The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by P'Peach P'Peach, 2024-03-13 10:28:38

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัย

41 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)) ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีการ ดำเนินการวิจัย ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 ขอบเขตของการวิจัย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบล ท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำนวน 10 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำนวน 10 คน ซึ่ง ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงจากเด็กทุกคนในห้องที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน


42 3.2 ขอบเขตการวิจัย ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่จะใช้ในการวิจัยคือ การจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach)จำนวน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่1 วางแผนและเริ่มต้นโครงการ ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ ระยะที่ 3 สรุปผลโครงการ ขอบเขตด้านรูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกลุ่มเดียวทดลองก่อนเรียนและหลัง เรียน (One Group Pretest Posttest Design (Fitz-Gibbon, 1987, 113) ซึ่งมีรูปแบบการวิจัยดังนี้ สัญลักษณ์ ที่ใช้ในรูปแบบการวิจัย ทดสอบก่อน กิจกรรม/วิธีจัดกิจกรรม ทดสอบหลัง T1 X T2 T1 หมายถึง การประเมินทักษะก่อนการจัดกิจกรรม X หมายถึง การจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) T2 หมายถึง การประเมินทักษะหลังการจัดกิจกรรม ขอบเขตด้านระยะเวลา ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ระยะเวลา ของการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2566 ถึงเดือน สิงหาคม 2566 จำนวน 4 วัน/สัปดาห์ รวมทั้งหมด16 วัน วันละประมาณ 30 นาที ขอบเขตด้านสถานที่ โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออก ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่3 เรืองแก้วมังกร จำนวน 1 แผน 3.3.2 แบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กปฐมวัย 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. ทักษะด้านการพูด 2. ทักษะด้านการแสดงความคิดเห็น 3. ทักษะด้านการด้านอารมณ์และความรู้สึก 3.4 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.4.1 การสร้างแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนา ทักษะการกล้าแสดงออก เรื่องแก้วมังกร ใช้แนวทางของ ของพิกุล เกิดปลั่ง(2554) ดังนี้


43 1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช2560 (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560) เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องการสอนแบบโครงการของพิกุลเกิดปลั่ง(2554) 2. ศึกษาวิธีการสร้างแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) ของพิกุล เกิดปลั่ง (2554) และเอกสารความรู้จากโรงเรียนเกษมพิทยา 3. ออกแบบแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อ พัฒนาทักษะการกล้าแสดงออก โดยยึดหลักการจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และแนวทางการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) โครงการแก้วมังกร จำนวน 1 แผน 4. สร้างแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เรื่อง แก้ว มังกร โดยมีส่วนประกอบ ดังนี้ 1. สาระสำคัญ 2. มาตรฐาน/ตัวบ่งชี้/สภาพที่พึงประสงค์ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 4. สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย สาระที่ควรเรียนรู้และประสบการณ์สำคัญ 5. แนวทางการจัดประสบการณ์รูปแบบโครงการ (Project Approach) -ระยะที่ 1 ระยะวางแผนและเริ่มต้นโครงการ -ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ -ระยะที่ 3 สรุปผลโครงการ 6. แบบสังเกตพฤติกรรม 7. บันทึกหลังการจัดประสบการณ์ 8. บันทึกความเห็นของผู้บริหาร 5. นำแผนแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้ว มังกร เสนอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องตามหลักการ แนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบการจัด ประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) แก้วมังกร โดยกำหนดเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ 5 หมายถึง ดีมาก 4 หมายถึง ดี 3 หมายถึง ปานกลาง 2 หมายถึง ปรับปรุง 1 หมายถึง ใช้ได้


44 และกำหนดเกณฑ์ในการแปลผลของการประเมินแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้วมังกร ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 อยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 อยู่ในระดับปรับปรุง ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 ควรจัดทำใหม่ ซึ่งได้กำหนดค่าเฉลี่ยไว้ที่ 3.50 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้ ผลการประเมินแผนจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย 1) นายประสิทธิ์ ศรีกุล (ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก่งม่วง) 2) นางนิตยา ศรีกุล (ครูพี่เลี้ยง) 3) นางอัลปรียา พรมวิเศษ (ครูโรงเรียนบ้านแก่งม่วง) กำหนเกณฑ์ในการแปลผลของการประเมินแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้วมังกร มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.00 – 5.00 ถือว่าเครื่องมือนี้สามารถนำไปใช้ได้ 6. ปรับปรุงแก้ไขการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้ว มังกร ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 7. นำการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้วมังกร ไป ทดลองใช้กับเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแก่งม่วง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย 3.4.2 การสร้างแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก การสร้างแบบประเมินทักษะการกล้า แสดงออก ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ผู้วิจัยสร้างแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก โดยการอ้างอิงจากแบบ ประเมินทักษะการกล้าแสดงออก (นภัสวรรณ สิงหพล. 2565) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบ ประเมินทักษะการกล้าแสดงออก 2. สร้างแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก ประกอบไปด้วย 1. ทักษะด้านการพูด 3 คะแนน เด็กสามารถพูดได้ราบเรียบมีความเร็วและมีความสม่ำเสมอใน การพูด โดยไม่เขินอาย 2 คะแนน เด็กสามารถพูดแล้วหยุดบ้าง ไม่ค่อยความสม่ำเสมอเขินอายเพียง เล็กน้อย


45 1 คะแนน เด็กสามารถพูดได้ไม่สม่ำเสมอ บางประโยคพูดไม่จบประโยคมี ความเขินอาย 2. ทักษะด้านการแสดงความคิดเห็น 3 คะแนน เด็กกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพเมื่อครูให้แสดงความ คิดเห็นโดยไม่ต้องให้ครูเรียกชื่อ 2 คะแนน เด็กกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพเมื่อครูให้แสดงความ คิดเห็น โดยให้ครูเรียกชื่อ 1 คะแนน เด็กหลบตาครูเมื่อครูขอความคิดเห็นจากเด็กนักเรียน แต่ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ 3.ทักษะด้านการด้านอารมณ์และความรู้สึก 3คะแนน เด็กยิ้มตอบรับและกล่าวขอบคุณเมื่อเพื่อนและครูชม หรือแสดงความคิดเห็น 2 คะแนน เด็กยิ้มหรือหัวเราะย่างจริงใจให้ครูรับรู้ได้ เมื่อบทบาทที่แสดง หรือสนุก 1 คะแนน เด็กยิ้มเมื่อเพื่อนเล่นบทบาทสมมุติที่สนุกหรือตลก สรุปผลการประเมิน ระดับคุณภาพ 3 คะแนน 6-9 อยู่ในเกณฑ์ดี ระดับคุณภาพ 2 คะแนน 3-6 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ระดับคุณภาพ 1 คะแนน 1-3 อยู่ในเกณฑ์ปรับปรุง เกณฑ์การผ่าน มีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์พอใช้ (ระดับ 2) ขึ้นไป 3. นำแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก และคู่มือดำเนินการวัดที่สร้างขึ้น เสนอ ต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อ ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามข้อคำถาม และให้สอดคล้องทางพฤติกรรม จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1) นายประสิทธิ์ ศรีกุล (ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก่งม่วง) 2) นางนิตยา ศรีกุล (ครูพี่เลี้ยง) 3) นางอัลปรียา พรมวิเศษ (ครูโรงเรียนบ้านแก่งม่วง)


46 4. หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก โดยนำ แบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พิจารณาลงความเห็นและให้คะแนน ดังนี้ +1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าสอดคล้อง 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่แน่ใจ -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่สอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์ โดยใช้เกณฑ์ค่าดัชนี ความสอดคล้องที่มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป ซึ่งได้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) 0.83 5. นำแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก ที่สร้างขึ้นและปรับปรุงแก้ไขแล้ว ดำเนินการจัดทำเป็นฉบับ สมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย 6. นำแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก ที่สร้างขึ้นและปรับปรุงแก้ไขแล้ว ดำเนินการจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5.1ผู้วิจัยดำเนินการประเมินทักษะการกล้าแสดงออกก่อนการจัดประสบการณ์โดยใช้แบบ ประเมินทักษะการกล้าแสดงออก โดยผู้วิจัยเป็นผู้ประเมินทักษะกล้าแสดงออกด้วยตนเอง 3.5.2 ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดประสบการณ์โดยใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 1 แผน 3.5.3 ขณะทำกิจกรรมตามแผน ผู้วิจัยสังเกตระหว่างเรียน 3.5.4 เมื่อสิ้นสุดการทดลองผู้วิจัยดำเนินการประเมินทักษะการกล้าแสดงออกหลังการจัด ประสบการณ์โดยใช้แบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก ชุดเดียวกันกับที่ใช้ประเมินทักษะการกล้า แสดงออกก่อนการทดลอง โดยผู้วิจัยเป็นผู้ประเมินทักษะการกล้าแสดงออกด้วยตนเอง 3.5.5 นำข้อมูลแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออกก่อนและหลังการจัดประสบการณ์แบบ โครงการ (Project Approach) ไปวิเคราะห์ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6.1 การวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งเชิงปริมาณโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา


47 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.7.1 ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย (X ) ใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2553, หน้า 104) N X X = X = ค่าเฉลี่ยของคะแนน X = ผลรวมของคะแนน N = จำนวน 3.7.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตร ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด, 2545, หน้า 103) ( ) ( 1) S.D. 2 2 − − = N N N x x S.D. = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (X - X) = ผลรวมของคะแนนลบด้วยคะแนนเฉลี่ย N = จำนวน 3.7.3 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ การหาความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ด้วยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC: Index of Item Objective Congruence) โดยมี เกณฑ์การพิจารณา ค่า IOC ที่มีค่า 0.50 ขึ้น ไป ใช้สูตร (สุวิมล ติรกานันท์, 2551, หน้า 148) N R IOC = เมื่อ IOC แทน ค่าความสอดคล้องของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ ในแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ


48 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่องการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนา ทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอ ภูเรือ จังหวัดเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 มี วัตถุประสงค์เพื่อผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการ กล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โดยการการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)ผู้วิจัยได้นำเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ 3. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย X แทน คะแนนเฉลี่ย (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) T แทน ค่าสถิตที่ใช้พิจารณาใน Paired Samples Test


49 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ 1. ผลการการวิจัยตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 คือ เพื่อพัฒนากิจกรรมการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) ส่งเสริมพัฒนาทักษะการกล้าแสดงออก พบว่า ผู้วิจัยได้ สร้างเครื่องมือ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก โดย ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ได้ ดังนี้ 1.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) จำนวน 1 โครงการ และได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ประเมินคุณภาพ ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการประเมินพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพ ความเหมาะค่าเฉลี่ย 4.00 – 5.00 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 สรุปผลการประเมินคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย จากผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัยเรื่อง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนาทักษะการกล้า แสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย รายการประเมิน คะแนนการพิจารณา ของผู้เชี่ยวชาญ ผลรวม คะแนน ค่าเฉลี่ย ความคิดเห็น 1 2 3 1. สอดคล้องกับมาตรฐาน/ตัวบ่งชี้/สภาพที่พึงประสงค์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 5 4 5 14 4.66 ดี 2. สอดคล้องกับสาระสำคัญที่ควรเรียนรู้และ ประสบการณ์สำคัญ 5 5 5 15 5 ดีมาก 3. สอดคล้องกับชื่อเรื่องงานวิจัย 5 4 5 14 4.66 ดี 4. สอดคล้องกับกิจกรรม 6 หลักของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย 5 5 4 14 4.66 ดี 5. ภาษาที่ใช้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย 4 4 4 12 4.00 พอใช้ 6. ระบุพัฒนาการที่ต้องการพัฒนาได้ชัดเจน 4 5 5 14 4.66 ดี 7. เหมาะสมกับเวลาและวัยของผู้เรียน 5 5 3 13 4.33 ดี 8. กิจกรรมสอดคล้องกับพัฒนาการที่จะพัฒนา 5 4 3 12 3.66 พอใช้ 9. กิจกรรมสอดคล้องกับจุดประสงค์งานวิจัย 5 5 4 14 4.66 ดีมาก 10. กิจกรรมสอดคล้องกับเนื้อหา 5 5 4 14 4.66 ดีมาก 11. กิจกรรมลำดับขั้นตอนง่ายไปหายาก 4 4 5 13 4.33 ดี


50 สรุปตารางที่ 1 สรุปผลการประเมินคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ประเมินคุณภาพความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการประเมินพบว่า แผนการ จัดการเรียนรู้มีคุณภาพความเหมาะค่าเฉลี่ย 4.00 – 5.00 1.2 การสร้างแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก จำนวน 3 ข้อ และได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ประเมินคุณภาพหาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมิน ผลการประเมินพบว่า แบบ ประเมินพฤติกรรมมีค่าความเชื่อมั่น (IOC) อยู่ระดับ 0.83 เครื่องมือมีคุณภาพเหมาะสมที่สามารถ นำไปทดลองใช้ได้ดังตารางที่ 2 รายการประเมิน คะแนนการพิจารณา ของผู้เชี่ยวชาญ ผลรวม คะแนน ค่าเฉลี่ย ความคิดเห็น 1 2 3 12. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม 4 5 5 14 4.66 ดี 13. สื่อการสอนมีความสอดคล้องกับกิจกรรม 5 5 5 15 5 ดีมาก 14. สื่อการสอนสอดคล้องกับเนื้อหาและวัยของผู้เรียน 5 4 3 12 4.00 พอใช้ 15. สื่อการสอนมีความน่าสนใจ/เร้าความสนใจของ ผู้เรียน 5 5 4 14 4.33 ดี 16. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการใช้สื่อการสอน 5 5 5 15 5 ดีมาก 17. มีองค์ประกอบของแผนการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ครบถ้วน 4 4 5 15 5 ดีมาก 18. แผนการจัดประสบการณ์สามารถนำไปจัดกิจกรรม ได้จริง 4 4 5 13 4.33 ดี 19. การวัดผลและประเมินผลสอดคล้องกับเนื้อหาและ กิจกรรม 5 5 5 15 5 ดี 20. โดยภาพรวมแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ มีความสอดคล้องเหมาะสมกับงานวิจัยที่สามารถ นำไปใช้ได้ 5 5 5 15 5 ดีมาก ผลรวม 277 ดีมาก


51 ตารางที่ 2 สรุปดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างเกณฑ์การประเมินกับค่าคะแนนตาม จุดประสงค์ของแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออกจำนวน 16 ข้อ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน รายการประเมิน คะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ ผลรวม ค่าเฉลี่ย/ดัชนี 1 2 3 ความสอดคล้อง 1.ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการพูด) 3 คะแนน เด็กสามารถพูดได้ ราบเรียบมีความเร็วและมีความ สม่ำเสมอในการพูด โดยไม่เขิน อาย 1 1 1 3 1 2. ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการพูด) 2 คะแนน เด็กสามารถพูด แล้วหยุดบ้าง ไม่ค่อยความ สม่ำเสมอเขินอายเพียงเล็กน้อย 1 1 1 3 1 3. ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการพูด) 1 คะแนนเด็กสามารถพูดได้ ไม่สม่ำเสมอ บางประโยคพูดไม่ จบประโยคมีความเขินอาย 0 0 0 0 0.00 4.ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการแสดงความคิดเห็น) 3 คะแนนเด็กกล้าแสดงความ คิดเห็นอย่างสุภาพเมื่อครูให้ แสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้อง ให้ครูเรียกชื่อ 0 1 1 2 0.66 5. ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการแสดงความคิดเห็น) 2คะแนนเด็กกล้าแสดงความ คิดเห็นอย่างสุภาพเมื่อครูให้ 1 0 0 1 0.33


52 รายการประเมิน คะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ ผลรวม ค่าเฉลี่ย/ดัชนี 1 2 3 ความสอดคล้อง แสดงความคิดเห็น โดยให้ครู เรียกชื่อ 6. ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการแสดงความคิดเห็น) 1คะแนนเด็กหลบตาครูเมื่อครู ขอความคิดเห็นจากเด็ก นักเรียน แต่สามารถแสดง ความคิดเห็นได้ 0 1 1 2 0.66 7. ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการด้านอารมณ์และ ความรู้สึก) 3 คะแนนเด็กยิ้มตอบรับและ กล่าวขอบคุณเมื่อเพื่อนและครู ชม หรือแสดงความคิดเห็น 1 1 1 3 1 8. ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการด้านอารมณ์และ ความรู้สึก) 2 คะแนนเด็กยิ้มหรือหัวเราะ1 ย่างจริงใจให้ครูรับรู้ได้เมื่อ บทบาทที่แสดงตลกหรือสนุก 1 1 1 3 1 9. ทักษะการกล้าแสดงออก (ด้านการด้านอารมณ์และ ความรู้สึก) 1 คะแนนเด็กยิ้มเมื่อเพื่อนเล่น บทบาทสมมุติที่สนุกหรือตลก 1 1 1 3 1 10. แบบประเมินสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1 1 1 3 1 11. แบบประเมินมีความ เหมาะสมกับวัยของเด็กปฐมวัย 1 1 1 3 1


53 รายการประเมิน คะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ ผลรวม ค่าเฉลี่ย/ดัชนี 1 2 3 ความสอดคล้อง 12. สามารถประเมินผลโดยใช้ เครื่องมือวัดผลได้เหมาะสม 1 1 1 3 1 13. พัฒนาการที่ประเมินในแต่ ละด้านมีความสอดคล้อง เหมาะสมกับกิจกรรม 1 1 1 3 1 14. เครื่องมือวัดครอบคลุม พัฒนาการตามจุดประสงค์ของ การวิจัย 1 1 1 3 1 15. เครื่องมือวัดครอบคลุมตาม ตัวแปรที่กำหนดในการวิจัย 0 1 1 2 0.66 16. โดยภาพรวมเครื่องมือวัด ประเมินผลมีความสอดคล้อง เหมาะกับกิจกรรมตามแผนการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ 1 1 1 3 1 ผลรวม 38 0.83 สรุปตารางที่ 2 สรุปดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างเกณฑ์การประเมินกับค่าคะแนนตาม จุดประสงค์ของแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก จำนวน 16 ข้อ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ประเมินคุณภาพหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสังเกต ผลการประเมินพบว่า แบบประเมินทักษะการกล้า แสดงออก มีค่าความเชื่อมั่น (IOC) อยู่ระดับ 0.83 2.ผลการการวิจัยตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการกล้าแสดงออก ของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)) ผู้วิจัยได้นำเครื่องที่ผ่านการประเมินคุณภาพแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 4 วัน/สัปดาห์รวมทั้งหมด16 วัน วันละประมาณ 30 นาทีและได้วิเคราะห์ข้อมูลดังนี้


54 2.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มเป้าหมาย ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทั่วไป/เพศ จำนวน ร้อยละ หญิง 5 50 ชาย 5 50 รวม 10 100 สรุปตารางที่ 3 เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน พบว่า เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 50 และเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 50 2.2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ก่อนเรียนและ หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) วิเคราะห์โดยใช้สถิติการทดสอบ T แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) สรุปผลดัง แสดงในตาราง 2 ดังนี้ ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อ พัฒนาทักษะด้านการกล้าแสดงออก การทดสอบ N X S.D t Sig. ก่อนเรียน 10 4.4 1.26 15.23 0.00 หลังเรียน 10 8.2 0.91 .000** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปจากตารางที่ 4 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 หลังการจัด กิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) ผลคะแนนพบว่า มีค่า ระดับคะแนนหลังเรียนอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 8.2 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 เป็นไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้


55 3. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการพูดคุยสัมภาษณ์นักเรียนชั้นอนุบาล 3 ที่ได้ร่วม กิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) แล้วนำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์แล้วนำเสนอข้อมูลโดยการบรรยาย พบว่า นักเรียนชอบกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพราะได้เรียนรู้จากเรื่องที่ตัวเองสนใจ ได้ค้นหาข้อสงสัยหาคำตอบด้วยตนเอง ได้เรียนรู้นอกสถานที่ จึงทำให้เด็กๆเกิดความสนุกสนาน และได้เรียนรู้กับผู้ปกครองของตัวเด็กเอง ทำ ให้เด็กมีความสุข สนุกสนาน ร่าเริงแจ่มใส และเด็กทุกคนให้ความร่วมมือกับกิจกรรมเป็นอย่างดี เด็กมี ความกล้าพูด กล้าแสดงออก สนทนาโต้ตอบ มีความรับผิดชอบ และมีวินัยในตนเองที่ดีมากขึ้น


56 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อพัฒนา ทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ผู้วิจัยได้สรุปผล อภิปรายผลการวิจัยและให้ข้อเสนอแนะดังนี้ 1.สรุปผลการวิจัย วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โดยการการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) พบว่า การสร้างแผนการ จัดการเรียนรู้โดยจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) จำนวน 1 โครงการ และได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ประเมินคุณภาพความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการประเมินพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพความเหมาะค่าเฉลี่ย 4.00 – 5.00 เป็นไปตามที่ กำหนดไว้ และประเมินแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า เครื่องมือมีความเชื่อมั่นสอดคล้อง (IOC) อยู่ระดับ 0.83 เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาล ศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) พบว่า ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน มีเพศชาย จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และเพศหญิง จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อย ละ 50 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 หลังเรียนโดยการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) ผลคะแนนพบว่า มีค่าระดับคะแนนหลังเรียนอยู่ที่ ค่าเฉลี่ย 8.2 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 เป็นไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้


57 2.อภิปรายผล จากการวิจัยเรื่อง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อ พัฒนาทักษะการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ได้ตอบตรงตามวัตถุประสงค์ โดยผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือ ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) และแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออก โดยจัดกิจกรรมจัดการเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้วมังกร โดยผ่านการ ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เครื่องมือทั้งสองชนิดนี้มีคุณภาพเหมาะสมที่จะนำไปทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย(วัฒนา มัคคสมัน, 2554: น. 39) การจัดการเรียนรู้แบบ โครงการ (Project Approach) เป็นการจัดกิจิกรรมการเรียนการสอนภายใต้บรรยากาศที่่เป็นมิตร มีอิ สระเสรี ให้เกียรติ ให้ความสำคัญแก่เด็กในฐานะคนคนหนึ่่งที่่มีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกคน สร้างความ รู้สึกที่่มั่นคง กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าลงมือทำ ครูเป็นผู้คอยให้การสนับสนุนคอยช่วยเหลือเมื่่อ เด็กต้องการ ครูจะไม่เป็น ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่จะเป็นผู้จัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียน และเตรี ยมวัสดุอุปกรณ์ที่่ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมในเรื่่องราวที่่ เป็นความสนใจและท้าทาย ความสามารถของเด็ก ให้โอกาสเด็กได้ค้นพบและเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับสิ่่งของ เรื่่องราว สถานที่่ บุคคลและเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในชุมชน ของเด็ก ตามวิธีการ ของแต่ละบุคคล เปิดโอกาสให้ เด็กได้ประเมินผลการทำงานของตนเอง ได้พัฒนาการความสำเร็จและ ความล้ม เหลวของตน ครูเป็นผู้ ให้ในทางบวก และคอยแนะนำช่วยเหลือให้เด็กได้ประสบผลสำเร็จในการทำกิจกรรม และตอบ วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ก่อนและ หลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) พบว่าข้อมูลทั่วไปของ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน มีเพศชาย จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และเพศหญิง จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 หลังเรียนโดยจัดกิจกรรมจัดประสบการณ์การ เรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)ผลคะแนนพบว่า มีค่าระดับคะแนนหลังเรียนอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 15.23ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 สาเหตุที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน หลังเรียนสูงขึ้น เป็นเพราะนักเรียนได้ร่วมกิจกรรมจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพราะได้เรียนรู้จากเรื่องที่ตัวเองสนใจ ได้ค้นหาข้อสงสัยหาคำตอบด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ นอกสถานที่ จึงทำให้เด็กๆเกิดความสนุกสนาน และได้เรียนรู้กับผู้ปกครองของตัวเด็กเอง ทำให้เด็กมี


58 ความสุข สนุกสนาน ร่าเริงแจ่มใส และเด็กทุกคนให้ความร่วมมือกับกิจกรรมเป็นอย่างดี เด็กมีความ กล้าพูด กล้าแสดงออก สนทนาโต้ตอบ มีความรับผิดชอบ และมีวินัยในตนเองที่ดีมากขึ้น ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยของบุญศิริ นิยมทัศน์ (2564, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาพฤติกรรมการกล้าแสดงออก ในชุมชน ศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54ผลการวิจัยพบว่า 1. ความกล้าแสดงออกโดยรวมของเด็กและเยาวชนในชุมชน ศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมร้อง เล่น เต้น รำ มีการเปลี่ยนไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นใน ระดับมากที่สุด 2. ระดับความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนในชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 ที่มีต่อการจัด กิจกรรมร้อง เล่น เต้น รำ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุดโดยเห็นว่ากิจกรรมทำให้ได้ใช้เวลาว่างให้ เกิดประโยชน์ คิดเป็นร้อยละ 92.60 รองลงมา คือ มีความกล้าแสดงออกมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 92.00 รัก ศรัทธา และต้องการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทยเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 91.40 ได้พบปะ พูด คุย และเล่นกับเพื่อน ๆ และมีความสนิทสนมกับเพื่อน ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมและครูผู้สอนมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 89.40 มีความสุขเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 89.00 ได้ผ่อนคลายจากการเรียน ได้ฝึก ร้องเพลง เต้นและ รำ ซึ่งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตจริงได้ คิดเป็นร้อยละ 88.00 และมีความรู้ เกี่ยวกับการขับร้อง การเต้น และการร่ายรำ เพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 87.40 ตามลำดับนอกจากนี้ยัง สอดคล้องกับงานวิจัยของ รัตภรณ์ อุทุมพร, วณิชชา สิทธิพล (2564, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลผลของ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่มีต่อการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับ ความมั่นใจในตนเองของนักเรียนชั้นอนุบาลก่อนการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะทั้งโดยรวมและราย ด้านอยู่ในระดับปานกลาง ภายหลังกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะทั้งโดยรวมและรายบุคคล มีระดับความ มั่นใจในตนเองอยู่ในระดับดี 2) หลังกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปกรรม ความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ชั้นอนุบาลสูงขึ้นกว่าเดิม โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 การวิจัยนี้ได้ตอบสนองตามนโยบายการแก้ปัญหาของผู้เรียนในชั้นเรียนตาม หลักสูตร การศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สำหรับเด็ก 3 - 6 ปี เพื่อพัฒนาการด้านอารมณ์ มาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งมาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุขซึ่ง ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 มีความรู้สึกที่ ดีต่อตนเองและผู้อื่น สภาพที่พึงประสงค์อายุ 5 -6 ปี3.1.1 แสดงอารมณ์ความรู้สึกได้สอดคล้องกับ สถานการณ์อย่างเหมาะสม กับ 3.2.1 กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) จึงถือได้ว่างานวิจัยชิ้นนี้ได้พัฒนาการกล้าแสดงออกของนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 3 อย่างแท้จริง


59 3. ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการวิจัยครั้งต่อไป 3.1 ควรนำเครื่องมือการวิจัย ซึ่งประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) และแบบประเมินพฤติกรรมไปใช้กับนักเรียนในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ 3.2 แผนการจัดกิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) และแบบประเมิน ที่หลากหลายมากขึ้น


60 บรรณานุกรม


61 บรรณานุกรรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ : กรม วิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2564). การพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม. กรุงเทพฯ: พลัสเพรส. คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ,สำนักงาน. (2542).การประเมินตามสภาพที่แท้จริง .กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ คุรุสภา. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2561). แนวแนะวิธีการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัยตาม สมรรถนะเพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กตามวัย 0-5 ปี. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค. ภัทตรา เมาเตจา (2563). การเสริมสร้างความมั่นใจในการแสดงออกของเด็กนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ ๓ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา เชียงรายเขต 3 สุวิมล วองวาณิช.(2546) การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน, พิมพ์ครั้งที่ 8, กรุงเทพฯ, บริษัทด่านสุท ธาการพิมพ์. สุทธิ์ธนา ขันอาสา. (2550). ความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ แบบโครงงาน. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุชาดา เปลี่ยนสุภาพ. (2550). ทำเนียบสมาบันการศกกษาฉบับโรงเรียนนานาชาติและสองภาษา. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น. วัฒนา มัคคสมัน. (2554). การสอนแบบโครงการ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : วี.พริ้นท์. นิภา เกษตรสมบูรณ์ (2558). ผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการโดยใช้กระบวนการกลุ่มที่มีต่อ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ (ค.ม.) หลักสูตร และการสอน. สงขลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา. ทิศนา แขมมณี. (2560).ศาสตร์ การสอน องค์ความรู้ เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพค์ร้ังที่21). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ยุพา ศิริรักษ์. (2558). ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการที่มีต่อความสามารมด้าน การ สังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัย.


62 กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์มิตร สัมพันธ์กราฟฟิค. วัฒนา มัคคสมัน. (2554). การสอนแบบโครงการ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : วี.พริ้นท์. พัชรี ผลโยธิน. (2556). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทยตามแนวคิดไฮสโคป. กรุงเทพฯ :อัมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. จิราภรณ์วสุวัต. (2540). การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมจริยธรรมทางสังคมของเด็กวัยอนุบาล ตามแนวคิดคอนสตัควิสโดยใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงการ. วิทยานิพนธ์ (ค.ม.) การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ถ่ายเอกสาร วิไล ค าชัย. (2555). ผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการที่มีต่อความสามารมในการพูด. วิทยานิพนธ์ (ค.ม.) การจัดการหลักสูตรและการเรียนรู้. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครสวรรค์. สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. (2541). ทฤษฎีและเทคนิคการปรับพฤติกรรม. พิมพ์ครั้งที่3. กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิมพ์วิภา ถาสกุล. (2550). การใช้กิจกรรมตามทฤษฎีเผชิญความจริงเพื่อเสริมสร้างการกล้าแสดงออก. เชียงใหม่:มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สมพร สุทัศนีย์. (2541). มนุษย์สัมพันธ์.พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ธีระวรรณ ผุสิงห์. และ นนทชนนปภพ ปาลินทร. (2565). การเล่นบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริม พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กปฐมวัย (ค้นหาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 เวลา 19.30) ณัฐรุจา ท่าโทม และ ธีระวรรณ ผุสิงห์ (2565). ผลการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อเสริมสร้าง พฤติกรรมทางสังคมของเด็กอนุบาลในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม (ค้นหาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 เวลา 17.15) กัลยรัตน์ เสงี่ยมแก้ว. (2555). ผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการที่มีต่อทักษะเชิงเหตุผล ของเด็ก ปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ (ค.ม.) การจัดการหลักสูตรและการเรียนรู้. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครสวรรค์ สุชานาฏ ไชยวรรณะ เเละ วไลพร เมฆไตรรันต์. (2563). ผลการใช้นวัตกรรมการอ่านแบบกระบวนการ 3R โดยพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อพัฒนาทักษะ EF สำหรับเด็กปฐมวัย.: มหาวิทยาลัยภัฏน ครสวรรค์


63 สินีนาฎ แสงแพง และปัทมาวดี เล่ห์มงคล (2562). ผลของการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ บทบาทสมมติ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองในเด็กปฐมวัย. วารสารจันทรเกษม สาร,26(1),117-130. สุพัสษา บุพศิริ. (2560).ผลการจัดประสบการณ์การแสดงบทบาทสมมติประกอบการเล่านิทานเพื่อ เสริมสร้างความสามารถทางด้านภาษาและการกล้าแสดงออกของเด็กปฐมวัย.วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาหลักสูตรและการสอน,คณะครุศาสตร์,มหาวิทยาลัยราช ภัฏสกลนคร. Niyomthat, B. (2021). การ จัด กิจกรรม ร้อง เล่น เต้น รำ เพื่อ เสริม สร้าง ความ กล้า แสดงออก ของ เด็ก และ เยาวชน ใน ชุมชน ศาล เจ้าพ่อ สมบุญ 54: การ จัด กิจกรรม ร้อง เล่น เต้น รำ เพื่อ เสริม สร้าง ความ กล้า แสดงออก ของ เด็ก และ เยาวชน ใน ชุมชน ศาล เจ้าพ่อ สม บุญ 54. วารสาร ลวะ ศรี, 5(1), 17-26. Sittipon, W., & Uthumporn, R. (2023). ผล ของ การ จัด กิจกรรม ศิลปะ สร้างสรรค์ ที่ มี ต่อ การ ส่งเสริม ความ เชื่อ มั่น ใน ตนเอง ของ นักเรียน ระดับ ชั้น อนุบาล ปี ที่ 1. Journal of Home Economics Technology and Innovation, 2(1), 21-30. Johnson, (2004). A Web for all reasons: uses and gratifications of Internet components for political information. Telematics and Informatics, 21(3), 197-223. John Dewey.(1969). Philosophy, Education, and Reflective Thinking. In Thomas O.Buford Toward a Philosophy of Education. pp.180-183. Katz; & Chard (1996). Engaging Children’s Milds : The project approach Norwood. NJ : Ablex Booth (1987). Project work. 2 nd ed. Oxford : The Alden Press. Chark. Katz (1993). The hundred languages of children : The Reggio Emilia approach to Early childhood education. Norwood. New York : Ablex. Hartman (1995). “Project work : Supporting children’s need for inquiry” Association For Children Education International. 7(3).


64 ภาคผนวก ก ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล


65


66


67


68 ภาคผนวก ข การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)


69


70 คำนำ การจัดการเรียนรู้แบบโครงการเป็นการจัดการเรียนการสอนที่สนองต่อพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ที่มุ่งเน้นให้ครูผู้สอนส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ความสามารถตาม ธรรมชาติและศักยภาพโดยยึดหลักว่าเด็กทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้พัฒนาตนเองได้และเป็น ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้โดยครูจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจตอบสนองความต้องการตาม ธรรมชาติของผู้เรียนฝึกให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นเรียนรู้สิ่งที่สนใจอย่างลุ่มลึกผ่านกิจกรรมที่ เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นคว้าหาคำตอบ รู้จักตั้งคำถามในสิ่งที่ สงสัย คิด พูดคุย แลกเป ลี่ยนเรียนรู้ แสดงความคิดเห็น และลงความเห็นร่วมกัน เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดี กับครู ผู้ปกครอง เพื่อน และ สิ่งแวดล้อม การจัดการเรียนรู้แบบโครงการเรื่อง แก้วมังกร ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ ๒-๓ โรงเรียน บ้าน แก่งม่วง มีขั้นตอนดังนี้ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการมี ๓ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ การเริ่มต้นโครงการ เป็นระยะการสังเกตหรือสร้างความสนใจในการเรียนให้ เกิดขึ้นในตัวเด็กแล้วตกลงเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อทำการศึกษาอย่างลุ่มลึกต่อไป ระยะที่ ๒ การพัฒนาโครงการ เป็นระยะที่เด็กกำหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ทดสอบ ตรวจสอบ สมมุติฐาน และสรุปข้อความรู้ มีการวางแผน การค้นคว้าและปฏิบัติตามแผนเพื่อ หาคำตอบ รวบรวมข้อมูล เป็นการพัฒนาทักษะและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ระยะที่ ๓ การสรุปโครงการ เป็นระยะที่เด็กค้นพบคำตอบของปัญหาพร้อมที่จะสรุปสิ่ง ที่เรียนรู้และนำเสนอผลงานที่ทำในโครงการ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการจัดนิทรรศการ การแสดง


71 ชื่อโครงการ เรื่อง แก้วมังกรมหัศจรรย์ ๑. บทนำ การจัดการเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ ให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัย มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย เต็มตามศักยภาพ และมีความพร้อมในการ เรียนรู้ต่อไปตรงตาม จุดมุ่งหมาย ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖o ข้อที่ ๔ มีทักษะ การคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการ แสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ซึ่งกำหนดให้เกิดกับเด็กเมื่อ จบการศึกษาระดับการศึกษาปฐมวัย ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดประสบการณ์ การเรียนรู้แบบโครงการเรื่องแก้วมังกร ใน ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ แก่เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๒- ๓ โรงเรียนบ้านแก่งม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๓ โดยเด็กได้เรียนรู้ใน เรื่องที่ตนเองสนใจ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย และหาวิธีการ แสวงหาคำตอบด้วยตนเองอย่างลุ่มลึก เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเน้นให้เด็กเป็นผู้ลงมือ กระทำ ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยครูเป็นผู้อำนวยการความสะดวกและให้ความรู้ แก่เด็ก ๒. วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน ๒. เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการคิด ที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ๓. เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย ๔. เพื่อส่งเสริมให้เด็กแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ๕. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความกระตือรือร้นและเรียนรู้อย่างมีความสุข เป้าหมาย เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลชั้นปีที่ ๒ - ๓ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนบ้านท่าศาลา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๓ เชิงคุณภาพ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ร้อยละ ๘๐ ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ร้อยละ ๘๐ มีทักษะกระบวนการคิด ที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ร้อยละ ๘๐ มีทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม กับวัย เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ร้อยละ ๘๐ สามารถแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ร้อยละ ๘๐ มีความกระตือรือร้นและเรียนรู้อย่างมีความสุข


72 เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ร้อยละ ๘๐ ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ร้อยละ ๘๐ มีทักษะกระบวนการคิด ที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ร้อยละ ๘๐ มีทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม กับวัย เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ร้อยละ ๘๐ สามารถแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย เด็กชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ร้อยละ ๘๐ มีความกระตือรือร้นและเรียนรู้อย่างมีความสุข ๓. ขั้นตอนการทำโครงการและระยะเวลา ระยะเวลา ๔ สัปดาห์ ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม - ๒๐ กันยายน ๒๕๖๖ ๔. สถานที่ - ห้องเรียนชั้นอนุบาลปีที่ ๒-๓ - ห้องสมุด - บริเวณรอบๆ โรงเรียนบ้านแก่งม่วง - สวนแก้วมังกรพ่อเบนช์ บ้านแก่งม่วง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ๕. ผู้รับผิดชอบโครงการ ครูและนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ ๒-๓ โรงเรียนบ้านแก่งม่วง ๖. งบประมาณ ๑,๐๐๐ บาท แนวทาง/ขั้นตอนการดำเนินงาน การจัดการเรียนรู้แบบโครงการเรื่องแก้วมังกร มีกระบวนการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ ระยะที่ ๑ ระยะเริ่มต้นโครงการ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ ๒- ๓ โรงเรียนบ้านแก่งม่วงได้ เรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach โดยการเรียนรู้แบบโครงการนั้นเปิดโอกาสให้เด็กได้นำเสนอ สิ่งที่ตนเองสนใจอยากจะเรียนรู้และได้ทำการลงคะแนนเพื่อหาว่าหัวข้อใดมีเด็กต้องการเรียนรู้มาก ที่สุดจากที่ได้หัวข้อโครงการแล้วเด็กนักเรียนจะร่วมตั้งคำถามเกี่ยวกับหัวข้อโครงการว่าเด็กอยากรู้ เรื่องอะไรบ้าง ระยะที่ ๒ ระยะพัฒนาโครงการ เด็กจะได้รับประสบการณ์ใหม่ด้วยการทำงานกิจกรรมภาคสนามเพื่อสืบค้นความรู้จากแหล่ง เรียนรู้ต่างๆผ่านวิธีการที่หลากหลาย เช่น ศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ โดยการสำรวจ สังเกตต้นแก้วมังกรนอกโรงเรียน ตลาดหรือร้านค้า ได้เล่าประสบการณ์เดิม ผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์


73 การตั้งคำถามที่อยากรู้ แล้วนำ ไปสู่กระบวนการการค้นหาคำตอบ การได้เรียนรู้ความเป็นมาของแก้ว มังกร การได้ทดลองปลูกแก้วมังกรด้วยตนเองและได้เรียนรู้พันธุ์ของแก้วมังกร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พัฒนา ทักษะกระบวนการคิด การสังเกต การได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ความกระตือรือร้น การได้ เล่นและสนุกในการทำกิจกรรม การอภิปรายเพื่อแสดงความเข้าใจในความรู้ใหม่ที่ได้รับ รวมไปถึงการ จัดนิทรรศการ ระยะที่ ๓ ระยะสรุปโครงการ เป็นระยะสรุปโครงการ โดยเด็กและครูร่วมกันวางแผนเพื่อจัดเตรียมนิทรรศการจัดแสดง ความรู้ที่ได้ จากการค้นพบ การนำเสนองานศิลปะที่เด็กได้จัดทำ ทบทวนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประเมิน ผลสำเร็จ โครงการ เชิญผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้ที่สนใจเข้าร่วม


74


75 ปฏิทินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้วมังกร สัปดาห์ที่ วัน/เดือน/ปี โครงการ ระยะที่ กิจกรรมของโครงการ ๑ ๓ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๑ เริ่มโครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กๆ ระดมความคิดว่าอยากเรียนอะไร กิจกรรมที่ ๒ เด็กๆ และครูร่วมกันสรุปว่าอยากเรียนอะไร กิจกรรมที่ ๓ ครูถามกิจกรรมที่เด็กๆ อยากทำเกี่ยวกับแก้วมังกร ๔ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๑ เริ่มโครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูให้เด็กๆ ตั้งคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับแก้วมังกร กิจกรรมที่ ๒ ครูและเด็กระดมความรู้และประสบการณ์เดิม เกี่ยวกับแก้วมังกร ๕ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๑ เริ่มโครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กๆ วาดภาพแก้วมังกรจากประสบการณ์เดิม กิจกรรมที่ ๒ เด็กๆ ปั้นดินน้ำมันจากความคิดสร้างสรรค์ ๖ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูสนทนาเกี่ยวกับที่มาของแก้วมังกร กิจกรรมที่ ๒ ครูและเด็กร่วมกันสรุปถิ่นกำเนิดของแก้วมังกร ๗ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแก้วมังกรว่ามี ส่วนประกอบ อะไรบ้างและมีลักษณะอย่างไรจากห้องสมุดและอินเตอร์เน็ต กิจกรรมที่ ๒ เด็กและครูร่วมกันสรุปส่วนประกอบและลักษณะ ของต้นแก้วมังกร ๒ ๑๐ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูนำแก้วมังกร ๒ สายพันธุ์มาให้เด็กดู ครูให้เด็กเปรียบเทียบความเหมือน ความแตกต่างของแก้วมังกร กิจกรรมที่ ๒ เด็กแกะสลักแก้วมังกร กิจกรรมที่ ๓ นำเสนอผลงาน ๑๑ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับประโยชน์ของ แก้วมังกร กิจกรรมที่ ๒ เด็กและครูร่วมกันเล่นเกมต่อจิ๊กซอว์ภาพแก้วมังกร กิจกรรมที่ ๓ ครูและเด็กร่วมกันสรุปประโยชน์ของแก้วมังกร


76 ปฏิทินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้วมังกร สัปดาห์ที่ วัน/เดือน/ ปี โครงการ ระยะที่ กิจกรรมของโครงการ ๒ ๑๒ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูและเด็กไปศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกเรียน ครูให้เด็ก เปรียบเทียบความเหมือน ความแตกต่าง ส่วนประกอบ ของแก้ว มังกรแต่ละสายพันธุ์ กิจกรรมที่ ๒ เด็กและครูร่วมกันเล่นเกมจัดหมวดหมู่แก้วมังกร ๑๓ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการดูแลแก้วมังกร กิจกรรมที่ ๒ ครูและเด็กร่วมกันปลูกแก้วมังกร ๓ สายพันธุ์ได้แก่ - เนื้อขาวเปลือกแดง - เนื้อแดงเปลือกแดง - เนื้อเหลืองเปลือกเขียว ๑๔ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กและครูร่วมกันเล่นเกมนับย้อยเปลือกแก้วมังกร กิจกรรมที่ ๒ เด็กและครูร่วมกันสรุปการเจริญเติบโตของแก้วมังกร ๓ ๑๗ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการทำน้ำปั่นแก้ว มังกร กิจกรรมที่ ๒ ครูและเด็กร่วมกันทำน้ำปั่นแก้วมังกรและร่วมกัน สรุปการทำกิจกรรม ๑๘ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการทำแก้วมังกร อบแห้ง กิจกรรมที่ ๒ เด็กร่วมกันระบายสีน้ำรูปแก้วมังกรตามจินตนาการ กิจกรรมที่ ๓ เด็กและครูร่วมกันดูคลิปวิดิโอการทำแก้วมังกร อบแห้งร่วมกันสรุปการทำกิจกรรม ๑๙ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการแกะสลักแก้ว มังกร กิจกรรมที่ ๒ เด็กทำกิจกรรมปะ ติด รูปแก้วมังกรจากกระดาษ และวัสดุธรรมชาติ กิจกรรมที่ ๓ เด็กและครูร่วมกันแกะสลักแก้วมังกรและร่วมกัน สรุปการทำกิจกรรม


77 ปฏิทินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เรื่องแก้วมังกร สัปดาห์ที่ วัน/เดือน/ ปี ระยะ โครงการ กิจกรรมของโครงการ ๓ ๒๐ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๒ พัฒนา โครงการ กิจกรรมที่ ๑ ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวการจัดจานผลไม้จาก แก้วมังกร กิจกรรมที่ ๒ เด็กและครูร่วมกันประดิษฐ์หมวกแก้วมังกรจาก กระดาษ กิจกรรมที่ ๓ เด็กและครูร่วมกันทำจัดจานผลไม้จากแก้วมังกร และร่วมกันสรุปการทำกิจกรรม ๔ ๒๔ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๓ สรุปโครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กและครูร่วมกันทำบัตรเชิญชมนิทรรศการ โครงการ(กิจกรรมการจัดนิทรรศการ) ๒๕ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๓ สรุปโครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กและครูร่วมกันทำแผ่นพับโครงการแก้วมังกร ๒๖ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๓ สรุปโครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กและครูร่วมกันจัดทำป้ายนิเทศและเลือกผลงาน กิจกรรมสร้างสรรค์โครงการแก้วมังกร ๒๗ ก.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๓ สรุปโครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กสาธิตการจัดจานผลไม่ด้วยแก้วมังกร ๑ สิ.ค. ๒๕๖๖ ระยะที่ ๓ สรุปโครงการ กิจกรรมที่ ๑ เด็กทำการแสดงบทบาทสมมติในการดูแลแก้ว มังกร กิจกรรมที่ ๒ ผู้ปกครองและครูร่วมกันให้ความรู้บรรยายวิธีปลูก แก้วมังกรและพันธุ์แก้วมังกร


78 ระยะที่ ๑ ระยะเริ่มต้นโครงการ หนูสนใจ (โครงการระยะที่ ๑) ๒. ความรู้เดิมของเด็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เด็ก ๆ สนใจ -เด็ก ๆ อยากจะเรียนรู้เรื่อง อะไร ๔. ความรู้เดิม เกี่ยวกับเรื่องที่เด็ก ๆ จะ ศึกษา -ความรู้ หรือประสบการณ์เดิม ที่เด็กเคย พบเจอในเรื่องอะไรบ้างที่ จะศึกษา ๓. ลงความเห็นในเรื่องที่เด็ก ๆ สนใจ -เด็ก ๆ ร่วมกันลงความเห็น ในเรื่องที่เด็ก ๆ สนใจ อยากจะเรียนมากที่สุด ๕. สรุปเรื่องที่เด็กๆ จะเรียน -เด็ก ๆ ร่วมกันคิดกิจกรรมที่อยากจะ เรียน/อยากทำ เกี่ยวกับเรื่องที่อยาก ศึกษา ๑. ประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับ Project ที่เด็ก ๆ เคยเรียน - Project ที่เด็ก ๆ เคยเรียนมีอะไรบ้าง - เด็ก ๆ เคยพบ เคยเห็น เคยเจอ อะไรมา บ้างในชีวิตประจำวัน


79 ระยะที่ ๑ ระยะเริ่มต้นโครงการ เด็กและครูร่วมกันสรุปแผนผังความคิด เมื่อได้หัวข้อเรื่องที่ต้องการเรียนรู้แล้ว จึงร่วมกันระดมความคิดเป็นแผนผังความคิด


80 ระยะที่ ๒ ระยะพัฒนาโครงการ ๑. ประวัติความป็นมาของแก้วมังกร - ถิ่นกำเนิดของแก้วมังกร ๒. ส่วนประกอบของแก้วมังกร - ราก - ลำต้น - ดอก - ผล ๓. พันธุ์ของแก้วมังกร - เนื้อขาวเปลือกแดง - เนื้อแดงเปลือกแดง - เนื้อเหลืองเปลือกเขียว หนูสนใจ (ระยะที่ ๒) เรื่อง แก้วมังกร ๔. ประโยชน์ของแก้วมังกร - ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย - ช่วยบำรุงผิวพรรณ - ช่วยบำรุงสายตา - ป้องกันโรค ๕. การประกอบอาหารจากแก้วมังกร - น้ำปั่นแก้วมังกร - แก้วมังกรอบแห้ง - จัดจานผลไม้ด้วยแก้วมังกร


81 ระยะที่ ๒ พัฒนาโครงการ เด็ก ๆ ได้สืบค้นความรู้เรื่องของแก้วมังกร จากหนังสือห้องสมุด สืบค้นหาข้อมูลทาง อินเตอร์เน็ตจาก นั้นเด็กๆช่วยกันระดมความคิดค้นหาคำตอบที่ตนสนใจและต้องการเรียนรู้สืบค้น สำรวจจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระยะที่ ๒ นี้เด็ก ๆ ให้ความสนใจค้นคว้าหาคำตอบที่หลากหลายจาก แหล่ง ข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้ ๑. ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแก้วมังกรทางอินเตอร์เน็ตและห้องสมุด ๒. ศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ๓. สอบถามจากครูผู้ปกครอง ๔. การทำงานศิลปะต่าง ๆ ที่หลากหลาย ๕. ศึกษาสังเกตจากของจริง ๖. จัดจานผลไม้ด้วยแก้วมังกร ครูให้เด็กออกมาเล่าข้อมูลจากการสืบค้นหาคำตอบ จากทางบ้านมาเล่าให้เพื่อนเพื่อนฟังทำ ให้เด็กได้รับประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับแก้วมังกรเพิ่มมากขึ้น ครูพาเด็ก ๆ ไปค้นคว้าหาความรู้เรื่องแก้ว มังกรที่ห้องสมุดจากนั้นคุณครูให้นำเด็ก ๆ ไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ใกล้กับโรงเรียน เรียนรู้สวนพ่อเบนช์ จังหวัดเลย โดยมีวิทยากรให้ความรู้คือ นายเจษฎากร สุทราวิรัตน์ ชาวบ้านให้ความรู้ตอบคำถามเด็ก ๆ ให้เข้าใจและได้ความรู้มากยิ่งขึ้นเด็ก ๆ ได้จัดจานผลไม้ด้วยแก้วมังกรด้วยตนเองโดยได้เรียนรู้จาก วิทยากรคือ คุณแม่เติ๊ลแม่ครัวของโรงเรียน


82 ระยะที่ ๓ ระยะสรุปโครงการ ๑. การเปรียบเทียบความเหมือนและความ แตกต่างของแก้วมังกร - เนื้อขาวเปลือกแดง - เนื้อแดงเปลือกแดง - เนื้อเหลืองเปลือกเขียว ๒. สรุปสาระ STEM - Science literacy - Technology Literacy - Engineering Literacy - Mathematics Literacy ๕. สรุปสาระที่ได้ทั้ง ๓ สาระ - สรุปผลโครงการแก้วมังกร - เด็ก ๆ ร่วมกันระดมความคิดเห็นจากสิ่ง ที่เรียนมาทั้งหมด ๓. เตรียมจัดนิทรรศการเกี่ยวกับข้าวโพด - ทำบัตรเชิญนิทรรศการ - สรุปทบทวนความรู้ที่เรียนมา ๔. แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับข้าวโพด - การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแก้วมังกร - การนำเสนอผลงานเกี่ยวกับแก้วมังกร - การนำเสนอผลงานที่ทำเกี่ยวกับแก้ว มังกร หนูสนใจ (ระยะที่ ๓) เรื่อง แก้วมังกร


83 ระยะที่ 3 สรุปโครงการ หลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงการแก้วมังกรจนเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเด็ก เด็กช่วยกันสรุปความรู้เกี่ยวกับแก้วมังกร ดังนี้ได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติของแก้วมังกร ส่วนประกอบ ของแก้วมังกร รูปร่างลักษณะแก้วมังกร ชนิดของแก้วมังกร อาหารที่ทำจากแก้วมังกร การปลูกแก้ว มังกร ประโยชน์แก้วมังกร ตลอดจนประดิษฐ์และชิ้นงานต่าง ๆเกี่ยวกับแก้วมังกร จากนั้นครูและเด็ก ช่วยกันวางแผนเพื่อนำเสนอการจัดนิทรรศการโครงการแก้วมังกร โดยได้รับความร่วมมือจาก ผู้ปกครองครูและเด็กในห้องเรียนดังนี้ ๑. จัดทำบัตรเชิญชมนิทรรศการโครงการ ๒. จัดทำแผ่นพับโครงการแก้วมังกร ๓. จัดป้ายนิเทศแล้วผลงานกิจกรรมสร้างสรรค์โครงการแก้วมังกร ๔. สาธิตการจัดจานผลไม้ด้วยแก้วมังกร ๕. การแสดงบทบาทสมมติการดูแลแก้วมังกร ๖. การให้ความรู้บรรยายวิธีการปลูกแก้วมังกรและชนิดของแก้วมังกร


84 ภาคผนวก ค คะแนนแบบประเมินทักษะการกล้าแสดงออกก่อนและหลังทำกิจกรรม การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach)


85


86 ภาคผนวก ง ภาพกิจกรรม


87


88


89


90


Click to View FlipBook Version