The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พุทธศาสนาวัชรยาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kindness Dharma Foundation, 2022-03-07 05:59:20

พุทธศาสนาวัชรยาน

พุทธศาสนาวัชรยาน

หนา้ ๑



หน้า ๒

มู ๒
ลนธิ กิ ารุณย์ธรรม

พุทธสถานธรรมวสิ ทุ ธโิ์ พธิญาณ

จงั หวดั สระบุรี

ท่รี ะลกึ ในงานทอดผ้าป่าสามคั คี

วันท่ี ๒๗ – ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑

จดั พิมพ์จานวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม
หนงั สอื เลม่ นี้ศักดิส์ ทิ ธ์ติ ้องเก็บไว้ในท่อี ันควร

หน้า ๓



พระพทุ ธเจ้า เป็นตัวแทนของ
"ความรูแ้ จ้ง (ตรัสรู)้ ”

พระธรรม เป็นตัวแทนของ
"ความถูกต้องตามธรรมแท"้

พระสงฆ์ เปน็ ตัวแทนของ
"ความบรสิ ทุ ธ์ิ"

มลู นธิ กิ ารณุ ยธ์ รรม หน้า ๔

(Kindness Dharma Foundation) ๔

มูลนิธกิ ารุณยธ์ รรม

ก่อตงั้ โดยดำริของพระอำจำรย์ รินเชนโชกีเกียวเชน
(พระอาจารยต์ น้ บุญ ) และศษิ ยำนศุ ษิ ย์ เมื่อวนั ท่ี ๒๐ มถิ นุ ำยน
พ.ศ. ๒๕๕๗ ด้วยทรัพย์สนิ เริ่มแรก คือ เงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บำท
ถ้วน โดยมีสำนกั งำนอยู่ ณ วดั ป่ ำทงุ่ กลุ ำ เลขท่ี ๕ หมทู่ ่ี ๕ บ้ำน
โพนตมู อำเภอเกษตรวสิ ยั จงั หวดั ร้อยเอด็

วตั ถปุ ระสงค์

๑. เพ่ือจดั หำทนุ ซอื ้ ทีด่ นิ และสร้ำงโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ
๒. เพ่ือบริหำรจดั กำรให้โรงเรียนดำเนนิ กำรได้ตำมวตั ถุประสงค์
๓. เพ่ือทำนบุ ำรุง บรู ณะและสืบสำนพระพทุ ธศำสนำ
๔. เพื่อสง่ เสริมและอนรุ ักษ์ศลิ ปวฒั นธรรมอนั ดงี ำมของไทย

๕. เพื่อปลกู ฝังคณุ ธรรม จริยธรรม และศีลธรรมให้

แก่เยำวชนของชำติ

หน้า ๕

๖. เพ่ือให้ทนุ กำรศกึ ษำแก่เยำวชนและสงเครำะห์ผ้ยู ำกไร้

๕๗. เพื่อดำเนนิ กำร หรือจดั กิจกรรม ร่วมกบั องคก์ รอื่นๆ หำทนุ เพ่ือ

กำรกศุ ลและสำธำรณประโยขน์
๘. เพ่ือปลกู จติ สำนกึ และสร้ำงกระแสสงั คมให้ตระหนกั ถงึ
ควำมสำคญั ของคณุ ธรรม จริยธรรม และศีลธรรม
๙. เพื่อพลกิ ฟื น้ และบรู ณำกำรวฒั นธรรมทำงสงั คมไทย ของคำว่ำ
“บวร” อนั มี บ้ำน วดั โรงเรียน ให้เกิดขนึ ้ ใหม่ในสงั คมไทย
๑๐. ไมด่ ำเนินกำรเก่ียวข้องกบั กำรเมืองแตป่ ระกำรใด
๑๑. เทดิ ทนู สถำบนั หลกั ของชำติ คือ ชำติ ศำสนำ
พระมหำกษัตริย์

ท่ีต้ัง: มูลนิธิกำรุณย์ธรรม เลขท่ี ๕ หมู่ท่ี ๕ บ้ำนโพนตูม
ตำบลทงุ่ ทอง อำเภอเกษตรวสิ ยั จงั หวดั ร้อยเอ็ด

หน้า ๖

พทุ ธสถานและพทุ ธศาสตร์สากล๖

พุทธสถาน หมำยถงึ อำคำรสถำนท่ี สิ่งก่อสร้ ำง เพ่ือเป็น
สถำนที่พำนกั จดั กิจกรรมอนั เป็นสำธำรณประโยชน์ที่เกี่ยวกบั
พุทธศำสนำ ซึ่งพุทธศำสนิกชนสำมำรถเข้ำมำปฏิบตั ิธรรม
ศกึ ษำหำควำมรู้ ทำงพทุ ธศำสนำ เช่น กุฏิของพระสงฆ์ วหิ ำร
ศำลำ ลำนปฏบิ ตั ภิ ำวนำ เป็นต้น

พทุ ธศาสตรส์ ากล

เน่ืองจำกศำสนำพทุ ธในปัจจบุ นั มีหลำยนิกำย และเผยแผ่
ไปยังหลำยประเทศ ไม่ว่ำจะเป็นชนชำติไหน ทัง้ ในทวีป
เอเซีย ยุโรป หรือ อเมริกำ ทำให้ในปัจจุบนั มีประชำชน
ศรัทธำ นบั ถือ ศำสนำพทุ ธมำกมำย จนได้รับกำรยกย่องให้
เป็น พทุ ธศาสตรส์ ากล

หน้า ๗

วตั ถปุ ระสงค์ ๗

ศำสนำพุทธ มีอำยุยืนยำวมำกว่ำ ๒๕๐๐ ปี และมีนิกำย
มำกกว่ำ ๒๐ นิกำย ได้รับกำรยกย่องให้เป็นศำสนำสำกล
มูลนิธกิ ารุณยธ์ รรม มีควำมประสงค์ จัดสร้ ำงพุทธสถำน
ขึน้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธศำสตร์สำกล คือพุทธศำสนำ
นิกำยต่ำงๆ ที่เป็นสำกล ทัง้ ภำควิชำกำร และภำคปฏิบัติ
เป็นกำรเปิดโลกทศั น์ให้กว้ำงขนึ ้ เพิ่มควำมรู้ ในพระธรรม และ
ข้อปฏิบัติของนิกำยต่ำงๆ ในพระพุทธศำสนำ โดยไม่ม่งุ เน้น
นิกำยใดนิกำยหน่ึง พุทธศำสนิกชนท่ีมำยังศูนย์พุทธศำสตร์
สำกลแห่งนี ้ จะสำมำรถศึกษำพุทธศำสนำนิกำยต่ำงๆ ทำให้
เข้ำใจถงึ รำยละเอียดกำรปฏิบตั ิที่แตกต่ำงกนั ของแต่ละนิกำย
จำกนนั้ จะได้พิจำรณำเลือกนิกำยที่มีรูปแบบกำรปฏิบตั ิธรรมท่ี
สนใจ ศรัทธำ และเหมำะกบั จริตตนเอง แล้วนำไปปฏิบตั อิ ย่ำง
เคร่งครัด ด้วยจิตใจที่ตงั้ มัน่ เพื่อพัฒนำจิตใจ ให้เจริญทงั้ ทำง
โลกและทำงธรรม

หน้า ๘

สานกั งานหลกั ๘

เน่ืองด้ วยพุทธศำสนิกชนที่ศรัทธำในพุทธศำสนำ และ

ศิษยำนุศิษย์ ของวัดป่ ำทุ่งกุลำ มีอยู่หลำยจังหวัดทว่ั ประเทศ

ไทย จึงทำให้มูลนิธิกำรุณย์ธรรม สร้ ำงพุทธสถำนท่ีเป็นศูนย์

พุทธศำสตร์ สำกลในหลำยจังหวัด เพ่ือให้ ทุกคนสำมำรถ

เดินทำงไปยังศูนย์พุทธศำสตร์สำกลที่อยู่ใกล้ บ้ำนได้อย่ำง

สะดวกรวดเร็วที่สุด โดยปัจจุบันมูลนิธิกำรุณย์ธรรม ได้สร้ ำง

พทุ ธสถำน เพื่อเป็นศนู ย์พทุ ธศำสตร์สำกล ดงั นี ้

พทุ ธสถานพทุ ธภูมโิ พธวิ สิ ทุ ธิ์ จงั หวดั รอ้ ยเอด็
พุทธสถานธรรมวสิ ทุ ธโิ์ พธญิ าณ จงั หวดั สระบุรี
พุทธสถานวชั รปัญญาธร จงั หวดั เพชรบูรณ์

หน้า ๙

๙พทุ ธสถานธรรมวสิ ทุ ธิ์

สถานทต่ี งั้ บ้ำนป่ำยโำพง ธตำญิ บลาบณ้ำนลำ อำเภอวิหำรแดง
จงั หวดั สระบรุ ี
เนอ้ื ท่ี ๑๓ ไร่ ๓ งำน ๓๐ ตำรำงวำ

ผดู้ าเนนิ งาน

พทุ ธสถำนธรรมวสิ ทุ ธิ์โพธิญำณแหง่ นี ้ดำเนินงำนโดยมลู นิธิ
กำรุณย์ธรรม และ คุณปัญจทรัพย์ ธีระภัทรธนินนท์ เป็น
ประธำนดำเนนิ งำน ประสำนงำนตำ่ งๆ พร้อมด้วยศษิ ยำนศุ ษิ ย์
ของวดั ป่ำทงุ่ กลุ ำ

วัตถุประสงค์

คณะกรรมกำรมูลนิธิกำรุณย์ธรรมเห็นควรตงั้ ศูนย์พุทธศำสตร์
สำกล ในจงั หวดั สระบรุ ี ให้เป็นแหล่งรวบรวมควำมรู้ พระสตู รของ
ศำสนำพุทธ ทกุ ๆ นิกำย เพ่ือกำรศกึ ษำเรียนรู้อย่ำงไม่มีขีดจำกดั
โดยมุ่งหวังให้ประชำชน และพุทธศำสนิกชนในจังหวัดสระบุรี
รวมถึงจังหวัดใกล้ เคียงทำงภำคกลำง เช่น อยุธยำ ลพบุรี
กรุงเทพมหำนคร เป็นต้น จะได้เดินทำงมำศึกษำ แลกเปล่ียน
ควำมรู้ได้โดยสะดวกกว่ำท่ีจะเดนิ ทำงไปที่ พุทธสถานพุทธภูมิ-
โพธิวสิ ุทธ์ิ จงั หวัดร้อยเอ็ด

หนา้ ๑๐

พนั ธกจิ ๑๐

เก็บรักษำพระสตู ร (ฉบบั คดั ลอก หรือ สำเนำ) หรือ พระธรรมคำสอน

ของพทุ ธศำสนำนิกำยตำ่ งๆ ทสี่ ำมำรถรวบรวมได้ เพอ่ื เป็นแหลง่ ศกึ ษำ

ค้นคว้ำ

ดำเนินกำร นิมนต์พระสงฆ์ หรือติดตอ่ เชอื ้ เชญิ อำจำรย์ หรือ

ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิทงั้ ในประเทศ และตำ่ งประเทศ ทีม่ ีควำมรู้ ควำมสำมำรถ

ควำมเข้ำใจ ในหลกั ธรรม ข้อปฏบิ ตั ิของนิกำยตำ่ งๆ อยำ่ งถ่องแท้มำ

บรรยำย และฝึกสอนกำรปฏบิ ตั อิ ยำ่ งถกู ต้อง ณ พทุ ธสถำนนี ้เพอ่ื เผย

แผ่พระสตู ร คำสอนของพทุ ธศำสนำนิกำยตำ่ งๆ

ประสำนควำมร่วมมือกบั วดั หน่วยงำน และองค์กรตำ่ งๆ ท่มี ี

วตั ถปุ ระสงคท์ ค่ี ล้ำยคลงึ กนั จดั อบรมปฏบิ ตั ิธรรม เพื่อเผยแผ่พทุ ธ

ศำสนำ และสนบั สนนุ สง่ เสริมกิจกรรมสำธำรณประโยชน์ ท่ไี มข่ ดั กบั

หลกั ธรรมในพระพทุ ธศำสนำ และไมก่ อ่ ให้เกิดควำมเสื่อมเสยี ตอ่

ศลี ธรรม จำรีตประเพณี และวฒั นธรรมอนั ดงี ำมของชำติ และไมข่ ดั กบั

บทบญั ญตั ิของกฎหมำย

เสริมสร้ำงศกั ยภำพของเครือข่ำยที่มอี ยแู่ ล้วให้แข็งแกร่งมำกขนึ ้ พร้อม

ทงั้ เชอื่ มกบั เครือขำ่ ยใหม่ ในกำรแลกเปล่ยี นข้อมลู ขำ่ วสำร

ประสบกำรณ์ องค์ควำมรู้ตำ่ งๆ ของศำสนำพทุ ธ

สง่ เสริมกำรพมิ พ์หนงั สือธรรมะ เทปธรรมะ และอปุ กรณ์ในกำร

เผยแผ่ธรรมะ

พฒั นำระบบบริหำรของพทุ ธสถำนให้มปี ระสิทธิภำพสงู สดุ ในทกุ มติ ิ

ด้วยหลกั ธรรมำภบิ ำล

หนา้ ๑๑

๑๑จดั หำจดั กำรทนุ ทรัพย์ อปุ กรณ์ สถำนท่ี เพื่อสนบั สนนุ สง่ เสริม

งำนด้ำนกำรศำสนำ กำรสื่อสำร กำรศกึ ษำ โดยมงุ่ หวงั หำผล
กำไรมำใช้ในกิจกำรของพทุ ธสถำนเทำ่ นนั้
สง่ เสริมและเผยแผ่พทุ ธศำสนำในระดบั ชำติและนำนำชำติ
ดำเนินงำน สง่ เสริมงำนสำธำรณประโยชน์ โดยไมเ่ ก่ียวข้องกบั
กำรเมอื ง

การกอ่ สรา้ ง
โครงกำรสร้ำงพระพทุ ธวชั ระเขมมะรัตน์โมลี
(พระเจ้ำใหญ่แสนสขุ )
โครงกำรสร้ ำงศำลำกำรเปรียญ
โครงกำรสร้ำงอำคำรท่ีพกั สำหรบั ผ้มู ำปฏิบตั ธิ รรม
โครงสร้ำงอำคำรสำนกั งำน ห้องอำหำร ห้องสขุ ำ
โครงกำรสร้ำงกฏุ สิ ำหรับพระสงฆ์
โครงกำรสร้ ำงเจดีย์

พระเจา้ ใหญแ่ สนสขุ

แผนท:่ี หน้า ๑๒

๑๒

พทุ ธสถานธรรมวสิ ทุ ธโิ์ พธญิ าณ
บ้านป่ ายาง ตาบลบ้านลา
อาเภอวหิ ารแดง
จงั หวดั สระบุรี

สามารถใช้ Line มา Scan QR Code ด้านบนนีเ้ พือ่ นาทาง
ไปยงั พทุ ธสถานฯ ได้

เกรน่ิ นา หน้า ๑๓

๑๓

พุทธสถานธรรมวสิ ทุ ธโิ์ พธญิ าณ จงั หวดั สระบุรี

ถกู จดั สร้ำงขนึ ้ มำโดยมลู นธิ ิกำรุณย์ธรรม โดยมี
พระอำจำรย์รินเชนโชกีเกียวเชน (พระอาจารยต์ น้ บุญ)
ผ้ทู ี่มีปฏปิ ทำและปณิธำน อนั แน่วแน่ ท่ตี ้องกำรให้สถำนท่แี หง่ นี ้
เป็นสำธำรณประโยชน์ท่ีให้พทุ ธศำสนิกชนสำมำรถเข้ำมำ
ประพฤตปิ ฏิบตั ธิ รรม ศกึ ษำ หำควำมรู้ทำงพุทธศำสนำ และเป็น
แหลง่ เรียนรู้ทำงพทุ ธศำสตร์สำกล อนั ได้แก่พทุ ธศำสนำฝ่ำย
มหำยำนและวชั รยำน รวมถงึ นิกำยตำ่ งๆ ทเี่ กดิ ขนึ ้ มำกมำยใน
ปัจจบุ นั ทงั้ ยงั มีเจตจำนงในกำรเผยแผพ่ ระธรรมคำสอน

หนา้ ๑๔

เราไม่เพยี งแต่โชคดอี ย่างย่งิ ท่ีได้เกดิ มาเป็ นมนุษย์

๑๔เรายังได้พบกับพระอาจารย์ ผู้เตม็ ใจส่ังสอนพระธรรม

และนาพาเราไปสู่การปฏิบัติท่ีมุ่งสู่การรู้แจ้ง
ห่างไกลจากอวชิ ชาทงั้ หลายทงั้ ปวง

ด้วยเหตุนีก้ ารท่เี ราพยายามรักษาโอกาสเหล่านี้
ไม่ให้สูญเสียไปเป็ นเร่ืองสาคัญมาก

คำสอนของพระสมั มำสมั พทุ ธเจ้ำในช่วงทพ่ี ระองค์ทำ่ นยงั มี
พระชนม์ชีพอยู่นนั้ สำมำรถแบง่ ออกได้เป็น ๓ หมวด
ใหญ่ๆ ด้วยกนั ดงั นี ้
๑. ฝ่ ายเถรวาทหรอื หนี ยาน ซงึ่ ผ้ปู ฏบิ ตั ิเพียรพยำยำมแสวงหำ

ควำมหลดุ พ้นให้แก่ตนเอง ซง่ึ ถกู จำรึกไปเป็นภำษำบำลี
๒. ฝ่ ายมหายาน ซึ่งถูกจำรึกเป็นภำษำสันสกฤต เน้นหนักใน

ควำมเมตตำ และหว่ งใยผ้อู ื่น
๓. ฝ่ ายวชั รยาน หรือมนตรยำน หรือตันตรยำน ซึง่ มีวิธีกำร

ปฏบิ ตั มิ ีคณุ สมบตั พิ เิ ศษสำมำรถนำไปส่กู ำรรู้แจ้งในเวลำอนั
สนั้ โดยคำสอนในกล่มุ วชั รยำนพระพทุ ธเจ้ำได้ทรงสอนไว้แก่
กล่มุ ศษิ ย์ในแวดวงอันจำกดั เทำ่ นนั้ และพระองค์ทำ่ นก็ได้มี
พุทธทำนำยว่ำ คำสอนวัชรยำนจะมีกำรเผยแผ่ในอนำคต-
กำล ซง่ึ จะมีบคุ คลรู้แจ้งบรรลเุ กดิ ขนึ ้ ในกำลข้ำงหน้ำ

หน้า ๑๕

๑๕ในที่นีจ้ ะกล่ำวถงึ คำสอนของมหำยำนและวชั รยำน ดงั นี ้

มหายาน แปลวำ่ “ ยำนอนั ย่งิ ใหญ่ ” หมำยถงึ หนทำงท่ีจะ
นำพำสรรพสตั ว์จำนวนมหำศำลไปสกู่ ำรหลดุ พ้นไปด้วยกนั

วชั รยาน มีเป้ำหมำยเดียวกันกับมหำยำน และ
มีแรงจงู ใจเพื่อบรรลุเป็นพระพทุ ธเจ้ำเพ่ือประโยชน์ของสตั ว์
ทงั้ หลำยเช่นเดียวกนั แต่แตกต่ำงกันตรงที่ มีกำรใช้วิธีกำร
หรื ออุบำยต่ำงๆ มำกมำยหลำกหลำยกว่ำ เพื่อบรรลุ
เปำ้ หมำยนนั้

คำว่ำ “วชั รยาน” หรือ ยำนแห่งวชั ระ เป็นชื่อของ
พระพทุ ธศำสำนำแบบทเิ บตซง่ึ ถืออดุ มคติของพระโพธิสตั ว์
นัน้ คือ กำรตัง้ ปณิธำนว่ำเข้ าถึงการบรรลุธรรมเพ่ือ
กลับมายังประโยชน์ แก่ สัตว์ จนสัตว์ ชีวิตสุดท้ ายจะได้
เข้าถึงการหลุดพ้น วชั รยำนจึงเป็นพุทธมหำยำน แต่มี
ควำมหมำยแตกต่ำงจำกมหำยำนโดยท่วั ไปตรงที่นำผล
คือ การบรรลุธรรม มำเป็นหนทำงแห่งกำรปฏิบตั ิธรรม
โดยตงั้ จิตว่ำเรำได้เป็นพระพุทธเจ้ำแล้ว นั่นคือกำรเอำผล
มำเป็นตวั ตงั้ ในกำรปฏิบตั ิ แม้วำ่ เรำจะยงั ไมไ่ ด้บรรลสุ ภำวะ
นนั้ ก็ตำม

หน้า ๑๖

๑๖สญั ลกั ษณ์ สำคัญของวัชรยำนคือ วชั ระ เป็ น

เครื่ องหมำยแทนพระธรรมคำสอนของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ ำ
ซึง่ ไม่สำมำรถทำลำยล้ำง
ไ ด้ แ ล ะ วัช ร ะ ยัง แ ท น

ส ภ า ว ะ จิต เ ดิม แ ท้

ข อ ง เ ร ำ ซึ่ ง เ ป็ น อ ม ต ะ
เมื่อเรำตำยเรำสละกำย
เนือ้ แต่จิตของเรำยังคง
อย่จู ิตนีจ้ ะได้รับกำรบม่ เพำะพฒั นำไปเร่ือยๆ จนวนั หนึ่งจิตจะ
เข้ำส่สู ภำวะทเ่ี ป็นนริ ันดร์ซง่ึ ไม่เปล่ียนแปลงอีกต่อไป แก่นของ
สภำวะนีค้ ือจิตเดิมแท้ เป็นจิตเดียวกับจิตของพระพุทธเจ้ำ
เรำมีจติ เช่นนีต้ งั้ แตแ่ รกเร่ิม เพียงแตใ่ นขณะนีเ้รำยงั เข้ำไม่ถงึ

นอกจำกนี ้วชั ระ ยงั หมำยถึงอุบำยแหง่ ธรรม เป็นเคร่ืองหมำย
ของวิถีหรืออุบำยอนั ชำญฉลำดของพระพุทธเจ้ำ ซึ่งมีควำม
กรุณำเป็นพืน้ เรำจึงกล่ำวได้ว่ำวชั ระยังเป็นสัญลักษณ์แทน
ควำมกรุณำของพระพทุ ธเจ้ำอีกด้วย

หน้า ๑๗

๑๗

วัชระ
ระฆัง

วัชระไม่เคยอยู่โดดๆ ต้องวำงคู่กับระฆังเสมอ ระฆัง เป็น
สญั ลกั ษณ์แทนปัญญำ เรำอยำกได้กรุณำอยำ่ งเดยี วไม่ได้ หรือ
อยำกได้ปัญญำอย่ำงเดยี วไม่ได้ สองอย่ำงนีต้ ้องไปคกู่ นั เสียง
ระฆงั ปลุกจิตของเรำให้กลบั ไปส่สู ภำวะธรรมซ่ึงเป็นควำมวำ่ ง
เป็ นศูนยตา (สูญญตา) สภำวะธรรมไม่ได้มีลกั ษณะให้
เรำเหน็ ที่เรำเห็นเป็นเพียงเปลือก เพรำะเนือ้ แท้เป็นควำมว่ำง
ทกุ สิง่ ทกุ อย่ำงคอื ส่วนหนง่ึ ของควำมว่ำงเปล่ำทงั้ สิน้

หน้า ๑๘

๑๘กรุณากบั ปัญญา เป็นแก่นธรรมของวชั รยำน ไม่เคยแยก

จำกกัน ซ่ึงมีอยู่แล้วในจิตใจของมนุษย์แต่ถูกบดบังด้วยกำร
ดำรงชีวิตทำงโลกท่ีกระทบจิตของเรำ แล้วจิตของเรำยังมี
ตัวกิเลสอยู่ มีตัวอัตตำ ทำให้ เรำเป็นทุกข์ไม่รู้จบ ดังนัน้
กำรเจริญทงั้ กรุณำและปัญญำจะช่วยนำเรำไปส่สู ภำวะผุดผ่อง
แห่งจิต ทำให้ เรำสำมำรถจัดกำรกับควำมทุกข์ที่ประสบ
ในสงั สำรวฏั ได้

พทุ ธศาสนา วชั รยาน

พุทธศำสนิกชน ฝ่ ายวชั รยาน กล่ำวว่ำ พระพุทธเจ้ ำ
ได้ทรงหมนุ กงล้อพระธรรมจกั ร ๓ ครัง้ ด้วยกนั ซงึ่ มีควำมหมำย
ว่ำท่ำนได้เทศนำในหลักใหญ่ ๆ ไว้ ๓ เรื่อง ๓ วำระ ได้แก่ ท่ี
เมืองสำรนำถ แคว้นพำรำณสี เทศนำเกี่ยวกบั พทุ ธศำสนำฝ่ ำย
เถรวำท ท่ีกฤตธำรำโกติ แคว้นรำชคฤห์ที่ไวศำลี กำรเทศนำ
ครัง้ ที่ ๒ และครัง้ ท่ี ๓ นนั้ ได้เทศนำเก่ียวกบั มหำยำน ซง่ึ ได้มีกำร
เปลี่ยนแปลงอย่ำงมำกในเร่ื องของอุดมคติกำรหลุดพ้ นของ
สรรพสัตว์ทงั้ หมดเป็นอุดมคติของมหำยำนอุดมคตินี ้ เรียกว่ำ
"โพธจิ ติ " (จิตท่ีต้องการตรัสรู้ธรรมเพ่ือประโยชน์ของ
สัตว์ทงั้ หลาย)

หน้า ๑๙

๑๙บุคคลใดที่มีอุดมคติแบบ โพธิจิตนีแ้ ละปฏิบตั ิอุดมคตินี ้

บุคคลนัน้ ก็คือพระโพธิสัตว์ ในแต่ละครัง้ แห่งกำรเกิด
ต้องมีบพุ กำรี ๑ กล่มุ กำรเวียนว่ำยตำยเกิดในสงั สำรวฏั
นีแ้ ต่ละคนได้มีบุพกำรีมำแล้วเป็นจำนวนท่ีนับไม่ถ้วน
ฉะนัน้ กำรแสวงหำทำงหลุดพ้นจึงควรเป็นไปพร้ อมกัน
หรือให้บุพกำรีไปก่อน แล้วเรำค่อยหลุดพ้นตำมไป นี่คือ
ควำมเป็น พระโพธสิ ตั ว ์

พระอำจำรย์ชำวทเิ บตได้กลำ่ วไว้ในศตวรรษท่ี ๑๔ ว่ำ

ความทกุ ขท์ งั้ หมดเกดิ ขนึ้ จากการเหน็ แกต่ วั ความสขุ
ทงั้ หมดเกดิ ขนึ้ จากการหวงั ดใี หผ้ ูอ้ นื่ มคี วามสขุ

ฉะนนั้ กำรแลกควำมสขุ ของตน เปล่ยี นกบั ควำมทกุ ข์ของผ้อู ่นื
เป็นหน้ำท่ีของพระโพธิสตั ว์ พระโพธิสตั ว์ต้องประกอบไปด้วย
บำรมี ๖ ประกำร

บารมีของพระโพธสิ ัตว์ทงั้ ๖ ประการประกอบไปด้วย

ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา

หน้า ๒๐

๒๐เมื่อปฏิบตั ถิ งึ ทส่ี ดุ แล้ว พระโพธิสตั ว์ก็บรรลสุ มั มำสมั โพธิญำณ

เป็นพระพทุ ธเจ้ำได้ สำมำรถบรรลคุ วำมเป็น ตรกี าย ได้คอื

ธรรมกาย (กำยธรรม หรือ พระธรรม) เป็นกำยที่แท้จริงของ
พระพทุ ธเจ้ำ เป็นแก่นแท้ เป็นสจั จธรรม ไม่มีจดุ เริ่มต้น ดำรงอยู่
ไมม่ วี นั ดบั สลำย จะเนรมติ กำยเป็นสมั โภคกำย และ นิรมำณกำย
เรียกวำ่ ธยำนิพทุ ธ

สมั โภคกาย (กำยทิพย์ หรือกำยที่ตรัสรู้แล้ว) คือกำยที่เป็ น
ทิพยภำวะ เป็นร่ำงท่ีธรรมกำยเนรมิตขึน้ มำ เพ่ือส่ังสอนพระ
โพธิสตั ว์และเทวดำเทำ่ นนั้

นิรมาณกาย (กำยเนือ้ หรือกำยทบี่ ิดเบือนได้) คอื พระกำยที่
ธรรมกำยนิรมติ ขนึ ้ มำ มีเลอื ดมีเนือ้ มีกำร เกิด แก่ เจ็บ ตำย ไมม่ ี
ควำมเป็นนิรันดร์ คนทว่ั ไปสำมำรถมองเห็นได้ กำยนีเ้พ่ือใช้สงั่
สอนมนษุ ย์ถึงควำมไมจ่ ีรัง

พระพุทธเจ้ำได้สอน เร่ืองของวชั รยำนไว้ตงั้ แต่สมัยพุทธกำล
เช่น กำลจักรตันตระ หลังจำกได้บรรลุสัมมำสัมโพธิญำณ
แล้ว ๑ ปี แก่พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญในภูมิที่สูง ฉะนนั้ คำสอน
ตนั ตระจงึ ถือวำ่ เป็นคำสอนลบั เฉพำะ

หนา้ ๒๑

๒๑ถ่ำยทอดแก่ผู้ที่มีควำมพร้ อมในกำรปฏิบัติธรรมชัน้ สูง หำก

ถ่ำยทอดไปยงั ผู้ไม่เหมำะสม นอกจำกจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว
ยงั อำจก่อให้เกิดควำมเข้ำใจผิดได้

คาสอนมหายาน เป็นที่เร่ิมสนใจปฏิบตั ใิ นช่วง
ของท่ำน นาคารชุน ในปี ค.ศ. ๑ ท่ำนนำคำรชุนได้ปฏิบัติ

ท่านนาคารชุน คำสอนตันตระได้อย่ำงเป็นเลิศ

ท่ำนได้ เขียนเรื่ องกำรปฏิบัติ
ตนั ตระเร่ืองกูเยียซำมจู ำตนั ตระ
ในศตวรรษ ๑๖ ท่ำนตำรำนำถ
พระอำจำรย์ชำวทิเบตในนิกำย
โจนังปะ (Jonangpa) ได้บนั ทึก
ไว้ว่ำ ท่ำนคุรุนำคำรชุนได้เขียน
คำสอนเกี่ยวกบั ตนั ตระไว้มำก เพียงแต่ช่วงท่ีท่ำนมีชีวิตอยู่ไม่
เป็นทน่ี ยิ มและแพร่หลำย
ทิเบตเร่ิมรับคำสอนจำกอินเดียในช่วงศตวรรษท่ี
๗ – ๘ ในช่วงนนั้ กำรปฏิบัติตันตระในอินเดียได้พัฒนำขึน้ ถึง
จุดสูงสุดไปจนถึง ศตวรรษท่ี ๑๒ กำรปฏิบัติในวัชรยำนมี
เงื่อนไขสำคัญอยู่หนึ่งข้อคือ ก่อนท่ีจะศึกษำปฏิบัติตันตระ
จะต้องได้รับกำร

หนา้ ๒๒

๒๒

มนตราภเิ ษก (initiation/empowerment) จำกพระอำจำรย์
ผ้มู ีคณุ สมบตั เิ หมำะสมและได้รับอนญุ ำตจำกครูบำอำจำรย์ใน
สำยของท่ำน ให้เป็นผ้ปู ระกอบพิธี ถ้ำไม่มีมนตรำภิเษก ถงึ แม้
จะปฏิบัติอย่ำงไรก็ตำมจะไม่ได้รับผลเต็มท่ี ฉะนัน้ ผู้สนใจ
ต่อกำรปฏิบัติวัชรยำน จึงต้องได้รับกำรมนตรำภิเษกจำก
พระอำจำรย์เสียก่อน อย่ำงไรก็ตำม มนตรำภิเษกท่ีสมบูรณ์
ไม่ได้เกิดหลังผ่ำนพิธีกรรม แต่เกิดไปตลอดชีวิตของผู้ปฏิบตั ิ
เ ม่ื อ เ ข ำฝึ กฝ นตนเ อ ง ตำม บทปฏิ บัติจน จิตข อ ง เ ข ำป ร ะ ส ำ น
เป็ นหนึ่งเดยี วกบั จติ ของพระพุทธเจา้ องค์ท่ีเขำปฏิบตั ิ
บูชำ กำรให้ มนตรำภิเษกชัน้ สูงจะมอบให้เพียงศิษย์ท่ีคุรุ
ไว้วำงใจวำ่ มีจิตเย่ียงพระโพธสิ ตั ว ์ ท่ีจะสำมำรถรักษำ และ
ปฏิบตั ิตำมคำสอนได้อย่ำงเคร่งครัด นอกจำกมนตรำภิเษก
คำสอนในสำยตนั ตระยงั ต้องได้รับกำรส่งมอบจำกครุ ุส่ศู ิษย์ที่
เรียกว่ำกำรถ่ำยทอดคำสอน (transmission) และ ได้รับกำร
อธิบำย (instruction) อย่ำงชดั แจ้ง

หนา้ ๒๓

ถ้ำเป็นผู้มีพืน้ ฐำนกำรฝึกฝนกำรปฏิบตั ิจำกมหำยำน

๒๓มำเป็นอย่ำงดี ก็จะสำมำรถเข้ำใจคำสอนอันลึกซึง้ และ

สำมำรถเชื่อมโยง สำยสัมพันธ์ระหว่ำงศิษย์กับคุรุ และ
พระพุทธเจ้ ำได้ เป็ นท่ีรู้กันว่ำในทิเบต ท่ำน มิลาเรปะ
ได้บรรลุธรรมในช่วงชีวิตของท่ำน ด้วยกำรปฏิบัติตันตระ
กำรปฏิบัติวัชรยำนสำมำรถทำให้เรำบรรลุถึงจุดนัน้ ได้ด้วย
เวลำอนั สนั้ คำสอนตำ่ งๆ ในตนั ตระได้ถกู บนั ทกึ ไว้ด้วยวิธีกำร
ซง่ึ พระพุทธเจ้ำได้ตรัสสง่ั ไว้ เรำสำมำรถศกึ ษำตนั ตระได้จำก
คำสอนต่ำงๆ ท่ีพระอำจำรย์ชำวอินเดียได้บันทึกไว้ และ
ได้แปลทงั้ หมดสู่ภำษำทิเบต เนื่องจำกคำสอนดงั้ เดิมท่ีเป็น
ภำษำสนั สกฤตได้สญู หำยและถกู ทำลำยไปนำนแล้ว

พุทธศำสนำได้เข้ำสู่ทิเบตในสมยั กษัตริย์ซงซนั กัมโป
ในคริสต์ศตวรรษที่ ๗ พุทธศำสนำเข้ำสู่ทิเบตทงั้ จำกอินเดีย
และจีน ได้ มีบันทึกไว้ ในประวัติศำสตร์ ทิเบตว่ำ มีกำร
สงั คำยนำพระพุทธศำสนำ ณ นครลำซำ โดยผ่ำนกำรโต้วำที
ธรรมระหว่ำงนิกำยเซนของจีน และวชั รยำนจำกอินเดีย ผล
ปรำกฏว่ำ ชำวทิเบตเล่ือมใสในวชั รยำนมำกกว่ำ ดงั นนั้ พุทธ
ศำสนำวัชรยำนจึงลงรำกฐำนม่ันคงในทิเบตสืบมำ พระเจ้ำ
ตรีซงเตเซ็นได้ทรงนิมนต์ท่ำน ศานตรกั ษิต ภิกษุชำว
อนิ เดียและทา่ นคุรุปัทมสมภวะ เข้ำมำเพ่ือเผยแผพ่ ระธรรม

หน้า ๒๔

โดยเฉพำะท่ำนคุรุปัทมสมภวะ ได้เป็ นที่เล่ือมใสศรัทธำของ

๒๔ช ำ ว ทิเ บ ต อ ย่ ำ ง ม ำ ก จ น ท่ ำ น ไ ด้ รั บ ก ำ ร ย ก ย่ อ ง ว่ำ เ ป็ น

พระพุทธเจา้ องคท์ ี่ ๒ ของชำวทิเบต ท่ำนได้ ร่วมกับ ท่ำน
ศำนตรักษิตสร้ ำงวัดสัมเย่ขึน้ ในปี ค.ศ. ๗๘๗ และเร่ิมมีกำร
อปุ สมบทพระภิกษุชำวทเิ บตขนึ ้ เป็นครัง้ แรก ในควำมอปุ ถมั ภ์ของ
กษัตริย์ตรีซง เตเซ็น ทงั้ นีย้ งั ได้จดั นกั ปรำชญ์ชำวทิเบตเข้ำร่วมใน
กำรแปลพระพทุ ธธรรมเป็นภำษำทเิ บตด้วยอยำ่ งมำกมำย

การเผยแผ่ของพุทธวชั รยาน (พทุ ธทเิ บต) พทุ ธศำสนำ
ในทเิ บตมีประวตั คิ วำมเป็นมำ ๒ ทำง ทำงหนงึ่ เผยแผ่จำก
อินเดียในศตวรรษที่ ๗ ในสมยั กษตั ริย์ซงซนั กมั โปดงั กลำ่ ว
ข้ำงต้น แบง่ ออกเป็น ๔ นิกำยใหญ่ๆ ได้แก่

๑.ญงิ มาปะ ๒.กาจูรป์ ะ

(Nyingmapa) (Kagyupa)

๓.สาเกยี ปะ ๔.เกลกุ ปะ

(Sakyapa) (Gelugpa)

หนา้ ๒๕

โดย ญิงมาปะ เน้นกำรฝึกปฏิบตั ิตำมคำสอนในคัมภีร์ท่ีได้มี

๒๕กำรแปลจำกสันสกฤตระหว่ำงศตวรรษท่ี ๗-๑๐ ส่วนนิกำย

ที่เหลือ รวมเรียกว่ำ ซารม์ า (Sarma) หมำยถึงนิกำยใหม่
เน้ นกำรฝึกปฏิบัติตำมคำสอนในคัมภีร์ท่ีได้ มีกำรแปลหลัง
ศตวรรษ ๑๑ โดยมีท่ำนอตีศะทีปังกร พระอำจำรย์ชำวอินเดีย
เป็นผ้เู น้นในเนือ้ หำของพระสตู ร

พุทธวชั รยาน แบง่ เป็นหลำกหลำย
นิกำย แตล่ ะนิกำยล้วนมีสงั ฆรำช
หรือผ้ปู กครองสงุ สดุ ของคณะสงฆ์
ในแตล่ ะนิกำยนนั้ ๆ แตท่ กุ นิกำยล้วน
แตย่ ดึ สมเดจ็ องค์ดำไลลำมะ
(ทะไลลำมะ) เป็นประมขุ ทำงจิตวิญญำณ

๑) นิกายญงิ มาปะ (Nyingmapa)

ญิงมำปะเป็นนิกำยแรกทเี่ ผยแผม่ ำจำกอนิ เดยี โดยถือวำ่ กำเนดิ จำก
ทำ่ นครุ ุปัทมสมภวะ ได้มีพฒั นำกำรครัง้ ใหญ่ๆ ๓ ครัง้ คือ กำรเริ่มต้น
ซง่ึ กถ็ ือว่ำเป็นกำรเริ่ม ต้นพทุ ธศำสนำของทเิ บตด้วย และเป็นนกิ ำย
เดยี วท่มี ีอย่ใู นช่วงนนั้ คือ ศตวรรษท่ี ๘-๑๑ คำวำ่ "ญงิ มาปะ" ซง่ึ
แปลวำ่ โบรำณสญั ลกั ษณ์ ของนิกำยคือใส่หมวกสีแดงชำวทเิ บต
เล่ือมใสศรัทธำ ท่านครุ ุปัทมภวะ มำกเช่ือวำ่ ทำ่ น

หน้า ๒๖

เป็นผ้ทู รงพลำนภุ ำพอย่ำงมำกในกำร ให้ควำมช่วยเหลือ ขจดั

๒๖อปุ สรรคตำ่ งๆ ได้จนหมดสิน้

ญงิ มาปะ ได้เน้นในด้ำนพุทธตันตระ
คำว่ำตนั ตระ

ครุ ุปัทมสมั ภวะ นนั้ แปลวำ่ เชือกหรือเส้นด้ายใหญ่ๆ

หรือความต่อเน่ือง ซ่งึ เป็ นสัญลักษณ์

ของกำรถ่ำยทอดคำสอนจำกอำจำรย์ไปส่ศู ษิ ย์ โดยไมม่ ีกำร
ขำดตอนโดยผ่ำนพธิ ีมนตรำภเิ ษก และเป็นกำรถ่ำยทอดคำ
สอนปำกเปล่ำจำกอำจำรย์ส่ศู ษิ ย์

องคค์ รุ ุปัทมสมั ภวะไดใ้ หเ้ หตผุ ลไว้ ๓ ขอ้ ไดแ้ ก่

๑. เพอื่ ไมใ่ หค้ าสอนผดิ เพยี้ นไปเมอื่ เวลาผา่ นไปนานๆ
๒. เพอื่ ใหพ้ ลงั แห่งคาสอนนน้ั อยคู่ รบถว้ นบรบิ ูรณ์
๓. เพอื่ เป็ นการใหพ้ รแกค่ นรนุ่ หลงั ทไี่ ดส้ มั ผสั กบั คา

สอนดง้ั เดมิ

หน้า ๒๗

คำสอนญิงมำปะเน้ นในเรื่องควำมไม่เป็นแก่นสำรของ

๒๗จกั รวำลและเน้นถงึ ควำมเป็นไปได้ในกำรตรัสรู้ในเวลำอัน

สนั้ แบง่ พทุ ธศำสนำออกเป็น ๙ ยำนคือ

สาวกยาน ปัจเจกพุทธยาน และ โพธสิ ตั วย์ าน

คือยำนขนั้ ต้น

กรยิ าตนั ตระ จรยิ ะตนั ตระ และโยคะตนั ตระ

เป็นยำนในชนั้ กลำงหรือจดั เป็นตนั ตระตำ่ และ

มหาโยคะตนั ตระ อนุตรโยคะตนั ตระ และอธโิ ยคะ

ตนั ตระ ยำนสดุ ท้ำย หรือจดั เป็นตนั ตระสงู อนตุ รโยคะ
ตนั ตระจดั เป็นตนั ตระสงู สดุ ของตนั ตระ

๒) นิกายกาจูรป์ ะ (Kagyupa)

นิกำยกำจรู ์ปะ หรือนกิ ำยขำวเป็นนิกำยสำคญั นิกำยหนงึ่ ในต้น
ศตวรรษที่ ๑๑ "กาจูรป์ ะ" แปลวำ่ กำรถำ่ ยทอดคำสอน
ด้วยกำรบอกกล่ำวจำกอำจำรย์ส่ศู ิษย์ ผ้กู อ่ ตงั้ คือทำ่ น มารป์ ะ
ผ้สู ืบสำยคำสอนมำจำก นาโรปะ นกั ปรำชญ์ผ้ยู ิง่ ใหญ่แหง่
มหำวหิ ำรนำลนั ทำ ผ้รู ับสืบทอดคำสอนมำจำกตโิ ลปะ ผ้ถู ือวำ่
รู้แจ้งเองไม่ปรำกฏวำ่ ทำ่ นได้รับคำสอนจำกพระอำจำรย์ทำ่ นใด

หนา้ ๒๘

๒๘แต่ได้ มีบันทึกบอกกล่ ำวไว้ ว่ำท่ำนได้ รั บคำสอนโดยตรงจำก

มลิ าเรปะ พระพุทธวัชรธร มารป์ ะ
เป็นลำมะปรำชญ์ผ้แู ปลพระ

ธรรมท่ีมีชื่อเสียงมำกท่ำน

ห นึ่ ง ข อ ง ทิ เ บ ต ท่ ำ น ไ ด้

ถ่ำยทอดคำสอนต่อให้ ท่ำน

มิลาเรปะ จนท่ำนสำเร็จ

เ ป็ น โยคี ผ้ ูบร ร ลุแ ห่ง ค วำ ม

รู้แจ้ง

ก็สืบเนื่องจำกกำรครองผ้ ำของมิลำเรปะซ่ึงท่ำนจะครองผ้ ำ
บำงๆ สีขำวหรืออำจจะมำจำกสัญลักษณ์ของวดั ในกำจูร์ปะ
ซ่ึงจะทำสี ขำวทัง้ หมด มำร์ ปะและมิลำเรปะถื อว่ำมี
ควำมสำคญั มำกในพุทธตนั ตระของทิเบต ท่ำนได้ประพันธ์
คำสอนไว้มำกมำย มิลำเรปะมีศษิ ย์ทงั้ หมด ๒๑ ท่ำน ทำ่ นที่มี
ช่ือเสียงท่ีสุดคือ กมั โปปะ คำสอนสำคัญของนิกำยนีค้ ือ
ตนั ตระโยคะทงั้ ๖ และกำรปฏิบตั มิ หำมทุ รำ

หนา้ ๒๙

๓) นิกายสาเกยี ปะ (Sakyapa) ๒๙

นกิ ำยนีไ้ ด้มำจำกช่ือของวดั สำเกีย คำวำ่ สำเกีย แปลว่ำดนิ สี
เทำ อย่ใู นแคว้นซงั ทำงตอนใต้ของแมน่ ำ้ ยำลงุ ซงั โปวดั สำเกีย
มีเอกลกั ษณ์คอื ทำสีเป็น 3 แถบ คือแถบสีแดง สีขำว และสีดำ
สีทงั้ ๓ เป็นสีแหง่ พระโพธิสตั ว์ ๓ องค์คอื

สีแดง : เป็ นสีแห่งพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็ นองค์
แทนปัญญาของพระพทุ ธเจ้า

สีขาว : เป็ นสีแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็ นองค์
แทนกรุณาของพระพทุ ธเจ้า

สีดา : เป็ นสีแห่งพระวชั รปาณีโพธสิ ัตว์
ผู้ทรงเป็ นองค์แทนพลังของพระพทุ ธเจ้า

ครุ โุ ยคะ นิกายสาเกยี ปะ ได้ตัง้ ขึน้ ใน
หรอื สาเกยี ศตวรรษที่ ๑๑ ผู้ก่อตัง้ นิกำยคือ
ผู้สืบเชือ้ สำยขุนนำงเก่ำตระกูลเกิน
บนั ฑติ โกนชก เกียลโป ท่ำนได้รับคำสอน
กำ ล จักร ตัน ต ร ะ จ ำก บิด ำซ่ึง รั บ
คำสอนมำจำก วริ ูปะ โยคีชำวอนิ เดีย

หนา้ ๓๐

๔) นิกายกาดมั ปะและเกลกุ ปะ ๓๐

(Gelugpa)

เช่นเดียวกบั นกิ ำยกำจรู ์ปะและสำเกียปะ จดุ เริ่มของทงั้ ๒ นิกำย

มำจำกอตีศะทีปั งกร และศิษย์ของท่ำนชื่อ ตมเติมปะ

ท่ำนอตีศะได้ เน้ นมำกในเรื่ อง
คำสอนดงั้ เดิมของพุทธศำสนำ
และเน้ นในกำรปฏิบัติพระธรรม
วินัย ที่ เคร่ งค รั ดโดยไม่เน้ น
ในคำสอนตันตระ ศิษย์ ของ
ท่ำน อตีศะ ได้ ก่อตัง้ นิกำย
กำดัมปะ ขึน้ คำว่ำ กาดมั
แปลว่ำคำสอนของพระพุทธเจ้ ำ

เ มื่ อ เ วล ำผ่ ำนไปกำดัมปะ ได้ สูญ เ สี ย เ อ กลักษณ์ ข อ ง ตนเ อ ง
ไปบ้ ำงด้ วยแรงดึงดูดใจจำกตันตระ ในศตวรรษที่ ๑๔
พระอำจำรย์ซงคำปำ ได้ศึกษำคำสอนของท่ำนอตีศะและได้
ปฏิวัตินิกำยกำดัมปะขึน้ มำใหม่ให้คงเอกลักษณ์เดิมและได้
เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นนิกำยเกลุกปะ คำว่ำ เกลุก แปลว่ำควำม
ดีงำม คำสอนของเกลกุ ปะ เป็นนิกำยท่ีปกครองประเทศทเิ บต
สืบต่อกันมำกว่ำสองศตวรรษ โดยมี องคท์ ะไลลามะ
เป็นประมขุ ของประเทศ

หน้า ๓๑

วัชรยาน ในเมอื งไทย ๓๑

พุทธศาสนาวชั รยาน ซึ่งครัง้ หน่ึงเคยเข้ ำมำและ
เจริญรุ่งเรืองมำก่อนในดินแดนสวุ รรณภูมิ แต่ด้วยเหตุผลทำง
กำรเมืองกำรปกครองจงึ ทำให้พุทธศำสนำวชั รยำนลบเลือนไป
จำกดินแดนแถบนี ้ เหลือเพียงร่องรอยแห่งโบรำณวัตถุซ่ึง
บ่งบอกว่ำดินแดนแถบนีเ้ คยมีพุทธศำสนำฝ่ ำยมหำยำนและ
วชั รยำนดำรงอย่มู ำก่อน พระธรรมคำสอนหรือเคร่ืองมือธรรม
แบบวชั รยำนมีเหลือตกทอดน้อยมำกในภูมิภำคนี ้ เหมือนเช่น
ประเทศอินโดนีเชีย ท่ีมีเหตผุ ลทำงกำรเมืองกำรปกครองทำให้
ต้องเปล่ียนเป็นอิสลำม ส่วนอำณำจักรสุโขทยั ต้องกำรลบล้ำง
อิทธิพลของขอมออกจำกจิตสำนกึ ของอำณำประชำรำษฎร์จึง
ต้องเปลี่ยนจำกพทุ ธศำสนำมหำยำน เป็นเถรวำท หรือหนี ยำน

กำรปฏบิ ตั วิ ชั ระยำนในประเทศไทยได้เริ่มขนึ ้ ประมำณ ๗๐ ปี
ทแี่ ล้ว โดยพระมหำคณำจำรย์จีนธรรมสมำธิวตั ร (โพธแิ์ จง้ )
ทำ่ นคอื “ตุลกู (การกลบั ชาตมิ าเกดิ ใหม่) แห่ง
ครุ ุนาครชนุ ” ผ้มู ำเพ่ือสถำปนำควำมมนั่ คงแหง่
พทุ ธศำสนำมหำยำนในภมู ภิ ำคนี ้

หน้า ๓๒

แกน่ แทข้ อง นกิ ายสาเกยี ปะ

๓๒

นิ กาย “สาเกียปะ ” เป็ นสำยคำสอนสำยหนึ่งใน
พระพุทธศำสนำของทิเบต โดย หวั ใจของสาเกียปะ
อยทู่ ก่ี ำรถำ่ ยทอดคำสอนสืบตอ่ กนั มำเก่ียวกบั

หนทาง กบั ผลของหนทาง
หรือเราเรียกว่า “ลมั เดร”

(Lamdre แปลว่า มรรคกบั ผล)

ลัม แปลวำ่ มรรค หรือ
หนทำง

เดร แปลวำ่ ผล

อนั เป็นระบบควำมรู้กบั กำรปฏิบตั ทิ ่ีรวมเอำคำสอนทงั้ หมดของ
พระสูตร และพระตันตระของพระพุทธเจ้ ำมำรวมกัน
คำสอน “ลมั เดร” ได้ถ่ำยทอดเป็นครัง้ แรก โดยมหำสิทธะ
ชำวอินเดีย วริ ูปะ (ประมำณ ค.ศ. ๖๕๐) และนำจำกอินเดีย
มำยงั ทิเบตโดย ทำ่ นทรกมี สำเกีย เยเช (ค.ศ. ๙๙๐-๑๐๗๔)
กำรปฏิบตั ิจะเกิดขึน้ ในขนั้ ตอนของผล โดยตรง เพ่ือให้เรำ
ปฏิบตั สิ มำธิและประกอบกุศลกรรมต่ำงๆ ไม่ใช่เพ่ือพฒั นำให้
ตวั เรำก้ำวพ้นขนั้ ตอนของกำรพฒั นำต่ำงๆ

หน้า ๓๓

๓๓เพ่ือให้เข้ำถงึ ควำมเป็นพระพทุ ธเจ้ำ แตเ่ รำปฏิบตั ริ ำวกบั ว่ำเรำ

อยใู่ นขนั้ ตอนของกำรตรัสรู้อยแู่ ล้ว นอกจำกนีย้ งั แตกต่ำงจำก
มหำยำน ตรงทมี่ ีกำรใช้ กายกบั วาจา อย่ำงเตม็ ท่ี
นอกเหนือจำกจิตใจ ในกำรทำสมำธิแบบตนั ตระตำมเส้นทำง
ของวชั รยำน มีกำรใช้ ลมหายใจ และชอ่ งวำ่ งภำยในต่ำงๆ
รวมทงั ้ ธาตุ ในรา่ งกาย ด้วย สิง่ เหล่ำนีร้ วมกบั กำรทอ่ ง
มนตรำจะนำมำใช้เพ่ือกอ่ ให้เกดิ กำรบรรลธุ รรม เน่ืองจำกกำย
กบั วำจำนำมำใช้ร่วมกบั ใจ และเนื่องจำกวธิ ีกำรแบบตนั ตระ
เป็นทำงสำยตรงมำกๆ และให้ผลเร็วมำกกวำ่ กำรปฏบิ ตั แิ บบ
มหำยำน กำรบรรลเุ ป็นพระพทุ ธเจ้ำจงึ เกดิ ขนึ ้ ได้รวดเร็วกวำ่
มำก เรำเรียกวำ่ เป็นระบบของกำรปฏบิ ตั สิ มำธิ “ลมั เดร”
(Lam ‘bras แปลวำ่ มรรคกบั ผล) ซงึ่ เป็นของนกิ ำย สาเกยี ปะ
ประกอบด้วยทงั้ คำสอนแนวมหำยำนอนั ประกอบด้วยกำร
ปฏิบตั บิ ำรมีตำ่ งๆ และแนววชั รยำน
อนั เป็นกำรปฏบิ ตั ภิ ำยใน
ทงั้ สองนีร้ วมกนั อยแู่ บบแยกกนั
ไมอ่ อก เช่นเดียวกบั ท่ีนมกบั นำ้
ผสมอยดู่ ้วยกนั เป็นเนือ้ เดยี วกนั

หน้า ๓๔

แนวทางการปฏบิ ตั ิ สาเกยี ปะ๓๔

พระอาจารยต์ น้ บุญ
ได้มองเหน็ ว่ำ คำสอนในนิกำย
สำเกียปะ เป็นคำสอนทก่ี ลมกลืน
กนั สืบตอ่ ด้วยกำรเน้นยำ้ เร่ือง
ความจรงิ แท้ ๔ ประการ
อนั ได้แก่

๑. ความจริงแท้ของอาจารย์
๒. ความจริงแท้ของประสบการณ์
๓. ความจริงแท้ของคมั ภรี ์
๔. ความจริงแท้ของตารา

หน้า ๓๕

ซ่ึงเป็นแก่นในคำสอนหลักของ “ ลัมเดร” คือกำร “ไม่

๓๕แบ่งแยกออกจากนั ระหว่างงสงั สารวฏั และนิพพาน”

ซงึ่ กำรบรรลธุ รรมเป็นพระพทุ ธเจ้ำเกิดขนึ ้ จริงในนี ้ ให้เป็น
ธรรมชำติของจิตเป็ น “รากเหง้าของสงั สารวฏั และ
นิพพาน” และเป็ น “การรวมกนั ของความส่องสว่าง
และสุญญตา” (สญุ ญตำหมำยถึง ควำมว่ำงเปล่ำ –
ควำมมใี นควำมไมม่ ี)

กำรท่เี รำจะซำบซงึ ้ กบั คำสอนที่เรำกำลงั รับอย่นู ีเ้รำควรจะ
คดิ คำนงึ ว่ำมีปัจจยั อะไรบ้ำงที่
จำเป็นตอ่ กำรเดินทำงตำมเส้นทำง
ของธรรม ในเบอื ้ งต้น กำรเกิดเป็น
มนษุ ย์ไมใ่ ช่สง่ิ งำ่ ยเลย หำกจะ
เปรียบกบั ภมู อิ ่ืน เช่น สตั วเ์ ดรัจฉำน
หรือภมู ิอ่ืน ๆ กำรเกิดเป็นมนษุ ย์
แสนยำก ย่งิ นกั และเมื่อเรำได้เกดิ

เป็นมนษุ ย์แล้วกำรได้เกดิ มำในช่วงเวลำและสถำนที่ ท่ีมี
คำสอนอนั นำไปสกู่ ำรหลดุ พ้นก็ยิ่งยำกขนึ ้ ไปอีก และแม้เมื่อได้
เกดิ มำในดนิ แดนเช่นนนั้ แล้ว

หน้า ๓๖

๓๖

ซบั ดรุง ริมโปเช ชกยี ตริเชน ริมโปเช รานะ ริมโปเช

Shabdrung Rinchen Chogye Trichen Mahayogi Sridhar
Rinpoche
Paljor Rinpoche Rana Rinpoche

กำรได้มีโอกำส พบกบั ครูบำอำจำรย์ทีเ่ ตม็ ใจและมี
ควำมสำมำรถจะนำพำเรำไปส่คู วำมเข้ำใจพระธรรมอนั นำไปสู่
กำรปฏบิ ตั กิ ็ยิ่งยำกขนึ ้ ไปอีก และในท้ำยทส่ี ดุ แม้วำ่ เรำจะได้พบ
ครูบำอำจำรย์นนั้ แล้ว กำรทีเ่ รำจะมีเวลำวำ่ งมีอสิ รภำพจำก
ส่งิ รบกวน และอสิ รภำพจำกปัญหำสว่ นตวั ตำ่ งๆ เพื่อท่จี ะได้
เข้ำใจและน้อมนำคำสอนเข้ำส่จู ติ ใจ นำไปปฏบิ ตั ิ และบรรลผุ ล
ของกำรปฏบิ ตั นิ นั้ ก็ยิ่งยำกขนึ ้ ไปกว่ำนนั้ อีกด้วย เหตเุ หล่ำนีจ้ งึ
กลำ่ วกนั วำ่ แม้โอกาสเพียงหน่ึงเดยี วในการได้ฟังพระธรรม
ก็เป็ นเหตุการณ์ท่เี กิดขึน้ ได้ยากย่งิ นัก ดงั นัน้ เราจงึ ไม่ควร
ปล่อยโอกาสนีใ้ ห้หลุดลอยไป

หน้า ๓๗

นกิ ายสาเกยี ปะ แตกตา่ งจากนกิ ายอ๓นื่ ๗ๆ

นิกายสาเกยี ปะ แตกต่ำงจำกนิกำยอื่น ๆ ตรงที่
นิกำยนีเ้ น้ นว่ำ “การรับรู้ว่าส่ิงต่างๆ เป็ นเพียงจิต”
สรรพส่ิงทงั้ มวลเป็นเพียงภำพฉำยของจิตและไม่มีอยู่จริง
ดงั นี ้

๑. การรู้แจ้งเก่ียวกับความไม่มีตัวตน คือไม่มีตัวตน
ของบุคคล และไม่มีตวั ตนของสรรพส่งิ

๒. การรับรู้สภาพท่แี ท้จริงของจติ
๓. ธรรมชาติอันแท้จริงของจิตท่ีไม่แบ่งแยกระหว่าง

ความว่างกบั ความชดั ใส

หน้า ๓๘

ของมรรควถิ ที ง้ั ๓ ของสาเกยี ปะ ๓๘

มรรควถิ ีคำสอนของสำเกียปะ คอื “การเห็นทงั้ ๓”
ซงึ่ เป็นแนวทำงกำรปฏบิ ตั สิ ำหรับ
ผ้ทู ำสมำธิท่ีเดนิ ตำมแนวทำงของ
ลมั เดร (มรรคกบั ผล) ในคำภีร์
หรือในตำรำคำสอนนีห้ มำยถงึ

ขนั้ ตอนทงั้ ๓ ของแนวทาง
หรอื มรรควถิ ี

ขัน้ ตอนแรก ได้แกค่ ำสอนที่เกี่ยวกบั กำรพิจำรณำควำมตำย
และควำมเป็นอนิจจงั พจิ ำรณำควำมยำกลำบำกของกำร
ได้โอกำสในกำรปฏิบตั ธิ รรม กฏแหง่ กรรม (สำเหตกุ บั ผล) และ
พจิ ำรณำควำมทกุ ข์อนั เป็นสภำพธรรมชำตขิ องกำรมีชีวติ อย่ใู น
ภพภมู ิทงั้ หก (นรกภมู ิ , เดรัจฉำนภมู ิ , เปตตวิ สิ ยภมู ิ (เปรต) ,
อสรู กำยภมู ิ , มนษุ ยภมู ิ ,เทวภมู ิ)

หน้า ๓๙

๓๙ขัน้ ตอนท่สี อง เป็นเรื่องของประสบกำรณ์กำร

ทำสมำธิ โดยประสบกำรณ์ดงั กล่ำวจะเป็นของนกั เรียนท่ีได้
ปฏบิ ตั สิ มำธิอย่ำงจริงจงั ในขนั้ ตอนนี ้คำสอนจะเกี่ยวข้อง
กบั กำรฝึกจติ เพื่อพฒั นำคณุ สมบตั ทิ ำงธรรมบำงประกำร
เชน่ ควำมเมตตำไมม่ ีประมำณ ควำมกรุณำไม่มีประมำณ
ควำมมงุ่ มน่ั จะบรรลกุ ำรตรัสรู้ (โพธิจิต) ญำณทศั นะ
เกี่ยวกบั ขนั้ ตอนตำ่ งๆ ของกำรทำสมำธิ เกี่ยวกบั
ปัญญำและสญู ญตำ และอ่ืนๆ

ขัน้ ตอนท่สี าม เป็นกำรมองเหน็ อย่ำงบริสทุ ธิ์
สำหรับผ้ทู ่ีบรรลเุ ปำ้ หมำยของพระพทุ ธภำวะแล้ว ในขนั้ นี ้คำ
สอนจะเกี่ยวข้องกบั ธรรมชำตขิ องกำรตรัสรู้ คณุ สมบตั แิ ละ
พลงั ของพทุ ธภำวะ ธรรมชำตแิ ละหน้ำท่ขี องพระวรกำยตำ่ ง ๆ
ของพระพทุ ธเจ้ำ

หน้า ๔๐

ลัมลเดกั ร ษ(มรณรคะกับ๑ผล๑) มีลปักรษณะกะ ๑า๑รปขรอะกงาลรทมั ่ที เาดใหร้เป๔็ น๐

คาสอนท่ีไม่เหมือนใคร

๑. คำสอนเกี่ยวกบั มรรคอันรวมผลเข้าไว้ด้วยกัน เม่ือเรำ
ตงั้ ใจจะบรรลเุ ปำ้ หมำยบำงอย่ำง ไมว่ ำ่ จะเป็นเป้ำหมำยทำง
ธรรมหรืออย่ำงอ่ืน เรำก็จะเริ่มท่ขี นั้ ตอนของเหตุ และพยำยำม
ปฏิบตั ไิ ปเพ่ือให้บรรลผุ ล ในกำรทำสมำธิกเ็ ช่นเดยี วกนั เม่ือเรำ
คดิ ว่ำกำรปฏิบตั ขิ องเรำยงั ด้อยอยู่ เรำกจ็ ะฝึกหดั เพ่ือให้เข้ำถงึ
พทุ ธภำวะ พฒั นำคณุ สมบตั ติ ่ำงๆ ท่ีจะนำไปส่กู ำรตรัสรู้

๒. ผลท่รี วมเอามรรคไว้ด้วย เป็นคำสอนพเิ ศษของกำรทำ
แบบตนั ตระ คือกำรบม่ เพำะควำมกรุณำอนั ยิง่ ใหญ่ โดยเน้น
กำรเข้ำถงึ สรรพสตั วท์ งั้ ปวงและพงุ่ ควำมรักควำมกรุณำไปที่
สรรพสตั ว์เหลำ่ นนั้ ฝึกให้จิตตืน่ ขนึ ้ มำให้เป็นหนง่ึ เดียวกบั
พระพทุ ธเจ้ำ

๓. ด้วยการรู้แจ้งเพียงส่ิงเดียว เราอาจเข้าใจคาสอน
ทงั้ หมด หมำยถงึ กำรทเ่ี รำเข้ำใจคำสอนประกำรใดประกำร
หนง่ึ เพียงอย่ำงเดยี ว กจ็ ะทำให้เรำเข้ำใจคำสอนทงั้ หมด และ
กำรบรรลธุ รรมเพียงหนทำงเดียว เรำก็จะบรรลธุ รรมทงั้ หมด

หน้า ๔๑

๔. การเปล่ียนแปลงความผิดพลาดให้เป็ นคุณธรรม

๔๑๕. การยอมรับอุปสรรคบนเส้นทางสู่การบรรลุสู่ความสาเร็จ

ทางธรรม
๖. การกาจัดอุปสรรคของการทาสมาธิด้วยการปฏิบัตฌิ าณ
๗. การกาจัดอุปสรรคอันเกดิ จากมารด้วยการรับรู้อุปสรรค
ต่างๆ ตามท่เี ป็ นจริง
๘. การรู้วธิ ีการเปล่ียนแปลงความผิดพลาดให้เป็ นคุณธรรม
และยอมรับอุปสรรคว่าเป็ นการบรรลุธรรม
๙. การรู้แก่นแท้ของคาสอนของพระไตรปิ ฎกอย่างไม่
ผดิ พลาด

๑๐. คำสอนนีไ้ ด้เปรียบไว้กบั เปล่ียนวตั ถทุ ุกอย่างให้เป็ นทอง
ลมั เดรทำให้เปล่ียนประสบกำรณ์ในโลกนี ้และประสบกำรณ์ในกำร
ปฏบิ ตั ิ ให้เป็นญำณทศั นะทำงธรรม เพื่อให้ปัญหำใด ๆ ทเี่ กดิ จำก
โลภะ โทสะ โมหะ ถกู เปล่ียนแปลงไปเป็นแง่มมุ ของกำรรู้แจ้ง
๑๑. เป็นคำสอนทีว่ ่ำด้วยเร่ือง มรรคผลวชั รคาถา ของทำ่ นวริ ูปะ
ท่ที ำให้ทำ่ นได้บรรลธุ รรมจำกกำรปฏิบตั นิ ี ้เป็นคาสอนท่รี ับรู้กัน
เฉพาะกลุ่มท่เี ล่ือมใส ไมไ่ ด้เผยแพร่ทวั่ ไป ให้สำหรับผ้ปู ฏบิ ตั ทิ ี่มี
ศรัทธำและมีจิตม่งุ มนั่ อนั บริสทุ ธิ์

หน้า ๔๒

ความจรงิ แท้ ของคาสอน ๔๒

การเรียนรู้ในสายของวัชรยานจะเน้นยา้ เร่ืองถ่ายทอด
ความรู้และการมีสายสัมพันธ์ระหว่างคุรุหรือครูกับศษิ ย์
อย่างมาก การถ่ายทอดความรู้ทางวัชรยานจงึ มี
แนวทางหลายอย่างเช่น

๑. กำรถ่ำยทอดทำงวำจำ ผำ่ นคำบรรยำย คำสอน หนงั สอื ตำรำ
๒. กำรถำ่ ยทอดทำงจิต ด้วยควำมรู้แจ้งของครุ ุสจู่ ิตของศิษย์

โดยตรง

๓. กำรถำ่ ยทอดทำงสญั ลกั ษณ์ กำรใช้มทุ รำ แมนดำลำ กำร

อภิเษกมนตรำแบบตำ่ งๆ ซงึ่ มีควำมหมำยเร้นลบั ทซ่ี อ่ นอยู่
จำเป็นต้องเรียนรู้จำกครุ ุโดยตรง ไมส่ ำมำรถเรียนเองได้

ดงั นนั้ กำรมีสำยสมั พนั ธ์ ระหวำ่ งครุ ุหรือครูกบั ศษิ ย์
จงึ เป็นสิง่ สำคญั มำก ครุ ุเปรียบเหมือนประตทู ี่ศษิ ย์
จะเดนิ ผำ่ นเผ่ือนำไปส่คู วำมรู้ เรำจงึ ให้ควำมเคำรพครุ ุ
อย่ำงสงู ที่สดุ ประดจุ ดงั พอ่ แม่ หรือเคำรพเสมือน
พระพทุ ธเจ้ำองคห์ นง่ึ ด้วย เพรำะแสดงวำ่ เรำนนั้ มีบญุ
สมั พนั ธ์เชื่อมโยง กบั ครุ ุ เพื่อเข้ำถงึ วชั รยำนมำนำน
แล้วในอดตี ชำติ จงึ ได้มำพบควำมรู้ และเกดิ ควำม
สนใจ ดงั คำกล่ำว ที่ปรำกฏจำกผ้รู ู้ทงั้ หลำยวำ่
" เม่ือศษิ ย์พร้อม คุรุจะปรากฏ"

หนา้ ๔๓

๔๓

การเป็ นนกั ปฏบิ ตั ทิ ดี่ ี
พงึ มคี ณุ สมบตั ิ ๓ ประการดงั นี้

๑. ศิษย์จะต้องมีศรัทธำในตัวครูบำอำจำรย์อย่ำงจริงใจ
ต้ องเ ปิ ดรั บคำ สอนข องค รู บำ อำจ ำร ย์ อ ย่ำง เต็ม ที่ แล ะ
มีควำมมนั่ ใจวำ่ เป็นคำสอนทถ่ี กู ต้อง

๒. ศิษย์จะต้องขยันหมั่นเพียรในกำรกำจัดควำมไม่เข้ำใจ
หรือเข้ำใจผิดๆ ของตนเอง ด้วยกำรกำจดั ข้อสงสัย ด้วย
กำรถำมคำถำมและด้ วยกำรเข้ ำใจค วำมหมำยท่ีแท้ จริ ง
ของคำสอน เพ่ือให้ศษิ ย์สำมำรถนำไปปฏิบตั ไิ ด้อย่ำงไม่มี
ข้อผิดพลำด

๓. ศิษย์ควรมีจิตใจแจ่มใสและมีปัญญำเฉียบแหลม เพ่ือที่
ศษิ ย์จะได้ไม่วำงเฉยต่อคำสอนอนั ลกึ ซึง้ หรือรู้สึกท้อถอย
เม่ือพบกับคำสอนที่ยำกหรือเกินเลยควำมเข้ำใจของตน
ไป พูดอีกอย่ำงหนึ่งก็คือว่ำ ศิษย์จะต้ องมีปั ญญำ
เพียงพอท่ีจะเข้ำใจควำมสำคญั และเข้ำใจเหตผุ ลในกำร
เรียนพระธรรมอยำ่ งถกู ต้อง

หนา้ ๔๔

๔๔หำกศษิ ย์มีคณุ สมบตั ทิ งั้ ๓ ประกำรนีไ้ ด้แก่ ศรัทธำ ควำมขยนั

หมนั่ เพียร และสตปิ ัญญำ กจ็ ะเป็นศษิ ย์ท่บี รรดำอำจำรย์
ทงั้ หลำยตำ่ งก็มองหำและหวงั ที่จะได้สอน และก็จะเป็นผ้คู วร
แก่กำรรับคำสอนลมั เดรอย่ำงแท้จริง

การเตรยี มจติ ใจ ให้พรอ้ มกบั คาสอน

เพอื่ ตระเตรียมจิตใจของเรำให้เหมำะแกก่ ำรรับคำสอน
ขอให้เรำครุ่นคำนงึ ถงึ ควำมยำกลำบำกที่จะได้มำซง่ึ สง่ิ
เหลำ่ นคี ้ ือ

๑. กำรเกดิ เป็นมนษุ ย์เป็นสิง่ ที่หำได้ยำก
๒. แม้เรำจะได้ร่ำงมนษุ ย์มำแล้ว กำรได้มำเกิดในเวลำและ

สถำนท่ีท่ีมีพระพทุ ธศำสนำก็ยิง่ ยำกมำกขนึ ้
๓. แม้ได้มำเกดิ ในดนิ แดนแหง่ พทุ ธศำสนำแล้ว แตก่ ำรได้พบ

กบั พระอำจำรย์ทม่ี ีควำมสำมำรถและเตม็ ใจที่จะสอนและ
แนะนำกำรปฏิบตั ธิ รรมก็ย่ิงยำกขนึ ้ ไปอีก
๔. แม้เมื่อได้พบอำจำรย์แล้ว กำรมีปัจจยั แวดล้อมที่จำเป็น
อ่ืนๆ ในกำรปฏบิ ตั ธิ รรมจงึ ถือได้วำ่ เป็นผ้ทู โ่ี ชคดีทสี่ ดุ ใน
บรรดำสตั วโ์ ลกทงั้ ปวง

หน้า ๔๕

การปฏบิ ตั ธิ รรมไดด้ ี ตอ้ งมศี รทั ๔ธา๕

สง่ิ สำคญั ท่ีขำดไม่ได้เลยในกำรปฏิบตั ธิ รรมคอื ศรัทธา

ซง่ึ ไมส่ ำมำรถบีบบงั คบั ให้เกิดได้ ต้องคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป
ศรัทธำมี ๒ แบบดงั นี ้

๑. ศรทั ธาแบบรกั แรกพบ เป็ นศรัทธำแบบ
เปล่ียนแปลงได้ง่ำย เหมือนเวลำเรำไปสถำนท่ีแหง่ ไหน
แล้วเกิดควำมรู้สึกประทบั ใจ ช่ืนชอบ ท่ีนี่ใช่เลย เรำจะ
ปฏบิ ตั ธิ รรมทีน่ ่ี โดยทงั้ ท่ีเรำยงั ไม่รู้เลยว่ำเขำปฏิบตั อิ ะไร
กัน ยังไม่ได้ศึกษำแก่นธรรม ไม่ได้ฟังคำสอนเท่ำไร
แบบนีเ้ ป็นศรัทธำที่มำกับควำมชอบ เหมอื นรกั แรก
พบ ซง่ึ จะเปล่ียนแปลงได้งำ่ ยมำก

๒. ศรทั ธาที่เกิดจากความเข้าใจ หรื อ
ศรัทธำที่เกิดจำกกำรตกผลึกภำยใน เป็นศรัทธำที่ดีท่ีสุด
เพรำะจะไม่เปลี่ยนแปลง ศรัทธำแบบนีไ้ ม่ได้เกิดจำกคน
สถำนท่ี หรื อส่ิงใด แต่เกิดมำจำกควำมเข้ ำใจ
สภาวะธรรม เมื่อปฏิบตั แิ ล้วเกดิ ควำมเข้ำใจ เกดิ กำร
คล๊ิกภำยใน ศรัทธำแบบนีจ้ งึ เป็นศรทั ธาทมี่ น่ั คง

หนา้ ๔๖

พระโพธสิ ตั ว์ ในวชั รยาน ๔๖

ได้อธิบายคาว่าพระโพธิสัตว์ไว้ ๒ ความหมาย

ความหมายที่ ๑ พระโพธิสัตว์คือมนุษย์แบบเรำ
คือผู้ท่ีอยู่บนหนทำงแห่งพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้บรรลุสภำวะ
แห่งโพธิสัตว์โดยสมบูรณ์ ยังไม่ถึงสภำวะแห่งพุทธะ
แต่ดำรงจิตอยู่เพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ ไม่ต้ องกำร
อยใู่ นโลกเพ่ือควำมสขุ ของตนเอง

ความหมายที่ ๒ พระมหำโพธิสตั ว์หมำยถงึ พระพุทธเจ้ำ
คอื ทำ่ นตรัสรู้ธรรมเป็นพระพทุ ธเจ้ำแล้ว ดงั เชน่ ท่ำนครุ ุปัทม-
สมั ภวะ พระแมต่ ำรำ พระอวโลกิเตศวร (พระแมก่ วนอิม)

พระมญั ชศู รี และพระพุทธเจ้ำ
ที่อยู่ในหลำกหลำยลักษณะ
ซง่ึ เรำมองไม่เหน็ ด้วยตำเปล่ำ
แตม่ ีรูปเคำรพทำ่ นอยู่ เรำเรียก
ท่ำนว่ำเป็ นสัมโภคกำยของ
พระพุทธเจ้ำ ซ่ึงเป็นกำยทิพย์
ท่ีมีลักษณะที่พิเศษกว่ำกำย
เนือ้ โดยมีเคร่ื องประดับ ๖
อยำ่ งที่พระเศยี รมีมงกฎุ

หน้า ๔๗

๔๗

พระกรรณมีต่ำงหู พระศอและพระวรกำยมีเครื่องประดับ
เป็นสร้ อยพำดอยู่ พระหตั ถ์มีข้อพระหตั ถ์ และที่พระบำท
มีข้อพระบำท เคร่ืองประดบั ทงั้ หมดนีแ้ สดงถงึ คณุ สมบตั ิ ๖
ประกำร ซงึ่ เป็นบำรมีของพระโพธิสตั ว์ ได้แก่

ทาน การให้
ศลี การรักษาความบริสุทธ์ิแห่งกาย วาจา ใจ
ขนั ติ ความอดทน
วริ ยิ ะ ความเพียร
สมาธิ จิตท่แี น่วแน่ ม่นั คง มสี ติ ไม่วอกแวก
ปญั ญา การเข้าถึงความเข้าใจสูงสุด โดยปราศจาก

ความสงสยั และเคลือบแคลงใจใดๆ

หน้า ๔๘

๔๘ควำมเข้ำใจนีไ้ มไ่ ด้ผ่ำนกำรเรียนรู้อบรมหรือฝึกฝน แตเ่ กิดจำก
กำรบำเพ็ญบำรมีและกำร
ท ำ ส ม ำ ธิ ใ น ลั ก ษ ณ ะ
สมั โภคกำยหรือกำยทิพย์
ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ ำ
พระ องค์ ไม่ ได้ ป รำก ฏใ ห้
เรำเห็นบนโลกนี ้ แต่เรำ
ส ำ ม ำ ร ถ ท ำ ส ม ำ ธิ ถึ ง
พระองค์ได้ มีวิธีปฏิบัติ
บูชำให้ เ รำเข้ ำถึงสภำวะ
จิตของพระองค์ และหำกเรำเข้ำถึงสภำวะจิตของพระองค์ได้
เรำจะเข้ำถงึ สภำวะจิตของเรำเอง ฉะนนั้ ควำมหมำยที่ ๒ ของ
คำว่ำ พระมหาโพธิสัตว์ คือพระพุทธเจ้า
จงึ เป็นพระพทุ ธเจ้ำที่ยงั คงดำรงอยู่ยงั ไม่เสด็จปรินิพพำนยงั คง
อยู่ในสงั สำรวฏั เป็นพระพุทธเจ้ำที่ตงั้ สัตย์ปฏิญำณว่ำตรำบ
เท่ำท่ีสังสำรวัฏยังไม่สิน้ ไป พระองค์จะยังคงดำรงอยู่
ถ้ำสงั สำรวฏั ยงั อย่อู ีกร้อยกปั ร้อยกลั ป์ พระองคก์ จ็ ะคงดำรงอยู่
กบั เรำตลอดไป

ลามะ หน้า ๔๙

คำวำ่ “ลามะ” หมำยถึงผ้บู ำเพ็ญเพียรปฏิบตั พิ ทุ ธธรรม ทงั้ ที่

๔๙เป็นพระสงฆ์และมิได้เป็นพระสงฆ์ แต่ทรงคณุ สมบตั มิ หำศำล

แห่งผู้บรรลุมรรคผล เป็นคำท่ีใช้เรียกด้วยควำมเคำรพ มิใช่ใช้
เรียกพระสงฆ์ธรรมดำทวั่ ไป

คำวำ่ ลา มีควำมหมำยวำ่ จติ ของ
พระพทุ ธเจ้ำทงั้ หลำย คำวำ่ มะ
มีควำมหมำยวำ่ มารดาของสรรพ
ชวี ติ เมื่อรวมกนั จงึ มีควำมหมำยวำ่

มารดาของสรรพชวี ติ

เมื่อรวมกันจึงมีควำมหมำยว่ำ “ผู้ซ่ึงมีจิตของพระพุทธเจ้า
ทัง้ หลาย เมตตาโปรดเวไนยสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ดุจดัง
มารดาท่ีมีความรักต่อบุตร” คำว่ำ “ลามะ” จึงเป็นคำที่มี
ควำมหมำยอันกว้ำงใหญ่ไพศำล เช่น พระศำกยะมุนีพุทธเจ้ำ
ก็สำมำรถเรียกว่ำ “ศากยะลามะ” พระอมิตำภะพุทธเจ้ำ ก็เรียก
อมิตำภะลำมะ พระโพธิสัตว์ทัง้ ปวงก็สำมำรถเรียกได้ เช่น
กวนอิมลำมะ หรือมหำสถำมปรำปต์ลำมะ มัญชุศรีลำมะ
สมนั ตรภทั รลำมะ พระคณำจำรย์ก็สำมำรถเรียกท่ำนวำ่ ลำมะได้
เช่นปันเชนลำมะ หรือมหำวชั รำจำรย์ชีวินพุทธะนอรำริมโปเช
ก็เรียกวำ่ นอรำลำมะเป็นต้น

หนา้ ๕๐

ทา่ นครุ ปุ ทั มสมั ภวะคอื ใคร
๕๐

คุรุปัทมสมั ภวะ พระผู้เป็นศูนย์รวมแห่งกำยวำจำใจลับของ
พระอมติ ำภะพทุ ธเจ้ำ พระอวโลกิเตศวรและพระศำกยมนุ ีพุทธเจ้ำ
หล อมร วมเป็ นหนึ่ง เดียวบังเ กิดเ ป็ นมหำศักดำวัชรนิรมำนกำย
ท่ำนทรงเป็นผู้สยบเหล่ำมำรให้รู้แจ้งในสันดำนชั่วแห่งตน ทำให้
บังเกิด ศรัทธำธรรม ทรงปรำกฎเป็นวัชรกำยหกภูมิ เพื่อโปรด
สรรพชีวติ ในแตล่ ะภมู ิให้ได้บรรลุวมิ ตุ ตถิ งึ กำรหลดุ พ้นเดด็ ขำด


Click to View FlipBook Version