การพัฒนาชุดทักษะการเรียนรู้จํานวนกับตัวเลข สําหรับเด็กอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 รัชดา มั่นคง ธิดารัตน์ ภูลายยาว สรารัตน์ภูริศรี หฤทัย ไทยอ่อน อิมพาภรณ์ วงศ์เชียงยืน รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนี่งของ รายวิชา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้(EDED 207) หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2565
การพัฒนาชุดทักษะการเรียนรู้จํานวนกับตัวเลข สําหรับเด็กอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 รัชดา มั่นคง ธิดารัตน์ ภูลายยาว สรารัตน์ภูริศรี หฤทัย ไทยอ่อน อิมพาภรณ์ วงศ์เชียงยืน รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนี่งของรายวิชา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ (EDED 207) หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2565
ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดทักษะการเรียนรู้จํานวนกับตัวเลขสําหรับเด็กอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 1 ชื่อผู้วิจัย 1. รัชดา มั่นคง 2. ธิดารัตน์ ภูลายยาว 3. สรารัตน์ภูริศรี 4. หฤทัย ไทยอ่อน 5. อิมพาภรณ์ วงศ์เชียงยืน หน่วยงาน วิทยาลัยพิชญบัณฑิต หลักสูตร ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ปีที่จัดพิมพ์ 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. กัลยารัตน์ หัสโรค์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถใน การเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของเด็กอนุบาล 3 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่กำหนด ประชากร เป้าหมาย ได้แก่ เด็กอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2/2565 โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา จำนวน 28 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทำสอบที แบบ One–Sample T-Test ผลการวิจับพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 ได้แก่ ชุดที่ 1 เรื่องการ เขียนเเละการนับเลข ชุดที่ 2 เรื่องเรขาคณิต ชุดที่ 3 เรื่องการเปรียบเทียบขนาด และชุดที่ 4 เรื่องการ การเปรียบเทียบจำนวน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.48/92.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของเด็กอนุบาล 3 พบว่า หลังเรียนเด็กอนุบาล 3 สามารถพัฒนาทักษะการเขียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนพยัญชนะตัวกลม ตามที่กำหนดเพิ่มขึ้นและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ค กิตติกรรมประกาศ การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีความสนใจศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อครูและนักเรียน ในด้านการ พัฒนาชุดทักษะการเรียนรู้จํานวนกับตัวเลขสำหรับเด็กชั้นอนุบาล 3 อันจะนำไปสู่การพัฒนาพัฒนาเด็ก โดยองค์รวม คือ พัฒนาทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาในระดับชั้นที่สูงขึ้นต่อไป วิจัยฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความเมตตายิ่งจากอาจารย์ ดร. กัลยารัตน์ หัสโรค์อาจารย์ ที่ปรึกษา ที่กรุณาได้ให้คำปรึกษา แนะนำ ปรับปรุง แก้ไข ทั้งห่วงใย สอบถามให้กาลังใจ ดูแลอย่าง ใกล้ชิดตลอดระยะเวลาของการวิจัย ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งใจในความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณมาด้วย ความเคารพเป็นอย่างสูง ขอกราบขอบพระคุณ คุณครูจิตรละมุน จันทร์เหลือง ครูโรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพาที่ให้ ความเมตตาเป็นครูเลี้ยงคอยให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ตลอดจนการ ดำเนินการวิจัยจนสำเร็จด้วยความเรียบร้อยสมบูรณ์ ท้ายสุดนี้ ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้คงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาการ พัฒนาทักษะการเขียนของเด็กชั้นอนุบาล 3 เพื่อวางพื้นฐานในการพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ของ นักเรียนต่อไป คณะผู้วิจัย กุมภาพันธ์2566
ง สารบัญ คณะผู้วิจัย......................................................................................................................................ค บทที่ 1 บทนำ...............................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา............................................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย...................................................................................................................3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ................................................................................................................3 ขอบเขตการวิจัย................................................................................................................................3 นิยามศัพท์เฉพาะ...............................................................................................................................3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................5 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560...................................................................................5 แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัย........................................................................................................6 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์....................................................................................................9 สภาพที่พึงประสงค์..........................................................................................................................10 หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์.................................24 ชุดกิจกรรม......................................................................................................................................28 การหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม ......................................................................................................38 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..........................................................................................................................39 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย..........................................................................................................44 รูปแบบของการวิจัย.........................................................................................................................44 ประชากร.........................................................................................................................................44 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................................................44 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ...................................................................................................44 การดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................46 การวิเคราะห์ข้อมูล..........................................................................................................................47 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.........................................................................................................47 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................48 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล...............................................................................................48 ผลการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข.................................................48 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข.....................................................50
จ บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ............................................................................51 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.................................................................................................................51 วิธีดำเนินการวิจัย............................................................................................................................51 สรุปผลการวิจัย................................................................................................................................53 อภิปรายผลการวิจัย.........................................................................................................................53 ข้อเสนอแนะ....................................................................................................................................54 บรรณานุกรม................................................................................................................................56 ภาคผนวก....................................................................................................................................59 ภาคผนวก ก ชุดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข (4ชุด) ..................................60 ประวัติผู้วิจัย................................................................................................................................61
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้ สามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่จบไม่สิ้น แต่ในช่วงวัยที่ควรให้ความสำคัญที่สุดสำหรับการศึกษาก็คือช่วงเวลา ปฐมวัย หรือช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี และนี่นับเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกษาที่มีความสำคัญ ที่สุดของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นช่วงเวลาแห่งการวางรากฐานชีวิตที่คนทั่วทั้งโลกต่างก็ให้ ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรากฐานทางความคิด บุคลิกภาพ การพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญา ซึ่งการศึกษาในระดับปฐมวัยนั้น ก็จะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแนวทางในการเรียนการสอน ของแต่ละพื้นที่ แต่ในท้ายที่สุดก็คือ มีจุดประสงค์เดียวกันได้แก่การสร้างให้เด็กคนหนึ่งเติบโตไปเป็น ผู้ใหญ่ ที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมซึ่ง พัชรี สวนแก้ว (2536) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่าการศึกษา มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาบุคลากรตลอดจนไปถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาส่วนอื่นๆ ด้วย เป็นรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ เพราะไม่ว่าจะทำการพัฒนาส่วนใดต้องเริ่มมาจาก การพัฒนาคนเสียก่อน ซึ่งการพัฒนาคนสามารถทำได้หลาย ๆ รูปแบบอย่างที่สำคัญที่สุดของการพัฒนา คน คือการให้การศึกษา ดังนั้นการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคนโดยต้องคำนึงถึง การศึกษาเป็นสำคัญในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำนำโลกไปมาก การศึกษาก็ต้องพัฒนาไปให้ ทันกับโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระดับปฐมวัยนับว่ามี ความสำคัญที่สุด เพราะเป็นการ ปูพื้นฐานชีวิตทั้งมวล ให้แก่เด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่มี คุณภาพของสังคมในวันข้างหน้า สำหรับการศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดู และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัย ของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยจึงมุ่ง พัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพ และต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และสำนึกความเป็นไทย โดย ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนาและให้การศึกษาแก่เด็ก ปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการ ทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพและเต็มตามศักยภาพ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560) ซึ่งสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย ต้องจัดให้มีการอบรม เลี้ยงดู เพิ่มพูนประสบการณ์ ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ และจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยอย่างทั่วถึง
2 รวมทั้งจัดให้มีการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทุกด้านและในช่วงรอยต่อตั้งแต่ก่อนระดับอนุบาล จนถึงระดับประถมศึกษาอย่างต่อเนื่อง (พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย, 2562) พัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านสติปัญญา ความคิดของเด็กวัยนี้มีลักษณะยึดตนเองเป็น ศูนย์กลางเมื่ออายุ 4 - 6 ปี เด็กสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของที่อยู่รอบตัวได้ สามารถ จำสิ่งต่างๆ ที่ได้กระทำซ้ำกันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ยังอาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาโดยการลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผลความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุที่เพิ่มขึ้น (สำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560 : 6-7) ซึ่งพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยประกอบด้วยความสามารถหลายประการ ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้ภาษาและการสื่อสารทั่วไป ความสามารถในการใช้ถอยคำได้อย่างคลอง แคล่ว ความสามารถในการใช้ตัวเลข และความสามารถทางด้านเหตุผล (Thurstone, 1974 ) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดของเด็กปฐมวัยเพราะช่วยให้เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุมีผลและใช้ในการ แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างดี สอดคล้องกับสุรางค์ โค้วตระกูล (2537) ที่ระบุว่าทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียน และการดำรงชีวิต และสอดคล้องกับชมนาด เชื้อสุวรรณทวี (2542) ที่กล่าวถึงความสำคัญของ คณิตศาสตร์ไว้ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชา ที่เกี่ยวข้องกับความคิด เป็นโครงสร้างที่มีเหตุผลและสามารถ นำคณิตศาสตร์ไปแก้ปัญหาในทางวิทยาศาสตร์หรือสาขาอื่นๆ คณิตศาสตร์เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ช่วยสร้างสรรค์จิตใจของมนุษย์ฝึกให้คิดอย่างมีระเบียบแบบแผน คณิตศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ทักษะทางคำนวณแต่เพียงอย่างเดียว หรือไม่ได้มีความหมายเพียงตัวเลขสัญลักษณ์เท่านั้น ยังช่วย ส่งเสริมการสร้างและใช้หลักการคาดคะเนมาใช้ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และจากความแตกต่าง ระหว่างบุคคลควรส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถคิดอย่างอิสระบนความสมเหตุสมผลไม่จำกัดว่าการคิด คำนวณต้องออกมาเพียงคำตอบเดียวหรือมีวิธีการเดียว อีกทั้งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดให้มีการบูรณาการสำคัญ ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา คือ ทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560: 7) จากการทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 พบว่า เด็กอนุบาล 3 จำนวน 28 คน มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนกับตัวเลขอยู่ใน ระดับปานกลาง (กลุ่มบริหารงานวิชาการ, 2564 ก) ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่คาดหวัง (ระดับดี) แนวทาง ในการพัฒนาเรื่องนี้ ผู้วิจัยได้แนวคิดมาจากการศึกษารายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ ของศิรินงค์ ชุมแวงวาปี(2565) ณัฐภัสสร ภูหลวง (2564) ศิรัญญา ภูมิชัย (2564) นงค์รัก สีคะปัสสะ (2564) ศิราณี จันทร์บุตร นุจิรา เหล็กกล้า (2561) จารุวรรณ มหารัชพงศ์ ดวงกมล จาละ รัชนิกร กุมรัม ยะกุล (2559) และขวัญหทัย สมจิตต์ (2557) พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สามารถพัฒนาทักษะทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาลให้สูงขึ้นได้ จากความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัว เลขที่สร้างขึ้น สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับ เด็กอนุบาล 3 ได้มากน้อยเพียงใด
3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข เด็กนักเรียนอนุบาล 3 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข ของเด็กอนุบาล 3 หลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 80 ที่กำหนด สมมติฐานการวิจัย ความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 หลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80 ที่กำหนด ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เด็กอนุบาล 3 สามารถเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขได้เหมาะสมตามวัย 2. ได้แนวทางในการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหาที่ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 มีจำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.1 เรื่องการเขียนเเละการนับเลข 1.2 เรื่องเรขาคณิต 1.3 เรื่องการเปรียบเทียบขนาด 1.4 เรื่องการเปรียบเทียบจำนวน 2. ขอบเขตด้านประชากร 2.1. เด็กอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2/2565 โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา จำนวน 28 คน (โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา, 2565) 3. ขอบเขตด้านตัวแปร 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 4.ขอบเขตด้านระยะเวลา ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ 1 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข หมายถึง การสร้างและพัฒนาชุด กิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งมี 2 ขั้นตอน คือ 1) การจัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข โดย การศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและวิธีการสร้างจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำไปสร้างชุด กิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข และ 2) การหาคุณภาพโดยนำ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับ ตัวเลขไปให้อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบให้คำแนะนำ แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข
4 2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข หมายถึง ชุดกิจกรรมที่เน้นการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับ จำนวน กับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 จำนวน 4 สาระการเรียนรู้ ได้แก่ 1) เรื่องการเขียนเเละการนับ เลข 2) เรื่องเรขาคณิต 3) เรื่องการเปรียบเทียบขนาด 4) เรื่องการเปรียบเทียบจำนวน รวม 20 กิจกรรม 3 การเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข หมายถึง ความสามารถของเด็กอนุบาล 3 ในการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนเเละการนับเลข เรื่องเรขาคณิต เรื่องการเปรียบเทียบขนาด เรื่องการเปรียบเทียบจำนวน วัดได้ จากแบบทดสอบการปฏิบัติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4 เด็กอนุบาล 3 หมายถึง เด็กนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมโดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2. หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ 3. ชุดกิจกรรม 4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. กรอบแนวคิดในการวิจัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวมบนพื้นฐาน การอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ วิสัยทัศน์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุข และเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดี มีวินัย และสำนึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่าย ที่ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็ก กับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนาและให้การศึกษาแก่ เด็ก ปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มี คุณภาพ และเต็มตามศักยภาพโดยมีหลักการดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมีกิจกรรมที่ หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนที่ เพียงพอ
6 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข 5. สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับ พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 พัฒนาขึ้นบนแนวคิดหลักสำคัญเกี่ยวกับ พัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยถือว่าการเล่นของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของสมอง ผ่านสื่อที่ต้องเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยครูจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมตัวเด็ก มี อิทธิพลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ทั้งนี้หลักสูตรฉบับนี้ มี แนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัย ดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต่อเนื่องในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิต พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมีลำดับขั้นตอน ลักษณะเดียวกัน แต่อัตราและระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆ อาจแตกต่างกันได้ขั้นตอนแรกๆ จะ เป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาการขั้นต่อไป พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาแต่ละ ส่วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เมื่อด้านหนึ่งก้าวหน้าอีกด้านหนึ่งจะก้าวหน้าตามด้วยในทำนองเดียวกัน ถ้าด้านหนึ่งด้านใดผิดปกติจะทำให้ด้านอื่นๆผิดปกติตามด้วย แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการด้าน ร่างกายอธิบายว่า การเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กมีลักษณะต่อเนื่องเป็นลำดับขั้น เด็กจะพัฒนา ถึงขั้นใดจะต้องเกิด วุฒิภาวะของความสามารถด้านนั้นก่อน สำหรับทฤษฎีด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม อธิบายว่าการอบรมเลี้ยงดู ในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความรักและ ความอบอุ่นเป็นพื้นฐานของ ความเชื่อมั่น ในตนเอง เด็กที่ได้รับความรักและความอบอุ่นจะมีความ ไว้วางใจในผู้อื่นเห็นคุณค่าของตนเอง จะมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และทฤษฎีพัฒนาการด้าน สติปัญญาอธิบายว่าเด็กเกิดมาพร้อมวุฒิภาวะ ซึ่งจะพัฒนาขึ้นตามอายุ ประสบการณ์ รวมทั้งค่านิยมทาง สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับ 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก การเล่นเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ การเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วย จากการเล่นเด็กจะมี โอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรับรู้ผ่อนคลายอารมณ์ และ แสดงออกของตนเอง เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสทำ การทดลอง คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งแวดล้อม และ ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ดังนั้น เด็กควรมีโอกาสเล่น ปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อมรอบตัว และเลือกกิจกรรมการเล่นด้วยตนเอง
7 3. แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานของสมอง สมองเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดในร่างกาย ของคนเรา เพราะการที่มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้นั้นต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็น พื้นฐานการรับรู้ รับความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า การเชื่อมโยงต่อกันของเซลล์สมองส่วนมาก เกิดขึ้นก่อนอายุ5 ปี และปฏิสัมพันธ์แรกเริ่มระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ มีผลโดยตรงต่อการสร้างเซลล์สมอง และจุดเชื่อมต่อ โดยในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต สมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มีการสร้างเซลล์สมอง และจุดเชื่อมต่อขึ้นมามากมาย มีการสร้างไขมันหรือมันสมองหุ้มล้อมรอบเส้นใยสมองด้วย พอเด็กอายุ 3 ปี สมองจะมีขนาดประมาณ 80% ของสมองผู้ใหญ่ มีเซลล์สมองนับหมื่นล้านเซลล์ เซลล์สมองและ จุดเชื่อมต่อเหล่านี้ยิ่งได้รับการกระตุ้นมากเท่าใด การเชื่อมต่อกันระหว่างเซลล์สมองยิ่งมีมากขึ้นและ ความสามารถทางการคิดยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากเด็กขาดการกระตุ้นหรือส่งเสริมจากสิ่งแวดล้อม ที่ เหมาะสม เซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อที่สร้างขึ้นมาก็จะหายไป เด็กที่ได้รับความเครียดอยู่ตลอดเวลาจะ ทำให้ขาดความสามารถที่จะเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างๆของสมองเจริญเติบโตและเริ่มมี ความสามารถ ในการทำหน้าที่ในช่วงเวลาต่างกัน จึงอธิบายได้ว่าการเรียนรู้ทักษะบางอย่างจะเกิดขึ้นได้ ดีที่สุดเฉพาะในช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกว่า “หน้าต่างของโอกาสการเรียนรู้” ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู และครูสามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาสิ่งนั้นๆได้ดีที่สุด เมื่อพ้นช่วงนี้ไปแล้วโอกาสนั้นจะฝึกยาก หรือเด็กอาจทำไม่ได้เลย เช่น การเชื่อมโยงวงจรประสาทของการมองเห็นและรับรู้ภาพจะต้องได้รับการ กระตุ้นทำงานตั้งแต่ 3 หรือ 4 เดือนแรกของชีวิตจึงจะมีพัฒนาการตามปกติ ช่วงเวลาของการเรียน ภาษา คืออายุ 3-5 ปีแรกของชีวิต เด็กจะพูดได้ชัด คล่องและถูกต้อง โดยการพัฒนาจากการพูดเป็นคำๆ มาเป็นประโยคและเล่าเรื่องได้ เป็นต้น 4. แนวคิดเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง การใช้สื่อการเรียนรู้ต้องปลอดภัยต่อตัวเด็กและเหมาะสมกับวัยวุฒิ ภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจ และความต้องการของเด็กที่หลากหลายสื่อประกอบการ จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีสื่อทั้งที่เป็นประเภท 2 มิติและ/หรือ 3 มิติ ที่เป็นสื่อของจริง สื่อ ธรรมชาติ สื่อที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก สื่อสะท้อนวัฒนธรรม สื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น สื่อเพื่อพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ ให้ครบทุกด้าน ทั้งนี้ สื่อต้องเอื้อให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าโดยการจัดการใช้สื่อสำหรับเด็ก ปฐมวัยต้องเริ่มต้นจากสื่อ ของจริง ของจำลอง ภาพถ่าย ภาพโครงร่างและสัญลักษณ์ตามลำดับ 5. แนวคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและ วัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับอิทธิพลจากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และความรู้ของ บรรพบุรุษ แต่ยังได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยมและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว และ ชุมชนของแต่ละที่ด้วย บริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็ก ทำให้เด็กแต่ ละคนแตกต่างกันไป ครูจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมตัวเด็ก มีอิทธิพล ต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ครูควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคม และวัฒนธรรมของเด็ก ที่ตนรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนา เกิดการเรียนรู้และอยู่ในกลุ่มคน ที่มาจากพื้นฐานเหมือนหรือ ต่างจากตนได้อย่างราบรื่นมีความสุข เป็นการเตรียมเด็กไปสู้สังคมใน อนาคตกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อและ วัฒนธรรม เช่น ความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเรื่อง ศาสนาประเทศ พม่า ลาว กัมพูชาก็จะคล้ายคลึงกับคนไทย ในการทำบุญตักบาตร การสวดมนต์
8 ไหว้พระ การให้ความเคารพพระสงฆ์ การทำบุญเลี้ยงพระ การเวียนเทียนเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา ประเพณีเข้าพรรษา สำหรับประเทศมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม จึงมีวัฒนธรรมแบบอิสลาม ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนา ประเทศสิงคโปร์และ เวียดนามนับถือหลายศาสนา โดยนับถือลัทธิธรรมเนียมแบบจีนเป็นหลัก เป็นต้น จุดหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และเมื่อมีความ พร้อมในการเรียนรู้ต่อไป จึงกำหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อเด็กจบการศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ 1. มีร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. มีสุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรมและจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย พัฒนาการเด็กปฐมวัย พัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญาแสดงให้เห็นถึงการ เปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นตามวุฒิภาวะและสภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับ พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัยอาจ เร็วหรือช้าแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน มีรายละเอียด ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นพัฒนาการที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของ ร่างกายในด้านโครงสร้างของร่างกาย ด้านความสามารถในการเคลื่อนไหว และด้านการมีสุขภาพอนามัย ที่ดีรวมถึงการใช้สัมผัสรับรู้ การใช้ตาและมือประสานกันในการทำกิจกรรมต่างๆ เด็กอายุ 3-5 ปี มีการ เจริญเติบโตรวดเร็วโดยเฉพาะ ในเรื่องน้ำหนักและส่วนสูง กล้ามเนื้อใหญ่จะมีความก้าวหน้า มากกว่า กล้ามเนื้อเล็ก สามารถบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีมีความคล่องแคล่วว่องไวในการเดิน สามารถ วิ่ง กระโดด ควบคุมและบังคับการทรงตัวได้ดี จึงชอบเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง พร้อมที่จะออก กำลังและเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ส่วนกล้ามเนื้อเล็กและความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือ ยังไม่ สมบูรณ์ การสัมผัสหรือการใช้มือมีความละเอียดขึ้น ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้มากขึ้น ถ้าเด็กไม่ เครียดหรือกังวลจะสามารถทำกิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้ดีและนานขึ้น 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึกของเด็ก เช่น พอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ สนใจ เกลียด โดยที่เด็กรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัย และสถานการณ์ เผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนการสร้างความรู้สึกที่ดีและการนับถือตนเอง เด็ก อายุ 3-5 ปี จะแสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่ไม่ปิดบัง ช่อนเร้น เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธแต่จะเกิดเพียงชั่วครู่ แล้วหายไปการที่เด็กเปลี่ยนแปลงอารมณ์ง่ายเพราะมีช่วงความสนใจระยะสั้น เมื่อมีสิ่งใดน่าสนใจก็จะ เปลี่ยนความสนใจ ไปตามสิ่งนั้น เด็กวันนี้มักหวาดกลัวสิ่งต่างๆ เช่น ความมืด หรือสัตว์ต่างๆ ความกลัว ของเด็กเกิดจากจินตนาการ ซึ่งเด็กว่าเป็นเรื่องจริงสำหรับตน เพราะยังสับสนระหว่างเรื่องปรุงแต่งและ เรื่องจริง ความสามารถแสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสมกับวัย รวมถึงชื่นชม ความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น เพราะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลงและต้องการความ สนใจจากผู้อื่นมากขึ้น
9 3. พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมครั้งแรก ในครอบครัว โดยมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และพี่น้อง เมื่อโตขึ้นต้องไปสถานศึกษา เด็กเริ่มเรียนรู้การติดต่อ และการมีสัมพันธ์กับบุคคลนอกครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเดียวกัน เด็กได้เรียนรู้การปรับตัว ให้เข้าสังคมกับเด็กอื่นพร้อมๆ กับรู้จักร่วมมือในการเล่นกับกลุ่มเพื่อน เจตคติและพฤติกรรมทางสังคม ของเด็กจะก่อขึ้นในวัยนี้และจะแฝงแน่นยากที่จะเปลี่ยนแปลงในวัยต่อมา ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า พฤติกรรมทางสังคมของเด็กวัยนี้มี 2 ลักษณะ คือลักษณะแรกนั้น เป็นความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และ ลักษณะที่สองเป็นความสัมพันธ์กับเด็กในวัยใกล้เคียงกัน 4. ด้านสติปัญญา ความคิดของเด็กวัยนี้มีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ยังไม่สามารถเข้าใจ ความรู้สึกของคนอื่น เด็กมีความคิดเพียงแต่ว่าทุกคนมองสิ่งต่างๆรอบตัว และรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ เหมือน ตนเอง ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ที่สุด เมื่ออายุ 4-6 ปี เด็กสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ สิ่งของที่อยู่รอบตัวได้ สามารถจำสิ่งต่างๆ ที่ได้กระทำซ้ำกันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นแต่ยัง อาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาการลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผลความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของพัฒนาการทางภาษา เด็กวัยนี้เป็นระยะเวลาของการพัฒนาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมีการฝึกฝนการใช้ภาษาจากการทำ กิจกรรมต่างๆ ในรูปของการพูดคุย การตอบคำถาม การเล่าเรื่อง การเล่านิทานและการทำกิจกรรม ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ในสถานศึกษาเด็กปฐมวัยสามารถ ใช้ภาษาแทนความคิดของตนและ ใช้ภาษาในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น ได้คำพูดของเด็กวัยนี้ อาจจะทำให้ผู้ใหญ่บางคนเข้าใจว่าเด็กรู้ มากแล้วแต่ที่จริงเด็กยังไม่เข้าใจความหมาย ของคำ และเรื่องราวลึกซึ้งนัก มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์จำนวน 12 มาตรฐาน ประกอบด้วย 1. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสาน สัมพันธ์กัน 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม 3. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
10 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ ตัวบ่งชี้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเด็กที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ สภาพที่พึงประสงค์ สภาพที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิด บนพื้นฐาน พัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุ เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดสาระ เรียนรู้ในการจัดประสบการณ์ กิจกรรมและประเมินพัฒนาการเด็กโดยมีรายละเอียดของมาตรฐาน มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยเด็กมีสุขนิสัยที่ดี ตัวบ่งชี้ที่ 1.1 มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ ของกรมอนามัย -น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ ของกรมอนามัย -น้ำหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์ของกรมอนามัย ตัวบ่งชี้ที่ 1.2 มีสุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ยอมรับประทานอาหารที่มี ประโยชน์และดื่มน้ำที่สะอาดเมื่อ มีผู้ชี้แนะ -ร ั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ท ี ่ มี ประโยชน์และดื่มน้ำสะอาด ด้วยตนเอง -รับประทานอาหารที่มี ประโยชน์ได้หลายชนิดและ ดื่มน้ำสะอาดได้ด้วยตนเอง -ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากใช้ห้องน้ำห้องส้วม เมื่อมีผู้ชี้แนะ -ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากใช้ห้องน้ำห้องส้วม ด้วยตนเอง -ล้างมือก่อนรับประทาน อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมด้วยตนเอง -นอนพักผ่อนเป็นเวลา -นอนพักผ่อนเป็นเวลา -นอนพักผ่อนเป็นเวลา -ออกกำลังกายเป็นเวลา -ออกกำลังกายเป็นเวลา -ออกกำลังกายเป็นเวลา
11 ตัวบ่งชี้ที่ 1.3 รักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -เล่นและทำกิจกรรมอย่าง ปลอดภัยเมื่อมีผู้ชี้แนะ -เล่นและทำกิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วยตนเอง -เล่นและทำกิจกรรมและ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสาน สัมพันธ์กัน ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 เคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่วประสานสัมพันธ์และทรงตัวได้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -เดินตามแนวที่กำหนดได้ -เดินต่อเท้าไปข้างหน้าเป็น เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน -เดินต่อเท้าถอยหลังเป็น เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน -กระโดดสองขา ขึ้นลงอยู่กับที่ได้ -กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้โดย ไม่เสียการทรงตัว -กระโดดขาเดียว ไปข้างหน้า ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เสีย การทรงตัว -วิ่งแล้วหยุดได้ -วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ -วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ อย่างคล่องแคล่ว -รับลูกบอลโดยใช้มือและลำตัว ช่วย -รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง ข้าง -รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจาก พื้นได้ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 ใช้มือ-ตาประสานสัมพันธ์กัน สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ใช้กรรไกรตัดกระดาษขาดจาก กันได้โดยใช้มือเดียว -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนว เส้นตรงได้ -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตาม แนวเส้นโค้งได้ -เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ -เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้ อย่างมีมุมชัดเจน -เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบ ได้อย่างมีมุมชัดเจน -ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 1 ซม.ได้ -ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่าน ศูนย์ 0.5 ซม.ได้ -ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 0.25 ซม.ได้
12 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ตัวบ่งชี้ที่ 3.1 แสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ เหมาะสมกับบางสถานการณ์ -แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ ตามสถานการณ์ -แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างเหมาะสม ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -กล้าพูดกล้าแสดงออก -กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง เหมาะสมบางสถานการณ์ -กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง เหมาะสมตามสถานการณ์ -แสดงความพอใจในผลงาน ตนเอง -แสดงความพอใจในผลงาน และความสามารถของตนเอง -แสดงความพอใจในผลงาน และความสามารถของตนเอง และผู้อื่น มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ตัวบ่งชี้ที่ 4.1 สนใจและมีความสุขและแสดงออกผ่านงานศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหว สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -สนใจและมีคว ามส ุ ข แ ล ะ แสดงออกผ่านงานศิลปะ -สนใจและมีความสุขและ แสดงออกผ่านงานศิลปะ -สนใจและมีความสุขและ แสดงออกผ่านงานศิลปะ -สนใจ มีความสุขและแสดงออก ผ่านเสียงเพลงดนตรี -สนใจ มีความสุขและ แสดงออกผ่านเสียงเพลงดนตรี -สนใจ มีความสุขและแสดง ออกผ่านเสียงเพลงดนตรี -สนใจ มีความสุขและแสดง ท่าทาง/เคลื่อนไหวประกอบเพลง จังหวะและ ดนตรี -สนใจ มีความสุขและแสดง ท่าทาง/เคลื่อนไหวประกอบ เพลง จังหวะและ ดนตรี -สนใจ มีความสุขและแสดง ท่าทาง/เคลื่อนไหวประกอบ เพลง จังหวะและ ดนตรี
13 มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม ตัวบ่งชี้ที่ 5.1 ซื่อสัตย์ สุจริต สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -บอกหรือชี้ได้ว่าสิ่งใดเป็นของ ตนเองและสิ่งใดเป็นของผู้อื่น - ขออนุญาตหรือรอคอยเมื่อ ต้อง การสิ่งของของผู้อื่นเมื่อมีผู้ ชี้แนะ - ขออนุญาตหรือรอคอยเมื่อ ต้องการสิ่งของของผู้อื่นด้วย ตนเอง ตัวบ่งชี้ที่ 5.2 มีความเมตตา กรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -แสดงความรักเพื่อนและมีเมตตา สัตว์เลี้ยง -แสดงความรักเพื่อนและมี เมตตาสัตว์เลี้ยง -แสดงความรักเพื่อนและมี เมตตาสัตว์เลี้ยง -แบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่นได้เมื่อมีผู้ ชี้แนะ -ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่นได้ เมื่อมีผู้ชี้แนะ -ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่นได้ ด้วยตนเอง ตัวบ่งชี้ที่ 5.3 มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ ความรู้สึกผู้อื่น -แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ ความรู้สึกผู้อื่น -แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ ค ว า ม ร ู ้ ส ึ ก ผ ู ้ อ ื ่ น อ ย ่ า ง สอดคล้องกับสถานการณ์ ตัวบ่งชี้ที่ 5.4 มีความรับผิดชอบ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ทำงานที่ได้รับมอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ช่วยเหลือ -ทำงานที่ได้รับมอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ทำงานที่ได้รับมอบหมายจน สำเร็จด้วยตนเอง 3. พัฒนาการด้านสังคม มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตัวบ่งชี้ที่ 6.1 ช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี - แต่งตัวโดยมีผู้ช่วยเหลือ - แต่งตัวด้วยตนเอง - แต่งตัวด้วยตนเองได้อย่าง คล่องแคล่ว
14 สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี - รับประทานอาหารด้วยตนเอง -รับประทานอาหารด้วยตนเอง - รับประทานอาหารด้วย ตนเองอย่างถูกวิธี -ใช้ห้องน้ำห้องส้วมโดยมีผู้ ช่วยเหลือ -ใช้ห้องน้ำห้องส้วมด้วยตนเอง -ใช้และทำความสะอาดหลัง ใช้ห้องน้ำห้องส้วมด้วยตนเอง ตัวบ่งชี้ที่ 6.2 มีวินัยในตนอง สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -เก็บของเล่นของใช้เข้าที่เมื่อมีผู้ ชี้แนะ -เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ด้วย ตนเอง -เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ อย่างเรียบร้อยด้วยตนเอง -เข้าแถวตามลำดับก่อนหลังได้ เมื่อมีผู้ชี้แนะ -เข้าแถวตามลำดับก่อนหลังได้ ด้วยตนเอง -เข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง ได้ด้วยตนเอง ตัวบ่งชี้ที่ 6.3 ประหยัดและพอเพียง สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัด และพอเพียงเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง ประหยัดและพอเพียงเมื่อมีผู้ -ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง ประหยัดและพอเพียงด้วย มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย ตัวบ่งชี้ที่ 7.1 ดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อมีผู้ ชี้แนะ -มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อมี ผู้ชี้แนะ -มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยตนเอง -ทิ้งขยะได้ถูกที่ -ทิ้งขยะได้ถูกที่ -ทิ้งขยะได้ถูกที่ ตัวบ่งชี้ที่ 7.2 มีมารยาทตามวัฒนธรรมไทยและรักความเป็นไทย สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ เมื่อมีผู้ชี้แนะ -ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ ด้วยตนเอง -ปฏิบัติตนตามมารยาทไทย ได้ ตามกาลเทศะ
15 สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -กล่าวคำขอบคุณและขอโทษเมื่อ มีผู้ชี้แนะ -กล่าวคำขอบคุณและขอโทษ ด้วยตนเอง -กล่าวคำขอบคุณและขอโทษ ด้วยตนเอง -หยุดเมื่อได้ยินเพลงชาติไทยและ เพลงสรรเสริญพระบารมี -หยุดเมื่อได้ยินเพลงชาติไทย และเพลงสรรเสริญพระบารมี -ยืนตรงและร่วมร้องเพลงชาติ ไทยและเพลงสรรเสริญ มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตัวบ่งชี้ที่ 8.1 ยอมรับความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ที่แตกต่างไปจากตน -เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับ กลุ่มเด็กที่แตกต่างไปจากตน -เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับ เด็กที่แตกต่างไปจากตน ตัวบ่งชี้ที่ 8.2 มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -เล่นร่วมกับเพื่อน -เล่นหรือทำงานร่วมกับเพื่อน เป็นกลุ่ม -เล่นหรือทำงานร่วมกับเพื่อน อย่างมีเป้าหมาย -ยิ้มหรือทักทายผู้ใหญ่และบุคคล ที่คุ้นเคยเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ยิ้มหรือทักทายหรือพูดคุยกับ ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ ด้วยตนเอง -ยิ้มหรือทักทายหรือพูดคุยกับ ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ เหมาะสมกับสถานการณ์ ตัวบ่งชี้ที่ 8.3 ปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ -มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและ ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ -มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและ ปฏิบัติตามข้อตกลงด้วย ตนเอง -ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ตามเมื่อ มีผู้ชี้แนะ -ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ตามที่ ดีได้ด้วยตนเอง -ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ตาม ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ -ยอมรับการประนีประนอมแก้ไข ปัญหาเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ประนีประนอมแก้ไขปัญหา โดยปราศจากการใช้ความ รุนแรงเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ประนีประนอมแก้ไขปัญหา โดยปราศจากการใช้ความ รุนแรงด้วยตนเอง
16 4. ด้านสติปัญญา มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ที่ 9.1 สนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ฟังผู้อื่นพูดจนจบและโต้ตอบ เกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง -ฟังผู้อื่นพูดจนจบและสนทนา โต้ตอบสอดคล้องกับเรื่องที่ฟัง -ฟังผู้อื่นพูดจนจบและ สนทนาโต้ตอบอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับเรื่องที่ฟัง -เล่า เรื่องด้วยประโยคสั้นๆ -เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างตอ เนื่อง -เล่าเป็นเรื่องราวต่อเนื่องได้ ตัวบ่งชี้ที่ 9.2 อ่าน เขียนภาพ และสัญลักษณ์ได้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -อ่านภาพ และพูดข้อความด้วย ภาษาของตน -อ่านภาพ สัญลักษณ์ คำพร้อม ทั้งชี้ หรือกวาดตามองข้อความ ตามบรรทัด -อ่านภาพสัญลักษณ์ คำด้วย การชี้ หรือกวาดตามองจุด เ ร ิ ่ ม ต ้ น แ ล ะ จ ุ ด จ บ ข อ ง ข้อความ -เขียนขีด เขี่ย อย่างมีทิศทาง -เขียนคล้ายตัวอักษร -เขียนชื่อของตนเอง ตาม แบบเขียนข้อความด้วยวิธีที่ คิดขึ้น มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ที่ 10.1 มีความสามารถในการคิดรวบยอด สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -บอกลักษณะของสิ่งของต่างๆ จากการสังเกตโดยใช้ประสาท สัมผัส - บ อ ก ล ั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ส่วนประกอบของสิ่งของต่างๆ จากการสังเกตโดยใช้ประสาท สัมผัส -บอกลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง หรือความ สัมพันธ์ของสิ่งของต่างๆจาก การสังเกตโดยใช้ประสาท สัมผัส -จับคู่หรือเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ โดยใช้ลักษณะหรือหน้าที่การ งานเพียงลักษณะเดียว -จับคู่และเปรียบเทียบความ แตกต่างหรือความเหมือนของ สิ่งต่างๆโดยใช้ลักษณะที่สังเกต พบเพียงลักษณะเดียว -จับคู่และเปรียบเทียบความ แตกต่างหรือความเหมือน ของสิ่งต่างๆโดยใช้ลักษณะที่ สังเกตพบสองลักษณะขึ้นไป
17 สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -คัดแยกสิ่งต่างๆตามลักษณะ หรือหน้าที่การใช้งาน เรียงลำดับสิ่งของหรือเหตุการณ์ อย่างน้อย 3 ลำดับ -จำแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ โดยใช้อย่างน้อยหนึ่งลักษณะ เป็นเกณฑ์ -เ ร ี ย ง ล ำ ด ั บ ส ิ ่ ง ข อ ง ห รื อ เหตุการณ์อย่างน้อย 4 ลำดับ -จำแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ โดยใช้ตั้งแต่สองลักษณะขึ้น ไปเป็นเกณฑ์ -เรียงลำดับสิ่งของหรือ เหตุการณ์อย่างน้อย 5 ลำดับ ตัวบ่งชี้ที่ 10.2 มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ระบุผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ หรือการกระทำเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ระบุสาเหตุหรือผลที่เกิดขึ้นใน เหตุการณ์หรือ การกระทำเมื่อ มีผู้ชี้แนะ -อธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและ ผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือ การกระทำด้วยตนเอง -คาดเดา หรือ คาดคะเนสิ่งที่อาจ เกิดขึ้น -คาดเดา หรือคาดคะเนสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้น หรือมีส่วนร่วม ในการลงความเห็นจากข้อมูล -คาดคะเนสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น และมีส่วนร่วมในการลงความ เห็นจากข้อมูลอย่างมีเหตุผล ตัวบ่งชี้ที่ 10.3 มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและเริ่ม เรียนรู้ผลที่เกิดขึ้น -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและ ยอมรับผลที่เกิดขึ้น -แก้ปัญหาโดยลองผิดลองถูก -ระบุปัญหา และแก้ปัญหาโดย ลองผิดลองถูก -ระบุปัญหาสร้างทางเลือก และเลือกวิธีแก้ปัญหา มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ที่ 11.1 เล่น/ทำงานศิลปะตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -สร้างผลงานศิลปะเพื่อสื่อสาร ความคิด ความรู้สึกของตนเอง -สร้างผลงานศิลปะเพื่อสื่อสาร ความคิด ความรู้สึกของตนเอง โดยมีการดัดแปลงและแปลก ใหม่จากเดิมหรือมีรายละเอียด เพิ่มขึ้น -สร้างผลงานศิลปะเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึก ของตนเองโดยมีการดัดแปลง และแปลกใหม่จากเดิมและ มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น
18 ตัวบ่งชี้ที่ 11.2 แสดงท่าทาง/เคลื่อนไหวตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อสื่อสาร ความคิด ความรู้สึกของตนเอง -เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อสื่อสาร ความคิด ความรู้สึกของตนเอง อย่างหลากหลายหรือแปลก ใหม่ -เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อสื่อสาร ความคิด ความรู้สึกของ ตนเอง อย่างหลากหลายและแปลก ใหม่ มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ที่ 12.1 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -สนใจฟังหรืออ่านหนังสือด้วย ตนเอง -ส น ใ จ ซ ั ก ถ า ม เ ก ี ่ ย ว กั บ สัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่พบ เห็น -หยิบหนังสือมาอ่านและ เขียนสื่อความคิดด้วยตนเอง เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง -กระตือรือร้นในการเข้าร่วม กิจกรรม -กระตือรือร้นในการเข้าร่วม กิจกรรม -กระตือรือร้นในการร่วม กิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวบ่งชี้ที่ 12.2 มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี -ค้นหาคำตอบของข้อสงสัยต่างๆ ตามวิธีการที่มีผู้ชี้แนะ -ค้นหาคำตอบของข้อสงสัย ต่างๆ ตามวิธีการของตนเอง -ค้นหาคำตอบของข้อสงสัย ต ่ า ง ๆ ต า ม ว ิ ธ ี ก า ร ที่ หลากหลายด้วยตนเอง -เชื่อมโยงคำถาม “อะไร” ใน การค้นหาคำตอบ -ใช้ประโยคคำถามว่า “ที่ไหน” “ทำไม” ในการค้นหาคำตอบ - ใ ช ้ ป ร ะ โ ย ค ค ำ ถ า ม ว่ า “เมื่อไร” อย่างไร” ในการ ค้นหาคำตอบ การจัดเวลาเรียน หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก 1-3 ปี การศึกษาโดยประมาณ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กที่เริ่มเข้าสถานศึกษาหรือสถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัย เวลาเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยขึ้นอยู่กับสถานศึกษาแต่ละแห่ง โดยมีเวลาเรียน ไม่น้อยกว่า 180 วันต่อ 1 ปีการศึกษา ในแต่ละวันจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมงโดยสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามบริบท ของสถานศึกษาและสถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัย
19 สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กเพื่อส่งเสริม พัฒนาการทุกด้านให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กำหนด ประกอบด้วย ประสบการณ์สำคัญและ สาระที่ควรเรียนรู้ ดังนี้ 1. ประสบการณ์สำคัญ ประสบการณ์สำคัญเป็นแนวทางสำหรับผู้สอนไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์ ให้เด็กปฐมวัย เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้ 1.1 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มี โอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบ ประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมต่างๆและสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพ และสุขอนามัย และการรักษาความปลอดภัย ดังนี้ 1.1.1 การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ 1.1.1.1 การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ 1.1.1.2 การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ 1.1.1.3 การเคลื่อนไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์ 1.1.1.4 การเคลื่อนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ใน การขว้าง การจับ การโยน การเตะ 1.1.1.5 การเล่นเครื่องเล่นสนามอย่างอิสระ 1.1.2 การใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.1.2.1 การเล่นเครื่องเล่นสัมผัสและการสร้างจากแท่งไม้ บล็อก 1.1.2.2 การเขียนภาพและการเล่นกับสี 1.1.2.3 การปั้น 1.1.2.4 การประดิษฐ์สิ่งต่างๆด้วย เศษวัสดุ 1.1.2.5 การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉีก การตัด การปะ และการร้อยวัสดุ 1.1.3 การรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตัว 1.1.3.1 การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย สุขนิสัยที่ดีในกิจวัตรประจำวัน 1.1.4 การรักษาความปลอดภัย 1.1.4.1 การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจำวัน 1.1.4.2 การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความ 1.1.4.3 การเล่นเครื่องเล่นอย่างปลอดภัย 1.1.4.4 การเล่นบทบาทสมมติเหตุการณ์ต่างๆ 1.1.5 การตระหนักรู้เกี่ยวกับร่างกายตนเอง 1.1.5.1 การเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพื้นที่ 1.1.5.2 การเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวาง 1.2 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจเป็นการสนับสนุนให้เด็ก ได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่
20 เป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1.2.1 สุนทรียภาพดนตรี 1.2.1.1 การฟังเพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดนตรี 1.2.1.2 การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี 1.2.1.3 การเล่นบทบาทสมมติ 1.2.1.4 การทำกิจกรรมศิลปะต่างๆ 1.2.1.5 การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม 1.2.2 การเล่น 1.2.2.1 การเล่นอิสระ 1.2.2.2 การเล่นรายบุคคล กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ 1.2.2.3 การเล่นตามมุมประสบการณ์ 1.2.2.4 การเล่นนอกห้องเรียน 1.2.3 คุณธรรม จริยธรรม 1.2.3.1 การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่นับถือ 1.2.3.2 การฟังนิทานเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม 1.2.3.3 การร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงจริยธรรม 1.2.4 การแสดงออกทางอารมณ์ 1.2.4.1 การสะท้อนความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น 1.2.4.2 การเล่นบทบาทสมมติ 1.2.4.3 การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี 1.2.4.4 การร้องเพลง 1.2.4.5 การทำงานศิลปะ 1.2.5 การมีอัตลักษณ์เฉพาะตนและเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ 1.2.5.1 การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆตามความสามารถของตนเอง 1.2.6 การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 1.2.6.1 การแสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข เห็นอกเห็นใจเมื่อผู้อื่นเศร้าหรือ เสียใจ และการช่วยเหลือปลอบโยนเมื่อผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ 1.3 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏิสัมพันธ์กับบุคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การทำงานกับผู้อื่น การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ 1.3.1 การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 1.3.1.1 การช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน 1.3.1.2 การปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1.3.2 การดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1.3.2.1 การมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ห้องเรียน
21 1.3.2.2 การทำงานศิลปะที่ใช้วัสดุหรือสิ่งของที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำหรือแปรรูปแล้ว นำกลับมาใช้ใหม่ 1.3.2.3 การเพาะปลูกและดูแลต้นไม้ 1.3.2.4 การเลี้ยงสัตว์ 1.3.2.5 การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ชีวิตประจำวัน 1.3.3 การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและความเป็นไทย 1.3.3.1 การเล่นบทบาทสมมุติการปฏิบัติตนในความเป็นคนไทย 1.3.3.2 การปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและประเพณีไทย 1.3.3.3 การประกอบอาหารไทย 1.3.3.4 การศึกษานอกสถานที่ 1.3.3.5 การละเล่นพื้นบ้านของไทย 1.3.4 การมีปฏิสัมพันธ์ มีวินัย มีสวนร่วม และบทบาทสมาชิกของสังคม 1.3.4.1 การร่วมกำหนดข้อตกลงของห้องเรียน 1.3.4.2 การปฏิบัติตนเป็นสมาชิที่ดีของห้องเรียน 1.3.4.3 การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ 1.3.4.4 การดูแลห้องเรียนร่วมกัน 1.3.4.5 การร่วมกิจกรรมวันสำคัญ 1.3.5 การเล่นแบบร่วมมือร่วมใจ 1.3.5.1 การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 1.3.5.2 การเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น 1.3.5.3 การทำศิลปะแบบร่วมมือ 1.3.6 การแก้ปัญหาความขัดแย้ง 1.3.6.1 การมีส่วนร่วมในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา 1.3.6.2 การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง 1.3.7 การยอมรับในความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล 1.3.7.1 การเล่นหรือ ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน 1.4 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับ รู้ เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการ เรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์การ แก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล และการคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป 1.4.1 การใช้ภาษา 1.4.1.1 การฟังเสียงต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม 1.4.1.2 การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ 1.4.1.3 การฟังเพลง นิทาน คำคล้องจอง บทร้อยกรงหรือเรื่องราวต่างๆ 1.4.1.4 การแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ
22 1.4.1.5 การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง หรือพูดเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับตนเอง 1.4.1.6 การพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ 1.4.1.7 การพูดอย่างสร้างสรรค์ในการเล่น และการกระทำต่างๆ 1.4.1.8 การรอจังหวะที่เหมาะสมในการพูด 1.4.1.9 การพูดเรียงลำดับเพื่อใช้ในการสื่อสาร 1.4.1.10 การอ่านหนังสือภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รูปแบบ 1.4.1.11 การอ่านอิสระตามลำพัง การอ่านร่วมกัน การอ่านโดยมีผู้ชี้แนะ 1.4.1.12 การเห็นแบบอย่างของการอ่านที่ถูกต้อง 1.4.1.13 การสังเกตทิศทางการอ่านตัวอักษร คำ และข้อความ 1.4.1.14 การอ่านและชี้ข้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง 1.4.1.15 การสังเกตตัวอักษรในชื่อของตน หรือคำคุ้นเคย 1.4.1.16 การสังเกตตัวอักษรที่ประกอบเป็นคำผ่านการอ่านหรือเขียนของผู้ใหญ่ 1.4.1.17 การคาดเดาคำ วลี หรือประโยคที่มีโครงสร้างซ้ำๆ กันจากนิทานเพลง คำคล้องจอง 1.4.1.18 การเล่นเกมทางภาษา 1.4.1.19 การเห็นแบบอย่างของการเขียนที่ถูกต้อง 1.4.1.20 การเขียนร่วมกันตามโอกาส และการเขียนอิสระ 1.4.1.21 การเขียนคำที่มีความหมายกับตัวเด็ก/คำคุ้นเคย 1.4.1.22 การคิดสะกดคำและเขียนเพื่อสื่อความหมายด้วยตนเองอย่างอิสระ 1.4.2 การคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การตัดสินใจและแก้ปัญหา 1.4.2.1 การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ ของสิ่งต่างๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสอย่างเหมาะสม 1.4.2.2 การสังเกตสิ่งต่างๆ และสถานที่จากมุมมองที่ต่างกัน 1.4.2.3 การบอกและแสดงตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่างๆ ด้วย การกระทำ ภาพวาด ภาพถ่าย และรูปภาพ 1.4.2.4 การเล่นกับสื่อต่างๆที่เป็นทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย 1.4.2.5 การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการจำแนกสิ่งต่างๆตามลักษณะและ รูปร่าง รูปทรง 1.4.2.6 การต่อของชิ้นเล็กเติมในชิ้นใหญ่ให้สมบูรณ์ และการแยกชิ้นส่วน 1.4.2.7 การทำซ้ำ การต่อเติม และการสร้างแบบรูป 1.4.2.8 การนับและแสดงจำนวนของสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน 1.4.2.9 การเปรียบเทียบและเรียงลำดับจำนวนของสิ่งต่างๆ 1.4.2.10 การรวมและการแยกสิ่งต่างๆ 1.4.2.11 การบอกและแสดงอันดับที่ของสิ่งต่างๆ
23 1.4.2.12 การชั่ง ตวง วัดสิ่งต่างๆ โดยใช้เครื่องมือและหน่วยที่ไม่ใช่หน่วย มาตรฐาน 1.4.2.13 การจับคู่ การเปรียบเทียบ และการเรียงลำดับ สิ่งต่างๆ ตามลักษณะ ความยาว/ความสูงน้ำหนัก ปริมาตร 1.4.2.14 การบอกและเรียงลำดับกิจกรรมหรือเหตูการณ์ตามช่วงเวลา 1.4.2.15 การใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์กับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน 1.4.2.16 การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการ กระทำ 1.4.2.17 การคาดเดาหรือการคาดคะเนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล 1.4.2.18 การมีส่วนร่วมในการลงความเห็นจากข้อมูลอย่างมีเหตุผล 1.4.2.19 การตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา 1.4.3 จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ 1.4.3.1 การรับรู้ และแสดงความคิดความรู้สึกผ่านสื่อ วัสดุ ของเล่น และชิ้นงาน 1.4.3.2 การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และ ศิลปะ 1.4.3.3 การสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยใช้รูปร่างรูปทรงจากวัสดุที่หลากหลาย 1.4.4 เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ 1.4.4.1 การสำรวจสิ่งต่างๆ และแหล่งเรียนรู้รอบตัว 1.4.4.2 การตั้งคำถามในเรื่องที่สนใจ 1.4.4.3 การสืบเสาะหาความรู้เพื่อค้นหาคำตอบของข้อสงสัยต่างๆ 1.4.4.4 การมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลและนำเสนอข้อมูลจากการสืบ เสาะหาความรู้ในรูปแบบต่างๆและแผนภูมิอย่างง่าย สาระที่ควรเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็ก เกิดแนวคิดหลังจากนำสาระการเรียนรู้นั้นๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพื่อให้บรรลุจัดหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ไม่เน้นการท่องจำเนื้อหา ครูสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ และความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญ ทั้งนี้อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดย คำนึงถึงประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ดังนี้ 1. เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา รู้จักอวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การระมัดระวัง ความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่าง ปลอดภัย การรู้จักความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและ โรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น การกำกับตนเอง การเล่นและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การ ตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของ
24 ตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมี คุณธรรมจริยธรรม 2. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สถานที่สำคัญ วันสำคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนาธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สำคัญ ของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญา ท้องถิ่นอื่นๆ 3. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัย ธรรมชาติ แรง และพลังงานในชีวิตประจำวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการ รักษาสาธารณสมบัติ 4. สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย ในชีวิตประจำวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆรอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของ เครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและ การสื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ทิศนา แขมมณี (2552: 48-73) กล่าวว่า การพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้มี ประสิทธิภาพนั้น มักมีการใช้ทฤษฎีหลักการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เป็นกรอบ แนวคิดในการพัฒนาทฤษฎีหลักการเหล่านั้น จึงมีความสำคัญและมีผลต่อการจัดการเรียนรู้ ในชั้นเรียน ซึ่งทฤษฎีที่ครูควรรู้และเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Intellectual Development Theory) ของเพียเจต์ (Piaget) เพียเจต์ ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือ กระบวนการอย่างไร เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีการ พัฒนาการไปตามวัยต่างๆ เป็นลำดับขั้น เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติ และพัฒนาการ ของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็ก ให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น ซึ่งทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ เพียเจต์ มี สาระสรุปได้ดังนี้ 1.1 พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ ตามลำดับขั้น คือ 1) ขั้นรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส (Sensorimotor Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วง อายุ 0 - 2 ปี ความคิดของเด็กวัยนี้ขึ้นกับการรับรู้และการกระทำ เด็กยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและยังไม่ สามารถเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่น
25 2) ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Period) เป็นพัฒนาการ ในช่วง อายุ 2 - 7 ปี ความคิดของเด็กวัยนี้ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้เหตุผลอย่าง ลึกซึ้ง แต่สามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้ การใช้ภาษาแบ่งเป็นขั้นย่อย ๆ 2 ขั้น คือ ขั้นก่อน เกิดความคิดรวบยอด เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 2 - 4 ปี และขั้นการคิดด้วยความเข้าใจของ ตนเอง เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 4 - 7 ปี 3) ขั้นการคิดแบบรูปธรรม (Concrete Operational) เป็นพัฒนาการ ในช่วง อายุ 7 - 11 ปี เป็นขั้นที่การคิดของเด็กไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น เด็กสามารถสร้างภาพ ในใจ และสามารถคิดย้อนกลับได้ และมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเลขและสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น 4) ขั้นการคิดแบบนามธรรม (Formal Operation Period) เป็นขั้นการ พัฒนาในช่วงอายุ 11 - 15 ปี เด็กสามารถคิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ และสามารถคิดตั้งสมมติฐาน และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ 1.2 ภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ 1.3 กระบวนการทางสติปัญญามี 3 ลักษณะ คือ 1) การซึมซับหรือการดูดซึมเป็นกระบวนการทางสมอง ในการรับประสบการณ์ เรื่องราวและข้อมูลต่างๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป 2) การปรับและจัดระบบเป็นกระบวนการทางสมองในการปรับ ประสบการณ์ เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็นระบบหรือเครือข่ายทางปัญญาที่ตนสามารถเข้าใจได้เกิดเป็น โครงสร้างทางปัญญาใหม่ขึ้น 3) การเกิดความสมดุลเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หาก การปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะก่อให้เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้น หากบุคคลไม่ สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้ก็จะเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น ซึ่ง ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาขึ้นในตัวบุคคล 2. ทฤษฎีการพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์ ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้อง โดยตรงกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยกล่าวถึงการเรียนการสอนที่ดีว่า ต้องประกอบด้วย องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ โครงสร้างของเนื้อหา สาระความพร้อมที่จะเรียนรู้ การหยั่งรู้ โดยการคะเนจาก ประสบการณ์อย่างมีหลักเกณฑ์และแรงจูงใจที่จะเรียนเนื้อหาใดๆ บรุนเนอร์ให้ ความสำคัญกับสมดุลระหว่างผลลัพธ์กับกระบวนการเรียนการสอน บรุนเนอร์ เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะ รับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนเกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง แนวคิดที่สำคัญ ๆ ของบรุน เนอร์ มีดังนี้ 2.1 การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนาการ ทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก 2.2 การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความ พร้อมของผู้เรียน และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิด ประสิทธิภาพ 2.3 การคิดแบบหยั่งรู้ (Intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถ ช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้
26 2.4 แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบ ผลสำเร็จในการเรียนรู้ 2.5 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งได้ 3 ขั้นใหญ่ ๆ คือ 1) ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการ เรียนรู้ จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ 2) ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถ สร้าง มโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้ 3) ขั้นการเรียนรู้จากสัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็น ขั้นการเรียนรู้ที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้ 2.6 การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด หรือ สามารถจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม 2.7 การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Discovery Learning) 3. ทฤษฎีการเชื่อมโยงความคิด (Apperception) ของแฮร์บาร์ต (Herbart) การเชื่อมโยงความคิดในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะผู้เรียน นำความรู้เดิม ที่เคยได้รับมาเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและข้อสรุปแฮร์บาร์ต เชื่อว่า การเรียนรู้มี 3 ระดับ คือ ขั้นการเรียนรู้โดยประสาทสัมผัส (Sense Activity) ขั้นการจำ ความคิดเดิม (Memory Characterized) และขั้นการเกิดความคิดรวบยอดและความเข้าใจ (Conceptual Thinking or Understanding) การเรีย นรู้เกิดขึ้นจากการที่บุคคลได้รับ ประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และสั่งสมประสบการณ์ หรือความรู้เหล่านี้ไว้ การเรียนรู้ นี้จะขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ เมื่อบุคคลได้รับประสบการณ์ หรือความรู้เพิ่มขึ้น โดยผ่าน กระบวนการเชื่อมโยงและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน (Apperception) แฮร์บาร์ต เชื่อว่า การสอนควรเริ่มจากการทบทวนความรู้เดิมของผู้เรียนเสียก่อน แล้วจึง เสนอความรู้ใหม่ ต่อไปควรจะช่วยให้ผู้เรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ จนได้ ข้อสรุปที่ต้องการแล้วจึงให้ผู้เรียนนำข้อสรุปที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาหรือสถานการณ์ใหม่ ๆ 4. ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนต์ (Operant Conditioning) ของสกิน เนอร์ (Skinner) สกินเนอร์ ได้ทำการทดลอง ซึ่งสามารถสรุปเป็นกฎการเรียนรู้ได้ดังนี้ 4.1 การกระทำใดๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำที่ไม่มีการเสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลงและหายไปใน ที่สุด 4.2 การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนไปทำให้การตอบสนองคงทนกว่าการ เสริมแรงที่ตายตัว 4.3 การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็ว และลืมเร็ว 4.4 การให้แรงเสริมหรือรางวัล เมื่ออินทรีย์กระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถช่วยปรับหรือปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้
27 5. ทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์ของดีนส์ อัมพร ม้าคนอง (2546: 2-3) กล่าวว่า แนวคิด ของดีนส์ ส่วนมากเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับของเพีย เจต์ เช่น การให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีบทบาทและกระตือรือร้น ในกระบวนการ เรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์ของดีนส์ ประกอบด้วยกฎหรือหลัก 4 ข้อดังนี้ 5.1 กฎของภาวะสมดุล (The Dynamic Principle) กฎนี้กล่าวไว้ว่าความ เข้าใจที่แท้จริงในมโนทัศน์ใหม่นั้น เป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน 3 ขั้น คือ ขั้นที่หนึ่ง เป็นขั้นพื้นฐานที่ผู้เรียนประสมกับมโนทัศน์ในรูปแบบที่ไม่มี โครงสร้างใด ๆ เช่น การที่เด็กเรียนรู้จากของเล่นชิ้นใหม่โดยการเล่นของเล่นนั้น ขั้นที่สอง เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้พบกับกิจกรรมที่มีโครงสร้างมากขึ้น ซึ่งเป็น โครงสร้างที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างของมโนทัศน์ที่ผู้เรียนจะได้เรียน ขั้นที่สาม เป็นขั้นที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ ที่จะ เห็นได้ถึงการนำมโนทัศน์เหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขั้นตอนทั้งสามเป็นกระบวนการที่ดีนส์ เรียกว่า วัฏจักรการเรียนรู้ (Learning Cycle) ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กจะต้องประสบในการเรียนรู้มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ใหม่ ๆ 5.2 กฎความหลากหลายของการรับรู้ (The Perceptual Variability Principle) กฎนี้เสนอแนะว่าการเรียนรู้มโนทัศน์จะมีประสิทธิภาพดีเมื่อผู้เรียนมีโอกาสรับรู้มโน ทัศน์เดียวกัน ในหลาย ๆ รูปแบบ ผ่านบริบททางกายภาพนั้น คือ การจัดสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ หลากหลายให้ผู้เรียน เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างทางมโนทัศน์เดียวกันนั้นจะช่วยในการได้มา ซึ่งมโนทัศน์ ทางคณิตศาสตร์ (Mathematic Concept) ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 5.3 กฎความหลากหลายทางคณิตศาสตร์ (The Mathematical Variability Principle) กฎข้อนี้กล่าวว่า การอ้างอิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ (Generalization of Mathematic Concept) หรือการนำมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ไปใช้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าตัวแปรที่ไม่ เกี่ยวข้อง กับมโนทัศน์นั้นเปลี่ยนไปอย่างเป็นระบบ ในขณะที่คงไว้ซึ่งตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์ นั้น ๆ เช่น การสอนมโนทัศน์ของรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน ตัวแปรที่ควรเปลี่ยนไป คือ ขนาดของมุม ความยาวของด้าน แต่สิ่งที่ควรคงไว้ คือ ลักษณะสำคัญของรูปสี่เหลี่ยมด้านขนานที่ต้องมีด้านสี่ด้าน และ ด้านตรงข้ามขนานกัน 5.4 กฎการสร้าง (The Constructivist Principle) กฎข้อนี้ให้ความสำคัญ กับ การสร้างความรู้ว่า ผู้เรียนควรได้พัฒนามโนทัศน์จากประสบการณ์ในการสร้างความรู้ เพื่อ ก่อให้เกิดความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญและมั่นคง และจากพื้นฐานเหล่านี้จะนำไปสู่การวิเคราะห์ทาง คณิตศาสตร์ต่อไป ดีนส์และโกลดิง ให้ความเห็นว่า การสร้างความรู้ควรมาก่อนการวิเคราะห์เสมอ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะวิเคราะห์ในสิ่งที่ตนยังไม่รู้ กฎข้อนี้เสนอแนะให้ผู้สอนจัด สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ทางคณิตศาสตร์จากสิ่งที่เป็น รูปธรรมนั้น และสามารถวิเคราะห์สิ่งที่สร้างนั้นต่อไปได้ หลักการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ คณาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม (2552: 18-21) ได้กล่าวถึง หลักการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ มีหลักการดังนี้
28 1. สอนด้วยเนื้อหาที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน เริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายไปหา สิ่งที่ยาก จากรูปธรรมไปนามธรรม สอนให้ผู้เรียนรู้จริงเห็นจริง สอนตรงตามเนื้อหา สอนมีเหตุผล สอน ครบตามเนื้อหาโดยเป็นไปตามลำดับ 2. สอนโดยวิธีสอนที่เหมาะสมแก่แต่ละคน ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล ต้องปรับปรุงแบบการสอนอยู่เสมอ โดยคำนึงถึงความพร้อมและวุฒิภาวะของ ผู้เรียน เป็นหลัก เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น และได้ปฏิบัติด้วยตนเอง 3. สอนโดยมีลีลาการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อม 4. ปรับรูปแบบการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และผู้เรียน 5. ใช้สื่อการสอน ยกตัวอย่างประกอบการสอน มีความยืดหยุ่น มีการให้รางวัล นักเรียน และมีการลงโทษเมื่อนักเรียนทำผิดตามสมควร 6. มีกลวิธีเทคนิคการสอนเพื่อให้นักเรียนรู้สึกเพลิดเพลิน กระตุ้นความจำ และเกิดความสนุกสนานในการเรียน จากทฤษฎีและหลักการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ดังกล่าว สรุปได้ว่าการ เรียนการสอนจะต้องคำนึงถึงความพร้อมและความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน และเลือกใช้ เทคนิควิธีสอนที่เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ โดยจะต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม และเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่องค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้นักเรียนสามารถ สร้างความคิดรวบยอด ได้ฝึกฝนหรือกระทำบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถนำ ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรม หรือชุดการเรียนการสอน ชุดการสอน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือชุดการ เรียนรู้เป็นนวัตกรรมที่พัฒนามาจากวิธีการเรียนการสอนหลาย ๆ ระบบ มาประสมประสานกันให้ กลมกลืนกันได้อย่างพอเหมาะ นับตั้งแต่การเรียนรู้ด้วยตนเอง การร่วมกิจกรรมกลุ่ม การใช้สื่อใน รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทีละน้อย มีโอกาสคิดใคร่ครวญ มีส่วนร่วมใน กิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง ได้ลงมือปฏิบัติจริง และผู้เรียนมีโอกาสภาคภูมิใจในความสำเร็จ (เกริก และจินตนา ท่วมกลาง, 2555: 122) ความหมายของชุดกิจกรรม ระพินทร์ โพธิ์ศรี (2547: 1) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง ระบบสื่อการเรียนรู้ที่สร้าง ขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนของครูผู้สอนโดยครูเป็นฝ่ายอำนวยการ (Facilitator) และเสริม ประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะ บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่ กำหนด ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552: 435) กล่าวว่า ชุดการสอน หมายถึง กระบวนการสอน แบบ โปรแกรมชนิดหนึ่ง อาศัยระบบสื่อประสมที่สอดคล้องกับเนื้อหา และประสบการณ์ของแต่ละหน่วยมา ช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สุคนธ์ สินธุพานนท์ (2553: 14) กล่าวว่า ชุดการเรียนการสอน หมายถึง รูปแบบการ สื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วยคำแนะนำให้ผู้เรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีขั้นตอนที่ เป็นระบบ ชัดเจน จนกระทั่งนักเรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ เกริก และจินตนา ท่วมกลาง (2555: 122) กล่าวว่า ชุดการสอนหรือชุดการเรียนรู้
29 หมายถึง รูปแบบสื่อประสมที่ผลิตขึ้นอย่างเป็นระบบ มีความสมบูรณ์เบ็ดเสร็จในตัวเองทั้งเนื้อหา สาระ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้แบบประเมินผลการเรียนรู้ คำแนะนำที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่าง เป็นขั้นตอน มารวบรวมเป็นชุด เพื่อสะดวกต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและง่ายต่อการจัด กิจกรรมการสอนของครู เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จากการศึกษาความหมายของชุดกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม หรือชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เป็นรูปแบบสื่อประสมที่ผลิตขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประกอบการสอน ของ ครูผู้สอน และใช้สื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วยคำแนะนำให้ผู้เรียนทำ กิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีขั้นตอน เพื่อสะดวกต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและง่ายต่อการจัดกิจกรรมการสอนของครู และช่วย เสริมประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทของชุดกิจกรรม นักการศึกษาหลายท่านได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรม หรือชุดการเรียนการสอน หรือชุดการสอน หรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ไว้แตกต่างกันออกไป ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523: 118) แบ่งประเภทของชุดการสอนไว้ 4 ประเภท คือ 1. ชุดการสอนประกอบคำบรรยาย เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งขยายเนื้อหาสาระ แบบการสอนแบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดกิจกรรมและสื่อการสอนให้ผู้สอนใช้ประกอบการ บรรยาย ซึ่งอาจเรียกว่าชุดการเรียนการสอนสำหรับครู ชุดการเรียนการสอนนี้จะมี เนื้อหาวิชา เพียงหน่วยเดียวและใช้กับผู้เรียนทั้งชั้น โดยแบ่งหัวข้อที่จะบรรยาย เนื้อหา และกิจกรรมไว้ ตามลำดับขั้น ชุดการเรียนการสอนแบบนี้มีสื่อการสอนที่หลากหลาย เช่น แผนการสอน แผนภูมิ รูปภาพ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ผู้สอน ซึ่งเป็นผู้จัดทำชุดการเรียนการสอนจะบรรจุชุดการเรียนการสอนใน กล่องที่มีขนาดเหมาะสม ในกรณีที่สื่อการสอนทั้งเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ราคาแพง หรือขนาดเล็กมาก หรือเป็นสิ่งมีชีวิตไม่สามารถบรรจุลงในกล่องได้ ควรมีการกำหนดข้อมูลการใช้สื่อไว้ในคู่มือครูเพื่อ เตรียมการสอน 2. ชุดการสอนสำหรับกิจกรรมแบบกลุ่ม เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนได้เป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรม อาจจัดห้องเรียนแบบศูนย์การเรียนก็ได้ชุดการเรียนการสอนแต่ละ ชุดจะประกอบด้วย ชุดการเรียนการสอนย่อยที่มีจำนวนเท่ากับจำนวนศูนย์ที่แบ่งไว้ในแต่ละหน่วย ในแต่ละศูนย์ มีชื่อหรือบทเรียนครบชุดตามจำนวนผู้เรียนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมในแต่ละศูนย์ ซึ่งจัด ไว้ในรูปสื่อประสม อาจใช้เป็นสื่อรายบุคคลหรือทั้งกลุ่มใช้ร่วมกันก็ได้ ในขณะทำกิจกรรมในแต่ละศูนย์นั้น ถ้าผู้เรียนมีปัญหาหรือมีข้อสงสัย สามารถ ซักถามผู้สอนได้ และถ้าทำกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละศูนย์เสร็จเร็วก่อนกำหนดเวลา ผู้เรียนสามารถ ศึกษาในศูนย์สำรองที่จัดเตรียมไว้ในระหว่างรอเวลาที่จะเข้าศูนย์อื่นต่อไป 3. ชุดการสอน รายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่จัดไว้ให้ผู้เรียนได้เรียนด้วย ตนเอง ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ ถ้าสงสัยในตอนใดก็ถามผู้สอนได้ ผู้เรียนสามารถปรึกษากันระหว่างเรียน ได้ ผู้เรียนอาจนำไปศึกษานอกเวลาเรียน หรือนำไปศึกษาที่บ้านก็ได้โดยมีผู้ปกครอง หรือบุคลากรอื่น คอยแนะนำให้ความช่วยเหลือได้ 4. ชุดการสอนทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนต่างถิ่น ต่างเวลามุ่ง
30 สอนให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง ไม่ต้องเข้าชั้นเรียนชุดการเรียนการสอนทางไกลนี้ ประกอบด้วยสื่อ ประเภทสิ่งพิมพ์ รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนเสริมตาม ศูนย์บริการ การศึกษา เช่น ชุดการเรียนการสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น กาญจนา เกียรติประวิติ (2524: 60-61) จำแนกประเภทชุดการเรียนการสอนไว้ 2 ประเภท พอสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการเรียนการสอน สำหรับกิจกรรมกลุ่ม เป็นชุดการเรียนการสอนที่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เช่น วิธีการของศูนย์การเรียน หรือ บทเรียนโมดูล 2. ชุดการเรียนการสอน รายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอน ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ด้วยตนเองตามลำพัง ผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ในเวลาที่แตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคน สามารถทดสอบความก้าวหน้าในการเรียนของตนเองได้ตลอดเวลาและสามารถ ตรวจคำตอบได้ทันที ชุดการเรียนการสอนนี้จะพัฒนาความรับผิดชอบของผู้เรียน ยุพิน พิพิธกุล และอรพรรณ ตันบรรจง (2531: 181) แบ่งชุดการเรียนการสอน ออกเป็น 4 ประเภท สรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการเรียนการสอนสำหรับครู ครูใช้เครื่องมือประกอบการสอน ซึ่งใช้สอน นักเรียนเป็นกลุ่มใหญ่หรือนักเรียนทั้งชั้น ชุดการเรียนการสอนนี้ประกอบด้วยคู่มือครู และสื่อการ เรียนการสอน ชุดการเรียนการสอนประเภทนี้มีการเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมได้บ้าง ขึ้นอยู่กับเทคนิคและวิธีสอนของครู 2. ชุดการเรียนการสอนตามเอกัตภาพ หรือชุดการเรียนการสอนรายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนเรียนด้วยตนเอง 3. ชุดการเรียนการสอนที่ใช้กับศูนย์การเรียน เป็นชุดการเรียนการสอนที่ให้ นักเรียนแต่ละคนได้เลือกเรียนอย่างอิสระ โดยเวียนศึกษาไปตามศูนย์ต่าง ๆ จนครบ 4. ชุดการเรียนการสอนแบบผสม เป็นชุดการเรียนการสอนที่จัดกิจกรรมไว้หลาย อย่างเพื่อให้ครูเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม จากการศึกษาประเภทของชุดกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า ประเภทของ ชุดกิจกรรมหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับครูผู้สอนในการจัดการศึกษาในระบบนั้น สามารถ จัดทำได้ 4 รูปแบบ คือ 1. ชุดกิจกรรมสำหรับครูผู้สอน เป็นชุดการเรียนการสอนที่ครูใช้ประกอบการสอน ประกอบด้วย คู่มือครู สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย มีการจัดกิจกรรมและสื่อการสอน ประกอบการบรรยายของครูผู้สอน ชุดการเรียนการสอนจะมีเนื้อหาสาระวิชาเพียงหน่วยเดียวและใช้กับ ผู้เรียนทั้งชั้นโดยจะแบ่งบรรยายเป็นหัวข้อ และมีการกำหนดกิจกรรมตามลำดับขั้นตอน 2. ชุดกิจกรรมสำหรับกิจกรรมกลุ่ม เป็นชุดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ศึกษา ความรู้ ร่วมกัน โดยปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ที่ครูกำหนดไว้ในชุดกิจกรรม 3. ชุดกิจกรรมรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ศึกษาความรู้ด้วยตนเอง โดยนักเรียนจะเรียนรู้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในชุดกิจกรรม ซึ่งสามารถศึกษาได้ทั้งในและนอกห้องเรียน และเมื่อศึกษาจบจนครบทุกขั้นตอนแล้วนักเรียนจึงจะสามารถประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองได้ 4. ชุดกิจกรรมแบบผสม เป็นชุดกิจกรรมที่มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งบาง
31 ขั้นตอนครูผู้สอนอาจใช้วิธีการบรรยายประกอบสื่อ บางขั้นตอนอาจใช้เกม บางขั้นตอนอาจให้ นักเรียน ศึกษาความรู้ด้วยตนเองจากชุดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมแบบกลุ่ม เป็นต้น องค์ประกอบสำคัญของชุดกิจกรรม นักการศึกษาได้กำหนดองค์ประกอบของชุดกิจกรรม หรือชุดการเรียนการสอน หรือชุดการสอน หรือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ไว้ต่าง ๆ ดังนี้ ตารางที่ 1 องค์ประกอบสำคัญของชุดกิจกรรม ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523: 120) บุญชม ศรีสะอาด (2537: 95-96) คาร์ดาเรลลี่ (อ้างถึงใน สุคนธ์ สินธุพา นนท์,2553: 17) 1) คู่มือครูสำหรับผู้ใช้ชุดการสอน เป็นคู่มือสำหรับผู้เรียนที่ต้องการ เรียนจากชุดกิจกรรม 1) คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ ผู้ใช้ศึกษาและปฏิบัติ เพื่อให้ บรรลุผลอย่างมี ประสิทธิภาพ 1) หัวข้อ (Topic) 2) เนื้อหาสาระและสื่อจัดให้อยู่ในรูป ของสื่อการเรียน แบบประสมและ กิจกรรมการเรียนการสอนแบบกลุ่ม และ รายบุคคลตามวัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม 2) บัตรงาน เป็นบัตรคำสั่ง ว่าจะ ให้ผู้เรียนปฏิบัติ อะไรบ้าง โดย ระบุกิจกรรม ตามลำดับขั้นตอน ของการ เรียน 2) หัวข้อย่อย (Subtopic) 3) คำสั่งหรือการมอบคำสั่งเพื่อ กำหนดแนวทางในการ เรียนให้ ผู้เรียน 3) แบบทดสอบวัดความ ก้าวหน้าของผู้เรียน ใช้สำหรับ ตรวจว่าหลังจากเรียนชุด กิจกรรมจบแล้ว ผู้เรียน เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตาม จุดประสงค์การเรียนที่กำหนด ไว้หรือไม่ 3) จุดมุ่งหมายหรือเหตุผล (Rational) - - 5) การ5) 5) การทดสอบก่อนเรียน(Pretest) - - 6) กิจกรรมและการประเมิน-ตนเอง (Activities and Self Evaluation) - - 7) การทดสอบย่อย (Quiz หรือ Formative Test) - - 8) การท 8) การทดสอบขั้นสุดท้าย ( (Post test หรือ Summative)
32 จากการศึกษาองค์ประกอบสำคัญของชุดกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม การเรียนรู้แต่ละชุดมีเนื้อหาเหมือนกันคือเรื่องเดียวกัน เมื่อนักเรียนได้ศึกษาชุดกิจกรรม แล้วจะมี การประเมินผล สำหรับเวลาที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เรียน ส่วนองค์ประกอบสำคัญ ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. หัวข้อ หรือชื่อกิจกรรม จะเป็นชื่อเดียวกับชื่อของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. คำชี้แจงในการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคำชี้แจงเพื่อให้นักเรียนได้ทราบว่าชุด กิจกรรมชุดนี้ประกอบด้วยส่วนประกอบใดบ้าง เช่น ใบความรู้ ใบกิจกรรม ใบเฉลยใบกิจกรรม ใบ ตรวจสอบความรู้ประจำชุดกิจกรรม ใบเฉลย ใบตรวจสอบความรู้ประจำชุดกิจกรรม การประเมินผลใน การจัดกิจกรรม 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการให้นักเรียนเกิดหลังจากได้ปฏิบัติกิจกรรม 4. กิจกรรมการเรียนรู้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูกำหนดขึ้น ให้นักเรียนได้ ปฏิบัติทั้งแบบกลุ่มและรายบุคคล 5. ใบความรู้ เป็นสิ่งที่บอกเนื้อหาของบทเรียนที่นักเรียนจะต้องศึกษา 6. ใบกิจกรรม ให้นักเรียนทำหลังจากได้ทำกิจกรรมการเรียนการสอน และศึกษา เนื้อหาจนเข้าใจแล้ว 7. ใบตรวจสอบความรู้และทักษะ ให้นักเรียนทำหลังจากทำกิจกรรม และใบกิจกรรมเสร็จสิ้น เพื่อตรวจสอบความรู้ที่นักเรียนได้รับ โดยทำเป็นรายบุคคล ไม่สามารถ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ 8. แบบฝึกหัด ให้นักเรียนทำหลังจากได้ทำกิจกรรมเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว เพื่อเป็น การทบทวนเนื้อหาบทเรียน 9. ใบเฉลย ใบงาน และใบเฉลยแบบฝึกหัด เมื่อนักเรียนทำใบงานหรือแบบฝึกหัด เสร็จแล้ว จะสามารถตรวจสอบความถูกต้องจากใบเฉลยใบงาน 10.การประเมินผล คือ แบบทดสอบย่อยประจำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ใช้ประเมิน นักเรียนในขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมในแต่ละชุด ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรม ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523: 123) เสนอขั้นตอนในการพัฒนาชุดการสอนไว้ดังนี้ 1. การกำหนดหมวดหมู่เนื้อหาและประสบการณ์โดยกำหนดเป็นหมวดวิชา หรือ บูรณาการเป็นแบบสหวิทยาการตามความเหมาะสม 2. การกำหนดหน่วยการสอนโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการสอน 3. การกำหนดหัวเรื่อง ผู้สอนจะต้องกำหนดว่าในการสอนแต่ละหน่วย ควรให้ ประสบการณ์อะไรแก่ผู้เรียนบ้าง 4. การกำหนดมโนทัศน์และหลักการ โดยมโนทัศน์หรือหลักการที่กำหนดขึ้น จะต้องสอดคล้องกับหน่วยและหัวเรื่อง 5. การกำหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง โดยเขียนเป็นวัตถุประสงค์ ทั่วไป วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องมีเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไว้ทุกครั้ง 6. การกำหนดกิจกรรมการเรียน โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
33 ซึ่งจะเป็นแนว,ทางการเลือกและการผลิตสื่อการเรียนการสอน 7. การกำหนดแบบวัดและประเมินผลโดยจะต้องประเมินผลให้ตรงกับ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้ 8. การเลือกและผลิตสื่อการเรียนการสอน โดยจะถือว่าวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่ ครูใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนทั้งสิ้น เมื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนแล้วก็จัดสื่อการเรียน การสอน เหล่านั้นไว้เป็นหมวดหมู่ในกล่องหรือซองที่เตรียมไว้ก่อนนำไปทดลอง และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐานที่ตั้งไว้ 9. การหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม เพื่อเป็นการประกันว่าชุดกิจกรรมที่สร้าง ขึ้นมีประสิทธิภาพในการสอน ผู้สร้างจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ล่วงหน้า โดยคำนึงถึงหลักการที่ว่า การเรียนเป็นกระบวนการ เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้บรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ดังนั้นการกำหนดเกณฑ์จึงต้องคำนึงถึง กระบวนการ และผลลัพธ์โดยกำหนดตัวเลข เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยมีค่าเป็น E1 /E2 สุคนธ์ สินธุพานนท์ (2553: 17) กล่าวว่า การที่ผู้สอนสร้างชุดกิจกรรม หรือ ชุดการ เรียนการสอน เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอนนั้น ครูควรดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกหัวข้อ (Topic) กำหนดขอบเขต และประเด็นสำคัญของเนื้อหา ผู้สร้างชุดการเรียนการสอน ควรเลือกหัวข้อและประเด็นสำคัญ ได้จากการวิเคราะห์มาตรฐานการ เรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับขั้นที่จะสอนว่าหัวข้อใด เหมาะสม ที่ควรนำไปสร้างชุดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนสามารถศึกษาความรู้ได้ด้วยตนเอง 2. กำหนดเนื้อหาที่จะจัดทำชุดกิจกรรม โดยการคำนึงถึงความรู้พื้นฐานของ ผู้เรียน 3. เขียนจุดประสงค์ในการจัดการเรียนการสอน การเขียนจุดประสงค์ควรเขียน เป็นลักษณะจุดประสงค์เฉพาะหรือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้ผู้สอนและผู้เรียนทราบจุดประสงค์ ว่าเมื่อศึกษาชุดกิจกรรมจบแล้ว ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถอย่างไร 4. สร้างแบบทดสอบ การสร้างแบบทดสอบมี 3 แบบ คือ 4.1 แบบทดสอบวัดความรู้เดิมของผู้เรียน เพื่อดูว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐาน ก่อนที่จะมาเรียนเพียงพอหรือไม่ (เมื่อทดสอบแล้วล้าความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอ ผู้สอนควรแนะนำให้ ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆโดยวิธีใดเป็นต้น หรือผู้สอนอาจอธิบายความรู้เพิ่มเติมแก่ ผู้เรียนในเรื่องนั้นๆ) 4.2 แบบทดสอบย่อย เพื่อวัดความรู้ของผู้เรียนหลังจากผู้เรียนเรียนจบใน แต่ละเนื้อหาย่อย 4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใช้ประเมินผลการเรียนรู้ ของผู้เรียนหลังจากการศึกษาชุดการเรียนการสอนจบแล้ว 5. จัดทำชุดกิจกรรม หรือชุดการเรียนการสอน ประกอบด้วย 5.1 บัตรคำสั่ง 5.2 บัตรปฏิบัติการ และบัตรเฉลย (ถ้ามี) 5.3 บัตรเนื้อหา
34 5.4 บัตรฝึกหัด และบัตรเฉลยบัตรฝึกหัด 5.5 บัตรทดสอบและบัตรเฉลยบัตรทดสอบ 6. วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนเตรียมออกแบบการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน โดยมีหลักการสำคัญ คือ 6.1 ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการทำกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้สอนเป็นเพียงผู้ คอยชี้แนะและควบคุมการเรียนการสอน 6.2 เลือกกิจกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับชุดกิจกรรม 6.3 ฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการคิดอย่างหลากหลาย เช่น คิด วิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ เป็นต้น 6.4 มีกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น 7. การรวบรวมและจัดทำสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน มี ความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน สื่อการเรียนการสอนบางชนิดอาจมีผู้จัดทำไว้แล้ว ผู้สอนอาจนำมา ปรับปรุงดัดแปลงใหม่ให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและจุดประสงค์ที่ต้องการสอน ในกรณีที่ไม่มีสื่อที่ตรง ตามจุดประสงค์ที่จะสอน ครูผู้สอนต้องสร้างสื่อการเรียนการสอนใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลามาก จากการศึกษาขั้นตอนการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ควรดำเนินการ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐานหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. วิเคราะห์เนื้อหา และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยเรียง เนื้อหาจากง่ายไปสู่เนื้อหาที่ยากตามลำดับ 3. กำหนดกรอบผลการเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม สื่อประกอบการสอน และการวัดผล ประเมินผล 4. สร้างชุดกิจกรรม ที่ประกอบไปด้วย ชื่อกิจกรรม คำนำ สารบัญ คำแนะนำสำหรับ ครู คำแนะนำการใช้สำหรับนักเรียนกิจกรรมการเรียนรู้ ใบความรู้ ใบกิจกรรม ใบตรวจสอบความรู้ ภาคผนวก ประกอบด้วย ใบเฉลยใบกิจกรรม ใบเฉลยใบตรวจสอบความรู้ และตารางสรุปคะแนน 5. วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเลือกกิจกรรมที่หลากหลาย และ เหมาะสมกับชุดกิจกรรม และฝึกให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น 6. จัดทำสื่อการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและจุดประสงค์ที่ต้องการ สอน 7. หาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพในการสอนสามารถนำไปใช้ได้จริงการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรม
35 กิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรม ตารางที่ 2 การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรม นักการศึกษา การจัดกิจกรรม ชัยยงค์ พรหมวงค์ (2523, 123) สุคนธ์ สินธุพานนท์ (2523, 2-21) ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ขั้นที่1 ทบทวนความรู้เดิม ทบทวนความรู้เดิม โดยให้ผู้เรียนทำแบบ ทดสอบก่อนเรียนเพื่อ พิจารณาความรู้เดิม ของผู้เรียนก่อน เร้าความสนใจของ ผู้เรียน โดยใช้วิธีการ ต่างๆ เช่น ทบทวน ความรู้ในเนื้อหาเดิม เกม ปริศนา คำถาม เป็นต้น ทบทวนความรู้เดิม และเร้าความสนใจ ของนักเรียนด้วย วิธีการต่างๆ เช่น การซักถามการตั้ง คำถาม เกมเพลง เป็นต้น หรือให้ผู้เรียน ทำแบบทดสอบก่อน เรียนเพื่อตรวจสอบ ความรู้พื้นฐานหรือ ความรู้เดิมของ นักเรียน ขั้นที่ 2 แจ้งจุดประสงค์การ เรียนรู้ นำเข้าสู่บทเรียน แจ้งจุดประสงค์การ เรียนรู้ แจ้งจุดประสงค์การ เรียน เพื่อให้นักเรียน ทราบว่าเมื่อเรียน เนื้อหาจบแล้วนักเรียน จะต้องมีความรู้ทักษะ ใดบ้าง ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ การดำเนินการจัดการ การเรียนรู้ ให้ผู้เรียนศึกษาชุดการ เรียนการสอนดังนี้ 1) ศึกษาคำชี้แจงของ การใช้ชุดกิจกรรมและ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 2) ศึกษาบัตรคำสั่ง 3) และปฏิบัติ กิจกรรมตามที่กำหนด ไว้ในบัตรปฏิบัติการ (ถ้ามี) และตรวจ คำตอบจากบัตรเฉลย 4) ศึกษาบัตรเนื้อหา การดำเนินกา รจัด กิจกรรมการเรียนรู้ และให้ผู้เรียนศึกษาชุด กิจกรรม
36 นักการศึกษา การจัดกิจกรรม ชัยยงค์ พรหมวงค์ (2523, 123) สุคนธ์ สินธุพานนท์ (2523, 2-21) ผู้วิจัยสรุปได้ว่า 5) ทำบัตรฝึกหัดและ ตรวจสอบคำตอบจาก บัตรเฉลย (อาจทำให้ บัตรฝึกหัดที่เน้นฝึก ทักษะการคิดเพิ่มเติม ได้) 6) ทำบัตรทดสอบ 7) ประเมินตนเองโดย ตรวจคำตอบจากบัตร เฉลยและให้คะแนน ด้วยความซื่อสัตย์ ประโยชน์ของชุดกิจกรรม ประโยชน์ของชุดกิจกรรม ชุดการเรียนการสอน ชุดการสอน หรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี ต่อการเรียนการสอนมีหลายประการดังนี้ (บุญเกื้อ ควรหาเวช, 2530: 7-8) 1. ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาประสบการณ์ที่สลับซับซ้อน และมีลักษณะ เป็นนามธรรม ซึ่งผู้สอนไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการบรรยายได้ 2. เร้าความสนใจของผู้เรียนต่อสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะชุดการสอนจะเปิด โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหา ความรู้ ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 4. เป็นการสร้างความพร้อมและความมั่นใจแก่ผู้สอน เพราะชุดการสอนผลิต ไว้เป็นหมวดหมู่สามารถหยิบใช้ได้ทันที 5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะสื่อประสม (Multi Media) ที่ได้จัดไว้ในระบบเป็นการแปรเปลี่ยนกิจกรรมและช่วยรักษาระดับความสนใจของผู้เรียน อยู่ ตลอดเวลา 6. แก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมการศึกษารายบุคคล ตามความสนใจ ตามเวลา และโอกาสที่เอื้ออำนวยแก่ผู้เรียนซึ่งแตกต่างกัน 7. ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู ชุดการสอนทำให้ผู้เรียนเรียน โดยอาศัย ความช่วยเหลือจากครูเพียงเล็กน้อย ทั้งสามารถเรียนด้วยตนเอง ครูคนหนึ่งจึงสามารถสอนนักเรียน ได้จำนวนมาก 8. ช่วยนักเรียนให้รู้จุดมุ่งหมายของการเรียนที่ชัดเจน ตลอดจนรู้วิธีการที่จะ บรรลุจุดมุ่งหมายเป็นการเพิ่มพูนการจูงใจในการเรียน 9. ชุดการสอนจะกำหนดบทบาทของครูและนักเรียนไว้ชัดเจน ว่าตอนใดใครจะ
37 ทำอะไรอย่างไร ลดบทบาทของการกระทำของครูข้างเดียว นักเรียนได้เรียนรู้โดยการกระทำมากขึ้น 10. ชุดการสอน เกิดจากการนำวิธีเชิงระบบเข้ามาใช้ เมื่อได้ผ่านการทดลอง จึง ทำให้การสอนมีประสิทธิภาพ 11.ชุดการสอนฝึกให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในการเรียน และรู้จักการทำงาน ร่วมกัน 12. ชุดการสอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกวัสดุการเรียนและกิจกรรมตามความ สนใจ 13. ชุดการสอนทำให้ผู้เรียนรู้การกระทำของเขาและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง สุคนธ์ สินธุพานนท์ (2553: 21) กล่าวถึงประโยชน์ของชุดการเรียนการสอน ดังนี้ 1. ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถในการศึกษาความรู้ในชุดการเรียนการสอน ด้วยตนเอง เป็นการแกทักษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะการอ่าน และสรุปความรู้อย่างเป็นระบบ 2. การทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ และแบบฝึกการคิด ท้ายชุดการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนรู้จักคิดเป็นแก้ปัญหาเป็น สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา ที่กำหนดโดย สมศ. 3. ผู้เรียนมีวินัยในตนเอง จากการที่ผู้เรียนทำตามคำสั่งในขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนดในชุดกิจกรรม การตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ หรือใบงานด้วยตนเองนั้น ทำให้ ผู้เรียนรู้จักฝึกตนเองให้ทำตามกติกา 4. ผู้เรียนรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน เป็นการ ฝึกความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย 5. การใช้ชุดการเรียนการสอน นั้นสามารถศึกษานอกเวลาเรียนได้ขึ้นอยู่กับ การออกแบบของผู้สอนที่เอื้อต่อการศึกษาด้วยตนเอง จากการศึกษาประโยชน์ของชุดกิจกรรมที่กล่าวมา สรุปได้ดังนี้ ชุดกิจกรรมเป็น นวัตกรรมที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนของนักเรียน ช่วยเร้าความสนใจ เปิดโอกาสให้ นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ได้แสวงหาศึกษาความรู้ด้วยตนเองรวมทั้งทำให้นักเรียนมีวินัย มีความ รับผิดชอบในการทำงานมากขึ้น และรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ข้อจำกัดของชุดกิจกรรม สุคนธ์ สินธุพานนท์ (2553: 22) กล่าวว่า ข้อจำกัดของชุดกิจกรรม หรือชุดการเรียนการสอน หรือชุดการสอน หรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. ผู้สอนต้องนำวิธีการสอนหรือเทคนิคการสอนมาใช้ก่อนเริ่มบทเรียน หรือ ระหว่างการศึกษา บทเรียน มิฉะนั้นแล้วผู้เรียนจะไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนด 2. เรื่องที่ให้ผู้เรียนศึกษาความรู้ด้วยตนเอง ควรเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาสาระที่ง่าย สำหรับผู้เรียน เรียนรู้ด้วยตนเองได้ 3. การให้ผู้เรียนศึกษาชุดการเรียนการสอนนั้นต้องมีบัตรงาน ใบงาน แบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ การเรียนรู้ที่ฝึกผู้เรียนให้รู้จักคิดวิเคราะห์ และควรมีเฉลยให้ผู้เรียน ตรวจสอบความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งถ้าเป็นกรณีคำถามปลายเปิด หรือฝึกทักษะการคิดจะไม่มีเฉลยที่ชัดเจนลงไป จึงต้องมีแบบ เฉลยที่หลากหลาย
38 เกริก และจินตนา ท่วมกลาง (2555: 127-128) กล่าวว่า แม้ว่าชุดการสอนจะเป็นสื่อการ สอนที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนได้เป็นอย่างดี แต่ชุดการสอนก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้เพื่อจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ปัญหาในการผลิตชุดการสอนมีความยุ่งยาก เพราะมีกระบวนการวิเคราะห์หลาย ขั้นตอน 2. ครูผู้สอนซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่สามารถผลิตชุดการสอนมาใช้กับนักเรียนได้ 3. การผลิตชุดการสอนต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่ายมาร่วมในการผลิต เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหา ด้านการวัดผล ด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา หากขาดบุคคลใดใน 3 ด้าน จะทำให้ชุดการสอน ที่ผลิตขึ้นมีจุดอ่อนในตัวเอง ประสิทธิภาพของชุดการสอนจึงไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ 4. มีปัญหาด้านงบประมาณในการผลิต การผลิตชุดการสอนต้องใช้งบประมาณ ในการผลิต มาก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสถานศึกษาและครูผู้สอน 5. ปัญหาความยุ่งยากในการใช้และการเก็บรักษา เนื่องจากกระบวนการ เรียนรู้ด้วยชุดการ สอนมีการทำกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน 6. การจัดการเรียนรู้ระบบกลุ่มอาจทำให้เกิดเสียงรบกวนห้องข้างเคียงได้ 7. สื่อการสอนมีลักษณะเป็นสื่อประสม การเก็บรักษาต้องมีตู้เก็บ หรือกระเป๋ากล่องที่มีความ คงทน 8. การแบ่งกลุ่มผู้เรียนในการเรียนสามารถจัดแบบคละความสามารถได้ยาก 9. ผู้เรียนขาดความรับผิดชอบต่อการเรียน เมื่อเรียนแล้วไม่ เก็บวัสดุให้ครบล้วนทำให้ ผู้เรียนครั้งต่อไปรับอุปกรณ์ไม่ครบการเรียนรู้จึงไม่สมบูรณ์ 10. ผู้เรียนมีความแตกต่างด้านการเรียน ต้องจัดทำชุดการสอนสำรองสำหรับผู้เรียนที่มี ความสามารถพิเศษได้เรียนรู้ จากการศึกษาข้อจำกัดของชุดกิจกรรมที่กล่าวมา สรุปได้ดังนี้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องมีบัตรงาน ใบงาน แบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ที่ฝึกนักเรียนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ และ ควรมีเฉลยให้นักเรียนตรวจสอบความรู้ด้วยตนเอง ถ้าเป็นคำถามปลายเปิด ต้องมีแบบเฉลยที่ หลากหลาย รวมถึงเรื่องที่ให้นักเรียนศึกษาความรู้ด้วยตนเอง ควรเป็นเรื่องที่มีเนื้อหา สาระที่ง่าย และ ผู้สอนควรจะมีความรู้ความเข้าใจในการสร้างชุดกิจกรรม มิเช่นนั้นจะไม่สามารถ ผลิตชุดกิจกรรมมาใช้ กับนักเรียนได้ การหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม หรือชุดการเรียนการสอน หรือชุดการสอน หรือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ต้องดำเนินการทุกครั้งที่สร้างชุดกิจกรรม เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าชุด กิจกรรมที่สร้างขึ้นมามีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนานักเรียนให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ได้จริง เกริก ท่วมกลาง และจินตนา ท่วมกลาง (2555: 132-134) กล่าวว่า ชุดการสอนต้อง ดำเนินการหาประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้จริง ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. ประเมินตรวจสอบความถูกต้อง ด้านเนื้อหา การนำเสนอเนื้อหา ภาษา กิจกรรมประกอบ รูปภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร ด้านการวัดประเมินผล ด้านการสร้างชุด การสอน โดยใช้เกณฑ์ประเมินชุดการสอน ดังนี้
39 เหมาะสมมากที่สูด 4.51-5.00 เหมาะสมมาก 3.51-4.50 เหมาะสมปานกลาง 2.51-3.50 เหมาะสมน้อย 1.51-2.50 เหมาะสมน้อยที่สูด 1.00-1.50 โดยยึดเกณฑ์การตัดสินความเหมาะสมตั้งแต่ระดับคะแนนเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไป จึงถือว่าเป็นชุดการสอนที่เข้าเกณฑ์ 2. การนำชุดการสอนมาทดลองใช้ เพื่อหาประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้จริง โดยมี การทดลอง 3 ขั้นตอน ดังนี้ 2.1 การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-One Testing) เป็นการนำชุดการ สอนที่สร้างขึ้นไปทดลองกับผู้เรียนจำนวน 3 คน ที่มีระดับสติปัญญา 3 ระดับ คือ เก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน และอ่อน 1 คน 2.2 การทดลองแบบกลุ่มเล็ก (Small-Group Testing) เป็นการนำชุดการ สอนมาปรับปรุงแก้ไขภาษาเนื้อหาสาระ ภาพประกอบ ความเหมาะสม จากการทดลองหนึ่งต่อหนึ่ง ไปทดลองกับผู้เรียนที่มีระดับสติปัญญา 3 ระดับ คือ เก่ง 3 คน ปานกลาง 3 คน และอ่อน 3 คน 2.3 การทดลองภาคสนาม (Field Testing) เป็นการนำชุดการสอนมา จัดการเรียนรู้จากการทดลองแบบกลุ่มเล็กมาปรับปรุงแก้ไข คำสั่ง เนื้อหาสาระการเรียนรู้ คำถาม เฉลย จากการทดลองแบบกลุ่มเล็กไปทดลองกับผู้เรียนจำนวน 20 - 30 คน เมื่อมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพ แล้วจึงนำไปใช้จริงต่อไป งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ ศิรินงค์ ชุมแวงวาปี(2565) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านต่างแคน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของ เด็กอนุบาล 3 หลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 75 ที่กำหนด ประชากร คือ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขและแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบ One - Sample ผลการวิจัยพบว่า 1)ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 มีจำนวน 4 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เรื่องการเขียนและการนับเลข ชุดที่2 เรื่องเรขาคณิต ชุดที่ 3 เรื่องการเปรียบเทียบขนาด และชุดที่ 4 เรื่องการเปรียบเทียบจำนวน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.87/90.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์75/75 ที่กำหนดและ 2) หลังเรียน เด็กอนุบาล 3 สามารถเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข ตามที่กำหนดได้สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ75 อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ณัฐภัสสร ภูหลวง (2564) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดทักษะบูรณาการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลบ้านผือพิทยาภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดทักษะบูรณาการของเด็กอนุบาล 3 2) หาประสิทธิภาพของ
40 ชุดทักษะบูรณาการของเด็กอนุบาล 3 และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล3 หลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ ชุดทักษะบูรณาการ จำนวน 4 สาระการเรียนรู้ และแบบทดสอบ สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบที แบบ OneSample ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดทักษะบูรณาการการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของเด็กอนุบาล 3 มี จำนวน 4 สาระการเรียนรู้ และแต่ละสาระการเรียนรู้เน้นการปฏิบัติเกี่ยวกับการอ่านเขียนและบวกลบ จำนวนกับตัวเลข 2) ชุดทักษะบูรณาการการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของเด็กอนุบาล 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.12/93.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนด และ 3) หลังเรียน เด็กอนุบาล 3 สามารถอ่าน เขียนและบวกลบจำนวนกับตัวเลขได้สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ75 ที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นงค์รัก สีคะปัสสะ (2564) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดทักษะบูรณาการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 โรงเรียนพันนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดทักษะบูรณาการสำหรับเด็กอนุบาล 3 2) หาประสิทธิภาพของชุด ทักษะบูรณาการสำหรับเด็กอนุบาล 3 และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 3 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ประชากร คือ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดทักษะบูรณาการ จำนวน 4 สาระการเรียนรู้ และแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบที แบบ OneSample ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดทักษะบูรณาการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขสำหรับเด็กอนุบาล 3 จำนวน มี 4 สาระการเรียนรู้ และแต่ละสาระการเรียนรู้เน้นการปฏิบัติเกี่ยวกับการอ่านเขียนและบวกลบจำนวน กับตัวเลข 2) ชุดทักษะบูรณาการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขสำหรับเด็กอนุบาล 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.35/92.97 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ 75/75 และ 3) หลังเรียน เด็กอนุบาล 3 สามารถอ่านเขียนและบวกลบ จำนวนกับตัวเลข ตามที่กำหนดได้สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ศิรัญญา ภูมิชัย (2564) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดทักษะบูรณาการเรียนรู้จำนวนกับตัวสำหรับ เด็กอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลรัชดา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดทักษะบูรณาการ สำหรับเด็กอนุบาล 3 2) หาประสิทธิภาพของชุดทักษะ บูรณาการ สำหรับเด็กอนุบาล 3 และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข ของ เด็กอนุบาล 3 หลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 30 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดทักษะบูรณาการ จำนวน 4 สาระการเรียนรู้ และแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบที แบบ One-Sample ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดทักษะบูรณาการการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของเด็กอนุบาล 3 มีจำนวน 4 สาระการเรียนรู้ และแต่ละสาระการเรียนรู้เน้นการปฏิบัติเกี่ยวกับการอ่านเขียนและบวกลบจำนวนกับ ตัวเลข 2) ชุดทักษะบูรณาการการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของเด็กอนุบาล 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.13 / 93.34 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ 75/75 และ 3) หลังเรียน เด็กอนุบาล 3 สามารถอ่านเขียนและบวก ลบจำนวนกับตัวเลข ตามที่กำหนดได้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 24 คะแนน (ร้อยละ75) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ศิราณี จันทร์บุตร (2562) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ผ่านการเล่นโดยใช้ชุดกิจกรรม “บิงโก”โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศึกษาทักษะพื้นฐานทาง
41 คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยผ่านการเล่นโดยใช้ชุดกิจกรรม “คณิตคิดส์”ผลการศึกษาพบว่า เด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ผ่านการเล่นชุดกิจกรรม “คณิต คิดส์” มีความสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่สูงขึ้นหลังการใช้ชุด กิจกรรม “คณิตคิดส์” เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย นุจิรา เหล็กกล้า (2561) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยใช้ เกม การศึกษาของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบางแก้วโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้เกมการศึกษา และศึกษาความพึง พอใจของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 ที่มีต่อการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังจากจัด ประสบการณ์โดย ใช้เกมการศึกษาสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจ ของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ โดยใช้เกมการศึกษาพบว่า โดย ภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมทุกด้านเท่ากับ 2.97 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.19 ประจักษ์ เอนกฤทธิ์มงคล (2559) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์พื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ของเด็กระดับปฐมวัยโดยใช้ชุดกิจกรรมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนา ความสามารถ การคิดวิเคราะห์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ชุดกิจกรรม 2) ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการวิเคราะห์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 3) ศึกษาประสิทธิภาพ ชุดกิจกรรมพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กระดับปฐมวัย ภาพรวมจากการใช้แบบฝึกชุดกิจกรรมทั้ง 5 ชุด มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 80 และมีนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 20 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนการคิดวิเคราะห์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 จำนวน 15 คน คิดเป็น ร้อยละ 100 3) ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 คือ 83.20/100 จารุวรรณ มหารัชพงศ์ ดวงกมล จาละ รัชนิกร กุมรัมยะกุล (2559) ได้วิจัยเรื่อง การใช้เกม จำนวนตัวเลขมหาสนุก ในวิชาคณิตศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของ ความรู้ ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องจำนวนตัวเลขโดยใช้เกมจำนวนกับตัวเลขมหาสนุก (Fun Numbers Game) 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนในการเรียนเรื่องจำนวนตัวเลขโดยใช้การใช้เกม จำนวนตัวเลขมหาสนุก ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังจากผู้เรียนเรียนเรื่องจำนวนตัวเลขโดยใช้เกมจำนวน ตัวเลขมหาสนุก ผู้เรียน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ในแบบทดสอบ หลังเรียนเรื่องจำนวนตัวเลขโดย การใช้เกมจำนวนตัวเลข มหาสนุกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ในแบบทดสอบก่อนเรียนและมี ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และ 2) ผู้เรียนมีความพึงพอใจในการเรียนการสอนด้วยเกมจำนวน ตัวเลขมหาสนุกอยู่ใน ระดับมาก ขวัญหทัย สมจิตต์ (2557) ได้วิจัยเรื่อง การใช้กิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะทาง คณิตศาสตร์การบอกค่าจำนวน 1- 5 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะทาง คณิตศาสตร์ในการบอกค่าจำนวน 1- 5 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ผ่าน เกณฑ์การตัดสินในการพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ ในการบอกค่าของจำนวน 1- 5 ตามที่กำหนดไว้ จำนวน 6 คน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินในการพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ในการบอกค่าของ
42 จำนวน 1- 5 ตามที่กำหนดไว้ 7 คน และ 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนปฐมวัยที่เรียนด้วย กิจกรรมเกมการศึกษา พบว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์การบอกค่า จำนวน 1- 5 มีความชอบเกมจับคู่ตัวเลขกับตัวเลขและเกมจับคู่ตัวเลขกับจำนวน จำนวน 11 คน โดยสรุป กระบวนการวิจัยปฏิบัติการวงจรลำดับเวลาสามารถพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ของ นักเรียนระดับปฐมวัยได้ ซึ่งเป็นแนวทางให้ครูสามารถนำกระบวนการวิจัยปฏิบัติตามรูปแบบวงจรลำดับ เวลานี้ ไปใช้ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ระดับปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. งานวิจัยต่างประเทศ บาร์รูดี (Baroody,2000: 67; อ้างถึงใน ศิริลักษณ์ วุฒิสรรพ์, 2551: 33) ได้ศึกษาการเรียน การสอนเกี่ยวกับจำนวนและทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 3-5 ปี พบว่าเด็กปฐมวัย มีความสามารถที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ในเรื่อง การเท่ากัน การเพิ่ม และการลดความสัมพันธ์ของ ส่วนย่อยและส่วนใหญ่การลดและการเพิ่มของเศษส่วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์และแนวทางการจัดการเรียน การสอนคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมต่อไป คลีน (Kling,2000 : 571; อ้างถึงใน ศิริลักษณ์ วุฒิสรรพ์,2551 : 33) ได้ศึกษาความคิดเกี่ยวกับ การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กวัยอนุบาล โดยการสัมภาษณ์ครูผู้สอนระดับอนุบาล พบว่า นอกจากการที่ครูจะมีส่วนการจัดเตรียมกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์แล้วนั้น ผู้ปกครองยังมีส่วน อย่างมากในการให้การสนับสนุนให้เวลาในการทำกิจกรรมคณิตศาสตร์ร่วมกับเด็ก และนอกจากนี้ ครูผู้สอนควรมีการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กวัยอนุบาล ซึ่งกันและกัน คาร์โตะ ฮอนด้า และคามิ (Kito ,Honda & Kami,2006 : 1-6) ได้ปรึกษาเกี่ยวกับการเล่นเกม บัตรภาพโดมิโน เพื่อที่จะกระตุ้นการคิดตรรกะคณิตศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัยการที่เด็กเกิดความรู้ทาง ตรรกะคณิตศาสตร์จะขึ้นอยู่กับความสำคัญทางสติปัญญา ลักษณะของความรู้ที่เกิดขึ้นมี 3 เรื่องคือการ จำแนกประเภท การจัดลำดับ และความสัมพันธ์เรื่องจำนวน พบว่าหลังจากที่เด็กได้ผ่านการเล่นเกมแล้ว เด็กปฐมวัย ที่มีความก้าวหน้าในเรื่องหนึ่งก็จะสามารถพัฒนาในอีกเรื่องหนึ่งได้ ทั้งนี้ครูให้เด็กได้คิดแบบ ตรรกะคณิตศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เด็กสร้างความรู้ทางตรรกะคณิตศาสตร์ได้การพัฒนากิจกรรมการเรียน รู้อยู่เสมอ จะเป็นสิ่งท้าทายให้เด็กๆได้คิดต่างๆคณิตศาสตร์ในขณะที่เด็กจะทำให้ได้ผลดีเกินคาด ดอแนล์ดสัน และมาการ์เร็ต (Donaldson;&Magarret. 1968:461-471)ได้ศึกษาความเข้าใจ ของเด็กในเรื่องการจำแนกความแตกต่างของค่าจำนวนมากกว่า - น้อยกว่า กับเด็กอายุ 3 - 4 ปี จำนวน 15 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กระดับอายุ 3 - 4 ปี จะสามารถเข้าใจคำว่ามากกว่าและน้อยกว่าได้แล้ว แต่มีแนวโน้มว่าเด็กจะเข้าใจความหมายของคำว่ามากกว่าได้ดีกว่าคำว่าน้อยกว่า คาร์ลตัน (Carton,1990) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบความพร้อมทางการอ่านและคณิตศาสตร์ ของเด็กเกรด 1 เกรด 2 และเกรด 3 โดยกลุ่มทดลองเป็นเด็กมาจากโครงการพัฒนาพ่อแม่ลูก ในเวิร์จิเนีย และกลุ่มควบคุมไม่เคยผ่านอนุบาลเลยเป็นเด็กด้อยโอกาส ซึ่งนำมาอยู่ด้วยกันไม่ต่ำกว่า 40 วัน ทำการทดลอง โดยครู ผลปรากฏว่าเด็กที่มาจากโครงการพัฒนาพ่อแม่ลูกจะได้รับการส่งเสริมที่ดี ในเรื่องความพร้อมทางการอ่านและความพร้อมทางคณิตศาสตร์
43 กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้นำแนวคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของศิรินงค์ ชุมแวงวาปี (2565) ณัฐภัสสร ภูหลวง (2564) ศิรัญญา ภูมิชัย (2564) นงค์รัก สีคะปัสสะ (2564) ศิราณี จันทร์บุตร นุจิรา เหล็กกล้า (2561) จารุวรรณ มหารัชพงศ์ ดวงกมล จาละ รัชนิกร กุมรัมยะกุล (2559) และ ขวัญหทัย สมจิตต์ (2557) มาเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ความสามารถในการเรียนรู้จำนวน กับตัวเลขของนักเรียนอนุบาล 3 การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวนกับตัวเลขสำหรับนักเรียนอนุบาล 3