45
รอ้ งบอกไป เรยี กวา่ “ บอกหน้าพาทย์” และถ้าการแสดงโขนน้นั มีขบั ร้องคนพากย์และเจรจายังจะต้อง ทำ
หน้าที่บอกบทด้วย การบอกบทจะต้องบอกให้ถูกจังหวะ การร้องประกอบการแสดงโขนเกิดขึ้นตอนที่โขน
ได้ผสมกับละครใน เป็นประเภทโขนโรงในการแสดงโขนถวายทอดพระเนตร คนพากย์และคนเจรจา
เครื่องแบบมหาดเลก็ ตามยศของราชทินนามในสมัยรชั กาลที่ 6 มตี ำแหน่งนักรอ้ ง 5 ตำแหน่ง ไดแ้ ก่ พจนา
เสนาะ ไพเราะพจมาน ขานฉันทวากย์ พากย์ฉันทวัจน์ และชัดเจรจา นักร้องแบ่งออกเป็น 2 พวก คือต้น
เสียงและลูกคู่ ต้นเสียงทำหน้าที่ร้องขึ้นต้นบทและร้องเดี่ยวไปจนหมดวรรคแรกของคำกลอน วรรคที่สอง
เป็นหน้าที่ของลูกคู่ที่จะร้องต่อ ในระหว่างลูกคู่ร้องต้นเสียงก็ฟังบทร้องจากคนบอกบทเพื่อร้องต่อไปต้น
เสยี ง นอกจากรอ้ งเพลงถกู ต้องแล้วยงั ตอ้ งรทู้ ีท่าของโขนว่าจะรอ้ งช้าเรว็ ประการใดเพ่ือใหเ่ หมาะกับการรำ
ของตัวโขนตัวนั้นและต้องรักษาระดับเสียงให้เข้ากับดนตรี ฉะนั้นต้นเสียงมีสักกีค่ นก็ตามแตเ่ วลาทำหนา้ ที่
ร้องต้องร้องทีละคน สว่ นลูกคูต่ ้องรอ้ งใหพ้ ร้อมกันทลี ะ 2 คนเปน็ อย่างน้อยและอยา่ งมากไมเ่ กนิ 6 คน
2.4 ละคร
เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ใน
การแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่ารำ เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ท่ี
บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรียกว่า ละครโนราชาตรี
ละครนอก ละครใน เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมี
ละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์
เรียกว่า การแต่งการแบบยืนเครื่อง นิยมเล่นในงานพิธีสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์
ละคร
2.4.1 ละครรำแบบมาตรฐานดัง้ เดิม มี ๓ ชนดิ คอื
ละครชาตรี เป็นรูปแบบละครรำที่เก่าแก่ของไทยที่ได้รับการฟื้นฟูจนถึงทุกวันน้ี เรื่องของละคร
ชาตรีมีกำเนิดมาจากเรื่องมโนราห์ ซึ่งมักหาดูได้ในงานแก้บน ละครชาตรี แต่เดิมผู้แสดงเป็นชายล้วนมี
เพียง ๓ คนเท่านั้น ได้แก่ นายโรง ซึ่งแสดงเป็นตัวพระ อีก๒ คน คือ ตัวนาง และตัวจำอวด ซึ่งแสดง
ตลก และเป็นตัวเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เช่น ฤๅษี พราน สัตว์ แต่เดิมนิยมแสดงเพียงไม่กี่เรื่อง เช่น เรื่อง
มโนราห์ นายโรงจะแสดงเป็นตัวพระสุธน ตัวนางเป็นมโนราห์ และตัวจำอวดเป็นพรานบุญ และอีก
เรื่องหนึ่งที่นิยมแสดงไม่แพ้กัน คือ เรื่องพระรถเสน นายโรงเป็นตัวพระรถ ตัวนางเป็น เมรี และตัว
จำอวดเปน็ ม้าพระรถเสนในสมัยหลังละครชาตรี เพ่มิ ผูแ้ สดงให้มากข้นึ และใชผ้ ู้หญงิ ร่วมแสดงด้วย
46
ละครนอก มีการดำเนินท้องเรื่องที่รวดเร็ว กระชับ สนุก การแสดงมีชีวิตชีวา ส่วนมากใช้
ผู้ชายแสดง และมีมาต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เข้าใจว่าละครนอกมีวิวัฒนาการมาจากละครชาตรี เพราะ
มุ่งที่จะให้คนดูเกิดความขบขัน ผู้แสดงละครนอกแต่เดิมมีผู้แสดงอยู่เพียง ๒-๓ คน เช่นเดียวกับละคร
ชาตรี ละครนอกไม่คำนึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับยศศักดิ์และฐานะของตัวละครแต่อย่าง
ใด ตวั ละครท่เี ปน็ ท้าวพระยามหากษัตริย์กส็ ามารถโตต้ อบตลกกบั เสนากำนลั หรือไพร่พลได้ ละครนอกที่
นยิ มเล่นไดแ้ ก่เรอ่ื ง สังข์ทอง ไกรทอง สุวรรณหงส์ พระอภยั มณี เป็นต้น
ละครใน จากรูปแบบของละครนอกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นตัวละครในวัง ผู้แสดงหญิง
ล้วน แบบอย่างละครในนี้ได้สงวนไว้เฉพาะในวังหลวงเท่านั้น เพราะว่าผู้ชายนั้นจะถูกห้ามให้เข้าไปใน
พระราชฐานชั้นใน บริเวณตำหนักของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะประกอบไปด้วยดนตรีที่มีเสียงไพเราะ
อ่อนหวาน ใช้บทร้อยกรองได้อย่างวิจิตรบรรจง ทั้งดนตรีที่นำมาผสมผสานอย่างไพเราะ รวมทั้งจะมี
ท่าทางสง่างาม ไม่มีการสอดแทรกหยาบโลนหรือตลก และอนุรักษ์วัฒนธรรมและคุณลักษณะที่เป็น
ประเพณีสืบทอดกันมา เรื่องที่ใชแ้ สดงละครในนั้นมีอยู่ ๔ เรื่อง ได้แก่ รามเกียรต์ิ อุณรุท อิเหนา และ
ดาหลัง
2.4.2 ละครท่ปี รับปรุงขึ้นใหม่ มี ๓ ชนิด คือ
ละครดึกดำบรรพ์ เป็นการแสดงละครแบบหนึ่งในประเภทละครรำเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลท่ี
๕ เนื่องมาจากในสมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้านายชาวต่างชาติเข้าเข้าเฝ้าอยู่หลายครั้ง จึงโปรดให้มีการละเล่นให้
แขกบ้านแขกเมืองได้รับชม โดยเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) ได้คิดการแสดงใน
รูปแบบคอนเสิร์ตโดยเนื้อเรื่องตัดตอนมาจากวรรณคดีไทย โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรม
พระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเลือกเพลงและอำนวยการซ้อม จึงถือว่าการแสดงในครั้งนั้นนับว่าเป็น
จุดเริ่มต้นของละครดึกดำบรรพ์ ต่อมาภายหลังเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ได้มีโอกาสชมละครโอเปร่า
จึงเกิดความชอบใจและนำปรับปรุงใหเ้ ข้ากับละครดกึ ดำบรรพ์ของไทย ละครดึกดำบรรพ์ที่นิยมเล่นได้แก่
เร่อื ง สังขท์ อง คาวี ฯลฯ
ละครพันทาง หมายถึงละครแบบผสม คือ การนำเอาลีลาท่าทีของชนต่างชาติเข้ามาปรับปรุง
กับท่ารำแบบไทย ๆ การแสดงละครชนิดนี้แต่เดิมเป็นการริเริ่มของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง เป็นผู้
คิดค้นนำเอาเรื่องของพงศาวดารของชาติต่าง ๆ มาแต่งเป็นบทละครสำหรับแสดง บทที่ใช้มักเป็นบทท่ี
กล่าวถึงตัวละครที่มีเชื้อชาติต่าง ๆ เช่น พม่า มอญ จีน ลาว บทที่นิยมนำมาเล่นในปัจจุบันมีเรื่อง
พระลอและราชาธริ าชตอนสมิงพระรามอาสา
ละครเสภา คือละครที่มีลักษณะการแสดงคล้ายละครนอก รวมทั้งเพลงร้องนำ ทำนอง
ดนตรี และการแตง่ กายของตัวละคร แต่มีขอ้ บังคับอยอู่ ย่างหน่ึงคอื ต้องมีขบั เสภาแทรกอยู่ด้วยจึงจะเป็น
47
ละครเสภา ละครเสภาที่นิยมเล่นกันมาก คือ ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายเพชรพลายบัวออกศึก ,พระวัย
แตกทัพ ,ขุนแผนเข้าหอ้ งนางแกว้ กิรยิ า เปน็ ตน้
48
บทท่ี 3
เคร่ืองดนตรีและเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลปไ์ ทย และนาฏศลิ ป์สากล
3.1 ดนตรีท่ีใชป้ ระกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย
ดนตรี เพลง และการขับร้องเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
คอื ดนตรที ่ใี ช้ประกอบการแสดงนาฏศิลปไ์ ทย และเพลงสำหรบั ประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย
3.1.1 ดนตรปี ระกอบการแสดงโขน – ละคร
วงดนตรที ี่ใช้ประกอบการแสดงโขนและละครของไทยคือ วงป่พี าทย์ ซงึ่ มขี นาดของวงเป็นแบบวง
ประเภทใดนั้นข้นอยุ่กับลักษณะของการแสดงนั้น ๆ ด้วย เช่น การแสดงโขนนั่งราวใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า
2 วง การแสดงละครในอาจใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่ หรือการแสดงดึกดำบรรพ์ต้องใช้วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
เปน็ ต้น
3.1.2ดนตรปี ระกอบการแสดงรำและระบำมาตราฐาน
การแสดงรำและระบำที่เป็นชุดการแสดงที่เรียกว่า รำมาตราฐานและระบำมาตราฐานนั้น เครื่อง
ดนตรีทีใช้ประกอบการแสดงอาจมีการนำเครื่องดนตรีบางชนิดเข้ามาประกอบการแสดง จะใช้วงปี่พาทย์
บรรเลง เช่น ระบำกฤดาภินิหาร อาจนำเครื่องดนตรี ขิมหรือซอด้วง ม้าล่อ กลองต๊อก และกลองแด๋ว มา
บรรเลงในชว่ งท้ายของการรำทเี่ ปน็ เพลงเชิดจีนกไ็ ด้
3.1.3 ดนตรปี ระกอบการแสดงพ้ืนเมือง
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงพื้นเมืองภาคต่าง ๆ ของไทยจะเป็นวงดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งนับเป็น
เอกลักษณ์ทมี่ ีคณุ คา่ ของแต่ละภูมภิ าค ได้แก่
ดนตรีพื้นบา้ นภาคเหนือ มีเครื่องดนตรี เช่น พิณเปี๊ยะ ซึง สะล้อ ปี่แน ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่ตัด ป่ีเล็ก
ปา้ ดไม้ (ระนาดไม)้ ป้าดเหล็ก (ระนาดเหล็ก ) ปา้ ดฆอ้ ง (ฆอ้ งวงใหญ่) ฆ้องหุ่ย ฆ้องเหม่ง กลองหลวง กลอง
แอว กลองปู่เจ่ กลองปูจา กลองสะบัดไชย กลองมองเซิง กลองเต่งทิ้ง กลองม่าน และกลองตะโล้ดโป้ด
เมื่อนำมารวมเป็นวง จะได้วงต่าง ๆ คือ วงสะล้อ ซอ ซึง วงปู่จา วงกลองแอว วงกลองม่าน วงปี่จุม วงเต่ิง
ท้ิง วงกลองปูจาและวงกลองสะบัดไชย
ดนตรีพื้นเมืองภาคกลาง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเดียวกับวงดนตรีหลักของไทยคือ วงปี่พาทย์
และเครื่องสาย ซึ่งลักษณะในการนำมาใช้อำนาจนำมาเป็นบางส่วนหรือบางประเภท เช่น กลองตะโพน
และเครื่องประกอบจังหวะนำมาใช้ในการเล่นเพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าว กลองรำมะนาใช้เล่นเพลงลำตัด
49
กลองยาวใช้เล่นรำเถิดเทิง กลองโทนใช้เล่นรำวงและรำโทน ส่วนเครื่องเดินทำนองก็นิยมใช้ระนาด ซอ
หรือป่ี เปน็ ตน้
ดนตรีพืน้ เมืองภาคอีสาน มเี ครื่องดนตรสี ำคญั ได้แก่ พณิ อาจเรียกตา่ งกนั ไปตามทอ้ งถ่นิ เช่น ซุง
หมากจบั ปี่ หมากตบั แตง่ และหมากต๊ดโตง่ ซอ โปงลาง แคน โหวด กลองยาวอีสาน กลองกันตรึม ซอ
กันตรมึ ซอด้วง ซอตรวั เอก ป่อี อ้ ปราเตรยี ง ปสี่ ไล เม่อื นำมาประสมวงแลว้ จะได้วงดนตรพี น้ื เมือง คอื วง
โปงลาง วงแคน วงมโหรอี สี านใต้ วงท่มุ โหม่ง และวงเจรียงเมริน
ดนตรีพื้นเมืองภาคใต้มีเครื่องดนตรีที่สำคัญ ได้แก่ กลองโนรา กลองชาตรีหรือกลองตุ๊ก กลอง
โพน กลองปืด โทน กลองทับ รำมะนา โหม่ง ฆ้องคู่ ปี่กาหลอ ปี่ไหน กรับพวงภาคใต้ แกระ และนำเคร่อื ง
ดนตรีสากลเข้ามาผสม ได้แก่ ไวโอลิน กีต้าร์ เบนโจ อัคคอร์เดียน ลูกแซก็ ส่วนการประสมวงน้ัน เป็นการ
ประสมวงตามประเภทของการแสดงแตล่ ะชนิด
3.2 เพลงไทยสำหรบั ประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย
3.2.1 เพลงไทยประกอบการแสดงโขน ละคร รำ และระบำมาตราฐาน
เพลงไทยท่ีใช้บรรเลงและขบั รอ้ งประกอบการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทย โขน ละคร รำและระบำ
มาตราฐาน นั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดงั น้ี
เพลงหนา้ พาทยไ์ ด้แก่ เพลงทใ่ี ช้บรรเลงหรือขบั ร้องประกอบอากัปกริ ิยาของตัวโขน ละคร เช่น
การเดินทาง ยกทัพ สู้รบ แปลงกาย และนำเพลงหนา้ พาทยท์ ใี่ ช้ในการรำและระบำ เชน่ รวั โคมเวยี น
ชำนาญ ตระบองกนั เป็นต้น
เพลงขับร้องรับส่ง คือเพลงไทยทีนำมาบรรจไุ ว้ในบทโขน – ละคร อาจนำมาจากเพลงตบั เถา
หรอื เพลงเกรด็ เพือ่ บรรเลงขับรอ้ งประกอบการรำบทหรอื ใช้บทของตวั โขน ละครหรอื เปน็ บทขับร้องใน
เพลงสำหรบั การรำแลระบำ เช่น เพลงชา้ ปี่ เพลงขนึ้ พลับพลา เพลงนกกระจอกทอง เพลงลมพัดชายเขา
เพลงเวสสกุ รรม เพลงแขกตะเข่งิ เพลงแขกเจ้าเซ็น เป็นต้น
3.2.2 เพลงไทยประกอบการแสดงพ้นื เมอื ง
เพลงไทยทใ่ี ชป้ ระกอบการแสดงนาฏศิลป์พนื้ เมือง เป็นบทเพลงพนื้ บ้านทใี่ ชบ้ รรเลงและขับรอ้ ง
ประกอบการแสดงนาฏศลิ ปพ์ ้นื เมือง โดยแบ่งออกตามภูมภิ าคดงั นี้
50
เพลงบรรเลงและขบั ร้องประกอบนาฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งภาคเหนอื เพลงประกอบการฟอ้ นเล็บไดแ้ ก่
เพลงแหยง่ หลวง ฟ้อนเทียน ได้แก่ เพลงลาวเส่ยี งเทียน ฟอ้ นสาวไหม ได้แก่ เพลงปราสาทไหวและสาว
สมเด็จ ระบำซอ ไดแ้ ก่ ทำนองซอย๊แิ ละซอจอ๊ ยเชยี งแสน บรเลง เพลงลาวจอ้ ย ต้อยตลิ่งและลาวกระแซ
เปน็ ตน้
เพลงบรรเลงและขบั รอ้ งประกอบนาฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองภาคกลาง เพลงประกอบการเต้นรำกำเคียว
ไดแ้ ก่ เพลงระบำชาวนา เปน็ ตน้
เพลงบรรเลงและขบั ร้องประกอบนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคอสี าน เพลงประกอบการแสดงเซงิ้
โปงลาง บรรเลงเพลงลายโปงลาง เซ้ิงภูไทย บรรเลงลายลำภไู ทย เป็นตน้
เพลงบรรเลงและขบั รอ้ งประกอบนาฏศลิ ป์พ้นื เมืองภาคใต้ เพลงประกอบการแสดงลิเกปา่ นิยม
ใช้เพลงตะลมุ่ โปง เพลงสร้อยสน เพลงดอกดนิ การแสดงชดุ รองเง็งบรรเลงเพลงลาฆูดูวอ เพลงมะอนี งั ลา
มา เพลงลานงั เพลงปโู จ๊ะปชิ งั เป็นตน้
3.3 เครอ่ื งดนตรีประกอบการแสดงนาฏศลิ ปส์ ากล
ดนตรีเปน็ ศลิ ปะที่จำเป็นในงานนาฏศิลปท์ กุ ประเภท จนอาจกลา่ วได้ว่า “ ถา้ ไมม่ ีดนตรีเกิดข้ึนใน
โลก ก็ไม่อาจมีนาฏศิลป์เกิดขึ้นได้เช่นกัน “ ทั้งนี้เพราะการกำเนิดของดนตรีนำมาสู่การแสดงนาฏศิลป์ท่ี
สมบูรณ์แบบในปจั จบุ ัน โดยดนตรีเปน็ เครื่องช่วยในการแสดงนาฏศิลป์ได้ 3 ประการ คือ คุณลักษณะของ
เสียง วิถีบรรเลง และสำเนียงดนตรี
สำหรับคุณลักษณะของเสียงนั้นมีความสำคัญในการแสดงนาฏศิลป์ หรือการเคลื่อนไหวร่างการ
ตามจังหวะ และทำนองเพลง เช่น เพลงสำหรับการเต้นบัลเลต์ จะใช้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสีในการ
ดำเนินทำนองเป็นหลักส่วนในด้านวิถีลรรเงลดนตรีประกอบการแสดงนาฏศิลป์จะมีทั้งเพลงชั้นสูงที่
ประณีตและเพลงพี้น ที่มีท่วงทำนองง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น การแสดงโอเปราจะใช้ดนตรคี ลาสสิก เป็นต้น
และในด้านสำเนียงดนตรีจะมลี กั ษณะของความเปน็ ท้องถ่ิน หรือลักษระเฉพาะของเสียงเคร่ืองดนตรแี ตล่ ะ
ประเภทและแตล่ ะท้องถิ่นที่มคี วามแตกต่างกนั เช่น เสียงเครื่องดนตรีสากลกับเสียงเครื่องดนตรีไทย หรือ
เสยี งขลยุ่ ของประเทศตา่ ง ๆ ที่มสี ำเนยี งดนตรที ี่แตกตา่ งกนั
ดังนั้น เครื่องดนตรีที่บรรเลงในการแสดงนาฏศิลป์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการแสดง
นาฏศิลป์สากลหรือนาฏศิลป์ตะวันตก ดังพิจารณาได้จากเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงบัลเลต์ โอ
เปรา และละครบรอดเวย์ ดังน้ี
51
3.3.1 เครื่องดนตรีทีใ่ ชใ้ นการแสดงบัลเลต์ คอื ดนตรที บี่ รรเลงโดยวงออรเ์ คสตราจึงประกอบดว้ ย
เครื่องดนตรีในวงออร์เคสตรา ได้แก่ ไวโอลิน วิโอลา เชลโล เบส ฮาร์ป ปิกโกโล ฟลุต โอโบ เฟรนช์ฮอรน์
คลารเิ นต็ บาสซูน ทรัมเปต็ ทรอมโบน ทูบา ทมิ ปานี กลองใหญ่ ฉาบ ไทรแองเกิล และไซโลโฟน ซ่ึงเคร่ือง
ดนตรีเหล่าน้ี จะบรรเลงดนตรีเปน็ เพลงบรรเลงที่ไพเราะ ลุ่มลึก และมีลกั ษณะเปน็ ดนตรีบรรยายเรื่องราว
เปน็ ตอน ๆ ตามเนอื้ เรือ่ ง โดยใชล้ ีลาทา่ เตน้ บัลเลตเ์ ปน็ ส่ือในการเสนอเรอื่ งราว
3.3.2 เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงโอเปรา คือ ดนตรีคลาสสิกของวงออร์เคสตรา
ประกอบด้วย ไวโอลิน วิโอลา เชลโล เบส ฮาร์ป ปิกโกโล ฟลุต โอโบ เฟรนช์ฮอร์น คลาลิเน็ต บาสซูน
ทรัมเป็ต ทรอมโบน ทูบา ทิมปานี ฉาบ กลองใหญ่ ไทรแองเกิล และไซโลโฟน เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีท่ี
ใช้บรรเลงในการแสดงบัลเลต์ แต่ต่างกันที่โอเปราจะมีทั้งผู้ขับร้องและผู้บรรเลงดนตรีในวงออร์เคสตรา ที่
ร่วมกันนำพาบทเพลง และเสียงดนตรี ถ่ายทอดอารมณ์ และเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งช่วยสร้าง
สุนทรียภาพทางดนตรีและนาฏศิลป์ที่ไพรเราะสมบูรณ์แบบจนทำให้โอเปราได้ชื่อว่า เป็นสุดยอดแห่ง
ศิลปะการแสดงในโลกของดนตรคี ลาสสิก
3.3.3 เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงละครเพลงบรอดเวย์ คือ ดนตรีป๊อปในระยะแรกและ
ต่อมาจึงนำดนตรีร็อกมาใช้ด้วย โดยทั่วไปใช้เครื่องดนตรีสากลตามแบบวงดนตรีสากลทั่วไป ได้แก่ กีตาร์
เบส คีย์บอร์ด และกลองชุด แตกต่างกันที่จังหวะทำนองเพลงป๊อปที่ฟังสบาย ๆ และเพลงร็อกที่มีความ
หนักหน่วงเร่าร้อน ละครเพลงบอร์ดเวย์นี้จะมีลักษณะเป็นละครเพลงเวทีที่มีเค้าโครงเรื่องบทการแสดง
และบทร้องตลอดจนท่าเต้นรำในลักษณะต่าง ๆที่กำหนดไวอ้ ย่างแน่นอนและมีความสอดคล้องกันทัง้ เรื่อง
และมีเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมทางดนตรีของประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นประเทศต้นกำเนิดของ
ละครเพลงบอรดเวย์
นอกจากเครื่องดนตรีประกอบการแสดงนาฏศิลปส์ ากลท่ีกลา่ วมาทั้งหมดนแี้ ล้วยงั มีเครื่องดนตรีท่ี
ใช้ในการบรรเลงเพลงชุดเต้นรำ ได้แก่ ฮาร์ปซิคอร์ด ไวโอลินและเครื่องดนตรีในวงออร์เคสตรา ด้วยจะ
เห็นได้ว่าดนตรีหรือการบรรเลงเครื่องดนตรีประกอบการแสดง จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมการแสดง
นาฏศิลป์ที่ได้จากการฟังเสียงดนตรีบรรเลงประกอบการแสดงที่สามารถสื่ออารมณ์ และความรู้สึกให้
ซาบซงึ้ ไปกบั เรอ่ื งราว จนเกิดเป็นสุนทรียะแหง่ การแสดงนาฏศลิ ป์สากลทมี่ ีคณุ ค่า และนา่ จดจำ
52
3.4 เพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์สากล
การแสดงนาฏศิลป์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานศิลปะทางด้านการ
ฟ้อนรำ ดนตรี และขับร้องไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะในการแสดงนาฏศิลป์สากล หรือนาฏศิลป์ตะวันตกที่เห็น
ได้ชัดเจน และเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก คือ การแสดงบัลเลต์ โอเปรา และละครเพลงบอรดเวย์ ที่นอกจาก
จะเน้นในด้านลีลาการแสดง และท่าทางการเต้นรำประกอบดนตรีแล้ว ยังให้ความสำคัญกับบท
เพลงที่ใชใ้ นการแสดง ดงั น้ี
3.4.1 เพลงประกอบการแสดงบลั เลต์ เป็นเพลงบรรเลงของวงออร์เคสตรา ที่มีความไพเราะ
และลุ่มลึกในเชิงจินตนาการที่ผสานกับทา่ เต้นบัลเลต์เป็นเรื่องราวที่สื่ออารมณ์ และความรู้สึกได้อย่างเกิด
สุนทรียรสและคุณค่า โดยเฉพาะบทเพลงบรรเลง โดยนักประพันธ์เพลงชื่อดังของโลก คือ โชคอฟสกี
ในบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก เรื่อง สวอนเลค (Swanlake) และเรื่องThe sleeping Beauty นอกจากน้ี
ยังมีบทเพลงบรรเลงในบัลเลต์เรื่อง Romeo and Juliette และเรื่อง Cinderella Ballet suite ท่ี
ประพันธ์โดยโปรโตเฟียฟ เรื่อง Filling Station โดย วี. ทอมสัน เรื่อง Sylvia โดยเดลิเบสเรื่อง Card
Game โดยสตราวินสกี เร่ือง Borelo โดยราเวล และเรื่อง Appalachian spring โดยคอปแลนด์ เปน็ ตน้
3.4.2 เพลงประกอบการแสดงโอเปรา เป็นเพลงขับร้องและเพลงบรรเลงในวงออร์เคสตราโดยมี
โอเวอรเจอร์ (Overture) เป็นเพลงบรรเลงด้วยเครอ่ื งดนตรีล้วน ๆ ใชเ้ ปน็ เพลงนำ หรอื เพลงโหมโรงก่อน
การแสดงโอเปราซึง่ จะเป็นเพลงท่ีแสดงถึงบรรยากาศของโอเปราที่ใช้ระยะเวลาในการบรรเลงประมาณ 5
– 10 นาที โดยมีโอเวอรเจอร์ของโอเปราบางเรื่องที่มีความไพเราะเป็นที่นิยมชื่นชอบ และมักนำมาใช้
บรรเลงเป็นเพลงแรกของการแสดงคอนเสิร์ตทั่วไป เช่น เพลง Overture of the marriage of figaro
ของโมซาร์ทเพลง Overture of Fidelio ของเบโธเฟน เพลง Overture of Carmenของบิเซต์ และเพลง
Overture of the Barber of Saville ของรอสซีนี เป็นต้น นอกจากนี้ในการดำเนินเรื่องก็ยังมีวงออร์เคส
ตราบรรเลงเพลง และมีไลม์โมทฟี บรรเลงทำนองดนตรีต่าง ๆ แทนตัวละครแต่ละตัว หรือแทนเหตุการณ์
และสภาพการณ์ต่าง ๆ ในเร่อื ง
เพลงขับร้องในการแสดงโอเปรา ได้แก่ รีซิเททีฟ (Recitative) เป็นบทสนทนาที่ใช้การร้องแทน
โดยมีดนตรีประกอบ ส่วนอาเรีย (Aria) จะเป็นบทเพลงร้องเดี่ยวในโอเปราที่มีลีลาดนตรีที่งดงาม และมี
บทร้องประเภทร้อง 2 คน 3 คน 4 คน หรือมากกว่านี้ โดยในโอเปราที่มีลีลาดนตรีที่งดงามและมีบทร้อง
ประเภทร้อง 2 คน 3 คน 4 คน หรือกมากกว่านี้โดยเรียกบทร้องที่มีคนร้อง 2 คนว่า Duo 3 คน เรียกว่า
Trio 4 คนเรียกว่า Quartet 5 คน เรียกกว่า Quintet และ 6 คน เรียกว่า Sextet เช่น ในเพลง Lucia
จากเรื่อง Rigolett เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบทร้องประสานเสียง (Chorus) ที่มีชื่อเสียง เช่น เพลง The
TriumphalChorus จาก Aida และเพลง The Pilgrim’s Chorus จาก Tannhauser เปน็ ต้น
53
3.4.3 เพลงประกอบการแสดงละครเพลงบอรดเวย์ เน้นที่เพลงขับร้องในแนวป๊อปและแนวร็อก
และการบรรเลงดนตรีประกอบการเต้นรำโดยเฉพาะเพลงป๊อปในละครเพลงของจอร์ช เอมโคเฮน ที่มี
ชื่อเสียง ได้แก่ เรื่อง Give my regards to Broadway เรื่อง George M ! และละครเพลงของเจอโรม
เคิร์น ได้แก่ เรื่องเรือเร่ (Showboat) และเรื่อง Roberta ซึ่งมีเพลงชื่อว่า Smoke gets in your eyes
นอกจากนี้ยังมีเพลงของโรเจอร์สและแฮมเมอร์สไตน์ที่กลายเป็นผลงานอมตะและนำมาสร้างเป็น
ภาพยนตร์ที่มชี อ่ื เสยี งมาจนถงึ ปจั จบุ ันจากละครเพลงบอรดเวย์ เร่ือง The Sound of musicเรอ่ื ง South
Pacific และเรื่อง TheKing and I เปน็ ตน้
สำหรับเพลงร็อกที่มีชื่อเสียงของละครบอรดเวย์ ได้แก่ Hair ของแรกนี่ Bye, Bye Birdie ขอ
งอดัมส์และสเตราส์ Godspell ของเทเบลักและฉวาทซ์ และ Jesus Christ Superstar ของ โอ ฮอร์แกน
ฯลฯ
นอกจากเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์สากลดังกล่าวแล้วยังมีบทเพลงชุดที่ใช้บรรเลง
ประกอบการเต้นรำจังหวะต่าง ๆ ที่เป็นสากล และใช้กันโดยทั่วไป ได้แก่ Boroque Suite หรือ Dance
Suite , English Suites , Frence Suites และ Partita เป็นต้น
ดังนั้น เพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์สากลทั้งที่เป็นเพลงบรรเลงและเพลงขับร้อง จึงมี
ความสำคัญ และนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการแสดงที่จะช่วยเพิ่มอรรถรส และความสมบูรณ์ของงาน
นาฏศิลปท์ ีม่ คี ณุ คา่ ได้ย่ิงข้ึน
54
บทท่ี 4
การแตง่ กายนาฏศลิ ป์ไทย 4 ภาค
4.1 การแต่งกายของภาคเหนือ
ภาคนี้มีการแสดงหรือการร่ายรำที่มีจังหวะช้า ท่าหยาบนุ่มนวล เพราะมีอากาศเย็นสบาย ทำให้
จิตใจของผู้คนมีความนุ่มนวล อ่อนโยน ภาษาพูดก็นุ่มนวลไปด้วย เพลงมีความไพเราะ อ่อนหวาน ผู้คนไม่
ต้องรีบร้อนในการทำมาหากิน สิง่ ต่างๆ เหลา่ นัน้ มีอทิ ธพิ ลต่อการแสดงนาฏศิลป์ของภาคเหนอื
นาฏศิลป์ของภาคเหนือเช่น ฟ้อนเมือง(ฟ้อนเล็บ ฟ้อนก๋ายลาย)ฟ้อนเทียน ฟ้อนจ้อง ฟ้อนวี ฟ้อน
ขันดอก ฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง(ฟ้อนเจิง)ตีกลองสะบัดไชย ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนน้อยไจยา ฟ้อนหริภุญชัย ฟ้อน
ล่องน่าน ฟ้อนแง้น เป็นต้น นอกจากนี้ นาฏศิลป์ของภาคเหนือยังได้รับอิทธิพลจากประเทศใกล้เคียง
ได้แก่ พม่า ลาว จีน และวฒั นธรรมของชนกลุ่มน้อย เชน่ ไทยใหญ่ เงี้ยว ชาวไทยภเู ขา ยอง เปน็ ตน้
ดังนั้น นาฏศิลป์พื้นเมืองของภาคเหนือนอกจากมีของที่เป็น "คนเมือง" แท้ๆ แล้วยังมีนาฏศิลป์ที่
ผสมกลมกลนื กบั ชนชาติตา่ งๆ และของชนเผ่าตา่ งๆ อีกหลายอย่าง เชน่ อิทธพิ ลจากพม่า เช่น ฟ้อนกำเบอ้
ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา นาฏศิลป์ของชนเผ่าต่างๆ เช่น ฟ้อนนก (กิงกาหล่า - ไทยใหญ่) ฟ้อนเงี้ยว (เงี้ยว)
ระบำซอ ระบำเกบ็ ใบชา(ชาวไทยภูเขา) ฟอ้ นไต ฟ้อนไตอ่างขาง ฟอ้ นนกยูง
4.2 การแตง่ กายของภาคกลาง
ในปัจจุบันการแต่งกายของแต่ละภาคได้รับความกลมกลืนกันไปหมด เนื่องมาจากถูกครอบคลุม
สิ่งที่เรียกว่าแฟชัน่ จึงทำให้การแตง่ กายมีความคล้ายคลึงกันไปหมด จนแยกแยะไม่คอ่ ยออกว่าบุคคลไหน
อาศยั อยูใ่ นภาคใด เราลองไปร้ือฟน้ื กนั ดวู า่ ในสมยั รนุ่ ก่อนๆ สมยั คณุ ปู่ ยา่ ตา ยาย มกี ารแต่งกายกันแบบ
ใดบ้าง โดยแยกแยะในแตล่ ะภาคตอ่ คำว่า “ เครื่องแต่งกาย “ หมายถึงสิ่งที่มนุษย์นำมาใช้เป็น
เครื่องห่อหุ้มร่างกาย การแต่งกายของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์สามารถค้นคว้าได้จาก หลักฐานทางวรรณคดี
และประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็นเครื่องช่วยชี้นำให้รู้และเข้าใจถึงแนวทางการแต่งกาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง
สภาพของการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นประวัติของเครื่องแต่งกาย ในยุคก่อนประวัติศาสตร์
มนุษย์ใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายจากสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า หนังสัตว์ ขนนก ดิน สีต่างๆ
ฯลฯ มนุษย์บางเผ่าพันธุ์รู้จักการใช้สีที่ทำมาจากต้นพืช โดยนำมาเขียนหรือสักตามร่างกายเพื่อใช้เป็น
เครื่องตกแต่งแทนการใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกาย ต่อมามนุษย์มีการเรียนรู้ ถึงวิธีที่จะดัดแปลงการใช้เครื่อง
ห่อหุ้มร่างกายจากธรรมชาติให้มีความเหมาะสมและสะดวกต่อการแต่งกาย เช่น มีการผูก มัด สาน ถัก
ทอ อัด ฯลฯ และมีการวิวัฒนาการเรื่อยมา จนถึงการรู้จักใช้วิธีตัดและเย็บ จนในที่สุดได้กลายมาเป็น
เทคโนโลยีจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ความแตกต่างในการแต่งกาย มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่อ่อนแอที่สุดในทาง
ฟิสิกส์ เพราะผิวหนังของมนุษย์มีความบอบบาง จึงจำเป็นต้องมีสิ่งปกคลุมร่างกายเพื่อสามารถที่จะ
55
ดำรงชีวิตอยู่ได้ จากความจำเป็นนี้จึงเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในอันที่จะแต่งกาย เพื่อสนองความต้องการ
ของมนุษย์เอง โดยมีสังคมและสิ่งอื่นๆประกอบกัน และเครื่องแต่งกายก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตาม
สาเหตุนัน้ ๆ คอื
4.3 การแต่งกายของภาคอสี าน
ลกั ษณะการแต่งกาย
ผชู้ าย สว่ นใหญน่ ิยมสวมเสือ้ แขนสัน้ สเี ขม้ ๆ ทเ่ี ราเรียกว่า “มอ่ ห่อม” สวมกางเกงสเี ดยี วกับเส้อื
จรดเข่า นิยมใชผ้ ้าคาดเอวด้วยผา้ ขาวมา้
ผูห้ ญงิ การแต่งกายสว่ นใหญน่ ิยมสวมใสผ่ า้ ซิ่นแบบทอทงั้ ตัว สวมเสอื้ คอเปดิ เล่นสีสัน หม่ ผ้าสไบ
เฉยี ง สวมเครอ่ื งประดบั ตามขอ้ มอื ขอ้ เท้าและคอ
ผา้ พื้นเมืองอสี าน
ชาวอสี านถอื ว่าการทอผา้ เปน็ กิจกรรมยามวา่ งหลังจากฤดกู ารทำนาหรือว่างจากงานประจำอื่นๆ
ใต้ถนุ บา้ นแต่ละบา้ นจะกางหูกทอผา้ กันแทบทกุ ครวั เรอื น โดยผูห้ ญิงในวยั ตา่ งๆ จะสบื ทอดกนั มาผ่านการ
จดจำและปฏิบตั ิจากวัยเดก็ ท้ังลวดลายสสี ัน การยอ้ มและการทอ ผ้าทที่ อด้วยมอื จะนำไปใชต้ ัดเยบ็ ทำ
เปน็ เคร่ืองนุ่งหม่ หมอน ท่นี อน ผ้าห่ม และการทอผ้ายงั เปน็ การเตรียมผา้ สำหรบั การออกเรือนสำหรับ
หญิงวัยสาว ทงั้ การเตรยี มสำหรบั ตนเองและเจ้าบ่าว ทั้งยังเปน็ การวัดถึงความเปน็ กลุ สตรี เปน็ แมเ่ หยา้ แม่
เรอื นของหญงิ ชาวอีสานอกี ด้วย
4.4 การแต่งกายของภาคใต้
ดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทย อันประกอบดว้ ย 14 จงั หวดั นน้ั แต่เดิมมีผคู้ นอาศยั อยู่ต้งั แต่
ยคุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์ จนตอ่ มาได้พฒั นาเกิดเปน็ ชุมชนและกลายเป็นเมอื งท่าท่ีสำคญั อันเปน็ จุดเชื่อมโยง
ระหว่างดินแดนตะวนั ออกและตะวันตกของโลก ซง่ึ เป็นแหล่ง แลกเปล่ยี นวฒั นธรรมท่ีสำคัญโดยเฉพาะ
ประเทศจีน อนิ เดีย และหมูเ่ กาะสมุ าตรา เรยี กดนิ แดนแหง่ น้กี นั วา่ อาณาจกั รศรวี ิชยั
อิทธิพลในการทอผ้าจากอินเดีย ที่มีการสอดผสมด้ินเงินด้ินทอง ลงในผืนผ้าสร้างรูปแบบแก่ผ้าใน
ภาคใต้ โดยซือ้ หาวสั ดสุ ่วนใหญจ่ ากอนิ เดยี ต่อมาเน่อื งจากศกึ สงคราม บา้ นเมือง ล่มสลายลงการทอผ้าอัน
วิจิตรก็สูญหายไปด้วย โดยต่อมาภายหลังหันมานำเข้าผ้าพิมพ์ และผ้าแพรจากจีนรวมถึงผ้าบาติกจาก
เกาะชวา และ ผ้ายโุ รปมาสรวมใสจ่ ากการท่ีชาวใตม้ ิไดม้ กี ารปลูกฝ้ายหรอื ไหมขึน้ ใชเ้ อง เนือ่ งจากข้อจำกัด
ของพื้นที่ จึงทำการ สั่งซื้อผ้าสำเร็จรูปโดยเฉพาะผ้าบาติก หรือปาเต๊ะมาใช้กันจนภายหลังเป็นเครื่องแต่ง
กาย ประจำภาคไปในที่สุด ปัจจุบันแหล่งทำผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้เฉพาะ 4แหล่ง
เท่านั้นคือ ที่ตำบลพุมเรี้ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี , อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช , เกาะยอ จังหวัด
สงขลา และตำบลนาหมื่นศรี จงั หวดั ตรัง
56
บทท่ี 5
สรุป
นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะการแสดงประกอบดนตรีของไทย เช่น ฟ้อน รำ ระบำ โขน แต่ละ
ท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกและมีลีลาท่าการแสดงที่แตกต่างกันไป สาเหตุหลักมาจากภูมิประเทศ ภูมิอากาศของ
แตล่ ะทอ้ งถ่นิ ความเชื่อ ศาสนา ภาษา นสิ ัยใจคอของผ้คู น ชวี ติ ความเป็นอย่ขู องแตล่ ะภาค เปน็ ศิลปะการ
รำ และการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันท่ัวไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่ม
ชนเผ่าต่างๆ เช่น ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เป็นต้น ลักษณะของการฟ้อน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
แบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ แต่ยังคงมีการรักษาเอกลักษณ์ทางการแสดงไว้คือ มีลีลาท่ารำท่ี
แชม่ ช้า ออ่ นช้อยมีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถนิ่ ท่ีสวยงามประกอบกบั การบรรเลงและขบั ร้องด้วยวง
ดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นต้น โอกาสที่แสดงมักเล่นกันในงานประเพณี
หรอื ตอ้ นรับแขกบา้ นแขกเมือง
นาฏศลิ ป์ไทย แบง่ ออกเป็น 4 ประเภท
1.รำ คือการแสดงที่มุ่งเน้นถึงศิลปะท่วงท่า ดนตรี ไม่มีการแสดงเป็นเรื่องราว รำบางชุดเป็นการ
ชมความงาม บางชุดตัดตอนมาจากวรรณคดี หรือบางทีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเนื้อเพลงเช่นการรำหน้า
พาทยเ์ ป็นตน้ รำจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดงั น้ี 1. รำเดีย่ ว 2. รำคู่ 3. รำหมู่ 4. รำละคร
2.ระบำ คือการแสดงที่มีความหมายในตัวใช้ผู้แสดงสองคนขึ้นไป คือผู้คิดได้มีวิสัยทัศน์และ
ต้องการสื่อการแสดงชุดนั้นผ่านทางบทร้อง เพลง หรือการแต่งกายแบบ ที่มาจากแรงบันดาลใจ จากเรื่อง
ต่างๆเช่นวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และเป็นการแสดงที่จบในชดุ ๆเดยี ว เป็นต้น ระบำ จะแบ่งออกเป็น
2 ประเภทดังน้ี 1.ระบำมาตรฐาน 2.ระบำทป่ี รบั ปรุงขึ้นใหม่
3. ละคร คือการแสดงเรื่องราวโดยมีตัวละครต่างดำเนินเรื่องมีผูกเหตุหรือการผูกปมของเรื่อง
ละครอาจประกอบไปดว้ ยศิลปะหลายแขนงเช่น การรำ รอ้ ง หรอื ดนตรี ละครจะแบ่งออกเป็นสองประเภท
ได้แก่ 1. ละครแบบดั้งเดมิ มีอยู่สามประเภท คือ โนห์ราชาตรี ละครนอก ละครใน 2. ละครที่ปรบั ปรุงข้ึน
ใหม่ มีอยู่ 6 ประเภท คือ ละครดกึ ดำบรรพ์ ละครพันทาง ละครเสภา ละครพดู ละครร้อง ละครสังคีต
4.มหรสพ' คือการแสดงรื่นเริง หรือการแสดงท่ใี ช้ในงานพธิ ีตา่ งๆ มีรูปแบบและวิธกี ารแสดงทเ่ี ป็น
แบบแผน เชน่ การแสดงโขน หนังใหญ่
57
นาฏศลิ ป์สากล เป็นธรรมชาตแิ ห่งการแสดงออกโดยสากลของมนุษยช์ าติแสดงการออกทางการ
เคล่ือนไหวรา่ งกายท่ีมรี ะบบและงดงาม ซึ่งกำเนดิ ขึน้ มาพรอ้ มกบั ธรรมชาติของมนุษณ์ หรอื พฤตกิ รรมปกติ
ของมนุษย์ท่ีเรยี กกันวา่ ภาษากาย หรอื ภาษทา่ ทาง ในการแสดงออกทางความรู้สกึ และอารมณข์ องมนุษย์
ออกมาทางรา่ งกาย เช่น การเดิน การนงั่ การยนื การกนิ เปน็ ต้นนาฏศิลปส์ ากลจึงเปน็ ส่ิงทีค่ วรเรียนรแู้ ละ
ทำความเข้าใจ ในเรอ่ื งประวัติท่ีมาลีลาทา่ รำ เคร่ืองดนตรีทำนองเพลง และการแต่งกาย สำหรบั นาฏศิลป์
สากลหรือนาฏศิลป์ตะวันตกที่มกี ารนำไปเผยแพร่และเปน็ ทรี่ ู้จกั ไปท่ัวโลกนัน้ มที ง้ั การฟอ้ นรำและละคร
ซึ่งจะมลี ีลาทางนาฏศลิ ป์ทเี่ ปน็ ลกั ษณะเฉพาะท่ที ุกชาติทุกภาษาเขา้ ใจ และยอมรับได้ โดยมีกานนำ
นาฏศิลปด์ ้านน้ันๆ มาเผยแพรใ่ นประเทศของตน จนกลายเปน็ นาฏศิลปส์ ากลประจำชาติต่าง ๆ ทวั่ โลกดัง
จะเห็นไดจ้ ากลีลาทา่ รำและการแสดงนาฏศิลป์สากลท่ีเปน็ ทรี่ จู้ ักกันทั่วไปในโลก ได้แก่ บัลเลต์ โอเปรา
และละครเพลงบรอดเวย์
1. บลั เลยห์ รือระบำปลายเท้า (Ballet) เปน็ ศลิ ปะทผ่ี สมผสานทา่ เต้นและดนตรที ีแ่ สดงอารมณ์
และเรือ่ งราวตามเหตกุ ารณใ์ นบทละคร โดยไมม่ ีบทพดู หรอื เจรจา หากแต่ใชท้ า่ เตน้ สหี น้าและดนตรสี อ่ื ให้
ผ้ชู มเกดิ จินตนาการและสะทอ้ นภาพออกมาเปน็ เรอ่ื งราวได้ ดังนั้น ลีลา ท่าเตน้ บลั เลย์ จงึ นับว่ามี
ความสำคัญอยา่ งยิง่ ในการแสดงบลั เลต์ โดยไดม้ กี ารบญั ญตั ิช่ือทา่ เตน้ บัลเลตท์ เ่ี ปน็ สากลและใชเ้ ปน็
มาตรฐานทวั่ โลกไว้เป็นภาษาฝรง่ั เศส ซง่ึ เปน็ ประเทศทเี่ ป็นตน้ กำเนิดของบลั เลต์
2. โอเปรา (Opera) เป็นการแสดงละครทใ่ี ชเ้ พลงและดนตรีเป็นหลักในการดำเนินเรอ่ื งราว ซ่งึ
เปน็ การรวมศาสตรท์ างดา้ นศิลปะการเขียนบทละครและบทรอ้ งการแสดง การบรรเลงดนตรี การขับร้อง
การเต้นรำ การตกแตง่ และออกแบบเคร่ืองแตง่ กาย อปุ กรณ์การแสดง การสร้างฉาก และเวทเี ข้าไว้
ดว้ ยกนั อยา่ งลงตวั
และมเี อกลักษณ์เฉพาะตวั ทส่ี ามารถส่ือให้ ผชู้ มเขา้ ใจเร่อื งราว และเกิดสนุ ทรยี ะในการชมการแสดงได้
อยา่ งซาบซง้ึ โดยเฉพาะตัวละคร หรือนักแสดงต้องเปน็ ผูท้ ี่มคี วามสามารถท้ังในดา้ นการขับรอ้ ง การ
เตน้ รำ และการแสดง เนื่องจากโอเปราทุกเร่อื งจะตอ้ งใช้ความสามารถ
3. ละครเพลงบรอดเวย์ (Broadway Musicals) เป็นการแสดงละครเพลงเวทีทกี่ ำเนดิ ขึน้ ในโรง
ละครและโรงภาพยนตร์ บนถนนบรอดเวยใ์ นนครนิวยอร์ก ประเทศสหรฐั อเมริกา โดยไดร้ บั แบบอย่างมา
จากโอเปราชวนหัว หรือ Operetta แบบยโุ รป แลว้ พฒั นาองค์ประกอบต่าง ๆ ของละครใหเ้ ป็นลกั ษณะ
ของอเมริกา ซง่ึ จะกลา่ วถงึ เรอ่ื งพ้ืน ๆ แบบชาวบา้ นหรอื ชาวเมอื งการแสดงละครเพลงบอรด์ เวย์
ประกอบด้วยดารแสดงบทบาทของตวั ละครตามเร่อื งราว การขับร้อง และการเตน้ รำ บนเวทกี ารแสดงท่มี ี
ฉากและเครอื่ งแต่งกาย ตลอดจองคป์ ระกอบทางนาฏศลิ ป์ที่สมบรู ณแ์ ละมีความสวยงามตระการตา
โดยเฉพาะในด้านการเตน้ รำที่มกี ารพัฒนาใหเ้ หมาะสมกับเนื้อหาของเรื่อง และชว่ ยสรา้ งความเพลิดเพลิน
58
สนุกสนานเคลา้ คลอไปกบั บทเพลงดนตรี และเรือ่ งราวต้ังแตต่ ้นจนจบ ทำให้ผชู้ มเกดิ ความซาบซ้ึงใน
อรรถรสแห่งการแสดงดนตรที ม่ี สี ุนทรียภาพและคณุ ค่าแหง่ นาฏศิลป์สากล ดงั นั้น ลลี านาฏศิลปส์ ากล จึง
เปน็ ศลิ ปะแห่งการแสดงท่าทาง อารมณ์ ความรสู้ กึ นกึ คิดและการเตน้ รำออกมาเป็นเร่อื งราวประกอบ
ดนตรี และบทเพลงทสี่ ามารถสอื่ อารมณ์ ความคิด และเรอื่ งราวให้ผชู้ มเขา้ ใจได้ทัว่ โลก ด้วยภาษาและ
ลลี านาฏศลิ ป์ท่เี ปน็ สากลและเปน็ ทรี่ ู้จักโดยท่ัวไป
59
บรรณานกุ รม
กติ ตชิ ัย วไิ ลวรรณ.์ “ยินดตี ้อนรบั สนู่ าฏศิลป์ไทย,” [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก:
https://armarm23.wordpress.com/. ม.ป.ป.[สืบค้นเมือ่ 19สิงหาคม 2564].
“การแสดง ประเภทรำ,” 2552. [ออนไลน]์ . เข้าถึงได้จาก:
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=banrakthai&group=7#top. [สบื ค้นเม่อื 20
สิงหาคม 2564].
“การแสดง ประเภทรำ,” 2552. [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงได้จาก:
https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=banrakthai&group=6. [สบื คน้ เมื่อ 3 กันยายน
2564].
“ความเปน็ มาของ “โขน” ศลิ ปะชนั้ สงู ท่รี วมศาสตรแ์ ละศลิ ปห์ ลากหลายแขนง,”2561 [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ
ไดจ้ าก: https://www.sanook.com/campus/1391797/. [สืบคน้ เม่ือ 25 สิงหาคม 2564].
จิตรกร ตงั้ เกษมสขุ . 2525. พทุ ธปรัชญากบั ปรชั ญาการศกึ ษา กรุงเทพมหานคร สำนกั พิมพ์เคล็ดไทย.
[ออนไลน]์ .เข้าถงึ ไดจ้ าก: http://treenathi.blogspot.com/p/my-vi.html. [สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม
2564].
“ดนตรีและเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป,์ ” [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก:
https://sites.google.com/site/hathaikarnkarn/home/prapheth-khxng-natsilp/dntri-laea-
phelng-prakxb-kar-saedng-natsilp-1, ม.ป.ป. [สืบค้นเมือ่ 10 สิงหาคม 2564].
“ตน้ กำเนิดนาฏศลิ ป,์ ” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://sites.google.com/a/nps.ac.th/jintana-
n6/wicha-natsilp/tn-kaneid-natsilp, ม.ป.ป. [สบื ค้นเมอ่ื 15 สงิ หาคม 2564].
ธีรวัฒน์ ช่างสาน. 2555. ทมี่ าของนาฏศิลป์ไทย. [ออนไลน]์ . เข้าถึงได้จาก:
https://sites.google.com/site/phusanesa/thima-khxng-natsilp. [สบื ค้นเมือ่ 9 สิงหาคม 2564].
“นาฏศลิ ป์ไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก: http://lovenattasinthai.blogspot.com/, ม.ป.ป. [สืบคน้
เมอ่ื 26 สิงหาคม 2564].
“นาฏศิลป์ไทย,”[ออนไลน์].เข้าถงึ ได้จาก: http://theartrnm.blogspot.com/p/blog-
page_5704.html. ม.ป.ป. [สบื คน้ เม่ือ 1 กนั ยายน 2564].
60
“ประวตั ินาฏศลิ ป์ไทย,” [ออนไลน]์ .เข้าถงึ ไดจ้ าก:http://www.maechai.ac.th/art/prawat.htm,
ม.ป.ป. [สืบค้นเมื่อ 1กันยายน 2564].
มสิ กมลวรรณ จีรภิญญาภา.“นาฏศิลปส์ ากล,”[ออนไลน]์ .เข้าถงึ ได้จาก:
https://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-
bin/main_php/print_informed.php?id_count_inform=26795. ม.ป.ป. [สืบค้นเม่ือ 7กนั ยายน
2564].
“รายงานนาฏศลิ ป1์ 3,” 2562 [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก: https://fliphtml5.com/ujlze/xzyq/basic.
[สบื ค้นเมอื่ 1กนั ยายน 2564].
“รำ,” [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก:
http://119.46.166.126/self_all/selfaccess9/m3/716/lesson1/pt/item6.php, ม.ป.ป. [สบื คน้
เมือ่ 20 สงิ หาคม 2564].
เรณู โกศนิ านนท์. 2543. “โอกาสที่แสดงโขน,” บา้ นรำไทย [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก:
http://www.banramthai.com/html. [สืบค้นเมอ่ื 29 สิงหาคม 2564].
“ลักษณะบทโขน,” 2555 [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ได้จาก: http://khon-thailand.blogspot.com/. [สบื คน้
เมอ่ื 25 สิงหาคม 2564].
ศภุ สิ ชา มะลวิ ัลย์. 2562. ววิ ัฒนาการละครไทย. [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก:
https://filmsupitcha.blogspot.com/2019/09/blog-post.html. [สบื คน้ เมอื่ 4 กนั ยายน 2564].
สธุ ิดา สวสั ดอ์ิ ุบล. 2556. “บทที่ 3 นาฏศิลปส์ ากล,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก:
https://dongpoel3839.wordpress.com/. [สบื ค้นเมอื่ 17 สงิ หาคม 2564].
สุมน อมรวิวัฒน,์ . “ระบำ รำ ฟ้อน,” ศาสตราจารย์ ภาควชิ าประถมศึกษา คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั , [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก: https://board.postjung.com/1030361. ม.ป.ป. [สืบคน้ เมือ่
20 สงิ หาคม 2564].
อบุ ลวรรณ นาคสังข.์ 2016. ยินดตี ้อนรบั เข้าสบู่ า้ นโขน. [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงได้จาก:
https://khonsite.wordpress.com/. [สบื ค้นเมอ่ื 10 กันยายน 2564].