นาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลปส์ ากล
ณฐั ณิชา ขจดั ภัย กลุม่ 29 เลขท่ี 2
องั สมุ ากร ไขก่ ล่ิน กล่มุ 29 เลขท่ี 8
รายงานน้ีเป็นส่วนหนง่ึ ของการศกึ ษาวชิ าการคน้ ควา้ และการเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ
สาขานาฏศลิ ป์ไทยศึกษา คณะศลิ ปก์ รรมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
ก
คำนำ
รายงานฉบับนจ้ี ัดทำขึ้นเพือ่ ปฏิบัตกิ ารเขียนรายงานการค้นคว้าท่ีถกต้องอย่างเป็นระบบ อนั เป็น
ส่วนหน่งึ ของการศกึ ษารายวชิ า 01-210-017 การคน้ คว้าและการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ ซ่ึงจะนำไปใช้
ในการทำรายงานค้นคว้าสำหรับรายวิชาอื่นได้อีกต่อไป การที่ผู้จัดทำเลือกทำเรื่อง “นาฏศิลป์ไทยและ
นาฏศลิ ปส์ ากล” เน่ืองจากปจั จบุ ันนาฏศิลป์ไทยได้เร่มิ จางหายไป คณะผู้จัดทำจึงรวบรวมเนื้อหาเก่ียวกับ
นาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากลเพื่อนำมาเผยแพร่องค์ความรู้ของเนื้อหา ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่าง
มากทจี่ ะตอ้ งนำเสนอความร้คู วามเขา้ ใจเกย่ี วกับนาฏศิลปไ์ ทยและนาฏศลิ ปส์ ากล
รายงานเล่มนี้กล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับ ความหมาย องค์ประกอบและการกำเนิดของนาฏศิลป์
ไทย นาฏศิลป์สากลจึงเกิดขึ้นจากธรรมชาติ เริ่มจากมนุษยชาติแสดงออกทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่มี
ระบบและงดงามขึ้นมาพร้อมกับธรรมชาติของมนุษย์ หรือพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่เรียกว่า ภาษา
ทา่ ทาง เขน่ อารมณ์ ความรสู้ ึก กระทำตา่ งๆ ไดพ้ ฒั นามาเป็นการรำ ฟ้อน โขน ละคร เปน็ ตน้
ขอขอบคุณผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ที่กรุณาให้ความรู้และคำแนะนำโดยตลอด
และขอขอบคุณสื่อเทคโนโลยีสานสนเทศ ที่ให้ความสะดวกในการค้นหาข้อมูล รวมไปถึงท่านเจ้าของ
หนังสอื บทความ เวบ็ ไซตต์ ่างๆ ท่ผี ู้เขียนใชอ้ า้ งองิ ทุกท่าน หามขี อ้ บกพรอ่ งประการใด ผู้เขียนข้อน้อมรับ
ไว้เพ่ือปรบั ปรงุ ตอ่ ไป
นางสาวณฐั ณชิ า ขจดั ภัย
นางสาวอังสมุ ากร ไขก่ ลนิ่
21 ตลุ าคม 2564
ข
สารบญั
หนา้
คำนำ…………………………………………………………………………………………………………………………………………ก
สารบญั ภาพประกอบ…………………………………………………………………………………………………………………..จ
บทท่ี
1 บทนำ……………………………………………………………………………………………………………………………………1
1.1 ที่มาของนาฏศลิ ป์ และนาฏศลิ ปไ์ ทย………………………………………………………………………………1-4
1.2 ประวัตคิ วามเปน็ มาของนาฏศิลป์ไทย และนาฏศลิ ปส์ ากล………………………………………………..4-5
1.3 ประวตั ิของคมั ภีรน์ าฏยศาสตร…์ ……………………………………………………………………………………….6
1.4 ววิ ัฒนาการนาฏศิลปไ์ ทย…………………………………………………………………………………………….6-10
1.5 การกาํ เนดิ นาฏศิลปส์ ากล………………………………………………………………………………………….10-11
2 ประเภทของนาฏศิลป์ไทย…………………………………………………………………………………………………….12
2.1 รำ……………………………………………………………………………………………………………………………….12
2.1.1 รำเดยี่ ว……………………………………………………………………………………………………………….12
2.1.2 รำค…ู่ ………………………………………………………………………………………………………………….12
2.1.3 รำหม…ู่ ……………………………………………………………………………………………………………….12
2.2 ระบำ……………………………………………………………………………………………………………………………21
2.2.1 ระบาํ มาตรฐาน……………………………………………………………………………………………….22-26
2.2.2 ระบำเบด็ เตล็ด………………………………………………………………………………………………..26-36
2.3 โขน………………………………………………………………………………………………………………………..36-38
2.3.1 ประเภทของโขน……………………………………………………………………………………………..38-43
ค
สารบญั (ตอ่ )
บทที่ หนา้
2.3.2 ลักษณะบทโขน……………………………………………………………………………………………..44-45
2.4 ละคร……………………………………………………………………………………………………………………………45
2.4.1 ละครรำแบบมาตรฐานด้งั เดิม……………………………………………………………………………45-46
2.4.2 ละครทป่ี รบั ปรงุ ข้นึ ใหม่…………………………………………………………………………………….46-47
3 เครอื่ งดนตรแี ละเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย และนาฏศลิ ปส์ ากล………………………………..48
3.1 ดนตรีทใ่ี ชป้ ระกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย……………………………………………………………………....48
3.1.1 ดนตรีประกอบการแสดงโขน- ละคร………………………………………………………………………48
3.1.2 ดนตรปี ระกอบการแสดงรําและระบํามาตรฐาน……………………………………………………….48
3.1.3 ดนตรปี ระกอบการแสดงพ้นื เมือง………………………………………………………………………48-49
3.2 เพลงไทยสำหรบั ประกอบการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทย……………………………………………………………...49
3.2.1 เพลงไทยประกอบการแสดงโขน ละคร รำ และระบำมาตรฐาน…………………………………49
3.2.2 เพลงไทยประกอบการแสดงพนื้ เมือง…………………………………………………………………49-50
3.3 เคร่อื งดนตรีประกอบการแสดงนาฏศลิ ปส์ ากล…………………………………………………………………50
3.3.1 เคร่อื งดนตรีท่ีใช้ในการแสดงบลั เล่ต…์ …………………………………………………………………....51
3.3.2 เครื่องดนตรีทใ่ี ชบ้ รรเลงในการแสดงโอเปรา……………………………………………………………51
3.3.3 เคร่ืองดนตรีทใี่ ชบ้ รรเลงในการแสดงละครเพลงบรอดเวย์…………………………………………51
3.4 เพลงประกอบการแสดงนาฏศลิ ปส์ ากล…………………………………………………………………………..52
3.4.1 เพลงประกอบการแสดงบัลเลต่ …์ …………………………………………………………………………..52
3.4.2 เพลงประกอบการแสดงโอเปรา…………………………………………………………………………….52
ง
สารบญั (ตอ่ )
บทท่ี หนา้
3.4.3 เพลงประกอบการแสดงละครเพลงบรอดเวย์……………………………………………………………..53
4 การแตง่ กายนาฏศลิ ปไ์ ทย 4 ภาค…………………………………………………………………………………………....54
4.1 การแตง่ กายของภาคเหนือ……………………………………………………………………………………………….54
4.2 การแตง่ กายของภาคกลาง…………………………………………………………………………………………..54-55
4.3 การแตง่ กายของภาคอีสาน……………………………………………………………………………………………….55
4.4 การแตง่ กายของภาคใต…้ …………………………………………………………………………………………………55
5 สรุป………………………………………………………………………………………………………………………………..56-58
บรรณานกุ รม……………………………………………………………………………………………………………………….59-60
จ
สารบญั ภาพประกอบ
ภาพท่ี หน้า
1 เครอ่ื งแต่งกายตวั พระ………………………………………………………………………………………………………….40
2 เครื่องแต่งกายตวั นาง…………………………………………………………………………………………………………41
3 เครือ่ งแตง่ กายตัวลงิ ……………………………………………………………………………………………………………42
4 เคร่ืองแต่งกายตวั ยกั ษ.์ ...................................................................................................................43
1
บทที่ 1
บทนำ
นาฏศิลป์และนาฏศิลป์เป็นธรรมชาติแห่งการแสดงออกโดยสากลของมนุษย์ชาติ แสดงการออก
ทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีระบบและงดงาม ซึ่งกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับธรรมชาติของมนุษ ย์ หรือ
พฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่เรียกกันว่า ภาษากายหรือภาษท่าทาง ในการแสดงออกทางความรู้สึกและ
อารมณ์ของมนุษย์ออกมาทางร่างกาย เช่น การเดิน การนั่ง การยืน การกิน เป็นต้น นาฏศิลป์ไทยและ
นาฏศิลป์สากลจึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และทำความเข้าใจ ในเรื่องทีม่ าของนาฏศลิ ป์ ลีลาท่ารำ เครื่องดนตรี
ทำนองเพลง และการแตง่ กาย เพอื่ ใหเ้ กิดการประยุกตป์ รับเปลี่ยนใหท้ นั กับสังคม
1.1 ทม่ี าของนาฏศลิ ป์ และนาฏศลิ ปไ์ ทย
นาฏศลิ ปห์ รอื ศลิ ปะการร่ายรำ สันนิษฐานวา่ มมี ลู เหตทุ ี่เกดิ สำคญั 2 ประการ คอื
1. เกิดจากธรรมชาติ ศิลปะทุกๆอย่างย่อมมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น การฟ้อนรำก็เป็นศิลปะสาขา
หนึ่งที่เรียกว่านาฏศิลป์ โดยดัดแปลงปรับปรุงมาจากธรรมชาติเช่นเดียวกับศิลปะสาขาอื่นๆ การฟ้อนรำ
เป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงเท้า มนุษย์เราทุกคนต้องมีอารมณ์ รัก โกรธ เศร้า
โศก บางขณะบางช่ัวเวลาก็มคี วามบนั เทิงเริงใจ และมกั จะแสดงกริ ยิ าทา่ ทางเหล่านัน้ ออกมาให้ผู้อน่ื เข้าใจ
ความหมาย กิริยาต่างๆ เหล่านี้ได้นำมาปรับปรุงให้เหมาะสมได้สัดส่วน จนกลายเป็นท่าฟ้อนรำ เช่น การ
เต้นเป็นจังหวะ ยกขา ชูแขน เอียงไหล่ หมุนตัว ในระยะแรกอาจไม่งดงาม แต่ต่อมาภายหลังได้ปรับปรุง
และกำหนดสัดสว่ นให้สวยงามข้ึนตามลำดบั
2. เกิดจากการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า แต่โบราณมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาไม่มีสิ่งใดอันจะยึดเป็นท่ี
พึ่งทางจิต หรือเครื่องเคารพสักการะเหมือนปัจจุบัน เทพเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้าเข้ามามีบทบาทสำคัญใน
ชีวิตมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการสมมติ เมื่อมีการรวมพลังจิตมากเข้าก็ทำให้สิ่งสมมติมีความศักดิ์สิทธิ์ประสบ
ความสำเรจ็ ในท่ีปรารถนา เช่น ญปี่ ุ่นนับถอื ดวงอาทติ ย์ เป็นการบชู าความสำคัญของดวงอาทิตยท์ ี่ให้ความ
เร้าร้อนและแสงสว่าง อินเดียบูชารูปเคารพซึ่งแต่งตั้งเป็นเทพเจ้าต่างๆ ไทยเชื่อภูต ผี เทพารักษ์ เจ้า
ป่า เจ้าเขา รูปเคารพต่างๆที่มนุษย์สมมติขึ้นต่างได้รับการบวงสรวงบูชาด้วยอาหาร หรือสรรพสิ่งอัน
ควร จากนั้นมีการบวงสรวงด้วยการร่ายรำ กระโดดโลดเต้นตามจังหวะ เช่น พวกแอฟริกา คน
ป่า ชาวเขา เป็นแบบแผนวัฒนธรรมของแต่ละชาติ นับได้ว่าเป็นนาฏศิลป์พื้นฐาน ประเทศอินเดียมี
หลกั ฐานปรากฏวา่ มกี ารร่ายรำออ้ นวอนบชู าเทพเจา้ ในคมั ภรี ห์ นงึ่ ในสขี่ องคมั ภีร์ไตรเวทอนั มี
2
1. ฤคเวท
2. ยชุ รเวท
3. สามเวท
4. อาถรรพเวท
ต่อมามีการขับร้องประกอบการร่ายรำ เพื่อให้มีความงดงามทางเสียงประกอบการรำเรียกว่า
นาฏยเวท เมื่อศิลปะแห่งการรำรุ่งเรืองในประเทศอินเดีย พราหมณ์ได้นำเอาตำรานาฏเวทมาสอนใน
ประเทศไทย ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเข้ามาในสมัยใด และเปลี่ยนชื่อตำรานาฏศาสตร์ เชื่อกันว่า พระ
ภรตมุนีเป็นผู้รจนา ตำรานาฏยศาสตร์น้ี บางครั้งเรียกว่า ตำราภรตศาสตร์ มีตำนานแห่งการฟ้อนรำของ
อินเดยี กล่าวว่า พระศวิ ะทรงเป็นบรมครูแห่งการฟ้อนรำ ดังมีตำนานท่ีได้กล่าวไว้
ตำนานการฟ้อนรำของอนิ เดีย
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ประเทศต่างๆ ในภาคพื้นเอเชีย เอเชียอาคเนย์ หลายประเทศ
รวมถึงประเทศไทย ได้รับอารยธรรมมาจากประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อไทยได้รับอารยธรรมจาก
อนิ เดีย เป็นต้นวา่ ลทั ธิ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และศลิ ปะแขนงต่างๆ โดยมีการพจิ ารณาอย่างถี่
ถ้วนแล้ว ว่าเป็นอารยธรรมที่มีระเบียบแบบแผนที่ดีจึงได้นำมาดัดแปลงยึดถือเป็นแบบฉบับ ตามความ
เห็นชอบของไทย การฟ้อนรำหรือวิธีการด้านนาฏศิลป์ ก็เป็นอารยธรรมแขนงหนึ่งที่ไทยได้แบบแผนและ
แนวความคิดเดิมมาจากอินเดีย บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตของไทยหลายคนได้ยืนยันในเรื่องนี้ปรากฏ
เป็นลายลักษณ์อักษร ในการศึกษาเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทยนั้น ถือว่ามีความ
จำเป็นอย่างย่งิ ที่จะตอ้ งรเู้ ร่อื งตำนานการฟ้อนรำของอนิ เดียด้วย
ตำนานการฟ้อนรำของอินเดียตามทปี่ รากฏใน “โกยัลปุราณะ” (โกยัลปราณะ คือตำนานเกย่ี วกับ
ความเป็นมาของเทวาลัยต่างๆ) ในศาสนาฮินดู ฉลับอินเดียใต้กล่าวว่า ในกาลครั้งหนึ่งมีฤๅษีพวกหนึ่งตั้ง
อาศรมบำเพ็ญพรตอยูก่ บั ภรรยาในป่าตาระคา ต่อมาฤๅษีพวกนี้ประพฤติอนาจารฝา่ ฝืนเทวบญั ญัติ ร้อนถึง
พระศิวะต้องชวนพระนารายณ์ลงมาปราบ พระศิวะทรงแปลงพระองค์เป็นโยคีหนุ่มรูปงาม พระนารายณ์
ทรงแปลงองค์เป็นภรรยาสาวสวย ทั้งนี้เพื่อล่อให้พวกฤๅษีและภรรยาเกิดความหลงใหลในความงามเพราะ
อำนาจราคะจริต จนเกิดการวิวาทแย่งชิงกันในบรรดาฤๅษีและภรรยาด้วยกันเอง แต่พระศิวะและประ
นารายณแ์ ปลงกายไมป่ ลงใจดว้ ย เม่อื ฤๅษแี ละภรรยาไมป่ ระสบความสำเร็จ จงึ ทำให้ฤๅษเี หล่านั้นเกิดโทสะ
พากันสาปแช่งพระศิวะและประนารายณแ์ ปลงกายทั้งสอง แต่พระศิวะและพระนารายณ์ไม่ได้รับอันตราย
แต่อย่างใด พวกฤๅษีจึงเนรมิตเสือขึ้นตัวหนึ่งเพื่อฆ่าโยคีและภรรยาปลอมตัวให้ตาย พระศิวะจึงต้องฆ่าเสือ
และนำหนังเสือมาทำเป็นเครื่องแต่งองค์ พวกฤๅษีจึงเนรมิตให้เกิดพญานาคขึ้นตัวหนึ่งเพื่อต้องการให้พน่
3
พษิ ใสโ่ ยคีและภรรยาปลอมตัว พระศวิ ะจึงจับพญานาคตวั น้นั มาพนั พระวรกายทำเป็นสายสงั วาลย์ประดบั
องค์ ต่อมาก็ทรงกระทำปาฏิหาริย์โดยการร่ายรำทำท่าไปมาแต่พวกฤๅษีก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ พวกฤๅษีจึงเนรมิต
ยกั ษ์คอ่ มมีสีผิวดำสนทิ ขึ้นตนหนึ่งมีช่อื ว่า มุยะละคะ หรืออสรู มูลคนี พระศิวะเหน็ ดังน้ันจึงใชพ้ ระบาทขวา
เหยียบยักษ์ตนนั้นแล้วทรงฟ้อนรำอยู่บนหลังยักษ์ตนนั้นต่อไปจนหมดกระบวนท่ารำ เมื่อฤๅษีเห็นดังนั้นก็
สนิ้ ทฐิ ิยอมรบั ผดิ ทลู ขอชมาโทษและสัญญาว่าจะปฏิบตั ติ นอยู่ในเทวบัญญตั อิ ยา่ งเครง่ ครดั ต่อไป
ต่อมาพญาอนันตนาคราชซึ่งเป็นบัลลังค์นาคของพระนารายณ์ ได้ฟังพระนารายณ์ทรงเล่าถึงการ
ฟ้อนรำของพระศวิ ะในปา่ ตาระคา มีความประสงค์ทจ่ี ะไดด้ ูการฟ้อนรำของพระศวิ ะบ้าง (บางตำราว่าการ
ปราบฤๅษีในครั้งนั้น พญาอนันตนาคราชได้ตามเสร็จไปด้วย) พญาอนันตนาคราชจึงทูลพระนารายณ์ให้
ทรงทูลพระศิวะ ให้ทรงฟ้อนรำให้ดู พระนารายณ์จึงทรงแนะนำให้พญาอนันตนาคราชบำเพ็ญพรตบูชา
พระศิวะเพื่อขอพรแล้วจะได้ทุกๆอย่างที่ต้องการ พญาอนันตนาคราชก็ทรงทำตาม และเมื่อได้เวลาทูลขอ
การฟ้อนรำ พระศิวะก็ทรงรับคำว่าจะลงมาฟ้อนรำให้ดูในโลกมนุษย์ ณ ตำบลที่มีชื่อว่า “จิทัมพรัม” ซ่ึง
ถือว่าเป็นศูนย์กลางของโลก ให้พญาอนันตนาคราชมาคอยดู ครั้นถึงวันที่กำหนดพระศิวะก็เสด็จลง
มายัง “ติลไล” หรือตำบล “จิทัมพรัม” (ในแคว้นมัทราษฏร์) ทรงเนรมิต “นฤตสภา” (หรือเทวสภา) ข้ึน
แล้วจึงฟ้อนรำตามที่เคยทรงประทานสัญญาแกอ่ นันตนาคราชอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มีพระบัญชาให้ภรตมุนี ซี
งอยใู่ น ณ ทนี่ น้ั ด้วย บันทึกสรา้ งเปน็ ตำราการฟ้อนรำขนึ้
ต่อมาพระพรหมได้มเี ทวบัญชาแก่พระภรตฤๅษี ให้สร้างโรงละคร และจัดการแสดงละครขึ้น พระ
ภรตฤๅษีรับเทวบัญชาแล้ว ก็ขอให้พระวิศุกรรมเป็นผู้สร้างโรงละครได้ ทั้งโรงขนาดใหญ่ ขนาดกลางและ
ขนาดเล็ก ซึ่งมีทั้งโรงรูปสามเหลี่ยม สี้เหลี่ยมจัตุรัส และสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วพระภรตฤๅษีก็บัญญัติการ
แสดงขึ้น โดยแต่งเป็นโศลกบรรยายท่ารำต่างๆ ของพระศิวะ 108 ท่าโดยให้รำเบิกโรงด้วยการรำตาม
โศลก ซ่ึงขับกลอ่ มเป็นทำนองจนจบเพลง แล้วจึงจับเรื่องใหญ่ ตำราการแสดงละครของพระภรตฤๅษี มีชอ่ื
ว่า “นาฏยศาสตร”์ หรอื “ภรตศาสตร”์
จากตำนานที่กล่าวมาน้ี จะเห็นว่าพระศิวะทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญการฟ้อนรำอย่างมากที่จะหาผู้ใด
เทียบได้ ด้วยเหตุนี้ชาวอินเดียทั้งหลายจึงนับถือพระศิวะว่าทรงเป็นนาฏราช คือพระราชาแห่งการฟ้อน
รำ ชาวอินเดียได้สร้างพระศิวะเป็นท่าฟ้อนรำโดยกำหนดให้เป็นท่าเหยียบยักษ์ค่อม ตามตำนานที่ปรากฏ
ในโกยัลปราณะ นอกจากนี้ยังมีอีกท่ารำท่าหนึ่งเป็นท่าฟ้อนรำและยกพระบาทข้างซ้ายเหมือนกัน แต่ไม่มี
การเหยียบหลังยกั ษ์ ท้ังสองท่านเี้ รียกช่อื เหมอื นกนั วา่ “เทวรปู ปางนาฏราช”
ในประเทศอินเดียเมืองจิทัมพรัม ห่างจากเมืองมัทราช (อินเดียใต้) ราว 150 ไมล์ มีเทวาลัยแห่ง
หนึ่งชื่อ “จิทัมพรัม” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “เทวาลัยศิวะนาฏราช” เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.
1800 ภายในมชี อ่ งทางเดินเข้าสู่ตวั เทวาลัยชั้นใน มภี าพแกะสลักดว้ ยหินเป็นรปู ตวั ระบำผู้หญิงแสดงท่ารำ
4
ต่างๆ 108 ท่า (ตามตำนานที่วา่ พระศิวะทรงฟ้อนรำ 108 ท่า ) ท่ารำต่างๆ นี้ตรงกับคำท่ีกล่าวไว้ในตำรา
ที่มีชื่อว่า “นาฏยศาสตร์” ท่าฟ้อนรำเหล่านี้เป็นท่ารำที่นาฏศิลป์อินเดียใช้เป็นแบบฉบับในการฟ้อน
รำ เพราะเชื่อว่าเป็นท่ารำที่พระศิวะทรงฟ้อนรำที่ตำบล อันเป็นที่ตั้งของเทลาลัยนี้เอง การฟ้อนรำตาม
ภาพแกะสลัก ทา่ รำที่เทลาลยั ศิวะนาฏราชเปน็ ทีน่ ิยมแพร่หลายต่อมาท่วั ประเทศอินเดีย และโดยนัยน้ีก็ได้
เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยด้วย ท่านผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า คงเข้ามาในสมัย
กรุงศรีอยุธยานี่เอง เพราะในพ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นเวลาที่สร้างเทวสถานที่เมืองจิทัมพรัมนั้นเป็นระยะเวลาท่ี
ไทยเพิ่งตั้งกรุงสุโขทัยท่ารำ ที่ไทยเราได้ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกนั้นก็ต้องเป็นความคิดของ
นักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมานักปราชญ์ของไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้แก้ไขปรับปรุงหรือ
ประดษิ ฐ์ขนึ้ อกี ชัน้ หนึ่ง ทา่ ฟอ้ นรำของนาฏศิลป์ไทย จงึ ดหู า่ งไกลกบั ทา่ รำของอนิ เดยี ที่ปรากฏอยทู่ ุกวันน้ี
1.2 ประวัตคิ วามเป็นมาของนาฏศลิ ปไ์ ทย และนาฏศิลปส์ ากล
นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะแห่งการฟ้อนรำที่มีสมมติฐานมาจากธรรมชาติ แต่ได้รับการตกแต่งและ
ปรับปรงุ ให้งดงามย่ิงขึ้น จนกอ่ ใหเ้ กดิ อารมณ์สะเทอื นใจแกผ่ ้ดู ูผู้ชม โดยแท้จรงิ แล้วการฟอ้ นรำก็คือ ศิลปะ
ของการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ หน้าตา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติที่
เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการฟ้อนรำจึงมาจากอิริยาบทต่างๆ ของมนุษย์ ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ
ตามปกติการเดินของคนเราจะก้าวเท้าพร้อมทั้งแกว่งแขนสลับกันไปเช่นเมื่อก้าวเท้าซ้ายก็จะแกว่ง
แขนขวาออก และเมื่อก้าวเท้าขวาก็จะแกว่งแขนซ้ายออกสลับกันเพื่อเป็นหลักในการทรงตัว ครั้นเมื่อ
นำมาตกแตง่ เป็นทา่ รำข้นึ กก็ ลายเป็นทา่ เดินที่มลี ีลาการกา้ วเทา้ และแกวง่ แขน ใหไ้ ด้สดั สว่ นงดงามถูกต้อง
ตามแบบแผนท่กี ำหนดตลอดจนทว่ งทำนองและจังหวะเพลง
นาฏศิลป์ไทย เกิดมาจากอากัปกิริยาของสามัญชนเป็นพื้นฐาน ซึ่งโดยทั่วไปมนุษย์ทุกคนย่อมมี
อารมณ์ต่างๆ ได้แก่ รัก โกรธ โศกเศร้า เสียใจ ดีใจ ร้องไห้ ฯลฯ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อมนุษย์มีอารมณ์
อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น นอกจากจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตใจแล้วยังแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาทาง
กายในลักษณะต่างๆ กัน เช่น รัก - หน้าตากิริยาที่แสดงออก อ่อนโยน รู้จักเล้าโลม เจ้าชู้ โกรธ - หน้าตา
บึ้งตึง กระทืบเท้า ชี้หน้าด่าว่าต่างๆ โศกเศร้า เสียใจ - หน้าตากิริยาละห้อยละเหี่ย ตัดพ้อต่อว่า ร้องไห้
สรุปได้ว่านาฏศิลป์ไทยเกิดมาจากกิริยาท่าทางซ่ึงแสดงออกในทางอารมณ์ของมนุษย์ปุถุชน อากัปกิริยา
ต่างๆ เหล่านี้เป็นมูลเหตุให้ปรมาจารย์ทางศิลปะนำมาปรับปรุงบัญญัติสัดส่วนและกำหนดวิธีการขึ้น จน
กลายเป็นท่าฟ้อนรำ โดยวางแบบแผนลีลาท่ารำของมือ เท้า ให้งดงาม รู้จักวิธีเยื้อง ยัก และกล่อมตัวให้
สอดคล้องสมั พนั ธ์กันจนเกดิ เป็นทา่ รำขน้ึ และมวี ิวฒั นาการปรบั ปรุงมาตามลำดับ จนดูประณตี งดงามอ่อน
ช้อยวจิ ิตรพสิ ดาร จนถงึ ขัน้ เปน็ ศลิ ปะได้
5
นอกจากนี้ นาฏศิลป์ไทย ยังได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจากต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย
เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องของเทพเจ้า และตำนานการฟ้อนรำโดยผ่านเข้าสู่
ประเทศไทย ทั้งทางตรงและทางออ้ ม คอื ผ่านชนชาตชิ วาและเขมรกอ่ นทีจ่ ะนำมาปรบั ปรุงให้เปน็ รูปแบบ
ตามเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตัวอย่างของเทวรูปศิวะปางนาฏราช ที่สร้างเป็นท่าการร่ายรำของพระอิศวร
ซึ่งมีทั้งหมด 108ท่า หรือ 108กรณะ โดยทรงฟ้อนรำครั้งแรกในโลก ณ ตำบลจิทรัมพรัม เมืองมัทราส
อินเดยี ใต้
ปัจจุบันอยู่ในรัฐทมิฬนาดู นับเป็นคัมภีร์สำหรับการฟ้อนรำแต่งโดยพระภรตมุนี เรียกว่า คัมภีร์
ภรตนาฏยศาสตร์ ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผนการสืบสาน และการถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทยจน
เกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองท่ีมีรูปแบบ แบบแผนการเรียน การฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียม มา
จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่าอารยธรรม
ทางศิลปะด้านนาฎศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตามประวัติ
การสร้างเทวาลัยศิวะนาฎราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1800 ซึ่งเป็นระยะที่ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นท่า
รำไทยที่ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการ
แก้ไข ปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จนนำมาสู่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยกรุง
รตั นโกสินทรจ์ นนำมาสู่การประดษิ ฐท์ า่ ทางการรา่ ยรำและละครไทยมาจนถึงปจั จุบัน
ส่วนนาฏศิลป์สากล เป็นธรรมชาติแห่งการแสดงออกไปโดยสากลออกโดยสากลของมนุษยชาติ
แสดงออกทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีระบบและงดงาม ซึ่งกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับธรรมชาติของมนุษย์
หรือพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่เรียกกันว่า ภาษากายหรือภาษาท่าทาง ในการแสดงออกทางความรู้สึก
และอารมณ์ของมนุษย์ออกมาทางร่างกาย เช่น การเดิน การนั่ง การยืน การกิน การแสดงอาการเจ็บปวด
การแสดงอาการเสยี ใจหรือดีใจ เปน็ ตน้ ส่งิ เหลา่ น้เี ปน็ ภาษากายที่เป็นภาษาสากลทางนาฏศลิ ป์
ตอ่ มาเมื่อมนษุ ย์มีการพัฒนาด้านดนตรโี ดยนำวสั ดจุ ากธรรมชาตมิ าประดษิ ฐ์เปน็ เครื่องดนตรี เช่น
การนำกิ่งไม้มาเคาะตีกันให้เกิดเสียงดัง การนำหนังสัตว์มาขึงหน้าไม้ทำเป็นกลองและการร้องเพลง เป็น
ต้น ซึ่งเมื่อมนุษย์เกิดความสนุกสนานครื้นเครงไปกับดนตรีจึงทำให้มีการขยับเขยื้อนร่างกาย หรือเต้นรำ
ตามจังหวะดนตรีไปด้วย และมีการพัฒนาท่าทางการเต้นรำให้เข้ากับจังหวะดนตรีที่ช้าเร็ว หรือซับซ้อน
มากขึ้นทำใหลีลาท่าเต้นหรือท่ารำต่างๆ มีความหลากหลายแตกต่างกันออกไปโดยเห็นได้จากการเต้นรำ
ประกอบพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และในงานรื่นเริงสังสรรค์ของชนเผ่าต่างๆ ซึ่ง มีพื้นฐานมาจากการ
เลียนแบบธรรมชาตขิ องส่งิ มีชวี ิตในโลกนนั่ เอง
6
1.3 ประวัตคิ มั ภรี ์นาฏยศาสตร์
คัมภีร์นาฏยศาสตร์ นาฏยศาสตร์ ว่าด้วยหลักทฤษฎีของนาฏยศิลป์โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยข้องคือ
ดนตรีกรรมและนาฏกรรม เชื่อว่า แต่งขึ้นโดยพระภรตฤๅษี เนื้อหาในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ครอบคลุมเน้อื หา
ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับศิลปะการแสดงได้อย่างกว้างขวางและน่าเชื่อถือ ประกอบด้วยการออกแบบ
เวที นาฏลลี า การแต่งหนา้ งานชา่ งเวที และสำคยั อย่างยง่ิ กับนักวชิ าการดนตรี เพราะเป็นคัมภีร์เพียงเล่ม
เดียวที่กล่าวถึงองค์ประกอบทางดนตรีและเครื่องดนตรีในแต่ละช่วงเสียงไว้โดยะเอียด ดังนั้นคัมภีร์เล่มน้ี
จึงมีอิทธิพลโดยตรงต่อรูปแบบงานดนตรี นาฏยศิลป์และงานในศิลปะอินเดีย และในปัจจุบัน ได้มี
นักวิชาการทำการศึกษาคัมภีร์เล่มนี้อย่างลึกซึ้งและเกิดข้อโต้แย้งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างองค์
ความรู้จากภูมิปัญญาตะวันออกอย่างเป็นหลักการ เช่น งานเขียน”อภินาวภารดี”เป็นต้น องค์กรทาง
ศลิ ปะหลายแหง่ ในอินเดยี จงึ ได้ทำการศึกษาและใหก้ ารสนับสนนุ ศึกษาคมั ภีร์เล่มนี้อยา่ งกว้างขวาง ประวตั ิ
คำภีร์นาฏยศาสตร์ นาฏยศาสตร์ถือได้ว่าเป็นคำภีร์ทางด้านศิลปะการช่างละครที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าท่ี
รอดเหลือมา เนือ้ หาภายในประกอบดว้ ยคำบรรยาย 6,000 โศลก เช่อื กนั ว่าพระฤๅษีภรตมนุ แี ต่งขึ้นในราว
200 ปีกอ่ นครสิ ต์ศกั ราช ถงึ ค.ศ.200 แต่กย็ งั ไม่ถอื เป็นข้อสรปุ ทช่ี ัดเจนในเร่ืองยคุ สมยั ของคำภีร์น้ี คมั ภีรน์ ้ี
เชื่อว่าได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพระเวทแขนงหนึ่งที่เรียกว่า “นาฏยเวท” ที่ได้มีการแต่งไว้มากถึง
36,000 โศลก และเปน็ ทีน่ ่าเสียดายว่าปัจจบุ นั ไมม่ ีหลักฐานเก่ียวกบั นาฏยเวทน้ีหลงเหลือมานานเท่าใดนัก
นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่า นาฏยศาสตร์น่าจะไดร้ บั การแตง่ ขนึ้ จากผเู้ ขียนหลายคนและเขียนขนึ้ ในหลายสมยั
แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นประวตั ิศาสตรก์ ารเกิดขึน้ ของคมั ภีรเ์ ล่มนีจ้ ะเป็นอย่างไร ความสาคญั อิทธิพลท่ีส่งผลกับ
ผสู้ รา้ งสรรคศ์ ิลปะทุกแขนงของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นการแกะสลกั บนหินไม้ และปนู ขาว งานจิตรกรรมในผนงั ถา้ และ
วิหาร ท่ีแสดงท่าทางการเคล่ือนไหวท่ีอาจส่งผลต่อแบบแผนการฟ้อนราของนาฏยศิลป์ อินเดีย ดงั เช่น ศิลปวตั ถุรูป
หญิงฟอ้ นราทาจากทองสารดิ ในซากปรกั หกั พงั ของโมเฮนโชดาโร มีอายุ 4,000 ปี และภาพเขียนการฟ้อนราในถา้ นชั
มาฮี ทางอินเดียตอนกลางท่มี ีอายปุ ระมาณ 2,000 ปีมาแลว้
1.4 วิวฒั นาการนาฏศิลป์ไทย
สมยั สุโขทยั (สมัยสโุ ขทยั พ.ศ. ๑๗๘๑–๑๘๒๖)
ในสมัยสุโขทัยเรื่องละคร ฟ้อนรำ สันนิษฐานได้จากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑
กล่าวถึง การละเล่นเทศกาลกฐินไวเ้ ป็นความกว้างๆ ว่า “เมื่อจักเขา้ เวียงเรียงกัน แต่อรัญญิกพูน้ ท่านหวั
ลาน ดบํ งคํกลอยดว้ ยเสียงพาทย์ เสยี งพิณ เสยี งเลือ้ ย เสยี งขบั ใครจกั มักเหลน้ เหล้น ใครจักมัก หัว
หัว ใครจักมกั เล้อื น เล้อื น”
7
ในสมัยสุโขทัย ได้คบหากับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า
ไทยได้รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมของชาติที่สมาคมด้วย แต่มิได้หมายความว่าชาติไทยแต่โบราณจะไม่
รู้จักการละครฟ้อนรำมาก่อน เรามีการแสดงระบำ รำ เต้น มาแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้วเมื่อไทยได้รับ
วัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้ามา ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และระบำ ก็
ได้วิวัฒนาการขึ้นมีการกำหนดแบบแผนแห่งศิลปะการแสดงทั้ง ๓ ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัตคิ ำ
เรียกศลิ ปะแหง่ การแสดงดังกลา่ วว่า “โขน ละคร ฟอ้ นรำ”
ละครแก้บนกับละครยก อาจมีสืบเนื่องมาแต่สมัยสุโขทัย สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงอธิบายไว้ในสาส์นสมเด็จว่า หญิงแก้วมีจดหมายเล่าว่ามีละครเขมรตรงหน้าปราสาทนครวัดให้พวก
ท่องเที่ยวชมในเวลากลางคืน เรื่องน้ีเรารู้กันอยู่แล้วที่ปราสาทนครวัด และปราสาทหินเทวสถานแห่งอื่น
หลายแห่งมีเวทีทำด้วยศิลา กล่าวกันว่าทำไว้สำหรับฟ้อนรำบวงสรวง อันการฟ้อนรำบวงสรวงตลอดจน
การเล่นโขน เป็นคติทางศาสนาพราหมณ์แต่ห้ามทางฝ่ายพระพุทธศาสนา หม่อมฉันได้อ่านหนังสือ
พรรณนาว่าดว้ ยเทวสถานในอินเดยี ว่า แมใ้ นปจั จบุ ันเทวสถานทส่ี ำคัญยงั มหี ญงิ สาวชัน้ สกุลต่ำ ไปสมคั รอยู่
เปน็ “เทวทาส”ี สำหรับฟ้อนรำบวงสรวงเป็นอาชีพ และให้ใชต้ อ่ ไปว่าสำหรบั ปฏบิ ัตพิ วกพราหมณ์ที่รักษา
เทวสถาน หรือแม้บุคคลภายนอกด้วย ตามปราสาทหินที่สำคัญในเมืองเขมรแต่โบราณก็คงมีหญิงพวกเท
วทาสี เชน่ น้ัน หมอ่ มฉนั เหน็ ว่าประเพณีท่ีไทยเราเลน่ ละครแก้บน เห็นจะมาจากคตเิ ดียวกันนั่นเอง แตเ่ ลย
มาถึงเล่นละครบวงสรวงในพระพุทธศาสนา เมื่อฉันยังเป็นเด็กได้เคยเห็นละครชาตรีเล่นแก้บนที่หน้าพระ
อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และได้ยินว่าที่วัดบวรนิเวศวิหารก็เคยมีละครแก้บนพระพุทธชินสีห์ เพ่ิง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเพณีไทยเล่นละครแก้บนแต่ก่อนเห็นจะหยุดชะงัก จึงมีผู้คิดทำตุ๊กตา เรียกว่า
“ละครยก” สำหรับคนจนแกบ้ นถ้าจะนบั เวลาเหน็ จะเป็นตั้งพนั ปมี าแลว้
กรงุ ศรีอยุธยา
ละครรำสมัยกรุงศรีอยุธยามีต้นกำเนิดจากการเล่นโนรา และละครชาตรีที่นิยมกันในภาคใต้ของ
ประเทศไทยแตเ่ ดมิ มีละครช่อื ขุนศรทั ธา เป็นละครในสมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยา ส่วนระบำหรอื ฟอ้ นเปน็ ศิลปะโดย
อุปนิสัยของคนไทยสืบต่อกันมา ละครรำของไทยเรามี ๓ อย่าง คือ ละครชาตรี ละครนอก และ
ละครใน ละครชาตรีเป็นละครเดิม ละครนอกเกิดขึ้นโดยแก้ไขจากละครชาตรี แต่ละครในนั้นคือละคร
ผู้หญงิ เม่อื ครง้ั รัชกาลสมเด็จพระนารายณม์ หาราช ยังไมม่ ปี รากฏ
มาปรากฏว่ามีละครผู้หญิงในหนังสือบุณโณวาทคำฉันท์ ซึ่งแต่งในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พ.ศ. ๒๒๗๕ – ๒๓๐๑ เป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นละครผู้หญิงจึงเกิดขึ้นในระหว่างรัชกาลสมเด็จพระ
เพทราชา พ.ศ.๒๒๓๑ – ๒๒๔๖ มาจนรัชกาลสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวบรมโกศ ในระหว่าง ๗๐ ปนี ้ี รัชกาล
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศได้มีละครผหู้ ญงิ เลน่ คือเรอื่ ง “อิเหนา” ซง่ึ เป็นละครใน
8
สำหรับละครผู้หญิงของหลวงครั้งกรุงเก่า เห็นจะเป็นของโปรดอยู่เพียงในแผ่นดินสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคตแล้ว ทำนองจะละเลยมิได้ฝึกซ้อมเสมอ
เหมือนแต่ก่อน สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จะทอดพระเนตรละคร จึงห้ามหาผู้ชายเข้าไปเล่น เมื่อพิเคราะห์ดู
ทางตำนาน ดูเหมือนละครผู้หญิงของหลวงซึ่งมีขึ้นครั้งกรุงเก่า จะได้เล่นอยู่ไม่ช้านานเท่าใดนัก ก็ถึงเวลา
เสียกรุงแกพ่ ม่า
สมยั กรงุ ธนบรุ ี
สมัยนี้เป็นช่วงต่อเนื่องหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 เหล่าศิลปินได้
กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ เพราะผลจากสงคราม บางส่วนก็เสียชีวิต บางส่วนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่า
ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบดาภิเษกในปีชวด พ.ศ. 2311 แล้ว ทรงส่งเสริมฟื้นฟูการละครขึ้นใหม่ และ
รวบรวมศิลปินตลอดทั้งบทละครเก่าๆที่กระจัดกระจายไปให้เข้ามาอยู่รวมกัน ตลอดทั้งพระองค์ได้ทรง
พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีก 5 ตอน คือ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีว
ราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกลด (เผารูปเทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท ตอนปล่อยม้า
อุปการ มีคณะละครหลวง และเอกชนเกิดขึ้นหลายโรง เช่น ละครหลวงวิชิตณรงค์ ละครไทยหมื่นเสนาะ
ภูบาล หมนื่ โวหารภิรมย์ นอกจากละครไทยแล้วยังมีละครเขมรของหลวงพพิ ธิ วาทีอกี ด้วย
สมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรม
ราชจักรีวงศ์สืบเนื่องตอ่ กนั มาเปน็ ลำดับตงั้ แตก่ ารละครตา่ งๆ ล้วนไดร้ บั การสนบั สนนุ จากพระมหากษัตริย์
แห่งพระบรมราชจกั รวี งศส์ ืบเนื่องตอ่ กนั มาเปน็ ลำดับตง้ั แต่
สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงฟื้นฟูรวบรวมสิ่งต่างๆที่สูญเสีย
และกระจัดกระจายให้สมบูรณ์ ในรัชสมัยนี้ได้มีการรวบรวมตำราฟ้อนรำขึ้นไว้เป็นหลังฐานสำคัญที่สุดใน
ประวัติการละครไทย มีบทละครที่ปรากฏตามหลักฐานอยู่ 4 เรื่อง คือ บทละครเรื่องอุณรุฑ บทละคร
เร่ืองรามเกียรติ์ บทละครเร่ืองดาหลัง และบทละครเร่ืองอิเหนา
สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดีเจริญรุ่งเรื่องเป็น
ยุคทองแห่งศิลปะการละคร มีนักปราชญ์ราชกวีที่ปรึกษา 3 ท่าน คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กรมหลวง
พิทักษ์มนตรี และสุนทรภู่ มีบทละครในที่เกิดขึ้น ได้แก่ เรื่องอิเหนา ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอด
ของบทละครรำ และเรื่องรามเกียรต์ิ ส่วนบทละครนอก ได้แก่ เรื่องไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง และ
มณีพิชยั
9
สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ละครหลวงซบเซา เนื่องจาก
พระองค์ไมส่ นับสนนุ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลกิ ละครหลวงเสยี แต่มไิ ดข้ ดั ขวางผู้จะจัดแสดงละคร
ทำให้เกิดคณะละครของเจ้านาย และขุนนางขึ้นแพร่หลาย หลายคณะ หลายโรง และมีบทละครเกิดข้ึน
มากมาย
สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว สมัยนี้ได้เริ่มมีการติดต่อกับชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะชาวยุโรปบ้างแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูละคร
หลวงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งออกประกาศสำคัญเป็นผลให้การละครไทยขยายตัวอย่างกว้างขวาง ดังมี
ความโดยย่อ คือ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้คนทั่วไปมีละครชาย และหญิง เพื่อบ้านเมืองจะได้
ครึกครื้นขึ้น เป็นเกียรติยศแก่แผ่นดิน แม้จะมีละครหลวง แต่คนที่เคยเล่นละครก็ขอให้เล่นต่อไป ห้าม
บังคบั ผคู้ นมาฝกึ ละคร ถา้ จะมาขอให้มาดว้ ยความสมคั รใจ
สำหรับละครที่มิใช่ของหลวง มีข้อยกเว้นคือ ห้ามใช้รัดเกล้ายอด เครื่องแต่งตัวลงยา และพาน
ทองหีบทองเป็นเครื่องยกบททำขวัญห้ามใช่แตรสังข์ หัวช้างห้ามทำสีเผือก ยกเว้นหัวช้างเอราวัณ มี
ประกาศกฎหมายภาษีมหรสพ พ.ศ. 2402 เก็บจากเจ้าของคณะละครตามประเภทการแสดง และเรื่องท่ี
แสดง
สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การละครในยุคนี้เริ่มมีการ
เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการละครแบบตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู้วงการนาฏศลิ ปะ ทำให้เกิดบทละครประเภท
ต่างๆขนึ้ มากมาย เชน่ ละครพันทาง
ละครดึกดำบรรพ์ ละครร้อง ละครพูด และลิเก ทรงส่งเสริมการละครโดยเลิกกฏหมายการเก็บอากราม
หรสพเมอื่ พ.ศ. 2450
ทำให้กิจการละครเฟื่องฟูขึ้นกลายเป็นอาชีพได้ เจ้าของโรงละครทางฝ่ายเอกชนมีหลายราย นับตั้งแต่
เจา้ นายมาถึงคนธรรมดา
สมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่การละคร
และการดนตรีทั้งหลายได้เจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด นับได้ว่าเป็นยุคทองศิลปะการละครยุคที่ 2 พระองค์ได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อบำรุงวิชาการนาฏศิลปะ และการดนตรี และยังทรง
เปน็ บรมครูของเหลา่ ศิลปิน ทรงพระราชนิพนธบ์ ทโขน ละคร ฟอ้ นรำ ไว้เป็นจำนวนมาก
สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การเมืองเกิดภาวะคับขัน และเศรษฐกิจ
ของประเทศทรุดโทรม เสนาบดีสภาได้ตกลงประชุมกันเลิกกรมมหรสพ เพื่อให้มีส่วนช่วยกูการเศรษฐกิจ
ของประเทศ และต่อมาจึงกลับฐานะมาเป็นกองขึ้นอีก จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2478 กองมหรสพจึงอยู่ใน
10
สังกัดกรมศิลปากร ข้าราชการศิลปินจึงย้ายสังกัดมาอยู่ในกรมศิลปากร ในสมัยนี้มีละครแนวใหม่เกิดข้ึน
คือ ละครเพลง หรือทเ่ี ป็นท่ีรจู้ ักกันวา่ “ละครจนั ทโรภาส” ตลอดทงั้ มลี ะครหลวงวจิ ิตรวาทการเกิดขนึ้
สมัยรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวอนนั ทมหิดล สมยั นีพ้ ันตรหี ลวงวิจิตรวาทการ ได้
ใหก้ ำเนิดละครหลวงวจิ ิตรซึง่ เปน็ ละครปลกุ ใจให้รกั ชาติ และสรา้ งแรงจูงใจใหค้ นไทยหนั มาสนใจนาฏศิลป์
ไทย ส่งเสริม ทำนุบำรุง เผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้เป็นที่ยกย่องนานาอารยประเทศ ทำให้ศิลปะโขน ละคร
ระบำ รำ ฟ้อน ยงั คงสบื ทอดเปน็ แนวทางในการอนรุ ักษ์และพัฒนาสืบต่อมา
สมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นาฎศิลป์และการละคร อยู่ใน
ความรับผิดชอบของรัฐบาล คือ กระทรวงวัฒนธรรม มีการส่งเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญนาฎศิลป์ไทยคิด
ประดษิ ฐ์ทา่ รำ ชุดใหมๆ่ และการยกยอ่ งใหเ้ ปน็ ศลิ ปนิ แห่งชาติ
1.5 การกำเนดิ นาฏศลิ ปส์ ากล
การกำเนิดของนาฏศิลป์โลก หรือนาฏศิลป์สากล จึงเกิดขึ้นจากธรรมาชาติและความเชื่อถือ
ศรัทธาในสิง่ ศักดิ์สทิ ธทิ์ งั้ หลาย ดังนี้
1.การกำเนิดของนาฏศิลป์จากธรรมชาติ เริ่มจากมนุษย์รู้จักการเต้นรำจากการเลีรยนแบบการ
เคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในโลกทั้งจากสัตว์ พืช และมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น การร้องและเต้นของคนป่าบาง
เผ่า เป็นต้น จากกนั้นก็ได้มีการพัฒนาท่าทางและการขยับเยื้อนร่างกายตามความรู้สึกของมนุษย์ที่แสดง
ถึงอารมณ์ เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ หิวโหย และอริ ิยาบถตา่ งๆ ของมนุษย์ตามความเป็นจริง ซ่ึงเปน็ ทม่ี าของ
การแสดงละครที่เริ่มต้นจากละครพูด โดยการพูด ทำท่าทางการแสดงอารมณ์ต่างๆ และการสวม เครื่อง
แต่งกายตามบทละคร ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มาจากชีวิตจริงของมนุษย์ แตกต่างกันไปตามความเชื่อ ค่านิยม
และอารยธรรมของแต่ละชนชาติ
2.การกำเนิดของนาฏศิลป์จากความเชื่อถือศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน
ในสังคมและมีสัญชาตญาณแห่งความกลัว จึงทำให้มนุษย์พยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยวจติ ใจ ด้วยการนับถือสงิ่
ศักดิ์สิทธิ์ เทวดา เทพเจ้า และอำนาจลีล้ บั ต่างๆ ซึ่งพัฒนาเป็นความศรัทธาในลัทธิศาสนาต่อไป โดยมีการ
เซ่น ไหว้บูชาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้ปลอดภัยหรืออ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบั นดาลให้สม
ปรารถนา เช่น พิธีบูชายัญของชนเผ่าต่างๆในดินแดนตะวันตกเมื่อดอีตกาล ซึ่งจะมีการบรรเลงดนตรี
พืน้ เมอื งและเต้นรำประกอบ เปน็ ตน้
สำหรับประวัติความเปน็ มาของนาฏศิลป์สากลทเี่ หน็ เด่นชัด คือ ศลิ ปะการละครของชาวตะวันตก
หรอื ทเ่ี รียกวา่ ละครตะวันตกน้ัน เริ่มตน้ ขนึ้ ตงั้ แตส่ มยั กรกี โบราณและสมยั โรมนั ตามลำดับ
11
ละครตะวันตกในสมัยกรีกโบราณ เริ่มต้นจากการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าไดโอนีซุส
(Dionysus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ขึ้นในเทศกาลบูชาเทพเจ้าองค์นี้ จัดขึ้นปีละครั้งโดยมี
การแสดงละครเรื่องดังกล่าวที่โรงละครกลางแจ้ง ซึ่งจะมีอัฒจันทร์โอบรอบเวทีให้คนดูละครกัน จากนั้นก็
มีการพัฒนาเป็นละครเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ ซึ่งยีงมีแก่นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา และ
ศิลปวัฒนธรรม ประเภทของละครในสมัยกรีกจะมีทั้งละครโศกนาฏกรรม และสุขนาฏกรรม ซึ่งจะใช้
นักแสดงผู้ชายทั้งหมดแสดงเป็นตัวละครหลายๆตัว ด้วยการเปลี่ยนหน้ากากไปเรื่อยๆ และมีผู้แสดงเพียง
3 คนเท่าน้นั
ละครตะวนั ตกในสมยั โรมัน เริม่ จากนำรูปแบบของละครกรกี โบราณในเรอื่ งพิธีกรรมทางศาสนาที่
เกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้าต่อมาก็ได้มีการปรับปรุง โดยเพิ่มการเต้นรำและใช้ท่าทางแสดงอารมณ์มา กข้ึน
ตัวละครมีลักษณะของสามัญชน ที่เน้นการแสดงแบบตลกโปกฮาตามแนวละครประเภทสุขนาฏกรรมมาก
ขึ้น รวมทั้งมีการยกเลิกการใส่หน้ากากแบบละครกรีกในตัวละครตลกจึงทำให้นักแสดงสามารถแสดง
อารมณ์ภายในและความสามารถในการแสดงได้มากขึ้น ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าทางละครตะวันตกท่ี
พฒั นาจนถงึ ปจั จบุ ัน อย่างไรก็ตาม ละครตะวันตกในสมัยโรมนั ไดล้ ดบทบาทลงเรอ่ื ยๆ เนือ่ งจากละครส่วน
ใหญเ่ ป็นประเภทสุขนาฏกรรมท่ีไมค่ ่อยไดแ้ ก่นสารและไมไ่ ด้มีวตั ถุประสงค์เพื่อรับใชเ้ ทพเจ้าจึงทำให้ศาสน
จักรแห่งกรุงโรมได้ออกคำสั่งห้ามให้คนไปดูละคร จนในที่สุดโรงละครทุกโรงในกรุงโรมต้องปิดลง ซึ่ง
นบั เปน็ การปดิ ฉากความเจรญิ รงุ่ เรอื งทางละครตะวนั ตกลงในยคุ แรกน้ี
ต่อมาละครตะวันตกกไ็ ดม้ ีการพืน้ ตัวขน้ึ ในยคุ กลางของประเทศในทวีปยุโรป เช่น องั กฤษ ฝรงั่ เศส
อิตาลี เปน็ ตน้ โดยในชว่ งกลางศตวรรษที่ 19 ไดม้ ีการพฒั นารูปแบบของการแสดงละครเป็นการแสดงรีววิ
(Music Hall) ซงึ่ เปน็ การแสดงท่ไี ม่เป็นเรือ่ ง โดยมที ้ังการพูดคนเดยี ว การร้องเพลง การเต้นรำ
และการแสดงมายากล รวมทั้งยังมีการแสดงละคนแพนโทไมน์ (Pantomine) ในอังกฤษที่เป็นการแสดง
ละครที่มีดนตรีและการเต้นรำประกอบ จนมาถึงในศตวรรษที่ 20 ตอนต้น รูปแบบการแสดงละครเริ่มหัน
เข้าสู่การสะท้อนสภาพความเป็นจริงในสังคมโยแสดงละครตามแบบชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงพัฒนา
มาเปน็ ละครในยคุ ปจั จุบัน
ดังนั้นนาฏศิลปส์ ากลจงึ มีประวัตคิ วามเปน็ มาที่ยาวนานเคียงคู่มากบั วิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์
ในสงั คมโลก โดยมีการพฒั นาและเผยแพร่ อารยธรรมทางนาฏศิลปส์ ากลไปยงั ประเทศต่างๆ ทวั่ โลกจนถึง
ปจั จุบนั
12
บทท่ี 2
ประเภทของนาฏศิลป์ไทย
2.1 รำ
หมายถึง ศิลปะแหง่ การรา่ ยรำทม่ี ีผู้แสดงตงั้ แต่ 1-2 คน เชน่ การรำเดย่ี ว การรำคู่ การรำอาวธุ
เป็นต้น มลี กั ษณะการแต่งกายตามรปู แบบของการแสดง ไม่เลน่ เป็นเรื่องราวอาจมีบทขบั รอ้ งประกอบการ
รำเข้ากับทำนองเพลงดนตรี มกี ระบวนท่ารำ โดยเฉพาะการรำค่จู ะตา่ งกับระบำ เนือ่ งจากท่ารำจะมคี วาม
เชื่อมโยงสอดคล้องตอ่ เนือ่ งกัน และเปน็ บทเฉพาะสำหรบั ผ้แู สดงนนั้ ๆ เชน่ รำเพลงชา้ –เพลงเร็ว รำแมบ่ ท
รำเมขลา–รามสรู เปน็ ต้น รําแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
2.1.1 รำเดี่ยว หมายถงึ การรำทใี่ ช้ผแู้ สดงเพียงคนเดียว เชน่ รำฉุยฉาย รำพลายชุมพล รำ
มโนราหบ์ ชู ายัญ เป็นต้น
2.1.2 รำคู่ หมายถงึ การรำทีใ่ ช้ผู้แสดง 2 คน การรำคู่ แบง่ ลกั ษณะการรำออกเป็น 2 ประเภท
ไดแ้ ก่
รำคใู่ นเชิงศลิ ปะการตอ่ สู้ เชน่ กระบก่ี ระบอง ดาบสองมือ โล่ เขน ดั้ง ทวน เปน็ ตน้
รำคใู่ นชดุ สวยงาม เช่น หนุมานจบั นางเบญจกาย พระรามตามกวาง พระลอตามไก่ รามสูร
เมขลา รจนาเสี่ยงพวงมาลยั เปน็ ต้น
2.1.3 รำหมู่ หมายถงึ การรำทีใ่ ชผ้ ู้แสดงมากกวา่ 2 คน โดยนับเอาลักษณะของจำนวนคน ส่วน
ระบำน้นั ก็ถือเปน็ สว่ นหน่ึงของรำหมู่เชน่ เดียวกนั เชน่ รำโคม รำพดั รำวง เป็นต้น นอกจากนน้ั ก็มกี าร
แสดงพนื้ เมอื งของชาวบ้านกถ็ อื ว่าเป็นการรำหมู่ ไดแ้ ก่ รำกลองยาว เซ้ิงกระติบข้าว ฟ้อนเลบ็ เป็นตน้
รำฉยุ ฉายพราหมณ์
รำฉุยฉายพราหมณ์ เปน็ ส่วนหนง่ึ ของการร่ายรำท่งี ดงามของตัวละครประเภทพระ จากบทพระ
ราชนพิ นธเ์ บกิ โรงดึกดำบรรพ์ เร่ืองพระคเณศเสยี งา ในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี
๖ เนือ้ เรื่องย่อมอี ยวู่ ่า ปรศุรามเจา้ แห่งพราหมณ์ทะนงตัววา่ เป็นท่โี ปรดปรานของพระอศิ วร คิดจะเขา้ เฝ้า
ในโอกาสท่ไี ม่สมควรพระคเณศได้ห้ามปราม ในทีส่ ุดเกดิ การววิ าท ปรศรุ าม ขวา้ งขวานโดนงาซ้ายพระ
คเณศหักสะบน้ั ไป พระอุมากรว้ิ ปรศุรามจึงสาปให้หมดกำลังลม้ กลง้ิ ดัง่ ทอ่ นไม้พระนารายณ์ทรงเลง็ เห็น
และเกรงวา่ คณะพราหมณจ์ ะขาดผู้ปกป้อง อกี ทงั้ ทรงทราบว่าพระอมุ า ทรงเมตตาตอ่ เด็ก จงึ แปลงกาย
เปน็ พราหมณน์ อ้ ย ซึ่งเปน็ ปฐมเหตุให้เกิดการรำฉุยฉายพราหมณ์ขน้ึ เนอื้ เร่อื งตอ่ ไปพระอุมาประทานพร
ให้พราหมณ์ และสามารถแกไ้ ขคำสาปให้กลับกลายเป็นดีไดใ้ นทีส่ ุด การรำฉุยฉายพราหมณ์มีกำเนดิ ขนึ้ ใน
13
ครัง้ น้นั และเชอื่ กนั วา่ เป็นศิลปะการรา่ ยรำท่งี ดงาม เป็นทีร่ ู้จกั แพร่หลายทวั่ ไป ลลี าท่ารำนน้ั เชือ่ กันว่าเปน็
ผลงานของพระยานฏั กานรุ กั ษ์ (ทองดี สวุ รรณภารต) สบื ทอดผ่านมา แตร่ ูปแบบทา่ รา่ ยรำในปัจจุบนั ของ
กรมศิลปากร เปน็ ผลงานการปรับปรุงของนางลมุล ยมะคปุ ต์ อดีตผู้เชย่ี วชาญการสอนนาฏศิลป์ วทิ ยาลยั
นาฏศิลป กรมศิลปากร โดยเปน็ ลีลาทา่ รำของตัวพระทม่ี ีลักษณะของความเป็นหนุ่มน้อยท่มี ีความงดงาม
และทา่ ทน่ี วยนาดกรีดกราย โอกาสทใี่ ช้แสดง ใชเ้ ป็นการรำเบกิ โรงและการแสดงในงานเบด็ เตล็ดทัว่ ไป
ดนตรปี ระกอบการแสดง ใช้วงปพี่ าทยบ์ รรเลงการบรรเลงดนตรีในเพลงฉยุ ฉาย ฉยุ ฉายเป็นเพลงในอตั รา
จังหวะ ๒ ช้นั มีมาตงั้ แต่สมยั กรงุ ศรีอยุธยา แต่เดมิ การร้องเพลงฉยุ ฉาย ใช้ดนตรรี ับ ๑ - ๒ เทีย่ วทุกๆทอ่ น
แต่ปัจจบุ นั นิยมใช้ปร่ี ับเพยี งเท่ียวเดียว ตามปกตเิ พลงฉยุ ฉายจะมีเพลง ๒ เพลงรวมอยดู่ ว้ ยกัน คือเพลง
ฉยุ ฉาย และเพลงแม่ศรี โดยทใี่ นตอนแรกจะรอ้ งเพลงฉุยฉายก่อน รอ้ งหมดท่อนหนง่ึ ก็มีปี่เปา่ เลียนทำนอง
และเสียงร้องเพยี งชน้ิ เดยี วก่อน แลว้ จงึ บรรเลงรับตอ่ ดว้ ยเพลงแม่ศรีติดตอ่ กนั ไป การท่ตี ้องร้องเพลง
ฉุยฉาย และเพลงแม่ศรีตดิ ต่อกันนนั้ เพราะถอื วา่ เพลงฉุยฉายเป็นเพลงชา้ เพลงแมศ่ รเี ปน็ เพลงเรว็ ซ่งึ เป็น
เพลง ๒ ชัน้ เรยี กตามหน้าทับวา่ "สองไม้" การบรรเลงดนตรีจะเริ่มด้วยเพลงรวั รอ้ งเพลงฉยุ ฉาย และ
เพลงแมศ่ รี จบดว้ ยเพลงเร็ว - ลา ซงึ่ เปน็ ลกั ษณะท่นี ิยมโดยท่ัวไปโดยมีบทรอ้ งดังน้ี
ปี่พาทยท์ ำเพลงรวั
ร้องฉยุ ฉาย
ฉุยฉายเอย
ชา่ งงามขำช่างรำโยกย้าย
สะเอวแสนออ่ นอรชรชว่ งกาย
วิจติ รยิง่ ลายที่คนประดิษฐ์
สองเนตรคมขำแสงดำมนั ขลับ
ชมอ้ ยเนตรจับช่างสวยสุดพศิ
สดุ สวยเอย
ยิ่งพศิ ยงิ่ เพลินเชญิ ใหง้ งงวย
งามหตั ถ์งามกรชา่ งออ่ นระทวย
ชา่ งนาดช่างนวยสวยย่ัวนยั นา
ทัง้ หตั ถท์ ั้งกรกฟ็ อ้ นถูกแบบ
ดูยลดแู ยบสวยยงิ่ เทวา
14
รอ้ งแม่ศรี
นา่ ชมเอย น่าชมเจ้าพราหมณ์
ดทู ่วั ตัวงาม ไม่ทรามจนนดิ
ดผู ุดดผู อ่ ง เหมือนทองทาติด
ยิ่งเพ่งย่ิงพิศ ย่งิ คดิ ชมเอย
นา่ รักเอย น่ารักดรุณ
เหมือนแรกจะรนุ่ จะรเู้ ดียงสา
เจ้ายิ้มเจ้าแย้ม แกม้ เหมอื นมาลา
จอ่ จติ ติดตา เสียจริงเจ้าเอย
...ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว-ลา
หมายเหตุ การรำฉุยฉายพราหมณน์ ้ีสามารถตดั ทอนใหส้ ้ันลงไดต้ ามความเหมาะสม เชน่ ร้องฉยุ ฉายบท
แรกตอ่ ด้วยแมศ่ รบี ทใดบทหน่งึ เนอื้ รอ้ งในหนังสืออธิบายนาฏศลิ ป์ไทยของนายธนิต อยู่โพธ์ิ ในบทสดุ สวย
เอย มีท่แี ตกตา่ งจากปจั จบุ นั คือใชว้ ่า "งามหตั ถ์งามกรช่างฟ้อนระทวย" การแต่งกายของผ้แู สดงนนั้ แต่ง
ยืนเครอื่ งพระสขี าว สวมกระบังหนา้ ไวผ้ มมวย มเี กย้ี วครอบ ความยาวของชดุ การแสดงนน้ั แตกตา่ งกนั
คือ ฉุยฉายพราหมณแ์ บบเตม็ ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๑๒ นาที ฉยุ ฉายพราหมณแ์ บบตดั ใชเ้ วลาแสดง
ประมาณ ๗ นาที
รำฉุยฉายเบญกายแปลง
เป็นลีลาการรา่ ยรำของตวั นางเบญกาย บตุ รีของพเิ ภก พญายกั ษ์ ซง่ึ เปน็ น้องของทศกณั ฐ์ ฉะนน้ั
เบญกายจงึ มศี กั ดิ์เป็นหลานของทศกัณฐ์ เมอื่ พิเภกถูกขบั ไล่จากลงกา นางก็หมดอำนาจวาสนา ครัง้ หนึง่
ทศกัณฐ์วางอบุ ายทจี่ ะลอ่ ลวงพระรามว่านางสีดาตายเสียแลว้ จึงใชใ้ หเ้ บญกายแปลงเป็นสีดา เบญกาย
จำเปน็ ตอ้ งรบั อาสาดว้ ยเกรงภัยทจ่ี ะตกแกต่ นและแม่ เบญกายไม่เคยเห็นวา่ สีดามีรูปโฉมอยา่ งไร จึงทลู ขอ
อนญุ าตไปดเู สียก่อน เมื่อกลบั มาจากอุทยานทา้ ยกรงุ ลงกาจงึ แปลงกายเปน็ สีดา ดว้ ยเหตุนี้จงึ ใหก้ ำเนดิ ชุด
นาฏศิลปท์ ง่ี ดงามคือฉุยฉายเบญกาย กระบวนลลี าท่ารำแฝงไวด้ ้วยความหมายวา่ แมใ้ ครไดเ้ ห็นรปู ทีแ่ ปลง
นีจ้ ะตอ้ งหลงใหลในความงดงาม ประดุจต้องศรปกั อก
บทรอ้ งประกอบการรำฉุยฉายเบญกายน้ี ปรากฎอยู่ในบทพระนิพนธข์ องสมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์
เธอ เจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวดั ตวิ งค์ เป็นครง้ั แรก ในชุดทีเ่ รียกว่า ตบั นางลอย ตอ่ มาจึงแพร่หลาย
15
นำไปประกอบการแสดงโขน ชดุ นางลอย ในฉบบั อื่น ๆ ทกุ ครงั้ กระบวนลลี าท่ารำสันนษิ ฐานวา่ หมอ่ มครู
ท่านต่าง ๆ ของเจา้ พระยาเทเวศร์วงคว์ ิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กญุ ชร) เปน็ ผคู้ ดิ ประดษิ ฐข์ นึ้ และถา่ ยทอดสบื
มายังครู อาจารยท์ า่ นตา่ ง ๆ อาทิ นางเฉลย ศขุ ะวนิช สืบทอดมาจากหมอ่ มครูนมุ่ นวรตั น์ ณ อยุธยา
นางสาวจำเรยี ง พุทธประดบั สบื ทอดมาจากหมอ่ มครู ศุภลกั ษณ์ (ต่วน ภัทรนาวิก) ซ่งึ มคี วามงดงามวิจติ ร
บรรจงทัดเทียมกนั คือ เปน็ ลีลาทา่ รำของตัวนางเบญกายทีแ่ ปลงกายเปน็ นางสดี าข้ึนเฝา้ ทศกณั ฐ์เพื่อใหด้ ู
วา่ ตนแปลงได้เหมือนสดี าเพียงไร ลกั ษณะทา่ รำแสดงความภาคภมู ใิ จย่วั ยวนด้วยจรติ มารยา ดนตรี
ประกอบการแสดง ใช้วงปีพ่ าทย์บรรเลง โดยมบี ทรอ้ งดงั น้ี
ปี่พาทยท์ ำเพลงรวั
ร้องฉุยฉาย
ฉุยฉายเอย
จะไปไหนนิดเจ้ากก็ รีดกราย
เยอื้ งยา่ งเจ้าชา่ งแปลงกาย
ละเมียดละม้ายสีดานงลักษณ์
ถงึ พระรามเหน็ ทรามวยั
จะฉงนพระทยั ใหอ้ ะเหลือ่ อะหลกั
งามนักเอย
ใครเหน็ พมิ พ์พกั ตร์กจ็ ะรักจะใคร่
หลับก็จะฝันครั้นตืน่ ก็จะคดิ
อยากเห็นอีกสกั นิดใหช้ ่นื ใจ
งามคมดจุ คมศรชัย
ถูกนอกทะลุในใหเ้ จ็บอรุ า
ร้องแมศ่ รี
แม่ศรีเอย แมศ่ รีราษศรี
แมแ่ ปลงอนิ ทรยี ์ เปน็ แมศ่ รีสดี า
ทศพักตรม์ ลกั เห็น จะตืน่ จะเต้นในวิญญาณ์
เหมอื นลอ้ เลน่ ให้เป็นบ้า ระอาเจา้ แม่ศรเี อย
อรชรเอย อรชรออ้ นแอ้น
16
เอวขาแขนแมน แม้นเหมือนกนิ รี
ระทวยนวยนาด วลิ าสจรลี
ขนึ้ ปราสาทมณี เฝา้ พระปติ ลุ าเอย
...ปพ่ี าทย์ทำเพลงเรว็ - ลา
หมายเหตุ อาจตัดทอนได้ตามความเหมาะสม โดยใช้บทฉุยฉายบทแรกและแม่ศรีบทใดบทหนึ่ง
เช่นเดียวกับฉุยฉายพราหมณ์การแต่งกาย แต่งยืนเป็นเครื่องนาง สวมมงกุฎกษัตริย์ ความยาวของชุดการ
แสดงนน้ั ฉยุ ฉายเบญกายแบบเต็มใช้เวลาแสดงประมาณ ๑๐ นาที ฉยุ ฉายเบญจกายแบบตัดใชเ้ วลาแสดง
ประมาณ ๗ นาที
รำมโนหร์ าบชู ายัญ
มโนห์ราบชู ายญั เปน็ การแสดงตอนหนึ่งจากละครชาตรเี ครอื่ งใหญ่ (ทรงเครอ่ื ง) เรอ่ื งมโนห์รา ซึ่ง
กรมศิลปากรได้ปรับปรงุ และนำออกแสดง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๘ เนื้อเรื่องย่อมีอยู่ว่า มโนห์รา
และพี่นางทั้ง ๖ เป็นนางกินรี ธิดาของท้าวทุมราช วันหนึ่งได้พากันมาเล่นน้ำที่สระโบกขรณี พรานบุณใช้
บ่วงนาคคล้องจับนางมโนห์ราไปได้ นำไปถวายพระสุธนพระยุพราชแห่งเมืองปัญจาล พระสุธนรับนางไว้
เป็นชายา ซึ่งทำให้ปุโรหิตไม่พอใจเป็นอย่างย่ิงจึงหาทางกำจดั นาง วันหนึ่งสบโอกาสที่พระสุธนยกทัพออก
จากเมืองและท้าวอาทิตย์วงศ์ประชวร ปุโรหิตยุยงให้บูชายัญนางมโนห์ราเพื่อสะเดาะพระเคราะห์ ก่อนท่ี
นางจะเข้าสู่พิธีบูชายัญได้ทูลขอปีกหางและฟ้อนรำตามเพศกินรี สบโอกาสนางจึงบินหนีกลับบ้านเมืองได้
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ชาตรี ประกอบด้วยเพลงรัวบูชายัญ และเพลงเร็วแขกบูชายัญ
ประพันธ์ทำนองเพลงโดย นายมนตรี ตราโมท ผู้เช่ียวชาญด้านดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร และศิลปิน
แห่งชาติ การแต่งกายแต่งยืนเคร่ืองกินรี นุ่งผ้าจีบ (ชักชายพก ๒ ข้างแล้วคลี่ออก) ใส่เสื้อในรัดรูป คาดรัด
สะเอว ใส่ปีก สวมกรองคอ รัดพาหุรัด (ต้นแขน) กำไลมือผ้า กำไลเท้าติดลูกกระพรวน จี้นาง คาดเข็มขัด
สวมเล็บ ใส่มงกุฎนางกินรี (ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยนายชิต แก้วดวงใหญ่) ลีลาท่ารำ ซึ่งประดิษฐ์โดยท่าน
ผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ มีลักษณะเป็น
ท่าของนกที่บินฉวัดเฉวียนหลอกล่ออยู่หน้ากองไฟ ท่านผู้ประดิษฐ์ท่ารำได้นำลีลาของนาฏศิลป์ชั้นสูงเป็น
หลักในการประดิษฐ์ จัดได้ว่ามีความงดงามเป็นเลิศ เป็นที่รู้จักทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความ
ยาวของชดุ การแสดงโดยประมาณ ๗ นาที
17
รำซัดชาตรี
เป็นการแสดงที่นิยมจนมีแบบแผนเป็นของตนเอง ในแบบศิลปะทางใต้ของไทย ปรับปรุงมาจาก
รำซดั ไหวค้ รูของละครชาตรี ซง่ึ เคยเป็นละครรำแบบเกา่ ชนดิ หนึง่ ของไทย ถอื วา่ เป็นตน้ กำเนิดของละครรำ
ประเภทต่างๆ ซึ่งได้รับการปรับปรุงในสมัยต่อมา ประเพณีการแสดงละครชาตรี ถือธรรมเนียมกันว่าผู้
แสดงตัวพระ จะต้องรำไหว้ครูเป็นการเบิกโรงเรียกว่า " รำซัด " โดยมีโทน ปี่ กลอง กรับ ประกอบจังหวะ
ต่อมากรมศิลปากรได้ดัดแปลงรำซัด และปรับปรุงให้มีผู้รำทั้งฝ่ายชาย(ตัวพระ) และหญิง(ตัวนาง) เพื่อให้
น่าดูมีชีวิตชีวา โดยรักษาจังหวะอันเร่งเร้าไว้อย่างเดิม สิ่งสำคัญของการรำนั้น จะมีการรวมจุดที่กำหนด
เป็นอย่างดีระหว่างท่าทางที่เคลื่อนไหว ในระหว่างที่รำอยู่ในจังหวะที่เร่งเร้าของผู้รำ กับจังหวะของการตี
กลอง ผู้ตีกลองจะต้องตีกลองไปตลอดเวลาไปพร้อมๆ กับผู้ที่ร่ายรำจนครบจังหวะของการแสดง ให้
ประสานกลมกลนื กนั จนเป็นท่นี ิยมชมชอบจากผูช้ มท่ไี ด้ชมการแสดงชดุ น้เี สมอมา
โขนชุด หนุมานจบั นางสพุ รรณมจั ฉา
การแสดงชุดนี้อยู่ในการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ชุดจองถนนโดยดำเนินเรื่องว่า พระรามทรงใช้
ให้สุครีพคุมพลวานรไปจองถนนเพื่อจะยกพลข้ามไปฝั่งลงกา ในขณะที่บรรดาพลวานรกำลังทุ่มหินถมลง
ในมหาสมุทรอยู่นั้น นางสุพรรณมัจฉาผู้เป็นราชธิดาของทศกัณฐ์พาฝูงบริวารปลามาคาบขนก้อนหินไป
สุครีพสงสัยจึงสั่งให้หนุมานประดาน้ำลงไปสำรวจดู ได้พบนางสุพรรณมัจฉาจึงตรงเข้าไขว่คว้าโลดไล่จับ
นางสุพรรณมัจฉาไดส้ ำเร็จ
รำสนี วล
สีนวล เป็นชื่อของเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดงละคร ประกอบกิริยาไปมาของสตรีที่
มารยาทกระชดกระชอ้ ย ทำนองเพลงมที ว่ งทซี ่อนความพร้ิงเพราไว้ในตัว ตอ่ มามีผปู้ ระดิษฐ์ทำนองร้องข้ึน
ประกอบการรำซ่ึงทำให้ความหมายของเพลงเดน่ ชัด ปรากฏเปน็ ภาพงดงามเมอื่ มผี รู้ ่ายรำประกอบ แต่เดิม
การรำเพลงสีนวลมีอยู่แต่ในเรื่องละคร ภายหลังจึงแยกออกมาใช้เปน็ ระบำเบ็ดเตล็ด เพราะมีความงดงาม
ไพเราะทั้งในชั้นเชิงของทำนองเพลง และท่ารำความหมายของการรำสีนวล เป็นไปในการบันเทิงรื่นรมย์
ของหญิงสาวแรกรุน่ ที่มีจริตกริ ิยางดงามตามลกั ษณะกุลสตรีไทย ดว้ ยความท่ที ำนอง เพลง บทขับร้อง
และท่ารำที่เรียบง่ายงดงาม จึงเป็นชุดนาฏศิลป์ชุดหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไป
จำนวนผู้แสดง ใช้แสดงเป็นหมู่ หรือแสดงเดี่ยวก็ได้ ตามโอกาสที่เหมาะสมดนตรีประกอบการแสดง ใช้วง
ปพี่ าทย์ บทร้องทใี่ ช้แสดงมีอยู่ ๓ รปู แบบ
18
แบบที่ ๑
ปพี่ าทย์ทำเพลงสนี วล
รอ้ งสนี วล
สีนวลชวนช่นื เมอ่ื ยามเช้า
รักเจ้าสาวสีนวลหวนคดิ ถึง
แม้ไมแ่ ลเห็นเจา้ เฝ้าคำนึง
อยากใหถ้ งึ วันทรี่ ำสนี วล
...ปีพ่ าทยท์ ำเพลงเรว็ - ลา
แบบท่ี ๒ ประพนั ธ์บทร้องโดย นายมนตรี ตราโมท ผู้เช่ียวชาญทาง
ด้านดุรยิ างคไ์ ทย กรมศิลปากรและศลิ ปนิ แหง่ ชาติ
ปพ่ี าทยท์ ำเพลงสนี วล
รอ้ งสนี วล
อนั การรำสนี วลกระบวนนี้
เปน็ แบบที่ร้องรบั ไม่จับเรือ่ ง
เป็นการรำเริงรน่ื ของพ้ืนเมอื ง
เพอ่ื เปน็ เครอื่ งพกั ผ่อนหยอ่ นอารมณ์
ไดป้ ลดทุกขส์ ุขใจเมอ่ื ไรก้ ิจ
เข้ารำชดิ เคยี งคดู่ ูเหมาะสม
ขอเชิญชวนมวลบรรดาทา่ นมาชม
ร่ืนอารมณ์ยามทีร่ ำสนี วล
...ปพ่ี าทย์ทำเพลงเรว็ - ลา
แบบท่ี ๓
ปี่พาทย์ทำเพลงสีนวล
ร้องสีนวล
19
สีนวลชวนชืน่ เมื่อยามเช้า
รักเจ้าสาวสีนวลหวนคดิ ถึง
แมไ้ ม่แลเหน็ เจา้ เฝา้ คำนงึ
อยากใหถ้ ึงวันท่ีรำสนี วล
ร้องอาหนู
เจา้ สาวสาวสาวสาวสะเทิน้
เจา้ ค่อยเดินคอ่ ยเดินเดินตามทาง
ฝูงอนงคท์ รงสำอาง
นางสาวศรีห่มสี (ซำ้ )
ใส่กำไลแลวลิ ยั ทองใบอยา่ งดี ทองก็ดี
ประดับสีเพชรพลอยพลอยงามดงู าม
ใส่ตา่ งหูสองหู หูทัดดอกไม้
สตรีใดชนใดในสยาม
จะหางามงามกวา่
มาเคยี ง ไมเ่ คียง (ซำ้ )
ชวนกันเดนิ พากนั เดนิ รบี เดนิ มา รบี เดนิ มา
รา่ ยรำทำทา่ น่ารักเอย
... ปพ่ี าทยท์ ำเพลงเรว็ - ลา
หมายเหตุ บทรอ้ งอาหนู เป็นบทพระนพิ นธ์สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานวุ ดั ติ
วงศ์ (ท่อนสุดท้ายปรบั ปรงุ ขึ้นใหม่แตกต่างจากบทพระนพิ นธ)์ ผ้แู สดงนุ่งผ้าโจง หม่ สไบจบี สยายผมทดั
ดอกไม้ ใส่เครอื่ งประดบั (เขม็ ขดั กำไลมอื กำไลเทา้ ) ความยาวของชดุ การแสดงจะแตกตา่ งกันคอื รำสีนวล
ออกเพลงเร็ว-ลา ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๕ นาทรี ำสนี วล ออกเพลงอาหนู เพลงเรว็ -ลา ใช้เวลาแสดง
ประมาณ ๘ นาที
20
รำกลองยาว
การรำกลองยาว มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น เถิดเทิง เทิ่งบองกลองยาว สันนิษฐานว่าแต่เดมิ เป็นการ
เล่นของพวกทหารพม่าในสมัยที่มีการต่อสุ้กันปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และเข้าใจว่าคนไทยนำมาเล่นใน
สมัยกรุงธนบุรี เพราะจังหวะสนุกสนานเล่นง่าย เครื่องดนตรกี ็คล้ายของไทยและจังหวะก็ปรับมาเปน็ แบบ
ไทย ๆ เพื่อประกอบการรำ แต่การแต่งกายยังคงคล้ายรูปแบบของพม่า เช่น โพกหัวแบบพม่า นุ่งโสร่ง
เส้อื คอกลมแขนกวา้ ง แตบ่ างครง้ั จะพบแตง่ กายตามสบาย โอกาสที่แสดงนยิ มในงานรื่นเริง เชน่ ขบวนแห่
นาค ขบวนแห่ผ้าป่า กฐิน งานฉลอง ขบวนขันหมาก ผู้รำร่วมก็จะแต่งกายตามสบาย แต่จะนิยมประแป้ง
พอกหน้าให้ขาว ทัดดอกไม้ เขียนหนวดเครา แต้มไฝ ลีลาท่าทางอาจจะแปลกพิสดารที่ทำให้ชวนหัวเราะ
ยั่วเย้ากันเองในหมู่พวกหรือคนดู และบางครั้งก็อาจไปรำต้อนคน ดูเข้ามาร่วมวงสนุกไปด้วย ผู้รำจะมีท้ัง
ชายและหญงิ สว่ นพวกตีเครอื่ งประกอบจังหวะก็จะทำหน้าที่ร้องและเปน็ ลกู คู่ไปดว้ ย ลักษณะการแสดงรำ
กลองยาว เครื่องดนตรี ประกอบด้วยกลองยาวหลายขนาด ซึ่งจะให้เสียงต่างกันออกไปจำนวนไม่จำกัด มี
เครื่องประกอบจังหวะอื่น ๆ เช่น ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง และปี่ชวาการโห่ร้อง เป็นที่นิยมของการรำกลอง
ยาวก่อนจะเริ่มบรรเลง จะมีการโห่สามลา โดยผู้นำวงจะโห่ยาว และลูกคู่จะร้องรับด้วยคำว่าฮิ้ว กลอง ฉ่ิง
ฉาบ กรับ โหม่ง จะรัวรับสามครั้ง จากนั้นกลองจะบรรเลงเป็นจังหวะประกอบท่ารำ เพลงร้องประกอบ
เป็นเพลงง่าย ๆ สนุกสนาน เนื้อหาไม่เป็นสาระ ไม่บอกประวัติ หรือตำนานใดๆ การแสดงประกอบอื่น ๆ
ในการรำกลองยาว หรอื เถิดเทงิ หรอื เท่ิงบอง เป็นการเรียกเลียนจากเสียงของกลองยาว
การแสดงชุดเชิงศลิ ปะการตอ่ สู้
ดาบสองมือและพลองไมส้ ั้น แต่เดิมจัดอยู่ในประเภทศิลปะการต่อสูแ้ ละปอ้ งกันตัว แต่ในปัจจุบัน
ได้ปรับปรุงให้เป็นรูปแบบการแสดงโดยใช้พื้นฐานลีลาทางด้านนาฏศิลป์ เข้าไปผสมผสานให้เป็นรูปแบบ
การแสดงท่ีงดงาม ตนื่ เต้น เร้าใจ และได้รับความนิยมเปน็ อยา่ งย่งิ ทัง้ ชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ดาบสองมือ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เป็นศิลปะที่ชาวไทยทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ สามารถใช้
ประโยชน์ทั้งในยามปกติ และยามสงคราม แม้หญิงไทยในอดีตก็เคยฝึกฝนเพลงดาบให้ประจักษ์ฝีมือใน
การสงครามป้องกันชาติอยู่หลายครั้ง ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว หรือกระบี่กระบอง มีแม่ไม้หลักที่สำคัญ
ได้แก่ แม่ไม้ขนาน (ตัดคอ) แม่ไม้เฉียง (สะพายแล่ง) แม่ไม้งัด (สวนทางกับสะพายแล่ง) และไม่ไม้หัว (ฟนั
ตรง) ผู้ใช้จำเป็นต้องฝึกหัดแม่ไม้ให้ใช้ได้อย่างชำนิชำนาญ สามารถรุกและรับอาวุธของคู่ต่อสู้ได้อย่าง
คล่องแคล่วว่องไว ดาบสองมอื ก็มแี ม่ไมห้ ลักดงั กล่าว นายธนติ อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ค้นควา้ ไว้
ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ วีรกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงเชี่ยวชาญใน
การใช้ดาบสองมือ ถึงกับเคยทรงใช้เป็นอาวุธคู่พระหัตถ์เข้าต่อสู้กับกองทัพพม่า เมื่อคราวมาล้อมกรุงศรี
21
อยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๒๙ ในปัจจุบันการต่อสู้ด้วยดาบสองมือ เป็นศิลปะการต่อสู้ที่แสดงถึงความกล้า
หาญเปน็ สัญลกั ษณ์การต่อสขู้ องชายไทย นิยมจดั แสดงในงานมหรสพท่ัวไป โดยมลี ลี าทา่ รำเป็นการร่ายรำ
ไหว้ครู แล้วเข้าต่อสู้ด้วยลีลาชั้นเชิงตามลักษณะประเภทอาวุธ ผู้แสดงนุ่งกางเกงขาสั้น (ขาสามส่วน) ใส่
เสื้อแขนกุด ลงยันต์ ผูกผ้าประเจียด สวมมงคล ดนตรีประกอบการแสดง ใช้วงกลองแขก ปี่ชวาบรรเลง
การแสดงชุดน้ี ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๘ นาที
พลองกับไม้สั้น เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวอีกรูปแบบหนึ่ง คือ พลอง (ไม้กลมวัดผ่าศูนย์กลาง
ขนาด ๒ นิ้วฟุต และยาวราว ๔ ศอก หรือ ๒๐๐ เซนติเมตร) ไม้สั้น (ไม้ขนาดสั้นราว ๑ ศอก หรือ ๕๐
เซนติเมตร ข้างหนึ่งของไม้มีห่วงสำหรับสอดแขนตรงใต้ข้อศอก อีกข้างหนึ่งมีหลัก ๒ อัน อันหนึ่งสำหรับ
กำมือถือ อีกอันหนึ่งอยู่เหนือกำมือ สำหรับรับอาวุธของคู่ต่อสู้ที่จะกระทบกำมือ คนหนึ่งใช้ไม้สั้น ๒ อัน
สำหรับสอดถือท้ังสองมือ) ศิลปะแห่งการใช้ไม้สัน้ อยูท่ ่ีความคลอ่ งแคล่วว่องไวของผู้ใช้และจะต้องเป็นฝา่ ย
รกุ เข้าประชิดตัวคูต่ อ่ สู้เสมอ ซึง่ ตรงข้ามกับผใู้ ชพ้ ลอง ถา้ ต่อสูก้ ับผใู้ ชไ้ มส้ ั้นจะต้องถอย ให้ห่างตัวคู่ตอ่ สู้ จึง
จะทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ ถ้าผู้ใช้ไม้สั้นเข้าประชิดตัวเสียแล้วผู้ใช้พลองก็มักทำอะไรไม่ได้ นอกจากรูดมือทั้งสอง
มากำไว้ที่ปลายไม้แล้วใช้กระทุ้งกระแทกอย่างไม้สั้น ในปัจจุบันศิลปะการต่อสู้ด้วยพลองกับไม้สั้น นิยม
นำไปแสดงในงานมหรสพ เป็นศิลปะการต่อสู้ระหว่างอาวุธยาวและสั้นที่งดงาม และสนุกสนานตื่นเตน้ เร้า
ใจแก่ผู้ชมทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นลีลาการต่อสู้ที่ตื่นเต้นสนุกสนาน ฝ่ายไม้สั้นมีความคล่องแคล่ว
เปรียบได้กับฝ่ายวานรในการแสดงโขน ฝ่ายพลองเข้มแข็งดุดันเปรียบได้กับฝ่ายยักษ์ ดนตรีประกอบการ
แสดง ใช้วงกลองแขก ป่ีชวาบรรเลงการแสดงชุดนี้ ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๑๒ นาที
2.2 ระบำ
ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน แปลว่า การฟอ้ นรำเป็นชดุ หรืออกี นัยหน่ึง คือ การฟอ้ น
รำมุ่งหมายเพียงเพื่อความงดงามของศิลปะการรำ และการรื่นเริงบันเทิงใจไม่แสดงเป็นเรื่องราว
ประกอบด้วยผู้แสดงจำนวนมากกว่า 2 คนขึ้นไป มีจุดประสงค์เพื่อแสดงความงดงาม ความพร้อมเพรียง
การแปรแถวในขณะแสดง ประกอบกบั การแตง่ กายทีส่ วยงาม และเพลงดนตรที ่ีไพเราะน่าฟงั
นาฏศิลป์ เป็นการรวมความเป็นเลิศของศิลปะแขนงต่าง ๆ วิวัฒนาการมาพร้อมกับความเจริญ
ของมนุษย์ โดยอาศัยพลังและเจตนา เป็นเครื่องผลักดันให้จิตกระตุ้นร่างกายให้แสดงการเคลื่อนไหว มี
จังหวะ มีแบบแผน เพื่อให้เกิดความสุข ความเข้าใจ และความงดงามแก่ตนเองและผู้อื่น นาฏศิลป์ไทย
เป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติแต่โบราณ เป็นศิลปะชั้นสูง แยกประเภทการแสดงออกเป็นหลายแบบ ใช้
ภาษาทา่ เหมอื นกัน แตแ่ ยกลักษณะและประเภทการแสดงแตกต่างกัน ขอบขา่ ยของนาฏศิลป์ไทย จำแนก
เปน็ ประเภทตา่ งๆ ได้แก่ โขน หนงั หนุ่ ละครรำ ละครรำ ละครรอ้ ง ละครสังคตี ละครพดู การละเล่นของ
22
หลวง การเล่นเบิกโรง การละเล่นพื้นเมือง นาฏศิลป์ไทยประเภทต่างๆ ดังกล่าวมานี้ เรียกกันโดยทั่วไป
ว่า "มหรสพ" ซึ่งหมายถึงการเล่นรื่นเริง มีโขน ละคร หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ปัจจุบันมหรสพมีความหมาย
กว้างขวาง รวมไปถึงการเลน่ ร่ืนเรงิ ทุกชนิด มีระบำ รำ ฟอ้ น เป็นต้น
ระบำ คือ ศิลปะของการร่ายรำที่แสดงพร้อมกันเป็นหมู่เป็นชุด ความงามของการแสดงระบำ อยู่
ที่ความสอดประสานกลมกลืนกัน ด้วยความพร้อมเพรียงกัน การแสดงมีทั้งเนื้อร้องและไม่มีเนื้อร้อง ใช้
เพียงดนตรีประกอบ คำว่า "ระบำ" รวมเอา "ฟ้อน" และ "เซิ้ง" เข้าไว้ด้วยกัน เพราะวิธีการแสดงไปในรูป
เดียวกนั แตกต่างกันท่ีวิธรี า่ ยรำ และการแต่งกายตามระเบยี บประเพณีตามท้องถ่นิ
ระบำ แบง่ ออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คอื ระบำมาตรฐาน และ ระบำเบด็ เตลด็
2.2.1 ระบำมาตรฐาน หมายถึง การแสดงที่มีลักษณะการแต่งกายยืนเครื่องพระ-นาง ตลอดจน
ท่ารเพลงร้องและดนตรีไดก้ ำหนดไว้เปน็ แบบแผน มีลกั ษณะเฉพาะตวั ตามแบบของนาฏศลิ ป์ไทย ซ่ึงบรม
ครูทางนาฏศิลป์ได้กำหนดแบบแผนกระบวนการรำ เป็นที่ยอมรับกันมาช้านานแล้ว ไม่ควรแก้ไขดัดแปลง
ไปจากเดิม เช่น ระบำสี่บท ต่อมาได้มีผู้ประดิษฐ์ระบำเลียนแบบระบำสี่บทขึ้นอีกหลายชุด ได้แก่ ระบำ
ยอ่ งหงดิ ระบำดาวดึงส์ ระบำกฤดาภินิหาร ระบำพรหมมาสตร์ และระบำเทพบนั เทิง เปน็ ตน้
ระบำกฤดาภนิ ิหาร
ประดิษฐ์ขน้ึ เม่อื พ.ศ.๒๔๘๖ เพื่อใชป้ ระกอบการแสดงละครเรอ่ื ง เกยี รตศิ ักด์ิไทย ในสมยั พระ
อนุมานราชธนเป็นอธิบดกี รมศิลปากร (หลังยุคละครหลวงวิจิตรวาทการ) ประดษิ ฐ์ท่ารำโดยหมอ่ มต่วน
ภทั รนาวิก และนางลมลุ ยมะคุปต์ ประพันธ์บทโดย สุดา บุษปฤกษ์ ในครัง้ แรกน้ันใช้วงดนตรีสากลของ
กรมศลิ ปากรบรรเลงประกอบการแสดง ภายหลงั จึงใช้วงปีพ่ าทยไ์ มน้ วม และแยกออกเป็นชุดระบำ
เบ็ดเตลด็ ทน่ี ิยมใชใ้ นการอวยพรในงานมงคลต่างๆ เพลงทใี่ ช้ประกอบคือเพลงรวั ดกึ ดำบรรพ์ ครวญหา จนี
ถอนและจีนรวั เน้อื เพลงกลา่ วยอพระเกยี รตสิ มเดจ็ พระมหากษัตรยิ ์ผู้ทรงพระราชกฤดาภินิหารอนั ยง่ิ ใหญ่
ของไทย ท่พี ระเกยี รติลอื กระฉ่อนถงึ เทวดาชนั้ ฟา้
การแต่งกายของผแู้ สดงนัน้ แต่งยนื เครื่องตวั พระและตวั นาง ตวั พระสวมศริ าภรณ์ชฏา ตัวนาง
สวมศิราภรณม์ งกฎุ กษัตริย์ มีลกั ษณะทา่ รำเปน็ ระบำหมคู่ ่พู ระ-นาง ออกรำในเพลงรวั ดกึ ดำบรรพ์ ตีบท
ตามคำร้องเพลงครวญหา แลว้ รำท่าจนี รวั โปรยดอกไม้ สามารถแสดงได้สองรปู แบบ คอื รำตามบท รอ้ งสี่
คำกลอน แลว้ ตัดไปโปรยดอกไม้ในเพลงจีนรวั ซึ่งใช้เวลาแสดงประมาณ ๕ นาที และอกี แบบหนงึ่ รำเตม็
บทรอ้ งหกคำกลอน โปรยดอกไมต้ ามบทร้องและในเพลงจนี รัว ซึ่งใช้เวลาแสดงประมาณ ๖ นาที การ
แสดง ใชผ้ ูแ้ สดง ๑-๒ คู่ โอกาสทใ่ี ชใ้ นการแสดง ในงานพธิ ีมงคลและงานเบด็ เตล็ด
23
บทร้อง
ปราโมทย์แสนองค์อปั สรอมรแมนแดนสวรรค์
ยนิ กฤดาภนิ ิหารมหศั จรรยเ์ กยี รตไิ ทยล่ันลอื เล่ืองเรืองรจู ี
ต่างเต็มต้ืนชน่ื ชมโสมนสั โอษฐเ์ อื้อนอรรถอวยพรสนุ ทรศรี
แจว้ จำเรยี งเสียงเพลงสดุดดี นตรีรี่เร่อื ยประโคมประโลมลาน
แล้วลีลาศเริงรำระบำร่ายกรกรีดกรายโปรยมาลสี ปี ระสาน
พรมนำ้ ทพิ ย์ปรงุ ปนสคุ นธารจกั รวาลฉ่ำชืน่ รน่ื รมย์ครนั
ระบำดาวดงึ ส์
ระบำดาวดงึ ส์เปน็ ระบำมาตรฐานที่สรา้ งสรรค์รูปแบบทา่ รำใหม่ แตกตา่ งจากระบำมาตรฐานแบบ
ดั้งเดิม เช่น ระบำสี่บทที่ท่ารำตีบทความหมายของคำร้องระบำดาวดึงส์เป็นระบำประกอบในการแสดง
ละครดึกดำบรรพ์เรื่องสังข์ทอง ตอนตีคลี ซึ่งจัดแสดงที่โรงละครดึกดำบรรพ์ วังบ้านหม้อ ปลายสมัย
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บทร้องเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระ
เจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานรศิ รานวุ ดั ติวงศ์ พรรณนาถงึ ความงดงามโอฬารของสวรรคช์ นั้ ดาวดึงส์
และทิพยสมบัติของพระอินทร์ หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา ได้ปรับปรุงท่ารำเลียนแบบท่าเต้นในพิธีแขก
เจ้าเซ็น ซึ่งเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงประดิษฐ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ดนตรีที่ใชป้ ระกอบการแสดงชดุ น้ี ใช้วงปีพ่ าทยด์ ึกดำบรรพ์ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวดั ติวงศ์
ทรงปรับปรุงแตกต่างจากวงปี่พาทย์เครื่องคู่และเครื่องใหญ่ คือ ลดเครื่องดนตรีบางชิ้นให้มีเสียงทุ้ม
นุ่มนวล ไม่แกร่งกร้าวเสียงแหลมสูง เครื่องบรรเลง ได้แก่ ระนาดเอกตีด้วยไม้นวม ระนามทุ้ม ระนาดทุ้ม
เหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ ซออู้ ตะโพน กลองตะโพนคู่ (ถอดเท้าตั้งขึ้นตีแทนกลองทัด) ฉ่ิง
ฆ้องหุ่ยเจด็ ลูก (๗ เสียงเรียงลำดบั ) กลองแขก ทำนองเพลงประกอบลีลาท่ารำ คือ เพลงเหาะ เพลงตะเขิง่
เพลงเจ้าเซ็น เพลงรัว ในส่วนของการแต่งกาย ตัวพระเทพบตุ ร แต่งกายยืนเครือ่ งเต็มตัว นุ่งผ้ายกตปี ีกจบี
โจงไว้หางหงส์ทับบนสนับเพลาเชิงงอน สวมเสื้อรัดรูปปักดิ้น เลื่อมลายกนกแขนสั้นเหนือศอก ติดกนก
ปลายแขน สวมเครื่องประดับถนิมพิมพาภรณ์ครบชุด ศิราภรณ์ชฎายอดชัย ตัวนางอัปสร แต่งกายยืน
เครื่องนางเต็มตัว นุ่งผ้ายกจีบหน้านางทิ้งชายพก สวมเสื้อในนางรัดรูป ห่มผ้าห่มนางเต็มผืนปักดิ้นเลื่ อม
ลายกนก สวมเครื่องประดับถนิมพิมพาภรณ์ครบชุด ศิราภรณ์มงกุฎกษัตริย์ ลีลาท่ารำจะผสมผสาน
นาฏศิลป์ไทยกับท่าเต้นทุบอกในพิธีแขกเจ้าเซ็น ท่ารำเข้าคู่พระ-นาง ในรูปแบบรำหมู่ เพลงเหาะ รัว ใช้
แมท่ า่ นาฏศลิ ปไ์ ทย ต่อจากนนั้ เป็นการผสมผสานท่ารำไทยกบั ท่าเต้นในพธิ ีเจ้าเซน็ ซงึ่ ดสู ง่างาม การแสดง
ชดุ นใ้ี ชเ้ วลาแสดงประมาณ ๘ นาที
24
บทรอ้ ง
ดาวดึงสเ์ ทวโลกมโหฬาร เปน็ ท่อี ยู่สำราญฤทัยหรรษ์
สารพัดงามจรงิ ทุกส่ิงอัน สารพันอดุ มสมใจปอง
เทพบุตรผดุ พรรณโฉมยง งามทรงอาภรณ์ไม่มหี มอง
นางอปั สรงอนสงวนนวลละออง งามทรงเครอ่ื งทองและเพชรนลิ
สมเดจ็ พระอมั รนิ ทร์ป่นิ มงกฎุ ทรงวชริ าวุธธนูศิลป์
รักษาเทวสมี าเปน็ อาจณิ อสรุ นิ ทรอ์ รีไมบ่ ีฑา (ซำ้ )
อนั อนิ ทรปราสาททัง้ สาม (ซ้ำ) ทรงงามสูงเงื้อมกลางเวหา
ส่ีมุขห้มุ มาศสะอาดตา ใบระกาแกมแก้วประกอบกนั
ช่อฟ้าชอ้ ยเฟ้ือยเฉื่อยชด (ซ้ำ) บราลีท่ีลดมขุ กระสัน (ซ้ำ)
มขุ เด็ดทองคาดกนกพัน บษุ บกสวุ รรณชามพนู ทุ (ซำ้ )
ราชยานเวชยันตร์รถแกว้ (ซ้ำ) เพรศิ แพรว้ กำกงอลงกต (ซำ้ )
แอกงอนออ่ นสลวยชวยชด (ซำ้ ) เครอื ขดชอ่ ตัง้ บัลลงั กล์ อย
รายรปู สิงหอ์ ดั หยดั ยัน สุบรรณจับนาคหว้ิ เศยี รห้อย (ซ้ำ)
ดุมพราววาววบั ประดบั พลอย แปรกแกว้ กาบช้อยสะบดั บงั
เทียมดว้ ยสิงธพเทพบตุ ร ทัง้ ส่ีบรสิ ุทธ์ิด่ังสสี งั ข์
มาตลีอาจขขี่ บั ประดงั ให้รีบรุดสดุ กำลังดังลมพา
ระบำเทพบนั เทงิ
ระบำเทพบนั เทิงเปน็ ระบำทน่ี ายมนตรี ตราโมท ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นดรุ ยิ างคไ์ ทย กรมศลิ ปากรและ
ศลิ ปินแหง่ ชาติ แต่งบทร้องและบรรจทุ ำนองเพลงประกอบการแสดงละครในเรือ่ งอิเหนา ตอนลมหอบ
กลา่ วถงึ เทพบตุ รนางฟ้าฟ้อนรำบำเรอองค์ปะตาระกาหลา กรมศลิ ปากรจดั แสดงใหป้ ระชาชนชม ณ โรง
ละครศลิ ปากร เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๙๙ ผปู้ ระดษิ ฐล์ ีลาทา่ รำ คอื นางลมุล ยมะคปุ ต์ ผูเ้ ช่ียวชาญการสอนนาฏศิลป์
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ป กรมศิลปากร นางมลั ลิ คงประภศั ร์ และ นางศุภลักษณ์ ภทั รนาวกิ (หม่อมครตู ว่ น) โดย
เปน็ การรำเขา้ คู่พระ-นาง ตบี ทตามคำรอ้ ง แปรแถวโดยผแู้ สดงแตง่ ยนื เครอื่ งเทพบุตร-นางฟ้า การแสดงชุด
นใี้ ช้เวลาแสดงประมาณ ๙ นาที ดนตรีทีใ่ ช้ประกอบการแสดงใช้วงป่พี าทยไ์ ม้นวมเครอื่ งห้าหรอื เครื่องคู
หรือเครือ่ งใหญ่ ทำนองเพลงแขกเชิญเจ้า เพลงยะวาเร็วเขา้ ปี่พาทย์
25
บทรอ้ ง
เหลา่ ข้าพระบาท ขอวโรกาส เทวฤทธอิ์ ดิศร
ขอฟ้อนกรายรำรา่ ยถวายกร บำเรอปน่ิ อมรปะตาระกาหลา
ผทู้ รงพระคุณย่งิ บุญบารมี เพอื่ เทวบดี สขุ สมรมยา
เถลงิ เทพพระสมิ า พมิ านสำราญฤทัย
สุรศกั ด์ปิ ระสทิ ธ์ิ สรุ ฤทธิก์ ำจาย
ทรงสราญพระกาย ทรงสบายพระทยั
ถวายอินทรยี ต์ า่ งมาลบี ูชา ถวายดวงตาตา่ งปทปี จำรสั ไข
ถอ้ ยคำอำไพตา่ งธปู หอมจณุ จันทน์ ถวายดวงจิตอัญชลติ วรคุณ
ท่ที รงการณุ ย์ผองขา้ มาแต่บรรพ์ ถวายชีวันรองบาทจนบรรลยั
สรุ ศกั ด์ิประสิทธ์ิ สุรฤทธ์ิกำจาย
ทรงสราญพระกาย ทรงสบายพระทัย
รว่ มกันรอ้ งทำนองลำนำ มาฟ้อนมารำใหร้ ื่นเริงใจ (ซำ้ )
ให้พรอ้ มใหเ้ พรยี งเรียงประดบั เปลีย่ นสบั ท่วงทีหนไี ล่
เวียนไปไดจ้ ังหวะกนั อปั สรฟ้อนสา่ ยกรีดกรายออกมา
ฝ่ายฝงู เทวาทำท่ากางก้นั (ซ้ำ) เขา้ ทอดสนิทไมบ่ ดิ ไมผ่ นั (ซ้ำ)
ผูกพัน ผูกพันสขุ เกษม ปล้ืมเปรมปลื้มเปรมปรดี า
ระบำกนิ รรี ่อน
เป็นชดุ การแสดงที่กองการสงั คีต กรมศิลปากร ปัจจบุ นั คอื สถาบนั นาฏดุรยิ างคศิลป์ ได้
สร้างสรรค์ขี้นเพอื่ นำไปเผยแพร่ในตา่ งประเทศ ท่านผหู้ ญงิ แผว้ สนิทวงศ์เสนี ผู้เชีย่ วชาญนาฏศิลปไ์ ทย
กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ ตดั ตอนปรบั ปรุงท่ารำมาจากการแสดงละครเรือ่ งมโนห์รา ตอนนางกินรี
เล่นนำ้ ท่ีสระโบกขณี ซง่ึ จดั แสดงให้ประชาชน ณ โรงละครศิลปากร เมอ่ื เดอื นกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๘
โดยปรบั ปรุงทา่ รำให้กลมกลนื กบั ท่วงทำนองเพลงเชดิ จนี ผสมกบั ทา่ เหนิ บนิ ของกนิ รี ต่อมาไดเ้ พ่ิมเตมิ นำ
ลีลาทา่ รำบชู ายญั ของนางมโนหร์ ามารำตอ่ ทา้ ยเพลงเชดิ จีน การแสดงระบำกนิ รรี อ่ นจดั แสดงไดส้ อง
รูปแบบคอื รำเฉพาะเพลงเชิดจีนแบบหนึง่ หรือรำมโนหร์ าบูชายญั ต่อทา้ ยเพลงเชดิ จนี อีกแบบน่งึ การ
แสดงชดุ นไ้ี ด้รับความนิยมวา่ กระบวนรำงดงาม กะทัดรัด ลีลาทา่ รำแปลกตา มีลกั ษณะผสมนาฏศลิ ป์ไทย
กับนาฏศิลป์สากล ใชว้ งปพี่ าทยเ์ คร่ืองหา้ หรือเคร่ืองคหู่ รอื เครอ่ื งใหญเ่ ป็นดนตรีประกอบการแสดงตาม
ความเหมาะสมกบั โอกาสท่จี ดั แสดง ทำนองเพลงเชิดจีนตัวหนง่ึ และเชดิ กลอง หรอื เพ่ิมเติมเพลงเร็วแขก
บชู ายญั ในตอนท้าย แต่งกายยืนเครอ่ื งลำลองแบบนางกินรี นุ่งผา้ จบี หนา้ นางคล่ีสองชายพก คาดรดั สะเอว
26
สวมเสอื้ ยกทรงเขา้ รปู ปกั ดิน้ เล่อื ม กรองคอ สวมเครื่องประดับถนิมพมิ พาภรณ์ ใส่ปีกหาง สวมเลบ็ มือ ศิรา
ภรณ์มงกุฏกนิ รี มีลีลาท่ารำนาฏศลิ ป์ไทยผสมนาฏศิลป์สากล บางทา่ เลยี นแบบกิริยาอาการเคลื่อนไหวของ
นกบนิ บางท่าเลียนแบบท่าเตน้ ทุบอกในพิธีศาสนาอิสลามนิกายเจ้าเซ็น การแสดงชุดนใี้ ช้เวลาแสดง
ประมาณ ๙ นาที
2.2.2 ระบำเบ็ดเตล็ดหมายถงึ การแสดงท่ปี ระดษิ ฐค์ ิดคน้ หรอื ปรบั ปรงุ ขน้ึ ใหมต่ ามความประสงค์
ตามเหตกุ ารณ์ ตามสมยั นิยม ตามเนอ้ื เรอ่ื งที่ผูป้ ระพันธต์ อ้ งการ หรอื เป็นระบำท่ีใชป้ ระกอบการแสดง
ละคร การแตง่ กายจะแต่งตามรูปแบบลักษณะของการแสดงน้ันๆ เชน่ ระบำนพรัตน์ ระบำกราวอาสา
ระบำชุมนุมเผ่าไทย ระบำเรงิ อรณุ ระบำวิชนี ระบำไกรลาสสำเรงิ ระบำฉิ่ง ระบำโบราณคดี รำสนี วล รำ
โคม เป็นต้น
ระบำนพรัตน์
ระบำนพรตั น์อย่ใู นละครนอกเรื่องสุวรรณหงส์ ตอนสวุ รรณหงส์พาพราหมณ์เกศสุรยิ งไปชมถำ้
แกว้ ซงึ่ กรมศลิ ปากรจดั แสดงใหป้ ระชาชนชม ณ โรงละครศิลปากร เม่ือเดอื นมนี าคม พ.ศ.๒๔๙๒
ปัจจบุ ันระบำชุดน้นี ิยมนำมาแสดงเป็นชดุ ระบำเอกเทศ เพราะบทรอ้ งและทำนองเพลงไพเราะ ทา่ รำและ
เคร่อื งแต่งกายงาม ผู้แตง่ บทรอ้ งและทำนองเพลงนพรัตน์ คอื นายมนตรี ตราโมทผู้เช่ยี วชาญดา้ นดุริยางค์
ไทย กรมศลิ ปากร และศิลปนิ แหงชาติ ผปู้ ระดิษฐ์ทา่ รำ คอื นางลมลุ ยมะคปุ ต์ ผ้เู ชื่ยวชาญการสอน
นาฏศลิ ป์ วิทยาลัยนาฏศลิ ป กรมศลิ ปากร นางมลั ลิ คงประภศั ร์ และนางศภุ ลักษณ์ ภทั รนาวกิ (หมอ่ มครู
ตว่ น) ดนตรที ่ใี ช้ประกอบการแสดง เป็นวงปี่พาทย์ไม้นวมเคร่อื งห้า หรอื เครือ่ งคู่ หรือเครอื่ งใหญ่ ทำนอง
เพลงนพรตั น์ เพลงสรุ นิ ทราหู เพลงเร็วท้ายสมเดจ็
ผแู้ สดงแต่งชุดพระราชนยิ มไทยจักรี หรอื ไทยจกั รพรรดิ หรอื แตง่ กายแบบเบ็ดเตลด็ ห่มสไบเฉียงตามสอี ัญ
มณีทง้ั เก้าชนิด พร้อมถนิมพมิ พาภรณ์ ศริ าภรณ์เกี้ยวดอกไม้ไหว รำทา่ ตามบทรอ้ งของอญั มณแี ตล่ ะชนิด
ในเพลงนพรตั น์ และเพลงสรุ นิ ทราหู แล้วรำรวมพรอ้ มกนั ในเพลงเร็วท้ายสมเดจ็ ระบำนพรตั น์จัดแสดงได้
สองแบบ คอื แบบทห่ี นง่ึ รำเตม็ ทุกบทรอ้ ง และเพลงเรว็ ทา้ ยสมเด็จใช้เวลาแสดงประมาณ ๑๒ นาที แบบ
ทส่ี องรำเฉพาะเพลงสรุ นิ ทราหูกบั เพลงเรว็ ทา้ ยสมเดจ็ ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๕ นาที
คำร้อง: นายมนตรี ตราโมท
รัตนคหู ากายสิทธิ์ ล้วนวจิ ติ รนวรตั นจ์ รัสฉาย
แสงมณีสวี ามอร่ามพราย เปน็ เลื่อมลายแลสลับระยบั ตา
...อันเพชรดีสีขาวรุ้งพราวเพรศิ
สดุ ประเสรฐิ แสงสีวเิ ลขา
27
ใครประดบั เพชรดีมีราคา
เรืองเดชานุภาพด้วยดวงมณี
ทับทมิ แท้แลดูแดงอรา่ ม
แสงแวววามแจม่ จรสั รศั มี
กำจดั ปวงโรคาพยาธี
พูนทวสี นิ ทรัพย์นับอนนั ต์
มรกตสดขจสี ีเขียวขำ
แสงงามลำ้ เลอเลศิ ประเสรฐิ สรรพ์
ประดับกันเข้ียวงาสารพนั
คุ้มภยนั ตรายถ้วนมวลพาลา
อนั มณีสเี หลอื งเรอื งวริ ุจน์
นค้ี อื บุษราคมั เลศิ ลำ้ ค่า
เปน็ อาภรณ์พูนสวัสดิ์วัฒนา
ชนม์พรรษายนื ดำรงคงนริ ันดร์
แก้วโกเมนแดงกำ่ น้ำใสสด
แสนงามงดรูจแี สงสีสรรพ์
ผปู้ ระดบั รบั เคารพอภวิ นั ทน์
ประชานนั ตน์ ับถือเล่ืองลอื นาม
นลิ กาฬน้ำเงนิ กำ่ ลำ้ หมอกเมฆ
รุจิเรขรงุ่ โรจน์โชติอร่าม
อำนวยสรรพ์สุขารมณอ์ ภริ าม
สิง่ ดงี ามหลามหล่ังสะพรัง่ มา
สขี าวหมน่ หมอกมัวสลัวแสง
บอกแสดงมุกดาหารตระการสง่า
ดลขจัดสตั วร์ า้ ยพ่ายเดชา
อสรพษิ นานาลา่ หลกี ไกล
แกว้ เพทายพรายแสงสแี ดงเร่อื
พรรณอะเค้อื ลำยองผุดผอ่ งใส
นำศิริมงคลดลโชคชัย
กำจดั ภัยผองอุบาทว์ใหค้ ลาดคลาย
แก้วไพฑูรยข์ ุน่ ฉวีสไี ม้ไผส่ ังวาล
ไหมสาแหรกผา่ นประสานสาย
บนั ดาลชัยชนะหมู่ศตั รูรา้ ย
28
แผ่กำจายเสนห่ ต์ ิดจับจิตเอย
.....สขี าวผ่อง เพชรดี
ทบั ทมิ สี มณแี ดง
เขียวใสแสง มรกต
เหลืองใสสด บษุ ราคมั
แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก
สหี มอกเมฆ นลิ กาฬ
มกุ ดาหาร หมอกมวั
แดงสลัว เพทาย
สงั วาลสาย ไพฑรู ย์
เจดิ จำรญู นพรัตน์ อวยสวสั ดิ ภาพล้น
ปวงวบิ ัติ ขจัดพ้น ผา่ นร้ายกลายดี
ระบำชุมนุมเผา่ ไทย
เม่ือ พ.ศ. ๒๔๙๘ กรมศิลปากรไดจ้ ัดการแสดงละครประวตั ศิ าสตร์ เรอ่ื งอานภุ าพแหง่ ความ
เสยี สละ บทประพนั ธข์ อง ฯพณฯ พลตรีหลวงวจิ ติ รวาทการ ซึง่ มีระบำชุมนุมเผา่ ไทยเป็นฉากนำ กลา่ วถึง
การรวมชาวไทยในดนิ แดนสวุ รรณภูมิ ผูแ้ สดงจะแต่งกายตามแบบชนชาตไิ ทยเผา่ ตา่ งๆเรม่ิ ด้วยชาวไทยใน
ภาคกลาง ไทยลานนา ไทยใหญ่ ไทยลานชา้ ง ไทยสิบสองจไุ ท และไทยอาหม การแสดงจะรำออกมาทีละ
เผา่ นายมนตรี ตราโมท ผู้เชีย่ วชาญดนตรไี ทยและศลิ ปินแห่งชาติเป็นผู้แตง่ ทำนองเพลงนางลมุล ยมะคปุ ต์
ผ้เู ชี่ยวชาญการสอนนาฏศลิ ป์ไทย เปน็ ผปู้ ระดิษฐ์ท่ารำมีเน้อื ร้องดังน้ี
น่ีพี่นอ้ งของเราไทยลานนา อยู่ดว้ ยกันนานมาแตก่ ่อนเกา่
ไดร้ ว่ มแรงร่วมใจสร้างไทยเรา เปน็ พงศ์เผ่าญาติสนทิ และมติ รแท้
น่ีไทยใหญ่อย่ใู กล้ๆทางทศิ เหนอื เปน็ ชาตเิ ชอื้ พ่ีชายของไทยแน่
ยงั รกั ษาความเป็นไทยไมผ่ นั แปร ขยายแผส่ าขาตระกูลไทย
น่คี ือไทยลานชา้ งอยขู่ ้างเคียง เคยรว่ มเรียงอยูเ่ ป็นสุขทุก
แม่น้ำโขงกน้ั เขตประเทศไว้ แตไ่ ม่กั้นดวงใจท่ีรักกนั
นี่พี่นอ้ งชาวสิบสองจไุ ทย เปน็ พใ่ี หญแ่ น่แท้ไมแ่ ปรผนั
ตน้ เชอ้ื สายไทยน้อยแหล่งสำคัญ ครั้งสมัยดกึ ดำบรรพข์ นุ บรม
พี่นอ้ งพวกสุดท้ายท่ีเข้ามา กเ็ ปน็ ไทยชื่อว่าไทยอาหม
ล้วนเลือดเนื้อเชื้อไทยใฝน่ ิยม ให้อาณาประชาคมไทยสมบูรณ์
29
ระบำทวารวดี
ทวารวดีเป็นยุคที่นักวิชาการทางโบราณคดีประมาณว่าอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑–๑๖
ระบำทวารวดีนี้เป็นระบำชุดท่ี ๑ ในระบำโบราณคดีซึ่งมีทั้งหมดด้วยกันรวม ๕ ชุด นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีต
อธิบดีกรมศิลปากร ได้ริเริ่มขึ้นโดยทำการสอบสวนค้นคว้าจากหลักฐานภาพปั้นและภาพจำหลักที่ขุด
คน้ พบ ณ โบราณสถานสมยั ทวารวดี เช่นท่ี คูบัว อทู่ อง นครปฐม โคกไมเ้ ดนและจนั เสน หลังจากนัน้ นาย
มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ ได้สร้างสรรค์ทำนองเพลง
และมอบหมายให้นายสนิท ดิษฐ์พันธ์ เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการ
สอนนาฏศิลป กรมศิลปากร และนางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป
กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ลีลาท่ารำตามทำนองเพลงที่นายมนตรี ตราโมท ได้
สร้างสรรค์ขึ้น นักปราชญ์ทางโบราณคดีได้วินิจฉยั ไว้ตามหลักฐานทีพ่ บว่าประชาชนชาวทวารวดีเป็นมอญ
หรือเผ่าชนที่พูดจาภาษามอญ เพราะฉะนั้น ดนตรีและลีลาท่ารำในระบำชุดนี้จึงมีสำเนียงและท่ารำเป็น
แบบมอญ ระบำชุดนี้ได้จัดแสดงถวายทอดพระเนตรเปน็ ครัง้ แรกเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ใน
งานเปิดอาคารสร้างใหม่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงระบำชุดนี้
ประกอบด้วย พิณ ๕ สาย จะเข้ ขลุ่ย ระนาดตัด ตะโพนมอญ ฉิ่ง ฉาบ และกรับคู่ การแสดงชุดนี้ใช้เวลา
แสดงประมาณ ๕ นาที
ระบำศรีวชิ ัย
ระบำศรีวิชัยเป็นระบำชุดที่ ๒ ของระบำโบราณคดีซึ่งมีทั้งหมดด้วยกันรวม ๕ ชุด โดยความคิด
ริเร่มิ ของนายธนิต อยโู่ พธิ์ อดตี อธบิ ดกี รมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ มีนางลมุล ยมะคปุ ต์ ผ้เู ช่ยี วชาญการ
สอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร และนางเฉลย ศุขะวนิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์
วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ โดยอาศัยท่าทางของนาฏศิลป์
ชวามาผสมผสานเข้าด้วยกัน และมีนายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดุริยางค์ไทย กรมศิลปากรและ
ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ทำนองเพลงจากหลักฐาน ซึ่งนักปราชญ์ทางโบราณคดีส่วนใหญ่ลง
ความเห็นว่าสมัยศรีวิชัยอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓–๑๘ มีอาณาเขตตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศไทย
ลงไปจรดดนิ แดนมาเลเซยี และอินโดนีเซียบางสว่ นในปจั จุบนั
การสร้างสรรค์ระบำชุดนี้อาศัยการสอบหลักฐานจากศิลปกรรมภาพจำหลักท่ีพระสถูปโรพุทโธใน
เกาะชวา ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในสมัยราชวงศ์ไศเลนทร รวมกับศิลปะวัตถุสมัยศรีวิชัยและศิลปกรรมอื่น ๆ
ประกอบกัน ส่วนทำนองเพลงก็แต่งให้ใกล้ไปทางสำเนียงชวา เครื่องดนตรีซึ่งใช้บรรเลงเพลงชุดศรีวิชัย
ประกอบด้วย กระจับปี่ ๓ ตัว ซอสามสาย ขลุ่ยเพียงออ ตะโพน กลองแขก ฉิ่ง ฉาบเล็ก และกรับ นาย
30
สนิท ดิษฐพ์ นั ธ์ เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ตามหลกั ฐานศิลปกรรมภาพจำหลกั ท่พี ระสถปู บุโรพทุ โธ ใน
เกาะชวา
ระบำลพบรุ ี
เป็นระบำโบราณคดีเพลงหนึ่ง เกิดขึ้นโดยเลียนแบบลักษณะท่าทางของเทวรูป ภาพเขียน ภาพ
แกะสลัก รปู ป้นั รูปหลอ่ โลหะและภาพศลิ าจำหลกั -ทบั หลังประตู ตามโบราณสถาน ทีข่ ดุ พบในสมยั ลพบุรี
ระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๖-๑๙ ศิลปวัตถุโบราณประเภทนอี้ ยทู่ างภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื เช่น ปราสาท
หินพิมาย ในจังหวัดนครราชสีมา พระปรางค์สามยอดลพบุรี แล้วนำมากำหนดยุกต์สมัยตามความเก่าแก่
ของโบราณสถานและโบราณวัตถุ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากชนเผ่าเขมร โดยสังเกตได้จากมงกุฎที่ผู้แสดงใช้
สวมศรีษะ แล้วมาสร้างเป็นระบำสมัยนั้นขึ้น ลีลาท่าทางของศิลปวัตถุเป็นภาพนิ่ง(ท่าตาย) เหมาะเป็น
ท่าเทวรูปมากกว่า เมื่ออาศัยหลักทางด้านนาฎศิลป์เข้ามาดัดแปลงเป็นท่ารำ ทำให้มีความอ่อนช้อย
สวยงาม ผู้ประดิษฐ์ท่ารำคือครูลมุล ยมะคุปต์ ร่วมด้วยครูเฉลย ศุขะวณิช ผู้เช่ียวชาญนาฎศิลป์ไทย กรม
ศลิ ปากร
นาฎยศัพทท์ ี่ใชป้ ระกอบการรำ
จีบมือ จบี มอื แบบลพบุรี ได้รูปแบบมาจากลกั ษณะนิ้วของพระพุทธรูปในสมัยลพบรุ ี มลี กั ษณะ
ดังนี้ คือ ปลายนิ้วหัวแม่มอื จรดเหนือข้อแรกของปลายนิว้ ชี้ น้วิ ทเี่ หลือเหยยี ดตึง
ถองสะเอว แขนขวางอศอก ใหข้ ้อศอกจรดเอว หักขอ้ มอื ตงั้ วง กดไหล่ขวา ศรี ษะเอียงขวา มือ
ซ้ายตัง้ วงสูงระดับแง่ศรี ษะ เป็นการถองสะเอวขวา ถา้ จะถองสะเอวขา้ งซา้ ยกท็ ำเช่นเดยี วกนั
เด่ียวเทา้ เดย่ี วเทา้ ขวา ยืนด้วยเทา้ ซ้าย ยกฝา่ เทา้ ขวาขน้ึ แนบกง่ึ กลางดา้ นขา้ งขาพับซา้ ย ถ้าจะ
เดีย่ วเทา้ ซา้ ยกท็ ำเช่นเดียวกนั
ตัง้ วง ลกั ษณะการต้งั วงจะตั้งวงพเิ ศษ คือ ยกเขนต้ังวงสงู ไม่ตกศอก ใหป้ ลายน้วิ จรดกลางศรี ษะ
โขยกเทา้ แบ่งเป็นโขยกเคลอ่ื นตวั กับโขยกเทา้ อยูก่ ับที่ เป็นอาการแบบกา้ วเทา้ วางจมูกเท้า
เคลือ่ นตวั เชน่ ก้าวเทา้ ขวาไปข้างหน้า ชักเทา้ ซ้ายตามไปวางด้วยจมกู เทา้ ใกล้ๆ และวางจมูกเทา้ นนั้ แบง่
นำ้ หนกั มาด้วย เพือ่ ยันให้เทา้ ขวากระเถิบนดิ หนึ่ง แลว้ ยกเทา้ ทโี่ ขยก (คอื เท้าท่ียนั ดว้ ยจมกู เท้า) กา้ วไป
ขา้ งหนา้ วางเตม็ เท้า ใหเ้ ทา้ ขวากระเถบิ อยูก่ อ่ น แลว้ เปน็ ฝ่ายยนั ดว้ ยจมกู เทา้ บ้าง เทา้ ทีย่ นั ดว้ ยจมูกเท้านี้
เรยี กว่า เทา้ โขยก
31
โหย่งหรอื กระหย่ง หมายถงึ ลักษณะการจรดปลายเทา้ ไม่ใหฝ้ ่าเท้าถูกพ้ืน ซง่ึ ทา่ รำชนดิ น้มี ที ง้ั ท่า
ยนื และท่านัง่ เช่น โหย่งส้นเทา้ ซ้าย ใชเ้ ทา้ ขวายืนเตม็ เทา้ ยอ่ เขา่ ยกสน้ เทา้ ซา้ ยแตะกับข้อเทา้ ขวา
เครือ่ งดนตรีท่ีใช้ประกอบการแสดงระบำลพบุรี
1.ซอสามสาย
2. พณิ นำ้ เต้า
3. ป่ใี น
4. กระจบั ป่ี
5 โทน
ระบำเชยี งแสน
เป็นระบำโบราณคดีที่สร้างขึ้นตามแบบศิลปะและโบราณสถานสมัยเชียงแสน และได้แพร่หลาย
ไปทั่วดินแดนภาคเหนือของไทย ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว่า "อาณาจักรล้านนา" และต่อมามีนครเชียงใหม่
เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรนั้น ศิลปะแบบเชียงแสนได้แพร่หลายลงมาตามลุ่มแม่น้ำโขง เข้าไปใน
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เรียกว่า "ลานช้าง" หรือ "กรุงศรีสัตนาคนหุต" แล้วแพร่หลาย
เขา้ มาในประเทศไทยทางจังหวัดภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบนด้วย โดยเหตนุ ้รี ะบำเชียงแสน ตลอดจน
ดนตรีท่สี รา้ งจงั หวะของระบำชดุ น้ี จึงมีลีลาและสำเนยี งพื้นเมืองเป็นไทยชาวเหนอื แบบพน้ื เมือง คละเคล้า
ระคนไปดว้ ยลีลาและสำเนยี งพืน้ เมอื งของชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ปะปนอยูด่ ว้ ย
ระบำสุโขทัย
เป็นระบำโบราณคดี ทไ่ี ด้สรา้ งข้ึนตามความรูส้ ึกจากแนวสำเนียงของถ้อยคำไทยในศิลาจารึก
ประกอบด้วยลีลาท่าเยือ้ งกรายอนั น่ิมนวลออ่ นช้อยของรปู ภาพปูนป้นั หลอ่ ในสมัยสโุ ขทยั ไดแ้ ก่
พระพทุ ธรปู ปางสำริตและรูปภาพปูนปั้นปางลลี า รูปพระพุทธองคเ์ สด็จลงจากดาวดึงสแ์ ละทา่ ทขี องพระ
พรหมและพระอนิ ทรท์ ่ตี ามเสดจ็ การแสดงระบำสโุ ขทัยจะรำตามจงั หวะดนตรไี มม่ ีเนอ้ื รอ้ ง
นาฎยศพั ทท์ ี่ใชป้ ระกอบการรำ
1. จีบหงั สัสยะหสั ต์ โดยการนำนิว้ หัวแม่มอื จรดขอ้ สุดท้ายของน้วิ ชี้ หักขอ้ นว้ิ ช้ลี งมา นว้ิ ท่ีเหลือ
กรดี ดงึ ออกไป
32
2. ทา่ ปางลีลา เปน็ ท่าออก โดยมอื ซา้ ยจบี แบบหงั สสั ยะหสั ต์ มอื ขวาแบส่งไปหลัง หงายท้องแขน
ข้ึน เอยี งศรี ษะด้านซ้าย ก้าวเทา้ ขวามาขา้ งหนา้ เทา้ ซ้ายเปดิ สน้ เท้า
3. ทา่ ดอกบวั คิดจากการเคารพบูชากราบไหว้ มอื ทำเป็นรปู ดอกบัว อยู่ระหวา่ งอกเป็นดอก
บัวตูม ชูมอื ข้นึ แล้วคอ่ ยๆบานปลายนว้ิ ออกเปน็ บัวบาน
4. ทา่ พระนารยณ์ แทนองคพ์ ระนารายณ์ พระอศิ วร ท่าจบี แบบหังสัสยะหัสต์ ตั้งวงกลางขา้ ง
ลำตัว กระดกเท้าซ้าย
5. ทา่ ยูงฟอ้ นหาง คิดจากทา่ นาฎศลิ ป์ แบมอื แขนทง้ั สองตึงสง่ หลัง หงายทอ้ งแขนขนึ้
6. ท่าบวั ชูฝัก คิดจากการขอพร อกี มอื หนึ่งไว้ขา้ งสะโพก มือจีบคว่ำแลว้ สอดมือขนึ้ เปน็ ท่าสอดสูง
เหนอื ศีรษะ
7. ทา่ ชะนีรา่ ยไม้ คิดจากมนษุ ยโ์ ลกตอ้ งการดำรงชีวิต หมนุ เวยี นเปล่ยี นไป โดยหมนุ เป็นวงกลม
แทนการเวยี น ว่าย ตาย เกดิ มือข้างหน่งึ ตง้ั วงสงู มืออีกข้างหนงึ่ หงายท้องแขน ลำแขนตงึ แบมอื และชี้
ปลายน้วิ ลง มองมือสงู
ระบำศรชี ยั สงิ ห์
ศลิ ปกรรมภาพจำหลัก ซ่งึ ภาพจำหลกั นี้ ไดล้ อกเลียนแบบมาจากปราสาทเมอื งสงิ ห์ เป็น
โบราณสถานท่ีมีอายุราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ ดัดแปลงมาจากท่ารำของนางอปั สรบายน ในสมัยขอมบายน
มาเปน็ หมรู่ ะบำนางอปั สรฟ้อนรำถวายพระนางปรชั ญาปารมติ า ซ่งึ เป็นพระมารดาแห่งพระโพธิสตั ว์อว
โลกเิ ตศวร
ดนตรีท่ใี ช้ประกอบการแสดงระบำศรีชัยสิงห์
1. ระนาดเอก
2. ระนาดทมุ้
3. ระนาดเอกเหล็ก
4. ระนาดทมุ้ เหล็ก
5. ฆ้องวงใหญ่
6. ฆ้องวงเล็ก
7. ปีน่ อก
33
8. โทน
9. ฉิ่ง
10. ฉาบเล็ก
11. กรับ
12. โหม่ง
เครื่องแต่งกายตัวเอก
เสื้อ เปน็ ชดุ รดั รปู สนี ำ้ ตาลออ่ น คอกลม แขนสน้ั เหนอื ศอก
ผา้ นงุ่ เป็นกระโปรงสำเรจ็ รูปแบบปา้ ย ทบซอ้ นหน้า สีเหลอื งทอง ยาวคลุมเขา่ มลี กู ไมแ้ ถบสที อง
เดนิ ลายและปกั เลอ่ื มดอกสที องประปราย ตัดเยบ็ ดว้ ยผ้าผาดไทยชนดิ มีลวดลายในตวั
เคร่อื งประดบั
ศีรษะของตัวเอก ประกอบด้วย
1. กะบังหน้า ทำดว้ ยหนงั ลงลายรกั ปิดทอง ประดบั พลอย และกระจกสีต่างๆ
2. ยีก่ ่า
3. เกย้ี ว
4. พู่หนัง
5. สาแหรก
6. ปลยี อด
7. ดอกไม้ไหว
8. ลายทา้ ย
รดั ตน้ แขน ทำดว้ ยหนัง ลงลายรกั ปิดทอง ประดบั ดว้ ยพลอยสี และกระจกสตี ่างๆ
34
สร้อยคอ ๑ เสน้ ทำดว้ ยหนัง ลงลายรักปิดทอง ประดบั ดว้ ยพลอยสี และกระจกสตี ่างๆ
กำไลมอื ทำด้วยหนัง ลงลายรกั ปิดทอง ประดบั ด้วยพลอยสี และกระจกสตี า่ งๆ
กำไลเท้า ทำด้วยหนงั ลงลายรักปดิ ทอง ประดบั ด้วยพลอยสี และกระจกสีต่างๆ
กรองคอ ทำดว้ ยหนงั ลงลายรักปดิ ทอง ประดบั กระจก และพลอยหลากสี
สังวาล ๒ เสน้ ทำด้วยหนัง ลงลายรกั ปิดทอง ประดบั กระจก และพลอยหลากสี
เครอื่ งแตง่ กายตัวรอง
เสอื้ เป็นชุดรดั รปู สีน้ำตาลเข้ม คอกลม แขนสนั้ เหนอื ศอก
ผา้ นุ่ง เปน็ กระโปรงสำเร็จรปู แบบป้ายทบซ้อนหนา้ สีนำ้ ตาลเข้ม ยาวคลมุ เข่า มลี ูกไมแ้ ถบสที อง
เดินลายและปกั เลอื่ มดอกสที องประปราย ด้านหนา้ เดนิ ลูกไมแ้ ถบทบึ เป็นลวดลายหางปลา ตดั เย็บด้วย
ผา้ พ้นื ไมม่ ลี วดลาย
กรองคอ ทำด้วยผ้าตว่ นมนั สีนำ้ ตาล ขลิบรมิ ดว้ ยลกู ไม้แถบสที อง ปักเล่อื มดอกประปราย
เครือ่ งประดับ
มวยผมสงู ทำดว้ ยไหมพรมสดี ำแทนผมจริง เดินเส้นลูกไมแ้ ถบทองปักเลอ่ื มดอกสีทอง เลียนแบบ
ลักษณะเกย้ี วครอบผม
สร้อยคอ ทำดว้ ยหนงั ลงลายรกั ปิดทอง ประดับด้วยพลอยสี
ข้อมือ ทำด้วยหนงั ลงลายรกั ปดิ ทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
ข้อเท้า ทำด้วยหนัง ลงลายรักปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
ตา่ งหู ทำด้วยหนัง ลงลายรกั ปดิ ทอง ประดับพลอยหลากสี
ต้นแขน ทำดว้ ยหนงั ลงลายรกั ปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี
สงั วาล ๒ เสน้ ทำด้วยโลหะ ชุบทอง ประดบั พลอย
นาฏยศพั ทท์ ่ีใชป้ ระกอบการรำ
1. จบี มือ ไดร้ ปู แบบมาจากลกั ษณะน้วิ ของพระพุทธรูปขอมบายน เมอ่ื นำมาผสมผสานกับลลี า
35
ทางนาฏศิลป์ จะมลี กั ษณะดงั น้ี คือ ปลายนว้ิ หวั แมม่ อื จรดเหนอื ข้อแรกของปลายน้วิ ช้ี น้ิวทีเ่ หลือเหยยี ด
ตึง
2. ถองสะเอว แขนขวางอศอก ให้ขอ้ ศอกจรดเอว หกั ขอ้ มอื ตง้ั วง กดไหลข่ วา ศรี ษะเอียงขวา
มอื ซ้ายต้งั วงสูงระดบั แง่ศีรษะ ถา้ จะถองสะเอวข้างซ้ายก็ปฏิบตั ิเช่นเดียวกัน
3. เด่ยี วเท้า เดย่ี วเท้าขวา ยนื ดว้ ยเทา้ ซ้าย ยกฝา่ เทา้ ขวาขึน้ แนบก่ึงกลางด้านขา้ งขาพบั ซ้าย ถ้า
จะเด่ียวเทา้ ซ้ายก็ปฏิบตั ิเช่นเดยี วกัน
4. ต้ังวง ลักษณะการต้ังวงจะต้งั วงพเิ ศษ คอื ยกแขนต้งั วงสงู ไมต่ กศอก ให้ปลายนวิ้ จรดกลาง
ศีรษะ
5. โขยกเทา้ แบง่ เป็นโขยกเคลื่อนตวั กับโขยกเท้าอยกู่ ับที่ เป็นอาการแบบกา้ วเทา้ วางจมกู เทา้
เคล่อื นตวั เช่น กา้ วเท้าขวาไปขา้ งหน้า ชักเท้าซ้ายตามไปวางด้วยจมูกเทา้ ใกล้ๆ และวางจมูกเทา้ นนั้ แบ่ง
นำ้ หนกั มาด้วยเพ่ือยันให้เท้าขวากระเถบิ นิดหน่ึง แล้วยกเทา้ ทีโ่ ขยก กา้ วไปขา้ งหน้า วางเตม็ เท้า ใหเ้ ท้า
ขวากระเถบิ อยกู่ อ่ น แล้วเปน็ ฝา่ ยยนั ดว้ ยจมกู เทา้ บ้าง เท้าทย่ี ันดว้ ยจมกู เทา้ นเี้ รียกวา่ เทา้ โขยก
6. โหย่งหรอื กระหยง่ หมายถงึ ลกั ษณะการจรดปลายเท้าไม่ให้ฝ่าเท้าถกู พน้ื ซึ่งท่ารำชนิดน้มี ีทั้ง
ท่ายนื และทา่ นงั่ เชน่ โขย่งส้นเท้าซ้าย ใชเ้ ทา้ ขวายนื เตม็ เทา้ ยอ่ เข่ายกสน้ เทา้ ซ้ายแตะกบั ข้อเทา้ ขวา
ระบำสภ่ี าค
เป็นการแสดงที่สวยงามชุดหนึ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เพื่อให้เห็นลีลาท่ารำ ตลอดจนสำเนียงดนตรี
การแต่งกาย และอาชีพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยนอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึง
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทย ถึงแม้จะอยู่คนละภาคกัน การแต่งกาย ผู้แสดงจะแต่งกายตาม
ประจำภาคท่ีตนแสดง โอกาสท่ีแสดง ใชแ้ สดงในงานรืน่ เรงิ ทวั่ ไป
36
ระบำฉ่ิง
เป็นการแสดงในรูปแบบสร้างสรรค์อีกชุดหนึ่ง โดยนำเครื่องประกอบจังหวะของวงดนตรีไทยมา
ประดิษฐ์เป็นการแสดงในรูปแบบระบำเบ็ดเตล็ด ที่มาของระบำชุดนี้คือ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล เคยทอดพระเนตรการแสดงของชาวธิเบต ใช้ฉิ่งประกอบท่ารำ จึงทรงขอให้
นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ แต่งทำนองเพลง นาง
ลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร และนางเฉลย ศุขะวณิช
ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ ประดิษฐ์ลีลาท่ารำ
ระบำฉิ่ง เพื่อแสดงในงาน “นาฏลีลาน้อมเกล้า” เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิง
ถวัลยราชสมบัติปีที่ ๓๖ ณ โรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๔ แสดงโดย นักเรียน
วิทยาลัยนาฏศิลป จำนวน ๘ คน การแสดงครั้งแรกนั้นใช้ฉิ่งธิเบตของพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์
เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ประกอบการแสดง การแสดงระบำฉิ่งแสดงได้สองรูปแบบคือ ระบำฉิ่งล้วน หรือระบำ
อวยพรแล้วต่อท้ายด้วยระบำฉิ่ง โดยรูปแบบของการแสดงนั้น เน้นจังหวะการตีฉิ่งในแบบต่าง ๆ ได้แก่ รัว
ฉิ่ง ตีฉิ่งจังหวะเดี่ยว จังหวะฉิ่ง-ฉับ สองชั้นและชั้นเดียว ตีประกบฉิ่ง กระบวนการแปรแถว ลีลานาฏศิลป์
ไทยผสมนาฏศิลปสากล เช่น วิ่งเขย่งปลายเท้า วาดแขน ฯลฯ ดนตรีประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ไม้
นวมเครื่องห้า หรือเครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ตามความเหมาะสมแก่โอกาส ท่วงทำนองเพลงและจังหวะ
เปน็ เพลงประเภทอตั ราสองช้ันและช้ันเดียว ไม่มบี ทร้อง ไมใ่ ช้ฉิง่ ในวงดนตรีตีประกอบจังหวะ แต่ใช้ฉ่ิงของ
ผู้รำตีตามจังหวะช้าหรือเร็วตามจังหวะช้า-เร็วของท่วงทำนองเพลง การแต่งกายของผู้แสดง แต่งแบบยืน
เคร่ืองลำลอง นุ่งผ้ายกดิ้น หรือผ้าพิมพ์ลายทองแบบจีบหน้านาง ห่มผ้าสไบกรองทองปักลายดิ้นเลื่อม ห่ม
ทับสไบแพรจีบ สวมเครื่องประดับถนิมพิมพาภรณ์อย่างน้อย เกล้าผมประดับเกี้ยวดอกไม้ไหว หรือเกี้ยว
หางหงส์ การแสดงชุดน้ใี ช้เวลาแสดงประมาณ ๙ นาที
2.3 โขน
โขนเป็นจุดศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนงเช่น วรรณกรรม วรรณศิลป์
นาฏศลิ ป์ คีตศลิ ป์ หัตถศลิ ป์ โดยนำเอาวิธีเล่นและการแต่งตัวบางชนิดมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์
มีทา่ ทางการตอ่ สู้ทโ่ี ลดโผน ท่ารำ ท่าเต้นเชน่ ท่าปฐมในการไหวค้ รขู องกระบี่กระบอง รวมท้งั การนำศลิ ปะ
การพากย์ การเจรจา หน้าพาทย์และเพลงดนตรเี ขา้ มาประกอบการแสดง ในการแสดงโขน ลักษณะสำคัญ
อยู่ที่ผู้แสดงต้องสวมหัวโขน ซึ่งเป็นเครื่องสวมครอบหุ้มตั้งแต่ศีรษะถึงคอ เจาะรูสองรูบริเวณดวงตาให้
สามารถมองเหน็ แสดงอารมณผ์ ่านทางการร่ายรำ สร้างตามลกั ษณะของตวั ละครนั้นๆ เชน่ ตัวยกั ษ์ ตวั ลิง
ตัวเทวดา ฯลฯ ตกแต่งด้วยสี ลงรักปิดทอง ประดับกระจก บ้างก็เรียกว่าหน้าโขน ในสมัยโบราณ ตัวพระ
37
และตัวเทวดาต่างสวมหัวโขนในการแสดง ต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงไม่ต้องสวมหัวโขน คงใช้
ใบหนา้ จริงเช่นเดียวกับละคร แต่งกายแบบเดียวกบั ละครใน เครอื่ งแตง่ กายของตัวพระและตัวยักษ์ในสมัย
โบราณมักมีสองสคี ือ สีหนึ่งเป็นสีเสื้อ อีกสีหนึ่งเป็นสแี ขนโดยสมมุติแทนเกราะ เป็นลายหนุนประเภทลาย
พุ่ม หรือลายกระจังตาอ้อย ส่วนเครื่องแต่งกายตัวลิงจะเป็นลายวงทักษิณาวรรต โดยสมมุติเป็นขนของลิง
หรือหมี ดำเนินเรื่องด้วยการกล่าวคำนำเล่าเรื่องเป็นทำนองเรียกว่าพากย์อย่างหนึ่ง กับเจรจาเป็นทำนอง
อย่างหนึ่ง ใช้กาพย์ยานีและกาพย์ฉบัง โดยมีผู้ให้เสียงแทนเรียกว่าผู้พากย์และเจรจา มีต้นเสียงและลูกคู่
รอ้ งบทให้ ใชว้ งปพี่ าทย์เคร่อื งห้าประกอบการแสดง นยิ มแสดงเร่ืองรามเกยี รติแ์ ละอุณรุท ปัจจุบนั สถาบัน
บัณฑิตพฒั นศิลป์มหี น้าทหี่ ลักในการสบื ทอดการฝึกหดั โขน และกรมศิลปากร มหี นา้ ท่ใี นการจดั การแสดง
โขนจัดเป็นนาฏกรรมที่มีความเป็นศิลปะเฉพาะของตนเอง ไม่ปรากฏชัดแน่นอนว่าคำว่า "โขน"
ปรากฏขึ้นในสมัยใด แต่มีการเอ่ยถึงในวรรณคดีไทยเรื่องลิลิตพระลอที่กล่าวถึงโขนในงานแสดงมหรสพ
ระหว่างงานพระศพของพระลอ พระเพื่อนและพระแพงว่า "ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน" โดยมี
ขอ้ สันนิษฐานวา่ คำว่าโขนนั้น มีทม่ี าจากคำและความหมายในภาษาตา่ ง ๆ ดังนี้
• คำว่าโขนในภาษาเบงคาลี ซึ่งปรากฏคำว่า "โขละ" หรือ "โขล" (บางครั้งสะกดด้วย ฬ เป็นคำว่า"
โขฬะ"หรือ "โขฬ") ที่เป็นชื่อเรียกของเครื่องดนตรีประเภทหนังชนิดหนึ่งของฮินดู ลักษณะและ
รูปร่างคล้ายคลึงกับตะโพนของไทย ไม่มีขาตั้ง ทำด้วยดิน ไม่มีสายสำหรับถ่วงเสียง มีเสียงดัง
ค่อนข้างมาก จัดเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมในแคว้นเบงกอล ประเทศอินเดีย ใช้สำหรับ
ประกอบการละเล่นชนิดหนึ่ง เรียกว่ายาตราหรือละครเร่ที่คล้ายคลึงกับละครชาตรี โดย
สันนิษฐานว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ เคยถูกนำมาใช้ประกอบการเล่นนาฏกรรมชนิดหนึ่ง จึงเรียกวา่
โขลตามช่อื ของเคร่ืองดนตรี
• คำว่าโขนในภาษาอิหร่าน มีที่มาจากคำว่าษูรัต ควาน หมายความถึงตุ๊กตาหรือหุ่น ซึ่งใช้สำหรับ
ประกอบการแสดง โดยมีผู้ขับร้องและให้เสียงแทนตัวหุ่น เรียกว่าควานหรือโขน มีความ
คลา้ ยคลึงกับผู้พากยแ์ ละผเู้ จรจาของการแสดงโขนในปัจจบุ ัน
• คำว่าโขนในภาษาเขมร เป็นการกล่าวถึงโขนในพจนานุกรมภาษาเขมร ซึ่งหมายความถึงละคร
แต่เขียนแทนวา่ ละโขน ทห่ี มายความถงึ การแสดงมหรสพอยา่ งหนึง่
จากข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโขนเป็นคำมาจากภาษาใด พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ระบุความหมายของโขนเอาไว้ว่า "โขนหมายถึงการเล่นอย่างหนึ่งคล้าย
ละครรำ แต่เล่นเฉพาะในเรื่องรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงสวมหัวจำลองต่าง ๆ ที่เรียกว่าหัวโขน" หรือ
หมายความถึงไม้ใช้ต่อเสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึ้นไปที่เรียกว่าโขนเรือ หรือใช้สำหรับเรียกเรือชนิด
หนึ่งที่มีโขนว่าเรือโขนเช่น เรือโขนขนาดใหญ่น้อยเหลือหลายในลิลิตพยุหยาตรา หรือหมายความถึงส่วน
38
สุดทั้งสองข้างของรางระนาดหรือฆ้องวงใหญ่ที่มีลักษณะงอนขึ้นว่าโขน ในสมัยของสมเด็จพระนาราย์
มหาราช ได้มีการกล่าวถึงโขนโดยลาลูแบร์ เอาไว้ว่า "โขนนั้น เป็นการร่ายรำเข้า ๆ ออก ๆ หลายคำรบ
ตามจังหวะซอและเครื่องดนตรีอย่างอื่นอีก ผู้แสดงนั้นสวมหน้ากาก (หัวโขน) และถืออาวุธ แสดงบทหนัก
ไปในทางสู้รบกันมากกว่าจะเป็นการร่ายรำ และมาตรว่าการแสดงส่วนใหญ่จะหนักไปในทางโลดเต้นเผ่น
โผนโจนทะยาน และวางท่าอย่างเกินสมควรแล้ว นาน ๆ ก็จะหยุดเจรจาออกมาสักคำสองคำ หน้ากาก
(หัวโขน) ส่วนใหญ่นั้นน่าเกลียด เป็นหน้าสัตว์ที่มีรูปพรรณวิตถาร (ลิง) หรือไม่เป็นหน้าปีศาจ (ยักษ์) " ซ่ึง
เป็นการแสดงความเห็นต่อมหรสพในอดีตของชาวไทยในสายตาของชาวต่างประเทศ แต่เดิมนั้นการแสดง
โขนจะไม่มีการสร้างฉากประกอบการแสดงตามท้องเรื่อง การดำเนินเรื่องราวต่าง ๆ เป็นแบบจินตนาการ
ถึงฉากหรือสถานที่ในเรื่องราวเอง การจัดฉากในการแสดงโขนเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยที่ทรงคิดสร้างฉากประกอบการแสดงโขนบนเวทีขึ้น คล้ายกับการ
แสดงละครดึกดำบรรพ์ท่ีสมเดจ็ เจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศท์ รงคิดข้นึ
2.3.1 ประเภทของโขน ประเภทของโขนแบง่ ออกเป็น 5 ประเภท คือ
• โขนกลางแปลง
โขนกลางแปลงเปน็ การเลน่ โขนกลางแจง้ ไมม่ ีการสรา้ งโรงแสดง ใช้ภูมปิ ระเทศและธรรมชาติเปน็
ฉากในการแสดง ผู้แสดงทั้งหมดรวมทั้งตัวพระต้องสวมหัวโขน นิยมแสดงตอนยกทัพรบ วิวัฒนาการมา
จากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์เรื่องกวนน้ำอมฤตที่ใช้เล่นในพิธีอินทราภิเษก ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล
สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยนำวิธีการแสดงคือการจัดกระบวนทัพและการเต้นประกอบหน้าพาทย์มาใช้ แต่
เปลี่ยนมาเล่นเรื่องรามเกยี รติ์แทน มีการเต้นประกอบหน้าพาทย์และอาจมบี ทพาทย์และเจรจาบ้าง แต่ไม่
มีบทรอ้ ง
• โขนโรงนอก หรอื โขนน่ังราว
เป็นการแสดงบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรง
ตรงหนา้ ฉาก (มา่ น) มีชอ่ งทางใหผ้ ู้แสดงเดนิ ได้รอบราวแทนเตยี ง มีการพากย์และเจรจา แตไ่ มม่ ีการรอ้ ง ปี่
พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่พาทย์ 2 วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึงเรียกว่าวงหัว
และวงทา้ ย หรือวงซา้ ยและวงขวา วนั กอ่ นแสดงโขนนัง่ ราวจะมีการโหมโรง และใหพ้ วกโขนออกมากระทุ้ง
เสา้ ตามจังหวะเพลง พอ จบโหมโรงก็แสดงตอนพิราพออกเทีย่ วป่า จบั สตั วก์ นิ เปน็ อาหาร พระรามหลงเข้า
สวนพวาทองของพราพ แล้วก็หยุดแสดง พักนอนค้างคืนที่โรงโขน รุ่งขึ้นจึงแสดงตามเรื่องที่เตรียมไว้ จึง
เรียกว่า "โขนนอนโรง"
39
• โขนหนา้ จอ
คือ โขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมเขาขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่ ในการเล่นหนังใหญ่นั้น มีการเชิด
หนังใหญ่อยู่หน้าจอผ้าขาว การแสดงหนังใหญ่มีศิลปะสำคัญ คือการพากย์และเจรจา มีดนตรีปี่พาทย์
ประกอบการแสดง ผู้เชิดตัวหนังต้อง เต้นตามลีลาและจังหวะดนตรี นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ต่อมามี
การปล่อยตัวแสดงออกมาแสดงหนังจอ แทนการเชิดหนังในบางตอน เรียกว่า "หนังติดตัวโขน" มีผู้นิยม
มากขึ้น เลยปล่อยตัวโขนออกมาแสดงหน้าจอตลอด ไม่มีการเชิดหนังเลย จึงกลายเป็นโขนหน้าจอ และ
ต้องแขวะจอเป็นประตูออก 2 ข้าง เรียกว่า "จอแขวะ"
• โขนโรงใน
คือ โขนที่นำศิลปะของละครในเข้ามาผสม โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง 2 วงผลัดกัน การ แสดงก็
มที ้ังออกทา่ รำเตน้ ทพี ากยแ์ ละเจรจาตามแบบโขน กับนำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกริ ยิ าอาการ ของ
ดนตรีแบบละครใน และมีการนำระบำรำฟ้อนผสมเข้าด้วย เป็นการปรับปรุงให้วิวัฒนาการขึ้นอีก การ
ผสมผสานระหว่างโขนกับละครในสมัยรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 ทั้งมีราชกวีภายในราชสำนักช่วยปรับปรุง
ขัดเกลา และประพันธ์บทพากย์บทเจรจาให้ไพเราะสละสลวยขึ้นอีก โขนที่กรมศิลปากรนำออกแสดงใน
ปจั จบุ นั น้ี กใ็ ชศ้ ลิ ปะการแสดงแบบโขนโรงใน ไมว่ ่าจะแสดงกลางแจง้ หรอื แสดงหน้าจอกต็ าม
• โขนฉาก
เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีผู้คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละคร
ดึกดำบรรพ์ ส่วนวธิ ีแสดงดำเนินเช่นเดยี วกับโขนโรงใน แต่มีการแบง่ เป็นชดุ เปน็ ตอน เป็นฉาก และจัดฉาก
ประกอบตามท้องเรื่อง จึงมีการตัดต่อเรื่องใหม่ไม่ให้ย้อนไปย้อนมา เพื่อสะดวกในการจัดฉาก กรม
ศิลปากรได้ทำบทเป็นชุดๆ ไว้หลายชุด เช่น ชุดปราบกากนาสูร ชุดมัยราพณ์สะกดทัพ ชุดชุดนางลอย ชุด
นาคบาศ ชุดพรหมาสตร์ ชุดศึกวิรุญจำบัง ชุดทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ ชุดสีดาลุยไฟและปราบบรรลัยกัลป์
ชุดหนมุ านอาสา ชดุ พระรามเดินดง ชุดพระรามครองเมือง
2.3.2 เครือ่ งแตง่ กายโขน
เครื่องแต่งกายสำหรับใช้ในการแสดงโขน ใช้การแต่งกายแบบยืนเครื่อง ซึ่งเป็นการแต่งกาย
จำลองเลียนแบบจากเครื่องทรงต้นของพระมหากษัตริย์แบบโบราณที่มีความสวยงามวิจิตรตระการตา
แบง่ เปน็ 3 ฝา่ ยคือ ฝา่ ยมนษุ ย์ เทวดา พระ นาง ฝ่ายยักษ์ และฝา่ ยลงิ
40
• ตัวพระ
ภาพท่ี 1 เครอ่ื งแตง่ กายตวั พระ
(อนรุ ักษส์ ืบสานศิลปะวฒั นธรรมไทย, 2016: ออนไลน์)
ผแู้ สดงตัวพระจะสวมเสือ้ แขนยาวปักดน้ิ และเล่อื ม ประดับดว้ ยปะวะหล่ำ มีอนิ ธนูทีไ่ หลแ่ ละพาหุ
รดั สวมกรองศอทบั ด้วยทับทรวง สังวาลและตาบทิศ สว่ นลา่ งสวมสนบั เพลาไวข้ ้างใน นงุ่ ผา้ นงุ่ ยกจบี โจง
ไวห้ างหงส์ทับสนับเพลา ดา้ นหนา้ มชี ายไหวและชายแครงหอ้ ยอยู่ ประดบั ด้วยสวุ รรณประกอบ รดั เอว
ด้วยรัดพสั ตร์ คาดปน้ั เหน่ง ศรี ษะสวมชฎา ประดับด้วยดอกไมเ้ พชรทด่ี า้ นซ้าย ดอกไมท้ ัดที่ด้านขวา มี
อุบะ ตามตวั สวมเครอ่ื งประดับตา่ ง ๆ ประกอบด้วยกำไลเท้า ธำมงรค์ แหวนรอบ กรรเจียกและทองกร
แตเ่ ดิมตวั พระจะสวมหัวโขนในการแสดง แตภ่ ายหลังไมเ่ ป็นท่นี ิยม เพียงแตแ่ ตง่ หน้าและสวมชฎาแบบ
ละครในเท่านน้ั
41
• ตัวนาง
ภาพที่ 2 เคร่อื งแต่งกายตัวนาง
(อนุรกั ษส์ บื สานศลิ ปะวัฒนธรรมไทย, 2016: ออนไลน)์
ผู้แสดงตัวนางจะสวมเสื้อในนางแขนสั้นเป็นชั้นใน มีพาหุรัดแล้วห่มสไบทับ ทิ้งชายไปด้านหลัง
ยาวลงไปถึงน่อง ประดับด้วยปะวะหล่ำ สวมกรองศอ สะอิ้งและจี้นาง ส่วนล่างนุ่งผ้านุ่งยกจีบหน้า คาด
ปั้นเหน่ง ศีรษะสวมมงกุฎ รัดเกล้ายอด รัดเกล้าเปลวหรือกระบังหน้าตามแต่ฐานะของตัวละคร ประดับ
ด้วยดอกไม้ทัดที่ด้านซ้าย ดอกไม้ทัดที่ด้านขวา มีอุบะ ตามตัวสวมเครื่องประดับต่าง ๆ ประกอบ
ด้วยธำมงรค์ กำไลเทา้ แหวนรอบ กำไลตะขาบ กรรเจยี กและทองกร แตเ่ ดมิ ตวั นางท่ีเป็นตัวยกั ษ์เช่น นาง
สำมนกั ขา นางกากนาสูร จะสวมหวั โขน แตภ่ ายหลงั มกี ารแต่งหน้าไปตามลกั ษณะของตัวละครน้นั ๆ โดย
ไม่สวมหวั โขน
42
• ตวั ลิง
ภาพที่ 2 เคร่ืองแตง่ กายตัวลิง
(อนุรักษ์สบื สานศิลปะวัฒนธรรมไทย, 2016: ออนไลน)์
ผู้แสดงตัวลิง เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายกับตัวยักษ์ แต่มีหางลิงห้อยอยู่ใต้ผ้าปิดก้นอีกที สวม
เสื้อตามสีประจำตัวในเรื่องรามเกียรติ์ ไม่มีอินธนู ตัวเสื้อปักลายขดเป็นวงทักษิณาวรรต สมมุติว่าเป็นขน
ตามตัวลิง ส่วนศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละครซึ่งมีอยู่ประมาณส่ีสิบชนิด การแต่งกายของตัว
ลิงคือหนุมาน ซึ่งเป็นทหารเอกของพระราม สวมเสื้อแขนยาวปักดิ้นและเลื่อมลายวงทักษิณาวรรต มีพาหุ
รัด ประดบั ดว้ ยแหวนรอบ ปะวะหลำ่ สวมกรองศอทบั ด้วยทับทรวง สงั วาลและตาบทศิ ส่วนล่างสวมสนับ
เพลาไว้ข้างใน นุ่งผ้านุ่งยก ด้านหน้ามีชายไหวและชายแครงห้อยอยู่ ผ้าปิดก้นอยู่เบื้องหลัง หางลิง รัด
สะเอว คาดปั้นเหน่ง ศีรษะสวมหัวโขนหัวหนุมาน ตามตัวสวมเครื่องประดับต่าง ๆ ประกอบด้วยกำไลเท้า
ธำมงรค์ กรรเจยี กและทองกร ถอื อาวธุ คอื ตรีเพชร
43
• ตวั ยกั ษ์
ภาพท่ี 2 เคร่อื งแต่งกายตวั ยักษ์
(อนุรักษส์ บื สานศิลปะวัฒนธรรมไทย, 2016: ออนไลน)์
ผู้แสดงตัวยักษ์น้ัน เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายกับตวั พระ จะแตกต่างกันที่การนุ่งผา้ เทา่ นั้น ตัว
ยักษ์จะนุ่งผ้าไม่มีหางหงส์แต่มผี ้าปิดก้นลงมาจากเอว ส่วนศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละครซึ่งมี
อยู่ประมาณร้อยชนิด การแต่งกายของตัวยักษค์ ือทศกัณฐ์ ซึ่งเป็นพญายักษ์ตวั สำคัญทีส่ ดุ ในการแสดงโขน
สวมเสื้อแขนยาวปักดิ้นและเลื่อม ซึ่งในวรรณคดีสมมุติเป็นเกราะ ประดับด้วยแหวนรอบ ปะวะหล่ำ มีอิน
ธนูที่ไหล่ สวมกรองศอทับด้วยทับทรวง พวงประคำคอ สังวาลและตาบทิศ ส่วนล่างสวมสนับเพลาไว้ข้าง
ใน นุง่ ผา้ นุ่งยก ด้านหน้ามีชายไหวและชายแครงห้อยอยู่ ผา้ ปดิ ก้นอยเู่ บื้องหลงั รดั อกด้วยพระอุระ รัดเอว
ด้วยรัดพัสตร์ คาดปั้นเหน่ง ศีรษะสวมหัวโขนหัวทศกัณฐ์ ตามตัวสวมเครื่องประดับต่าง ๆ ประกอบด้วย
กำไลเท้า ธำมงรค์ กรรเจยี กและทองกร ถอื อาวธุ คือคนั ศรสำหรบั บ่งบอกถงึ ยศถาบรรดาศักดิแ์ ละตำแหน่ง
นอกจากนั้นตัวละครอื่น ๆ จะแต่งกายตามแต่ลักษณะของตัวละครนั้น ๆ เช่น ฤๅษี กา ช้าง ม้า วัว ควาย
ฯลฯ สวมหัวโขนซึ่งมีการกำหนดลักษณะและสีไว้อย่างเป็นระบบและแบบแผน ใช้สำหรับกำหนดให้ใช้
เฉพาะกบั ตัวละคร สขี องเสือ้ เป็นการบง่ บอกถึงสผี ิวกายของตวั ละครนนั้ ๆ
44
2.3.3 ลกั ษณะบทโขน
บทร้อง ซ่งึ บรรจุเพลงไวต้ ามอารมณ์ของเร่อื ง บทร้องแต่งเปน็ กลอนบทละครเป็นสว่ นใหญ่ อาจ
มีคำประพันธช์ นดิ อ่ืนบา้ งแต่ไมน่ ิยม บทร้องน้จี ะมีเฉพาะโขนโรงในและโขนฉากเทา่ นั้น
บทพากย์ การแสดงโขนโดยทั่วไปจะเดนิ เรอื่ งด้วยบทพากย์ ซง่ึ แต่งเป็นคำประพันธช์ นดิ กาพย์
ฉบัง 16 หรอื กาพยย์ านี 11 บทมชี ือ่ เรยี กต่าง ๆ ดงั นี้
1. พากยเ์ มอื ง หรือพากยพ์ ลับพลา คอื บทตัวเอก เชน่ ทศกณั ฐห์ รือพระรามประทับในปราสาท
หรือพลบั พลา
2. พากย์รถ เปน็ บทชมพาหนะและกระบวนทัพ ไม่วา่ จะเป็นรถ มา้ ชา้ ง หรืออน่ื ใดกไ็ ด้ ตลอดจน
ชมไพร่พลด้วย
3. พากย์โอ้ เป็นบทโศกเศร้า รำพัน ครำ่ ครวญ ซ่งึ ตอนตน้ เปน็ พากย์ แต่ตอนท้ายเปน็ ทำนองร้อง
เพลงโอ้ปี่ ให้ป่พี าทยร์ บั
4. พากยช์ มดง เปน็ บทตอนชมป่าเขา ลำเนาไพร ทำนองตอนตน้ เปน็ ทำนองร้อง เพลงชมดงใน
ตอนท้ายเปน็ ทำนองพากย์ธรรมดา
5. พากยบ์ รรยาย เป็นบทขยายความเป็นมา ความเปน็ ไป หรือพากยร์ ำพึงรำพนั ใดๆ เชน่ พากย์
บรรยายตำนานรตั นธนู
6. พากย์เบด็ เตลด็ เป็นบททีใ่ ชใ้ นโอกาสทัว่ ๆ ไป เปน็ เรอื่ งเล็กๆ น้อยๆ ทไี่ มเ่ ข้าประเภทใด เช่น
กลา่ วว่า ใครทำอะไร หรือพูดกบั ใคร ว่าอย่างไร
บทเจรจา เป็นบทกวีที่แต่งเป็นร่ายยาวส่งและรับสัมผัสกันไปเรื่อยๆ ใช้ได้ทุกโอกาส สมัยโบราณ
เป็นบทที่คิดขึ้นสดๆเป็นความสามารถของคนพากย์ คนเจรจา ที่จะใช้ปฏิภาณคิดขึ้นโดยปัจจุบันให้ได้
ถอ้ ยคำสละสลวย มสี มั ผสั แนบเนียนและได้เนือ้ ถ้อยกระทงความถูกต้องตามเน้อื เร่ือง ผ้พู ากยเ์ จรจาท่ีเก่งๆ
ยังสามารถใชถ้ อ้ ยคำคมคาย เหน็บแนมเสียดสี บางครั้งก็เผ็ดรอ้ นโต้ตอบกนั น่าฟังมาก ปัจจุบันน้ีบทเจรจา
ได้แต่งไว้เรียบร้อยแล้วผู้พากย์เจรจาก็ว่าตามบทให้เกิดอารมณ์คล้อยตามถ้อยคำ โดยใช้เสียงและลีลาใน
การเจรจา ผู้พากย์และเจรจาต้องทำสุ้มเสียง ให้เหมาะกับตัวโขนและใส่ความรู้สึกให้เหมาะกับอารมณ์ใน
เรื่องคนพากย์และเจรจานี้ใช้ผู้ชายคนหนึ่งต้องทำหน้าที่ทั้งพากย์และเจรจา และต้องมีไม่น้อยกว่า ๒ คน
จะได้โต้ตอบกัทันท่วงที เมื่อพากย์หรือเจรจาจบกระบวนความแล้วต้องการจะให้ปี่พาทย์ทำเพลงอะไรก็