด
ก. สำรประกอบอินทรยี ์
ข. น้ำมนั และหินนำ้ มนั
ค. แอลกอฮอล์และกรดอนิ ทรีย์
ง. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนผสมกันหลายชนดิ
เฉลย ง. สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนผสมกันหลายชนดิ

10. คำช้ีแจง : ใหน้ กั เรยี นเติมขอ้ ความลงในแผนทค่ี วามคิดเรอื่ งการสำรวจปิโตรเลียมใหส้ มบรู ณ์
การสำรวจปโิ ตรเลียม

ธรณีวทิ ยา 1.
2. 3. 4.

เฉลย การสำรวจปิโตรเลยี ม

ธรณวี ิทยา 1.ธรณีฟสิ ิกส์

2.วธิ วี ดั ค่าความเขม้ 3.วิธีวัดคา่ แรงดึงดูดโลก 4.วธิ ีวดั คล่นื ไหว
สนามแมเ่ หล็กโลก สะเทือนของช้นั ดนิ

1. นางสาวนนั ทนา จงใจภกั ด์ิ 1012
2. นางสาววชั รญี าภรณ์ นริ มติ สุวรรณ 1023

11. คำชี้แจง : ให้นักเรยี นนำขอ้ ความที่กำหนดใหเ้ ติมหนา้ ข้อทส่ี ัมพนั ธ์กนั

การสำรวจทางธรณฟี สิ ิกส์ การสำรวจทางธรณีวทิ ยา การเจาะสำรวจ

...........................................1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อคาดคะเน โครงสร้างและ ชนิดของหินกัก
เกบ็ ปโิ ตรเลยี ม
…………………………………….2. การสำรวจเพ่อื ให้ได้ข้อมูลขอบเขต และลกั ษณะ โครงสรา้ งของช้นั หิน
เพอื่ การคาดคะเน แหล่งกักเก็บ ปโิ ตรเลยี ม
…………………………………….3. การสำรวจเพ่ือหาปริมาณผลิตภัณฑ์วา่ มปี ริมาณมาก พอคุ้มกบั การ
ลงทนุ

เฉลย

...การสำรวจทางธรณวี ิทยา..1. การศกึ ษาข้อมูลพน้ื ฐานเพ่อื คาดคะเน โครงสร้างและ ชนิดของหินกกั เก็บ
ปโิ ตรเลียม
…การสำรวจทางธรณฟี สิ กิ ส์..2. การสำรวจเพือ่ ให้ไดข้ ้อมลู ขอบเขต และลักษณะ โครงสรา้ งของชน้ั หนิ เพ่ือการ
คาดคะเน แหลง่ กักเก็บ ปโิ ตรเลยี ม

…การเจาะสำรวจ... 3. การสำรวจเพ่อื หาปริมาณผลิตภัณฑ์วา่ มีปรมิ าณมาก พอคมุ้ กบั การลงทุน

1. นางสาวจันทรส์ ดุ า ออ่ นงาม 2018
2. นางสาวสุดารตั น์ เหมอื นเหลา 1002

12. คำช้ีแจง : จงเขยี นเคร่ืองหมาย ✅หน้าขอ้ ที่ถูกต้อง และเขยี น ❎หนา้ ข้อที่ผดิ
……….. 1. น้ำมันดิบและแกส๊ ธรรมชาตเิ ป็นพลังงานฟอสซิล
……….. 2. แหลง่ กกั เก็บปโิ ตรเลยี มใตพ้ ื้นผิวโลกอยูใ่ นช้นั หนิ ดนิ ดาน
……….. 3. การสำรวจหาแหลง่ ปิโตรเลยี มข้นั ตอนแรกคือการเจาะสำรวจ
……….. 4. แหล่งนำ้ มนั ดิบทป่ี ระเทศไทยใช้ประโยชน์มากในปจั จบุ นั คอื แหล่งสิริกิต์ิ
……….. 5. การสำรวจธรณีวทิ ยาพนื้ ผวิ เพือ่ คาดคะเนการพบโครงสร้างของหินท่กี ักเก็บปิโตรเลียม
……….. 6. ประเทศไทยพบแหล่งนำ้ มันดบิ ครั้งแรกท่ี อำเภอฝาง จังหวดั กำแพงเพชร
……….. 7. ปรมิ าณน้ำมนั ท่ีซ้ือขายกนั ในตลาดโลกใช้หนว่ ยบาร์เรล
……….. 8. หินกรวดชว่ ยกักเก็บและปอ้ งกนั การระเหยของปิโตรเลียม
……….. 9. สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเปน็ องคป์ ระกอบของปโิ ตรเลียม
……….. 10. การวัดคา่ ความไหวสะเทอื นเปน็ ขน้ั ตอนแรกของการสำรวจหาแหล่งปโิ ตรเลยี ม
เฉลย

…✅ 1. นำ้ มนั ดิบและแก๊สธรรมชาติเป็นพลงั งานฟอสซลิ

…❎ 2. แหลง่ กกั เก็บปิโตรเลียมใตพ้ นื้ ผิวโลกอยู่ในชนั้ หนิ ดินดาน

…❎ 3. การสำรวจหาแหลง่ ปโิ ตรเลียมขน้ั ตอนแรกคือการเจาะสำรวจ

…✅. 4. แหลง่ นำ้ มันดบิ ทป่ี ระเทศไทยใช้ประโยชน์มากในปัจจบุ นั คือแหล่งสริ ิกิติ์

…✅ 5. การสำรวจธรณีวทิ ยาพน้ื ผิวเพือ่ คาดคะเนการพบโครงสรา้ งของหนิ ท่ีกักเก็บปิโตรเลียม

…❎ 6. ประเทศไทยพบแหล่งนำ้ มนั ดบิ ครง้ั แรกที่ อำเภอฝาง จังหวดั กำแพงเพชร

…✅ 7. ปรมิ าณน้ำมันทซ่ี ื้อขายกนั ในตลาดโลกใช้หน่วยบารเ์ รล

…❎ 8. หินกรวดชว่ ยกกั เกบ็ และป้องกนั การระเหยของปิโตรเลียม 1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสุกนั 1015
…✅ 9. สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเป็นองค์ประกอบของปโิ ตรเลยี ม 2. นางสาวอภญิ ญา กุลสอนนาม 1018

…❎ 10. การวัดคา่ ความไหวสะเทอื นเปน็ ขัน้ ตอนแรกของการสำรวจหาแหล่งปโิ ตรเลียม

13. ขอ้ ใดต่อไปนไี้ ม่ใชป่ ระโยชนข์ องการใชเ้ ช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์

ก. ใช้ถา่ นหินเป็นเชื้อเพลงิ ในอุตสาหกรรม 1. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
ข. ใชป้ โิ ตรเลียมเป็นเชอื้ เพลิงคมนาคม 2. นางสาวธดิ ารัตน์ พงั ภคั ดี 1026
ค. ก๊าซปโิ ตรเลยี มเหลวเปน็ เชื้อเพลิงในครวั เรอื นและยานพาหนะ
ง. ใช้ถ่านหนิ เปน็ เช้อื เพลิงในครัวเรอื นและยานพาหนะ
เฉลย ง. ใชถ้ ่านหนิ เปน็ เช้อื เพลิงในครวั เรอื นและยานพาหนะ

คำชแ้ี จง : จงเติมเคร่อื งหมายถกู หน้าข้อความทถี่ ูกต้อง ✔

14. ขอ้ ใดต่อไปนคี้ ือผลกระทบจากการใช้เชอื้ เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์

........1. ลดการสร้างกา๊ ซเรอื นกระจก ........6. เป็นเชื้อเพลงิ ในการผลติ กระแสไฟฟา้ ได้ดี
........2. เกิดปรากฏการณ์ฝนกรด ........7. ทำใหเ้ กิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ
........3. ทำให้ส่ิงปลูกสร้างสกึ กร่อนก่อนเวลาอนั
และปอด
ควร ........8. อุณหภมู ขิ องโลกเพิ่มสงู ขนึ้
........4. มปี ริมาณออกซิเจนมากข้ึน ........9. ผลิตเชื้อเพลงิ กระแสไฟฟ้า
........5. เกดิ มลพิษทางอากาศต่อสง่ิ มีชีวติ และ .......10. มีการปล่อยกา๊ ซจำพวกซัลเฟอร์ได

ส่งิ แวดลอ้ ม ออกไซดแ์ ละไนตรสั ออกไซด์

เฉลย ____6. เป็นเชือ้ เพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดี
____1. ลดการสรา้ งก๊าซเรอื นกระจก ✔7. ทำให้เกดิ การระคายเคืองต่อระบบหายใจ
✔2. เกิดปรากฏการณ์ฝนกรด
✔3. ทำใหส้ ง่ิ ปลูกสรา้ งสกึ กร่อนก่อนเวลาอันควร และปอด
____4. มปี ริมาณออกซิเจนมากขน้ึ ✔8. อุณหภูมขิ องโลกเพ่มิ สูงขึน้
✔5. เกิดมลพิษทางอากาศต่อสง่ิ มชี วี ติ และ ____9. ผลิตเช้อื เพลิงกระแสไฟฟ้า
✔10. มีการปล่อยก๊าซจำพวกซัลเฟอร์ได
สง่ิ แวดลอ้ ม
ออกไซด์และไนตรัสออกไซด์

1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. นางสาวจนั ทร์สดุ า อ่อนงาม 2018

ว 3.2 ม.2/3

จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม : - สามารถเปรยี บเทียบขอ้ ดีและข้อจำกัดของพลงั งานทดแทนแตล่ ะประเภทจาก

การรวบรวมขอ้ มูลได้

- สามารถนำเสนอแนวทางการใช้พลังงานทดแทนท่ีเหมาะสมในท้องถ่ินได้

1. คำชี้แจง : ใหน้ กั เรียนจบั คขู่ อ้ ความที่มีความสมั พนั ธ์กนั ใหถ้ ูกต้อง

1. พลงั งานถา่ นหนิ 1. ขอ้ ดี นำกลับมาใช้ใหมเ่ ป็นแหล่งพลังงานทีเ่ ชือ่ ถือไดแ้ ละมี
ใชอ้ ยา่ งต่อเนอื่ ง

ขอ้ เสีย อาจก่อใหเ้ กิดมหนั ตภยั ขึ้นไดใ้ นกรณีการทำทลาย
ของเข่อื นก้นั นำ้

2. พลังงานแสงอาทติ ย์ 2. ขอ้ ดี เป็นแหลง่ พลังงานที่มีอย่างต่อเนื่องมีการผลติ ไฟฟ้า
ขนาดเลก็ และพฒั นาเทคโนโลยีตา่ งๆเชน่ ดาวเทียม

ข้อเสีย การให้ความร้อนหรือพลงั งานมีเวลาจำกดั ต้องมีแหล่ง
เก็บสะสมพลงั งาน

3. พลงั งานลม 3. ข้อดี เหมาะสำหรบั การผลิตไฟฟ้าขนาดเลก็ โดยเฉพาะทีม่ ี
4. พลังงานน้ำ ลมแรงตลอดเวลา

ขอ้ เสีย ทำให้เกดิ การรบกวนในการสง่ สัญญาณโทรทศั น์

4. ข้อดี เหมาะสมทจี่ ะใชใ้ นปรมิ าณปรมิ าณมากๆมีอยู่พร้อม
แล้วและไมม่ ีปญั หาเรื่องการขนส่งโดยเฉพาะในบาง
ประเทศ

ข้อเสีย ทำใหเ้ กิดมลภาวะในอากาศเน่ืองจากมีคนที่ถกู ปล่อย
จากปลอ่ งประกอบด้วยก๊าซ CO2 SO2 และ NOx

5. ขอ้ ดี ไม่ก่อใหเ้ กิดปฏกิ ริ ิยาเรอื นกระจก
ข้อเสีย ตอ้ งหาท่ีเก็บและจดั การกับแท่งเชือ้ เพลงิ ที่ใชแ้ ลว้

5. พลงั งานนิวเคลยี ร์

เฉลย 1. ข้อดี นำกลับมาใชใ้ หมเ่ ป็นแหล่งพลงั งานทเ่ี ช่ือถือได้และมี
1. พลังงานถ่านหนิ ใช้อย่างตอ่ เนื่อง

2. พลังงานแสงอาทติ ย์ ขอ้ เสีย อาจก่อให้เกดิ มหันตภยั ขึ้นได้ในกรณกี ารทำทลาย
3. พลงั งานลม ของเข่อื นกน้ั น้ำ
4. พลงั งานนำ้
2. ข้อดี เปน็ แหล่งพลงั งานที่มอี ย่างต่อเนื่องมีการผลติ ไฟฟ้า
5. พลังงานนวิ เคลยี ร์ ขนาดเล็กและพฒั นาเทคโนโลยตี า่ งๆเชน่ ดาวเทียม

ขอ้ เสีย การให้ความร้อนหรือพลงั งานมีเวลาจำกัดต้องมีแหล่ง
เกบ็ สะสมพลงั งาน

3. ขอ้ ดี เหมาะสำหรับการผลิตไฟฟา้ ขนาดเลก็ โดยเฉพาะทม่ี ี
ลมแรงตลอดเวลา

ขอ้ เสีย ทำใหเ้ กิดการรบกวนในการสง่ สญั ญาณโทรทัศน์

4. ข้อดี เหมาะสมที่จะใชใ้ นปรมิ าณปริมาณมากๆมีอยู่พร้อม
แล้วและไมม่ ปี ัญหาเรื่องการขนสง่ โดยเฉพาะในบาง
ประเทศ

ข้อเสยี ทำใหเ้ กิดมลภาวะในอากาศเนื่องจากมีคนที่ถูกปล่อย
จากปลอ่ งประกอบด้วยกา๊ ซ CO2 SO2 และ NOx

5. ขอ้ ดี ไมก่ ่อใหเ้ กิดปฏิกริ ิยาเรอื นกระจก
ข้อเสีย ตอ้ งหาทีเ่ ก็บและจดั การกบั แท่งเช้อื เพลงิ ท่ีใชแ้ ล้ว

1. นางสาวนันทนา จงใจภกั ด์ิ 1012
2. นางสาวจริ าภรณ์ ยุบลเมฆ 1003

2. ข้อใดเป็นวธิ ปี ระหยัดพลังงานได้ดที ่ีสดุ 1. นางสาวจันทร์สุดา ออ่ นงาม 2018
ก. นาย A เปิดแอร์ท่ีอณุ หภมู ิ 25 องศาเซลเซยี ส 2. นางสาวสดุ ารัตน์ เหมอื นเหลา 1002
ข. นาย B ใชเ้ ครอื่ งซักผา้ ซกั คร้งั ละมากๆ
ค. นาย C ขร่ี ถจกั รยานไปทำงานเเทนรถยนต์ 1. นางสาวจิราภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003
ง. นาย D ขบั รถยนต์มาทำงานกับเพื่อน 2. นางสาวพรรณธภิ า พลอาษา 1033
เฉลย ค. นาย C ข่รี ถจกั รยานไปทำงานแทนรถยนต์
3. นักเรยี นกระทำตามข้อใดเปน็ การอนรุ ักษส์ ่งิ แวดลอ้ มแบบยง่ั ยืน
ก. การนำเอาทรัพยากรมาใช้อย่างประหยดั
ข. การทำเกษตรอย่างเดยี ว
ค. การใช้พ้นื ทเ่ี ล้ียงสตั ว์อยา่ งเดียว
ง. การทำการเกษตรแบบผสมผสาน
เฉลย ง. การทำการเกษตรแบบผสมผสาน

ว 3.2 ม.2/4 - ม.2/5
จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม : - สามารถสรา้ งแบบจำลองที่อธบิ ายโครงสร้างภายในโลกตามองคป์ ระกอบทางเคมี

จากข้อมลู ที่รวบรวมได้ : (หมายเหตุ ไม่มีข้อสอบทสี่ อดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์)
- สามารถอธบิ ายกระบวนการผพุ งั อยู่กับที่ การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอน
จากแบบจำลองได้
- สามารถยกตัวอย่างผลของกระบวนการพังอยู่กบั ท่ีการกรอ่ นและการสะสมตัวของ
ตะกอน ท่ีทำใหผ้ วิ โลกเกิดการเปลยี่ นแปลง

1. คำช้ีแจง : ให้นักเรยี นนำข้อความที่กำหนดใหเ้ ติมหนา้ ข้อที่สมั พนั ธก์ ัน

การผพุ งั อยู่กบั ที่ การสะสมตวั ของตะกอน การกร่อน

.................................. 1.ผลของการผุพังอย่กู ับที่ทำให้เกิดกองเศษหนิ เมอ่ื มตี ัวการต่างๆมากระทำ
เช่นทางนำ้ ทำใหเกดิ การเสยี ดสกี บั หินก่อนอน่ื

…………………………...... 2. เป็นกระบวนการเปลย่ี นแปลงสภาพทเี่ กดิ ขึน้ อย่างชา้ ๆ ทำให้หนิ ท่โี ผล่
ขึน้ มาบน ผวิ โลกเกดิ การสึกกรอ่ น

……………………………….3. กระบวนการท่ีสารเปลีย่ นสถานะจากของเหลวหรือไอกลายเป็นของแข็ง
เช่น หนิ งอกหนิ ยอ้ ยในถ้ำ ผลึกนำ้ แข็ง

เฉลย

การกรอน 1. ผลของการผุพงั อยูก่ ับทที่ ำใหเ้ กิดกองเศษหิน เมื่อมตี ัวการต่างๆมา
กระทำ เชน่ ทางน้ำ ทำใหเกิดการเสียดสีกับหินก่อนอ่ืน

การผพุ งั อยู่กับที่ 2. เป็นกระบวนการเปล่ยี นแปลงสภาพท่เี กิดข้นึ อยา่ งชา้ ๆ ทำใหห้ ินท่ี
โผลข่ ้นึ มาบน ผวิ โลกเกิดการสึกกรอ่ น

การสะสมตัวของตะกอน 3. กระบวนการทส่ี ารเปล่ยี นสถานะจากของเหลวหรอื ไอกลายเปน็
ของแขง็ เช่น หินงอกหินย้อยในถ้ำ ผลึกนำ้ แขง็

1. นางสาวปติ ยาพร ปญั ญา 1032
2. นางสาวอภญิ ญา กุลสอนนาม 1018

2. การผุพงั อยู่กับท่ีแบ่งออกเปน็ กปี่ ระเภท

ก. 2ประเภท

ข. 3ประเภท

ค. 4ประเภท 1. นางสาวสโรรกั ษ์ จันทคาม 1035
ง. 5ประเภท 2. นางสาววชั รญี าภรณ์ นริ มติ สวุ รรณ 1023

เฉลย ก. 2 ประเภท คอื การผพุ งั กบั ท่ีทางกายภาพ การผพุ งั อยู่กบั ท่ีทางเคมี

3. ผลของการเปลีย่ นแปลงของโลกในข้อใดเกดิ จากการกร่อนมากทีส่ ดุ

ก. แผ่นดนิ ทรุด

ข. ถำ้ หินงอกหินย้อย

ค. ดินแตกระแหง

ง. ภเู ขาถลม่ 1. นางสาวเจตจรินทร์ วะสุกัน 1015
เฉลย ง. ภูเขาถล่ม 2. นางสาวจนั ทร์สุดา ออ่ นงาม 2018

4. กระบวนการใดท่ีจะสง่ ผลใหเ้ ขาตะปู จ.พังงา
ในภาพเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไดม้ ากทีส่ ดุ
ก. การพัดพา
ข. การผุพงั อยู่กบั ท่ี
ค. การทบั ถม
ง. การสะสมตวั ของตะกอน
เฉลย ข. การผุพังอยู่กับที่

1. นางสาวอทิตยา ทองดี 1007
2. นางสาวจิราภรณ์ ยบุ ลเมฆ 1003

5. คำช้ีแจง : จงเลอื กคำตอบท่ถี ูกต้อง เติมลงใต้ภาพต่อไปน้ี

1.……………………………. 2.……………………………. 3.…………………………….

การกร่อน การสะสมตัวของตะกอน การผพุ ังอยู่กบั ท่ี

เฉลย

1. การผพุ ังอยู่กับที่ 2. การกร่อน 3. การสะสมตัวของตะกอน

1. นางสาวสุดารตั น์ เหมอื นเหลา 1002
2. นางสาวสโรรักษ์ จันทคาม 1035

ว 3.2 ม.2/6 - ม.2/7

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม : - สามารถอธบิ ายลักษณะของชน้ั หนา้ ตัดดนิ และกระบวนการเกิดดินจากแบบจำลองได้
- สามารถระบปุ จั จยั ท่ีทำให้ดนิ มลี ักษณะและสมบัติแตกตา่ งกนั ได้
- สามารถตรวจวดั สมบัติบางประการของดนิ โดยใช้เครอ่ื งมอื ท่ีเหมาะสมได้
- สามารถนำเสนอแนวทางการใชป้ ระโยชน์ของดนิ จากข้อมูลสมบตั ขิ องดินได้

1.คำชี้แจง : ใหน้ ักเรยี นนำอักษรหนา้ ข้อความทางด้านขวามือ เติมหนา้ ข้อความด้านซา้ ยมือที่มี ความสัมพันธก์ นั

………..1. ดนิ ก. ดนิ ทม่ี กี ารผผุ งั สลายตวั สงู มพี วกออกไซดข์ อง
...........2. ฮวิ มสั เหล็กปนอยมู่ าก
………..3. ดนิ ชั้น O
………..4. ดนิ ชัน้ B ข. ดินบริเวณนน้ั มอี ินทรยี วตั ถุมาก มีความอดุ ม
...........5. ดนิ ร่วน สมบรู ณ์สงู
...........6. ดินเหนยี ว
...........7. ดนิ ทราย ค. ซากของสง่ิ มีชวี ิตทีเ่ น่าเป่ือย
………..8. ดินสนี ำ้ ตาลหรอื สดี ำ
...........9. ดนิ ทม่ี ีสีเหลืองหรือสีแดง ง. เกิดจากการสลายตัวของหินและแรธ่ าตตุ า่ งๆ
..........10. องค์ประกอบของดิน รวมทั้งอนิ ทรียสาร

จ. ดนิ ชนั้ ท่ีมีฮิวมสั ในดนิ อยู่มาก

ฉ. ดนิ ท่มี เี นื้อแน่น มีความชื้นสงู และมจี ดุ ประ

ช. ดินทเ่ี หมาะแก่การเพาะปลูก

ซ. เนอ้ื แนน่ และละเอยี ดลื่นมือ ความพรนุ น้อย นำ้
ซำ้ ผ่านไดย้ ากทำให้อุ้มนำ้ ได้ดี

ฌ. เมด็ ดินมีขนาดใหญ่ มคี วามพรุนมาก นำ้ ซมึ ผ่าน
ได้ง่ายและไมอ่ ้มุ นำ้

ญ. แรธ่ าตุ อินทรีวัตถุ น้ำ และอากาศ

เฉลย ก. ดินท่ีมกี ารผผุ งั สลายตวั สูงมีพวกออกไซดข์ อง
เหลก็ ปนอย่มู าก
…ง..1. ดนิ
...ค..2. ฮิวมัส ข. ดนิ บรเิ วณนัน้ มอี นิ ทรยี วตั ถมุ าก มีความอุดม
…จ..3. ดนิ ชั้น O สมบรู ณส์ ูง
…ฉ..4. ดินช้นั B
...ช..5. ดินรว่ น ค. ซากของสิ่งมีชวี ติ ทเ่ี นา่ เปื่อย
...ซ...6. ดนิ เหนียว
...ฌ..7. ดนิ ทราย ง. เกดิ จากการสลายตวั ของหินและแร่ธาตตุ า่ งๆ
…ข..8. ดนิ สีน้ำตาลหรอื สีดำ รวมทัง้ อนิ ทรยี สาร
...ก..9. ดินทีม่ ีสีเหลืองหรือสแี ดง
...ญ..10. องคป์ ระกอบของดิน จ. ดนิ ช้นั ทีม่ ีฮวิ มัสในดนิ อยู่มาก

ฉ. ดนิ ที่มเี นอื้ แนน่ มคี วามชืน้ สงู และมจี ุดประ

ช. ดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก

ซ. เนอ้ื แน่นและละเอียดล่นื มือ ความพรนุ น้อย นำ้
ซำ้ ผา่ นไดย้ ากทำให้อ้มุ นำ้ ได้ดี

ฌ. เม็ดดินมีขนาดใหญ่ มคี วามพรุนมาก นำ้ ซมึ ผา่ น
ได้งา่ ยและไม่อุม้ น้ำ

ญ. แร่ธาตุ อินทรีวัตถุ น้ำ และอากาศ

1. นางสาวจันทร์สุดา อ่อนงาม 2018
2. นางสาววชั รญี าภรณ์ นิรมติ สวุ รรณ 1023
2. คำชี้แจง : ใหน้ กั เรียนเตมิ เคร่ืองหมาย ✅ หนา้ ข้อความที่ถูกต้อง
ข้อใดคือการกำเนิดของดนิ
........1) เกิดจากการทับถมของขยะและสารเคมี
........2) เกิดจากการสลายตัวผุพังโดยตรงจาก
........3) เกิดจากแร่ธาตแุ ละซากส่ิงมชี ีวติ บริเวณนัน้ หรือถูกเคลอ่ื นย้ายมาจากท่ีอ่ืน
........4) เกิดจากการทับถมของส่งิ ก่อสร้างทมี่ นุษยส์ ร้างขนึ้
........5) เกิดจากการสลายตวั ของซากพืชซากสตั ว์


Click to View FlipBook Version