นาฏศลิ ป์ไทยและนาฏศิลป์สากล
ณฐั ณิชา ขจดั ภัย กลมุ่ 29 เลขท่ี 2
องั สมุ ากร ไขก่ ลิ่น กลุ่ม29 เลขท่ี 8
รายงงานนี้เปน็ สว่ นหนง่ึ ของการศึกษาวชิ าการค้นควา้ และการเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ
สาขานาฏศลิ ปไ์ ทยศกึ ษา คณะศลิ ป์กรรมศาสตร์
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
ก
คำนำ
รายงานฉบับนีจ้ ัดทำข้ึนเพื่อปฏิบัติการเขียนรายงานการค้นคว้าท่ีถกตอ้ งอย่างเป็นระบบ อันเป็น
สว่ นหนงึ่ ของการศึกษารายวชิ า 01-210-017 การค้นคว้าและการเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ ซง่ึ จะนำไปใช้
ในการทำรายงานค้นคว้าสำหรับรายวิชาอื่นได้อีกต่อไป การที่ผู้จัดทำเลือกทำเรื่อง “นาฏศิลป์ไทยและ
นาฏศิลปส์ ากล” เนือ่ งจากปัจจบุ ันนาฏศลิ ปไ์ ทยได้เริ่มจางหายไป คณะผ้จู ัดทำจงึ รวบรวมเนื้อหาเก่ียวกับ
นาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากลเพื่อนำมาเผยแพร่องค์ความรู้ของเนื้อหา ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่าง
มากทจี่ ะตอ้ งนำเสนอความร้คู วามเขา้ ใจเก่ยี วกบั นาฏศลิ ปไ์ ทยและนาฏศลิ ปส์ ากล
รายงานเล่มน้ีกล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับ ความหมาย องค์ประกอบและการกำเนิดของนาฏศิลป์
ไทย นาฏศิลป์สากลจึงเกิดขึ้นจากธรรมชาติ เริ่มจากมนุษยชาติแสดงออกทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่มี
ระบบและงดงามขึ้นมาพร้อมกับธรรมชาติของมนุษย์ หรือพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่เรียกว่า ภาษา
ท่าทาง เขน่ อารมณ์ ความร้สู กึ กระทำตา่ งๆ ได้พัฒนามาเป็นการรำ ฟ้อน โขน ละคร เป็นต้น
ขอขอบคุณผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ท่ีกรุณาให้ความรู้และคำแนะนำโดยตลอด
และขอขอบคุณสื่อเทคโนโลยีสานสนเทศ ที่ให้ความสะดวกในการค้นหาข้อมูล รวมไปถึงท่านเจ้าของ
หนังสอื บทความ เว็บไซตต์ ่างๆ ที่ผู้เขยี นใช้อ้างองิ ทุกท่าน หามขี ้อบกพรอ่ งประการใด ผู้เขียนข้อน้อมรับ
ไว้เพอ่ื ปรบั ปรุงตอ่ ไป
นางสาวณฐั ณิชา ขจดั ภัย
นางสาวอังสุมากร ไขก่ ลิน่
21 ตลุ าคม 2564
ข
สารบญั
หนา้
คำนำ………………………………………………………………………………………………………………………………………..ก
บทท่ี
1. บทนำ……………………………………………………………………………………………………………………………………1
1.1 ทม่ี าของนาฏศลิ ป์ และนาฏศลิ ป์ไทย………………………………………………………………………………….1
1.2 ประวตั คิ วามเป็นมาของนาฏศลิ ปไ์ ทย และนาฏศลิ ป์สากล…………………………………………………….4
1.3 ประวตั ขิ องคัมภรี ์นาฏยศาสตร…์ ………………………………………………………………………………………..8
1.4 ววิ ัฒนาการนาฏศลิ ปไ์ ทย…………………………………………………………………………………………………..9
2. ประเภทของนาฏศลิ ปไ์ ทย……………………………………………………………………………………………………….12
2.1 รำ………………………………………………………………………………………………………………………………..12
2.1.1 รำเดี่ยว………………………………………………………………………………………………………………..12
2.1.2 ค…ู่ ……………………………………………………………………………………………………………………..12
2.1.3 หมู่………………………………………………………………………………………………………………………12
2.2 ระบำ……………………………………………………………………………………………………………………………22
2.2.1 ระบำมาตรฐาน…………………………………………………………………………………………………….23
2.2.2 ระบำเบ็ดเตล็ด……………………………………………………………………………………………………..27
2.3 โขน………………………………………………………………………………………………………………………………38
2.3.1 ประเภทของโขน…………………………………………………………………………………………………..40
ค
สารบญั (ตอ่ )
2.4 ละคร……………………………………………………………………………………………………………………………41
2.4.1 ละครรำแบบมาตรฐานด้งั เดมิ …………………………………………………………………………………42
2.4.2 ละครที่ปรบั ปรงุ ขึน้ ใหม่………………………………………………………………………………………...42
3. เคร่ืองดนตรแี ละเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลปไ์ ทย และนาฏศลิ ปส์ ากล………………………………….44
3.1 ดนตรที ่ีใชป้ ระกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย……………………………………………………………………….44
3.1.1 ดนตรปี ระกอบการแสดงโขน-ละคร………………………………………………………………………..44
3.1.2 ดนตรีประกอบการแสดงรำและระบำมาตรฐาน………………………………………………………..44
3.1.3 ดนตรปี ระกอบการแสดงพนื้ เมือง……………………………………………………………………………44
3.2 เพลงไทยสำหรับประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย……………………………………………………………….45
3.2.1 เพลงไทยประกอบการแสดงโขน ละคร รำ และระบำมาตรฐาน………………………………….45
3.2.2 เพลงไทยประกอบการแสดงพ้ืนเมือง……………………………………………………………………….45
3.3 เครือ่ งดนตรปี ระกอบการแสดงนาฏศลิ ป์สากล…………………………………………………………………..46
3.3.1 เครื่องดนตรีท่ใี ชใ้ นการแสดงบลั เลต…์ ……………………………………………………………………..46
3.3.2 เครอ่ื งดนตรที ใ่ี ช้บรรเลงในการแสดงโอเปรา…………………………………………………………….46
3.3.3 เคร่อื งดนตรีท่ีใชบ้ รรเลงในการแสดงละครเพลงบรอดเวย…์ ……………………………………….46
3.4 เพลงประกอบการแสดงนาฏศิลปส์ ากล…………………………………………………………………………….47
3.4.1 เพลงประกอบการแสดงบัลเลต…์ ……………………………………………………………………………48
3.4.2 เพลงประกอบการแสดงโอเปรา……………………………………………………………………………..48
3.4.3 เพลงประกอบการแสดงละครเพลงบอรดเวย…์ ………………………………………………………..48
4. การแตง่ กายนาฏศลิ ปไ์ ทย 4 ภาค…………………………………………………………………………………………….50
4.1 การแต่งกายของภาคเหนือ………………………………………………………………………………………………50
ง
4.2 การแต่งกายของภาคกลาง………………………………………………………………………………………………50
4.3 การแต่งกายของภาคอีสาน……………………………………………………………………………………………..51
4.4 การแตง่ กายของภาคใต้…………………………………………………………………………………………………..51
5. สรปุ ……………………………………………………………………………………………………………………………………..53
1
บทที่ 1
บทนำ
นาฏศิลป์และนาฏศิลป์เป็นธรรมชาติแห่งการแสดงออกโดยสากลของมนุษย์ชาติ แสดงการออก
ทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีระบบและงดงาม ซึ่งกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับธรรมชาติของมนุษย์ หรือ
พฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่เรียกกันว่า ภาษากายหรือภาษท่าทาง ในการแสดงออกทางความรู้สึกและ
อารมณ์ของมนุษย์ออกมาทางร่างกาย เช่น การเดิน การนั่ง การยืน การกิน เป็นต้น นาฏศิลป์ไทยและ
นาฏศิลป์สากลจึงเป็นสิง่ ที่ควรเรียนรู้และทำความเข้าใจ ในเรื่องที่มาของนาฏศลิ ป์ ลีลาท่ารำ เครื่องดนตรี
ทำนองเพลง และการแต่งกาย เพอ่ื ใหเ้ กดิ การประยุกต์ปรับเปล่ียนใหท้ ันกบั สงั คม
1.1 ท่มี าของนาฏศิลป์ และนาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลปห์ รือศลิ ปะการร่ายรำ สันนิษฐานว่า มีมลู เหตุทีเ่ กดิ สำคัญ 2 ประการ คือ
1. เกิดจากธรรมชาติ ศิลปะทุกๆอย่างย่อมมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น การฟ้อนรำก็เป็นศิลปะสาขา
หนึ่งท่ีเรียกว่านาฏศิลป์ โดยดัดแปลงปรับปรุงมาจากธรรมชาติเช่นเดียวกับศิลปะสาขาอื่นๆ การฟ้อนรำ
เป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงเท้า มนุษย์เราทุกคนต้องมีอารมณ์ รัก โกรธ เศร้า
โศก บางขณะบางชั่วเวลากม็ ีความบนั เทิงเริงใจ และมักจะแสดงกิริยาท่าทางเหล่านัน้ ออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจ
ความหมาย กิริยาต่างๆ เหล่านี้ได้นำมาปรับปรุงให้เหมาะสมได้สัดส่วน จนกลายเป็นท่าฟ้อนรำ เช่น การ
เต้นเป็นจังหวะ ยกขา ชูแขน เอียงไหล่ หมุนตัว ในระยะแรกอาจไม่งดงาม แต่ต่อมาภายหลังได้ปรับปรุง
และกำหนดสดั สว่ นให้สวยงามข้ึนตามลำดบั
2. เกิดจากการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า แต่โบราณมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาไม่มีสิ่งใดอันจะยึดเป็นที่
พึ่งทางจิต หรือเครื่องเคารพสักการะเหมือนปัจจุบัน เทพเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้าเข้ามามีบทบาทสำคัญใน
ชีวิตมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการสมมติ เมื่อมีการรวมพลังจิตมากเข้าก็ทำให้สิ่งสมมติมีความศักดิ์สิทธิ์ประสบ
ความสำเรจ็ ในท่ปี รารถนา เช่น ญ่ปี ุ่นนับถอื ดวงอาทิตย์ เป็นการบชู าความสำคัญของดวงอาทติ ยท์ ใ่ี ห้ความ
เร้าร้อนและแสงสว่าง อินเดียบูชารูปเคารพซึ่งแต่งตั้งเป็นเทพเจ้าต่างๆ ไทยเชื่อภูต ผี เทพารักษ์ เจ้า
ป่า เจ้าเขา รูปเคารพต่างๆที่มนุษย์สมมติขึ้นต่างได้รับการบวงสรวงบูชาด้วยอาหาร หรือสรรพสิ่งอัน
ควร จากนั้นมีการบวงสรวงด้วยการร่ายรำ กระโดดโลดเต้นตามจังหวะ เช่น พวกแอฟริกา คน
ป่า ชาวเขา เป็นแบบแผนวัฒนธรรมของแต่ละชาติ นับได้ว่าเป็นนาฏศิลป์พื้นฐาน ประเทศอินเดียมี
หลกั ฐานปรากฏว่ามีการร่ายรำออ้ นวอนบูชาเทพเจ้าในคัมภรี ห์ นึ่งในสี่ของคมั ภีรไ์ ตรเวทอันมี
2
1. ฤคเวท
2. ยุชรเวท
3. สามเวท
4. อาถรรพเวท
ต่อมามีการขับร้องประกอบการร่ายรำ เพื่อให้มีความงดงามทางเสียงประกอบการรำเรียกว่า
นาฏยเวท เมื่อศิลปะแห่งการรำรุ่งเรืองในประเทศอินเดีย พราหมณ์ได้นำเอาตำรานาฏเวทมาสอนใน
ประเทศไทย ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเข้ามาในสมัยใด และเปล่ียนชื่อตำรานาฏศาสตร์ เชื่อกันว่า พระ
ภรตมุนีเป็นผู้รจนา ตำรานาฏยศาสตร์น้ี บางครั้งเรียกว่า ตำราภรตศาสตร์ มีตำนานแห่งการฟ้อนรำของ
อินเดยี กล่าววา่ พระศวิ ะทรงเป็นบรมครแู ห่งการฟ้อนรำ ดงั มตี ำนานทไ่ี ด้กล่าวไว้
ตำนานการฟ้อนรำของอนิ เดีย
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ประเทศต่างๆ ในภาคพื้นเอเชีย เอเชียอาคเนย์ หลายประเทศ
รวมถึงประเทศไทย ได้รับอารยธรรมมาจากประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อไทยได้รับอารยธรรมจาก
อนิ เดยี เปน็ ต้นว่า ลทั ธิ ศาสนา ขนบธรรมเนยี มประเพณี และศลิ ปะแขนงต่างๆ โดยมีการพจิ ารณาอย่างถี่
ถ้วนแล้ว ว่าเป็นอารยธรรมที่มีระเบียบแบบแผนที่ดีจึงได้นำมาดัดแปลงยึดถือเป็นแบบฉบับ ตามความ
เห็นชอบของไทย การฟ้อนรำหรือวิธีการด้านนาฏศิลป์ ก็เป็นอารยธรรมแขนงหนึ่งที่ไทยได้แบบแผนและ
แนวความคิดเดิมมาจากอินเดีย บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตของไทยหลายคนได้ยืนยันในเรื่องนี้ปรากฏ
เป็นลายลักษณ์อักษร ในการศึกษาเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทยนั้น ถือว่ามีความ
จำเป็นอยา่ งยิ่งทีจ่ ะตอ้ งรู้เรอื่ งตำนานการฟ้อนรำของอินเดียดว้ ย
ตำนานการฟ้อนรำของอนิ เดียตามท่ปี รากฏใน “โกยัลปุราณะ” (โกยลั ปราณะ คือตำนานเกีย่ วกับ
ความเป็นมาของเทวาลัยต่างๆ) ในศาสนาฮินดู ฉลับอินเดียใต้กล่าวว่า ในกาลครั้งหน่ึงมีฤๅษีพวกหนึ่งตงั้
อาศรมบำเพ็ญพรตอยูก่ บั ภรรยาในปา่ ตาระคา ต่อมาฤๅษีพวกนีป้ ระพฤติอนาจารฝา่ ฝืนเทวบญั ญัติ ร้อนถงึ
พระศิวะต้องชวนพระนารายณ์ลงมาปราบ พระศิวะทรงแปลงพระองค์เป็นโยคีหนุ่มรูปงาม พระนารายณ์
ทรงแปลงองค์เป็นภรรยาสาวสวย ทั้งนี้เพื่อล่อให้พวกฤๅษีและภรรยาเกิดความหลงใหลในความงามเพราะ
อำนาจราคะจริต จนเกิดการวิวาทแย่งชิงกันในบรรดาฤๅษีและภรรยาด้วยกันเอง แต่พระศิวะและประ
นารายณแ์ ปลงกายไม่ปลงใจด้วย เมื่อฤๅษีและภรรยาไม่ประสบความสำเร็จ จึงทำใหฤ้ ๅษเี หล่าน้ันเกิดโทสะ
พากันสาปแช่งพระศิวะและประนารายณ์แปลงกายทั้งสอง แต่พระศิวะและพระนารายณ์ไม่ได้รบั อันตราย
แต่อย่างใด พวกฤๅษีจึงเนรมิตเสือข้ึนตวั หนึ่งเพื่อฆ่าโยคแี ละภรรยาปลอมตวั ให้ตาย พระศิวะจึงต้องฆ่าเสอื
และนำหนังเสือมาทำเป็นเครื่องแต่งองค์ พวกฤๅษีจึงเนรมิตให้เกิดพญานาคข้ึนตัวหนึ่งเพื่อต้องการให้พ่น
3
พิษใส่โยคีและภรรยาปลอมตวั พระศวิ ะจึงจบั พญานาคตัวน้นั มาพนั พระวรกายทำเป็นสายสังวาลย์ประดบั
องค์ ต่อมาก็ทรงกระทำปาฏิหาริย์โดยการร่ายรำทำท่าไปมาแต่พวกฤๅษีก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ พวกฤๅษีจึงเนรมิต
ยักษค์ ่อมมสี ีผวิ ดำสนทิ ขึ้นตนหน่ึงมชี อ่ื ว่า มุยะละคะ หรืออสูรมลู คนี พระศิวะเหน็ ดงั นั้นจึงใช้พระบาทขวา
เหยียบยักษ์ตนนั้นแล้วทรงฟ้อนรำอยู่บนหลังยักษ์ตนน้ันต่อไปจนหมดกระบวนท่ารำ เมื่อฤๅษีเห็นดังนั้นก็
ส้นิ ทฐิ ิยอมรับผดิ ทลู ขอชมาโทษและสัญญาวา่ จะปฏบิ ัติตนอยใู่ นเทวบญั ญตั ิอยา่ งเคร่งครดั ตอ่ ไป
ต่อมาพญาอนันตนาคราชซึ่งเป็นบัลลังค์นาคของพระนารายณ์ ได้ฟังพระนารายณ์ทรงเล่าถึงการ
ฟ้อนรำของพระศิวะในป่า ตาระคา มคี วามประสงค์ท่จี ะไดด้ ูการฟอ้ นรำของพระศิวะบา้ ง (บางตำราว่าการ
ปราบฤๅษีในครั้งนั้น พญาอนันตนาคราชได้ตามเสร็จไปด้วย) พญาอนันตนาคราชจึงทูลพระนารายณ์ให้
ทรงทูลพระศิวะ ให้ทรงฟ้อนรำให้ดู พระนารายณ์จึงทรงแนะนำให้พญาอนันตนาคราชบำเพ็ญพรตบูชา
พระศิวะเพื่อขอพรแล้วจะได้ทุกๆอย่างที่ต้องการ พญาอนันตนาคราชก็ทรงทำตาม และเมื่อได้เวลาทูลขอ
การฟ้อนรำ พระศิวะก็ทรงรับคำว่าจะลงมาฟ้อนรำให้ดูในโลกมนุษย์ ณ ตำบลที่มีชื่อว่า “จิทัมพรัม” ซึ่ง
ถือว่าเป็นศูนย์กลางของโลก ให้พญาอนันตนาคราชมาคอยดู ครั้นถึงวันที่กำหนดพระศิวะก็เสด็จลง
มายัง “ติลไล” หรือตำบล “จิทัมพรัม” (ในแคว้นมัทราษฏร์) ทรงเนรมิต “นฤตสภา” (หรือเทวสภา) ขึ้น
แล้วจึงฟ้อนรำตามที่เคยทรงประทานสัญญาแก่อนันตนาคราชอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มีพระบัญชาให้ภรตมุนี ซี
งอยใู่ น ณ ทน่ี ั้นด้วย บนั ทึกสร้างเปน็ ตำราการฟ้อนรำข้ึน
ต่อมาพระพรหมได้มีเทวบัญชาแก่พระภรตฤๅษี ให้สร้างโรงละคร และจัดการแสดงละครขึ้น พระ
ภรตฤๅษีรับเทวบัญชาแล้ว ก็ขอให้พระวิศุกรรมเป็นผู้สร้างโรงละครได้ ทั้งโรงขนาดใหญ่ ขนาดกลางและ
ขนาดเล็ก ซึ่งมีทั้งโรงรูปสามเหล่ียม สี้เหลี่ยมจัตุรัส และสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วพระภรตฤๅษีก็บัญญัติการ
แสดงขึ้น โดยแต่งเป็นโศลกบรรยายท่ารำต่างๆ ของพระศิวะ 108 ท่าโดยให้รำเบิกโรงด้วยการรำตาม
โศลก ซึ่งขับกล่อมเปน็ ทำนองจนจบเพลง แล้วจึงจับเรื่องใหญ่ ตำราการแสดงละครของพระภรตฤๅษี มีชอื่
วา่ “นาฏยศาสตร”์ หรอื “ภรตศาสตร”์
จากตำนานที่กล่าวมาน้ี จะเห็นว่าพระศิวะทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญการฟ้อนรำอย่างมากที่จะหาผู้ใด
เทียบได้ ด้วยเหตุนี้ชาวอินเดียทั้งหลายจึงนับถือพระศิวะว่าทรงเป็นนาฏราช คือพระราชาแห่งการฟ้อน
รำ ชาวอินเดียได้สร้างพระศิวะเป็นท่าฟ้อนรำโดยกำหนดให้เป็นท่าเหยียบยักษ์ค่อม ตามตำนานที่ปรากฏ
ในโกยัลปราณะ นอกจากนี้ยังมีอีกท่ารำท่าหนึ่งเป็นท่าฟ้อนรำและยกพระบาทข้างซ้ายเหมือนกัน แต่ไม่มี
การเหยียบหลังยกั ษ์ ท้งั สองทา่ นี้เรียกช่อื เหมือนกนั ว่า “เทวรูปปางนาฏราช”
ในประเทศอินเดียเมืองจิทัมพรัม ห่างจากเมืองมัทราช (อินเดียใต้) ราว 150 ไมล์ มีเทวาลัยแห่ง
หนึ่งชื่อ “จิทัมพรัม” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “เทวาลัยศิวะนาฏราช” เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.
1800 ภายในมีชอ่ งทางเดนิ เขา้ สู่ตวั เทวาลัยช้ันใน มีภาพแกะสลกั ด้วยหนิ เป็นรปู ตัวระบำผหู้ ญิงแสดงท่ารำ
4
ต่างๆ 108 ท่า (ตามตำนานที่ว่าพระศวิ ะทรงฟ้อนรำ 108 ท่า ) ท่ารำต่างๆ นี้ตรงกับคำที่กล่าวไว้ในตำรา
ที่มีชื่อว่า “นาฏยศาสตร์” ท่าฟ้อนรำเหล่านี้เป็นท่ารำที่นาฏศิลป์อินเดียใช้เป็นแบบฉบับในการฟ้อน
รำ เพราะเชื่อว่าเป็นท่ารำที่พระศิวะทรงฟ้อนรำที่ตำบล อันเป็นที่ตั้งของเทลาลัยนี้เอง การฟ้อนรำตาม
ภาพแกะสลัก ทา่ รำทเ่ี ทลาลยั ศิวะนาฏราชเปน็ ที่นิยมแพรห่ ลายต่อมาท่ัวประเทศอนิ เดยี และโดยนัยน้ีก็ได้
เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยด้วย ท่านผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า คงเข้ามาในสมัย
กรุงศรีอยุธยานี่เอง เพราะในพ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นเวลาที่สร้างเทวสถานที่เมืองจิทัมพรัมนั้นเป็นระยะเวลาท่ี
ไทยเพิ่งตั้งกรุงสุโขทัยท่ารำ ที่ไทยเราได้ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกนั้นก็ต้องเป็นความคิดของ
นักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมานักปราชญ์ของไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้แก้ไขปรับปรุงหรือ
ประดิษฐข์ น้ึ อกี ช้นั หน่งึ ท่าฟ้อนรำของนาฏศิลป์ไทย จึงดหู ่างไกลกบั ท่ารำของอนิ เดยี ท่ปี รากฏอยทู่ กุ วนั นี้
1.2 ประวัตคิ วามเปน็ มาของนาฏศิลป์ไทย และนาฏศิลปส์ ากล
นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะแห่งการฟ้อนรำที่มีสมมติฐานมาจากธรรมชาติ แต่ได้รับการตกแต่งและ
ปรบั ปรุงใหง้ ดงามยิ่งขนึ้ จนก่อใหเ้ กดิ อารมณส์ ะเทอื นใจแกผ่ ดู้ ูผู้ชม โดยแท้จริงแล้วการฟอ้ นรำก็คือ ศิลปะ
ของการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ หน้าตา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติท่ี
เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการฟ้อนรำจึงมาจากอิริยาบทต่างๆ ของมนุษย์ ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ
ตามปกติการเดินของคนเราจะก้าวเท้าพร้อมทั้งแกว่งแขนสลับกันไปเช่นเมื่อก้าวเท้าซ้ายก็จะแกว่ง
แขนขวาออก และเมื่อก้าวเท้าขวาก็จะแกว่งแขนซ้ายออกสลับกันเพื่อเป็นหลักในการทรงตัว ครั้นเมื่อ
นำมาตกแต่งเปน็ ท่ารำขึ้น ก็กลายเป็นท่าเดนิ ที่มลี ลี าการก้าวเทา้ และแกว่งแขน ให้ไดส้ ดั ส่วนงดงามถูกต้อง
ตามแบบแผนทกี่ ำหนดตลอดจนทว่ งทำนองและจงั หวะเพลง
นาฏศิลป์ไทย เกิดมาจากอากัปกิริยาของสามัญชนเป็นพื้นฐาน ซึ่งโดยทั่วไปมนุษย์ทุกคนย่อมมี
อารมณ์ต่างๆ ได้แก่ รัก โกรธ โศกเศร้า เสียใจ ดีใจ ร้องไห้ ฯลฯ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อมนุษย์มีอารมณ์
อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น นอกจากจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตใจแล้วยังแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาทาง
กายในลักษณะต่างๆ กัน เช่น รัก - หน้าตากิริยาที่แสดงออก อ่อนโยน รู้จักเล้าโลม เจ้าชู้ โกรธ - หน้าตา
บึ้งตึง กระทืบเท้า ชี้หน้าด่าว่าต่างๆ โศกเศร้า เสียใจ - หน้าตากิริยาละห้อยละเหี่ย ตัดพ้อต่อว่า ร้องไห้
สรุปได้ว่านาฏศิลป์ไทยเกิดมาจากกิริยาท่าทางซึ่งแสดงออกในทางอารมณ์ของมนุษย์ปุถุชน อากัปกิริยา
ต่างๆ เหล่านี้เป็นมูลเหตุให้ปรมาจารย์ทางศิลปะนำมาปรับปรุงบัญญัติสัดส่วนและกำหนดวิธีการขึ้น จน
กลายเป็นท่าฟ้อนรำ โดยวางแบบแผนลีลาท่ารำของมือ เท้า ให้งดงาม รู้จักวิธีเยื้อง ยัก และกล่อมตัวให้
สอดคล้องสมั พันธก์ นั จนเกิดเปน็ ท่ารำขึน้ และมีวิวฒั นาการปรบั ปรงุ มาตามลำดับ จนดปู ระณตี งดงามอ่อน
ช้อยวจิ ิตรพสิ ดาร จนถงึ ขน้ั เปน็ ศลิ ปะได้
5
นอกจากนี้ นาฏศิลป์ไทย ยังได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคดิ จากตา่ งชาติเข้ามาผสมผสานด้วย
เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องของเทพเจ้า และตำนานการฟ้อนรำโดยผ่านเข้าสู่
ประเทศไทย ทั้งทางตรงและทางออ้ ม คือ ผ่านชนชาตชิ วาและเขมรก่อนท่จี ะนำมาปรบั ปรงุ ให้เปน็ รูปแบบ
ตามเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตัวอย่างของเทวรูปศิวะปางนาฏราช ที่สร้างเป็นท่าการร่ายรำของพระอิศวร
ซึ่งมีทั้งหมด 108ท่า หรือ 108กรณะ โดยทรงฟ้อนรำครั้งแรกในโลก ณ ตำบลจิทรัมพรัม เมืองมัทราส
อนิ เดยี ใต้
ปัจจุบันอยู่ในรัฐทมิฬนาดู นับเป็นคัมภีร์สำหรับการฟ้อนรำแต่งโดยพระภรตมุนี เรียกว่า คัมภีร์
ภรตนาฏยศาสตร์ ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผนการสืบสาน และการถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทยจน
เกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบแผนการเรียน การฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียม มา
จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่าอารยธรรม
ทางศิลปะด้านนาฎศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตามประวัติ
การสร้างเทวาลัยศิวะนาฎราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1800 ซึ่งเป็นระยะที่ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นท่า
รำไทยที่ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการ
แก้ไข ปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จนนำมาสู่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยกรุง
รตั นโกสินทร์จนนำมาสู่การประดิษฐท์ ่าทางการรา่ ยรำและละครไทยมาจนถงึ ปัจจุบัน
นาฏศิลป์สากล เป็นธรรมชาติแห่งการแสดงออกไปโดยสากลออกโดยสากลของมนุษยชาติ
แสดงออกทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีระบบและงดงาม ซึ่งกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับธรรมชาติของมนุษย์
หรือพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่เรียกกันว่า ภาษากายหรือภาษาท่าทาง ในการแสดงออกทางความรู้สึก
และอารมณ์ของมนุษย์ออกมาทางรา่ งกาย เช่น การเดิน การนั่ง การยืน การกิน การแสดงอาการเจ็บปวด
การแสดงอาการเสียใจหรือดีใจ เปน็ ต้น สง่ิ เหล่านเ้ี ป็นภาษากายทเ่ี ปน็ ภาษาสากลทางนาฏศิลป์
ตอ่ มาเม่อื มนุษย์มีการพฒั นาด้านดนตรโี ดยนำวัสดจุ ากธรรมชาตมิ าประดิษฐ์เปน็ เคร่ืองดนตรี เช่น
การนำกิ่งไม้มาเคาะตีกันให้เกิดเสียงดัง การนำหนังสัตว์มาขึงหน้าไม้ทำเป็นกลองและการร้องเพลง เป็น
ต้น ซึ่งเมื่อมนุษย์เกิดความสนุกสนานครื้นเครงไปกับดนตรีจึงทำให้มีการขยับเขยื้อนร่างกาย หรือเต้นรำ
ตามจังหวะดนตรีไปด้วย และมีการพัฒนาท่าทางการเต้นรำให้เข้ากับจังหวะดนตรีที่ช้าเร็ว หรือซับซ้อน
มากขึ้นทำใหลีลาท่าเต้นหรือท่ารำต่างๆ มีความหลากหลายแตกต่างกันออกไปโดยเห็นได้จากการเต้นรำ
ประกอบพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และในงานรื่นเริงสังสรรค์ของชนเผ่าต่างๆ ซึ่ง มีพื้นฐานมาจากการ
เลยี นแบบธรรมชาตขิ องสิง่ มชี ีวิตในโลกน่นั เอง
ดังนั้น การกำเนิดของนาฏศิลป์โลก หรือนาฏศิลป์สากล จึงเกิดขึ้นจากธรรมาชาติและความ
เชื่อถอื ศรัทธาในสง่ิ ศักด์สิ ิทธิ์ทั้งหลาย ดังน้ี
6
1. การกำเนิดของนาฏศิลป์จากธรรมชาติ เริ่มจากมนุษย์รู้จักการเต้นรำจากการเลีรยนแบบการ
เคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในโลกทั้งจากสัตว์ พืช และมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น การร้องและเต้นของคนป่าบาง
เผ่า เป็นต้น จากกนั้นก็ได้มีการพัฒนาท่าทางและการขยับเยื้อนร่างกายตามความรู้สึกของมนุษย์ที่แสดง
ถึงอารมณ์ เช่น ดีใจ เสยี ใจ โกรธ หิวโหย และอริ ิยาบถต่างๆ ของมนษุ ยต์ ามความเปน็ จริง ซ่งึ เปน็ ทม่ี าของ
การแสดงละครที่เริ่มต้นจากละครพูด โดยการพูด ทำท่าทางการแสดงอารมณ์ต่างๆ และการสวม เครื่อง
แต่งกายตามบทละคร ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มาจากชีวิตจริงของมนุษย์ แตกต่างกันไปตามความเชื่อ ค่านิยม
และอารยธรรมของแตล่ ะชนชาติ
2. การกำเนิดของนาฏศลิ ป์จากความเช่อื ถือศรทั ธาในสิ่งศกั ด์ิสิทธทิ์ ง้ั หลาย มนุษย์ตอ้ งอยู่ร่วมกัน
ในสังคมและมีสัญชาตญาณแห่งความกลัว จึงทำให้มนุษย์พยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยวจติ ใจ ด้วยการนับถือสง่ิ
ศักดิ์สิทธิ์ เทวดา เทพเจ้า และอำนาจลี้ลับต่างๆ ซึ่งพัฒนาเป็นความศรัทธาในลัทธิศาสนาต่อไป โดยมีการ
เซ่น ไหว้บูชาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้ปลอดภัยหรืออ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบั นดาลให้สม
ปรารถนา เช่น พิธีบูชายัญของชนเผ่าต่างๆในดินแดนตะวันตกเมื่อดอีตกาล ซึ่งจะมีการบรรเลงดนตรี
พ้นื เมืองและเต้นรำประกอบ เปน็ ต้น
สำหรับประวตั ิความเป็นมาของนาฏศิลปส์ ากลทเี่ ห็นเดน่ ชัด คอื ศิลปะการละครของชาวตะวันตก
หรือทีเ่ รยี กว่า ละครตะวนั ตกนน้ั เรมิ่ ตน้ ขนึ้ ตงั้ แตส่ มัยกรกี โบราณและสมยั โรมนั ตามลำดบั
ละครตะวันตกในสมัยกรีกโบราณ เริ่มต้นจากการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าไดโอนีซุส
(Dionysus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ขึ้นในเทศกาลบูชาเทพเจ้าองค์นี้ จัดขึ้นปีละครั้งโดยมี
การแสดงละครเรื่องดังกล่าวที่โรงละครกลางแจ้ง ซึ่งจะมีอัฒจันทร์โอบรอบเวทีให้คนดูละครกัน จากนั้นก็
มีการพัฒนาเป็นละครเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ ซึ่งยีงมีแก่นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา และ
ศิลปวัฒนธรรม ประเภทของละครในสมัยกรีกจะมีทั้งละครโศกนาฏกรรม และสุขนาฏกรรม ซึ่งจะใช้
นักแสดงผู้ชายทั้งหมดแสดงเป็นตัวละครหลายๆตัว ด้วยการเปลี่ยนหน้ากากไปเรื่อยๆ และมีผู้แสดงเพียง
3 คนเทา่ น้ัน
ละครตะวนั ตกในสมยั โรมัน เร่ิมจากนำรปู แบบของละครกรกี โบราณในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนาที่
เกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้าต่อมาก็ได้มีการปรับปรุง โดยเพิ่มการเต้นรำและใช้ท่าทางแสดงอารมณ์มาก ขึ้น
ตัวละครมีลักษณะของสามัญชน ที่เน้นการแสดงแบบตลกโปกฮาตามแนวละครประเภทสุขนาฏกรรมมาก
ขึ้น รวมทั้งมีการยกเลิกการใส่หน้ากากแบบละครกรีกในตัวละครตลกจึงทำให้นักแสดงสามารถแสดง
อารมณ์ภายในและความสามารถในการแสดงได้มากขึ้น ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าทางละครตะวันตกที่
พฒั นาจนถงึ ปจั จบุ ัน อย่างไรกต็ าม ละครตะวันตกในสมยั โรมันไดล้ ดบทบาทลงเร่ือยๆ เน่อื งจากละครส่วน
ใหญ่เป็นประเภทสขุ นาฏกรรมที่ไมค่ ่อยได้แก่นสารและไม่ไดม้ ีวตั ถุประสงค์เพื่อรับใชเ้ ทพเจ้าจึงทำให้ศาสน
7
จักรแห่งกรุงโรมได้ออกคำสั่งห้ามให้คนไปดูละคร จนในที่สุดโรงละครทุกโรงในกรุงโรมต้องปิดลง ซ่ึง
นบั เปน็ การปดิ ฉากความเจรญิ รงุ่ เรอื งทางละครตะวนั ตกลงในยุคแรกนี้
ต่อมาละครตะวันตกกไ็ ด้มีการพืน้ ตัวขึน้ ในยคุ กลางของประเทศในทวีปยโุ รป เช่น องั กฤษ ฝร่ังเศส
อติ าลี เปน็ ต้น โดยในชว่ งกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีการพัฒนารปู แบบของการแสดงละครเป็นการแสดงรีววิ
(Music Hall) ซ่งึ เป็นการแสดงทไ่ี ม่เป็นเรอ่ื ง โดยมีท้ังการพูดคนเดยี ว การร้องเพลง การเตน้ รำ
และการแสดงมายากล รวมทั้งยังมีการแสดงละคนแพนโทไมน์ (Pantomine) ในอังกฤษที่เป็นการแสดง
ละครที่มีดนตรีและการเต้นรำประกอบ จนมาถึงในศตวรรษที่ 20 ตอนต้น รูปแบบการแสดงละครเริ่มหัน
เข้าสู่การสะท้อนสภาพความเป็นจริงในสังคมโยแสดงละครตามแบบชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงพัฒนา
มาเป็นละครในยคุ ปจั จบุ ัน
ดังนั้นนาฏศิลปส์ ากลจงึ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานเคียงคู่มากบั วิถีการดำเนนิ ชีวิตของมนุษย์
ในสังคมโลก โดยมกี ารพัฒนาและเผยแพร่ อารยธรรมทางนาฏศิลป์สากลไปยงั ประเทศต่างๆ ท่ัวโลกจนถึง
ปัจจุบนั
1.3 ประวตั ิคมั ภีร์นาฏยศาสตร์
คัมภีรน์ าฏยศาสตร์ นาฏยศาสตร์ วา่ ด้วยหลกั ทฤษฎขี องนาฏยศิลป์โดยเฉพาะสว่ นทเี่ ก่ยี ข้องคือ
ดนตรกี รรมและนาฏกรรม เชื่อว่า แตง่ ขึ้นโดยพระภรตฤๅษี เนอื้ หาในคมั ภรี ์นาฏยศาสตร์ครอบคลุมเนอื้ หา
ทส่ี ามารถนำไปปรับใช้ไดก้ ับศลิ ปะการแสดงไดอ้ ย่างกว้างขวางและนา่ เชื่อถอื ประกอบดว้ ยการออกแบบ
เวที นาฏลีลา การแต่งหนา้ งานช่างเวที และสำคัยอย่างย่ิงกบั นกั วชิ าการดนตรี เพราะเปน็ คัมภรี เ์ พยี งเลม่
เดยี วทก่ี ลา่ วถึงองค์ประกอบทางดนตรีและเคร่อื งดนตรีในแต่ละชว่ งเสียงไวโ้ ดยะเอยี ด ดังนั้นคมั ภรี เ์ ล่มนี้
จึงมอี ทิ ธพิ ลโดยตรงตอ่ รปู แบบงานดนตรี นาฏยศิลป์และงานในศลิ ปะอินเดีย และในปัจจบุ ันได้มี
นักวชิ าการทำการศึกษาคัมภีรเ์ ลม่ น้ีอย่างลกึ ซง้ึ และเกดิ ขอ้ โตแ้ ย้งทจ่ี ะเปน็ ประโยชน์ต่อการสรา้ งองค์
ความรู้จากภมู ปิ ัญญาตะวันออกอยา่ งเปน็ หลักการ เชน่ งานเขียน”อภินาวภารดี”เป็นต้น องคก์ รทาง
ศลิ ปะหลายแห่งในอนิ เดยี จึงได้ทำการศึกษาและให้การสนับสนนุ ศึกษาคัมภีร์เล่มนอ้ี ยา่ งกว้างขวาง
ประวตั คิ ำภีรน์ าฏยศาสตร์ นาฏยศาสตร์ถอื ได้วา่ เป็นคำภีรท์ างดา้ นศลิ ปะการช่างละครท่ีเกา่ แก่ท่ีสุดในโลก
เทา่ ที่รอดเหลอื มา เนอื้ หาภายในประกอบดว้ ยคำบรรยาย 6,000 โศลก เช่อื กนั ว่าพระฤๅษีภรตมุนีแตง่ ขึน้
ในราว 200 ปกี ่อนครสิ ตศ์ ักราช ถงึ ค.ศ.200 แต่กย็ ังไม่ถือเป็นข้อสรปุ ที่ชดั เจนในเรอ่ื งยุคสมยั ของคำภีรน์ ี้
คมั ภรี น์ ีเ้ ชือ่ ว่าไดร้ ับอทิ ธิพลอยา่ งมากจากพระเวทแขนงหนง่ึ ท่เี รียกว่า “นาฏยเวท” ท่ีไดม้ กี ารแตง่ ไว้มาก
ถึง 36,000 โศลก และเป็นทน่ี ่าเสียดายวา่ ปจั จบุ ันไมม่ ีหลักฐานเกี่ยวกบั นาฏยเวทน้ีหลงเหลือมานาน
8
เทา่ ใดนัก นักวชิ าการหลายท่านเช่ือวา่ นาฏยศาสตร์นา่ จะไดร้ บั การแตง่ ขนึ้ จากผเู้ ขยี นหลายคนและเขยี นขนึ้ ใน
หลายสมยั แตกตา่ งกนั ไม่วา่ จะเป็นประวตั ศิ าสตรก์ ารเกิดขนึ้ ของคมั ภรี เ์ ลม่ นีจ้ ะเป็นอยา่ งไร ความสาคญั อทิ ธิพลท่ี
สง่ ผลกบั ผสู้ รา้ งสรรคศ์ ลิ ปะทกุ แขนงของอนิ เดีย ไม่วา่ จะเป็นการแกะสลกั บนหนิ ไม้ และปนู ขาว งานจติ รกรรมในผนงั
ถา้ และวหิ าร ท่แี สดงทา่ ทางการเคล่อื นไหวท่ีอาจส่งผลตอ่ แบบแผนการฟอ้ นราของนาฏยศิลป์ อินเดยี ดงั เชน่
ศิลปวตั ถรุ ูปหญิงฟอ้ นราทาจากทองสารดิ ในซากปรกั หกั พงั ของโมเฮนโชดาโร มีอายุ 4,000 ปี และภาพเขียนการ
ฟ้อนราในถา้ นชั มาฮี ทางอินเดียตอนกลางท่มี ีอายปุ ระมาณ 2,000 ปีมาแลว้
1.4 ววิ ัฒนาการนาฏศลิ ปไ์ ทย
สมยั สุโขทยั (สมัยสุโขทยั พ.ศ. ๑๗๘๑–๑๘๒๖)
ในสมัยสุโขทัยเรื่องละคร ฟ้อนรำ สันนิษฐานได้จากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑
กล่าวถึง การละเล่นเทศกาลกฐินไวเ้ ป็นความกว้างๆ ว่า “เมื่อจักเข้าเวียงเรียงกัน แต่อรัญญิกพูน้ ท่านหวั
ลาน ดํบงคํกลอยดว้ ยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลอ้ื ย เสียงขบั ใครจักมกั เหล้น เหล้น ใครจักมัก หัว
หัว ใครจกั มักเลอื้ น เล้อื น”
ในสมัยสุโขทัย ได้คบหากับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า
ไทยได้รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมของชาติที่สมาคมด้วย แต่มิได้หมายความว่าชาติไทยแต่โบราณจะไม่
รู้จักการละครฟ้อนรำมาก่อน เรามีการแสดงระบำ รำ เต้น มาแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้วเมื่อไทยได้รับ
วัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้ามา ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และระบำ ก็
ได้วิวัฒนาการขึ้นมีการกำหนดแบบแผนแห่งศิลปะการแสดงทั้ง ๓ ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัติคำ
เรียกศลิ ปะแห่งการแสดงดังกลา่ วว่า “โขน ละคร ฟอ้ นรำ”
ละครแก้บนกับละครยก อาจมีสืบเนื่องมาแต่สมัยสุโขทัย สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงอธิบายไว้ในสาส์นสมเด็จว่า หญิงแก้วมีจดหมายเล่าว่ามีละครเขมรตรงหน้าปราสาทนครวัดให้พวก
ท่องเที่ยวชมในเวลากลางคืน เรื่องนี้เรารู้กันอยู่แล้วที่ปราสาทนครวัด และปราสาทหินเทวสถานแห่งอื่น
หลายแห่งมีเวทีทำด้วยศิลา กล่าวกันว่าทำไว้สำหรับฟ้อนรำบวงสรวง อันการฟ้อนรำบวงสรวงตลอดจน
การเล่นโขน เป็นคติทางศาสนาพราหมณ์แต่ห้ามทางฝ่ายพระพุทธศาสนา หม่อมฉันได้อ่านหนังสือ
พรรณนาวา่ ด้วยเทวสถานในอนิ เดียวา่ แมใ้ นปัจจุบันเทวสถานทส่ี ำคญั ยังมหี ญงิ สาวชนั้ สกุลตำ่ ไปสมคั รอยู่
เป็น “เทวทาสี” สำหรับฟอ้ นรำบวงสรวงเปน็ อาชีพ และใหใ้ ชต้ ่อไปว่าสำหรับปฏบิ ตั ิพวกพราหมณ์ที่รักษา
เทวสถาน หรือแม้บคุ คลภายนอกดว้ ย ตามปราสาทหินท่สี ำคัญในเมอื งเขมรแตโ่ บราณกค็ งมหี ญิงพวก
9
เทวทาสี เช่นนั้น หม่อมฉันเห็นว่าประเพณีที่ไทยเราเล่นละครแก้บน เห็นจะมาจากคติเดียวกันนั่นเอง แต่
เลยมาถึงเล่นละครบวงสรวงในพระพุทธศาสนา เมื่อฉันยังเป็นเด็กได้เคยเห็นละครชาตรีเล่นแก้บนที่หน้า
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และได้ยินว่าที่วัดบวรนิเวศวิหารก็เคยมีละครแก้บนพระพุทธชินสีห์
เพิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเพณีไทยเล่นละครแก้บนแต่ก่อนเห็นจะหยุดชะงัก จึงมีผู้คิดทำตุ๊กตา เรียกว่า
“ละครยก” สำหรบั คนจนแก้บนถ้าจะนบั เวลาเห็นจะเป็นตัง้ พันปีมาแลว้
กรุงศรีอยุธยา
ละครรำสมัยกรุงศรีอยุธยามีต้นกำเนิดจากการเล่นโนรา และละครชาตรีที่นิยมกันในภาคใต้ของ
ประเทศไทยแต่เดิมมีละครชื่อขนุ ศรัทธา เปน็ ละครในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา สว่ นระบำหรือฟ้อนเป็นศลิ ปะโดย
อุปนิสัยของคนไทยสืบต่อกันมา ละครรำของไทยเรามี ๓ อย่าง คือ ละครชาตรี ละครนอก และ
ละครใน ละครชาตรีเป็นละครเดิม ละครนอกเกิดขึ้นโดยแก้ไขจากละครชาตรี แต่ละครในนั้นคือละคร
ผูห้ ญงิ เมือ่ คร้ังรชั กาลสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช ยงั ไม่มปี รากฏ
มาปรากฏว่ามีละครผู้หญิงในหนังสือบุณโณวาทคำฉันท์ ซึ่งแต่งในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พ.ศ. ๒๒๗๕ – ๒๓๐๑ เป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นละครผู้หญิงจึงเกิดขึ้นในระหว่างรัชกาลสมเด็จพระ
เพทราชา พ.ศ.๒๒๓๑ – ๒๒๔๖ มาจนรชั กาลสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัวบรมโกศ ในระหวา่ ง ๗๐ ปนี ี้ รัชกาล
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศไดม้ ลี ะครผหู้ ญงิ เลน่ คือเรอื่ ง “อิเหนา” ซึง่ เป็นละครใน
สำหรับละครผู้หญิงของหลวงครั้งกรุงเก่า เห็นจะเป็นของโปรดอยู่เพียงในแผ่นดินสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคตแล้ว ทำนองจะละเลยมิได้ฝึกซ้อมเสมอ
เหมือนแต่ก่อน สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จะทอดพระเนตรละคร จึงห้ามหาผู้ชายเข้าไปเล่น เมื่อพิเคราะห์ดู
ทางตำนาน ดูเหมือนละครผู้หญิงของหลวงซึ่งมีขึ้นครั้งกรุงเก่า จะได้เล่นอยู่ไม่ช้านานเท่าใดนัก ก็ถึงเวลา
เสยี กรงุ แก่พมา่
สมยั กรุงธนบุรี
สมัยนี้เป็นช่วงต่อเนื่องหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 เหล่าศิลปิ นได้
กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ เพราะผลจากสงคราม บางส่วนก็เสียชีวิต บางส่วนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่า
ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบดาภิเษกในปชี วด พ.ศ. 2311 แล้ว ทรงส่งเสริมฟื้นฟูการละครขึ้นใหม่ และ
รวบรวมศิลปินตลอดทั้งบทละครเก่าๆที่กระจัดกระจายไปให้เข้ามาอยู่รวมกัน ตลอดทั้งพระองค์ได้ทรง
พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีก 5 ตอน คือ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีว
ราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกลด (เผารูปเทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท ตอนปล่อยม้า
10
อุปการ มีคณะละครหลวง และเอกชนเกิดขึ้นหลายโรง เช่น ละครหลวงวิชิตณรงค์ ละครไทยหมื่นเสนาะ
ภบู าล หม่นื โวหารภริ มย์ นอกจากละครไทยแลว้ ยังมลี ะครเขมรของหลวงพิพิธวาทอี กี ด้วย
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรม
ราชจักรีวงศ์สืบเนือ่ งตอ่ กนั มาเปน็ ลำดับต้งั แตก่ ารละครต่างๆ ล้วนไดร้ บั การสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์
แห่งพระบรมราชจกั รีวงศ์สบื เน่อื งตอ่ กันมาเปน็ ลำดับต้ังแต่
สมัยรัชกาลท่ี 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงฟื้นฟูรวบรวมสิ่งต่างๆที่สูญเสีย
และกระจัดกระจายให้สมบูรณ์ ในรัชสมัยนี้ได้มีการรวบรวมตำราฟ้อนรำขึ้นไว้เป็นหลังฐานสำคัญที่สุดใน
ประวัติการละครไทย มีบทละครที่ปรากฏตามหลักฐานอยู่ 4 เรื่อง คือ บทละครเรื่องอุณรุฑ บทละคร
เรือ่ งรามเกยี รติ์ บทละครเร่ืองดาหลัง และบทละครเรอ่ื งอเิ หนา
สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดีเจริญรุ่งเรื่องเป็น
ยุคทองแห่งศิลปะการละคร มีนักปราชญ์ราชกวีที่ปรึกษา 3 ท่าน คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กรมหลวง
พิทักษ์มนตรี และสุนทรภู่ มีบทละครในทีเ่ กิดขึ้น ได้แก่ เรื่องอิเหนา ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอด
ของบทละครรำ และเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนบทละครนอก ได้แก่ เรื่องไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง และ
มณีพชิ ยั
สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ละครหลวงซบเซา เนื่องจาก
พระองคไ์ ม่สนบั สนนุ ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหเ้ ลิกละครหลวงเสยี แต่มไิ ด้ขดั ขวางผ้จู ะจัดแสดงละคร
ทำให้เกิดคณะละครของเจ้านาย และขุนนางขึ้นแพร่หลาย หลายคณะ หลายโรง และมีบทละครเกิดขึ้น
มากมาย
สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยนี้ได้เริ่มมีการติดต่อกับชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะชาวยุโรปบ้างแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูละคร
หลวงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งออกประกาศสำคัญเป็นผลให้การละครไทยขยายตัวอย่างกว้างขวาง ดังมี
ความโดยย่อ คือ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้คนทั่วไปมีละครชาย และหญิง เพื่อบ้านเมืองจะได้
ครึกครื้นขึ้น เป็นเกียรติยศแก่แผ่นดิน แม้จะมีละครหลวง แต่คนที่เคยเล่นละครก็ขอให้เล่นต่อไป ห้าม
บงั คับผคู้ นมาฝกึ ละคร ถา้ จะมาขอใหม้ าด้วยความสมัครใจ
สำหรับละครที่มิใช่ของหลวง มีข้อยกเว้นคือ ห้ามใช้รัดเกล้ายอด เครื่องแต่งตัวลงยา และพาน
ทองหีบทองเป็นเครื่องยกบททำขวัญห้ามใช่แตรสังข์ หัวช้างห้ามทำสีเผือก ยกเว้นหัวช้างเอราวัณ มี
11
ประกาศกฎหมายภาษีมหรสพ พ.ศ. 2402 เก็บจากเจ้าของคณะละครตามประเภทการแสดง และเรื่องท่ี
แสดง
สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การละครในยุคนี้เริ่มมีการ
เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการละครแบบตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู้วงการนาฏศิลปะ ทำให้เกิดบทละครประเภท
ตา่ งๆข้ึนมากมาย เช่น ละครพันทาง
ละครดึกดำบรรพ์ ละครร้อง ละครพูด และลิเก ทรงส่งเสริมการละครโดยเลิกกฏหมายการเก็บอากราม
หรสพเมอ่ื พ.ศ. 2450
ทำให้กิจการละครเฟื่องฟูขึ้นกลายเป็นอาชีพได้ เจ้าของโรงละครทางฝ่ายเอกชนมีหลายราย นับตั้งแต่
เจา้ นายมาถงึ คนธรรมดา
สมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยน้ีได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่การละคร
และการดนตรีทั้งหลายได้เจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด นับได้ว่าเป็นยุคทองศิลปะการละครยุคที่ 2 พระองค์ได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อบำรุงวิชาการนาฏศิลปะ และการดนตรี และยังทรง
เป็นบรมครูของเหลา่ ศลิ ปนิ ทรงพระราชนพิ นธ์บทโขน ละคร ฟอ้ นรำ ไว้เปน็ จำนวนมาก
สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การเมืองเกิดภาวะคับขัน และเศรษฐกิจ
ของประเทศทรุดโทรม เสนาบดีสภาได้ตกลงประชุมกันเลิกกรมมหรสพ เพื่อให้มีส่วนช่วยกูการเศรษฐกิจ
ของประเทศ และต่อมาจึงกลับฐานะมาเป็นกองขึ้นอีก จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2478 กองมหรสพจึงอยู่ใน
สังกัดกรมศิลปากร ข้าราชการศิลปินจึงย้ายสังกัดมาอยู่ในกรมศิลปากร ในสมัยนี้มีละครแนวใหม่เกิดขึ้น
คอื ละครเพลง หรือทเี่ ป็นท่รี ู้จกั กันวา่ “ละครจันทโรภาส” ตลอดทงั้ มีละครหลวงวจิ ติ รวาทการเกิดข้ึน
สมยั รัชกาลท่ี 8 พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวอนนั ทมหิดล สมยั นี้พันตรหี ลวงวิจติ รวาทการ ได้
ให้กำเนดิ ละครหลวงวิจติ รซง่ึ เปน็ ละครปลกุ ใจใหร้ ักชาติ และสร้างแรงจูงใจใหค้ นไทยหันมาสนใจนาฏศิลป์
ไทย ส่งเสริม ทำนุบำรุง เผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้เป็นที่ยกย่องนานาอารยประเทศ ทำให้ศิลปะโขน ละคร
ระบำ รำ ฟ้อน ยังคงสบื ทอดเป็นแนวทางในการอนรุ กั ษ์และพัฒนาสืบต่อมา
สมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นาฎศิลป์และการละคร อยู่ใน
ความรับผิดชอบของรัฐบาล คือ กระทรวงวัฒนธรรม มีการส่งเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญนาฎศิลป์ไทยคิด
ประดิษฐ์ทา่ รำ ชดุ ใหมๆ่ และการยกย่องใหเ้ ป็นศิลปินแห่งชาติ
12
บทที่ 2
ประเภทของนาฏศลิ ปไ์ ทย
2.1 รำ
หมายถงึ ศลิ ปะแหง่ การรา่ ยรำทีม่ ผี แู้ สดงต้ังแต่ 1-2 คน เชน่ การรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวธุ
เปน็ ตน้ มลี กั ษณะการแตง่ กายตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็นเร่ืองราวอาจมบี ทขับรอ้ งประกอบการ
รำเข้ากบั ทำนองเพลงดนตรี มีกระบวนทา่ รำ โดยเฉพาะการรำคู่จะต่างกับระบำ เน่ืองจากท่ารำจะมคี วาม
เชอื่ มโยงสอดคล้องตอ่ เนือ่ งกัน และเปน็ บทเฉพาะสำหรับผ้แู สดงนัน้ ๆ เชน่ รำเพลงชา้ –เพลงเรว็ รำแม่บท
รำเมขลา–รามสรู เปน็ ตน้
รําแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
2.1.1 รำเดี่ยว หมายถงึ การรำท่ีใช้ผแู้ สดงเพียงคนเดียว เชน่ รำฉุยฉาย รำพลายชมุ พล รำ
มโนราห์บชู ายัญ เป็นตน้
2.1.2 รำคู่ หมายถงึ การรำท่ีใชผ้ ู้แสดง 2 คน การรำคู่ แบง่ ลักษณะการรำออกเป็น 2 ประเภท
ได้แก่
รำคใู่ นเชิงศิลปะการตอ่ สู้ เช่น กระบกี่ ระบอง ดาบสองมือ โล่ เขน ดง้ั ทวน เปน็ ตน้
รำคใู่ นชดุ สวยงาม เชน่ หนมุ านจบั นางเบญจกาย พระรามตามกวาง พระลอตามไก่ รามสรู
เมขลา รจนาเสีย่ งพวงมาลัย เปน็ ตน้
2.1.3 รำหมู่ หมายถงึ การรำท่ใี ชผ้ ้แู สดงมากกวา่ 2 คน โดยนับเอาลกั ษณะของจำนวนคน สว่ น
ระบำน้ันกถ็ อื เปน็ สว่ นหนง่ึ ของรำหมเู่ ชน่ เดียวกัน เชน่ รำโคม รำพดั รำวง เปน็ ต้น นอกจากนนั้ ก็มกี าร
แสดงพน้ื เมืองของชาวบา้ นกถ็ อื ว่าเป็นการรำหมู่ ไดแ้ ก่ รำกลองยาว เซง้ิ กระติบขา้ ว ฟ้อนเล็บ เปน็ ตน้
รำฉยุ ฉายพราหมณ์
รำฉุยฉายพราหมณ์ เป็นส่วนหนงึ่ ของการร่ายรำที่งดงามของตัวละครประเภทพระ จากบทพระ
ราชนพิ นธเ์ บิกโรงดึกดำบรรพ์ เรอ่ื งพระคเณศเสยี งา ในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อย่หู วั รชั กาลท่ี
๖ เน้อื เรอื่ งย่อมีอย่วู ่า ปรศรุ ามเจา้ แหง่ พราหมณท์ ะนงตวั ว่าเป็นทีโ่ ปรดปรานของพระอิศวร คดิ จะเขา้ เฝ้า
ในโอกาสทไ่ี มส่ มควรพระคเณศได้หา้ มปราม ในทสี่ ดุ เกิดการวิวาท ปรศรุ าม ขว้างขวานโดนงาซ้ายพระ
คเณศหักสะบนั้ ไป พระอมุ ากรวิ้ ปรศุรามจึงสาปให้หมดกำลงั ล้มกลงิ้ ดัง่ ทอ่ นไม้พระนารายณท์ รงเลง็ เหน็
และเกรงวา่ คณะพราหมณจ์ ะขาดผู้ปกป้อง อีกทง้ั ทรงทราบว่าพระอุมา ทรงเมตตาตอ่ เดก็ จึงแปลงกาย
เป็นพราหมณน์ อ้ ย ซึง่ เปน็ ปฐมเหตใุ หเ้ กิดการรำฉยุ ฉายพราหมณข์ ้ึน เนอ้ื เรอ่ื งตอ่ ไปพระอมุ าประทานพร
13
ใหพ้ ราหมณ์ และสามารถแก้ไขคำสาปใหก้ ลับกลายเป็นดีไดใ้ นที่สุด การรำฉุยฉายพราหมณม์ กี ำเนิดขึ้นใน
คร้ังนน้ั และเชอ่ื กนั ว่าเปน็ ศลิ ปะการรา่ ยรำทงี่ ดงาม เปน็ ท่รี จู้ ักแพร่หลายทวั่ ไป ลลี าท่ารำนนั้ เช่อื กนั วา่ เป็น
ผลงานของพระยานฏั กานรุ ักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) สืบทอดผ่านมา แตร่ ปู แบบทา่ ร่ายรำในปัจจุบนั ของ
กรมศิลปากร เป็นผลงานการปรบั ปรุงของนางลมุล ยมะคปุ ต์ อดีตผเู้ ชีย่ วชาญการสอนนาฏศลิ ป์ วทิ ยาลัย
นาฏศลิ ป กรมศลิ ปากร โดยเปน็ ลลี าท่ารำของตวั พระทมี่ ีลักษณะของความเปน็ หนมุ่ น้อยทม่ี คี วามงดงาม
และท่าท่นี วยนาดกรีดกราย
โอกาสท่ใี ช้แสดง ใช้เป็นการรำเบกิ โรงและการแสดงในงานเบ็ดเตลด็ ทวั่ ไป
ดนตรปี ระกอบการแสดง ใชว้ งปพ่ี าทยบ์ รรเลง
การบรรเลงดนตรใี นเพลงฉยุ ฉาย
ฉุยฉายเป็นเพลงในอัตราจังหวะ ๒ ชน้ั มีมาตั้งแต่สมยั กรงุ ศรีอยุธยา แต่เดมิ การรอ้ งเพลงฉุยฉาย
ใชด้ นตรีรบั ๑ - ๒ เทยี่ วทุกๆทอ่ น แตป่ จั จบุ นั นยิ มใช้ปรี่ บั เพยี งเทีย่ วเดยี ว ตามปกตเิ พลงฉุยฉายจะมเี พลง
๒ เพลงรวมอย่ดู ้วยกนั คอื เพลงฉุยฉาย และเพลงแม่ศรี โดยที่ในตอนแรกจะรอ้ งเพลงฉุยฉายกอ่ น ร้อง
หมดท่อนหนง่ึ ก็มีป่ีเปา่ เลียนทำนอง และเสยี งร้องเพยี งชนิ้ เดยี วก่อน แล้วจงึ บรรเลงรบั ตอ่ ดว้ ยเพลงแม่ศรี
ตดิ ตอ่ กนั ไป การทต่ี อ้ งรอ้ งเพลงฉุยฉาย และเพลงแมศ่ รีตดิ ตอ่ กนั นน้ั เพราะถอื ว่า เพลงฉยุ ฉายเปน็ เพลงช้า
เพลงแมศ่ รีเปน็ เพลงเรว็ ซึ่งเปน็ เพลง ๒ ชนั้ เรียกตามหนา้ ทบั ว่า "สองไม"้ การบรรเลงดนตรีจะเริ่มดว้ ย
เพลงรวั ร้องเพลงฉุยฉาย และเพลงแม่ศรี จบด้วยเพลงเร็ว - ลา ซง่ึ เปน็ ลักษณะท่ีนิยมโดยท่ัวไป
โดยมบี ทร้องดังนี้
ป่ีพาทยท์ ำเพลงรวั
รอ้ งฉุยฉาย
ฉยุ ฉายเอย
ชา่ งงามขำช่างรำโยกย้าย
สะเอวแสนอ่อนอรชรชว่ งกาย
วิจติ รย่งิ ลายท่คี นประดษิ ฐ์
สองเนตรคมขำแสงดำมนั ขลบั
ชม้อยเนตรจบั ช่างสวยสุดพิศ
14
สุดสวยเอย
ย่ิงพิศยิ่งเพลนิ เชญิ ใหง้ งงวย
งามหัตถ์งามกรช่างอ่อนระทวย
ช่างนาดชา่ งนวยสวยย่ัวนยั นา
ทง้ั หัตถ์ทั้งกรก็ฟอ้ นถกู แบบ
ดยู ลดแู ยบสวยยิ่งเทวา
รอ้ งแม่ศรี
นา่ ชมเอย น่าชมเจ้าพราหมณ์
ดทู ว่ั ตัวงาม ไมท่ รามจนนิด
ดผู ดุ ดูผอ่ ง เหมือนทองทาติด
ยง่ิ เพ่งยิ่งพศิ ยง่ิ คดิ ชมเอย
นา่ รกั เอย น่ารกั ดรณุ
เหมอื นแรกจะร่นุ จะรู้เดียงสา
เจ้ายม้ิ เจา้ แย้ม แก้มเหมอื นมาลา
จ่อจิตติดตา เสียจริงเจา้ เอย
...ป่ีพาทย์ทำเพลงเร็ว-ลา
หมายเหตุ การรำฉยุ ฉายพราหมณน์ ี้สามารถตัดทอนให้สั้นลงไดต้ ามความเหมาะสม เชน่ รอ้ งฉุยฉายบท
แรกต่อด้วยแม่ศรบี ทใดบทหน่ึง
เนอ้ื รอ้ งในหนงั สอื อธบิ ายนาฏศิลป์ไทยของนายธนติ อยู่โพธิ์ ในบทสดุ สวยเอย มีทีแ่ ตกต่างจากปัจจบุ นั คอื
ใชว้ ่า "งามหตั ถ์งามกรชา่ งฟ้อนระทวย"
การแต่งกายของผูแ้ สดงนั้น แตง่ ยืนเคร่ืองพระสขี าว สวมกระบังหนา้ ไว้ผมมวย มีเก้ยี วครอบ
ความยาวของชดุ การแสดงน้ันแตกต่างกัน คอื ฉุยฉายพราหมณ์แบบเต็ม ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๑๒ นาที
ฉยุ ฉายพราหมณแ์ บบตดั ใช้เวลาแสดงประมาณ ๗ นาที
รำฉุยฉายเบญกายแปลง
เปน็ ลีลาการรา่ ยรำของตัวนางเบญกาย บุตรีของพิเภก พญายกั ษ์ ซึ่งเปน็ นอ้ งของทศกัณฐ์ ฉะนั้น
เบญกายจึงมศี กั ด์เิ ป็นหลานของทศกณั ฐ์ เมอ่ื พเิ ภกถูกขบั ไล่จากลงกา นางกห็ มดอำนาจวาสนา คร้ังหนงึ่
15
ทศกณั ฐว์ างอุบายทจี่ ะล่อลวงพระรามว่านางสดี าตายเสยี แล้ว จึงใชใ้ หเ้ บญกายแปลงเปน็ สดี า เบญกาย
จำเปน็ ต้องรับอาสาด้วยเกรงภัยท่ีจะตกแกต่ นและแม่ เบญกายไม่เคยเห็นวา่ สีดามรี ปู โฉมอยา่ งไร จงึ ทูลขอ
อนุญาตไปดเู สยี กอ่ น เมื่อกลบั มาจากอุทยานท้ายกรงุ ลงกาจงึ แปลงกายเป็นสดี า ด้วยเหตุน้ีจึงใหก้ ำเนดิ ชุด
นาฏศลิ ป์ท่ีงดงามคือฉุยฉายเบญกาย กระบวนลีลาท่ารำแฝงไวด้ ้วยความหมายว่า แม้ใครได้เห็นรปู ทแ่ี ปลง
น้จี ะตอ้ งหลงใหลในความงดงาม ประดจุ ตอ้ งศรปักอก
บทรอ้ งประกอบการรำฉยุ ฉายเบญกายนี้ ปรากฎอย่ใู นบทพระนพิ นธ์ของสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์
เธอ เจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวดั ตวิ งค์ เป็นคร้ังแรก ในชดุ ทเ่ี รียกวา่ ตบั นางลอย ต่อมาจึงแพร่หลาย
นำไปประกอบการแสดงโขน ชุดนางลอย ในฉบับอนื่ ๆ ทกุ คร้งั กระบวนลีลาทา่ รำสันนษิ ฐานวา่ หมอ่ มครู
ทา่ นตา่ ง ๆ ของเจ้าพระยาเทเวศรว์ งคว์ วิ ฒั น์ (ม.ร.ว.หลาน กญุ ชร) เป็นผคู้ ดิ ประดษิ ฐ์ขึ้นและถ่ายทอดสบื
มายงั ครู อาจารยท์ ่านตา่ ง ๆ อาทิ นางเฉลย ศขุ ะวนิช สบื ทอดมาจากหมอ่ มครูนุ่ม นวรตั น์ ณ อยธุ ยา
นางสาวจำเรยี ง พุทธประดับ สืบทอดมาจากหม่อมครู ศภุ ลกั ษณ์ (ตว่ น ภทั รนาวกิ ) ซ่งึ มีความงดงามวิจิตร
บรรจงทดั เทยี มกัน คือ เป็นลีลาท่ารำของตวั นางเบญกายท่ีแปลงกายเปน็ นางสีดาขึน้ เฝา้ ทศกัณฐเ์ พอ่ื ให้ดู
วา่ ตนแปลงไดเ้ หมือนสดี าเพยี งไร
ลกั ษณะท่ารำแสดงความภาคภูมิใจยั่วยวนด้วยจริตมารยา
ดนตรีประกอบการแสดง ใชว้ งปพ่ี าทยบ์ รรเลง โดยมีบทรอ้ งดังน้ี
ป่ีพาทย์ทำเพลงรวั
ร้องฉยุ ฉาย
ฉยุ ฉายเอย
จะไปไหนนิดเจ้าก็กรดี กราย
เยือ้ งยา่ งเจ้าชา่ งแปลงกาย
ละเมียดละม้ายสีดานงลกั ษณ์
ถึงพระรามเห็นทรามวัย
จะฉงนพระทยั ใหอ้ ะเหลือ่ อะหลกั
งามนักเอย
ใครเห็นพิมพพ์ กั ตรก์ จ็ ะรักจะใคร่
หลบั กจ็ ะฝนั คร้นั ต่นื กจ็ ะคดิ
อยากเหน็ อกี สักนดิ ให้ชื่นใจ
16
งามคมดจุ คมศรชยั
ถกู นอกทะลใุ นใหเ้ จ็บอุรา
รอ้ งแม่ศรี
แมศ่ รีเอย แมศ่ รีราษศรี
แม่แปลงอนิ ทรีย์ เปน็ แมศ่ รีสดี า
ทศพกั ตร์มลกั เหน็ จะต่นื จะเตน้ ในวญิ ญาณ์
เหมือนลอ้ เลน่ ให้เปน็ บา้ ระอาเจ้าแม่ศรเี อย
อรชรเอย อรชรออ้ นแอน้
เอวขาแขนแมน แมน้ เหมือนกินรี
ระทวยนวยนาด วิลาสจรลี
ข้ึนปราสาทมณี เฝา้ พระปติ ุลาเอย
...ปพี่ าทย์ทำเพลงเร็ว - ลา
หมายเหตุ อาจตดั ทอนไดต้ ามความเหมาะสม โดยใช้บทฉุยฉายบทแรกและแมศ่ รีบทใดบทหนง่ึ
เช่นเดียวกับฉุยฉายพราหมณ์
การแตง่ กาย แตง่ ยนื เป็นเครอ่ื งนาง สวมมงกุฎกษตั ริย์ ความยาวของชดุ การแสดงน้นั ฉยุ ฉายเบญกายแบบ
เต็มใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๑๐ นาที ฉุยฉายเบญจกายแบบตัดใช้เวลาแสดงประมาณ ๗ นาที
รำมโนหร์ าบชู ายัญ
มโนหร์ าบูชายัญ เปน็ การแสดงตอนหนึ่งจากละครชาตรีเคร่อื งใหญ่ (ทรงเคร่อื ง) เรอื่ งมโนห์รา ซึ่ง
กรมศลิ ปากรได้ปรับปรงุ และนำออกแสดง เมอ่ื เดอื นกมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๘
เนือ้ เร่อื งยอ่ มีอยวู่ า่ มโนหร์ าและพน่ี างท้ัง ๖ เป็นนางกินรี ธิดาของท้าวทุมราช วนั หน่ึงได้พากนั
มาเลน่ นำ้ ที่สระโบกขรณี พรานบุณใชบ้ ว่ งนาคคล้องจบั นางมโนห์ราไปได้ นำไปถวายพระสธุ นพระยพุ ราช
แหง่ เมอื งปัญจาล พระสุธนรบั นางไวเ้ ป็นชายา ซึง่ ทำใหป้ โุ รหติ ไมพ่ อใจเปน็ อย่างยง่ิ จึงหาทางกำจดั นาง วัน
หนง่ึ สบโอกาสท่พี ระสธุ นยกทพั ออกจากเมอื งและท้าวอาทติ ย์วงศป์ ระชวร ปโุ รหติ ยุยงใหบ้ ชู ายญั นาง
มโนห์ราเพอ่ื สะเดาะพระเคราะห์ ก่อนที่นางจะเขา้ สูพ่ ธิ บี ชู ายญั ไดท้ ูลขอปกี หางและฟอ้ นรำตามเพศกนิ รี
17
สบโอกาสนางจึงบินหนีกลบั บา้ นเมืองได้
ดนตรที ีใ่ ช้ประกอบการแสดง ใช้วงปีพ่ าทย์ชาตรี ประกอบดว้ ยเพลงรวั บูชายญั และเพลงเรว็ แขก
บูชายญั
ประพนั ธ์ทำนองเพลงโดย นายมนตรี ตราโมท ผ้เู ชี่ยวชาญดา้ นดรุ ยิ างคไ์ ทย กรมศลิ ปากร และ
ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ
การแต่งกายแตง่ ยืนเครอ่ื งกินรี นงุ่ ผ้าจีบ (ชกั ชายพก ๒ ขา้ งแลว้ คลีอ่ อก) ใสเ่ สอ้ื ในรดั รปู คาดรัด
สะเอว ใสป่ ีก สวมกรองคอ รดั พาหุรดั (ต้นแขน) กำไลมือผ้า กำไลเท้าตดิ ลูกกระพรวน จ้ีนาง คาดเข็มขดั
สวมเล็บ ใสม่ งกุฎนางกนิ รี (ประดษิ ฐ์ขึ้นใหมโ่ ดยนายชิต แกว้ ดวงใหญ่)
ลีลาทา่ รำ ซงึ่ ประดษิ ฐโ์ ดยท่านผหู้ ญงิ แผว้ สนิทวงศเ์ สนี ผู้เชยี่ วชาญดา้ นนาฏศิลป์ไทย กรม
ศลิ ปากร และศิลปินแหง่ ชาติ มีลกั ษณะเป็นทา่ ของนกท่บี นิ ฉวดั เฉวียนหลอกล่ออยหู่ นา้ กองไฟ ท่านผู้
ประดิษฐท์ ่ารำได้นำลีลาของนาฏศิลปช์ นั้ สูงเปน็ หลกั ในการประดษิ ฐ์ จดั ไดว้ ่ามคี วามงดงามเป็นเลศิ เป็นท่ี
รู้จักทั่วไปทง้ั ในประเทศและต่างประเทศ ความยาวของชดุ การแสดงโดยประมาณ ๗ นาที
รำซัดชาตรี
เปน็ การแสดงทน่ี ยิ มจนมแี บบแผนเปน็ ของตนเอง ในแบบศลิ ปะทางใต้ของไทย ปรบั ปรุงมาจาก
รำซดั ไหวค้ รูของละครชาตรี ซ่ึงเคยเป็นละครรำแบบเกา่ ชนิดหนง่ึ ของไทย ถือวา่ เป็นต้นกำเนดิ ของละครรำ
ประเภทต่างๆ ซึ่งได้รับการปรับปรงุ ในสมยั ตอ่ มา ประเพณกี ารแสดงละครชาตรี ถือธรรมเนียมกนั วา่ ผู้
แสดงตวั พระ จะตอ้ งรำไหวค้ รเู ป็นการเบกิ โรงเรยี กวา่ " รำซัด " โดยมีโทน ป่ี กลอง กรบั ประกอบจังหวะ
ต่อมากรมศลิ ปากรไดด้ ัดแปลงรำซัด และปรบั ปรงุ ให้มีผู้รำทงั้ ฝา่ ยชาย(ตัวพระ) และหญงิ (ตัวนาง)
เพื่อให้นา่ ดมู ีชวี ิตชีวา โดยรกั ษาจังหวะอนั เร่งเร้าไวอ้ ย่างเดิม สิ่งสำคญั ของการรำน้ัน จะมีการรวมจุดท่ี
กำหนดเป็นอย่างดีระหวา่ งทา่ ทางท่ีเคล่ือนไหว ในระหวา่ งที่รำอย่ใู นจงั หวะทเ่ี ร่งเร้าของผรู้ ำ กับจงั หวะ
ของการตกี ลอง ผูต้ ีกลองจะตอ้ งตกี ลองไปตลอดเวลาไปพรอ้ มๆ กับผทู้ รี่ ่ายรำจนครบจังหวะของการแสดง
ใหป้ ระสานกลมกลืนกนั จนเป็นท่นี ิยมชมชอบจากผู้ชมที่ได้ชมการแสดงชุดนเ้ี สมอมา
โขนชดุ หนุมานจับนางสุพรรณมจั ฉา
การแสดงชดุ นีอ้ ยู่ในการแสดงโขนเร่ืองรามเกียรตชิ์ ุดจองถนนโดยดำเนินเรื่องว่า พระรามทรงใช้
ใหส้ ุครีพคมุ พลวานรไปจองถนนเพ่อื จะยกพลขา้ มไปฝง่ั ลงกา ในขณะทีบ่ รรดาพลวานรกำลังทุ่มหินถมลง
ในมหาสมทุ รอยู่นนั้ นางสุพรรณมัจฉาผูเ้ ปน็ ราชธดิ าของทศกณั ฐ์พาฝงู บริวารปลามาคาบขนก้อนหินไป
18
สคุ รีพสงสัยจึงส่ังให้หนมุ านประดานำ้ ลงไปสำรวจดู ได้พบนางสพุ รรณมัจฉาจึงตรงเข้าไขวค่ ว้าโลดไล่จับ
นางสุพรรณมจั ฉาได้สำเร็จ
รำสีนวล
สีนวล เป็นช่อื ของเพลงหนา้ พาทยท์ ี่ใชป้ ระกอบการแสดงละคร ประกอบกริ ยิ าไปมาของสตรีท่ี
มารยาทกระชดกระชอ้ ย ทำนองเพลงมที ว่ งทซี อ่ นความพร้ิงเพราไว้ในตัว ตอ่ มามผี ู้ประดิษฐ์ทำนองร้องขน้ึ
ประกอบการรำซึง่ ทำใหค้ วามหมายของเพลงเด่นชดั ปรากฏเป็นภาพงดงามเม่ือมีผ้รู ่ายรำประกอบ
แตเ่ ดมิ การรำเพลงสีนวลมอี ยแู่ ต่ในเรือ่ งละคร ภายหลงั จึงแยกออกมาใช้เปน็ ระบำเบด็ เตล็ด
เพราะมีความงดงามไพเราะทั้งในชั้นเชิงของทำนองเพลง และทา่ รำความหมายของการรำสีนวล เป็นไปใน
การบันเทงิ รืน่ รมยข์ องหญิงสาวแรกรุ่นที่มจี รติ กริ ิยางดงามตามลักษณะกลุ สตรไี ทย ดว้ ยความทที่ ำนอง
เพลง บทขับรอ้ ง และทา่ รำทเ่ี รียบง่ายงดงาม จึงเป็นชดุ นาฏศลิ ปช์ ดุ หนง่ึ ทไี่ ดร้ บั ความนยิ ม
แพร่หลายเป็นทีร่ ูจ้ กั กนั ท่วั ไปจำนวนผ้แู สดง ใชแ้ สดงเป็นหมู่ หรอื แสดงเด่ยี วกไ็ ด้ ตามโอกาสที่เหมาะสม
ดนตรีประกอบการแสดง ใชว้ งปพ่ี าทย์ บทรอ้ งที่ใช้แสดงมีอยู่ ๓ รปู แบบ
แบบท่ี ๑
ป่พี าทยท์ ำเพลงสีนวล
ร้องสีนวล
สนี วลชวนชืน่ เมอื่ ยามเชา้
รกั เจา้ สาวสีนวลหวนคิดถงึ
แมไ้ ม่แลเห็นเจา้ เฝ้าคำนึง
อยากให้ถงึ วนั ทร่ี ำสนี วล
...ปพี่ าทย์ทำเพลงเรว็ - ลา
แบบที่ ๒ ประพนั ธบ์ ทร้องโดย นายมนตรี ตราโมท ผู้เช่ียวชาญทาง
ดา้ นดรุ ยิ างคไ์ ทย กรมศิลปากรและศลิ ปินแห่งชาติ
ปพ่ี าทยท์ ำเพลงสนี วล
รอ้ งสนี วล
19
แบบที่ ๓ อันการรำสนี วลกระบวนนี้
ปีพ่ าทย์ทำเพลงสีนวล เป็นแบบท่ีร้องรับไม่จบั เรอื่ ง
ร้องสีนวล เปน็ การรำเรงิ รน่ื ของพื้นเมือง
เพื่อเปน็ เครอื่ งพกั ผ่อนหยอ่ นอารมณ์
ร้องอาหนู ได้ปลดทกุ ขส์ ขุ ใจเมอ่ื ไรก้ ิจ
เข้ารำชิดเคยี งคู่ดเู หมาะสม
ขอเชญิ ชวนมวลบรรดาทา่ นมาชม
ร่นื อารมณย์ ามทร่ี ำสนี วล
...ป่ีพาทยท์ ำเพลงเร็ว - ลา
สนี วลชวนชื่นเม่ือยามเช้า
รักเจ้าสาวสนี วลหวนคดิ ถึง
แมไ้ ม่แลเห็นเจา้ เฝา้ คำนงึ
อยากใหถ้ ึงวนั ท่รี ำสนี วล
เจา้ สาวสาวสาวสาวสะเท้นิ
เจา้ คอ่ ยเดนิ ค่อยเดินเดินตามทาง
ฝูงอนงค์ทรงสำอาง
นางสาวศรีหม่ สี (ซำ้ )
ใสก่ ำไลแลวิลัย ทองใบอยา่ งดี ทองก็ดี
ประดับสีเพชรพลอยพลอยงามดงู าม
ใสต่ า่ งหสู องหู หทู ัดดอกไม้
สตรใี ดชนใดในสยาม
จะหางามงามกวา่
20
มาเคียง ไม่เคียง (ซ้ำ)
ชวนกันเดนิ พากนั เดนิ รบี เดินมา รีบเดนิ มา
ร่ายรำทำท่าน่ารกั เอย
... ปี่พาทย์ทำเพลงเรว็ - ลา
หมายเหตุ บทรอ้ งอาหนู เปน็ บทพระนิพนธ์สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานวุ ัดติ
วงศ์ (ท่อนสุดท้ายปรบั ปรงุ ขนึ้ ใหมแ่ ตกต่างจากบทพระนิพนธ์) ผแู้ สดงนุ่งผา้ โจง ห่มสไบจบี สยายผมทัด
ดอกไม้ ใส่เครอื่ งประดบั (เขม็ ขดั กำไลมอื กำไลเท้า) ความยาวของชุดการแสดงจะแตกตา่ งกันคือรำสนี วล
ออกเพลงเรว็ -ลา ใช้เวลาแสดงประมาณ ๕ นาทีรำสีนวล ออกเพลงอาหนู เพลงเรว็ -ลา ใช้เวลาแสดง
ประมาณ ๘ นาที
รำกลองยาว
การรำกลองยาว มีชอื่ เรยี กหลายชือ่ เชน่ เถดิ เทงิ เท่ิงบองกลองยาว สนั นษิ ฐานวา่ แต่เดมิ เปน็ การ
เล่นของพวกทหารพม่าในสมยั ทม่ี ีการต่อส้กุ นั ปลายสมัยกรงุ ศรีอยุธยา และเข้าใจว่าคนไทยนำมาเล่นใน
สมยั กรุงธนบุรี เพราะจงั หวะสนุกสนานเลน่ งา่ ย เครอื่ งดนตรกี ค็ ลา้ ยของไทยและจังหวะกป็ รบั มาเป็นแบบ
ไทย ๆ เพื่อประกอบการรำ แต่การแตง่ กายยงั คงคลา้ ยรูปแบบของพมา่ เชน่ โพกหวั แบบพมา่ นงุ่ โสร่ง
เสอื้ คอกลมแขนกวา้ ง แต่บางครั้งจะพบแต่งกายตามสบาย
โอกาสที่แสดงนิยมในงานร่นื เรงิ เชน่ ขบวนแหน่ าค ขบวนแหผ่ า้ ปา่ กฐิน งานฉลอง ขบวน
ขนั หมาก ผูร้ ำรว่ มก็จะแตง่ กายตามสบาย แตจ่ ะนยิ มประแป้งพอกหนา้ ให้ขาว ทัดดอกไม้ เขยี นหนวดเครา
แตม้ ไฝ ลีลาท่าทางอาจจะแปลกพสิ ดารท่ที ำใหช้ วนหัวเราะ ยัว่ เย้ากันเองในหมู่พวกหรือคนดู และบางครงั้
ก็อาจไปรำตอ้ นคน ดเู ขา้ มารว่ มวงสนกุ ไปดว้ ย ผ้รู ำจะมีทัง้ ชายและหญิง ส่วนพวกตีเครอื่ งประกอบจังหวะ
กจ็ ะทำหนา้ ที่ร้องและเป็นลกู คู่ไปดว้ ย
ลกั ษณะการแสดงรำกลองยาว
เคร่อื งดนตรี ประกอบดว้ ยกลองยาวหลายขนาด ซง่ึ จะให้เสียงตา่ งกันออกไปจำนวนไมจ่ ำกดั มี
เครือ่ งประกอบจงั หวะอ่นื ๆ เชน่ ฉ่ิง ฉาบ กรบั โหม่ง และปช่ี วาการโหร่ ้อง เปน็ ทน่ี ิยมของการรำกลอง
ยาวกอ่ นจะเร่ิมบรรเลง จะมกี ารโห่สามลา โดยผ้นู ำวงจะโห่ยาว และลกู คู่จะร้องรับด้วยคำวา่ ฮิ้ว กลอง ฉงิ่
ฉาบ กรบั โหมง่ จะรวั รับสามครงั้ จากนัน้ กลองจะบรรเลงเป็นจงั หวะประกอบท่ารำ
เพลงร้องประกอบ เป็นเพลงง่าย ๆ สนกุ สนาน เน้ือหาไม่เปน็ สาระ ไมบ่ อกประวตั ิ หรอื ตำนานใด ๆ
การแสดงประกอบอื่น ๆ ในการรำกลองยาว หรือเถิดเทิงหรอื เทงิ่ บอง เป็นการเรยี กเลยี นจากเสยี งของ
กลองยาว
21
การแสดงชดุ เชิงศลิ ปะการตอ่ สู้
ดาบสองมอื และพลองไม้สั้น
แตเ่ ดมิ จดั อย่ใู นประเภทศลิ ปะการต่อส้แู ละป้องกนั ตัว แต่ในปัจจบุ ันไดป้ รับปรงุ ให้เปน็ รูปแบบ
การแสดงโดยใชพ้ ื้นฐานลลี าทางดา้ นนาฏศลิ ป์ เขา้ ไปผสมผสานให้เปน็ รปู แบบการแสดงทงี่ ดงาม ตืน่ เต้น
เร้าใจ และไดร้ บั ความนยิ มเป็นอยา่ งยิง่ ทง้ั ชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ดาบสองมอื
ศลิ ปะการต่อสปู้ อ้ งกนั ตวั เป็นศลิ ปะทชี่ าวไทยทกุ คนจำเปน็ ต้องเรยี นรู้ สามารถใช้ประโยชนท์ ง้ั ใน
ยามปกติ และยามสงคราม แมห้ ญิงไทยในอดีตก็เคยฝึกฝนเพลงดาบให้ประจกั ษ์ฝีมอื ในการสงคราม
ปอ้ งกันชาติอยู่หลายครั้ง ศิลปะการต่อสูป้ อ้ งกันตวั หรือกระบ่กี ระบอง มแี ม่ไม้หลักทสี่ ำคญั ได้แก่ แมไ่ ม้
ขนาน (ตัดคอ) แมไ่ มเ้ ฉียง (สะพายแลง่ ) แม่ไม้งัด (สวนทางกับสะพายแล่ง) และไม่ไมห้ วั (ฟันตรง) ผู้ใช้
จำเปน็ ตอ้ งฝกึ หัดแม่ไม้ให้ใช้ได้อยา่ งชำนิชำนาญ สามารถรุกและรบั อาวุธของคูต่ อ่ ส้ไู ด้อย่างคล่องแคล่ว
วอ่ งไว ดาบสองมอื ก็มีแม่ไมห้ ลักดังกลา่ ว นายธนิต อยู่โพธ์ิ อดตี อธบิ ดีกรมศิลปากร ค้นคว้าไวว้ ่า สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ วีรกษัตริยแ์ หง่ กรุงศรอี ยธุ ยาทรงเชี่ยวชาญในการใช้ดาบ
สองมอื ถงึ กบั เคยทรงใช้เปน็ อาวธุ คู่พระหัตถเ์ ขา้ ตอ่ สู้กับกองทัพพมา่ เม่ือคราวมาลอ้ มกรุงศรอี ยธุ ยาเมอื่ ปี
พ.ศ. ๒๑๒๙
ในปัจจุบนั การตอ่ ส้ดู ว้ ยดาบสองมือ เปน็ ศลิ ปะการตอ่ สูท้ แ่ี สดงถึงความกล้าหาญเป็นสญั ลักษณ์
การตอ่ สขู้ องชายไทย นิยมจดั แสดงในงานมหรสพทัว่ ไป โดยมลี ลี าทา่ รำเปน็ การร่ายรำไหวค้ รู แลว้ เขา้ ตอ่ สู้
ด้วยลลี าชนั้ เชิงตามลกั ษณะประเภทอาวธุ
ผแู้ สดงนงุ่ กางเกงขาสน้ั (ขาสามสว่ น) ใสเ่ สอื้ แขนกุด ลงยนั ต์ ผูกผา้ ประเจยี ด สวมมงคล
ดนตรี ประกอบการแสดง ใชว้ งกลองแขก ปชี่ วาบรรเลง การแสดงชุดนี้ ใช้เวลาแสดงประมาณ
๘ นาที
พลองกับไมส้ นั้
เปน็ ศลิ ปะการต่อสู้ปอ้ งกันตวั อีกรปู แบบหนงึ่ คอื พลอง (ไมก้ ลมวดั ผ่าศูนย์กลาง ขนาด ๒ นว้ิ ฟตุ
และยาวราว ๔ ศอก หรอื ๒๐๐ เซนติเมตร) ไม้สั้น (ไม้ขนาดส้ันราว ๑ ศอก หรอื ๕๐ เซนตเิ มตร ข้างหนง่ึ
ของไมม้ ีหว่ งสำหรับสอดแขนตรงใตข้ อ้ ศอก อีกขา้ งหน่ึงมีหลกั ๒ อัน อันหน่ึงสำหรบั กำมอื ถือ อีกอนั หนึง่
อยู่เหนอื กำมอื สำหรบั รับอาวุธของคตู่ อ่ สูท้ ่ีจะกระทบกำมือ คนหน่งึ ใช้ไมส้ ัน้ ๒ อัน สำหรบั สอดถือทงั้ สอง
มือ)
ศิลปะแหง่ การใช้ไม้สน้ั อยทู่ ่คี วามคล่องแคลว่ วอ่ งไวของผูใ้ ช้และจะต้องเปน็ ฝ่ายรกุ เข้าประชิดตัวคู่
ตอ่ ส้เู สมอ ซงึ่ ตรงข้ามกบั ผใู้ ชพ้ ลอง ถา้ ต่อสกู้ ับผใู้ ช้ไม้สัน้ จะตอ้ งถอย ใหห้ ่างตัวคตู่ ่อสู้ จึงจะทำร้ายคตู่ อ่ สไู้ ด้
ถา้ ผใู้ ชไ้ ม้สั้นเขา้ ประชิดตวั เสยี แลว้ ผูใ้ ช้พลองกม็ กั ทำอะไรไมไ่ ด้ นอกจากรดู มอื ทัง้ สองมากำไว้ทปี่ ลายไม้
22
แล้วใชก้ ระท้งุ กระแทกอย่างไม้สั้น
ในปจั จบุ ันศิลปะการต่อสู้ด้วยพลองกับไมส้ ้ัน นิยมนำไปแสดงในงานมหรสพ เป็นศลิ ปะการต่อสู้
ระหวา่ งอาวุธยาวและสน้ั ทง่ี ดงาม และสนุกสนานต่ืนเต้นเรา้ ใจแก่ผ้ชู มทงั้ ไทยและต่างประเทศ เปน็ ลลี า
การต่อสทู้ ่ตี ่นื เตน้ สนุกสนาน ฝา่ ยไมส้ ้นั มีความคลอ่ งแคลว่ เปรียบไดก้ ับฝ่ายวานรในการแสดงโขน ฝา่ ย
พลองเขม้ แขง็ ดดุ นั เปรยี บได้กบั ฝา่ ยยักษ์
ดนตรปี ระกอบการแสดง ใช้วงกลองแขก ปช่ี วาบรรเลงการแสดงชุดนี้ ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๑๒
นาที
2.2 ระบำ
ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า การฟอ้ นรำเปน็ ชดุ หรืออีกนัยหนง่ึ คอื การฟ้อน
รำมุ่งหมายเพียงเพื่อความงดงามของศิลปะการรำ และการรื่นเริงบันเทิงใจไม่แสดงเป็นเรื่องราว
ประกอบด้วยผู้แสดงจำนวนมากกว่า 2 คนขึ้นไป มีจุดประสงค์เพื่อแสดงความงดงาม ความพร้อมเพรียง
การแปรแถวในขณะแสดง ประกอบกบั การแตง่ กายทสี่ วยงาม และเพลงดนตรที ่ีไพเราะน่าฟัง
นาฏศิลป์ เป็นการรวมความเป็นเลิศของศิลปะแขนงต่าง ๆ วิวัฒนาการมาพร้อมกับความเจริญ
ของมนุษย์ โดยอาศัยพลังและเจตนา เป็นเครื่องผลักดันให้จิตกระตุ้นร่างกายให้แสดงการเคลื่อนไหว มี
จังหวะ มีแบบแผน เพื่อให้เกิดความสุข ความเข้าใจ และความงดงามแก่ตนเองและผู้อื่น นาฏศิลป์ไทย
เป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติแต่โบราณ เป็นศิลปะชั้นสูง แยกประเภทการแสดงออกเป็นหลายแบบ ใช้
ภาษาทา่ เหมือนกัน แต่แยกลักษณะและประเภทการแสดงแตกตา่ งกัน
ขอบข่ายของนาฏศิลป์ไทย จำแนกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ โขน หนัง หุ่น ละครรำ ละครรำ
ละครร้อง ละครสงั คีต ละครพูด การละเล่นของหลวง การเล่นเบิกโรง การละเลน่ พื้นเมือง
นาฏศิลป์ไทยประเภทต่างๆ ดังกล่าวมานี้ เรียกกันโดยทั่วไปว่า "มหรสพ" ซึ่งหมายถึงการเล่นร่ืน
เริง มีโขน ละคร หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ปัจจุบันมหรสพมีความหมายกว้างขวาง รวมไปถึงการเล่นรื่นเริง
ทกุ ชนดิ มีระบำ รำ ฟ้อน เป็นตน้
ระบำ คือ ศิลปะของการร่ายรำที่แสดงพร้อมกันเป็นหมู่เป็นชุด ความงามของการแสดงระบำ อยู่
ที่ความสอดประสานกลมกลืนกัน ด้วยความพร้อมเพรียงกัน การแสดงมีทั้งเนื้อร้องและไม่มีเนื้อร้อง ใช้
เพียงดนตรีประกอบ คำว่า "ระบำ" รวมเอา "ฟ้อน" และ "เซิ้ง" เข้าไว้ด้วยกัน เพราะวิธีการแสดงไปในรูป
เดยี วกัน แตกต่างกันทวี่ ิธีรา่ ยรำ และการแต่งกายตามระเบียบประเพณีตามทอ้ งถิ่น
ระบำ แบง่ ออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คอื ระบำมาตรฐาน และ ระบำเบด็ เตล็ด
23
2.2.1 ระบำมาตรฐาน หมายถงึ การแสดงทมี่ ีลกั ษณะการแต่งกายยนื เครอื่ งพระ-นาง ตลอดจน
ทา่ รเพลงรอ้ งและดนตรีได้กำหนดไวเ้ ป็นแบบแผน มลี กั ษณะเฉพาะตวั ตามแบบของนาฏศิลป์ไทย ซ่ึงบรม
ครูทางนาฏศลิ ปไ์ ด้กำหนดแบบแผนกระบวนการรำ เปน็ ที่ยอมรับกันมาชา้ นานแลว้ ไมค่ วรแก้ไขดดั แปลง
ไปจากเดมิ เชน่ ระบำสี่บท ต่อมาไดม้ ผี ู้ประดิษฐร์ ะบำเลยี นแบบระบำส่บี ทข้นึ อกี หลายชดุ ได้แก่ ระบำ
ยอ่ งหงิด ระบำดาวดึงส์ ระบำกฤดาภนิ ิหาร ระบำพรหมมาสตร์ และระบำเทพบนั เทงิ เป็นตน้
ระบำกฤดาภินิหาร
ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖ เพื่อใช้ประกอบการแสดงละครเรือ่ ง เกยี รตศิ ักดิ์ไทย ในสมยั พระ
อนุมานราชธนเป็นอธบิ ดีกรมศิลปากร (หลังยุคละครหลวงวิจิตรวาทการ) ประดษิ ฐท์ ่ารำโดยหม่อมตว่ น
ภทั รนาวิก และนางลมุล ยมะคปุ ต์ ประพันธ์บทโดย สุดา บุษปฤกษ์ ในคร้ังแรกน้นั ใช้วงดนตรสี ากลของ
กรมศลิ ปากรบรรเลงประกอบการแสดง ภายหลงั จงึ ใช้วงปี่พาทยไ์ ม้นวม และแยกออกเป็นชุดระบำ
เบ็ดเตล็ดท่ีนยิ มใชใ้ นการอวยพรในงานมงคลตา่ งๆ เพลงท่ีใช้ประกอบคอื เพลงรัวดกึ ดำบรรพ์ ครวญหา จนี
ถอนและจีนรัว เนอื้ เพลงกล่าวยอพระเกียรตสิ มเดจ็ พระมหากษัตรยิ ผ์ ูท้ รงพระราชกฤดาภนิ หิ ารอนั ยง่ิ ใหญ่
ของไทย ทพ่ี ระเกียรติลอื กระฉ่อนถงึ เทวดาชน้ั ฟา้
การแตง่ กายของผแู้ สดงนั้น แต่งยนื เครือ่ งตวั พระและตัวนาง ตัวพระสวมศิราภรณช์ ฏา ตวั นาง
สวมศริ าภรณม์ งกฎุ กษัตริย์ มีลักษณะทา่ รำเป็นระบำหมู่คู่พระ-นาง ออกรำในเพลงรวั ดกึ ดำบรรพ์ ตบี ท
ตามคำรอ้ งเพลงครวญหา แลว้ รำท่าจีนรัว โปรยดอกไม้ สามารถแสดงไดส้ องรูปแบบ คอื รำตามบท ร้องสี่
คำกลอน
แลว้ ตดั ไปโปรยดอกไมใ้ นเพลงจนี รวั ซง่ึ ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๕ นาที และอกี แบบหน่ึงรำเต็มบทร้องหก
คำกลอน โปรยดอกไมต้ ามบทร้องและในเพลงจีนรวั ซึง่ ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๖ นาที
การแสดง ใชผ้ แู้ สดง ๑-๒ คู่
โอกาสทใ่ี ชใ้ นการแสดง ในงานพิธีมงคลและงานเบด็ เตลด็
บทรอ้ ง
ปราโมทยแ์ สนองคอ์ ปั สรอมรแมนแดนสวรรค์
ยนิ กฤดาภินหิ ารมหศั จรรย์เกยี รติไทยลั่นลอื เล่ืองเรอื งรูจี
ต่างเตม็ ต้นื ชน่ื ชมโสมนสั โอษฐเ์ ออ้ื นอรรถอวยพรสนุ ทรศรี
แจ้วจำเรยี งเสยี งเพลงสดดุ ดี นตรีรเ่ี รื่อยประโคมประโลมลาน
แล้วลลี าศเริงรำระบำรา่ ยกรกรดี กรายโปรยมาลสี ีประสาน
พรมน้ำทพิ ยป์ รงุ ปนสคุ นธารจกั รวาลฉำ่ ช่ืนรน่ื รมย์ครัน
24
ระบำดาวดงึ ส์
ระบำดาวดึงสเ์ ป็นระบำมาตรฐานทีส่ ร้างสรรคร์ ปู แบบท่ารำใหม่ แตกตา่ งจากระบำมาตรฐานแบบ
ด้งั เดมิ เชน่ ระบำสบ่ี ทที่ทา่ รำตีบทความหมายของคำรอ้ งระบำดาวดึงสเ์ ปน็ ระบำประกอบในการแสดง
ละครดึกดำบรรพเ์ รอื่ งสังขท์ อง ตอนตคี ลี ซึง่ จัดแสดงทโ่ี รงละครดกึ ดำบรรพ์ วังบ้านหมอ้ ปลายสมัย
สมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี ๕ แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์
บทรอ้ งเป็นพระนิพนธ์ในสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวัดตวิ งศ์
พรรณนาถงึ ความงดงามโอฬารของสวรรคช์ นั้ ดาวดึงสแ์ ละทิพยสมบตั ิของพระอนิ ทร์ หมอ่ มเข็ม กญุ ชร ณ
อยุธยา ได้ปรบั ปรงุ ท่ารำเลยี นแบบทา่ เตน้ ในพิธแี ขกเจ้าเซน็ ซึ่งเจ้าฟา้ กรมหลวงพิทักษ์มนตรที รงประดิษฐ์
ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย
ดนตรีทใ่ี ช้ประกอบการแสดงชุดน้ี ใช้วงปพ่ี าทยด์ กึ ดำบรรพ์ซงึ่ สมเดจ็ ฯ เจา้ ฟ้ากรมพระยานรศิ รา
นวุ ดั ติวงศ์ทรงปรับปรุงแตกต่างจากวงป่พี าทย์เครอ่ื งคแู่ ละเครื่องใหญ่ คอื ลดเคร่อื งดนตรีบางชิ้นใหม้ ีเสียง
ทุม้ นุ่มนวล ไม่แกรง่ กรา้ วเสียงแหลมสงู เครอื่ งบรรเลง ได้แก่ ระนาดเอกตดี ว้ ยไมน้ วม ระนามทุ้ม ระนาด
ท้มุ เหลก็ ฆ้องวงใหญ่ ขลยุ่ เพียงออ ขลยุ่ อู้ ซออู้ ตะโพน กลองตะโพนคู่ (ถอดเท้าต้งั ขึ้นตีแทนกลองทัด) ฉ่ิง
ฆ้องหุย่ เจ็ดลูก (๗ เสียงเรียงลำดบั ) กลองแขก ทำนองเพลงประกอบลลี าท่ารำ คือ เพลงเหาะ เพลงตะเขิ่ง
เพลงเจ้าเซ็น เพลงรัว
ในส่วนของการแต่งกาย ตวั พระเทพบุตร แต่งกายยืนเครื่องเตม็ ตวั น่งุ ผ้ายกตีปกี จีบโจงไวห้ าง
หงส์ทบั บนสนบั เพลาเชิงงอน สวมเสื้อรดั รูปปกั ดนิ้ เล่อื มลายกนกแขนสนั้ เหนอื ศอก ตดิ กนกปลายแขน
สวมเครอ่ื งประดับถนิมพมิ พาภรณค์ รบชดุ ศิราภรณ์ชฎายอดชัย ตัวนางอัปสร แตง่ กายยนื เครือ่ งนางเต็ม
ตวั นุ่งผา้ ยกจบี หนา้ นางทง้ิ ชายพก สวมเส้ือในนางรดั รปู หม่ ผา้ ห่มนางเต็มผืนปกั ดนิ้ เลอ่ื มลายกนก สวม
เคร่อื งประดบั ถนิมพมิ พาภรณค์ รบชดุ ศิราภรณม์ งกุฎกษัตริย์ ลีลาท่ารำจะผสมผสานนาฏศิลป์ไทยกบั ทา่
เตน้ ทุบอกในพธิ ีแขกเจ้าเซ็น ท่ารำเขา้ คู่พระ-นาง ในรปู แบบรำหมู่ เพลงเหาะ รัว ใช้ แมท่ ่านาฏศิลป์ไทย
ตอ่ จากนน้ั เปน็ การผสมผสานทา่ รำไทยกบั ทา่ เตน้ ในพิธีเจ้าเซ็น ซึง่ ดสู งา่ งาม การแสดงชดุ นีใ้ ชเ้ วลาแสดง
ประมาณ ๘ นาที
บทร้อง
ดาวดึงส์เทวโลกมโหฬาร เป็นท่อี ยสู่ ำราญฤทัยหรรษ์
สารพัดงามจรงิ ทุกส่ิงอนั สารพันอุดมสมใจปอง
เทพบตุ รผดุ พรรณโฉมยง งามทรงอาภรณไ์ มม่ ีหมอง
นางอปั สรงอนสงวนนวลละออง งามทรงเครือ่ งทองและเพชรนิล
สมเด็จพระอมั รนิ ทรป์ ิ่นมงกฎุ ทรงวชิราวธุ ธนูศิลป์
25
รักษาเทวสีมาเปน็ อาจณิ อสุรนิ ทร์อรไี ม่บฑี า (ซำ้ )
อนั อินทรปราสาททั้งสาม (ซำ้ ) ทรงงามสูงเงือ้ มกลางเวหา
สี่มขุ หมุ้ มาศสะอาดตา ใบระกาแกมแกว้ ประกอบกนั
ช่อฟา้ ช้อยเฟือ้ ยเฉ่ือยชด (ซ้ำ) บราลีทล่ี ดมขุ กระสนั (ซ้ำ)
มขุ เดด็ ทองคาดกนกพนั บษุ บกสวุ รรณชามพนู ุท (ซำ้ )
ราชยานเวชยันตร์รถแก้ว (ซำ้ ) เพรศิ แพรว้ กำกงอลงกต (ซ้ำ)
แอกงอนอ่อนสลวยชวยชด (ซำ้ ) เครือขดชอ่ ตั้งบลั ลังก์ลอย
รายรูปสงิ ห์อดั หยดั ยนั สบุ รรณจบั นาคหวิ้ เศยี รหอ้ ย (ซำ้ )
ดมุ พราววาววับประดบั พลอย แปรกแก้วกาบชอ้ ยสะบดั บัง
เทียมดว้ ยสงิ ธพเทพบตุ ร ท้ังส่บี ริสทุ ธด์ิ ่ังสสี ังข์
มาตลีอาจข่ีขับประดงั ใหร้ บี รดุ สดุ กำลังดังลมพา
ระบำเทพบันเทิง
ระบำเทพบันเทิงเปน็ ระบำท่ีนายมนตรี ตราโมท ผ้เู ชีย่ วชาญด้านดรุ ิยางค์ไทย กรมศิลปากรและ
ศิลปินแหง่ ชาติ แต่งบทร้องและบรรจทุ ำนองเพลงประกอบการแสดงละครในเร่อื งอิเหนา ตอนลมหอบ
กล่าวถงึ เทพบตุ รนางฟ้าฟ้อนรำบำเรอองค์ปะตาระกาหลา กรมศิลปากรจดั แสดงให้ประชาชนชม ณ โรง
ละครศิลปากร เมือ่ พ.ศ. ๒๔๙๙ ผปู้ ระดิษฐล์ ีลาทา่ รำ คือ นางลมุล ยมะคปุ ต์ ผเู้ ชย่ี วชาญการสอน
นาฏศลิ ป์ วทิ ยาลัยนาฏศิลป กรมศลิ ปากร นางมัลลิ คงประภัศร์ และ นางศุภลกั ษณ์ ภทั รนาวิก (หมอ่ มครู
ต่วน) โดยเป็นการรำเข้าคูพ่ ระ-นาง ตีบทตามคำร้อง แปรแถวโดยผแู้ สดงแตง่ ยนื เครื่องเทพบตุ ร-นางฟา้
การแสดงชุดน้ใี ชเ้ วลาแสดงประมาณ ๙ นาที
ดนตรีท่ใี ช้ประกอบการแสดงใช้วงปีพ่ าทยไ์ ม้นวมเครอ่ื งหา้ หรอื เครือ่ งคหู รือเครือ่ งใหญ่ ทำนอง
เพลงแขกเชิญเจ้า เพลงยะวาเรว็ เข้าปีพ่ าทย์
บทรอ้ ง
เหลา่ ขา้ พระบาท ขอวโรกาส เทวฤทธ์อิ ดิศร
ขอฟอ้ นกรายรำรา่ ยถวายกร บำเรอป่นิ อมรปะตาระกาหลา
ผ้ทู รงพระคุณย่งิ บญุ บารมี เพือ่ เทวบดี สุขสมรมยา
เถลงิ เทพพระสมิ า พมิ านสำราญฤทยั
สรุ ศักด์ปิ ระสิทธิ์ สรุ ฤทธ์กิ ำจาย
ทรงสราญพระกาย ทรงสบายพระทัย
ถวายอนิ ทรียต์ ่างมาลีบูชา ถวายดวงตาต่างปทปี จำรสั ไข
26
ถอ้ ยคำอำไพต่างธูปหอมจณุ จนั ทน์ ถวายดวงจติ อัญชลิตวรคณุ
ทที่ รงการุณยผ์ องข้ามาแตบ่ รรพ์ ถวายชวี นั รองบาทจนบรรลัย
สุรศักด์ิประสทิ ธ์ิ สรุ ฤทธกิ์ ำจาย
ทรงสราญพระกาย ทรงสบายพระทัย
ร่วมกนั ร้องทำนองลำนำ มาฟ้อนมารำใหร้ นื่ เรงิ ใจ (ซ้ำ)
ให้พร้อมให้เพรียงเรยี งประดบั เปลยี่ นสับทว่ งทีหนไี ล่
เวียนไปได้จงั หวะกนั อัปสรฟอ้ นส่ายกรีดกรายออกมา
ฝา่ ยฝูงเทวาทำทา่ กางก้นั (ซ้ำ) เขา้ ทอดสนิทไม่บดิ ไมผ่ นั (ซ้ำ)
ผูกพัน ผูกพนั สุขเกษม ปลื้มเปรมปล้ืมเปรมปรดี า
ระบำกินรีร่อน
เป็นชุดการแสดงท่ีกองการสังคีต กรมศลิ ปากร ปัจจุบันคอื สถาบันนาฏดุรยิ างคศิลป์ ได้
สร้างสรรคข์ ้ีนเพ่ือนำไปเผยแพรใ่ นต่างประเทศ
ทา่ นผู้หญงิ แผว้ สนทิ วงศ์เสนี ผ้เู ชยี่ วชาญนาฏศลิ ป์ไทย กรมศลิ ปากร และศลิ ปนิ แหง่ ชาติ ตัด
ตอนปรับปรงุ ท่ารำมาจากการแสดงละครเรอ่ื งมโนห์รา ตอนนางกินรีเล่นนำ้ ที่สระโบกขณี ซง่ึ จัดแสดงให้
ประชาชน ณ โรงละครศลิ ปากร เมอื่ เดอื นกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยปรบั ปรงุ ทา่ รำให้กลมกลืนกับ
ท่วงทำนองเพลงเชิดจีนผสมกบั ทา่ เหนิ บนิ ของกนิ รี ตอ่ มาไดเ้ พิม่ เติมนำลลี าท่ารำบชู ายัญของนางมโนห์
รามารำตอ่ ทา้ ยเพลงเชดิ จนี
การแสดงระบำกินรรี ่อนจัดแสดงไดส้ องรปู แบบคือ รำเฉพาะเพลงเชดิ จีนแบบหนึง่ หรือรำมโนห์
ราบชู ายญั ต่อทา้ ยเพลงเชิดจีนอกี แบบนง่ึ
การแสดงชุดนไี้ ดร้ ับความนยิ มวา่ กระบวนรำงดงาม กะทัดรดั ลลี าทา่ รำแปลกตา มีลกั ษณะผสม
นาฏศิลป์ไทยกบั นาฏศลิ ป์สากล
ใช้วงป่ีพาทย์เคร่อื งห้าหรือเครอ่ื งคู่หรือเครอื่ งใหญ่เป็นดนตรีประกอบการแสดงตามความ
เหมาะสมกบั โอกาสทจ่ี ัดแสดง ทำนองเพลงเชดิ จีนตัวหน่งึ และเชดิ กลอง หรือเพมิ่ เติมเพลงเรว็ แขกบชู ายญั
ในตอนท้าย
แต่งกายยนื เครอื่ งลำลองแบบนางกินรี นุ่งผ้าจบี หนา้ นางคล่ีสองชายพก คาดรดั สะเอว สวมเสือ้
ยกทรงเขา้ รูปปักดน้ิ เลือ่ ม กรองคอ สวมเครอ่ื งประดบั ถนมิ พมิ พาภรณ์ ใส่ปกี หาง สวมเล็บมอื ศริ าภรณ์
มงกฏุ กนิ รี มลี ลี าท่ารำนาฏศลิ ปไ์ ทยผสมนาฏศิลป์สากล บางท่าเลยี นแบบกริ ยิ าอาการเคล่ือนไหวของนก
บิน บางทา่ เลียนแบบท่าเต้นทบุ อกในพธิ ศี าสนาอิสลามนกิ ายเจา้ เซน็ การแสดงชุดนใี้ ช้เวลาแสดงประมาณ
๙ นาที
27
2.2.2 ระบำเบด็ เตลด็ หมายถงึ การแสดงที่ประดษิ ฐค์ ดิ คน้ หรือปรบั ปรุงขึน้ ใหมต่ ามความประสงค์
ตามเหตุการณ์ ตามสมยั นิยม ตามเนอ้ื เรื่องท่ผี ้ปู ระพันธ์ต้องการ หรอื เป็นระบำทใี่ ชป้ ระกอบการแสดง
ละคร การแตง่ กายจะแต่งตามรปู แบบลกั ษณะของการแสดงนนั้ ๆ เช่น ระบำนพรัตน์ ระบำกราวอาสา
ระบำชมุ นมุ เผา่ ไทย ระบำเริงอรุณ ระบำวิชนี ระบำไกรลาสสำเรงิ ระบำฉ่งิ ระบำโบราณคดี รำสีนวล รำ
โคม เป็นตน้
ระบำนพรัตน์
ระบำนพรัตน์อย่ใู นละครนอกเรือ่ งสุวรรณหงส์ ตอนสุวรรณหงสพ์ าพราหมณ์เกศสรุ ิยงไปชมถ้ำ
แกว้ ซึ่งกรมศลิ ปากรจดั แสดงใหป้ ระชาชนชม ณ โรงละครศลิ ปากร เมื่อเดอื นมีนาคม พ.ศ.๒๔๙๒
ปจั จุบนั ระบำชุดน้ีนยิ มนำมาแสดงเป็นชดุ ระบำเอกเทศ เพราะบทร้องและทำนองเพลงไพเราะ ท่ารำและ
เครือ่ งแต่งกายงาม ผแู้ ต่งบทรอ้ งและทำนองเพลงนพรัตน์ คือ นายมนตรี ตราโมทผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นดรุ ิยางค์
ไทย กรมศิลปากร และศลิ ปนิ แหงชาติ ผู้ประดษิ ฐท์ ่ารำ คือ นางลมุล ยมะคปุ ต์ ผูเ้ ชยื่ วชาญการสอน
นาฏศลิ ป์ วิทยาลยั นาฏศลิ ป กรมศลิ ปากร นางมัลลิ คงประภัศร์ และนางศภุ ลักษณ์ ภทั รนาวกิ (หมอ่ มครู
ตว่ น)
ดนตรที ใี่ ช้ประกอบการแสดง เป็นวงปี่พาทยไ์ มน้ วมเครอื่ งห้า หรอื เคร่อื งคู่ หรอื เคร่ืองใหญ่
ทำนองเพลงนพรัตน์ เพลงสรุ ินทราหู เพลงเรว็ ท้ายสมเด็จ
ผแู้ สดงแต่งชดุ พระราชนิยมไทยจักรี หรอื ไทยจกั รพรรดิ หรอื แตง่ กายแบบเบ็ดเตลด็ หม่ สไบเฉียงตามสีอญั
มณที ัง้ เก้าชนิด พรอ้ มถนิมพิมพาภรณ์ ศิราภรณเ์ กีย้ วดอกไม้ไหว รำท่าตามบทรอ้ งของอัญมณีแต่ละชนดิ
ในเพลงนพรตั น์ และเพลงสุรนิ ทราหู แล้วรำรวมพรอ้ มกนั ในเพลงเร็วทา้ ยสมเด็จ
ระบำนพรตั น์จัดแสดงไดส้ องแบบ คือ แบบท่ีหนงึ่ รำเตม็ ทุกบทร้อง และเพลงเร็วทา้ ยสมเดจ็ ใช้
เวลาแสดงประมาณ ๑๒ นาที แบบทสี่ องรำเฉพาะเพลงสุรนิ ทราหูกบั เพลงเรว็ ท้ายสมเดจ็ ใช้เวลาแสดง
ประมาณ ๕ นาที
คำรอ้ ง: นายมนตรี ตราโมท
รตั นคูหากายสทิ ธิ์ ลว้ นวิจติ รนวรตั น์จรัสฉาย
แสงมณีสีวามอรา่ มพราย เป็นเล่อื มลายแลสลับระยับตา
...อันเพชรดสี ีขาวรงุ้ พราวเพรศิ
สุดประเสรฐิ แสงสวี เิ ลขา
ใครประดับเพชรดีมรี าคา
เรอื งเดชานุภาพดว้ ยดวงมณี
28
ทับทมิ แท้แลดแู ดงอร่าม
แสงแวววามแจม่ จรสั รศั มี
กำจดั ปวงโรคาพยาธี
พนู ทวสี ินทรัพยน์ บั อนันต์
มรกตสดขจสี ีเขยี วขำ
แสงงามลำ้ เลอเลศิ ประเสริฐสรรพ์
ประดับกันเข้ียวงาสารพัน
คมุ้ ภยนั ตรายถว้ นมวลพาลา
อันมณีสเี หลอื งเรอื งวิรจุ น์
น้ีคอื บุษราคมั เลศิ ลำ้ คา่
เปน็ อาภรณ์พูนสวัสดวิ์ ัฒนา
ชนมพ์ รรษายืนดำรงคงนิรนั ดร์
แกว้ โกเมนแดงกำ่ น้ำใสสด
แสนงามงดรูจแี สงสสี รรพ์
ผปู้ ระดับรบั เคารพอภิวนั ทน์
ประชานันตน์ ับถอื เล่ืองลือนาม
นลิ กาฬน้ำเงนิ ก่ำล้ำหมอกเมฆ
รจุ ิเรขรุ่งโรจน์โชติอร่าม
อำนวยสรรพ์สขุ ารมณ์อภิราม
ส่งิ ดงี ามหลามหล่งั สะพรง่ั มา
สีขาวหม่นหมอกมัวสลวั แสง
บอกแสดงมุกดาหารตระการสงา่
ดลขจัดสตั วร์ ้ายพ่ายเดชา
อสรพษิ นานาลา่ หลีกไกล
แกว้ เพทายพรายแสงสแี ดงเร่ือ
พรรณอะเค้ือลำยองผุดผ่องใส
นำศริ ิมงคลดลโชคชยั
กำจัดภยั ผองอบุ าทว์ให้คลาดคลาย
แกว้ ไพฑูรย์ขุน่ ฉวสี ีไม้ไผส่ งั วาล
ไหมสาแหรกผา่ นประสานสาย
บันดาลชยั ชนะหมู่ศตั รูรา้ ย
แผ่กำจายเสนห่ ต์ ิดจบั จติ เอย
.....สีขาวผอ่ ง เพชรดี
29
ทบั ทิมสี มณแี ดง
เขียวใสแสง มรกต
เหลืองใสสด บษุ ราคมั
แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก
สีหมอกเมฆ นลิ กาฬ
มุกดาหาร หมอกมวั
แดงสลัว เพทาย
สงั วาลสาย ไพฑรู ย์
เจิดจำรูญ นพรัตน์ อวยสวสั ดิ ภาพลน้
ปวงวบิ ัติ ขจัดพ้น ผ่านรา้ ยกลายดี
ระบำชมุ นมุ เผ่าไทย
เม่อื พ.ศ. ๒๔๙๘ กรมศลิ ปากรไดจ้ ัดการแสดงละครประวัติศาสตร์ เรื่องอานุภาพแห่งความ
เสียสละ บทประพันธข์ อง ฯพณฯ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ซ่ึงมีระบำชุมนุมเผ่าไทยเปน็ ฉากนำ กลา่ วถึง
การรวมชาวไทยในดนิ แดนสุวรรณภมู ิ
ผู้แสดงจะแตง่ กายตามแบบชนชาตไิ ทยเผา่ ต่างๆเร่มิ ด้วยชาวไทยในภาคกลาง ไทยลานนา ไทย
ใหญ่ ไทยลานชา้ ง ไทยสิบสองจุไท และไทยอาหม การแสดงจะรำออกมาทีละเผ่านายมนตรี ตราโมท
ผู้เชย่ี วชาญดนตรไี ทยและศิลปินแห่งชาตเิ ป็นผู้แต่งทำนองเพลงนางลมลุ ยมะคปุ ต์ ผเู้ ช่ยี วชาญการสอน
นาฏศิลปไ์ ทย เปน็ ผ้ปู ระดิษฐท์ า่ รำมเี นือ้ ร้องดงั น้ี
นพี่ น่ี อ้ งของเราไทยลานนา อยดู่ ว้ ยกนั นานมาแต่กอ่ นเก่า
ไดร้ ว่ มแรงรว่ มใจสร้างไทยเรา เปน็ พงศเ์ ผ่าญาติสนทิ และมติ รแท้
นไี่ ทยใหญ่อยู่ใกลๆ้ ทางทิศเหนอื เป็นชาตเิ ชอ้ื พช่ี ายของไทยแน่
ยงั รักษาความเป็นไทยไม่ผันแปร ขยายแผ่สาขาตระกลู ไทย
นค่ี อื ไทยลานชา้ งอยขู่ า้ งเคียง เคยร่วมเรียงอยู่เป็นสขุ ทกุ
แม่น้ำโขงก้นั เขตประเทศไว้ แต่ไมก่ นั้ ดวงใจทรี่ ักกัน
น่ีพนี่ ้องชาวสบิ สองจไุ ทย เป็นพ่ีใหญ่แน่แท้ไมแ่ ปรผัน
ตน้ เช้ือสายไทยน้อยแหลง่ สำคัญ คร้งั สมัยดกึ ดำบรรพข์ ุนบรม
พน่ี อ้ งพวกสุดท้ายทเ่ี ขา้ มา กเ็ ป็นไทยช่ือวา่ ไทยอาหม
ลว้ นเลอื ดเน้อื เชื้อไทยใฝน่ ยิ ม ใหอ้ าณาประชาคมไทยสมบรู ณ์
30
ระบำทวารวดี
ทวารวดีเป็นยุคทน่ี ักวิชาการทางโบราณคดีประมาณว่าอยู่ในระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑–๑๖
ระบำทวารวดีนีเ้ ป็นระบำชดุ ท่ี ๑ ในระบำโบราณคดซี ่ึงมที ง้ั หมดด้วยกนั รวม ๕ ชดุ นายธนิต อยู่โพธ์ิ อดีต
อธบิ ดีกรมศิลปากร ไดร้ ิเร่มิ ขึ้นโดยทำการสอบสวนคน้ ควา้ จากหลักฐานภาพป้นั และภาพจำหลักทขี่ ดุ
คน้ พบ ณ โบราณสถานสมัยทวารวดี เชน่ ที่ คบู วั อูท่ อง นครปฐม โคกไมเ้ ดนและจนั เสน
หลงั จากน้นั นายมนตรี ตราโมท ผ้เู ช่ียวชาญดา้ นดุริยางคไ์ ทย กรมศิลปากร และศลิ ปนิ แหง่ ชาติ
ไดส้ ร้างสรรคท์ ำนองเพลง และมอบหมายใหน้ ายสนิท ดษิ ฐ์พนั ธ์ เปน็ ผอู้ อกแบบเคร่ืองแตง่ กาย นางลมลุ
ยมะคุปต์ ผู้เช่ียวชาญการสอนนาฏศลิ ป กรมศลิ ปากร และนางเฉลย ศุขะวณชิ ผเู้ ชี่ยวชาญการสอน
นาฏศิลป์ วทิ ยาลยั นาฏศิลป กรมศลิ ปากร และศลิ ปนิ แห่งชาติ เป็นผ้ปู ระดษิ ฐล์ ีลาท่ารำตามทำนองเพลงท่ี
นายมนตรี ตราโมท ได้สร้างสรรคข์ นึ้
นกั ปราชญท์ างโบราณคดไี ดว้ ินจิ ฉยั ไวต้ ามหลักฐานท่พี บวา่ ประชาชนชาวทวารวดเี ป็นมอญหรอื
เผา่ ชนที่พดู จาภาษามอญ เพราะฉะน้ัน ดนตรีและลลี าท่ารำในระบำชดุ นจี้ งึ มีสำเนยี งและท่ารำเปน็ แบบ
มอญ ระบำชดุ นีไ้ ดจ้ ัดแสดงถวายทอดพระเนตรเป็นคร้ังแรกเม่ือวันท่ี ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ในงาน
เปดิ อาคารสร้างใหมพ่ ิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตพิ ระนคร
เคร่อื งดนตรที ่ใี ช้ประกอบการแสดงระบำชุดนี้ ประกอบด้วย พณิ ๕ สาย จะเข้ ขล่ยุ ระนาดตัด
ตะโพนมอญ ฉ่ิง ฉาบ และกรบั คู่ การแสดงชุดน้ีใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๕ นาที
ระบำศรวี ิชัย
ระบำศรวี ชิ ยั เป็นระบำชุดที่ ๒ ของระบำโบราณคดีซ่ึงมที ง้ั หมดดว้ ยกนั รวม ๕ ชุด โดยความคดิ
รเิ รมิ่ ของนายธนิต อยูโ่ พธิ์ อดีตอธบิ ดีกรมศิลปากร เมือ่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มนี างลมลุ ยมะคุปต์ ผ้เู ชยี่ วชาญการ
สอนนาฏศลิ ป์ วิทยาลัยนาฏศลิ ป กรมศิลปากร และนางเฉลย ศุขะวนชิ ผเู้ ชีย่ วชาญการสอนนาฏศิลป์
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ป กรมศลิ ปากร และศิลปินแห่งชาติ เปน็ ผปู้ ระดิษฐ์ทา่ รำ โดยอาศัยทา่ ทางของนาฏศิลป์
ชวามาผสมผสานเข้าดว้ ยกัน และมีนายมนตรี ตราโมท ผู้เชยี่ วชาญดา้ นดรุ ิยางคไ์ ทย กรมศิลปากรและ
ศิลปนิ แห่งชาติ เป็นผ้ปู ระดิษฐท์ ำนองเพลง
จากหลักฐาน ซึ่งนักปราชญ์ทางโบราณคดีส่วนใหญล่ งความเหน็ วา่ สมัยศรวี ชิ ยั อยใู่ นระหว่างพทุ ธ
ศตวรรษท่ี ๑๓–๑๘ มอี าณาเขตตัง้ แตต่ อนใต้ของประเทศไทย ลงไปจรดดนิ แดนมาเลเซียและอนิ โดนเี ซยี
บางส่วนในปจั จุบัน
31
การสรา้ งสรรค์ระบำชดุ นี้อาศัยการสอบหลักฐานจากศิลปกรรมภาพจำหลกั ทพ่ี ระสถปู โรพทุ โธใน
เกาะชวา ซง่ึ เช่ือวา่ อยใู่ นสมยั ราชวงศ์ไศเลนทร รวมกับศลิ ปะวตั ถุสมัยศรีวิชยั และศลิ ปกรรมอ่นื ๆ
ประกอบกัน สว่ นทำนองเพลงกแ็ ตง่ ให้ใกลไ้ ปทางสำเนียงชวา
เครอ่ื งดนตรีซึ่งใชบ้ รรเลงเพลงชุดศรวี ิชยั ประกอบดว้ ย กระจับปี่ ๓ ตวั ซอสามสาย ขลุ่ยเพยี งออ
ตะโพน กลองแขก ฉิ่ง ฉาบเล็ก และกรบั
นายสนทิ ดษิ ฐพ์ นั ธ์ เปน็ ผู้ออกแบบเครอื่ งแตง่ กาย ตามหลกั ฐานศิลปกรรมภาพจำหลักทพี่ ระสถูป
บโุ รพุทโธ ในเกาะชวา
ระบำลพบุรี
เป็นระบำโบราณคดเี พลงหนง่ึ เกิดขึน้ โดยเลียนแบบลกั ษณะทา่ ทางของเทวรูป ภาพเขยี น ภาพ
แกะสลัก รูปปน้ั รปู หล่อโลหะและภาพศิลาจำหลัก-ทบั หลงั ประตู ตามโบราณสถาน ทีข่ ดุ พบในสมัยลพบรุ ี
ระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖-๑๙ ศิลปวตั ถุโบราณประเภทนี้อยูท่ างภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เชน่ ปราสาท
หนิ พิมาย ในจงั หวดั นครราชสีมา พระปรางคส์ ามยอดลพบุรี แลว้ นำมากำหนดยุกต์สมยั ตามความเก่าแก่
ของโบราณสถานและโบราณวัตถุ ซ่ึงไดร้ บั อทิ ธิพลมาจากชนเผ่าเขมร โดยสังเกตไดจ้ ากมงกุฎทผ่ี ู้แสดงใช้
สวมศรีษะ แลว้ มาสรา้ งเปน็ ระบำสมยั น้ันข้ึน
ลลี าทา่ ทางของศิลปวตั ถเุ ปน็ ภาพนงิ่ (ท่าตาย) เหมาะเปน็ ท่าเทวรูปมากกวา่ เม่ืออาศยั หลกั
ทางด้านนาฎศิลป์เข้ามาดดั แปลงเปน็ ทา่ รำ ทำให้มคี วามออ่ นชอ้ ย สวยงาม
ผู้ประดษิ ฐ์ท่ารำคอื ครูลมุล ยมะคปุ ต์ รว่ มด้วยครเู ฉลย ศขุ ะวณชิ ผู้เชยี่ วชาญนาฎศิลป์ไทย กรมศิลปากร
นาฎยศพั ทท์ ี่ใชป้ ระกอบการรำ
จบี มือ จีบมือแบบลพบรุ ี ได้รูปแบบมาจากลกั ษณะนว้ิ ของพระพทุ ธรูปในสมัยลพบรุ ี มีลักษณะ
ดงั น้ี คอื ปลายนว้ิ หวั แม่มอื จรดเหนอื ข้อแรกของปลายนว้ิ ช้ี นว้ิ ท่ีเหลอื เหยยี ดตงึ
ถองสะเอว แขนขวางอศอก ใหข้ ้อศอกจรดเอว หักขอ้ มอื ตงั้ วง กดไหลข่ วา ศีรษะเอยี งขวา มอื
ซ้ายต้ังวงสงู ระดบั แง่ศรี ษะ เปน็ การถองสะเอวขวา ถา้ จะถองสะเอวขา้ งซ้ายก็ทำเชน่ เดียวกนั
เด่ยี วเทา้ เดยี่ วเทา้ ขวา ยืนดว้ ยเทา้ ซา้ ย ยกฝ่าเทา้ ขวาขึ้นแนบกง่ึ กลางด้านข้างขาพับซา้ ย ถ้าจะ
เดยี่ วเท้าซา้ ยกท็ ำเช่นเดียวกัน
32
ตงั้ วง ลกั ษณะการตงั้ วงจะตัง้ วงพเิ ศษ คอื ยกเขนต้งั วงสูงไมต่ กศอก ใหป้ ลายน้วิ จรดกลางศีรษะ
โขยกเท้า แบง่ เป็นโขยกเคล่อื นตัวกบั โขยกเทา้ อย่กู บั ท่ี เป็นอาการแบบก้าวเทา้ วางจมกู เทา้
เคลื่อนตวั เชน่ ก้าวเทา้ ขวาไปข้างหน้า ชกั เท้าซ้ายตามไปวางดว้ ยจมูกเท้าใกล้ๆ และวางจมูกเท้านนั้ แบ่ง
นำ้ หนักมาดว้ ย เพอ่ื ยันใหเ้ ทา้ ขวากระเถิบนดิ หนงึ่ แล้วยกเทา้ ทีโ่ ขยก (คอื เท้าทีย่ นั ดว้ ยจมกู เท้า) กา้ วไป
ขา้ งหนา้ วางเต็มเท้า ใหเ้ ทา้ ขวากระเถบิ อยกู่ อ่ น แล้วเปน็ ฝ่ายยนั ดว้ ยจมูกเท้าบา้ ง เทา้ ทย่ี นั ด้วยจมูกเท้าน้ี
เรียกวา่ เท้าโขยก
โหยง่ หรอื กระหย่ง หมายถึง ลักษณะการจรดปลายเท้าไม่ใหฝ้ า่ เท้าถกู พื้น ซง่ึ ท่ารำชนิดน้ีมีทง้ั ท่า
ยืนและท่าน่ัง เช่น โหย่งสน้ เทา้ ซา้ ย ใช้เทา้ ขวายืนเต็มเทา้ ย่อเขา่ ยกสน้ เท้าซ้ายแตะกบั ข้อเท้าขวา
เครื่องดนตรที ีใ่ ช้ประกอบการแสดงระบำลพบรุ ี
๑.ซอสามสาย
๒. พณิ นำ้ เต้า
๓. ปีใ่ น
๔. กระจบั ป่ี
๕ โทน
ระบำเชียงแสน
เป็นระบำโบราณคดีทีส่ รา้ งขน้ึ ตามแบบศลิ ปะและโบราณสถานสมยั เชียงแสน และไดแ้ พร่หลาย
ไปท่ัวดินแดนภาคเหนือของไทย ซงึ่ ในสมัยโบราณเรียกว่า "อาณาจักรล้านนา" และตอ่ มามนี ครเชียงใหม่
เปน็ เมืองหลวงของอาณาจกั รน้ัน ศลิ ปะแบบเชยี งแสนไดแ้ พรห่ ลายลงมาตามลมุ่ แมน่ ำ้ โขง เขา้ ไปใน
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทเี่ รยี กว่า "ลานช้าง" หรือ "กรงุ ศรีสตั นาคนหตุ " แล้วแพรห่ ลาย
เข้ามาในประเทศไทยทางจังหวดั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบนดว้ ย
โดยเหตนุ ้ีระบำเชยี งแสน ตลอดจนดนตรีท่ีสร้างจังหวะของระบำชดุ น้ี จึงมลี ีลาและสำเนยี ง
พื้นเมอื งเป็นไทยชาวเหนอื แบบพน้ื เมือง คละเคล้าระคนไปด้วยลลี าและสำเนียงพื้นเมืองของชาวไทยทาง
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือปะปนอยู่ดว้ ย
33
ระบำสุโขทยั
เป็นระบำโบราณคดี ที่ไดส้ ร้างขน้ึ ตามความรู้สึกจากแนวสำเนียงของถอ้ ยคำไทยในศิลาจารึก
ประกอบด้วยลลี าท่าเยือ้ งกรายอันนมิ่ นวลอ่อนช้อยของรูปภาพปนู ปน้ั หล่อในสมัยสุโขทยั ได้แก่
พระพทุ ธรปู ปางสำริตและรปู ภาพปนู ปนั้ ปางลีลา รูปพระพทุ ธองค์เสดจ็ ลงจากดาวดึงส์และทา่ ทขี องพระ
พรหมและพระอินทร์ทตี่ ามเสด็จ การแสดงระบำสโุ ขทัยจะรำตามจงั หวะดนตรีไม่มีเนอื้ รอ้ ง
นาฎยศพั ทท์ ใี่ ชป้ ระกอบการรำ
1. จีบหังสสั ยะหสั ต์ โดยการนำนิว้ หัวแมม่ อื จรดข้อสุดท้ายของนิ้วชี้ หกั ขอ้ นิ้วชล้ี งมา น้ิวท่ีเหลือ
กรดี ดงึ ออกไป
2. ท่าปางลลี า เป็นท่าออก โดยมอื ซ้ายจบี แบบหงั สัสยะหสั ต์ มอื ขวาแบสง่ ไปหลงั หงายทอ้ งแขน
ขน้ึ เอียงศรี ษะด้านซ้าย กา้ วเท้าขวามาขา้ งหนา้ เทา้ ซ้ายเปิดสน้ เทา้
3. ท่าดอกบวั คดิ จากการเคารพบูชากราบไหว้ มือทำเป็นรูปดอกบวั อยู่ระหว่างอกเป็นดอก
บัวตูม ชูมือขึ้นแล้วคอ่ ยๆบานปลายนิว้ ออกเปน็ บัวบาน
4. ทา่ พระนารยณ์ แทนองคพ์ ระนารายณ์ พระอิศวร ทา่ จบี แบบหงั สสั ยะหัสต์ ตัง้ วงกลางขา้ ง
ลำตวั กระดกเท้าซา้ ย
5. ท่ายูงฟอ้ นหาง คดิ จากท่านาฎศลิ ป์ แบมอื แขนท้ังสองตึงส่งหลัง หงายท้องแขนข้ึน
6. ทา่ บัวชฝู กั คดิ จากการขอพร อกี มอื หนงึ่ ไวข้ ้างสะโพก มอื จบี คว่ำแล้วสอดมอื ขึน้ เป็นทา่ สอดสงู
เหนือศีรษะ
7. ท่าชะนรี า่ ยไม้ คิดจากมนษุ ย์โลกต้องการดำรงชวี ติ หมุนเวยี นเปลยี่ นไป โดยหมุนเปน็ วงกลม
แทนการเวยี น วา่ ย ตาย เกิด มือข้างหนง่ึ ตงั้ วงสงู มืออกี ขา้ งหนึ่งหงายท้องแขน ลำแขนตงึ แบมือและชี้
ปลายน้ิวลง มองมอื สูง
ระบำศรีชยั สงิ ห์
ศิลปกรรมภาพจำหลกั ซง่ึ ภาพจำหลักนี้ ได้ลอกเลยี นแบบมาจากปราสาทเมืองสงิ ห์ เป็น
โบราณสถานที่มอี ายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ดัดแปลงมาจากท่ารำของนางอปั สรบายน ในสมยั ขอมบายน
มาเปน็ หมู่ระบำนางอัปสรฟอ้ นรำถวายพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเปน็ พระมารดาแหง่ พระโพธสิ ัตว์อว
โลกเิ ตศวร
ดนตรีทใี่ ชป้ ระกอบการแสดงระบำศรชี ยั สงิ ห์
๑. ระนาดเอก
34
2. ระนาดทุ้ม
3. ระนาดเอกเหล็ก
4. ระนาดท้มุ เหล็ก
5. ฆ้องวงใหญ่
6. ฆ้องวงเล็ก
7. ปน่ี อก
8. โทน
9. ฉิ่ง
10. ฉาบเลก็
11. กรับ
12. โหมง่
เคร่ืองแต่งกายตวั เอก
เสือ้ เปน็ ชุดรัดรปู สนี ้ำตาลออ่ น คอกลม แขนสน้ั เหนือศอก
ผา้ นุง่ เปน็ กระโปรงสำเรจ็ รปู แบบปา้ ย ทบซอ้ นหนา้ สีเหลอื งทอง ยาวคลุมเขา่ มลี กู ไมแ้ ถบสีทอง
เดนิ ลายและปกั เล่ือมดอกสที องประปราย ตัดเยบ็ ด้วยผ้าผาดไทยชนิดมีลวดลายในตวั
เครื่องประดบั
ศรี ษะของตวั เอก ประกอบด้วย
1. กะบังหนา้ ทำดว้ ยหนงั ลงลายรกั ปดิ ทอง ประดบั พลอย และกระจกสตี า่ งๆ
2. ย่กี ่า
3. เกีย้ ว
35
4. พหู่ นงั
5. สาแหรก
6. ปลยี อด
7. ดอกไม้ไหว
8. ลายทา้ ย
รดั ต้นแขน ทำดว้ ยหนงั ลงลายรกั ปดิ ทอง ประดบั ด้วยพลอยสี และกระจกสตี า่ งๆ
สรอ้ ยคอ ๑ เสน้ ทำดว้ ยหนงั ลงลายรักปิดทอง ประดบั ด้วยพลอยสี และกระจกสตี า่ งๆ
กำไลมอื ทำดว้ ยหนัง ลงลายรักปิดทอง ประดับด้วยพลอยสี และกระจกสีตา่ งๆ
กำไลเท้า ทำด้วยหนัง ลงลายรกั ปดิ ทอง ประดบั ดว้ ยพลอยสี และกระจกสตี ่างๆ
กรองคอ ทำดว้ ยหนงั ลงลายรักปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
สงั วาล ๒ เส้น ทำด้วยหนัง ลงลายรกั ปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
เคร่ืองแต่งกายตัวรอง
เสอ้ื เปน็ ชดุ รัดรปู สนี ำ้ ตาลเขม้ คอกลม แขนส้นั เหนอื ศอก
ผ้านงุ่ เปน็ กระโปรงสำเรจ็ รปู แบบป้ายทบซ้อนหน้าสีน้ำตาลเข้ม ยาวคลมุ เขา่ มีลกู ไม้แถบสที อง เดนิ ลาย
และปักเลื่อมดอกสที องประปราย ด้านหน้าเดินลูกไม้แถบทบึ เปน็ ลวดลายหางปลา ตัดเย็บด้วยผ้าพนื้ ไมม่ ี
ลวดลาย
กรองคอ ทำดว้ ยผ้าต่วนมนั สีน้ำตาล ขลิบรมิ ดว้ ยลกู ไมแ้ ถบสที อง ปกั เลอ่ื มดอกประปราย
เครื่องประดบั
มวยผมสูง ทำดว้ ยไหมพรมสดี ำแทนผมจริง เดนิ เสน้ ลูกไมแ้ ถบทองปักเลอื่ มดอกสีทอง เลยี นแบบลักษณะ
เกี้ยวครอบผม
สรอ้ ยคอ ทำดว้ ยหนัง ลงลายรักปิดทอง ประดับดว้ ยพลอยสี
ข้อมือ ทำด้วยหนงั ลงลายรกั ปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
36
ข้อเทา้ ทำดว้ ยหนัง ลงลายรักปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
ต่างหู ทำดว้ ยหนัง ลงลายรักปดิ ทอง ประดับพลอยหลากสี
ตน้ แขน ทำดว้ ยหนงั ลงลายรกั ปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
สงั วาล ๒ เสน้ ทำดว้ ยโลหะ ชบุ ทอง ประดับพลอย
นาฏยศัพทท์ ใี่ ช้ประกอบการรำ
๑. จีบมอื ได้รปู แบบมาจากลักษณะนวิ้ ของพระพทุ ธรปู ขอมบายน เมือ่ นำมาผสมผสานกบั ลีลาทาง
นาฏศิลป์ จะมลี ักษณะดงั นี้ คอื ปลายนิ้วหัวแม่มอื จรดเหนอื ขอ้ แรกของปลายน้ิวชี้ น้วิ ทเ่ี หลอื เหยียดตงึ
๒. ถองสะเอว แขนขวางอศอก ให้ข้อศอกจรดเอว หักข้อมือ ตั้งวง กดไหลข่ วา ศีรษะเอยี งขวา มอื ซ้ายต้ัง
วงสงู ระดับแงศ่ ีรษะ ถา้ จะถองสะเอวขา้ งซ้ายกป็ ฏบิ ตั ิเชน่ เดยี วกนั
๓. เดยี่ วเทา้ เด่ยี วเทา้ ขวา ยืนดว้ ยเท้าซา้ ย ยกฝ่าเท้าขวาข้นึ แนบกงึ่ กลางดา้ นขา้ งขาพบั ซา้ ย ถา้ จะเดี่ยว
เทา้ ซา้ ยก็ปฏบิ ัตเิ ช่นเดยี วกนั
๔. ตงั้ วง ลักษณะการต้ังวงจะตัง้ วงพเิ ศษ คอื ยกแขนตั้งวงสูงไม่ตกศอก ใหป้ ลายนว้ิ จรดกลางศีรษะ
๕. โขยกเท้า แบง่ เปน็ โขยกเคลอ่ื นตวั กับโขยกเทา้ อยู่กับที่ เปน็ อาการแบบก้าวเทา้ วางจมูกเทา้ เคลื่อนตัว
เช่น กา้ วเท้าขวาไปขา้ งหนา้ ชกั เทา้ ซา้ ยตามไปวางด้วยจมกู เท้าใกล้ๆ และวางจมูกเท้านั้นแบ่งน้ำหนักมา
ด้วยเพอื่ ยนั ให้เทา้ ขวากระเถบิ นิดหนึ่ง แล้วยกเท้าทโี่ ขยก กา้ วไปข้างหน้า วางเต็มเทา้ ให้เทา้ ขวากระเถบิ
อยกู่ อ่ น แล้วเป็นฝา่ ยยันด้วยจมกู เทา้ บา้ ง เทา้ ทย่ี นั ดว้ ยจมูกเทา้ นีเ้ รียกวา่ เท้าโขยก
37
๖. โหย่งหรือกระหย่ง หมายถึง ลักษณะการจรดปลายเทา้ ไมใ่ ห้ฝ่าเทา้ ถกู พน้ื ซึง่ ทา่ รำชนิดน้ีมที ้งั ทา่ ยืนและ
ทา่ น่ัง เชน่ โขยง่ ส้นเทา้ ซา้ ย ใชเ้ ทา้ ขวายนื เตม็ เทา้ ยอ่ เข่ายกสน้ เทา้ ซ้ายแตะกับขอ้ เท้าขวา
ระบำสภ่ี าค
เป็นการแสดงท่สี วยงามชุดหนง่ึ ท่ปี ระดษิ ฐข์ ึน้ ใหม่ เพ่อื ใหเ้ ห็นลีลาทา่ รำ ตลอดจนสำเนยี งดนตรี
การแต่งกาย และอาชพี ทแ่ี ตกต่างกันออกไปในแตล่ ะภูมภิ าคของประเทศไทยนอกจากน้ี ยังชีใ้ ห้เห็นถึง
ความเป็นอันหนึง่ อนั เดยี วกนั ของคนไทย ถงึ แม้จะอยู่คนละภาคกนั
การแตง่ กาย ผแู้ สดงจะแต่งกายตามประจำภาคทตี่ นแสดง
โอกาสทแ่ี สดง ใช้แสดงในงานรืน่ เริงทว่ั ไป
ระบำฉิง่
เป็นการแสดงในรูปแบบสรา้ งสรรคอ์ กี ชดุ หน่ึง โดยนำเครือ่ งประกอบจงั หวะของวงดนตรไี ทยมา
ประดษิ ฐ์เปน็ การแสดงในรปู แบบระบำเบ็ดเตลด็
ที่มาของระบำชุดนค้ี อื พลตรี พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้ ภาณพุ ันธย์ ุคล เคยทอดพระเนตรการแสดง
ของชาวธเิ บต ใชฉ้ ิง่ ประกอบทา่ รำ จึงทรงขอใหน้ ายมนตรี ตราโมท ผู้เชยี่ วชาญด้านดรุ ิยางค์ไทย กรม
ศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ แตง่ ทำนองเพลง นางลมุล ยมะคุปต์ ผูเ้ ชยี่ วชาญการสอนนาฏศิลป์ วทิ ยาลยั
นาฏศลิ ป์ กรมศิลปากร และนางเฉลย ศขุ ะวณิช ผู้เช่ียวชาญการสอนนาฏศลิ ป์ วทิ ยาลยั นาฏศิลป กรม
ศลิ ปากร และศิลปินแหง่ ชาติ ประดิษฐ์ลีลาท่ารำระบำฉง่ิ เพ่อื แสดงในงาน “นาฏลีลานอ้ มเกลา้ ” เน่ืองใน
วโรกาสพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั เสดจ็ เถลงิ ถวัลยราชสมบตั ปิ ที ี่ ๓๖ ณ โรงละครแห่งชาติ เม่ือวันที่ ๙
ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๔ แสดงโดย นักเรยี นวิทยาลัยนาฏศลิ ป จำนวน ๘ คน
การแสดงครง้ั แรกนัน้ ใชฉ้ ิ่งธเิ บตของพลตรี พระเจา้ วรวงศเ์ ธอพระองคเ์ จ้าภาณพุ นั ธ์ยคุ ล ประกอบการ
แสดง
การแสดงระบำฉง่ิ แสดงได้สองรูปแบบคอื ระบำฉง่ิ ลว้ น หรอื ระบำอวยพรแลว้ ตอ่ ท้ายด้วยระบำฉิง่ โดย
รูปแบบของการแสดงนั้น เนน้ จงั หวะการตฉี งิ่ ในแบบตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ รวั ฉง่ิ ตฉี ง่ิ จงั หวะเด่ียว จังหวะฉงิ่ -ฉับ
38
สองชน้ั และชน้ั เดียว ตีประกบฉ่ิง กระบวนการแปรแถว ลลี านาฏศิลปไ์ ทยผสมนาฏศิลปสากล เชน่ ว่งิ เขย่ง
ปลายเทา้ วาดแขน ฯลฯ
ดนตรปี ระกอบการแสดง ใช้วงปีพ่ าทย์ไม้นวมเคร่ืองหา้ หรอื เครอื่ งคู่ หรือเคร่อื งใหญ่ ตามความเหมาะสม
แก่โอกาส ท่วงทำนองเพลงและจงั หวะ เปน็ เพลงประเภทอัตราสองชน้ั และชัน้ เดียว ไม่มบี ทรอ้ ง ไม่ใชฉ้ งิ่
ในวงดนตรีตีประกอบจังหวะ แตใ่ ชฉ้ ิ่งของผูร้ ำตตี ามจังหวะช้าหรือเรว็ ตามจังหวะช้า-เร็วของท่วงทำนอง
เพลง
การแต่งกายของผู้แสดง แต่งแบบยนื เครอ่ื งลำลอง นุ่งผา้ ยกดิ้น หรือผ้าพิมพล์ ายทองแบบจบี หนา้ นาง หม่
ผ้าสไบกรองทองปักลายด้นิ เลื่อม ห่มทบั สไบแพรจีบ สวมเคร่ืองประดบั ถนมิ พิมพาภรณ์อย่างน้อย เกลา้
ผมประดับเก้ยี วดอกไม้ไหว หรอื เกย้ี วหางหงส์
การแสดงชุดนี้ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๙ นาที
2.3 โขน
โขนเปน็ จดุ ศนู ยร์ วมของศาสตร์และศลิ ปห์ ลากหลายแขนงเช่น วรรณกรรม วรรณศลิ ป์
นาฏศลิ ป์ คีตศลิ ป์ หตั ถศิลป์ โดยนำเอาวิธเี ล่นและการแตง่ ตวั บางชนิดมาจากการเลน่ ชกั นาคดกึ ดำบรรพ์
มที ่าทางการตอ่ สทู้ ่โี ลดโผน ทา่ รำ ทา่ เตน้ เชน่ ทา่ ปฐมในการไหว้ครขู องกระบก่ี ระบอง รวมทัง้ การนำ
ศลิ ปะการพากย์ การเจรจา หน้าพาทยแ์ ละเพลงดนตรีเข้ามาประกอบการแสดง ในการแสดงโขน ลกั ษณะ
สำคัญอยทู่ ผี่ แู้ สดงต้องสวมหัวโขน ซง่ึ เปน็ เคร่อื งสวมครอบหุ้มตง้ั แตศ่ รี ษะถึงคอ เจาะรสู องรูบริเวณดวงตา
ให้สามารถมองเหน็ แสดงอารมณ์ผา่ นทางการรา่ ยรำ สร้างตามลักษณะของตวั ละครน้ันๆ เชน่ ตวั ยักษ์ ตวั
ลงิ ตวั เทวดา ฯลฯ ตกแตง่ ด้วยสี ลงรกั ปิดทอง ประดับกระจก บา้ งก็เรยี กว่าหน้าโขน
ในสมัยโบราณ ตวั พระและตัวเทวดาตา่ งสวมหวั โขนในการแสดง ต่อมาภายหลงั มกี ารเปลย่ี นแปลงไมต่ อ้ ง
สวมหวั โขน คงใช้ใบหนา้ จรงิ เชน่ เดยี วกับละคร แต่งกายแบบเดียวกบั ละครใน เครื่องแตง่ กายของตัวพระ
และตวั ยกั ษใ์ นสมยั โบราณมักมีสองสีคือ สีหนึง่ เป็นสเี สื้อ อีกสีหน่งึ เป็นสีแขนโดยสมมุตแิ ทนเกราะ เปน็
ลายหนุนประเภทลายพุม่ หรอื ลายกระจงั ตาอ้อย สว่ นเครอ่ื งแต่งกายตัวลงิ จะเป็นลายวงทักษณิ าวรรต
โดยสมมุตเิ ป็นขนของลิงหรอื หมี ดำเนนิ เรอ่ื งด้วยการกล่าวคำนำเล่าเรื่องเปน็ ทำนองเรียกวา่ พากย์อย่าง
หนึ่ง กบั เจรจาเปน็ ทำนองอยา่ งหนง่ึ ใช้กาพยย์ านีและกาพย์ฉบัง โดยมผี ้ใู หเ้ สยี งแทนเรยี กวา่ ผ้พู ากย์และ
39
เจรจา มีตน้ เสยี งและลูกค่รู ้องบทให้ ใชว้ งปีพ่ าทยเ์ ครือ่ งห้าประกอบการแสดง นยิ มแสดงเร่อื งรามเกียรติ์
และอุณรทุ ปัจจบุ นั สถาบันบณั ฑติ พัฒนศลิ ปม์ หี นา้ ทห่ี ลักในการสบื ทอดการฝกึ หัดโขน และกรมศิลปากร
มหี นา้ ที่ในการจดั การแสดง
โขนจัดเป็นนาฏกรรมท่มี คี วามเป็นศลิ ปะเฉพาะของตนเอง ไมป่ รากฏชัดแน่นอนวา่ คำวา่ "โขน" ปรากฏ
ขน้ึ ในสมยั ใด แต่มีการเอย่ ถงึ ในวรรณคดีไทยเรอื่ งลลิ ติ พระลอท่ีกลา่ วถึงโขนในงานแสดงมหรสพ ระหว่าง
งานพระศพของพระลอ พระเพ่อื นและพระแพงวา่ "ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน" โดยมขี อ้
สันนษิ ฐานวา่ คำวา่ โขนนน้ั มีทม่ี าจากคำและความหมายในภาษาต่าง ๆ ดงั น้ี
• คำว่าโขนในภาษาเบงคาลี ซงึ่ ปรากฏคำว่า "โขละ" หรอื "โขล" (บางครงั้ สะกดด้วย ฬ เปน็ คำว่า"
โขฬะ"หรอื "โขฬ") ทเี่ ปน็ ช่ือเรยี กของเครอื่ งดนตรปี ระเภทหนงั ชนิดหนง่ึ ของฮินดู ลกั ษณะและ
รปู รา่ งคล้ายคลงึ กบั ตะโพนของไทย ไมม่ ีขาตงั้ ทำด้วยดนิ ไมม่ สี ายสำหรบั ถว่ งเสยี ง มเี สียงดัง
คอ่ นขา้ งมาก จดั เปน็ เคร่ืองดนตรที ่ไี ดร้ บั ความนยิ มในแคว้นเบงกอล ประเทศอนิ เดีย ใชส้ ำหรับ
ประกอบการละเล่นชนดิ หนึ่ง เรียกวา่ ยาตราหรอื ละครเร่ท่ีคลา้ ยคลึงกบั ละครชาตรี โดย
สันนิษฐานวา่ เครื่องดนตรีชนดิ นี้ เคยถูกนำมาใชป้ ระกอบการเลน่ นาฏกรรมชนิดหนงึ่ จงึ เรียกว่า
โขลตามชื่อของเครื่องดนตรี
• คำวา่ โขนในภาษาอิหรา่ น มที ม่ี าจากคำวา่ ษูรตั ควาน หมายความถึงตุ๊กตาหรือหนุ่ ซงึ่ ใช้สำหรบั
ประกอบการแสดง โดยมผี ขู้ บั รอ้ งและใหเ้ สยี งแทนตวั หุ่น เรียกว่าควานหรอื โขน มีความ
คล้ายคลึงกับผพู้ ากย์และผู้เจรจาของการแสดงโขนในปจั จบุ นั
• คำวา่ โขนในภาษาเขมร เปน็ การกล่าวถึงโขนในพจนานกุ รมภาษาเขมร ซึ่งหมายความถงึ ละคร
แตเ่ ขยี นแทนวา่ ละโขน ท่ีหมายความถงึ การแสดงมหรสพอยา่ งหนึ่ง
จากขอ้ สนั นิษฐานตา่ ง ๆ ยังไมส่ ามารถสรุปได้ว่าโขนเปน็ คำมาจากภาษาใด พจนานกุ รมฉบบั
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ระบุความหมายของโขนเอาไว้ว่า "โขนหมายถึงการเล่นอย่างหนงึ่ คลา้ ย
ละครรำ แตเ่ ลน่ เฉพาะในเรือ่ งรามเกียรต์ิ โดยผู้แสดงสวมหวั จำลองต่าง ๆ ที่เรยี กวา่ หัวโขน" หรอื
หมายความถึงไม้ใชต้ ่อเสรมิ หัวเรอื ทา้ ยเรือใหง้ อนเชดิ ขน้ึ ไปท่ีเรยี กวา่ โขนเรอื หรอื ใชส้ ำหรบั เรียกเรือชนิด
หนง่ึ ท่มี โี ขนว่าเรอื โขนเชน่ เรอื โขนขนาดใหญน่ อ้ ยเหลือหลายในลิลิตพยหุ ยาตรา หรือหมายความถงึ สว่ น
สดุ ท้ังสองข้างของรางระนาดหรอื ฆอ้ งวงใหญ่ทม่ี ลี ักษณะงอนข้ึนวา่ โขน
ในสมยั ของสมเด็จพระนาราย์มหาราช ได้มีการกลา่ วถึงโขนโดยลาลูแบร์ เอาไว้วา่ "โขนนนั้ เป็นการร่ายรำ
เขา้ ๆ ออก ๆ หลายคำรบ ตามจงั หวะซอและเครอ่ื งดนตรีอยา่ งอื่นอกี ผ้แู สดงนั้นสวมหนา้ กาก (หัวโขน)
และถืออาวธุ แสดงบทหนกั ไปในทางสูร้ บกนั มากกวา่ จะเป็นการรา่ ยรำ และมาตรว่าการแสดงสว่ นใหญจ่ ะ
หนักไปในทางโลดเต้นเผน่ โผนโจนทะยาน และวางทา่ อยา่ งเกินสมควรแล้ว นาน ๆ กจ็ ะหยุดเจรจาออกมา
40
สักคำสองคำ หน้ากาก (หัวโขน) ส่วนใหญน่ ั้นน่าเกลียด เป็นหนา้ สตั ว์ท่มี ีรูปพรรณวติ ถาร (ลิง) หรอื ไม่เป็น
หน้าปีศาจ (ยกั ษ์) " ซึง่ เปน็ การแสดงความเห็นตอ่ มหรสพในอดีตของชาวไทยในสายตาของชาว
ตา่ งประเทศ
แตเ่ ดิมน้นั การแสดงโขนจะไมม่ กี ารสรา้ งฉากประกอบการแสดงตามทอ้ งเร่ือง การดำเนนิ เรอื่ งราวต่าง ๆ
เป็นแบบจนิ ตนาการถึงฉากหรอื สถานทใี่ นเรื่องราวเอง การจดั ฉากในการแสดงโขนเกิดขึ้นคร้ังแรกในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ 5 โดยทที่ รงคิดสรา้ งฉากประกอบการแสดงโขนบน
เวทขี นึ้ คล้ายกบั การแสดงละครดึกดำบรรพท์ ่ีสมเดจ็ เจา้ ฟ้ากรมพระยานรศิ รานวุ ัดตวิ งศ์ทรงคดิ ขนึ้
2.3.1 ประเภทของโขน ประเภทของโขนแบง่ ออกเปน็ 5 ประเภท คอื
• โขนกลางแปลง
โขนกลางแปลงเปน็ การเลน่ โขนกลางแจง้ ไม่มกี ารสร้างโรงแสดง ใช้ภมู ิประเทศและธรรมชาติเปน็ ฉากใน
การแสดง ผูแ้ สดงทงั้ หมดรวมทงั้ ตวั พระตอ้ งสวมหวั โขน นยิ มแสดงตอนยกทัพรบ วิวฒั นาการมาจากการ
เล่นชักนาคดกึ ดำบรรพเ์ รอื่ งกวนนำ้ อมฤตทใี่ ชเ้ ลน่ ในพธิ อี นิ ทราภเิ ษก ปรากฏในกฎมณเฑยี รบาลสมยั กรงุ
ศรอี ยธุ ยา โดยนำวธิ กี ารแสดงคือการจดั กระบวนทพั และการเตน้ ประกอบหน้าพาทย์มาใช้ แตเ่ ปลย่ี นมา
เลน่ เรอื่ งรามเกียรตแิ์ ทน มกี ารเตน้ ประกอบหนา้ พาทย์และอาจมีบทพาทย์และเจรจาบ้าง แต่ไมม่ ีบทร้อง
• โขนโรงนอก หรอื โขนนั่งราว
เปน็ การแสดงบนโรงมีหลงั คา ไมม่ เี ตียงสำหรบั ตวั โขนนง่ั แตม่ รี าวพาดตามสว่ นยาวของโรงตรงหนา้ ฉาก
(ม่าน) มีช่องทางใหผ้ ู้แสดงเดินไดร้ อบราวแทนเตยี ง มีการพากย์และเจรจา แต่ไมม่ กี ารรอ้ ง ปีพ่ าทย์
บรรเลงเพลงหนา้ พาทย์ มีป่พี าทย์ 2 วง เพราะตอ้ งบรรเลงมาก ตงั้ หวั โรงทา้ ยโรง จงึ เรียกว่าวงหัวและวง
ท้าย หรือวงซ้ายและวงขวา วนั ก่อนแสดงโขนนั่งราวจะมกี ารโหมโรง และใหพ้ วกโขนออกมากระทงุ้ เสา้
ตามจงั หวะเพลง พอ จบโหมโรงกแ็ สดงตอนพริ าพออกเท่ียวปา่ จับสัตว์กินเป็นอาหาร พระรามหลงเข้า
สวนพวาทองของพราพ แลว้ ก็หยุดแสดง พกั นอนคา้ งคนื ท่โี รงโขน รงุ่ ขนึ้ จึงแสดงตามเรอื่ งทเ่ี ตรยี มไว้ จงึ
เรียกว่า "โขนนอนโรง"
• โขนหนา้ จอ
คอื โขนทเี่ ลน่ ตรงหนา้ จอ ซง่ึ เดมิ เขาขึงไวส้ ำหรับเล่นหนงั ใหญ่ ในการเล่นหนังใหญ่น้นั มกี ารเชดิ หนังใหญ่
อยู่หนา้ จอผ้าขาว การแสดงหนงั ใหญ่มศี ลิ ปะสำคัญ คือการพากยแ์ ละเจรจา มดี นตรปี พี่ าทยป์ ระกอบการ
แสดง ผเู้ ชดิ ตวั หนงั ตอ้ ง เต้นตามลีลาและจงั หวะดนตรี นยิ มแสดงเรือ่ งรามเกียรติ์ ต่อมามีการปลอ่ ยตวั
41
แสดงออกมาแสดงหนังจอ แทนการเชิดหนงั ในบางตอน เรียกว่า "หนงั ตดิ ตัวโขน" มผี ู้นยิ มมากขนึ้ เลย
ปลอ่ ยตวั โขนออกมาแสดงหน้าจอตลอด ไมม่ กี ารเชดิ หนงั เลย จงึ กลายเปน็ โขนหนา้ จอ และต้องแขวะจอ
เปน็ ประตูออก 2 ข้าง เรยี กวา่ "จอแขวะ"
• โขนโรงใน
คือ โขนทน่ี ำศลิ ปะของละครในเข้ามาผสม โขนโรงในมีปพ่ี าทย์บรรเลง 2 วงผลดั กัน การ แสดงก็มที ั้งออก
ทา่ รำเต้น ทีพากยแ์ ละเจรจาตามแบบโขน กบั นำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการ ของดนตรี
แบบละครใน และมีการนำระบำรำฟอ้ นผสมเขา้ ด้วย เปน็ การปรับปรงุ ใหว้ ิวฒั นาการขึน้ อีก การผสมผสาน
ระหว่างโขนกับละครในสมัยรชั กาลที่ 1 รชั กาลที่ 2 ทั้งมีราชกวภี ายในราชสำนักช่วยปรับปรุงขดั เกลา
และประพนั ธบ์ ทพากยบ์ ทเจรจาใหไ้ พเราะสละสลวยขน้ึ อกี
โขนท่กี รมศลิ ปากรนำออกแสดงในปจั จบุ นั น้ี ก็ใชศ้ ิลปะการแสดงแบบโขนโรงใน ไมว่ ่าจะแสดงกลางแจง้
หรือแสดงหนา้ จอก็ตาม
• โขนฉาก
เกดิ ขึ้นในสมัยรัชกาลท่ี 5 เมอื่ มีผู้คิดสรา้ งฉากประกอบเร่ืองเมอ่ื แสดงโขนบนเวที คลา้ ยกบั ละครดึกดำ
บรรพ์ สว่ นวธิ แี สดงดำเนนิ เช่นเดียวกับโขนโรงใน แตม่ กี ารแบ่งเปน็ ชดุ เปน็ ตอน เป็นฉาก และจัดฉาก
ประกอบตามท้องเรอื่ ง จึงมีการตดั ตอ่ เรอ่ื งใหมไ่ ม่ใหย้ ้อนไปย้อนมา เพื่อสะดวกในการจัดฉาก กรม
ศิลปากรได้ทำบทเป็นชดุ ๆ ไว้หลายชดุ เช่น ชดุ ปราบกากนาสูร ชุดมัยราพณ์สะกดทพั ชดุ ชุดนางลอย ชดุ
นาคบาศ ชดุ พรหมาสตร์ ชดุ ศกึ วิรุญจำบัง ชุดทำลายพธิ ีหุงนำ้ ทพิ ย์ ชดุ สดี าลุยไฟและปราบบรรลยั กัลป์
ชดุ หนุมานอาสา ชุดพระรามเดนิ ดง ชดุ พระรามครองเมือง
2.4 ละคร
เปน็ ศลิ ปะการร่ายรำท่เี ล่นเป็นเร่ืองราว มพี ัฒนาการมาจากการเลา่ นทิ าน ละครมเี อกลกั ษณใ์ น
การแสดงและการดำเนนิ เร่อื งด้วยกระบวนลีลาทา่ รำ เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหนา้ พาทย์ท่ี
บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ มีแบบแผนการเล่นทเ่ี ปน็ ท้งั ของชาวบ้านและของหลวงทเ่ี รยี กว่า ละครโนราชาตรี
ละครนอก ละครใน เร่ืองทนี่ ยิ มนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อณุ รุท นอกจากนีย้ งั มี
ละครท่ปี รบั ปรงุ ขึ้นใหม่อกี หลายชนดิ การแตง่ กายของละครจะเลียนแบบเครือ่ งทรงของพระมหากษัตริย์
เรยี กว่า การแตง่ การแบบยนื เคร่อื ง นิยมเลน่ ในงานพิธสี ำคญั และงานพระราชพิธขี องพระมหากษตั ริย์
ละคร
42
2.4.1 ละครรำแบบมาตรฐานดง้ั เดมิ มี ๓ ชนดิ คอื
ละครชาตรี เปน็ รูปแบบละครรำทเ่ี กา่ แกข่ องไทยทไ่ี ด้รบั การฟ้นื ฟจู นถงึ ทกุ วันน้ี เร่อื งของละคร
ชาตรีมีกำเนิดมาจากเรื่องมโนราห์ ซง่ึ มักหาดูได้ในงานแก้บน ละครชาตรี แตเ่ ดมิ ผแู้ สดงเป็นชายล้วนมี
เพียง ๓ คนเทา่ น้ัน ไดแ้ ก่ นายโรง ซ่งึ แสดงเป็นตวั พระ อีก๒ คน คือ ตัวนาง และตวั จำอวด ซึง่ แสดง
ตลก และเป็นตัวเบด็ เตล็ดตา่ ง ๆ เชน่ ฤๅษี พราน สตั ว์ แตเ่ ดมิ นยิ มแสดงเพยี งไม่กีเ่ รื่อง เชน่ เรอ่ื ง
มโนราห์ นายโรงจะแสดงเป็นตัวพระสธุ น ตวั นางเปน็ มโนราห์ และตัวจำอวดเป็นพรานบญุ และอกี
เร่ืองหนง่ึ ท่ีนิยมแสดงไม่แพก้ นั คอื เรอื่ งพระรถเสน นายโรงเปน็ ตวั พระรถ ตวั นางเปน็ เมรี และตวั
จำอวดเป็น ม้าพระรถเสนในสมยั หลงั ละครชาตรี เพิ่มผู้แสดงใหม้ ากข้นึ และใชผ้ ้หู ญิงร่วมแสดงด้วย
ละครนอก มกี ารดำเนินท้องเรอ่ื งทีร่ วดเรว็ กระชับ สนุก การแสดงมีชีวิตชีวา ส่วนมากใช้
ผ้ชู ายแสดง และมีมาตง้ั แตส่ มยั กรงุ ศรีอยุธยา เข้าใจว่าละครนอกมีวิวัฒนาการมาจากละครชาตรี เพราะ
มงุ่ ท่จี ะให้คนดเู กดิ ความขบขัน ผู้แสดงละครนอกแตเ่ ดิมมีผแู้ สดงอยู่เพียง ๒-๓ คน เชน่ เดียวกบั ละคร
ชาตรี ละครนอกไม่คำนึงถึงขนบธรรมเนยี มประเพณเี กยี่ วกับยศศักดิ์และฐานะของตัวละครแต่อย่าง
ใด ตวั ละครทเี่ ปน็ ทา้ วพระยามหากษัตริยก์ ็สามารถโต้ตอบตลกกบั เสนากำนลั หรือไพรพ่ ลได้ ละครนอกท่ี
นยิ มเลน่ ไดแ้ ก่เรอ่ื ง สังข์ทอง ไกรทอง สวุ รรณหงส์ พระอภัยมณี เปน็ ตน้
ละครใน จากรปู แบบของละครนอกทีไ่ ดร้ บั การพฒั นาข้ึนมาเป็นตวั ละครในวัง ผ้แู สดงหญงิ
ลว้ น แบบอยา่ งละครในนไี้ ดส้ งวนไว้เฉพาะในวังหลวงเทา่ นัน้ เพราะวา่ ผชู้ ายนนั้ จะถูกหา้ มใหเ้ ข้าไปใน
พระราชฐานช้ันใน บริเวณตำหนักของพระมหากษัตรยิ ์ ซึง่ จะประกอบไปด้วยดนตรีที่มเี สยี งไพเราะ
อ่อนหวาน ใชบ้ ทร้อยกรองได้อย่างวจิ ิตรบรรจง ท้ังดนตรที ีน่ ำมาผสมผสานอยา่ งไพเราะ รวมทง้ั จะมี
ทา่ ทางสงา่ งาม ไมม่ ีการสอดแทรกหยาบโลนหรือตลก และอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมและคณุ ลักษณะท่เี ปน็
ประเพณีสืบทอดกันมา เรอ่ื งทใี่ ช้แสดงละครในนัน้ มีอยู่ ๔ เร่อื ง ได้แก่ รามเกยี รต์ิ อณุ รุท อิเหนา และ
ดาหลงั
2.4.2 ละครทป่ี รับปรงุ ขน้ึ ใหม่ มี ๓ ชนดิ คอื
ละครดึกดำบรรพ์ เปน็ การแสดงละครแบบหนึ่งในประเภทละครรำเกิดข้นึ ในสมัยรัชกาลท่ี
๕ เนือ่ งมาจากในสมยั รชั กาลท่ี ๕ เจ้านายชาวตา่ งชาติเขา้ เข้าเฝา้ อยู่หลายครง้ั จงึ โปรดให้มีการละเลน่ ให้
แขกบ้านแขกเมืองไดร้ ับชม โดยเจ้าพระยาเทเวศรวงศว์ วิ ัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กญุ ชร) ไดค้ ดิ การแสดงใน
รูปแบบคอนเสริ ์ตโดยเนื้อเรื่องตัดตอนมาจากวรรณคดีไทย โดยมีสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรม
พระยานรศิ รานวุ ดั ติวงศ์ ทรงเลอื กเพลงและอำนวยการซอ้ ม จงึ ถือวา่ การแสดงในครั้งนน้ั นับว่าเป็น
จุดเริม่ ต้นของละครดึกดำบรรพ์ ต่อมาภายหลงั เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวฒั น์ไดม้ ีโอกาสชมละครโอเปร่า
43
จงึ เกิดความชอบใจและนำปรับปรุงให้เขา้ กบั ละครดกึ ดำบรรพข์ องไทย ละครดกึ ดำบรรพท์ น่ี ยิ มเล่นไดแ้ ก่
เรอ่ื ง สงั ข์ทอง คาวี ฯลฯ
ละครพันทาง หมายถงึ ละครแบบผสม คือ การนำเอาลีลาท่าทีของชนต่างชาติเขา้ มาปรบั ปรงุ
กบั ท่ารำแบบไทย ๆ การแสดงละครชนดิ นี้แตเ่ ดมิ เปน็ การริเริม่ ของเจ้าพระยามหนิ ทรศกั ด์ิธำรง เป็นผู้
คดิ คน้ นำเอาเรื่องของพงศาวดารของชาตติ ่าง ๆ มาแตง่ เปน็ บทละครสำหรับแสดง บทท่ใี ช้มกั เป็นบทที่
กลา่ วถงึ ตวั ละครทม่ี ีเชื้อชาติต่าง ๆ เช่น พมา่ มอญ จีน ลาว บทที่นิยมนำมาเลน่ ในปจั จุบันมีเรอื่ ง
พระลอและราชาธิราชตอนสมิงพระรามอาสา
ละครเสภา คอื ละครทีม่ ีลกั ษณะการแสดงคลา้ ยละครนอก รวมทัง้ เพลงร้องนำ ทำนอง
ดนตรี และการแตง่ กายของตวั ละคร แตม่ ีขอ้ บงั คบั อยอู่ ย่างหน่งึ คือตอ้ งมีขบั เสภาแทรกอยดู่ ว้ ยจงึ จะเป็นละคร
เสภา ละครเสภาท่ีนยิ มเลน่ กนั มาก คือ ขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอนพลายเพชรพลายบวั ออกศกึ ,พระวยั แตกทพั ,ขนุ แผน
เขา้ หอ้ งนางแกว้ กิรยิ า เป็นตน้
44
บทท่ี 3
เครื่องดนตรแี ละเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลปไ์ ทย และนาฏศลิ ป์สากล
3.1 ดนตรที ีใ่ ช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย
ดนตรี เพลง และการขบั รอ้ งเพลงไทยสำหรบั ประกอบการแสดง สามารถแบ่งออกเปน็ 2 กลุ่ม
คอื ดนตรีทีใ่ ชป้ ระกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย และเพลงสำหรับประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย
3.1.1 ดนตรีประกอบการแสดงโขน – ละคร
วงดนตรีท่ีใชป้ ระกอบการแสดงโขนและละครของไทยคือ วงปพ่ี าทย์ ซึ่งมขี นาดของวงเป็นแบบวง
ประเภทใดนนั้ ข้นอยกุ่ ับลกั ษณะของการแสดงนน้ั ๆ ด้วย เชน่ การแสดงโขนนั่งราวใช้วงปีพ่ าทย์เครอ่ื งหา้
2 วง การแสดงละครในอาจใชว้ งปีพ่ าทย์เคร่อื งคู่ หรอื การแสดงดกึ ดำบรรพ์ตอ้ งใชว้ งป่พี าทยด์ ึกดำบรรพ์
เป็นต้น
3.1.2ดนตรีประกอบการแสดงรำและระบำมาตราฐาน
การแสดงรำและระบำทเ่ี ป็นชดุ การแสดงท่เี รียกวา่ รำมาตราฐานและระบำมาตราฐานน้นั เครอ่ื ง
ดนตรีทีใชป้ ระกอบการแสดงอาจมกี ารนำเครอ่ื งดนตรีบางชนิดเขา้ มาประกอบการแสดง จะใช้วงปีพ่ าทย์
บรรเลง เช่น ระบำกฤดาภินิหาร อาจนำเคร่อื งดนตรี ขมิ หรอื ซอดว้ ง มา้ ลอ่ กลองตอ๊ ก และกลองแดว๋ มา
บรรเลงในช่วงท้ายของการรำทเี่ ปน็ เพลงเชิดจีนก็ได้
3.1.3 ดนตรีประกอบการแสดงพนื้ เมือง
ดนตรที ี่ใช้ประกอบการแสดงพื้นเมืองภาคตา่ ง ๆ ของไทยจะเปน็ วงดนตรพี ้ืนบา้ น ซงึ่ นับเปน็
เอกลักษณท์ ่ีมคี ุณค่าของแตล่ ะภมู ิภาค ได้แก่
ดนตรีพน้ื บา้ นภาคเหนอื มีเครื่องดนตรี เช่น พิณเปี๊ยะ ซึง สะล้อ ป่แี น ป่ีกลาง ปี่กอ้ ย ปตี่ ัด ปี่เลก็
ปา้ ดไม้ (ระนาดไม)้ ปา้ ดเหลก็ (ระนาดเหลก็ ) ป้าดฆอ้ ง (ฆอ้ งวงใหญ)่ ฆอ้ งหุ่ย ฆ้องเหม่ง กลองหลวง
กลองแอว กลองปู่เจ่ กลองปูจา กลองสะบัดไชย กลองมองเซงิ กลองเต่งทงิ้ กลองม่าน และกลองตะโลด้
โป้ด เม่อื นำมารวมเป็นวง จะได้วงตา่ ง ๆ คอื วงสะลอ้ ซอ ซึง วงป่จู า วงกลองแอว วงกลองม่าน วงปีจ่ มุ
วงเต่ิงทิ้ง วงกลองปูจาและวงกลองสะบัดไชย
ดนตรีพื้นเมอื งภาคกลาง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเดยี วกับวงดนตรหี ลักของไทยคอื วงปีพ่ าทย์
และเครอ่ื งสาย ซง่ึ ลกั ษณะในการนำมาใช้อำนาจนำมาเป็นบางสว่ นหรอื บางประเภท เช่น กลองตะโพน
และเครอื่ งประกอบจงั หวะนำมาใชใ้ นการเลน่ เพลงอีแซว เพลงเก่ียวขา้ ว กลองรำมะนาใช้เลน่ เพลงลำตดั
45
กลองยาวใชเ้ ล่นรำเถดิ เทงิ กลองโทนใชเ้ ล่นรำวงและรำโทน สว่ นเครอ่ื งเดนิ ทำนองก็นิยมใชร้ ะนาด ซอ
หรือป่ี เป็นต้น
ดนตรีพนื้ เมอื งภาคอีสาน มีเครอ่ื งดนตรสี ำคญั ไดแ้ ก่ พิณ อาจเรยี กต่างกันไปตามท้องถิ่น เชน่ ซุง
หมากจับป่ี หมากตบั แต่งและหมากต๊ดโตง่ ซอ โปงลาง แคน โหวด กลองยาวอสี าน กลองกันตรมึ ซอ
กันตรึม ซอด้วง ซอตรัวเอก ปอ่ี อ้ ปราเตรียง ป่สี ไล เมือ่ นำมาประสมวงแลว้ จะไดว้ งดนตรพี ืน้ เมือง คอื วง
โปงลาง วงแคน วงมโหรอี ีสานใต้ วงท่มุ โหม่ง และวงเจรยี งเมรนิ
ดนตรีพนื้ เมอื งภาคใต้มเี คร่อื งดนตรีทสี่ ำคัญ ได้แก่ กลองโนรา กลองชาตรหี รือกลองตุ๊ก กลอง
โพน กลองปืด โทน กลองทับ รำมะนา โหมง่ ฆอ้ งคู่ ปีก่ าหลอ ปไ่ี หน กรบั พวงภาคใต้ แกระ และนำเคร่ือง
ดนตรีสากลเข้ามาผสม ไดแ้ ก่ ไวโอลนิ กีตา้ ร์ เบนโจ อัคคอร์เดยี น ลูกแซก็ ส่วนการประสมวงนน้ั เปน็ การ
ประสมวงตามประเภทของการแสดงแตล่ ะชนดิ
3.2 เพลงไทยสำหรบั ประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย
3.2.1 เพลงไทยประกอบการแสดงโขน ละคร รำ และระบำมาตราฐาน
เพลงไทยทใ่ี ชบ้ รรเลงและขบั ร้องประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย โขน ละคร รำและระบำ
มาตราฐาน น้นั แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภทดังนี้
เพลงหน้าพาทย์ไดแ้ ก่ เพลงทใี่ ช้บรรเลงหรือขับร้องประกอบอากัปกริ ิยาของตัวโขน ละคร เช่น
การเดนิ ทาง ยกทพั สู้รบ แปลงกาย และนำเพลงหนา้ พาทย์ทใี่ ชใ้ นการรำและระบำ เชน่ รวั โคมเวียน
ชำนาญ ตระบองกัน เปน็ ตน้
เพลงขับรอ้ งรับสง่ คอื เพลงไทยทนี ำมาบรรจไุ ว้ในบทโขน – ละคร อาจนำมาจากเพลงตับ เถา
หรือเพลงเกร็ด เพอื่ บรรเลงขบั รอ้ งประกอบการรำบทหรอื ใชบ้ ทของตัวโขน ละครหรือเป็นบทขับร้องใน
เพลงสำหรับการรำแลระบำ เช่น เพลงชา้ ปี่ เพลงขน้ึ พลบั พลา เพลงนกกระจอกทอง เพลงลมพัดชายเขา
เพลงเวสสุกรรม เพลงแขกตะเขง่ิ เพลงแขกเจ้าเซน็ เป็นตน้
3.2.2 เพลงไทยประกอบการแสดงพนื้ เมือง
เพลงไทยที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์พ้นื เมือง เปน็ บทเพลงพืน้ บ้านทใี่ ชบ้ รรเลงและขบั รอ้ ง
ประกอบการแสดงนาฏศิลปพ์ ื้นเมือง โดยแบ่งออกตามภมู ภิ าคดังน้ี