ก การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย วราเทพ จุตตะโน รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พุทธศักราช 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
ก การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย วราเทพ จุตตะโน รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พุทธศักราช 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
ก ชื่อเรื่อง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนา ทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ชื่อผู้วิจัย วราเทพ จุตตะโน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ สุกานดา พันตาเอก/ผศ.ดร.สายหยุด ภูปุย ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย โดยจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โดยจัด ประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) และเปรียบเทียบทักษะการกล้า แสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาจากการ เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) จำนวน 1 โครงการ และแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก แบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ ทักษะการกล้าแสดงออก ด้านการพูด ด้านการแสดงความคิดเห็น ด้านการแสดงอารมณ์ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าผลการวิจัยพบว่า เครื่องมือแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ มีคุณภาพ เหมาะสมที่ระดับค่าเฉลี่ย 4.00 – 5.00 เป็นไปตามที่กำหนดไว้ และแบบประเมินทักษะการกล้า แสดงออก มีความเชื่อมั่นสอดคล้อง (IOC) อยู่ระดับ 0.83เป็นไปตามที่กำหนดไว้ และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออก ผลคะแนนพบว่า มีค่าระดับ
ข คะแนนหลังเรียนอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 8.2 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คำสำคัญ: ทักษะการกล้าแสดงออก ประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง
ค Research Title: Project Approach to develop assertive skills of children in Kindergarten 3, Ban Kaeng Muang School, Tha Sala Subdistrict. Phu Rua District, Loei Province Researcher: Warathep Juttano Thesis Advisor: Prof.Sukanda Pantaek/Asst.Prof.Dr.Saiyut Phupui Degree: Bachelor of Education, Program in Early Childhood Education, Kalasin University Academic Year 2023 Abstract This research is to develop assertive skills of children in kindergarten 3 at Ban Kaeng Muang School. The objective is to develop the assertive skills of children in kindergarten 3 by organizing a project approach learning experience and comparing the assertive skills of children in kindergarten 3 before and after organizing the project approach learning experience. Phu Rua District, Loei Province 10 people, which were obtained by selective selection. The tools used in the research were a project approach and an assessment of assertiveness skills, divided into 4 areas: assertiveness, speaking, expression, and expression. The results showed that the learning experience management plan tool The average quality of 3.83 is as defined and the assertiveness skills assessment is. Keyword: Assertive skills Project Approach Learning Experience for Kindergarten 3 Children at Ban Kaeng Muang School.
ง
จ กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และสามารถนำไปใช้ไปประโยชน์ได้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ สายหยุด ภูปุย และอาจารย์สุกานดา พันตาเอก ที่ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษา พร้อมทั้ง ให้คำแนะนำตลอดระยะเวลา ในการทำวิจัยเป็นอย่างดียิ่ง และขอบพระคุณ ผู้เชี่ยวชาญในการ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก่งม่วงนาย ประสิทธิ์ ศรีกุล ครูนิตยา ศรีกุล และ ครูอัลลิปรียา พรมวิเศษ ที่ให้ข้อเสนอแนะในการสร้างเครื่องมือ จนสามารถนำไปทดลองในการวิจัยได้ เหนือสิ่งอื่นใดข้าพเจ้าผู้วิจัยมีแรงกาย แรงใจจากบิดา มารดา ผู้ ซึ่งเป็นกำลังใจและให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้านอย่างดีที่สุดเสมอมา คุณค่าและคุณประโยชน์อันพึงจะมีจากวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบและอุทิศแด่ผู้มีพระคุณ ทุกๆ ท่าน ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพการจัดการ เรียนรู้ระดับปฐมวัยในประเทศและผู้ที่สนใจบ้างไม่มากก็น้อย วราเทพ จุตตะโน
ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 4 1.4 คำถามงานวิจัย(ถ้ามี) 4 1.5 กรอบแนวความคิดในการวิจัย(ถ้ามี) 5 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8 2.1 เอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 8 2.2 การประเมินตามสภาพจริง การประเมินตามสภาพจริง 13 2.3 เอกสารเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) 14 2.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออก 30 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 36 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 41 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 41 3.2 แบบแผนการวิจัย 41 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 42
ช สารบัญ(ต่อ) หน้า 3.4 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 42 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 46 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 46 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 46 บทที่ 4 ผลการวิจัย 48 4.1 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 48 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 50 บทที่ 5 บทสรุปการวิจัยและข้อเสนอแนะ 56 5.1 สรุปผลการวิจัย 56 5.2 การอภิปรายผล 57 5.3 ข้อเสนอแนะ 59 บรรณานุกรม 60 ภาคผนวก ภาคผนวก ก 63 ภาคผนวก ข 67 ภาคผนวก ค 83 ภาคผนวก ง 85
ซ
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สภาพปัญหาของเด็กชั้นอนุบาลศึกษา 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง จากการได้สังเกตการณ์สอนใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2566 เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง มีเด็กทั้งหมด 10 คน พบว่า เด็กอนุบาลในชั้นปีที่ 3 บางส่วนยังไม่กล้าแสดงออกเท่าที่ควร สนใจใน การเล่นมากกว่า ไม่กล้าถามคำถาม ไม่กล้าตอบคำถาม ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ทางอารมณ์อย่างไม่ถูกต้อง จากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง พบว่าเด็กที่ขึ้นไปเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 บางส่วนเริ่มกล้าแสดงออก รู้จักวิธีการตั้งคำถาม การตอบคำตอบ การแสดงความคิดเห็นและแสดงออกในด้านต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อ เด็กในอนาคตเพราะเมื่อเด็กขึ้นไปเรียนในระดับประถมศึกษา เด็กจะต้องใช้ทักษะการกล้าแสดง ออกเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์จำนวน 12 มาตรฐาน ประกอบด้วย พัฒนาการด้านร่างกาย 2 มาตรฐาน พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ 3 มาตรฐานพัฒนาการด้านสังคม 3 มาตรฐาน และ พัฒนาการด้านสติปัญญา 4 มาตรฐาน กำหนดตัวบ่งชี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายใ นการพัฒนาเด็กที่มี ความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีการกำหนดสภาพที่พึงประสงค์ซึ่ง เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่จำเป็นสำหรับเด็กทุกคน บนพื้นฐานพัฒนาการหรือ ความสามารถในแต่ละระดับอายุ คือ อายุ 3 - 4 ปี อายุ 4 - 5 ปี และอายุ 5 - 6 ปี ซึ่งในมาตรฐาน และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ครูต้องส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน และพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ มีมาตรฐานและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการพัฒนาเด็ก 3 มาตรฐาน ประกอบด้วย มาตรฐาน ที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและ มีความสุข มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทำงศิลปะ ดนตรีและการ เคลื่อนไหว มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรมจริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม ได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งมาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุขซึ่ง ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 มีความรู้สึกที่ ดีต่อตนเองและผู้อื่น สภาพที่พึงประสงค์อายุ 5 -6 ปี3.1.1 แสดงอารมณ์ความรู้สึกได้สอดคล้องกับ สถานการณ์อย่างเหมาะสม กับ 3.2.1 กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ (กระทรวงศึกษาธิการ,2560 : 23)การพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออกสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
2 ได้หลากหลาย ซึ่ง จอร์นสัน (Johnson, 2004) กล่าวว่าการที่คนเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่พฤติกรรม การแสดงออกนั้นจะต้องตระหนักไว้เสมอว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้คนใกล้ชิดหรือคนที่เกี่ยวข้อง แสดงพฤติกรรมโต้ตอบในท่าทางลบต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เนื่องจากว่าถ้าเราไม่เคยมีพฤติกรรมการ กล้าแสดงออกแล้วไปแสดงออกเลย การเปลี่ยนแปลงนั้นยากที่ผู้ใกล้ชิดหรือคนที่เกี่ยวข้องจะยอมรับได้ เนื่องจากพวกเราจะคุ้นเคยกับสิ่งที่เราเป็นได้รับในสิ่งที่ต้องการความกลัวว่าจะสูญเสียเราจากไปจาก การกระทำนั้น ซึ่งเราไม่ควรจะย่อท้อหรือเปลี่ยนใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เนื่องจากเราอาจจะไม่ สามารถที่จะไม่ใส่ใจคนที่เรารัก หรือคนที่สําคัญในชีวิตของเราได้อย่างไรก็ตามพฤติกรรมกล้าแสดง ออกเป็นคุณสมบัติที่สามารถปลูกฝังและพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในตัวบุคคลให้มีการกล้าแสดงออกที่ ถูกต้องและเหมาะสมได้ทำให้บุคคลเรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้ชนะ” ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างแท้จริง การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการกล้าแสดงออกของเด็กครูต้องหากิจกรรมอย่างหลากหลาย อย่างเช่น วิจัยของ ภัทตรา เมาเตจา (2563 : 6) มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความมั่นใจในตนเองของเด็ก ปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมพัฒนาทักษะ 3 ประการ ซึ่งผลการใช้แบบพัฒนาทักษะดังกล่าว เป็นไปตาม สมมุติฐานที่ตั้งไว้กล่าวคือการใช้กิจกรรมพัฒนาทักษะ ได้แก่ เด็กสนทนากับครู, หนูๆ พูดไมค์, มั่นใจ เพื่อนร่วมงาน สามารถพัฒนาความมั่นใจในตนเองของเด็กปฐมวัยได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรม พัฒนาทักษะความมั่นใจในตนเองทั้ง 3ประการ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาความ มั่นใจในกลุ่มเด็กที่มีปัญหา ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการที่เด็กได้สนทนาร่วมกับครูบ่อย ๆ เด็กจะ เกิดความอบอุ่น สนิทสนม กล้าคิด กล้าพูดมากขึ้น เด็กปฏิบัติกิจกรรมและรับประทานอาหารร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับเด็กที่ด้อยโอกาสมากขึ้น จะทำให้เด็กเหล่านั้นเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น สุดท้ายก็พัฒนาการแสดงออกทางภาษาด้วยการให้พูดปากเปล่าหรือ พูดผ่านไมโครโฟนหน้าชั้นเรียนบ่อย ๆ เด็กก็จะซึมซับความเชื่อมั่นไปทีละเล็กละน้อย จนในที่สุดเด็ก จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุขกับการเรียนรู้ตลอดไป การปูพื้นฐาน ความมั่นใจในตนเองสำหรับเด็ก จะช่วยให้เด็กกล้าคิด กล้าทำในสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความสุข ปรับตัว เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดีรู้จักการให้และการรับ รู้จักร่วมมือ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การ จัดกิจกรรม เด็กสนทนากับครู, หนูๆ พูดไมค์, มั่นใจเพื่อนร่วมงาน ช่วยพัฒนาความมั่นใจในตนเอง ของเด็กปฐมวัยทุกด้าน อันจะเป็นการปูพื้นฐานความมั่นใจในตนเองให้เกิดกับเด็ก จะช่วยให้เด็กกล้า คิด กล้าทำสิ่งต่าง ๆด้วยความมั่นใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ และ อยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป
3 การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการกล้าแสดงออกของเด็กครูต้องหากิจกรรมอย่างหลากหลาย อย่างเช่น วิจัยของ ภัทตรา เมาเตจา (2563 : 6) มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความมั่นใจในตนเองของเด็ก ปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมพัฒนาทักษะ 3 ประการ ซึ่งผลการใช้แบบพัฒนาทักษะดังกล่าว เป็นไปตาม สมมุติฐานที่ตั้งไว้กล่าวคือการใช้กิจกรรมพัฒนาทักษะ ได้แก่ เด็กสนทนากับครู, หนูๆ พูดไมค์, มั่นใจ เพื่อนร่วมงาน สามารถพัฒนาความมั่นใจในตนเองของเด็กปฐมวัยได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรม พัฒนาทักษะความมั่นใจในตนเองทั้ง 3ประการ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาความ มั่นใจในกลุ่มเด็กที่มีปัญหา ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการที่เด็กได้สนทนาร่วมกับครูบ่อย ๆ เด็กจะ เกิดความอบอุ่น สนิทสนม กล้าคิด กล้าพูดมากขึ้น เด็กปฏิบัติกิจกรรมและรับประทานอาหารร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับเด็กที่ด้อยโอกาสมากขึ้น จะทำให้เด็กเหล่านั้นเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น สุดท้ายก็พัฒนาการแสดงออกทางภาษาด้วยการให้พูดปากเปล่าหรือ พูดผ่านไมโครโฟนหน้าชั้นเรียนบ่อย ๆ เด็กก็จะซึมซับความเชื่อมั่นไปทีละเล็กละน้อย จนในที่สุดเด็ก จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุขกับการเรียนรู้ตลอดไป การปูพื้นฐาน ความมั่นใจในตนเองสำหรับเด็ก จะช่วยให้เด็กกล้าคิด กล้าทำในสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความสุข ปรับตัว เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดีรู้จักการให้และการรับ รู้จักร่วมมือ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การ จัดกิจกรรม เด็กสนทนากับครู, หนูๆ พูดไมค์, มั่นใจเพื่อนร่วมงาน ช่วยพัฒนาความมั่นใจในตนเอง ของเด็กปฐมวัยทุกด้าน อันจะเป็นการปูพื้นฐานความมั่นใจในตนเองให้เกิดกับเด็ก จะช่วยให้เด็กกล้า คิด กล้าทำสิ่งต่าง ๆด้วยความมั่นใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ และ อยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1. เพื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนา ทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 1.2.2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ก่อน และหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)
4 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน แก่งม่วง จำนวน 10 คน ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เลือกแบบเจาะจงจากเด็กทุกคนใน ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำนวน 10 คน ซึ่งได้มา จากการเลือกแบบเจาะจงจากเด็กทุกคนในห้องที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน 1.3.2 ขอบเขตด้านตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น ได้แก่การจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการกล้าแสดงออก 1.3.3 ขอบเขตด้านเนื้อหาคือ การจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) จำนวน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่1 วางแผนและเริ่มต้นโครงการ ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ ระยะที่ 3 สรุปผลโครงการ 1.3.4 ขอบเขตด้านระยะเวลา ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ระยะเวลาของการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2566 จำนวน 4 วัน/สัปดาห์รวมทั้งหมด 16 วัน วันละประมาณ 30 นาที 1.4 คำถามการวิจัย 1.4.1 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะ การกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 มีวิธีการอย่างไร 1.4.2 หลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนา ทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการกล้าแสดงออกสูงขึ้นกว่าก่อนการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) หรือไม่อย่างไร 1.5 กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้สังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังที่ได้ล่าวมาข้างต้นนี้สามารถสรุปเป็น กรอบแนวคิดการการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะการ ทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ได้แสดงในแผนภาพที่ 1
5 ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) ระยะที่1 วางแผนและเริ่มต้นโครงการ 1.1 แสดงความคิดเห็นจากสิ่งเร้า 1.2 ร่วมกันกำหนดหัวเรื่องโครงการ 1.3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์เดิมด้วยการเล่าเรื่อง เขียน ภาพหรืออื่นๆ ที่แสดงความรู้เบื้องต้น 1.4 กำหนดคำถามที่ต้องการสืบค้นคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ 2.1 วางแผนเพื่อกำหนดแหล่งเรียนรู้ที่ต้องการสืบค้น 2.2 สืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ 2.3 รวบรวมข้อมูลความรู้นำเสนอในรูปแบบต่างๆเช่น วาดภาพ เขียนอภิปราย ทำแผนภูมิรูปภาพ สิ่งประดิษฐ์ 2.4 ร่วมกันอภิปรายสรุปข้อมูล ระยะที่ 3 สรุปผลโครงการ 3.1 ร่วมกันสรุปข้อมูลความรู้ที่ได้สืบค้นในรูปแบบต่างๆ 3.2 แบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้และแสดงผลงานใน โครงการตลอดโครงการ 3.3 ร่วมกันประเมินผลความสำเร็จของโครงการและแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อยากศึกษาใหม่ ทักษะการกล้าแสดงออก 1. ด้านการพูด 2.ด้านการแสดงความคิดเห็น 3. ด้านการด้านอารมณ์และความรู้สึก ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
6 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.6.1 พฤติกรรมการกล้าแสดงออก หมายถึง การกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าถาม กล้าตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความมั่นใจ ไม่ประหม่าเขินอาย มองหน้า และสบตากับครูหรือผู้อื่น เมื่อมีการสนทนากันหรืออาสาที่จะทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและครู ซึ่งผู้วิจัยได้แบ่งพฤติกรรมกล้า แสดงออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการพูด หมายถึง ความสามารถในการพูดและการฟังผู้อื่นพูดจนจบ และสนทนา โต้ตอบสอดคล้องกับเรื่องที่ฟัง สามารถเล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง ซ่งสังเกตได้จากการกล้าพูด โต้ตอบได้ตามเรื่องราว ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน สบตาคู่สนทนาในขณะที่พูด 2. ด้านการแสดงความคิดเห็น หมายถึง ความสามารถในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก กล้า พูดกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและการกล้าที่จะตอบคำถาม รวมถึงการให้คำแนะนำ ซักถามข้อสงสัย ต่าง ๆ หรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ 3. ด้านอารมณ์และความรู้สึก หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองของ เด็กไม่ให้ตื่นเต้น วิตกกังวล ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์แวดล้อม และเป็นตัวของตัวเอง 1.6.2 การจัด ประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) หมายถึง การจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมโครงการร่วมกับเพื่อนในกลุ่มเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม จุดประสงค์ของโครงการทำให้สมาชิกได้มีการช่วยเหลือกันในการทำกิจกรรม ฝึกการแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้นภายในกลุ่มวางแผนการทำงานด้วยวิธีการปฏิบัติจริงเพื่อนำไปสู่ความสามารถในการคิด วิเคราะห์โดยนำแนวคิดการบูรณาการสารนิทัศน์ (Documentation) และแนวคิดการใช้บริบทเป็น ฐานมาร่วมจัดการเรียนการสอน ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดประสบการณ์ 3 ระยะคือ ระยะวางแผนและ เริ่มต้นโครงการ ระยะพัฒนาโครงการ และระยะสรุปโครงการซึ่งมีขั้นตอนในแต่ละระยะ ดังนี้ ระยะที่1 วางแผนและเริ่มต้นโครงการ 1.1 แสดงความคิดเห็นจากสิ่งเร้า 1.2 ร่วมกันกำหนดหัวเรื่องโครงการ 1.3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์เดิมด้วยการเล่าเรื่อง เขียนภาพหรืออื่นๆ ที่แสด’ ความรู้เบื้องต้น 1.4 กำหนดคำถามที่ต้องการสืบค้นคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ
7 2.1 วางแผนเพื่อกำหนดแหล่งเรียนรู้ที่ต้องการสืบค้น 2.2 สืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ 2.3 รวบรวมข้อมูล ความรู้นำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่นวาดภาพ เขียนอภิปราย ทำ แผนภูมิรูปภาพ สิ่งประดิษฐ์ 2.4 ร่วมกันอภิปรายสรุปข้อมูล ระยะที่ 3 สรุปผลโครงการ 3.1 ร่วมกันสรุปข้อมูลความรู้ที่ได้สืบค้นในรูปแบบต่างๆ 3.2 แบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้และแสดงผลงานในโครงการตลอดโครงการ 3.3 ร่วมกันประเมินผลความสำเร็จของโครงการและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ที่อยากศึกษาใหม่ 1.6.3 แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) หมายถึง แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ส่งเสริมพัฒนาการที่นำแนวคิดและหลักการสอนแบบโครงการ (Project Approach) บูรณาการโดยใช้บริบทเป็นฐาน มาเป็นแนวทางในการสนับสนุนให้เด็กปฐมวัย ได้ศึกษาค้นคว้า ใช้กระบวนการสืบค้นและกำหนดวิธีการแสวงหาคำตอบด้วยวิธีการของตนเองใน หัวข้อหรือหน่วยการเรียนรู้ที่เด็กสนใจโดยผ่านการจัดประสบการณ์ตรงในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล วัตถุสิ่งของและสภาพแวดล้อมรอบตัว 1.6.4 เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 หมายถึง เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.7.1 ได้แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะการ กล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ที่มีคุณภาพ 1.7.2 เป็นแนวทางให้กับครูผู้สอนได้นำกิจกรรมไปแก้ปัญหาให้กับเด็กปฐมวัยในระดับชั้นอื่น หรือโรงเรียนอื่นหรือเป็นข้อมูลในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นๆ หรือวิชาที่เกี่ยวข้อง
8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการกล้าแสดงออก โดยใช้วิธีกการจัดประสบการณ์ แบบโครงการ (Project Approach) ของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ภาคเรียนที่ 1/2566ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง แล้วนํามาเรียบเรียงและเสนอรายละเอียดในหัวข้อ ต่อไปนี้ 2.1 เอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2.2 การประเมินตามสภาพจริง 2.3 เอกสารเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) 2.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออก 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 เอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 การส่งเสริมพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของเด็กปฐมวัยเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้หลักสูตร การศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ดังนี้ 2.1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี บริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัย ของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคนเพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 2.1.2 วิสัยทัศน์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัยมีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดีมีวินัยและสำนึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก
9 2.1.3 หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่า ด้วยสิทธิเด็กตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง เด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอนเด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา และให้ การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็น องค์รวมมีคุณภาพและเต็มตามศักยภาพโดยมีหลักการดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญโดยคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคมและวัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและ มีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัยและมี การพักผ่อนที่เพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิตและสามารถปฏิบัติตนตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข 5. สร้างความรู้ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่าง สถานศึกษากับพ่อแม่ ครอบครัวชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2.1.4 สาระที่ควรเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้ เด็กเกิดแนวคิดหลังจากนำสาระการเรียนรู้นั้น ๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพื่อให้บรรลุจัดหมายที่ กำหนดไว้ทั้งนี้ ไม่เน้นการท่องจำเนื้อหา ครูสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการและความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญ ทั้งนี้ อาจยืดหยุ่น เนื้อหาได้โดยคำนึงถึงประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ดังนี้ 1. เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา รู้จักอวัยวะต่าง ๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การ ระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและ โรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น การกำกับตนเอง การเล่นและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การ ตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของ ตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมี คุณธรรมจริยธรรม
10 2. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่าง ๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สถานที่สำคัญ วันสำคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนาธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สำคัญ ของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญา ท้องถิ่นอื่น ๆ 3. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การ เปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพ อากาศ ภัยธรรมชาติ แรง และพลังงานในชีวิตประจำวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาสาธารณสมบัติ 4. สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายใน ชีวิตประจำวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาดรูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของ สิ่งต่างๆรอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การ คมนาคมเทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษา สิ่งแวดล้อม 2.1.5 การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ3 - 6 ปีเป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะ บูรณาการผ่านการเล่น การลงมือกระทำจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาไม่ จัดเป็นรายวิชาโดยมีหลักการ และแนวทางการจัดประสบการณ์ ดังนี้ 1. หลักการจัดประสบการณ์ 1.1 จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้หลากหลาย เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์ รวมอย่างสมดุลและต่อเนื่อง 1.2 เน้นเด็กเป็นสำคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่าง บุคคลและบริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ 1.3 จัดให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก 1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่ง ของการจัดประสบการณ์ พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง 1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก
11 2. แนวทางการจัดประสบการณ์ 2.1 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทำงานของสมอง ที่เหมาะสมกับอายุ วุฒิภาวะและระดับพัฒนาการ เพื่อให้เด็กทุกคนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ 2.2 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือกระทำ เรียนรู้ผ่านประสาสัมผัสทั้งห้า ได้เคลื่อนไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง 2.3 จัดประสบการณ์แบบบูรณาการ โดยบูรณาการทั้งกิจกรรม ทักษะ และสาระการเรียนรู้ 2.4 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ริเริ่มคิด วางแผน ตัดสินใจลงมือกระทำและนำเสนอ ความคิดโดยครูหรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้สนับสนุนอำนวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก 2.5 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นกับผู้ใหญ่ ภายใต้ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ในบรรยากาศที่อบอุ่นมีความสุข และเรียนรู้การทำกิจกรรมแบบ ร่วมมือในลักษณะต่าง ๆ กัน 2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งการเรียที่หลากหลายและ อยู่ในวิถีชีวิตของเด็ก 2.7 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่อง 2.8 จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่ดีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นใน สภาพจริงโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ 2.9 จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของ เด็กเป็นรายบุคคล นำมาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก และการวิจัยในชั้นเรียน 2.10 จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวาง แผนการสนับสนุนสื่อแหล่งเรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ 2.1.6 การจัดกิจกรรมประจำวัน กิจกรรมสำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปีบริบูรณ์ สามารถนำมาจัดเป็นกิจกรรมประจำวันได้ หลายรูปแบบเป็นการช่วยให้ครูผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร เมื่อใดและอย่างไร ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมประจำวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความ เหมาะสมในการนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สำคัญครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการจัด กิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้านการจัดกิจกรรมประจำวันมีหลักการจัดและขอบข่ายกิจกรรม ประจำวันดังนี้
12 หลักการจัดกิจกรรมประจำวัน 1. กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กใน แต่ละวันแต่ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น วัย 3 - 4 ปี มีความสนใจช่วงสั้นประมาณ 8 - 12 นาที วัย 4 - 5 ปี มีความสนใจอยู่ได้ประมาณ 12 - 15 นาที วัย 5 - 6 ปี มีความสนใจอยู่ได้ประมาณ 15 - 20 นาที 2. กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่องนานเกินกว่า 20 นาที 3. กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เพื่อช่วยให้เด็กรู้จักเลือกตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ เช่น การเล่นตามมุม การเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 40 - 60 นาที 4. กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ ริเริ่มและครูผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมที่ใช้กำลังและไม่ใช้กำลัง จัดให้ครบ ทุกประเภท ทั้งนี้ กิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลังมากนักเพื่อ เด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป ขอบข่ายของกิจกรรมประจำวัน การเลือกกิจกรรมที่จะนำมาจัดในแต่ละวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ กับความเหมาะสมในการนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สำคัญครูผู้สอนต้องคำนึกถึง การจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน ดังต่อไปนี้ 1. การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว ความยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ และจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ โดยจัดิจกร รมให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม ปีนป่ายเล่นอิสระ เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ ดนตรี 2. การพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและระบบประสาทตามือได้อย่าง คล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครื่องสัมผัส เล่นเกมการศึกษา ฝึก ช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม และใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร พู่กัน ดินเหนียว ฯลฯ 3. การพัฒนาการอารมณ์จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เป็นการปลูกฝังให้ เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับ
13 ถือโดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองตาความต้องการได้ ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมอย่างต่อเนื่อง 4. การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่าง เหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวันมีนิสัยรัก การทำงาน ระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น โดยรวมทั้งระมัดระวังอันตรายจากคน แปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ทำความสะอาดร่างกาย เล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎกติกาข้อตกลงของร่วมรวม เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือทำงานเสร็จ 5. การพัฒนาการคิด เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ และคิดเชิงเหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยจัดกิจกรรม ให้เด็กได้สนทนา อภิปรายและเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ศึกษานอกสถานที่ เล่นเกมการศึกษา ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ฝึกออกแบบและสร้างชิ้นงาน และทำกิจกรรมทั้ง เป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่และรายบุคคล 6. การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กมีประสบการณ์โดยสามารถตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ จัด กิจกรรมทางภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กได้กล้า แสดงออกในการฟัง พูด อ่าน เขียน มีนิสัยรักการอ่าน และบุคคลแวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีใน การใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคำนึกถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็กเป็นสำคัญ 7. การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่าง ๆ โดยจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ อย่างอิสระ เล่น บทบาทสมมุติ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นบล็อก และเล่นก่อสร้าง 2.2เอกสารเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง ความหมายการประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) หมายถึง กระบวนการ ตัดสินความรู้ความสามารถและทักษะต่างๆ ของผู้เรียนในสภาพที่สอดคล้องกบชีวิตจริง โดยใช้ เรื่องราว ั เหตุการณ์ สภาพจริงหรือคล้ายจริงที่ประสบในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนตอบสนอง โดยการ แสดงออก โดยการลงมือกระทำ หรือการผลิตจากกระบวนการทำงานตามที่คาดหวังและ ผลผลิตที่มี คุณภาพ จะเป็นการสะท้อนภาพเพื่อลงข้อสรุปถึงความรู้ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนวา่ มีมากน้อยเพียงใด น่าพอใจหรือไม่ อยูในระดับความสำเร็จใด้(สุวิมล วองวานิช ,2546 :13) การประเมินตามสภาพจริง หมายถึง การประเมินจากการปฏิบัติงานหรือการทำกิจกรรม อยางใด อย่างหนึ่ง โดยงานหรือกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้ผู้ปฏิบัติได้ทำจะเป็นงานหรือสถานการณ์ ที่เป็น
14 จริง (Real Life) หรือเป็นงานที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง จึงเป็นงานที่มีสถานการณ์ ที่ซับซ้อน (Complexity) และเป็นองค์รวม (Holistic) มากกว่างานปฏิบัติในกิจกรรมการเรียนทั่วไป(กรม วิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ,2545:20) การประเมินสภาพจริง หมายถึง ประเมินการกระทำการ แสดงออกหลายๆ ด้าน ของนักเรียนตามสภาพความเป็นจริงทั้งในและนอกห้องเรียน มีลักษณะเป็น การประเมินแบบไม่เป็นทางการ การทำงานของผู้เรียนความสามารถในการแกไขปัญหาและการ แสดงออก โดยเน้นผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบและเป็นผู้ผลิตความรู้ ได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติจริงหรือคล้ายจริง ได้ แสดงออกอยางเต็มความสามารถ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, 2542:175) สรุปได้ว่าการประเมินสภาพจริง เป็นการประเมินจากการวัดโดยให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริงใน สถานการณ์จริง 2.3เอกสารเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) 2.3.1 ความหมายของการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เป็นการจัดประสบการณ์ อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแสวงหา คำตอบจากการเรียนรู้เรื่องใดเรื่อง หนึ่งอย่างลุ่มลึก เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นผู้อำนวย ความสะดวกให้กับเด็ก มีผู้ให้ ความหมายไว้ ดังนี้ สุทธิ์นา ขันอาสา (2550 : 48-49) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็นรูปแบบ กระบวนการจัดประสบการณ์ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างลุ่มลึกซึ่งครูมีหน้าที่ สนับสนุนและร่วมกันวางแผนกับเด็กโดยมีระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนตามความสนใจของ เด็กซึ่งผู้เรียนจะเป็นผู้คิดค้นหาค าตอบด้วยตนเอง เด็กมีการวางแผนการทำงานร่วมกันโดยมีครูเป็น ผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกรวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ระยะเวลาในการทำ กิจกรรมขึ้นอยู่กับความสนใจและความต้องการของเด็กเป็นสำคัญ สุชาดา เปลี่ยนสุภาพ (2550 : 35) กล่าวว่าเป็นการเรียนรู้อย่างละเอียดลึกซึ้งในเรื่องที่ใกล้ ตัวและเป็นสิ่งที่เด็กให้ความสนใจ การเรียนรู้รูปแบบนี้เป็นการบูรณาการให้เด็กได้ใช้ทักษะต่างๆ ที่มี อย่างเหมาะสมและเรียนรู้เพิ่มเติมทักษะวิชาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้นเด็กมีความสนุกสนานกับ การเรียนรู้และประสบความสำเร็จในการทำงาน มีความสนใจอย่างลุ่มลึกในเรื่องที่เรียนรู้ไปได้นาน เด็กเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามหรือข้อสงสัยเหล่านั้นเด็กสามารถได้จากแหล่งเรียนรู้หลายแหล่ง เด็กๆ สามารถสืบค้นสำรวจได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องถามหรือหวังว่าครูจะเป็นผู้ให้คำตอบได้ในทุกเรื่อง นิภา เกษตรสมบูรณ์ (2558 : 40) สรุปความหมายของการจัดประสบการณ์แบบโครงการ คือ เป็นแนวทางการสอนอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็กสืบค้นลงลึกในเรื่องที่เด็กให้ความสนใจหรือทั้งผู้สอนและ เด็กให้ความสนใจมีการท้าทายความสามารถของเด็กกระตุ้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกับกิจกรรมที่
15 หลากหลายเพื่อค้นหาคำตอบที่มาจากความสนใจและความต้องการของเด็กโดยเด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ สืบค้นข้อมูลเพื่อหาค าตอบจากค าถามของตนเองภายใต้การช่วยเหลือ แนะนำดยการอำนวยความ สะดวกและการสนับสนุนจากผู้สอน วัฒนา มัคคสมัน (2554 : 24) กล่าวว่าการจัดประสบการณ์แบบโครงการหมายถึง การจัด ประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกโดยเรื่องที่เรียนมาจาก ความ สนใจของเด็กเอง การจัดกิจกรรมมุ่งให้เด็กมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่ศึกษานั้น โดยเปิด โอกาสให้ เด็กสังเกตอย่างใกล้ชิด จากแหล่งความรู้เบื้องต้น อาจใช้ระยะเวลาที่ยาวนานอย่างเพียงพอ ตามความ สนใจของเด็กเพื่อให้เด็กได้ค้นพบค าตอบแล้วน าความรู้นั้นมาเสนอในรูปแบบต่างๆ ตาม ความ ต้องการของเด็กเอง อาจจะเป็นงานเขียน งานวาดภาพระบายสี การสร้างแบบจำลอง การเล่น บทบาทสมมติ ละคร การทำหนังสือหรือรูปแบบอื่นๆ โดยจะนำเสนอความรู้ต่อเพื่อนๆ คุณครู ผู้ปกครองและคนอื่นๆ ท าให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้น ทิศนา แขมมณี (2556 : 139) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงการเป็นหลัก คือ การจัดสภาพการณ์ของการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันเลือกท าโครงการที่ตนสนใจ โดย ร่วมกันสำรวจ สังเกตและกำหนดเรื่องที่ตนสนใจ วางแผนในการท าโครงการร่วมกัน ศึกษา หาข้อมูล ความรู้ที่จำเป็นและลงมือปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้จนได้ข้อค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ แล้วจึงเขียน รายงานและน าเสนอต่อสาธารณชน เก็บข้อมูล แล้วนำผลงานและประสบการณ์ทั้งหมด มาอภิปราย แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดค้นและสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ที่ได้รับ ทั้งหมด ยุพา ศิริรักษ์ (2558 : 34) ได้สรุปความหมายของการจัดประสบการณ์แบบโครงการไว้ว่า การจัดประสบการณ์แบบโครงการ หมายถึง การจัดประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาเรื่องใด เรื่องหนึ่งโดยเรื่องที่เรียนมาจากความสนใจของเด็กเอง วางแผนร่วมกันในการศึกษาหาข้อมูลความรู้ การจัดกิจกรรมมุ่งเน้นให้เด็กมีประสบการณ์ตรงเปิดโอกาสให้เด็กสังเกต สำรวจสิ่งต่างๆ อย่างใกล้ชิด จากแหล่งเรียนรู้ ใช้ระยะเวลาเพียงพอตามความสนใจของเด็กเพื่อให้เด็กได้ค้นพบค าตอบแล้วนำ ความรู้นั้นมาเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น การอภิปราย งานวาดภาพระบายสี งานเขียน งานสร้าง แบบจำลอง การเล่นบทบาทสมมติ หรือรูปแบบอื่นๆ โดยนำเสนอต่อคุณครูเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ทำให้ เด็กเกิดความภูมิใจในผลงานของตนเอง สรุปได้ว่าการจัดประสบการณ์แบบโครงการหมายถึง การจัด ประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกโดยเรื่องที่เรียนมาจากความ สนใจของเด็กเอง การจัดกิจกรรม มุ่งให้เด็กมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่ศึกษานั้น โดยเปิดโอกาสให้ เด็กวางแผนร่วมกันในการศึกษาหา ข้อมูลความรู้การจัดกิจกรรมมุ่งเน้นให้เด็กมีประสบการณ์ตรงเปิด โอกาสให้เด็กสังเกต สำรวจสิ่งต่างๆ อย่างใกล้ชิด 2.3.2 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ แนวคิดในการสอน แบบโครงการมีมานานนับศตวรรษ เริ่มจากความเคลื่อนไหวของ นักศึกษากลุ่มพัฒนะนิยม
16 (Progressive) ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 19-20 John Dewey ได้เขียนบทความและ หนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการสร้างประสบการณ์ทางการศึกษาที่จะช่วย ส่งเสริมให้เด็กเกิดความตระ หนหักในชุมชนร่วมกัน และได้น าโครงการเข้าไปใช้ในโรงเรียนทดลองที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง มีนักการ ศึกษาที่ให้แนวคิดการสอนแบบโครงการ ดังนี้แคทซ์และชาร์ด Katz; & Chard (1996 : 15-16) ได้ กล่าวว่า การจัดประสบการณ์แบบ โครงการเป็นการศึกษาอย่างลึกซึ้งในหัวข้อที่เด็กให้ความสนใจ และครูพิจารณาแล้วว่ามีคุณค่าในการ เรียนรู้ โครงการมีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสติปัญญาและ การศึกษาในวิชาต่างๆ ทักษะทางสังคม ความสามารถที่เน้นการทำงานร่วมกัน ฮาร์ดแมน Hartman (1995 : 1-4) กล่าวว่าการจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็น การศึกษาที่ลุ่มลึกเมื่อเด็กเข้าร่วม โครงการเด็กจะได้พัฒนาคำถามและแสดงความสามารถค้นหา ทางแก้ไขปัญหาและเสนอแนะ กระบวนการในการแก้ปัญหาที่คิดค้นขึ้น โครงการอาจจะใช้เวลา ประมาณสัปดาห์หรือนานกว่านี้ ขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็ก กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 93) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์แบบโครงการจากแนวคิด พื้นฐานที่เชื่อว่า การถ่ายโยงการเรียนรู้เป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทา การสอนแบบโครงการจึงเน้นให้ ผู้เรียนกระทำอาจทำเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้สำหรับวิชาที่เกี่ยวกับปฏิบัติการการสอนแบบ โครงการเป็นการจัดการบทเรียนในรูปโครงการแทนที่จะจัดเป็นรูปหัวข้อเรื่องวิชาส่วนที่มอบหมายให้ ผู้เรียนไปทำโครงการนั้นจะต้องประกอบด้วยทฤษฎีและหลักการ มีการดำเนินเป็นขั้นๆ โดยใช้วิชา หลายๆ วิชาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ การเรียนแบบนี้ผู้เรียนจะต้อง วางโครงการของตนเองเพื่อสร้างประสบการณ์ต่างๆ ให้แก่ตนเองเป็นการเรียนรู้ที่เริ่มด้วยกิจกรรม และจบลงด้วยกิจกรรมที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง การสอนแบบโครงการเหมือนกับชีวิตจริงหรือ ใกล้เคียงที่สุด วัฒนา มัคคสมัน (2554 : 38) กล่าวถึง แนวคิดเกี่ยวกับการสอนแบบโครงการ ดังนี้ 1. เด็กศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องนั้นๆ จะพบคำตอบ ทีต้องการ 2. เรื่องที่ศึกษาเป็นเรื่องที่เด็กเป็นผู้เลือกเองตามความสนใจประเด็นที่ศึกษาก็เป็นประเด็นที่ เด็กตั้งค าถามขึ้นเอง 3. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งให้เด็กมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่ศึกษานั้นโดยการ เปิดโอกาสให้เด็กได้สังเกตอย่างใกล้ชิด จากแหล่งความรู้เบื้องต้น 4. ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนจะใช้ระยะที่ยาวนานเพียงพอตามความสนใจ ของเด็ก 5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เด็กได้ ประสบกับทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ในวิธีการแสวงหาความรู้ตามวิธีการของเด็กเอง 6. เมื่อเด็กค้นพบคำตอบแล้ว เด็กจะนำความรู้ใหม่ที่ได้นั้นมาเสนอในรูปแบบต่างๆ ตาม ความต้องการ ของเด็กเอง อาจจะเป็นงานเขียน งานวาดภาพระบายสีการสร้างแบบจำลอง การเล่น สมมุติละคร
17 การทำหนังสือ หรือรูปแบบอื่นๆ 7. เด็กได้นำเสนอความรู้ต่อเพื่อนๆ และคนอื่นๆ อันจะแสดงให้เห็น ถึงความสำเร็จของ กระบวนการศึกษาของตน และเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้น ยุพา ศิริรักษ์ (2558 : 39) จากแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจซึ่ง เกิดจากแรงขับภายในตัวเด็กที่อยากสืบค้นคว้าโดยตรงกับสิ่งแวดล้อมจากการลองผิดลองถูกโดยใช้ทั้ง ประสบการณ์เดิม ประสบการณ์ใหม่ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อน ๆ โดยการดูแล ช่วยเหลือของคุณครูที่จะกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งน าเสนอ ผลงานด้วยวิธีการของตนเอง นิภา เกษตรสมบูรณ์ (2558 : 42; อ้างอิงจากวัฒนา มัคคสมัน. 2544 : 6) กล่าวว่าการจัด ประสบการณ์แบบโครงการเป็นรูปแบบการสอนที่มุ่งการให้ความสำคัญกับความต้องการและความ สนใจของเด็ก โดยเด็กจะเป็นผู้มีบทบาทในการเลือกเรื่องที่จะเรียนเลือกวิธีการที่จะศึกษาหาความรู้ ด้วยตนเองและมีครูที่ยอมรับความคิดเห็นของเด็กแสดงให้เห็นว่าครูให้ความสนใจเชื่อมั่นในความคิด ของเด็กและให้โอกาสเด็กที่จะเรียนรู้ตามความคิดและวิธีการของตนเอง ได้สรุปแนวคิดการจัด ประสบการณ์แบบโครงการเป็นการ จัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นมีหลักการและแนวคิดที่มุ่ง พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขโดยมีรูปแบบของการจัดการศึกษาที่หลากหลายแตกต่าง กันออกไปตามความเชื่อและเป็น หัวใจสำคัญของการจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัย สรุปได้ว่าแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็นการจัด ประสบการณ์ ที่เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจซึ่งเกิดจากแรงขับภายในตัวเด็กที่อยาก สืบค้นคว้า โดยตรงกับสิ่งแวดล้อมจากการลองผิดลองถูกโดยใช้ทั้งประสบการณ์เดิม ประสบการณ์ใหม่ และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนๆ โดยการดูแลช่วยเหลือของคุณครูที่จะกระตุ้นให้เด็กเกิด การ เรียนรู้และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งน าเสนอผลงานด้วยวิธีการของตนเองอาจจะเป็น งาน เขียน งานวาดภาพระบายสีการสร้างแบบจำลอง การเล่นสมมุติละคร การทำหนังสือ หรือ รูปแบบ อื่นๆ 2.3.3 ลักษณะการจัดประสบการณ์แบบโครงการ การสอนแบบโครงการเป็นการจัดการ เรียนการสอนที่มีลักษณะสำคัญที่เชื่อว่า การเรียนรู้ของเด็กมาจากการกระทำ เด็กเป็นผู้ต้องได้รับการ พัฒนาเด็กมีความต้องการที่จะเรียนรู้ การกระทำ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการพึ่งตนเอง การสอนแบบ โครงการเป็นการมุ่งพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้านโดยมีผู้ให้ลักษณะการจัดประสบการณ์แบบโครงการไว้ ดังนี้ บูธ Booth (1987 : 46-49) กล่าวถึงการสอนแบบโครงการว่าเป็นการสอนที่เน้นเด็กเป็น ศูนย์กลางของการสอนแบบโครงการมี 2 ลักษณะคือ โครงการเต็มรูปแบบกับโครงการเชื่อมโยง
18 กิจกรรมสร้างแรงจูงใจหรือโครงการย่อยเป็นกิจกรรมในห้องเรียนเท่านั้น ส่วนโครงการสมบูรณ์มีการ ขยายออกนอกห้องเรียนด้วย โครงการสมบูรณ์แบบจะมีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนในห้องเรียน (Classroom Planning) เด็กและครูอภิปรายถึง หัวข้อเรื่องและขอบเขตของ โครงการขั้นตอนที่ 2 ดำเนินการโครงการ (Carry out the Project) เด็กจะออกจากห้องเรียนไป ดำเนินโครงการตามแผนที่ก าหนดไว้ขั้นตอนที่ 3 ขั้นทบทวน (Reviewing and Monitoring) เป็น การอภิปรายและให้ข้อมูล ย้อนกลับหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ ครูแนะน าให้ข้อคิดเห็นเด็กวิเคราะห์ ผลงานและกระบวนการ ทำงานแต่การท างานเต็มรูปแบบ บางทีก็ตอบสนองความต้องการอัน กระตือรือร้นของไม่ทัน ดังนั้นจึง ควรมีโครงการย่อย ซึ่งสามารถท าให้นักเรียนไม่ต้องออกไปนอก ห้องเรียนใช้เวลาสั้นๆ โครงการ ลักษณะนี้ถูกออกแบบสำหรับผู้เริ่มต้นใช้โครงการในการสอนใหม่ๆ เช่นเวลาที่ใช้ในการท าโครงการไม่ จ ากัดตายตัวขึ้นอยู่กับจำนวนเวลาที่มีและธรรมชาติของโครงการ บางครั้งโครงการใช้เวลา 3 ชั่วโมง หรือใช้เวลา 12 สัปดาห์ แต่จะสั้นหรือยาวอย่างไรก็มีกระบวนการ และขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นกระตุ้น ความสนใจ (Stimulus) เป็นการอภิปรายเบื้องต้นและแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการว่าใช้ เวลาเท่าใด รายละเอียดของโครงการมีอะไรบ้าง 2) ขั้นเตรียม โครงการ (Definition of the Project Objective) เป็นการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับโครงการว่าใช้เวลาเท่าไร รายละเอียดของโครงการมีอะไรบ้าง 3) ขั้นฝึกทักษะที่จ าเป็น (Practice) บางโครงการต้องการทักษะ ที่จ าเป็นในการด าเนินการจึงต้องมีการฝึกทักษะเหล่านี้ก่อน เช่น การสัมภาษณ์ 4) ขั้นเตรียมวัสดุ21 อุปกรณ์ (Design of Written Materials) 5) ขั้นกิจกรรม กลุ่ม (Group Activities) 6) ขั้นเก็บ รวบรวมข้อมูล (Collecting Information) 7) ขั้นสรุปผลการด าเนินการ (Organization) 8) ขั้นเสนอ โครงการ (Final Presentation) แคทซ์ Katz (1993 : 18) กล่าวถึงการสอนแบบโครงการว่า เป็นการศึกษาอย่างลุ่มลึกใน เรื่องที่เด็กให้ความสนใจและศึกษาด้วยตนเองจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์จริงที่อยู่รอบตัวเด็ก ซึ่งจะท าให้เด็กได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโต้แย้งต่อรองกับครูในเรื่องต่อไปนี้ 1) การเลือก คำถามที่ต้องการจะค้นคว้า 2) วิธีการที่จะใช้ค้นหาคำตอบ 3) วิธีการที่จะเสนอคำตอบหรือผลงานที่ ค้นพบคำตอบแล้ว เช่น วาดภาพระบายสี ฮาร์ดแมน Hartman (1995 : 141-147) กล่าวว่าวิธีการสอนแบบโครงการเป็นการศึกษา หา ความรู้อย่างลุ่มลึก เมื่อเด็กเข้าร่วมโครงการเด็กจะได้พัฒนาคำถาม เด็กได้แสดงความสามารถ ค้นหา แนวทางในการแก้ปัญหา โครงการนี้อาจจะใช้เวลาแตกต่างกันตามลักษณะของโครงการมี ขั้นตอน หลักๆ คือคือ 1) เริ่มต้นโครงการ 2) ปฏิบัติตามโครงการ 3) ปรับเสนอโครงการ โครงการมีหลายขนาด ตั้งแต่โครงการขนาดเล็กที่ไม่ต้องการพื้นที่มากนัก จนถึงโครงการที่ ต้องการใช้พื้นที่มากๆ เช่น การ ทัศนศึกษา การเยี่ยมชุมชน การสำรวจ บทบาทสมมติ จิตรกรรมฝาผนัง การแสดงและการเสนอ โครงการ การจัดการเรียนการสอนแบบโครงการอาจจะใช้เป็นแกนของ หลักสูตร (Program) หรือใช้
19 บางส่วนของหลักสูตรได้ เราสามารถใช้วิธีการแบบโครงการร่วมกับ วิธีการสอนแบบหน่วยการเรียน การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language) โปรแกรมศิลปะการสอนลักษณะนี้ต้องมีการ จัดเตรียมเพื่อให้เด็กมีประสบการณ์ตรงกับสถานการณ์จริงที่ได้พบผู้คน จริงๆ ซึ่งประสบการณ์ ดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าร่วมในกระบวนการโครงการโดยเด็กจะได้1) เลือกเรื่องสำหรับ โครงการ 2) พัฒนาทิศทางแนวทางของโครงการ 3) ลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล 4) เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อประเมินความก้าวหน้าของโครงการ 5) ตัดสินความก้าวหน้าของโครงการ และสรุป กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 93-94) กล่าวว่า ลักษณะของการจัดประสบการณ์แบบ โครงการเพื่อการเรียนมี 3 รูปแบบ คือ 1. โครงการผลิตหรือโครงการวัสดุ (Material project) เป็น โครงการเกี่ยวกับการผลิต เช่น หัตถกรรม กสิกรรม เกษตรกรรม ศิลปกรรมหรืองานผลิตอื่นๆ2. โครงการเรียนรู้ (Learning project) เป็นการเรียนในวิชาสามัญที่เรียนกันเน้นโครงการ พัฒนาการ แก้ปัญหา การน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ โครงการเหล่านี้ได้แก่ โครงงานสำรวจ (Explorative Project) โครงการแสดง (Play project) เช่น กีฬา ละคร โครงงานทักษะและการเรียน โครงการเรียนรู้จะเน้น ด้านการค้นคว้าการศึกษาเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มเพื่อฝึกเป็นรายบุคคลอัน รวมถึงโครงการ แก้ปัญหาข้อบกพร่องในตัวผู้เรียนด้วย 3. โครงการสติปัญญาหรือแก้ปัญหา (Intellectual or problems project) เป็นโครงการ ที่เน้นการแก้ปัญหาการกระตุ้นให้ผู้เรียนพยายามท าให้เกิด ความสำเร็จในโครงการของตนให้ได้ ชื่อ โครงการที่ก าหนดจะต้องให้เหมาะสมกับระดับผู้เรียนพอที่ เขาจะแก้ปัญหาได้เพื่อเป็นการเสริมแรงให้ผู้เรียนได้รู้จักการใช้สติปัญญา วัฒนา มัคคสมัน (2554 : 25) กล่าวว่า ลักษณะของการจัดประสบการณ์แบบโครงการคือ การที่เด็กเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากความสนใจของเด็กเองอย่างลุ่มลึกลง ไปในรายละเอียดของเรื่องนั้นด้วยกระบวนการคิดและกระบวนการแก้ปัญหาของกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์หรือกระบวนการอื่นใดด้วยเด็กเองจนค้นพบคำตอบที่ต้องการ นิภา เกษตรสมบูรณ์ (2558 : 45) สรุปลักษณะของการจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็น การจัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยโดยใช้การสอนแบบโครงการควรมีเป้าหมายหลักคือ การ เลือกคำาถามที่ต้องการจะค้นคว้า วิธีการที่จะใช้ค้นหาคำตอบ วิธีการที่จะเสนอคำตอบหรือผลงาน ที่ ค้นพบค าตอบแล้วเด็กได้น าเสนอความรู้ต่อเพื่อนๆ และคนอื่นๆ อันจะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ ของกระบวนการศึกษาของตนและเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้น เป็นการศึกษาหาความรู้ อย่างลุ่มลึกในการเรียนรู้เมื่อเด็กได้เข้าร่วมโครงการจะได้พัฒนาคำถามได้แสดงความสามารถได้ค้นหา แนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
20 ยุพา ศิริรักษ์ (2558 : 35) ได้สรุปการจัดประสบการณ์แบบโครงการมีลักษณะมุ่งพัฒนา เด็กให้ทั้งชีวิต และจิตใจอาจจะเป็นโครงการขนาดเล็กที่ต้องการพื้นที่มากหรือโครงการที่ใช้พื้นที่มาก ขึ้นอยู่กับการ เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองหรือกลุ่มสนใจโดยการลงมือปฏิบัติ กระทำ และหาประสบการณ์ จากการสืบค้น จากสถานการณ์จริงหรือกิจกรรมที่จัดให้อย่างสมดุล สรุปได้ว่าลักษณะของการจัดประสบการณ์แบบ โครงการเป็นการจัดการเรียนการสอนใน ระดับปฐมวัยโดยใช้การสอนแบบโครงการควรมีเป้าหมาย หลักคือ การเลือกคำถามที่ต้องการ จะค้นคว้า วิธีการที่จะใช้ค้นหาคำตอบ วิธีการที่จะเสนอค าตอบ หรือผลงานที่ค้นพบคำตอบแล้วเด็กได้นำเสนอความรู้ต่อเพื่อนๆ และคนอื่นๆ อันจะแสดงให้เห็นถึง ความสำเร็จของกระบวนการศึกษาของ ตนและเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้นซึ่งการสอนแบบ โครงการนี้อาจจะใช้เวลาแตกต่างกัน ตามลักษณะของโครงการมีขั้นตอนหลักๆ คือคือ 1) เริ่มต้น โครงการ 2) ปฏิบัติตามโครงการ 3) ปรับเสนอโครงการ 2.3.4 ขั้นตอนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ พัชรี ผลโยธิน (2544 : 14) กล่าวถึงขั้นตอนในการจัดทำโครงการไว้ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ทบทวนความรู้และความสนใจของเด็ก เด็กและครูใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ อภิปรายเพื่อเลือกและปรับ หัวเรื่องที่จะทำการสืบค้นหัวเรื่องอาจเป็นการเสนอโดยเด็ก ครู โดยใช้หลัก ในการเลือกหัวเรื่องดังนี้ 1. เลือกหัวเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เด็กมีอยู่ทุกวัน อย่างน้อยเด็กประมาณ 2 ใน 3 คน ควรคุ้นเคย กับหัวเรื่องและจะช่วยให้การตั้งประเด็นค าถามที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง 2. ทักษะพื้นฐานทางการเรียนรู้ หนังสือและจำนวน ควรถูกบูรณาการอยู่ในเรื่องที่ทำโครงการรวมทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ภาษา 3. หัวเรื่องที่เลือกควรใช้เวลาทำโครงการอย่างน้อย 1 สัปดาห์และเหมาะที่จะทำการสำรวจ ค้นคว้าที่โรงเรียนมากกว่าที่บ้าน เมื่อได้หัวเรื่องแล้วครูควรเริ่มท าแผนความคิด (Mind map) หรือใย แมงมุม (Web) เพื่อระดมความคิดร่วมกับเด็กในหัวเรื่องนั้นๆ และจัดแสดงแผนที่ ทางความคิดท าไว้ ภายในชั้นเรียน ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่ได้สามารถใช้ในการสรุป อภิปรายระหว่างท า โครงการและยัง สามารถเชื่อมโยงไปยังหัวเรื่องย่อๆ ได้อีก นอกจากนี้ในช่วงอภิปรายระดมความคิด ครูควรทราบว่า เด็กมีประสบการณ์ในหัวเรื่องมากน้อยเพียงใด เด็กจะน าเสนอประสบการณ์และแสดง ความคิดสิ่งที่ ตนเข้าใจในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมของวัย ระยะที่ 2 ให้โอกาสเด็กค้นคว้าและมี ประสบการณ์ใหม่เป็นงานภาคสนาม ประกอบด้วย การสืบค้นหาแหล่งข้อมูลต่างๆ ระยะนี้ถือเป็น หัวใจของโครงการ ครูจะเป็นผู้จัดหา จัดเตรียม แหล่งข้อมูลให้เด็กได้สืบค้น ไม่ว่าจะเป็นของจริง หนังสือ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่การออกไป ศึกษานอกสถานที่หรือเป็นการนัดหมายผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 3 ประเมิน สะท้อนกลับ และแลกเปลี่ยนงานโครงการ เป็นระยะสรุปเหตุการณ์ รวมถึงการ เตรียมการสอนการเสนอรายงานและผลที่ได้ในรูปแบบของการจัดแสดง การค้นพบ การ จัดทำสิ่ง ต่างๆ ครูควรจัดให้เด็กได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนได้เรียนรู้กับผู้อื่น เด็กสามารถช่วยกันเล่าเรื่อง การทำ
21 โครงการให้ผู้อื่นฟัง โดยจัดแสดงสิ่งที่เป็นจุดเด่นให้เพื่อนในชั้นเรียนได้เห็น ซึ่งการทำเช่นนี้ เท่ากับช่วย ให้เด็กได้ทบทวนและประเมินโครงการทั้งหมด กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 97-102) กล่าวว่า ขั้นตอนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ สำหรับเด็กปฐมวัย กำหนดเป็น 4 ระยะ ดังนี้ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เป็นขั้นตอนของการเชิญชวน เด็กให้คิดเรื่องที่จะเรียนด้วยการ เรียนการสอนแบบโครงการ งานสำคัญคือการเลือกหัวข้อเรื่องที่ต้อง มาจากความสนใจของเด็กในการ เลือกหัวข้อเรื่องนี้ครูต้องพิจารณาคุณค่าของการเรียนรู้ด้วยเรื่องที่ เลือกทำโครงการต้องเหมาะสมและ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ การเริ่มต้นเลือกเรื่องที่จะ เรียนเริ่มจากเด็กและครูร่วมกันคัด หัวข้อเพื่อศึกษาด้วยการระดมสมองว่าอยากเรียนเรื่องอะไรครูอาจ นำ โดยนำเสนอสิ่งของต่อเด็กหรือสร้างสถานการณ์เร้าความสนใจ หรือครูอภิปรายนำใช้คำถาม กระตุ้นให้เด็กคิดและสนใจ ทั้งนี้ครูอาจ มีกรอบเรื่องอยู่ตามหลักสูตรหรือไม่มีก็ได้ตัวอย่างเช่น ถ้าครู ต้องการสอนหน่วยนก ครูอาจเริ่มพูดว่า “ระหว่างเดินทางมาโรงเรียน นักเรียนเห็นอะไรที่บินได้(เพื่อ โยงไปสู่นก) ทราบหรือไม่ว่านกมีกี่ชนิด” แต่บางหัวข้อที่เด็กสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบันได้ เช่น วันเกิด การเลือกตั้ง การก่อสร้าง รถ ไฟไหม้เป็นต้น เมื่อเด็กระดมสมองเรื่องที่สนใจ มากพอจากค าอภิปรายที่หลากหลาย ให้ครูสรุปเรื่องที่เด็กสนใจร่วมกันมากที่สุดเป็นหัวข้อการเรียน ซึ่งมักเป็นหัวข้อเรื่องที่เด็กสนใจระยะที่ 2 วางแผนโครงการ ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นของการกำหนด จุดประสงค์ของโครงการ ว่าต้องการเรียนรู้อะไร กำหนดขอบเขตเนื้อหาที่ต้องศึกษา ระยะเวลาและวิธี การศึกษาซึ่งครูและเด็ก จะร่วมกันคิดและตัดสินใจร่วมกันด้วยการปฏิบัติ ดังนี้1. กำหนดจุดประสงค์ โครงการเมื่อได้หัวข้อเรื่องโครงการแล้วครูกระตุ้นให้เด็กร่วมกันคิด พิจารณาว่าในการท าโครงการครั้ง นี้เด็กมีจุดประสงค์ในการเรียนรู้อย่างไรเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่ ตัดสินใจ ทั้งเพื่อใช้เป็นแนวทางของการ วางแผนดำเนินกิจกรรมในโครงการ การติดตามและประเมิน โครงการจำนวนจุดประสงค์จะเป็นที่ข้อก็ ได้แต่ครูต้องพิจารณาความเป็นไปได้และความเหมาะสมกับ วัยของเด็กและเวลาที่ใช้ในการศึกษาตาม โครงการ 2. กำหนดขอบเขตเนื้อหาที่ต้องการศึกษาว่ามีกี่เรื่อง วิธีคิดขอบเขตเนื้อหาให้ครูและเด็ก ร่วมกันสร้างผังมโนทัศน์(Concept mapping) การเรียนรู้ด้วยการระดมสมองโดยการกระตุ้นให้เด็ก นำาประสบการณ์ส่วนตัวและความรู้มาเกี่ยวข้อง มาสนทนาแล้วครูจดจา ทุกคำพูดของเด็กเพื่อจัดเป็น กลุ่มเนื้อหาที่สัมพันธ์กันว่าเด็กต้องการเรียนรู้อะไร เพราะอะไร เช่น หัวเรื่องว่า “รถ” ผังมโนทัศน์ หรือหัวเรื่องย่อยอาจแจงเนื้อหาได้ ดังนี้กลุ่มที่ 1 สนใจเรื่อง รถโรงเรียน กลุ่มที่ 2 สนใจเรื่อง รถ โดยสาร กลุ่มที่ 3 สนใจเรื่อง จำนวนที่นั่งบนรถ จากการระดมสมองของเด็ก ครูนำมาสร้างเป็นผังมโน ทัศน์แล้วขยายความในส่วนที่เด็กอาจ ไม่พูดถึงเพื่อให้เด็กพิจารณาประกอบด้วยการกระจายเป็นหัวข้อ ย่อยนี้ครูต้องกระตุ้นเด็กด้วยการนำ อภิปรายตามความรู้และประสบการณ์ของเด็กอาจให้เด็กช่วยกัน เขียนช่วยกันวาดซึ่งจะช่วยให้ครูได้เห็นภูมิหลังของเด็ก ความรู้ของเด็กรวมถึงการเข้าใจผิดของเด็ก เพื่อนำมาเป็นแนวพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในขั้นของการสืบค้นต่อไป 3. วางแผนกิจกรรมเมื่อเด็กได้
22 ขอบเขตเรื่องที่สนใจ มีจุดประสงค์ชัดเจนถึงขั้น ให้เด็ก ร่วมกันคิดหาวิธีการที่จะได้มาซึ่งคำตอบที่ ต้องการเมื่อผู้เรียนเข้าใจจุดมุ่งหมายตรงกัน แล้วให้ร่วมมือ พัฒนาทิศทางหรือวางแผนว่าโครงการควร มีกิจกรรมอะไรบ้าง งานโครงการอาจทำ เป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มหรือทั้งสองอย่างคละกันได้ใน การวางแผนโครงการนี้เด็กต้องกำหนดเวลาลงมือปฏิบัติแหล่งการศึกษาและเวลาอย่างชัดเจนเมื่อไร และอย่างไร ครูอาจแนะนา และร่วมบันทึกแนวทางปฏิบัติโครงการ งานที่เด็กต้องเตรียมพร้อมก่อน ขั้นปฏิบัติการ คือ 1) เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการศึกษา 2) กำหนดเวลา บุคคล สถานที่ที่ ต้องการไปศึกษา3) การเตรียมตัวเพื่อปฏิบัติการนอกสถานที่4) กำหนดวิธีนำเสนอเมื่อเสร็จสิ้น โครงการ ระยะที่ 3 ดำเนินโครงการ เป็นขั้นของการด าเนินโครงการตามแผนที่กำหนด เด็กแต่ละคน หรือกลุ่มจะไปทำงานตามแต่ความรับผิดชอบโดยมีนัดหมายเวลาที่จะมาประชุม สนทนาและอภิปราย สิ่งที่ค้นพบหรือเรียนรู้เด็กต้องนำเอางานที่ได้รับมอบหมายมาแสดงต่อครูเพื่อแสดงว่าไม่ได้ผิดสัญญา การลงมือปฏิบัติเพื่อการค้นหาศึกษาและรวบรวมข้อมูลอาจทำในสถานที่ นอกสถานที่หรือทั้งสอง สถานที่ขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการซึ่งมี2 รูปแบบ คือ โครงการเต็มรูปแบบเป็นโครงการที่เด็กออกไป ศึกษานอกห้องเรียนมีโอกาสค้าคว้าศึกษากว้างขวาง ส่วนอีกลักษณะหนึ่งเป็นโครงการขนาดเล็ก ทำเฉพาะในโครงการทบทวนและประเมินโครงการ ขั้นดำเนินโครงงานนี้หากเป็นการศึกษานอกชั้น เรียนครูอาจต้องเป็นผู้นำ เด็กไปศึกษาด้วย ตนเอง แต่บางกรณีอาจให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมน าเด็กศึกษาด้วยขึ้นอยู่กับขั้นเริ่มต้นว่าครูกับเด็ก จะมีข้อกำหนดตกลงกันอย่างไร ในขั้นนี้หากมี การศึกษานอกสถานที่มีการสัมภาษณ์บุคคลครูจำเป็นต้องเตรียมเด็กให้คำแนะนาเกี่ยวกับการปฏิบัติ ตน การแต่งตัว การเตรียมคำถามสิ่งที่ต้องศึกษา ระยะที่ 4 สรุปโครงการในการสอนแบบโครงการแต่ ละโครงการ ครูกับเด็กต้องวางแผนสรุป โครงการ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการประเมินผลโครงการทบทวน การปฏิบัติและวางแผนโครงการใหม่ถ้ามีโครงการต่อเนื่องในขั้นสรุปโครงการนี้มีวิธีปฏิบัติหลายวิธี กล่าวคือ วิธีที่ 1 ให้เด็กนำผลงานที่ได้รับมอบหมายมาแสดงต่อครู แล้วอภิปรายประเด็นปัญหา แนวทางการศึกษาที่ได้กระทำไป เด็กวิเคราะห์ผลงาน ครูแนะนำ ให้ข้อคิดเห็นตัดสินความก้าวหน้า แล้วสรุป วิธีที่ 2 ให้เด็กนำเสนอผลงานที่ศึกษาในรูปของการจัดแสดง นำเสนอผลงานแล้วร่วมกัน ตัดสินผลงาน อภิปรายผล การจัดกิจกรรมแสดงผลงานนี้อาจเชิญบุคคลภายนอก ผู้ปกครองเข้าร่วม ชมได้ ซึ่งกิจกรรมสรุปจะจัดเป็นนิทรรศการ การสาธิตผลงาน การแสดงและกิจกรรมอื่นๆ ที่เด็ก ต้องการนำเสนอ หลังจากที่แสดงผลงานแล้วครูกับเด็กจะร่วมกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้อีกครั้งหนึ่งเพื่อ เชื่อมโยงสู่ความคิดโครงการศึกษาใหม่ๆ ต่อไป นิภา เกษตรสมบูรณ์ (2558 : 47) ได้สรุปการจัดประสบการณ์แบบโครงการแบ่งขั้นตอน การ ดำเนินกิจกรรมในโครงการออกเป็นระยะในการดำเนินโครงการ โดยส่วนใหญ่นักเรียนมีความ สนใจใน การท ากิจกรรมโครงการ ทุกคนให้ความร่วมมือในโครงการ โดยแบ่งขั้นตอน 3 ระยะ ที่คือ ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ และระยะที่ 3 สรุปโครงการ
23 สรุปได้ว่าการจัดประสบการณ์แบบโครงการแบ่งขั้นตอนออกเป็น 3 ระยะได้แก่ ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการเป็นขั้นตอนของการเชิญชวนเด็กให้คิดเรื่องที่จะเรียนด้วยการเรียนการสอนแบบ โครงการที่สำคัญคือการเลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องมาจากความสนใจของเด็ก ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ เป็นขั้นของการกำหนดจุดประสงค์ของโครงการว่าต้องการเรียนรู้อะไร กำหนดขอบเขตเนื้อหาที่ต้อง ศึกษาระยะเวลาและวิธีการศึกษาและระยะที่ 3 สรุปโครงการเป็นระยะสรุปเหตุการณ์รวมถึง การเตรียมการสอนการเสนอรายงานและผลที่ได้ในรูปแบบของการจัดแสดง การค้นพบ การจัดทำ สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง 2.3.5 ความสำคัญของการจัดประสบการณ์แบบโครงการ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของการจัดประสบการณ์แบบโครงการ มีนักการศึกษาได้กล่าวไว้ ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 104-105) กล่าวว่า การเรียนด้วยการทำโครงการเป็น การเรียน ในแนวกว้างและลุ่มลึกที่เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้ได้จากเรื่องที่ตนหรือกลุ่มสนใจด้วย การสืบค้นหา คำตอบด้วยการลงมือปฏิบัติและหาประสบการณ์จากปรากฏการณ์จริงด้วยตนเองจาก การอ่าน การวาดภาพ การจัด การสร้างเรื่อง การเขียน การสังเกต ที่เกิดจากกระบวนการสังเกต รวบรวมข้อมูล สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่สนใจเรียนรู้ รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศึกษาดูงาน จากแหล่งเรียนรู้ ในชุมชนและรายงานผล ประมวลข้อค้นพบที่ได้เรียนรู้ซึ่งโดยกระบวนการนี้ช่วยให้เด็กสามารถ พัฒนาการเรียนรู้ได้หลากหลายดังนี้1. ภาษา ได้จากการบันทึกงานร่วมกัน การรายงานกลุ่ม การ อภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นในกลุ่ม และระหว่างกลุ่ม 2. สังคม ได้จากการไปทัศนศึกษาร่วมกับ เพื่อนได้มีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานหรือสถานที่ที่ ไปทัศนศึกษา ได้เห็นภาพและการเรียนรู้ เด็กได้ พัฒนาสติปัญญา ทักษะทางสังคมและการทำงาน ร่วมกันในระหว่างการจัดทำโครงการที่กำหนดศึกษา 3. ความรู้ด้านเหตุผล ทักษะคณิตศาสตร์และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เด็กจะได้มาอย่าง บูรณาการจาก กิจกรรมต่าง ๆ ที่ท าตามโครงการเด็กที่เข้าร่วมโครงการจะได้พัฒนาค าถามการคิดค้น การแก้ปัญหา ที่ตนสนใจอย่างมีหลักการและเหตุผล 4. ทักษะการสังเกตเป็นทักษะที่เด็กจะได้มากรวมทั้งวิธีการเก็บ ข้อมูลและการน าเสนอที่ สำคัญเด็กจะได้รับการพัฒนาความรู้สึกที่ดีต่อการทำงานร่วมกัน วัฒนา มัคคสมัน (2554 : 15-16) กล่าวถึง การสอนแบบโครงการ เป็นหนึ่งในหลายๆ รูปแบบ หลายวิธีการจัดการเรียนการสอนนั้น ซึ่งได้ให้ความสำคัญของการสอนแบบโครงการไว้ดังนี้ 1. เด็ก ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องนั้นด้วยกระบวนการ คิดและแก้ปัญหา ของเด็กเอง จนพบคำตอบที่ต้องการ 2. เรื่องที่ศึกษากำหนดโดยเด็กเอง 3. ประเด็นที่ศึกษา เกิดจาก ข้อสงสัยหรือปัญหาของเด็กเอง4. เด็กได้มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่ศึกษา โดยการสังเกตอย่าง
24 ใกล้ชิดกับแหล่งความรู้เบื้องต้น 5. ระยะเวลาการสอนยาวนานอย่างเพียงพอตามความสนใจของเด็ก 6. เด็กได้ประสบทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จในการศึกษา ตามกระบวนการแก้ปัญหา ของเด็ก 7. ความรู้ใหม่ที่ได้จากกระบวนการศึกษาและการแก้ปัญหาของเด็ก เป็นสิ่งที่เด็กใช้กำหนด ประเด็น ศึกษาขึ้นใหม่ หรือใช้ปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กต้องการ 8. เด็กได้นำเสนอกระบวนการศึกษาและผลงานต่อ คนอื่น 9. ครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้หรือกำหนดกิจกรรมให้เด็กท าแต่เป็นผู้กระตุ้นให้เด็กใช้ภาษา หรือ สัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อจัดระบบความคิดและสนับสนุนให้เด็กใช้ความรู้ ทักษะที่มีอยู่คิดแก้ปัญหา ด้วย ตนเอง ยุพา ศิริรักษ์ (2558 : 36-37) สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์แบบโครงการมีความสำคัญ ต่อ เด็กปฐมวัย เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง ลง มือปฏิบัติด้วยตนเอง ในสถานการณ์จริงช่วยส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการทักษะด้านต่างๆ เช่น ทักษะ การ แก้ปัญหา ทักษะการเขียน การอ่านทักษะการคิด และทักษะการสังเกต สรุปได้ว่าการเรียนด้วยการท าโครงการเป็นการเรียนในแนวกว้างและลุ่มลึกที่เด็กปฐมวัย สามารถเรียนรู้ได้จากเรื่องที่ตนหรือกลุ่ม สนใจด้วยการสืบค้นหาค าตอบด้วยการลงมือปฏิบัติและหา ประสบการณ์จากปรากฏการณ์จริงด้วย ตนเองกระบวนการนี้ช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ หลากหลายได้แก่ ภาษา ทักษะทางสังคม ความรู้ด้านเหตุผล ทักษะคณิตศาสตร์และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทักษะการสังเกตเป็นทักษะที่เด็กจะ ได้มากที่สุดและที่สำคัญเด็กจะได้รับการพัฒนา ความรู้สึกที่ดีต่อการทำงานร่วมกัน 2.3.6. หลักการจัดประสบการณ์แบบโครงการ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับหลักการจัดประสบการณ์แบบโครงการ มีนักการศึกษากล่าวไว้ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 95-97) กล่าวถึง หลักการจัดประสบการณ์แบบโครงการว่า เกิด จากพื้นฐานปรัชญาพัฒนานิยมที่เน้นให้เด็กเรียนรู้จากการกระทำ และได้ประสบการณ์จริงเป็น การ เรียนรู้อย่างลุ่มลึกในเรื่องที่เด็กสนใจแล้วครูพิจารณาว่ามีคุณค่าแก่การเรียนรู้เมื่อเด็กเข้าโครงการ เด็ก จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากประเด็นเรื่องที่ตนสนใจด้วยการศึกษาจากสถานการณ์จริง 1. หัวข้อการ เรียนเกิดมาจากความสนใจและประสบการณ์ของเด็กซึ่งครูเห็นแล้วว่าคุณค่า ต่อการเรียนรู้2. ประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็ก เด็กต้องได้สัมผัสและมีประสบการณ์ตรงและสถานที่ จริงในเรื่องที่ สนใจเรียนและสถานการณ์จริงที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ได้สัมผัสกับวัตถุสิ่งของใน ขณะเดียวกัน ได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สังคมและสิ่งแวดล้อมขณะศึกษาค้นคว้าด้วย 3. ประสบการณ์เรียนรู้ที่จัด ให้กับเด็กต้องต่อเนื่องและมีเวลาเพียงพอไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ในชั้นเรียนหรือการศึกษานอกสถานที่
25 4. เนื้อหาของโครงการเกิดจากความเข้าใจของเด็ก เด็กได้คิดได้เรียนรู้เองตามกระบวนการ ศึกษา อย่างมีขั้นตอนสามารถพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้จากความสนใจและข้อค้นพบของเด็ก 5. บทบาทของ ครูต้องเป็นผู้ช่วยเหลือ ผู้ร่วมงานและผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของกันและกัน 6. การจัดกิจกรรมในโครงการที่เป็นกลุ่มเล็ก เด็กสามารถ ศึกษาได้ลึกซึ้งกว่าการทำโครงการกับเด็กที่เป็นกลุ่มใหญ่ในการด าเนินโครงการเรียนและการจัด ประสบการณ์ต้องสอดคล้องกับอายุเด็ก 7. การบอกขั้นตอนการท ากิจกรรมให้เด็กได้รับรู้เป็นสิ่งที่ท าให้เด็กสามารถประเมิน ความก้าวหน้าของโครงการและมีส่วนช่วยกันพัฒนาโครงการต่อไปได้ดีขึ้น วัฒนา มัคคสมัน (2554 : 38-39) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบ การ สอนแบบโครงการนี้เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตรมีอิสระเสรีให้ เกียรติให้ความสำคัญแก่เด็กในฐานะคนคนหนึ่งที่มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกคน สร้างความรู้สึกที่มั่นคง กล้า คิด กล้าแสดง กล้าลงมือทา ครูเป็นผู้คอยให้การสนับสนุน คอยช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ ครูจะ ไม่ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แต่จะเป็นผู้จัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียน และเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่เอื้อให้เด็ก ได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมในเรื่องราวที่เป็นความสนใจและท้าทายความสามารถของเด็ก ให้โอกาส เด็ก ได้ค้นพบและเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับสิ่งของ เรื่องราวสถานที่ บุคคลและเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในชุมชนของเด็ก ตามวิธีการของแต่ละบุคคล เปิดโอกาสให้เด็กได้ประเมินผลการท างานของ ตนเอง ได้เห็นพัฒนาการความสำเร็จและล้มเหลวของตน ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลย้อนกลับในทางบวก และ คอยแนะนำ ช่วยเหลือให้เด็กได้ประสบผลสำเร็จในการท ากิจกรรม โดยมีหลักการสำคัญของการสอน แบบโครงการ ดังนี้1. เด็กศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องนั้นด้วย กระบวนการ คิดและแก้ปัญหาของเด็กเอง จนพบค าตอบที่ต้องการ 2. เรื่องที่ศึกษากำหนดโดยเด็ก เอง 3. ประเด็นที่ศึกษา เกิดจากข้อสงสัยหรือปัญหาของเด็กเอง 4. เด็กได้รับประสบการณ์ตรงกับเรื่อง ที่ศึกษาโดยการสังเกตอย่างใกล้ชิดจากแหล่งความรู้เบื้องต้น 5. ระยะเวลาการสอนยาวนานอย่าง เพียงพอตามความสนใจของเด็ก 6. เด็กได้ประสบทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จในการศึกษา ตาม กระบวนการแก้ปัญหา ของเด็ก 7. ความรู้ใหม่ที่ได้จากกระบวนการศึกษาและการแก้ปัญหาของเด็ก เป็นสิ่งที่เด็กใช้ก าหนด ประเด็นศึกษาขึ้นใหม่ หรือใช้ปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กต้องการ 8. เด็กได้น าเสนอ กระบวนการศึกษาและผลงานต่อคนอื่น 9. ครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้หรือกำหนดกิจกรรมให้เด็กทำ แต่เป็นผู้กระตุ้นให้เด็กใช้ภาษา หรือสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อจัดระบบความคิดและสนับสนุนให้เด็กใช้ ความรู้ ทักษะที่มีอยู่คิดแก้ปัญหา ด้วยตัวเอง
26 ทิศนา แขมมณี(2556 : 138-139; อ้างอิงจาก Guzdial, M, 1998 : 47-71) กล่าวว่า การใช้ โครงการหรือโครงงานในการสอนตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อและหลักการต่อไปนี้1. โครงการหรือ โครงงาน เป็นกิจกรรมที่มีบริบทจริงเชื่อมโยงอยู่ ดังนั้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น จึงสัมพันธ์กับความเป็นจริง สามารถนา ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง จึงเป็นการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ ต่อผู้เรียน 2. การให้ผู้เรียน ทำโครงการหรือโครงงาน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าสู่กระบวนการ สืบสอบ (Process of inqiry) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนต้องใช้การคิดขั้นสูงที่ซับซ้อนขึ้น ดังนั้น จึงเป็นช่องทางที่ดีในการพัฒนา กระบวนการทางสติปัญญาของผู้เรียน 3. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงการเป็นหลัก ช่วยให้ ผู้เรียนได้ผลิตงานที่เป็น รูปธรรมออกมา ผลผลิตที่แสดงออกถึงความรู้ความคิดของผู้เรียนนี้ สามารถ นำมาอภิปราย แลกเปลี่ยนและวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งผลการวิจัยทางด้านสติปัญญาและ การเรียนรู้ได้ชี้ชัด ว่าการเรียนรู้จะพัฒนาขึ้นหากความรู้และทักษะต่างๆ สามารถแสดงออกให้เห็นได้ อย่างชัดเจน 4. การแสดงผลงานต่อสาธารณชน สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และการทำางาน ให้แก่ผู้เรียนได้ซึ่งแรงจูงใจจะมีผลต่อความใส่ใจ ความกระตือรือร้น และความอดทนในการแสวงหา ความรู้การศึกษาความรู้และการใช้ความรู้5. การให้ผู้เรียนทำโครงการหรือโครงงาน นอกจากจะช่วย ให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะ กระบวนการในการสืบสอบและการแก้ปัญหาแล้ว ยังสามารถช่วยดึงศักยภาพ ต่างๆ ที่อยู่ในตัวผู้เรียน ออกมาใช้ประโยชน์ด้วย ยุพา ศิริรักษ์ (2558 : 41) จากการศึกษาหลักการจัดประสบการณ์แบบโครงการดังกล่าว สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์แบบโครงการ เป็นการจัดกิจกรรมที่เกิดจากเรื่องที่เด็กสนใจ ซึ่งเป็น เรื่องใกล้ตัวเด็กและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจ าวันของเด็ก โดยเด็กต้องการสืบค้นหาคำตอบในสิ่งที่ตน อยากรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงในสถานการณ์จริงตามความสามารถของตนเอง อาจจะสำเร็จหรือ ล้มเหลวก็ได้ และนำผลงานเสนอเป็นรูปธรรมต่อสาธารชนต่อไป ทั้งนี้โดยครูเป็นผู้ดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในขณะทำโครงการเท่านั้น สรุปได้ว่าหลักการจัดประสบการณ์ แบบโครงการดังกล่าว สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์ แบบโครงการ เป็นการจัดกิจกรรมที่เกิดจาก เรื่องที่เด็กสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กและเกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจ าวันของเด็ก โดยเด็กต้องการสืบ ค้นหาค าตอบในสิ่งที่ตนอยากรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ในสถานการณ์จริงตามความสามารถของ ตนเองนอกจากจะช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะกระบวนการใน การสืบสอบและการแก้ปัญหาแล้ว ยังช่วย ดึงศักยภาพต่างๆ ที่อยู่ในตัวเด็กออกมาใช้ประโยชน์ด้วย
27 2.3.7. กิจกรรมที่สำคัญในการจัดประสบการณ์แบบโครงการ จากการศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่สำคัญในการจัดประสบการณ์แบบโครงการ มีนักการศึกษากล่าวไว้ ดังนี้ ชาร์ด (จิราภรณ์ วสุวัต. 2540: 64–65; อ้างอิงจาก Chard. 1992) ได้เสนอกิจกรรมที่ สำคัญ ในโครงการไว้5 กิจกรรม คือ 1. กิจกรรมการพูดคุยสนทนา สำหรับเด็กปฐมวัย การพูดคุยสนทนาเป็น กิจกรรมที่สำคัญ มากเพราะน ามาสู่การพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะการพูดคุย แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นร่วมกันในชั้น เรียนหรือในกลุ่มเล็ก จะช่วยให้เด็กพัฒนาความคิดได้ดีขึ้นและช่วยแก้ไขปัญหา ต่างๆ ในโครงการ รวมถึงการเปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกทางความคิด และรับรู้ความคิดของผู้อื่น 2. กิจกรรมการปฏิบัติงานภาคสนามหรือ การทัศนศึกษา เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ได้รับ ประสบการณ์ตรงจากการกระท า การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งของ รวมถึงการไปทัศนศึกษา สถานที่ ต่างๆ ที่จะทำให้เด็กได้ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่ศึกษา การปฏิบัติงานภาคสนามจึงเป็น โอกาสที่ เด็กจะได้เห็น ได้ฟัง ได้ดู ได้สัมผัส ได้ดมกลิ่น ได้ชิมรส กับสิ่งที่สนใจ จึงเป็นเสมือน การค้นคว้าทดลอง ซึ่งการท างานในภาคสนามหรือการทัศนศึกษาอาจอยู่ในบริเวณโรงเรียน 3. กิจกรรมน าเสนอ เป็น กิจกรรมที่เด็กถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์ที่มีเกี่ยวกับหัวข้อ โดยน าเสนอใน รูปแบบต่างๆ เช่น การวาด การปั้น การประดิษฐ์การสร้าง การแสดง การร้องเพลง และอื่นๆ 4. กิจกรรมค้นคว้า เป็นกิจกรรมที่เด็กได้แสวงหาความรู้อย่างหลากหลาย จากแหล่งข้อมูล ปฐมภูมิเช่น ของจริง และทุติยภูมิเช่น หนังสือ สื่อการเรียนรู้ต่างๆ กิจกรรมการค้นคว้าจะท ำให้เด็กได้พัฒนา ความรู้ทางวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ และสนับสนุนการทำงานในโครงการให้บรรลุ เป้าหมาย 5. กิจกรรมการจัดแสดง เป็นกิจกรรมที่เด็กได้นำเสนอผลงานที่ทำในโครงการออกเผยแพร่ และทำให้ บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ครู เพื่อนๆ และผู้สนใจได้เข้าใจการเรียนรู้ ในโครงการโดย ส่วนใหญ่กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในระยะสิ้นสุดโครงการ ในรูปแบบนิทรรศการ การแสดงผลงาน การแสดง ละคร บทบาทสมมติการสาธิตผลงาน เป็นต้น กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 96) กล่าวว่า กิจกรรมที่สำคัญในการจัดประสบการณ์แบบ โครงการ มี4 กิจกรรม ดังนี้1. กิจกรรมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน เป็นกิจกรรมที่ เด็กจะใช้ตั้งแต่เริ่ม โครงการจนถึงสิ้นสุดโครงการ 2. กิจกรรมทัศนศึกษา เป็นกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ สัมผัส รับรู้สังเกต และมีปฏิสัมพันธ์จากสิ่งที่ปรากฏอยู่จริงด้วยตัวของตัวเอง ณ สถานที่จริง ซึ่งอาจ อยู่ในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียนก็ได้3. กิจกรรมสืบค้น เป็นกิจกรรมที่เด็กจะต้องทำการค้นคว้าเพื่อหา
28 ข้อความรู้ที่ตนต้องการ อาจมาจากหนังสือ บุคคล สถานที่ ด้ายการอ่าน การถาม การสนทนาเพื่อให้ ได้ข้อมูลลุ่มลึกสามารถ นำมาสนับสนุนโครงการให้บรรลุเป้าหมาย 4. กิจกรรมน าเสนอผลงานซึ่งอา จน าเสนอโดยการอธิบาย บรรยายหรือจัดแสดง เมื่อสิ้นสุด โครงการเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรู้ความ เข้าใจในสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จากโครงการสรุปได้ว่ากิจกรรมที่สำคัญในการจัดประสบการณ์แบบ โครงการประกอบด้วย1) กิจกรรมสนทนาซักถามและอภิปรายกลุ่มแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น 2) กิจกรรมนำเสนอประสบการณ์เดิมด้วยการวาดภาพ เล่าเรื่อง ปั้นดินน้ ามัน ประดิษฐ์ หรือสร้าง ผลงานและเล่นบทบาทสมสติ3) กิจกรรมสืบค้น ได้แก่การตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน การสังเกต การ อ่าน การรับฟัง เป็นต้น 4) กิจกรรมภาคปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ประสบการณ์ตรงจากการ มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและบุคคลต่างๆ เพื่อน าไปสู่ความรู้และประสบการณ์ใหม่กิจกรรมน า เสนอผลงาน ได้แก่ การนำเสนอผลงาน โดยการอธิบาย สาธิตหรือการจัดนิทรรศการแสดงผลงานเมื่อ สิ้นสุด โครงการ สรุปได้ว่ากิจกรรมที่สำคัญในการจัดประสบการณ์แบบโครงการ มีกิจกรรมดังนี้ กิจกรรม สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน กิจกรรมทัศนศึกษา กิจกรรมสืบค้นและ กิจกรรมน าเสนอ ผลงานซึ่งอาจนำเสนอโดยการอธิบาย บรรยายหรือจัดแสดง เมื่อสิ้นสุดโครงการเพื่อ แสดงให้เห็นถึง ความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จากโครงการ 2.3.8 บทบาทของครูในการจัดประสบการณ์แบบโครงการสาหรับเด็กปฐมวัย จากการศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของครูในการจัดประสบการณ์ แบบโครงการสำหรับเด็ก ปฐมวัยมีผู้กล่าวไว้ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ ( 2551 : 103-104) กล่าวว่า การสอนแบบโครงการเป็นความสนใจ ของ เด็ก เป็นแรงจูงใจภายในที่เกิดจากความต้องการของเด็ก เด็กคิด กระท า สืบค้น เรียนรู้และ ประเมิน ความสำเร็จของตนเอง ในการสอนแบบโครงการ ครูมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญดังนี้1. เป็นผู้อำนวยการ เรียนรู้ด้วยการสนับสนุนสื่ออุปกรณ์ การนำและการพาเด็กไปศึกษา นอกสถานที่ การให้คำปรึกษา แนะนำ ที่นำไปสู่เป้าหมายที่เด็กต้องการเรียนรู้2. เป็นผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้จากการค้นพบด้วย การมีส่วนร่วมในการศึกษานับจาก การวางแผนโครงการ ก าหนดจุดประสงค์การดำเนินกิจกรรมการ เรียนรู้ในฐานะผู้ประสานงาน การ ติดต่อวิทยากร ติดต่อกับผู้ปกครองเพื่อแจ้งการเรียนของเด็ก การ เรียนรู้ของเด็กและผลงานที่เกิดจาก การเรียน 3. เป็นผู้กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ด้วยการ นำ พูดสนทนา กระตุ้นการคิดและ การนำเสนอที่ทำให้เด็กสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้ เต็มที่ สนับสนุนให้เด็กเก่งช่วยเด็กอ่อน 4. เป็นผู้สังเกตความก้าวหน้า บันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของ
29 เด็กรวมถึงประมวลข้อความรู้จากผลงานการเรียนของเด็ก ติดตาม ช่วยเหลือในการด าเนินกิจกรรม การเรียนรู้ของเด็กให้ประสบ ผลสำเร็จ 5. เป็นผู้กระตุ้นความคิดริเริ่ม กิจกรรมในการสอนแบบ โครงการเหมือนกับการเรียน แก้ปัญหา ต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรือค้นคว้ามาจากผู้มี ประสบการณ์ก็ได้ในบางครั้งอาจมีการสาธิต บรรยาย หรือทบทวนประกอบกันแล้วแต่ความเหมาะสม การสอนแบบนี้ทำให้เกิดความคิด ริเริ่ม ความมีเหตุผล รู้จักค้นคว้าและสามารถปฏิบัติได้จริง วัฒนา มัคคสมัน (2554 : 81-92) กล่าวว่า บทบาทของครูในการจัดประสบการณ์แบบ โครงการสำหรับเด็กปฐมวัย มีดังต่อไปนี้1. การบันทึกค าพูดและพฤติกรรมเด็ก 2. การจัดหาสื่อและ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ในห้องเรียน 3. การขอความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้ปกครองเด็ก 4. การจัด ทัศนศึกษาหรือการสำรวจธรรมชาติ5. กิจกรรมการลงมือปฏิบัติ5.1 ยอมรับความคิดแบบเด็กๆ 5.2 กระตุ้นให้เด็กได้แก้ปัญหาที่เขาประสบด้วยตนเอง 5.3 มั่นใจว่าข้อมูลและกิจกรรมที่เตรียมไว้นั้น เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก5.4 เชื่อว่าการที่เด็กได้ทดลอง ลองผิด ลองถูกและแก้ปัญหาเป็น กระบวนการในการ พัฒนาความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาความคิดรวบยอด 5.5 กระตุ้นให้เด็กได้ท า งานหรือเล่นกับคนอื่นๆ กระตุ้นให้เขาแก้ปัญหาเป็นการท าให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น 6. การเชิญ วิทยากร 7. การให้เด็กพบเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน 8. การประเมินผลการเรียนการสอน วิไล คำชัย (2555 : 32-33) ได้กล่าวถึง บทบาทของครูในการจัดประสบการณ์แบบ โครงการ ไว้ดังนี้1. สร้างสถานการณ์เร้าความสนใจเด็ก2. กระตุ้นคำถามให้เด็กคิด พิจารณา แสดงความ คิดเห็น พูดสนับสนุนหรือโต้แย้งโดยมีเหตุผลประกอบ เล่าเรื่องตามจินตนาการ พูดถ่ายทอดสารที่ ได้รับมาและพูดถูกกาลเทศะตลอดจนคิด วางแผนด าเนินกิจกรรมใน โครงการ 3. จัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์วัสดุสิ่งแวดล้อม บุคคล บรรยากาศตลอดจนแหล่งเรียนรู้ให้เอื้อ ต่อความต้องการในการศึกษา ค้นคว้า 4. จัดกิจกรรมที่เด็กได้ประสบการณ์ตรงโดยลงมือปฏิบัติใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 และ มีคุณค่า แก่เด็ก 5. ให้คำปรึกษาช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแนะนำดูแลความปลอดภัยเสริมกำลังใจ ให้กับ เด็ก 6. ประสานหรือขอความร่วมมือ ความช่วยเหลือจากผู้บริหาร ครูผู้ปกครองชุมชน และเด็ก 7. บันทึกคำพูดและพฤติกรรมของเด็ก 8. ประเมินผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการ สรุปได้ว่า ครูควรมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการจัดประสบการณ์แบบโครงการ ได้แก่ เป็น ผู้อำนวยการเรียนรู้ด้วยการสนับสนุนสื่ออุปกรณ์เป็นผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้จากการค้นพบ ด้วย การมีส่วนร่วมในการศึกษา เป็นผู้กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นผู้สังเกตความก้าวหน้า
30 บันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กรวมถึงประมวลข้อความรู้จากผลงานการเรียนของเด็กและเป็น ผู้ กระตุ้นความคิดริเริ่มซึ่งการสอนแบบนี้ทำให้เกิดความคิดริเริ่ม ความมีเหตุผล รู้จักค้นคว้าและ สามารถปฏิบัติได้จริง 2.4เอกสารเกี่ยวกับทฤษฎีพฤติกรรมแสดงออก ทฤษฎีพฤติกรรมแสดงออก (Assertion Theory) ของทฤษฎีของ คอลเลย์ (Kelley) ได้กล่าว ว่าทฤษฎีกล้าแสดงออกเป็นทฤษฎีการตอบสนองทางพฤติกรรมศาสตร์แบบหนึ่งที่นามาใช้มาก โดย การจัดโปรแกรมการฝึกอบรมให้แก่ผู้ที่มีความประสงค์จะปรับพฤติกรรมของเขา เรียกว่า ทฤษฎีการ ป้องกันสิทธิคือ เป็นการแสดงสิทธิพึงมีพึงได้ของตนเอง โดยไม่เป็นการล่วงละเมิดหรือก้าวก่ายสิทธิ ของผู้อื่น และการแสดงออกที่เหมาะสมในสถานการณ์ทางสังคมหลาย ๆ ด้าน เป็นการสอนให้บุคคลมี พฤติกรรมกล้าแสดงออกที่เหมาะสมด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วนอกจากนอกจากพฤติกรรมกล้าแสดงออกที่ เหมาะสมแล้ว บุคคลอาจตอบสนองสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อีก 2 ลักษณะ คือ พฤติกรรมไม่กล้า แสดงออก และพฤติกรรมก้าวร้าว ทฤษฎีค่านิยม ของ โรคิช ได้กล่าวว่า พฤติกรรมกล้าแสดงออกเป็นความเชื่อทั้งหลายที่มี ร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทาหรือสิ่งที่ควรห้ามด้านวิธีปฏิบัติทั้งหลายที่เป็นอุดมคติและจุดหมาย ปลายทางทั้งหลายที่เป็นอุดมคติในการมีชีวิตอยู่ โดยที่มนุษย์ใช้ความเชื่อ และการปฏิบัติตามความเชื่อ ในทิศทางที่สอดคล้องกับแรงจูงใจในการดำรงอยู่และเพิ่มความนับถือตนเองมากขึ้น นอกจากนั้นยังมี ทฤษฎีการคงตัว ซึ่งสาระของทฤษฎีการคงตัวกล่าวว่า ความเชื่อ หมายถึง ความคิดใด ๆ ว่าเป็นไป ได้หรือแน่ใจเกี่ยวกับมีอยู่-เป็นอยู่การประเมินสิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรห้าม หรือสาเหตุ เจตคติหมายถึง การจัดระบบที่ค่อนข้างคงทนของความเชื่อเกี่ยวกับการมีอยู่-เป็นอยู่ การประเมินสิ่งที่ควรทา สิ่งที่ควร ห้าม หรือสาเหตุที่จัดระบบของที่หมายหนึ่งหรือสถานการณ์หนึ่ง และกําหนดล่วงหน้าให้บุคคลตอบ เสนอต่อ 1) ที่หมายหรือสถานการณ์ว่าตนชอบสิ่งใดมากกว่าสิ่งใด 2) ต่อทุกคนที่บุคคลรับรู้ว่ามีเจตคติ ต่อที่หมายหรือสถานการณ์แตกต่างกัน และ 3) ต่อการควบคุม หรือแรงกดดันทางสังคมที่เจตนาจะ บังคับการแสดงออกให้มีจุดยืนที่เฉพาะเจาะจงต่อที่หมายหรือสถานการณ์ตอบสนองทั้งหมดที่เป็น ความชอบบางอย่างมากกว่าบางสิ่งบางอย่าง จะเห็นว่า แนวคิดกลุ่มนี้ให้ความสําคัญเกี่ยวความเชื่อ ค่านิยม เจตคติอะไรประมาณนี่หละ เพราะถือว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทาให้บุคคลมีพฤติกรรมต่าง ๆ ตาม สถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย ลักษณะของพฤติกรรมกล้าแสดงออก บุคคลจะมีลักษณะของพฤติกรรมกล้าแสดงออกนั้น สามารถแสดงออกเป็นได้หลาย ลักษณะ ดังมีผู้เสนอแนวความคิดดังต่อไปนี้Lange and Jakubowski (1970, อ้างใน สมโภชน์เอี่ยม สุภาษิต, 2541) ได้แบ่งลักษณะของพฤติกรรมกล้าแสดงออกเป็น 6 ลักษณะดังนี้
31 1. การกล้าแสดงออกขั้นพื้นฐาน (Basic Assertion) เป็นการแสดงออกเพื่อรักษาสิทธิ ตลอดจนความเชื่อ ความรู้สึก และความคิดเห็น โดยไม่จําเป็นต้องอาศัยทักษะทางสังคมอื่น ๆ เช่น ความเข้าอกเข้าใจ การเผชิญหน้า การชักจูงใจ เป็นต้น 2. การกล้าแสดงออกในลักษณะเข้าอกเข้าใจ (Empathic Assertion) บ่อยครั้งที่คนเรามี ความต้องการที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกหรือความต้องการที่มากไปกว่าการแสดงออกอย่างปกติวิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อต้องการที่จะสื่อให้รู้ถึงความรู้สึกเข้าอกเข้าใจที่มีต่อบุคคลอื่น การกล้า แสดงออกในลักษณะเข้าอกเข้าใจจึงสมควรที่จะนํามาใช้ลักษณะของประโยคที่แสดงถึงความรู้สึก ดังกล่าวจะประกอบด้วยประโยคที่บอกถึงการรับรู้สภาพการณ์หรือความรู้สึกของบุคคลอื่น และตาม ด้วยประโยคที่ยืนยันถึงสิทธิของผู้พูด 3. การกล้าแสดงออกในลักษณะของการเพิ่มระดับ (Escalating Assertion) ในการแสดง พฤติกรรมกล้าแสดงออกนั้น ควรแสดงความรู้สึกทางลบให้น้อยที่สุดในขณะเดียวกันก็ให้ได้ผลตามที่ ต้องการ แต่ถ้าแสดงออกลักษณะเช่นนี้แล้ว ยังถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอยู่ผู้ที่ละเมิดจึงควรจะค่อย ๆ เพิ่มระดับของความเข้มของพฤติกรรมกล้าแสดงออกขึ้นไป หรือออาจจะใช้การเน้นความมั่นคงของ การพูดของตนเองได้โดยไม่จําเป็นต้องเพิ่มระดับของการกล้าแสดงออก จนอาจจะมีลักษณะใกล้เคียง กับความก้าวร้าว 4. การกล้าแสดงออกในลักษณะการเผชิญหน้า (Confrontive Assertion) เป็นการกล้า แสดงออกที่ใช้เมื่อเห็นคําพูดและการกระทําของบุคคลนั้นไม่ไปด้วยกัน ลักษณะของการกล้าแสดง ลักษณะนี้จะบอกอย่างเป็นวัตถุวิสัยว่าอะไรที่บุคคลได้พูดว่าจะทํา และอะไรที่บุคคลนั้นได้กระทําไป จริง ๆ และหลังจากนั้นจะบอกถึงสิ่งที่ต้องการ การแสดงออกนี้เป็นการพูดไปตามความเป็นจริงที่ เกิดขึ้น โดยไม่มีการตีความหรือประเมินค่าใด ๆ ทั้งสิ้น 5. การกล้าแสดงออกในลักษณะของการใช้ภาษา ผม/ดิฉัน (I-Language Assertion) ภาษา ผม/ดิฉันนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการแสดงออกถึงความรู้สึกทางลบ ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเกิดจาก การที่ผู้อื่นพยายามจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความรู้สึกหรือสิทธิส่วนบุคคลของเขา ตลอดจนความรู้สึกทาง ลบ อันเกิดจากที่ผู้อื่นพยายามยัดเยียดและความคาดหวังของตนให้กับเขาซึ่งประกอบด้วยประโยค 4 ประโยค คือ 1. ประโยคที่บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ผู้พูดบอกว่าพฤติกรรมของบุคคลอย่าง ชัดเจน) 2. ประโยคที่บอกถึงผลที่เกิดขึ้น (ผู้พูดบอกว่าพฤติกรรมของบุคคลมีผลต่อชีวิต หรือ ความรู้สึกของเขาอย่างไร อย่างเป็นรูปธรรม) 3. ประโยคที่แสดงถึงความรู้สึก (ผู้พูดบอกถึงความรู้สึก) 4. ประโยคที่บอกถึงสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น (ผู้พูดบอกว่าเขาต้องการอะไร)
32 6. การกล้าแสดงออกและการชักจูง (Assertion and Persuasion) บ่อยครั้งที่เราต้องการ เสนความคิดเห็นให้เป็นที่ยอมรับในที่ประชุมหรือกลุ่ม โดยไม่แสดงความก้าวร้าวออกมา ซึ่งวิธีการที่จะ เสนอความคิดในกลุ่มให้ได้ผลนั้น จะต้องพิจารณา 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ เวลา และลักษณะของประโยคที่ พูดซึ่งแสดงความจริงใจของผู้พูด นอกจากนี้ Clark (1978, อ้างใน วิชญา ไชยเทพ, 2544) ได้กล่าวถึงการแสดงออกที่เหมาะสม ไว้ว่า 1. การแสดงตนต่อผู้อื่นทั้งด้วยคําพูดและไม่ใช่คําพูดโดยการแสดงออก คือ สามารถพูดแสดง ความรู้สึกด้วยเสียงดังพอสมควร ชัดเจน มีการสบตาคู่สนทนา ในการพูดเกี่ยวกับตนเองสามารถ กล่าวถึงสิ่งที่มีคุณค่าแลtน่าสนใจของตน ไม่ผูกขาดการสนทนา ไม่คุยโอ้อวด หรือนิ่งเฉยคอยฟังแต่ ผู้อื่นพูดอย่างเดียวสบตากับผู้ที่พูดด้วย ไม่หลบสายตา พูดจาทักทายปราศรัย สามารถเริ่มกล่าว สนทนากับผู้อื่นก่อนได้และใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 แทนตนเอง เช่น ดิฉัน ผม ฉัน 2. การพูดแสดงความรู้สึกชัดเจน ตรงไปตรงมา นั่นคือ แสดงสีหน้าเหมาะสม ลักษณะสีหน้า และลักษณะน้ำเสียงสอดคล้องกับความรู้สึกที่แท้จริง ยอมรับคําชมเชยอย่างจริงใจ สามารถใช้คําพูด “ทําไม” ได้โดยใช้น้ำเสียงสุภาพ และไม่ทําหน้าบึ้งตึง สามารถเปิดเผยได้เมื่อมีความคิดเห็นที่ตรงข้าม กับผู้อื่น สามารถแสดงสิทธิอันชอบธรรมและขอให้บุคคลอื่นแสดงตอบด้วยความยุติธรรมโดยไม่ทําลาย สัมพันธภาพ และสามารถขอร้อง อธิบาย หรือแนะนําซ้ำอีกครั้งเพื่อให้มีความชัดเจน 3. มุ่งงาน ไม่หยุดนิ่งเฉย หรือรอคอยโชคชะตา นั่นคือ สามารถทํางานเต็มความสามารถของ ตนมีการวางแผนในการทํางาน รู้จักตั้งเป้าหมายในการทํางาน และทํางานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ ตั้งไว้มีการสร้างนิสัยในการทํางาน กําหนดการทํางานแต่ละชิ้นที่จะทําให้ตนเองพอใจอย่างมีเหตุผล ให้ ความสนใจกับงานที่กําลังทําอยู่ถึงแม้จะไม่ชอบงานบางอย่างแต่ก็สามารถวางแผนทําให้สําเร็จ อีกทั้ง ในขณะทํางานสามารถกล่าวปฏิเสธในเรื่องที่ตนรู้สึกว่าไม่สามารถทําตามคําขอร้องของผู้อื่นได้และเมื่อ ทํางานได้สําเร็จตามเป้าหมายก็มีการให้รางวัลกับตัวเองบ้าง 4. การให้/การยอมรับคําวิจารณ์และการขอความช่วยเหลือ ได้แก่ สามารถรับฟังคําติชมด้วย ความรู้สึกสบายใจ สามารถชมผู้อื่นเมื่อเขาทํากิจกรรมต่าง ๆ ได้สําเร็จ รับผิดชอบต่อข้อบกพร่องของ ตนเองสามารถขอความร่วมมือจากบุคคลอื่นได้สามารถให้ข้อคิดเห็นหรือข้อวิจารณ์แก่ผู้อื่นด้วยท่าที สุภาพ ไม่ก้าวร้าว และพูดด้วยความจริงใจและด้วยความปรารถนาดี 5. การควบคุมความวิตกกังวล ความกลัว และความโกรธ ได้แก่ สามารถยืนยันสิทธิที่พึงมีพึง ได้ของตนเอง แสดงความไม่เห็นด้วยโดยไม่รู้สึกผิดหรือรู้สึกไม่สบายใจในภายหลัง สามารถแสดงความ โกรธออกมาได้โดยไม่เก็บกดหรือแสดงความก้าวร้าว สามารถจัดการกับปัญหา กับคําพูดเยาะเย้ย เสียดสีจากบุคคลอื่น และสามารถขจัดความกลัวที่เกิดจากความเชื่ออย่างไม่มีเหตุผลจากแนวคิดที่ กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า ลักษณะของพฤติกรรมกล้าแสดงออกเป็นความสามารถของบุคคลในการ
33 รักษาสิทธิความเชื่อความรู้สึก ความคิดเห็น เป็นการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกทางหน้าตา ท่าทาง การใช้ภาษาในการสื่อความในประโยค และมีความสามารถในการดําเนินการสนทนา ยุติการสนทนา กล่าวคําขอร้อง หรือกล่าวคําปฏิเสธได้ถูกต้องเหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์ จุดประสงค์ของการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก วิมพ์วิภา ถาสกุล (2550) ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกไว้ 4 ข้อ ดังนี้ 1. เพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมกล้าแสดงออก 2. ส่งเสริมความสามารถในการสื่อสาร 3. เพิ่มความเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าของตน 4. ส่งเสริมให้บุคคลมีเจตคติความรู้สึก และการกระทํากับบุคคลอื่นในทางบวก วิธีการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก พฤติกรรมกล้าแสดงออกนั้นเป็นพฤติกรรมที่สามารถฝึกให้เกิดขึ้นในแต่ละบุคคลได้โดย เลือกใช้วิธีการในการฝึกได้อย่างหลากหลาย ดังที่มีผู้เสนอไว้ดังนี้ Alberti & Emmons (1986, อ้างใน กัญญารัตน์วงศ์เชษฐ, 2543) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ การฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกไว้ว่า ผู้เข้ารับการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกจะต้องได้รับการฝึกเป็น พิเศษในเรื่องต่อไปนี้ 1. การประสานสายตา (Eye Contact) คือ การมองของบุคคลที่พูดอย่างตรงไปตรงมาและ มองประสานตาอย่างสม่ำเสมอ 2. การวางตัว (Body Posture) เป็นลักษณะการเผชิญหน้า การยืน หรือนั่งที่เป็นไปอย่าง เหมาะสม ซึ่งจะทําให้เรื่องราวที่พูดมีน้ําหนักมากยิ่งขึ้น 3. การแสดงท่าทาง (Gesture) ที่เหมาะสม จะทําให้เรื่องราวที่พูดมีความหนักแน่นยิ่งขึ้น 4. การแสดงออกทางใบหน้า (Facial Expression) ได้สอดคล้องกับเรื่องที่จะพูดหรือเรื่องที่ กําลังพูด ซึ่งเป็นการแสดงพฤติกรรมกล้าแสดงออกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 5. น้ำาเสียง การเปลี่ยนถ้อยคําและระดับเสียง (Voice Tone Inflection and Volume) การพูดเสียงเรียบ กระซิบเบา ๆ จะเป็นการยากในการชักจูงให้ผู้อื่นเชื่อถือได้โดยไม่ต้องบังคับ 6. จังหวะในการพูด (Timing) การเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการพูดเป็นสิ่งที่จําเป็นซึ่งส่งผล ทําให้ประสบความสําเร็จได้ในส่วนหนึ่ง 7. เนื้อหาที่จะพูด (Content) บุคคลมักมีความลังเลใจเนื่องจากไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจึงต้องมี การฝึกการพูดในบางสิ่งบางอย่าง เพื่อที่จะให้ผู้ฟังได้รู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของผู้พูดในขณะนั้นได้ 8. การฟัง (Listening) การแสดงให้ผู้พูดทราบถึงความสนใจฟัง การสะท้อนความคิดเห็น การแสดงสีหน้า ท่าทางที่เหมาะสมในขณะนั้น
34 สมพร สุทัศนีย์ (2541) ก็เสนอแนะวิธีการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกสอดคล้องกัน คือ การ ฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกควรฝึกให้ผู้มีปัญหาแสดงออกทางสีหน้า และวาจาให้คนอื่นรู้ว่ากําลังมี ความทุกข์ความสุข หรือความไม่พอใจต่อบุคคลหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์รู้จัก แสดงความคิดเห็นโต้แย้ง เมื่อไม่เห็นด้วยกับความคิดของผู้อื่น รวมทั้งแสดงความรู้สึก “เห็นด้วย” กับ การที่บุคคลอื่นแสดงความชื่นชมตนเอง และใช้สรรพนามแทนตนเองว่า ฉัน ข้าพเจ้า เพื่อเป็นการย้ํา ความมั่นใจฉะนั้นการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก ควรฝึกในด้านการแสดงความรู้สึกทางด้านภาษาพูด และการแสดงออกทางสีหน้า กิริยาท่าทาง อย่างถูกต้องเหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์ ขั้นตอนในการดําเนินการ ในการพัฒนาพฤติกรรมกล้าแสดงออกนั้น ควรมีการวางแผนในการดําเนินการ และกําหนด ขั้นตอนในการฝึกไว้เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับบุคคลที่ต้องการจะพัฒนา และ เหมาะสมกับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ สมโภชน์เอี่ยมสุภาษิต (2541) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการดําเนินการพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ 1. กําหนดสถานการณ์ที่ทําให้บุคคลนั้นมีปัญหาในการแสดงออกให้เฉพาะเจาะจง เนื่องจาก ความเชื่อพื้นฐานว่า พฤติกรรมการกล้าแสดงออกนั้นมิใช่เป็นลักษณะที่แสดงออกในทุกสถานการณ์ หากแต่ควรแสดงออกในบางสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น ซึ่งสภาพการณ์ที่เจาะจงนั้นควรจะ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการกระทําหรือคําพูดของบุคคลในเหตุการณ์นั้น 2. สอนให้บุคคลสามารถแยกแยะได้ระหว่างพฤติกรรมกล้าแสดงออก (Assertive Behavior) พฤติกรรมก้าวร้าว (Aggressive Behavior) และพฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก (Non – assertive Behavior) เพื่อให้เข้าใจลักษณะพฤติกรรมแต่ละประเภท ความแตกต่าง พร้อมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากการ แสดงพฤติกรรมดังกล่าว 3. พัฒนาความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมการกล้าแสดงออก สิทธิส่วนบุคคล และสิทธิ ของผู้อื่นเพราะหลายคนมีความเชื่อว่าการกล้าแสดงออกจะนํามาซึ่งความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน จึงควร ชี้แจงให้เข้าใจว่าทําไมถึงต้องแสดงพฤติกรรมในลักษณะของการแสดงออกแทนที่จะแสดงออกอย่างที่ เคยกระทํานอกจากนี้ควรชี้แนะให้รู้จักแยกแยะว่าอะไรคือสิทธิส่วนบุคคล และอะไรคือสิทธิของผู้อื่น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วการฝึกการกล้าแสดงออกอาจนําไปสู่การก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น 4. พัฒนาทักษะการแสดงออกในด้านทักษะทั่วไป และทักษะเฉพาะเจาะจง ทักษะทั่วไปมีอยู่6 ด้าน คือ 1. การประสานสายตา เป็นการมองสบตาผู้ร่วมสนทนาขณะพูด เพื่อแสดงว่าผู้พูดมีความ จริงใจ 2. น้ำเสียงที่พูดควรพูดให้ชัดเจน น้ำเสียงพอเหมาะไม่ดังหรือเบาจนเกินไป
35 3. การวางท่าทางควรวางให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ไม่เคร่งขรึมจนดูเหมือนเครียด หรือผ่อนคลายมากจนดูไม่จริงจัง 4. การแสดงออกทางสีหน้าให้สอดคล้องกับความรู้สึกที่ต้องการสื่อ หรือสิ่งที่กําลังพูดอยู่ในขณะนั้น 5. แสดงออกในเวลาที่เหมาะสม 6. เนื้อหาในการพูด การแสดงออก จะไม่ได้รับความสนใจถ้าเนื้อหาที่พูดมีลักษณะ ของการตําหนิกว้างเกินไป หรืออ่อนแอเกินไป ซึ่งเนื้อหาที่พูดควรจะให้ชัดเจน เฉพาะเจาะจงและ ตรงไปตรงมาทักษะเฉพาะอย่างมี 12 ลักษณะ คือ 1. การพูดอย่างกล้าแสดงออก เป็นประโยคที่พูดเพื่อแสดงสิทธิของตน หรือเป็นการ ย้ำว่าจะต้องได้การตอบสนองที่เท่าเทียมกันและยุติธรรม 2. การแสดงออกซึ่งความรู้สึกชอบ หรือไม่ชอบอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และ หลีกเลี่ยงการเก็บกดความรู้สึก แต่ต้องระวังไว้ว่าการแสดงออกมากเกินไปตลอดเวลานั้นอาจเกิด ปัญหาได้เช่นกัน 3. การพูดจาทักทาย ควรฝึกพูดทักทาย หรือฝึกยิ้มให้กับบุคคลอื่น 4. การแสดงออกไม่เห็นด้วย เมื่อมีความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับคนอื่น ควรจะมีการ แสดงออกอย่างจริงจัง และมีท่าทีที่สุภาพ 5. การใช้คําถามเพื่อถามถึงเหตุผล เมื่อถูกขอร้องให้ทําในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล บุคคลควร จะถามว่าทําไมเขาต้องทําตาม และไม่ควรยุติการเรียกร้องจนกว่าจะได้รับคําตอบที่ดีพอ 6. ฝึกการพูดเกี่ยวกับตนเอง เพราะบางครั้งบุคคลที่ไม่กล้าแสดงออกจะรู้สึกว่า ตนเองไม่มีค่าและผู้อื่นจะเบื่อหน่ายที่ต้องฟังเรื่องของตนเอง ดังนั้นจึงควรฝึกที่จะพูดเกี่ยวกับตัวเขา และประสบการณ์ของเขาด้วยท่าทีที่น่าสนใจ เพื่อที่จะได้รับการตอบสนองดีขึ้น 7. การให้รางวัลแก่บุคคลอื่นสําหรับคําเยินยอของเขา คนที่กล้าแสดงออกจะต้องรู้จัก รับคําเยินยอด้วยการบอกว่า “ขอบคุณ” อย่างง่าย ๆ หรืออาจเยินยอกลับคืน การปฏิเสธคําเยินยอนั้น ดูเหมือนจะเป็นการสบประมาท และทําให้ผู้พูดเกิดความอับอายได้ 8. หลีกเลี่ยงการให้เหตุผลต่อความคิดเห็น โดยเฉพาะกับบุคคลที่ชอบถกเถียง แต่ ควรได้รับการฝึกรู้จักให้ข้อเสนอแนะเพื่อการยุติการสนทนา 9. มองคู่สนทนาที่ตา การที่จะให้เห็นว่าบุคคลใดมีพฤติกรรมกล้าแสดงออกนั้นการ มองตาคู่สนทนานับว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมวิธีการหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ฝึกการกล้าแสดงออกควรมีพฤติกรรม ดังกล่าว ถ้าพบว่าการมองตาคู่สนทนาทําให้เกิดความกระวนกระวายใจ หรือไม่สบายใจ การฝึกผ่อน คลายอาจช่วยได้ฝึกให้บุคคลพูดย้ำจุดสําคัญครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอาการที่สงบ หรือกล่าวหาใครโดยไม่ มีการออกนอกประเด็น เป็นประโยชน์อย่างมากที่ใช้กับคนแปลกหน้า หรือคนที่ชอบหลีกเลี่ยงความ รับผิดชอบ หรือผู้ที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็นในการสนทนาออกไป
36 11. ฝึกให้บุคคลค้นหาสิ่งที่เห็นด้วยกับผู้ที่กล่าวหา หรือต่อว่าเขาด้วยคําพูด ซึ่งวิธีนี้ บางครั้งเรียกว่าเป็นการปลดอาวุธ เพื่อช่วยให้บุคคลที่กําลังโกรธมีอารมณ์เย็นลง 12. การใช้ผม/ดิฉัน สื่อความ เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้าน โกรธหรือเจ็บปวดโดยไม่ จําเป็น 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้ ธีระวรรณ ผุสิงห์และ นนทชนนปภพ ปาลินทรการ (2565:บทคัดย่อ) วิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยโดยการเล่นบทบาทสมมติและ 2) เปรียบเทียบทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยโดยการเล่นบทบาทสมมติก่อนและหลังการจัด ประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 3-4 ปีที่ก าลังศึกษา ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนปทุมวิทยากร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาอุบลราชธานีเขต1 จำนวน 1 ห้อง นักเรียน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random Sampling) ใช้เวลาในการทดลองรวม 4 สัปดาห์ ในวันจันทร์ - วันศุกร์ วันละ40 นาที เวลา09.20 – 10.00 น. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเล่นบทบาท สมมติจำนวน 20 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างด้วยค่าทีแบบกลุ่ม ตัวอย่างไม่อิสระ ต่อกัน (dependent-samples t-test analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะทาง ภาษาของเด็กปฐมวัย หลังการจัดประสบการณ์โดยใช้การเล่นบทบาทสมมติสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรม 2) หลังการจัดประสบการณ์โดยใช้การเล่นบทบาทสมมติเด็กปฐมวัยมีทักษะ ทางภาษาของเด็ก ปฐมวัยสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ณัฐรุจา ท่าโทม (2565:บทคัดย่อ)การวิจิยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ พฤติกรรมทางสังคมของเด็กอนุบาลในห้องเรียนพหุวัฒนธรรมก่อนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติและ เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมบทบาทสมมติประชากรคือเด็กอนุบาลอายุ5 -6 ปีที่กา ลงัศึกษาอยู่ใน ระดับชั้นอนุบาลปีที่3 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2564 กลุ่มสหเมืองชลบุรี1 โดยมีเด็กต่างวัฒนธรรมเรียนร่วม ในห้องเรียน ประกอบด้วย 3 โรงเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน รวม 36 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรโดย การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่มด้วยวิธีการจับฉลากมา 1 โรงเรียน ได้แก่เด็กอนุบาลอายุ5 - 6 ปีโรงเรียนวัดบางเป้ง (กุหลาบราษฎร์อำนวยวิทย์) จำนวน 12 คน และกา หนดให้สมาชิกในห้องเรียนดงัก ล่าวทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยใช้เวลาในการทดลองจัดประสบการณ์กิจกรรมบทบาทสมมติครั้ง
37 ละ40 นาทีติดต่อกันสัปดาห์ละ4 ครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์เครื่องมือที่ใช้ได้แก่แผนการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมทางสังคมของเด็กอนุบาลในห้องเรียนพหุ วัฒนธรรม จำนวน 32 แผน และแบบประเมินพฤติกรรมทางสังคมของเด็กอนุบาลในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม โดยใช้มาตรประมาณค่าแบบบรรยาย 3 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับจุดประสงค์ (IOC) ตั้งแต่ .67 -1.00 และค่าความเชื่อมนั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที(t-test) และดัชนีประสิทธิผล(E.I.) ผลการวิจัย พบว่า 1) เด็กอนุบาลมี พฤติกรรมทางสังคมในห้องเรียนพหุวัฒนธรรมโดยรวม ก่อนการทดลองอยู่ในระดับควรส่งเสริม หลังการ ทดลองอยู่ในระดับดีและพฤติกรรมทางสังคมในห้องเรียนพหุวัฒนธรรมรายด้าน ได้แก่ ด้านการช่วยเหลือ ด้านการแบ่งปัน และด้านการร่วมมือก่อนการทดลองอยู่ในระดับควรส่งเสริม หลังการทดลองอยู่ในระดับดี2) เด็กอนุบาลมีพฤติกรรมทางสังคมในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมบทบาทสมมติมีค่าเท่ากับ 0.9318 ซึ่ง หมายความว่า เด็กอนุบาลมีพฤติกรรมทางสังคมในห้องเรียนพหุวัฒนธรรมที่สูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ93.18 ผลการวิจัยนี้สนับสนุนว่าการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติสามารถเสริมสร้างพฤติกรรมทางสังคมของเด็กอนุบาล ในห้องเรียนพหุวัฒนธรรมได้ ธีระวรรณ ผุสิงห์(2565:บทคัดย่อ)การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนา ทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยโดยการเล่นบทบาทสมมติ และ 2) เปรียบเทียบทักษะทางภาษาของเด็ก ปฐมวัยโดยการเล่นบทบาทสมมติก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็ก ปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 3-4 ปีที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนปทุมวิทยากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานีเขต 1 จำนวน 1 ห้อง นักเรียน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random Sampling) ใช้เวลาในการทดลองรวม 4 สัปดาห์ ในวันจันทร์ -วันศุกร์ วันละ 40 นาที เวลา 09.20 –10.00 น. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ การเล่นบทบาทสมมติ จำนวน 20 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างด้วยค่าทีแบบกลุ่ม ตัวอย่างไม่อิสระ ต่อกัน (dependent-samples t-test analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะทางภาษาของ เด็กปฐมวัย หลังการจัดประสบการณ์โดยใช้การเล่นบทบาทสมมติสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม 2) หลังการจัด ประสบการณ์โดยใช้การเล่นบทบาทสมมติ เด็กปฐมวัยมีทักษะ ทางภาษาของเด็กปฐมวัยสูงขึ้นกว่าก่อนการจัด กิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
38 สุชานาฏไชยวรรณะ และ วไลพร เมฆไตรรัตน์ (2563:บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1)สร้างและพัฒนานวัตกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านชุดกิจกรรมการเล่นละคร และบทบาทสมมติ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) ศึกษาผลการ ใช้นวัตกรรมก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่ใช้นวัตกรรมวิธีดาเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น2ขั้นตอนได้แก่ตอนที่1สร้างและพัฒนานวัตกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านชุดกิจกรรม การเล่นละครและบทบาทสมมติ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก ตอนที่ 2 การทดลองใช้นวัตกรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กปฐมวัยและครูปฐมวัยโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสา นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต1 ที่ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จำนวน เด็กปฐมวัย 318 คน และครู 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย โดยการใช้นวัตกรรมการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านชุดกิจกรรมการเล่นละครและบทบาทสมมติในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) แบบประเมิน ระดับทักษะการคิดเชิงบริหารสำหรับเด็กปฐมวัย 3) แบบประเมินความพึงพอใจของครูในการใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test Dependent)ผลการวิจัยพบว่า1)ผลการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่าน ชุดกิจกรรมการเล่นละครและบทบาทสมมติ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยในโรงเรียน ขนาดเล็ก ไปตามเกณฑ์ 80/80 ได้ผลคือ E1 มีค่าเท่ากับ 87.56 และ E2 มีค่าเท่ากับ 86.032)เด็กปฐมวัยมี ทักษะการคิดเชิงบริหาร หลังการใช้นวัตกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านชุดกิจกรรมการเล่นละคร และบทบาทสมมติสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3)ความพึงพอใจของครู ที่ใช้นวัตกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านชุดกิจกรรมการเล่นละครและบทบาทสมมติ เพื่อส่งเสริม ทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในระดับมากที่สุด สินีนาฎ แสงแพง และ ปัทมาวดี เล่ห์มงคล (2562:บทคัดย่อ) การศึกษาครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ บทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความเป็น พลเมืองในเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ เด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 4-5 ปี กำลังศึกษาอยู่ใน ระดับชั้นอนุบาล 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ (พิบูลบำรุง) ตำบลบางศรี เมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนการจัดกิจกรรม การเล่านิทานประกอบบทบาทสมมติ จำนวน 12 แผน และแบบทดสอบความเป็น พลเมืองในเด็ก ปฐมวัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า เด็ก
39 ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบบทบาท สมมติ มีความเป็นพลเมืองสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรมการเล่านิทานประกอบบทบาทสมมติ งานวิจัยต่างประเทศ Havens (2019) ได้ทำการศึกษาการใช้บทบาทสมมติเพื่อสอนทักษะทางสังคมในการ แสดงออกทางอารมณ์ของเด็กในห้องเรียนอนุบาล ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เด็กอนุบาล ในเมือง Midwest ประกอบด้วยเด็กอายุ5-6 ปีจำนวน 19คน ในจา นวน 19คน นั้น อายุ5ขวบ 7คนและอายุ 6 ขวบ 12 คน และมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเป็นชาวแอฟริกัน ดำเนินการศึกษาเป็นระยะเวลาห้าสัปดาห์ ทำการทดสอบเพื่อ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในแต่ละสัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า ก่อนการใช้บทบาทสมมติ เด็กในห้องเรียนอนุบาล มีทักษะทางสังคมในการแสดงออกทางอารมณ์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.33 หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7 กล ่ าวได ้ ว ่ า เด ็ กอน ุ บาลม ี ท ั กษะทางส ั งคมในการแสด งออกทา งอา รมณ ์ ท ี ่ ด ี ขึ้น มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 Colling (1923 อ้างอิงจาก Knoll, 1996 : 199-223) ได้ศึกษาวิจัยโดยใช้การจัด ประสบการณ์แบบ โครงการในระยะแรกของการพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบ โครงการขึ้นพบว่า เด็กในกลุ่ม ทดลองที่ใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงการสามารถทำคะแนนการ สอบด้วยแบบทดสอบมาตรฐานที่เน้น การเขียน การอ่านและคณิตศาสตร์ ได้สูงกว่าเด็กในกลุ่มควบคุม ที่มาจากการสอนที่เน้นการอ่านเขียนโดยตรง และมีทักษะทางสังคม มีทัศนคติที่ดีและประพฤติเอื้อเฟื้อสังคม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากว่ากลุ่มควบคุม Kaur ( 1973 : 186-A) ได้วัดผลทักษะเชิงวิทยาศาสตร์ ด้านการสังเกตและการจำแนก ประเภทโดย สร้างแบบทดสอบวัดทักษะการสังเกตและการจำแนกประเภทสา หรับนักเรียนเกรด 1 และเกรด 3 เพื่อหา ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการสังเกตและการจำแนกประเภทผลการวิจัยพบว่า นักเรียนเกรด 3 สามารถ บรรยายได้ชัดเจนและรัดกุมกว่านักเรียนเกรด 1 ส่วน นักเรียนเกรด 1 และเกรด 3 มีทักษะในการจำแนก ประเภทไม่ต่างกัน สำหรับทักษะการสังเกตและการจำแนกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะเห็นว่ามีรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่หลากหลายที่ ส่งผลต่อ การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูและผู้เกี่ยวข้องควรให้ความสนใจและควร ส่งเสริมให้กับเด็กเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการจัดกิจกรรมที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อมที่มีความหลากหลายโดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกและมีการกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ตามพัฒนาการและตามธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้น การจัด ประสบการณ์แบบโครงการ (Project
40 Approach) ควบคู่สารนิทัศน์โดยใช้บริบทเป็นฐานเป็น กระบวนการหนึ่งที่พัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านรวมมิตรได้และสามารถเป็นแนวทางให้ผู้ที่ เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยใช้เป็นแนวทางใน การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ให้กับเด็กปฐมวัยต่อไป