The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-10-22 14:11:05

นาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากล

นาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากล

46

เพลงบรรเลงและขับร้องประกอบนาฏศลิ ปพ์ น้ื เมืองภาคเหนอื เพลงประกอบการฟอ้ นเล็บไดแ้ ก่
เพลงแหย่งหลวง ฟอ้ นเทียน ได้แก่ เพลงลาวเส่ยี งเทียน ฟอ้ นสาวไหม ไดแ้ ก่ เพลงปราสาทไหวและสาว
สมเด็จ ระบำซอ ไดแ้ ก่ ทำนองซอย๊แิ ละซอจอ๊ ยเชียงแสน บรเลง เพลงลาวจอ้ ย ตอ้ ยตล่ิงและลาวกระแซ
เปน็ ตน้

เพลงบรรเลงและขับรอ้ งประกอบนาฏศิลป์พื้นเมอื งภาคกลาง เพลงประกอบการเต้นรำกำเคียว
ไดแ้ ก่ เพลงระบำชาวนา เป็นต้น

เพลงบรรเลงและขับรอ้ งประกอบนาฏศิลป์พืน้ เมอื งภาคอสี าน เพลงประกอบการแสดงเซ้ิง
โปงลาง บรรเลงเพลงลายโปงลาง เซิ้งภูไทย บรรเลงลายลำภไู ทย เป็นตน้

เพลงบรรเลงและขับรอ้ งประกอบนาฏศลิ ป์พ้ืนเมืองภาคใต้ เพลงประกอบการแสดงลิเกปา่ นิยม
ใช้เพลงตะลุ่มโปง เพลงสร้อยสน เพลงดอกดิน การแสดงชุดรองเงง็ บรรเลงเพลงลาฆดู วู อ เพลงมะอีนังลา
มา เพลงลานัง เพลงปโู จะ๊ ปิชงั เปน็ ต้น

3.3 เครอ่ื งดนตรีประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์สากล

ดนตรีเปน็ ศลิ ปะที่จำเป็นในงานนาฏศิลปท์ กุ ประเภท จนอาจกล่าวได้วา่ “ ถ้าไม่มีดนตรีเกิดขึ้นใน
โลก ก็ไม่อาจมีนาฏศิลป์เกิดขึ้นได้เช่นกัน “ ทั้งนี้เพราะการกำเนิดของดนตรีนำมาสู่การแสดงนาฏศิลป์ท่ี
สมบูรณ์แบบในปจั จุบัน โดยดนตรีเป็นเครือ่ งช่วยในการแสดงนาฏศิลปไ์ ด้ 3 ประการ คือ คุณลักษณะของ
เสียง วถิ ีบรรเลง และสำเนียงดนตรี

สำหรับคุณลักษณะของเสียงนั้นมีความสำคัญในการแสดงนาฏศิลป์ หรือการเคลื่อนไหวร่างการ
ตามจังหวะ และทำนองเพลง เช่น เพลงสำหรับการเต้นบัลเลต์ จะใช้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสีในการ
ดำเนินทำนองเป็นหลักส่วนในด้านวิถีลรรเงลดนตรีประกอบการแสดงนาฏศิลป์จะมีทั้งเพลงชั้นสูงที่
ประณีตและเพลงพี้น ที่มีท่วงทำนองง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น การแสดงโอเปราจะใช้ดนตรคี ลาสสิก เป็นตน้
และในดา้ นสำเนียงดนตรจี ะมลี ักษณะของความเป็นทอ้ งถ่ิน หรือลกั ษระเฉพาะของเสียงเครอื่ งดนตรีแต่ละ
ประเภทและแตล่ ะท้องถิ่นที่มคี วามแตกต่างกัน เช่น เสียงเครือ่ งดนตรีสากลกบั เสียงเครื่องดนตรไี ทย หรือ
เสียงขลุย่ ของประเทศต่าง ๆ ทม่ี ีสำเนยี งดนตรีที่แตกต่างกัน

ดังนั้น เครื่องดนตรีที่บรรเลงในการแสดงนาฏศิลป์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการแสดง
นาฏศิลป์สากลหรือนาฏศิลป์ตะวันตก ดังพิจารณาได้จากเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงบัลเลต์ โอ
เปรา และละครบรอดเวย์ ดังนี้

47

1. เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงบัลเลต์ คือ ดนตรีที่บรรเลงโดยวงออร์เคสตราจึงประกอบด้วย
เครื่องดนตรีในวงออร์เคสตรา ได้แก่ ไวโอลิน วิโอลา เชลโล เบส ฮาร์ป ปิกโกโล ฟลุต โอโบ เฟรนช์ฮอร์น
คลารเิ นต็ บาสซนู ทรัมเป็ต ทรอมโบน ทูบา ทิมปานี กลองใหญ่ ฉาบ ไทรแองเกลิ และไซโลโฟน ซ่ึงเครื่อง
ดนตรีเหล่านี้ จะบรรเลงดนตรีเปน็ เพลงบรรเลงท่ีไพเราะ ลุ่มลึก และมีลักษณะเป็นดนตรีบรรยายเรื่องราว
เป็นตอน ๆ ตามเนอ้ื เร่ือง โดยใชล้ ลี าท่าเต้นบัลเลต์เปน็ สอื่ ในการเสนอเร่อื งราว

2. เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงโอเปรา คือ ดนตรีคลาสสิกของวงออร์เคสตรา
ประกอบด้วย ไวโอลิน วิโอลา เชลโล เบส ฮาร์ป ปิกโกโล ฟลุต โอโบ เฟรนช์ฮอร์น คลาลิเน็ต บาสซูน
ทรัมเป็ต ทรอมโบน ทูบา ทิมปานี ฉาบ กลองใหญ่ ไทรแองเกิล และไซโลโฟน เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีที่
ใช้บรรเลงในการแสดงบัลเลต์ แต่ต่างกันที่โอเปราจะมีทั้งผู้ขับร้องและผู้บรรเลงดนตรีในวงออร์เคสตรา ท่ี
ร่วมกันนำพาบทเพลง และเสียงดนตรี ถ่ายทอดอารมณ์ และเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งช่วยสร้าง
สุนทรียภาพทางดนตรีและนาฏศิลป์ที่ไพรเราะสมบูรณ์แบบจนทำให้โอเปราได้ชื่อว่า เป็นสุดยอดแห่ง
ศลิ ปะการแสดงในโลกของดนตรคี ลาสสกิ

3. เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงละครเพลงบรอดเวย์ คือ ดนตรีป๊อปในระยะแรกและ
ต่อมาจึงนำดนตรีร็อกมาใช้ด้วย โดยทั่วไปใช้เครื่องดนตรีสากลตามแบบวงดนตรีสากลทั่วไป ได้แก่ กีตาร์
เบส คีย์บอร์ด และกลองชุด แตกต่างกันที่จังหวะทำนองเพลงป๊อปที่ฟังสบาย ๆ และเพลงร็อกที่มีความ
หนักหน่วงเร่าร้อน ละครเพลงบอร์ดเวย์นี้จะมีลักษณะเป็นละครเพลงเวทีที่มีเค้าโครงเรื่องบทการแสดง
และบทร้องตลอดจนท่าเต้นรำในลักษณะต่าง ๆที่กำหนดไว้อย่างแน่นอนและมีความสอดคล้องกันทั้งเรื่อง
และมีเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมทางดนตรีของประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นประเทศต้นกำเนิดของ
ละครเพลงบอรดเวย์

นอกจากเครื่องดนตรีประกอบการแสดงนาฏศิลป์สากลที่กล่าวมาทั้งหมดนีแ้ ล้วยังมีเคร่ืองดนตรีที่
ใช้ในการบรรเลงเพลงชุดเต้นรำ ได้แก่ ฮาร์ปซิคอร์ด ไวโอลินและเครื่องดนตรีในวงออร์เคสตรา ด้วยจะ
เห็นได้ว่าดนตรีหรือการบรรเลงเครื่องดนตรีประกอบการแสดง จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมการแสดง
นาฏศิลป์ที่ได้จากการฟังเสียงดนตรีบรรเลงประกอบการแสดงที่สามารถสื่ออารมณ์ และความรู้สึกให้
ซาบซง้ึ ไปกบั เร่อื งราว จนเกิดเปน็ สนุ ทรียะแหง่ การแสดงนาฏศลิ ป์สากลทม่ี คี ุณค่า และนา่ จดจำ

3.4 เพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์สากล

การแสดงนาฏศิลป์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานศิลปะทางด้านการ
ฟ้อนรำ ดนตรี และขับร้องไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะในการแสดงนาฏศิลป์สากล หรือนาฏศิลป์ตะวันตกที่เห็น
ได้ชัดเจน และเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก คือ การแสดงบัลเลต์ โอเปรา และละครเพลงบอรดเวย์ ที่นอกจาก

48

จะเน้นในด้านลีลาการแสดง และท่าทางการเต้นรำประกอบดนตรีแล้ว ยังให้ความสำคัญกับบท
เพลงท่ีใช้ในการแสดง ดงั น้ี

1. เพลงประกอบการแสดงบัลเลต์ เปน็ เพลงบรรเลงของวงออร์เคสตราที่มีความไพเราะ และลุ่ม
ลึกในเชิงจินตนาการที่ผสานกับท่าเต้นบัลเลต์เป็นเรื่องราวที่สื่ออารมณ์ และความรู้สึกได้อย่างเกิดสุนทรี
ยรสและคุณค่า โดยเฉพาะบทเพลงบรรเลง โดยนักประพันธ์เพลงชื่อดังของโลก คือ โชค อฟสกี
ในบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก เรื่อง สวอนเลค (Swanlake) และเรื่องThe sleeping Beauty นอกจากน้ี
ยังมีบทเพลงบรรเลงในบัลเลต์เรื่อง Romeo and Juliette และเรื่อง Cinderella Ballet suite ท่ี
ประพันธ์โดยโปรโตเฟียฟ เรื่อง Filling Station โดย วี. ทอมสัน เรื่อง Sylvia โดยเดลิเบสเรื่อง Card
Game โดยสตราวินสกี เรอ่ื ง Borelo โดยราเวล และเรอื่ ง Appalachian spring โดยคอปแลนด์ เป็นตน้

2. เพลงประกอบการแสดงโอเปรา เป็นเพลงขับร้องและเพลงบรรเลงในวงออร์เคสตราโดยมีโอเว
อรเจอร์ (Overture) เป็นเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีล้วน ๆ ใช้เป็นเพลงนำ หรือ เพลงโหมโรงก่อนการ
แสดงโอเปราซึ่งจะเป็นเพลงที่แสดงถึงบรรยากาศของโอเปราที่ใช้ระยะเวลาในการบรรเลงประมาณ 5 –
10 นาที โดยมีโอเวอรเจอร์ของโอเปราบางเรื่องที่มีความไพเราะเป็นที่นิยมชื่นชอบ และมักนำมาใช้
บรรเลงเป็นเพลงแรกของการแสดงคอนเสิร์ตทั่วไป เช่น เพลง Overture of the marriage of figaro
ของโมซาร์ทเพลง Overture of Fidelio ของเบโธเฟน เพลง Overture of Carmenของบิเซต์ และเพลง
Overture of the Barber of Saville ของรอสซีนี เป็นต้น นอกจากนี้ในการดำเนินเรื่องก็ยังมีวงออร์เคส
ตราบรรเลงเพลง และมีไลม์โมทีฟ บรรเลงทำนองดนตรีต่าง ๆ แทนตัวละครแต่ละตัว หรือแทนเหตุการณ์
และสภาพการณ์ต่าง ๆ ในเรอ่ื ง

เพลงขับร้องในการแสดงโอเปรา ได้แก่ รีซิเททีฟ (Recitative) เป็นบทสนทนาที่ใช้การร้องแทน
โดยมีดนตรีประกอบ ส่วนอาเรีย (Aria) จะเป็นบทเพลงร้องเดี่ยวในโอเปราที่มีลีลาดนตรีที่งดงาม และมี
บทร้องประเภทร้อง 2 คน 3 คน 4 คน หรือมากกว่านี้ โดยในโอเปราที่มีลีลาดนตรีที่งดงามและมีบทร้อง
ประเภทร้อง 2 คน 3 คน 4 คน หรือกมากกว่าน้ีโดยเรียกบทร้องที่มีคนร้อง 2 คนว่า Duo 3 คน เรียกวา่
Trio 4 คนเรียกว่า Quartet 5 คน เรียกกว่า Quintet และ 6 คน เรียกว่า Sextet เช่น ในเพลง Lucia
จากเรื่อง Rigolett เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบทร้องประสานเสียง (Chorus) ที่มีชื่อเสียง เช่น เพลง The
TriumphalChorus จาก Aida และเพลง The Pilgrim’s Chorus จาก Tannhauser เปน็ ต้น

3. เพลงประกอบการแสดงละครเพลงบอรดเวย์ เน้นที่เพลงขับร้องในแนวป๊อปและแนวร็อก และ
การบรรเลงดนตรีประกอบการเต้นรำโดยเฉพาะเพลงป๊อปในละครเพลงของจอร์ช เอมโคเฮน ที่มีชื่อเสียง
ไดแ้ ก่ เรื่อง Give my regards to Broadway เรอื่ ง George M ! และละครเพลงของเจอโรม เคิร์น ได้แก่
เรอ่ื งเรือเร่ (Showboat) และเรือ่ ง Roberta ซึ่งมีเพลงชอื่ ว่า Smoke gets in your eyes นอกจากนี้ยังมี

49

เพลงของโรเจอร์สและแฮมเมอร์สไตน์ที่กลายเป็นผลงานอมตะและนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง
มาจนถึงปัจจุบันจากละครเพลงบอรดเวย์ เรื่อง The Sound of musicเรื่อง South Pacific และเรื่อง
TheKing and I เปน็ ตน้

สำหรับเพลงร็อกที่มีชื่อเสียงของละครบอรดเวย์ ได้แก่ Hair ของแรกนี่ Bye, Bye Birdie ขอ
งอดัมส์และสเตราส์ Godspell ของเทเบลักและฉวาทซ์ และ Jesus Christ Superstar ของ โอ ฮอร์แกน
ฯลฯ

นอกจากเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์สากลดังกล่าวแล้วยังมีบทเพลงชุดที่ใช้บรรเลง
ประกอบการเต้นรำจังหวะต่าง ๆ ที่เป็นสากล และใช้กันโดยทั่วไป ได้แก่ Boroque Suite หรือ Dance
Suite , English Suites , Frence Suites และ Partita เป็นต้น

ดังนั้น เพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์สากลทั้งที่เป็นเพลงบรรเลงและเพลงขับร้อง จึงมี
ความสำคัญ และนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการแสดงที่จะช่วยเพิ่มอรรถรส และความสมบูรณ์ของงาน
นาฏศิลปท์ ม่ี คี ุณค่าได้ย่งิ ขนึ้

50

บทท่ี 4

การแต่งกายนาฏศิลปส์ ภ่ี าค

4.1 การแต่งกายภาคเหนือ

ภาคน้มี ีการแสดงหรอื การร่ายรำทม่ี ีจงั หวะชา้ ท่าหยาบนุ่มนวล เพราะมอี ากาศเย็นสบาย ทำให้
จติ ใจของผู้คนมคี วามนุม่ นวล อ่อนโยน ภาษาพูดกน็ ุ่มนวลไปด้วย เพลงมคี วามไพเราะ อ่อนหวาน ผู้คนไม่
ตอ้ งรบี รอ้ นในการทำมาหากนิ สิ่งตา่ งๆ เหล่านน้ั มีอิทธิพลต่อการแสดงนาฏศิลป์ของภาคเหนอื

นาฏศิลป์ของภาคเหนอื เชน่ ฟ้อนเมอื ง(ฟอ้ นเลบ็ ฟอ้ นก๋ายลาย)ฟ้อนเทยี น ฟอ้ นจ้อง ฟ้อนวี ฟ้อน
ขนั ดอก ฟอ้ นดาบ ฟ้อนเชงิ (ฟอ้ นเจิง)ตกี ลองสะบดั ไชย ฟอ้ นสาวไหม ฟอ้ นน้อยไจยา ฟอ้ นหรภิ ญุ ชัย ฟ้อน
ลอ่ งน่าน ฟ้อนแงน้ เป็นต้น นอกจากนี้ นาฏศิลป์ของภาคเหนือยังได้รบั อิทธิพลจากประเทศใกลเ้ คยี ง
ได้แก่ พม่า ลาว จีน และวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย เช่น ไทยใหญ่ เง้ียว ชาวไทยภูเขา ยอง เปน็ ต้น

ดงั นนั้ นาฏศลิ ปพ์ ืน้ เมืองของภาคเหนอื นอกจากมขี องทเี่ ป็น "คนเมอื ง" แท้ๆ แล้วยังมนี าฏศลิ ปท์ ่ีผสม
กลมกลนื กบั ชนชาตติ ่างๆ และของชนเผา่ ต่างๆ อีกหลายอย่าง เชน่ อทิ ธิพลจากพมา่ เชน่ ฟอ้ นกำเบอ้
ฟอ้ นม่านม้ยุ เชียงตา นาฏศลิ ปข์ องชนเผ่าต่างๆ เช่น ฟ้อนนก (กงิ กาหลา่ - ไทยใหญ่) ฟอ้ นเงี้ยว (เงยี้ ว)
ระบำซอ ระบำเก็บใบชา(ชาวไทยภูเขา) ฟ้อนไต ฟ้อนไตอ่างขาง ฟ้อนนกยูง

4.2 การแต่งกายของภาคกลาง

ในปจั จบุ นั การแต่งกายของแตล่ ะภาคไดร้ ับความกลมกลืนกันไปหมด เน่อื งมาจากถูกครอบคลมุ
สงิ่ ท่เี รยี กว่าแฟชนั่ จึงทำให้การแต่งกายมคี วามคล้ายคลึงกันไปหมด จนแยกแยะไมค่ อ่ ยออกวา่ บุคคลไหน
อาศยั อย่ใู นภาคใด เราลองไปร้อื ฟ้นื กันดูว่าในสมยั รุ่นกอ่ นๆ สมยั คณุ ปู่ ยา่ ตา ยาย มกี ารแตง่ กายกันแบบ
ใดบ้าง โดยแยกแยะในแตล่ ะภาคต่อ

คำวา่ “ เคร่ืองแต่งกาย “ หมายถงึ สิง่ ทีม่ นษุ ย์นำมาใชเ้ ปน็ เคร่อื งหอ่ หุ้มร่างกาย การแต่งกายของ
มนษุ ย์แต่ละเผา่ พนั ธ์สุ ามารถคน้ คว้าไดจ้ าก หลักฐานทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์ เพ่อื ใหเ้ ป็น
เครื่องชว่ ยชนี้ ำใหร้ แู้ ละเข้าใจถึงแนวทางการแตง่ กาย ซ่งึ สะทอ้ นให้เห็นถงึ สภาพของการดำรงชวี ิตของ
มนุษย์ในยคุ สมัยน้นั
ประวตั ิของเครื่องแตง่ กาย

ในยคุ ก่อนประวัติศาสตร์ มนุษยใ์ ช้เครื่องหอ่ หุ้มร่างกายจากสิ่งท่ีได้มาจากธรรมชาติ เชน่ ใบไม้ ใบ
หญ้า หนังสตั ว์ ขนนก ดนิ สตี า่ งๆ ฯลฯ มนษุ ยบ์ างเผ่าพันธ์รุ ้จู กั การใชส้ ที ่ีทำมาจากตน้ พชื โดยนำมาเขยี น
หรอื สักตามร่างกายเพื่อใชเ้ ป็นเครอื่ งตกแตง่ แทนการใชเ้ คร่ืองห่อหมุ้ รา่ งกาย ต่อมามนุษยม์ กี ารเรียนรู้ ถึง
วธิ ที ่ีจะดดั แปลงการใชเ้ ครื่องหอ่ หุม้ รา่ งกายจากธรรมชาติให้มคี วามเหมาะสมและสะดวกตอ่ การแต่งกาย
เชน่ มกี ารผูก มัด สาน ถัก ทอ อดั ฯลฯ และมกี ารววิ ฒั นาการเร่อื ยมา จนถงึ การรูจ้ กั ใช้วิธตี ดั และเย็บ จน

51

ในที่สดุ ได้กลายมาเปน็ เทคโนโลยีจนกระทัง่ ถึงปจั จุบนั นี้
ความแตกตา่ งในการแตง่ กาย
มนษุ ยเ์ ป็นสัตวโ์ ลกทอี่ ่อนแอทส่ี ุดในทางฟสิ ิกส์ เพราะผิวหนังของมนษุ ย์มคี วามบอบบาง จึง

จำเปน็ ตอ้ งมสี ิ่งปกคลุมรา่ งกายเพอื่ สามารถท่ีจะดำรงชวี ิตอย่ไู ด้ จากความจำเปน็ นจ้ี ึงเปน็ แรงกระตนุ้ ท่ี
สำคญั ในอันทจ่ี ะแต่งกาย เพอ่ื สนองความต้องการของมนษุ ยเ์ อง โดยมสี ังคมและส่งิ อืน่ ๆประกอบกนั และ
เคร่ืองแต่งกายก็มรี ปู แบบทแี่ ตกตา่ งกนั ไปตามสาเหตุน้ันๆ คือ

4.3 การแตง่ กายประจำภาคอสี าน
ลกั ษณะการแตง่ กาย
ผูช้ าย ส่วนใหญน่ ยิ มสวมเสื้อแขนสนั้ สีเขม้ ๆ ท่ีเราเรียกว่า “มอ่ หอ่ ม” สวมกางเกงสีเดียวกบั เสอ้ื

จรดเขา่ นิยมใช้ผา้ คาดเอวด้วยผา้ ขาวมา้
ผหู้ ญงิ การแตง่ กายสว่ นใหญ่นิยมสวมใส่ผ้าซน่ิ แบบทอทงั้ ตัว สวมเสอื้ คอเปดิ เลน่ สีสัน หม่ ผ้าสไบ

เฉียง สวมเครอื่ งประดับตามข้อมอื ข้อเท้าและคอ
ผา้ พื้นเมืองอีสาน

ชาวอสี านถือว่าการทอผา้ เป็นกจิ กรรมยามวา่ งหลังจากฤดกู ารทำนาหรอื ว่างจากงานประจำอ่นื ๆ
ใตถ้ ุนบา้ นแตล่ ะบ้านจะกางหูกทอผา้ กนั แทบทุกครวั เรือน โดยผู้หญิงในวยั ตา่ งๆ จะสืบทอดกนั มาผ่านการ
จดจำและปฏบิ ตั ิจากวยั เดก็ ทั้งลวดลายสีสัน การยอ้ มและการทอ ผ้าที่ทอด้วยมอื จะนำไปใชต้ ัดเยบ็ ทำ
เป็นเครื่องนงุ่ หม่ หมอน ท่นี อน ผา้ หม่ และการทอผ้ายังเป็นการเตรียมผ้าสำหรบั การออกเรอื นสำหรบั
หญงิ วัยสาว ทง้ั การเตรียมสำหรับตนเองและเจ้าบ่าว ท้ังยังเปน็ การวดั ถึงความเป็นกลุ สตรี เป็นแม่เหยา้ แม่
เรือนของหญิงชาวอีสานอีกดว้ ย

4.4 การแต่งกายประจำภาคใต้
ดนิ แดนทางภาคใต้ของประเทศไทย อันประกอบด้วย 14 จงั หวัดนนั้ แต่เดมิ มีผคู้ นอาศยั อยู่ตั้งแต่

ยคุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์ จนต่อมาได้พฒั นาเกิดเปน็ ชมุ ชนและกลายเปน็ เมืองทา่ ที่สำคญั อนั เป็นจุดเชอ่ื มโยง
ระหว่างดนิ แดนตะวันออกและตะวนั ตกของโลก ซงึ่ เปน็ แหล่ง แลกเปลีย่ นวัฒนธรรมทีส่ ำคัญโดยเฉพาะ
ประเทศจีน อนิ เดีย และหมู่เกาะสมุ าตรา เรยี กดนิ แดนแหง่ นีก้ นั ว่าอาณาจักรศรีวชิ ัย

อิทธพิ ลในการทอผา้ จากอนิ เดยี ทีม่ กี ารสอดผสมด้ินเงินด้ินทอง ลงในผนื ผ้าสร้างรูปแบบแกผ่ า้ ใน
ภาคใต้ โดยซอื้ หาวัสดสุ ว่ นใหญจ่ ากอนิ เดีย ต่อมาเนอื่ งจากศกึ สงคราม บ้านเมือง ล่มสลายลงการทอผ้าอนั
วจิ ิตรกส็ ญู หายไปดว้ ย โดยต่อมาภายหลงั หนั มานำเข้าผ้าพมิ พ์ และผ้าแพรจากจนี รวมถึงผ้าบาตกิ จาก
เกาะชวา และ ผ้ายโุ รปมาสรวมใสจ่ ากการที่ชาวใต้มิไดม้ ีการปลูกฝ้ายหรอื ไหมข้ึนใชเ้ อง เนอื่ งจากข้อจำกดั
ของพนื้ ที่ จงึ ทำการ สง่ั ซ้ือผา้ สำเรจ็ รูปโดยเฉพาะผ้าบาติก หรือปาเต๊ะมาใช้กันจนภายหลงั เป็นเคร่อื งแต่ง
กาย ประจำภาคไปในทีส่ ุด
ปั จจบุ ันแหล่งทำผา้ แบบดงั้ เดิมนนั้ เกือบจะสูญหายไป คงพบไดเ้ ฉพาะ 4แหลง่ เท่าน้ันคือ ท่ตี ำบล

52

พมุ เร้ียง จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี , อำเภอเมอื ง จงั หวัดนครศรธี รรมราช , เกาะยอ จงั หวดั สงขลา และตำบล
นาหมืน่ ศรี จังหวัดตรัง

53

บทท่ี 5

สรปุ

นาฏศิลป์ไทย เป็นศลิ ปะการแสดงประกอบดนตรขี องไทย เชน่ ฟอ้ น รำ ระบำ โขน แต่ละ
ทอ้ งถ่ินจะมชี ่อื เรียกและมีลีลาทา่ การแสดงท่ีแตกตา่ งกันไป สาเหตุหลักมาจากภูมปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศของ
แต่ละท้องถน่ิ ความเช่ือ ศาสนา ภาษา นิสัยใจคอของผคู้ น ชีวติ ความเป็นอยขู่ องแตล่ ะภาค

เป็นศิลปะการรำ และการละเลน่ หรอื ท่นี ยิ มเรียกกนั ท่วั ไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อนเปน็ วัฒนธรรม
ของชาวลา้ นนา และกลมุ่ ชนเผ่าตา่ งๆ เช่น ชาวไต ชาวลอื้ ชาวยอง ชาวเขิน เปน็ ตน้ ลกั ษณะของการฟอ้ น
แบง่ เปน็ 2 แบบ คอื แบบดงั้ เดมิ และแบบทป่ี รบั ปรุงข้ึนใหม่ แตย่ งั คงมีการรกั ษาเอกลกั ษณท์ างการแสดง
ไว้คอื มลี ลี าทา่ รำทีแ่ ชม่ ช้า อ่อนชอ้ ยมีการแตง่ กายตามวัฒนธรรมท้องถน่ิ ทสี่ วยงามประกอบกับการ
บรรเลงและขบั รอ้ งดว้ ยวงดนตรีพนื้ บ้าน เชน่ วงสะลอ้ ซอ ซึง วงปเู จ่ วงกลองแอว เปน็ ต้น โอกาสทีแ่ สดง
มกั เลน่ กันในงานประเพณหี รอื ต้อนรับแขกบา้ นแขกเมือง

นาฏศิลป์ไทย แบ่งออกเปน็ 4 ประเภท

1.รำ คอื การแสดงทม่ี งุ่ เน้นถึงศลิ ปะทว่ งทา่ ดนตรี ไมม่ กี ารแสดงเป็นเรือ่ งราว รำบางชุดเป็นการ
ชมความงาม บางชดุ ตัดตอนมาจากวรรณคดี หรือบางทกี ไ็ ม่จำเปน็ ทจี่ ะต้องมีเน้ือเพลงเช่นการรำหน้า
พาทยเ์ ป็นตน้ รำจะแบ่งออกเปน็ 4 ประเภทดงั น้ี

1.1 รำเด่ียว เป็นการแสดงทม่ี งุ่ อวดศิลปะทางนาฏศิลป์อยา่ งแท้จริงชงึ่ ผูร้ ำจะตอ้ มมีผีมือดี
เยี่ยม เพราะเป็นการแสดงทีแ่ สดงแตเ่ พียงผู้เดียว รำเด่ยี วโดยส่วนมากกจ็ ะเป็นการรำฉุยฉายต่างๆ เช่น
ฉยุ ฉายเบญจกาย ฉยุ ฉายวนั ทอง ฯลฯ เปน็ ตน้

1.2 รำคู่ การแสดงชดุ นไี้ ม่จำเปน็ จะตอ้ งพร้อมเพยี งกนั แต่อาจมีท่าทเี่ หมอื นก็ได้ เพราะการรำ
คูน่ ีเ้ ป็นการใชล้ ีลาท่ีแตกตา่ งกนั ระหว่างผู้แสดงสองคน เช่นตวั พระ กับตัวนาง หรอื บทบาทของตัวแสดง
นัน้ รำคูน่ ี้กจ็ ะแบ่งออกเปน็ สองประเภท คือ 1.2.1 รำค่สู วยงามจากวรรณคดี เชน่ หนมุ านจับนาสพุ รรณ
มัจฉา เปน็ ตน้ 1.2.2 รำมุง่ อวดการใช้อุปกรณ์ เชน่ การรำอาวุธ รำกระบ่ีกระบอง

1.3 รำหมู่ รำชดุ น้ีเปน็ การรำท่เี นน้ ความพรอ้ มเพรียง เชน่ รำอวยพรชดุ ตา่ งๆ

1.4 รำละคร คือการรำทใี่ ช้ในการแสดงละครหรอื โขน เป็นการแสดงทา่ ทา่ งสอื่ ความหมาย
ไปกบั บทรอ้ ง หรอื บทละคร และเพลงหนา้ พาทยต์ า่ งๆในการแสดงละคร

2.ระบำ คือการแสดงท่มี ีความหมายในตัวใช้ผู้แสดงสองคนขึน้ ไป คือผูค้ ดิ ได้มวี ิสัยทศั นแ์ ละ
ต้องการส่อื การแสดงชดุ น้ันผ่านทางบทรอ้ ง เพลง หรือการแต่งกายแบบ ทีม่ าจากแรงบันดาลใจ จากเรือ่ ง

54

ตา่ งๆเชน่ วิถชี ีวติ วัฒนธรรม ประเพณี และเป็นการแสดงท่ีจบในชดุ ๆเดียว เปน็ ตน้ ระบำ จะแบง่ ออกเป็น
สองประเภทคอื

2.1 ระบำมาตรฐาน เป็นระบำทบ่ี รมครูทางนาฏศลิ ป์ได้คิดคน้ ไว้ ทง้ั เร่อื งเพลง บทรอ้ ง การ
แตง่ กาย ท่ารำ ซึง่ ไม่สามารถทจ่ี ะเปลย่ี นแปลงได้ ระบำมาตรฐานจะมีอยูท่ งั้ หมด 6ชุด คอื ระบำส่บี ท
ระบำย่องหงดิ หรือยู่หงดิ ระบำพรหมมาต

2.2 ระบำท่ีปรบั ปรุงขึ้นใหม่ เป็นระบำทีบ่ รมครหู รอื ผ้รู ทู้ างนาฏศลิ ป์ได้คิดคน้ และปรับปรงุ
ช้ึนมาใหม่ ช่งึ สามารถปรบั ปรงุ เปลยี่ นแปลงไดต้ ามโอกาส อาจเป็นระบำท่ไี ด้แรงบัลดาลใจทผ่ี ปู้ ระดษิ ฐ์
ต้องการส่ืออาจเป็นเรอื่ งของการแต่งกาย วิถีชวี ติ วัฒนธรรม ประเพณี ระบำปรบั ปรุงมอี ยู่หลากหลายเชน่
ระบำชุมนุมเผา่ ไทย ระบำไกรราศสำเรงิ ระบำไก่ ระบำสุโขทัย ฯลฯ เปน็ ตน้ ฟอ้ น และ เซง้ิ ก็จัดวา่ เป็น
ระบำทปี่ รับปรงุ ขึ้นใหม่ เพราะผรู้ ู้หรือผเู้ ชย่ี วชาญทางนาฏศลิ ปไ์ ด้คิดค้นขน้ึ มา มีการแต่งการตามท้องถ่นิ
เพราะการแสดงแตล่ ะชุดไดเ้ กิดข้ึนมาจากแรงบลั ดาลใจของผู้คดิ ท่จี ะถา่ ยทอดไม่ว่าจะเป็นเรอ่ื งของวิถีชวี ิต
การแตง่ กาย ดนตรี เพลง และการเรียกชอื่ การแสดงนั้น จะเรยี กตาม ภาษาทอ้ งถิน่ และการแตง่ กายก็
แต่งกายตามท้องถิ่น เชน่ ภาคเหนอื ก็จะเรยี กว่าฟ้อน เช่นฟ้อนเลบ็ ฟอ้ นเทยี น ภาคอสิ านกจ็ ะเรยี กและ
แตง่ กายตามทอ้ งถน่ิ ทางภาคอสิ านเชน่ เซ้ิงกะตบ๊ิ ขา้ ว เซ้ิงสวิง เป็นต้น การแสดงต่างๆลว้ นแลว้ แต่เกิด
ขึน้ มาจากท้องถิ่นและแต่งกายตามทอ้ งถิ่นไม่ได้มีหลกั หรือ เกณฑ์ทีใ่ ชก้ นั โดยทว่ั ไปในวงการนาฏศิลป์ไทย
ทัว่ ประเทศสามารถปรบั ปรุงหรือ่ เปลี่ยนแปลงไดต้ ามโอกาสท่ีแสดง จงึ ถือวา่ การฟอ้ นและการเซง้ิ เป็น
ระบำทปี่ รบั ปรุงขนึ้ ใหม่

3. ละคร คอื การแสดงเรอื่ งราวโดยมตี ัวละครตา่ งดำเนนิ เรื่องมผี กู เหตุหรือการผกู ปมของเรอ่ื ง
ละครอาจประกอบไปด้วยศิลปะหลายแขนงเชน่ การรำ รอ้ ง หรือดนตรี ละครจะแบ่งออกเป็นสอง
ประเภทได้แก่ 3.1 ละครแบบด้งั เดมิ มอี ยสู่ ามประเภท คือ โนหร์ าชาตรี ละครนอก ละครใน 3.2 ละครที่
ปรบั ปรงุ ขนึ้ ใหม่ มีอยูห่ กประเภท ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง ละครเสภา ละครพดู ละครรอ้ ง ละคร
สังคีต

4.มหรสพ' คือการแสดงร่นื เรงิ หรือการแสดงทใ่ี ช้ในงานพธิ ีตา่ งๆ มีรปู แบบและวิธีการแสดงทเี่ ปน็
แบบแผน เชน่ การแสดงโขน หนังใหญ่

55

นาฏศลิ ป์สากล เปน็ ธรรมชาติแหง่ การแสดงออกโดยสากลของมนษุ ย์ชาตแิ สดงการออกทางการ
เคล่ือนไหวรา่ งกายทม่ี รี ะบบและงดงาม ซึ่งกำเนิดขน้ึ มาพรอ้ มกบั ธรรมชาติของมนุษณ์ หรอื พฤตกิ รรมปกติ
ของมนษุ ยท์ เ่ี รยี กกนั ว่า ภาษากาย หรอื ภาษท่าทาง ในการแสดงออกทางความรู้สกึ และอารมณ์ของมนุษย์
ออกมาทางร่างกาย เชน่ การเดนิ การนง่ั การยืน การกนิ เป็นต้นนาฏศิลปส์ ากลจึงเป็นส่งิ ทีค่ วรเรยี นรแู้ ละ
ทำความเข้าใจ ในเรือ่ งประวตั ิท่ีมาลีลาทา่ รำ เครอื่ งดนตรีทำนองเพลง และการแตง่ กาย

สำหรับนาฏศลิ ปส์ ากลหรอื นาฏศลิ ป์ตะวันตกทีม่ ีการนำไปเผยแพรแ่ ละเป็นทร่ี ู้จักไปทั่วโลกนั้นมี
ท้ังการฟ้อนรำและละคร ซึ่งจะมลี ลี าทางนาฏศลิ ปท์ ี่เป็นลักษณะเฉพาะท่ที กุ ชาตทิ ุกภาษาเข้าใจ และ
ยอมรบั ได้ โดยมีกานนำนาฏศิลปด์ ้านนั้นๆ มาเผยแพร่ในประเทศของตน จนกลายเปน็ นาฏศิลปส์ ากล
ประจำชาติตา่ ง ๆ ทั่วโลกดงั จะเหน็ ได้จากลีลาท่ารำและการแสดงนาฏศิลปส์ ากลท่เี ปน็ ที่รู้จักกันทัว่ ไปใน
โลก ได้แก่ บลั เลต์ โอเปรา และละครเพลงบรอดเวย์

1. บัลเลยห์ รอื ระบำปลายเท้า (Ballet) เปน็ ศิลปะท่ีผสมผสานทา่ เตน้ และดนตรที ่ีแสดงอารมณ์
และเรอ่ื งราวตามเหตุการณ์ในบทละคร โดยไมม่ บี ทพูดหรอื เจรจา หากแต่ใช้ทา่ เต้นสหี น้าและดนตรีส่อื ให้
ผู้ชมเกิดจินตนาการและสะทอ้ นภาพออกมาเป็นเรื่องราวได้ ดงั น้ัน ลลี า ท่าเต้นบัลเลย์ จงึ นบั ว่ามี
ความสำคญั อยา่ งยิ่งในการแสดงบลั เลต์ โดยได้มีการบัญญัตชิ ือ่ ท่าเต้นบัลเลต์ที่เปน็ สากลและใชเ้ ปน็
มาตรฐานท่ัวโลกไวเ้ ป็นภาษาฝร่งั เศส ซ่งึ เปน็ ประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของบลั เลต์

2. โอเปรา (Opera) เปน็ การแสดงละครทใ่ี ชเ้ พลงและดนตรเี ปน็ หลักในการดำเนนิ เรอื่ งราว ซึง่
เปน็ การรวมศาสตรท์ างดา้ นศลิ ปะการเขยี นบทละครและบทรอ้ งการแสดง การบรรเลงดนตรี การขบั ร้อง
การเต้นรำ การตกแต่งและออกแบบเคร่ืองแตง่ กาย อปุ กรณก์ ารแสดง การสรา้ งฉาก และเวทีเข้าไว้
ดว้ ยกันอย่างลงตวั
และมีเอกลักษณเ์ ฉพาะตัวทีส่ ามารถสือ่ ให้ ผชู้ มเขา้ ใจเร่ืองราว และเกิดสนุ ทรยี ะในการชมการแสดงได้
อย่างซาบซึง้ โดยเฉพาะตัวละคร หรือนักแสดงต้องเปน็ ผู้ทีม่ คี วามสามารถทงั้ ในดา้ นการขับร้อง การ
เต้นรำ และการแสดง เนื่องจากโอเปราทกุ เรอ่ื งจะต้องใชค้ วามสามารถ

56

บรรณานุกรม

กติ ตชิ ัย วไิ ลวรรณ.์ “ยินดตี ้อนรบั สนู่ าฏศิลป์ไทย,” [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก:
https://armarm23.wordpress.com/. ม.ป.ป.[สืบค้นเมือ่ 19สิงหาคม 2564].

“การแสดง ประเภทรำ,” 2552. [ออนไลน]์ . เข้าถึงได้จาก:
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=banrakthai&group=7#top. [สืบค้นเม่อื 20
สิงหาคม 2564].

“การแสดง ประเภทรำ,” 2552. [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงได้จาก:
https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=banrakthai&group=6. [สบื คน้ เมื่อ 3 กันยายน
2564].

“ความเปน็ มาของ “โขน” ศิลปะชนั้ สงู ท่รี วมศาสตรแ์ ละศลิ ปห์ ลากหลายแขนง,”2561 [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ
ไดจ้ าก: https://www.sanook.com/campus/1391797/. [สืบค้นเม่ือ 25 สิงหาคม 2564].

จิตรกร ตงั้ เกษมสขุ . 2525. พทุ ธปรัชญากบั ปรชั ญาการศกึ ษา กรุงเทพมหานคร สำนกั พิมพ์เคล็ดไทย.
[ออนไลน]์ .เข้าถงึ ได้จาก: http://treenathi.blogspot.com/p/my-vi.html. [สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม
2564].

“ดนตรีและเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป,์ ” [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก:
https://sites.google.com/site/hathaikarnkarn/home/prapheth-khxng-natsilp/dntri-laea-
phelng-prakxb-kar-saedng-natsilp-1, ม.ป.ป. [สืบค้นเมือ่ 10 สงิ หาคม 2564].

“ตน้ กำเนิดนาฏศลิ ป์,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก: https://sites.google.com/a/nps.ac.th/jintana-
n6/wicha-natsilp/tn-kaneid-natsilp, ม.ป.ป. [สบื ค้นเมอ่ื 15 สงิ หาคม 2564].

ธีรวัฒน์ ช่างสาน. 2555. ทมี่ าของนาฏศิลป์ไทย. [ออนไลน]์ . เข้าถึงได้จาก:

https://sites.google.com/site/phusanesa/thima-khxng-natsilp. [สบื ค้นเมือ่ 9 สิงหาคม 2564].

“นาฏศลิ ป์ไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://lovenattasinthai.blogspot.com/, ม.ป.ป. [สืบคน้
เมอ่ื 26 สิงหาคม 2564].

“นาฏศิลป์ไทย,”[ออนไลน์].เข้าถงึ ไดจ้ าก: http://theartrnm.blogspot.com/p/blog-
page_5704.html. ม.ป.ป. [สบื คน้ เมอ่ื 1 กนั ยายน 2564].

57

“ประวตั ินาฏศิลป์ไทย,” [ออนไลน์].เข้าถงึ ไดจ้ าก:http://www.maechai.ac.th/art/prawat.htm,
ม.ป.ป. [สืบค้นเมื่อ 1กันยายน 2564].

มสิ กมลวรรณ จรี ภิญญาภา.“นาฏศิลปส์ ากล,”[ออนไลน]์ .เข้าถงึ ได้จาก:
https://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-
bin/main_php/print_informed.php?id_count_inform=26795. ม.ป.ป. [สืบค้นเม่ือ 7กนั ยายน
2564].

“รายงานนาฏศลิ ป์13,” 2562 [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก: https://fliphtml5.com/ujlze/xzyq/basic.
[สืบค้นเมอื่ 1กนั ยายน 2564].

“รำ,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก:
http://119.46.166.126/self_all/selfaccess9/m3/716/lesson1/pt/item6.php, ม.ป.ป. [สบื คน้
เมือ่ 20 สงิ หาคม 2564].

เรณู โกศนิ านนท์. 2543. “โอกาสที่แสดงโขน,” บ้านรำไทย [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก:
http://www.banramthai.com/html. [สืบค้นเมอื่ 29 สิงหาคม 2564].

“ลกั ษณะบทโขน,” 2555 [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ได้จาก: http://khon-thailand.blogspot.com/. [สบื คน้
เมอ่ื 25 สิงหาคม 2564].

ศภุ ิสชา มะลวิ ัลย์. 2562. ววิ ฒั นาการละครไทย. [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก:
https://filmsupitcha.blogspot.com/2019/09/blog-post.html. [สบื คน้ เมอื่ 4 กนั ยายน 2564].

สธุ ดิ า สวสั ดอ์ิ ุบล. 2556. “บทที่ 3 นาฏศิลปส์ ากล,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก:
https://dongpoel3839.wordpress.com/. [สืบค้นเมอื่ 17 สงิ หาคม 2564].

สุมน อมรวิวัฒน,์ . “ระบำ รำ ฟ้อน,” ศาสตราจารย์ ภาควชิ าประถมศึกษา คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั , [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก: https://board.postjung.com/1030361. ม.ป.ป. [สืบคน้ เมือ่
20 สงิ หาคม 2564].

อบุ ลวรรณ นาคสังข.์ 2016. ยินดตี ้อนรบั เข้าสบู่ า้ นโขน. [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงได้จาก:
https://khonsite.wordpress.com/. [สบื ค้นเมอ่ื 10 กันยายน 2564].


Click to View FlipBook Version