การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิธวัฒน์ สมรัตน์ นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นายวิธวัฒน์ สมรัตน์ ต าแหน่ง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน หนองคายวิทยาคาร อ าเภอเมือง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย นักเรียน จ านวน 1 ห้อง จ านวน 40 คน ซึ่งได้โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์, สื่อวีดี ทัศน์ประกอบการสอนเรื่องภาษาท่า, แบบประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคลโดยครู, แบบประเมิน ทักษะการปฏิบัติรายบุคคลโดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 5 คน, แบบประเมินเครื่องมือการ วัดประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า โดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อน าไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1/4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.6 / 88.9 และเมื่อน าไปทดลองใช้สื่อวีดีทัศน์ในการสอนกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษา ท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 มีค่าเท่ากับ 82.8/86.9 แสดงว่า สื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่ได้ก าหนดไว้ 2) ผลการพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 จ านวน 40 คน มีการพัฒนาทักษะการปฏิบัติภาษาท่าที่ดีขึ้น ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
ข สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก สารบัญ ข บทที่ 1.บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา วัตตุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ประโยชน์ที่ได้รับ 1-5 2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6-28 3.วิธีการด าเนินวิจัย กลุ่มเป้าหมาย 29-34 รูปแบบในการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล 4.ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 5.สรุป อภิปรายผล และ ข้อเสนอแนะ 34-39 40-49 ภาคผนวก 50-65
1 บทที่ 1 บทน า 1. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา นาฏศิลป์ไทยถือเป็นเอกลักษณ์ประจ าชาติอย่างหนึ่งที่มีคุณค่า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ บรรพบุรุษไทยได้รักษาและสืบทอดกันมาแต่โบราณ นับเป็นส่วนประกอบหนึ่งแห่งความเจริญของชาติ และยังถือว่าเป็นศาสตร์ทางศิลปะที่ส าคัญยิ่ง เป็นที่รู้จักกันดีในรูปแบบของการแสดงที่มีลีลาอ่อนช้อย งดงามบ่งบอกถึงความประณีตรักสวยรักงามแฝงด้วยจินตนาการ และศิลปะอันละเอียดอ่อนของคนไทย นอกจากนี้นาฏศิลป์ยังเป็นกิจกรรมที่สามารถเสริมสร้างนักเรียนให้มีวินัยในตนเอง รู้จักระเบียบวินัยใน การแสดงร่วมกับผู้อื่น มีความพยายามอดทนในการฝึกซ้อม มีความรับผิดชอบ รู้จักความไพเราะของ เสียงเพลง และการแสดง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่ ส าคัญ คือ ช่วยให้เด็กได้รู้คุณค่าของดนตรี และนาฏศิลป์ รู้คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมประจ าชาติอีกด้วย การเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ถือได้ว่าเป็น รากฐานในการเรียนรู้นาฏศิลป์ในระดับสูงขึ้นไป หากผู้เรียนได้รับความรู้ในระดับรากฐานที่ถูกต้องแล้ว ก็ จะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมทางด้านนาฏศิลป์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกิจกรรมทางด้าน นาฏศิลป์จะเน้นการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ต้องใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวอย่างมีลีลา จังหวะที่ อ่อนช้อย และงดงาม ต้องอาศัยแบบแผน และการเลียนแบบเป็นหลัก การฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น เป็นการปูพื้นฐานการปฏิบัตินาฏศิลป์ไทยให้ผู้เรียนเข้าใจในหลักทฤษฎีโดยการบรรยายพร้อมสาธิตท่าร า ไปด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจตั้งแต่เบื้องต้น การสอนดนตรี และนาฏศิลป์ ถึงแม้จะส่งเสริมด้านพัฒนาแต่ ความรู้ และทักษะก็ยังมีความจ าเป็นต่อการเรียนการสอน เพราะดนตรี และนาฏศิลป์ต้องอาศัยทักษะ พื้นฐานเพื่อน าไปแสดงออกในทางที่ถูกต้องจึงควรใช้การปฏิบัติให้มากที่สุด อรวรรณ บรรจงศิลป์ และ อาภรณ์ มาตรีศาสตร์ (2527) จากการสังเกตสภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร พบว่านักเรียนมีปัญหาในด้านทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า กล่าวคือนักเรียนขาดพื้นฐานทางด้านความเข้าใจ และทักษะการปฏิบัติภาษาท่า รวมทั้งขาด ความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก ไม่สามารถปฏิบัติภาษาท่าอย่างถูกต้องได้ และนักเรียนบางคนอาจไม่มี ความสามารถทางด้านนาฏศิลป์ เข้าใจท่าร ายากหรือจ าได้ช้า ท าให้ไม่ชอบเรียนวิชานาฏศิลป์ เกิดความ เบื่อหน่าย เพราะคิดว่าเป็นวิชาที่ไม่ส าคัญ และท าให้ผู้เรียนที่มีความสนใจความถนัดด้านนาฏศิลป์ไม่ได้ รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพของตน โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร (2566)
2 ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยแก้ปัญหา และช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ มากยิ่งขึ้น ครูผู้สอนควรมีวิธีการสอนที่น่าสนใจซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในด้าน การศึกษาอย่างมาก ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนสอนวิชานาฏศิลป์ มีการน าสื่อเทคโนโลยีมา ใช้โดยเฉพาะสื่อวีดีทัศน์ เนื่องจากเป็นสื่อที่มีทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เหมาะกับการเรียน การสอนด้านทักษะปฏิบัติ เพราะผู้เรียนสามารถดูจากสื่อ และปฏิบัติตามได้ อีกทั้งยังสามารถดึงดูดความ สนใจแก่ผู้เรียนได้เป็นอย่างดี สื่อวีดีทัศน์สามารถน าสิ่งที่เป็นนามธรรมแสดงให้เป็นรูปธรรมได้อย่าง ชัดเจนท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี จากผลการวิจัยของวิลเลี่ยม เอชเอลลีน (William H.Allen) การ ใช้สื่อวีดิทัศน์จะช่วยเพิ่มหลักเกณฑ์ทางมโนทัศน์ให้อยู่ในระดับสูงสื่อวีดีทัศน์จึงเป็นสื่อที่เหมาะสม น ามาใช้ในการประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ศิริพงศ์ พะยอมแย้ม (2533) การเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์โดยส่วนใหญ่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคาย วิทยาคาร มีปัญหาในด้านทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ พัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยการน าสื่อวีดีทัศน์มาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการ เรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างซ้ า ๆ ตามความสนใจ ตามความต้องการและตาม ความสามารถของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจทักษะการปฏิบัติ และเจตคติที่ดีต่อ นาฏศิลป์รวมทั้งเกิดความภาคภูมิใจในกิจกรรมนาฏศิลป์ที่นักเรียนร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมจากการเรียนรู้ ด้วยตนเองสามารถน าความรู้ไปเชื่อมโยงให้เข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และชีวิตประจ าวันได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 2.2 เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 3. สมมติฐานการวิจัย 3.1 ผลการสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคาย วิทยาคาร มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3.2 ผลการพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
3 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เนื้อหาเกี่ยวกับภาษาท่าทางนาฏศิลป์ จากตัวชี้วัดและ สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งนาฏยศัพท์ และภาษาท่าทางนาฏศิลป์ ปรากฎในสาระที่ 3 มาตรฐานการเรียนรู้ ศ.3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ตัวชี้วัด ศ.3.1 ม.1/2 ใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแสดง ผู้วิจัยจึงน ามาสร้างและพัฒนาสื่อวีดีทัศน์ในการสอน ดังนี้ 4.1.1 สื่อวีดีทัศน์ เรื่อง ภาษาท่า ประกอบด้วย 1) ความหมายของภาษาท่า 2) ลักษณะภาษาท่าทางนาฏศิลป์ - การแสดงท่าทางที่ใช้แทนค าพูด - การแสดงท่าทางที่ใช้แทนอิริยาบถหรือกิริยาอาการ - การแสดงท่าทางที่ใช้แทนอารมณ์ ความรู้สึก 4.2 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.2.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หนองคาย จ านวนนักเรียน 256 คน 1.4.2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ภาค เรียนที่1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อ าเภอเมือง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาหนองคาย นักเรียนจ านวน 1 ห้อง จ านวน 30 คน ซึ่งได้โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) 4.3 ขอบเขตด้านตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 4.3.1 ตัวแปรอิสระ (Independent variable) คือ สื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาหนองคาย 4.3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์ เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย
4 4.4 ขอบเขตด้านระยะเวลา ผู้วิจัยก าหนดเวลาเพื่อด าเนินการวิจัย ระหว่างเดือน พฤษภาคม พ.ศ.2566 ถึง ตุลาคม พ.ศ.2566 5 นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้ให้ความหมายค าศัพท์เฉพาะการวิจัย ดังนี้ 5.1 ภาษาท่า หมายถึง การแสดงท่าทางแทนภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัย ส่วนประกอบอวัยวะของร่างกาย แสดงออกมาเป็นท่าทาง โดยเลียนแบบท่าทางธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ชม สามารถเข้าใจได้ 5.2 การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์ หมายถึง กลวิธีที่ครูใช้ในการด าเนินกิจกรรมการ เรียนการสอนโดยให้นักเรียนได้ท า แสดงหรือปฏิบัติเพื่อให้เกิดความช านาญในสิ่งที่ได้ฝึกนั้น โดยการน า เนื้อหาเรื่อง ภาษาท่า โดยมีสื่อวีดีทัศน์มาเชื่อมโยงในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติทักษะทาง นาฏศิลป์จนเกิดความก้าวหน้าทางการเรียน 5.4 สื่อวีดีทัศน์ หมายถึง สื่ออุปกรณ์ที่บันทึกสัญญาณภาพ และเสียงเรื่อง ภาษาท่า กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1) ความหมายของภาษาท่า 2) ลักษณะภาษาท่าทางนาฏศิลป์ - การแสดงท่าทางที่ใช้แทนค าพูด - การแสดงท่าทางที่ใช้แทนอิริยาบถหรือกิริยาอาการ - การแสดงท่าทางที่ใช้แทนอารมณ์ ความรู้สึก 5.5 แบบประเมินทักษะการปฏิบัติ หมายถึง แบบประเมินการปฏิบัติที่ใช้ประเมินนักเรียนเป็น รายบุคคล โดยให้ปฏิบัติออกมาตามข้อก าหนดตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการปฏิบัติ โดยมีครูเป็นผู้สังเกต พฤติกรรมและให้คะแนนตามเกณฑ์ที่ได้ก าหนดไว้ 5.6 ประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์ หมายถึง ความสามารถของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 5.7 นักเรียน หมายถึง ผู้ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย ต าบลหนองกอมเกาะ อ าเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ซึ่งก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 30 คน
5 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 ได้สื่อวีดีทัศน์ในการสอนเรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อพัฒนาการ เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ที่มีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาทักษะทางด้านนาฏศิลป์ 6.2 นักเรียนมีความสนใจในการเรียน และมีพัฒนาการด้านทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่ามากขึ้นด้วยสื่อวีดีทัศน์ในการสอนเรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 6.3 เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียน เพื่อน าไปพัฒนาสื่อวีดีทัศน์ใน การสอนบทเรียนเรื่องอื่น ๆ ต่อไป
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง การพัฒนาทักษะ การปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยการใช้สื่อวีดีทัศน์ ตามประเด็นที่ส าคัญ ดังต่อไปนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 : กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษาท่าทางนาฏศิลป์ 2.3 การจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติ 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสื่อวีดีทัศน์กับการศึกษา 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหาประสิทธิภาพ 2.6 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทักษะการปฏิบัติ 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 : กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1.1 ความส าคัญ กรมวิชาการ (2545) กล่าวว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่ มุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม สุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ ดังนั้นกิจกรรมศิลปะสามารถน าไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน โดยตรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม ตลอดจนน าไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง และแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ พัฒนากระบวน การรับรู้ทาง ศิลปะ การเห็นภาพรวม การสังเกตรายละเอียด สามารถค้นพบศักยภาพของตนเอง อันเป็นพื้นฐานใน การศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ ด้วยการมีความรับผิดชอบ มีระเบียบ วินัย สามารถท างานร่วมกันได้ อย่างมีความสุข 1.2 วิสัยทัศน์ กรมวิชาการ (2545) กล่าวว่า การเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความ เข้าใจ การคิดที่เป็นเหตุเป็นผลถึงผลงานศิลปะ ความเป็นมาของรูปแบบ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และรากฐาน ทางวัฒนธรรม ค้นหาว่าผลงานศิลปะสื่อความหมายกับตนเอง ค้นหาศักยภาพความสนใจส่วนตัว ฝึกการ รับรู้การสังเกตที่ละเอียดอ่อนอันน าไปสู่ความรัก เห็นคุณค่า และเกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะและ สิ่งรอบตัว พัฒนาเจตคติ สมาธิ รสนิยมส่วนตัวมีทักษะกระบวนการ วิธีการแสดงออก การคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงบทบาทของศิลปกรรมในสังคมในบริบทของการสะท้อนวัฒนธรรมทั้งของ ตนเอง และวัฒนธรรมอื่น พิจารณาว่าผู้คนในวัฒนธรรมของตนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่องานศิลปะช่วยให้
7 มีมุมมอง และเข้าใจโลกทัศน์กว้างไกล ช่วยเสริมความรู้ ความเข้าใจ มโนทัศน์ด้านอื่น ๆ สะท้อนให้เห็น มุมมองของชีวิต สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และความเชื่อ ความศรัทธาทางศาสนา ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ การเรียนรู้เทคนิค วิธีการท างาน ตลอดจนการเปิด โอกาสให้แสดงออกอย่างอิสระ ท าให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ดัดแปลง จินตนาการ มีสุนทรียภาพ และเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย และสากล กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เสริมสร้างให้ชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นช่วยให้มีจิตใจที่งดงาม มีสมาธิ สุขภาพกาย และ สุขภาพจิตมีความสมดุล เป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของ มนุษยชาติโดยส่วนตน และส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม 1.3 คุณภาพของผู้เรียน กรมวิชาการ (2545) กล่าวว่า เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ แล้ว ผู้เรียนจะมีจิตใจงดงาม มีสุนทรียภาพ รักความสวยงาม ความเป็นระเบียบ รับรู้อย่างพินิจพิเคราะห์ เห็นคุณค่าความส าคัญของศิลปะ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกทางภูมิ ปัญญาของคนในชาติ สามารถค้นพบศักยภาพความสนใจของตนเองอันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือ ประกอบอาชีพทางศิลปะ มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ มีความเชื่อมั่นพัฒนาตนเองได้ และ แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ มีสมาธิในการท างานมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบสามารถท างานร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข กรมวิชาการ (2551) กล่าวถึง หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ศิลปะได้ว่า 1.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิด สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะ อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ สากล สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน
8 มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ สากล 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษาท่าทางนาฏศิลป์ 2.1 ภาษาท่า ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ เป็นการน าท่าทางต่าง ๆ และสีหน้าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ค าพูด กิริยาอาการ อารมณ์ ความรู้สึก มาปฏิบัติเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยที่มีความหมายแทนค าพูดให้ สอดคล้องกับจังหวะเพลง และการขับร้อง การฝึกปฏิบัติ การฝึกหัดภาษาท่าจะต้องฝึกให้ถูกต้องตาม แบบแผนเพื่อจะได้สื่อความหมายได้โดยตรง ซึ่งจะท าให้ผู้ชมเข้าใจความหมายที่ผู้แสดงต้องการสื่อ ความหมายมากขึ้น ที่มาของภาษาท่าที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1) ภาษาท่าที่มาจากธรรมชาติ เป็นท่าทางที่ดัดแปลงมาจากท่าทางตามธรรมชาติของ คนเรา แต่ปรับปรุงให้ดูสวยงามอ่อนช้อยมากยิ่งขึ้น โดยใช้ลักษณะการร่ายร าเบื้องต้นมาผสมผสาน เช่น ท่ายิ้ม ท่าเรียก ท่าปฏิเสธ ท่าร้องไห้ ท่าดีใจ ท่าเสียใจ ท่าโกรธ 2) ภาษาท่าที่มาจากการประดิษฐ์โดยตรง เป็นท่าทางที่ประดิษฐ์ ขึ้นเพื่อให้เพียงพอใช้ กับค าร้องหรือค าบรรยาย ที่จะต้องแสดงออกเป็นท่าร า เช่น สอดสร้อยมาลา เป็นต้น ภาษาท่าเป็นสิ่ง ส าคัญที่ใช้ความหมายระหว่างผู้แสดงและผู้ชม ในการแสดงนาฏศิลป์ เพราะท าให้ผู้ชมทราบว่าผู้แสดง ก าลังสื่ออะไร หรือก าลังมีอารมณ์อย่างไร ภาษาท่าสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ 1. ภาษาท่าที่ใช้ แทนค าพูด 2. ภาษาท่าที่ใช้แทนอิริยาบถ หรือกิริยาอาการต่าง ๆ 3. ภาษาท่าที่ใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกภายใน ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ในชีวิตประจ าวันทุกวันนี้มนุษย์เราใช้ท่าทางประกอบการพูดหรือ บางครั้งมีการแสดงสีหน้า ความรู้สึก เพื่อเน้นความหมายด้วยในทางนาฏศิลป์ ภาษาท่าเสมือนเป็นภาษา พูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกาย แสดงออกมาเป็นท่าทาง โดย เลียนแบบท่าทางธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ การปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์แบ่งออกได้ ดังนี้ 1) ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แทนค าพูด เช่น ฉัน เธอ ท่าน ปฏิเสธ ท่าเรียก ท่าไป 2) ภาษาท่าทาง
9 นาฏศิลป์ที่ใช้แทนอริยาบทหรือกิริยาอาการ เช่น ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง ท่ามอง ท่าดม 3) ภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ดีใจ เสียใจ เศร้าโศก ท่ารัก ท่าอาย 3. การจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ อย่างเป็นขั้นตอนจนเกิดทักษะด้านนาฏศิลป์ ซึ่งเป็นหัวใจส าคัญของการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนในการ เรียนรู้นาฏศิลป์ ให้บรรลุเป้าหมายตามหลักสูตร ผู้วิจัยขอน าเสนอแนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องตามล าดับ ดังนี้ 3.1 แนวทางการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ เรณู โกสินานนท์ (2548) ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ดังนี้ 1) สอนจากง่ายไปหายาก เช่น สอนการท ามือจีบ และวงก่อนที่จะสอนให้นักเรียนท าท่า สอดสร้อยมาลา 2) สอนตามความสามารถของบุคคล เช่น นักเรียนคนไหนร าได้เร็วก็จะสอนเร็ว แต่ถ้า นักเรียนคนไหนร าได้ช้า ครูก็จะต่อท่าร าหรือสอนร าให้อย่างช้า ๆ 3) เปลี่ยนแปลงท่าร าที่ยากให้ เป็นท่าร าที่ง่าย แต่มีความหมายของภาษาท่าร าคงเดิม ท่าร าบางท่าอาจยากเกินความสามารถของผู้เรียน ครูผู้สอนอาจจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงท่าร าให้ง่ายขึ้น เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติได้ การเปลี่ยนแปลงท่าร า จะต้องค านึงถึงความหมายของท่าร าเป็น ส าคัญ คือ เมื่อเปลี่ยนท่าร าที่ยากเป็นท่าร าที่ง่ายแล้วความหมายของท่าร าต้องไม่เปลี่ยนไป 4) การสอนแต่ละท่า ต้องอธิบาย และแนะน าอย่างละเอียด ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 5) ระหว่างปฏิบัติท่าร า ครูต้องคอยสังเกตและอธิบายท่าร าของผู้เรียนให้อยู่ในระดับที่ ถูกต้องเสมอ เช่น ขณะร าต้องดันหลัง ดันไหล่ ไม่ก้มหน้าตลอดเวลาขณะร า การสอนนาฏศิลป์ต้องมี ความละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าการสอนหนังสือ เพราะต้องอาศัยเวลาในการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความ ช านาญโดยเฉพาะท่าร านาฏศิลป์ไทย มีความละเมียดละไม อวัยวะทุกส่วนจาก แขน ขา มือ เท้า ล าตัว ศีรษะ ไหล่ ต้องเคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กันยากแก่การปฏิบัติให้ได้ผลดีในระยะเวลาสั้น ดังนั้นการต่อท่าร า หรือสอนนักเรียนต้องยึดหลักเดียวกันคือต่อท่าร าหรือสอนร าทีละท่าร า และแต่ละท่าต้องสอนช้า ๆ จน เห็นว่านักเรียนสามารถท าได้แล้วด้วยตนเองจึงจะต่อท่าร าต่อไป 6) สังเกตท่าทางการร าของนักเรียน ถ้าพบว่าร าไม่ถูกต้องครูผู้สอนต้องแนะน า อธิบาย ให้นักเรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยให้นักเรียนจ าผิดต่อไป 7) การใช้ศัพท์นาฏศิลป์ ในบางครั้งครูผู้สอนอาจเปลี่ยนใช้ค าศัพท์ที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย จ าง่าย เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและจ าได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อนักเรียนจ าได้แล้วครูจึงบอกให้ทราบ
10 ถึงศัพท์ที่เรียกที่ถูกต้อง ตามหลักวิชานาฏศิลป์ การบอกอาจบอกควบคู่ไปกับขณะต่อท่าร า หรืออธิบาย ให้เข้าใจภายหลังได้ แต่ควรให้นักเรียนจ าชื่อที่ถูกต้องได้ 8) ให้นักเรียนฝึกร้องเพลงประกอบการร าไปพร้อม ๆ กับการฝึกร า เพื่อให้นักเรียน สามารถร้องเพลงที่ร าได้อย่างถูกต้องด้วยตนเอง เพื่อเวลาซ้อมร าด้วยตนเองก็สามารถท าได้อย่างถูกต้อง ตามเพลง และเป็นการปลูกฝังนิสัยการร้องเพลงไทยให้นักเรียนเกิดความรัก เห็นคุณค่า และความส าคัญ ของเพลงไทยอีกด้วย 9) การสอนร าแต่ละเพลง ท่าร าที่สอนควรเป็นมาตรฐานแบบแผนเดียวกันเพื่อให้ นักเรียนที่ได้เรียนรุ่นต่อมาจะได้เหมือนกัน ท าให้ผู้เรียนไม่สับสน 10) เปรียบเทียบท่าร าที่คล้ายกันให้ดู เพื่อให้เห็นความแตกต่างของท่าร า และไม่ท าให้ ผู้เรียนจ าท่าร าปะปนสับสนกัน เพราะคิดว่าท่าร าเหมือนกัน เช่น การม้วนมือ - สลัดมือ และคลายมือ 11) วิธีสาธิตโดยร าข้างหน้าให้นักเรียนดู ครูผู้สอนควรร าน าหน้า 2 แบบ คือ 11.1 ครูร าน าหน้านักเรียน คือ ครูอยู่ด้านหน้าของนักเรียน นักเรียนจะ มองเห็นด้านหลังของครูและร าตามครู 11.2 ครูร าต่อหน้าหรือประจันหน้า คือ ครูหันหน้าเจอกับนักเรียน แต่ครูจะร า สลับด้านกับนักเรียน เช่น ท่าร าจริงจีบมือขวา ครูก็จีบมือซ้ายหรือเรียกว่า ครูเป็นกระจกให้นักเรียนดูให้ ถนัดและชัดเจน 12) การจัดแถวขณะร าหรือต าแหน่ง ที่ควรฝึกให้นักเรียนระวังเรื่องต าแหน่งที่อยู่ ขณะ ร าไม่ว่าจะอยู่กับที่ หมุนตัวหรือวิ่งไปมา 13) การสอนแยกท่าร าให้เข้าใจทีละอย่าง เช่น ท่าร าบางท่าต้องปฏิบัติพร้อมกันทั้งมือ และเท้าครูอาจแยกสอนทีละอย่าง โดยสอนให้ปฏิบัติส่วนมือจนคล่อง แล้วจึงสอนให้ปฏิบัติส่วนเท้า และ เมื่อคล่องแล้วจึงสอนทั้งมือและเท้ารวมกัน 14) การใช้เพลงประกอบการสอนแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 14.1 ยังไม่ใช้เพลง คือครูสาธิตท าให้นักเรียนดู และให้นักเรียนท าตามครูบ่อย ๆ จนสามารถท าได้ ขั้นนี้ครูเป็นผู้ร้องเพลงเอง และให้นักเรียนฝึกร้องพร้อมครูไปด้วย 14.2 เริ่มใช้เพลงบ้างเมื่อสอนท่าร าหรือต่อท่าร าไปได้พอสมควรแล้ว ควรให้ นักเรียนได้ฟังเพลงจากเทปบันทึกเสียง และฝึกร้อง ฝึกท าไปเรื่อย ๆ กับเพลงจริง 14.3 เมื่อสอนท่าร าหรือต่อท่าร าจบเพลงแล้ว ควรให้นักเรียนได้ฝึกร าตั้งแต่ต้น จนจบ พร้อมเพลงจริงจากเทปบันทึกเสียง และอาจให้นักเรียนร้องเพลงควบคู่ไปกับเพลงจากเทป บันทึกเสียงด้วย เพื่อท าให้นักเรียนร้องเพลงและร าประกอบเพลงได้ดีขึ้น
11 กระทรวงศึกษาธิการ (2547) ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ดังนี้ 1. การเตรียมตัวของครู 1.1 ศึกษาหลักสูตรในระดับชั้นที่สอน 1.2 ศึกษาแนวการสอน 1.2.1 การสอนดนตรี และนาฏศิลป์ต้องค านึงถึงจุดประสงค์ 1 .2 .2 ก า รสอนดนต รีแ ล ะน าฏศิลป์ คว รใ ช้เอกส า รต่ าง ๆ นอกเหนือจากหลักสูตร เช่น คู่มือการสอนนาฏศิลป์ เป็นต้น 1.2.3 ดนตรี และนาฏศิลป์ประกอบด้วยกิจกรรมใหญ่ 4 กลุ่ม คือการ เน้นจังหวะร้องเพลง การฟัง และนาฏศิลป์กิจกรรมทั้ง 4 กลุ่มนี้ควรจะสอนไปพร้อมกันแต่จะเน้น กิจกรรมใดมากหรือน้อยกว่ากันให้พิจารณาตามแผนการสอนนั้น ๆ 1.2.4 การสอนควรเป็นรูปแบบของการสาธิตก่อนในขณะเดียวกัน ผู้สอนอาจใช้วิธีการสอนแบบอื่น ๆ เข้ามาผสมผสานกันในบางครั้ง 1.2.5 มีล าดับขั้นตอนในการสอน ซึ่งจะท าให้ผู้เรียนมีความรู้ เข้าใจใน กิจกรรม ทั้งการเรียนภาคทฤษฎี และการฝึกภาคปฏิบัติควบคู่กัน 1.2.6 ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรหาสื่อการเรียนมาใช้ ประกอบการสอน 1.3 ศึกษาการแบ่งเนื้อหากิจกรรมดนตรี และนาฏศิลป์ ซึ่งการเรียนดนตรี และ นาฏศิลป์ เป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติซ้ า ๆ กัน จึงจ าเป็นต้องจัดแบ่งเนื้อหาของกิจกรรมในแต่ละหัวข้อให้ เด่นชัด และจัดสรรเวลาของแต่ละแผนให้ได้ครบตามก าหนด 1.4 สื่อการเรียนการสอน ที่จ าเป็นในการสอนดนตรี และนาฎศิลป์ตาม หลักสูตร เพื่อต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสแสดงออก และให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เพราะฉะนั้นสื่อ การเรียนการสอนจึงมีความจ าเป็นส าหรับการสร้างประสบการณ์ และความรู้ในการเรียนดนตรี และ นาฏศิลป์ สื่อการเรียนประกอบด้วย 1.4.1 สื่อที่เป็นเอกสาร 1.4.2 สื่อที่เป็นวัสดุอุปกรณ์ 1.5 ศึกษาหลักของการวัดผล และการประเมินผลก่อนด าเนินการวัดผล และ ประเมินผล เพื่อทราบว่านักเรียนได้รับความรู้ และมีประสบการณ์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือไม่ เพียงใด เครื่องมือในการวัดผลคือ การสังเกต การสัมภาษณ์ การตรวจผลงานจากการปฏิบัติจริง และ การ ทดสอบโดยข้อเขียนเครื่องมือวัดผลแต่ละประเภท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตามผลการเรียนการสอน
12 ต่างกัน ซึ่งจะช่วยให้ได้ครบทุกด้าน จึงสามารถที่จะน าไปวินิจฉัยความบกพร่องของนักเรียน เพื่อ แก้ปัญหาต่อไปได้ถูกต้อง 2. การเตรียมบันทึกการสอน และใช้แผนการสอน เป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับครูผู้สอน ปัจจุบันนี้จะพบว่ามีแผนการสอน และคู่มือครูไว้ให้ครูผู้สอนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว คือมีแผนการสอน อย่างละเอียด บอกกิจกรรม เนื้อหา และขั้นตอนการสอน ฉะนั้นก่อนการสอนครูควรศึกษาแผนการสอน และคู่มือครูอย่างละเอียด 3. วิธีการสอนในขั้นกิจกรรมการสอนร า 3.1 ขั้นก าหนดบทเรียน 3.1.1 ชื่อของบทเรียน (ชุดฟ้อนที่จะจัดสอน) 3.1.2 ท านองเพลง 3.1.3 ชนิดของเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบ 3.1.4 ความเป็นมาของการที่จะสอน 3.1.5 นักเรียนด้องเข้าใจ ลักษณะของเนื้อเพลง ในด้านการ ประชาสัมพันธ์ และความหมาย 3.2 ขั้นศึกษาบทเพลงก่อนที่นักเรียนจะร า ครูควรจะต้องสอนให้รู้จักบทเพลง ก่อน ดังนี้ 3.2.1 ฟังท านองเพลง และจังหวะของเพลง 3.2.2 นักเรียนร้องตาม พร้อมเคาะจังหวะตาม 3.2.3 นักเรียนร้องเอง เคาะจังหวะเอง 3.3 ขั้นสอนปฏิบัติ 3.3.1 เตรียมปฏิบัติว่า ถ้ามีอุปกรณ์การแสดงจะต้องใช้ประกอบ ควรแนะน าวิธีใช้ 3.3.2 วิธีปฏิบัติ นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ (2547) ได้น าเสนอ รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ดังนี้ 1. ขั้นรับรู้รูปแบบ เป็นขั้นตอนที่มีความส าคัญ ที่เป็นพื้นฐาน การปฏิบัติให้แก่ผู้เรียน โดยเริ่มต้นให้ผู้เรียนเข้าใจรูปแบบของนาฏศิลป์ที่ผู้เรียนจะฝึกปฏิบัติ และมี ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานของการปฏิบัตินาฏศิลป์ 2. ขั้นท าตามแบบ เมื่อผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจรูปแบบ และพื้นฐานทางนาฏศิลป์แล้วจึงเริ่มปฏิบัติ โดยผู้สอนเป็นต้นแบบหลักให้ผู้เรียนเลียนแบบ ปฏิบัติตามที
13 ละขั้นตอน เริ่มฝึกจากการฝึกท่านาฏยศัพท์ และภาษาท่านาฏศิลป์ แล้วจึงให้ฝึกร าตาม ตั้งแต่ต้นเพลง จนจบเพลง เป็นการฝึกหัดทีละท่า และฝึกอย่างต่อเนื่อง 3. ขั้นปฏิบัติได้เองหลังจากผู้เรียนฝึกหัดทักษะตามผู้สอน แล้วให้ไปฝึกหัดเพิ่มเติม จนในที่สุดผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง 4. ขั้นปฏิบัติได้อย่างช านาญ ผู้เรียนปฏิบัติด้วยความช านาญ ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้มีทักษะมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการปฏิบัติท่าร าได้ มีลีลาท่า ร าที่สวยงาม และร าได้ด้วยความมั่นใจ สวยงาม 5. ขั้นประยุกต์ เมื่อผู้เรียนมีความช านาญมากขึ้น ก็สามารถ น าความรู้ และประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุง พัฒนาท่าร าของตนเอง และน าหลักการไปใช้ ในชีวิตประจ าวัน และการแสดงได้ 6. ขั้นสร้างสรรค์ ผู้เรียนสามารถน าหลักวิชานาฏศิลป์ไป สร้างสรรค์งานการแสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของงานวัฒนธรรมท้องถิ่นและประดิษฐ์ผลงานด้าน ศิลปะได้ 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสื่อวีดีทัศน์กับการศึกษา วีดีทัศน์โดยปกติเรามักเรียกทับศัพท์ว่า “วิดีโอ” (Video) แต่ราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติศัพท์ ไว้ว่า “วีดีทัศน์” ซึ่งหมายถึงวัสดุที่สามารถใช้บันทึกภาพ และเสียงไว้ได้พร้อมกันในแถบเทปในรูปของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และยังสามารถลบแล้วบันทึกลงใหม่ได้เช่นเดียวกับเทปบันทึกเสียง กิดานันท์ มลิ ทอง (2543) ในปัจจุบันวีดีทัศน์ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายตามบ้านเรือนสถาบันการศึกษา เนื่องจากสะดวกในการใช้มากสามารถบันทึกบทเรียนหรือการเคลื่อนไหวได้ และน ามาใช้ได้อีกหลายครั้ง ในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทป และวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “วิดีโอ หมายถึง เทป โทรทัศน์ ได้แก่วัสดุที่เคลือบด้วยแม่เหล็กหรือสารอื่นใด ซึ่งบันทึกภาพหรือถ่ายทอดภาพ โดยการเปลี่ยนสัญญาณเป็นกระแสไฟฟ้า และจัดถ่ายทอดออกไปเป็นภาพหรือเสียงทั้งภาพ และเสียง ต่อเนื่องกันไปด้วยเครื่องรับเทปโทรทัศน์หรือเครื่องถ่ายทอดวัสดุโทรทัศน์หรือเครื่องฉายภาพ” ลัดดา ศุ ขปรีดี (2523) กล่าวว่า “วีดีทัศน์คือเส้นเทปที่สามารถบันทึกได้ทั้งเสียงและภาพในรูปของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ภาพ และความถี่เสียงสามารถลบภาพและเสียงที่บันทึกไว้ออกแล้วบันทึกใหม่ได้ หลายครั้ง” ประทิน คล้ายนาค (2541) ได้กล่าวว่า “วีดีทัศน์เป็นการผลิตรายการที่ยังไม่ต้องแพร่ภาพ ออกอากาศหรือมักจะมีความหมายรวมถึงอุปกรณ์โทรทัศน์ที่ใช้กับหน่วยงานกับอุปกรณ์ที่ใช้กันทั่วไปใน บ้าน”
14 บุญเที่ยง จุ้ยเจริญ (2534) ได้กล่าวถึงวิดีทัศน์คือกระบวนการบันทึกหรือเก็บสัญญาณภาพและ เสียงไว้ในสื่อกลางที่เป็นวัสดุทางแม่เหล็กไฟฟ้า และรวมไปถึงกระบวนการการถ่ายทอดภาพ และเสียง โดยผ่านอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ผู้รับด้วยปัจจุบันในวงการศึกษาได้มีการน าวีดีทัศน์มาใช้เป็นสื่อใน การเรียนการสอนมากขึ้นเนื่องจากวีดีทัศน์เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถเห็นภาพ และเสียง ได้พร้อมกันเหมือนในสถานการณ์จริงซึ่งจะท าให้ผู้เรียนเกิดการรับรู้ และเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น 4.1 วีดีทัศน์เพื่อการศึกษา วีดีทัศน์เพื่อการศึกษานั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบคือวีดีทัศน์เพื่อการเรียนการสอนโดยตรง สามารถใช้แทนการสอนของครูได้ และวีดีทัศน์เพื่อการศึกษาทั่วไปใช้เพื่อเสริมความรู้ทั่วไปกับบทเรียน หรือการเรียนเพื่อความรอบรู้ ไพโรจน์ ตีรณธนากุล และคณะ (2528) ส าหรับการใช้วีดีทัศน์เพื่อการเรียน การสอนสามารถใช้ได้หลายวิธี เช่น 1. ใช้เป็นชุดการสอนที่สมบูรณ์เพราะมีทั้งภาพ และเสียงซึ่งสามารถอ านวยประโยชน์ ในการเรียนรู้ได้ทุกพิสัย 2. ใช้เป็นส่วนหนึ่งของชุดการสอนร่วมกับสื่ออื่น ๆ 3. ใช้เป็นสื่อการสอนในวิธีสอนเป็นคณะนอกจากนั้น ฐาปนีย์ ธรรมเมธา (2541) ได้ กล่าวถึงข้อดีของวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาคือ 1. สามารถใช้ได้กับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ และกลุ่มเล็ก 2. สามารถฉายซ้ าเมื่อผู้เรียนเกิดความไม่เข้าใจ 3. แสดงการเคลื่อนไหวประกอบเสียงที่ให้ภาพ และความรู้สึกเหมือนจริงที่สุด 4.2 การน าวีดีทัศน์มาใช้ในการเรียนการสอน ไพโรจน์ ตีรณธนากุล และคณะ (2528) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการน าวีดีทัศน์มาใช้ใน วงการศึกษาว่าการใช้วีดีทัศน์เพื่อการศึกษานั้นมีอยู่ 2 ลักษณะคือ 1. วีดีทัศน์เพื่อการเรียนการสอนโดยตรง (Instructional Television I.T.V.) คือวีดี ทัศน์ที่ใช้แทนการสอนของครูได้ วีดีทัศน์เพื่อการเรียนการสอนนี้ใช้สอนแทนครูในกรณีที่มีครูไม่พอหรือมี ผู้เรียนจ านวนมากหรือเป็นการออกอากาศไปยังพื้นที่ไกล ๆ นอกจากนี้สามารถใช้สอนควบคู่กับครูเพื่อ แสดงเรื่องราว ซึ่งจะดีกว่าการอธิบายหรือการสาธิตของครูเพียงอย่างเดียวรวมทั้งบางช่วงที่ต้องน า ประสบการณ์โลกภายนอกเข้ามาเสริมในบทเรียนวีดีทัศน์จะท าหน้าที่ได้ดีมาก 2. วีดีทัศน์เพื่อการศึกษาทั่วไป (Education television E.T.V.) คือการใช้วีดีทัศน์เพื่อ เสริมความรู้ทั่วไปกับบทเรียนหรือการเรียนเพื่อความรอบรู้ จากความส าคัญของวีดีทัศน์ในการเรียนการสอนนั้น สรุปได้ว่าวีดีทัศน์ที่ใช้ในการเรียน การการสอนนั้นเป็นสื่อที่สามารถน าเสนอได้ทั้งภาพและเสียงไปพร้อมๆ กัน ท าให้ดึงดูดความสนใจของ
15 ผู้เรียนได้ และยังใช้สอนผู้เรียนได้ทั้งรายบุคคล กลุ่มเรียนขนาดเล็ก และกลุ่มเรียนขนาดใหญ่ พร้อมทั้ง สามารถเปิดชมได้ทุกเวลาตามต้องการ และสามารถบังคับการเลื่อนล าดับภาพเดินหน้าถอยหลังหรือหยุด ดูภาพและดูซ้ าๆ ก็ได้อีกทั้งเป็นสื่อที่ใช้แทนครูได้ในกรณีที่มีครูไม่เพียงพอนักเรียนมากเกินไปหรือกระทั้ง แก้ปัญหาส าหรับครูที่สอนไม่ตรงกับสาขาวิชาของตนเอง 4.3 ลักษณะเฉพาะของวีดีทัศน์ 1. เป็นสื่อที่สามารถเห็นได้ทั้งภาพ และฟังเสียง 2. มีความคงที่ของเนื้อหา 3. เสนอเป็นภาพเคลื่อนไหวที่แสดงความต่อเนื่องของการกระท า 4. ใช้ได้ทั้งผู้ชมทั้งที่เป็นกลุ่มเล็ก และกลุ่มใหญ่ 5. เสนอได้ทั้งภาพจริง และกราฟฟิกต่าง ๆ 6. สามารถเก็บเป็นข้อมูล และน ามาเผยแพร่ได้หลายครั้ง 4.4 การสร้างสื่อวีดีทัศน์ อดิศักดิ์ โคตรชุม (2562) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการผลิตสื่อวีดิทัศน์ มี 5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นตอนการวางแผน (Planning) เป็นขั้นตอนที่ผู้ผลิตหาแนวคิดลักษณะการน าเสนอ สื่อวีดิทัศน์ เวลาในการสร้างสร้างนานเท่าไร ความยาวของสื่อวีดิทัศน์กี่นาที หรือกี่ตอนจบ และแยกเป็น รายละเอียดย่อย ๆ ได้ดังนี้ 1.1 วิเคราะห์เนื้อหาของสื่อวีดิทัศน์ เป็นกระบวนการหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ ต้องท าสื่อวีดิทัศน์ ว่าข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งข้อมูลนั้นอาจเป็นงานวิจัยหรือรายงานของหน่วยงาน เอกสาร ต ารา หรือการไปดูจากสถานที่จริงเพื่อให้น่าเชื่อถือ 1.2 วิเคราะห์ผู้ชมหรือกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร อายุเท่าไร อยู่ในระดับใด วัย ใด การศึกษาอยู่ในระดับใด เพื่อให้สื่อวีดิทัศน์ที่ออกมาบรรลุวัตถุประสงค์ 1.3 ก าหนดจุดประสงค์ เป็นการคาดหมายว่าผู้ชมได้ดูสื่อวีดิทัศน์แล้วได้ความรู้ อะไร ท าอะไรได้บ้าง เกิดค่านิยมอย่างไร 1.4 การเขียนบท เป็นการมอบหมายให้ผู้เขียนบทน าเรื่องราวมาเรียงล าดับ ภาพกับเสียงให้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้เขียนบทจึงต้องมีความสามารถ ที่จะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเรื่องราวออกมาเป็นภาพ และเสียงได้อย่างชัดเจน 2. ขั้นเตรียมการ (Preparation) เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้วก่อนลงมือจริง ต้อง จัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความพร้อม ได้แก่ 2.1 เตรียมบุคลากร 2.2 เตรียมวัสดุอุปกรณ์
16 2.3 เตรียมสถานที่ถ่ายท า 2.4 เตรียมผู้แสดง 2.5 เตรียมงานกราฟิกที่น ามาใช้ประกอบสื่อวีดิทัศน์ 2.6 เตรียมฉาก และอุปกรณ์ประกอบฉาก 3. ขั้นด าเนินการผลิต (Production) 4. ขั้นตัดต่อ (Post Production) สื่อวีดิทัศน์ที่ถูกถ่ายท าไว้แล้ว จะถูกน ามาตัดต่อให้ เป็นสื่อวีดิทัศน์ที่สมบูรณ์ โดยใช้เครื่องตัดต่อโดยเฉพาะหรือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตัดต่อ ซึ่งท าให้ได้เทคนิค พิเศษซับซ้อนยิ่งขึ้น ประโยชน์ของการตัดต่อ คือ สามารถสอดแทรกงานกราฟิกเข้าไปในรายการ และยัง ใช้เสียงดนตรี และเสียงประกอบเข้าไปในวีดิทัศน์ที่เป็นดิจิทัลไฟล์ได้อีกด้วย 5. ขั้นประเมินผลรายการ (Evaluation) การประเมินผลรายการจะท าหลังจากที่แพร่ ภาพ โดยประเมินจากผู้ดูหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพ และความเหมาะสม 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหาประสิทธิภาพ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556) กล่าวว่า การผลิตสื่อหรือชุดการสอนนั้น ก่อนน าไปใช้จริงจะต้องน า สื่อหรือชุดการสอนที่ผลิตขึ้นไปทดสอบประสิทธิภาพเพื่อดูว่าสื่อหรือชุดการสอนท าให้ผู้เรียนมีความรู้ เพิ่มขึ้นหรือไม่ มีประสิทธิภาพในการช่วยให้กระบวนการเรียนการสอนด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพียงใด มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์หรือไม่ และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากสื่อหรือชุดการสอน ในระดับใด ดังนั้นผู้ผลิตสื่อการสอนจ าเป็นจะต้องน าสื่อหรือชุดการสอนไปหาคุณภาพ เรียกว่า การ ทดสอบประสิทธิภาพ การหาประสิทธิภาพของแอพลิเคชัน ครอบคลุม (1) ความหมายของการทดสอบ ประสิทธิภาพ (2) ความจ าเป็นที่จะต้องหาประสิทธิภาพ (3) การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ (4) วิธีการ ค านวณหาประสิทธิภาพของแอพลิเคชัน (5) ขั้นตอนการทดลองหาประสิทธิภาพของแอพลิเคชัน และ (6) เกณฑ์ประสิทธิภาพของแอพลิเคชัน ดังนี้ 5.1 ความหมายของการทดสอบประสิทธิภาพ ทดสอบประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอน หมายถึงการหาคุณภาพของสื่อหรือชุด การสอน โดยพิจารณาตามขั้นตอนของการพัฒนาสื่อหรือชุดการสอนแต่ละขั้น ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Developmental Testing” Developmental Testing คือ การทดสอบคุณภาพตามพัฒนาการของการผลิตสื่อ หรือชุดการสอนตามล าดับขั้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพของแต่ละองค์ประกอบของต้นแบบชิ้นงาน ให้ ด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส าหรับการผลิตสื่อและชุดการสอนการทดสอบประสิทธิภาพ หมายถึง การน าสื่อหรือชุดการสอนไปทดสอบด้วยกระบวนการสองขั้นตอนคือ การทดสอบประสิทธิภาพใช้
17 เบื้องต้น (Try Out) และทดสอบประสิทธิภาพสอนจริง (Trial Run) เพื่อหาคุณภาพของสื่อตามขั้นตอนที่ ก าหนดใน 3 ประเด็น คือ การท าให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น การช่วยให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนและ ท าแบบประเมินสุดท้ายได้ดี และการท าให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจ น าผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข ก่อนที่จะ ผลิตออกมาเผยแพร่เป็นจ านวนมาก 1. การทดสอบประสิทธิภาพใช้เบื้องต้น เป็นการน า สื่อหรือชุดการสอนที่ผลิตขึ้นเป็นต้นแบบ (Prototype) แล้วไปทดลอบประสิทธิภาพใช้ตามขั้นตอนที่ ก าหนดไว้ในแต่ละระบบ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนให้เท่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ และ ปรับปรุงจนถึงเกณฑ์ 2. การทดสอบประสิทธิภาพสอนจริง หมายถึง การน าสื่อหรือชุดการสอนที่ได้ทดสอบ ประสิทธิภาพใช้ และปรับปรุงจนได้คุณภาพถึงเกณฑ์แล้วของแต่ละหน่วย ทุกหน่วยในแต่ละวิชาไปสอน จริงในชั้นเรียนหรือในสถานการณ์การเรียนที่แท้จริงในช่วงเวลาหนึ่ง อาทิ 1 ภาคการศึกษาเป็นอย่างน้อย เพื่อตรวจสอบคุณภาพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนน าไปเผยแพร่ และผลิตออกมาเป็นจ านวนมาก การทดสอบประสิทธิภาพทั้งสองขั้นตอนจะต้องผ่านการวิจัยเชิงวิจัย และพัฒนา (Research and Development-R&D) โดยต้องด าเนินการวิจัยในขั้นทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้นและ อาจทดสอบประสิทธิภาพซ้ าในขั้นทดสอบประสิทธิภาพใช้จริงด้วยก็ได้เพื่อประกันคุณภาพของ สถาบันการศึกษาทางไกลนานาชาติ 5.2 ความจ าเป็นของการหาประสิทธิภาพสื่อการสอน มีความจ าเป็นด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1. ส าหรับหน่วยงานผลิตสื่อการสอน การทดสอบประสิทธิภาพช่วยประกัน คุณภาพของสื่อการสอนว่าอยู่ในขั้นสูง เหมาะสมที่จะลงทุนผลิตออกมาเป็นจ านวนมาก หากไม่มีการ ทดสอบประสิทธิภาพเสียก่อนแล้ว เมื่อผลิตออกมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ดี ก็จะต้องผลิตหรือท าขึ้นใหม่เป็น การสิ้นเปลืองทั้งเวลา แรงงานและเงินทอง 2. ส าหรับผู้ใช้สื่อการสอน ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจะท าหน้าที่เป็นเครื่องมือ ช่วยสอนได้ดี ในการสร้างสภาพการเรียนให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่มุ่งหวัง บางครั้งสื่อการ สอนต้องช่วยครูสอนบางครั้งต้องสอนแทนครู (อาทิในโรงเรียนครูคนเดียว) ดังนั้น ก่อนน าแอพลิเคชัน เพื่อการเรียนรู้ไปใช้ครูจึงควรมั่นใจว่าสื่อการสอนนั้นมีประสิทธิภาพในการช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียน จริงการทดสอบประสิทธิภาพตามล าดับขั้นจะช่วยให้เราได้สื่อการสอนที่มีคุณค่าทางการสอนจริงตาม เกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 3. ส าหรับผู้ผลิตสื่อการสอน การทดสอบประสิทธิภาพจะท าให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่าเนื้อหา สาระที่บรรจุลงในแอพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม ง่ายต่อการเข้าใจ อันจะช่วยให้ผู้ผลิตมี
18 ความช านาญสูงขึ้น เป็นการประหยัดแรงสมองแรงงาน เวลาและเงินทองในการเตรียมต้นแบบ โดยสรุป การทดสอบประสิทธิภาพสื่อการสอน มีความจ าเป็นเพื่อเป็นการประกันคุณภาพว่าอยู่ ขั้นสูง สามารถ ใช้ในการสอนได้ และผู้สอนเกิดความมั่นใจในเนื้อหาสาระของแอพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้ 5.3 การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อการสอนจะช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้เป็นระดับที่ผู้ผลิตสื่อการสอนจะพึงพอใจว่าหากสื่อการสอนมีประสิทธิภาพถึง ระดับนั้นแล้ว แสดงว่าสื่อการสอนนั้นมีคุณค่าที่จะน าไปสอนนักเรียน และคุ้มกับการลงทุนผลิตออกมาเป็น จ านวนมาก ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556) อธิบายเกณฑ์การก าหนดประสิทธิภาพ ของสื่อว่า การที่จะก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อการสอนนั้น เป็นขีดก าหนดที่จะยอมรับว่า สิ่งใด หรือพฤติกรรมใดมีคุณภาพและหรือปริมาณที่จะรับได้ การตั้งเกณฑ์ ต้องตั้งไว้ครั้งแรกครั้งเดียว เพื่อจะ ปรับปรุงคุณภาพให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ าที่ตั้งไว้ จะตั้งเกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพไว้ต่างกันไม่ได้ เช่น เมื่อมี การทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว ตั้งเกณฑ์ไว้60/60 แบบกลุ่ม ตั้งไว้ 70/70 ส่วนแบบสนาม ตั้งไว้ 80/80 ถือว่า เป็นการตั้งเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง อนึ่งเนื่องจากเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นเกณฑ์ต่ าสุด ดังนั้นหากการ ทดสอบคุณภาพของสิ่งใดหรือพฤติกรรมใดได้ผลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .05 หรือ อนุโลมให้มีความคลาดเคลื่อนต่ าหรือสูงกว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้เกิน 2.5 ก็ให้ปรับเกณฑ์ขึ้นไปอีกหนึ่ง ขั้น แต่หากได้ค่าต่ ากว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ ต้องปรับปรุงและน าไปทดสอบประสิทธิภาพใช้หลายครั้ง ในภาคสนามจนได้ค่าถึงเกณฑ์ที่ก าหนด เกณฑ์ประสิทธิภาพหมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนที่จะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นระดับที่ผลิตสื่อหรือชุดการสอนจะพึงพอใจว่า หากสื่อหรือชุด การสอนมีประสิทธิภาพถึงระดับนั้นแล้ว สื่อหรือชุดการสอนนั้นก็มีคุณค่าที่จะน าไปสอนนักเรียนและคุ้ม แก่การลงทุนผลิตออกมาเป็นจ านวนมาก การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระท าได้ โดยการประเมินผล พฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภทคือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) ก าหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 = Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และพฤติกรรมสุดท้าย (ผลลัพธ์) ก าหนดค่า ประสิทธิภาพเป็น E2 = Efficiency of Product (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) 1) ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง(Transitional Behavior) คือ ประเมินผลต่อเนื่องซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยของผู้เรียน เรียกว่า“กระบวนการ” (Process) ที่เกิด จากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม ได้แก่ การท าโครงการ หรือท ารายงานเป็นกลุ่ม และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมาย และกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนก าหนดไว้
19 2) ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย(Terminal Behavior) คือประเมินผลลัพธ์(Product)ของ ผู้เรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนจะ ก าหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พึงพอใจ โดยก าหนดให้ของผล เฉลี่ยของคะแนนการท างานและการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อร้อยละของผลการประเมิน หลังเรียนทั้งหมด นั่นคือ E1/E2 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ตัวอย่าง 80/80 หมายความว่าเมื่อเรียนจากสื่อหรือชุดการสอนแล้ว ผู้เรียนจะสามารถท าแบบฝึกปฏิบัติ หรืองาน ได้ผลเฉลี่ย 80% และประเมินหลังเรียนและงานสุดท้ายได้ผลเฉลี่ย 80% การที่จะก าหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดนั้น ให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความพอใจโดยพิจารณาพิสัยการเรียนที่จ าแนกเป็นวิทย พิสัย (Cognitive Domain) จิตพิสัย (Affective Domain)และทักษพิสัย (Skill Domain) ในขอบข่าย วิทยพิสัย (เดิมเรียกว่าพุทธิพิสัย**) เนื้อหาที่เป็นความรู้ความจ ามักจะตั้งไว้สูงสุดแล้วลดต่ าลงมาคือ 90/90 85/85 80/80 ส่วนเนื้อหาสาระที่เป็นจิตพิสัย จะต้องใช้เวลาไปฝึกฝนและพัฒนา ไม่สามารถ ท าให้ถึงเกณฑ์ระดับสูงได้ในห้องเรียนหรือในขณะที่เรียน จึงอนุโลมให้ตั้งไว้ต่ าลง นั่นคือ 80/80 75/75 แต่ไม่ต่ ากว่า 75/75 เพราะเป็นระดับความพอใจต่ าสุด จึงไม่ควรตั้งเกณฑ์ไว้ต่ ากว่านี้ หากตั้งเกณฑ์ไว้ เท่าใด ก็มักได้ผลเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากระบบการสอนของไทยปัจจุบัน (2520) ได้ก าหนดเกณฑ์ โดยไม่ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ 0/50 นั่นคือ ให้ประสิทธิภาพกระบวนการมีค่า 0 เพราะครูมักไม่มีเกณฑ์ เวลาในการให้งานหรือแบบฝึกปฏิบัติแก่นักเรียน ส่วนคะแนนผลลัพธ์ที่ให้ผ่านคือ 50% ผลจึงปรากฏว่า คะแนนวิชาต่างๆ ของนักเรียนต่ าในทุกวิชา เช่น คะแนนภาษาไทยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดย เฉลี่ยแต่ละปีเพียง 51% โดยสรุป การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ เป็นการก าหนดระดับประสิทธิภาพของสื่อการสอนจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิต สื่อการสอนพึงพอใจ โดยก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 5.4 วิธีการค านวณหาประสิทธิภาพ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ (2556) กล่าวว่า การหาประสิทธิภาพของสื่อการสอนโดย ใช้สูตร E1/E2 ซึ่งประยุกต์มาจากแนวคิดในการหาประสิทธิภาพชุดการสอนของ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ที่ ก าหนดว่า E1 เป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ และ E2 เป็นประสิทธิภาพของผลลัพธ์ โดยมีวิธีการ ค านวณตามสูตรดังนี้ ∑ x/N E1= × 100 A เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ x แทน ผลรวมคะแนนที่ได้จากการวัดระหว่างเรียน
20 N แทน จ านวนผู้เรียน A แทน คะแนนการวัดผลระหว่างเรียน ∑ F/N E2 = × 100 B เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ F แทน ผลรวมคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน N แทน จ านวนผู้เรียน B แทน คะแนนเต็มผลการสอบหลังเรียน โดยสรุป วิธีการค านวณหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ท าโดยใช้สูตร E1/E2 5.5 ขั้นตอนการทดลองหาประสิทธิภาพ เมื่อสร้างสื่อการสอนแล้วจะต้องไปทดลองหาประสิทธิภาพตามขั้นตอนดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556) กล่าวถึงขั้นตอนในการทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อการสอนดังนี้ 1. ทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to one Testing) โดยน าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนที่สร้างขึ้นไปทดลองกับนักเรียน 3 คน โดยเลือกระดับผลการเรียนสูง ปานกลาง และต่ า ระดับละ 1 คน เพื่อเป็นการศึกษาถึงข้อบกพร่องที่ควรแก้ไขในด้านส านวนภาษา กราฟิก ความเหมาะสมของ ระยะเวลาที่ก าหนดในบทเรียนและข้อเสนอแนะอื่น ๆ เพื่อน าไปปรับปรุงแก้ไข 2. การทดลองในขั้นทดลองกับกลุ่มเล็ก (Small Group Testing) เป็นการศึกษาถึง ความเหมาะสมของบทเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ภาษาในบทเรียน นักเรียนในกลุ่มเล็ก ความเข้าใจ ตรงกันหรือไม่ ภาษาที่ใช้คลุมเครือหรือไม่ ระยะเวลาที่ก าหนดไว้มีความเหมาะสมหรือไม่ผลเป็นอย่างไร เมื่อน าผลการท าแบบทดสอบระหว่างเรียนและผลการทดสอบหลังเรียนด้วยบทเรียนไปวิเคราะห์หา ประสิทธิภาพแล้วได้ตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้หรือไม่น าข้อมูลที่ได้ในขั้นตอนนี้ไปปรับปรุงแก้ไขบทเรียน ต่อไป
21 3. การทดลองในขั้นทดลองกับกลุ่มใหญ่ (Field Testing) เพื่อน าผลการท าแบบทดสอบ ระหว่างเรียน และผลการทดสอบหลังการเรียนด้วยบทเรียนไปวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียน โดยสรุป ขั้นตอนการทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน ประกอบด้วย การทดลอง แบบหนึ่งต่อหนึ่ง การทดลองในขั้นทดลองกับกลุ่มเล็ก และการทดลองในขั้นทดลองกับกลุ่มใหญ่ 5.6 เกณฑ์ประสิทธิภาพของบทเรียน ประสิทธิภาพของสื่อการสอนจะก าหนดให้เป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่านักเรียน เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยก าหนดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ผลเฉลี่ยของคะแนนการท างานและการ ประกอบกิจกรรมของนักเรียนทั้งหมดต่อเปอร์เซ็นต์ของผลการสอนหลังการเรียนของนักเรียนทั้งหมดนั่น คือ E1/ E2 หรือประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556) ประสิทธิภาพของกระบวนการ คือ การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) ของ นักเรียน ได้แก่ การประเมินกิจกรรม งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ผู้สอนก าหนดไว้ประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์ คือ การประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (Terminal Behavior) โดยพิจารณาจากการสอบหลัง เรียนและการสอบไล่ โดยสรุป เกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อการสอน เป็นการ ก าหนดเปอร์เซ็นต์ผลเฉลี่ยของคะแนนในการประกอบกิจกรรมของนักเรียนทั้งหมดต่อเปอร์เซ็นต์ของผล การสอนหลังการเรียนของนักเรียนทั้งหมด 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทักษะการปฏิบัติ สุวิมล ว่องวาณิช (2546) สรุปว่า ทักษะปฏิบัติหรือการปฏิบัติมักกล่าวถึงค าศัพท์เฉพาะ 3 ค า ได้แก่ ค าว่า psychomotor skill ค าว่า practical skill และค าว่า performance ซึ่งมีความหมายที่ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเหมือนกันหากแต่มีนัยแตกต่างกันเล็กน้อย โดย psychomotor skill เน้นการ เคลื่อนไหวร่างกายแบบพื้นฐานที่เป็นกลไกของอวัยวะ และกล้ามเนื้อ ซึ่งกมลวรรณ ตังธนกานนท์ (2559) ได้ขยายความครอบคลุมถึงการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ (locomotor) การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ (non locomotor) และการเคลื่อนไหวแบบประกอบอุปกรณ์ (manipulative movement) ในขณะที่ Simpson (1972) ให้ความหมาย psychomotor skill ว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางกายภาพ การประสาน สัมพันธ์ในการเคลื่อนไหว และการใช้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ซึ่งการพัฒนาทักษะเหล่านี้ต้อง ได้รับการฝึก และมีการประเมินในมิติของความเร็ว ความแม่นย า ระยะทาง ขั้นตอนหรือเทคนิคการ ท างาน ส่วนค าว่า practical skill เน้นการปฏิบัติที่อาศัยความสามารถทางสมอง อาทิ ทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน ทักษะการคิดค านวณ ส่วน performance เน้นการแสดงออกหรือการท างานตาม
22 กระบวนการต่าง ๆ ที่อาศัยความสามารถทางสมอง และจิตใจนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวทางร่างกาย อาทิ การเล่นดนตรี การร้องเพลง การวาดภาพ เป็นต้น 6.1 องค์ประกอบของการประเมินทักษะการปฏิบัติ 6.1.1 จุดมุ่งหมาย (Purpose) 6.1.2 งานที่ก าหนด (Task) 6.1.3 ผลการปฏิบัติ (Response) 6.1.4 วิธีการที่เป็นระบบส าหรับการให้คะแนน (Systematic methods of rating performance) 6.2 กระบวนการออกแบบการวัด และประเมินทักษะการปฏิบัติ 6.2.1 ก าหนดจุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ ก าหนดจุดมุ่งหมาย และโครงสร้างของสิ่งที่ต้องการประเมิน การประเมินอาจ ครอบคลุมทั้งพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัยไปพร้อม ๆ กัน โดยทั่วไปจุดมุ่งหมายของการประเมินทักษะ การปฏิบัติในชั้นเรียน มักครอบคลุมการตรวจสอบความสามารถของผู้เรียน ได้แก่ 1) ความรอบรู้ในเนื้อหาตามหลักสูตร: เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียน (ผู้ประเมิน/ครูควรพิจารณาว่าเนื้อหาสาระใดบ้างที่ควรประเมิน) 2) ความสามารถในด้านต่าง ๆ: เพื่อตรวจสอบความสามารถพื้นฐานในวิชาชีพ (ผู้ประเมิน/ครูควรพิจารณาว่าภาระงานลักษณะใดที่เหมาะสมกับการตรวจสอบความสามารถนั้น ๆ ) 3) ศักยภาพของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ในอนาคต: เพื่อตรวจสอบศักยภาพของ ผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ในอนาคต (ผู้ประเมินควรค านึงถึงเครื่องมือวัดที่สามารถท านายความสามารถด้าน นั้น ๆ ได้ในอนาคต เช่น ข้อสอบในส่วนการเขียนของแบบทดสอบความถนัดทางวิชาการ (Scholastic Aptitude Test: SAT) 6.2.2 ก าหนดกรอบของการประเมิน เป็นการระบุถึงเนื้อหา ทักษะ กระบวนการ องค์ประกอบหรือมิติอื่น ๆ ของสิ่ง ที่ต้องการประเมิน ก่อนจัดการเรียนการสอน ครูควรทราบว่าทักษะการปฏิบัติที่ต้องสอน และประเมิน ผู้เรียนมีอะไรบ้าง โดยท าการศึกษาหลักสูตร สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ให้เข้าใจ ครูควรวิเคราะห์ ทักษะการปฏิบัติที่ต้องการวัดว่ามีลักษณะอย่างไร การประเมินควรจะครอบคลุมมิติหรือด้านใดบ้าง ครู ควรด าเนินการวิเคราะห์พฤติกรรมในการท างานที่มีความซับซ้อน ผลการวิเคราะห์งานจะท าให้ได้ กิจกรรมที่นักเรียนต้องท า และล าดับขั้นของการท างาน ซึ่งท าให้ครูสามารถก าหนดคุณลักษณะด้าน ทักษะ และตัวบ่งชี้ของทักษะที่ต้องการวัดได้อย่างเหมาะสม ครูต้องก าหนดลักษณะหรือด้านที่จะ
23 ประเมินทักษะการปฏิบัติให้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ และเพียงพอที่จะท าให้ได้ผลการวัดที่สามารถ น าไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการวัดได้อย่างเหมาะสม 6.2.3 ก าหนดน้ าหนักความส าคัญของคุณลักษณะและเครื่องมือที่ใช้ คุณลักษณะที่ต้องการประเมินในการปฏิบัติงานแต่ละคุณลักษณะ อาจมี ความส าคัญไม่เท่ากัน ครูควรพิจารณาว่าจะใช้ตัวชี้วัดใดในการจัดการเรียนการสอน จะก าหนดน้ าหนัก ความส าคัญของคุณลักษณะแต่ละคุณลักษณะเท่าใด จะใช้เครื่องมือใดในการวัด และประเมินคุณลักษณะ แต่ละด้าน การก าหนดน้ าหนักความส าคัญอาจก าหนดเป็นร้อยละหรือคะแนนก็ได้ 6.2.4 ก าหนดประเด็นที่ต้องการประเมิน 6.2.5 ก าหนดงานและสถานการณ์ให้ผู้เรียนปฏิบัติ การวางแผนว่าจะใช้สถานการณ์ใดในการประเมินทักษะการปฏิบัติ เพื่อให้ ผู้เรียนแสดงทักษะที่ต้องการวัดออกมาได้ชัดเจนที่สุด ผู้ประเมินต้องก าหนดงานหรือสถานการณ์ให้ ผู้เรียนปฏิบัติ เพื่อประเมินทักษะการปฏิบัติในมิติหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ได้วางแผนไว้ สิ่งส าคัญก็คือ ผู้ประเมินต้องมีโอกาสได้สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด 6.3 การสร้างเครื่องมือประเมินการปฏิบัติ การประเมินการปฏิบัติเป็นกระบวนการตัดสินคุณค่าการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ และ ทักษะของผู้เรียน ซึ่งในกระบวนการประเมินการปฏิบัติงานต้องมีการปฏิบัติงานหรือแสดงกระบวนการ ปฏิบัติ การปฏิบัติงานต้องอาศัยกลไกการท างานของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ประสานสัมพันธ์ กัน การปฏิบัติงานควรมีการกระท าซ้ าหลายครั้ง และการปฏิบัติงานเป็นกระบวนการที่ท าให้เกิด การเรียนรู้ สุวิมล ว่องวาณิช (2546) การเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของเครื่องมือประเมินการปฏิบัติ และ การสร้างเครื่องมือประเมินการปฏิบัติประเภทต่าง ๆ จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับผู้ประเมิน ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเลือกใช้วิธีการประเมินและเครื่องมือประเมินการปฏิบัติได้เหมาะสม น ามาซึ่งผลการวัดที่ มีความตรง 6.4 ประเภทของเครื่องมือประเมินการปฏิบัติ เมื่อพิจารณาลักษณะของการประเมินการปฏิบัติที่สามารถท าได้โดยการเขียนตอบ การ ใช้สถานการณ์จ าาลอง และการใช้สถานการณ์จริง ซึ่งจ าเป็นต้องมีการออกแบบเครื่องมือประเมินการ ปฏิบัติ ที่มีคุณภาพ โดยสามารถจ าแนกเครื่องมือประเมินการปฏิบัติออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เครื่องมือประเภทที่ใช้การทดสอบและเครื่องมือประเภทที่ไม่ใช้การทดสอบ (สุวิมล ว่องวาณิช, 2546; กมลวรรณ ตังธนกานนท์, 2559) มีรายละเอียดดังนี้
24 6.4.1 เครื่องมือประเภทที่ใช้การทดสอบ เครื่องมือประเภทที่ใช้การทดสอบในการวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ คือ แบบทดสอบ (test) โดยประเภทของเครื่องมือวัดการปฏิบัติที่ใช้การทดสอบสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1.แบบทดสอบข้อเขียน (paper and pencil) แบบทดสอบข้อเขียนที่ใช้ใน การประเมินการปฏิบัติแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่ 1) แบบสอบวัดความรู้ในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ หรือวัดความรู้ เกี่ยวกับกฎหรือความรู้ทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ 2) แบบสอบที่ให้อธิบายกระบวนการท างานหรือกระบวนก าร แก้ปัญหา 2. แบบทดสอบปากเปล่า (oral test) ควรใช้เมื่อต้องการวัดผู้เรียนเป็น รายบุคคล โดยเฉพาะการวัดการมีส่วนร่วมในการท างานกลุ่ม หรือการตรวจสอบทักษะการปฏิบัติที่ ผู้เรียนแต่ละคนปฏิบัติต่างกัน 6.4.2 เครื่องมือประเภทที่ไม่ใช้การทดสอบ 1. แบบตรวจสอบรายการ มีลักษณะเป็นรายการที่ระบุพฤติกรรมหรือลักษณะ ที่บ่งชี้ทักษะส าคัญที่ต้องการวัด เพื่อให้ผู้ประเมิน/ครูระบุว่าผู้เรียนเกิดพฤติกรรมหรือลักษณะนั้น ๆ หรือไม่ 2. แบบประเมินค่า มีลักษณะเป็นรายการที่ระบุพฤติกรรมหรือลักษณะที่บ่งชี้ ทักษะส าคัญที่ต้องการวัด ให้ผู้ประเมินระบุระดับคุณภาพหรือความสมบูรณ์ของพฤติกรรมที่มุ่งวัดว่า ผู้เรียนอยู่ในระดับใด 3. เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค มีลักษณะเป็นระดับที่แสดงลักษณะของ การปฏิบัติงาน หรือระดับที่แสดงความส าเร็จของผลงานของทักษะการปฏิบัตินั้น ๆ จะต้องมีค าอธิบาย พฤติกรรมหรือลักษณะที่สะท้อนถึงทักษะพิสัยที่ประเมินในแต่ละระดับผลการประเมินก ากับเอาไว้ (ตั้งแต่ปรับปรุง จนถึง ดีมาก) เหมาะกับการประเมินทักษะที่มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากเป็น เกณฑ์ที่พิจารณาคุณภาพของสิ่งที่ประเมินแยกรายด้าน รายองค์ประกอบ หรือรายมิติ เกณฑ์การให้ คะแนนจะบรรยายคุณภาพของสิ่งที่ประเมินแยกรายองค์ประกอบลดหลั่นกันตามระดับคุณภาพจาก สูงสุดถึงต่ าสุด ถ้าองค์ประกอบ ด้าน หรือมิติที่พิจารณามีความส าคัญไม่เท่ากัน ครูสามารก าหนดน้ าหนัก ให้แก่เกณฑ์แต่ละด้านได้ตามความเหมาะสม และเป็นที่ยอมรับ เหมาะกับการประเมินความ ก้าวหน้า หรือกระบวนการ (formative evaluation) ที่ครูต้องให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาผู้เรียน ข้อจ ากัด คือ การประเมินมักใช้เวลานานกว่าการให้คะแนนแบบองค์รวม เนื่องจากการต้องพิจารณาแยก แต่ละองค์ประกอบ
25 6.5 ประเภทของเครื่องมือประเมินการปฏิบัติ 6.5.1 ความตรง (validity) โดยผู้ประเมินควรระมัดระวังไม่ให้เกิดความแปรปรวนจาก การวัด และประเมิน 2 ลักษณะ คือ - ความแปรปรวนจากการวัด และประเมินสิ่งที่ไม่เป็นตัวแทนของสิ่งที่วัด ซึ่ง เกิดจากการวัด และประเมินในประเด็นที่แคบเกินไป ไม่ครอบคลุมเนื้อหาหรือองค์ประกอบของทักษะที่ ต้อง การประเมิน - ความแปรปรวนจากการวัด และประเมินสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่วัด ซึ่งเกิด จากการวัด และประเมินในประเด็นที่กว้างเกินไป ท าให้การวัด และประเมินเนื้อหาหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับทักษะที่ต้องการประเมินมาด้วย 6.5.2 ความเที่ยง (reliability) เนื่องจากในการวัด และประเมินทักษะการปฏิบัติซึ่ง เครื่องมือส่วนใหญ่เป็นแบบสังเกต ที่ต้องใช้เวลาในการวัดค่อนข้างนาน จึงต้องอาศัยผู้ประเมินหลายคน มาร่วมท าการวัด และประเมิน ดังนั้นจึงอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความเที่ยงระหว่างผู้ประเมินได้ เพื่อ แก้ปัญหาดังกล่าว ผู้ประเมินต้องมีความเข้าใจถึงเกณฑ์การประเมินพฤติกรรมให้ตรงกัน และท าการ ตรวจสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประเมินก่อนด าเนินการวัด และประเมินผลจริง 6.5.3 ความเป็นปรนัย (objectivity) การที่ครูจะสร้างเครื่องมือวัด และประเมินทักษะ การปฏิบัติให้มีความเป็นปรนัยนั้น ครูต้องสร้างรายการพฤติกรรมในการสังเกตให้มีความเด่นชัดเป็น รูปธรรม ผู้ประเมินอ่านแล้วเข้าใจได้ตรงกัน ทั้งค าสั่ง ค าชี้แจง พฤติกรรมที่สังเกตรวมถึงการให้คะแนนและ การแปลผล 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิยะดา ลาสอน (2552) ได้ศึกษาการพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องภาษาท่า และนาฏยศัพท์ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการน าวีดิทัศน์มาเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน น าเสนอเนื้อหา ของบทเรียน เป็นการจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ นักเรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนมากที่สุด การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องภาษาท่า และนาฏยศัพท์ โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ หาประสิทธิภาพสื่อวีดิทัศน์ประกอบแผนการจัดการ เรียนการเรียนรู้หาค่าดัชนีประสิทธิผลแผนการเรียนรู้ ศึกษาความสามารถการปฏิบัติภาษาท่านาฏยศัพท์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านทุ่งทอง จ านวน 15 คน ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2551 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภาษาท่า และนาฏยศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ จ านวน 6 แผน
26 แบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ เรื่องภาษาท่า และนาฏยศัพท์ ชนิด 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องภาษาท่า และ นาฏยศัพท์ โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล มีความสามารถในการปฏิบัติภาษาท่าและนาฏยศัพท์มากขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถน าไปใช้ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะได้ นิสา เมลานนท์ (2553) การวิจัยนี้ผู้วิจัยได้พัฒนานวัตกรรมการสอนวิชานาฏศิลป์เรื่องนาฏลีลา นาฏยศัพท์ ซึ่งจุดเด่นของนวัตกรรมนี้เป็นการฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์ของนาฏศิลป์ไทย(ละคร)แต่ละค าด้วย เพลงที่มีเนื้อเพลงเป็นกลอนสุภาพมีสัมผัสคล้องจองได้ความหมาย แต่ละเพลงขับร้อง และบรรเลงด้วยวง ปี่พาทย์โดยใช้ท านองเพลงไทยที่ไพเราะคุ้นหู อันจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะเพราะได้ปฏิบัตินาฏยศัพท์แต่ ละค าซ้ า และได้รับความเพลิดเพลินด้วยเสียงเพลงขณะปฏิบัติ ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาประสิทธิภาพ ของนวัตกรรม “นาฏลีลานาฏยศัพท์” โดยใช้วิธีสอนปฏิบัตินาฏศิลป์ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติ ของซิมพ์ซัน(Sympson) ส าหรับนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์และการละคร และสาขาวิชานาฏดุริยางค ศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 นัฏนุช ชวนใช (2557) การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถการปฏิบัติภาษาท่า และนาฏย ศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสาระนาฏศิลป์ โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสามารถในการปฏิบัติภาษาท่า และนาฏยศัพท์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดย ใช้สื่อวีดิทัศน์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอ เวนต์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จ านวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจ านวน55 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภาษาท่าและนาฏยศัพท์ โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ 12 คาบ 2) สื่อวีดิ ทัศน์ประกอบการสอน เรื่องภาษาท่า และนาฏยศัพท์ จ านวน 6 ชุด ชุดละ 10 นาที 3) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภาษาท่า และนาฏยศัพท์ แบบปรนัยแบบ 4 ตัวเลือกจ านวน 30 ข้อ 4) แบบสังเกตการปฏิบัติกิจกรรมนาฏศิลป์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จ านวน 3 ตอน 60 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าเฉลี่ย และร้อยละของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ คะแนนจากแบบสังเกตการปฏิบัติกิจกรรมนาฏศิลป์ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยสื่อวีดิทัศน์ ประกอบการสอนแล้วน ามาเปรียบเทียบความก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า 1) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภาษาท่า และนาฏยศัพท์ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อวีดิ ทัศน์ประกอบการสอนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน โดยก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 6.90 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 23.00 และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 25.27 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.23 2) มีความสามารถในการปฏิบัติ ภาษา ท่า และนาฏยศัพท์หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ประกอบการสอนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน โดย ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 18.27 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 38.06 และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 41.83 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 87.14
27 ปทุมทิพย์ ยีรัมย์ (2561) การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะทางนาฏศิลป์เพลงงามแสงเดือน โดยใช้ สื่อวีดิทัศน์ช่วยสอนในเวลาเรียน และนอกเวลาเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 ระหว่างก่อน และหลังการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ช่วยสอนในชั่วโมง และนอกชั่วโมงเรียน 2) เพื่อพัฒนาทักษะนาฏศิลป์ไทยของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 3) เพื่อ ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ช่วยสอนในชั่วโมงเรียน และ นอกชั่วโมงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/12 โรงเรียนปราจีนกลัยาณี ต าบลหน้าเมือง อ าเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2561 จ านวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น ส าคัญ โดยการใช้เนื้อหาในรายวิชาศิลปะ 2 เรื่องร าวงมาตรฐานเพลงงามแสงเดือน จ านวน 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 4 ชั่วโมง 2) สื่อวีดิทัศน์การฝึกปฏิบัติท่าร าวงมาตรฐานเพลงงามแสง เดือน 3) แบบประเมินคะแนนการปฏิบัติท่าร าก่อน และหลังการใช้สื่อวีดิทัศน์ เรื่องร าวงมาตรฐานเพลง งามแสงเดือน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจการใช้สื่อวีดิทัศน์ช่วยสอนในชั่วโมง และนอกชั่วโมงเรียน เรื่องร าวงมาตรฐานเพลงงามแสงเดือน ผลการวิจัยพบว่า เรื่องร าวงมาตรฐาน ก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้ โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ช่วยสอนในชั่วโมงเรียน และนอกชั่วโมงเรียนพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลการ เรียนรู้ หลังการจัดสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ตั้งไว้ โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลการเรียนรู้ หลังการจัดการเรียนรู้ เฉลี่ย (X= 15.00,S.D. = 0.51) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ (X= 8.10,S.D. = 1.01) ความสามารถในทักษะการปฏิบัติท่าร าอยู่ในระดับดี ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะทางนาฏศิลป์ พบว่านักเรียนเห็น ด้วยระดับมาก โดยในด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ คือ นักเรียนได้ท างาน และปฏิบัติกิจกรรม ร่วมกับเพื่อน ๆ เมื่อพิจารณาด้านการจัดการเรียนรู้ท าให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดที่สูงขึ้น อดิศักดิ์ โคตรชุม (2562) การวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์ เพื่อประกอบการเรียนรู้รายวิชา การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจัดและตกแต่งสวน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อวีดิทัศน์ เพื่อประกอบการเรียนรู้รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจัดและตกแต่งสวน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ เพื่อประกอบการเรียนรู้ รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจัดและตกแต่งสวน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3) ศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ เพื่อประกอบการเรียนรู้รายวิชาการงาน อาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจัดและตกแต่งสวน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อวีดิทัศน์ ประกอบการเรียนรู้รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจัดและตกแต่งสวน ชั้นมัธยมศึกษาปี
28 ที่ 2 จ านวน 8 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เรียนรู้การปลูกพืชทั่วไป ชุดที่ 2 พืชพลังงานแห่งชีวิต ชุดที่ 3 พืช สวยงามลดโลกร้อน ชุดที่ 4 มาปลูกพืชผักกันเถอะ ชุดที่ 5 ตกแต่งสวนสวยด้วยพืชผัก ชุดที่ 6 บรรยากาศ บ้านน่าอยู่ ชุดที่ 7 การจัดตกแต่งภายในบ้าน ชุดที่ 8 การดูแลรักษาเครื่องเรื่อนเครื่องใช้ในบ้านมี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.71/84.51 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การจัดและตกแต่งสวน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อวิดีทัศน์แตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 โดยหลังใช้สื่อ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน และ 3) นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ เพื่อประกอบการเรียนรู้ รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจัดและตกแต่งสวน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 3.71) บทที่3
29 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยการใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อ าเภอมือง จังหวัดหนองคาย ผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวนนักเรียน 256 คน 1.2 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 นักเรียนจ านวน 1 ห้อง จ านวน 30 คน ซึ่งได้โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง 2. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีแบบแผนการทดลอง คือ การทดลองแบบกลุ่ม ตัวอย่าง 1 กลุ่ม และมีการทดสอบหลังการทดลองครั้งเดียว (One – group posttest – only design) (McMillian and Schumacher, 1997 อ้างถึงใน ภัทราพร เกษสังข์, 2549) รูปแบบ Group Treatment Posttest A X O Time ภาพประกอบที่ 1 แบบแผนการทดลอง
30 เมื่อก าหนดให้ A แทน กลุ่มของหน่วยตัวอย่าง O แทน สิ่งที่วัดได้จากการวัดหลังการทดลอง X แทน สิ่งที่จัดกระท า 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์, สื่อวีดี ทัศน์ประกอบการสอนเรื่อง ภาษาท่า, แบบประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคลโดยครู, แบบประเมิน ทักษะการปฏิบัติรายบุคคลโดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 5 คน, แบบประเมินเครื่องมือการ วัดประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า โดยผู้เชี่ยวชาญ 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ 4.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิชาศิลปะ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4.1.2 ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสื่อวีดีทัศน์ 4.1.3 ศึกษาหนังสือ และเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่อง ภาษาท่า 4.1.4 ศึกษาองค์ประกอบ และขั้นตอนการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ 4.1.5 ด าเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ตาม ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ที่ได้ศึกษา ดังนี้ 1. วิเคราะห์ค าอธิบายรายวิชา เพื่อประโยชน์ในการก าหนดหน่วยการเรียนรู้ และรายละเอียดของแต่ละหัวข้อของแผนการจัดเรียนรู้ 2. วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชา และมาตรฐานรายวิชา เพื่อน ามาเขียนเป็น จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ ทักษะ / กระบวนการ เจตคติ และ ค่านิยม 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ โดยเลือก และขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้อง กับผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น รวมทั้งวิทยาการ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 4. วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กิจกรรมการเรียนรู้) โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ 5. วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้วิธีการวัด และประเมินผลที่ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
31 6. วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้ และแหล่งการเรียนรู้ ทั้งใน และนอกห้องเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ จัดท าแผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ เรื่องภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 4.1.6 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบ และให้ ค าแนะน าในด้านผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา สาระการเรียนรู้ รูปแบบการเขียนแผนกระบวนการ เรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล จากนั้นน ามาแก้ไขในส่วนที่บกพร่อง 4.1.7 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ พิมพ์เป็น ฉบับที่สมบูรณ์ เพื่อน าไปใช้จริง 4.2 การสร้างแบบประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคลเรื่อง ภาษาท่า 4.2.1 ศึกษาเอกสาร และหนังสือ เกี่ยวกับการสร้างแบบประเมิน 4.2.2 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้วิชาศิลปะ เพื่อสร้างแบบ ประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคล 4.2.3 สร้างแบบประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคล 4.2.4 น าแบบประเมินทักษะที่ได้ไปตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน ผลการ วิเคราะห์พบว่า แบบประเมินทักษะอยู่ในระดับคุณภาพเหมาะสมมากที่สุด 4.2.5 น าข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแบบประเมินทักษะการปฏิบัติ รายบุคคล 4.3 การสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า 4.3.1 การสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ก าหนดเนื้อหาเรื่อง ภาษาท่า - ความหมายของภาษาท่า - ลักษณะของภาษาท่า - การปฏิบัติภาษาท่า 1) ภาษาท่าที่ใช้แทนค าพูด เช่น ท่าตัวเรา ท่าเธอ ท่าปฏิเสธ ท่ามา ท่าไป 2) ภาษาท่าที่ใช้แทนอิริยาบถหรือกิริยาอาการ เช่น ท่ายืน ท่าเดิน 3) ภาษาท่าที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ท่าดีใจ ท่า ร้องไห้ ท่าเศร้าโศก ท่าอาย ท่ารัก
32 2. หาบุคคลต้นแบบในการปฏิบัติภาษาท่า นายวิธวัฒน์ สมรัตน์ 3. ท าการอัดคลิปการปฏิบัติภาษาท่า 4. ท าการตัดต่อสื่อวีดีทัศน์ 4.3.2 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความ เหมาะสม และให้ค าแนะน า 4.3.3 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า มาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4.3.4 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า พร้อมด้วยแบบประเมินเครื่องมือการวัด ประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า เสนอผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ และ เสนอแนะในด้านวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ เนื้อหา สาระการเรียนรู้ รูปแบบการจัดท าสื่อวีดีทัศน์ 4.3.5 ปรับปรุงแก้ไขสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้ว น าไปใช้จริง 4.3.6 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ไปทดลองใช้สอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 จ านวน 45 คน 4.3.7 น าข้อมูลที่เก็บได้ไปวิเคราะห์เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์ พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 มีค่าเท่ากับ 82.8/86.9 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 4.3.8 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 4.3.9 น าข้อมูลที่เก็บได้ไปวิเคราะห์เพื่อตอบตามวัตถุประสงค์การวิจัยต่อไป 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5.1 ก่อนด าเนินการทดลอง ผู้วิจัยท าการทบทวนความรู้พื้นฐานการปฏิบัติทักษะภาษาท่า กับ นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 5.2 ด าเนินการสอนตามแผนการสอน 5.3 เมื่อท าการสอน และให้นักเรียนแสวงหาข้อมูลสร้างความรู้ด้วยตนเองแล้ว ครูท าการสังเกต พฤติกรรมการปฏิบัติทักษะภาษาท่าของนักเรียน จากนั้นท าการประเมินทักษะการปฏิบัติเรื่อง ภาษาท่า ระหว่างเรียนโดยครู เพื่อน าข้อมูลไปพิจารณา และตรวจสอบ
33 5.4 จากนั้นท าการทดสอบด้วยการปฏิบัติทักษะภาษาท่าหลังเรียน ซึ่งประเมินโดยครู และ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (จ านวน 5 คน) โดยการทดสอบหลังเรียนเป็นการทดสอบภาษาท่าแบบ เดียวกับการทดสอบระหว่างเรียน 5.5 น าข้อมูลที่เก็บได้ไปวิเคราะห์เพื่อตอบตามวัตถุประสงค์การวิจัยต่อไป 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยได้จ าแนกผลการวิเคราะห์ออกเป็น ดังนี้ 6.1 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย 6.2 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์ เรื่องภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ตามเกณฑ์ 80/80 6.3 การวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยการน าคะแนนที่ ได้จากการปฏิบัติมาค านวณหาค่าร้อยละ แล้วน าข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามเกณฑ์มาตรฐาน 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 7.1 สถิติพื้นฐาน สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเพื่อด าเนินการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 7.1.1 ร้อยละ (Percentage) ร้อยละ หมายถึง ค่าที่แสดงข้อมูลทั้งหมดเทียบให้เป็น ฐาน 100 หน่วย ภัทราพร เกษสังข์ (2559) สูตรที่ใช้ในการค านวณ 100 จำ นวนข ้ อม ู ลทั้ งหมด จำ นวนข ้ อม ู ลท ี่ศ ึ กษำ ร ้ อยละ 7.1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean : ) ค่าเฉลี่ย หมายถึง ผลรวมของคะแนนของข้อมูลทั้งชุด ( ∑ ) หารด้วยจ านวนข้อมูลของคะแนนชุดนั้น (n) ภัทราพร เกษสังข์(2559) สูตรที่ใช้ในการค านวณ
34 ̅ = ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมคะแนนดิบ n แทน จ านวนคนทั้งหมด 7.2 การหาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4s ค านวณ โดยใช้สูตร ดังนี้E1 /E2 กระทรวงศึกษาธิการ (2545) ∑ x/N E1= × 100 A เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ x แทน ผลรวมคะแนนที่ได้จากการวัดระหว่างเรียน N แทน จ านวนผู้เรียน A แทน คะแนนการวัดผลระหว่างเรียน ∑ F/N E2 = × 100 B เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ F แทน ผลรวมคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน N แทน จ านวนผู้เรียน B แทน คะแนนเต็มผลการสอบหลังเรียน โดยสรุปวิธีการค านวณหาประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์ท าโดยใช้สูตร E1 /E2
35 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยการใช้สื่อ วีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อ าเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล มีรายละเอียดดังนี้ 1. ล าดับขั้นการน าเสนอข้อมูล 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1 ล าดับขั้นการน าเสนอข้อมูล ผู้วิจัยน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับขั้น ดังนี้ 1.1 ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 1.2 การวิเคราะห์การสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.3 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้ สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ตารางที่1 แสดงข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา รายการ ความถี่ ร้อยละ 1. เพศ 1.1 ชาย 1.2 หญิง 14 16 45 55 รวม 30 100 จากตารางที่ 1 แสดงข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา พบว่านักเรียนที่เป็น กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 55 และนักเรียนชายคิดเป็นร้อยละ 45 จากนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง
36 2.2 การวิเคราะห์การสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน หนองคายวิทยาคาร มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตารางที่2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ¼ จ านวนนักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนที่ได้ คะแนนเฉลี่ย E_1 30 20 16.6 82.8 E_2 30 20 17.4 86.9 จากตารางที่ 2 พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของสื่อวีดิทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 มีค่าเท่ากับ 82.8/86.9 แสดงว่า สื่อวีดิทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 4.2.3 ผลการวิเคราะห์การประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคล(ระหว่างเรียน) โดยครู เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร จ านวน 30 คน ตารางที่3 ผลการวิเคราะห์การประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคล(ระหว่างเรียน) โดยครู เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ความถูกต้องของท่า 5 ความกล้าแสดงออก 5 ความสวยงาม 5 อารมณ์ของผู้แสดง 5 เกณฑ์การประเมิน การประเมินร้อยละ 60 ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ การประเมินต่ ากว่าร้อยละ 60 ไม่ผ่านเกณฑ์
37 ล าดับที่ ความ ถูกต้อง ของท่า ความกล้า แสดงออก ความ สวยงาม อารมณ์ ของผู้ แสดง รวม ร้อยละ ผ่าน/ไม่ ผ่าน 1 4 4 3 4 15 75% ไม่ผ่าน 2 5 5 4 5 19 95% ผ่าน 3 4 5 2 4 15 75% ไม่ผ่าน 4 4 4 3 3 14 70% ไม่ผ่าน 5 5 5 3 3 16 80% ผ่าน 6 4 4 3 4 15 75% ไม่ผ่าน 7 4 4 3 3 14 70% ไม่ผ่าน 8 5 4 3 4 16 80% ผ่าน 9 4 4 3 4 15 75% ไม่ผ่าน 10 5 4 2 4 15 75% ไม่ผ่าน 11 5 4 3 4 16 80% ผ่าน 12 5 5 3 4 17 85% ผ่าน 13 4 4 3 4 15 75% ไม่ผ่าน 14 4 4 3 4 15 75% ไม่ผ่าน 15 4 5 3 4 16 80% ผ่าน 16 4 5 4 5 18 90% ผ่าน 17 4 4 2 4 14 70% ไม่ผ่าน 18 4 5 3 4 16 80% ผ่าน 19 5 4 3 4 16 80% ผ่าน 20 4 4 3 4 15 75% ไม่ผ่าน 21 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 22 4 4 3 3 14 70% ไม่ผ่าน 23 4 5 4 4 17 85% ผ่าน 24 4 5 4 5 18 90% ผ่าน 25 4 5 4 5 18 90% ผ่าน 26 4 5 3 5 17 85% ผ่าน
38 27 4 5 3 4 16 80% ผ่าน 28 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 29 4 4 3 4 15 75% ผ่าน 30 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 4.2.4 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้ สื่อวีดิ ทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ตารางที่4 ผลการวิเคราะห์การประเมินทักษะการปฏิบัติ(หลังเรียน) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 เรื่อง ภาษาท่า ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 ความถูกต้องของท่า 5 ความกล้าแสดงออก 5 ความสวยงาม 5 อารมณ์ของผู้แสดง 5 ล าดับที่ ความ ถูกต้อง ของท่า ความกล้า แสดงออก ความ สวยงาม อารมณ์ ของผู้ แสดง คะแนน รวม ร้อยละ ผ่าน/ไม่ ผ่าน 1 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 2 5 5 5 5 20 100% ผ่าน 3 4 5 4 4 17 85% ผ่าน 4 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 5 5 5 4 4 18 90% ผ่าน 6 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 7 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 8 5 4 4 4 17 85% ผ่าน 9 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 10 4 4 4 4 16 80% ผ่าน
39 11 5 4 4 5 18 90% ผ่าน 12 5 5 3 4 17 85% ผ่าน 13 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 14 5 4 4 5 18 90% ผ่าน 15 4 5 3 4 16 80% ผ่าน 16 4 5 4 5 18 90% ผ่าน 17 5 4 4 5 18 90% ผ่าน 18 4 5 4 4 17 85% ผ่าน 19 5 4 4 4 17 85% ผ่าน 20 5 4 4 5 18 90% ผ่าน 21 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 22 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 23 4 5 4 4 17 85% ผ่าน 24 4 5 4 5 18 90% ผ่าน 25 4 5 4 5 18 90% ผ่าน 26 4 5 3 5 17 85% ผ่าน 27 4 5 3 4 16 80% ผ่าน 28 4 4 4 4 16 80% ผ่าน 29 4 5 4 5 18 90% ผ่าน 30 4 5 4 4 17 85% ผ่าน เกณฑ์การประเมิน การประเมินร้อยละ 80 ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ การประเมินต่ ากว่าร้อยละ 80 ไม่ผ่านเกณฑ์ ผลการวิเคราะห์การประเมินการพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดิ ทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคารวิทยาคาร จ านวน 30 คน จากตารางสรุปได้ ว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 30 คน ซึ่งมีคะแนน 80 % ขึ้นไป
40 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร อ าเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย สรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 2.2 เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 สมมติฐานการวิจัย 3.1 ผลการสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคาย วิทยาคาร มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3.2 ผลการพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 วิธีด าเนินการวิจัย 1. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวนนักเรียน 256 คน 1.2 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 นักเรียนจ านวน 1 ห้อง จ านวน 30 คน ซึ่งได้โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง 2. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีแบบแผนการทดลอง คือ การทดลองแบบกลุ่ม ตัวอย่าง 1 กลุ่ม และมีการทดสอบหลังการทดลองครั้งเดียว (One – group posttest – only design) (McMillian and Schumacher, 1997 อ้างถึงใน ภัทราพร เกษสังข์, 2549)
41 รูปแบบ Group Treatment Posttest A X O Time ภาพประกอบที่ 1 แบบแผนการทดลอง เมื่อก าหนดให้ A แทน กลุ่มของหน่วยตัวอย่าง O แทน สิ่งที่วัดได้จากการวัดหลังการทดลอง X แทน สิ่งที่จัดกระท า 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์, สื่อวีดี ทัศน์ประกอบการสอนเรื่อง ภาษาท่า, แบบประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคลโดยครู, แบบประเมิน ทักษะการปฏิบัติรายบุคคลโดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 5 คน, แบบประเมินเครื่องมือการ วัดประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า โดยผู้เชี่ยวชาญ 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ 4.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิชาศิลปะ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4.1.2 ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสื่อวีดีทัศน์ 4.1.3 ศึกษาหนังสือ และเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่อง ภาษาท่า 4.1.4 ศึกษาองค์ประกอบ และขั้นตอนการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ 4.1.5 ด าเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ตาม ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ที่ได้ศึกษา ดังนี้
42 1. วิเคราะห์ค าอธิบายรายวิชา เพื่อประโยชน์ในการก าหนดหน่วยการเรียนรู้ และรายละเอียดของแต่ละหัวข้อของแผนการจัดเรียนรู้ 2. วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชา และมาตรฐานรายวิชา เพื่อน ามาเขียนเป็น จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ ทักษะ / กระบวนการ เจตคติ และ ค่านิยม 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ โดยเลือก และขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้อง กับผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น รวมทั้งวิทยาการ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 4. วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กิจกรรมการเรียนรู้) โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ 5. วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้วิธีการวัด และประเมินผลที่ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 6. วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้ และแหล่งการเรียนรู้ ทั้งใน และนอกห้องเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ จัดท าแผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ โดยใช้สื่อวีดีทัศน์เรื่องภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 4.1.6 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบ และให้ ค าแนะน าในด้านผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา สาระการเรียนรู้ รูปแบบการเขียนแผนกระบวนการ เรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล จากนั้นน ามาแก้ไขในส่วนที่บกพร่อง 4.1.7 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ พิมพ์เป็น ฉบับที่สมบูรณ์ เพื่อน าไปใช้จริง 4.2 การสร้างแบบประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคลเรื่อง ภาษาท่า 4.2.1 ศึกษาเอกสาร และหนังสือ เกี่ยวกับการสร้างแบบประเมิน 4.2.2 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้วิชาศิลปะ เพื่อสร้างแบบ ประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคล 4.2.3 สร้างแบบประเมินทักษะการปฏิบัติรายบุคคล 4.2.4 น าแบบประเมินทักษะที่ได้ไปตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน ผลการ วิเคราะห์พบว่า แบบประเมินทักษะอยู่ในระดับคุณภาพเหมาะสมมากที่สุด 4.2.5 น าข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแบบประเมินทักษะการปฏิบัติ รายบุคคล 4.3 การสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า 4.3.1 การสร้างสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้
43 1. ก าหนดเนื้อหาเรื่อง ภาษาท่า - ความหมายของภาษาท่า - ลักษณะของภาษาท่า - การปฏิบัติภาษาท่า 1) ภาษาท่าที่ใช้แทนค าพูด เช่น ท่าตัวเรา ท่าเธอ ท่าปฏิเสธ ท่ามา ท่าไป 2) ภาษาท่าที่ใช้แทนอิริยาบถหรือกิริยาอาการ เช่น ท่ายืน ท่าเดิน 3) ภาษาท่าที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ท่าดีใจ ท่า ร้องไห้ ท่าเศร้าโศก ท่าอาย ท่ารัก 2. หาบุคคลต้นแบบในการปฏิบัติภาษาท่า นายวิธวัฒน์ สมรัตน์ 3. ท าการอัดคลิปการปฏิบัติภาษาท่า 4. ท าการตัดต่อสื่อวีดีทัศน์ 4.3.2 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความ เหมาะสม และให้ค าแนะน า 4.3.3 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า มาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4.3.4 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า พร้อมด้วยแบบประเมินเครื่องมือการวัด ประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า เสนอผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ และ เสนอแนะในด้านวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ เนื้อหา สาระการเรียนรู้ รูปแบบการจัดท าสื่อวีดีทัศน์ 4.3.5 ปรับปรุงแก้ไขสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้ว น าไปใช้จริง 4.3.6 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ไปทดลองใช้สอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 จ านวน 30 คน 4.3.7 น าข้อมูลที่เก็บได้ไปวิเคราะห์เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์ พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 มีค่าเท่ากับ 82.8/86.9 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 4.3.8 น าสื่อวีดีทัศน์เรื่อง ภาษาท่า ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 4.3.9 น าข้อมูลที่เก็บได้ไปวิเคราะห์เพื่อตอบตามวัตถุประสงค์การวิจัยต่อไป
44 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5.1 ก่อนด าเนินการทดลอง ผู้วิจัยท าการทบทวนความรู้พื้นฐานการปฏิบัติทักษะภาษาท่า กับ นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 5.2 ด าเนินการสอนตามแผนการสอน 5.3 เมื่อท าการสอน และให้นักเรียนแสวงหาข้อมูลสร้างความรู้ด้วยตนเองแล้ว ครูท าการสังเกต พฤติกรรมการปฏิบัติทักษะภาษาท่าของนักเรียน จากนั้นท าการประเมินทักษะการปฏิบัติเรื่อง ภาษาท่า ระหว่างเรียนโดยครู เพื่อน าข้อมูลไปพิจารณา และตรวจสอบ 5.4 จากนั้นท าการทดสอบด้วยการปฏิบัติทักษะภาษาท่าหลังเรียน ซึ่งประเมินโดยครู และ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (จ านวน 5 คน) โดยการทดสอบหลังเรียนเป็นการทดสอบภาษาท่าแบบ เดียวกับการทดสอบระหว่างเรียน 5.5 น าข้อมูลที่เก็บได้ไปวิเคราะห์เพื่อตอบตามวัตถุประสงค์การวิจัยต่อไป 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยได้จ าแนกผลการวิเคราะห์ออกเป็น ดังนี้ 6.1 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย 6.2 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์ เรื่องภาษาท่า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ตามเกณฑ์ 80/80 6.3 การวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการปฏิบัติทางนาฏศิลป์เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยการน าคะแนนที่ ได้จากการปฏิบัติมาค านวณหาค่าร้อยละ แล้วน าข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามเกณฑ์มาตรฐาน 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 7.1 สถิติพื้นฐาน สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเพื่อด าเนินการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 7.1.1 ร้อยละ (Percentage) ร้อยละ หมายถึง ค่าที่แสดงข้อมูลทั้งหมดเทียบให้เป็น ฐาน 100 หน่วย ภัทราพร เกษสังข์ (2559) สูตรที่ใช้ในการค านวณ 100 จำ นวนข ้ อม ู ลทั้ งหมด จำ นวนข ้ อม ู ลท ี่ศ ึ กษำ ร ้ อยละ
45 7.1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean : ) ค่าเฉลี่ย หมายถึง ผลรวมของคะแนนของข้อมูลทั้งชุด ( ∑ ) หารด้วยจ านวนข้อมูลของคะแนนชุดนั้น (n) ภัทราพร เกษสังข์(2559) สูตรที่ใช้ในการค านวณ ̅ = ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมคะแนนดิบ n แทน จ านวนคนทั้งหมด 7.2 การหาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ค านวณ โดยใช้สูตร ดังนี้ E1 /E2 กระทรวงศึกษาธิการ (2545) ∑ x/N E1= × 100 A เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ x แทน ผลรวมคะแนนที่ได้จากการวัดระหว่างเรียน N แทน จ านวนผู้เรียน A แทน คะแนนการวัดผลระหว่างเรียน ∑ F/N E2 = × 100 B เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ F แทน ผลรวมคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน N แทน จ านวนผู้เรียน
46 B แทน คะแนนเต็มผลการสอบหลังเรียน โดยสรุปวิธีการค านวณหาประสิทธิภาพของสื่อวีดีทัศน์ท าโดยใช้สูตร E1 /E2 สรุปผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ที่เรียนด้วย สื่อวี ดีทัศน์ภาษาท่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ผลการวิเคราะห์ก่อนเรียน การปฏิบัติภาษาท่าโดยใช้สื่อวีดี ทัศน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 จ านวน 30 คน และไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 จ านวน 0 คน และผลการวิเคราะห์หลังเรียนการปฏิบัติภาษาท่าโดยใช้สื่อวี ดีทัศน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียหนองคายวิทยาคาร ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จ านวน 30 คน เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้เบื้องต้น การอภิปรายผล ผลการศึกษาการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การปฏิบัติภาษาท่าโดยใช้สื่อวีดีทัศน์ วิชาศิลปะ เรื่อง นาฏยศัพท์และภาษาท่าส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 มีประเด็นในการน ามาอภิปรายผล ตามล าดับ ดังนี้ การจัดกิจกรรมการการปฏิบัติภาษาท่าโดยใช้สื่อวีดีทัศน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียหนองคายวิทยาคาร ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.8/86.9 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ก าหนด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้วิจัย ได้ผ่านกระบวนการ ขั้นตอน ในการสร้างอย่างมีระบบและวิธีการเขียนแผนที่ดี มีการน าไปใช้ทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาความเหมาะสม ของเวลาในการจัดการ เรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ แล้วน าไปจัดท าแผนและสื่อประกอบการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ ประกอบกับ แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดท าขึ้น เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด โดย มีผู้สอนเป็นผู้ให้ค าแนะน าส่งเสริมหรือกระตุ้นให้กิจกรรมที่เรียน ด าเนินการเป็นไปตามจุดประสงค์การ เรียนรู้ที่ก าหนดไว้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 ที่เรียน เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้การการปฏิบัติภาษาท่าโดยใช้สื่อ วีดีทัศน์ มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดเรียนรู้โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ ที่ สร้างขึ้น ผ่านวิธีสร้างที่เป็นระบบ มีกิจกรรมเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการ ปฏิบัติกิจกรรมอย่างชัดเจน เป็น กิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้คิดเป็น ท าเป็น แก้ปัญหาเป็น จึงเป็น สาเหตุหนึ่งที่ท าให้นักเรียนเกิด ความกระตือรือร้นในการปฏิบัติกิจกรรม ส่งผลให้กิจกรรมบรรลุ วัตถุประสงค์ นักเรียนเกิดการเรียนรู้