การนำเทคโนโลยมี าใช้บรกิ ารผบู้ ริโภคในการจัดทำคำฟอ้ งด้วยคำฟ้องสำเรจ็ รูป
และการขอให้บนั ทกึ รายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรอื คำให้การในคดผี ู้บริโภค
พันธณี ทองพรอ้ ม
รายงานทางวชิ าการส่วนบุคคลฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม
หลักสูตร “ผอู้ ำนวยการระดับต้น” รนุ่ ที่ 8
วทิ ยาลัยขา้ ราชการศาลยุติธรรม
สถาบนั พฒั นาขา้ ราชการฝา่ ยตลุ าการศาลยตุ ธิ รรม
พ.ศ. 2564
วิทยาลัยขา้ ราชการศาลยุตธิ รรม
สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตลุ าการศาลยุตธิ รรม
รายงานวิชาการรายบคุ คล
ของ
นางสาวพันธณี ทองพร้อม
เรื่อง
การนำเทคโนโลยมี าใช้บริการผู้บริโภคในการจดั ทำคำฟ้องดว้ ยคำฟอ้ งสำเร็จรปู
และการขอใหบ้ ันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรอื คำให้การในคดีผบู้ รโิ ภค
ได้รบั การตรวจสอบและอนุมัติให้เป็นส่วนหนึง่ ของการฝึกอบรม
หลักสตู ร “ผอู้ ำนวยการระดบั ตน้ ” ร่นุ ท่ี 8
เม่ือวนั ที่ 16 เดอื น มิถุนายน พ.ศ. 2564
ประธานกรรมการประเมนิ ผลการฝกึ อบรม ......................................................
(นายภมี ธงสันติ)
ทป่ี รกึ ษารายงานทางวิชาการส่วนบุคคล ......................................................
(นางสาวดวงพร ตอ่ พงศกร)
ผู้อำนวยการสถาบนั พฒั นาข้าราชการฝ่ายตลุ าการศาลยุติธรรม
......................................................
(นางสาวมาดี ธรรมสจั จกลู )
(สำเนา)
คำสง่ั สถาบนั พัฒนาขา้ ราชการฝา่ ยตุลาการศาลยุติธรรม
ที่ ๘๖ /๒๕๖๓
เร่ือง แตง่ ตง้ั คณะกรรมการประเมินผลการฝึกอบรม หลักสตู ร “ผู้อำนวยการระดบั ตน้ ” รนุ่ ที่ ๘
ด้วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดจัดการฝึกอบรม
หลักสูตร “ผู้อำนวยการระดับต้น” รุ่นท่ี ๘ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งใน
ด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะและสมรรถนะ รวมท้ังภาวะผู้นำและการมีคุณธรรมจริยธรรม ให้มี
ความพร้อมท่ีจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังน้ัน เพื่อให้การฝึกอบรมบรรลุวัตถุประสงค์และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงแต่งตั้งคณะกรรมการ
ประเมินผลการฝกึ อบรม หลกั สูตร “ผู้อำนวยการระดับตน้ ” รุน่ ท่ี ๘ ประกอบด้วยบคุ คลดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. นายภมี ธงสนั ติ ประธานกรรมการ
ผพู้ ิพากษาศาลอุทธรณ์ ช่วยทำงานช่วั คราวในตำแหน่ง
เลขาธกิ ารสถาบนั พฒั นาขา้ ราชการฝ่ายตุลาการศาลยตุ ธิ รรม
๒. นายสรวศิ ลิมปรงั ษี กรรมการ
ผ้ชู ่วยผู้พพิ ากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพเิ ศษ ชว่ ยทำงานช่วั คราว
ในตำแหน่งผู้พิพากษาหวั หนา้ ศาลประจำสำนักประธานศาลฎกี า
๓. นายภพ เอครพานชิ กรรมการ
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยตุ ิธรรม
๔. นายศภุ กิจ แย้มประชา กรรมการ
รองเลขาธกิ ารสำนกั งานศาลยุตธิ รรม
๕. นายปาลิต สนั ทนาคณิต กรรมการ
ผูพ้ ิพากษาศาลช้ันตน้ ประจำสำนกั ประธานศาลฎกี า
๖. นางสาวศิริพร ลิม้ ทองเจรญิ กรรมการ
ผอู้ ำนวยการสำนักกฎหมายและวิชาการศาลยตุ ิธรรม
๗. นายวิทยา วรี ะประดษิ ฐ์ กรรมการ
ผอู้ ำนวยการสำนักการเจ้าหนา้ ท่ี
๘. นางศศิประภา กล่นิ อยู่ กรรมการ
ผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมการขา้ ราชการศาลยตุ ิธรรม
๙. ผูอ้ ำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ กรรมการและเลขานกุ าร
ศาลยุตธิ รรม
/๑๐. ผู้อำนวยการ...
–๒–
๑๐. ผูอ้ ำนวยการวทิ ยาลัยข้าราชการศาลยุตธิ รรม ผชู้ ่วยเลขานุการ
สถาบันพฒั นาขา้ ราชการฝ่ายตลุ าการศาลยุตธิ รรม ผชู้ ว่ ยเลขานุการ
ผู้ช่วยเลขานกุ าร
๑๑. นางสาวจรุ ีรตั น์ กาญจนวงค์ ผู้ชว่ ยเลขานุการ
นกั ทรัพยากรบุคคลชำนาญการ ผ้ชู ว่ ยเลขานุการ
สถาบนั พัฒนาขา้ ราชการฝ่ายตุลาการศาลยตุ ิธรรม
๑๒. นางสาววมิ ล เหล่าประเสรฐิ
เจา้ พนกั งานธุรการชำนาญงาน
สถาบันพัฒนาขา้ ราชการฝ่ายตลุ าการศาลยตุ ิธรรม
๑๓. นางสาวภทั รา จนั ทรย์ าง
นกั ทรัพยากรบคุ คลปฏิบัติการ
สถาบนั พัฒนาขา้ ราชการฝ่ายตุลาการศาลยตุ ธิ รรม
๑๔. นายณภัทร บุญญอารักษ์
นกั ทรพั ยากรบุคคลปฏิบตั ิการ
สถาบนั พฒั นาขา้ ราชการฝ่ายตุลาการศาลยุตธิ รรม
ให้คณะกรรมการมีอำนาจหนา้ ที่ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. พิจารณาหัวข้อการทำรายงานทางวิชาการส่วนบุคคลของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
หลกั สตู ร “ผอู้ ำนวยการระดบั ตน้ ” รุ่นที่ ๘
๒. พจิ ารณาหัวขอ้ วชิ ากำหนดวิทยากรในหลกั สตู ร “ผ้อู ำนวยการระดับตน้ ” รุ่นท่ี ๘
๓. ประเมินผลการฝึกอบรม หลักสูตร “ผู้อำนวยการระดับต้น” รุ่นที่ ๘ ตาม
เง่ือนไขของหลักสูตร และรายงานผลต่อเลขาธิการสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาล
ยุติธรรม
๔. ดำเนนิ การอน่ื ใดเพือ่ ใหก้ ารฝกึ อบรมหลักสูตรน้บี รรลผุ ลสำเร็จ
ทัง้ น้ี ตงั้ แต่บัดนี้เปน็ ต้นไป
สั่ง ณ วันท่ี ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
(ลงชอื่ ) ภมี ธงสันติ
สำเนาถกู ตอ้ ง (นายภีม ธงสันติ)
ผู้พิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ชว่ ยทำงานชั่วคราวในตำแหน่ง
จินดา ตงั้ ไพบลู ย์ เลขาธกิ ารสถาบนั พฒั นาข้าราชการฝ่ายตลุ าการศาลยุติธรรม
(นางจินดา ตง้ั ไพบูลย์)
เจ้าพนกั งานธรุ การชำนาญงาน
(สำเนา)
คำสง่ั สถาบันพฒั นาขา้ ราชการฝา่ ยตลุ าการศาลยตุ ิธรรม
ที่ ๑๔/๒๕๖๔
เรื่อง แตง่ ตั้งคณะกรรมการประเมินผลการฝกึ อบรม หลักสูตร “ผู้อำนวยการระดบั ต้น” รุ่นท่ี ๘
เพิม่ เตมิ
อนุสนธิคำส่ังสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมท่ี ๘๖/๒๕๖๓
ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการฝึกอบรม หลักสูตร
“ผูอ้ ำนวยการระดับต้น” รุน่ ท่ี ๘
ในการน้ี เพื่อให้การประเมินผลการฝึกอบรม หลักสูตร “ผู้อำนวยการระดับต้น”
รุ่นท่ี ๘ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลา
การศาลยุติธรรม จงึ แตง่ ตง้ั กรรมการ ดงั นี้
๑. นางสาวฉันทนา เจริญศักด์ิ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษา
ศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งรองเลขาธิการสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลา
การศาลยุติธรรม เป็นกรรมการแทนนายปาลิต สันทนาคณิต ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนัก
ประธานศาลฎีกา ซึ่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลช้ันต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ช่วย
ทำงานชัว่ คราวในตำแหนง่ ผูพ้ ิพากษาศาลชนั้ ต้นประจำกองผ้ชู ว่ ยผพู้ ิพากษาศาลอุทธรณ์
๒. นางสาวอาภาธรี อาสภวิริยะ ผู้พิพากษาศาลช้ันต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาล
ฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา และนาย
ศรัณย์รัฐ ศรัณยสุนทร รองเลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ช่วยทำงานช่ัวคราวในตำแหน่งผู้
พพิ ากษาศาลช้นั ตน้ ประจำสำนักประธานศาลฎีกา เป็นกรรมการ
ท้งั นี้ ตงั้ แตบ่ ดั นเ้ี ปน็ ต้นไป
ส่ัง ณ วนั ท่ี ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔
(ลงช่ือ) นายภีม ธงสันติ
สำเนาถูกตอ้ ง (นายภมี ธงสันต)ิ
เลขาธิการสถาบนั พฒั นาขา้ ราชการฝ่ายตลุ าการศาลยุตธิ รรม
จินดา ตง้ั ไพบลู ย์
(นางจินดา ตง้ั ไพบูลย)์
เจ้าพนกั งานธุรการชำนาญงาน
บทคดั ยอ่
ชอ่ื รายงานทางวิชาการสว่ นบุคคล การนำเทคโนโลยีมาใช้บริการผู้บริโภคในการ
จัดทำคำฟ้องด้วยคำฟ้องสำเร็จรูปและการขอให้
ชือ่ ผู้เขียน บันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรือคำให้การ
หลักสูตร ในคดผี ู้บริโภค
ปกี ารศึกษา นางสาวพนั ธณี ทองพร้อม
ที่ปรกึ ษารายงานทางวิชาการส่วนบุคคล “ผอู้ ำนวยการระดับต้น” รุ่นที่ 8
พ.ศ. 2564
นางสาวดวงพร ต่อพงศกร
รายงานวิชาการ เรื่อง การนำเทคโนโลยมี าใช้บริการผู้บริโภคในการจัดทำคำฟ้องด้วย
คำฟ้องสำเร็จรูปและการขอให้บันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรือคำให้การในคดีผู้บริโภค เป็น
การศกึ ษาวจิ ัยทางเอกสาร (Documentary Research) เก่ียวกบั ความเป็นมาและความสำคัญของ
การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้บริโภคในการย่ืนคำฟ้องหรือคำให้การในคดีผู้บริโภค โดย
ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับการดำเนินคดีผู้บริโภค กฎหมายท่ีเก่ียวข้องและการนำ
เทคโนโลยีมาปรับใช้ในการให้บริการแก่ผู้บริโภคให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่าย สะดวกและ
ประหยัด สามารถสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมท่ีสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและ
ศาลยุติธรรม กล่าวคือ การฟ้องคดีผู้บริโภค โจทก์จะฟ้องด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือก็ได้ กรณีท่ี
โจทก์ประสงคจ์ ะฟอ้ งดว้ ยวาจา ให้เจา้ พนกั งานคดีจัดให้มีการบนั ทึกรายละเอียดแหง่ คำฟ้องได้ หรือ
กรณีผู้บริโภคถูกฟ้องเป็นจำเลย คูค่ วามไม่อาจตกลงกันได้และจำเลยยังไมไ่ ด้ยื่นคำการ ให้ศาลจัด
ให้มีการสอบถามคำให้การจำเลย โดยจำเลยจะย่ืนคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจา
และขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการจัดทำคำให้การก็ได้ ผู้บริโภคจึงเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่ง
ค้มุ ครองให้มีโอกาสเข้าถงึ ความยตุ ิธรรมได้สะดวกยิ่งข้นึ
ปัจจุบันศาลยุติธรรมได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพ่ือสนับสนุนการทำงานและ
พัฒนาระบบการบริหารจัดการคดีและการบริการประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง
และสอดคล้องกับบริบทของสังคมที่ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและมีการขยายการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการ
สนับสนุนการทำงานเพ่ือการลดข้ันตอนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยการนำระบบรับส่ง
อิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานศาลยุติธรรม ได้แก่ ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System)
และระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) มาใช้ให้บริการ
แก่คู่ความ หรือทนายความให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวกและมี
ประสิทธิภาพแล้วก็ตาม แต่ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System) นำมาใช้เพื่อบริการแก่
คู่ความหรือทนายความในการฟ้องคดีผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล การที่คู่ความหรือ
ทนายความอาจยื่นคำฟ้อง หรือคำร้องขอต้ังต้นคดีทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ได้ คู่ความต้องมี
ความรู้ความสามารถในการจัดทำฟ้องได้ด้วยตนเอง หรือสามารถแต่งตั้งทนายความให้ทำคำฟ้อง
และเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยสะดวก เพราะในการฟ้องคดีผู้บริโภคผ่านระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์
(e-Filing System) คู่ความ หรือทนายความจะต้องทำคำฟ้องโดยบรรยายข้อเท็จจริงที่ถูกโต้แย้ง
และข้อกฎหมายให้ชัดแจ้ง รวมท้ังคำขอบังคับด้วย แล้วเรียบเรียงในแบบพิมพ์คำฟ้องคดีผู้บริโภค
(ผบ.1) แปลงไฟล์คำฟ้องและเอกสารประกอบเป็นไฟล์ PDF เพื่อยื่นฟ้องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง
การดำเนินการดังกล่าวมีขั้นตอนและวิธีการท่ียุ่งยาก ผู้บริโภคที่ไม่มีความรู้ความสามารถในการ
จัดทำคำฟ้องจะไม่สามารถเรียบเรียงคำฟ้องและยื่นคำฟ้องด้วยตนเองได้ ส่วนระบบบริการ
ออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) จะให้บริการข้อมลู คดีแก่คู่ความ
ทนายความหรือประชาชนที่เก่ียวข้องทุกประเภทคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีผู้บริโภคและ
คดีอาญา แต่ในด้านของผู้บริโภคท่ีประสงค์จะขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึก
รายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรือขอให้ช่วยเหลือในการจัดทำคำให้การจำเลย ยังไม่มีช่องทางในการ
ติดต่อ หรือประสานงานกับเจ้าพนักงานคดีผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรมได้ ทำให้
ผู้บริโภคที่ประสงค์จะขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการดำเนินการดังกล่าวไม่ ได้รับความ
สะดวกและต้องเดนิ ทางมาศาลเพือ่ ดำเนนิ การเชน่ เดมิ
ดังนั้น เพื่อเพิ่มช่องทางและการบริการทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ประสงค์จะย่ืนฟ้อง
คดีผู้บริโภค หรือร้องขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรือ
คำให้การในคดีผู้บริโภคโดยไม่ต้องเดินทางมาศาลและสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองต้ังแต่การ
เริ่มต้นคำฟ้อง คำร้องผ่านระบบ หรือการแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องและติดตามผลการดำเนินการ
ผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควรจัดให้มีการบริการย่ืนฟ้องคดีผู้บริโภคโดยใช้แบบคำฟ้อง
สำเร็จรูป (e-Form) พร้อมท้ังแนบเอกสารท่ีเกี่ยวข้องเบื้องต้นผ่านระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์
(e-Filing System) แก่ผู้บริโภคที่ประสงค์จะฟ้องคดีด้วยตนเองในคดีที่ไม่มีข้อเท็จจริงยุ่งยาก
ซับซ้อน หรือกรณีท่ีผู้บริโภคประสงค์ให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึกรายละเอียดแห่ง
คำฟ้อง หรือคำให้การในคดีผู้บริโภค สามารถแจ้งความประสงค์ผ่านระบบบริการออนไลน์
ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) ได้ ทั้งน้ี เพ่ือให้ผู้บริโภคมีช่องทางและ
บริการทางเลือกให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและใช้สิทธิทางศาลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาท่ีมุ่งเน้นให้ประชาชนต้อง
ได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคและสร้างกลไกการดำเนินกระบวนพิจารณาและการพิพากษา
คดีที่ทนั สมัย
ก
กติ ตกิ รรมประกาศ
รายงานวิชาการส่วนบุคคล เรื่อง การนำเทคโนโลยีมาใช้บริการผู้บริโภคในการ
จัดทำคำฟ้องด้วยคำฟ้องสำเร็จรูปและการขอให้บันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรือคำให้การ
ในคดีผู้บริโภค เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมหลักสูตร “ผู้อำนวยการระดับต้น” รุ่นที่ 8 ของ
สำนักงานศาลยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของผู้บริโภคในการเข้าถึง
กระบวนการฟ้องคดี การขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้อง
หรือคำให้การในคดีผู้บริโภค เพ่ือนำไปสู่การเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภคได้เข้าถึง
กระบวนการยุติธรรมได้สะดวก รวดเร็วและประหยัด โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ให้สอดคล้องกับ
บริบทของสังคม ตลอดจนการเสนอแนะแนวทางเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาระบบการ
ให้บริการและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็วและเป็นไปอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
รายงานวิชาการส่วนบุคคลฉบับน้ี สำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ด้วยความอนุเคราะห์อย่างดี
ยิ่งจาก นางสาวดวงพร ต่อพงศกร ที่ปรึกษารายงานวิชาการส่วนบุคคล หลักสูตร “ผู้อำนวยการ
ระดับต้น” รุ่นที่ 8 ที่ได้กรุณาให้ความช่วยเหลือ เอาใจใส่ แนะนำ ตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่อง
ตลอดจนการให้แง่คิด มุมมองในการจัดทำรายงาน การจัดทำรูปแบบรายงาน เพ่ือให้ได้ความ
สมบูรณท์ กุ ขั้นตอน ขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี
ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างย่ิงว่ารายงานทางวิชาการส่วนบุคคลฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้บริหารศาลยุติธรรม ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริโภคให้ได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบ
เทคโนโลยีทีท่ ันสมัย สะดวก รวดเรว็ และมปี ระสิทธภิ าพตอ่ ไป
พันธณี ทองพรอ้ ม
ข
สารบญั
หน้า
กติ ตกิ รรมประกาศ ………………………………………………………………………………………………… ก
สารบญั ............................................................................................................................... ข
บทที่ 1 บทนำ 1
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ............................................................... 1
วัตถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา .................................................................................. 2
ขอบเขตของการศึกษา ......................................................................................... 2
ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รับจากการศึกษา ............................................................ 3
คำนยิ ามศัพท์ ........................................................................................................ 3
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง ........................................................... 4
2.1 แนวคดิ เกยี่ วกบั คดีผูบ้ ริโภค ………………….…................................................... 4
2.2 ระบบการพิจารณาคดีพน้ื ฐาน ......................................................................... 5
2.2.1 ระบบกล่าวหา (Accusatorial System) .............................................. 5
2.2.2 ระบบไตส่ วน (Inquisitorial System) ................................................. 8
2.3 หลักการตามพระราชบญั ญตั วิ ธิ ีพิจารณาคดผี ู้บริโภค พ.ศ. 2551 ................... 9
2.3.1 วตั ถปุ ระสงคข์ องกฎหมาย .................................................................... 10
2.3.2 หลักวิธีพิจารณาพน้ื ฐาน ....................................................................... 10
2.3.3 ความหมายของคดผี ู้บรโิ ภค ................................................................... 11
2.4 คำฟ้องคดีผบู้ รโิ ภค ......................................................................................... 15
2.4.1 การเสนอคำฟอ้ ง ............................................................................... 15
2.4.2 รายการและรายละเอียดแห่งคำฟ้อง ..................................................... 16
2.4.3 เขตอำนาจศาล ...................................................................................... 17
2.4.4 คา่ ฤชาธรรมเนยี มในคดผี บู้ ริโภค ......................................................... 17
2.4.5 การจัดทำคำฟ้องคดีผบู้ ริโภค ................................................................. 18
2.5 คำใหก้ ารในคดแี พ่ง ........................................................................................ 19
2.6 คำให้การในคดีผู้บรโิ ภค ................................................................................. 22
2.7 ระเบียบ หรอื กฎหมายที่เกยี่ วข้อง …………………………………………………………. 24
2.7.1 พระราชบัญญตั วิ ธิ ีพจิ ารณาคดีผบู้ รโิ ภค พ.ศ. 2551 ……………………….. 24
2.7.2 ขอ้ กำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพจิ ารณา
และการปฏิบัติหนา้ ทข่ี องเจ้าพนกั งานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 .... 26
2.7.3 พระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองผ้บู รโิ ภค พ.ศ. 2522 ...................................... 26
2.7.4 ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพ่ง ............................................... 27
ค
สารบญั (ตอ่ )
หน้า
2.8 ยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 ....................................................... 28
2.8.1 แผนแม่บทภายใต้ยทุ ธศาสตร์ชาติ ประเดน็ กฎหมายและ
กระบวนการยตุ ธิ รรม ............................................................................ 29
2.8.2 แผนปฏริ ูปประเทศดา้ นกระบวนการยุติธรรม ....................................... 30
32
2.9 ยทุ ธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561-2564 .................................................... 33
2.10 นโยบายประธานศาลฎกี า พ.ศ. 2563-2564 ................................................ 34
2.11 หลกั การ SMART COURT .......................................................................... 35
2.12 ระบบรับส่งอเิ ล็กทรอนกิ สข์ องสำนักงานศาลยตุ ิธรรม .................................. 37
2.12.1 ระบบรับส่งอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-Filing System) ................................... 39
2.12.2 ระบบบรกิ ารออนไลน์ศาลยตุ ธิ รรม 42
(Court Integral Online Service: CIOS) …………………………………………….. 42
บทที่ 3 วิธกี ารศกึ ษา ……………………………………………………………………….………………….. 42
3.1 รูปแบบการศกึ ษา .................................................................................... 44
3.2 วิธกี ารศกึ ษาและการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................. 45
บทท่ี 4 ผลการศกึ ษาและการวิเคราะหข์ ้อมลู ................................................................. 47
4.1 การฟอ้ งคดผี ูบ้ ริโภค ........................................................................................ 48
4.1.1 กรณีโจทกย์ ืน่ ฟอ้ งคดผี ้บู ริโภคเปน็ หนังสือ............................................... 50
4.1.2 กรณโี จทก์ซงึ่ เปน็ ผบู้ รโิ ภคประสงคจ์ ะฟอ้ งคดผี บู้ รโิ ภคด้วยวาจา ........... 50
4.2 คำใหก้ ารจำเลยในคดีผู้บรโิ ภค ........................................................................ 51
4.2.1 กรณคี ำใหก้ ารเปน็ หนังสือ ................................................................... 53
4.2.2 กรณคี ำให้การดว้ ยวาจา ....................................................................... 54
4.3 การนำเทคโนโลยมี าใช้สนับสนนุ ในการให้บริการผู้บริโภคในคดีผู้บรโิ ภค .......
4.3.1 ระบบรับสง่ อเิ ล็กทอรนกิ ส์ (e-Filing System) ………………………………. 58
4.3.2 ระบบบริการออนไลน์ศาลยุตธิ รรม 62
63
(Court Integral Online Service: CIOS) ………………………………..... 63
4.4 ขอ้ จำกัดในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพฒั นาระบบงาน ........................... 65
บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายและข้อเสนอแนะ ............................................................................ 67
5.1 บทสรุป ........................................................................................................... 68
5.2 ขอ้ เสนอแนะ ....................................................................................................
บรรณานกุ รม ......................................................................................................................
ประวัตผิ ู้ศกึ ษา ....................................................................................................................
บทท่ี 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทบัญญัติที่กำหนด
หลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับระบบวิธีพิจารณา
คดีที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค มีกระบวนพิจารณาที่เหมาะสมในการคุ้มครอง
ผู้บริโภคและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยสะดวก มีการจัด
กระบวนการค้นหาความจริงให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ปรับปรุงระบบวิธีพิจารณาคดีให้
รวดเร็วและมีหลักเกณฑ์ที่เอื้อต่อการเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย อันเป็นการคุ้มครอง
ผู้บริโภคที่ต้องใช้สิทธิทางศาล โดยเฉพาะการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ให้สิทธิผู้บริโภค
สามารถฟ้องคดีด้วยวาจาได้ หรือกรณีผู้บริโภคถูกฟ้องเป็นจำเลย ผู้บริโภคที่ประสงค์จะยื่น
คำให้การต่อสู้คดีสามารถขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการจัดทำคำให้การได้ ตาม
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 4 และมาตรา 20 ประกอบ
ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของ
เจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 17 กล่าวคือ ในคดีผู้บริโภค
โจทก์สามารถฟ้องคดีเป็นหนังสือ หรือฟ้องด้วยวาจาก็ได้ หากโจทก์ประสงค์จะฟ้องคดีด้วย
วาจาสามารถขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องได้ หรือกรณี
ผู้บริโภคถูกฟ้องเป็นจำเลยและคดีไม่สามารถตกลงกันได้ก็สามารถขอให้เจ้าพนักงานคดี
ช่วยเหลือในการจัดทำคำให้การได้ด้วย แต่ในการดำเนินการดังกล่าวผู้บริโภคจะต้องเดินทางมา
พบเจ้าพนักงานคดีเพื่อแจ้งความประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือ โดยผู้บริโภคจะต้อง
รวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นแจ้งให้เจ้าพนักงานคดีทราบ พร้อมทั้ง
บันทึกรายละเอียดแบบแจ้งความประสงค์ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเจ้าพนักงานคดีจะได้ตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงและดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนดังกล่าวยังเป็น
กระบวนการที่ล่าช้าและไม่มีช่องทางที่หลากหลาย ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการ
ยุติธรรมได้ด้วยความสะดวก รวดเร็วและได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที
เมื่อปัจจุบันศาลยุติธรรมได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการดำเนินงานเพื่อการ
บริหารจัดการคดีและการบริการของศาลยุติธรรมให้มีความสะดวก รวดเร็วและมีการขยายการ
นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสนับสนุนการทำงานเพื่อการลดขั้นตอ นและค่าใช้จ่ายในการ
ดำเนินคดีโดยมีระบบที่มีมาตรฐานให้ทุกศาลขับเคลื่อนการทำงานในแนวทางเดียวกัน มุ่งเน้น
การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานและพัฒนาระบบการบริการประชาชน
การพิจารณาและพิพากษาคดีให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น เพื่อเพิ่ม
2
ช่องทางและการบริการทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ประสงค์จะยื่นคำฟ้องคดีผู้บริโภค หรือร้อง
ขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องในคดีผู้บริโภค หรือ
ช่วยเหลือในการจัดทำคำให้การโดยไม่ต้องเดินทางมาศาลและสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
ตั้งแต่การเริ่มต้นคำฟ้อง คำร้องผ่านระบบ หรือการแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องและติดตามผลการ
ดำเนินการผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควรจัดให้มีการบริการย่ืนฟ้องคดีผู้บริโภคโดยใช้แบบ
คำฟ้องสำเร็จรูป (e-Form) พร้อมทั้งแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นผ่านระบบรับส่ง
อิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System) แก่ผู้บริโภคที่ประสงค์จะฟ้องคดีด้วยตนเองในคดีที่ไม่มี
ข้อเท็จจริงยุ่งยากซับซ้อน หรือกรณีที่ผู้บริโภคประสงค์จะร้องขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือ
ในการบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องหรือคำให้การ สามารถยื่นคำร้องแจ้งความประสงค์ผ่าน
ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) ด้วยตนเองได้
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและใช้สิทธิทางศาลได้อย่างสะดวก
รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาที่มุ่งเน้นให้
ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคและสร้างกลไกการดำเนินกระบวนพิจารณา
และการพิพากษาคดีที่ทันสมัย
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา
1. เพื่อศึกษาถึงช่องทางและบริการทางเลือกให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการยื่นคำฟ้อง หรือ
คำร้องขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้อง หรือการจัดทำ
คำใหก้ ารโดยไมต่ ้องเดนิ ทางมาศาลผ่านระบบเทคโนโลยีท่ีมีประสทิ ธภิ าพ
2. เพ่ือศึกษาถึงแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกบั การคุ้มครองผู้บริโภคและเทคโนโลยที ่ีเก่ียวข้อง
กบั การเพิม่ ช่องทางและบริการทางเลือกให้กบั ผบู้ ริโภคให้เขา้ ถึงกระบวนการยุติธรรม
3. เพ่ือศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาการนำเทคโนโลยีมาใช้บริการผู้บริโภคในการจัดทำ
คำฟ้องโดยใช้แบบคำฟ้องสำเร็จรูป (e-Form) ผ่านระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System)
หรือการยื่นคำร้องแจ้งความประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึกรายละเอียดแห่ง
คำฟ้อง หรือคำให้การผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service:
CIOS) รวมท้ังการเสนอแนะแนวทางเพ่ือนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการให้บริการ
และอำนวยความยตุ ธิ รรมแก่ประชาชนไดอ้ ย่างสะดวก รวดเรว็ ประหยดั และมีประสทิ ธิภาพ
ขอบเขตของการศึกษา
เป็นการศึกษาถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการเข้าถึงกระบวนการ
ยุติธรรมของผบู้ รโิ ภคในการยื่นคำฟ้องหรือคำให้การในคดีผ้บู รโิ ภค โดยศึกษาถึงแนวคิดและทฤษฎี
ที่เก่ียวข้องกับการดำเนินคดีผู้บริโภค กฎหมายที่เกี่ยวข้องและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้
สอดคล้องกับความเปล่ียนแปลงของบริบทในสังคมปัจจุบัน รวมท้ังการวิเคราะห์ปัญหาการเข้าถึง
กระบวนการยตุ ิธรรมของผบู้ รโิ ภคในการยื่นคำฟอ้ งหรือคำให้การในคดีผูบ้ รโิ ภค เพอื่ หาแนวทางใน
3
การแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาระบบการดำเนินคดีผู้บริโภคให้สามารถอำนวยการยุติธรรมได้อย่าง
ถูกต้อง เหมาะสมและสามารถสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมท่ีสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ
กฎหมายต่อไป
ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ ับจากการศึกษา
1. ประโยชน์ต่อทางวิชาการ การนำเทคโนโลยีท่ีมีอยู่มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ เพื่อ
เพ่ิมประสิทธิภาพและสนับสนุนการบริการให้สามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน
ปรับปรุงและพัฒนาระบบงานให้เกิดประสิทธิภาพ สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน
และสนบั สนุนการอำนวยความยุติธรรมทีส่ อดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแตล่ ะคดีได้อย่างถกู ตอ้ ง
2. ประโยชน์ต่อประชาชน เป็นการค้มุ ครองสิทธิผู้บริโภคให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึง
กระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว ประหยัดและได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่าง
รวดเรว็
3. ประโยชน์ต่อองค์กร มีระบบเทคโนโลยีท่ีมีประสิทธิภาพสามารถอำนวยความ
สะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวกและประหยัด อีกท้ัง
บุคลากรได้รับการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ สามารถสนับสนุนการดำเนินกระบวนพิจารณา
ของศาลให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากข้ึน การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยรวดเร็ว ถูกต้อง
และเป็นธรรม ส่งผลให้คคู่ วามได้รับความพงึ พอใจและเกิดความเชือ่ มนั่ ตอ่ องค์กรศาลยตุ ธิ รรม
คำนยิ ามศัพท์
พ.ร.บ.วิ.ผ้บู ริโภคฯ หมายถึง พระราชบัญญตั วิ ธิ ีพิจารณาคดผี ู้บรโิ ภค พ.ศ. 2551
ขอ้ กำหนดฯ หมายถงึ ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนิน
กระบวนพิจารณ าและการปฏิบัติหน้าที่ของ
ป.วิ.พ. หมายถงึ เจ้าพนกั งานคดใี นคดีผู้บรโิ ภค พ.ศ. 2551
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่
บทที่ 2
แนวคดิ ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกีย่ วขอ้ ง
2.1 แนวคิดเกยี่ วกบั คดผี ้บู รโิ ภค
เดิมการฟ้องคดีผู้บรโิ ภค ผู้บริโภคซึ่งได้รบั ความเสียหายจะต้องนำคดีข้ึนสู่ศาลด้วยตนเอง
และเมอื่ มกี ารนำคดีข้ึนสู่ศาลและดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลก็จะใช้วิธีพจิ ารณาความแพ่งตาม
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพ่งเป็นหลักในการพิจารณาคดี โดยอย่ภู ายใตห้ ลกั ความคดิ ว่า
เป็นคดีระหว่างเอกชนกับเอกชนท่ีมีฐานะเท่าเทียมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงคดีที่ผู้บริโภคเป็น
ผู้เสียหายฟ้องร้อง หรือถูกฟ้องอยู่ในฐานะความสัมพันธ์ท่ีไม่เท่าเทียมกัน เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ
ความรู้ ความสามารถ ระดับการศึกษา หรือำนาจต่อรอง เป็นต้น ซ่ึงกระบวนวิธีพิจารณาความแพ่ง
จะมีขั้นตอนและกระบวนการท่ียุ่งยากซับซ้อนท่ีคู่ความต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงมัก
ปรากฏกรณีที่คู่ความแพ้คดีเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามข้ันตอนกระบวนการ หรือระยะเวลาตามท่ี
กฎหมายกำหนด อันถือเป็นการแพ้คดีทางเทคนิคโดยที่ศาลยังมิได้พิจารณาลงไปที่เนื้อหาของคดี1
นอกจากน้ี ปัจจุบันสภาพการค้าและระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบธุรกิจ
มีการนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น ขณะที่
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องคุณภาพของสินค้า หรือบริการและไม่เท่าทันเทคนิค
การตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ ท้ังยังขาดอำนาจต่อรองในการเข้าทำสัญญาเก่ียวกับสินค้า หรือ
บริการ ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ เม่ือเกิดข้อพิพาทขึ้นและมีการฟ้องร้องคดีต่อศาล
ผู้ประกอบธุรกิจมักจะเป็นฝ่ายท่ีมีความรู้และสถานะทางเศรษฐกิจดีกว่าผู้บริโภค ความสัมพันธ์
ระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียมกัน2 ทำให้ผู้บริโภค
ไม่ได้รับความเป็นธรรมและยากแก่การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังสร้างความยุ่งยากให้แก่
ผู้บริโภคท่ีจะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งไม่อยู่ในความรู้เห็นของตน ผู้บริโภคจึงตกอยู่ในฐานะ
ท่ีเสียเปรียบ ดังน้ัน เพ่ือเป็นการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีและเพื่อให้
ผู้บริโภคท่ีได้รับความเสียหายได้รับการแก้ไขเยียวยา จึงมีการตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี
ผูบ้ ริโภค พ.ศ. 2551 ซ่ึงบทบญั ญัติดังกลา่ วกำหนดให้มีหลักเกณฑว์ ิธีพจิ ารณาคดผี ู้บริโภคโดยเฉพาะ
ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดระบบวิธีพิจารณาคดีท่ีเอ้ือต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค
มีกระบวนพิจารณาที่เหมาะสมในการคุม้ ครองผู้บริโภคและให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายเข้าถึง
ความยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก ประหยัด เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพข้ึน โดยเปล่ียนรูปแบบ
จากเดิมที่การต่อสู้คดีต้ังอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและถือว่าคู่ความทั้งสอง
ฝ่ายมีสถานะในการต่อสู้คดีเท่าเทียมกันโดยยึดหลัก “ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้น้ันมีหน้าที่นำสืบ” มาเป็น
1 สษุ ม ศภุ นิตย์. (2540). คำอธิบายกฎหมายค้มุ ครองผู้บรโิ ภค. หน้า 16.
2 ชาญณรงค์ ปราณีจติ ต์. (2551). คำอธิบายพระราชบัญญตั วิ ิธีพจิ ารณาคดผี ้บู รโิ ภค พ.ศ. 2551. หน้า 1.
5
การผลักภาระในการนำสืบพยานหลักฐานด้านเทคนิค หรือขั้นตอนการผลิต ซ่ึงผู้บริโภคไม่มีขีด
ความสามารถในการเข้าถงึ ข้อมลู ใหเ้ ป็นหน้าทข่ี องฝ่ายผู้ประกอบธรุ กิจท่ีจะต้องนำข้อมูลหลักฐาน
มาแสดงต่อศาลเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน ท้ังน้ี เพ่ือเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ
ของผู้บริโภคในการที่จะใช้สิทธิทางศาล อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและขณะเดียวกัน
เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและ
บรกิ ารให้ดีย่งิ ขึน้
นอกจากน้ี เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคเป็นไปตามความมุ่งหมาย
แห่งเจตนารมณ์ของกฎหมายท่ีจะให้ศาลใช้ระบบไต่สวนและให้ศาลสามารถค้นหาความจริงด้วย
ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 3 จึงกำหนดให้มีเจ้าพนักงานคดี
ในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือคู่ความในการดำเนินกระบวนพิจารณา หรือช่วยเหลือศาลในการ
ดำเนินคดีผู้บริโภคด้วย ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ
ปฏิบัติหน้าทีข่ องเจา้ พนกั งานคดีให้เปน็ ไปตามขอ้ กำหนดฯ3
บทบาทอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในการให้ความช่วยเหลือคู่ความ หรือ
ชว่ ยเหลือศาลในการดำเนินคดีผู้บริโภคเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บรโิ ภคฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า
“ให้มีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดีผู้บริโภคตามที่ศาล
มอบหมายดังตอ่ ไปนี้
(1) ไกลเ่ กลีย่ คดผี ้บู รโิ ภค
(2) ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน
(3) บนั ทึกคำพยาน
(4) ดำเนนิ การใหม้ ีการคุม้ ครองสิทธิของคคู่ วามท้งั ก่อนและระหว่างการพิจารณา
(5) ปฏิบัติหน้าท่ีอ่ืนตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา
ในการทำหนา้ ทีช่ ่วยเหลอื น้ัน
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติน้ี ให้เจ้าพนักงานคดีเป็นเจ้าพนักงานตาม
ประมวลกฎหมายอาญาและให้มีอำนาจมีหนังสือเรียกบุคคลใดบุคคลหน่ึงมาให้ข้อมูล หรือให้
จัดสง่ เอกสารเพือ่ ประกอบการพิจารณาเร่อื งใดเร่ืองหนงึ่ ตามอำนาจหนา้ ท่ี”
2.2 ระบบการพิจารณาคดพี ื้นฐาน
2.2.1 ระบบกล่าวหา (Accusatorial System)4
ระบบกล่าวหา (Accusatorial System) เป็นระบบในการดำเนินคดีและค้นหา
ความจริงที่อยู่ควบคู่กับประเทศท่ีใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณีโดยเฉพาะประเทศอังกฤษ มีการ
3 สำนกั งานศาลยุติธรรม. คูม่ อื การปฏบิ ตั ิงานสำหรบั เจา้ พนกั งานคดีในคดีผบู้ ริโภค. หน้า 1.
4 สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติรรม. (2558). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง การพัฒนาระบบ
การพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในการค้นหาความจริงเพ่ืออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย.
หน้า 21 – 24.
6
พัฒนาและนำรูปแบบของการดำเนินคดีและการค้นหาความจริงในระบบกล่าวหาไปใช้แพร่หลาย
ในประเทศตา่ ง ๆ ทอ่ี ยูใ่ นเครอื จักรภพองั กฤษ เช่น ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ประเทศออสเตรเลยี เป็นต้น
ลักษณะสำคัญของการดำเนินคดีและค้นหาความจริงในระบบกล่าวหา
ประกอบดว้ ยหลกั การ ดงั น้ี
1) หลกั การดำเนนิ คดีโดยค่คู วาม
ระบบกล่าวหาพัฒนามาจากแนวคดิ ในการพิจารณาคดีโดยให้คู่ความต่อสู้
กัน ซ่ึงจะเป็นลักษณะของการใช้กำลังต่อสู้กัน (trial by battle) ส่งผลให้ผู้ท่ีมีกำลังและแข็งแรง
มากกว่ามกั จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในคดี ต่อมาเม่ือมีการพัฒนามากขึ้นการพิจารณาคดีโดยใช้กำลัง
ต่อสู้กันกลายเป็นสิ่งท่ีสังคมปฏิเสธ แต่แนวคิดในการต่อสู้กันระหว่างคู่ความก็ยังคงดำรงอยู่ ทั้งน้ี
การต่อสู้กันในสมัยหลังจะเป็นการต่อสู้กันของคู่ความโดยอาศัยการนำพยานหลักฐานมาหักล้าง
ซึ่งกันและกัน ผ่านกฎเกณฑ์ตามกฎหมายซึ่งผู้พิพากษาจะคอยเป็นกรรมการสอดส่องให้คู่ความ
ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดและมีคำพิพากษาช้ีขาดในท่ีสุด ด้วยเหตุดังกล่าวคู่ความจึงมี
ความสำคัญในการดำเนินคดีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนการเร่ิมต้นคดี ซึ่งการเร่ิมต้นคดีจะ
เกิดขึ้นได้ต่อเม่ือคู่ความได้นำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การนำพยานหลักฐานเข้าต่อสู้
ถือเปน็ หน้าทีเ่ ฉพาะของคู่ความเทา่ นัน้ ผ้พู ิพากษาไม่มีอำนาจเขา้ มายงุ่ เกี่ยวกับเร่ืองดงั กลา่ ว
2) การพิจารณาแบบปรปักษ์
หลักสำคัญในการพิจารณาคดีโดยใช้ระบบกล่าวหา คือ หลักการต่อสู้กัน
ระหว่างค่คู วาม ส่งผลให้การดำเนินคดีมลี ักษณะเปน็ ปฏปิ ักษ์ โดยค่คู วามจะต้องนำข้อเท็จจรงิ และ
พยานหลักฐานทุกอย่างที่มีอยู่เข้าสู่สำนวนการพิจารณาของศาลเข้าต่อสู้กัน เพ่ือให้ความจริง
ปรากฏต่อหน้าศาล โดยระบบนี้เชื่อว่าความจริงจะปรากฏได้ก็แต่โดยอาศัยการตรวจสอบของ
คู่ความผ่านการถามค้าน (Cross-examination) แม้ระบบการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหาจะมี
ลักษณะของการเปน็ ปรปักษ์ซ่ึงกนั และกนั แต่การเป็นปรปักษ์ดงั กล่าวจะต้องตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของ
หลักความเสมอภาคในการต่อสู้คดี กล่าวคอื ศาลจะต้องเปิดโอกาสให้คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถนำ
พยานหลักฐานเข้ามาสืบได้อย่างเต็มที่และเท่าเทียมกัน รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายตรง
ข้ามมโี อกาสในการตรวจสอบความถกู ต้องของพยานหลักฐานและสามารถคัดค้านไดอ้ ย่างเตม็ ท่ี
3) การพิจารณาคดีดว้ ยวาจา
หลักสำคัญในการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา คือ การที่คู่ความนำ
พยานหลกั ฐานเข้าต่อส้กู ันเพ่ือให้ความจรงิ ปรากฏต่อหน้าศาล หลกั การน้ียังผลให้พยานหลักฐานที่
ศาลจะนำมาใช้ประกอบในการพิจารณาเพื่อตัดสินช้ีขาดคดีและมีผลผูกพันคู่ความทั้งสองฝ่ายได้
จะต้องเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความได้กระทำต่อหน้าศาลเท่านั้น นอกจากน้ี พยานหลักฐาน
ดังกล่าวยังจะต้องผ่านการตรวจสอบโดยคู่ความและศาลจะต้องเปิดโอกาสให้คู่ความท้ังสอง ฝ่าย
สามารถตรวจสอบพยานหลักฐาน รวมถึงสามารถซักค้านพยานหลักฐานดังกล่าวได้อย่างเต็มที่
เห็นได้ว่า เครื่องมือสำคัญที่สุดของคู่ความในการตรวจสอบพยานหลักฐานและการทำให้ความจริง
ปรากฏต่อหน้าศาล คือ การถามค้านซึ่งเป็นกระบวนการค้นหาความจริงผ่านวิธีการพิจารณาคดี
7
ด้วยวาจา ท้ังนี้ เพราะระบบนี้มองว่าการพิจารณาคดีด้วยวาจาที่ได้กระทำต่อหน้าศาล คู่ความมี
อิสระอย่างเต็มที่ในการต่อสู้คดี โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพล หรืออำนาจของบุคคลใด
พยานหลักฐานที่ได้จากการถามค้านด้วยวาจาต่อหน้าศาล จึงเปน็ พยานหลักฐานท่ีมคี ุณภาพและมี
คุณค่าในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงสูง ในทางกลับกนั พยานหลักฐานท่ีไมไ่ ดผ้ ่านกระบวนการข้างต้น จึง
เป็นพยานหลักฐานท่ีศาลไม่จำต้องผูกพันและถือตาม เพ่ือเป็นการป้องกันพยานหลักฐานท่ีอาจ
ส่งผลให้การรับฟังพยานหลักฐาน ระบบกล่าวหาจึงมีความเคร่งครัดมาก สังเกตได้จากบทตัด
พยานหลักฐาน (Exclusionary rule) ทเี่ คร่งครดั และมีจำนวนมาก
4) หลักการพจิ ารณาโดยเปิดเผย
เป็นหลักการพื้นฐานของการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา กล่าวคือ ใน
การพิจารณาคดีนอกจากจะต้องกระทำต่อหน้าศาลแล้ว ยังต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน
เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้ ท้ังน้ี เพื่อเป็นการรับรองว่า
คคู่ วามไม่วา่ จะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไมถ่ ูกกล่ันแกล้งเอาเปรียบ พิจารณาคดีตามอำเภอใจ รวมถึงการ
ป้องกันไม่ให้พยานเบิกความเท็จ ลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้คู่ความ
สามารถตรวจสอบและค้นหาความจริงร่วมกันแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาร่วม
ตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีด้วย นอกจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังการ
พิจารณาคดี ซ่ึงสะท้อนหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยแล้ว การพิจารณาคดีโดยผ่านลูกขุน (Jury)
ยังเป็นรูปแบบหนึ่ง ที่แสดงถึงหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยท่ีปรากฏอยู่ในการพิจารณาคดีใน
ระบบกล่าวหา อย่างไรก็ดี การพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุนน้ัน จะจำกัดเฉพาะการพิจารณาใน
ปัญหาขอ้ เทจ็ จริงเทา่ นัน้ ขณะที่ปัญหาขอ้ กฎหมายจะเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาล
5) บทบาทของผูพ้ ิพากษาในฐานะคนกลาง
ใน ร ะ บ บ ก ล่ า ว ห า คู่ ค ว า ม มี บ ท บ า ท ส ำ คั ญ ใน ก า ร ค้ น ห า ค ว า ม จ ริ ง
รวมถึงการดำเนินกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้พิพากษามีบทบาทที่ค่อนข้างจำกัด
กล่าวคือ ในส่วนการพิจารณาข้อเท็จจริงท่ีคู่ความนำเสนอต่อศาล ผู้พิพากษามีหน้าที่เฉพาะการ
พิจารณาว่าพยานหลักฐานที่นำเสนอเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ หาก
พยานหลักฐานดังกล่าวไม่เป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้พิพากษาก็จะนำ
พยานหลักฐานข้างต้นมาใช้ในการวินิจฉัยช้ีขาดคดีต่อไป สำหรับบทบาทในการดำเนินคดีและ
ค้นหาความจริงในระบบกล่าวหาจะตกอยู่กับคู่ความเป็นหลัก ดังน้ัน บทบาทของศาลจึงมี
ความสำคัญลดหย่อนลงมา กล่าวคือ ศาลจะทำหน้าท่ีสอดส่องการดำเนินคดีให้เป็นไปตาม
กฎหมายเท่านั้น บทบาทของศาลในกรณีนี้จึงมีลักษณะวางเฉย คอยเป็นกรรมการเพ่ือดูแลให้
คคู่ วามตอ่ ส้กู ันอย่างเสมอภาคภายใต้กรอบของกฎหมายเท่านั้น
8
2.2.2 ระบบไต่สวน (Inquisitorial System)5
ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) เป็นผลผลิตจากอิทธิพลจากศาสนา
คริสต์นิกายโรมนั คาทอลิกที่มีเหนือการพิจารณาคดีของฝ่ายอาณาจักรตั้งแต่ในสมัยกลาง โดยการ
ท่ีพระสันตะปาปา หรือบาทหลวงเข้ามาเปน็ ผู้ไต่สวนขอ้ เท็จจริงและชำระความเอง โดยไมต่ ้องผา่ น
ผู้พิพากษาคนกลาง อาศัยเหตุน้ี ตัวผู้ชำระความจึงมอี ำนาจในการค้นหาความจริงอย่างกว้างขวาง
ไม่ว่าจะเป็นการถามพยาน หรือการแสวงหาข้อเท็จจริง เมื่อเวลาผ่านไปอิทธิพลของศาสนาในการ
พิจารณาคดีจะลดลงไป แต่รูปแบบในการดำเนินคดีในลักษณะที่ผู้ชำระความเป็นผู้ดำเนินคดีและ
คน้ หาความจริงเองยังคงฝังรากลึกอยู่ในการพิจารณาคดีและยังคงพัฒนาอย่างต่อเน่ือง จนกระทั่ง
ปรากฏเป็นรูปแบบการดำเนนิ คดีและการค้นหาความจรงิ ทเี่ รียกวา่ “ระบบไตส่ วน” ในปจั จุบนั
ลักษณะสำคัญการพิจารณาคดีและค้นหาความจริงที่เป็นระบบไต่สวน จะ
เป็นไปในทิศทางตรงขา้ มกบั ลักษณะของการพจิ ารณาและคน้ หาความจริงในระบบกล่าวหา ดังน้ี
1) ผ้พู ิพากษามบี ทบาทเชิงรกุ ในการคน้ หาความจริง
บทบาทของผู้พิพากษาในระบบไต่สวนจะแตกต่างกับบทบาทของผู้พิพากษา
ในระบบกลา่ วหาอย่างชัดเจน โดยผพู้ ิพากษาจะมีบทบาทในการดำเนนิ คดีและการคน้ หาความจริง
ในเชิงรุก กล่าวคือ การสืบพยาน การถามพยาน การรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงการควบคุม
การพจิ ารณาจะเป็นหนา้ ท่ีของผ้พู ิพากษา ขณะที่คู่ความจะมีบทบาทน้อยมากเมือ่ เทียบกับบทบาท
ของคู่ความในระบบกล่าวหา ทั้งน้ี เพราะระบบไต่สวนมองว่าแม้ในทางกฎหมาย คู่ความจะมี
ฐานะเท่าเทียมกัน แต่ในการต่อสู้คดีจริง ๆ หาได้เป็นเช่นน้ัน คู่ความฝ่ายที่มีความพร้อมไม่ว่าจะ
ในทางเศรษฐกจิ หรือทางด้านอื่นมากกว่า มักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการต่อสู้คดี การที่ศาลวางเฉย
เป็นกลาง เปรียบเสมือนการปฏิเสธความยุติธรรมในความเป็นจริง เหตุนี้ บทบาทของผู้พิพากษา
ระบบไต่สวนจึงมีอยู่อย่างกว้างขวาง ท้ังในชั้นการสอบสวนและในชั้นพิจารณา โดยจะเห็นได้จาก
การมีผู้พพิ ากษาในช้ันสอบสวนเพ่ือรวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนการทีศ่ าลมีอำนาจอย่างกว้าง
ในการรับฟังพยานหลักฐาน หรือเรียกสืบพยานหลักฐานได้เกินกว่าท่ีคู่ความนำเสนอต่อศาล หาก
เหน็ วา่ พยานหลักฐานยังไมม่ ี ไม่เพียงพอ หรือไม่สมบูรณ์ เปน็ ตน้
2) การพิจารณาคดีท่ีเปน็ ปรปักษ์
เน่ืองจากบทบาทหลักของการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนตกอยู่กับ
ผู้พิพากษา การดำเนินคดีจึงเป็นไปในลักษณะของการโต้ตอบระหว่างศาลกับคู่ความเป็นหลัก ไมว่ ่า
จะเป็นในเร่ืองการสืบพยานหลักฐาน การถามคำให้การ ตลอดจนการควบคุมการพิจารณาคดี ซ่ึง
ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ดำเนินการเองท้ังส้ิน คู่ความจะถามพยานได้ก็เม่ือได้รับอนุญาตจากศาล ส่งผล
ให้โอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างโจทก์จำเลยในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ซึ่งกันและกัน จึงมีอยู่
น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา ด้วยลักษณะดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า
5 สถาบันวจิ ัยรพีพฒั นศกั ด์ิ สำนักงานศาลยุติรรม. (2558). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรอื่ ง การพัฒนาระบบการ
พิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในการค้นหาความจริงเพ่ืออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย.
หน้า 24 – 26.
9
ภายใต้ระบบไต่สวน การพิจารณาคดีที่เป็นปรปักษ์นอกจากจะปรากฏอยู่น้อยแล้ว ยังถือเป็น
ข้อยกเวน้ ในการพิจารณาอีกด้วย
3) การพิจารณาคดที ่เี ป็นลายลักษณ์อักษร
ลักษณะสำคัญประการหน่ึงของการดำเนินคดีในระบบกล่าวหา คือ การ
พิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าศาล การกระทำของคู่ความจึงต้องกระทำต่อหน้าศาล การกระทำ
ใดท่ีไม่ได้กระทำต่อหน้าศาลถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สามารถจะ
นำมาใช้ประกอบในการพิจารณาคดีได้ ในขณะท่ีการพิจารณาในระบบไต่สวนผู้พิพากษาจะมี
อำนาจในการค้นหาความจริงมาก โดยเฉพาะการมีผู้พิพากษาในช้ันสอบสวนคอยรวบรวม
พยานหลักฐานเพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาคดี ทั้งน้ี พยานหลักฐานที่ได้มาจากชั้นสอบสวนจะถูก
บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร การท่ีผู้พิพากษาเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานทำให้พยานหลักฐาน
ที่ได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในช้ันสอบสวนสามารถนำมาใช้ในการพิสูจน์ความจริงใน
ชั้นพิจารณาได้ ด้วยเหตุท่ีการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนมีความสำคัญต่อการพิพากษา
ช้ีขาดคดีอย่างมาก ส่งผลให้กระบวนพิจารณาคดีโดยอาศัยพยานหลักฐานในช้ันก่อนพิจารณาท่ีถูก
บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมีความสำคัญมาก จนหลักดังกล่าวได้กลายมาเป็นหลักการสำคัญที่
แสดงออกถึงการดำเนนิ กระบวนพจิ ารณาในระบบไตส่ วน
4) การพิจารณาคดที ี่ไมเ่ ปิดเผย
การพิจารณาคดีที่ไม่เปิดเผยเป็นหลักการที่แสดงออกถึงระบบไต่สวน การท่ี
ระบบไต่สวนกำหนดให้การพิจารณาคดีเป็นการพิจารณาโดยลับก็เน่ืองมาจากเหตุผลที่ว่า ในการ
ค้นหาพยานหลักฐานท่ีจะใช้ในการพิจารณาคดี ตลอดจนการควบคุมการพิจารณาคดีนั้น กระทำ
โดยผู้พิพากษาท่ีมีความเป็นกลาง ผู้พิพากษานอกจากจะเป็นผู้ค้นหาความจริงแล้ว ยังต้องเป็น
บุคคลที่ทำหน้าท่ีในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความไปด้วยในเวลาเดียวกัน ประกอบกับการ
ดำเนินการในชั้นแสวงหาพยานหลักฐานแม้จะเป็นความลับ แต่พยานหลักฐานท่ีได้รับจากการลง
บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงการปฏิบัติหน้าท่ีของผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการรวบรวม
พยานหลักฐานดังกล่าว ก็จะต้องถูกตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งในช้ันการพิจารณาคดี อาศัยเหตุผล
ข้างต้นระบบไต่สวนจึงมองว่าคูค่ วามได้รับการคุ้มครองสิทธิดีอยู่แล้ว จึงไมม่ ีความจำเป็นที่จะต้อง
ใชก้ ารพิจารณาคดีแบบเปิดเผย
2.3 หลกั การตามพระราชบัญญัตวิ ิธพี จิ ารณาคดีผูบ้ ริโภค พ.ศ. 2551
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ถูกออกแบบมาเพ่ือจัดระบบวิธี
พจิ ารณาคดีผู้บรโิ ภคเสียใหม่ โดยมีวัตถปุ ระสงค์ท่สี ำคญั 4 ประการ6 คอื
(1) ให้ผบู้ ริโภคมีโอกาสเข้าถึงความยตุ ิธรรมได้โดยสะดวกย่งิ ขน้ึ
(2) จดั กระบวนการค้นหาความจริงให้มปี ระสทิ ธิภาพและเปน็ ธรรม
6 ชาญณรงค์ ปราณีจติ ต์. (2551). คำอธบิ ายพระราชบญั ญตั ิวธิ ีพจิ ารณาคดีผบู้ รโิ ภค พ.ศ. 2551. หนา้ 2.
10
(3) ปรับปรุงระบบวิธีพิจารณาคดีให้รวดเร็วและเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ที่เอื้อต่อ
การเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บรโิ ภค
(4) เสริมสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจและป้องปรามผู้ประกอบ
ธุรกิจท่ไี ม่สจุ ริต
2.3.1 วตั ถปุ ระสงค์ของกฎหมาย7
1. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มีวัตถุประสงค์
เพื่อกำหนดวิธีพิจารณาข้ึนเป็นพิเศษสำหรับคดีผู้บริโภค โดยไม่ได้มีการจัดต้ังศาลข้ึนใหม่
เพ่ือพิจารณาคดีผู้บริโภคโดยเฉพาะดังเช่นคดีชำนัญพิเศษอื่น ๆ ท่ีมีการจัดต้ังศาลชำนัญพิเศษ
ขน้ึ รองรับ ดังน้นั คดีผ้บู ริโภคจึงยังอยูใ่ นอำนาจของศาลทพ่ี จิ ารณาพพิ ากษาคดีแพ่งท่ัวไป
2. พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับได้แต่เฉพาะคดีท่ีมีข้อพิพาทในทางแพ่งเพียง
อย่างเดียวเท่านั้น จะนำไปใช้กับคดีอาญาไม่ได้ถึงแม้ว่าคดีอาญาน้ันจะมีข้อพิพาทส่วนแพ่ง ซ่ึง
เก่ียวเนื่องกับการบริโภคสินค้า หรือบริการอยู่ด้วยก็ตาม เนื่องจากบทนิยามคำว่า “คดีผู้บริโภค” ใน
มาตรา 3 จำกัดไว้แต่เฉพาะคดีแพ่งเท่านั้นที่จะถือว่าเป็นคดีผู้บริโภค ข้อพิพาทส่วนแพ่งที่จะ
พจิ ารณารวมไปกับคดีอาญาจึงไมอ่ ยู่ในความหมายของคำว่า “คดผี ู้บรโิ ภค” ตามบทนิยามดังกล่าว
หากแต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการ
ฟ้องคดีแพ่งที่เกยี่ วเนื่องกับคดีอาญา เว้นแต่จะได้มีการแยกฟ้องขอ้ พิพาทส่วนแพ่งน้ัน เป็นคดีแพ่ง
ต่างหากจากคดีอาญา จึงจะถือวา่ เปน็ คดีผู้บรโิ ภคท่ีอย่ภู ายใตพ้ ระราชบญั ญัตินี้
2.3.2 หลักวิธพี ิจารณาพื้นฐาน8
1. หลักความสะดวกและประหยัด เป็นหลักการสำคัญเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาส
เข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ตามมาตรา 18 ที่กำหนดให้ผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทน
ผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมท้ังปวง หรือมาตรา 20 และมาตรา 26 ท่ีให้โจทก์และจำเลย
สามารถยื่นฟ้องหรือให้การดว้ ยวาจาได้ เปน็ ตน้
2. หลักความรวดเร็ว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการเยียวยาความ
เสียหายโดยเร็วและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจเกินสมควร ดังปรากฏอยู่ในมาตรา 24
และมาตรา 35 ที่กำหนดให้การนัดพิจารณาครั้งแรกจะต้องกระทำโดยเร็วและในกรณีที่จำเป็นต้อง
สืบพยานจะต้องสืบพยานติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดี เว้นแต่มเี หตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้
หรือมาตรา 49 ที่บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาในศาลช้ันอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลช้ันที่สุด ต้อง
ดำเนนิ การใหเ้ สรจ็ สนิ้ โดยเร็ว เป็นตน้
7 ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์. (2551). “วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคลักษณะพิเศษและข้อสังเกตที่สำคัญ”. เอกสาร
ประกอบการประชมุ เชิงปฏิบตั ิการ. หน้า 2.
8 ชาญณรงค์ ปราณจี ิตต์. (2551). คำอธบิ ายพระราชบัญญัตวิ ิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551. หน้า 4.
11
3. หลักไม่เป็นทางการ การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีผู้บริโภคมีลักษณะท่ี
ไม่เคร่งครัดต่อระเบียบพิธีการเหมือนคดีแพ่งทั่วไป เพื่อมิให้เอาชนะกันโดยอาศัยเทคนิคทาง
กฎหมาย หลักการดังกล่าวอยู่ในมาตรา 9 ที่ให้อำนาจศาลสั่งให้คู่ความทำการแก้ไขข้อระเบียบ
หรือผิดหลงภายในระยะเวลาและเงื่อนไขท่ีศาลเห็นสมควรกำหนดได้ หรือมาตรา 15 ที่ศาลอาจมี
คำส่ังให้ย่น หรือขยายระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาได้ตามความ
จำเป็นเพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือมาตรา 25 ที่เน้นการใช้กระบวนการไกล่เกล่ียในการ
ระงบั ขอ้ พพิ าท เปน็ ตน้
4. หลักสุจริต การใช้สิทธิภายใต้พระราชบัญญัติน้ีจะต้องกระทำด้วยความ
สุจริต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ หรือฝ่ายผู้บริโภค ดังท่ีปรากฏอยู่ในมาตรา 12 ซ่ึงบังคับว่า
ในการใช้สิทธิ หรอื การชำระหน้ี ผู้ประกอบธุรกจิ ต้องกระทำด้วยความสุจริต หรือมาตรา 18 วรรคสอง
ท่ีกำหนดสภาพบังคับว่า ถ้าผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคนำคดีมาฟ้องโดยไม่มี
เหตุผลอันสมควร ให้ศาลมีอำนาจส่ังให้บุคคลน้ันชำระค่าฤชาธรรมเนียมท่ีได้รับยกเว้นก็ได้ หรือ
มาตรา 41 ท่ีให้อำนาจศาลสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้บริโภคได้น้ันจะต้อง
คำนึงถึงความสุจรติ ของผบู้ รโิ ภคประกอบดว้ ย เปน็ ต้น
2.3.3 ความหมายของคดผี ูบ้ รโิ ภค9
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 บัญญัติว่า
“ในพระราชบญั ญัตินี้
“คดีผู้บรโิ ภค” หมายความวา่
(1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19
หรือตามกฎหมายอ่ืนกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเก่ียวกับสิทธิ หรือหน้าที่ตามกฎหมาย
อนั เน่ืองมาจากการบรโิ ภคสนิ คา้ หรอื บริการ
(2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายท่ีเกิดข้ึนจาก
สนิ คา้ ที่ไม่ปลอดภัย
(3) คดีแพ่งทเ่ี กยี่ วพนั กันกับคดตี าม (1) หรอื (2)
(4) คดแี พง่ ทม่ี ีกฎหมายบญั ญัติให้ใชว้ ิธีพิจารณาตามพระราชบญั ญัตินี้
“ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
ผู้บริโภคและให้หมายความรวมถึงผู้เสียหายตามกฎหมายเก่ียวกับความรับผิดต่อความเสียหายท่ี
เกดิ ขึน้ จากสินคา้ ทไ่ี มป่ ลอดภยั ดว้ ย
“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการ
คุ้มครองผู้บริโภคและให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบการตามกฎหมายเก่ียวกับความรับผิดต่อ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสนิ ค้าท่ีไมป่ ลอดภัยด้วย”
9 ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์. (2551). คำอธบิ ายพระราชบัญญัตวิ ิธพี จิ ารณาคดีผบู้ ริโภค พ.ศ. 2551. หน้า 5-6.
12
จะเห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 ได้ให้
คำนยิ าม หรอื อธิบายความหมายของคดผี ้บู ริโภคไว้ ซ่งึ อาจจำแนกออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดงั น้ี
(1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค
ตามมาตรา 19 หรือตามกฎหมายอ่ืนกับผู้ประกอบธุรกิจซ่ึงพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าท่ี
ตามกฎหมายอันเนอื่ งมาจากการบริโภคสินคา้ หรอื บริการ (มาตรา 3 (1))
การนิยามความหมายของคดีผู้บริโภคตามอนุมาตราน้ีไม่ได้ใช้ข้อหา หรือ
กฎหมายท่ีพิพาทเป็นเคร่ืองชี้วัดดังเช่นคดีชำนาญพิเศษอื่น ๆ หากแต่ยึดเอาสถานะ หรือ
ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ ซ่ึงฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคและ
อีกฝ่ายหน่ึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจเป็นหลักในการกำหนดลักษณะคดีผู้บริโภค องค์ประกอบที่จะทำ
ใหค้ ดใี ดเปน็ คดีผ้บู ริโภคตามอนมุ าตรานีม้ ดี ว้ ยกัน 4 ประการ คือ
(1.1) ต้องเป็นคดีแพ่ง คอื ต้องเป็นคดีแพ่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่รวมถึงข้อพิพาท
สว่ นแพง่ ทอี่ ยูใ่ นคดีอาญา (คดแี พง่ ท่เี ก่ยี วเนื่องกับคดีอาญา)
(1.2) ต้องเป็นคดีพิพาทระหว่างผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค
ตามมาตรา 19 หรือตามกฎหมายอ่ืนฝ่ายหน่ึงกับผู้ประกอบธุรกิจอีกฝ่ายหน่ึง กล่าวคือ คู่ความ
ฝ่ายหน่ึงต้องเป็นผู้บริโภค หรือเป็นผู้ฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ
ซึ่งความหมายของคำว่า “ผู้บริโภค” และ “ผู้ประกอบธุรกิจ” เป็นไปตามที่นิยามไว้ในมาตรา 3
ของพระราชบัญญัตินี้ ส่วนคำว่า “ผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค” พระราชบัญญัติน้ีไม่ได้ให้คำนิยาม
ไว้ แต่ได้บัญญัติอยู่ในมาตรา 19 ว่ามีองค์กรใดบ้างและยังมีปรากฏอยู่ในกฎหมายอ่ืน เช่น
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และ
พระราชบัญญัตคิ วามรับผิดต่อความเสียหายทเี่ กดิ ข้ึนจากสนิ ค้าท่ีไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 เปน็ ต้น
(1.3) ต้องเป็นข้อพิพาทเก่ียวกับสิทธิ หรือหน้าท่ีตามกฎหมาย องค์ประกอบ
ส่วนนี้ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนักเพราะกฎหมายไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นข้อพิพาทในเรื่องใด
โดยเฉพาะเจาะจง เพียงแตส่ ิทธิ หรือหน้าท่ีท่ีพิพาทกันต้องเป็นเร่ืองที่กฎหมายรับรอง ดังน้ัน มูลคดี
ที่เกิดข้อพิพาทขึ้นอาจเป็นเรื่องสัญญา ละเมิด หรือกฎหมายฉบับหนึ่งฉบับใดให้สิทธิไว้แล้วมีการ
ละเมิดสิทธินั้น เช่น พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 33 ให้สิทธิ
ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาซ้ือสินค้า หรือบริการได้ภายใน 7 วันนับแต่วันท่ีได้รับสินค้า หรือบริการ
หากผู้ประกอบธุรกิจไมค่ ืนเงินภายใน 15 วัน ตามมาตรา 36 ผู้บริโภคย่อมฟ้องเรียกเงินคืนได้และ
ถือว่าเป็นคดีผู้บริโภค หรือพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 มาตรา 40 ให้สิทธิแก่
บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวมีอำนาจฟ้องเรียก
คา่ เสียหายจากผปู้ ระกอบธรุ กจิ ทก่ี ระทำความผิดและถือว่าเป็นคดีผูบ้ รโิ ภคเช่นกนั
(1.4) ต้องเป็นข้อพิพาทอันเน่ืองมาจากการบริโภคสินค้า หรือบริการ
องค์ประกอบสุดท้ายน้ีเป็นการตีกรอบเพ่ือมิให้มีการนำวิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัติน้ีไปใช้กับ
เรื่องท่ีไม่เก่ียวข้องกับการบริโภคสินค้า หรือบริการโดยตรง ซ่ึงอยู่นอกเหนือเจตนารมณ์
ของกฎหมาย เช่น คดีหมิ่นประมาทระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค เป็นต้น ส่วนถ้อยคำที่ว่า
13
“อันเนื่องมาจากการบริโภคสินคา้ หรือบริการ” อาจทำให้เข้าใจคลาดเคล่ือนไปได้ว่าจะต้องมีการ
ใช้สินค้า หรือบริการแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นคดีผู้บริโภคซึ่งไม่ถูกต้อง ลำพังแต่ผู้บริโภคตกลงซื้อ
สินค้า หรือบริการเพ่ือนำมาบริโภค แม้จะยังไม่ได้ใช้หากเกิดข้อพิพาทขึ้น เช่น ผู้ประกอบธุรกิจ
ส่งมอบสินค้าไม่ครบถ้วน ก็ต้องถือว่าข้อพิพาทน้ันเป็นผลเน่ืองมาจากการบริโภคสินค้า หรือ
บรกิ ารและเป็นคดผี บู้ ริโภคเช่นกนั
“ผ้บู ริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
และให้หมายความรวมถึงผู้เสียหายตามกฎหมายเก่ียวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดข้ึน
จากสินค้าท่ีไม่ปลอดภัยด้วย ถึงแม้ว่าตามคำนิยามดังกล่าวจะมีผู้บริโภค 2 ประเภท แต่เฉพาะ
ประเภทแรกเท่าน้ันท่ีเก่ียวข้องกับมาตรา 3(1) น้ี เพราะหากผู้บริโภคประเภทท่ีสองฟ้องคดีตาม
กฎหมายเก่ียวกบั ความรบั ผิดต่อความเสียหายท่ีเกิดข้ึนจากสินค้าท่ีไมป่ ลอดภยั คดีดังกล่าวก็จะถูก
จัดว่าเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3(2) อยู่แล้ว โดยไม่ต้องปรับบทตามอนุมาตราน้ี แต่เหตุท่ีต้องบัญญัติ
รวมบุคคลดังกล่าวไว้ในบทนิยามคำว่า “ผู้บริโภค” ก็เพราะในมาตราอ่ืน ๆ ของพระราชบัญญัตินี้
ใช้คำว่า “ผู้บริโภค” กฎหมายประสงค์ท่ีจะให้หมายความรวมถึงผู้เสียหายตามกฎหมายเกยี่ วกับความ
รับผิดต่อความเสียหายท่ีเกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย เว้นแต่ข้อความในมาตราน้ันเอง
จะแสดงใหเ้ หน็ เปน็ อย่างอน่ื
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 ได้ให้คำนิยาม
“ผู้บรโิ ภค”หมายความว่า ผู้ซื้อ หรอื ผู้ได้รบั บรกิ ารจากผปู้ ระกอบธุรกิจ หรือผซู้ ่งึ ได้รับการเสนอ หรือ
การชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้า หรือรับบริการและหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้า
หรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตามจึงสามารถ
แยกบุคคลที่เป็นผู้บรโิ ภคตามบทนิยามนี้ออกไดเ้ ป็น 3 กลุ่ม คือ
ก. ผูซ้ อื้ หรือผู้ได้รับบริการจากผปู้ ระกอบธรุ กิจ
(1) “ผู้ซือ้ ”เม่อื พิจารณาประกอบกับนยิ ามคำว่า “ซ้ือ” ตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว
หมายความรวมถึง ผู้เช่า ผู้เช่าซ้ือ หรือผู้ได้มาไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน
หรือผลประโยชน์อย่างอืน่ และ
(2) “ผู้ได้รับบริการ” เม่ือพิจารณาประกอบกับนิยามคำว่า “บริการ” ตามกฎหมาย
ดังกล่าวแล้ว หมายความว่า ผู้ได้รับการจัดทำการงานให้ ผู้ได้รับสิทธิใด ๆ หรือได้ใช้ หรือได้ประโยชน์
ในทรัพย์สิน หรือกิจการใด ๆ โดยเสียค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือผลประโยชน์อื่น แต่ไม่รวมถึง
การจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน
ดังน้ัน การจะเป็นผู้บริโภคในกลุ่มนี้ต้องเป็นกรณีที่มีการเสียค่าตอบแทน
หรือผลประโยชน์อย่างอน่ื ใหแ้ ก่ผู้ประกอบธรุ กจิ
ข. ผู้ซ่ึงได้รับการเสนอ หรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้า
หรอื บริการ
การที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จัดบุคคลกลุ่มนี้
เป็นผู้บริโภคทำให้บุคคลเหล่านี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายด้วย ทั้ง ๆ ท่ียังไม่ได้ซื้อ หรือ
14
ใช้สินค้า หรือบริการแต่อย่างใด เช่น มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกรณี
ที ่ไ ด ้ร ับ ค ว า ม เด ือ ด ร้อ น จ า ก ก า ร ก ร ะ ท ำ ข อ ง ผู ้ป ร ะ ก อ บ ธ ุร ก ิจ แ ล ะ เมื ่อ พ ร ะ ร า ช บ ัญ ญ ัต ินี ้
นำเอาคำนิยามตามกฎหมายดังกล่าวมาใช้ บุคคลกลุ่มนี้จึงอยู่ในความหมายของคำว่า “ผู้บริโภค”
ตามพระราชบัญญตั นิ ี้ด้วย
ค. ผู้ใช้สินค้า หรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็น
ผเู้ สยี ค่าตอบแทนกต็ าม
บุคคลที่จะเป็นผู้บริโภคในกลุ่มนี้จะต้องได้ใช้สินค้า หรือบริการจาก
ผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ เช่น บุคคลในครอบครัว หรือพนักงานในองค์กรต่าง ๆ ที่หัวหน้า
ครอบครัว หรือนายจ้างเป็นผู้ซื้อ หรือจัดหาสินคา้ หรือบริการมาให้ใช้ แม้จะไม่ได้เสียค่าตอบแทน
ด้วยตนเองก็ถือว่าเป็นผู้บริโภคเช่นกัน แต่ถ้าเป็นการนำสินค้าไปใช้ หรือได้รับบริการโดยไม่ชอบ
เช่น ลักขโมยไปใชย้ ่อมไมถ่ ือวา่ เป็นผูบ้ รโิ ภคตามข้อนี้
“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย
การคุ้มครองผู้บริโภคและให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิด
ต่อความเสียหายท่ีเกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย ถึงแม้ว่าตามคำนิยามดังกล่าวจะมี
ผปู้ ระกอบธุรกิจ 2 ประเภท แต่เฉพาะประเภทแรกเทา่ นั้นท่ีเกี่ยวข้องกับมาตรา 3 (1) นี้ ทำนองเดียวกับ
บทนยิ ามคำวา่ “ผู้บรโิ ภค”
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 ได้ให้คำนิยาม
“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพ่ือขาย ผู้สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพ่ือขาย
หรือผู้ซ้ือเพ่ือขายต่อซ่ึงสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย
ดงั นนั้ ผู้ประกอบธรุ กิจจงึ หมายถงึ บคุ คลต่อไปน้ี
1) ผู้ขาย เมื่อพิจารณาประกอบกับนิยามคำว่า “ขาย” ตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว
“ผู้ขาย” หมายถึง ผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าซื้อ หรือผู้จัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทน
เปน็ เงนิ หรอื ผลประโยชนอ์ ยา่ งอ่นื ตลอดจนผ้เู สนอ หรอื ชกั ชวนเพื่อการดงั กล่าวด้วย
2) ผู้ผลิตเพื่อขาย เมื่อพิจารณาประกอบกับนิยามคำว่า “ผลิต” และ “ขาย”
ตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว “ผู้ผลิตเพ่ือขาย” หมายถึง ผู้ทำ (ทำให้เกิดสินค้าข้ึนไม่ว่าด้วยวิธีการใด)
ผสม ปรุง ประกอบ ประดิษฐ์ หรือแปรสภาพและหมายความรวมถึงผู้ทำการเปล่ียนรูป ดัดแปลง
คัดเลือก หรือแบ่งบรรจุเพ่ือขาย ให้เช่า ให้เช่าซ้ือ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซ่ึงสินค้า
โดยเรยี กคา่ ตอบแทนเปน็ เงนิ หรอื ผลประโยชนอ์ ย่างอื่น
3) ผู้ส่ัง หรอื นำเขา้ มาในราชอาณาจกั รเพอ่ื ขาย
4) ผู้ซื้อเพื่อขายต่อซ่ึงสินค้า เม่ือพิจารณาประกอบกับนิยามคำว่า “ซื้อ” และ
“ขาย” ตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว “ผู้ซื้อเพ่ือขายต่อซ่ึงสินค้า” หมายถึง ผู้ซื้อ เช่า เช่าซื้อ หรือได้มา
ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่น เพ่ือขาย ให้เช่า
ให้เช่าซื้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งสินค้า โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือ
ผลประโยชนอ์ ยา่ งอื่น
15
5) ผู้ให้บริการ เม่ือพิจารณาประกอบกับนิยามคำว่า “บริการ” ตามกฎหมาย
ดังกล่าวแล้ว หมายถึง ผู้รับจัดทำการงาน ผู้ให้สิทธิใด ๆ หรือให้ใช้ หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สิน
หรือกิจการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินสด หรือผลประโยชน์อ่ืน แต่ไม่รวมถึงผู้รับจ้างแรงงาน
ตามกฎหมายแรงงาน
6) ผู้ประกอบกิจการโฆษณา เม่ือพิจารณาประกอบกับนิยามคำว่า “โฆษณา”
ตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว หมายถึงผู้ประกอบกิจการซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำการไม่ว่า
โดยวธิ ีใด ๆ ใหป้ ระชาชนเห็น หรอื ทราบขอ้ ความ เพือ่ ประโยชนใ์ นทางการค้า
(2) คดีแพ่งตามกฎหมายเก่ียวกบั ความรับผดิ ตอ่ ความเสียหายที่เกิดข้ึนจาก
สินคา้ ทไี่ มป่ ลอดภยั (มาตรา 3(2))
(2.1) ต้องเป็นคดแี พ่ง คือ ต้องเป็นคดีแพ่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่รวมถงึ
ข้อพพิ าทสว่ นแพ่งทอี่ ยู่ในคดีอาญา (คดีแพง่ ทีเ่ ก่ยี วเน่อื งกับคดีอาญา)
(2.2) ต้องเป็นคดีพิพาทตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความ
เสียหายท่ีเกิดข้ึนจากสินค้าท่ีไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 คดีผู้บริโภคตามอนุมาตรานี้ใช้ข้อหา หรือ
กฎหมายที่พิพาทกันเป็นตัวชี้วัด กล่าวคือ ถ้าเป็นข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อ
ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขนึ้ จากสนิ ค้าทไ่ี มป่ ลอดภยั พ.ศ. 2551 ตอ้ งถือว่า คดนี น้ั เปน็ คดีผู้บรโิ ภค
(3) คดีแพ่งที่เก่ียวพันกันกับคดีตามมาตรา 3(1) หรือ (2) (มาตรา 3(3))
(3.1) ต้องเปน็ คดแี พ่ง คือ ต้องเปน็ คดแี พ่งเพียงอย่างเดียว โดยไมร่ วมถึง
ข้อพิพาทส่วนแพ่งที่อยใู่ นคดีอาญา (คดีแพง่ ทเ่ี กยี่ วเนื่องกบั คดอี าญา)
(3.2) ต้องเป็นคดีที่เก่ียวพันกับคดีตามมาตรา 3(1) หรือ (2) คดีที่
เกี่ยวพันกับคดีผู้บริโภคตามาตรา 3 (1) หรือ (2) เช่น คดีท่ีฟ้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน
สัญญาจำนอง สัญญาจำนำ หรือสัญญาประกันภัยค้ำจุน เป็นต้น ซ่ึงโดยปกติคดีเหล่าน้ี ไม่อยู่ใน
ความหมายของคดผี ูบ้ ริโภคตามมาตรา 3 (1) หรือ (2)
(4) คดีแพ่งท่ีมีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัติน้ี
(มาตรา 3 (4))
อนุมาตราน้ีเปิดโอกาสให้กฎหมายท่ีออกมาในภายหลังสามารถกำหนดให้นำ
วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้ไปใช้กับคดีอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 (1) (2) และ (3)
และใหถ้ ือวา่ คดีเหล่าน้ันเป็นคดผี ูบ้ รโิ ภคตามพระราชบัญญตั ินี้ด้วย
2.4 คำฟ้องคดีผบู้ ริโภค
2.4.1 การเสนอคำฟ้อง
ตาม พ.ร.บ.ว.ิ ผู้บริโภคฯ มาตรา 20 บัญญัติว่า “การฟ้องคดีผู้บรโิ ภค โจทก์จะ
ฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือกไ็ ด้ ในกรณีท่ีโจทก์ประสงค์จะฟ้องด้วยวาจา ให้เจ้าพนักงานคดีจัด
ใหม้ ีการบนั ทกึ รายละเอียดแห่งคำฟ้องแลว้ ให้โจทก์ลงลายมือช่ือไวเ้ ปน็ สำคัญ”
16
จากบทบญั ญตั ดิ ังกล่าวการฟอ้ งคดีผบู้ ริโภค ทำได้ 2 วธิ ี คอื
(1) กรณฟี ้องเป็นหนงั สอื
(2) กรณฟี ้องด้วยวาจา
ข้อสังเกต กรณีฟ้องด้วยวาจามิใช่การไปแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อศาล เพื่อให้
ศาลบันทึกไว้ดังเช่นคดีมโนสาเร่ (ป.วิ.พ. มาตรา 191) หากแต่เป็นการไปแถลงความประสงค์
ท่ีจะฟ้องต่อเจ้าพนักงานคดี แล้วเจ้าพนักงานคดีจะดำเนินการช่วยเหลือให้มีการบันทึก
รายละเอียดต่าง ๆ ลงในแบบพิมพ์คำฟ้อง โดยใช้แบบ ผบ.1 การฟ้องด้วยวาจานั้นสามารถทำได้
ไม่วา่ ทนุ ทรัพย์ของคดีจะเปน็ เท่าใดและผู้ท่ีเปน็ โจทกจ์ ะเป็นผบู้ ริโภคหรอื ผปู้ ระกอบธรุ กจิ ก็ได้10
2.4.2 รายการและรายละเอียดแห่งคำฟ้อง
ตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บรโิ ภคฯ มาตรา 20 วรรคสอง “คำฟ้องต้องมีขอ้ เท็จจริงทีเ่ ป็น
เหตุแห่งการฟ้องคดีรวมท้ังคำขอบังคับชัดเจนพอที่จะทำให้เข้าใจได้...” ดังนั้น คำฟ้องไม่ว่าจะทำ
เป็นหนังสือหรือทำด้วยวาจา รายละเอียดในคำฟ้องจะต้องชัดเจนในระดับท่ีพอจะทำให้สามารถ
เขา้ ใจได้ โดยโจทกต์ ้องบรรยายถงึ ข้อเท็จจริงท่เี ป็นเหตแุ ห่งการฟ้องคดีและคำขอบังคบั
เมื่อพิจารณา ป.วิ.พ. มาตรา 67 ประกอบ พ.ร.บ. วิ. ผู้บริโภค ฯ มาตรา 20
ซ่ึงเป็นบทบญั ญัติที่กำหนดรายการและรายละเอียดแห่งคำฟ้องแล้ว คำฟ้องในคดผี บู้ รโิ ภคจะต้องมี
รายการและรายละเอยี ดแหง่ คำฟ้อง ดังนี้
(1) แบบพิมพ์คำฟอ้ ง
ในคดีผู้บริโภคใช้แบบพิมพ์ ผบ.1 ตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง
แบบพมิ พใ์ นคดผี ู้บรโิ ภค ลงวนั ท่ี 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ซึง่ ออกตามข้อกำหนด ฯ ข้อ 4
แบบพิมพ์ท่ีใช้ในคดีผู้บริโภคทุกแบบต้องใช้กระดาษขนาด เอ 4 ตาม
ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เร่ือง แบบพิมพ์ในคดีผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 22 ธันวาคม
พ.ศ. 2552
(2) ช่ือศาล
(3) วัน เดือน ปี ทย่ี ่นื ฟ้อง
(4) ช่ือโจทก์ จำเลยและภูมิลำเนา ทั้งนี้ คู่ความท่ีจะเป็นโจทก์หรือจำเลยใน
คดีผู้บริโภค ได้แก่ ผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ตามบทนิยามในกฎหมายต่าง ๆ
ดังนี้
- พ.ร.บ.ว.ิ ผูบ้ ริโภคฯ มาตรา 3
- พ.ร.บ.ค้มุ ครองผู้บรโิ ภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3
- พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายท่ีเกิดข้ึนจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
พ.ศ.2551 มาตรา 4
- กฎหมายอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้องทกี่ ำหนดคำนิยามของคดีผู้บริโภค
10 ชาญณรงค์ ปราณีจติ ต์. (2551). คำอธิบายพระราชบญั ญัตวิ ธิ ีพจิ ารณาคดีผูบ้ รโิ ภค พ.ศ.2551. หน้า 82.
17
ในแบบพมิ พ์คำฟ้องคดีผู้บรโิ ภคน้ัน นอกจากภูมิลำเนาของค่คู วามแล้ว ให้ระบุ
สถานที่ทีส่ ามารถติดต่อไดโ้ ดยสะดวกและหมายเลขโทรศัพท์ของคคู่ วามเทา่ ท่ีทราบไวด้ ้วย
(5) ช่ือเร่ือง ใช้ชอื่ เร่ืองตามที่กำหนดไวใ้ นแบบรายงานบัญชีประจำเดือน
นอกจากนี้ ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวน
พิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551ข้อ 6 และข้อ 7
บญั ญัติข้นึ เพ่ือให้ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมและใช้สทิ ธทิ างศาลได้อย่างรวดเรว็ ประหยัด
และมปี ระสิทธิภาพ โดยกำหนดให้ผู้บริโภคสามารถย่ืนฟ้องคดีด้วยวาจาและให้มีเจ้าพนักงานคดีทำ
หนา้ ทชี่ ว่ ยเหลอื ผูบ้ ริโภคในการบนั ทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องคดีผู้บริโภคไดด้ ้วย
2.4.3 เขตอำนาจศาล
เขตอำนาจศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีผู้บริโภคต้องพิจารณาบทบัญญัติ
ตาม ป.วิ.พ. ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและบทบัญญัติ ตาม พ.ร.บ.วิ.ผ้บู ริโภคฯ มาตรา 17
กล่าวคือ
(1) กรณีผู้บริโภคเป็นโจทก์ ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าจะเสนอคำฟ้องต่อ
ศาลที่จำเลยมีภมู ิลำเนาอยูใ่ นเขตศาล หรอื ตอ่ ศาลท่มี ูลคดเี กิดขึ้นในเขตศาล ตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา 4
(2) กรณีผู้ประกอบธุรกิจเป็นโจทก์ ตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 17
กำหนดบทบัญญตั ิพเิ ศษให้ผู้ประกอบธรุ กิจฟอ้ งผ้บู ริโภคตอ่ ศาลทผ่ี ูบ้ รโิ ภคมีภมู ลิ ำเนาอยู่เท่านั้น
2.4.4 ค่าฤชาธรรมเนยี มในคดผี บู้ ริโภค
ปกติในการดำเนินคดีต้องมีค่าใช้จ่ายท้ังส่วนที่เป็นค่าฤชาธรรมเนี ยมและ
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ค่าฤชาธรรมเนียม ได้แก่
ค่าธรรมเนียมศาล ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าท่ีพัก
ของพยาน ผู้เช่ียวชาญ ล่ามและเจ้าพนักงานศาล ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
ตลอดจนค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บรรดากฎหมายบังคับให้ชำระ...” แต่ตาม พ.ร.บ.
วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 18 ได้กำหนดบทบัญญัติพิเศษเพื่อยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในการย่ืนคำฟ้อง
และการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ให้แก่ผู้บริโภค กล่าวคือ ในกรณีท่ีเจ้าพนักงานคดีเป็น
ผู้จัดทำคำฟ้องให้กับผู้บริโภค ผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าฤชาธรรมเนียม แต่ต้องเสีย
ค่าใช้จ่ายซ่ึงเป็นค่าคัดสำเนาคำฟ้องและเอกสารต่าง ๆ ที่มีปริมาณมาก ผู้บริโภคต้องรับภาระ
ค่าใช้จ่ายในสว่ นน้ี เน่อื งจากคา่ คดั สำเนาเอกสารมิใชค่ า่ ฤชาธรรมเนียมจึงไมไ่ ด้รบั ยกเวน้ 11
11 ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ และพงษ์เดช วานิชกิตติกูล. (2551). แนวทางแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการดำเนินคดี
ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551. เอกสารประกอบการสัมมนาเร่ืองการอำนวยความยุติธรรม
ภายใตก้ ฎหมายวธิ พี จิ ารณาคดผี ู้บรโิ ภค. หน้า 3.
18
2.4.5 การจัดทำคำฟ้องคดีผูบ้ ริโภค
(1) คำฟ้องคดีผู้บริโภค ตอ้ งใช้แบบพิมพ์คำฟ้องคดีผบู้ รโิ ภค (แบบ ผบ.1) ตาม
ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง แบบพิมพ์ในคดีผู้บริโภค ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ซ่ึงออกตามข้อกำหนดฯ ข้อ 4 ส่วนแบบพิมพ์อ่ืน ๆ ที่ใช้ในคดีผู้บริโภค เช่น บัญชีระบุพยาน
คำร้องและคำขอให้ใช้แบบพิมพ์ท่ีใช้ในคดีทั่วไปตามท่ีสำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด ทั้งนี้ แบบ
พิมพ์ท่ีใช้ในคดีผู้บริโภคทุกแบบให้ใช้กระดาษขนาด เอ 4 ตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม
เรอ่ื ง แบบพิมพใ์ นคดผี ้บู ริโภค (ฉบับท่ี 2) ลงวนั ท่ี 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552
(2) ในคดีผู้บริโภค หากโจทก์ประสงค์ที่จะฟ้องคดีด้วยวาจา โจทก์ต้องไป
แจ้งความประสงค์ท่ีจะฟ้องคดีต่อเจ้าพนักงานคดี แล้วเจ้าพนักงานคดีจะช่วยเหลือในการบันทึก
รายละเอียดแห่งคำฟ้องคดีผู้บริโภค โดยให้คำแนะนำและช่วยเหลือแก่โจทก์ตามสมควรแก่กรณี
และรวมถึงการตรวจสอบสถานะการเป็นนิติบุคคล หรือภูมิลำเนาของคู่ความ ทั้งน้ี ต้องไม่มี
ลักษณะเป็นการกำหนดรูปคดีทำนองเดียวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ ตามข้อกำหนดฯ
ขอ้ 6 และข้อ 7
(3) กรณีท่ีเจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือในการบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องคดี
ผู้บริโภคลงในแบบพิมพ์คำฟ้องคดีผู้บริโภค โดยใช้แบบพิมพ์คำฟ้องคดีผู้บริโภค (แบบ ผบ.1) ให้
โจทก์ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ ตามข้อกำหนดฯ ข้อ 6 ส่วนเจ้าพนักงานคดีลงลายมือชื่อในฐานะ
ผู้บนั ทึก
(4) เพ่ือประโยชน์ในการดำเนินคดี เจ้าพนักงานคดีมีหน้าที่จะต้องดำเนินการ
ให้ความช่วยเหลอื ในการยน่ื บญั ชรี ะบพุ ยาน การยืน่ คำขอ หรือคำแถลงต่าง ๆ ควบคู่กนั ไปดว้ ย
(5) ข้อควรคำนึงในการบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องคดีผู้บริโภค คำขอ หรือ
คำแถลงตา่ ง ๆ12
1. การใช้ภาษาสั้น กะทัดรัดและได้ใจความ ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย หรือมี
ความหมายซำ้ กัน
2. เรียงลำดบั เหตุการณท์ เ่ี กิดข้ึนก่อนและหลังตามลำดบั ไป
3. ข้อความชดั แจ้ง อ่านเขา้ ใจและไมค่ ลุมเครือ
4. คำฟอ้ งตอ้ งแสดงขอ้ โต้แยง้ ระหว่างโจทก์กบั จำเลยวา่ เกิดขน้ึ เมอ่ื ใดและ
เกิดขึ้นอย่างไร โจทก์เสียหายอย่างไร จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร ถ้ามีจำเลยหลายคนต้อง
กล่าวถึงความสัมพันธ์ หรอื ความเกี่ยวพนั ระหว่างจำเลยแต่ละคนวา่ เปน็ อยา่ งไร
5. คำขอทา้ ยฟ้องแพง่ ตอ้ งเป็นเรื่องท่โี จทก์บงั คับเอากบั จำเลยเท่าน้ัน
6. กรณคี ำร้อง คำขอและคำแถลงต้องแสดงเหตทุ ่ีตอ้ งใชส้ ทิ ธทิ างศาล
12 วเิ ชียร ศิรมิ งคล. (2550). ศิลปการรา่ งคำคู่ความ. หนา้ 185.
19
2.5 คำให้การในคดแี พ่ง
เม่ือโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว การช้ีขาดตัดสินคดี ศาลจะต้องฟังความทั้งสองฝ่าย
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงต้องให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดี ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคหน่ึง จึง
กำหนดให้ศาลออกหมายเรียกให้จำเลยให้การแกค้ ดี โดยให้โจทก์ร้องขอต่อศาลภายใน 7 วัน เพื่อ
ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย แต่ก็เป็นสิทธิของจำเลยที่จะต่อสู้คดี หรือจะยอมรับ
ตามที่โจทก์ฟ้องก็ได้13 นอกจากนี้ ป.วิ.พ. ยังให้ความหมายของคำให้การไว้ใน มาตรา 1 (4) ว่า
“คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งค่คู วามฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้อง
ตามท่ีบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ นอกจากคำแถลงการณ์” ดังนั้น คำให้การจึงเป็นการยก
ข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้อง ซ่ึงข้อต่อสู้ดังกล่าวยังรวมถึงการให้การยอมรับตามคำฟ้องโดยไม่ต่อสู้
ด้วยและในกรณีที่จำเลยต้องการที่จะต่อสู้คดี จำเลยจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ
เทา่ นนั้ จงึ จะก่อให้เกิดประเด็นขอ้ พพิ าทที่จะต้องนำสืบพสิ ูจน์และศาลจะไดว้ นิ ิจฉยั ตอ่ ไปได้
การยกข้อต่อสู้ในคำให้การน้ัน อาจเป็นการยกข้อต่อสู้ในปัญหาข้อเท็จจริง หรือข้อ
กฎหมายก็ได้ เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีโดยบรรยายข้อเท็จจริงสนับสนุนข้อกฎหมายมาตราใดแล้ว
แม้มไิ ด้อา้ งบทมาตรานน้ั มาด้วย ศาลกม็ หี นา้ ท่ียกมาตรานน้ั ข้ึนวนิ ิจฉัยให้14
ดังนั้น คำให้การที่ย่ืนต่อศาลมีได้ 2 อย่าง คือ คำให้การรับกับคำให้การปฏิเสธ ซ่ึงตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 177 บัญญัติว่า “เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การ
เปน็ หนังสอื ยืน่ ต่อศาลภายในสิบห้าวัน
ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับ หรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์
ทงั้ สนิ้ หรือแตบ่ างสว่ น รวมท้ังเหตแุ ห่งการนั้น
จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งน้ันเป็นเร่ืองอ่ืนไม่เกี่ยวกับคำฟ้อง
เดมิ แล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดตี า่ งหาก
ให้ศาลตรวจดูคำให้การน้ันแล้วส่ังให้รับไว้ หรือให้คนื ไป หรือส่ังไม่รับตามท่ีบัญญัติไว้
ในมาตรา 18
บทบัญญัติแห่งมาตราน้ี ให้ใช้บังคับแก่บุคคลภายนอกที่ถูกเรียกเข้ามาเป็นผู้ร้องสอด
ตามมาตรา 57 (3) โดยอนโุ ลม”
จะเห็นวา่ มาตรา 177 วรรคหน่ึง กำหนดใหจ้ ำเลยทำคำใหก้ ารเป็นหนังสอื ย่ืนต่อศาล
และคำให้การถือว่าเป็นคำคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (4) จึงต้องใช้แบบพิมพ์ของศาลและมี
รายการต่าง ๆ ตามท่ีกำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 67 และการให้การต่อสู้คดีของจำเลยในคดีแพ่ง
จะตอ้ งเปน็ ไปตามหลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารท่ีกฎหมายกำหนดไว้
13 ไพโรจน์ วายุภาพ. (2553). คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 2 ลักษณะ 1 วิธีพิจารณาสามัญ
ในศาลชัน้ ตน้ . หน้า 55.
14 เรือ่ งเดียวกัน. หนา้ 58.
20
หลักทว่ั ไปเกย่ี วกับคำให้การในคดแี พง่ มสี าระสำคญั ดงั นี้
1) ความหมายของคำให้การ
ความหมายหรือขอบข่ายของคำให้การเป็นข้อพิจารณาเบื้องต้นท่ีสำคัญ ซ่ึงตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 1 (4) บัญญัติว่า “คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซ่ึงคู่ความฝ่าย
หน่ึงยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายน้ี นอกจากคำแถลงการณ์”
ดังน้นั คำใหก้ ารในคดแี พ่งจงึ เปน็ การท่จี ำเลยยกขอ้ ตอ่ สู้เปน็ ขอ้ แก้คำฟ้องโจทก์
2) เนอ้ื หาของคำใหก้ าร
เนื้อหาของคำให้การ ปรากฏตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า “ให้
จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับ หรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ท้ังสิ้น หรือ
แต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น” นอกจากคำให้การจะเป็นการท่ีจำเลยยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้
คำฟ้องของโจทก์แล้ว เน้ือหาของคำให้การจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือบทบัญญัติของ
กฎหมายด้วย กล่าวคอื คำให้การจะต้องแสดงให้ชัดแจ้งว่า จำเลยจะให้การรับ หรือปฏิเสธข้ออ้าง
ของโจทก์ ซึ่งหากคำให้การของจำเลยไมม่ ีประเด็นที่จะต้องสืบ กถ็ ือว่าจำเลยรับตามคำฟ้อง ทำให้
จำเลยแพ้คดีได้ ฉะนั้น คำให้การจำเลยจึงต้องแสดงเหตุผลในการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง จึงจะถือเป็น
คำให้การท่ชี อบและกอ่ ใหเ้ กิดประเดน็ ในการนำสืบ
3) ประเภทของคำใหก้ าร
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง สามารถจดั ประเภทคำใหก้ าร ได้ดังน้ี
3.1) คำใหก้ ารรบั ตามคำฟอ้ ง
3.2) คำให้การปฏเิ สธฟ้อง
4) การยื่นคำให้การ
เม่ือจำเลยได้รับหมายเรยี กและสำเนาคำฟอ้ งแล้ว จำเลยจะต้องยื่นคำใหก้ ารต่อศาล
ภายใน 15 วัน นับแต่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177
วรรคหนงึ่ ซง่ึ กำหนดเวลาย่นื คำใหก้ ารจะต้องพจิ ารณาเม่ือได้รับหมายเรยี กและสำเนาคำฟอ้ งแล้ว
5) รูปแบบของคำให้การ
คำให้การจะต้องทำเป็นหนังสือ เว้นแต่คำให้การในคดีมโนสาเร่ท่ีจำเลยจะให้การ
ด้วยวาจาก็ได้ คำให้การเป็นหนังสือต้องใช้แบบพิมพ์ของศาล จึงต้องระบุรายละเอียดตามรายการ
ที่ปรากฏอยู่ในส่วนต้นของแบบพิมพ์คำให้การให้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 67
ซ่ึงบังคบั วา่ ใหม้ รี ายการดังตอ่ ไปน้ี
5.1) ชอื่ ศาลที่จะรบั คำฟ้อง หรือคดอี ยใู่ นระหว่างพจิ ารณาชื่อศาลและหมายเลขคดี
5.2) ช่อื คูค่ วามในคดี
5.3) ชือ่ คคู่ วามหรือบคุ คล ซงึ่ จะเปน็ ผรู้ ับคำคู่ความ หรือเอกสารนั้น
5.4) ใจความและเหตผุ ลถ้าจำเป็นแห่งคำค่คู วาม หรือเอกสาร
5.5) วัน เดือน ปี ของคำคู่ความ หรือเอกสารและลายมือชื่อของเจ้าพนักงาน
คู่ความ หรอื บคุ คลซงึ่ เปน็ ผู้ยื่นหรอื เปน็ ผู้ส่ง
21
6) การเรียงคำใหก้ าร
คำให้การท่ีจำเลยจะต้องเรียงเพ่ือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือแก้ฟ้องโจทก์ต้องจัดทำ
ตามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการท่ีกฎหมายบังคับไว้ มีขอ้ พิจารณา ดังนี้
6.1) การพจิ ารณาสาระสำคัญของคำฟ้อง
เม่ือจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว ต้องศึกษารายละเอียดใน
หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง เพ่ือให้ทราบว่ามีการส่งหมายเรียกถึงตนโดยวิธีใด เป็นคดีสามัญ
หรือคดีมโนสาเร่ ทั้งนี้ เพ่ือจะสามารถปฏิบัติตามหมายเรียกนั้นได้ถูกต้อง แล้วจึงตรวจคำฟ้องว่า
ตนถกู ฟ้องเร่อื งอะไร มีกปี่ ระเด็น ทงั้ นี้ เพ่ือให้มองเหน็ ภาพโดยรวมท่ีถกู ต้อง
6.2) ตรวจพเิ คราะห์สาระสำคัญในคำฟ้อง
การตรวจกรณีน้ีควรลงในรายละเอียดตั้งแต่ใครเป็นผู้ฟ้อง บุคคลธรรมดา
หรือนิติบุคคล เรื่องที่ฟ้องมีสาระสำคัญอย่างไรบ้าง พิจารณารายละเอียดของเอกสารแนบท้ายคำฟ้อง
และคำขอบังคับ เมื่อตรวจรายละเอียดดังกล่าวแล้ว จึงควรสรุปเนื้อเรื่องไว้เพื่อความสะดวกใน
การยกขึน้ เป็นข้ออ้าง หรือขอ้ ตอ่ สู้
6.3) กำหนดแนวทางการต่อสู้คดโี ดยพิจารณาจากคำฟอ้ ง
แนวทางการต่อสู้คดีนับว่ามีความสำคัญ จำเป็นต้องเทียบเคียงหรือ
เปรยี บเทยี บกับคำฟอ้ ง โดยอาจหยิบยกคำฟ้องมาพจิ ารณาพเิ คราะห์ เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อยตุ ิทเ่ี หมาะสม
6.4) การวางกรอบคำใหก้ าร
การวางกรอบคำให้การให้กระชับเป็นข้ันตอน ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง
ตามปกติในทางปฏิบัติจะเรียงคำให้การโดยยึดลำดับตามคำฟ้อง โดยพิจารณาว่าโจทก์วางลำดับ
การฟ้องไว้อย่างไร เช่น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลย สิทธิและหน้าท่ีซึ่งมีต่อกัน การประกอบ
กิจการร่วมกัน การเลิกสัญญากัน การกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิ การผิดนัดและดอกเบี้ย การ
เรียงคำให้การก็ควรจะไลล่ ำดับตามคำฟอ้ งเชน่ กนั
6.5) การเรียงคำใหก้ าร
การเรียงคำให้การเป็นขั้นตอนสุดท้ายท่ีจำเลยต้องดำเนินการเพ่ือเสนอศาล
โดยมลี ำดับคำใหก้ าร ดังน้ี
6.5.1) จัดลำดบั ความสมั พนั ธ์ หรอื นิติสมั พนั ธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย
ในเบ้ืองต้นของคำใหก้ ารต้องจัดลำดบั หรอื ระบบของคำให้การให้เหน็
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างโจทก์และจำเลย
6.5.2) กำหนดคำให้การต่อสใู้ นสว่ นของเน้ือหา หรือประเด็นท่โี จทกต์ ั้งไว้
ในส่วนเน้ือหาของคำฟ้อง จะต้องศึกษารายละเอียดจากคำฟ้อง
ท้ังปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ท้ังนี้ ควรพิจารณาจากคำฟ้องแล้วพิจารณาว่าต้อง
โต้แย้ง หรือคัดค้าน หรือให้การรับ การลำดับเน้ือหาในส่วนน้ีควรให้ตรงกันกับคำฟ้องซ่ึงจะง่ายแก่
การตรวจสอบ การช้ีสองสถานและการสบื พยาน
22
6.5.3) ต้องปฏิบัติตามหลกั เกณฑ์และข้อบงั คับแห่งกฎหมายโดยเคร่งครัด
การเรียงคำให้การต้องปฏิบัติ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง
และควรศึกษาตัวอยา่ งจากคดี หรือคำพพิ ากษาศาลฎกี าทว่ี างแนวทางไว้
6.5.4) คำให้การตอ้ งกระชับไม่เยิ่นเย้อ หรือฟุ่มเฟอื ย
6.5.5) คำใหก้ ารที่ดีน้นั มุ่งในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามคำฟ้อง
ไมเ่ ย่นิ เย้อ ฟุม่ เฟือย หรอื นอกเรอ่ื ง
การเรียงคำให้การ ถือว่าเป็นเร่ืองสำคัญที่สุดของจำเลย ดังน้ัน เมื่อ
ได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว ต้องศึกษาและทำความเข้าใจโดยเร็ว เพ่ือที่จะสามารถกำหนดทิศทางใน
การต่อสคู้ ดี ไดอ้ ย่างถกู ต้อง ไม่กอ่ ให้เกดิ ความเสียหายแกจ่ ำเลย
2.6 คำให้การในคดีผบู้ รโิ ภค
คดีผู้บริโภคจำเลยจะย่ืนคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันนัดพิจารณา หรือในวันนัด
พิจารณาหลังจากไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 24 หรือ
มาตรา 26 ก็ได้ ซ่ึงหากจำเลยยังไม่ได้ย่ืนคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลย
โดยจำเลยจะย่ืนคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจากไ็ ด้ ตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 26
บญั ญัตวิ ่า
“ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกัน หรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้และจำเลยยัง
ไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็น
หนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีท่ีย่ืนคำให้การเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำให้การ
ดังกล่าวไม่ถูกต้อง หรือขาดสาระสำคัญบางเร่ือง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้น
ให้ถูกต้อง หรือชัดเจนข้ึนก็ได้ ในกรณีให้การด้วยวาจาให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การน้ันและ
ใหจ้ ำเลยลงลายมือช่ือไว้เปน็ สำคัญ
ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่งและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่น
คำให้การ ให้ถอื วา่ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ”
ดังน้ัน ในวันนัดพิจารณาหลังจากไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ หาก
จำเลยยังไม่ได้ย่ืนคำให้การและประสงค์จะยื่นคำให้การ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดี
ช่วยเหลือคู่ความในการจัดทำคำให้การดังกล่าวให้เรียบร้อย แล้วรีบรายงานเสนอต่อศาลเพื่อออก
น่ังพิจารณาในวันน้ัน หรือวันนัดพิจารณาอ่ืนตามท่ีศาลเห็นสมควร ตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ
มาตรา 4 (5) มาตรา 26 ประกอบข้อกำหนดฯ ข้อ 17 นอกจากนั้น เจ้าพนักงานคดียังมีหน้าท่ีต้อง
ตรวจสอบและดูแลให้คู่ความดำเนินคดีไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในกรณีที่จำเลยให้การ
ด้วยวาจา เจ้าพนักงานคดีควรจะให้คำแนะนำแก่จำเลยในเร่ืองกฎหมายที่เก่ียวข้องกับการยื่น
คำให้การต่อสู้คดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.รบ.วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 7 ซ่ึง
บัญญัติว่า “จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับ หรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์
ท้ังสิ้น หรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น” กล่าวคือ จำเลยต้องระบุให้ชัดเจนว่า รับ หรือ
23
ปฏิเสธและระบุเหตุผลด้วย แล้วจึงบันทึกคำให้การลงในแบบพิมพ์ ผบ.3 ตามประกาศสำนักงาน
ศาลยุติธรรม เร่ือง แบบพิมพ์ในคดีผู้บริโภคลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ซ่ึงออกตาม
ขอ้ กำหนดฯ ข้อ 4
นอกจากนี้ การให้การของจำเลยในคดีผู้บริโภค จำเลยจะให้การเป็นหนังสือ หรือ
ให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีให้การเป็นหนังสือ ถ้าศาลเห็นว่าคำให้การนั้นไม่ถูกต้อง หรือ
ขาดสาระสำคัญบางเร่ือง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การน้ันให้ถูกต้อง หรือชัดเจนข้ึน
หรือหากจำเลยประสงค์จะให้การด้วยวาจาให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและใ ห้จำเลย
ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญก็ได้ หรือศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือคู่ความใน
การจัดทำคำให้การ หรือบัญชีระบุพยานดังกล่าวให้เรียบร้อยแล้วรายงานเสนอต่อศาลก็ได้ ท้ังนี้
อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 4 (5) มาตรา 26 ประกอบข้อกำหนดฯ ข้อ 17 ซ่ึง
ส่งผลให้เจ้าพนักงานคดีมีหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดีผู้บริโภคตามท่ีศาลมอบหมายและ
การปฏิบตั หิ น้าทีอ่ ื่นตามพระราชบัญญตั ิน้ี หรือตามขอ้ กำหนดฯ อีกด้วย
เน่ืองจากการดำเนินคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับเฉพาะคดีที่มีข้อพิพาท
ทางแพ่งเพียงอย่างเดียว พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ มาตรา 7 จึงบัญญัติว่า “กระบวนวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค
ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติน้ีและข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ตามมาตรา 6
ในกรณที ีไ่ ม่มบี ทบญั ญัติและข้อกำหนดดังกลา่ ว ใหน้ ำบทบัญญัตแิ ห่งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณา
ความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม” ดังน้ัน เม่ือ พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ มิได้บัญญัติเก่ียวกับรูปแบบ
และลักษณะของคำให้การจำเลยไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติเกี่ยวกับรูปแบบและลักษณะการจัดทำ
คำให้การ ตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา 67 และมาตรา 177 มาใชบ้ งั คับโดยอนโุ ลม ดงั นี้
1) การสอบข้อเท็จจริงและบนั ทกึ ถ้อยคำของพยาน15
ในการจัดทำคำให้การจำเลย เจ้าพนักงานคดีควรบันทึกถ้อยคำของพยาน
(ช้ันสอบข้อเท็จจริงก่อนจัดทำคำให้การ) การสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเริ่มจากการตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ก่อน หลังจากนั้นจึงสอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากจำเลย เพื่อให้
ปรากฏข้อเท็จจริงท่ียุติเป็นเบ้ืองต้นว่า มีข้อเท็จจริงบางส่วนที่สามารถรับกันได้และจำเลยยัง
ปฏิเสธอยู่ ข้อเท็จจริงส่วนท่ีรับกันได้ก็ให้พิจารณาไว้เป็นประเด็น ส่วนข้อเท็จจริงที่จำเลยยัง
โตเ้ ถยี งอยูก่ ใ็ ห้แยกไวเ้ ป็นอกี ประเดน็ เรียงเปน็ ขอ้ ๆ
2) แนวทางในการจดั ทำคำให้การในคดีผู้บรโิ ภค
2.1) คำให้การของจำเลยตอ้ งชัดเจน16
การบันทึกคำให้การลงในแบบพิมพ์ ผบ.3 จะต้องเรียบเรียงข้อเท็จจริงจาก
บนั ทกึ ถ้อยคำพยาน (ชน้ั สอบข้อเท็จจรงิ ก่อนจัดทำคำให้การ) โดยตั้งประเดน็ ใหช้ ัดเจนว่าจำเลยรับ
15 สมศักดิ์ เอ่ยี มพลับใหญ.่ (2552). แนวทางการเขยี นคำฟ้อง คำใหก้ าร ฟอ้ งแย้ง สญั ญาประนีประนอมยอมความ.
หน้า 33.
16 เรื่องเดยี วกัน. หน้า 33-34.
24
หรือปฏิเสธ ควรบันทึกคำให้การโดยแยกประเด็นเป็นข้อ ๆ เรียงลำดับไป เพราะจะทำให้ศาล
สามารถกำหนดประเดน็ ได้งา่ ย ดังนี้
(ก) คำใหก้ ารที่จำเลยแถลงรบั
(ข) คำใหก้ ารต่อสใู้ นประเดน็ ทโ่ี จทกม์ ภี าระการพสิ ูจน์
(ค) คำใหก้ ารต่อสใู้ นประเด็นท่ีจำเลยมีภาระการพิสูจน์
2.2) ในกรณีท่ีคำให้การของจำเลยไม่ได้กล่าวถึงข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์ข้อใด
กฎหมายถอื ว่าจำเลยยอมรบั ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) ประกอบ พ.ร.บ.วิ.ผบู้ รโิ ภคฯ มาตรา 7 และ
ขอ้ เทจ็ จริงบางประเด็นจะต้องระบุรายละเอยี ดพฤติการณเ์ ก่ียวกบั ขอ้ เท็จจรงิ ให้ศาลทราบด้วย
2.3) การสรุปตอนท้าย เมื่อเขียนคำให้การโดยเร่ิมต้ังแต่ข้อเท็จจริงที่รับกันได้
ประเด็นท่ีโจทก์มีภาระการพิสูจน์ก่อนและประเด็นท่ีจำเลยมีภาระการพิสูจน์ก่อนเสร็จสิ้นแล้ว
ส่วนท้ายควรเขียนข้อความให้ได้ความว่า ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ เช่น อาจเขียนว่า “อาศัยเหตุผล
ดังกราบเรียนมา ขอศาลได้โปรดพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมอย่างสูงแทน
จำเลย”
2.4) เม่ือเจ้าพนักงานคดีบันทึกคำให้การด้วยวาจาในแบบพิมพ์ ผบ.3 เสร็จแล้ว
ควรตรวจสอบความเรียบร้อย อ่านให้จำเลยฟังและให้จำเลยอ่านเอง แล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้
โดยเจ้าพนักงานคดจี ะลงชอื่ ในคำใหก้ ารในฐานะเปน็ ผบู้ นั ทึก
2.5) หากจำเลยไม่สามารถยน่ื คำให้การได้ทนั ภายในวันนดั พิจารณาอาจยื่นคำรอ้ ง
ขอขยายระยะเวลายน่ื คำใหก้ ารได้ โดยอ้างถึงเหตุจำเป็น ตาม พ.ร.บ.วิ.ผู้บรโิ ภคฯ มาตรา 15
2.7 ระเบยี บ หรือกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
2.7.1 พระราชบญั ญตั ิวิธีพิจารณาคดผี บู้ รโิ ภค พ.ศ. 2551
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตนิ ้ี
“คดีผบู้ ริโภค” หมายความว่า
(1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19
หรือตามกฎหมายอ่ืนกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าที่ตามกฎหมาย
อนั เนอื่ งมาจากการบริโภคสนิ ค้า หรือบรกิ าร
(2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก
สนิ ค้าทไี่ ม่ปลอดภยั
(3) คดแี พง่ ทีเ่ ก่ยี วพนั กนั กับคดีตาม (1) หรอื (2)
(4) คดแี พง่ ทม่ี ีกฎหมายบญั ญัติใหใ้ ชว้ ิธีพจิ ารณาตามพระราชบญั ญัติน้ี
“ผูบ้ รโิ ภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการค้มุ ครองผู้บริโภค
และให้หมายความรวมถึงผู้เสียหายตามกฎหมายเก่ียวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดข้ึน
จากสินคา้ ท่ไี ม่ปลอดภัยด้วย
25
“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการ
คุ้มครองผู้บริโภคและให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อ
ความเสียหายทเ่ี กดิ ขน้ึ จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยดว้ ย
“เจ้าพนักงานคดี” หมายความว่า บุคคลที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
แตง่ ต้งั ให้ปฏิบัตหิ นา้ ท่ตี ามพระราชบญั ญัตนิ ี้
มาตรา 7 กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง
พระราชบัญญัติน้ีและข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๖ ในกรณีท่ีไม่มบี ทบัญญัติและ
ข้อกำหนดดงั กล่าวให้นำบทบัญญตั ิแห่งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพง่ มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม
มาตรา 18 ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหาย
ท่ีเกิดข้ึนจากสินค้าท่ีไม่ปลอดภัย การยื่นคำฟ้อง ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ
ในคดีผู้บริโภค ซ่ึงดำเนินการโดยผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคให้ได้รับยกเว้น
ค่าฤชาธรรมเนยี มท้ังปวง แตไ่ มร่ วมถึงความรบั ผดิ ในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นท่ีสุด
ถ้าความปรากฏแก่ศาลว่าผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคนำคดี
มาฟ้องโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เรียกร้องค่าเสียหายเกินสมควร ประพฤติตนไม่เรียบร้อย ดำเนิน
กระบวนพิจารณาอันมีลักษณะเป็นการประวิงคดี หรือท่ีไม่จำเป็น หรือมีพฤติการณ์อื่นที่ศาล
เห็นสมควร ศาลอาจมคี ำสั่งให้บุคคลนั้นชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับการยกเว้นทั้งหมด หรือแต่
บางส่วนต่อศาลภายในระยะเวลาท่ีศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้ หากไม่ปฏิบัติตามให้ศาลมีอำนาจ
สั่งจำหนา่ ยคดอี อกจากสารบบความ
ในกรณีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้อง
เปน็ ผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด หรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษา
ในเร่ืองค่าฤชาธรรมเนียม โดยส่ังให้คู่ความอีกฝ่ายหน่ึงนั้นชำระต่อศาลในนามของผู้บริโภค หรือ
ผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ซ่ึงค่าฤชาธรรมเนียมท่ีผู้บริโภค หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทน
ผ้บู รโิ ภคน้นั ไดร้ ับยกเว้นทงั้ หมด หรือแต่บางส่วนตามท่ีศาลเห็นสมควร
มาตรา 20 การฟ้องคดีผ้บู ริโภค โจทก์จะฟอ้ งดว้ ยวาจา หรือเปน็ หนังสือกไ็ ด้ ใน
กรณีที่โจทก์ประสงคจ์ ะฟ้องด้วยวาจา ให้เจ้าพนกั งานคดีจัดให้มกี ารบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟอ้ ง
แลว้ ใหโ้ จทก์ลงลายมอื ชื่อไวเ้ ป็นสำคญั
คำฟ้องต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี รวมทั้งคำขอบังคับชัดเจน
พอท่ีจะทำให้เข้าใจได้ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องน้ันไม่ถูกต้อง หรือขาดสาระสำคญั บางเร่ือง ศาลอาจมี
คำสัง่ ให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในสว่ นนนั้ ใหถ้ กู ต้อง หรือชดั เจนข้นึ กไ็ ด้
มาตรา 26 ถ้าคู่ความไมอ่ าจตกลงกนั หรอื ไมอ่ าจประนปี ระนอมยอมความกัน
ได้และจำเลยยังไม่ได้ย่ืนคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะ
ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีที่ย่ืนคำให้การเป็นหนังสือ หากศาล
เห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้อง หรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำส่ังให้จำเลยแก้ไข
26
คำให้การในสว่ นนั้นให้ถกู ตอ้ ง หรือชดั เจนขึ้นกไ็ ด้ ในกรณีใหก้ ารด้วยวาจาใหศ้ าลจัดให้มีการบันทึก
คำใหก้ ารนนั้ และให้จำเลยลงลายมือชือ่ ไวเ้ ป็นสำคญั
ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหน่ึงและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยาย
ระยะเวลายนื่ คำให้การ ใหถ้ ือว่าจำเลยขาดนัดย่ืนคำให้การ
2.7.2 ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณา
และการปฏิบัตหิ น้าท่ีของเจา้ พนักงานคดใี นคดผี บู้ รโิ ภค พ.ศ. 2551
ข้อ 6 ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากคำฟ้องน้ันไม่ถูกต้อง หรือขาด
สาระสำคญั ในเรือ่ งใด เจา้ พนักงานคดอี าจให้คำแนะนำแกโ่ จทกเ์ พื่อจดั ทำคำฟ้องใหถ้ กู ตอ้ งครบถว้ น
ในกรณีท่ีโจทก์ประสงค์จะฟ้องด้วยวาจา ให้เจ้าพนักงานคดีดำเนินการเพื่อให้
มีการจดบนั ทึกรายละเอียดแหง่ คำฟอ้ งลงในแบบพิมพ์คำฟ้องแลว้ ให้โจทกล์ งลายมอื ชื่อไวเ้ ปน็ สำคัญ
เพ่ือประโยชน์ในการดำเนินคดี ให้โจทก์เสนอพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเท่าที่
จะทำไดม้ าพร้อมกับคำฟอ้ ง
ข้อ 7 การให้คำแนะนำและการให้ความชว่ ยเหลือตาม ข้อ 6 ให้เจ้าพนกั งานคดี
พิจารณาช่วยเหลือตามสมควรแก่กรณีและให้รวมถึงการตรวจสอบสถานะการเป็นนิติบุคคล หรือ
ภูมิลำเนาของคู่ความเพื่อประโยชน์ในการจัดทำคำฟ้อง แต่ทั้งนี้ ต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนด
รูปคดีทำนองเดยี วกับการปฏิบัตหิ น้าท่ีของทนายความ
ข้อ 17 หากคู่ความไม่สามารถตกลงกันได้และคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะย่ืน
คำให้การ หรือบญั ชีระบุพยาน ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีชว่ ยเหลือคู่ความในการจดั ทำ
คำให้การ หรือบัญชีระบุพยานดังกล่าวให้เรียบร้อย แล้วรีบทำรายงานเสนอต่อศาลเพื่อออก
นงั่ พจิ ารณาในวนั นั้น หรอื วันนดั พจิ ารณาอ่ืนตามทศ่ี าลเหน็ สมควร
การให้ความช่วยเหลอื ตามวรรคหนง่ึ ให้นำความในขอ้ 7 มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม
ข้อ 24 ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีช่วยตรวจสอบดูแลให้คู่ความ
ดำเนินคดีไปตามข้ันตอนของกฎหมาย หากพบว่ามีข้อบกพร่อง ให้รายงานต่อศาลพร้อมด้วย
แนวทางแกไ้ ขโดยเรว็ เพ่ือใหศ้ าลพิจารณาสง่ั การตามทเ่ี หน็ สมควร
2.7.3 พระราชบัญญตั คิ ้มุ ครองผบู้ ริโภค พ.ศ. 2522
มาตรา 3 ในพระราชบญั ญตั นิ ้ี
“ซื้อ” หมายความรวมถึง เช่า เช่าซื้อ หรือได้มาไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดย
ใหค้ า่ ตอบแทนเปน็ เงิน หรือผลประโยชนอ์ ย่างอ่ืน
“ขาย” หมายความรวมถึง ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการ
ใด ๆ โดยเรยี กคา่ ตอบแทนเปน็ เงิน หรอื ผลประโยชน์อย่างอนื่ ตลอดจนการเสนอ หรือการชกั ชวน
เพ่ือการดังกล่าวดว้ ย
27
“บริการ” หมายความว่า การรับจัดทำการงาน การใช้สิทธิใด ๆ หรือการให้ใช้
หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สิน หรือกิจการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือผลประโยชน์อื่น
แตไ่ มร่ วมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน
“ผูบ้ ริโภค” หมายความว่า ผู้ซ้ือ หรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือ
ผู้ซึ่งได้รับการเสนอ หรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซ้ือสินค้า หรือรับบริการและ
หมายความรวมถงึ ผู้ใชส้ ินคา้ หรือบรกิ ารจากผู้ประกอบธุรกจิ โดยชอบแม้มไิ ด้เป็นผู้เสียคา่ ตอบแทน
กต็ าม
“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่ง หรือนำเข้า
มาในราชอาณาจักรเพื่อขาย หรือผู้ซ้ือเพื่อขายต่อซ่ึงสินค้า หรือผู้ให้บริการและหมายความรวมถึง
ผ้ปู ระกอบกจิ การโฆษณาดว้ ย
2.7.4 ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพง่
มาตรา 1 (4) คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซ่ึงคู่ความ
ฝา่ ยหนง่ึ ยกขอ้ ตอ่ ส้เู ป็นข้อแก้คำฟอ้ งตามท่บี ัญญตั ิในประมวลกฎหมายนี้ นอกจากคำแถลงการณ์
มาตรา 55 เม่ือมีข้อโต้แย้งเกิดข้ึนเก่ียวกับสิทธิ หรือหน้าท่ีของบุคคลใดตาม
กฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบท่ีจะเสนอคดีของตนต่อศาล
ส่วนแพ่งท่ีมเี ขตอำนาจได้ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้
มาตรา 172 ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 57 ให้โจทก์เสนอข้อหาของตน
โดยทำคำฟอ้ งเป็นหนงั สือยื่นต่อศาลชั้นตน้
คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้ง
ขอ้ อา้ งที่อาศัยเปน็ หลักแหง่ ขอ้ หาเช่นว่าน้นั
ให้ศาลตรวจคำฟ้องน้ันแล้วส่ังให้รับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไป ตามท่ี
บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 18
มาตรา 173 เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้อง
ให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดีและภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันย่ืนคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงาน
เจา้ หน้าทเี่ พอ่ื ให้ส่งหมายน้นั
มาตรา 177 เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำ
คำให้การเปน็ หนังสอื ย่ืนต่อศาลภายในสบิ หา้ วนั
ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับ หรือปฏิเสธข้ออ้าง
ของโจทกท์ ัง้ สน้ิ หรอื แต่บางสว่ น รวมท้งั เหตแุ ห่งการนน้ั
จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับ
คำฟอ้ งเดมิ แล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเปน็ คดีต่างหาก
ให้ศาลตรวจดูคำให้การนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้คืนไป หรือสั่งไม่รับตามท่ี
บญั ญัติไวใ้ นมาตรา 18
28
บทบัญญัติแห่งมาตราน้ี ให้ใช้บังคับแก่บุคคลภายนอกท่ีถูกเรียกเข้ามาเป็น
ผูร้ ้องสอด ตามมาตรา 57 (3) โดยอนุโลม
2.8 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580
การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดให้กฎหมายและ
กระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศท่ีไม่ใช่เป็นเพียงเคร่ืองมือในการใช้
อำนาจรัฐ แต่เป็นเคร่ืองมือของประชาชนทั้งประเทศที่จะใช้สร้างสังคมท่ีพัฒนาอย่างเป็นธรรม
ลดความเหล่ือมล้ำและไม่เลือกปฏิบัติโดยมีแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม
ของประชาชน เป็นกลไกในการขับเคล่ือนและสร้างการเปล่ียนแปลงขนานใหญ่ มุ่งเน้นการนำ
นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสและพลวัตให้กับการพัฒนา
กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนในสังคมมีโอกาสได้รับ
ประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอยา่ งเทา่ เทยี ม เป็นธรรมและท่ัวถึง
ยุทธศาสตร์ชาติมีทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ โดยยุทธศาสตร์ที่เก่ียวข้องกับกระบวนการ
ยุตธิ รรมมี 2 ยทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่ ยุทธศาสตร์ชาตทิ ่ี ๔ และยทุ ธศาสตร์ชาติที่ ๖ ดังนี้17
ยทุ ธศาสตรช์ าตทิ ี่ ๔ ด้านการสรา้ งโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่าง
ท่ัวถึง เน้นการสร้างหลักประกันในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน การพัฒนากลไก
ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการต่อสู้คดีที่มีคุณภาพมาตรฐานและเพียงพอ การให้หลักประกันสิทธิ
ของผู้เสียหายและผถู้ กู กลา่ วหาในการได้รบั ความชว่ ยเหลือจากรัฐอย่างเสมอภาคและเทา่ เทยี มกนั
ยุทธศาสตร์ชาติท่ี ๖ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจดั การภาครัฐ
การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม มีการ
เสริมสร้างประสิทธิภาพการใช้กฎหมาย บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ลดความเหลื่อมล้ำทาง
สังคม ไม่เลือกปฏิบัติ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการใช้กฎหมาย
ปอ้ งกันการกระทำผิดและจบั กุมผู้กระทำผิดไดอ้ ย่างถูกต้อง รวดเร็ว
ก ระ บ ว น ก ารยุ ติ ธ รรม เค ารพ สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น แ ล ะ ป ฏิ บั ติ ต่ อ
ประชาชนโดยเสมอภาค มคี วามเปน็ กลาง น่าเช่ือถือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระบวนการยุติธรรมมี
การบริหารที่มีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมมีความกล้าหาญทางจริยธรรม เป็น
มอื อาชีพ มคี วามเปน็ ธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ประชาชนเขา้ ถึงกระบวนการยุตธิ รรมได้โดยสะดวก
มุ่งให้เกิดการสร้างมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรมเทียบเท่าระดับสากล
ตามหลักนิติธรรม โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในการเข้าถึงความยุติธรรม สร้าง
ความสมดุลระหว่างสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกับประโยชน์สาธารณะ การอำนวยความ
17 ศุภกจิ แย้มประชา. (2564, 3 พฤษภาคม). ความรู้เกี่ยวกับระบบงานศาลยตุ ิธรรมและกระบวนการยุติธรรม.
เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู ร “ผูอ้ ำนวยการระดับต้น” รนุ่ ที่ 8.
29
ยุติธรรมมีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างเสมอภาค หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีความ
ร่วมมอื ทด่ี ี บรู ณาการและเช่ือมโยง
2.8.1 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นกฎหมายและกระบวนการ
ยุตธิ รรม18
1) ปรับวัฒนธรรมองค์กรและทัศนคติเจ้าหน้าท่ีของรัฐในกระบวนการยุติธรรม
ให้เคารพและยึดม่ันในหลักประชาธิปไตย เคารพศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ท่ีพึงได้รับการปฏิบัติ
อย่างเท่าเทียม รวมท้ังเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม
ให้มีความโปร่งใส เป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง หรือครอบงำใด ๆ โดยเฉพาะการบริหารงาน
บุคคลในกระบวนการยตุ ิธรรมต้องโปรง่ ใส เป็นอสิ ระและมีการพัฒนาตัวบคุ คลอย่างต่อเนอื่ ง
2) กำหนดให้หนว่ ยงานในกระบวนการยุตธิ รรมท้งั ทางแพ่ง อาญาและปกครอง
มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ร่วมกันในการอำนวยความยุติธรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการ
รวบรวมพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีและในการบังคับตามคำพิพากษา โดยพัฒนาเป้าหมาย
และยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมท่ีต้ังอยู่บน
พื้นฐานของข้อมลู เชิงประจักษ์ ให้มแี นวทางและทิศทางเดียวกัน มีรูปแบบกระบวนการยุติธรรมที่
มีการประสานงานระหวา่ งหน่วยงานร่วมกัน บนพื้นฐานแห่งการไว้วางใจซึ่งกันและกนั รวมท้ังการ
สร้างเครื่องมือการประเมินคุณภาพและผลงานที่หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องต้องมุ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ต่อ
สังคมรว่ มกนั
3) เสริมสร้างพลวัตความหลากหลาย บรู ณาการด้านกระบวนการยุติธรรมด้วย
การมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความเสมอภาคในการอำนวยความยุติธ รรมด้วย
การคุ้มครองผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะการส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมทางเลือกในรูปแบบต่าง ๆ
การไกล่เกล่ียข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความ
เป็นธรรม การพัฒนารูปแบบของการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมให้มีความหลากหลาย การ
สร้างความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน การพัฒนากลไก
คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมและความขัดแย้ง
ระหวา่ งภาครฐั เอกชนและชมุ ชน
4) ส่งเสริมพัฒนาระบบการสืบเสาะและการสอดส่องให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการเสริมสร้างความโปร่งใสและพลวัตของกระบวนการยุติธรรมด้วยเทคโนโล ยีดิจิทัล
ในการเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนกระบวนการพิจารณาคดีได้
อยา่ งสะดวก รวดเรว็ และไมเ่ สียคา่ ใชจ้ ่ายสงู เกนิ สมควร
5) กำหนดให้การรวบรวมและการพิสูจน์พยานหลักฐานในกระบวนการ
ยุติธรรม ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีการใช้ประโยชน์จากนิติวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ
18ศุภกิจ แย้มประชา. (2564, 3 พฤษภาคม). ความรู้เก่ียวกับระบบงานศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม.
เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู ร “ผูอ้ ำนวยการระดบั ตน้ ” รนุ่ ที่ 8.
30
และจัดให้มีบริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
อย่างมีทางเลือก อำนวยความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เลือกปฏิบัติ มีความโปร่งใสและ
ประชาชนเข้าถงึ กระบวนการยตุ ิธรรมได้โดยสะดวก รวดเรว็
6) ยกระดับมาตรการตรวจสอบการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ใน
กระบวนการยุตธิ รรม ให้มคี วามน่าเชอ่ื ถือและมีประสิทธิภาพ รวมท้ังการยกระดับความโปร่งใสใน
การใชอ้ ำนาจกับประชาชนและการแตง่ ตง้ั โยกย้ายบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
7) พัฒนามาตรการอื่นแทนโทษทางอาญาเพื่อลดทอนความเป็นโทษทางอาญา
ท่ีไม่จำเป็น สร้างความสมดุลระหว่างการบังคับโทษตามคำพิพากษากับการให้โอกาสผู้ต้องโทษ
กลับคืนสู่สังคม เปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารการบังคับโทษและการ
พฒั นาระบบคมุ ประพฤติในชุมชน
2.8.2 แผนปฏิรปู ประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม19
การจัดทำแผนปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการ
ยุติธรรมได้กำหนดกรอบของการจัดทำแผนปฏิรูปให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิรูปกระบวนการ
ยุติธรรม เพ่ือตอบสนองความต้องการของประชาชนและสร้างกระบวนการยุติธรรมท่ีประชาชน
เช่ือมั่น ไม่อาจกระทำได้โดยอาศัยการแก้ปัญหาเป็นรายประเด็นหรือรายองค์กร ต้องวิเคราะห์
สภาพปัญหาในลักษณะองค์รวม นำผลการศึกษาในอดีตมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วกำหนด
เป้าหมายในการปรับแนวคิดและกระบวนการทำงานของกระบวนการยุติธรรมใหม่ เพ่ือให้
ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
จากกระบวนการยุติธรรม ไม่มีความเหล่ือมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายกับมุ่งสร้างระบบการ
สอบสวนและงานนิติวิทยาศาสตร์ที่ประชาชนเช่ือมั่นในความรวดเรว็ และถกู ตอ้ ง ระบบการลงโทษ
กับการดูแลสอดส่องผู้พ้นโทษที่ทำให้สังคมเกิดความปลอดภัยอย่างย่ังยืน ตลอดจนต้องทำให้
กระบวนการยตุ ิธรรมมมี าตรฐานสากลและมสี ว่ นสนับสนุนการพฒั นาประเทศ
จากกรอบและทิศทางการจัดทำแผนปฏิรูปข้างต้น คณะกรรมการปฏิรูป
ประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมได้ข้อเสนอให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการ
ยุตธิ รรมใน 10 ประเดน็ โดยมีหัวข้อและกจิ กรรมทีส่ ำคญั ดังนี้
ประเด็นปฏิรูปที่ 1 การกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกข้ันตอนของ
กระบวนการยุติธรรมท่ีชดั เจน เพ่อื ใหป้ ระชาชนได้รับความยตุ ธิ รรมโดยไม่ลา่ ช้า มกี ิจกรรมปฏิรปู ท่ี
สำคญั คอื ใหห้ นว่ ยงานกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขัน้ ตอนแล้วประกาศใหป้ ระชาชนทราบ
สร้างกระบวนการรับเรื่องร้องเรยี น มรี ะบบการประเมนิ และปรับปรุงระยะเวลาตามทปี่ ระกาศเปน็
ระยะและสร้างระบบการตรวจสอบและ/หรือแจง้ ความคืบหนา้ การดำเนนิ การให้ประชาชนทราบ
19แผนการปฏิรูปประเทศ. เข้าถึงได้จาก: http://nscr.nesdc.go.th/แผนการปฏิรูปประเทศ/ด้านการ
ยตุ ิธรรม/. (วนั ทคี่ น้ ขอ้ มูล: 2564, 1 พฤษภาคม).
31
ประเด็นปฏิรูปที่ 2 การพัฒนากลไกช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพเพื่อให้
ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนดมาตรการเพ่ือ
ชว่ ยเหลอื และคุ้มครองผเู้ สียหาย พยาน ผูต้ ้องหาและจำเลยในการดำเนนิ คดี การพัฒนาระบบการ
จดั ใหม้ ที นายความช่วยเหลือคดี ปรบั ปรุงระบบประกันตวั การพัฒนาและส่งเสรมิ ระบบการไกล่เกล่ยี
ข้อพิพาท พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและ
สง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนและชมุ ชนมสี ่วนรว่ มในกระบวนการยตุ ิธรรมทกุ ขั้นตอน
ประเด็นปฏริ ูปท่ี 3 การพฒั นากลไกการบังคบั การตามกฎหมายอย่างเคร่งครดั
เพ่ือลดความเหล่ือมล้ำ มกี ิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คอื นำระบบประเมินความเสยี่ งมาใช้ทดแทน
การเรียกทรัพย์สินเป็นหลักประกัน เพ่ิมมาตรการลงโทษที่หลากหลาย นำโทษปรับตาม
ความสามารถในการชำระ (day fines) มาใช้และแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องหนี้และ
สัญญาเพอื่ ลดความเหล่ือมลำ้
ประเด็นปฏิรูปท่ี 4 การปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารงานยุติธรรม เพ่ือ
สร้างความปลอดภัยและความเป็นธรรมในสังคม มีกิจกรรมการปฏิรูปท่ีสำคัญ คือ ทบทวนการ
จำแนกประเภทยาเสพติดและพัฒนาระบบบำบัดผู้ติดยาเสพติด ลดอุปสรรคในการกลับคืนสู่สงั คม
ของผู้พ้นโทษ มีระบบการกำหนดโทษท่ีโปร่งใสและได้สัดส่วนยิ่งข้ึน มีระบบยุติคดีอาญาท่ีมีการ
ตรวจสอบถว่ งดลุ การใช้ดลุ พินิจที่เหมาะสมและบรู ณาการฐานข้อมูลเกย่ี วกับผ้กู ระทำผดิ
ประเด็นปฏิรูปท่ี 5 การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญา เพ่ือให้มีการ
ตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม มีกิจกรรมการ
ปฏิรูปท่ีสำคัญ คือ กำหนดประเภท หรือลักษณะคดีที่ควรจะมีการสอบสวนร่วมกันระหว่าง
พนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ มีกฎหมายเกี่ยวกับการกันผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นพยาน
และให้พนกั งานอยั การมีอำนาจสอบสวนเพม่ิ เตมิ
ประเด็นปฏิรูปท่ี 6 การกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าท่ีท่ี
เก่ียวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจนเพื่อมิให้คดีขาดอายุความ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนด
ระยะเวลาในการส่งสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการ เพื่อให้มี
ระยะเวลาเพียงพอในการตรวจสอบสำนวนและบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดข้องที่
อาจเกดิ จากการประสานงานทลี่ า่ ชา้
ประเด็นปฏิรูปที่ 7 การพัฒนาระบบการสอบสวนเพ่ือสร้างความเช่ือมั่นใน
การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ มีกิจกรรมการปฏิรูปท่ีสำคัญ คือ ให้
ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ กล่าวโทษ ณ สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้ สร้างระบบป้องกันการ
แทรกแซง หรือครอบงำการใช้ดุลพินิจในการทำสำนวนของพนักงานสอบสวนและจัดต้ังหน่วยงาน
ในสำนักงานอยั การสูงสดุ มีหน้าทว่ี ิเคราะหค์ ำพพิ ากษาเพื่อปรบั ปรุงการปฏิบัติงาน
ประเด็นปฏริ ูปท่ี 8 การปฏริ ปู ระบบนติ ิวิทยาศาสตร์ เพ่ือความถูกตอ้ งสมบรู ณ์
ของข้อเท็จจริงแห่งคดี มีกิจกรรมการปฏิรูปท่ีสำคัญ คือ จัดต้ังคณะกรรมการเพ่ือกำหนด
มาตรฐานกลางการปฏิบัติงานและคุณสมบัติของผูป้ ฏบิ ัตงิ านดา้ นนิติวิทยาศาสตร์ ใหม้ ผี ูป้ ฏบิ ัตงิ าน
32
ด้านนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวชท่ีเพียงพอและมีความเป็นอิสระและพัฒนาหลักเกณฑ์การรับฟัง
พยานหลักฐานทางนิตวิ ทิ ยาศาสตร์
ประเด็นปฏิรูปที่ 9 การเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ท่ี
เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เพื่อมุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวกและ
รวดเร็ว มีกิจกรรมการปฏิรูปท่ีสำคัญ คือ มีมาตรการขจัดวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอุปสรรคต่อการ
อำนวยความยุติธรรมโดยสะดวก รวดเร็ว นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานภายในหน่วยงานและ
งานบรกิ ารประชาชนและกำหนดตวั ช้วี ัดในการปฏิบัตงิ าน
ประเด็นปฏิรูปที่ 10 การพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เพ่ือ
เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ มีกจิ กรรมการปฏิรูปท่ีสำคญั คือ ปรับปรุงเขตอำนาจศาล
และกฎหมายเพื่อให้รองรับการคา้ ระหว่างประเทศ เพ่ิมประสิทธิภาพในการบังคับคดีและพัฒนางาน
อนญุ าโตตลุ าการระหวา่ งประเทศ
2.9 ยุทธศาสตรศ์ าลยุตธิ รรม พ.ศ. 2561-256420
“ศาลยุติธรรมเป็นสถาบันท่ีอำนวยความยุติธรรม เพ่ือให้สังคมสงบสุข เป็นธรรมและ
เสมอภาคโดยยึดหลกั นิตธิ รรม”
พนั ธกจิ ศาลยตุ ิธรรม
1. อำนวยความยุตธิ รรมเพื่อสรา้ งโอกาสความเสมอภาคและเทา่ เทียมกันทางสังคม
2. พัฒนาและสร้างระบบสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมให้มีความรวดเร็ว
สะดวก ทันสมยั และเปน็ สากล
3. เสริมสร้างความร่วมมือทางการศาลและกระบวนการยุตธิ รรมไทยและต่างประเทศ
4. ธำรงความศรัทธาและความเชื่อม่ันในการอำนวยความยุติธรรมเพ่ือความสงบสุข
และความมน่ั คงของสังคมไทยท่ยี งั่ ยนื
ยุทธศาสตร์ศาลยตุ ธิ รรม JUSTICE
1. ยุทธศาสตร์ J (Justice for All) ยึดม่นั การอำนวยความยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรม
2. ยุทธศาสตร์ U (Uplift and Uphold Standard) ยกระดับมาตรฐานระบบงาน
ศาลยตุ ธิ รรมสรู่ ะดบั สากล
3. ยุทธศาสตร์ S (Stronger Specialized Court) เพิ่มความเข้มแข็งให้ศาลชำนัญพิเศษ
และศาลอุทธรณ์คดชี ำนัญพเิ ศษ
4. ยทุ ธศาสตร์ T (Trusted Pillar) เพมิ่ ความเชื่อมน่ั ศรทั ธาในการอำนวยความยตุ ิธรรม
20 ศุภกจิ แย้มประชา. (2564, 3 พฤษภาคม). ความรู้เก่ียวกับระบบงานศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม.
เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู ร “ผอู้ ำนวยการระดบั ตน้ ” รนุ่ ท่ี 8.
33
5. ยทุ ธศาสตร์ I (Innovation) พฒั นานวัตกรรมการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุตธิ รรม
6. ยุทธศาสตร์ C (Collaboration) เร่งบูรณาการเครือข่ายด้านการยุติธรรมท้ังภายใน
ประเทศและระหว่างประเทศ
7. ยทุ ธศาสตร์ E (Excellence Organization) เพ่ิมศักยภาพองค์กรสู่ความเปน็ เลิศ
2.10 นโยบายประธานศาลฎกี า พ.ศ. 2563-256421
ข้อท่ี 1 เสมอภาค (Equality) “ประชาชนต้องไดร้ ับความเปน็ ธรรมอยา่ งเสมอภาค”
1. พัฒนาระบบงานศาลยุติธรรมให้เป็นท่ีประจักษ์ในความบริสุทธ์ิ ยุติธรรม โปร่งใส
และตรวจสอบความคืบหน้าของคดีได้
2. กระจายการเขา้ ถึงกระบวนการยุตธิ รรมสู่ประชาชนในพืน้ ทห่ี า่ งไกล
3. ลดข้ันตอน ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลาในการดำเนินคดีและปฏิบัติต่อ
ผ้เู ก่ียวขอ้ งในการดำเนินคดอี ย่างเหมาะสมและเทา่ เทียม
4. ประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างเข้าถึงและเข้าใจเพื่อความเสมอภาคในการรับรู้ถึงสิทธิ
ของตน
5. สร้างกลไกหรือวิธีการที่ศาลจะได้รับข้อมูลรอบด้านอย่างครบถ้วนและเปิดเผย
เพอื่ ให้เกดิ ความเปน็ ธรรมแก่ทกุ ฝา่ ยและเพือ่ ใหก้ ารใชด้ ุลพนิ จิ เป็นไปอยา่ งเขา้ ใจสังคม
ข้อท่ี 2 สมดุล (Balance) “สรา้ งดลุ ยภาพแห่งสิทธ”ิ
1. ลดการคมุ ขงั ที่ไม่จำเป็นในทกุ ขัน้ ตอน
2. ยกระดบั ศกั ดิศ์ รคี วามเปน็ มนุษยข์ องจำเลยระหวา่ งการต่อสู้คดีในศาล
3. ยกระดบั การคมุ้ ครองสทิ ธแิ ก่ผเู้ สยี หาย เหยอื่ อาชญากรรมและพยานในคดอี าญา
ข้อท่ี 3 สร้างสรรค์ (Creativity) “สร้างกลไกการดำเนินกระบวนพิจารณาและ
การพิพากษาคดที ี่ทนั สมัย”
1. พัฒนากลไกและระบบการดำเนนิ คดีทีม่ ผี ลกระทบต่อความเป็นอยู่ ความปลอดภัย
ของประชาชนและเศรษฐกิจสังคมของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและสอดคล้องกับ
บรบิ ทของสงั คม
2. พัฒนาระบบเจ้าพนกั งานคดีเพ่อื ใหม้ ีบทบาทสนับสนนุ การพิจารณาคดีของศาลเพิม่ ขึ้น
3. พัฒนาระบบการตรวจร่างคำส่ังหรือคำพิพากษาในทุกชั้นศาลและการประชุมคดี
ในศาลสงู โดยใชเ้ ทคโนโลยีที่ทันสมัย
21 พงษ์เดช วานิชกิตติกูล. (2564, 5 พฤษภาคม). นโยบายการบริหารงานของสำนักงานศาลยตุ ิธรรม. เอกสาร
ประกอบการอบรม หลกั สูตร “ผอู้ ำนวยการระดับต้น” ร่นุ ท่ี 8.
34
ข้อท่ี 4 ส่งเสริม (Promotion) “ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการและ
ใหค้ วามสำคญั แก่คณุ ภาพชวี ติ ของบคุ ลากร”
1. ยกระดับสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมให้เป็นสถาบันหลัก
ทางวิชาการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาได้ทำงาน
ด้านวชิ าการโดยเฉพาะอีกทางหนง่ึ นอกเหนอื จากงานดา้ นการพิจารณาพพิ ากษาคดี
2. จัดอัตรากำลังบุคลากรให้เหมาะสมสอดคล้องกับภาระงาน เพื่ออำนวยความ
ยุตธิ รรมแก่ประชาชนได้อย่างทวั่ ถึงและมปี ระสทิ ธิภาพ
3. ส่งเสริมให้บุคลากรได้พัฒนากายและจิต เพื่อสร้างดุลยภาพในการทำงานและการ
ใช้ชีวติ อยา่ งมคี วามสขุ
4. ส่งเสริมให้บุคลากรมีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการอย่างเป็นธรรมและได้รับ
ค่าตอบแทนที่สัมพันธ์กับความรู้ความสามารถ หน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนระยะเวลาการ
ทำงาน
ข้อท่ี 5 ส่วนร่วม (Involvement) “สนบั สนนุ ใหเ้ กิดการรับรู้และมสี ว่ นร่วม”
1. สร้างช่องทางการมีส่วนร่วมท่ีเข้มแข็งอย่างเป็นระบบสำหรับบุคลากรภายใน เพ่ือ
ประสานความรว่ มมอื และเสริมสร้างความรกั สามัคคี
2. สร้างการรับรู้ ลดช่องว่างและส่งเสริมการมีส่วนร่วมสำหรับบุคลากรภายนอก
ในรูปแบบท่ีเหมาะสม เพอ่ื สรา้ งความเชือ่ มั่นศรทั ธาและการพัฒนางานศาลยุติธรรมท่ียง่ั ยนื
2.11 หลักการ SMART COURT22
เป็นนโยบายเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ 2564 มุ่ง
สนับสนุนให้ศาลยุติธรรมเป็น SMART COURT ท่ีมีความเป็นอัจฉริยะในทุกด้าน เพ่ือขับเคลื่อน
นโยบายประธานศาลฎกี า ประกอบดว้ ย 4 ด้าน คอื
1. ด้านท่ี 1 TECHNOLOGY SMART พัฒนาจาก D Court มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี
ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมากท่สี ดุ และทำให้การอำนวยความยตุ ธิ รรมใหแ้ กป่ ระชาชนสะดวก รวดเรว็ ทส่ี ุด
และต้องรกั ษากระบวนพจิ ารณาที่ถูกต้องตามกฎหมายไวด้ ้วย เช่น การพัฒนาระบบ E-Filing ใหม้ ี
ประสทิ ธภิ าพมากยิ่งข้ึน
2. ด้านท่ี 2 ACADEMIC SMART พัฒนากลไกระบบการพิจารณาคดี ตลอดจนการ
พัฒนาเชิงวิชาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีการตั้งคณะทำงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนา
กระบวนพิจารณาและระบบของการดำเนินงานเก่ียวกับคดีเลือกตั้ง คดีอาญาทุจริตและการ
ดำเนนิ คดีแบบกล่มุ ซ่ึงยงั มปี ญั หาในขอ้ กฎหมายต่าง ๆ
22 พงษ์เดช วานิชกิตติกูล. (2564, 5 พฤษภาคม). นโยบายการบริหารงานของสำนักงานศาลยตุ ิธรรม. เอกสาร
ประกอบการอบรม หลกั สตู ร “ผู้อำนวยการระดับต้น” รนุ่ ท่ี 8.
35
3. ด้านที่ 3 WORK SMART มุ่งเน้นให้การทำงานมปี ระสิทธิภาพ โปร่งใสและมีความ
เหมาะสม พยายามลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงการทำงานให้ดีย่ิงขึ้น เช่น การไกล่เกล่ีย
ก่อนฟ้อง เป็นกระบวนการหนึ่งท่ีช่วยลดข้ันตอนการทำงานของศาล จะทำให้คดีบางส่วนเป็น
ประโยชน์ตอ่ ประชาชนและคู่ความ
4. ด้านที่ 4 PERSONNEL SMART จัดสรรบุคลากรด้านต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม
มากข้ึน เพ่ือให้การทำงานของศาลมีประสิทธิภาพ พัฒนาความรู้ความสามารถ ดูแลให้บุคลากร
มีความเป็นอยู่ที่ดีข้ึน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน สร้างโอกาสให้บุคลากรแสดง
ความสามารถเตม็ ศกั ยภาพทีม่ ี
2.12 ระบบรับสง่ อเิ ลก็ ทรอนิกสข์ องสำนักงานศาลยตุ ิธรรม
ศาลยุติธรรมได้นำระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System) และระบบบริการ
ออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) มาใช้เพื่อให้บริการแก่คู่ความ
หรือทนายความ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขใน
การยนื่ ส่งและรบั คำค่คู วามและเอกสารทางระบบรบั สง่ อิเล็กทรอนกิ สไ์ ว้ ดงั ต่อไปน้ี…
ขอ้ 3 ในประกาศน้ี
“ระบบ” หมายความว่า ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานศาลยุติธรรม ได้แก่
ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System) หรือระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court
Integral Online Service: CIOS) แล้วแต่กรณี
“ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ระบบงานของศาลท่ีสำนักงานศาลยุติธรรม
จัดให้มีข้ึนเพื่อรองรับการย่ืน ส่งและรับคำฟ้อง คำคู่ความ คำสั่งศาล หมายเรียก หมายอื่น ๆ
รวมทง้ั เอกสารทางคดใี นรูปแบบข้อมลู อเิ ล็กทรอนกิ ส์
“ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม” หมายความว่า ระบบย่ืน ส่งและรับคำคู่ความ
และเอกสาร ระบบบริการข้อมูลคดี วันนัดพิจารณา ผลการส่งหมายและ คำส่ังศาลผ่าน
อินเทอร์เน็ต การให้บริการคัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีออนไลน์ การให้บริการขอใบสำคัญเพ่ือ
แสดงว่าคำพิพากษาหรือคำส่ังได้ถึงท่ีสุดแล้ว การยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ระบบ
ทนายความขอแรง รวมถึงการให้บริการออนไลน์และการลงทะเบียนอื่น ๆ ผ่านระบบ
อเิ ล็กทรอนิกส์
“ผู้ใช้ระบบ” หมายความว่า คู่ความ ทนายความ หรือพนักงานอัยการ ท่ีลงทะเบียน
ขอใช้ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ไว้ต่อศาลและคู่ความ ทนายความ หรือบุคคลอ่ืนที่ได้รับอนุญาต
จากศาลทลี่ งทะเบียนขอใช้ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรมไว้ตอ่ ศาล หรือสำนักงานศาลยุตธิ รรม
แล้วแตก่ รณี
“เจ้าหน้าท่ี” หมายความวา่ เจา้ หนา้ ทีศ่ าลทไ่ี ดร้ ับมอบหมายใหม้ หี น้าท่ี
36
หมวด ๑ บททั่วไป
ข้อ 4 ช่ือผู้ใช้ระบบและรหสั ผ่านเป็นหลักฐานแสดงการลงลายมอื ชื่อของผู้ใช้ระบบใน
การติดต่อกับศาล หรือคู่ความอื่นผ่านระบบ ผู้ใช้ระบบต้องเก็บรักษาช่ือผู้ใช้ระบบและรหัสผ่านไว้
เป็นความลับ การระบุช่ือผู้ใช้ระบบและรหัสผ่านลงในระบบเพ่ือเข้าใช้ระบบ ถือเป็นการยืนยัน
ตวั ตนผู้ใชร้ ะบบและการรับรองขอ้ ความในขอ้ มลู อิเล็กทรอนกิ ส์
ขอ้ 5 การจัดทำ หรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยใู่ นรูปแบบข้อมูลอิเลก็ ทรอนิกส์
เพ่ือย่ืนคำคู่ความและ/หรือเอกสารทางระบบ ผู้ใช้ระบบต้องบันทึกข้อมูลเป็นไฟล์ประเภท PDF
หรือ PDF/A ส่วนรูปภาพให้บันทึกเป็นไฟล์ประเภท JPEG โดยไฟล์เอกสารท้ังหมดที่ย่ืนทางระบบ
ต้องมีขนาดรวมกันไม่เกนิ จำนวนทีส่ ำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสำหรบั ความ
ละเอียดของภาพ (Resolution) ของภาพลายเส้นหรือภาพขาวดำอย่างน้อย 200 จุดต่อน้ิว (dot
per inch หรือ dpi) โดยถือว่าผู้ใช้ระบบได้ตรวจสอบและรับรองแล้วว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
มีความหมาย หรือรูปแบบเหมือนกับเอกสารและข้อความเดิม หากผู้ใช้ระบบมิได้ดำเนินการตาม
เง่ือนไขที่กำหนดไว้ในวรรคหน่ึง ระบบจะปฏิเสธและให้ถือว่าผู้ใช้ระบบไม่ได้ย่ืนคำคู่ความและ/
หรอื เอกสารดังกลา่ ว
ขอ้ 6 ใหผ้ ใู้ ช้ระบบพิมพช์ ื่อและชื่อสกุล หรือลงลายมอื ชือ่ ของตนในคำฟ้อง คำคคู่ วาม
และเอกสารทางคดีให้ครบถ้วนและจัดเตรียมเอกสารให้มีลักษณะตามข้อ 5 แล้วจึงอัปโหลด
(Upload) บนระบบ หรือในกรณีที่ระบบกำหนดให้กรอกข้อความลงในแบบฟอร์มออนไลน์
(Online Form) บนระบบ ให้ผู้ใช้ระบบพิมพ์ชื่อและช่ือสกุลของตนให้ครบถ้วนและดำเนินการ
ตามข้ันตอนที่กำหนดไว้ในระบบ
เอกสารที่บุคคลภายนอกซ่ึงมิใช่ผู้ใช้ระบบต้องลงลายมือชื่อ เช่น หนังสือมอบอำนาจ
หรือใบแต่งทนายความ ต้องมีการลงลายมือชื่อของบุคคลภายนอกครบถ้วนแล้วก่อนจัดทำเป็น
เอกสารในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ใช้ระบบจึงจะอัปโหลด (Upload) เอกสารบนระบบได้
และถอื วา่ ผใู้ ชร้ ะบบไดร้ ับรองแล้ววา่ ผู้ใช้ระบบมเี อกสารดังกลา่ วอันเปน็ ตน้ ฉบับอยใู่ นครอบครอง
ข้อ 7 การย่ืนคำคู่ความและ/หรือเอกสารทางระบบ หากกระทำเสร็จสมบูรณ์
นอกเวลาทำการปกติ หรือนอกวันทำการปกติของศาล ให้ถือว่าเป็นการย่ืนในเวลาแรก หรือวัน
ทำการแรกทศี่ าลเปิดทำการปกตถิ ดั ไป ทัง้ นี้ ให้ถือตามเวลาของระบบ
ข้อ 8 คำคู่ความและเอกสารที่ได้ย่ืนทางระบบ ให้ถือเป็นการยื่นเป็นหนังสือตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและถือว่าผู้ใช้ระบบได้ลงลายมือช่ือ ตามข้อ 4 คำส่ัง หรือ
การอื่นใดที่กระทำโดยผู้พิพากษา หรือเจ้าหน้าที่ ให้ถือว่ามีการลงลายมือช่ือโดยผู้เก่ียวข้องซ่ึงเป็น
ผู้ทำรายการจนเสร็จสมบรู ณใ์ นระบบ
ข้อ 9 กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยช้ีขาดเก่ียวกับการย่ืน ส่ง หรือรับคำคู่ความและ
เอกสารทางระบบ ใหศ้ าลเปน็ ผพู้ ิจารณาสง่ั
37
2.12.1 ระบบรบั ส่งอิเลก็ ทรอนกิ ส์ (e-Filing System)
ตามที่ศาลยุติธรรมได้นำระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System) มา
ใช้เพ่ือบริการแก่คู่ความ หรือทนายความท่ีลงทะเบียนในการยื่น ส่งและรับคู่ความและเอกสาร
การขอคัดถ่ายเอกสารและการขอใบสำคัญเพ่ือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ถึงท่ีสุดแล้วผ่านระบบ
และประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในการยื่นคำขอลงทะเบียนไว้ โดยให้ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์
ของศาลยุติธรรม โดยผู้ย่ืนคำขอจะได้รับ “ช่ือผู้ใช้” (Username) และ “รหัสผ่าน” (Password)
ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail) หรือหมายเลขโทรศัพท์เคล่ือนที่ที่ได้ลงทะเบียนไว้ ซึ่ง
การเข้าใช้ระบบผู้ยื่นคำขอต้องใช้ Username และ Password รวมท้ังรหัสผ่านแบบใช้คร้ังเดียว
(OTP) ที่ส่งไปยังมือถือที่ลงทะเบยี นไว้ วธิ ีการดังกล่าวถือเปน็ การลงลายมอื ช่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ ทั้งน้ี
เอกสารประกอบที่ต้องแนบทางระบบกำหนดว่าต้องทำใหอ้ ยใู่ นรูปแบบ PDF เท่านน้ั หลงั จากศาล
ได้มีคำส่ังเกี่ยวกับคำฟ้องแล้ว ผู้ย่ืนคำขอจะได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวผ่านทาง SMS หรือ e-Mail ที่
ผู้ยื่นคำขอได้ลงทะเบียนไว้ โดยผู้ยื่นคำขอสามารถตรวจสอบรายละเอียดคำสั่งดังกล่าวในระบบได้
ทั้งน้ี ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการย่ืน ส่งและรับ
คำคู่ความและเอกสารทางระบบรับสง่ อเิ ล็กทรอนกิ สไ์ ว้ ดังน้ี
หมวด 2
ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing System)
สว่ นที่ 1
การลงทะเบยี น
ข้อ 12 ผู้มีสิทธิลงทะเบียนเข้าใช้ระบบรบั ส่งอเิ ล็กทรอนิกส์ ไดแ้ ก่
(1) คคู่ วามตามทสี่ ำนักงานศาลยุติธรรมประกาศกำหนด
(2) ทนายความ
(3) พนักงานอยั การ
ข้อ 14 การลงทะเบียนเพ่ือใช้ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ขอใช้ระบบต้องปฏบิ ัติตาม
ข้ันตอนดังต่อไปน้ี
(1) ผู้ขอใช้ระบบต้องกรอกข้อมูลในคำขอลงทะเบียนเพ่ือใช้ระบบรับส่ง
อิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้องครบถ้วนบนระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ที่สานักงานศาลยุติธรรมเปิด
ให้บริการ และ
(2) แนบเอกสารประกอบการลงทะเบียนโดยการอัปโหลด (Upload) บน
ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ตามรายละเอียดข้ันตอนท่ีกำหนดไว้ในระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์
เอกสารประกอบการลงทะเบยี นเข้าใชร้ ะบบรบั ส่งอิเลก็ ทรอนกิ ส์ มดี งั นี้
ก) รปู ถา่ ยสี
ข) บตั รประจำตัวประชาชน
38
ค) บัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความ หรือใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
(ในกรณีท่ีผู้ขอใช้ระบบเป็นทนายความ) หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ (ในกรณีทีผ่ ู้ขอใช้ระบบเป็น
พนกั งานอัยการ)
(3) เมื่อลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ ศาลจะอนุญาตให้เป็นผู้ใช้ระบบ โดยส่งชื่อ
ผู้ใช้ระบบ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) และ
หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผ้ใู ชร้ ะบบทีไ่ ดล้ งทะเบยี นไว้
การเข้าใช้ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละคร้ัง ผู้ใช้ระบบต้องนำช่ือผู้ใช้ระบบและ
รหัสผ่านตามวรรคหน่ึง มาใช้ร่วมกับรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ที่ส่งจากระบบรับส่ง
อิเล็กทรอนิกส์ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) และหมายเลขโทรศัพท์เคล่ือนที่ของผู้ใช้
ระบบทไี่ ด้ลงทะเบียนไว้ เพ่ือเข้าสูร่ ะบบรับสง่ อเิ ล็กทรอนิกส์
สว่ นท่ี ๒
การยนื่ คำฟ้อง คำคู่ความและเอกสารทางคดี
ข้อ 18 คดีท่ีอาจย่ืนคำฟ้อง หรือคำร้องขอต้ังต้นคดีในศาลช้ันต้นทางระบบรับส่ง
อิเล็กทรอนกิ ส์ ได้แก่ คดีแพ่ง คดีผู้บรโิ ภค รวมถึงคดแี พ่งที่อยู่ในอำนาจพจิ ารณาพิพากษาของศาล
ชำนัญพเิ ศษ ยกเวน้ คดีท่ีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครวั
คดีที่มีการยื่นคำคู่ความตามวรรคหนึ่ง อาจย่ืนคำให้การ หรือคำคัดค้านทางระบบ
รับสง่ อิเล็กทรอนกิ ส์ได้
ก ารย่ื น ค ำคู่ ค ว าม อ่ื น ท างระ บ บ รับ ส่ งอิ เล็ ก ท รอ นิ ก ส์ ให้ เป็ น ไป ต าม ที่ ส ำนั ก งาน
ศาลยตุ ิธรรมประกาศกำหนด
ข้อ 19 ผู้ใช้ระบบอาจย่ืนคำฟ้อง หรือคำร้องขอต้ังต้นคดีทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์
ได้ตลอดเวลาท่ีระบบเปิดใช้งาน โดยให้ถือว่าการย่ืนคำฟ้อง หรือคำร้องขอตั้งต้นคดีน้ันเสร็จ
สมบูรณ์ต่อเม่อื ผู้ใช้ระบบได้ปฏบิ ัติถูกต้องตามข้ันตอนและชำระค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายใน
การดำเนนิ คดคี รบถว้ นตามขั้นตอนทก่ี ำหนดไว้ในระบบรับสง่ อิเลก็ ทรอนิกส์
ข้อ 19/1 ในกรณีที่ผู้ใช้ระบบไดร้ ับยกเวน้ ไมต่ ้องชำระคา่ ฤชาธรรมเนยี มตามกฎหมาย
เช่น บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้บริโภคยื่นคำฟ้องคดีผู้บริโภค ให้ถือว่าการย่ืนคำฟ้องหรือคำร้องขอ
ต้ังต้นคดีนั้น เสร็จสมบูรณ์ต่อเม่ือผ้ใู ช้ระบบได้ปฏบิ ัติถูกต้องตามข้ันตอนที่กำหนดและได้แสดงการ
ยืนยันเพอื่ ย่นื คำฟ้อง หรอื คำร้องต้งั ตน้ คดีน้ันทางระบบรับสง่ อิเลก็ ทรอนกิ ส์
ข้อ 20 การยื่นคำฟ้องทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ใช้ระบบต้องปฏิบัติตาม
ข้ันตอนการทำงานของระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ตามแต่ละประเภทคดี โดยเลือกศาลท่ีประสงค์
จะยืน่ คำฟ้องและดำเนนิ การตามทร่ี ะบบกำหนดดังตอ่ ไปน้ี
(1) กรอกหรือนำเข้าข้อมูลรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกบั การยื่นคำฟ้องในระบบรับส่ง
อเิ ล็กทรอนกิ ส์และดำเนินการอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ดงั ต่อไปนี้
39
(1.1) กรอกข้อความในแบบพิมพ์คำฟ้องและเอกสารประกอบการย่ืนคำฟ้อง เช่น
บัญชีระบุพยาน หรือคำร้องต่าง ๆ พร้อมท้ังพิมพ์ชื่อและชื่อสกุล หรือลงลายมือช่ือของผู้ใช้ระบบ
ในคำฟ้องและเอกสารท่ีตอ้ งได้รับการลงลายมือชอ่ื โดยผู้ใช้ระบบให้ครบถ้วนและจัดเตรียมเอกสาร
ดังกล่าวใหม้ ีลักษณะตามข้อ 5 แล้วจึงอัปโหลด (Upload) บนระบบรับสง่ อเิ ล็กทรอนิกส์ หรอื
(1.2) กรอกข้อความบนระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของแบบฟอร์ม
คำฟ้องออนไลน์ (Online Form) พร้อมท้ังพิมพ์ชื่อและช่ือสกุลของผู้ใช้ระบบให้ครบถ้วนและ
จัดทำเอกสารประกอบการย่ืนคำฟ้องบนระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ตามข้ันตอนท่ีกำหนดไว้ใน
ระบบรบั สง่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
(2) ชำระค่าธรรมเนียมศาล ค่าส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลย รวมถึง
ค่าจัดทำสำเนาคำฟ้องและเอกสารเพื่อส่งให้แก่จำเลยให้ครบถ้วนตามข้ันตอนท่ีกำหนดไว้ในระบบ
รับส่งอเิ ล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ตามอตั ราท่กี ำหนดไวใ้ นตารางแนบท้ายประกาศ…
ส่วนท่ี 4
การดำเนินการของศาลและเจา้ หน้าที่
ข้อ 26 การยืนยันตัวตนกับระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเข้าใช้งาน ให้ดำเนินการ
โดยใช้รหัสผ่าน (Password) ร่วมกับรหัสผ่านแบบใช้คร้ังเดียว (OTP) ท่ีมาจาก Mobile
Application) และการรับรองประทับ (Stamp Certificate) ลงในเอกสารด้วยระบบจัดการ
กุญแจสว่ นตัว (Private Key) ท่ีสำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด
ข้อ 28 เม่ือศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้อง คำคู่ความ หรือเอกสารทางคดีแล้ว ระบบ
รับส่งอิเล็กทรอนิกส์จะแจ้งคำสั่งของศาลหรือข้อความอื่นใดเก่ียวกับการย่ืน ส่ง หรือรับคำคู่ความ
และเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ โดยการส่งข้อความส้ัน (SMS) ไปยังจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) และหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนท่ีของใช้ผู้ระบบและให้ถือว่าผู้ใช้ระบบ
ทราบคำสงั่ แลว้
2.12.2 ระบบบรกิ ารออนไลน์ศาลยตุ ิธรรม (Court Integral Online Service:
CIOS)
ศาลยุติธรรมได้นำระบบระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral
Online Service: CIOS) ซ่ึงเป็นระบบบริการข้อมลู คดี ระบบย่ืน ส่งและรับคำคคู่ วามและเอกสาร
ระบบบริการข้อมูลคดี วันนัดพิจารณา ผลการส่งหมายและคำสั่งศาลผ่านอินเทอร์เน็ต การ
ให้บริการคัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีออนไลน์ การให้บริการขอใบสำคญั เพ่ือแสดงว่าคำพิพากษา
หรือคำส่ังได้ถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องขอไกล่เกล่ียกอ่ นฟ้อง ระบบทนายความขอแรง รวมถึงการ
ให้บริการออนไลน์และการลงทะเบียนอ่ืน ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอด 24 ชั่วโมง เพ่ิมความ
สะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคู่ความในคดีหรือประชาชน ช่วยอำนวยความสะดวก
ในการเรียกดูข้อมูลคดีที่คู่ความเก่ียวข้องในคดีได้ทุกท่ีทุกเวลาท่ีต้องการ ซ่ึงระบบบริการออนไลน์
ศาลยุติธรรม (CIOS) ให้บริการ 11 ด้าน กล่าวคือ คู่ความในคดี ปฏิทินนัดพิจารณา รายการ
40
นัดพิจารณา ผลการส่งหมาย คำสั่งศาล การขอคัดถ่ายล่วงหน้า การรับรองคดีถึงที่สุด อัตรา
คา่ นำหมาย สมดุ โทรศัพทศ์ าล การติดตามสำนวนคดีอ่ืน ๆ และทนายขอแรง อกี ทง้ั ยงั ให้บริการขอ
คัดถ่ายเอกสารบนระบบ CIOS อีก 13 ด้าน ประกอบด้วย การขอคัดถ่ายคำฟ้อง คำให้การ คำสั่ง
คำพิพากษา บัญชีค่าฤชาธรรมเนียม คำบังคับ คำร้อง หมายจับ คำให้การพยาน รายงานกระบวน
พิจารณา หมายบังคับคดี สัญญาประนีประนอมและเอกสารหมาย นอกจากนี้ สำนักงาน
ศาลยุติธรรมได้มีหนังสือด่วนที่สุด 2 ฉบับ เกี่ยวกับเร่ืองการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนใน
การย่ืนคำขอประกันทางออนไลน์ โดยให้บริการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยช่ัวคราวและคำร้องอุทธรณ์
คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยช่ัวคราวได้ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรมและได้ออกแนวปฏิบัติ
เกีย่ วกบั การย่ืนและรับคำรอ้ งขอปล่อยช่ัวคราวและคำสั่งอุทธรณ์คำสั่งไมอ่ นุญาตใหป้ ล่อยชั่วคราว
ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม ข้ันตอนพิสูจน์ตัวตนเพื่อย่ืนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว อัน
เป็นการบริการประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวก รวดเร็วและประหยัดยิ่งขึ้น มา
ใช้เพ่ือบริการแก่ค่คู วามหรือทนายความที่ลงทะเบยี นในการยื่น ส่งและรับคู่ความและเอกสาร โดย
ให้ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ http://cios.coj.go.th/ ของศาลยุติธรรม ท้ังน้ี ตามประกาศ
สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเง่ือนไขในการย่ืน ส่ง และรับคำคู่ความและ
เอกสารทางระบบรบั ส่งอิเล็กทรอนกิ ส์ไว้ ดงั นี้
หมวด 3
ระบบบรกิ ารออนไลนศ์ าลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS)
ส่วนท่ี 1
การลงทะเบยี น
ข้อ 31 คู่ความ ทนายความ หรือบุคคลอ่ืนท่ีได้รับอนุญาตจากศาลท่ีมีความประสงค์
จะเข้าใช้ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม ต้องดำเนินการลงทะเบียนใช้งานในระบบและ
ลงทะเบียนความเกี่ยวข้องในคดีในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม ตามรายละเอียดและ
ข้นั ตอนที่กำหนดไว้ในระบบ ท่ีเว็บไซต์ https://cios.coj.go.th/ …
สว่ นที่ 2
การย่ืนคำคคู่ วามและเอกสารทางคดี
ข้อ 32 ผู้ใช้ระบบท่ีพิสูจน์ตัวตนตามวิธีการท่ีสานักงานศาลยุติธรรมกำหนดแล้ว อาจ
ย่ืนคำคู่ความและ/หรือเอกสารทางคดีได้ทุกประเภททางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรมได้
ตลอดเวลาทร่ี ะบบเปิดใชง้ าน ยกเว้นเฉพาะคำฟ้องและคำร้องขอตง้ั ตน้ คดี
การย่ืนคำคู่ความ หรือเอกสารตามวรรคหน่ึง ถ้าเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยใน
คดีอาญาจำเลยยังคงมีหน้าท่ีต้องปฏบิ ัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไขท่ีกำหนดไว้ในกฎหมาย
และขอ้ บงั คบั เกีย่ วกับการแสดงตนของจำเลยตอ่ เจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอทุ ธรณห์ รือฎีกา