5. มงคล 38 มงคล คือ สิ่งที่ท าให้ชีวิตโชคดี ตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง หลักปฏิบัติที่ท าให้ ผู้ปฏิบัติมีความสุขและความเจริญ มี 38 ประการ เรียกว่า มงคล 38 มงคล 38 ที่จะศึกษาในชั้นนี้ 3 เรื่อง ได้แก่ การสงเคราะห์บุตร การสงเคราะห์ภรรยา/สามี (คู่ครอง) ความสันโดษ อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ประเภทของลูก 1. อภิชาตบุตร ลูกที่มีคุณธรรมดีกว่าพ่อแม่ 2. อนุชาตบุตร ลูกที่มีคุณธรรมพอ ๆ กับพ่อแม่ 3. อวชาตบุตร ลูกที่มีคุณธรรมด้อยกว่าพ่อแม่ ปัจจัยในการสงเคราะห์ลูก 1. สงเคราะห์ด้วยอามิส ด้วยปัจจัยด ารงชีพต่าง ๆ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย 2. สงเคราะห์ด้วยธรรม เลี้ยงดูด้วยการให้โอวาท แนะน า สั่งสอนให้เป็นคนดี มีจิตใจดีงาม 5. มงคล 38: ข้อที่ 12 การสงเคราะห์บุตร อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
“พรหมวิหาร 4” 1. มีเมตตา 2. มีกรุณา 3. มีมุทิตา 4. มีอุเบกขา หลัก “ทิศ 6” >>> พ่อแม่คือทิศเบื้องหน้า ต้องอนุเคราะห์ลูก 5 ประการ 1. ห้ามปรามลูกท าความชั่ว 2. สั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี 3. ส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษา 4. แนะน าลูกในการหาคู่ครองตามวัยที่สมควร 5. มอบทรัพย์สมบัติให้ในโอกาสที่เหมาะสม หลักในการสงเคราะห์ลูก พ่อแม่เป็นพรหมของบุตร ต้องเลี้ยงดูบุตร ตามหลักพรหมวิหาร 4 อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
“หลักการเลือกคู่ครอง” หลักสมชีวิตาธรรม หรือ สมชีวิธรรม 4 1. มีศรัทธา/ความเชื่อเสมอกัน 2. มีศีลมีคุณธรรมเสมอกัน 3. มีความเสียสละเหมือนกัน 4. มีปัญญาหรือความรู้เสมอกัน “หลักธรรมการครองเรือน” >>> เพื่อรักษาสภาพความรัก ให้ยืนนาน 1. ซื่อสัตย์ต่อกัน (สัจจะ) 2. รู้จักข่มใจ (ทมะ) 3. อดทนอดกลั้น (ขันติ) 4. รู้จักเสียสละ (จาคะ) 5. มงคล 38: ข้อที่ 13 การสงเคราะห์ภรรยา/สามี (คู่ครอง) อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
หน้าที่ของ “สามีที่ดี” 1. ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะ 2. ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม 3. ไม่นอกใจภรรยา 4. มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้ 5. มอบของขวัญให้ตามโอกาส หน้าที่ของ “ภรรยาที่ดี” 1. จัดการงานในภายบ้านให้ดี 2. เอาใจใส่ญาติสามีด้วยดี 3. ไม่นอกใจสามี 4. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ 5. ขยันท ากิจการงานต่าง ๆ ภายในบ้าน หน้าที่ของสามีและภรรยา อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ความหมายของ “สันโดษ” 1. สันโดษที่สอนพระภิกษุ หมายถึง ความมักน้อยหรือความปรารถนา น้อย “ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าความมักน้อยนี้ เป็นแบบแผนประเพณีของเรา” 2. สันโดษที่สอนบุคคลธรรมดาทั่วไป หมายถึง ความยินดีในสิ่งที่ตนมี ตนได้ ตามก าลังความสามารถและฐานะของตน ประเภทของสันโดษ 1. ยินดีตามที่ได้ >>> ยถาลาภสันโดษ 2. ยินดีตามก าลังที่มี >>> ยถาพลสันโดษ 3. ยินดีตามสมควร >>> ยถาสารุปปสันโดษ 5. มงคล 38: ข้อที่ 24 ความสันโดษ อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
“คนที่ไม่รู้จักพอ” คือ คนที่ไม่รู้จักประมาณตน โลภมาก อยากได้โน่น อยากได้นี่ โดยไม่นึก ถึงก าลัง ความสามารถ จะหาช่องทางอื่นที่ท าให้สมหวัง ซึ่งมักจะกระท า การทุจริต ผิดท านองคลองธรรม >>> สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และท าให้สังคมไม่สงบสุข คุณค่าของความสันโดษ “คนที่สันโดษ” มีความสงบสุข ความเจริญในชีวิต สังคมใดมีคนสันโดษมาก ๆ สังคมนั้นจะไม่มีการชิงดีชิงเด่น มีแต่ความรักและความสามัคคี อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
1. รู้จักวิเคราะห์ตนเอง ว่าตนมีก าลัง ฐานะ และความสามารถเพียงใด แล้วปฏิบัติตนให้ดีที่สุด แนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนให้เป็นคนสันโดษ 2. ฝึกฝนตนเองให้มีสติและมีเหตุผล “มนุษย์ไม่สามารถสนองความอยากของตนได้เสมอไป และไม่มีใครได้ทุกสิ่งที่ตนต้องการ...” 3. ควบคุมพฤติกรรมของตน ยึดทางสายกลาง คือ “ความพอเหมาะพอดี” ในการด าเนินชีวิต อริยสัจ 4: สรุปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาลงในอริยสัจ 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
การมอบหมายงานเดี่ยว 10 คะแนน ท่องหลักธรรม 5 หลักธรรม ๆ ละ 2 คะแนน 1. หิริโอตตัปปะ 2. อริยสัจ 4 3. พรหมวิหาร 4 4. อิทธิบาท 4 5. ฆราวาสธรรม 4 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระธรรม
อ. อมรรัตน์ ช้า งน้อย ผู้สอน วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
จุดประสงค์การเรียนรู้ ◦อธิบายความส าคัญของพระไตรปิฎกและพุทธศาสนสุภาษิตได้ ◦วิเคราะห์พระไตรปิฎกและพุทธศาสนสุภาษิตได้ ◦เห็นคุณค่าพระไตรปิฎกและพุทธศาสนสุภาษิต สามารถน ามา ปรับใช้ในชีวิตประจ าวันได้ วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
แบบทดสอบก่อนเรียน 1. ข้อใดอธิบายความหมายของพระไตรปิฎกได้ชัดเจนที่สุด ก. หลักธรรมค าสอนของพระพุทธศาสนาที่มีการสังคายนาแล้ว ข. คัมภีร์ที่รวบรวมค าสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ ค. เป็นหนังสือรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหมวดหมู่ ง. คัมภีร์ของพระพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพุทธกาล วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
แบบทดสอบก่อนเรียน 2. วิธีการเผยแพร่พระไตรปิฎกที่ประสบความส าเร็จมากที่สุด คือข้อใด ก. การเทศนาสั่งสอนหรือการบอกธรรม ข. การพิมพ์หนังสือพระไตรปิฎกจ านวนมาก ค. การจารึกข้อความบนแผ่นศิลา และตามผนังโบสถ์ ง. การใช้เทคนิคในการอธิบายความรู้ในพระไตรปิฎกของพระสงฆ์ วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
แบบทดสอบก่อนเรียน 3. ข้อใดสอดคล้องกับพุทธศาสนสุภาษิต “จิตฺต ทนฺต สุขาวห ” ก. จิตที่ฝึกดีแล้วน าความสุขมาให้ ข. การฝึกจิตนั้นเป็นสิ่งส าคัญ ค. จิตที่สงบนั้นจะต้องฝึกอย่างสม่ าเสมอ ง. กายที่เข้มแข็งย่อมอยู่บนพื้นฐานของจิตสงบ วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
แบบทดสอบก่อนเรียน 4. ข้อความใดสอดคล้องกับพุทธศาสนสุภาษิต “บัณฑิตย่อมไม่แสดง อาการขึ้นๆ ลงๆ” ก.บัณฑิตเป็นผู้มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง ข. บัณฑิตเป็นผู้ที่ได้ฝึกฝนพัฒนาตนและจิตดีแล้ว ค.การที่บัณฑิตเป็นคนมีความรู้จึงมีความสงบเย็น ง.ผู้ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์จัดได้ว่าเป็นบัณฑิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
• กล่าวถึงกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ของภิกษุและภิกษุณี • มี ................... พระธรรมขันธ์ • กล่าวถึงพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้ในที่ต่าง ๆ • มี ................... พระธรรมขันธ์ • กล่าวถึงหลักค าสอนที่เป็น หลักวิชา • มี ............... พระธรรมขันธ์ • เป็นคัมภีร์ที่ส าคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา • บรรจุค าสอน ....................พระธรรมขันธ์ • แบ่งเป็น .... หมวด คือ พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
ประโยชน์ของการศึกษาพระไตรปิฎก 1. มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ชัดเจนถูกต้อง ตามหลักการของพระพุทธศาสนา 2. มีความเห็นถูกต้องและปฏิบัติได้ถูกต้องตามหลักการ ของพระพุทธศาสนา 3. ได้รับผลจากการปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ไม่บกพร่อง การปฏิบัติต่อพระไตรปิฎกที่ถูกต้อง คือ การสนใจและตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง และน าความรู้ไปปฏิบัติและเผยแผ่แก่ผู้อื่น พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
คุณค่าของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกมิใช่คัมภีร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งใคร ๆ ไม่อาจแตะต้องได้ หรือมิใช่คัมภีร์ที่ ต้องใส่ตู้ไว้เพื่อบูชาอย่างที่เข้าใจกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้นความรู้ต่าง ๆ ที่บรรจุอยู่ใน พระไตรปิฎกก็จะไร้ค่า ทั้งอาจจะท าให้เกิดการนับถือพระพุทธศาสนาในทางที่ผิดได้ ดังนั้น การปฏิบัติต่อพระไตรปิฎกที่ถูกต้อง คือ การสนใจและตั้งใจศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง การน าความรู้ใน พระไตรปิฎกไปเผยแผ่แก่ผู้อื่น รวมทั้งการปฏิบัติตามค าสั่งสอนที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกอันจะเป็นผลให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ยั่งยืนต่อไป พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
▪ พระไตรปิฎกเป็นที่รวบรวมพระพุทธวจนะ ▪ พระไตรปิฎกเป็นที่สถิตของของพระศาสดาของ พุทธศาสนิกชน ▪ พระไตรปิฎกเป็นแหล่งข้อมูลเดิมของ หลักค าสอนในพระพุทธศาสนา ▪ พระไตรปิฎกเป็นหลักฐานอ้างอิงความถูกต้องทาง พระพุทธศาสนา ▪ พระไตรปิฎกเป็นเกณฑ์มาตรฐานตรวจสอบค าสอนใน พระพุทธศาสนา ▪ พระไตรปิฎกเป็นเกณฑ์มาตรฐานตรวจสอบความเชื่อและข้อ ปฏิบัติในพระพุทธศาสนา คุณค่าและความส าคัญของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
นอกจากพระไตรปิฎกจะมีความส าคัญโดยตรงในฐานะที่เป็นหลักฐานส าคัญเพื่อยืนยันหลักค าสอน และหลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีคุณค่าส าคัญด้านอื่นๆ อีกหลายประการ พระไตรปิฎกเป็นบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระไตรปิฎกเป็นแหล่งความรู้ พระไตรปิฎกเป็นแหล่งข้อมูลเดิมของค าศัพท์บาลีที่ น ามาใช้ในภาษาไทย พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ชีวิต พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
พระไตรปิฎก ล าüัĂคัมภีร์ÿางĆระĆุÿĀศาสāา ĂาลีĆระไýรăิฎก (ĂาลีĆุÿĀวจāะ) อรรþกþา (วรรûāา) ฎีกา อāุฎีกา สัÿÿาวิเสส คัมภีร์ดั้งเดิม จารึกค าสอนของพระพุทธเจ้าลงบนใบลาน มี 3 ปิฎก คัมภีร์อธิบายขยายความพระไตรปิฎก ถือเป็นหลักฐานชั้น 2 คัมภีร์อธิบายเพิ่มเติมอรรถกถา เป็นหลักฐานชั้น 3 คัมภีร์อธิบายเพิ่มเติมฎีกา เป็นหลักฐานชั้น 4 คัมภีร์ที่แต่งขึ้น ว่าด้วยกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์บาลี และอธิบายศัพท์ต่าง ๆ Ćระไýรăิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
สรุปความรู้ ❖ Ćระไýรăิฎกเă็āคัมภีร์ÿี่ส าคัญÿี่สุüของĆระĆุÿĀศาสāา Ăรรจุค าสอā 84,000 ĆระĀรรมขัāĀ์ แĂ่งเă็ā 3 หมวü คือ Ćระวิāัยăิฎก ĆระอภิĀรรมăิฎก และ Ćระสุýýัāýăิฎก ❖ Ćระไýรăิฎกเă็āคัมภีร์แม่Ăÿของคัมภีร์ÿุกăระเภÿใāĆระĆุÿĀศาสāา ข้อความ ใāคัมภีร์ใüขัüแย้งกัĂข้อความใāĆระไýรăิฎกþือว่าไม่þูกý้องเă็āโมฆะ ❖ การăฏิĂัýิý่อĆระไýรăิฎกÿี่þูกý้อง คือ การสāใจและýั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง และā าความรู้ไăăฏิĂัýิและเĄยแĄ่แก่Ąู้อื่ā ❖ คัมภีร์ÿางĆระĆุÿĀศาสāามีĆัúāาการมาเă็āล าüัĂ ไü้แก่ ĂาลีĆระไýรăิฎก อรรþกþาหรือวรรûāา ฎีกา อāุฎีกา และสัÿÿาวิเสส วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
ปัจจุบันพระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ ของไทยมีหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นหนังสือ CD-ROM รวมทั้งบันทึกลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ มีวิธีการศึกษาดังนี้ อ่าāและĆยายามÿ าความเข้าใจ อ่าāเĆื่อหาความหมายระหว่างĂรรÿัü อ่าāเĆื่อăระมวลค าýอĂÿี่หลากหลายใāăระเü็āเüียวกัā อ่าāและýีความจากภูมิหลังของýā วิธีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
เริ่มอ่านจากเรื่องที่ยอมรับกันว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ ขณะอ่านก็พยายาม ท าความเข้าใจไปด้วยว่าพระพุทธองค์ทรงหมายความอย่างไร ตามอ่านให้หมด เพื่อส ารวจว่าแต่ละแห่งตรัสไว้แตกต่างกันอย่างไร เทคนิคการน าเสนอ ตลอดถึงวิธีอธิบายเหมือนกันหรือต่างกัน จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้น วิธีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ พระไตรปิฎก อ่านและพยายามท าความเข้าใจ วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
บางเรื่องไม่มีกล่าวไว้ตรง ๆ ในพระไตรปิฎก เราจะต้องหาความรู้ และค าตอบเอาเอง โดยพิจารณาจากบริบทหรือข้อความแวดล้อม ซึ่งเรียกว่า หาความหมายระหว่างĂรรÿัü วิธีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ พระไตรปิฎก อ่านเพื่อหาความหมายระหว่างบรรทัด วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
บางเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าหรือหลักธรรม มีค าอธิบายหลายนัย เราพึงประมวลค าตอบทุกนัยไว้ วิธีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ อ่านเพื่อประมวลค าตอบที่หลากหลายในประเด็นเดียวกัน พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
ผู้ศึกษามีภูมิหลังในด้านใดก็เอาแนวคิดหรือทฤษฎีด้านนั้นของตน มาเป็นสื่อหรือเครื่องมือท าความเข้าใจพระไตรปิฎก แล้วเสนอออกมาเป็น ทรรศนะพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ จะท าให้ได้ความรู้ใหม่และเข้าใจ สาขาวิชาของตนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถน าไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตได้ วิธีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ อ่านและตีความจากภูมิหลังของตน พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
การเผยแพร่พระไตรปิฎก การศึกษา การจารึกและจัดพิมพ์ พระไตรปิฎก การปฏิบัติตามหลัก ค าสอนในพระไตรปิฎก การเทศนาสั่งสอนหรือ การบอกธรรม • การศึกษาภาษาบาลีเพื่อให้สามารถแปลและเข้าใจค าสอนในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นภาษาบาลีได้ • เมื่อศึกษาพระไตรปิฎกจนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วจึงได้มีการคัดลอกจารึกลงบนวัสดุต่างๆ เช่น ใบลาน หรือแผ่นศิลา ต่อมาเมื่อเวลาล่วงผ่านไปพร้อมกับความทันสมัย การจารึกได้เปลี่ยนเป็นการจัดพิมพ์ด้วย เทคโนโลยี การพิมพ์นี้เองท าให้ความแพร่หลายของพระไตรปิฎกขยายวงออกไป • การปฏิบัติตนตามหลักค าสอนของพระพุทธเจ้าก็คือการปฏิบัติตามหลักธรรมในพระไตรปิฎก ดังนั้นการ ปฏิบัติตนของพุทธศาสนิกชนจึงเป็นวิธีหนึ่งของการเผยแพร่พระไตรปิฎก • เป็นวิธีการเผยแพร่ที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ก่อนจะมีพระไตรปิฎก ในปัจจุบันการบอกธรรมหรือการเทศนาสั่งสอน ก็ยังปฏิบัติกันทั่วไป และเป็นวิธีที่ประสบความส าเร็จอย่างสูง พระไตรปิฎก วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
สรุปความรู้ ❖ วิธีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ ในปัจจุบันสามารถศึกษา พระไตรปิฎกและคัมภีร์รองอื่น ๆ หลายรูปแบบ ทั้งหนังสือ CD-ROM รวมทั้งบันทึกลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ ❖ การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์รองอื่น ๆ มี 4 วิธี คือ อ่านและ พยายามท าความเข้าใจ อ่านเพื่อหาความหมายระหว่างบรรทัด อ่านเพื่อประมวล ค าตอบที่หลากหลายในประเด็นเดียวกัน อ่านและตีความจากภูมิหลังของตน 108 วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 พระไตรปิฎก
พุทธศาสนสุภาษิต หมายþึง ค าสุภาษิýÿางĆระĆุÿĀศาสāา มีลักษûะเă็āข้อความสั้ā ๆ แý่มีความหมายลึกซึ้ง แąงไăü้วยคýิ สอāใจให้ăฏิĂัýิýาม ส่วāใหญ่จะอยู่ใāรูăของ “ค าฉันท์” แหล่งที่มาของพุทธศาสนสุภาษิต มี 4 แหล่ง ดังนี้ 1. พุทธภาษิต: พระด ารัสของพระพุทธเจ้า 2. เถรภาษิตหรือเถรีภาษิต: ค ากล่าวของพระเถระหรือพระเถรีบางรูปในสมัยพุทธกาล 3. โพธิสัตวภาษิต: ค ากล่าวของบัณฑิต นักบวช ฤๅษี หรือพระโพธิสัตว์ 4. ค าประพันธ์ ของพระเถระในประเทศไทย พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 พุทธศาสนสุภาษิต
“จิตที่ฝึกดีแล้ว”หมายþึง จิýÿี่ไü้รัĂการąึกąāอĂรมมาเă็āอย่างüี มีความหāักแā่ā มั่āคง ไม่หวั่āไหว การฝึกฝāอĂรมจิýýามหลักพระพุÿĀศาสāา เรียกว่า “การĂริหารจิý” มีหลายวิĀี สามารþเลือกฝึกไü้ýามอุăāิสัย >>> คนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมจิต มักจะแสดงพฤติกรรมออกมาจนเกินเหตุ เช่น ร้องไห้ ฟูมฟาย ขณะที่คนที่ผ่านการอบรมจิตจะสามารถแสดงพฤติกรรมออกมาอย่างเหมาะสม ความหมาย พุทธศาสนสุภาษิต 1. จิตฺต ทนฺต สุขาวห (จิตที่ฝึกดีแล้ว น าสุขมาให้) วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 พุทธศาสนสุภาษิต
พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้มีจุดมุ่งหมายต้องการสอนให้เราเห็นความส าคัญของ การฝึกฝนอบรมจิตให้เข้มแข็งหนักแน่น มั่นคง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมจิตมาเป็นอย่างดีย่อมมีความสุขในการด าเนินชีวิต จุดมุ่งหมาย พุทธศาสนสุภาษิต 1. จิตฺต ทนฺต สุขาวห (จิตที่ฝึกดีแล้ว น าสุขมาให้) วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
“Ăัûฑิý” โüยÿั่วไă หมายþึง Ąู้ÿี่ส าเร็จการศึกษาระüัĂăริญญาýรีขึ้āไăแý่ “Ăัûฑิý” ใāÿางĆระĆุÿĀศาสāา หมายþึง คāÿี่คิüแý่เรื่องÿี่üี Ćูüแý่เรื่อง ÿี่üี ÿ าแý่เรื่องÿี่üี และเă็ā Ąู้ÿี่ใช้ăัญญาใāการü ารงชีวิý >>> üังāั้ā คāจะเă็āĂัûùิýไü้จึงý้องรู้จักควĂคุมýāเอง และÿี่ส าคัญý้องเห็āüีเอง เĆราะความเă็āĂัûùิý คือความเă็āĄู้ăระĆฤýิüี ăฏิĂัýิชอĂĂัûùิýจึงý้องÿ าความüีāั้āให้ เă็āคุûสมĂัýิăระจ าýā ความหมาย 2. น อุจฺจาวจ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ (บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้น ๆ ลง ๆ) พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้มีจุดมุ่งหมายต้องการสอนให้เราเข้าใจถึงลักษณะของ ความเป็นบัณฑิตตามหลักพระพุทธศาสนา ผู้ที่เป็นบัณฑิตต้องเป็นคนที่คิดดี ท าดี พูดดี และต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจมั่นคง ไม่แสดงอาการขึ้น ๆ ลง ๆ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย จุดมุ่งหมาย 2. น อุจฺจาวจ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ (บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้น ๆ ลง ๆ) พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
ตามหลักพระพุทธศาสนา มีวิธีสังเกตบัณฑิต ดังนี้ 1. แāะā าăระโยชā์ 2. ไม่ÿ าสิ่งÿี่เă็āโÿษ 3. ไม่โกรĀýอĂ 4. ชอĂความþูกý้อง 5. มองคā มองโลกใāแง่üี พุทธศาสนสุภาษิต เรื่องน่ารู้: วิธีสังเกตบัณฑิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
สรุปความรู้ ❖ พุทธศาสนสุภาษิต หมายถึง ค าสุภาษิตทางพระพุทธศาสนา มีลักษณะเป็น ข้อความสั้น ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง แฝงไปด้วยคติสอนใจให้ปฏิบัติตาม ❖ จิตฺต ทนฺต สุขาวห (จิตที่ฝึกดีแล้ว น าสุขมาให้) พุทธศาสนสุภาษิติบทนี้สอน ให้เราดูแลรักษาหรือฝึกอบรมจิต ให้มีจิตหนักแน่น มั่นคง และไม่หวั่นไหวไป กับอารมณ์ต่าง ๆ เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วจะเป็นจิตที่มีปัญญาคอยควบคุม ❖ อุจฺจาวจ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ (บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้น ๆ ลง ๆ) พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้สอนให้เรารู้ว่า บัณฑิตในทางพระพุทธศาสนาหมายถึง ผู้ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ บัณฑิตจึงต้องท าความดีให้เป็นคุณสมบัติของตน พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
“นินทา” หมายถึง ค าติเตียนว่าร้ายลับหลัง จัดเป็น 1 ใน “โลกธรรม 8” ทางพระพุทธศาสนา * เมื่อมāุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงโลกĀรรม 8 ไü้ มāุษย์จึงไม่อาจหāีการþูกāิāÿาไü้ ฝ่ายที่น่าปรารถนา ฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนา เมื่อมีลาภ เมื่อมียศ เมื่อมีสรรเสริญ เมื่อมีสุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ มีนินทา มีทุกข์ ก็ย่อม ความหมาย 3. นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต (คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก) พุทธศาสนสุภาษิต พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้มีจุดมุ่งหมายต้องการสอนให้เรารู้และเข้าใจเรื่องโลกธรรม ที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญและรู้จักวิธีด าเนินชีวิตให้มีความสุข โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับค า นินทาว่าร้ายต่าง ๆ นานา โดยให้ถือค าสุภาษิตไทยที่ว่า อัāāิāÿากาเลเหมือāเÿā ้า ไม่ชอกช ้าเหมือāเอามีüมากรีüหิā จุดมุ่งหมาย 3. นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต (คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก) พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
“ความโกรĀ” หมายþึง ความไม่Ćอใจอย่างแรง เกิüจากการăระสĂอารมû์ÿี่ไม่ ā่าăรารþāา คāÿี่มีความโกรĀครอĂง าจิýใจ āอกจากจ้องÿ าลายสิ่งของเครื่องใช้ หรือÿ าร้าย Ąู้อื่āแล้ว ยังÿ าร้ายýัวเองอีกü้วย * นาน ๆ ไปความโกรธจะกลายเป็นความเคียดแค้นชิงชัง และส่งผลเสียต่อตนเองและผู้อื่นมากยิ่งขึ้นไปอีก * ความหมาย 4. โกธ ฆตฺวา สุข เสติ (ฆ่าความโกรธได้ย่อมเป็นสุข) พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
จุดมุ่งหมาย 4. โกธ ฆตฺวา สุข เสติ (ฆ่าความโกรธได้ย่อมเป็นสุข) พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้มีจุดมุ่งหมายต้องการสอนให้เราเห็นโทษของความโกรธ และคุณค่าของการก าจัดความโกรธ คือ คนที่มีความโกรธจะกระวนกระวายใจ เดือดร้อนใจ และแสดงพฤติกรรมอันไม่น่าพึงประสงค์ออกมา ส่วนคนที่ก าจัดความโกรธ เสียได้จะสงบ สุขุมเยือกเย็น มีสติ มีเหตุผล และด ารงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
1. จิตฺต ทนฺต สุขาวจ = จิตที่ฝึกดีแล้ว น านิมิตมาให้ 2. น อุจฺจาวจ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ = บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการงู ๆ ปลา ๆ 3. นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต = คนที่ไม่ถูกกินยา ไม่มีในโลก 4. โกธ ฆตฺวา สุข เสติ = ฆ่าผู้ท าให้โกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข พุทธศาสนสุภาษิต กิจกรรม แก้ไขให้ถูกต้อง วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
สรุปความรู้ ❖ นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต (คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก) พุทธศาสนสุภาษิต บทนี้ มีจุดมุ่งหมายต้องการสอนให้เรารู้และเข้าใจเรื่องโลกธรรมที่มนุษย์ทุก คนต้องเผชิญและรู้จักวิธีด าเนินชีวิตให้มีความสุข โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับค า นินทาว่าร้ายต่าง ๆ นานา ❖ โกธ ฆตฺวา สุข เสติ (ฆ่าความโกรธได้ย่อมเป็นสุข) พุทธศาสนสุภาษิตบท นี้สอนให้เราเห็นโทษของความโกรธที่จะส่งผลเสียต่อตนเองและผู้อื่น จึง จ าเป็นที่เราจะต้องก าจัดความโกรธออกจากจิตใจ คนที่ฆ่าหรือก าจัดความ โกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข พุทธศาสนสุภาษิต วิชา สังคมศึกษา (พระพุทธศาสนา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การบริหารจิตและเจริญปัญญา อมรรัตน์ ช้างน้อย ครูผู้สอน
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การบริหารจิตและเจริญปัญญา จุดประสงค์การเรียนรู้ อธิบายวิธีบริหารจิตและเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐานและปฏิบัติ (K) วิเคราะห์คุณค่าและประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา (P) เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา (A)
การบริหารจิตเจริญปัญญา เป็นอย่างไร???
▪ การฝึกพัฒนาจิตโดยมีสมาธิเป็นเป้าหมาย เพื่อช่วยให้จิตมีความมั่นคงทางอารมณ์และ สามารถพิจารณาสิ่งต่างๆ 1 2 3 เพื่อจุดมุ่งหมายหรืออุดมคติทางพระพุทธศาสนา เพื่อสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อการด ารงชีวิตประจ าวัน • ถือว่าเป็นประโยชน์ที่แท้จริง คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ทั้งปวง • ท าให้เป็นคนมีสุขภาพจิตดี มีความเข้มแข็งมั่นคงในอารมณ์ ตระหนักรู้ในตนเอง • ช่วยผ่อนคลายความเครียดและเสริมประสิทธิภาพในการท างานหรือการเรียน การบริหารจิต คุณค่าและประโยชน์ของการบริหารจิต
สติปัฏฐาน การตั้งสติก าหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามเป็นจริง มี 4 ประการ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา การตั้งสติก าหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงธรรม การตั้งสติก าหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงจิต การตั้งสติก าหนดพิจารณาเวทนา (ความรู้สึกนึกคิด) ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา การตั้งสติก าหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงกาย หลักการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน
กสิณ 10 ăฐวีกสิû อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณ อากาสกสิณ กาċก าหāüüิāเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüā าเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüไćเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüลĉเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüเอาสีเขีĊวเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüเอาสีเหลืองเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüเอาสีแüงเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüเอาสีขาวเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüใช้แสงสว่างเă็āอาċĉû์ กาċก าหāüใช้ช่องอากาศเă็āอาċĉû์ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 วิธีการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน
กาċĆิจาċûาอาċĉû์ÿี่ควċċะลึกþึงอĊู่เāือง ๆ ĉี 10 ăċะกาċ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ มรณสติ กายคตาสติ อานาปานสติ อุปสมานุสติ กาċċะลึกþึงคุûของĆċะĆุÿĀเจ้า กาċċะลึกþึงคุûของĆċะĀċċĉ กาċċะลึกþึงคุûของĆċะสงฆ์ กาċċะลึกþึงศีลของýāÿี่ĂċิสุÿĀิ์ไĉ่ü่างĆċ้อĊ กาċċะลึกþึงÿาāÿี่ไü้ĂċิจาคและกาċเสีĊงสละเĄื่อแĄ่ÿี่ĉีใāýā กาċċะลึกþึงเÿวüาและคุûĀċċĉÿี่ÿ าให้คāเă็āเÿวüาýาĉÿี่ĉีอĊู่ใāýā กาċċะลึกþึงควาĉýาĊว่าเă็āสิ่งĀċċĉüา แล้วก าหāüสýิไĉ่ăċะĉาÿใāกาċü าċงชีวิý กาċĆิจาċûากาĊให้เห็āว่าไĉ่สะอาü ไĉ่สวĊงาĉ เĆื่อไĉ่ให้เกิüควาĉลุ่ĉหลงใāċูăกาĊ กาċĉีสýิก าหāüลĉหาĊใจเข้าออก กาċċะลึกþึงĀċċĉอัāÿี่เă็āสงĂ คือ ĆċะāิĆĆาā อัāเă็āÿี่ċะงัĂกิเลสและควาĉÿุกข์ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 อนุสสติ 10
อัปปมัญญา (Ćċหĉวิหาċ 4) เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ควาĉăċาċþāาüี อĊากให้สċċĆสัýว์ÿั งหลาĊĉีควาĉสุข ควาĉอĊากช่วĊเหลือ หċือăċาċþāาให้สċċĆสัýว์Ć้āจากควาĉÿุกข์ ควาĉชื่āชĉĊิāüี ใāควาĉสุขและควาĉส าเċ็จของคāอื่ā กาċวางใจเă็āกลาง ไĉ่เอāเอีĊงเĆċาะควาĉชอĂหċือควาĉชัง ▪ หลักความประพฤติที่ต้องมีไว้ก ากับใจและกายเพื่อให้ด าเนินชีวิตและปฏิบัติตนต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยชอบ มี 4 ประการ